WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 25, 2011

'พิเชษฐ'เปิด'ขยะใต้พรม'ปชป.

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ



แหวกธรรมเนียมปฏิบัติของประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ 'ภายใน' อย่างตรงไปตรงมา

จนคนในและคนนอกตั้งข้อสงสัยเกิดอะไรขึ้น พร้อมคำถามมากมายที่พรั่งพรู

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค เปิดอกไขข้อข้องใจไว้อย่างละเอียด

ปัญหาในพรรคจนต้องออกมาแสดงความคิดเห็น

ที่ผมพูดเรื่องเลขาธิการพรรคเพราะเห็นว่าหัวหน้าพรรคลาออก ทำให้กรรมการบริหาร (กก.บห.) ต้องออกทั้งหมด

หัว หน้าพรรคจะกลับมาอีกหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่คิดว่าท่านคงกลับมา แต่สำหรับเลขาฯ พรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนยันหลายครั้งชัดเจนว่าไม่รับตำแหน่งใดๆ จึงมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกเลขาฯ คนใหม่

ปกติเป็นอำนาจของหัวหน้า พรรคเสนอต่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเลือกให้เหลือคนเดียว แต่ที่ผ่านมามีความไม่สบายใจ 3 คน ที่ถูกเสนอชื่อจะมี 2 คนถอนตัว เหมือนล็อกไว้แล้ว

ที่ถูกต้องหัวหน้าพรรคต้องเสนอเข้ามาอีกให้เป็น 3 คน ให้ที่ประชุมเลือก แต่ที่ผ่านมาบางครั้งเมื่อ 2 คนถอนตัวเหลือคนเดียว ถือว่าไม่มีการแข่งขันก็ไม่ต้องเลือก สรุปว่าเอาคนนี้

ผมคิดว่ามัน น่าจะขัดกับข้อบังคับพรรค และถ้าไปจดทะเบียนเลขาธิการพรรคกับนายทะเบียนพรรคการเมืองน่าจะถือว่าไม่ชอบ เพราะว่าข้อบังคับคือให้ที่ประชุมเลือก แต่กรณีที่ว่าที่ประชุมไม่มีโอกาสได้เลือก

คนที่เหมาะสมเป็นเลขาฯ ได้ในพรรคมีเยอะ แล้วแต่ความเห็นของใคร แต่ความเห็นของผมจะเสนอต่อที่ประชุมพรรคเผื่อหัวหน้าพรรคจะพิจารณาคือ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ

มองกันว่าเลขาฯ คนใหม่ ต้องเป็นคนใกล้ชิดกับเลขาฯ คนเก่าด้วย

ผม ไม่ทราบเรื่องนี้ ผมมองแต่เมื่อท่านสุเทพยืนยันไม่รับตำแหน่งเลขาฯ แน่นอนแล้ว คนใหม่มีใครบ้าง ผมไม่ได้ว่าคนอื่นไม่เหมาะสม แต่ผมเห็นว่าคุณหญิงกัลยาเป็นคนหนึ่งที่สามารถเป็นได้ถึงได้ออกชื่อไป แต่ก็กลายเป็นข่าวใหญ่โต

จากนั้นมีโทรศัพท์เข้ามาหาผมเยอะ ทั้งคนในพรรคและคนนอกพรรคฮือฮากันมาก ไม่ต่ำกว่า 10 คน ดีใจที่ได้มีการเอ่ยชื่อคุณหญิงกัลยา เขาเห็นด้วยว่าเหมาะสมที่สุด เขาอยากได้คนนี้

ถ้ากก.บห.ชุดใหม่ยังเลือกวิธีเดิมจะเกิดปัญหาหรือไม่

ก็ คงมีคนไม่ยอม ถ้าถอนตัว 2 คน หัวหน้าก็ต้องเสนอชื่อมา 2 คน ให้ที่ประชุมมีโอกาสเลือก ข้อสำคัญ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองจับตาดูว่าเลขาฯ ประชาธิปัตย์คนใหม่เข้ามาถูกต้องตามข้อบังคับพรรคหรือไม่

อาจทำให้คนนอกมองว่าประชาธิปัตย์ขัดแย้ง เป็นกลุ่ม เป็นก๊ก

คำว่ากลุ่มก็มีเป็นธรรมดา เพราะเรามีส.ส.ต่างวัยกันเยอะ พ่อ-ลูกกันก็มี เวลาทำอะไรก็มักจะจับกลุ่มฝ่ายผู้สูงอายุ ฝ่ายคนหนุ่ม

ส่วน ที่แบ่งเป็นกลุ่มของนายชวน หลีกภัย กลุ่มของนายสุเทพ มีหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าคนอื่นคิดอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า แต่ที่ผ่านมาบทบาทในพรรคส่วนหนึ่งคือคนที่นำเสนอตัวเอง ออกสื่อเยอะ ไม่ได้จากการแต่งตั้งก็นำเสนอตัวเอง

อีกส่วนหนึ่งคือตำแหน่งที่ได้ รับการแต่งตั้งจาก กก.บห. กระจุกตัวกันอยู่ในคนแค่กลุ่มหนึ่ง เมื่อพ้นจากหน้าที่หนึ่งก็จะเอาไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่ง รวมถึงมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเป็นรัฐมนตรี

พ้นจากรัฐมนตรีก็มาสู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ไปเป็นเลขาธิการนายกฯ พ้นจากเลขาธิการนายกฯ ก็มาอีกตำแหน่งหนึ่ง หมุนเวียนกันอย่างนี้

กก.บห.ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนรุ่นเก่า

อะไรทั้งหมดมาจากกก.บห.พรรคหรือเปล่า หรือใครเป็นคนกำหนดตัวขึ้น ทุกตำแหน่งหมุน เวียนกันอยู่ในกลุ่มนี้

หวน นึกถึงสมัยรัฐบาล 'ชวน 2' ภาพในห้อง ครม.ข้างซ้ายเป็นใคร ข้างขวาเป็นใคร รู้สึกว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคหายไป 20 คน คนที่เคยเป็นหลักทั้งนั้น หลังจากนั้นคนใหม่ที่เข้ามาก็ออกไปหลายคน

อย่าว่าแต่คนใหม่เลย คนเก่าอย่างพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ทำไมต้องลาออกจากพรรค คุณรักษ์ ตันติสุนทร ก็ลาออก ทั้งที่คนเหล่านี้ถ้ายังเป็นหลัก และอยู่วันนี้มาช่วยกันเป็นองค์ประกอบของพรรคยุคนี้เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ แต่หากว่าปล่อยไว้ก็น่าเป็นห่วง

สมัยที่นายชวนเป็นหัวหน้าพรรค ท่านสามารถระดมคนทุกรุ่น ทุกวัย ช่วยงานทุกด้าน ทั้งคนนอก คนใน แต่ขณะนี้รู้สึกคนน้อย คนที่ยังอยู่ในพรรคที่เป็นผู้ใหญ่แล้วถ้าไม่มอบหมายหน้าที่ ไม่เรียกใช้ก็ไม่มีใครอยากไปเสนอหน้า ก็จะมีคนรุ่นหนึ่งวิ่งกันอยู่ทั่วไป

พอ มีวิกฤต ช่วงตอนเม.ย. พ.ค. มีโทรศัพท์เข้ามาเอะอะว่าทำไมผู้ใหญ่ในพรรคหายหัวไปไหนหมด ปล่อยให้นายกฯ รับหน้าที่ ถ้าท่านนายกฯ เอ่ยปากสักนิดว่าคุณหญิงครับผมจะไปกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไปเป็นเพื่อนผมนะ หรือผมจะไปกระทรวงการคลัง พี่พิเชษฐช่วยไปเป็นเพื่อนผม หรือจะไปมหาดไทย ท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) ช่วยไปเป็นเพื่อนสักคน ไปกระทรวงสาธารณสุข ก็ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์

ถ้านายกฯ ถูกขนาบด้วยคนเหล่านี้ ความเป็นผู้ใหญ่ของท่านจะเกิดขึ้นทันที แต่ท่านนายกฯ ไม่เคยเรียกหา ไม่เคยใช้ใครเลย มีแต่กลุ่มเด็กๆ ที่วันๆ ก็เฝ้าแต่สืบเสาะว่าวันนี้นายกฯ จะไปไหน มีโปรแกรมตรงไหนก็วิ่งไปล้อมหน้าล้อมหลัง ก็ไปออกสื่อ

ทำ ให้คนที่คาดหวังกับพรรคตำหนิผู้ใหญ่ว่าทำไมทุกคนโดดเดี่ยวท่านนายกฯ ผู้ใหญ่บางคนในพรรคพูดว่า ไม่ได้โดดเดี่ยวท่านนายกฯ ท่านนายกฯ โดดเดี่ยวตัวท่านเอง พวกเราเข้าไม่ถึง

เหมือนกับนายกฯ ไม่ให้ความสำคัญกับพรรค

ผม ไม่อยากใช้คำว่า ไม่ให้ความสำคัญ เป็นรัฐบาลท่านก็อยู่ที่ทำเนียบฯ เด็กๆ ก็อยากไปทำเนียบฯ แต่ผู้ใหญ่ที่เคยอยู่ทำเนียบฯ มาแล้วถ้าไม่มีธุระอะไร เขาก็ไม่อยากเข้าไป

เขาตั้งใครต่อใครเยอะแยะ คณะต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียว เช่น ยุทธศาสตร์ ทำไมนายกฯ เชื่ออย่างนั้น และเลขาฯ ก็เชื่อด้วยความมั่นใจ เช่น เราว่าไทยรักไทยแล้วเราก็เหมือนไทยรักไทย เป็นฝ่ายค้านโจมตีคัดค้านนโยบายประชานิยม แต่หลายเรื่องเราก็มีเหมือนกัน

การ อ่านเกมการเมืองต้องมีประสบการณ์จริงๆ คนใหม่ๆ จะเก่งมาจากที่ไหนเขาขาดประสบการณ์ ผู้ใหญ่จะรู้ว่าเมื่อนั้น ปีนั้น มีเหตุการณ์อย่างนั้นแล้วเป็นอย่างนี้ เราเคยแก้อย่างนั้นแล้วไม่ได้ เพราะอะไร

ความรอบรู้ในความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ต้องมี เช่น เอารูปนายกฯ ดำนา ไปส่งให้ส.ส.ภาคใต้แจกประชาชน วันแรกที่ไปแจกโดนด่ากลับมาเลย ภาคใต้ที่ไหนเขาทำนากัน เขาอยากเห็นนายกฯ ยืนกับต้นปาล์ม หรือยืนกับต้นยางพารา

คาดการณ์ที่ไม่ถูก เช่น 3 เดือนที่แล้วเห็นชัดเจนว่าถ้าเป็นไปตามยุทธศาสตร์เช่นนี้ พรรคแพ้ยับเยิน ใครต่อใครก็เห็น โพลทุกโพลก็รู้ แต่ไปมั่นใจว่าฝรั่งทำโพลแม่นยำ เราจะได้ส.ส.เกิน 200 เสียง ฝรั่งจะมารู้การเมืองไทย รู้จักคนไทย ดีกว่าคนไทยได้อย่างไร

หนังสือพิมพ์ไปถามคนในพรรคคาดหมาย แพ้ไม่น้อยกว่า 50-60 เสียง บัญชีรายชื่อจะมีพรรคที่ได้ 1 คน 2 คน หลายพรรค แต่ประชาธิปัตย์น่าจะได้ไม่ถึง 45 เสียง

มิตรของเราเป็นศัตรูไป เยอะแยะ ศัตรูของเรายิ่งคั่งแค้น แรงพยาบาทถาโถมมาเยอะ คนที่เคยยืนตรงกลางก็มักจะไม่สะใจกับเราเยอะ มันต้องปรับกระบวนการหลายเรื่อง ปรากฏว่าเลขาฯ ไม่พอใจว่าใครพูดอย่างนั้น

3 เดือนต่อมาตลอดเวลาหาเสียง เราอยู่ในภาคประชาชนแม้กระทั่งภาคใต้พรรคก็แพ้ เพราะมีคนโหวตโนเยอะ ตอนหลังโหวตโนลดน้อยลงไม่ใช่เพราะคนเปลี่ยนใจ แต่ไม่พอใจพันธมิตรฯ ที่ด่าประชาธิปัตย์ ไม่อยากไปโหวตเสริมก็ใช้วิธีทำบัตรเสีย ทำให้ภาคใต้บัตรเสียเยอะ บัตรเสียหลายบัตรเขียนระบายอารมณ์ลงในบัตรด้วย

ที่พ่ายแพ้ยับเยินเกิดจากนายกฯ ประกาศยุบสภาเร็วเกินไปหรือไม่

มี ส่วน ซึ่งไม่ทราบว่ามีคนทักท้วงหรือไม่ แต่สงสัยว่าทำไมถึงต้องให้วันนี้เป็นเงื่อนตาย เมื่อคุณกำหนดวันนี้สิ่งที่จะต้องทำให้จบก่อนวันนี้ ก็ไม่มีเวลาแล้วก็ต้องรีบเร่ง เช่น การผ่านงบประมาณใน ครม. เพราะมันไม่มีเวลา ไม่ใช่มีเจตนาที่จะทำอะไรไม่ถูกต้อง แต่ก็กลายเป็นจุดอ่อนทั้งที่ไม่ควรจะเป็น

อะไรที่มันผิดพลาดไปก็ บอกว่าคาดไม่ถึงตลอด การที่เราเป็นผู้นำประเทศแล้วคาดการณ์ผิดๆ ตลอด ใครเขาจะมั่นใจ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนกางเกงแบบท่านชวนดีกว่า เพราะกางเกงท่านไม่มีเข็มขัด มีแค่หู ถ้าใช้เข็มขัดก็หาว่าเข็มขัดสั้นเพราะคาดไม่ถึง

ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ที่เอาแต่เฉพาะกลุ่มไปทำงาน

บาง คนอยากแสดงความคิดเห็นแต่รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ เราเห็นอยู่แล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนั้น เราเคยพูดไว้จะไม่มีการแก้ไข แต่อยู่ๆ กระโดดไปแก้ ก็มีคำตอบว่าเราไปรับปากกับเขาจนท่านชวนต้องพูดว่าหวังว่าคงไม่ไปรับปากถึง กับว่าให้คอร์รัปชั่นกันได้นะ

สุดท้ายพิจารณาเรื่องนี้กันที่ จ.กระบี่ มีผู้อภิปราย ไม่เห็นด้วย 31 คน เห็นด้วยเพียงคนเดียวก็ยังพยายามจะโหวต คนอีกจำนวนหนึ่งเขาเตรียมทำอะไรไว้ จนท่านชวนต้องตัดสินใจโยนมาที่กรุงเทพฯ

เมื่อมาโหวตกันในพรรค เสียงออกมาไม่เห็นด้วย 82 เห็นด้วย 48 ก็มีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้น มีการล็อบบี้ มีการคาดโทษเกิดขึ้น สุดท้ายพลิกผันได้เพราะคนที่เขียนว่าเห็นด้วย เมื่อผ่านการตรวจแล้วก็เติมคำว่าไม่ลงไปข้างหน้า โดยเจ้าตัวเป็นคนเติมลงไปเอง และอ้างว่าเป็นมติพรรค

อย่างนี้ถ้าเด็กๆ อาจจะสนุก แต่คนที่เป็นผู้ใหญ่ในพรรคหลักการไม่เป็นอย่างนี้ บรรพบุรุษเราก็ไม่เป็นอย่างนี้

เหมือนอุดมการณ์หายไป

มี ข้อบกพร่องในทางปฏิบัติ และสิ่งที่ผมพูดก็พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนจำนวนมากในพรรครู้สึกอย่างนี้ เขาโทร.หาผม คุยกับผม เขาอาจคิดว่าผมใกล้ชิดท่านชวน จะถ่ายทอดไปยังท่านชวน แต่ส่วนตัวของท่านชวนไม่เคยพูดอะไรถึงใคร ท่านไม่ชอบให้ใครมาเที่ยวตำหนินินทาใครจึงไม่เคยพูดในเรื่องเหล่านี้

การพูดถึงบอนไซผู้ใหญ่ในพรรคหมายถึงอะไร

มี บทความในหนังสือพิมพ์ว่า 111 คน 109 คน และบอนไซ 40 ในพรรคประชาธิปัตย์ มีคำอธิบายว่าประชาธิปัตย์ได้เปรียบที่สุดแล้วในขณะนั้น เพราะไม่ถูกยุบ เป็นโอกาสที่พรรคต้องเข้มแข็งเพราะมีคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค

แต่เหมือนให้ความเป็นธรรมกับพรรคอื่น เมื่อคนของเขาถูกพักเราก็ต้องเอาผู้ใหญ่มาพักบ้าง จึงมีคนรู้สึกว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคถูกบอนไซ อยู่ที่บ้านเลขที่ 67 ไม่มีโอกาสออกมาแสดงบทบาท

หลายคนที่ได้อ่านบทความทุกคนก็รู้สึก โดนใจ เช่น ที่ผ่านมานายไพฑูรย์ แก้วทอง คุณหญิงกัลยา ถูกปรับออกจากการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งทั้งคู่อายุประมาณ 70 ปี เรามองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไม บางคนก็ไปสรุปว่าเพราะเขาแก่ ทั้งที่เขายังสามารถทำงานได้

ยิ่งมีผู้บริหารบางคนมาบอกว่าคนเหล่านี้เป็นยาหมดอายุ หมดสภาพแล้ว เขาพูดทำนองนี้ท่านชวนก็เงียบไป

คาดหวังกับกก.บห.ชุดใหม่แค่ไหน

ต้อง หวัง ถ้าเราคิดว่าพรรคเราจะมีโอกาสดีก็ต้องหวัง ที่มาต้องดี คนที่มาต้องมาด้วยใจที่อยากจะทำงาน มุ่งมั่นและมีความสามารถ ผมอยากให้มีคนอย่างนายวิรัช ร่มเย็น เยอะๆ ที่ไม่ยอมอะไรที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่คนอื่นเงียบกริบกันหมด

ผมไม่อยากให้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับ พรรค เหมือน คุณสัมพันธ์ ทองสมัคร ส.ส. 13 สมัย อยากลงส.ส. นครศรีธรรมราช แต่พรรคให้ขึ้นบัญชีรายชื่อลำดับ 48 เขาจะรู้สึกอย่างไร กลืนเลือดหรือไม่

ทำไม พรรคต้องสูญเสียคนเก่าคนแก่อย่างนายสัมพันธ์ และหลายคนที่ตกไป หลายคนเป็นคนใหม่ๆ ทำไมอยู่ลำดับที่ 10 กว่า 20 กว่า ก็ไม่มีคำตอบ คิดว่าอย่างไรน่าจะให้อยู่ลำดับที่ 30 ก็ยังดี คุณสัมพันธ์จึงรู้สึกว่าเหมือนถูกกำจัดออกไป

บางคนเริ่มรู้สึกว่า ถ้าเราไม่ตามใจ เราแข็ง เราพูดมาก วันหนึ่งจะถูกกำจัดแบบเดียวกัน แต่ผมไม่แคร์เพราะไม่กี่วันก็อายุ 70 ปีแล้ว มาถึงบั้นปลายทางการเมืองแล้ว

สิ่งที่พูดจะทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคหรือไม่

ถ้าใจนักเลงเราพูดสิ่งที่เราควรแก้ไข ถ้าใจนักเลงพอไม่ควรจะเคืองกัน แต่ถ้ามาเคืองกันเมื่อมีใครพูดความจริง ถือว่าไม่นักเลงพอ

แล้วคนที่ไม่นักเลงพอก็ไม่ต้องเกรงใจอะไรกันหรอก เพราะเขาไม่ใช่นักเลง

กกต.ไฟเขียว "ยิ่งลักษณ์" การเมืองเดินหน้า จับตา "ค่าแรง 300 บาท" ชนวน "ระเบิดชนชั้น"

ที่มา มติชน

ในประเทศ

และ แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับรอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ส.ส. อีก 10 คน

ความอึมครึมทางการเมืองก็เริ่มคลี่คลาย และหนทางสดใสของ "ยิ่งลักษณ์" ในตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ก็ชัดเจนขึ้น

แม้ ยังมีปัญหาเรื่องแกนนำ นปช. กว่า 10 คนที่ยังไม่ได้การรับรองซึ่งอาจก่อให้เกิดคลื่นลมทางการเมืองขึ้นมาได้ แต่ก็เชื่อว่า กกต. จะให้การรับรองในที่สุด

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ กกต. ยังรับรอง ส.ส. ไม่ครบ 95% ทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้

การนับหนึ่งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่จึงยังเกิดขึ้น

แม้ก่อนหน้านี้จะมีการพูดถึงโควต้ารัฐมนตรีและโผ ครม.ชุดใหม่ ออกมาเกลื่อนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์

แต่ถึงวันนี้ก็แน่ชัดแล้วว่าทุกอย่างเป็นเพียงแค่การคาดการณ์

ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ประการหนึ่ง จำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคยังไม่ชัดว่าจะมีจำนวนเท่าไร

โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็ก

จำนวน ส.ส. เพียง 1-2 คนก็มีผลต่อโควต้ารัฐมนตรีทันที

พรรคพลังชลดูเหมือนจะหนักที่สุด เพราะมี ส.ส.ชลบุรี ถูกแขวนอยู่ถึง 5 คน จาก 7 คน

ประการที่สอง การรีบเร่งจัดสรรตำแหน่ง "รัฐมนตรี" เร็วเกินไป จะทำให้ "อำนาจต่อรอง" ของ "ยิ่งลักษณ์" ลดน้อยลง

แนวทางที่ "เพื่อไทย" และ "ทักษิณ ชินวัตร" ต้องการก็คือ ให้โหวตเลือก "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกรัฐมนตรีก่อน

เพราะทันทีที่ "ยิ่งลักษณ์" เป็น "นายกรัฐมนตรี"

"ยิ่งลักษณ์" ก็จะมี "อำนาจต่อรอง" เหนือกว่าทันที

ทั้ง ส.ส. ในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาล

วันนี้ทั้ง "ยิ่งลักษณ์" และแกนนำพรรคเพื่อไทยจึงให้สัมภาษณ์ในทำนองเดียวกันคือต้องร่างนโยบายก่อน เพื่อหาคนมาวางให้ตรงกับงาน

อ้างหลักการบริหารเพื่อเป็น "เกราะป้องกัน" การวิ่งเต้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว "ทักษิณ" และ "ยิ่งลักษณ์" เริ่มมีการทาบทามคนมีชื่อเสียงหลายคนเพื่อมารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

ทั้งคู่ตั้งใจทำให้ ครม. "ยิ่งลักษณ์" ดีกว่าที่หลายคนคาดคิด

แต่จะทำได้หรือไม่ในโลกแห่งความเป็นจริง

...ไม่มีใครรู้



ปัญหาใหญ่ที่ ครม. "ยิ่งลักษณ์" ต้องเผชิญ ก็คือ "ความคาดหวัง" จากนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง

ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง 300 บาท ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 บาท นโยบายจำนำข้าว บัตรเครดิตชาวนา รถคันแรก บ้านหลังแรก ฯลฯ

พรรค เพื่อไทยนั้นอาศัยเครดิต "ความน่าเชื่อถือ" ของ "ทักษิณ" และพรรคไทยรักไทยในอดีต ทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าทุกนโยบายที่ประกาศออกมาจะเป็นจริงเหมือนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ

แต่ยิ่งทำให้คนคาดหวังสูง แรงกดดันก็ยิ่งมาก

ไม่ แปลกที่หลังการเลือกตั้งจบลง เสียงเรียกร้องและตั้งคำถามถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยอย่างจริงจังดังขึ้น เรื่อยๆ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยปรับขบวนไม่ทัน

แกนนำแต่ละคนออกมาให้ สัมภาษณ์อย่างสะเปะสะปะ จนคนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยทำการบ้านในแต่ละนโยบายน้อยกว่า สมัยพรรคไทยรักไทย

หลังจากออกทะเลไปพักหนึ่ง พรรคเพื่อไทยจึงเริ่มปรับขบวนได้

"ยิ่ง ลักษณ์" และแกนนำให้สัมภาษณ์เรื่องรายละเอียดของนโยบายเศรษฐกิจน้อยลง โดยอ้างว่าจะแถลงนโยบายครั้งเดียวเพื่อต่อจิ๊กซอว์นโยบายเศรษฐกิจให้ครบทั้ง หมด

แต่กระนั้น พรรคเพื่อไทยก็เจอกระแสต้านครั้งใหญ่จากกลุ่มธุรกิจภาคเอกชนขนาดใหญ่

โดยเฉพาะเรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท"

กระแสต้านนั้นแรงมากตั้งแต่วันแรกที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรแรกที่ออกมาคัดค้าน

ก่อน จะจับมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประชุมร่วมกันและออกมาแถลงข่าวในนาม "คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน คัดค้านนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท" ของพรรคเพื่อไทย

ถือเป็นการผนึกกำลังของกลุ่มทุนใหญ่ในเมืองไทยชนกับพรรคเพื่อไทย "ว่าที่รัฐบาล" อย่างเต็มตัว

ด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก

เพราะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นทันที

แต่ อีกด้านหนึ่ง ปรากฏการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนคิดถึงตอนที่ 3 สถาบันภาคเอกชน ประชุมร่วมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น และออกแถลงการณ์ของให้รัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ลาออกหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

เพราะน้อยครั้งมากที่กลุ่มทุนใหญ่ภาคเอกชนจะกล้าออกมาชนกับฝั่งรัฐบาลหรือว่าที่รัฐบาลตรงๆ

แตกต่างจากเมื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี 3 สถาบันภาคเอกชนกลับให้การสนับสนุน "อภิสิทธิ์" อย่างออกหน้าออกตา

ดังนั้น การออกมาคัดค้าน "ยิ่งลักษณ์" ของ 3 สถาบันภาคเอกชนขนาดใหญ่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจธรรมดาแล้ว

คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตีความไปในทางการเมือง

เพราะลำพังแค่สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาหอการค้าฯ พอจะเข้าใจได้ว่าได้รับผลกระทบ

แต่ "สมาคมธนาคารไทย" ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลกระทบในเรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ"

ทำไมจึงออกโรงกับเขาด้วย



นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทกำลังเป็นชนวนก่อให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างพรรคเพื่อไทยที่มีกลุ่มคน "รากหญ้า" สนับสนุน

กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในนาม "คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน"

เพราะในขณะที่ภาคเอกชนออกมาค้าน แต่เสียงหนุนจากนักวิชาการด้านแรงงาน และกลุ่มคนระดับรากหญ้าเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

และจะดังเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อ "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกรัฐมนตรียึดกุมอำนาจรัฐอย่างเต็มตัว

ทุกคนตั้งคำถามถึง "มาตรฐานการครองชีพ" ขั้นต่ำของ "คนไทย"

ในขณะที่ภาคธุรกิจกลับอ้างถึง "ความสามารถในการแข่งขัน" กับต่างประเทศ

ปรากฏการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง

เพราะเป็นความขัดแย้งระหว่าง "ยอดปิระมิด" กับ "ฐานล่าง" ของปิระมิดที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

เหมือนเป็นภาคต่อของ "สงครามสีเสื้อ" ระหว่างกลุ่ม "คนเสื้อเหลือง" กับ "คนเสื้อแดง"

เพียงแต่เปลี่ยนจากมิติทางการเมืองเป็นมิติทางเศรษฐกิจ

ทั้ง ที่ปรากฏการณ์ "คนเสื้อแดง" ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และคะแนนเสียงท่วมท้นกว่า 15 ล้านเสียงของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นสัญญาณที่กลุ่มคนบนยอดปิระมิดต้องตั้งคำถามกับตัวเอง

"ผล" ที่เกิดขึ้นทุกเรื่องล้วนมี "เหตุ"

และเหตุผลหนึ่งก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของสังคมไทย

บางทีเรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท" จะตอกย้ำให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างของคน 2 กลุ่มนี้อีกครั้งหนึ่ง

"หมู่บ้านแดง" ในเมือง มา "เงียบๆ" แต่ "ซึมลึก" พร้อมย้ำ "ชัยชนะ" แท้จริง คือ "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกฯ

ที่มา มติชน

ในประเทศ

หากกล่าว ถึงเว็บไซต์ข่าวสารทางเลือกเกี่ยวกับเมืองไทยซึ่งเผยแพร่เนื้อหาเป็นภาษา อังกฤษที่น่าสนใจในปัจจุบัน ก็น่าจะต้องมีรายชื่อ http://isaanrecord.com/ รวมอยู่ด้วย

ล่าสุด "เดอะ อีสาน เรคคอร์ด" ได้เผยแพร่รายงานข่าวเกี่ยวกับ "หมู่บ้านแดง" ในตัวเมืองขอนแก่น ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจส่วนหนึ่ง ดังต่อไปนี้

เว็บไซต์แห่งนี้พาผู้ อ่านไปสำรวจชุมชนแออัดและพื้นที่ข้างเคียงในตัวเมืองขอนแก่น ซึ่งค่อยๆ แปรเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็น "หมู่บ้านแดง" อย่างเงียบๆ

เดอะ อีสาน เรคคอร์ด ระบุว่าแม้หมู่บ้านแดงในตัวเมืองเหล่านี้จะไม่ได้มีการเฉลิมฉลองเปิดตัวเป็น ทางการอย่างเอิกเกริก เช่นเดียวกับหมู่บ้านเสื้อแดงในพื้นที่เขตชนบทของหลายจังหวัดภาคอีสาน

แต่ ชาวบ้านในชุมชนแออัดของตัวเมืองขอนแก่น ก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นหมู่บ้านเสื้อแดง ผ่านกระบวนการอภิปรายถกเถียงทางการเมือง เกี่ยวกับความฝันและความหวังที่พวกเขามีร่วมกัน



รอยเตอร์เคย รายงานว่า มีหมู่บ้านแดงจำนวน 320 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่นและอุดรธานี ซึ่งได้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการกับตัวแทนของกลุ่ม นปช. ส่วนภูมิภาค

อย่าง ไรก็ตาม ขบวนการก่อตั้งหมู่บ้านแดงนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มรวมกลุ่มและเรียกขานตนเองว่า "ชุมชนคนเสื้อแดง" และหลายชุมชนเหล่านั้นก็มิได้ลงทะเบียนกับทาง นปช. แต่อย่างใด

รอย เตอร์เคยรายงานด้วยว่า มีหมู่บ้านแดงอยู่ 100 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่น แต่ผู้ประสานงานฝ่ายสื่อสารมวลชนของ นปช. รายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า แท้จริงแล้วหมู่บ้านแดงในขอนแก่นมีจำนวนมากกว่านั้นหลายเท่าตัว

คือ จากหมู่บ้านทั้งหมดราว 2,000 แห่งของจังหวัดขอนแก่น มีหมู่บ้านที่เรียกตนเองว่าเป็น "หมู่บ้านแดง" แล้วถึง 500 หมู่บ้าน



แกน นำสตรีของหมู่บ้านแดงแห่งหนึ่งในตัวเมืองขอนแก่น ซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนกับ นปช. ให้สัมภาษณ์กับเดอะ อีสาน เรคคอร์ด ว่า มีหมู่บ้านเสื้อแดงจำนวน 92 แห่ง ถือกำเนิดขึ้นในตัวเมืองแห่งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ณ ปัจจุบัน สิ่งที่คนเสื้อแดงในหมู่บ้านแห่งนี้ และอาจรวมถึงหมู่บ้านแดงแห่งอื่นๆ กำลังเฝ้ารอ ก็คือ การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

"เรา ยังไม่เฉลิมฉลองอะไร เพราะยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี" แกนนำหมู่บ้านแดงผู้นี้กล่าวและว่า "เรารู้เพียงแค่ว่าตอนนี้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้ง แต่เราจะเฉลิมฉลองกันก็ต่อเมื่อเธอ (ยิ่งลักษณ์) ได้รับเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแท้จริงเสียก่อน"

แกน นำสตรีแห่งหมู่บ้านแดงในตัวเมืองขอนแก่น อธิบายว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชุมชนขนาด 145 ครัวเรือนของเธอ เลือกจะเปลี่ยนตัวเองเป็นหมู่บ้านสีแดง ก็คือโครงการ "บ้านมั่นคง" ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

ซึ่งได้แปรเปลี่ยนอดีตชุมชนแออัดแห่งนี้ให้กลายเป็นชุมชนที่มีความปลอดภัยและมีสภาพที่พักอาศัยที่ดีมีคุณภาพมากขึ้น

"โครงการ บ้านมั่นคงทำให้ฝันของเรากลายเป็นจริง" แกนนำหมู่บ้านแดงผู้นี้กล่าวและว่า "พวกเราประกาศตัวเป็นชุมชนคนเสื้อแดง เมื่อทักษิณต้องหลบหนีออกนอกประเทศ เพราะพวกเรารักเขาจากใจจริง ตอนนี้ เรามีบ้านช่องที่ใหญ่โตขึ้น และสามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น"



แม้ ชุมชนคนเสื้อแดงอีกหลายแห่งในขอนแก่นจะยังไม่ได้มีสภาพที่พักอาศัยที่ดีขึ้น จากนโยบายของทักษิณ แต่พวกเขาก็คาดหวังว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะช่วยสรรค์สร้างโอกาสดังกล่าวให้แก่ พวกตน

ชาวบ้านสตรีอีกรายหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกของหมู่บ้านแดง ที่ยังมีสภาพเป็นชุมชนแออัดข้างทางรถไฟในตัวเมืองขอนแก่น กล่าวกับเดอะ อีสาน เรคคอร์ด ว่า เธอและเพื่อนบ้านเชื่อถือในตัวอดีตนายกฯ เพราะ "เขามีนโยบายที่เหมาะสมกับคนยากจน"

สมาชิกหมู่บ้านแดงผู้นี้เชื่อ มั่นเหมือนกันว่า ว่าที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะมีจุดมุ่งหมายในการทำงานแบบเดียวกับพี่ชาย และเฝ้ารอความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนแออัดของเธอในเร็ววันนี้

เธอ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าที่ทักษิณจะได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนในชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มีความสนิทสนมกันมากนัก แต่หลังจากอดีตนายกฯ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ สมาชิกในชุมชนก็เริ่มมารวมกลุ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและความใฝ่ ฝันในอนาคตซึ่งพวกเขามีร่วมกัน

กระทั่งได้ตัดสินใจรวมตัวเป็นชุมชนคนเสื้อแดงเมื่อปลายปีที่แล้ว

"เรารอเวลานี้มานานมาก เรารอมาเกือบ 5 ปี กับความต้องการให้นักการเมืองที่เราชื่นชอบได้รับชัยชนะ" ชาวบ้านผู้นี้กล่าว


ย้อน กลับในช่วงที่ กกต. ยังไม่ประกาศรับรอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ สมาชิกของหมู่บ้านแดงในตัวเมืองขอนแก่นต่างจับตาเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

พวกเขาโทรศัพท์ติดต่อกันเพื่อรายงานข่าวคราวความคืบหน้าและวางแผนการต่างๆ ร่วมกัน

"ตอน นี้ เราทำได้แค่รอ เรากำลังรอคอยให้รัฐบาลชุดใหม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ เราต้องการรอดูว่า นปช. จะออกมาเคลื่อนไหวเช่นไร (หลัง กกต. ประกาศแขวน น.ส.ยิ่งลักษณ์) จากนั้น เราก็พร้อมจะเคลื่อนไหวตามวิธีการของพวกเขา เราพร้อมจะไปรวมตัวกัน" สมาชิกหมู่บ้านแดงในชุมชนแออัดข้างทางรถไฟที่ตัวเมืองขอนแก่นออกความเห็น

หมู่ บ้านแดงสองแห่งในรายงานข่าวของเดอะ อีสาน เรคคอร์ด ถือเป็นพลวัตทางสังคม-การเมืองอันน่าสนใจที่เกิดขึ้นในเขตชุมชนเมืองของ จังหวัดภาคอีสานแห่งหนึ่ง

และดีที่ กกต. ได้ประกาศรับรองสถานะ ส.ส. ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เพราะมิฉะนั้น เราอาจได้เห็นถึงพลังอีกด้านของ "หมู่บ้านแดง" ที่มิได้ดำรงอยู่อย่างเงียบๆ แบบซึมลึกอีกต่อไป

สองสัปดาห์มานี้มีแต่ข่าวหายนะของพวกอำมาตย์ และกองทัพ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

สอง สัปดาห์มานี้แม้ว่าข่าวการจัดตั้งรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์จะชะงักงันไป เพราะการยึกยักของ กกต. แต่ประเด็นนี้ก็เคลียร์แล้วว่า ในที่สุด กกต.ก็ทนแรงบีบของสังคมไม่ไหว ก็คงรับรองในที่สุด ดังนั้น เรื่องตั้งรัฐบาลคงไม่มีทางบิดเป็นอื่นไปได้แล้ว

แต่ข่าวสองสัปดาห์ มานี้มีแต่ความหายนะของพวกอำมาตย์ แม้ว่าจะเป็นประเทศไทยเสียหน้า หรือสูญเสีย แต่วิเคราะห์จริงๆ แล้วพวกอำมาตย์ก็เสียเกียรติภูมิไปมาก

มี 3 เรื่องที่เด่นคือ

1. เรื่องศาลโลก แม้ว่าจะกระทบประเทศไทย แต่จริงๆ เรื่องนี้พวกอำมาตย์ก็หาเรื่องแต่ต้น เพื่อเอามาทำลายล้างรัฐบาลพรรคพลังประชาชนยุคคุณสมัคร และปลุกกระแสชาตินิยม สุดท้ายก็บานปลายขึ้นถึงศาลโลกจนได้ เรื่องนี้คนเสื้อแดงไม่ได้สนับสนุนแต่ต้น จึงไม่ได้รู้สึกเป็นผู้สูญเสียอะไรมากนัก

2. เรื่องเยอรมันอายัดเครื่องบิน เป็นเรื่องใหญ่

3. เรื่อง ฮ. ทบ.ตกแล้วตกอีก สองสัปดาห์ตกไป 3 ลำ ทหารตาย 17 นาย โดยไม่ต้องรบกับใคร อยู่ๆ ก็ตกเองตายเอง ไม่ทราบว่าจะมีลำที่สี่อีกหรือไม่

ทั้งสามเรื่องนี้อำมาตย์รับอ่วมอรทัย ส่งท้ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งสามเรื่องนี้ทำให้อำมาตย์จัดการอะไรไม่ได้เลย

ผมเชื่อว่าจะมีเรื่องตามมาอีก เพราะหากดวงซวย มันจะตามมาซ้ำซ้อน

ขอมอบ คลิปVDO นี้ให้คุณทักษิณ...เนื่องในคล้ายวันเกิด

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน





http://www.youtube.com/watch?v=zU5PBQoEicM
ความฝัน ความหวัง ความเชื่อมั่น

คลิป VDO นี้ เป็นเรื่องราวจากประชาชนที่ได้รับผลจากนโยบายต่างๆ สมัยนายกทักษิณ
เป็นการพูดสดจากใจ จากข้อมูลความจริงตามที่แต่ล่ะท่านได้ประสพกับตนเอง ไม่ได้มีการเขียนบทให้พูดแต่อย่างไร



โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้เป็นแฟนพันธ์แท้ของคุณทักษิณมาก่อน
(ผมออกมาร่วมสู้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ยึดอำนาจประชาชน และความอยุติธรรมของระบบที่เป็นอยู่)
แม้ว่าจะชื่นชมคุณทักษิณ มาก่อนในฐานะนักธุรกิจที่ประสพความสำเร็จ
และชื่นชมตอนช่วงที่คุณทักษิณเป็นนายก
แม้ว่าไม่ถึงกับได้ผลโดยตรงจากนโยบายต่างๆ ของคุณทักษิณ
แต่ช่วงนั้นผมมีความรู้สึกภาคภูมิใจกับประเทศไทย ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในภูมิภาค

หลังจากที่ผมได้ออกภาคสนามสัมผัสกับประชาชนต่างจังหวัดมากขึ้นๆ
ได้สัมผัสความรัก ความจริงใจ ที่ประชาชนมีให้กับคุณทักษิณ
ได้มีโอกาส วิเคราะห์ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง จากที่เคยได้รับแต่ข้อมูลเพียงด้านเดียวมาตลอด (ถูกหลอกตั้งแต่เกิด)
ผมจึงเข้าใจว่าทำไม ประชาชนมากมายจึงรักคุณทักษิณมาก (มากจนบางคนอิจฉา)


เนื่องในวันเกิดคุณทักษิณ จึงอยากขอมอบ คำพูดที่ประชาชนพูดถึงคุณทักษิณ
ความฝัน ความหวัง ความเชื่อมั่น ที่ประชาชนมีต่อคุณทักษิณ
เพื่อให้คุณทักษิณ อยู่ต่อสุ้เพื่อประชาชน ต่อสู้เคียงข้างประชาชนที่เขารักคุณทักษิณ
มีความจริงใจกับประชาชนที่เขามีความจริงใจให้ (อย่าคิดว่าอำมาตย์ จะมีความจริงใจให้)

อย่าทำให้ประชาชนหมดความหวัง หมดความเชื่อมั่น
ประชาชน ยังฝัน ยังหวัง....ให้คุณทักษิณกลับมา

กกต.2มาตรฐาน?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



หลังกกต.รับรอง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นส.ส.เรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่าเก้าอี้นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทยก็อยู่แค่เอื้อม

รอขั้นตอนการเปิดสภาแล้วโหวตเลือกนายกฯเท่านั้น

ตัวเลข 300 เสียงจากพรรคร่วม 5 พรรคคงไม่มีปัญหาอะไร

แต่ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ยังไหวหวั่นอยู่ ยังเป็นเรื่องที่ว่ากกต.จะรับรองส.ส.ได้เกิน 95 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า

เพราะรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าต้องมีส.ส. 475 คนจาก 500 เสียงถึงจะเปิดสภาได้

ถึงตอนนี้รับรองส.ส.ไปแค่ 402 คน ยังเหลืออีก 96 คนที่ยังแขวนอยู่ (เพราะมีโดนใบเหลืองไปแล้ว 2 รายที่สุโขทัยและหนองคาย)

แล้วถ้ารับรองไม่ครบ 475 ส.ส.ภายในกรอบเวลา 30 วัน จะเกิดอะไรขึ้น !?

ไม่อยากคาดเดาเลยว่าใครจะต้องรับผิดชอบ

เขาถึงพูดกันอื้ออึงว่า คนไทยใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากเกือบ 35 ล้านเสียง

ทุกอย่างกลับต้องสะดุดติดขัดเพราะคนแค่ 5 เสียง!

ยังไงก็อยากมองโลกในแง่ดี มองในมุมของกกต.ที่อาจจะรู้สึกว่าถ้ารับรองคนที่ถูกร้องเรียนก็จะถูกโจมตีว่าไม่รอบคอบ

แต่กกต.คงลืมไปว่ามีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว หากจะ "รับรอง" ไปก่อนแล้วค่อย "สอย" ทีหลัง

ยังมีเวลาอีก 1 ปีตามกฎหมายที่จะ "ตามสอย" ส.ส.ที่ทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งได้

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสงสัยจากคนเสื้อแดงในกรณีที่ยังแขวนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำนปช.

คนเสื้อแดงออกจะน้อยอกน้อยใจเสียด้วยซ้ำ เพราะที่ผ่านมา ถูกตีกรอบจากรัฐบาล(ที่กำลังหมดอำนาจ)ให้เป็นแค่พลเรือนชั้น 2

จนวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเพราะนายณัฐวุฒิ นายจตุพร เป็นผู้สมัครส.ส.ชั้น 2 หรือเปล่า

ถึงยังโดนแขวนไม่เลิกแบบนี้

ยิ่งพอรู้เหตุผลที่นายณัฐวุฒิโดนแขวนแล้ว ยิ่งงงเข้าไปใหญ่

เพราะกกต.ระบุว่ามีการร้องเรียนนายณัฐวุฒิไปใส่ร้ายป้ายสีผู้สมัครส.ส.หรือคู่แข่ง

เป็นข้อหาเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกร้องเรียนว่าใส่ร้ายป้ายสีพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง

แต่กกต.กลับรับรองนายสุเทพไปก่อนแล้ว

ต้องรอดูการแถลงของกกต.อีกครั้งวันที่ 26 ก.ค.นี้ ว่าจะรับรองนายณัฐวุฒิหรือเปล่า

เพราะหากไม่รับรองก็ต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้น

ไม่งั้นก็จะไม่พ้นข้อหา 2 มาตรฐาน !?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 25/07/54 จุ๊..จุ๊..ม่ายอาว..ม่ายทาม..ม่ายชอบ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



กลิ่นไม่ดี เริ่มโชย เสียงโหยหวน
หวังตีรวน ให้แยก แตกสลาย
แล้วถอยหลัง ตกคลอง เหมือนของตาย
พวกมักง่าย ใจโหด คิดโฉดทราม....

คนทั่วโลก จับตามอง แอบจ้องอยู่
ต่างรับรู้ ความโง่เง่า จึงเฝ้าถาม
ล้วนมรรคผล บ้านนี้ ไร้ดีงาม
พร้อมติดตาม ต่อไป ไม่รีรอ....

โลกล้อมไทย ให้เห็น อย่างเด่นชัด
ตัวชี้วัด ล้ำเลิศ หวังเกิดก่อ
เพราะบ้านนี้ ยับเยิน จนเกินพอ
เหมือนกงล้อ หมุนวน ของคนพาล....

พอขี้แพ้ ก็ชวนตี ไม่มีสำนึก
แล้วผนึก ก่อกำลัง หวังรัฐประหาร
เพราะนี่คือ ความจัญไร ในสันดาน
คิดสามานย์ บัดสี อัปรีย์ชน....

หากบ้าทำ อีกหน ต้องก่นด่า
พวกชาติหมา วิปริต จิตสับสน
คิดแต่เรื่อง สุดทุเรศ พวกเศษคน
จึงเวียนวน แต่อำนาจ พวกชาติเลว....

หรือจะคิด ปิดประเทศ ในเขตนี้
หวังย่ำยี ปี้ป่น จนแหลกเหลว
แล้วถาโถม โหมใส่ ดั่งไฟเปลว
พวกโคตรเลว ก็คิดเลว เลวร่ำไป....

๓ บลา / ๒๕ ก.ค.๕๔

พิษตกค้างการเมืองหลังการเลือกตั้ง (ตอนจบ)

ที่มา Voice TV



รายการ คิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ในอาทิตย์นี้ (24 ก.ค. 54 ) มาติดตามตอนจบในประเด็นเรื่อง “พิษตกค้างการเมืองหลังการเลือกตั้ง”

ติดตามชมได้ตั้งแต่เวลา 21.30 น. เป็นต้นไป ทาง Voice TV หรือ www.voicetv.co.th

“นโยบายประชานิยม” จะพาให้ชาติล่มจม ??

ที่มา ประชาไท

รศ.ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กระแส วิวาทะหรือการอภิปรายถกเถียงว่าด้วย “นโยบายประชานิยม” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนโยบายสำคัญหรือเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของนโยบายของ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทยเดิมมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงภาพรวมและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นรายนโยบายไป โดยเฉพาะนโยบายค่าจ้าง 300บาท หากมองลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่า กลุ่มคนที่มีการโต้เถียงกันในเรื่องนี้มาก ก็คือกลุ่มนักวิชาการที่นิยมแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก กับกลุ่มคนที่เคยได้รับผลประโยชน์จากแนวคิดการพัฒนากระแสหลักหรือการพัฒนา แบบเดิมๆ และรวมถึงคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยอีกจำนวนไม่น้อย คนเหล่านี้พยายามชี้ให้เห็นว่า หากรัฐบาลใหม่นำนโยบายประชานิยมมาใช้อย่างจริงจัง (ไม่ได้ดีแต่พูด) ประเทศไทยมีหวังต้องเดินตามรอยของประเทศอาร์เจนติน่า หรือไม่ก็ประเทศกรีซ นั่นหมายถึงเศรษฐกิจของชาติคงจะล่มจม เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว กลายเป็นประเทศชาติที่ล้มละลาย (เชิงภาพลักษณ์) ไปในที่สุด

ปัญหาก็ คือ สิ่งที่คนกลุ่มนี้ รวมไปถึงสื่อมวลชนต่างๆ นำไปวิพากษ์วิจารณ์กันต่อๆ ไปอย่างเผ็ดร้อนนี้ จะกลายเป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงการดิสเครดิตกันทางการเมืองเท่านั้น ในความเห็นของผู้เขียน มองว่า การอภิปรายโต้เถียงเรื่องนโยบายประชานิยมที่ปรากฏอยู่ส่วนใหญ่สามารถจำแนก เป็นสองแนวทาง

แนวทางหนึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริง แต่อีกแนวทางหนึ่งก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ไปในลักษณะต้องการทำลายความน่า เชื่อถือต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากกว่าเป็นการอภิปรายบนพื้นฐานของเหตุผล

พูด ได้ว่าที่ผ่านมานั้นมีความพยายามสร้าง “วาทะกรรมประชานิยม” ขึ้นมา เพื่อสื่อให้เข้าใจว่านโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนอ เป็นนโยบายที่เน้นการนำงบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่ายให้กับประชาชนอย่างไร้ เหตุผล โดยเฉพาะให้กับคนยากคนจนหรือ “คนรากหญ้า” ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในสังคมไทย เพียงเพื่อหวังผลให้เกิดความนิยมชมชอบหรือหวังเพียงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงประการเดียวเท่านั้น ไม่ได้มองเรื่องความจีรังยั่งยืนใดๆ รวมถึงไม่ได้มองความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด โทนเสียงการวิพากษ์วิจารณ์แบบหลังนี้ค่อนข้างเสียงดังกว่าแนวทางแรกมาก

ผู้ เขียนไม่เห็นด้วยกับคำวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองนี้ ไม่อยากเห็นการติเรือทั้งโกลน ความจริงนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรค เมื่อถูกประกาศขึ้นมายังคงมีลักษณะเป็นกลางๆ บางนโยบายอาจทำได้จริงทันที แต่บางนโยบายอาจมีอุปสรรคขัดขวางอยู่มากมาย เรายังไม่สามารถบอกได้ว่านโยบายนั้นนโยบายนี้เป็นนโยบายที่ไร้เหตุผลหรือ เป็นนโยบายสิ้นคิด ต้องดูไปถึงขั้นการแปลงนโยบายเป็นวิธีปฏิบัติที่แท้จริงว่าทำกันอย่างไร

อย่าง ไรก็ตามวันนี้หากมองภาพรวมของนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาประเทศทั้งในอดีตและ ปัจจุบันเป็นอย่างดี จะบอกว่า หลายนโยบายเป็นนโยบายที่ดี สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน นโยบายที่ถูกขนานนามว่าเป็นนโยบายประชานิยมเหล่านี้ส่วนมากเป็นนโยบายที่ มุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคม มุ่งเข้าไปเสริมพลังความเข้มแข็งให้กับคนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในการพัฒนาประเทศในระยะแรกๆ ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่1-7 (รวมเวลา 36 ปี) พวกเขาเหล่านี้ถูกทอดทิ้งให้เป็นประชาชนชั้นสอง เพราะแนวคิดการพัฒนากระแสหลักที่อยู่เบื้องหลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ต้องการส่งเสริมให้คนชั้นนำหรือคนชั้นกลางเข้ามามีบทบาทในการผลิตภาค อุตสาหกรรมและการค้าเพื่อการส่งออก เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่ประเทศชาติ นโยบาย กติกาบ้านเมือง

กฎหมาย ต่างๆ ของรัฐบาลในยุคนั้นจึงมุ่งอำนวยความสะดวกและให้ความสำคัญกับคนชั้นกลางเป็น หลัก คนรากหญ้าจึงถูกทอดทิ้งให้มีสภาพเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าการเกษตร เป็นแรงงานราคาถูกหรือไม่ก็เป็นกลุ่มคนยากคนจนที่น่าเวทนา จนรัฐต้องยื่นมือเข้ามาสงเคราะห์ช่วยเหลือ ดูแลไปแทบทุกเรื่อง นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรากหญ้ากับชน ชั้นสูงชั้นกลางในประเทศไทยอย่างเด่นชัดในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องมรดกหรือเรื่องการถือครองทรัพย์สินอะไรทั้งสิ้น

สิ่งที่ กล่าวมานี้ ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วไป แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540 – 2544) ก็พูดไว้ชัดเจน แถมชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศตามแนวทางแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีแต่ก็ มีปัญหา เพราะต้องอิงแอบอยู่กับประเทศอื่นมากเกินไป การพัฒนากระจุกตัวไม่กระจาย คนรวยรวยล้นฟ้า คนจนแม้จะมีชีวิตดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังห่างไกลจากคนรวยคนชั้นกลางมาก คนและสังคมมีปัญหามากมาย ไม่ต้องพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมอย่างเห็นได้ชัด จนเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สังคมไทยต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการพัฒนา ประเทศกันใหม่ มาเป็นแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือแนวคิดที่พยายามจะปรับเปลี่ยนโครง สร้างเศรษฐกิจของประเทศให้สมดุล ทำให้คนรากหญ้าเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเท่าเทียม เป็นธรรมมาตั้งแต่แผน 8 จนถึงปัจจุบัน

เมื่อแนวคิดการพัฒนาเปลี่ยน แปลง แนวทางการพัฒนาของประเทศ รวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจสังคม การเมือง รวมถึงนโยบายพรรคการเมืองต่างๆก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยไป แต่ที่ผ่านมาเกือบ15 ปี สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม เพราะกลไกหลักในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิม ระบบราชการยังมีโครงสร้างและกระบวนการทำงานแบบเดิม รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็เข้าใจเรื่องนี้บ้างไม่เข้าใจบ้าง บางรัฐบาลถึงกับตีความแนวคิดการพัฒนาคลาดเคลื่อนไปเป็นการชักนำให้คนส่วน ใหญ่ยอมรับชะตากรรม ให้มีชีวิตที่พอเพียง ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้อะไรไปทำนองนั้น

ครั้นพอพรรคการเมืองบางพรรค เริ่มมีความเข้าใจ มองเห็นช่องทางที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้แนวคิดการพัฒนาที่เขียนไว้ในแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นจริงได้ โดยการนำเสนอนโยบายที่เน้นการผันงบประมาณส่วนหนึ่งของรัฐบาลมาส่งเสริมให้คน รากหญ้า ได้เรียนรู้และสะสมทุนเข้าสู่กระบวนการทำมาหากินเหมือนที่เคยส่งเสริมกับชน ชั้นกลาง รวมถึงสนับสนุนนโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแบบตรงไปตรงมาเหมือน นโยบายค่าแรง 300 บาทหรือนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรค คนในสังคมที่เคยอยู่ในฐานะได้เปรียบ ได้ผลประโยชน์จากการพัฒนาแบบเดิม กลับพยายามสร้างวาทกรรมนโยบายประชานิยมออกมา ทำให้เกิดการถกเถียงแบบไม่รู้จบ เถียงกันแบบรู้จริงบ้างไม่จริงบ้าง ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายที่ดีของรัฐบาลหลายๆนโยบาย ต้องกลายเป็นหมัน หรือผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของชาติหรือการสร้างความ เป็นธรรมในสังคมต้องพลอยชะงักงันไปด้วย

ดังนั้นหากมองกันด้วยสายตา ที่ไม่มีอคติมากเกินไป มองด้วยความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดการพัฒนาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ แผนพัฒนาฉบับที่แปด แต่ยังทำให้บังเกิดผลที่แท้จริงไม่ได้เท่าที่ควร มองด้วยความเข้าใจและมองเห็นถึงความไม่เท่าเทียมกัน ความไม่เป็นธรรมที่ยังมีอยู่มากมายในสังคมไทยเราก็ไม่ควรต่อต้านต่อนโยบาย ที่รัฐพยายามจะเข้าไปเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนรากหญ้าส่วนใหญ่ของ ประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาได้ถูกบังคับโดยรัฐให้เป็นผู้เสียสละเพื่อความร่ำรวยของ ชาติ(โดยไม่รู้ตัว) การสร้างวาทกรรมประชานิยม หรือ การดิสเครดิตนโยบาย หรือความพยายามของรัฐบาลก็ควรจะมีให้น้อยลง

แทนที่จะคอยวิพากษ์วิจารณ์เพื่อขัดขวาง เพื่อล้มนโยบายที่เราไม่ชอบใจ ไม่ได้ผลประโยชน์ เราควรเปลี่ยนมาเป็นการคอยช่วยกันชี้แนะให้รัฐบาล ว่าควรกำหนดนโยบาย ควรทำกิจกรรม โครงการอะไร แบบใด ที่จะสามารถส่งเสริมให้คนรากหญ้าสามารถเรียนรู้ที่จะเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ครอบงำสังคมไทยและสังคมโลกอยู่ทุกวันนี้ได้อย่าง เข้มแข็ง และสามารถช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีความเป็นธรรมกับทุกคนทุกฝ่าย โดยไม่กลายเป็นนโยบายที่จะพาชาติให้ล่มจมลงไป

Norbert Ropers: ชี้ทางลัดสู่สันติภาพชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

Norbert Ropers
เวที ความรู้ครั้งที่ 1 เรื่องกระบวนการสันติภาพเริ่มต้นอย่างไร จัดโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับกลุ่มบูหงารายา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมอิบนุ คอลดูน วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นับเป็นอีกเวทีวิชาการที่ดึงความสนใจจากผู้คนที่ใฝ่หาสันติภาพในจังหวัด ชายอดนภาคใต้ ให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย
หนึ่งในหลาก หลายความสนใจนั้น อยู่ที่ความโดดเด่นของผู้บรรยาย นั่นคือ Norbert Ropers ผู้อำนวยการมูลนิธิ Berghof Peace Support นักวิชาการชาวเยอรมัน อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ผ่านประสบการณ์งานวิจัยเรื่องกระบวนสันติภาพในประเทศ แถบเอเชียนานกว่า 10 ปี ที่มาบรรยายเรื่อง “กระบวนการสันติภาพเริ่มต้นอย่างไร? ทฤษฎีและประสบการณ์”
ต่อไปนี้คือ คำบรรยายของนักวิชาการชาวเยอรมัน นาม “Dr.Norbert Ropers” ผู้เชี่ยวชาญ Peace Process ระดับโลก
0 0 0
ผม มีประสบการณ์การสอนในมหาวิทยาลัย ในวิชาการเมืองระหว่างประเทศและวิชาสันติภาพและความขัดแย้งศึกษา (PEACE and CONFLICT STUDY) ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อมอยู่กับมูลนิธิเอกชนเล็กๆ แห่งหนึ่งในเยอรมันนี ชื่อ BEGHOF foundation โดยเริ่มจากการทำวิจัยและทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อศึกษาการสร้างสันติภาพและการเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ทำงานหลักของผมคือเอเชีย 8 ปี ในประเทศศรีลังกา 2 ปีในประเทศไทย และปีหน้าผมจะใช้เวลาประมาณ 50% ไปกับการทำงานในจังหวัดปัตตานี ในฐานะนักวิจัยของสถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อสนับสนุนงานของอาจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งนี้
มูลนิธิ BEGHOF ในภาษาอังกฤษหมายถึงสวนในภูเขา มูลนิธิฯ แห่งนี้เกิดขึ้นในบริบททางการเมืองระหว่างยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการสันติภาพทั้งหมดว่า จะเริ่มต้นอย่างไร จะคงสภาพให้ยั่งยืนได้อย่างไร และจะทำให้มันประสบความสำเร็จได้อย่างไร
เราต้อง เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกับคำว่า ความขัดแย้งก่อน ความหมายของความขัดแย้ง และความจำเพาะของความขัดแย้งเป็นอย่างไร แล้วค่อยเรียนรู้กระบวนการของมัน
หลายคนคิดว่า ความขัดแย้งเหมือนกับความรุนแรง แต่ความจริงแล้วไม่เหมือนกัน ความรุนแรงเกิดขึ้นได้ และจะเปลี่ยนผ่านไป
ขณะ ที่ความขัดแย้งเป็นความขัดกันของความต้องการ แรงบันดาลใจ ความคิดเห็น แต่อาจจะไม่นำมาสู่ความรุนแรงก็ได้ ที่สำคัญความขัดแย้งจำเป็นมาก ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสังคม
บางคนมอง ว่า ความขัดแย้งเกิดจากคนสองฝ่ายต้องการสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นได้ในหมู่พวกเดียวกัน ถ้ามองปัญหาแตกต่างกัน และอาจนำไปสู่การตอบโต้ด้วยความรุนแรงก็ได้
ผม จะยกตัวอย่างให้ฟัง ในประเทศศรีลังกาช่วงสงครามระหว่างขบวนการพยัคฆ์ทมิฬอีแลมกับรัฐบาลศรีลังกา ครั้งล่าสุด รัฐบาลพูดว่า เราไม่มีความขัดแย้ง เรามีแต่ปัญหาการก่อการร้าย แต่ชุมชนทมิฬกลับบอกว่า เรามีความขัดแย้ง เพียงแต่กลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงอยู่ในขบวนการพยัคฆ์ทมิฬอีแลม
งาน วิจัยยังระบุอีกว่า ความขัดแย้งอาจจะเป็นเรื่องความแตกต่างของเป้าประสงค์ ระหว่างผลประโยชน์ และความต้องการของกลุ่มคน เช่น กรณีเจ้าของทาสและทาส ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ในยุคทาสคนทั้งสองกลุ่มก็ไม่ได้มองว่า พวกเขาขัดแย้งกัน
ถ้าไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความรุนแรง การสมานฉันท์มักจะถูกนำไปใช้ประกอบการอธิบายสภาพแห่งสันติภาพ คำถามของผมคือ สภาพเหล่านั้น เป็นสภาพแห่งสันติภาพจริงหรือไม่
ใน บางกรณีมีผู้พยายามกดความรุนแรงไว้ไม่ให้ยกระดับขึ้น โดยใช้ผู้รักษาความปลอดภัยจำนวนมาก เช่น ดินแดนแคชเมียร์ รัฐบาลอินเดียส่งทหารเข้าควบคุมพื้นที่ 500,000 นาย เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม จนไม่สามารถใช้ความรุนแรงในระดับสูงได้ นั่นใช่สันติภาพหรือไม่
สันติภาพมี 2 ความหมาย คือ สันติภาพในแง่ลบ (Negative peace) และสันติภาพในแง่บวก (Positive peace)
ถ้า สันติภาพหมายถึงสภาพที่ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงปรากฏทางกายภาพ นั่นเป็นความหมายแบบ Negative peace แต่ถ้าสันติภาพในแง่บวก เป็นความหมายที่ครอบคลุมความเป็นธรรม ยุติธรรม ประชาธิปไตย สังคม เศรษฐกิจที่ดี
สาเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ มี 5 ลักษณะคือ ความเป็นอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีส่วนร่วมในวัฒนธรรม ภาษา ประวัติศาสตร์ และความเป็นเจ้าของในบางอย่างด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนกลุ่มน้อย ที่ต้องการยืนยันในสิทธิปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ รวมถึงความต้องการให้มีการอนุรักษ์อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภาษา ประวัติศาสตร์ และความรู้ของเผ่าพันธุ์ตัวเอง
ยกตัวอย่างกรณีศรี ลังกา เมื่อก่อนเรียกว่ารัฐซีลอน เมื่อได้รับเอกราช ในปีค.ศ. 1948 กลายเป็นประเทศศรีลังกา ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชนสิงหลนับถือศาสนาพุทธ ต้องการยกกลุ่มชนของตนเป็นพลเมืองหลัก และยกศาสนาพุทธขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับชาวทมิฬ ชนกลุ่มน้อยที่รับเรื่องนี้ไม่ได้
ความขัดแย้งดัง กล่าวยืดเยื้อยาวนาน เมื่อมีชาวทมิฬที่อยู่ในรัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นรัฐของคนทมิฬ อยู่ห่างจากศรีลังกาไม่มากนัก มาช่วยสนับสนุนการต่อสู้ของชาวทมิฬในศรีลังกา
ปัจจัย สุดท้ายที่ทำให้ขัดแย้งยืดเยื้อ ถึงกับส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นกลายเป็นวงจร มีตัวอย่างที่นำมาจากงานวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพคือ ความขัดแย้งทางยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างชาวเซิร์บและชาวโครแอทกับกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมบอสเนีย ความขัดแย้งในอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ความขัดแย้งที่เกาะมินดาเนา ในประเทศฟิลิปปินส์ และความขัดแย้งประเทศจอร์เจีย ซึ่งมีลักษณะความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
มักมีคำถามว่า เมื่อไรจะถึงเวลาแก้ไขความขัดแย้งเหล่านั้น คำตอบคือ อาจจะเป็นสันติภาพแง่ลบก่อน แล้วสันติภาพแง่บวกจะตามมาทีหลัง
เรื่อง นี้มี 3 ทฤษฎี ทฤษฎีที่หนึ่ง เป็นแนวคิดที่เป็นจริงคือ คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายถึงจุดสะบักสะบอม สู้ต่อไปก็ไม่เห็นทางชนะ หมายถึงทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ภาวะ Dead lock มองไม่เห็นทางชนะในหนทางนี้แล้ว เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสงคราม 30 ปีของซูดานเหนือกับซูดานใต้ สุดท้ายซูดานใต้ก็ประกาศเอกราชเป็นประเทศซูดานใต้ได้
อีก ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า คู่ขัดแย้งได้รับความเสียหายจากสงคราม และได้รับแรงกดดันจากต่างประเทศ อย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่เข้าไปกดดันเซอร์เบีย ทำให้ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานถูกหาทางออก
ทฤษฎี ที่สอง เมื่อหน้าต่างแห่งโอกาสมาถึง (Window of opportunity) ซึ่งอาจมาพร้อมกับรัฐบาลใหม่ที่มุ่งมั่นจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรือฝ่ายขบวนการต่อสู้เปลี่ยนใจ หรือเกิดจากอิทธิพลภายนอกที่ต้องการหยุดความขัดแย้ง และหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างกรณีนี้ คือ อาเจะห์ของประเทศอินโดนีเซีย ที่ถูกคลื่นสึนามิซัด ทำให้กลุ่มต่อสู้กับรัฐบาลอินโดนีเซียในอาเจะห์คือ ขบวนการ GAM กับทหารของรัฐบาลอินโดนีเซียบนเกาะสุมาตราหยุดการต่อสู้ บวกอิทธิพลจากข้างนอกเข้าไปกดดันให้เกิดการเจรจา
ใน ศรีลังกาก็เช่นเดียวกับอาเจะห์คือ มีคนกลางเข้ามาช่วยเหลือให้เกิดการเจรจา แต่การเจรจาก็ไม่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่า กรณีแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป
ทฤษฎีที่สาม เป็นความมุ่งมั่นทางการเมืองของภาคประชาสังคม ที่รวมกลุ่มต่างๆ ในสังคมขึ้นมารณรงค์หาแนวทางการแก้ปัญหาให้สำเร็จ
เรา พูดถึงอะไรที่สามารถเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ ถูกต้อง ความเคลื่อนไหวของกระบวนการสันติภาพ เริ่มต้นในระดับสูง แต่ค่อยๆ ลดลงตามปัจจัยที่เกิดขึ้น และแนวทางการมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นต้องเกิดในหลายระดับ
ระดับ ที่ 1 (tract I) คือกลุ่มผู้นำจากทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายขบวนการ ระดับที่ 2 (tract II) คือกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และที่สำคัญที่สุดคือคนรากหญ้า
สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงเวลาของจุดเปลี่ยน เพื่อก้าวเข้าสู่ขั้นตอนก่อน–ก่อนการเจรจา (pre–pre negotiation) หรือยัง
การ เจรจาคือการนั่งโต๊ะมาคุยกัน เพื่อหาทางออกของฝ่ายที่มีความขัดแย้ง ยกตัวอย่างในปี 2005 หัวหน้าฝ่ายรัฐของอินโดนีเซีย และ GAM ของอาเจะห์ มานั่งโต๊ะเจรจาโดยมีกลุ่มองค์กรทำงานด้านเจรจามานั่งโต๊ะคุยด้วย
ส่วน ขั้นตอนก่อนเจรจา คือการเตรียมการประชุมเตรียมการเพื่อการเจรจา ซึ่งมันจะเป็นการประชุมลับ คุยเบื้องต้นถึงหัวข้อและเป้าหมายคร่าวๆ ในโต๊ะเจรจาว่า จะมีอะไรบ้าง
สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีกลิ่นไอของ pre–pre negotiation หรือก่อน–ก่อนการเจรจา
ถ้า ผ่านขั้นตอนตรงนั้นแล้ว จะถึงขั้นตอนการตกลงทางการเมือง ยกตัวอย่างที่อาเจะห์ เกิดขั้นตอนการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษอาเจะห์ หรือในบอสเนีย ก็เกิดจากการจัดตั้งกลุ่มชุมชนที่มีความสัมพันธ์ของ 3 ชาติพันธุ์ หรือซูดานที่มีการแบ่งเป็นประเทศซูดานเหนือและซูดานใต้ นั่นเป็นผลของการตกลงทางการเมืองหลังจากเกิดกระบวนการสันติภาพ
หลัง จากตกลงทางการเมือง หลายคนวางใจว่าจะเกิดสันติภาพ แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ที่ต่างกัน แค่อาจจะไม่มีภาพความรุนแรงปรากฏให้เห็น ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่คือ การตีความข้อตกลงที่เข้าใจไม่ตรงกัน เช่น ในการตกลงเจรจาระหว่างรัฐบาลเนปาลกับกลุ่มเหมาอิสม์ ซึ่งการดำเนินการสันติภาพภายใต้ความเข้าใจต่างกันระหว่างสองฝ่าย ผลคือกลุ่มเหมาอิสม์ไม่ยอมบูรณาการกองกำลังติดอาวุธของตัวเอง เข้ากับกองกำลังทหารของเนปาล ทำให้เกิดการต่อต้านข้อตกลง ด้วยการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง (Disagreement to agreement)
ทางออก ของปัญหาแรกเสร็จสิ้นแล้ว อาจจะนำมาสู่ความขัดแย้งใหม่ เช่น ในซูดานเหนือและใต้ ตอนนี้มีปัญหาใหม่ที่ชายแดน เนื่องจากในข้อตกลงไม่ได้ระบุชัดเจนว่า จะเอาอย่างไรกับเส้นชายแดน
ปัญหา คือ แหล่งทรัพยากรน้ำมันที่อยู่ตรงรอยต่อบริเวณชายแดน ที่ยังไม่มีการระบุชัดเจนในตอนแรก เพราะเพิ่งค้นพบหลังการลงนามในข้อตกลงไปแล้ว อาจจะเป็นสาเหตุการปะทุความรุนแรงระหว่างกันอีกรอบ ข้อสรุปจากการศึกษาความขัดแย้งจาก 20 กรณี โดยกลุ่มที่ศึกษาจากกรณีไอร์แลนด์เหนือ ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ พบว่าต้องทำ 10 ข้อให้ได้ก่อน
1. ต้องรวบรวมกลุ่มที่ทรงพลังที่จะสร้างความรุนแรงให้ได้ก่อน เป็นประเด็นที่เรียนรู้จากกรณีความขัดแย้งในไอร์แลนด์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งพบว่าเพราะกลุ่มที่แฝงอยู่ในกลุ่มก่อการร้ายไม่ถูกรวมอยู่ในการเจรจา ตั้งแต่แรก
2. ระหว่างทางการเจรจา ต้องยอมรับว่า จะยังเกิดความรุนแรงอยู่
3. กระบวนการสันติภาพ ต้องเป็นต้นแบบของการให้และการรับตลอดเวลา เราต้องยอมรับว่า แต่ละฝ่ายต้องมีส่วนที่ได้และส่วนที่เสีย
4. ผู้ชนะต้องขายความคิดเรื่องสันติภาพให้ประชาชนทุกกลุ่มยอมรับให้ได้ กระบวนการสันติภาพไม่สามารถดำเนินการโดยผู้นำแต่เพียงฝ่ายเดียว ทำให้ประชากรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสงครามเชื่อมั่นว่า จะไม่มีผลกระทบซ้ำซ้อนจากการวางอาวุธ หรือข้อตกลงนั้น จะไม่มีการเย้ยหยันฝ่ายตรงข้าม
6. การมองเผื่อไปถึงวันข้างหน้า ถึงความขัดแย้งที่อาจจะปะทุขึ้นอีกในอนาคต
7. การพัฒนาต้องเกิดพร้อมกับกระบวนการสันติภาพ เช่น รัฐบาลประเทศศรีลังกาละเลยการพัฒนาในพื้นที่ของชาวทมิฬ และยังมีการกีดกันชาวทมิฬในเรื่องต่างๆ ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว
8. สันติภาพกับความยุติธรรมต้องมาพร้อมกัน เพราะถ้ายังมีการละเมิดอีกฝ่าย จะทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว และขาดความน่าเชื่อถือ
9. สนธิสัญญาหยุดยิง ต้องมีข้อตกลงระยะยาวที่จะไม่กลับมาใช้ความรุนแรงอีก เพื่อให้เกิดสันติภาพในระยะยาว จะต้องพูดเรื่องการเมืองประกอบด้วย
10. การแก้ไขปัญหาควรจะอยู่ในวิถีที่เหมาะสมกับชุมชน หรือเฉพาะพื้นที่นั้นๆ แทนที่จะนำแบบอย่างจากพื้นที่อื่นๆ มาปรับใช้ ในการหาหนทางสู่สันติภาพ
ประเทศเยอรมันนีสามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ ก้าวสู่การเป็นสังคมเยอรมันทุกวันนี้ได้อย่างไร?
จากประสบการณ์ความรุนแรงที่สะสมอยู่ในประเทศเยอรมันนี และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นทำให้ความรุนแรงยืดเยื้อกว่า 150 สิบปี
ประวัติ ศาสตร์สงครามที่โด่งดังของเยอรมันนี อยู่ระหว่างปี ค.ศ.1870–1871 ประเทศฝรั่งเศสแพ้สงครามให้กับเยอรมันนี ถูกเยอรมันนีเรียกค่าชดเชยสงครามและถูกตราหน้าว่าเป็นผู้แพ้สงคราม ช่วง ค.ศ.1870–1871 เรายังไม่เรียกตัวเองว่าเยอรมัน
เมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1914–1918 กลายเป็นโอกาสให้ฝรั่งเศสเอาคืน และตราหน้าให้เยอรมันรู้สึกว่าเป็นผู้แพ้บ้าง เยอรมันนีต้องจ่ายชดใช้ค่าสงครามให้ฝรั่งเศสมากกว่าตอนที่ฝรั่งเศสจ่ายให้เย อรมันนี
หลังจากค.ศ.1920 เยอรมันนีส่อแววว่าจะอ่อนแอในการพยุงประชาธิปไตย และเข้าสู่ความรุนแรงในแบบรัฐบาลนาซีเยอรมัน นาซีเยอรมันเกิดความเคียดแค้นและนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว แต่ด้วยความโชคดีที่ผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ทำเฉกเช่นเดียวกับผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ไม่เกิดการล้างแค้นกันและกันอีก
โชคร้ายคือ เกิดวงจรความรุนแรง เมื่ออิสราเอลรวมตัวกันเป็นรัฐและปกป้องตัวเอง โดยอ้างว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอีก แต่ตัวเองกลับไปละเมิดอธิปไตยของชนเผ่าอื่น
ในฐานะที่เป็นนักสันติภาพ เราต้องหยุดวงจรของความรุนแรง แม้ต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น ความรุนแรงจะดำเนินต่อไป
มัน จะดีกว่าถ้าเยอรมันนีแพ้สงครามร้อยเปอร์เซนต์ แต่ในช่วงในสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกชาตินิยมบอกว่า เยอรมันนียังไม่แพ้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นชัดว่าเยอรมันนีแพ้สงคราม ทำให้ถูกโซเวียตแบ่งออกเป็นประเทศเล็กๆ และคนในประเทศใหม่เหล่านั้น ต้องดิ้นรนสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของตัวเอง ทำให้ตัดวงจรความรุนแรงในช่วงนั้นออกไป
อีกประเทศคือ ญี่ปุ่น ที่ตัดวงจรความรุนแรงหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการเบนความสนใจสู่เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง
เดิม หลายประเทศมองว่าญี่ปุ่นและเยอรมันนี เป็นประเทศลัทธิคลั่งชาตินิยม แต่หลังจากแพ้สงครามและมีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ภาพเหล่านั้นหายไปเกือบหมดแล้ว แต่เสียดายที่หลายประเทศยังคงเกิดความขัดแย้ง ไม่สามารถพัฒนาไปให้ถึงจุดนั้นได้
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในขั้นไหน ระหว่างก่อนการเจรจา หรือก่อน–ก่อนการเจรจา การส่งสัญญาณจากภาครัฐกับขบวนการ ฝ่ายไหนจะสามารถนำไปสู่การเจรจาได้จริง?
ขออภัย ผมยังไม่ได้เป็นผู้ชำนาญประเด็นความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ตอนนี้คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มกล้าที่จะพูดเรื่องการกระจายอำนาจมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ 3 – 4 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี
ถ้า ดูจากสิ่งที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ ถึงสัญญาณการเจรจา ระหว่างสองฝ่ายดูเหมือนพร้อมที่จะเจรจากัน แต่นั่นยังไม่สามารถตัดสินได้ว่า เป็นสัญญาณที่บอกว่า สถานการณ์ดีขึ้นแล้วหรือยัง
ส่วน ฝ่ายตรงข้ามรัฐ บางส่วนที่อาจจะยังลังเลว่า จะถูกหลอกอีกหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่า รัฐบาลยังไม่พร้อมรับข้อเสนอ เพื่อการต่อรองจากฝ่ายตรงข้าม
ความแตกต่างกรณีจะ เสนอ หรือลังเลในส่วนนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างอาจจะกำลังหาทางออกที่ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด สิ่งที่ต้องคิดคือ การเจรจาจะต้องเตรียมใจว่า ย่อมมีทั้งได้และเสีย
มีทางลัดสู่สันติภาพหรือไม่?
นักการ เมืองและนักกิจกรรมมากมายในพื้นที่ความขัดแย้งรอบโลก กำลังมองหาทางลัดสู่สันติภาพ ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่สูงมาก จะต้องมีผู้นำที่มีความเฉลียวฉลาด มีพรสวรรค์บางอย่าง ถึงจะสามารถนำประเทศสู่สันติภาพ
ทางลัดสู่สันติภาพ จะต้องเตรียมผู้นำที่หลากหลาย และเชื่อมโยงการทำงานเข้าด้วยกัน ปัญหาคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะขาดความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน หรือ “ZERO TRUSTED”
การ ลดความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายกับการสร้างสันติภาพด้วยทฤษฎี GRIT (Gradual Reduction in Tention) คือ การกระทำของทั้งสองฝ่ายเพื่อสร้างความมั่นใจระหว่างกัน ไม่จำเป็นต้องทำกิจกรรมด้วยกัน อาจจะต่างฝ่ายต่างทำ เพื่อลดความตึงเครียดของอีกฝ่าย หลักการนี้เกิดขึ้นในสมัยสงครามเย็นระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพ โซเวียต ซึ่งต้องเชื่อมั่นในฝ่ายตรงข้าม
ตัวอย่าง สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะเริ่มจากรัฐบาลเปิดใจรับการใช้ภาษามลายู ที่เป็นข้อเสนอของฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลสามารถแสดงความจริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหา และลดความตึงเครียดระหว่างกัน ขณะเดียวกันอีกฝ่ายอาจจะร่วมแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลดการก่อเหตุ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่มีการบังคับเพื่อให้อีกฝ่ายเลิกเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อ
กระบวน การนี้ ถูกใช้ในประเทศไอร์แลนด์เหนือ โดยระดับนำของทั้งสองฝ่ายต้องสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันว่า ถ้าอีกฝ่ายลดความตึงเครียดแล้ว อีกฝ่ายจะไม่เพิ่มความตึงเครียดให้กับฝ่ายตรงกันข้าม เพราะนั่นหมายถึงการไม่ยอมรับข้อเสนอเพื่อให้เกิดสันติภาพ
ปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งในโลก มีแนวโน้มอย่างไร?
ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1991–2011 จำนวนความขัดแย้งลดลง จำนวนเหยื่อจากความขัดแย้งลดลง ศตวรรษที่แล้วประเทศต่างๆ เน้นการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ศตรรษนี้เน้นการสานสัมพันธ์ภายในประเทศ
ยก ตัวอย่างปัญหาความขัดแย้งในประเทศกัมพูชา ที่มีองค์กรต่างประเทศเข้ามาจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาภายใน ในอนาคตกำลังจะหมดยุคการเข้ามามีส่วนในการจัดการปัญหาในพื้นที่ความขัดแย้ง ของนานาประเทศในลักษณะนี้ โดยเฉพาะในประเทศเอเชีย จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาของเอเชียเอง
ทั้งนี้ ปัญหาหนึ่งที่ทำให้แนวโน้มเป็นอย่างนั้น เพราะองค์กรต่างประเทศเหล่านั้น ทำงานสองมาตรฐาน ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ในลิเบียและซีเรีย
แนว โน้มการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศแถบเอเชีย จะมุ่งเน้นประสบการณ์การสร้างความเข้มแข็งให้บกัประชาชน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างพลังอำนาจการต่อรอง เพื่อการเปลี่ยนแปลงในประเทศ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน
ตัวอย่าง การจัดการปัญหาความขัดแย้งในปาปัวตะวันตก จากการทำงานอย่างเข้มแข็งของภาคประชาสังคมปาปัวตะวันตก ทำให้เกิดวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยภูมิปัญญาของคนในพื้นที่
จะสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันได้อย่างไร?
การ สร้างความเชื่อมั่นต่อกัน ต้องทำในหลายระดับ ไม่ใช่จุดเดียว เพราะสังคมมีหลากหลายส่วนมาอยู่ร่วมกัน การแก้ปัญหาเพื่อสร้างสันติภาพ จึงต้องถักทอเป็นตาข่าย