WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 24, 2011

ข้อมูลใหม่จากโทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์: กรณีทีวีพูลเอาคลิปในหลวงพบสุจินดา-จำลอง ออกฉาย 12 มีนาคม 2549

ที่มา Thai E-News



คลิปวิดิโอในหลวงมีพระราชดำรัสกับพลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2535

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ปัจจุบัน คงมีน้อยคนจะจำได้ว่า ในท่ามกลางวิกฤติต้นปี 2549 ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ต่างๆมากมาย

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549 จู่ๆ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือทีวีพูล ได้พร้อมใจกันเผยแพร่คลิปสุจินดา-จำลอง เข้าเฝ้าในหลวง ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 ทีรู้จักกันดี

ขณะนั้น อยู่ในระหว่างช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง 2 เมษายน ที่ ประชาธิปัตย์ บอยคอต และการเคลื่อนไหวของพันธมิตร ภายใต้ข้อเรียกร้องให้มี "นายกพระราชทาน" ตามมาตรา 7 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น


คืนวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม ในช่วงข่าว 2 ทุ่ม ทีวีทุกช่องได้นำคลิปดังกล่าวออกฉาย โดยมีโฆษก กล่าวนำ ด้วยข้อความ ดังนี้

โดยที่ในขณะนี้ มีสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย และหลายฝ่ายมีความวิตกกังวลว่า จะเกิดเหตุความไม่สงบในบ้านเมือง เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจให้ทุกฝ่ายทุกคน

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขออัญเชิญพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2535 มาเพื่อรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม

(ดูรายงานข่าวของ คม-ชัด-ลึก วันที่ 12 มีนาคม 2549 ได้ที่นี่ http://news.sanook.com/crime/crime_17098.php
และ ผู้จัดการ ได้ที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033911 หลังการแพร่ภาพในคืนวันที่ 12 พร้อมกันทุกช่องแล้ว วันถัดมายังมีการแพร่ภาพซ้ำอีกในหลายช่อง)



ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดขณะนั้น ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมจึงมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวอีก และอะไรคือ "สาร" (message) ของการเผยแพร่นั้น

ทุกฝ่ายได้ตีความไปต่างๆนานา ฝ่ายรัฐบาล คือทักษิณเอง อธิบายว่า เป็นการดำเนินการของสำนักพระราชวัง ไม่่ใช่รัฐบาล (วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า ใครทำ ว่า "ไม่ทราบ ให้ไปสอบถามทีวีพูล" สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาลก็กล่าวทำนองเดียวกัน)

ขณะที่ฝ่ายพันธมิตร ตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะเป็นฝีมือรัฐบาล เพื่อต้องการให้พันธมิตรยุติการชุมนุมกดดันรัฐบาล (หรือไม่ก็เพื่อโจมตีเรือ่ง "จำลอง พาคนไปตาย")

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่าย ก็พยายาม "อ่าน" การเผยแพร่คลิปนั้น ในลักษณะกว้างๆว่า คลิปดังกล่าวเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายสามัคคี

ดูที่นี่ ซึ่งรวบรวมความเห็นของฝ่ายต่างๆ - แม้จะไม่ให้ภาพที่ครบถ้วนนัก เช่น ประเด็นพันธมิตร สงสัยรัฐบาล http://goo.gl/WLfDX

ในส่วนพันธมิตร ที่ออกมาตั้งข้อสงสัย และพยายามตอบโต้ประเด็น "จำลองพาคนไปตาย" ดูที่นี่ http://news.sanook.com/crime/crime_17099.php ที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033979 และที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033976 )

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้สัมภาษณ์ในขณะนั้น เปรียบเทียบการออกอากาศคลิปดังกล่าว เป็น การรัฐประหารทางทีวี เหมือนการรัฐประหารทางวิทยุ ในปี 2494 (ดูที่นี่ - ต้องใช้ proxy ช่วย เพราะยังถูกบล็อก อยู่ - http://www.prachatai.com/node/7722/talk )

ในส่วนของบุคคลทีใกล้ชิดราชสำนักเอง น่าสังเกตว่า การออกอากาศนี้ทำให้บางคน "เซอร์ไพรซ์" และไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง ได้ให้สัมภาษณ์ในวันต่อมาที่มีการออกอากาศคลิป (13 มีนาคม) ว่า "โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วย เพราะปกติอยู่ดีๆ อยู่แล้ว ทำไมถึงทำให้ยุ่ง ประเทศไทยและคนไทยรักสงบ เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับพระองค์ท่าน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)" เขายังยืนยันว่า การแพร่ภาพนั้นไม่ใช่มาจากหน่วยงานที่เขาดูแลอยู่ (ดูรายงานสัมภาษณ์ ใน ผู้จัดการ ที่นี่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000034167 )

การที่เรื่องบางอย่างที่มีกำเนิดจากแวดวงราชสำนักเอง (ดังจะอธิบายต่อไป) แต่คนในแวดวงนั้น หรือคนใน "ฝ่ายเจ้า" ด้วยกันเองบางคน ไม่รับรู้ หรือไม่ได้รับ "สัญญาณ" และอาจจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ด้วยซ้ำนั้น เป็นเรื่องที่เราจะได้เห็นอีกโดยตลอดของวิกฤติครั้งนี้ (เช่น กรณีพันธมิตรชุมนุมปี 2551 แล้วมีคนอย่างดิสธร วัชโรทัย ออกมาบอกว่า "ผมอยู่พรรคในหลวง ... เป็นตัวจริงเสียงจริง รับพระราชกระแสมาเอง" และเรียกร้องให้พันธมิตร "อยู่บ้าน" ไม่ต้องไปชุมนุม แต่กลับถูกพันธมิตรโจมตีอย่างหนัก)

ในกรณีทีวีพูลนั้น ไม่เพียง แก้วขวัญ จะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เท่านั้น ไม่กี่วันต่อมา ยังมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ในที่ประชุมองคมนตรีวันที่ 14 มีนาคม เปรม ได้แสดงความไม่เห็นด้วยและสั่งให้ยุติการแพร่ภาพ (ผมหาข่าวนี้จากเว็บไซต์ นสพ.ขณะนั้นโดยตรงไม่ได้แล้ว แต่ดูได้ที่นี่ http://www.manager.co.th/Mwebboard/listComment.aspx?QNumber=181190&Mbrowse=9 ที่นี่ http://tnews.teenee.com/politic/714.html และที่นี่ http://www.maama.com/znews/view.php?id=001113 )

ผลจากการที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยางกว้างขวางไปต่างๆนานา ว่าใครสั่งให้แพร่คลิป 17 พฤษภา และต้องการจะสื่ออะไร ในที่สุด วันที่ 14 มีนาคม สำนักราชเลขาธิการ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง (ดูใน 2 links หลังสุดที่เพิ่งอ้าง) ดังนี้ (ผมทำตัวหนาเน้นคำเอง)

สำนักราชเลขาธิการขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่า พระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลข่าวสารซึ่งได้รับการเผยแพร่ต่อ สาธารณะทั่วไปอยู่แล้ว และประชาชนก็รับรู้มาโดยตลอดว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2535 เพราะฉะนั้นการที่หน่วยงานหรือสื่อมวลชนใดจะนำออกมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเองนั้นก็สามารถกระทำได้ จึงขอแถลงข่าวมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

จะเห็นว่า แม้แถลงการณ์จะไม่ได้ปฏิเสธโดยตรง แต่ลักษณะการเขียนก็ชวนให้เข้าใจว่า การฉายคลิปทางทีวีพูลไม่เกี่ยวกับราชสำนัก แต่เป็น "ความรับผิดชอบของตนเอง" ของหน่วยงานหรือสื่อมวลชนที่นำออกฉาย ดังที่จะเห็นข้างล่าง นี่คือจุดประสงค์ของแถลงการณ์นี้จริงๆ วันต่อมา (15 มีนาคม)

เมื่อมีข่าวเรื่องปรมพูดในที่ประชุมองคมนตรีว่า อยากให้ยุติการฉายคลิป (ที่กล่าวถึงข้างต้น) สำนักราชเลขาธิการ ก็ออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งมาปฏิเสธว่า "สำนักราชเลขาธิการขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่าในการประชุมคณะองคมนตรีในวันดัง กล่าวไม่ได้มีการกล่าวถึงกรณีดังกล่าวตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่ประการใด" (ดู http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000035639)

ใครสั่งให้ทีวีพูลแพร่คลิป 20 พฤษภา และอะไรคือสารของการแพร่คลิปดังกล่าว?

เช่นเดียวกับหลายกรณี ฝ่ายอเมริกันจะรับรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าสาธารณชนไทยเอง ในโทรเลข 06BANGKOK1546 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ทูตอเมริกันได้บันทึกไว้ว่า อาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ได้บอกกับทูตว่า "ในหลวงทรงสั่งให้ฉายคลิปดังกล่าวด้วยพระองค์เอง" (the King himself ordered the film to be shown) โดย อาสา กล่าวว่า จุดประสงค์ของพระองค์คือ "เพื่อสนับสนุนการหาทางออกที่สันติให้กับความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้" (in order to encourage a peaceful resolution to the current political conflict) อย่างไรก็ตาม ทูตได้บันทึกไว้ดังนี้

Although Asa says the intent of the broadcast was not to favor either side, the initial analysis is that it works against the Prime Minister, since everyone knows that part of the solution in 1992 was for the PM under siege to step down. This was the view expressed to DCM by a military aide of Privy Councillor General Suryayud Chulanont.

แม้อาสาจะกล่าวว่า ความตั้งใจของการฉายคลิป ไมใช่เพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง, การ วิเคราะห์เบื้องต้น คือ การฉายคลิปนี้เป็นผลเสียต่อนายกรัฐมนตรี [ทักษิณ] เพราะทุกคนรู้ว่า ส่วนหนึ่งของทางออกเมื่อปี 2535 คือนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกโจมตีขณะนั้น ลาออก. นี่เป็นความเห็นที่ ทหารคนสนิทขององคมนตรี สุรยุทธ จุลานนท์ บอกกับอัครราชทูตที่ปรึกษา.

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ตีความการฉายคลิปแบบเดียวกับสถานทูตและทหารคนสนิทของสุรยุทธ จุลานนท์ เช่นกัน ในการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรในคืนที่มีการฉายคลิป (12 มีนาคม) สนธิ (ตามพาดหัวของ ผู้จัดการ) "ชี้ทีวีแพร่ภาพประวัติศาสตร์ มีนัยบอก ทักษิณ ควรลาออก" (ดู http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033944 ) สนธิ ได้กล่าวไว้ดังนี้ (การเน้นคำย่อหน้าแรกเป็นของ ผู้จัดการ เอง ที่เหลือเป็นของผม):

ย้อนกลับไปก่อน 4 ก.พ. จำได้ไหมที่ทักษิณสั่งให้ตำรวจที่อยู่ในมือตัวเองแจ้งความจับผมกับคุณสโรชา เกือบทั่วประเทศ เสร็จแล้ววันที่ 4 ก็มีพระราชดำรัสออกมาทักเขาถึงต้องถอนฟ้อง ฉะนั้น โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ที่ออกมา นัยที่แท้จริงคือว่า เมื่อสังคมเกิดวิกฤตแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย เพื่อให้เหตุการณ์ที่สงบ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก และพล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกหรือเปล่า ... นัยที่แท้จริงอยู่ตรงนี้

นี่กำลังส่งสัญญาณให้คนที่จบด็อกเตอร์รู้ว่าถึงเวลาจะลาออกแล้ว นัยของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์วันนี้มีส่วนละม้ายคล้ายเหตุการณ์วันนั้น เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเผด็จการทหาร เราต่อสู้กับเผด็จการนักการเมือง ฉะนั้นแล้ว ถ้า พล.อ.สุจินดายอมลาออก แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณไม่ลาออกเพราะอะไร

นัยที่แท้จริงได้ถูกส่งออกมาแล้ว โดยผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ให้พี่น้องในประเทศได้รู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่มีวิกฤตในประเทศ โดยยกตัวอย่างพฤษภา 35 ให้ดู ว่าในที่สุดแล้ว ความสงบเรียบร้อยจะเกิดขึ้นได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต้องลาออก

ในตอนท้ายโทรเลขฉบับเดียวกันนี้ ทูตได้บันทึกว่า "The broadcast message is very much the King's preferred style, vague enough to be interpreted in different ways by different audiences." (สารจากคลิปที่ได้รับการนำออกฉาย เป็นสไตล์ที่ในหลวงชอบ คือ คลุมเครือพอที่จะให้กลุ่มคนฟังต่างกัน ตีความออกไปต่างกัน)

ในโทรเลขอีกฉบับหนึ่ง 06BANGKOK1601 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2549 ทูตได้บันทึกการสนทนากับอาสา ในวันเดียวกันนั้น ว่า

Arsa admitted that the Sunday evening broadcast of the iconic film of the King's intervention following the 1992 pro-democracy demonstrations had provoked a wave of conspiracy theorizing (ref A). Arsa claimed that the King himself had wanted the film broadcast to emphasize the need for peace and reconciliation. Following the broadcast, however, both sides seized on the film to justify their positions. The confusion was compounded because no one knew who had authorized or encouraged the TV stations to show the footage. The PM and the government denied any role.

อาสา ยอมรับว่า การฉายคลิปที่เป็นสัญลักษณ์อันมีชื่อเสียง เมื่อคืนวันอาทิตย์ กรณีในหลวงทรงเข้าแทรกแซงหลังการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2535 นั้น ได้ก่อให้เกิดคลื่นทฤษฎีสมคบคิดขึ้น อาสา อ้างว่า ในหลวงเองต้องการให้ฉายคลิปนั้น เพื่อย้ำความจำเป็นของความสงบและการปรองดอง. แต่หลังการฉายคลิปนั้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ยกเอาคลิปมาสนับสนุนความชอบธรรมในจุดยืนของฝ่ายตน. ความสับสนเพิ่มมากขึ้นเนื่องจาก ไม่มีใครรู้ว่า ใครใช้อำนาจหรือกระตุ้นให้สถานีโทรทัศน์นำคลิปนั้นออกฉาย. นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำ.

อาสา แสดงความกังวลให้ทูตฟังว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังใช้ประโยชน์จากการฉายคลิปนั้น เขาจึงต้อง "ตะเกียกตะกายรีบออกแถลงการณ์ [ฉบับวันที่ 14 มีนาคม] เพื่อกันราชสำนักให้ห่างออกมา" (he had scrambled to issue a press statement to distance the Palace from all of this) ซึ่งทูตได้สรุปว่า "อาสากำลังพยายามแยกราชสำนักออกมาจากการเข้าไปอยู่ในพายุทางการเมือง" (Arsa had tried to extricate the Palace from the political storm) และ "ราชสำนักกำลังพยายามยุติเสียงดังกระหึ่ม ที่เกิดจากการฉายคลิปเมื่อคืนวันอาทิตย์" (The Palace is trying to undo the furor caused by the broadcast Sunday night)

...........................


ดังที่กล่าวแต่ต้นว่า เมื่อมองย้อนหลังไป ในท่ามกลางเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นระหว่างวิกฤติปี 2549 กรณีทีวีพูลนำคลิป 17 พฤษภา ออกฉาย คงกลายเป็นเรื่องที่ "เล็ก" เกินกว่าคนส่วนมากจะจดจำได้ แต่เรื่องนี้มีความน่าสนใจในฐานะเป็นกรณีหนึ่งของบทบาทของสถาบันกษัตริย์ใน วิกฤตินั้น และ "ลักษณะ" หรือ characteristics ของบทบาทนั้น

ในขณะที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผ่านไปในเวลาค่อนข้างรวดเร็ว (ไม่กี่วัน) และมีความสำคัญและผลสะเทือนไม่มาก (โดยเปรียบเทียบ) โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ถึงข้อมูลที่เป็นเบื้องหลังของเรื่อง จนกระทั่งมาเกิดการเผยแพร่โทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ บางฉบับข้างต้น

แต่บางเหตุการณ์อื่นที่ตามมาจะมีความสำคัญยิ่งกว่า โดยที่ขณะเกิดเหตุการณ์คนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบข้อมูลเบื้องหลังเช่นกัน (โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์) ผมกำลังพูดถึงกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นราว 3 สัปดาห์ คือการเข้าเฝ้าของทักษิณ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 ที่ หลังการเข้าเฝ้า เขาได้ออกมาประกาศ "เว้นวรรค" ทางการเมือง ซึ่งโทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ก็ได้ทำให้เรารู้ข้อมูลเบื้องหลังเป็นครั้งแรกเช่นกัน ....

ซึ่งผมจะนำมาเล่าในคราวหน้า

ยิ่งลักษณ์ นัด กก.บห.ประชุม เคาะชื่อ ปธ.สภา สัปดาห์หน้า

ที่มา Voice TV









ว่าที่นายกรัฐมนตรี นัดประชุมกรรมการบริหารพรรคพร้อมแกนนำเพื่อหารือถึงบุคคลที่จะเป็นประธาน สภาฯก่อนจะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีกลางเดือนสิงหาคม

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยและว่าที่นายกรัฐมนตรีตลอดทั้งวันยังคงเก็บตัวเงียบภายในบ้าน พักย่านซอยโยธินพัฒนา 3 โดยไม่มีการออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่ เข้มงวดเป็นปกติเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมาท่ามกลางที่หลายฝ่ายติดตามความ ชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาการเเต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมถึงการยังไม่รับรอง ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำ นปช.


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าในสัปดาห์หน้า นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่าที่นายกรัฐมนตรี จะได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และแกนนำเพื่อที่จะหาตัวผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานสภาซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะ ต้องใช้คนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและหลังจากที่มีประธานสภาเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีซึ่งคาดว่าไม่เกินกลางเดือนสิงหาคม ก็ได้เห็นหน้าตา คณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์1 แน่นอน


นางธิดา ถาวรเศรษฐรักษาการประธานแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.กล่าวถึง การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่ประกาศรับรองสถานภาพของ ส.ส.แกนนำกลุ่มเสื้อแดง โดยเฉพาะ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าในเรื่องนี้ทางแกนนำกลุ่ม นปช. เตรียมหารือกับฝ่ายกฎหมายว่า ในกรณีที่ กกต.ยังไม่ประกาศรับรองสถานภาพ ส.ส. ของแกนนำคนเสื้อแดงที่เหลือนั้นมีความไม่ถูกต้องในด้านกฎหมายอย่างไรหรือไม่ ซึ่งแกนนำ นปช. จะรอดูในวันที่28 กรกฎาคมนี้ ที่ กกต. จะมีการประกาศรับรองสถานภาพ ส.ส. อีกครั้ง

ส่วนกรณีที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องไม่ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวในลักษณะเหมือนเป็น การกดดันในการทำงานของ กกต. นั้น นางธิดามองว่า นปช. เป็นเพียงกลุ่มองค์กร ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มประชาชนเพราะฉะนั้นความเห็นประชาชน ย่อมสามารถแตกต่างกันได้ พร้อมวอนทุกฝ่ายอย่าห่วงว่าคนเสื้อแดง จะทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง

"ณัฐวุฒิ"เหน็บจุดยืน"กสม."รั่วมากกว่า ซัดทำสังคมไทยได้รับความเจ็บปวดจากคำว่า"สิทธิมนุษยชน"

ที่มา มติชน

นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท. ในฐานะแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ผลสอบรั่วออกมา และคิดว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไม่ต้องเสียเวลาไปตรวจสอบสาเหตุที่ผลสอบรั่วด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการใดๆ แต่ กสม.ทั้งคณะควรพิจารณาตัวเองว่า จุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนรั่วหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา กสม.ชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทบาทเหตุการณ์ล้อมปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งตนไม่เคยเห็นว่า กสม.ชุดนี้จะออกมาปกป้อง หรือเรียกร้องสิทธิให้กับผู้บาดเจ็บล้มตายอย่างเป็นรูปธรรม ถ้า กสม.มีจุดยืนรั่ว แล้วผลสอบออกมาอย่างไร ก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น กสม.ทุกคนควรนั่งล้อมวงประชุมเรื่องนี้ก่อนดีหรือไม่ว่าจุดยืนและอุดมการณ์ ด้านสิทธิมนุษยชนคืออะไร ได้ตอบสนองภารกิจของคนในชาติหรือไม่ และจะรับผิดชอบอย่างไร

นาย ณัฐวุฒิกล่าวว่า นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีต กสม. เป็นบุคคลหนึ่งที่ออกมาต่อสู้กับคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สุดท้ายถูกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถอดถอน เป็นองค์กรอิสระเพียงคนเดียวที่ถูกถอดถอนจากสภาที่ตั้งโดยเผด็จการ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบาดแผลฉกรรจ์ครึ่งหนึ่ง และครั้งนี้ก็เป็น กสม.อีกชุดหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยได้รับความเจ็บปวดกับคำว่าสิทธิมนุษยชน

รัฐนาวา"ปู1" พิสูจน์"แม้วคิด"?

ที่มา ข่าวสด


บรรยากาศการเมืองผ่อนคลายทันที หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นส.ส.เต็มตัว

สอดรับกับอารมณ์คนส่วนใหญ่ที่สะท้อนความคิดเห็นผ่านเอแบคโพล กว่าร้อยละ 80 อยากให้โอกาสน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย

และกว่าร้อยละ 71 ที่รู้สึกงง สงสัย ไม่ชอบ ไม่พอใจ หลังจากที่ กกต.กักชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาไว้ในการประกาศรับรองส.ส.ล็อตแรก

ทั้งยังเกรงกลัวไปไกลว่าถ้าหาก กกต.ไม่รับรองทั้ง 2 คน อาจเกิดปัญหาความรุนแรงทางการเมืองในระดับมากถึงมากที่สุด

ดังนั้น จึงไม่แปลกเมื่อรู้ข่าวการพิจารณา "ขยักสอง" กกต.ยอมปล่อยทั้ง "ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์" เข้าสภาไปก่อน ส่วนจะมีประเด็นให้ต้องตามสอยกันทีหลังหรือไม่ ต้องติดตามตรวจสอบกันต่อไป แต่เท่านี้ก็ทำให้หลายคนถอนใจด้วยความโล่งอก

ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงจะพ้นบ่วง กกต.มาได้ แต่ไม่ได้แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า เพราะยังต้องเกรงใจว่าที่ส.ส.ของพรรคอีกจำนวนมากที่ยังโดนกักอยู่ ยังไม่ทราบชะตากรรม

โดยเฉพาะในส่วนแกนนำคนเสื้อแดง ที่ในการพิจารณารับรอง "ขยักสาม" กกต.ยอมปล่อยออกมาก่อนแค่ 8 คน อาทิ น.พ.เหวง โตจิราการ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายวิเชียร ขาวขำ เป็นต้น

ขณะที่ยังเหลืออีก 4 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นแกนนำคนสำคัญ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายการุณ โหสกุล ยังต้องลุ้นต่อ "ขยักสี่"

ในจังหวะเวลาที่เริ่มกระชั้นเข้ามา กกต.เหลือเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์ที่จะพิจารณารับรองส.ส.ให้ครบร้อยละ 95 หรือ 475 คน ให้สามารถเปิดประชุมสภาสมัยสามัญได้ทันตามกำหนด 30 วันหลังเลือกตั้ง

เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าตามระบบต่อไปได้



ตามหลักการนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า

หลังจาก กกต.ดำเนินการรับรองส.ส.ครบตามจำนวนที่กำหนดแล้ว ก็จะมีการเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อเลือกได้แล้วประธานจะเป็นผู้กำหนดวันประชุมสมาชิกนัดประวัติศาสตร์ เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่กระบวนการที่ประธานสภาจะนำชื่อผู้ได้รับโหวตเป็นนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นทางการ

จากนั้นจึงจะถึงขั้นตอนการฟอร์มคณะรัฐบาล จัดวางคนลงในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญเช่นกัน เนื่องจากการกำหนดโฉมหน้าบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง

นอกจากจะเป็นเครื่องวัดกระแสศรัทธาประชาชนต่อรัฐบาลแล้ว พรรคแกนนำจะต้องจัดสรรผลประโยชน์อำนาจทั้งในส่วนของพรรคตนเองและพรรคร่วม รัฐบาลอย่างสมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพในอนาคต

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องปกติทางการเมืองภายใต้ความเป็น "รัฐบาลผสม" ประกอบไปด้วย 5-6 พรรคการเมือง ที่การจัดแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถจัดทำให้ลงตัวได้ด้วยสูตรคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว

อีกทั้งการที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ มีส.ส.มากกว่า 260 คน ยิ่งทำให้การจัดแบ่งผลประโยชน์ภายในมีความสลับซับซ้อนยุ่งยากมากกว่าพรรค เล็กที่มีส.ส.ไม่กี่เสียง

นอกจากนี้จุดที่ใครต่อใครหลายคนจับตามองไม่ว่าจะด้วยความเป็นห่วง หรือต้องจับผิดก็แล้วแต่ คือบทบาทครอบงำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อการจัดทำโผ ครม."ยิ่งลักษณ์ 1"

เพราะถึงเจ้าตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์จะปฏิเสธหลายครั้งว่า การจัดโผ ครม.ทำกันในเมืองไทย โดยผ่านการพิจารณากลั่นกรองของคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ

แต่การปฏิเสธของว่าที่นายกฯ หญิง กลับสวนทางกับกระแสข่าวที่ออกมาตลอดเช่นกันว่า มีสมาชิกหลายคนในพรรคพยายามต่อสายตรงถึงพ.ต.ท.ทักษิณ และคนใกล้ชิดระดับเครือญาติ

เพื่อทวงบุญคุณวิ่งเต้นให้ได้รับตำแหน่งกันจนฝุ่นตลบทั้งพรรค



ข่าวคราวความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ที่มีชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาพัวพัน

ทำให้ประชาชนเริ่มไม่แน่ใจว่าจะเป็นจริงในทางปฏิบัติหรือเป็นแค่ข่าวปล่อย ให้ฟังดูดีเท่านั้น ต่อกรณีที่มีข่าวออกมาก่อนหน้าว่าพ.ต.ท.ทักษิณต้องการให้ภาพลักษณ์รัฐนาวา "ยิ่งลักษณ์ 1" วางน้ำหนักไปที่ประสิทธิภาพการทำงาน

เพื่อให้เข้ามาดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ หลักๆ คือการนำความสมานฉันท์ปรองดองเข้ามาแทนที่ความขัดแย้งแตกแยกภายในสังคมไทย แก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้านให้ได้ผลอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งโฉมหน้ารัฐมนตรีที่ออกมาสังคมต้องให้การยอมรับ อย่างน้อยเสียงร้อง "ฮ่อ" ต้องดังกว่าเสียงร้อง "ยี้" มากกว่าเน้นการจัดเก้าอี้รัฐมนตรีในลักษณะ "ต่างตอบแทน" ให้ใครคนใดคนหนึ่ง

ถึงประชาชนมากกว่าร้อยละ 80 จะยืนยันผ่านโพลว่าอยากเห็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี และไม่พอใจ กกต.ที่ไม่ยอมประกาศรับรองผลให้เป็นส.ส. แม้ในที่สุดจะประกาศรับรองไปแล้วก็ตาม

แต่สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในตัวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการเลือกตั้ง

เป็นความนิยมทั้งที่หลายคนยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำไปว่านโยบายต่างๆ ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยเคยประกาศไว้ตอนหาเสียง

ไม่ว่าปรับขึ้นค่าแรงรายวัน 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท เลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน บัตรเครดิตเกษตรกร ฯลฯ เหล่านี้จะทำได้จริงหรือไม่

กระแสสนับสนุนจากประชาชนท่วมท้นเช่นนี้ เป็นโอกาสทองที่นักการเมืองน้อยคนจะได้รับ

จากนี้ไปขึ้นอยู่กับว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะนำโอกาสทองที่ประชาชนมอบให้นี้ไปใช้อย่างไร

เรื่องวันเกิดของคุณทักษิณ ประชาชนอยากทำอย่างไรก็ทำเถอะครับ เป็นเสรีภาพ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ผม มีความเห็นว่ามีการวิตกวิจารณ์กันเกินไปในการจัดงานวันเกิดท่านนายกฯ ทักษิณ ผมคิดว่าประชาชนมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เรื่อง ไม่เหมาะไม่ควรนั้น ไม่มีเกณฑ์อะไรมาคิด เรื่องควรหรือไม่ควรนั้นมันอยู่ที่ความคิดของแต่ละบุคคล หากเราไม่ไปละเมิดกฎหมาย ละเมิดศาสนาอื่นๆ ศีลธรรมจรรยา มันก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่เหมาะทั้งสิ้น

เรื่องจะไปกระทบใครนั้น ผมไม่แคร์ จัดงานวันเกิดคนที่เรารักให้ยิ่งใหญ่ มันจะไปกระทบใครได้

หากมีคนรู้สึกไปเองก็ช่างหัวมัน

คำ ว่า "ทักษิณมหาราษฎร์" ก็เป็นแค่คำ "ยกย่อง" ที่ราษฎรทั่วไปมีให้กับคนที่เขารัก คิดว่ายิ่งใหญ่ เป็น "มหาราษฎร์" ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ใครจะแสลงหูก็เป็นเรื่องของคนๆ นั้น

หากใครทำตัว ให้ประชาชนรัก ประชาชนก็มีสิทธิ์เรียกคนนั้นว่า "ผู้ยิ่งใหญ่" ต่อไปอาจมีคำว่า "ยิ่งลักษณ์มหาประชาชน" ยิ่งลักษณ์มหาราษฎร์ ก็ได้ หากคุณยิ่งลักษณ์ทุ่มเทเสียสละ ทำงานให้ประชาชน จนประชาชนรัก

แต่ที่แน่ๆ ไม่มีคำว่า "อภิสิทธิ์มหาราษฎร์" แน่นอน

ประเทศนี้ทำไมมันต้องมี "ข้อห้าม" ที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมายมากมาย

เรื่อง ความนับถือเป็นเรื่องส่วนบุคคลบังคับกันไม่ได้ ไม่นับถือใคร หรือนับถือใคร เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ได้ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรมจรรยา แต่อย่างใด

ทำให้ใครไม่พอใจ นั้นช่วยไม่ได้
ไม่พอใจจะออกมาฆ่าประชาชนอีกอย่างนั้นหรือ

อีก อย่างหนึ่ง จะได้เป็นบุคคลาธิษฐานว่าความรักนั้นบังคับกันไม่ได้ พวกที่ประชาชนเคยรัก และไม่รัก จะได้รู้ตัวกันเสียทีว่าวันนี้ประชาชนไม่รักพวกคุณแล้วนะครับ เพราะพวกคุณทำตัวให้ไม่เป็นที่รักของประชาชนอีกต่อไปแล้ว

คนที่ยิ่งใหญ่นั้นยิ่งใหญ่เพราะประชาชน ไม่ใช่ยิ่งใหญ่เพราะอำนาจ กดหัวประชาชน

ส่วนที่มีใครคิดว่าไปท้าทายอะไรเข้านั้น ผมว่าแล้วแต่จะคิด
ประชาชน บางส่วนนั้นก็อยากท้าทายอยู่แล้ว ไปห้ามเขาก็ยิ่งจัดท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีก เขียนคำอะไรที่มันดูท้าทายแต่ไม่ผิดกฎหมายเข้าไปอีก ประชาชนบางส่วนเขาคิดว่า "เขาจะทำใครจะทำไม" สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ คือคนมันไม่รัก แล้วมันจะท้าทาย เราไปห้ามมันก็ยิ่งท้าทาย แสดงว่าตีเข้าถูกจุดแล้ว ยิ่งท้าทายหนักขึ้น แล้วเราจะทำอย่างไร ก็ต้องเงียบอยู่ดี เพราะมันไม่ได้ผิดกฎหมาย ศีลธรรมต่างๆ

สไนเปอร์ส่องยิงหัวนายกอบต.บึงทองหลาง หัวคะแนนเพื่อไทย ดับคางานศพ

ที่มา ข่าวสด







เวลา 23.50 น. วันที่ 23 ก.ค. ร.ต.อ.อัทรนีย์ นิยมทรัพย์ ร้อยเวร สภ.ลำลูกกา ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันตายภายในงานศพ วัดใหม่กลางคลองสิบ ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าศาลาสวดศพ ลานวัดใหม่กลางคลองสิบ พบผู้ถูกยิงนอนเสียชีวิตอยู่ข้างประตูรถยนต์มิตซูบิชิ ไทรทัส สีดำหมายเลขทะเบียน ฏป-1193 กรุงเทพมหานคร ทราบชื่อต่อมาคือนายสุภาพ เขียวชอุ่ม อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/1 ม.8 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงทองหลาง ซึ่งเป็นหัวคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 ปทุมธานีเพื่อพรรคไทย สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่บริเวณศีรษะ 1 นัด กกหูขวา 1 นัด และที่บริเวณลำตัวอีก 2 นัด

จากการสอบสวนในเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าผู้ตายได้มาฟังพระ สวดพระอภิธรรมศพนายเชิด นัยศิริ ซึ่งเป็นญาติกัน หลังจากที่พระสวดพระอภิธรรมเสร็จแล้ว ผู้ตายได้ขับรถไปส่งนายอำไพร เขียวชอุ่ม ซึ่งเป็นบิดา ที่บ้านพัก และย้อนกลับมาที่งานศพอีกครั้งเพื่อพูดคุยกับญาติๆ ขณะที่นายสุภาพขับรถมาจอด และเปิดประตูลงจากรถ ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนจอดรถไม่ทราบทะเบียนและยี่ห้ออยู่บนถนนริมสระน้ำใช้ อาวุธปืนติดลำกล้องซุ่มยิงระยะไกล ยิงเข้าใส่นายสุภาพจนเสียชีวิต

พ.ต.อ.วรพงศ์ รัตนอุดม รอง ผบก.ปทุมธานี พ.ต.อ.เทอมคม สุภาพงษ์ ผกก.สภ.ลำลูกกา ตรวจสอบในที่เกิดเหตุไม่พบปลอกกระสุนปืนเลย แต่ที่ประตูเหล็กม้วนปิดศาลาวัดได้มีรอยรูกระสุนปืนจำนวน 2 รู ทะลุประตูเหล็กเข้าไปโดนหน้าต่างปีเนียนบานเลื่อนเป็นรอยรูกระสุน และที่หน้าต่างมีรอยกระสุนปืนกระทบกับปูนเป็นรอยให้เห็นแต่ไม่พบหัวกระสุน และเมื่อตรวจสอบจุดเกิดเหตุข้ามสระน้ำไปยังถนนตรงข้ามห่างกันประมาณ 20 เมตร ซึ่งมีพยานพบว่ามีรถปาเจโรป้ายแดงมาจอดซุ่มอยู่และมีคนในรถได้ใช้อาวุธปืน ติดลำกล้องส่องยิงเข้าร่างผู้ตายตามจุดสำคัญทำให้เสียชีวิตคาที่ และตรวจสอบในที่เกิดเหตุไม่พบปลอกกระสุนปืนเลย ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นมือปืนอาชีพใช้อาวุธปืนแบบสไนเปอร์ติดลำกล้องส่อง ยิงผู้ตายเข้าเป้าทุกนัด

ส่วนสาเหตุของการซุ่มยิงในครั้งนี้น่าจะเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ที่ผู้ตายเป็นหัวคะแนนให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกเรื่องหนึ่ง อบต.บึงทองหลางจะหมดวาระลงในเดือนตุลาคมนี้ และมีคู่แข่งขันเปิดตัวลงชิงชัยกันแล้ว

นพดลปูดมีมือที่3จ้องทำลายทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

นพดล ชี้คนขึ้นป้าย"ทักษิณมหาราษฎร์ "หวังจ้องทำลายอดีตนายกฯ
เชื่อนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง


นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
สำหรับงานวันเกิดครบรอบ 62 ปี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 26 ก.ค.นี้
ท่านจะทำบุญไหว้พระพร้อมกับลูกๆ เงียบๆ ในต่างประเทศ
และไม่อยากให้มีการฉลองอยากเอิกเกริกในประเทศไทย
เพราะอยากให้บรรยากาศปรองดองเกิดขึ้น
ไม่อยากให้มีเรื่องการเมืองเป็นประเด็นวุ่นวายขึ้นมาอีก
และพ.ต.ท.ทักษิณไม่ประสงค์จะโฟนอินใดๆ ในช่วงงานวันเกิด
จึงขอฝากไปยังคนรักท่านว่าไม่ต้องจัดงานอะไร ถ้าคิดถึงก็ทำบุญในวัดก็พอ

นายนพดล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการขึ้นป้ายชื่องานวันเกิดพ.ต.ท.ทักษิณหลายแห่ง ว่า
“ทักษิณมหาราษฎร์” นั้น ไม่คิดว่าจะเป็นการทำโดยผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ
จากการตรวจสอบน่าจะมีมือที่ 3 ที่เป็นนักการเมืองและเคยอยู่กับพรรคอยู่เบื้องหลัง
ยืนยันว่า เราไม่รู้และไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ไม่ว่าใครก็ตามไม่ควรใช้ถ้อยคำเช่นนั้น
จึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองปลดป้ายลงทันที
วันนี้บ้านเมืองเราผ่านการเลือกตั้งมาแล้วน่าจะมาร่วมกันสร้างบรรยากาศปรองดองดีกว่า


http://www.posttoday.com/การเมือง/101208/นพดลปูดมีมือที่3จ้องทำลายทักษิณ

ภาคประชาชนเตรียมจัดทำบุญวันเกิดแม้วครบ 62 ปี

ที่มา ข่าวสด



วัน ที่ 23 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายสิงห์ทอง บัวชุม ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้รับการประสานจากภาคประชาชน ให้ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อทำบุญวันวันคล้ายวันเกิด 62 ปีให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.ค. นี้ พร้อมกันทั้ง 4 ภาค โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น.เป็นพิธีสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์เพื่อบูชาคุณแผ่นดินและสวดสะเดาห์เคราะห์ บทชนะมาร จากนั้นจะร่วมกันตักบาตรเพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ซึ่งจุดประสงค์ของงานเพื่อเป็นสิริมงคลแก่พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนั้น ยังขออาณิสงส์ให้ประเทศเกิดความสมานฉันท์ จากนั้น ในช่วงบ่ายจะมีการแจกภาพพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ระลึกให้กับประชาชนที่มาร่วมงานและการจัดงานดังกล่าวเป้นความตั้งใจ ของภาคประชาชน ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยหรือคนเสื้อแดง แต่ไม่ได้ปิดกั้นหากจะไปร่วมงาน

นายสิงห์ทอง กล่าวว่า สำหรับสถานที่จัดงานใน 4 ภาค ประกอบด้วย ภาคกลางจัดที่วัดแก้วฟ้า อ.บางกรวย จ.นนทุบุรี มีพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี ร่วมกิจกรรมด้วย ภาคเหนือจัดที่วัด ภาคเหนือที่โรงธรรมสามัคคี อ. สันกำแพง และวัดดอนจั่น จ.เชียงใหม่ วัดบ้านหลายทุ่ง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ภาคอีสานที่วัดพระนารายณ์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา และที่อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด บริเวณลานกีฬาริมบึ่งแก่นนคร จ.ขอนแก่น ภาคตะวันออก ที่วัดใหญ่อินทราราม อ.เมืองจ.ชลบุรี ส่วนภาคใต้จะจัดที่จ.ภูเก็ต ทั้งนี้ตนจะแถลงรายละเอียดอีกครั้งวันที่ 24 ก.ค.นี้ เวลา 13.00 ที่วัดแก้วฟ้า จ.นนทบุรี

อย่างไรก็ตาม นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะจัดงานวันเกิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขอปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง การจัดงานวันเกิดเป็นสิ่งที่คนชอบพอกันทำให้กันเท่านั้น แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมจัดงานวันเกิดในนามของพรรค แต่อย่างใด

ขุนรองปลัดชู : วาทกรรมเรื่องชาตินิยม

ที่มา ประชาไท

ภาพยนตร์ ที่ได้รับการกล่าวถึงขณะนี้คือ เรื่อง "ขุนรองปลัดชู" ซึ่งออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เป็นตอนๆ รวมทั้งฉายให้ชมฟรีตามโรงภาพยนตร์

โดยนำวีรกรรมที่สำคัญของคนไทยกลุ่มหนึ่งในสมัยอยุธยาที่ต่อสู้กับพม่าจนตัวตายมา สร้างเป็นภาพยนตร์

เป็น ภาพยนตร์ที่ลงทุนสร้าง แต่คงไม่ได้หวังผลกำไรเป็นหลัก เพราะนอกจากฉายทางสถานีโทรทัศน์แล้วยังแจกบัตรให้ชมฟรีในโรงภาพยนตร์ ทำให้น่าสนใจว่าภาพยนตร์เรื่องขุนรองปลัดชู สร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลใด?

ความ ต้องการตอกย้ำว่าวีรกรรมของขุนรองปลัดชู และชาวบ้านเมืองวิเศษชัยชาญ ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญจนตัวตาย ไม่ใช่ปัญหา เพราะอย่างน้อยพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ทั้งฉบับ กาญจนาภิเษก ของกรมศิลปากร ที่ชำระและตรวจสอบกับฉบับตัวเขียนในหอสมุดแห่งชาติ และพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ต่างบันทึกถึงวีรกรรมของขุนรองปลัดชู และชาวบ้านเมืองวิเศษชัยชาญ

ข้อความในพงศาวดารทั้งสองฉบับต่างสอด คล้องกันว่า วีรกรรมของขุนรองปลัดชูกับชาวบ้านอีก 400 คน จากเมืองวิเศษชัยชาญมีอยู่จริง เพียงแต่การให้น้ำหนักความสำคัญมากน้อยแตกต่างกันไป ตามบริบทของการชำระพงศาวดารในเวลาต่อมา

เข้าใจว่าผู้เขียนบทภาพยนตร์ เรื่องนี้น่าจะได้ภาพการสู้รบวีรกรรมที่ห้าว หาญจากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เพราะให้ภาพการสู้รบที่ละเอียดว่า เมื่อพม่ายกทัพมาตั้งอยู่ที่ตำบลหว้าขาว ริมชายทะเล แถบเมืองกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ขุนรองปลัดชูกับชาวบ้านก็กรูกันออกโจมตีทัพหน้าของพม่า รบกันด้วยอาวุธสั้นถึงขั้นตะลุมบอน ฟันแทงพม่าล้มตาย

ส่วนตัวของขุน รองปลัดชูถือดาบสองมือวิ่งเข้าไปในหมู่ข้าศึก ฟันพม่าล้มตายเป็นอันมาก แต่พม่ามีกำลังมากกว่า ในที่สุดขุนรองปลัดชูถูกพม่าจับเป็นได้ ส่วนชาวบ้านที่เหลือถูกรุกไล่โดยพลทัพช้างลงไปในทะเล จนจมน้ำตายจำนวนมาก เหลือรอดมาเพียงเล็กน้อย

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาให้ภาพ วีรกรรมของชาวบ้านเมืองวิเศษชัย ชาญและขุนรองปลัดชูได้ละเอียดมาก อาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้นอกจากเขียนไว้ในพงศาวดารแล้ว ยังเป็นตำนานบอกเล่าเกี่ยวกับวีรกรรมความกล้าหาญของชาวบ้านเมืองวิเศษชัยชาญ ที่เล่าสืบต่อกันมาปากต่อปากว่ามีการสู้รบกันดุเดือดกล้าหาญขนาดไหน

ดัง นั้น เมื่อมีการชำระพงศาวดารจากต้น ฉบับสมุดไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงชำระใหม่ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจแก้ไข ทำให้ปรากฏพระราชหัตถเลขาอยู่ในต้นฉบับหลวง ในส่วนของวีรกรรมชาวบ้านจึงได้รับการบันทึกให้ละเอียดยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับบริบทในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่สยามกำลังถูกคุกคามจากชาติตะวันตก จึงจำเป็นต้องส่งเสริมวีรกรรมของการต่อสู้เพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน ที่สืบเนื่องมาเป็นสยาม

อย่างไรก็ตาม วีรกรรมของชาวบ้านเมืองวิเศษชัยชาญ นอกจากบันทึกไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาอย่างน้อย 2 ฉบับแล้ว ยังสอดคล้องกับตำนานคำบอกเล่าในท้องถิ่นที่เล่าสืบต่อกันมากว่า 200 ปี จนบัดนี้ รวมทั้งยังมีหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในท้องถิ่นคือวัดสี่ร้อย ที่ตั้งชื่อตามจำนวนคนเมืองวิเศษชัยชาญที่ไปสู้รบพร้อมขุนรองปลัดชูจนตัวตาย ถึงสี่ร้อยคน

หากพิจารณาวีรกรรมที่สู้รบอย่างห้าวหาญของชาวบ้าน เมืองวิเศษชัยชาญ ในกองอาสาอาทมาตแล้ว ถือเป็นเรื่องน่ายกย่องชื่นชม เป็นแบบอย่างในการต่อสู้เพื่อปกป้องอาณาจักร

แต่เมื่อนำมาสร้างเป็น ภาพยนตร์ กลับเห็นกลิ่นอายความเป็นชาตินิยมในสมัยปัจจุบันมากกว่าสำนึกแบบอยุธยา ด้วยการปลุกใจให้เกิดความรักชาติ เป็นความพยายามหล่อหลอมกล่อมเกลาทางการเมืองให้ฮึกเหิม เกิดความรักชาติ โดยผ่านวาทกรรมของตัวเอกในเรื่อง ที่ทั้งพูด ทั้งรำพึงรำพันกับตนเอง จนทำให้บางครั้งศัพท์แสงที่ใช้กล่าวออกมาหลุดไปจากสมัยอยุธยา ทั้งแนวคิดเรื่องชาติ เรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแผ่นดิน และเรื่องความเป็น "ข้าราชการ"

ภาพยนตร์สร้างให้ขุนรองปลัดชูใน เรื่องนี้ มีวาทกรรมที่เยอะ ออกไปในแนวสั่งสอนคนในยุคนี้ไปในตัว จนทำให้คนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ขุนรองปลัดชู ต้องเป็นนักเขียนมาก่อนแน่ๆ เพราะเน้นเล่นสำนวน

ตลอดจนตัวเอกพยายามจะสื่อสารแนวคิดเรื่องความรัก ชาติ ความสามัคคี ปรองดอง ด้วยการสะท้อนผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ เจ้านาย ทั้งก่อนที่พระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศน์จะได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ เหมือนจะเน้นการอบรมสั่งสอนคนในยุคปัจจุบัน และชี้ให้เห็นว่าความแตกแยก การแย่งชิงอำนาจ นำไปสู่ความย่อยยับของอาณาจักรในเวลาต่อมา

การให้ ภาพกองทัพพม่า พร้อมกับถ้อยคำเจรจาในกองทัพ ด้วยภาษาพม่า เพราะต้องการให้สมจริง? แต่ในทางกลับกันหากคนพม่าได้ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไรหรือ ข้อความที่พูดเป็นจินตนาการของฝ่ายไทยในยุคปัจจุบันล้วนๆ เพราะใครจะบันทึกได้ว่าทหารพม่าจะพูดอะไรกัน!

อีกทั้งบางข้อความ กล่าวพาดพิงถึงมอญ ซึ่งในอดีตเป็นอาณาจักรหนึ่งที่ต้องรบรากับพม่าอยู่เนืองๆ ซึ่งการนำวาทกรรมที่พม่าพูดถึงมอญในทางหมิ่นหน่อยๆ อาจทำให้เกิดวิวาทะระหว่างพม่ากับมอญ แล้วเป็นเรื่องอะไรของคนไทยที่ต้องทำเช่นนี้หรือ เพราะประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การยกย่องวีรกรรมของขุนรองปลัดชู กับชาวบ้านเมืองวิเศษชัยชาญ มิใช่?

ในขณะเดียวกันภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะกับบริบททางการเมืองในปัจจุบันหรือไม่ โดยเฉพาะความสมานฉันท์ปรองดองกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่ ผ่านมาไทยมีปัญหากับเพื่อนบ้านรอบทิศ เพราะปล่อยให้มีการปลุกกระแสความรู้สึกชาตินิยม ซึ่งความรักชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมากเกินเหตุอาจทำให้คลั่งชาติจนขาดสติ ทำให้มีการยุยง ปลุกใจจนเกิดการสู้รบกันบริเวณชายแดน โดยไม่คำนึงถึงชีวิตผู้คนตามชายแดนทั้งคนไทย และคนในประเทศเพื่อนบ้าน ความคลั่งชาติแบบนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีแก่ประชาชน และความเจริญแก่ประเทศชาติแต่อย่างใด กลับทำให้เป็นที่อิดหนาระอาใจแก่เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่คนในชาติเดียวกัน

การ ส่งเสริมให้คนรักชาติ โดยนำเรื่องราวประวัติศาสตร์มาใช้เพื่อหล่อหลอมกล่อมเกลาความคิดเห็นทางการ เมือง หากไม่ไปพาดพิงเกี่ยวพันถึงประเทศเพื่อนบ้าน ก็คงมิเป็นไร

แต่ หากมีบางส่วนบางตอนที่พาดพิงไปถึงเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้นสั่นคลอน ก็หาประโยชน์อันใดมิได้ เพราะไทยไม่ได้อยู่ในสังคมโลกอย่างโดดเดี่ยวได้

เรื่องราวในประวัติ ศาสตร์มีไว้ให้ทบทวนความผิดพลาดในอดีตไว้แก้ไข ภูมิใจกับความสำเร็จที่ผ่านมา โดยไม่เยาะเย้ยถากถางซ้ำเติมผู้อื่น เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ผ่านเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่อย่างไรก็ต้องเดินไปข้างหน้า ท่ามกลางมวลมิตรที่จริงใจ

ดังนั้น การหยิบเรื่องราวในประวัติศาสตร์เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศ ผ่านวาทกรรมมากมายของตัวเอกในเรื่อง แล้วไปกระทบความรู้สึกต่อผู้อื่นแม้เพียงเล็กน้อย น่าจะเป็นสิ่งที่ควรลดละมิใช่?

การมุ่งสอนให้คนรักชาติ เสียสละเพื่อส่วนรวม อาจไม่จำเป็นต้องกระทำการผ่านเรื่องราวที่เน้นศึกสงครามกับเพื่อนบ้านเท่านั้น

หาก ต้องการสอนให้เด็กเกิดความรักชาติ สามารถสอนผ่านกระบวนการคิด ให้คิดให้เป็น แยกแยะผิดถูก ใช้เหตุใช้ผลอย่างมีปัญญา ดีกว่าการมุ่งเน้นปลูกฝังแนวคิดแบบชาตินิยม

การนำเหตุการณ์ในประวัติ ศาสตร์มาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยมุ่งหมายการกล่อมเกลาทางการเมือง เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีภายในชาติ ไม่ควรพาดพิงเพื่อนบ้าน ให้ความสัมพันธ์ต้องสั่นคลอน

อีกทั้งการสร้างภาพยนตร์อิงประวัติ ศาสตร์ จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับบริบทของสังคมในสมัยนั้น และเรื่องราวที่สื่อสาร ต้องผ่านกระบวน การทางประวัติศาสตร์ เพื่อนำไปสู่ข้อมูลที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด

เพราะเรื่องราวในประวัติศาสตร์มีไว้ให้ทบทวน หาใช่มีหน้าที่รับใช้อุดมการณ์ทางการเมือง

SIU: “ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท” คุณประโยชน์หรือโทษภัย?

ที่มา ประชาไท

เรื่อง ค่าจ้างแรงงานไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถอภิปรายกันได้โดยง่ายเพราะมี แง่มุมที่ต้องพิจารณาหลากหลายครับ นับตั้งแต่เรื่อง ความเป็นธรรมทางสังคม (Equity), เรื่องประสิทธิภาพในการแข่งขันของผู้ผลิต (Competitiveness), เรื่องการย้ายถิ่นแรงงานระหว่างพื้นที่ภายในประเทศ, เรื่องแรงงานต่างด้าวและความมั่นคง, เรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, เรื่องความมั่นคงในชีวิตและความผาสุขประชากร ฯลฯ ค่าจ้างแรงงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจจะกล่าวได้อย่างถี่ถ้วนครอบคลุมภาย ในบทความเดียว บทความนี้จึงเป็นบนความที่จะเริ่มต้นจากการตอบคำถามสำคัญเพียงประการเดียว คือ การปรับค่าจ้างแรงงานส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจมากน้อยเพียงใดในการ ดำเนินกิจการ

จากตัวเลขการปรับอัตราค่าจ้างแรงงานปี 53 (ตัวที่อัพเดตที่สุดขณะนี้คือปี 54 ครับ) พบว่าค่าจ้างแรงงานมีความแตกต่างกันทั่วประเทศโดยภูเก็ตมีค่าจ้างแรงงานขั้น ต่ำสูงที่สุดคือ 221 บาท, กรุงเทพและปริมณฑลสูงรองลงมาได้แก่ 215 บาท ไล่เรียงไปกระทั่งพะเยามีค่าจ้างแรงงานต่ำที่สุดคือ 159 บาท ซึ่งภายหลังพรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทออกมาก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าจะก่อให้เกิดปัญหาต่อภาค ธุรกิจ

หากคิดจากค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่สูงสุดในปัจจุบัน หมายความว่า ค่าจ้างขั้นต่ำจะสูงขึ้นถึงราว 35.74% และ หากเทียบกับจังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกที่สุดถือว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ รัฐบาลเสนอมีส่วนเพิ่มถึงกว่า 88.67% โดยตัวเลขนี้สูงกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศเอาไว้อย่างมาก (ปชป. ประกาศไว้ที่ 25%)

เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นกว่าหนึ่งในสาม กระทั่งกว่าเท่าตัว, ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบขนาดไหน… คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับ (1) ขนาดและกำลังการผลิตรวมถึงผลิตภาพของแรงงาน (2) ระดับความเข้มข้นการใช้แรงงานราคาถูก (Degree of low skill labor intensive) และ (3) กำไรขั้นต้นต่อชิ้นสินค้า เป็นต้น

ผมจะลองคำนวณ แบบง่ายๆนะครับ สมมติให้บริษัทๆหนึ่งมีพนักงาน 1,000 คนที่ถูกจ้างด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ 159 บาท (เอาแบบให้ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดไปเลยคือ +88.67%) บริษัทแห่งนี้ผลิตสินค้าโดยพนักงานคนละ 100 ชิ้นต่อวัน โดยสินค้าแต่ละชิ้นมีกำไรชิ้นละ 10 บาท ผลกระทบที่บริษัทในลักษณะแบบนี้จะได้รับก็คือ

หากค่าจ้างขั้นต่ำแรง งานถูกผลักขึ้นไปที่ 300 บาท นายจ้างต้องเสียค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 141*1000 = 141,000 บาทต่อวัน ในขณะที่สินค้าที่แรงงานทั้งหมดผลิตขึ้นได้มีจำนวณ 100,000 ชิ้นต่อวันโดยแต่ละชิ้นให้กำไรชิ้นละ 10 บาท นั่นเท่ากับว่ากำไรขั้นต้นต่อวันที่โรงงานแห่งนี้จะได้จะอยู่ราววันละ 1,000,000 บาท ดังนั้นสุทธิแล้วบริษัทแห่งนี้จะทำให้ได้กำไรลดลงมาจาก 1,000,000 เหลือ 1,000,000 – 141,000 = 859,000 บาท หรือกำไรลดลงราว 14.1% ซึ่งหากคิดเฉลี่ยถัวไปเป็นผลกระทบต่อกำไรของสิ้นค่าแต่ละชิ้น (Unit cost) แล้วจะพบว่ากำไรของสิ้นค้าแต่ละชิ้นจะลดลงจากที่เคยได้ชิ้นละ 10 บาทเป็น 8.59 บาท หรือกล่าวได้ว่ากำไรหายไปชิ้นละ 1 บาท 41 สตางค์ นั่นเอง

จาก จุดนี้ผมคิดว่าเราคงพอจะเห็นอะไรบางอย่าง กล่าวคือ ภายใต้นโยบายการเพิ่มค่าจ้างแรงงานซึ่งทำให้รายได้ของแรงงานในพื้นที่รายได้ น้อย สูงขึ้นกว่า 88% ทว่า ผลกำไรของบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ลดลงเพียงราว 14% เท่านั้น (ภายใต้สมมติฐานหลายประการ เช่น แรงงานควรมีประสิทธิภาพการผลิต และผลิตภัณฑ์ควรมีกำไรต่อหน่วยสูงขนาดหนึ่ง ฯลฯ)

ผมอยากเรียกกระบวน การนี้ว่า กระบวนการแลกได้แลกเสียระหว่างความมั่งคั่งของนายจ้างกับลูกจ้าง และสัดส่วนของผลกระทบที่นายจ้างได้รับ ต่อลูกจ้างได้รับจากการปรับค่าจ้างแรงงาน (-14/+88) น่าจะเรียกว่า สัดส่วนความอ่อนไหว (Sensitive fraction) ที่บ่งชี้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบกี่ % ต่อการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน 1 % ในกรณีตัวอย่างจะพบว่า ค่าจ้างแรงงานอ่อนไหวไม่มาก คือ ราว -0.15% ซึ่งหมายความว่าหากค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น 1% จะทำให้กำไรของนายจ้างลดลง 0.15% นั่นเอง

สัดส่วนความอ่อนไหวนี้ไม่ได้เท่ากันในทุกบริษัท บางบริษัทซึ่งมีความอ่อนไหวจากการปรับค่าจ้างแรงงานนี้มากก็อาจจะถึงขั้นปิด กิจการลงไปได้จากนโยบายการขึ้นค่าจ้างแรงงาน ในทางกลับกันอาจมีบางบริษัทที่แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย, ซึ่งต้อแยกพิจารณากันต่อไปอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ผม คิดว่าน่าคิดต่อก็คือ การที่เรากล่าวโดยทันทีว่าการขึ้นค่าจ้างแรงงานจะทำให้บริษัทประสบความยาก ลำบาก ในบางครั้งจึง ไม่ใช่ความจริงเชิงข้อเท็จจริง (Factual truth) แต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้น (Produced truth) หรือที่เรียกว่าวาทกรรม

วาท กรรมที่ว่านายจ้างทุกคนจะต้องแย่แน่ๆ หากมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้นนั้น ครอบงำสังคมไทยมาเป็นเวลานาน เฉกเช่นเดียวกับวาทกรรมเรื่องอื่นๆที่ประคองกำไรให้แก่นายจ้าง ผู้ประกอบการกระฎุมพีทั้งหลาย เช่น วาทกรรมเรื่องภาษีที่ดินและทรัพย์สินจะทำให้เกษตรกรลำบาก, ภาษีมรดกไม่มีผลต่อการจัดเก็บจริง (งั้นก็ให้กฎหมายออกมาซิ ทำไมต้องกลัว), การเก็บภาษีฐานทรัพย์สินจะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ฯลฯ สิ่งที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้ มีความจริงบางส่วนแต่หลายส่วนก็ถูกขยับขยายข้อเสียหรือข้อควรระวังให้น่า กลัวเกินจริง เรียกได้ว่าเป็นโลกมายาของทุนนิยม (Capitalism fantasy) ที่หลอกให้คนจำนวนมากและรัฐบาลไม่กล้าที่จะผลิตนโยบายซึ่งกระทบต่อผลกำไรของ กลุ่มทุนเอาเสียเลย

ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าค่าจ้างแรงงานที่สูง นั้นไม่ใช่ตัวชี้ขาดเดียวใน การกำหนดความได้เปรียบของประเทศในการแข่งขัน ยังมีปัจจัยอื่นอีกมาก อาทิ ระบบโลจิสติก, ผลิตภาพและทักษะฝีมือแรงงาน, ฐานทรัพยากรที่จำเป็นทางการผลิต, ตลาดและสายการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง ฯลฯ ถ้าค่าจ้างแรงงานคือตัวชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันและกำไรจริงๆ ทำไมลำพังในประเทศ จังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกสุดอย่างพะเยาไม่มีโรงงานมากสุด หรือกำไรของนิติบุคคลสูงสุดหละครับ!!!

บทความหน้าลุ้นกันนะครับว่า มิติไหนของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำบ้างที่เราจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกัน