WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 25, 2011

แรงงานเหนือแถลง จงมุ่งมั่น 300 บาททั่วประเทศ และมั่นใจว่า ผู้ใช้แรงงานจะเคียงข้าง

ที่มา ประชาไท

24 กรกฎาคม 2554 สหภาพอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ ออกแถลงการณ์ร่วม "สนับสนุนนโยบายค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย คืน “ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”และ”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน" เรียกร้อง ให้รัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับเสียงสวรรค์จากประชาชน ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำนาจนอกระบอบ ประชาธิปไตยทั้งหลาย และขอให้มั่นใจได้ว่า ผู้ใช้แรงงานพร้อมปกป้องความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปไตย หากบุคคล องค์กรอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย จักทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนเช่นที่ผ่านมา วอนมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

โดยแถลงการณ์มีรายละเอียด ดังนี้
0 0 0

แถลงการณ์
สนับสนุนนโยบายค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย
คืน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน

ภาย หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ทำให้สิทธิเสียงของประชาชนไม่มีความหมายในทางการเมือง ทำให้สิทธิสียงไม่มีความหมายในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันของผู้ใช้แรงงานและสังคมไทย เนื่องเพราะอำนาจตกอยู่ในมือของฝ่ายนอกระบบประชาธิปไตย
ต่อ มาเมื่อมีการเรียกร้องให้ยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนกลับมีความหมายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผู้ใช้แรงงานก็เช่นกัน ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะเลือกพรรคการเมือง นักการเมือง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน
ใน ช่วงที่มีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เสนอนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นผลให้ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ได้สนับสนุนในการเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่อง เพราะนโยบายนี้จักทำให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยนับเป็นเวลาร่วม หลายสิบปีไม่ได้มีนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงานเช่นนี้ แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีสภาพความเป็นอยู่อย่างอัตคัต มีหนี้สินล้นพ้นตัว จักมีชีวตอยู่รอดได้ต้องทำให้หนักขึ้น ต้องทำโอที ต้องไม่มีวันหยุด เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน
นโยบาย ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการคืน“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”ให้กับผู้ใช้แรงงาน และคืน“ความยุติธรรม” ให้กับผู้ใช้แรงงาน ในฐานะผู้ใช้แรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม เป็นผู้สร้างสรรค์ผลิตสรรพสิ่งให้ กับสังคม ในฐานะผู้ใช้แรงงานมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญ ความมั่งคั่งให้กับประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางที่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายนี้ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กลับมีนายทุน องค์กรนายจ้าง เครือข่าย สื่อมวลชน นักวิชาการ ของฝ่ายอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว
เรา ในฐานะผู้ใช้แรงงานภาคเหนือ มีความคิดเห็นว่า การคัดค้านนโยบายนี้ก็เพียงเพื่อยึดผลประโยชน์ที่เห็นแก่ ตัวของนายทุนที่สนับสนุนอำนาจนอกระบบประชาธิปไตยมาตลอดเท่านั้นเอง
เรา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับเสียงสวรรค์จากประชาชน ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำนาจนอกระบอบ ประชาธิปไตยทั้งหลาย
จงมั่นใจได้ว่า ผู้ใช้แรงงานพร้อมปกป้องความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปไตย หากบุคคล องค์กรอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย จักทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนเช่นที่ผ่านมา
จงมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ
จงเชื่อเถิดว่าผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงาน
เพื่อคืน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน
สหภาพอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์
กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

เยอรมันเหิมจะยึดโบอิ้งลำที่2ของพระบรมฯ

ที่มา Thai E-News

สื่อของเยอรมันรายงาน ภาพข่าวมีเครื่องบินโบอิ้งคู่แฝดโผล่ที่สนามบินมิวนิค จอดอยู่คู่กับลำที่โดนอายัด ภายหลังจากศาลเยอรมันตัดสินว่า หากอยากเอาออกไปก็ต้องจ่ายค่าเงินประกัน 20 ล้านยูโร ล่าสุดรอยเตอร์อ้างรายนงานจากสื่อท้องถิ่นว่า เยอรมันมีแผนจะอายัดเครื่องบินโบอิ้งลำที่สองด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กรกฎาคม2554

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงาน วันนี้ โดยอ้างข่าวสื่อมวลชนในเยอรมันว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร อีกลำซึ่งไปจอดคู่กับลำที่โดนอายัดก่อนหน้านี้ อาจโดนอายัดอีกเป็นลำที่สอง

โดย ผู้บริหารหนี้ชาวเยอรมันเปิดเผยกับสื่อมวลชนแท็ปลอยด์เยอรมัน ชื่อหนังสือพิมพ์ Bild am Sonntag เมื่อวันอาทิตย์ว่า เขากำลังพิจารณาตัดสินใจจะอายัดโบอิ้งลำที่สองของสมเด็จพระบรมฯ

"เรา กำลังพิจารณาเมาตรการขั้นตอนต่อไป รวมทั้งการยึดเครื่องบินลำที่สองของมกุฎราชการของไทย"หนังสือพิมพ์ดังกล่าว รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายเวอร์เนอร์ ชไนเดอร์ ผู้บริหารแผนหนี้ชาวเยอรมัน

เยอรมัน ได้ยึดเครื่องบินของสมเด็จพระบรมฯไว้เพื่อให้รัฐบาลไทยชำระหนี้ที่ ค้างไว้กับบริษัทก่อสร้างชาวเยอรมันที่ทำโครงการถนนยกระดะบในกรุงเทพฯ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วศาลตัดสินให้ปล่อยเครื่องบินออกไปได้ โดยนำเงินมาค้ำประกัน 20 ล้านยูโร แต่ข้อเสนอนี้ถูกรัฐบาลไทยปฏิเสธ โดยชี้ว่าเครื่องบินดังกล่าวเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมฯ ไม่ใช่ทรัพบ์สมบัติของรัฐบาลไทย

Bild am Sonntag รายงานว่า สมเด็จพระบรมฯทรงขับเครื่องบินโบอิ้งลำทื่สอง เสด็จมายังสนามบินมิวนิก เพื่อแทนที่ลำแรกที่โดนอายัดอยู่ก่อน

ก่อนหน้านี้เวบไซต์sueddeutsche.deของ เยอรมันรายงานเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 14.52 น.ตามเวลาท้องถิ่นว่า ได้มีเครื่องบินโบอิ้ง 737 อีกลำที่เหมือนกับลำแรกที่โดนอายัดไปจอดอยู่ติดกับลำเดิมที่อายัด หลังจากศาลของเยอรมันตัดสินในวันก่อนให้นำออกจากสนามบินได้ หากวางเงินประกัน 20 ล้านยูโร

รายงานข่าวของsueddeutsche บอกว่า ศาลเมือง Landshut มีคำตัดสินในเบื้องต้นอนุญาตให้นำเครื่องบินที่ถูกอายัด​ออกไปได้โดยมี เงื่อนไขให้วางเงินประกัน 20 ล้านยูโร (ในรูปของการรับรองโดยธนาคาร หรือ แบงก์การันตี)

ซึ่งคำตัดสินเบื้องต้นดังกล​่าวเป็นผลมาจากการพิจารณา จากการรับรองของอธิบดี กรมการขนส่งทางอากาศไทยและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์เครื่องบินปี​2550 ซึ่งแสดงว่าเครื่องบินเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์

อย่างไรก็ตาม จะมีการพิจารณาคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งคำพิพากษาขั้นสุดท้ายอีกครั้งในเดือน สิงหาคม ซึ่งศาลอาจจะมีคำสั่งให้อธิบดีกรมขนส่งทางอากาศเข้าให้การในศาลด้วยตนเอง ด้วย

ขณะนี้ได้เกิดคำถามขึ้นว่ามกุฏราชกุมารแห่งประเทศไทยจะทรงขับ เครื่องบินลำ ไหนเสด็จกลับประเทศ เมื่อตอนนี้มีเครื่องบินพระที่นั่งที่เหมือนกันอีกลำมาจอดอยู่ที่สนามบินมิ วนิค

ทางด้านนายชไนเดอร์ ผู้บริหารหนี้ที่ทำการอายัดเครื่องบินกล่าวว่า​ได้รับทราบว่ามีเครื่องบินอ​ ีกลำที่เหมือนกับลำที่อายัดไว้ มาจอดอยู่ที่สนามบิน แต่ไม่ทราบถึงกรรมสิทธิ์ ส่วนจะอายัดเครื่องบินอีกลำที่สองนี้หรือไม่ นายชไนเดอร์ไม่ได้แสดงความค​ิดเห็น

แต่ค่อนข้างชัดเจนว่านายชไนเดอร์ มีความมั่นใจว่าจะได้รับเงิน 20 ล้านยูโร หรือประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าหนี้ นายชไนเดอร์ยังกล่าวว่ามีความพึงพอใจกับคำตัดสินชั้นต้น เพราะทางบริษัทไม่ต้องอายัดเครื่องบินไว้ และสบายใจว่ามีเงินประกันอยู่ที่ศาล 20 ล้านยูโร ทั้งนี้เพราะการอายัดเครื่องบินไว้ต้องเสียค่าใ้ช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ค่าบำรุงรักษาและค่าประกัน โดยลุฟท์ฮันซาคิดเป็นเงินหลายพันยูโรต่อสัปดาห์ และยังมีค่าจอดของสนามบินซึ​่งคิดตามน้ำหนักเครื่องบิน
2.70 ยูโร/ตัน/วัน ซึ่งทุกวันนี้ต้องชำระวันละ​ประมาณ 200 ยูโร

แต่ อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าชไนเดอร์อาจจะต​้องเสียเงินเพื่ออายัดเครื่องบินต่อไป นายฟรังค์ โรธ ทนายความจากสำนักงานกฏหมาย DLA Piper ซึ่งเป็นตัวแทนของมกุฏราชกุมารฯกล่าวกับ sueddeutsche ว่ายังไม่มีการตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินประกันหรือไม่

เพราะมีคำถามว่า จะเป็นการดีกว่าหรือไม่หากทางมกุฏราชกุมารฯ จะรอคำพิพากษาของศาล ทั้งนี้นายโรธ ค่อนข้างมั่นใจว่าศาลจะมีคำพิพากษาที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความของเขาภายใน เวลาไม่กี่สัปดาห์

น้ำพระทัยพระบรมฯ

นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แถลงความคืบหน้าการถอนอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ โบอิ้ง 737 ว่า "สมเด็จพระบรมฯทรงห่วงความรู้สึกของคนไทย อยากให้คนไทยเข้าใจว่าพระองค์ท่าน ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎการบิน ทรงทำถูกต้องทุกอย่าง พระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับคดี รัฐบาลไทยพร้อมที่จะเอาเงินวางเพื่อจะนำเครื่องบินออกมาเพื่อถวายพระองค์ ท่านทรงใช้งาน แต่พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยว่าไม่ต้องวางเงินประกัน แต่พระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้นำเงินของรัฐบาลไทยไปวาง " (ดูรายละเอียดข่าว)

สรุปภาพเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกทั้งหมด

ที่มา MCOT

Sunday, July 24, 2011

ศาลรัฐธรรมนูญชี้คดี ‘ดา ตอร์ปิโด’ พิจารณาคดีลับไม่ขัด รธน.

ที่มา ประชาไท

24 ก.ค.54 รายงายข่าวแจ้งว่ามีการส่งอีเมล์รายงานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรมนูญคดี ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ซึ่งศาลอาญามีกำหนดจะอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวในวันที่ 17 ต.ค.54 หลังเลื่อนมาจากวันที่ 9 พ.ค.54 อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงวันที่ 11 พ.ค.54
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ศาลอาญาพิพากษาจำคุกดารณี 18 ปี (28 ส.ค.52) แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น (9 ก.พ.54) โดยระบุว่า จำเลยและทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องให้ศาลอาญาส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าการสั่งพิจารณาคดีลับของศาลชั้นต้นเป็นการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้น ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจในการยกคำร้องเอง

ต่อมา ผู้สื่อข่าวตรวจสอบในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ พบ คำวินิจฉัยกลาง ปี 2554 คำวินิจฉัยที่ 30/2554 เรื่องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 40 (2) หรือไม่

คำวินิจฉัยดังกล่าวระบุว่า การที่ศาลอาญามีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ (ป.วิ อาญา มาตรา 177) ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด ลงชื่อ นายชัช ชลวรา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรม, นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยระบุเหตุผลส่วนหนึ่งว่า การพิจารณาคดีลับ มิได้หมายความว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไมได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการ ยุติธรรม และมิได้จำกัดสิทธิของจำเลยในคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีการพิจารณาเป็นการลับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 178 กำหนดให้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณามีสิทธิอยู่ในห้องพิจารณาได้ อาทิเช่น โจทก์และทนายความโจทก์ จำเลยและทนายความของจำเลย ผู้ควบคุมตัวจำเลย พยานผู้เชี่ยวชาญ และล่าม เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 เป็นบทบัญญัติที่อูยู่ในขอบเขตแห่งการให้สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณาแก่ บุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ถึงแม้จะมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็น มิได้กระทบเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 40 (2)

ด้านนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของดารณีให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเพราะอยู่ต่างจังหวัด และศาลอาญานัดฟังคำสั่งในเดือนตุลาคมนี้ และไม่มีการแจ้งเรื่องนี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาดังนั้นจริง ขั้นตอนต่อไปหลังฟังคำสั่ง ศาลอาญาก็ต้องอ่านคำพิพากษาใหม่อีกครั้ง ซึ่งโดยหลักการแล้วจะให้เหตุผลและสั่งจำคุกเช่นเดิมหรือไม่ อย่างไรก็ได้



da2011-07-24

Tyrell Haberkorn: ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบันฯ

ที่มา ประชาไท

อภิปราย “ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบัน: คำถาม กรอบคิด และปัญหา” โดย Tyrell Haberkorn แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่



Tyrell Haberkorn อภิปราย "ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบัน: คำถาม กรอบคิด และปัญหา" [ตอนที่ 1]





Tyrell Haberkorn อภิปราย "ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบัน: คำถาม กรอบคิด และปัญหา" [ตอนที่ 2]



Tyrell Haberkorn อภิปราย "ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบัน: คำถาม กรอบคิด และปัญหา" [ตอนที่ 3]



Tyrell Haberkorn อภิปราย "ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบัน: คำถาม กรอบคิด และปัญหา" [ตอนที่ 4]

การอภิปรายของ Tyrell Haberkorn เมื่อ 13 ก.ค. 54 ที่คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐไทย ตั้งแต่ 2475 - ปัจจุบัน: คำถาม กรอบคิด และปัญหา” ที่ห้อง 7801 อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้อภิปรายคือ Tyrell Haberkorn หรือ “อาจารย์มาลี” แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้เขียน “Revolution Interrupted: Farmers, Students, Law, and Violence in Northern Thailand” (รายละเอียด) ซึ่งเป็นงานเขียนที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของชาวนาใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ระหว่างปี พ.ศ. 2494 ถึง 2519 รวมถึงการต่อสู้ของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (สชท.) หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และการปราบปรามและลอบสังหารผู้นำชาวนาโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ในการอภิปรายเมื่อ 13 ก.ค. Tyrell เสนอว่าสังคมไทยควรทำความเข้าใจในเรื่องการที่รัฐใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เพราะการทำความเข้าใจในเรื่องนี้จะทำให้เราเข้าใจสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้นว่า เพราะอะไร จึงทำให้สังคมไทยยอมรับการใช้ความรุนแรงนั้นได้ และที่สำคัญ หากเราเข้าใจเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงของรัฐนี้ ก็จะทำให้สังคมไทยมองหาทางที่จะกำกับความรุนแรงที่รัฐจะใช้ในอนาคตได้มาก ขึ้น

โดย Tyrell เสนอกรณีการใช้ความรุนแรงของรัฐผ่านกฎหมายพิเศษสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร กรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นโดยเฉพาะการลอบสังหารผู้นำชาวนา ช่วงก่อน 6 ตุลาคม 2519 และกรณี “ถีบลงเขา-เผาลงถังแดง” เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่สามจังหวัดภาคใต้ เช่นกรณีซ้อมทรมานอิหม่ามยะผา กาเซ็ง จนเสียชีวิตในค่ายทหาร เป็นต้น

Tyrell เตือนด้วยว่าการยอมรับความรุนแรงของรัฐที่ผ่านมานั้นเป็น ปัญหาใหญ่ของสังคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ปรากฏมากขึ้นในหลายพื้นที่ในโลกปัจจุบันนี้ เช่น ที่สหรัฐอเมริกาหลังกรณี 911 เป็นต้น

สำหรับรายละเอียดของการอภิปราย ประชาไทจะทยอยนำเสนอต่อไป

เปิดผามออีแดงเป็นวันที่ 2 คนแห่ขึ้นชมเขาพระวิหาร

ที่มา ประชาไท

นักท่องเที่ยวมั่นใจความปลอดภัย ไม่หวั่นรบอีก แห่ขึ้นชมผามออีแดงคึกคักหลังเปิดให้เข้าได้เป็นวันที่2 ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษหวังพ่อค้าแม่ค้ากลับมามีรายได้เหมือนเดิม

เว็บไซต์ข่าวไทยรัฐออนไลน์รายงาน นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมทิวทัศน์บนผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษจำนวนมาก หลังจากเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 ก.ค. 2554 เป็นต้นมา โดยนักท่องเที่ยวมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยของทหารและไม่กลัวว่าจะมีการ สู้รบเกิดขึ้นอีก

ด้านนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษเปิดเผยว่า ดีใจและชื่นใจที่เห็นนักท่องเที่ยวทั้งจาก จ.ศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดย“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือและตกลงร่วมกันว่าให้เปิดผามออีแดง ให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมได้ทุกวันตั้งแต่วันเสาร์ที่ 23 ก.ค. เวลา 8.00-16.00 น. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลมาเที่ยวกันมาก ซึ่งจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารและของที่ระลึกบนผามออีแดงมีรายได้กัน เหมือนเดิม

ทีมา: เปิดผามออีแดงวันที่ 2 นักท่องเที่ยวคึกคัก

กวี ศรีประชา:แบล็กฮอว์ก-เบล212

ที่มา Thai E-News

แบล็คฮอว์ค

ทหาร หายไป ในขุนเขา
ลึกลับในลำเนาแห่งปริศนา
ดำมืดกับแบล็คฮอว์คช็อคสายตา
ไปตามหา ฮ.หายไปด้วยกัน

เลศนัยนี้ชวนให้สงสัย
สองลำร่วงไปให้ไหวหวั่น
สภาพหมอกมืดมัวโดยทั่วพลัน
มามีอันเป็นไปเพราะใดฤา
เบล 212

ทั้งๆที่ ฟ้าใส เมฆลอยสูง
เบล 212 ไม่หลงฝูง มาจากไหน
หากมาด้วยความหวังและตั้งใจ
ลำที่สาม ร่วงได้ อย่างไรกัน

ปาฏิหาริย์ผิดแผกแปลกประหลาด
มันเป็นเรื่องน่าอนาถมิคาดฝัน
ท.ทหาร ล้มตาย วายชีวัน
ก็ลือลั่นกันไปมากตามปากคน

แรงงานภาคเหนือหนุนเพื่อไทยเดินหน้าค่าแรง300 คืนศักดิ์ศรีความเป็นคนให้กรรมกรวอนอย่าสะดุด

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 กรกฎาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:วันนี้ ผู้ใช้แรงงานภาคเหนือประชุม เพื่อแสดงท่าทีต่อเรื่องค่าจ้าง300 บาท และได้ออกแถลงการณ์เรื่อง สนับสนุนนโยบายค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตยคืน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ภาย หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทยทำให้สิทธิเสียงของประชาชนไม่มีความหมาย ในทางการเมือง ทำให้สิทธิสียงไม่มีความหมายในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันของผู้ใช้แรงงานและสังคมไทย เนื่องเพราะอำนาจตกอยู่ในมือของฝ่ายนอกระบบประชาธิปไตย

ต่อมาเมื่อมี การเรียกร้องให้ยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนกลับมีความหมายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผู้ใช้แรงงานก็เช่นกันได้มีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะเลือกพรรคการเมือง นักการเมือง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน

ใน ช่วงที่มีการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยได้เสนอนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นผลให้ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ได้สนับสนุนในการเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่องเพราะนโยบายนี้จักทำให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยนับเป็นเวลาร่วม หลายสิบปีไม่ได้มีนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงานเช่นนี้

แต่ กลับเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีสภาพความเป็นอยู่อย่างอัตคัต มีหนี้สินล้นพ้นตัว จักมีชีวตอยู่รอดได้ต้องทำให้หนักขึ้น ต้องทำโอที ต้องไม่มีวันหยุด เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน

นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการคืน”ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”ให้กับผู้ใช้แรงงาน และคืน”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน ในฐานะผู้ใช้แรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม เป็นผู้สร้างสรรค์ผลิตสรรพสิ่งให้กับสังคม ในฐานะผู้ใช้แรงงานมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญ ความมั่งคั่งให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางที่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายนี้ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กลับมีนายทุน องค์กรนายจ้าง เครือข่าย สื่อมวลชน นักวิชาการ ของฝ่ายอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

เรา ในฐานะผู้ใช้แรงงาน ภาคเหนือ มีความคิดเห็นว่า การคัดค้านนโยบายนี้ ก็เพียงเพื่อยึดผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัวของนายทุนที่สนับสนุนอำนาจนอกระบบ ประชาธิปไตยมาตลอดเท่านั้นเอง

เราขอเรียกร้องให้ รัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับเสียงสวรรค์จากประชาชน ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำนาจนอกระบอบ ประชาธิปไตยทั้งหลาย

จงมั่นใจได้ว่าผู้ใช้แรงงาน พร้อมปกป้องความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปไตย หากบุคคล องค์กรอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย จักทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนเช่นที่ผ่านมา

จงมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

จง เชื่อเถิดว่าผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ ใช้แรงงาน เพื่อ คืน “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ”ความยุติธรรม”ให้กับผู้ใช้แรงงาน

ลงนามในแถลงการณ์โดย

สหภาพอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์
กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ


********
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเชื่อค่าแรง 300 ปรับเงินดือนปริญญาตรีกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นาย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลสำรวจของผู้ประกอบการ 800 ตัวอย่าง เกี่ยวกับนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท และการปรับเงินเดือนปริญญาตรีแรกเข้า 15,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเห็นด้วย แต่สิ่งสำคัญ รัฐบาลควรออกมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนด้วย เพราะหากดำเนินการทันที จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สภาพคล่องทางการเงินลดลง อาจต้องปิดกิจการ หรือปรับลดคนงาน และบางส่วนอาจหันไปใช้แรงงานต่างด้าว หรือหาเครื่องมือเครื่องจักรเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ควรหาเงินชดเชยผ่านการลดภาษี หรือทยอยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยเริ่มในจังหวัดนำร่อง และทยอยปรับขึ้น และในปี 2555-2556 จึงปรับเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ถ้าทำเร็วเกินไป หรือทำแล้วไม่มีกลไกรองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อาจส่งผลกระทบเชิงลบมากกว่าเชิงบวกในระยะสั้น

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า จากการประเมินข้อมูลเบื้องต้นพบว่าแรงงานขั้นต่ำมีประมาณ 5 ล้านคน ถ้าเริ่มค่าแรงขั้นต่ำจากปัจจุบันประมาณ 160-220 บาทต่อคนต่อวัน ต้องใช้เงินประมาณ 140,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 1 ต่อปี แต่ภาคเอกชนไม่สามารถรับภาระฝ่ายเดียวได้

ประชาชนสนทนา 24-7-54

ที่มา Asia Update

part 1


part 2


part 3


part 4


Related posts:

  1. ประชาชนสนทนา 12-5-54
  2. ประชาชนสนทนา 16-5-54
  3. ประชาชนสนทนา 23-05-54
  4. ประชาชนสนทนา 14-6-54
  5. ประชาชนสนทนา 28-6-54

ประชาชนสนทนา 23-7-54

ที่มา Asia Update

part 1


part 2


part 3


part 4


Related posts:

  1. ประชาชนสนทนา 12-5-54
  2. ประชาชนสนทนา 16-5-54
  3. ประชาชนสนทนา 23-05-54
  4. ประชาชนสนทนา 14-6-54
  5. ประชาชนสนทนา 28-6-54