WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 23, 2011

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/07/54 สมุนด่านแรกของอำมาตย์

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เผยทาสแท้ สามานย์ คือค้านแหลก
ทำแต๋วแตก แก้เกี้ยว ไม่เหลียวหลัง
กลัวอำนาจ หลุดลอย คอยวันพัง
จึงบ้าคลั่ง สั่งสมุน ก่อวุ่นวาย....

เสียงเห่าหอน อ้อนบาทา น่าสมเพช
ความทุเรศ แฝงเร้น เห็นหลากหลาย
พวกตนแพ้ กลับทำกร่าง ไร้ยางอาย
จึงฉิบหาย ถ้วนทั่ว ทุกตัวตน....

ไม่ร่วมมือ แถมตอกย้ำ ทำไม่ได้
บิดพริ้วให้ ชาวประชา ว่าสับสน
ข้าราชการ ก็วางท่า พาวกวน
ด้วยเล่ห์กล แสนชั่ว มั่วทั้งปี....

พวกนายทุน ศักดินา ค้านตาตั้ง
ไม่เคยยั้ง พูดระยำ คำบัดสี
ทั้งข่มขู่ คุกคาม ตามราวี
ประเทศนี้ คนวิปริต จิตโสมม....

อีกสื่อชั่ว มั่วใส่ร้าย ป้ายความผิด
เพิ่มวิกฤติ ดาหน้า มาทับถม
ทำไม่ได้ หรือไม่ให้ทำ ย้ำอารมณ์
ผสานผสม คำสั่งมาร สันดานเลว....

พากันฉุด เมืองไทย ให้ตกต่ำ
ประชาชน รับกรรม ซ้ำดิ่งเหว
ทุกหัวระแหง หมองไหม้ ดุจไฟเปลว
จึงแหลกเหลว เพราะปีศาจ อมาตยา....

๓ บลา / ๒๓ ก.ค.๕๔

จดหมายถึงว่าที่ นรม.หญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว

ที่มา ประชาไท

จดหมายถึงว่าที่ นรม. หญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วย “อาเซียน” และสงครามกับสันติภาพไทย-กัมพูชา

จดหมายถึงว่าที่ นรม. หญิง
จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วย “อาเซียน”
และสงครามกับสันติภาพไทย-กัมพูชา

A Letter to a Woman Premier from Nai Cherng
Kaenkeo (21 July 2011)

ถึง

ว่าที่ นรม. หญิง (ผ่านกัลยาณมิตร และสื่อมวลชน)

(1) เนื่องในโอกาสที่จะถึง “วันแม่แห่งชาติ” ปีนี้ และเนื่องในโอกาสที่
ฯพณฯ จะเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่ง นรม. ของ “สยามประเทศไทย” ผมขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง
“ความรักอันยิ่งใหญ่”
ขอ “สันติภาพ” จงบังเกิดมีต่อพี่น้องร่วมชาติของเรา

กับมนุษย์ “ข้ามพรมแดน” ใน “ประชาคมอาเซียน” อุษาคเนย์

(2) ต่อสถานการณ์การเมือง (ที่) เป็นพิษ และสภาพที่เสี่ยงต่อ “สงครามที่คนอื่น
(อาจ) ก่อ” ขึ้นได้นั้น ผมหวังว่า ฯพณฯ ว่าที่ นรม. จะใช้ทั้งแรงกายแรงใจ สติปัญญา
รวมทั้งความเป็น “หญิง” ความเป็น “แม่” และความเป็น “ภริยา” ในการบริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขของประชามหาชนในชาติของเรา

และเพื่อสันติสุขของมนุษย์ “ข้ามพรมแดน” ใน “ประชาคมอาเซียน” อุษาคเนย์

(3)

ผมมีข้อเสนอ ดังต่อไปนี้

ก. โปรดให้ความสำคัญต่อ “อาเซียน” ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการทูตของไทย
ข. โปรดสร้างสัมพันธไมตรี กับเพื่อนบ้านใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัมพูชา

ลาว และพม่า

ค. โปรดไปเยี่ยมเยียน และสร้างความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมเป็นหลัก โดยไปเยือนประเทศอาเซียนที่เคยมี

หรือกำลังจะมีผู้นำระดับชาติที่เป็นสตรี

ง. โปรดไปเยือนสถานที่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เช่น บรมพุทโธ (Borobudur) มัสยิดอีสติกัล (Istigal) หรือโบสถ์บาร๊อคฟิลิปปิน (Philippine Baroque Church) นาขั้นบันไดบานาเว (Banawe Rice Terraces) มหาเจดีย์ชเวดากอง
(Shwe Dagon) พุกาม (Pagan) ตลอดจนปราสาทวัดพู
(Vat Phou) ปราสาทนครวัด-นครธม (Angkor) ปราสาทจามปาหมี่เซิน (Myson) และ/หรือเมืองประวัติศาสตร์
เช่น เว้ (Hue) มะละกา (Melaka) และปีนัง (Pinang)
(4) อนึ่ง
ผมมีข้อเสนอเฉพาะกิจกับกัมพูชา ดังนี้ คือโปรด “เปลี่ยนเขตปลอดทหาร เป็นเขตสันติภาพถาวร”

(Turn the Demilitarized into a permanent Peace Zone) ตามแนวทางทั้งสองนี้ คือ

ก.

บทกวีประทับใจของสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ว่า

"ปราสาทพระวิหารสันติภาพ
ทาบปราสาทสวรรค์สโมสร
ศรีอุษาคเนย์นิรันดร
ประชากรหรรษาประชาคม"
ข.
คำสั่งของ ศาลโลก กรุงเฮก เมื่อวันที่ 18
กรกฎาคม ที่กำหนดให้มี “เขตปลอดทหาร” หรือ demilitarized zone รอบๆ
ตัวปราสาท ทั้งในเขตแดนของไทย และของกัมพูชา โปรดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในการนำเอา
"เขตปลอดทหาร" นั้น มาแปลงเป็น "เขตสันติภาพถาวร” ให้มีลักษณะเป็น
“เขตแดนร่วม” หรือ shared border ทั้งนี้เพื่อกิจการด้านวัฒนธรรม
เศรษฐกิจ ที่ปลอดจากการเมือง (ชาตินิยม) เป็นพิษ ทำให้เขตแดนเป็นสมบัติร่วมของ

"ชาวบ้าน" ของประชามหาชนทั้งสองชาติสืบไปชั่วกัลปาวสาน

ขออวยพรให้ ฯพณฯ ว่าที่ นรม. หญิง ประสบความสำเร็จในการทำงาน “เพื่อชาติ

และราษฎรของสยามประเทศไทย” ครับ

ด้วยความนับถือยิ่ง
เชิง แก่นแก้ว
น เกาะสิงหะปุระ

PS: Make

Love not War with ASEAN Neighbors, especially Cambodia, Laos and Burma

For PEACE click: http://www.petitiononline.com/sc2011/petition.html

PPS: แนบจดหมายเก่ามาเพื่อโปรดทราบด้วย ครับ FYI:

จดหมายถึงคุณหญิง

จากนายเชิง แก่นแก้ว: ว่าด้วยสงครามไทย-กัมพูชา

A Letter to a Khunying from Nai Cherng Kaenke

จดหมายถึงคุณหญิง จากนายเชิง แก่นแก้ว

(14 February 2011)
ถึงคุณหญิง และกัลยาณมิตร
(1) Happy Valentine’s Day และขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง “ความรัก”
ขอ “สันติภาพ” จงบังเกิดต่อพี่น้องร่วมชาติของเราใน
“สยามประเทศไทย” กับมนุษยชาติ “ข้ามพรมแดน” ใน “เขมรกัมพูชา”

ในลาว ในอุษาคเนย์ และใน “ประชาคมอาเซียน”

(2) ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของ

อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเป็นที่รักเคารพของเรา “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (

From

Womb to Tomb) ที่กล่าวไว้ว่า

“เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง
ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
(3)
ผมเชื่อว่า “การเมือง
(ที่) เป็นพิษ” ในการเมืองภายในของบ้านเมืองเรา
ที่ลามปามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จาก “สันติภาพ”
(Peace) กำลังกลายเป็น “สงคราม” (War) จาก “สนามการค้า” (Market Place) กลับเปลี่ยนเป็น “สนามรบ” (Battlefield) นั้น ด้านหนึ่ง มาจากกิเลศและตัณหา จาก “โลภ-โกรธ-หลง”
และอีกด้านหนึ่งมาจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” ขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่
“บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำเอาไว้
และขาดการเคารพกติการะเบียบของสังคมโลกที่เป็น “สากล”

และเป็น “อารยะ”

(4) ปัญหาที่มาจากกิเลศและตัณหา ว่าด้วย “โลภ-โกรธ-หลง” นั้น ก็คือ
โลภ เพราะอยากได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
โกรธ เพราะไม่ได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
หลง เพราะคิดว่าอาจจะได้ “ปราสาท” กับ “พื้นที่”
(5) ส่วนปัญหาที่เกิดจาก “อวิชชา” จาก “อประวัติศาสตร์” และจากการขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่
“บรรพชน-บรรพกษัตริย์” ของเราได้ทำไว้
ก็คือเรื่อง “หนังสือสัญญา” ฉบับต่างๆ

และแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น)

ที่
“สยาม” Siam ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 กับ เสนาบดีพระหัตถ์ซ้าย-ขวาของท่าน คือ คือ สมเด็จกรมเทววงศ์
(การต่างประเทศ) และสมเด็จกรมดำรงฯ (มหาดไทย)
จำต้องทำและให้สัตยาบันไว้กับฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นฉบับ ค.ศ. 1893-1904-1907
(ตรงกับ ร.ศ. 112, 122, 125 และตรงกับ

พ.ศ. 2436, 2447, 2450 ตามลำดับ)

(6) รวมทั้งแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น ที่มักจะรู้จักกันในนามของ 1:
200,000)
ที่ขีดเส้นพรมแดนครอบคลุมดินแดนจากแม่น้ำโขงตอนบน
(แม่ กบ-เชียงล้อม)-น่าน-เทือกพนมดงรัก-ตลอดลงมาจนถึงเมืองตราด อันเป็นผลงานของ “คณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม” (Commission de Delimitation
entre l’Indochine et Le Siam) และอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส
(หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร) ที่ทรงรับมาเป็นจำนวน 50 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ
ถวายให้กับเสนาบดีการต่างประเทศ คือ สมเด็จกรมฯ เทววงศ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม

พ.ศ. 2451 (1908)

(7) การที่ต้องทำหนังสือสัญญาต่างๆข้างต้น การที่ต้องให้สัตยาบัน
และการที่ต้อง “รับ”
แผนที่ 11 ระวาง (แผ่น) นั้นมา ก็เป็นไปตามปรัชญาความเชื่อว่าด้วย “ชาติ” ของ “ราชาชาตินิยม”
หรือ Royal Nationalism ที่จะต้องรักษา “เอกราช-อธิปไตย” ของสยาม/Siam เอาไว้
ต้องยอมรับว่าสยามมีพื้นที่หรือดินแดน “จำกัด”
(limited land) เป็นเพียง “รูปขวานทอง”
และต้องยอมสละ “ส่วนเกิน” หรือส่วนที่เป็น “ประเทศราช-เมืองขึ้น” ที่ไป “ได้ดินแดน” (ของ “คนอื่น” ของ “เขมร-ลาว-มลายู”)
มา ไม่ว่าจะเป็น “เสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จำปาศักดิ์-หลวงพระบาง-เชียงตุง-เมืองพาน”
ตลอดจน “เคดะห์-ปลิส-กลันตัน-ตรังกานู”
(ที่ต้องยอมยกและแลกเปลี่ยนไปกับอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ.

1909 ปลายรัชสมัย “เสด็จพ่อ ร. 5”)

(8) แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932)
พวก “ผู้นำใหม่”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก “เสนาอำมาตย์” หรือ “ปีกขวา” นักการเมืองสายทหารของ
“คณะราษฎร” ก็เปลี่ยนปรัชญาความเชื่อของตน
เปลี่ยนและ “สร้างชาติ” ตามแนวลัทธิ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” หรือ Military-Bureaucratic
Nationalism (แทน “ราชาชาตินิยม” Royal

Nationalsim)

ลัทธิใหม่นี้ เปลี่ยนนามประเทศจาก “ราชอาณาจักรสยาม” จาก Siam
เป็น “ประเทศไทย” เป็น Thailand พ.ศ. 2482 (1939) รวมทั้งเปลี่ยนเนื้อร้อง “เพลงชาติ”

(แต่ ไม่ได้เปลี่ยนทำนอง) จากประโยคขึ้นต้นว่า “อันสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง.....” เป็น “ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.....”

แล้วก็ปลุกระดมความ “รักชาติ” การ “กู้ชาติ” ดำเนินการขยายดินแดนด้วยการ “เรียกร้องดินแดน” เพื่อให้ “ประเทศไทย”
เป็น “มหาอานาจักรไทย” (สะกดด้วย
น. หนู ตามตัวสะกดที่ถูกรัฐบาลให้เปลี่ยนในสมัยนั้น) ดังนั้น “ประเทศไทย” หรือ Thailand ก็มีสภาพเป็น
expanded land หาใช่ limited land อย่างของ

“ราชอาณาจักรสยาม” หรือ Siam ไม่

(9) ในปี พ.ศ. 2484-85 หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียง 2 ปี ก็เกิด “สงครามอินโดจีน” รัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม ก็ส่งกำลังของกองทัพบก-เรือ-อากาศ
บุกเข้าไปยึดดินแดนต่างๆมาได้ อาทิ เมืองเสียมราฐ (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดพิบูลสงคราม”)-ยึดพระตะบอง-ยึดศรีโสภณ-(และปราสาทพระวิหาร)-ยึดจำปา ศักดิ์

(และปราสาทวัดพู)-ยึดไซยะบุรี (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “จังหวัดลานช้าง” สะกดโดยไม่มีไม้โท)

รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม “ประกาศสงคราม” กับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ
25 มกราคม พ.ศ 2485 (1942) และด้วยความช่วยเหลือของ “พันธมิตรญี่ปุ่น
“ ก็ทำการยึดเมืองพาน-เมืองเชียงตุง (ในพม่า
เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สหรัฐไทยเดิม”) แถมญี่ปุ่นยังมอบรัฐมลายู เช่น “เคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานู”

ให้มาอีก รัฐบาลพิบูลสงครามเอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า “สี่รัฐมาลัย”

(10) นี่คือสภาพ “อีรุงตุงนัง” และ “มรดกทางประวัติศาสตร์”
ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศชาติของเราเกือบถูกยึดเป็น “เมืองขึ้น” และผู้นำของ “อำมาตยาเสนาธิปไตย”
หลายคนเกือบกลายเป็น “อาชญากรสงคราม” ถูกจับประหารชีวิต เมื่อมหามิตรญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูแพ้สงครามไป
โชคดีที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ “ปีกซ้าย” ของ “คณะราษฎร” ตั้ง “ขบวนการเสรีไทย”
ทำการใต้ดินขึ้นมา “กู้ชาติ” ไว้ได้ ทำการ “ประกาศสันติภาพ” เมื่อ 16 สิงหาคม 2488 (1945) นี่คือผลงานของ “บรรพชน-มหาบุรุษ”
แต่ท่านปรีดี ก็ถูกกำจัดออกไปด้วย “การเมืองทราม-การเมืองเป็นพิษ”
(ถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในกรณีสวรรคตอันมืดมนของในหลวงรัชกาลที่ 8
เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) มีการ “รัฐประหาร พ.ศ. 2490”
โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่นำ “อำมาตยาเสนาธิปไตย”
ของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมา
และสืบทอดกันต่อๆมาโดยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ฯลฯ

และยังทรงอิทธิพลอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

(11) จะเห็นได้ว่า “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” ของสมัยจอมพล
ป. พิบูลสงคราม ที่มีหลวงวิจิตรวาทการเป็น “มันสมอง” มีทีมงานจากกรมศิลปากร (นายธนิต หรือ นายกี อยู่โพธิ์-นายมานิต วัลลิโภดม
หรือทีมงานของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์)
อย่างนายมั่น-นายคง (นายสังข์ พัธโนทัย) ก็ส่งมรดกตกทอดกันมายัง “สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” ตลอดจนทางสายของนักการเมืองพลเรือนอย่าง
“เสนีย์-คึกฤทธิ์ ปราโมช-ควง อภัยวงศ์”
เรื่อยมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี

จนถึงรุ่นของจำลอง-สนธิ-โพธิรักษ์-สมปอง-อดุล-ศรีศักร และรัฐบาลในปัจจุบัน

(12) นี่เป็น “หลุมดำทางการเมือง” (Political Black Hole) หรือ “หีบพยนต์-ผะอบนางโมรา” (Pandora’s Box) ที่หากตกลงไปก็ยากที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้
หรือถ้าเปิดออกมา (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็อาจถึงตายได้ คำถามของเรา ณ
บัด นี้ ก็คือเรา (หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอก กทม.) จะรอดจาก “บ่วงกรรม” นี้ไปได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรให้ “การเมืองเป็นพิษ” หรือ “การเมืองทราม”
กลายเป็น “การเมืองดี” ทำให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง
มีศักดิ์มีศรี มีเกียรติภูมิในวงการระหว่างประเทศ
เคารพกติการะเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ดำเนินการที่เป็น “สากล”

และเป็น “อารยะ”

กัลยาณมิตร และเพื่อนๆของผมในกลุ่ม “สันติประชาธรรม” ขอเสนอมายังคุณหญิงอีกครั้งหนึ่ง
และขอให้ช่วยนำความไปเรียนต่อ “บุคคลที่อยู่ใกล้ตัวคุณหญิง

ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเป็นทหาร ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่บ้าน” ก็ตาม

ขอให้เรามาช่วยกัน “ปฏิบัติธรรม” ละเสียซึ่งโลภ-โกรธ-หลง
ขจัด “อวิชชา” และ “อประวัติศาสตร์” ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกันหลีกเลี่ยง “สงคราม” ช่วยกันแสวงหา “สันติภาพ

“ ช่วยกันทำให้ “สนามรบ” กลับเป็น “สนามการค้า” อีกครั้ง

ขอให้เรามาช่วยกัน ทำดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอุษาคเนย์-อาเซียน
ที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ ธรรมชาติและวัฒนธรรม จาก “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถึงพนมดงรัก
จากปราสาทพนมรุ้ง ถึงปราสาทพระวิหาร และปราสาทวัดพู จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง ณ
คอนพะเพ็ง-แก่งหลี่ผี” กลายเป็น “มรดกโลกข้ามเขตแดน” เพื่อ “ความรัก-สันติภาพ-สันติสุข-และอหิงสา” ของ “ประชาคมอาเซียน” ที่ “ไร้พรมแดน”
ให้จงได้ (Asean Trans-Boundary World Heritage Sites from
Dong Phyayen-Khaoyai to Phnom Dangrek-Prasat Phnom Rung/Preah Vihear/Vat Phou

to Khone Papeng/Li Phi Falls and the Middle Mekong Basin)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อ “ชาติ และราษฎรไทย” ของเรา
เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน
หลายพันหลายหมื่นชีวิต ที่อยู่ตามแนวชายแดนกว่า 800 กิโลเมตร จากอุบลฯ ศรีสะเกษ
จากสุรินทร์ บุรีรัมย์ จากสระแก้ว-จันทบุรี-ถึงตราด ผู้คนที่เป็นเพียงชาวบ้าน
แค่ชาวชนบท ด้อยการศึกษา (ไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตรมัธยม โดยไม่ต้องพูดถึงระดับปริญญาตรี

อย่างเราๆท่านๆ ในเมืองหลวง)

และก็ด้อยซึ่งโอกาส ที่ต้องเผชิญต่อ “สงคราม” และสภาพของบ้านแตกสาแหรกขาด
สูญ เสียชีวิตและเลือดเนื้อ ทำมาหากินไม่ได้ ที่อยู่ทางฝั่งตะเข็บชายแดนของ “สยามประเทศไทย” ที่ร่วมชะตาและร่วมกรรมกับผู้คนที่ก็เหมือนๆกัน
เป็นญาติพี่น้องกัน ร่วมสายเลือดเดียว ทั้งยังร่วมวัฒนธรรม
ร่วมภาษากันในฝั่งตะเข็บชายแดนของ “เขมรกัมพูชา” จากสตุงแตรง ถึงพระวิหาร จากอุดรมีชัย ถึงบันทายมีชัย โพธิสัตว์ และเกาะกง

ดังข้อเสนอต่อไปนี้

1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น
ยุติการสู้รบโดยทันที
ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ

ทั้งสองฝ่าย

2.
ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน

เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน

3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่

เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน

4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร
โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช

อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543

5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา
ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง
ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ

อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้

ด้วยความระลึกถึง
เชิง แก่นแก้ว
สิงหะปุระ

PS: Make

Love not War with ASEAN Neighbors, especially

Cambodia and Laos

รัฐบาลยิ่งลักษณ์กับการบูรณาการอาเซียน

ที่มา ประชาไท

แม้ จะเป็นที่ทราบกันดีว่า การบูรณาการอาเซียนในปี 2015 นั้นตั้งอยู่บนฐาน การบูรณาการด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยนโยบายรูปธรรม ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการค้าเสรี การลดหย่อนภาษีสำหรับทุนต่างชาติ การลดลักษณะชาติภายใต้ความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favor Nation) และอาจตีความกลายๆ ว่า รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี

ด้านหนึ่ง ย่อมเป็นการขยายความมั่งคั่งสู่ประเทศในภูมิภาค ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การลงทุนจากต่างประเทศเป็นการขยายโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีชีวิตที่มีทาง เลือกมากขึ้น ความมั่งคั่งถูกแผ่กระจายออกไป และดึงประชาชนในพื้นที่ล้าหลังเข้าสู่ระบบการผลิตโลก ทำลายสังคมจารีตสู่สำนึกสากล และค่านิยมการบริโถคแบบแผนเดียวกัน แ

ต่ใน ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ตามมาก็เป็นไปตามที่องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศพยายาม ชี้แจง คือความเปราะบางแบบใหม่ ความผันผวนของกลไกตลาด และการลงทุนที่ปราศจากจริยธรรม การกดขี่แรงงาน และการตักตวงทรัพยากรจากพื้นที่ที่ปราศจากกฎหมายคุ้มครอง ความเปราะบางข้างต้นนี้ นับเป็นสิ่งที่ท้าทายการบูรณาการอาเซียน สำหรับประเทศโดยมากในภูมิภาคที่มีปัญหาด้านการพัฒนาประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน การละเลยปัญหาข้างต้นย่อมเป็นการขุดหลุมฝังศพตัวเอง การลุกฮือในประเทศแถบภูมิภาคนี้อันมีต้นเหตุจากลักษณะการต่อสู้ในชีวิตประจำ วัน ที่มักจบลงด้วยการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม อุ้มฆ่า หรือขังลืม อาจไม่สามารถทำได้โดยสะดวกนัก เพราะมันจะทำให้ทั้งภูมิภาคนี้เข้าสู่ภาวะมิคสัญญี สำหรับชนชั้นปกครอง มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคิดใหม่เรื่องการจัดการความขัดแย้งตลอดจน แนวทางการพัฒนาในสังคม

ในกรณีไทย ที่ผ่านมาชนชั้นปกครองมี “โลกภาพ” ที่ค่อนข้างล้าสมัยทั้งในแง่การพัฒนา และการจัดการความขัดแย้ง ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางสังคมนับจากทศวรรษ 2550 สื่อทางการไทยมักพยายามโฆษณาภาพชนชั้นปกครองเกี่ยวกับการพัฒนา พื้นที่ทุรกันดาร นำน้ำ ไฟ ถนนไปให้ ไม่นับรวมกับการบริจาคที่ทำกันเป็นเทศกาลงานบุญประเพณี ขณะที่วิธีคิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง ก็มิได้มีความแตกต่างจากคู่มือ ซีไอเอ สมัยสงครามเย็นที่พยายามมองว่า ผู้ชุมนุมถูกล้างสมอง จ้างให้มา แกนนำเป็นสายตรงจากพรรคคอมมิวนิสต์พยายามล้มเจ้า คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย และจบลงด้วยการขนทหารมายิงประชาชนกลางเมืองแบบเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อสาม สิบสี่สิบปีก่อน พร้อมทั้งการส่งเสริมให้เด็กไทยได้เรียนประวัติศาสตร์ว่าด้วยวีรกรรมอันยิ่ง ใหญ่ของชนชั้นปกครอง

สิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องพิจารณาคือ ลักษณะความขัดแย้งในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมร้อยกัน การจัดการความขัดแย้งนั้นมิอาจใช้มุมมองโลกภาพแบบเดิมๆ

บทความนี้จะพิจารณาความขัดแย้งรูปแบบใหม่ที่จำเป็นต้องก้าวให้พ้นจากวิธีการจัดการความขัดแย้งแบบเดิมๆ

1. ปัญหาด้านอัตลักษณ์และวิถีชีวิต

บท ความของ สตีเว่น โบโรวิคได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งท้าทายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่พรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับ ส.ส.แบ่งเขตสักที่นั่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้ โดยหนึ่งในสาเหตุคงไม่พ้นจากการสลายการชุมนุมที่มัสยิด กรือแซะ อันนำสู่การเสียชีวิตของผู้ร่วมชุมนุม นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยม พยายามโยงการจัดการปัญหาภาคใต้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณเข้าเป็นหนึ่งใน “นโยบายประชานิยม” ที่ถูกผลักโดยความต้องการแบบสั้นๆ มักง่ายของผู้ลงคะแนน และนักการเมือง การพิจารณาเช่นนี้นับเป็นการละเลยพัฒนาการของสังคมไทย ทักษิณ ชินวัตรไม่ใช่วีรบุรุษหรือ ซาตานที่มาเสกบันดาลทุกเงื่อนไขในประเทศนี้ วิธีการลดทอนค่าความเป็นมนุษย์เพื่อจัดการปัญหาสังคมไทย ถูกสั่งสมมาในโครงสร้าง ผ่านประวัติศาสตร์แนวราชาชาตินิยมมาช้านาน ไม่ใช่เพียงแค่ประชาชนเชื้อชาติมาเลย์เท่านั้นที่เผชิญเงื่อนไขนี้ ประชาชนจากพื้นที่ตอนเหนือ และอีสาน ก็ถูกลดทอนความเป็นคน โดยชนชั้นกลางในเมืองมาช้านาน (ปัจจุบันก็ยังคงอยู่) โดยอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ถูกต้อง ถูกแทนที่ด้วยประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม การโต้กลับของขบวนการที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภาพสะท้อนการขัดขืนของคน ในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้มิได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอัตลักษณ์อย่างเดียวแน่นอน หากแต่เกี่ยวพันกับปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่าง พื้นที่ แต่หลายปีที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าขบวนการดังกล่าวไม่มีศักยภาพพอ ที่จะพัฒนาและจัดการปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เช่นกัน สิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องก้าวให้พ้นเมนูนโยบายแบบเดิมๆ อาทิ “เราคนไทยเหมือนกัน” , “ขวานไทยที่ไม่มีด้าม เอาไปใช้การคงไม่ได้” รวมถึงวิธีคิดแบบเดิมๆเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน

ในยุคสมัยแห่งการ บูรณาการ ประวัติศาสตร์ที่ควรพูดถึงคือประวัติศาสตร์ร่วมของประชาชนแต่ละพื้นที่ หาใช่ประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำ ประวัติศาสตร์เรื่องการเสียดินแดน ได้ดินแดน หรือข้าศึกมาเผาเมืองเมื่อหลายร้อยปีก่อน นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่สร้างสรรค์ และคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชนชั้นนำแต่ละยุคสมัยเป็นหลัก วิธีคิดศาสนาแห่งรัฐ(ไม่ว่าของรัฐส่วนกลางและฝ่ายแบ่งแยกดินแดน) ควรถูกแทนที่ด้วยมาตรฐานสิทธิมนุษยชน ศาสนาควรเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคนมากกว่าการปลูกฝังโดยรัฐ การตั้งเขตปกครองพิเศษยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งมิใช่กับพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น หากแต่ต้องพิจารณาการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ในพื้นที่อื่นเช่นกัน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ทหาร ตำรวจ บุคลากรด้านศาล จากส่วนกลางอันนับเป็นมือไม้ของระบบรัฐรวมศูนย์แบบอำมาตยาธิปไตย พึงถูกยกเลิก หรือจำกัดอำนาจความรับผิดชอบให้น้อยที่สุด รัฐส่วนกลางพึงสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น บุคลากรและเครื่องมือด้านสาธารณสุข การสร้างเครือข่ายการคมนาคมราคาถูกโดยรัฐ และรณรงค์มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลให้เป็น ขั้นต่ำของข้อบังคับในท้องถิ่น เปลี่ยนวิธีคิดของพื้นที่ชายแดนจากลักษณะพื้นที่ที่อำนาจอธิปไตยไปไม่ถึงสู่ การเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของแต่ละพื้นที่

2. ประเด็นแรงงาน แรงงานข้ามชาติ และความมั่นคงมนุษย์

เมื่อ ประมาณปี 2552 บริษัทบอดี้แฟชั่นได้ทำการเลิกจ้างพนักงานกว่าสองพันคน ในโรงงานย่านบางพลีจังหวัดสมุทรปราการ แม้จะมีการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย พนักงานโดยมากมีภูมิหลังมาจากครอบครัวฐานะยากจนในต่างจังหวัด และอพยพมาตั้งแต่ราวอายุ 14-15 โดยมีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นอย่างมาก การเลิกจ้างในวัยกลางคนนับเป็นหายนะของชีวิตแรงงาน ที่ไม่สามารถมีทางออกใดๆในประเทศนี้ ข้อสังเกตสำคัญคือพนักงานที่ถูกปลดออกมักเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ที่มีอายุ พร้อมกันนั้น บริษัทยังขยายสาขาไปเปิดสาขาที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำกว่า ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ราวห้าสิบบาท และต่ำกว่าค่าจ้างที่บริษัทจ้างแรงงานที่ถูกปลดกว่าครึ่งหนึ่ง

การบูรณาการ รอาเซียนเป็นที่หวาดวิตกต่อ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน ด้านหนึ่งคือการนำเข้าแรงงานราคาถูกบริเวณชายแดนไทย ซึ่งแรงงานที่อำนาจต่อรองต่ำนี้มีแนวโน้มที่จะรับค่าจ้างที่ต่ำกว่ากฎหมาย กำหนด ก่อให้เกิดการว่างงานในแรงงานไทย หรือกระทั่งการที่ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตสู่พื้นที่ที่ค่าจ้างต่ำกว่า ในลักษณะโรงงานไร้ราก แต่การปิดกั้นและปฏิเสธการบูรณาการอาเซียนโดยสิ้นเชิงก็ดูจะเป็นการปิดตา ข้างเดียวโดยปฏิเสธราวกับว่า การกดขี่แรงงานข้ามชาติ การปิดสถานประกอบการและไล่คนออกแล้วไปเปิดที่ใหม่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมการ ผลิตไทย ในด้านหนึ่งการบูรณาการเป็นการเปิดโอกาสที่จะผลักดันประเด็นด้านความมั่นคง ของมนุษย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น แต่ทำอย่างไรให้แรงงานได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ภายใต้การบูรณาการเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้

มักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าสังคมที่มีการเติบโต ทางเศรษฐกิจเกิด ขึ้นเพราะการปล่อยเสรีทางเศรษฐกิจ ฮ่องกงอันเป็นตัวอย่างของ มิลตัน ฟลิดแมน นักวิชาการผู้สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมใหม่ หากพิจารณาดูแล้ว ในฮ่องกง รัฐเป็นผู้สร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น ทุกวันนี้ฮ่องกงเติบโตจากการเป็นประเทศอุตสาหกรรมของเก๊ สู่การเป็นศูนย์กลางการเงินและการบริการของภูมิภาค ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องให้ความสำคัญ คือการสร้างหลักประกันพื้นฐานแก่ประชาชนโดยรัฐบาล อันจะเป็นเกราะป้องกันปัญหาความไม่มั่นคงจากการขยายตัวของการเปิดการค้าเสรี และบริการในระดับภูมิภาค

บทความของ นพ.พิทักษ์ วชิระศักดิ์มงคล ได้ชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามสิบบาทรักษาทุกโรค ที่เปลี่ยนจากการรักษาแบบสังคมสงเคราะห์แบบเก็บตก สู่สิทธิขั้นพื้นฐานที่สามารถเข้ารับบริการได้โดยไม่ต้องพิสุจน์ความเจ็บ หรือความจน ดังนั้นหากพิจารณาหลักประกันความมั่นคงทางชีวิตของไทยด้านอื่นๆแล้วค่อนข้าง ต่ำมาก ทั้งด้านที่อยู่อาศัย หรือการประกันรายได้...ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตลก เพราะประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ “หวงสัญชาติ”มาก ขนาดเด็กอายุเจ็ดขวบยังต้องมีบัตรประชาชน แต่เมื่อเอาตามจริงแล้วการเป็นคนไทยกลับไม่ได้สิทธิประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน นัก ข้อเสนอนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่หากรัฐบาลส่งเสริมการประกันรายได้แก่ประชาชนทุกคน ให้มีรายได้เพียงพอในระดับเทียบเท่าค่าจ้างเริ่มแรก สิ่งเหล่านี้จะเป็นการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจต้องขึ้นค่าจ้างเพื่อจูงใจคนสู่ ตลาดแรงงาน การจ้างค่าจ้างแบบ”กันตาย” ควรจะสูญพันธ์ไปจากระบบการจ้าง ดังเช่นข้อเสนอ ของ คณะปฏิรูประบบค่าจ้างโดยขบวนการแรงงานไทย ที่ให้ยกเลิกค่าจ้างขั้นต่ำสู่ “ค่าจ้างลูกจ้างไร้ฝีมือที่เริ่มทำงานปีแรก” นั่นหมายความว่าโครงสร้างค่าจ้างต้องมีความครอบคลุมถึง แรงงานทุกระดับ ไม่ว่าจะเริ่มงานใหม่ ทำงานมาแล้วสิบปี หรือใกล้เกษียณ โดยได้ค่าตอบแทนตามอายุงาน (เช่น ผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานยี่สิบปี ควรมีค่าจ้างเป็นประมาณ 2.5เท่า ของผู้เริ่มงานปีแรกเป็นขั้นต่ำ) นั่นหมายความว่ารัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากทั้งภาษีทางตรง (ภาษีเงินได้) และภาษีทางอ้อม (ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการที่ประชาชนมีอำนาจการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น) ซึ่งสามารถมาจัดเปินเงินชดเชยการว่างงานที่ประชาชนต้องได้ไม่น้อยกว่า “ค่าจ้างสำหรับผู้เริ่มทำงานปีแรก” และเป็นการให้ในฐานะสิทธิพลเมืองไม่ใช่การให้แบบเก็บตกหรือสงเคราะห์

หลัก การข้างต้นมิได้จำเพาะเพียงแค่แรงงานไทย หากแต่หมายรวมถึงแรงงานทุกสัญชาติที่อยู่ในตลาดแรงงานของไทย จึงเป็นที่แน่ชัดว่าหากค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้น ความต้องการแรงงานข้ามชาติที่ค่าจ้างต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบย่อมสูงขึ้น เช่น งานประมง หรือก่อสร้าง การบูรณาการอาเซียนจะทำให้เงื่อนไขของแรงงานข้ามชาติมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานข้ามชาติอาจต้องถูกวางเงื่อนไขให้ทำประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุแก่ลูกจ้าง รวมถึงต้องมีการปรับค่าจ้างตามมาตรฐานเดียวกับแรงงานไทย สิ่งที่ต้องตามมาคือการวิธีคิดเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ความเป็นพลเมืองไทย การได้มาซึ่ง “สัญชาติไทย” พึงพิจารณาผ่านลักษณะการทำงานของแรงงานนั้น โดยถือการคุ้มครองความมั่นคงของมนุษย์มากกว่าความมั่นคงของรัฐ รูปธรรมคือแรงงานข้ามชาติที่ทำงานอย่างต่อเนื่องสามปีไม่ว่าจะเข้าเมืองด้วย วิธีใด สามารถขอสัญชาติไทยได้ และได้รับสิทธิเยี่ยงพลเมืองไทย รวมถึงสิทธิประกันการว่างงาน

ประเทศไทยมักหลงทางกับวลี “การพัฒนาฝีมือแรงงาน” โดยมองว่าคนว่างงาน ว่างงานเพราะไร้ทักษะและไม่มีความสามารถเพียงพอ ซึ่งมิได้ผิดทั้งหมดหากแต่ละเลยว่าข้อเท็จจริงของการว่างงานโดยมากเกิดเพราะ การต้องการลดต้นทุนของผู้ประกอบการในกรณีที่แรงงานเริ่มสูงอายุ หรือเริ่มหัวแข็งและหัวหมอมิยอมจำนนต่อสภาพการจ้างงานที่ขูดรีด การเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ใช้แรงงานต้องขึ้นกับองค์กรของผู้ใช้แรงงานเอง นั่นคือสหภาพแรงงานซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกันกับประเทศอารยะทั้งหลายที่การ แก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานเกิดจากการต่อสู้ด้วยองค์กรของพวกเขาเอง อันแตกต่างจากแบบแผนของไทย ที่มักใช้ระบบเส้นสายและการอุทิศตนขององค์กรพัฒนาเอกชนและช่วยเหลือเป็น ประเด็นแยกขาดมากกว่าการปฏิรูปสังคมโดยรวม ในประเด็นการพัฒนาฝีมือนั้น หลักการง่ายๆคือ การพัฒนาระบบการศึกษาถ้วนหน้าครบวงจร ที่ผู้ศึกษา ที่บรรลุนิติภาวะพึงได้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า “ค่าตอบแทนสำหรับผู้เริ่มงานปีแรก” อันเป็นโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานไทยได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างเต็มที่ พร้อมกันนั้น สำหรับประชาชนชาวอาเซียนก็พึงได้เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา(รัฐ)ไทย ด้วยอัตราค่าเล่าเรียนเดียวกัน โดยรัฐบาลพึงให้ทุนสนับสนุนแก่นักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสามารถ สูง เพื่อเป็นบุคลากรเพื่อพัฒนาสังคมไทย และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อการบูรณาการระหว่างประเทศ

3. สิทธิทางการเมือง และการแสดงออก

สิทธิ ทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ เป็นเงื่อนไขเดียวกัน การบูรณาการอาเซียนต้องนำสู่แนวคิด พลโลกที่เคารพความเป็นมนุษย์ระหว่างกัน ประวัติศาสตร์การเมืองแบบล้าหลังยุคสงครามเย็นควรถูกแทนที่ด้วยประวัติ ศาสตร์การร่วมมือกันของประชาชน ที่ต่างเผชิญปัญหาและความเปราะบางเดียวกัน กฎหมายที่จำกัดสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์บางสถาบันพึงถูกยกเลิก ไม่ว่า จะเป็นบางสถาบันของไทย พรรคเผด็จการคอมมิวนิสต์ หรือพรรคชาตินิยมของประเทศใดๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เงื่อนไขเฉพาะของภูมิภาคนี้ในลักษณะวัฒนธรรมสัมพัทธ์ หากแต่เป็นภาพสะท้อนความด้อยพัฒนาที่เกิดจากการกดขี่อย่างเป็นระบบของประเทศ ในภูมิภาคนี้ ชนชั้นนำและพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมมักพยายามสร้างแนวร่วมของวัฒนธรรม จารีตของชนชั้นสูง แต่ประชาชนและพรรคการเมืองของประชาชนชนชั้นล่างต้องไปไกลกว่านั้น คือการบูรณาการความเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งตัวตน เสรีภาพ และประชาธิปไตย

ปัญหาของสิทธิเสรีภาพและการแสดงออกทางการเมืองไทย จึงมิใช่เรื่องเฉพาะของสังคมไทย ค่านิยมและความศักดิ์สิทธิ์ต่อบางสถาบันล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ สร้างความชอบธรรมให้แก่การกดขี่ในระบบทุนนิยม ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ โดยมีระดับที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีลักษณะร่วมคือ การได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ในประเทศภูมิภาคนี้ (New Rich of Asia) โดยเป็นกลุ่มที่เปราะบาง กลวงเปล่าและไร้อุดมการณ์ คนกลุ่มนี้หาใช่พลังประชาธิปไตยตามทฤษฎีการพัฒนากระแสหลัก ตรงกันข้ามคนกลุ่มนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อความก้าวหน้าทุกชนิด แม้ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มแรกๆที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาระบบทุนนิยม ที่ผ่านมา ในกรณีประเทศไทยคนกลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่ม”สลิ่ม” ชนชั้นกลางที่ก่นด่าการสร้างทางรถไฟฟ้า หรือกั้นทางรถเมล์ด่วนพิเศษว่าทำให้รถติด ทั้งๆที่เส้นทางโดยสารทางรางทั้งหมดเชื่อมพวกเขาจากคอนโดฯหรูสู่ออฟฟิสกลาง เมืองอีกย่านหนึ่ง คนกลุ่มนี้โวยวายกับการขึ้นค่าแรงวันละสามร้อยบาทว่าจะทำให้ค่าครองชีพสูง ขึ้น ทั้งๆที่ความเป็นจริงคนเหล่านี้ก็รับประทานอาหารมื้อละร้อยบาทตามร้านอาหาร แฟรนไชส์ที่กดขี่ค่าแรงผู้ใช้แรงงานและปราศจากสหภาพแรงงาน (พวกเขามักชื่นชมเด็กมัธยมที่ทำงานในร้านอาหารพาร์ตไทม์ว่ามีจิตสำนึกผู้ ประกอบการตั้งแต่เด็ก โดยลืมเฉลียวใจว่าค่าจ้างชั่วโมงละ 22 บาทไม่สามารถซื้ออะไรแก่พนักงานวัยเยาว์ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าชีวิตที่ดีในปัจจุบันหรืออนาคต) และหากจำกันได้คนกลุ่มนี้คือคนที่สรรเสริญการสังหารผู้ชุมนุมของรัฐเพื่อทวง คืนห้างสรรพสินค้าและสี่แยกของพวกเขา คนกลุ่มนี้มักจะฟูมฟายกับความเป็นไทย และจารีตอันงดงาม รวมถึงคุณค่าแบบเอเชียๆทั้งหลาย เช่น ซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัดอดทน แต่ชีวิตประจำวันของพวกเขากลับมีแต่ความกลวงเปล่า การฟังธรรมะจากเกจิอาจารย์ชื่อดังในวันหยุดนับเป็นหนทางการไถ่บาปภาระในระบบ ทุนนิยมของพวกเขา

คนกลุ่มนี้ไม่มีพลังใดๆทั้งสิ้น การก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจคนเหล่านี้ซึ่งมักเป็นเครื่องมือ สร้างความชอบธรรมให้กับ พรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยม ด้วยเงื่อนไขโครงสร้างทางสังคม พวกเขามีทรรศะเหยียดเพศ เชื้อชาติ และชนชั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการภูมิภาค คนกลุ่มนี้มีอยู่ในทุกสังคมทุกประเทศ สิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพิจารณาคือ จะทำอย่างไรให้คนส่วนน้อยที่มีทรรศนะคับแคบเหล่านี้ เป็นเพียงตัวตลกของสังคมมากกว่าอภิชนที่น่ายกย่อง (เราจะเห็นตัวอย่างในประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ที่วิถีชีวิตและทรรศนะชนชั้นกลางแบบมาตรฐานถูกทำให้เป็นเรื่องตลกในภาพยนตร์ ทั่วไป มากกว่าเรื่องการเสียสละทำตามหน้าที่อันน่ายกย่องแบบคุณค่าเอเชียใน ปัจจุบัน) การบูรณาการอาเซียนจึงจำเป็นต้องพิจารณาการแสดงออกทางการเมืองที่สะท้อนผล ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงมากกว่า ข้อเรียกร้องของเหล่าอภิชนที่กลวงเปล่าในแต่ละประเทศ

เทคโนโลยี สารสนเทศ เป็นเงื่อนไขสำคัญกับการบูรณาการทางสังคม และการแสดงออกทางความคิดอันเป็นสากล การสร้าง “ฮาร์ดแวร์” และ “ซอฟท์แวร์” ทางไอที ที่ราคาถูกและเข้าถึงผู้คนส่วนมากนับเป็นเรื่องสำคัญ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของ บรรษัทข้ามชาติในการผูกขาดพัฒนาซอฟท์แวร์ต่างๆ รัฐบาลแต่ละประเทศพึงเป็นผู้สนับสนุนการวิจัยค้นคว้าเพื่อนำสู่เทคโนโลยีการ สื่อสารเพื่อนำสู่การสร้าง ซอฟท์แวร์สาธารณะของประชาชนในภูมิภาค มากกว่าทรัพย์สมบัติของบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมักถูกควบคุมโดยชนชั้นอภิสิทธิ์ชนของแต่ละสังคมอีกต่อหนึ่ง

โดย สรุปแล้วการบูรณาการอาเซียนจึงไม่ใช่เรื่องของวลีที่สวยงาม ในลักษณะ “พลโลก” หรือมิตรภาพไร้พรมแดนเท่านั้น แต่เป็นการท้าทายพลังของประชาชนผู้ถูกกดขี่ทั่วทั้งภูมิภาคนี้ ซึ่งกำลังจะเผชิญกับ เงื่อนไขความขัดแย้งและความเปราะบางแบบใหม่ อันเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงจากคนยากจนส่วนใหญ่ของประเทศจะสามารถ นำเงื่อนไขการบูรณาการนี้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากได้หรือไม่ ซึ่งโจทย์ของสังคมหลังการบูรณาการอาเซียน จึงมิใช่เพียงแค่การสร้างความมั่นคงแก่พลเมืองชาติตน หากแต่ต้องตีความถึงเหล่า “ไพร่” ที่ถูกกดขี่ในภูมิภาคนี้ การสร้างแนวร่วมของพรรคเพื่อไทย จึงมิอาจคิดคำนวณได้เพียงแค่เรื่องปัจจัยทางธุรกิจและผลกำไร หากแต่เป็นการถามท้าถึงมิติความมั่นคงของมนุษย์ทั้งภูมิภาคนี้

เสียงของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เสียงที่ไม่ธรรมดาในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ที่มา ประชาไท

การ รับฟังความเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ถูกกำหนดไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เกือบทุกปี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีกิจกรรมที่เรียกว่าการประชุมรับฟัง ความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ โดยมีลักษณะของกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามกรอบและแนวทางที่คณะกรรมการหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติได้กำหนด หลายปีที่ผ่านมา การรับฟังความคิดเห็นทั่วไปเริ่มกลายเป็นงานประเพณี บางปีเริ่มใช้ข้อจำกัดทางการเงิน มาเป็นตัวกำหนดรูปแบบและวิธีการ ข้อสรุปหลายประเด็นถูกเลือกหยิบไปใช้ ตามความสนใจ ความต้องการของแต่ละกลุ่มองค์กรที่มีบทบาทเกี่ยวพันกับสำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ แต่ประเด็นสำคัญบางประการที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายอาจซุกซ่อนอยู่ในบางย่อหน้า ของผลการรับฟัง และอาจเป็นที่มาของปัญหาการดำเนินการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ดังนั้นหากไม่สามารถใช้กลไกของการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้ รับบริการให้สอดคล้องกับกฎหมายอย่างจริงจัง เสียงบ่น และความคับข้องใจโดยเฉพาะของผู้ให้บริการก็จะยิ่งดังขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อ ไป

คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับการรับฟังความเห็น

พระ ราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดให้คณะกรรมการ “หมายความว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีอำนาจหน้าที่ในการรับฟังความเห็น บัญญัติไว้ในมาตรา 18(10) และมาตรา 18(13)

มาตรา 18(10) กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังความเห็นจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข

มาตรา 18(13) จัดประชุมเพื่อให้คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นโดยทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี

จะ เห็นได้ว่ามาตรา 18(10) เป็นบทบาทในส่วนของอำนาจ ให้คณะกรรมการ สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ ส่วนมาตรา 18(13) เป็นบทบาทในส่วนของหน้าที่ ซึ่งกำหนดให้ ต้องมีการจัดประชุมเป็นประจำทุกปี สำหรับการจัดประชุม คณะกรรมการสามารถกำหนดให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการต้องไปดำเนินการจัดประชุมให้ โดยคณะกรรมการเป็นผู้รับฟังความเห็น จึงจะเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับหน้าที่ของคณะกรรมการ

เรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรับฟัง

แม้ ว่าในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตรา 18(10)(13) จะกล่าวถึงการรับฟังความเห็นโดยทั่วไป แต่ในพระราชบัญญัติมีบทบัญญัติ ให้หลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่าย เพื่อบริการสาธารณสุข ต้องผ่านการรับฟังความเห็น ตามมาตรา 18(13) ก่อน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในพระราชบัญญัติที่ถูกระบุ อย่างชัดเจนว่าต้องทำการรับฟังความเห็น และเมื่อประกอบกับมาตรา 18(13) ก็หมายถึงว่าต้องทำทุกปี ก่อนที่จะมีการกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในแต่ละปี ไม่ได้เปิดโอกาสให้สำนักงานหรือ คณะกรรมการมีการกำหนดหลักเกณฑ์โดยไม่ผ่านการรับฟังความเห็น

ลองพิจารณารายละเอียดในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตรา ๔6

มาตรา 46 หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 44 และหน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้ป่วย มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

หลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา18(13) ก่อน และอย่างน้อยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. อาศัยราคากลางที่เป็นจริงของโรคทุกโรคมาเป็นฐานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานตามาตรา50(4)
  2. ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร
  3. คำนึงถึงความแตกต่างในภารกิจของหน่วยบริการ
  4. คำนึงถึงความแตกต่างในกลุ่มผู้รับบริการและในขนาดของพื้นที่บริการที่หน่วยบริการรับผิดชอบ

บท บัญญัติในมาตรานี้เชื่อมโยงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการในการกำหนดหลัก เกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนเข้ากับการรับฟังความเห็น โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ และเป็นการประชุมรับฟังความเห็นโดยคณะกรรมการที่ต้องทำทุกปี ในภาคปฏิบัติหากจะดำเนินการให้สอดคล้องกัน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกองทุนหลักประกันสุขภาพในปีถัดไป สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องนำเสนอต้นร่างหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเบื้องต้นให้คณะกรรมการพิจารณา จากนั้นจึงนำหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ผ่านการพิจารณาดังกล่าวไปจัดประชุมให้คณะกรรมการได้มี การรับฟังความเห็น ก่อนจะเกิดเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่มีการประกาศใช้ในแต่ละปี ดังนั้นเวลาที่เหมาะในการรับฟังความเห็นของการจัดสรรค่าใช้จ่ายแก่หน่วย บริการต่างๆต้องเกิดขึ้นก่อนเดือนกันยายนของแต่ละปี เพื่อให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถดำเนินการบริหารกองทุนได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา

กระบวนการตาม มาตรา 46 จนนำไปถึงการรับฟังความเห็นตามมาตรา 18(13) หากมีการดำเนินการอย่าง เคร่งครัดจึงเป็นกลไกสำคัญ ทั้งต่อผู้ให้บริการ ผู้รับบริการและผู้เกี่ยวข้องทั้งมวล ให้อยู่ในฐานะของการตกลงร่วมกันจากการที่ต้องมีส่วนได้ ส่วนเสียกับการจัดสรรงบกองทุนหลักประกันสุขภาพในแต่ละปี ซึ่งอาจมีความจำกัดหรือเพียงพอตามภาวะทางการเงินการคลังของประเทศในแต่ละปี คณะกรรมการและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็จะมีบทบาทในการดำเนินการจัดสรรให้มีประสิทธิภาพและทันเวลาต่อไป การเกิดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่จะทำให้หน่วยบริการได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณ สุขอื่นๆจากกองทุนที่จะเกิดขึ้นในระหว่างปี หากจะเกิดขึ้น ย่อมยังอยู่ภายใต้มาตรา 46 คือ “ต้องผ่านการรับฟังความเห็นตามมาตรา 18(13) ก่อน” นั้นคือถ้าจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดสิทธิการได้รับค่าใช้จ่ายขึ้นมาใหม่ใน ระหว่างปี จะต้องมีการรับฟังความเห็นโดยคณะกรรมการก่อน ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข หากจะเกิดขึ้นใหม่โดยไม่ได้มีการดำเนินการรับฟังความเห็นมาก่อนตามมาตรา 18(13) จึงขัดกับหลักการสำคัญของพระราชบัญญัติ

เสียงที่ไม่ธรรมดาในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

การ รับฟังความเห็นตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงนับเป็น กลไกสำคัญของการจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเชื่อมโยงมาตรา 46 เข้ากับการรับฟังความเห็นของคณะกรรมการเป็นประจำทุกปีตามมาตรา 18(13) ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรับฟัง สำหรับประเด็นอื่นๆจึงเป็นประเด็นที่คณะกรรมการอาจมีการกำหนดเพิ่มเติมให้ สอดคล้องกับภาวการณ์ เพื่อช่วยให้คุณภาพและมาตรฐานของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น

ดังนั้นการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้ บริการและผู้รับ บริการภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงไม่ใช่เรื่องทั่วไป ไม่ใช่เรื่องที่จะดำเนินการเพียงขอให้ผ่านไปทีในแต่ละปี แต่การรับฟังความเห็นของคณะกรรมการ โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุน เป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ และจำเป็นต้องเป็นการรับฟังภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟัง ความเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548

เสียงของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ จึงเป็นเสียงที่ไม่ธรรมดา ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างแน่แท้จริงๆ

คนเชียงดาวโวยเมื่อรัฐผุดโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน (ตอน 1)

ที่มา ประชาไท

ชาว บ้านเชียงดาวโวยรัฐแอบงุบงิบเดินหน้าโครงการสร้างเขื่อนกั้น แม่น้ำปิงตอนบน หวั่นส่งผลกระทบคนในพื้นที่ ทำลายผืนป่าต้นน้ำและชั้น 1A พร้อมตั้งข้อสังเกตความไม่ชอบมาพากลของโครงการ

เป็น ที่รับรู้ว่า พื้นที่อำเภอเชียงดาวนั้นเป็นแหล่งต้นกำเนิดของแม่น้ำปิง แม่น้ำสำคัญสายหนึ่งของประเทศไทย ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนตามลุ่มน้ำกันมาช้านาน อีกทั้งพื้นที่แถบนี้ยังถือเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อีก แห่งหนึ่งด้วย

แต่จู่ๆ ไม่นานมานี้ ได้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการสำรวจในพื้นที่รอบๆ ลำน้ำแม่ปิงตอนบน บริเวณบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้สร้างความสงสัยต่อชาวบ้านในพื้นที่ ว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้เข้ามาทำไมและหวังผลประโยชน์อะไรหรือไม่

ในขณะที่เริ่มมีกระแสข่าวหนาหูขึ้นทุกที ว่ารัฐกำลังจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน

กระทั่ง ชาวบ้านสืบทราบมาว่า ข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็นความจริง จึงพากันหวาดวิตก เมื่อรู้ว่า รัฐโดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน ซึ่งมีขนาดความจุอ่างเก็บน้ำระดับเก็บกักประมาณ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่อ่างระดับน้ำสูงสุด ประมาณ1,500 ไร่ ตัวเขื่อนสูงประมาณ 62.0 เมตร ยาวประมาณ 500เมตร

พอรู้ว่าขนาดความจุของการเก็บกักน้ำขนาดนี้ ยิ่งทำให้ชาวบ้านตกใจ

ว่านี่มันไม่ใช่อ่างเก็บน้ำ แต่มันคือเขื่อน!!

หลังจากนั้น ชาวบ้านโป่งอางต่างพากันประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียด ก่อนมีมติร่วมกันออกมาคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงในพื้นที่ชุมชนของ ตนเอง เพราะทุกคนเชื่อแน่นอนว่า หากมีการสร้างขึ้นจริง จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและทำลายพื้นที่ป่าในเนื้อที่มหาศาลอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้

และนี่คือที่มาของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากแล้ว เขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน

กรมชลฯอ้างสาเหตุต้องสร้างด้วยวลีเด็ด ‘เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง’

จากเอกสารประกอบโครงการ ของกรมชลประทาน ระบุถึงที่มาของแนวคิดของโครงการนี้ เกิดขึ้นหลังจากเกิดภาวะน้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี 2548 โดย กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยให้สำนักนโยบายและแผน ว่าจ้าง 3 บริษัทในการดำเนินการ ได้แก่ บริษัทพีแอนด์ ซี แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัทพิสุทธิ์ เทคโนโลยี จำกัด และบริษัทธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ซึ่งชาวบ้านพอสรุปเหตุผลของการสร้างเอาไว้ดังนี้

1.กรมชลประทาน มองว่า ที่ผ่านมาแม่น้ำปิงได้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างหนัก

2.กรมชลประทาน มองว่า ลุ่มน้ำแม่ปิงนั้นเกิดปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน และเคยประสบปัญหาน้ำท่วมในเขตชุมชนหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2538 และปี พ.ศ. 2548 เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ในเขตพื้นที่อำเภอเชียงดาว ตัวเมืองเชียงใหม่

3.กรมชลประทาน มองว่า การเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2548 ที่ผ่านมานั้น ได้ก่อเกิดผลเสียหายต่อทรัพย์สินราชการ ภาคเอกชน และราษฎร สร้างความหายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาการแก้ไขปัญหาปัญหาน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ แม่ปิงตอนบน และเข้ามาทำการศึกษา ความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำในเขตลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน

ตามการศึกษาแผนการพัฒนาแหล่งน้ำที่เหมาะสมโครงการฯดังกล่าว จึงนำมาสู่การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน ซึ่งทางกรมชลประทานมองว่า เป็นแหล่งน้ำที่มีศักยภาพในระดับลุ่มน้ำ (ศักยภาพในที่นี้หมายถึง สร้างโครงการแหล่งน้ำขนาดกลาง ซึ่งมองว่า มีความจุเพียงพอกับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน)

ผุดโครงการอ่าง (เขื่อน)เก็บน้ำแม่ปิงตอนบน

จาก การศึกษาเบื้องต้น โดยสำนักชลประทานที่ 1 ร่วมกับสำนักบริหารโครงการ จึงดันโครงการขึ้นมา โดยมี ที่ตั้งโครงการฯ ตั้งอยู่ ม. 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยระบุขนาด /ความจุ ของอ่างเก็บน้ำที่มีความจุอ่างเก็บน้ำระดับเก็บกักประมาณ 550 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่อ่างระดับน้ำสูงสุด ประมาณ 1,500 ไร่ และตัวเขื่อนสูงประมาณ 62.0 เมตร ยาวประมาณ 500เมตร

ข้อมูลโครงการ ระบุชัดเจนว่า พื้นที่โครงการนั้น ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง (เดิมชื่ออุทยานแห่งชาติเชียงดาว) เขตป่าอนุรักษ์ ที่เรียกว่า พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 A (สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญ)

ข้อมูลโครงการระบุชัดเจนว่า ระยะทางการสร้างเขื่อนห่างจากหมู่บ้านเพียง 1 กม.

ชาวบ้านในพื้นที่สรุปข้อสังเกตเบื้องต้น สร้างเขื่อนทำไมและเพื่อใคร?!

-เหตุผล และที่มาของโครงการฯ นั้นเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาในเขตเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะหากเกิดโครงการฯนี้ขึ้นมา จะนำไปสู่การลดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และจะทำให้รายได้ เศรษฐกิจ จากการท่องเที่ยวดีขึ้น(มาก) ในขณะที่คนในพื้นที่กลับไม่ได้เอ่ยถึงและไม่ได้ให้ความสนใจว่าจะได้รับผล กระทบมากน้อยเพียงใด?!

-ผู้รับประโยชน์โครงการฯอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิงท้ายน้ำ

-ความจุของอ่าง ความสูง และความยาว ตามเอกสาร หากตรวจสอบข้อมูลจากกรณีการสร้างเขื่อนพื้นที่อื่นๆ เช่น แก่งเสือเต้น เมืองคอง ห้วยไคร้ (เวียงแหง) พบว่า ล้วนเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งสิ้น แต่กรมชลประทานมักระบุไว้ในเอกสารว่าเป็น อ่างเก็บน้ำ เหมือนการพรางตัว หลอกชาวบ้านไม่ให้หวั่นวิตกหรือออกมาคัดค้านหรือไม่?!

-การใช้ชื่อเรียก ในเอกสารประกอบการประชุม 3 ครั้งที่ผ่านมา บางคำในเอกสารใช้เรียกว่า “อ่าง” บางคำเรียกว่า “เขื่อน” ซึ่งยิ่งสร้างความสับสน ความไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้มากยิ่งขึ้น

-การก่อสร้างดำเนินการในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งถือว่าเป็นสภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญ ฉะนั้น การดำเนินการใดๆ ต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับวันที่ 16 มิ.ย.2552 และประกาศลงในราชกิจจานุบกษา วันที่ 31 สิงหาคม 2552 และ มติครม.วันที่ 1 สิงหาคม 2543 ก็ระบุชัดเจนว่า โครงการฯที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่ มีความสำคัญระดับชาติและระดับนานาชาติ

นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านคนในพื้นที่กำลังวิตกกังวล และตั้งข้อสังเกต ตั้งคำถามกับรัฐ โดยกรมชลประทาน ที่ยังคงเดินหน้าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน ที่เชียงดาว!!

อภิสิทธิ์:"ในหลวงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯทรงสืบต่อพระราชบัลลังก์"

ที่มา Thai E-News


น้ำพระทัยพระบรมฯ-นาย จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แถลงความคืบหน้าการถอนอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ โบอิ้ง 737 ว่า "สมเด็จพระบรมฯทรงห่วงความรู้สึกของคนไทย อยากให้คนไทยเข้าใจว่าพระองค์ท่าน ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎการบิน ทรงทำถูกต้องทุกอย่าง พระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับคดี รัฐบาลไทยพร้อมที่จะเอาเงินวางเพื่อจะนำเครื่องบินออกมาเพื่อถวายพระองค์ ท่านทรงใช้งาน แต่พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยว่าไม่ต้องวางเงินประกัน พระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้นำเงินของรัฐบาลไทยไปวาง " (ดูรายละเอียดข่าว)


โดย William Mellor และ Daniel Ten Kate
ที่มา bloomberg
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บท ความนี้ดั้งเดิมชื่อ"การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้น เฟเบอร์หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย" ซึ่งไทยอีนิวส์เคยเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 กรกฎาคม 2552 ในวโรกาสใกล้วันพระราชสมภพ 28 กรกฎาคมนี้ เรานำมาเผยแพร่ซ้ำเพื่อถวายพระเกียรติยศ


8 กรกฎาคม 2552(สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายก รัฐมนตรีของไทย ต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลา ที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้ง มวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็น รายที่5ในรอบเพียง4ปี

กษัตริย์ภูมิพลมีพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา พระชนมพรรษา81ชันษา พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนสักการะจากคนไทยจำนวนมากประดุจสมมุติเทพ พระองค์เข้ารับพระราชบัลลังก์เมื่อปีพ.ศ.2489 ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแฮรี่ ทรูแมน ยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ในทำเนียบขาว และโจเซฟ สตาลิน ก็ยังคงทรงอำนาจเหนืออดีตสหภาพโซเวียต ทว่าพระองค์ท่านทรงครองราชบัลลังก์มาได้ต่อเนื่องยาวนานผ่านการทำรัฐประหาร ที่ประสบความสำเร็จถึง15ครั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆที่แตกต่างกันมา16ฉบับ และมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีมากถึง27คนในรัชสมัยของพระองค์ รัฐธรรมนูญให้พระราชอำนาจที่เป็นพิธีการเพียงเล็กน้อย ทว่าทรงพระราชบารมีสูงยิ่ง อย่างน้อยก็ทรงใช้พระราชบารมีนั้นในการดับวิกฤตการณ์นองเลือดมาแล้ว2หน

ประเทศ ไทยในยามนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมาเสีย ใหม่จากการแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายในประเทศ โดยใช้สีเป็นรหัสของความแปลกแยกในสังคม ระหว่างบรรดากฎุมพีผู้มั่งคั่งในเมืองกับบรรดาคนในชนบท การสวมเสื้อสีที่เน้นถึงการแยกจากกัน เป็นสัญลักษณ์ว่าคนแต่ละฝ่ายนั้นภักดีข้างฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่ง เป็นชนชั้นนำในเมือง ฐานหลักอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขานำสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯมาใส่

อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนยากจนส่วนใหญ่ในชนบท ซึ่งพวกเขาบอกว่ามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวฯเสมอเหมือนกับคนในเมือง แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อแสดงว่าก็ให้การสนับสนุนแก่มหาเศรษฐีทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งถูกโค่นจากตำแหน่งในการรัฐประหารปี2549

2ก๊ก

การ เดินขบวนบนท้องถนนที่แบ่งก๊กแบ่งฝ่ายนำไปสู่การยึดสนามบินหลัก2แห่งใน กรุงเทพฯเมื่อเดือนธันวาคมปี2551 และการยกเลิกการประชุมASEAN SUMMITเมื่อเดือนเมษายน 2552 แม้ว่าจะนำบรรยากาศไม่เป็นที่ต้อนรับต่อสาธารณชนมาสู่แดนแห่งรอยยิ้ม แต่การจัดชุมนุมของขบวนผู้ต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากก็ยังเกิดขึ้นอีกเมื่อวัน ที่27มิถุนายนที่ผ่านมา และการจัดชุมนุมใหญ่ยังมีแผนการจะจัดประท้วงขึ้นอีกในเดือนหน้านี้

ใน ท่ามกลางความโกลาหลระส่ำระสาย แต่ก็มีนักลงทุนเซียนหุ้นบางรายมองให้เห็นเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นของ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปกว่า30%นับจากตอนต้นปี ดีกว่าดัชนีS&P500ของอเมริกาที่ตกลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน0.8% ในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้นักลงทุนชาวต่างประเทศเพิ่มการลงทุนในการถือครอง หุ้นไทยขึ้นสุทธิ621.4ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากขายสุทธิออกมากว่า4.8พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ตลาดหุ้นไทย มีอัตราส่วนของราคาต่อกำไร ณ สิ้นปี2552เพียง11เท่า ซึ่งก็นับว่าถูกที่สุดในย่านเอเชียรองจากตลาดหลักทรัพย์ปากีสถานแค่นั้น ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนในรูปของการจ่ายเงินปันผล4.7%เปรียบเทียบกับเพียง 3%ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯจ่ายได้ และตลาดหุ้นจีนเพียง1% ทั้งนี้จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก ทำให้ตลาดหุ้นเมืองไทยน่าซื้อ เป็นคำกล่าวของมาร์ค เฟเบอร์ ซึ่งบริหารจัดการกองทุนขนาด300ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกองทุนนี้มีฐานที่ตั้งในฮ่องกงชื่อบริษัทมาร์ค เฟเบอร์ จำกัด

"คุ้มค่าแก่การรอคอย"

"ผม สามารถที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ในยามที่เกิดภาวะถดถอย หรือธุรกิจเผชิญแนวต้าน แต่ที่สุดมันก็ให้ผลตอบแทนเป็นอัตราเงินปันผล6%หรือ7%กับผม"เฟเบอร์กล่าวใน การตีพิมพ์เผยแพร่ในรายงานGloom,Boom&Doom เขาลงทุนในกลุ่มธนาคารไทยและบริษัทผู้ผลิตอาหารในปีนี้"หากคุณซื้อหุ้นใน ธุรกิจที่ดีมันก็จะทำเงินให้กับคุณดีๆในระยะ5หรือ10ปี โดยได้เงินปันผลจากหุ้นเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยแล้วคุณควรจ่ายเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่คุ้มค่า"

นัก ลงทุนจำนวนมากก็มาถึงเวลาสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าประเทศไทยอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลเกิดขึ้น ความวิตกเกี่ยวกับพระชนมายุที่ทรงพระชราภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการสืบพระราชบัลลังก์บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าพระ ราชอำนาจพิเศษนั้นจะยังทรงมีพระราชบารมีดังเดิมหรือไม่อย่างไร

อิทธิพลในภูมิภาค

ไทย เคยประสบวิกฤติในปีพ.ศ.2475เมื่อคณะทหารและข้าราชการพลเรือนได้ปฏิวัติยก เลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง เป็นคำกล่าวของสตีเฟ่น วิคเกอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของFTI International จำกัด ซึ่งมีฐานในฮ่องกง ทำธุรกิจให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนในประเทศไทย

"ในประเทศไทย กษัตริย์เป็นดังเทพเจ้าสายฟ้าที่ทรงกังหันไฟมาบนเฮลิคอปเตอร์"วิคเกอร์กล่าว เปรียบเทียบ"นักลงทุนทั้งหลายอยู่ได้แม้ว่าจะผ่านการทำรัฐประหารมามากครั้ง และมันก็ผ่านพ้นไปได้แบบไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่การเปลี่ยนรัชกาลนั้นต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญที่ต้องตระหนักมากกว่าแต่ก่อน"

การสืบ พระราชสันตติวงศ์อย่างราบรื่นเป็นเรื่องที่จะน่ายินดีต่อภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดที่มีประชากรมากกว่า573ล้านคน ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นประเทศเขตร้อนที่มีประชากรกว่า67ล้านคนของไทย และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารา และข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอ้นดับสองของภูมิภาค

แม้ว่า จะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์โดยสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ และบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีในการดำเนินธุรกิจ แต่ไทยก็ไม่วายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ยอดผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีนี้เป็น2.5%จากเพียง1.5%ในปีที่แล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยอดผู้ว่างงานยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของนานาชาติ โดยยอดนตกงานระดะบสากลนั้นสูงมากกว่า7.4% นับจนถึงวันที่28พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการคาดการณ์องค์การแรงงานนานาชาติ ที่มีสำนักงานในเจนีวา

การกระตุ้นเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ ไทยติดลบ7.1%ในช่วงไตรมาสแรกของปี2552 เป็นสถิติแย่ที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียเมื่อปี2541 ยอดการส่งออกทรุดตัวลง26.5% และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง10%ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการตกต่ำต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ดทั้ง2รายการ ในเดือนมิถุนายนสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สเปิดเผยว่าอาจจะลด อันดับเครดิตของประเทศไทยลงจากระดับBBB+ ในเดือนพฤษภาคมฟิตซ์เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับอีกรายได้ลดเครดิตลงสำหรับหนี้ต่างประเทศของไทย นับเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ โดยลดเครดิตลงสู่ระดับBBB ซึ่งเป็นอันดับการลงทุนที่อยู่ท้ายตารางน่าลงทุนเพียง2อันดับเท่านั้น

นายก รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออกมาตรการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า1.4ล้านล้านบาท(ราว41พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ให้มี อัตราขยายตัว หากแผนการสำเร็จ เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นบวกราว3.5%ในปีนี้ ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของรัฐมนตรีคลัง

พระมหากษัตริย์นักลงทุน

อิทธิพล ของกษัตริย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ เฉพาะที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นผู้นำนักลงทุนในประเทศ จากการจัดการทรัพย์สินของพระราชวงศ์ ผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงถือครองอสังหาริมทรัพย์และหุ้นเป็นมูลค่า มากกว่า33พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพอพันธ์ อุยยานนท์ นักวิชาการชาวไทยที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการเงินของพระราชวงศ์

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สื่อแคนาดารายงานพระมหากษัตริย์ไทย ติดอันดับ 1 ผู้นำรวยที่สุดในโลก

-Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นกษัตริย์มั่งคั่งที่1ของโลก3ปีซ้อน

-Bloomberg:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

-เปิดพอร์ต"มหึมา" สำนักงานทรัพย์สินฯขุมทรัพย์ที่ดินทำเลทองแสนล้าน !!!!



การ ลงทุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นรวมถึงการถือหุ้นใหญ่ของธนาคาร ใหญ่ที่สุดอันดับ2ของประเทศ จากขนาดมูลค่าตลาด คือธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ที่สุดคือเครือซิเมนต์ไทย และเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทโรงแรม ชะตาของอาณาจักรธุรกิจ--ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ถือครอง--ฉันใดการสืบทอดพระราช สันตติวงศ์ก็ย่อมเป็นไปตามเงื่อนนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการผู้ อำนวยการของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย

ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสามารถเลือกพระรัชทายาทได้โดยพระองค์เอง รัฐบาลได้เปิดเผยว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา57 พระองค์ท่านเป็นทหาร ไม่เหมือนพระขนิษฐาโสดซึ่งทรงเป็นที่นิยม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระชนมพรรษา 54 ชันษา พระองค์เคยเป็นว่าที่พระรัชทายาทพระองค์หนึ่งสำหรับพระราชบัลลังก์ ทรงมีบทบาททรงงานเพื่อการกุศล ส่วนมกุฎราชกุมารทรงหย่ามาแล้ว2ครั้ง พระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์สำหรับสาธารณชนดูไม่เป็นที่ปลาบปลื้มนัก

9กษัตริย์

อย่าง ใดก็ตามในระบบการปกครองตลอด227ปีของพระราชวงศ์จักรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มาแล้ว9พระองค์ก็ยังเหนียวแน่นอยู่กับแผ่นดินที่มีความ ยุ่งเหยิงทางการเมืองอยู่ถี่ๆ เสด็จทวดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าซึ่งรอดเจอร์และแฮมเมอร์สไตน์เคยนำมารังสรรค์ เป็นละครเพลงเรื่องเดอะคิงแอนด์ไอ และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์นำโดยดาราชาวรัสเซียยูล บรีนเนอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยขาดความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์เลยแต่ อย่างใด

พระราชจักรีวงศ์มีประวัติศาสตร์การสืบพระราชสันตติวงศ์ที่ คลุมเครือ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่7คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงสละราชบัลลังก์ในปี2478 เพียง3ปีให้หลังที่ทรงสูญเสียพระราชอาญาสิทธิ์จากการทำรัฐประหารโดยทหารและ ข้าราชการระดับสูง พระราชบัลลังก์ได้ตกทอดมาถึงยุวกษัตริย์พระชนมพรรษาเพียง10ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหกิดล พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของรัชสมัยของพระองค์ท่านในการศึกษาในโรงเรียนและมหา วิทยาลัยที่สวิตเซอร์แลนด์ และไม่ได้มีพระชนมายุยืนนานพอที่จะเข้าสู่พิธีพระบรมราชาภิเษก

ใน เดือนมิถุนายน2489ในพระชนม์20ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลถูกพบนอนสวรรคตอยู่บนพระแท่นบรรทมใน พระที่นั่งบรมพิมาน บรมมหาราชวังกรุงเทพฯโดยลูกกระสุนผ่านพระนลาฎ และมีปืนพกโคลท์วางอยู่ข้างพระบรมศพ ชาย3คนถูกตัดสินลงโทษว่าเป็นฆาตกรถูกประหารชีวิตในปี2498 ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนอธิบายว่ากรณีสวรรคตนั้นยังคงเป็นปริศนาที่ไม่ ถูกสะสาง

กษัตริย์ที่ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตัน

ผู้ สืบทอดพระราชสันตติวงศ์ลำดับถัดมาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตันในขณะที่พระราชบิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลา นครินทร์ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เช่นเดียวกับพระเชษฐา กษัตริย์ภูมิพลทรงได้รับการศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์และเสด็จนิวัติพระนครหลัง จากทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี2493 และเสด็จมาประทับที่กรุงเทพฯในปีถัดมา เป็นเวลานานกว่า16ปีก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ประทับอยู่ใน ประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะใน การกอบกู้ชื่อ เสียงของพระราชวงศ์กลับคืนมา โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทและสร้างโครงการเกษตรกรรมและโครงการชลประทาน พระราชบารมีอันมาจากความนิยมเทิดทูนพระองค์ท่านทำให้ทรงมีพระราชอำนาจในการ ยับยั้งผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยในปี2516ทรงเปิดพระราชวังสวนจิตรลดาเพื่อรับนักศึกษาที่หนีเข้ามาพึ่งพระ บารมีจากการกวาดล้างของเผด็จการทหาร หลังจากกองกำลังเปิดฉากยิงนักศึกษาผู้ประท้วง

ในปี2535ชาวไทยได้รับ ชมโทรทัศน์ผู้นำทางทหารที่ใช้อำนาจทำรัฐประหารและใช้ กองกำลังทหารติดอาวุธยิงใส่ผู้ประท้วงชนชั้นกลางซึ่งไร้อาวุธที่ออกมา ประท้วงต่อต้านเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ผู้นำทหารและผู้นำการประท้วงเข้าเฝ้าฯ หลังจากมีพระราชดำรัสให้ยุติความขัดแย้ง ผู้นำการรัฐประหารได้สละอำนาจลง

ดินแดนแห่งรอยยิ้ม

ประเทศ ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้ตก เป็นประเทศอาณานิคมของประเทศตะวันตกนักล่าเมืองขึ้น เป็นประเทศที่สนับสนุนสหรัฐฯในระหว่างทำสงครามเวียดนาม เป็นประเทศชายแดนติดกับพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ดินแดนแห่งรอยยิ้มแห่งนี้มีรอยยิ้มให้เห็นเป็นปกติ กระทั่งเกิดบรรยากาศหน้าทางการเมืองอย่างในเวลานี้

การสร้างฐานะทาง การเงินสำหรับเศรษฐกิจแบบใหม่มาจากค่าจ้างแรงงานที่ถูกแต่มี ทักษะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่ระดับโรงงานโลกที่สร้างผลผลิตตั้งแต่รถยนต์ไป ยันดิสค์ไดรฟ์ จากการเปิดเผยของไมเคิล ดูนน์ กรรมการผู้จัดการเอเชียแปซิฟิคของเจ.ดี.พาวเวอร์แอนด์แอสโซซิเอต ซึ่งมีฐานในเซี่ยงไฮ้ บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารการตลาด"ที่นี่เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรม ญี่ปุ่น--ที่นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว"เขากล่าว

ในปี2521เศรษฐกิจไทย มีอัตราการขยายตัว10%เป็นครั้งแรก จากปี2530-2536มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย10.1% ไม่มีที่ไหนทำได้แบบนี้นอกจากที่จีน

วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน

แม้ ว่าไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีเยี่ยมดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษ2533"ไทยตกลงไปในหลุมพรางหนี้สินลึก เกินไป,มีการลงทุนในโครงการจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม และมีการปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่ การวิบัติ"UNDPหรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติรบุในรายงานเมื่อปี2550

ใน เดือนกรกฎาคม2540ไม่สามารถที่จะตรึงระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลเงิน บาทไว้ได้ต่อไป จากที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวที่25บาทต่อ1ดอลลาร์ ภายในเวลา6เดือนค่าเงินบาทดิ่งลงฮวบฮาบ และกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้สินที่ถูกปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารไทยกลายเป็นหนี้ เสีย หลายร้อยบริษัทล้มละลายลง

ภายในชั่วสัปดาห์ความโกลาหลในเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนลุกลามไปทั่วทั้งเอเชีย จากที่เคยเป็นมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก วิกฤตการณ์ครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย เช่นกัน

สวรรค์วันหยุดพักร้อน

ประเทศไทย เป็นที่ที่มีวัดส่องแสงสีทองอร่ามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นแหล่งที่ดึงดูดใจบรรดานักท่องเที่ยว เต็มไปด้วยความหลายหลาก ตั้งแต่โรงแรม5ดาวไปยันบังกาโลว์มุงสังกะสี มีบาร์สำหรับเต้นรำ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว14.6ล้านคน และทำรายได้กว่า27.4พันล้านดอลลาร์เมื่อปีกลาย จากการเปิดเผยของรัฐบาลระบุว่า จากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงต่างๆจะมีผลกระทบต่อสวรรค์วันหยุดของนักท่อง เที่ยว ให้ลดจำนวนผู้มาเยือนลงเหลือราว10ล้านคนในปีนี้

ประเทศไทยมี การขยายโรงงานออกไปมาก อย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า อิซูซุ ฮอนด้า เจเนรัลมอเตอร์ส์ และฟอร์ด ผลิตรถยนต์มากกว่า1.4ล้านคัน มูลค่ามากกว่า20พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และส่งออกไปจำหน่ายยัง130ประเทศทั่วโลก จากการเปิดเผยของเจ.ดี.พาวเวอร์

ใน ท่ามกลางความเจริญมั่งคั่ง ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับคนยากจนก็ถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีฐานที่อยู่ในกรุงเทพฯพากันร่ำรวยในปีที่เศรษฐกิจบูม ทว่าชาวนาตามชนบทก็ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไรไปด้วย อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของชาวนครหลวงกรุงเทพฯอยู่ที่35,000บาทใน ปี2550จากการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีรายได้ต่อครัวเรือนเพียง340ดอลลาร์ และในนี้ราว13%มีรายได้น้อยกว่า1.35ดอลลาร์ตต่อวัน จากการเปิดเผยของสำนักงานเกี่ยวกับความยากจนระบุ

รหัสสีแห่งความขัดแย้ง

นั่น เป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองของคนในประเทศให้แบ่งแยกด้วยสี สีเหลืองมีฐานหลักในกรุงเทพฯ นครหลวงของไทยที่มีประชากรราว9ล้านคน เมืองที่มีการจราจรติดขัดคับคั่ง ที่ที่มีรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์หรูหราขับไปเคียงข้างกับรถตุ๊กตุ๊ก บางครั้งคราวก็มีช้างร่อนเร่ขอทานริมถนน

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใส่เสื้อ สีแดง เป็นประชากรส่วนใหญ่ที่ยากจน และส่วนใหญ่มีฐานที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาสนับสนุนทักษิณ อายุ59 นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้ซึ่งออกจากประเทศไทยเมื่อ3ปีที่แล้วจากการถูกทำรัฐ ประหาร โดยทหารอ้างว่าเขาคอร์รัปชั่น วีระ มุสิกพงศ์ ผู้นำเสื้อแดงบอกว่ามันไม่ใช่สีของการปฏิวัติอะไรที่ไหนหรอก เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ให้เผอิญว่าสีแดงนั้นมันขับผิวดำของเขาให้เด่นขึ้น

ใน การเลือกตั้ง4ครั้งที่ผ่านมานับจากปี2544ถึง2550ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงพากัน เทคะแนนสนับสนุนทักษิณ ใน3ครั้งที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกโค่นจากอำนาจโดยผสมผสานกันจากการ ประท้วงบนท้องถนน,การกดดันจากทหาร และการตัดสินจากศาล

ปลดปล่อยชนบท

ใน ปี2541ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตตำรวจและก้าวมาเป็นมหาเศรษฐีธุรกิจการสื่อสารได้ตั้งพรรคการ เมืองของเขาชื่อไทยรักไทย จากนั้นอีก3ปีพรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง248ที่นั่งจากทั้งหมด500ที่นั่งใน สภาผู้แทนราษฎร

ภารกิจแรกของรัฐบาลทักษิณก็คือการให้สินเชื่อขนาด ย่อมแก่หมู่บ้านเพื่อเริ่ม ต้นธุรกิจชุมชน และแนะนำโครงการสุขภาพราคาถูก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากหมู่ประชาชนที่ยากไร้ขนานใหญ่ เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อHIVอยู่ราว1.4% จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติในปี2551 ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจออกปราบปรามผู้ค้ายาขนานใหญ่ ประชาชนกว่า2,500คนตายในปฏิบัติการนั้น ซึ่งผู้ที่ตายก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมดที่พัวพันกับการค้ายาเสพติด ปฏิบัติการนั้นถูกประณามจากองค์การนิรโทษกรรมสากลว่าโหดร้ายทารุณ

ใน ปี2549ทักษิณชนะการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยคว้าเก้าอี้ในสภามากกว่า377ที่นั่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ผู้นำเสื้อเหลืองคือสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้สนับสนุนทักษิณเริ่มต้นการประท้วงบนท้องถนนเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ โดยกล่าวโจมตีว่าทักษิณใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจ ของตัวเอง

บอยคอตการเลือกตั้ง

ในเดือน มกราคม2549ครอบครัวของทักษิณขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือ บริษัท ชินคอร์ปแก่เทมาเส็กโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นสำนักการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่า2.15พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีลการซื้อขายดังกล่าวคนในตระกูลชินว้ตรไม่ต้องจ่ายภาษี กลายเป็นการจุดประเด็นโจมตีจากเสื้อเหลืองในกรุงเทพฯที่นำโดยเจ้าของสถานี โทรทัศน์คือสนธิ ลิ้มทองกุล ทักษิณกล่าวว่าการประท้วงนั้นแรงจูงใจที่แท้จริงของสนธิเกิดจากพลาดหวังไม่ ได้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ที่เขาปฏิเสธไม่ช่วยเหลือ

ทักษิณแสดงความรับ ผิดชอบโดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่แบบกระทันหัน ส่งผลให้พรรคการเมืองใหญ่3พรรคบอยคอตไม่เข้าแข่งขันส่งผู้สมัครเข้ารับการ เลือกตั้ง หลังจากทักษิณชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงส่งสัญญาณการเข้ามามีบทบาททางการเมือง เป็นหนแรกนับจากปี2535ที่เกิดการนองเลือดขึ้น พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราโชวาทในเดือนเมษายนว่าการเลือกตั้งไม่เป็น ประชาธิปไตยเพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง หลังจากนั้น2สัปดาห์ศาลได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และทักษิณคงยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการบริหารประเทศต่อไป

ก่อนการ เลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม คณะทหารเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อนในวันที่19กันยายน2549 ระหว่างที่ทักษิณอยู่ในมหานครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสหประชา ชาติ

พลังประชาชน

ในเดือนธันวาคม2550รัฐบาล ที่คณะรัฐประหารสนับสนุนได้จัดการเลือกตั้งใหม่ ขึ้น ขณะที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณชื่อพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์2551ทักษิณเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ6เดือนหลังจากนั้นเพื่อหลีกหนีการดำเนินคดีฐาน คอรัปชั่น โดยระบุว่าเขาได้รับการพิจารณาตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ในเดือนตุลาคม2551เขาถูกตัดสินให้จำคุก2ปีโดยศาลตัดสินว่าเขาใช้ตำแหน่งขณะ เป็นนายกรัฐมนตรีช่วยให้ภริยาซื้อที่ดินของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีคนแรก ของพรรคพลังประชาชนคือสมัคร สุนทรเวช อายุ74ปีพ้นตำแหน่งหลังจากอยู่มา9เดือน โดยศาลตัดสินเกี่ยวกับเรื่องเงิน--ว่าเขามีรายได้ราว2,345ดอลลาร์จากการเป็น ผู้ดำเนินรายการทำกับข้าวทางโทรทัศน์ พรรคเลยเลือกน้องเขยของทักษิณคือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ วัย61ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผ่านการโหวตของสภาฯ

ในเดือนพฤศจิกายน เสื้อเหลืองที่โทโสผู้อ้างว่าทักษิณซื้อเสียงจากชาวนาผู้โง่เขลาบุกเข้าปิด สนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างมากกว่า400,000คนเป็นเวลากว่าสัปดาห์ และสร้างความเสียหายให้ประเทศมากกว่า8พันล้านดอลลาร์(ราว270,000ล้านบาท)จาก การขาดรายได้จากผู้โดยสารทางอากาศและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของธนาคารแห่งประเทศไทย

การประท้วงที่ท่าอากาศยาน

หลัง จากนั้น1สัปดาห์ ศาลได้ตัดสินให้ยุบรัฐบาลจากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง จากการส่งฟ้องของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บชี้ว่านักการเมือง อาวุโสของรัฐบาลบางรายถูกตรวจสอบพบว่ากระทำผิดฐานซื้อเสียง ทำให้การประท้วงปิดสนามบินต้องยุติลงไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคมมีการออก หมายเรียกดำเนินคดีแกนนำเสื้อเหลืองที่นำการประท้วง ยึดสนามบิน ซึ่งมีการดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการเดินทางทางอากาศ และกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามผูกพันไว้ด้วย จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ไทย ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นก็รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย นายกษิต ภิรมย์ด้วย โดยเขารีบไปรายงานตัวต่อตำรวจในวันที่6กรกฎาคมเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ธานี ทองภักดีได้ยืนยันกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก กษิตเพิ่งบอกกับนักข่าวในกรุงเทพฯเมื่อเร็วๆนี้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด โฆษกกระทรวงกล่าวว่าใครที่ไปขึ้นเวทีต่อหน้าฝูงชนในการประท้วงยึดสนามบิน ระหว่างการประท้วง ก็ควรยังต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีได้ต่อไป

บอนไซประชาธิปไตย

"ประเทศ ไทยมีการบอนไซประชาธิปไตย"จรัล ดิษฐาภิชัย แกนนำเสื้อแดงกล่าว"เมื่อไหร่ที่ประชาธิปไตยเจริญเติบโต ใครบางคนก็จะตัดตอนให้มันแคะแกรน"

ในเดือนเมษายนเสื้อแดงพากันลุกฮือ ประท้วงเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ และขวางการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในเมืองพัทยา การประชุมนี้เต็มไปด้วยผู้นำเอเชียที่ทรงอิทธิพล รวมทั้งนายกรัฐมนตรีจีนเหวินเจียเป่า พากันหนีออกที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์

แม้ ว่าทักษิณซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศจะกล่าวต่อผู้สนับสนุนเขาที่ ลุกฮือขึ้นประท้วงผ่านทางภาพที่เผยแพร่มายังที่ประท้วง โดยเรียกขานการลุกฮือประท้วงครั้งนั้นว่า"ปฏิวัติประชาชน"หรือการ"ทำการยึด อำนาจโดยประชาชน"หรือไม่ก็ตาม ทักษิณ--ผู้ซึ่งลี้ภ้ยอยู่ที่ไหนไม่แน่ชัด--ก็ระมัดระวังเสมอที่จะกล่าว สดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

คำกล่าวของเขานั้นสอดคล้องกับผู้ นำชาวคลองเตยกว่า80,000คน ครูประทีป อึ๊งทรงธรรมฮาตะ สตรีที่มีความสูง5ฟุต(152เซ็นติเมตร)นักกิจกรรมผู้ที่รู้จักกันดีในประเทศ ไทยว่าเป็น"เทพธิดาสลัม"ผู้เกิดในคลองเตย ใช้ชีวิตวัยรุ่นในการจัดการชุมชนสลัมให้ชาวสลัมได้มีบ้านพักอาศัย และเป็นแกนนำการเรียกร้องประชาธิปไตยในปี2535

ไม่มีความหวัง

"ใน อดีตนั้นประชาชนไร้ความหวัง"ประทีป วัย57กล่าว"แต่หลังจากทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็ได้เห็นประชาธิปไตยที่สัมผัสและกินได้ พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอาหารมากขึ้นและมีโอกาสที่จะมีงานทำ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนพบว่าประชาธิปไตยนั้นมี2ระดับชั้น"

ประเทศไทยมี ประชากรมากกว่า95%เป็นชาวพุทธ ตอนนี้มีปัญหาทางด้านความมั่นคง--อันเนื่องมาจากความไม่สงบใน3จังหวัดภาคใต้ ติดกับพรมแดนมาเลเซียลุกขึ้นเรียกร้องการปกครองตนเอง คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า3,400คนนับจากปี2547เป็นต้นมา อภิสิทธิ์กล่าวว่าไทยอาจอนุญาตให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ใช้กฎหมายชาเรียะห์ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลามเพื่อลดเหตุการณ์ไม่สงบลง มา

เมื่อเปรียบเทียบกัน การขับเคี่ยวต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดงก็นับว่าปัญหาน้อยกว่ามากนัก ในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเพียง7ราย และหลายร้อยคนบาดเจ็บในการปะทะบนท้องถนน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสนธิผู้นำเสื้อเหลืองก็เพิ่งรอดพ้นการสังหารด้วย การระดมยิงใส่รถที่เขานั่งมากว่า50นัดจากมือปืนมาได้ ขณะที่ผู้นำเสื้อแดงอ้างว่าคนเสื้อแดงอย่างน้อย10คนถูกสังหารไประหว่างการ ประท้วงในเดือนเมษายนเช่นกัน

การคาดเดาถึงพระพลานามัย

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงอยู่เหนือการเมืองเรื่องที่มีการขัดแย้ง กัน เมื่อปีกลายการไม่ปรากฎพระองค์ในพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศพากันคาดเดาไปถึงพระพลานามัยของพระองค์ เมื่อวันที่5ธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงไม่ได้เสด็จลงพระราช ทานพระราโชวาทต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นหนแรกในวาระเฉลิมพระชนม์พรรษา พระองค์ท่านมีพระวรกายที่ค้อมลงด้วยทรงพระชราภาพ ปรากฎพระองค์ล่าสุดในเดือนมิถุนายนในการพระราชพิธีทางพุทธศาสนาเพื่อเสด็จ พระราชกุศลแด่พระเชษฐาที่สวรรคต และในวโรกาสได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรจากภาพข่าวประจำพระราชสำนักเมื่อวัน ที่24มิถุนายน

ส่วนงานของรัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในมือของนายก รัฐมนตรีวัย44อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำซึ่งสะท้อนภาพของนักการเมืองสหราชอาณาจักร เกิดในนิวคาสเซิล อังกฤษ เป็นบุตรของศาสตราจารย์นายแพทย์ เขาเรียนที่อีตันคอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนายกรัฐมนนตรีอังกฤษ18คนเคยเรียนที่นั่น ก่อนจะมาจบปริญญาสาขาการเมือง ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

ดาวรุ่ง

อภิสิทธิ์ กลับสู่ประเทศไทยในปี2529เขาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนายร้อยจปร .ก่อนจะลงเลือกตั้งในปี2535กับพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็นพรรคศูนย์กลาง-ขวาคือประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมกับ พรรคที่เชิดชูระบบรัฐสภาที่เดินตามระบบรัฐสภา อังกฤษ ในปี2540หลังประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลผสมและมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้อำนาจแก่ สภามากขึ้น เขาได้เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย

ใน ปี2548เพียง4ปีให้หลังที่ประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจให้กับพรรคทักษิณ อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาลผสมของเขาตอนนี้มี280จากทั้งหมด480เสียงในสภา ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณตอนนนี้ชื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุดในเวลานี้

เพื่อให้การเมือง สงบลง อภิสิทธิ์ได้เสนอแผนการให้เกิดปรองดองกันขึ้น รวมทั้งกำหนดการเลือกตั้งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง อาจเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง และให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เสถียรภาพการเมือง

"คำ ถามก็คือ:รัฐบาลจะสามารถรับประกันว่าจะประสบผลสำเร็จทั้งการสืบพระราช สันตติวงศ์และทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้หรือไม่?"แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ กล่าว"นี่จะนำไปสู่เรื่องที่ง่ายขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ปกติ แทนที่จะนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ"

เสถียรภาพเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นข่าวที่รอคอยสำหรับผู้ประกอบการอย่าง บิลล์ ไฮเนคเก้ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เครือโรงแรมและภัตตาคารซึ่งเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯ ที่ทรงเข้าไปถือหุ้นไว้ราว4%

บุตรชายของนักข่าว เสียงอเมริกา,ไฮเนคเก้มาที่กรุงเทพฯตั้งแต่วัยรุ่นในยุค ทศวรรษ2503 ตอนนี้ธุรกิจของเขามีโรงแรมในเครือ27แห่ง รวมทั้งโรงแรมโฟร์ซีซั่นและแมริออต และเครือรีสอร์ตอนันธารา

ในการ ประท้วงปิดสนามบินเมื่อเดือนธันวาคม ยอดผู้เข้าพักของแมริออต กรุงเทพฯตกลงมามีผู้เข้าพักเพียง20%จาก80% และฟื้นตัวเป็นยอดผู้เข้าพัก65%ในไตรมาสแรกปี2552 หุ้นMINORขึ้นมาราว700%จากปี2541ถึงปี2551 ปีนี้ตกลง1%ซื้อขายที่ราคา7.8บาทเมื่อวันที่7กรกฎาคม 2552

กลับไปสู่ธุรกิจ

เพื่อ เรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติกลับมา อภิสิทธิ์ใช้เวลาไปฮ่องกง1วันเมื่อ15พฤษภาคม และตามมาด้วยการไปสิงคโปร์ และจีนในเดือนมิถุนายน

"ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปและกลับมาสู่ ธุรกิจ"เขากล่าวต่อที่ประชุมสื่อ มวลชนในฮ่องกง อภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯยังทรงปฏิบัติพระราชกรณีย กิจได้ดี"ผมบอกคุณได้เลยว่าพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดียิ่ง ความต่างๆทรงทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพิจารณาได้สอดคล้องเหมาะสม ต่อสถานการณ์"

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรม อิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราช กุมาร เป็นพระรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

(ต้น ฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.

“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )

เรา เดินทางไปเยือนบ้านของนักลงทุนเซียนหุ้นเฟเบอร์700กิโลเมตรทางเหนือ ของกรุงเทพฯ ไฮไลต์ของการไปหนนี้ก็มีทั้งมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย และความเสี่ยงในอนาคตของการลงทุน

เฟเบอร์เป็นคนสวิสโดยกำเนิดเดินทาง มาเที่ยวไทยเมื่อ36ปีก่อน และย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เมื่อปี2543 ทุกวันนี้เขามีชีวิตราวกับท่านบารอนผู้โอ่อ่ามั่งคั่ง มีหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของอาดัม สมิธเรื่องความมั่งคั่งแห่งชาติวางอยู่ข้างๆ บนเรือนไม้สักริมแม่น้ำปิง นอกกำแพงเมืองโบราณอายุนาน1,000ปีของกำแพงคูรอบนครเชียงใหม่

เมื่อ พลบค่ำลงมาในนครที่มีวัดส่องประกายสีทอง เฟเบอร์ตัดสินใจออกไปหาละเลียดเบียร์ โดยโดดขึ้นคร่อมคาวาซากิขนาด1,150ซีซี มอเตอร์ไซค์คู่กาย ไม่กี่นาทีก็มาถึงบาร์ติดแสงไฟนีนอน ที่ซึ่งมีเพื่อนสาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้ยากจนมานั่งคอยเอาอกเอาใจ อย่างฉันมิตร โดยเธอเป็น"สาวนั่งดริ๊งค์"ในราคาเพียง80บาท

สูง ขึ้นไปจากพื้นถนน10เมตรนั้นมีภาพเขียนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตระหง่านอยู่พร้อมกับข้อความ"ทรงพระเจริญ" นี่เป็นความรู้สึกของนักลงทุนแบบไทยๆ พวกเขาคงต้องยอมรับอย่างเงียบๆว่า แดนแห่งรอยยิ้มนี้ก็คงวันใดวันหนึ่งที่ต้องหลั่งน้ำตาให้กับการผลัดแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงรัชกาล
............

ติดต่อผู้สื่อข่าวที่ เขียนรายงานข่าวนี้: William Mellor in Hong Kong at wmellor@bloomberg.net; Daniel Ten Kate in Bangkok at dtenkate@bloomberg.net

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ซีรีส์ชุดวิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาล ของราชอาณาจักรไทย 10 ตอนจบเต็มอิ่ม( มีสรุปย่อ )

ไทยอีนิวส์:ขออภัยและขอถอนหากไม่สบายใจกัน อันเนื่องมาจากพาดหัวจัดงาน 62 ปีทักษิณมหาราษฎร์

ที่มา Thai E-News

หาก พาดหัวข่าวดังกล่าวของไทยอีนิวส์ จะทำให้เกิดความไม่สบายใจใดๆต่อขบวนเสื้อแดง ก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ อย่างไรก็ดี นี่เป็นการสะท้อนลักษณะประชาธิปไตยแบบหนึ่งของคนเสื้อแดง สำหรับไทยอีนิวส์แล้ว เราไม่ใช่เจ้าภาพงานนี้ และว่าไปแล้วเราไม่ใช่ผู้นิยมคุณทักษิณมากไปกว่าประชาธิปไตย ดังนั้นการคิดอ่านจะตั้งชื่องานแบบใด หรือจะจัดไม่จัดก็เชิญเป็นดุลยพินิจของแต่ละท่าน

กองบรรณาธิการไทยอีนิวส์
23 กรกฎาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ไม่ เพียงแต่บรรดาสื่อกระแสหลักที่ แสดงปฏิกริยาอย่างกว้างขวาง แม้แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับที่ไทยอีนิวส์นำเสนอข่าว พาดหัวเรื่อง พรึบ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง62ปีทักษิณมหาราษฎร์ ตามโลกไซเบอร์

ซึ่ง ธีมของงานดังกล่าวเป็นคอนเซ็ปต์ของงานจัดงานวันเกิดคุณทักษิณ ชินวัตร เมื่อปีที่แล้ว ที่ใช้คำนี้อย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ

โดยหลายคนเห็นว่าชื่องานดังกล่าวแม้จะได้ใจความ แต่เน้นสะใจ ซึ่งจะเสียการเมืองของคนเสื้อแดง

ขณะที่บางส่วนก็ยืนยันอยากใช้ชื่องานนี้ต่อไป(ดูกระทู้IF)

อย่าง ไรก็ดี นี่เป็นการสะท้อนลักษณะประชาธิปไตยแบบหนึ่งของคนเสื้อแดง สำหรับไทยอีนิวส์แล้ว เราไม่ใช่เจ้าภาพงานนี้ และว่าไปแล้วเราไม่ใช่ผู้นิยมคุณทักษิณมากไปกว่าประชาธิปไตย ดังนั้นการคิดตั้งชื่องานแบบใด หรือจะจัดไม่จัดก็เชิญเป็นดุลยพินิจของแต่ละท่านตามอัธยาศัย

หากพาด หัวข่าวดังกล่าวจะทำให้เกิดความไม่สบายใจใดๆต่อขบวนเสื้อแดง ก็ต้องขออภัยมาด้วยคารวะ ณ โอกาสนี้และขอชี้แจงต่อบรรดาพวกเสี้ยมทั้งหลายว่า พาดหัวดังกล่าวไม่มีอิทธิพลทางใดทางหนึ่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเจ้าของงานวันเกิดโปรดกรุณาเข้าใจตามนี้

คุณ ฉันเห็นแดงตาย เขียนกระทู้ในเว็บบอร์ดประชาทอล์ก เรื่อง อำมาตย์หัวเราะร่า ทักษิณน้ำตาร่วง ชื่องานวันเกิดสุดคลาสสิค "ทักษิณมหาราษฎร์"
ว่า มีเพื่อนๆตั้งกระทู้ไว้ ผมเองก็เข้าไปอ่านที่ไทยอีนิวส์แล้ว ผมว่า ถ้าจะจัดให้ได้จริงๆ เปลี่ยนเป็น"ทักษิณ มหาราษฎร"จะดีกว่า ตัดการันต์ทิ้งไปตัวเดียว เท่ากับตัดปัญหาได้หมดทุกประการ

อย่าเขี่ยลูกไปเข้าทางตีนเหิ้ยอีกเลยครับ

พยายาม กุมสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ให้ได้นานที่สุดดีกว่า เป็นผลดีกับพวกเราที่อยู่ในคุกด้วย เป็นผลดีกับพวกเราที่สูญเสียลูก ผัว พ่อ แม่ ด้วย

ถ้าจะเอาพวกเราออกมาสูดอิสรภาพ เยียวยาครอบครัววีรชน เราจำเป็นต้องมีอำนาจรัฐในมือ จริงอยู่ อำนาจรัฐครึ่งๆกลางๆ ไม่สมกับ 15 ล้านเสียงก็จริง แต่เราก็รอมาได้ 5 ปี แล้ว ค่อยๆกินทีละคำๆ ถึงจะไม่อิ่ม แต่ก็ดีกว่าท้องแห่งเสรีภาพว่างโหรงเหรง

แต่ในระหว่างที่รัฐบาลของเราทำงาน ทำดีๆ ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มอยู่ดีกินดี ไม่สร้างเงื่อนไขขัดแย้งเพิ่ม อะไรๆที่เราหวังไว้ก็จะมาเอง

เรามันของจริง ไม่ต้องโหมโฆษณา เราก็คือของจริงอยู่วันยังค่ำ และอย่าทำให้ท่านทักษิณต้องลำบากใจหรือเดือดร้อน
ท่านลำบากมามากแล้วครับ

คุณRam เขียนกระทู้เรื่อง “พรึ่บ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง 62 ปีทักษิณ นายกในดวงใจ" ว่า

ผมว่าเอาหัวข้อแบบนี้ดีกว่า อย่าเอาแต่สะใจเลยคับ ไม่ได้กลัวมัน แต่ก็ไม่อยากเข้าทางตีนพวกมันเหมือนกันคับ สื่อเหี้ยมีแย๊อะ

กระทู้บ้านราษฎร์ดำเนิน เขียนท้วงติงในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่เห็นด้วยที่จะใช้ ชื่องานว่ามหาราษฎร์ บอกตรงๆ แบบนี้เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ ไม่ว่าจะอ้างยังไงเจตนามันส่อมากเลี่ยงลำบาก อย่าเลยเลิกเหอะชื่องานแบบนี้

อย่าง ไรก็ตามไทยอีนิวส์ขอย้ำว่า คำประกาศขออภัยและขอถอนข้างต้นนี้ครอบคลุมเฉพาะขบวนประชาธิปไตยคนเสื้อแดง ที่เกิดความไม่สบายใจเท่านั้น เพราะล้วนมีจิตเจตนาอันดีต่อขบวนส่วนรวม แต่สำหรับสื่อกระแสหลัก และพวกที่หยิบฉวยลากโยงเพื่อเป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อทิ่มแทงทำลายเสื้อแดง หรือคุณทักษิณ กับพรรคเพื่อไทยจากกรณีนี้ โปรดอ่านคำชี้แจงในข่าวด้านล่างนี้
**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ขำ!สื่อเสี้ยมชักกระแด่วไม่ได้ดั่งใจยุมาร์คฟันไทยอีนิวส์ไม่ขึ้น ขืนบ้าจี้ตามสุรามหาราษฎร์จะพลอยซวย

โชคดีที่มาร์คไม่บ้าจี้-วันนี้ สื่อกระแสหลักพยายามไล่จี้ให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟันไทยอีนิวส์ให้ได้โทษฐานพาดหัวข่าว"62ปีทักษิณมหาราษฎร์"หาว่าใช้คำพ้อง เสียงเหิมเกริม แต่งานนี้มาร์คยุไม่ขึ้น เลยเป็นโชคดีของหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์ และบริษัทสุรามหาราษฎร์เจ้าของน้ำเมาแม่โขงไป ไม่งั้นจะพลอยซวยโดนเล่นงานกันหมด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กรกฎาคม 2554

สื่อ มวลชนได้ซักถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี ในลักษณะ"เสี้ยมให้เอาเรื่อง" โดยอ้างว่า กรณีกลุ่มเสื้อแดงระบุผ่านเว็บไซต์ไทยอี-นิวส์ หนึ่งในเว็บไซต์เครือข่ายของกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยตั้งชื่องาน ว่า “พรึ่บ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง 62 ปีทักษิณมหาราษฎร์” ว่า “ยังไม่เห็นเลยครับ”

เมื่อสื่อพยายามซัก ถามเสี้ยมต่อไปว่า เป็นการใช้คำพ้องที่สูงกว่าจะเหมาะสมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ก็น่าจะรู้นะครับ คนทำอะไรก็น่าจะรู้”

เมื่อ ถามเสี้ยมต่อไปว่า พรรคเพื่อไทยพยายามปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เกี่ยวข้องการกับจาบจ้างเบื้องสูง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามพรรคเพื่อไทยว่าสนับสนุนหรือไม่ เพราะสองกลุ่มมีความใกล้ชิดกัน

เมื่อถามเสี้ยมปิดประเด็นให้เอา เรื่องว่า ลักษณะแบบนี้จะดำเนินการทางกฎหมายได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็น และยังไม่ทราบว่าการพ้องเสียงจะผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะสร้างเรื่องให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งและกระทบ กระเทือนในคนไทยด้วยกัน ไม่อยากให้ทำแบบนี้ ถ้าพรรคเพื่อไทยมาบริหารบ้านเมือง และใกล้ชิดกับคนเสื้อแดงแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็อยากให้คิด อยากให้มีเรื่องให้มีความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเพื่ออะไร

สื่อ ชักไปไม่ถูกเเมื่อถามยังไงอภิสิทธิ์ก็ไม่ยอมเอาเรื่อง เลยเสี้ยมต่อไปว่า ความใกล้ชิดของคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย แต่มีคนเสื้อแดงบางส่วนมีวิธิคิดแบบนี้จะเป็นปัญหากับการปกครองประเทศหรือ ไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข เพราะตนก็เข้าใจว่าพึ่งพากันมา ก็ต้องกำหนดทิศทางให้ชัด และเป็นคำถามสำหรับรัฐบาลใหม่ตลอดเวลาว่าจะสนับสนุนแนวทางไหน

เมื่อถามว่ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ครอบงำความคิดของรัฐบาลใหม่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่รัฐบาลใหม่ ต้องแสดงท่าทีให้ชัด

สุด ท้ายเลยเสี้ยมต่อไปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ควรจะมีท่าทีอย่างไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ก็ต้องแสดงท่าทีให้ชัด”

สุดท้ายสื่อได้พาดหัวข่าวแบบไม่ค่อยได้ดั่งใจว่า "อภิสิทธิ์"ปัดไม่รู้ แดงจัดงาน"ทักษิณมหาราษฎร์"

ส่วนASTVผู้จัดการที่เป็นคนเปิดเรื่องไปฟ้องอภิสิทธิ์พาดหัวข่าวว่า “อภิสิทธิ์” ติง นปช.จัดงาน “ทักษิณมหาราษฎร์” ชี้คำพ้องเสียงไม่เหมาะ


แต่ก็ไม่วายแสดงอารมณ์กระแนะกระแหนไม่ได้ดั่งใจในโปรยข่าวว่า

นายกฯ ยังไม่ได้รับรายงาน นปช.ป่าวประกาศไปทั่วเมืองเตรียมจัดงาน “พรึ่บ! ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง 62 ปีทักษิณมหาราษฎร์” ติงคำพ้องเสียงอาจไม่เหมาะสม แต่คนทำน่าจะรู้อยู่แก่ใจ ชี้เป็นปัญหารัฐบาลใหม่ จะต้องแสดงท่าทีให้ชัดว่าไม่ได้ตกอยู่ในความครอบงำของกลุ่มคนเสื้อแดงและจาบ จ้วงเบื้องสูง


ก่อนหน้านี้เวบไซต์ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มฯผู้นำสูงสุดพันธมิตร กลุ่มกดดันการเมืองล้าหลังขวาจัดปฏิกริยา พาดหัวข่าวว่า แดงเหิมเกริม! ประโคมกระแส “ทักษิณมหาราษฎร์” 61 จังหวัด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


เสื้อ แดงจัดงานวันเกิดทักษิณ 62 ปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ถือโอกาสฉลองพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งในตัว ชื่องานเล่นคำพ้องเสียง “ทักษิณมหาราษฎร์” เสียดสี โวมี 61 จังหวัดทั่วประเทศจัดงาน หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวบอกปัดไปบาหลี หลัง กต.จี้อินโดนิเซียเข้มตรวจคนเข้าเมือง

วันนี้ (21 ก.ค.) เว็บไซต์ไทยอี-นิวส์ หนึ่งในเว็บไซต์เครือข่ายของกลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้รายงานข่าวโดยพาดหัวว่า “พรึ่บ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง 62 ปีทักษิณมหาราษฎร์” โดยกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องหาหนีคดีอาญาแผ่นดิน ได้นัดหมายกันจัดงานคล้ายวันครบรอบวันเกิด 62 ปี ให้ พ.ต.ท.ทักษิณต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไม่ต้องมาเกณฑ์ พวกกูจัดเอง” ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ หลังจากเริ่มจัดงานแซยิดในโอกาสครบ 60 ปีไปเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552

ไทยอี-นิวส์อ้างว่า มีการจัดงานทั้งหมด 61 จังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอามิเรตส์ นอกจากนี้ ในรายงานข่าวของไทย อี-นิวส์ยังระบุอีกด้วยว่า มีการนัดหมายของคนเสื้อแดงหลายจุดในเวลานี้ว่าจะพากันจัดงานวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือโอกาสฉลองชัยชนะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งคนเสื้อแดงสนับสนุนชนะการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554 อย่างท่วมท้นในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย อาทิ ที่ จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยผู้สนับสนุนเปิดเผยว่าในงานคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณที่กลุ่มแดงเชียงใหม่จะจัดในปีนี้ที่วัดดอนจั่น ต.ท่าศาลา อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่เวลา 8.00น. ทำบุญร่วมกัน จากนั้นเวลา 16.00 น. จะมีกิจกรรมบนเวที ฉลองวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณยิ่งใหญ่

อย่าง ไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะจัดงานที่หมู่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้กระทรวงต่างประเทศได้ทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังรัฐบาลอินโดนีเซียใน การตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทย แต่นายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวว่า ในวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่มีการจัดงานวันเกิดที่เกาะบาหลี และคงไม่มีการจัดงานที่ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะใช้เวลาในวันดังกล่าว อยู่กับลูกๆ และไปทำบุญไว้พระ ที่ไหนสักแห่งในโลก แต่ไม่ใช่ทวีปเอเชีย หรือสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทย ขณะเดียวกัน ก็จะไม่อยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดังนั้น ใครที่คิดจะเดินทางไปคงจะไม่ได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ไทยอีนิวส์ขอชี้แจงความจริงว่า ข่าวของASTVผู้จัดการมีเจตนาให้ร้ายเราอย่างมีสาระสำคัญ และมั่วดังต่อไปนี้

1.ASTVผู้จัดการไม่ได้นำเสนอในประเด็น"ทักษิณมหาราษฎร"ที่ไทยอีนิวส์นำเสนอไว้ในรายงานข่าวต้นฉบับ (ดูข่าวต้นฉบับของจริง:พรึบ!ไม่ต้องเกณฑ์กูจัดเอง62ปีทักษิณมหาราษฎร์ )ซึ่งนำเสนอไว้ตอนหนึ่งว่า

ในการจัดงานเมื่อปีที่แล้ว กลุ่มคนไทยเสื้อแดงในสหรัฐอเมริกา หรือ RED USA รายงานว่าได้พากันจัดฉลองวันเกิดให้พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ พร้อมกับยกย่องให้เป็นมหาราษฎร์ หรือราษฎรผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย

2.การ ที่ASTVผู้จัดการพาดหัวว่าไทยอีนิวส์"เหิมเกริม"บ้าง หรือ "เล่นคำพ้องเสียง"บ้าง หรือ" เสียดสี "บ้าง แสดงว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่หรือไม่ จึงมีจิตเจตนาทำนองนั้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้เขียนเป็นคนที่มีอาวุโสไม่มากนัก เพราะหากถามสนธิลิ้มฯคนเป็นเจ้านายดูสักหน่อย ก็จะเห็นได้ว่าคำว่า"มหาราษฎร์"นี้เป็นคำปกติธรรมดา ขนาดนายปรีชา สามัคคีธรรม คนหนังสือพิมพ์อาวุโส ก็ยังนำไปตั้งชื่อหนังสือพิมพ์ว่า"หนังสือพิมพ์มหาราษฎร์" ก็ไม่เคยมีใครไปว่านายปรีชาเหิมเกริม หรือ เล่นคำพ้องเสียง หรือเสียดสีที่ตรงไหน หนังสือพิมพ์นี้ชัย ราชวัตร การ์ตูนนิสต์ที่สนับสนุนพันธมิตรออกนอกหน้าก็เคยไปทำงานด้วย ไม่เห็นชัย ราชวัตร ตั้งข้อรังเกียจแต่อย่างไร

หรือหากนายสนธิลืมเรื่องนี้ก็ให้ ไปถามปราโมทย์ นาครทรรพ คอลัมนิสต์ASTVผู้จัดการไม่น่าจะลืม เพราะเคยคบหากับนพพร สุวรรณพานิช อดีตคนหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์มาก่อน ก็เห็นมีมิตรไมตรีเรื่อยมา ไม่เคยได้ยินขัดเคืองที่นพพรไปทำงานอยู่หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเป็น"คำพ้อง เสียงที่เสียดสีหรือเหิมเกริม"สักหน่อย

พรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็เคย ชื่อว่า พรรคมหาราษฎร์ธิปัตย์ แม้แต่บริษัทผลิตจำหน่ายสุรารายหนึ่งก็ชื่อ บริษัทสุรามหาราษฎร์ ชื่อคนไทยที่ไปจดทะเบียนตั้งชื่อว่าเด็กชาย หรือนายมหาราษฎร์มีเยอะแยะ คำๆนี้จึงเป็นคำปกติสามัญนั่นเอง

แล้ว มันแปลกตรงไหน หากคนเสื้อแดงจะจัดงานให้ทักษิณ"มหาราษฎร์" ซึ่งข่าวต้นฉบับก็บอกชัดอยู่แล้วว่า หมายถึง ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจของคนไทยที่รักชาติรักประชาธิปไตย

ยก เว้นแต่ว่าASTVผู้จัดการ เกิดมาติดใจว่า เพราะบังเอิญเรื่องนี้เกี่ยวกับทักษิณ เกี่ยวกับเสื้อแดง..หากเป็นบริษัทสุรามหาราษฎร์ของเจ้าสัวเจริญ หรือหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์ ของปรีชา หรือชัย ราชวัตร-นพพร สุวรรณพานิช ที่เคยทำงานที่หนังสือพิมพ์มหาราษฎร์ ก็ไม่เป็นไร...

ยก เว้นแต่ASTVผู้จัดการจะตีกินด้วยสันดานเดิมๆเพื่อให้ร้ายป้ายสีใครต่อใคร ไปทั่วหล้าด้วยข้อหาว่าไม่จงรักภักดีหรือล้มเจ้า ซึ่งก็น่าสลดใจว่านับแต่ASTVผู้จัดการมีสันดานเช่นนี้มา ก็ยิ่งเป็นการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาแปดเปื้อนโคลนการเมือง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้แต่จะดึงลงเบื้องต่ำเพื่อสนองทัศนะท่าทีนโยบายการเมืองของตน ซึ่งคนไทยต่างรู้ความจริงหมดแล้ว ดังผลโหวตโนที่ออกมาไม่ถึง 1 ล้านเสียง นั่นก็คือคำตอบว่าคนไทยเขาไม่เอาด้วยกับสันดานแบบนี้ของASTVผู้จัดการ

3.ASTV ผู้จัดการยังนำเสนอผิดเพี้ยนด้วยว่า ไทยอี-นิวส์อ้างว่า มีการจัดงานทั้งหมด 61 จังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งที่ดูไบ สหรัฐอาหรับอามิเรตส์

ความ เป็นจริงเรานำเสนอว่า ในการจัดงานวันเกิดให้ทักษิณครั้งแรกเมื่อ 26 กรกฎาคม 2552 นั้น มีการจัดงานทั้งหมด 61จังหวัดทั่วประเทศ และในต่างประเทศที่จัดแซยิดกระหึ่มโลก โดยเป็นกิจกรรมที่ประชาชนจัดให้ประชาชนที่พวกเขาสนับสนุน

4.ไทย อีนิวส์อยากชี้แจงต่อสื่อกระแสหลักจอมเสี้ยมทั้งหลายว่า ในเมื่อพยายามเสี้ยมรัฐบาลรักษาการนายอภิสิทธิ์ให้เล่นงานไทยอีนิวส์แล้วไม่ ได้ดั่งใจก็อย่าท้อถอย พยายามกันต่อไป เหมือนที่ทำด้วยอคติบิดเบือนไร้ความเป็นมืออาชีพต่อไปเหมือนที่ทำมาตลอด 5 ปี แต่อยากบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีคนเสื้อแดงที่ไหนเขาจัดงานตามชื่อที่ว่านั่น หรอก เป็นเพียงนำคอนเซ็ปต์งานที่เขาจัดกันปีที่แล้วมาพาดหัวให้"ฮือฮา"แบบที่สื่อ นิยมชมชอบกัน งานนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคเพื่อไทยหรือทักษิณ เพราะไทยอีนิวส์ไม่ใช่สื่อของทักษิณหรือเพื่อไทย สั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ไม่เหมือนสื่อกระแสหลักปฏิบัติกันเป็นปกติสันดาน

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ ใช่การ"มั่ว"เพื่อให้ร้ายป้ายสีครั้งแรกของเวบไซต์ASTV ผู้จัดการ เพราะเมื่อไวๆนี้เมื่อ 14 กรกฎาคม เวบไซต์นี้ก็เคยกล่าวหาว่าไทยอีนิวส์มั่วเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งพอไทยอีนิวส์ชี้แจงอย่างมีหลักฐานย้อนกลับไป ก็กลับเงียบเฉย ไม่ยอมโต้แย้ง เพราะจำนนด้วยหลักฐานข้อมูล

ถึงASTVผู้จัดการ:เห็นฝีมือลูกน้องแล้วสงสารลูกพี่ลิ้ม

หนังสือ พิมพ์ASTVผู้จัดการ และเวบไซต์ASTVผู้จัดการเมื่อวานนี้พาดหัวว่า ไทยอีนิวส์โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300บาท เพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น แต่กลับไม่พูดกรณีAISตั้ง “ดุสิต-ประธานหอการค้าไทย” เป็นบอร์ด ลองอ่านรายงานข่าวที่เต็มไปด้วยหลักฐานด้านล่างนี้ ก็จะได้คำตอบชัดๆว่า ใครกันแน่ที่"มั่ว"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 กรกฎาคม 2554

ตามที่ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

ใจ ความสำคัญสรุปว่า การที่หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแสดงท่าทีคัดค้านนโยบายรัฐบาลใหม่ของยิ่ง ลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท อาจมีมูลเหตุจากการที่ประธานหอการค้าไทย และประธานสภาอุตสาหกรรม มีแบ็คกราวนด์มาจากเครือซิเมนต์ไทย ทุนอำมาตย์ ด้วยกันทั้งคู่ จึงมีทัศนะท่าทีนโยบายสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และคัดค้านเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวบไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้นำเสนอรายงานข่าวตอบโต้เรื่อง เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น โปรยข่าวว่า


เว็บ ไทยอีนิวส์ของคนเสื้อแดงโวยวายจะเอาค่าแรง 300 บาท ตามนโยบายเพื่อไทยให้ได้ จินตนาการเลอะเทอะระบุที่สภาหอการค้า-สภาอุตฯ ออกมาคัดค้านเพราะ “อำมาตย์” ส่งคนมาเตะตัดขา แต่กลับไม่พูดกรณีเอไอเอสตั้ง “ดุสิต” เป็น กรรมการบริษัท

โดยระบุว่า
อย่าง ไรก็ตาม ไทยอีนิวส์ กลับไม่กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2554 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทแทนนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ซึ่งได้ขอลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป แต่อย่างใด

หนังสือพิมพ์รายวันผู้จัดการASTVฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม นำไปเป็นข่าวพาดหัวตัวไม้ว่า เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300

ไทยอีนิวส์เห็นว่าข่าวของASTVผู้จัดการนั้น ต่ำชั้นกว่ามาตรฐานที่พึงจะเป็น จึงขอชี้แจงความจริงกรณีถูกพาดพิงดังนี้

1.ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ AIS หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่เวบไซต์ ASTV ผู้จัดการระบุว่า ได้แต่งตั้งนายดุสิต ไปเป็นกรรมการนั้น ในปัจจุบันนี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ดังนี้

1. บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 1,263,712,000 หุ้น คิดเป็น 42.52 %
2. SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD. 568,000,000 หุ้น คิดเป็น 19.11 %

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=ADVANC&language=th&country=TH

2.สำหรับ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของAIS เดิมชื่อย่อ SHIN ตอนนี้เปลี่ยนเป็นINTUCH ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1. บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด 1,742,407,239 หุ้น คิดเป็น 54.42 %

2. บริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด 1,334,354,825 หุ้น คิดเป็น 41.67 %

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=INTUCH&language=th&country=TH

ทั้ง นี้เมื่อต้นปี 2549 กองทุนเทมาเส็ก สิงคโปร์ เข้ามาซื้อหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น จากตระกูลชินวัตร โดยปัจจุบันถือหุ้นผ่าน บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์

3.บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของชิน คอร์ปอเรชั่น ในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1.บริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์ (นิติบุคคลต่างด้าว) 48.99%
2.บริษัท กุหลาบแก้ว (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 41.1%
3.ธนาคารไทยพาณิชย์ (นิติบุคคลสัญชาติไทย) 9.9%

4.สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่ดังนี้

1. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 722,941,958 หุ้น คิดเป็น 21.31%

ดูลิ้งค์ http://www.set.or.th/set/companyholder.do?symbol=SCB&language=th&country=TH

5.การที่ เวบไซต์ASTVผู้จัดการระบุว่า นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทAIS แทนนายศุภเดช พูนพิพัฒน์ นั้น ต้องดูที่ไปที่มาของนายศุภเดช ตอนที่เข้ามาในบริษัทชินฯตอนที่เทมาเส็กเข้าซื้อหุ้นไปจากตระกูลชินวัตร นั้น ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปล่อยกู้ให้นายศุภเดชไปซื้อหุ้นจำนวน32.8ล้านบาท (รายละเอียด ดู หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10412)

ดังนั้นก็อาจมีร่องรอยว่า นายดุสิต ประธานหอการค้าไทย อดีตผู้บริหารเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ น่าจะเข้ามาเป็นกรรมการในบริษัทAISแทนนายศุภเดช ซึ่งเป็นโควต้าของธนาคารไทยพาณิชย์ อันเป็นธนาคารในเครือสำนักงานทรัพย์สินฯ

ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในซีดาร์ โฮลดิ้งส์
ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในชิน คอร์ปอเรชั่น
ชิน คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของAIS
AIS ซึ่งแต่งตั้งนายดุสิต นนทะนาคร มาเป็นกรรมการบริษัท
นายดุสิต ผู้ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารและลูกหม้อของเครือซิเมนต์ไทย
เครือซิเมนต์ไทยอันเป็นธุรกิจในเครือสำนักงานทรัพย์สิน

จึง เรียนมาเพื่อให้เวบไซต์ ASTV ผู้จัดการได้รับทราบ ความจริง ณ โอกาสนี้ หากผู้เขียนข่าวของASTVผู้จัดการ ยังเข้าใจมั่วๆว่าAIS ยังเป็นของตระกูลชินวัตร ก็ย่อมแสดงว่าที่นายสนธิ ลิ้มฯทำมาตลอด 5 ปีนี้ล้มเหลวในการสื่อสารโดยสิ้นเชิง เพราะลูกน้องของนายสนธิก็ยังเข้าใจผิดถนัดขนาดนี้

เข้าใจผิดปล่อยไก่หมดเล้าว่า..นายดุสิตเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทAISเพราะตระกูลชินวัตรแต่งตั้งมา...อนิจจาอนิจจัง


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ไทยอีนิวส์:เบื้องหลังการกวนตีนจากสภาหอการค้า-การต่อต้านค่าแรง300จากสภาอุตฯ องค์กรซ่อนเงื่อนของใคร..?

-ASTVผู้จัดการออนไลน์:เว็บเสื้อแดงโวยจะเอาค่าแรง 300 บาท โยงมั่วหอการค้า-สภาอุตฯ ค้านเพราะ “อำมาตย์” ไม่ให้ขึ้น

-หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 กรกฎาคม 54:เสื้อแดงมั่วดึงอำมาตย์เอี่ยว สกัดค่าแรง300 เอกชนถล่มเอสเอ็มอีสูญพันธุ์