WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 25, 2011

ทูตออสเตรีย-รัสเซียยินดี‘ปู’หนุนนโยบายปรองดอง

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ต้อนรับนายโยฮันเนส เพเทร์ริก (Johannes PETERLIK) เอกอัครราชทูตออสเตรีย ประจำประเทศไทย ที่เดินทางเข้าแสดงความยินดีในโอกาสชนะการเลือกตั้ง และเป็นว่าที่นายกฯ และประกาศพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่ในทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะการจัดทำนโยบายปรองดองแห่งชาติ ที่ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการมีคณะกรรมการอิสระค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)


อย่างไรก็ตาม ออสเตรียเห็นว่าไทยเสียโอกาสในการที่จะเป็นผู้นำอาเซียน เพราะเดินล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในหลายๆ ด้าน เช่น เรื่องการเจรจาระหว่างอาเซียน-อียู จึงอยากให้ไทยใช้โอกาสนี้เดินหน้าในการเป็นประเทศผู้นำอาเซียน ซึ่งออสเตรียพร้อมสนับสนุน


หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้อนรับนายอองเดรย์ วาย เพลม (Andrey Y.PLAM) อุปทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ที่เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและแสดงความยินดีที่ชนะการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศประกาศพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพราะถือว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

‘วาลเทอร์ บาว’ เล็งอายัดอีก-เครื่องบินลำที่2ของไทย

ที่มา ข่าวสด

เมื่อ 25 ก.ค. รอยเตอร์ รายงานบทสัมภาษณ์นายแวร์เนอร์ ชไนเดอร์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทวาลเทอร์ บาว (Walter Bau) ซึ่งมีข้อพิพาททางธุรกิจกับรัฐบาลไทย ที่เผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ บิลด์ อัม ซอนน์ทาก (Bild am Sonntag) ของเยอรมนี ระบุว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ บริษัทวาลเทอร์ บาว เตรียมดำเนินการอายัดเครื่องบินลำที่ 2 ของไทย


“เรากำลังพิจารณาขั้นตอนต่อไปกับกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงการอายัดเครื่องบินลำที่ 2 ของไทยด้วย” นายชไนเดอร์ กล่าว


นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ บิลด์ อัม ซอนน์ทาก ยังรายงานด้วยว่า เครื่องบินลำที่ 2 ของไทย บินถึงเมืองมิวนิกแล้ว เพื่อนำไปแทนที่เครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่ถูกอายัดไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมาศาลเยอรมัน ได้มีคำสั่งให้ไทยวางเงินประกันจำนวน 20 ล้านยูโร หรือราว 850 ล้านบาท เพื่อแลกกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่ถูกอายัดไว้ ตามการยื่นคำร้องของบริษัทวาลเทอร์ บาว แต่รัฐบาลไทยปฏิเสธที่จะวางเงินประกันดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737 ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย

ค่าแรง 300 บาท/วันคือ ยุทธการยึดหัวหาดผู้ใช้แรงงานเป็นพวก เหมือน 30 บาท ยึดชนบท

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


เรื่อง ค่าแรง 300 บาท/วันนี้ เป็นยุทธการใหญ่ของพรรคเพื่อไทย หากทำสำเร็จก็จะทำให้ กรรมกรทั้งหลายเป็นกลุ่มที่สนับสนุนหลักของพรรคเพื่อไทยอย่างแข็งขัน

เหมือน โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทยเดิม ที่สามารถดึงเอาคนจนในชนบทแทบทุกหมู่บ้านเข้ามาสนับสนุนคุณทักษิณจนถึง วันนี้ กลายเป็นเครดิตติดตัวคุณทักษิณ เป็นเกราะป้องกันภัยพิบัติต่างๆ ให้กับคุณทักษิณตลอดมา

ค่าแรง 300 บาท/วันก็เหมือนกัน หากคุณปูทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ ก็คือการปฎิวัติระบบการจ้างงานไทย และผมเชื่อว่า ผู้ใช้แรงงานทุกคนจะเป็นพลังสำคัญในการสนับสุน และปกป้องคุณปูตลอดไป

แน่นอนเรื่องนี้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ก็ต้อง ค้านอย่างเต็มที่ เหมือนกับที่คุณทักษิณเจอตอนเริ่มโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดนปรามาสต่างๆ มากมาย เช่น 30 บาท ตายทุกโรค เป็นต้น แต่คุณทักษิณก็ทุ่มเทผลักดันมันไปจนได้อย่างไม่ย่อท้อ จนประสบความสำเร็จด้วยดี ชาวบ้านเห็นผลประโยชน์ และกลายเป็นผู้ปกป้องคุณทักษิณทุกสถานการณ์

ผมมั่นใจว่าหากคุณปู ในฐานะนายกรัฐมนตรีตามเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาใจ บริหารตามทฤษฎีที่คุณทักษิณพูดประจำว่า "หลักบริหารแบใส่ใจ" ติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด เอาใจใส่ผลักดันมันจนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

ผม เชื่อว่าคุณปูบริหารงานบริษัทยักษ์ใหญ่ของคุณทักษิณ ย่อมเป็นมือขวาแต่เดิมมาของคุณทักษิณ ก็คงไม่ยากที่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ผลักดันมันออกมาจนได้

หากทำสำเร็จ คุณปูก็จะกลายเป็นนายกฯ ในตำนาน เช่นเดียวกับคุณทักษิณ

ผมเชื่อว่า บรรดาผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย หากเห็นคุณปูทุ่มเทอย่างจริงจัง เขาก็ต้องช่วยกันออกมาปกป้องนายกฯ ให้ทำงานให้สำเร็จอยู่แล้ว

เรื่องนี้ชี้เป็นชี้ตายรัฐบาลของคุณปูเลยครับ

ช่วง ร่วมๆ เดือนที่มีเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทดังมาเรื่อยๆ ผมสรุปได้ว่า

ที่มา thaifreenews

โดย Athaiman

ในขณะที่ ขอสารภาพตามตรงว่า ตอนประกาศนโยบายครั้งนี้ครั้งแรก ค่อนข้างไม่เห็นด้วย
และคิดว่าไม่ค่อยมีแรงผลักดันเท่าไหร่ รวมทั้งมองว่า มันเป็นกลไกที่ต้องขยับขึ้นเรื่อยๆ
พอครบ 4 ปี คงได้ 300 บาทเองซึ่งก็ไม่ได้ผิดคำพูด แต่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่ไม่ได้ปรับทันทีทันใด

แต่เวลานี้หลังจากการการเล่นการเมืองไม่ืลืมหูลืมตาของอีกฝาก ทำให้ผม เริ่มมองภาพรวมใหม่
ตอนนี้เหมือนครั้งแรกๆ ที่พวกมัน(ขออภัยใช้คำหยาบ เพราะไม่อยากใช้คำสุภาพกับพวกมัน)
พยายาม ขีดเส้นแบ่งพวก ซึ่งครั้งนี้ที่แบ่งคือ นายทุนกับลูกจ้าง โดยพยายามให้นายทุนได้กำไร
โดยละเลยคุณภาพชีวิตลูกจ้าง เหมือนเช่นเดียวกับ กรณี 30 บาทรักษาทุกโรคที่พยายามเหลือเกิน
ที่จะลดคุณภาพ การรักษาระหว่างคนรวยและคนจน ทำให้เกิดความแตกแยกมากมาย

ซึ่งในครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน ผมว่าผลกระทบค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทครั้งนี้ รุนแรงไม่แพ้ 30 บาทรักษาทุกโรค
เพราะการต่อต้านครั้งค้านสุดลิ่มทิ่มประตู เช่นเดียวกัีบ เวลาที่ประกาศ 30 บาทรักษาทุกโรค
ดังนั้นนโยบายครั้งนี้คงไม่อาจปล่อยให้ ถ่วงเวลานานไป ยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่
ภาพลักษณ์ ของคุณ ปู ก็จะยิ่งดูดี อาจเทียบเท่านายกทักษิณ ในกาลข้างหน้า

แต่แน่นอน การที่ขัดแย้งกับกลุ่มทุนใหญ่ในเวลานี้ย่อมส่งผลให้เกิด ความยากลำบากในการบริหารแน่ๆ
แต่ ครั้งนี้ในฐานะคนเสื้อแดง ในฐานะที่ความเห็นผม อาจเอียงข้างแต่ ขอให้ข้อคิดเห็นซักหน่อยว่า
ต่อให้ คุณ ปู ตามใจกลุ่มทุน แล้ว มันมีอะไรดีขึ้นกับคุณ ปู หรือเปล่า
ในเมื่อ กลุ่มทุนนั้น เลือกข้างไปแล้ว เหตุผลต่างๆ ที่อ้างมา หากมองในแง่ความจำเป็นแล้ว
ค่าแรงรอบๆ ประเทศเราต่ำกว่าเราทั้งนั้น ดังนั้น ที่ว่า ค่าแรงต่ำกว่า แล้วเป็นแรงจุงใจ
คงใช้ไม่ได้กับยุคสมัยนี้แล้ว ยิ่ง ทางไทยไม่ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เท่ากับเพื่อนบาทเราที่ได้
การที่ค่าแรงต่ำ ยังเป็นเหตุจุงใจได้อีกหรือ

หากมองในการพัฒนาเพื่อจุงใจ ผมมองว่า สาธารณูปโภค และการขนส่งต่างหากที่เป็นปัจจัยหลัก
รวมทั้งการติดต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต่างหากคือการจุงใจชาวต่างชาติ
และกลับมาปะเด็นค่าแรงขั้นต่ำต่อ ในเมื่อค่าแรงไม่พอกิน แรงงานไทยจะัพัฒนาตนเองได้อย่างไร
แน่นอนเมื่อมีการปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดด ก็ควรมีการตั้งศูนย์ พัฒนาฝีมือแรงงาน
เพื่อรองรับให้แรงงานที่ได้ปรับค่าแรงนั้น มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่ได้รับค่าแรงนั้นด้วย
รวมทั้งการพัฒนาจังหวัดต่างๆ ภาคอีสานและเหนือ อย่าให้มีจังหวัดไหน หางานยาก พยายามสร้างงานในแต่ล่ะจังหวัด
แล้วเมื่อแรงงานไม่ไหลทะลักเข้าจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ค่าแรงมันเพิ่มขึ้นเองในอนาคต
ตามความจำเป็นแต่ล่ะเขต ไม่ใช่ปล่อยปละให้ แรงงานต้องโดนโยกย้ายออกจากบ้านเกิด เพื่อหางาน
จนทำให้โดนกดค่าแรงอย่างทุกวันนี้ นั่นต่างหากถึงเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน


ครั้งนี้เป็นทางแยกครั้งสำคัญ ของเพื่อไทย ของประชาชนไทย
ว่าเราจะถอยกลับไปใช้ค่าแรงขั้นต่ำดึงดูดใจนักลงทุนเหมือนประเทศด้อยพัฒนา หรือว่า
จะพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อพลิกโฉมหน้าประเทศอีกครั้งหลังจากที่ นายกทักษิณเคยทำมาครั้ง
เพื่อยกระดับประเทศเราจากด้อยพัฒนา ไปสู่ประเทศทีพัฒนาแล้ว

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ผม ว่าเรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค คือ ตอนเสนอตอนแรก คนจะคัดค้านว่าทำไม่ได้มากมาย จะทำลายระบบสาธารณสุขของไทย หายนะมากกว่าผลได้ คือ เรื่องมันใหญ่ฝืนความเคยชินของคนมากมาย คนไทยบางกลุ่มชินกับเรื่องเดิมๆ ก็ต้องค้านสุดลิ่มเอาไว้ก่อน

แต่เมื่อพรรคไทยรักไทย ผลัดดันเรื่องนี้อย่างแข็งขันสุดท้ายก็ทำได้
เรื่อง ค่าแรง 300 บาท/วันก็เหมือนกัน

ผม เชื่อว่าตอนที่ทักษิณยกเรื่องนี้ขึ้นมาครั้งแรก (ครั้งแรกคุณทักษิณพูด ไม่ใช่คุณปูพูดนะครับ) เขาก็คงพูดคุยหารือ ความเป็นไปได้ต่างๆ แล้ว และเขาคิดว่าน่าจะทำได้ เขาก็เสนอนโยบายนี้ขึ้นมา

พวกที่เสียผลประโยชน์ก็ต้องต่อต้าน เหมือนพวกแพทย์/พยาบาลต่อต้าน 30 บาทรักษาทุกโรค

แต่คุณปูจะต้องตามเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและสำคัญ มันชี้ขาด ชี้เป็นชี้ตายอนาคตทางการเมืองของคุณปูและนายกฯทักษิณ

ดังนั้นมันจึงเป็น "วาระแห่งชาติของพรรคเพื่อไทย"

ก็อย่างที่ จขกท. บอกว่าเรื่องนี้เป็นการปฎิวัติระบบจากงานของไทย

หมดยุคขายค่าแรงกรรมกรถูกๆ แล้ว

เริ่มยุคค่าแรงสูง คุณภาพชีวิตที่ดี

คุณ ทักษิณมีกลักบริหารสำคัญคือ บริหารแบบใส่ใจ คือตามเรื่องตลอด จ้ำจี้จำไชให้มันออกมาให้ได้ ไม่ใช่ออกนโยบายแล้วก็ปล่อยให้หน่วยงานทำไป นายกรัฐมนตรีลอยตัว ได้เวลาก็มาประชุมเป็นประธานแบบอภิทธิ์ ซึ่งมันตามความก้าวหน้า และผลักดันไม่ได้

ผมคาดว่าคุณปูบริหาร งานบริษัทของทักษิณมาตลอด คงมีหลักเดียวกันคือ "บริหารแบบใส่ใจ" นายกฯต้องติดตามเรื่อง เรียกมาดู มาถก เข้าไปร่วมประชุมกับคณะทำงานเขาเป็นระยะ ๆ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทันท่วงที

เรื่องนี้นักบริหารระดับองค์กรยักษ์อย่างคุณปูคงคุ้นเคยดี เพราะบริหารองค์กรขนาดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2544 เกือบสิบปีแล้ว
การติดตามงานนั้น น่าจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้บริหารระดับสูงดำเนินการ

เยอรมันไฟเขียวแม้วเข้าบ้านได้3วันให้หลังยึดโบอิ้ง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 กรกฎาคม 2554

หนังสือพิมพ์ The Frankfurter Allgemeiner Zeitung (FAZ) รายงานว่า อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ลี้ภัยการเมือง ทักษิณ ชินวัตร ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศเยอรมนีได้อีกครั้งแล้ว ทั้งนี้จากรายงานข่าวตอนหนึ่งเปิดเผยดังนี้

"ทักษิณ ชินวัตร สามารถเดินทางเข้าประเทศเยอรมนีได้อีกครั้งแล้ว นับตั้งแต่เยอรมนีได้สั่งห้ามไม่ให้เขาเข้าประเทศมานับตั้งแต่ปี 2549 โดยให้มีผลเพิกถอนคำสั่งห้ามเดิมและมีผลทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ทั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของรัฐมนตรีต่างประเทศ Guido Westerwellse คำสั่งใหม่นี้ได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น"

รายงานข้างต้นมาจากเวบไซต์ASIAN CORRESPONDENT เขียนโดย Saksith Saiyasombutโดยบางตอนได้ให้ข้อสังเกตว่า เยอรมันอนุญาตให้ทักษิณเข้าประเทศได้อีกครั้งในช่วงความสัมพันธ์ทวิภาคีของ ไทยกับเยอรมันเลวร้ายลง เมื่อเยอรมันได้อายัดเครื่องบินพระที่นั่งมกุฎราชกุมารของไทยเอาไว้เป็น ประกันการชำระหนี้ให้แก่บริษัทเยอรมันรายหนึ่ง เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ทางด้านกลุ่มผู้สนับสนุนของทักษิณได้เขียนตามเวบบอร์ดต่างๆว่า น่าประหลาดใจที่เยอรมันอนุญาตให้ทักษิณเข้าประเทศได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม เพียง 3 วันให้หลังเหตุการณ์อายัดเครื่องบินเมื่อ 12กรกฎาคม อย่างไรก็ดีได้ตั้งข้อสังเกตว่า ทักษิณไม่ควรหาเรื่องยุ่งยากให้ตนเองด้วยการเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องดังกล่าว ควรทอดธุระให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศผู้ตามไล่ล่าตัวเขามาตลอดการดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการกับ ปัญหายุ่งยากดังกล่าวจะเหมาะสมที่สุด

ระบอบปกครองของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีกษิตเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้แสดงตัวอย่างกระตือรือร้นในการไล่ล่าทักษิณ โดยเหตุการณ์ที่ทักษิณถูกสั่งห้ามเข้าเยอรมนีในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิ์มัอ ำนาจนั้น นายชวนนท อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และโฆษกฝ่ายการเมืองของกระทรวงการต่างประเทศ เเคยเปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ว่า ทางเยอรมนีได้ใส่ชื่อ ทักษิณ ไว้ในบัญชี national exemption คือ เป็นบุคคลที่ห้ามเดินทางเข้าประเทศ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โฟนอินจากประเทศอื่นเข้ามาในประเทศไทยบ่อยครั้ง อีกทั้งยังได้ประกาศว่า หากทักษิณ กลับมาเยอรมนีอีกก็จะถูกควบคุมตัว

อนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางเข้าไปในเยอรมนีโดยใช้พาสปอร์ตของนิการากัว และประทับตราวีซ่า ของฝรั่งเศสซึ่งสามารถเดินทางต่อไปยังเยอรมนีได้ อย่างไรก็ตามเมื่อทางการเยอรมนีทราบเรื่องจึงได้ถอนวีซ่าสำหรับการพำนักใน เยอรมนีตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2552 และเพิ่งเพิกถอนคำสั่งนี้ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2554

คดีอิหม่ามยี่ผา:กรณีตัวอย่างเอาผิดทหารฆ่า92ศพ

ที่มา Thai E-News

เหตุการณ์ เลวร้ายในจังหวัดชายแดนใต้เรื่องนี้ จะเป็นอุทาหรณ์อย่างดียิ่งสำหรับ 92 ชีวิตที่ถูกสังหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร อันเกิดจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้นโยบายของรัฐบาล

โดย ปาแด งา มูกอ
25 กรกฏาคม 2554

กลาโหมจ่าย 5.2 ล้าน ให้ครอบครัว 'อิหม่ามยะผา' ถูกซ้อมจนตาย

จาก กรุงเทพฯธุรกิจ 22 ก.ค.54

"คดี ซ้อมทรมาน" เกิดขึ้นไม่น้อยระหว่างปฏิบัติการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยฝ่ายหน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ แต่มีไม่กี่คดี พอจะมีความคืบหน้าให้ว่ากระบวนการยุติธรรมยังพอเป็นที่พึ่งหวังให้กับชาว บ้านตาดำ ๆ ได้บ้าง และหนึ่งในนั้นคือคดี "อิหม่ามยะผา"

คดี"อิหม่ามยะผา" หรือ นายยะผา กาเซ็ง เป็นสัญลักษณ์ "ความไม่เป็นธรรม" คดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในห้วง 7 ปีไฟใต้โหมกระพือรุนแรง

นาย ยะผาเป็นอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เขาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อประมาณวันที่ 19-20 มี.ค.2551 และเสียชีวิตวันที่ 21 มี.ค.เพราะถูกทหารทำร้ายร่างกาย

นางนิม๊ะ กาเซ็ง ภรรยาของอิหม่ามยะผา เป็นผู้เสียหายนั้น มีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่คดีมีความคืบหน้าชัดเจนที่สุด จนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว คือคดีทางแพ่ง

เมื่อวันพุธที่ 20 ก.ค.54 ทีผ่านมา ศาลแพ่งได้นัดพร้อมไกล่เกลี่ยในคดีหมายเลขดำที่ 1084/2552 ซึ่ง นางนิม๊ะ และลูกๆ ของอิหม่ามยะผา รวม 4 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่าย แล้ว คดีสามารถตกลงกันได้ โดยจำเลยทั้งสาม (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) แถลงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นายยะผา เสียชีวิตนั้น เป็นการปฏิบัติการร่วมกันของจำเลยทั้งสามภายใต้กฎหมายตามสถานการณ์ที่เป็น อยู่ขณะเกิดเหตุ

เมื่อตรวจสอบเหตุการณ์ตลอดจนข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว พบว่านายยะผาผู้ตายและครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ จำเลยทั้งสามรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับจะเยียวยาความเสียหายให้กับฝ่ายโจทก์ตามที่ศาลได้ไกล่เกลี่ย และเป็นที่ยอมรับของฝ่ายโจทก์ เป็นค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียงของนายยะผาผู้ตาย เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท ค่าปลงศพเป็นจำนวนเงิน 87,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 (ภรรยาและบุตร) เป็นจำนวนเงิน 4,624,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,211,000 บาท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงร่วมกัน ว่า คดีสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ยื่นต่อศาล ขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ศาลตรวจสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาตามยอมให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไป
3 ปีแห่งความเจ็บช้ำ
คดี อิหม่ามยะผายืดเยื้อมากว่า 3 ปี แม้จะเป็นคดีที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในชั้นไต่สวนการตายทางอาญา เพราะเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2551 (ราว 9 เดือนหลังเสียชีวิต) ศาลจังหวัดนราธิวาสได้มีคำสั่งในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายยะผา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 สรุปว่านายยะผาเสียชีวิตที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ตั้งอยู่ที่วัดสวนธรรม หมู่ 2 ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2551

เนื่องจากผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้าย ร่างกาย ทำให้กระดูกซี่โครงหัก ลมรั่วในช่องอกด้านขวา ระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ ราชการตามหน้าที่

ต่อมา นางนิม๊ะและลูกๆ ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดต่อ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2554 ได้นัดไกล่เกลี่ยกันมาครั้งหนึ่งแล้วที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจำศาลแพ่ง แต่ฝ่ายโจทก์และจำเลยไม่สามารถยอมความกันได้ เพราะติดขัดในเรื่องคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้หน่วยงานของจำเลย (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ประกาศทางหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือถึงหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงให้ขอโทษครอบ ครัวของอิหม่ามยะผา ประกอบกับค่าเสียหายที่ฝ่ายจำเลยเสนอมาค่อนข้างต่ำ

กระทั่งล่าสุดในการนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ก.ค. จึงสามารถตกลงกันได้

คดีอาญายังมืด-ลุ้นฎีกาขึ้นศาลพลเรือน

สำหรับ คดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้ทำสำนวนสรุปความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ทหารที่ร่วม กระทำความผิดไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่เดือน มิ.ย.2551 แต่จนถึงปัจจุบันการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ต่อมา นางนิม๊ะ ภรรยาของอิหม่ามยะผา จึงตัดสินใจนำคดียื่นฟ้องเองต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1611/2552 โดยนับเป็นคดีแรกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนได้ลุกขึ้นใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมฟ้องเอา ผิดเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคดีอาญาเอง

แต่เมื่อประชาชนใช้สิทธิฟ้องคดี เอง ตามกฎหมายกำหนดให้ศาลไต่สวนมูลฟ้อง ก่อนประทับรับฟ้องเพื่อพิจารณาว่าคดีมีมูลหรือไม่ โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2553 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1611/2552 ซึ่งนางนิม๊ะเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.วิชา ภู่ทอง จำเลยที่ 1 ร.ต.สิริเขตต์ วาณิชบำรุง จำเลยที่ 2 จ.ส.อ.เริงณรงค์ บัวงาม จำเลยที่ 3 ส.อ.ณรงค์ฤทธิ์ หาญเวช จำเลยที่ 4 ส.อ.บัณฑิต ถิ่นสุข จำเลยที่ 5 และ พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา (อดีตผู้กำกับการ สภ.รือเสาะ) จำเลยที่ 6 ในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อ สิ่งใด, กักขังหน่วงเหนี่ยว, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยทรมานหรือ โดยกระทำทารุณโหดร้าย

ทว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกข้อกล่าวหา และให้ไปฟ้องจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลทหารที่มีเขตอำนาจ

ต่อมานางนิม๊ะ ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน คือให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 และให้ไปฟ้องจำเลยที่ 1-5 ต่อศาลทหาร ทำให้เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 นางนิม๊ะโดยความช่วยเหลือของ นายปรีดา นาคผิว ทนายความโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ได้ยื่นคำขอรับรองฎีกาพร้อมกับฎีกาต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนราธิวาส หรือผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ซึ่งพิจารณาคดีหรือลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เซ็นชื่อรับรองฎีกาเพื่อส่งฎีกาให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อไป (ว่าจะรับฟ้องหรือไม่)

ทั้งนี้ รายละเอียดในคำขอรับรองฎีกาของโจทก์นั้น ได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ได้ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่ประทับรับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1-5 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร และวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของทั้งสองศาลดังกล่าว ด้วยเห็นว่าอิหม่ามยะผาได้เสียชีวิตภายใต้การปฏิบัติการของทั้งเจ้าหน้าที่ ทหารและตำรวจซึ่งสนธิกำลังร่วมกันจับกุม ควบคุมตัว นำไปแถลงข่าว

และ เจ้าหน้าที่ทหารได้ทำร้ายร่างกายจนอิหม่ามยะผาเสียชีวิต จึงเป็นคดีอาญาในเรื่องเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจร่วมกันกระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ

เมื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นพลเรือนร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร คดีย่อมอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ ศาลทหาร อีกทั้งหากคดีต้องฟ้องต่อศาลทหาร ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ในคดีนี้ย่อมไม่สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลทหาร ได้ และไม่สามารถแต่งตั้งทนายความของตนเพื่อดำเนินคดีในศาลทหารได้ เนื่องจากพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 บัญญัติห้ามไว้ จึงเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาในศาลทหารจะทำให้ผู้เสียหายเข้าไม่ถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ถึงนาทีนี้ จึงต้องลุ้นว่าคดี "อิหม่ามยะผา" ในภาคอาญาจะเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าจะขึ้นศาลทหารหรือศาลพลเรือน คดีก็เพิ่งนับหนึ่งเท่านั้นเอง...
ทหารชี้เป็นบทเรียนกำลังพลต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

พัน เอกปริญญา ฉายดิลก นายทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวว่า คดีอิหม่ามยะผาเป็นคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังสามารถ ให้ความเป็นธรรมได้ และกองทัพไม่เคยเข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือ ใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด

ซึ่งเป็นนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 ทุกคน ในส่วนของคดีอาญาขณะนี้ทราบว่าทางตำรวจได้ดำเนินการตามกระบวนการ เรื่องอยู่ในชั้น ป.ป.ช. และมีคดีที่ครอบครัวของอิหม่ามยื่นฟ้องเอง โดยในส่วนของกำลังพลที่เกี่ยวข้อง ทางผู้บังคับบัญชาก็ได้มีคำสั่งลงโทษไปตามระเบียบ และย้ายหน่วยดังกล่าวออกจากพื้นที่ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ถือเป็นบทเรียนที่กำลังพลทุกนายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
"ก่อนหน้า นี้ ท่านแม่ทัพ (พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์) ได้ส่งคณะไปเยี่ยมครอบครัวของอิหม่ามยะผา และได้ทำความเข้าใจว่ากองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินการกระทำที่ผิดพลาดทั้งหมด" พ.อ.ปริญญา ระบุ และว่าในแง่ของการปฏิบัติของกำลังพลโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำและกำชับเพื่อไม่ให้เรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

จาก คดีเขย่าขวัญของอิหม่ามยะผา ครั้งนี้ทำเอาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ หนาวๆร้อนๆไปตามๆกัน เพราะเป็นฝ่ายปฎิบัติ แต่ฝ่ายปกครองและนักการเมืองยังคงสนุกสนานอยู่กับงบประมาณ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ เรียกว่า “งานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ทหารตำรวจมึงเอาไป ส่วนงานเชลียร์สุดใจ เอาหน้าเอาตากูเอาเอง” หนาวๆร้อนๆหน่วยงานแรกก็คือ ทหาร ครับ

แม่ทัพภาค 4 สั่งรื้อทุกคดีคาใจชายแดนใต้ หวัง "คืนความเป็นธรรม" ดับไฟความไม่สงบ

ข้อความต่อไปนี้ มาจากเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

“นโยบาย นี้มาจากการวิเคราะห์ปัญหาของเรา ภายหลังสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานกว่า 7 ปี สรุปได้ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของพี่น้องในพื้นที่คือ ปัญหาความไม่เป็นธรรมจากคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากจุดนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนในพื้นที่หลั่งไหลไปเป็นแนวร่วมของกลุ่มขบวนการก่อ ความไม่สงบ”

“ที่ผ่านมาแม่ทัพได้เข้าพบและหารือกับอธิบดีอัยการภาค 9 ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน และล่าสุดยังได้เชิญมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม รวมทั้งประธานศูนย์ทนายความมุสลิมทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาพูดคุยเพื่อ แสวงหาความร่วมมือด้วย จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อสะสางคดีทั้งหมด และคืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชน”

เป้าหมายคืนความเป็นธรรม ตามนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4 นี้ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องคดีความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพี่น้องประชาชนอีก 3 กลุ่มที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับคดีความมั่นคงอีกด้วย ได้แก่

1.จำเลยหรือผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ไม่ได้รับการประกันตัว กลุ่ม นี้ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจะร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม และมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเพื่อช่วยเหลือเรื่องการประกันตัว หรือปล่อยชั่วคราว

2.กลุ่มญาติผู้สูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบที่รู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม กลุ่มนี้ทางกองทัพจะเข้าไปพูดคุยและช่วยเหลือเรื่องเยียวยา รวมทั้งด้านอื่นๆ หากมีความต้องการ เช่น ฝึกอาชีพ โดยกลุ่มเป้าหมายจะรวมถึงญาติของจำเลยหรือผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ไม่ได้ รับการประกันตัว หรืออยู่ระหว่างหลบหนีด้วย

3.กลุ่มอาร์เคเค หรือเยาวชนและชายฉกรรจ์ที่เข้ารับการฝึกเป็นหน่วยรบขนาดเล็กแบบจรยุทธ์ ซึ่งปฏิบัติการก่อความรุนแรงรูปแบบต่างๆ อยู่ในปัจจุบัน และบางส่วนหลบหนีกบดานอยู่ตามป่าเขา กลุ่มนี้จะใช้นโยบาย “พาคนกลับบ้าน” ของแม่ทัพ ด้วยการทำความเข้าใจกับครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย ให้ชักชวนคนเหล่านี้เข้ามามอบตัว หากเคยกระทำความผิดก็ให้ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากเป็นแค่ผู้หลงผิดหรือถูกชักจูง ก็ให้ส่งเข้ารับการฝึกอบรมหรือพูดคุยทำความเข้าใจ

“กลุ่มอาร์เคเคไม่ ใช่โจรผู้ร้าย เราคิดว่าพวกเขาเป็นผู้หลงผิด จึงน่าจะสามารถปรับเปลี่ยนความคิดความเข้าใจกันได้ จากการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงที่ผ่านมา ทั้งข้อมูลด้านการข่าวและข้อมูลที่ได้จากการจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ เป็นจำนวนมาก หลายคนยอมรับสารภาพและเล่าให้ฟังถึงการทำงานของขบวนการ เราพบว่าเรื่องการต่อสู้เพื่อเอกราชและตั้งรัฐใหม่ไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มที่อยู่ระดับบนของขบวนการใช้หลอกลวงกลุ่มเยาวชน ให้เข้ามาทำงานให้เขาเท่านั้น”

“ ข้อมูลที่เราได้มาจนถึงปัจจุบัน ชัดเจนว่าบรรดาแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบระดับสั่งการล้วนพัวพันกับธุรกิจผิด กฎหมาย ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน แล้วใช้กลุ่มเยาวชนเหล่านี้สร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของพวกตัวเอง ซึ่งอาร์เคเคจำนวนหนึ่งก็รู้ แต่ติดเงื่อนไขทางศาสนาที่บรรดาแกนนำผูกไว้อีกชั้นหนึ่ง ทำให้คนเหล่านี้เชื่อว่าเป็นการต่อสู้เพื่อเอกราช สู้แล้วได้บุญ จึงอยู่ร่วมกับขบวนการต่อไป ประกอบกับบางครั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำผิดพลาด หรือเกิดเรื่องราวที่ทำให้รู้ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ยิ่งกลายเป็นแรงบวกให้เยาวชนไหลไปร่วมกับขบวนการมากขึ้น”

นี่คือข้อคิดเห็นหรือแนวทางของแม่ทัพภาค 4

ที่ นี้ก็มาลองดูข้อคิดเห็นของลูกพรรคแมลงสาบทางใต้ตอนล่าง เกี่ยวกับปัญหาไฟใต้ ที่แม้ตัวเองขณะมีอำนาจหน้าที่ก็ยังแก้ไม่ได้ กันบ้างครับ

นายถาวร เสนเนียม ส.ส.เขต จ.สงขลา



22 ก.ค.54


"ผม ยอมรับว่าผมกังวลมากในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1.ความไม่ชัดเจนในแนวทางแก้ไขปัญหาภาคใต้ และปัญหาเก่าที่พรรคไทยรักไทยเคยทำไว้ คือ กรณีมัสยิดกรือเซะ กรณีตากใบ กรณีที่ทนายสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหาย เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า พรรคเพื่อไทย จะไปคิดบัญชีกับพี่น้องประชาชนอีกหรือไม่ หรือไปสร้างความเข้าใจ หรือจะไปเยียวยาให้ความเป็นธรรม เพราะเพียงแต่บอกว่าขอโทษที่เคยใช้กำปั้นเหล็ก แค่นั้นคงไม่พอ"

"ข้อ กังวลที่ 2 คือความไม่ชัดเจนในเชิงนโยบาย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปพูดที่ จ.ยะลา ว่าจะจัดตั้งนครปัตตานี ส่วนผู้อาวุโสในพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย ตรงนี้จะนำไปสู่ความสับสน ที่สำคัญที่สุดเขาบอกว่านครปัตตานีเป็นเพียงองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ วิธีการนำเสนอแบบนี้เพื่อให้ดูหวือหวา แสดงว่าผู้นำเสนอนโยบายไม่เข้าใจปัญหา"

"เพราะองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นเป็นองค์กรที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยว ข้องกับความไม่สะดวกในชีวิตประจำวัน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค ไม่ใช่เรื่องของการมีส่วนร่วมในการปกครอง ดังนั้นหากจะยุบองค์กรหลายร้อยองค์กร (องค์กรปกครองท้องถิ่นเดิมที่มีอยู่ เช่น อบต. อบจ. และเทศบาล) ให้เหลือองค์กรเดียว จะเป็นการหลงประเด็น"

“ผม ขอเรียนไปยังว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ว่า เราได้คิดจัดตั้ง ศอ.บต.ขึ้นภายใต้ความต้องการของพี่น้องประชาชน จนกระทั่งตกผลึก มั่นใจว่าเป็นองค์กรที่ดีและเดินถูกทางแล้ว จึงอยากฝากให้สานต่อแนวทางที่เราทำไว้ กระทรวงมหาดไทยต้องคัดเลือกคนที่รู้และเข้าใจปัญหาจริงเข้าไปทำงาน อย่างน้อยก็เป็นคนในพื้นที่หรือเติบโตที่นั่น สิ่งสำคัญที่สุดคือรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีของพี่น้องไทยมุสลิม ไม่เช่นนั้นความผิดพลาดในยุคปี 2544 ถึง 2549 (รัฐบาลพรรคไทยรักไทย) จะกลับมาอีก"

แจ่มแจ๋วไหมครับ ระเบิดเวลาเริ่มวางเป็นจุดๆแล้วครับ เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ เหตุการณ์ที่ตากใบ เหตุการณ์ที่มัสยิดอัลฟุรกอน และอีกหลายๆเหตุการณ์ กำลังจะดาหน้าเข้าหารัฐบาลใหม่แล้วครับ เหตุการณ์ทางเมืองหลวงของประเทศที่สาหัสสากรรจ์อยู่แล้ว พอมาพ่วงกับเหตุการณ์ชายแดนใต้เข้าไปอีก ก็ไม่รู้ว่าท่านนายกหญิงยิ่งลักษณ์ฯจะทานไหวหรือเปล่า

น่าเห็นใจ ครับมาเป็นนายกฯที่ต้องแบกภาระบ้านเมืองที่รัฐบาลเก่าทิ้งทั้งขี้ ทั้งหนี้ ทั้งปัญหาร้อยแปดให้แก้ไข แต่ไม่เป็นไรครับ ประชาชนที่มีใจเป็นธรรม มีคุณธรรม 15 ล้านคนจะคอยดูแลและพิทักษ์รักษา ให้ฝ่าอุปสรรคปัญหาไปได้

ขอให้ทำจริง เพื่อประเทศชาติและประชาชน ก็แล้วกัน..........

แถลงเตรียมจัดงานวันเกิดทักษิณ '62 ปี คืนคนดีกลับบ้าน'

ที่มา Voice TV









กลุ่มบูชาคุณแผ่นดิน แถลงเตรียมจัดงาน "ทำบุญบูชาคุณแผ่นดิน และวันคล้ายวันเกิด 62 ปี คืนคนดีกลับบ้าน" ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกันทั้ง 4 ภาค ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ พร้อมทั้งยืนยันเป็นการจัดภาคประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช.

กลุ่มบูชาคุณแผ่นดิน และชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสิงห์ทอง บัวชุม ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวที่วัดแก้วฟ้า อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เตรียมจัดงาน "ทำบุญบูชาคุณแผ่นดิน และวันคล้ายวันเกิด 62 ปี คืนคนดีกลับบ้าน" ให้กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกันทั้ง 4 ภาค ในเวลา 9 นาฬิกา วันที่ 26 กรกฎาคมนี้ โดยถือโอกาสวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการทำบุญครั้งใหญ่อุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียสละคุณแผ่นดิน และทำบุญเสริมดวงชะตาให้อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประเทศเกิดความสงบสุข ทั้งนี้นายสิงห์ทองยืนยันว่า การออกมาเป็นแกนนำจัดงานวันเกิดอดีตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นการจัดในนามภาคประชาชนไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช. หรือองค์กรใด

รูปแบบการจัดงานปีนี้ จะจัดแบบเรียบง่ายเน้นการตักบาตรทำบุญ และสวดนพเคราะห์บทชนะมาร ซึ่งการสถานที่จัดงานมีครบทั้ง 4 ภาค ทั้งวัดโรงสามัคคีธรรม อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ /วัดบ้านหล่ายทุ่ง อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง วัดพระนารายณ์ จังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งวัดอีกหลายจังหวัด ทั้ง จังหวัดร้อยเอ็ด ภูเก็ต ชัยนาท และชลบุรี โดยมีวัดแก้วฟ้า จังหวัดนนทบุรี เป็นสถานที่หลักในการจัดงาน ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 7 พันคน


3 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง ทำไมอภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือดยังเป็นนายก?

ที่มา Thai E-News



โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
24 กรกฎาคม 2554

สาม สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง แต่ไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากเสียงประชาชน และอภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือดยังเป็นนายกฯ ปรากฏการณ์นี้ตรงข้ามกับหลักการประชาธิปไตยพื้นฐาน

กกต. ซึ่งถูกแต่งตั้งโดยอำมาตย์และประกอบไปด้วยคนที่ไม่เห็นด้วยกับระชาธิปไตย “เสือก” ในเรื่องของผลการเลือกตั้ง

และพวก “ข้าราชการ”รับใช้อำมาตย์เหล่านี้ คิดว่าตัวเองมีความสำคัญมากกว่าประชาชนไทยหลายล้านคนที่ลงคะแนนเสียง

มัน ขัดกับหลักการว่าอำนาจอธิปไตยต้องอยู่กับบวงชนพลเมืองไทยโดยสิ้นเชิง และมันเป็นการสืบทอดความคิดดูหมิ่นพลเมืองว่า “ไม่มีวุฒิภาวะ” ที่จะเลือกรัฐบาลหรือ สส. เอง โดยไม่มี “ผู้รู้ชนชั้นกลาง” มาคอยกรอง

นี่คืออคติที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาแต่แรก และวิกฤตการเมืองเรื้อรังของไทย

ใน ระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย ควรเปิดสภาทันที และตั้งรัฐบาล กกต. ไม่ควรมีสิทธิ์อะไรที่จะรับรอง สส. เลย แต่ถ้าพบภายหลังว่า สส. คนไหนโกงการเลือกตั้งจริงๆ ก็ควรจะปลดออกหลังการตั้งรัฐบาลและการเปิดสภา แล้วนำบุคคลเหล่านั้นมาขึ้นศาล

แต่กฏหมายและรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้ใช้แนวคิดประชาธิปไตย เน้นความสำคัญของชนชั้นนำมากกว่า นี่คือเรื่องที่ต้องรีบเปลี่ยน

จริงๆ แล้วคุณสมบัติของ สส. ไม่ควรมีอะไรมาก และการ “โกง” การเลือกตั้งต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่สำคัญ เช่นการกดดันให้มีการทุจริตในการนับคะแนน ไม่ใช่เอาเรื่องไร้สาระ เช่นเรื่องการร่วมในขบวนแห่ มาเป็นสาเหตุให้แขวน สส.

เรื่อง สำคัญยิ่งที่ควรเป็นเงื่อนไขในการห้ามบุคคลไม่ให้ลงสมัคร รับเลือกตั้งหรือเป็น สส. ที่กกต.ตาบอดมองข้าม คือการที่นายพลสนธิทำรัฐประหาร และการที่ อภิสิทธิ์ และ สุเทพ สั่งให้ทหารฆ่าประชาชนคนเสื้อแดงมือเปล่าที่ต้องการประชาธิปไตย อภิสิทธิ์ และสุเทพ สั่งฆ่าประชาชนเพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว เพราะเขารู้ว่าจะแพ้ แบบที่เขาแพ้ปีนี้ นี่ต้องถือว่าเป็น “อาชญากร” ต่อประชาธิปไตย แต่กกต.ยืนยันว่าคนแบบนี้เป็น สส. ได้

สรุป แล้วการขยันทำงานเชิงข้าราชการด้วยความเร็วเท่ากับเต่าล้านปี ของกกต. ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย หรือการเลือกตั้งที่เป็นธรรมแต่อย่างใด และไม่ได้ทำเพื่อให้พลเมืองไทยมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด

เราต้องยกเลิก กกต. แบบนี้ครับ

ต้องยกเลิกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่ เต็มไปด้วยทหาร ตำรวจ และเสื้อเหลืองด้วย เพราะรายงานเรื่องการฆ่าประชาชนเมื่อพฤษภาคมปีที่แล้วก็ยังไม่ออกมาสักที และถ้าออกมาเราก็สงสัยว่าจะปกปิดอะไรบ้างอีกด้วย ทำงานล้าช้าแบบเต่าล้านปีเช่นกัน

และไม่ใช่เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ แต่อย่างใด เรื่องกฏหมาย 112 ก็ไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้คนโดนคดีและติดคุก ไม่มีกรรมการสิทธิ์แบบนี้จะดีกว่า

ทัศนะดูถูกคนส่วน ใหญ่โดยผู้มีอำนาจ พวกอำมาตย์ชั้นสูง นายทุนอนุรักษ์นิยม และแม้แต่คนชั้นกลาง เห็นได้อีก จากการออกมาเห่าหอนโวยวายถึงนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันของพรรคเพื่อไทย

ในประการแรก เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งทำงานให้ประเทศร่ำรวยแต่แรก ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับข้อเสนอนี้ ไม่ควรมีผีบ้าคนรวยที่ไหนที่จะมีสิทธิ์ขัดขวาง ถ้าเห็นแก่ตัววิจารณ์ได้ แต่อย่าใช้อำนาจพิเศษขัดขวาง

ในประการที่สอง ประเทศไทยเป็นประเทศร่ำรวย แต่ความร่ำรวยกระจุกในมือคนชั้นสูงหมด

ใน ปี ๒๕๕๒ ดัชชนี Gini ที่วัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยสูงถึง 0.54 (ถ้าเท่ากับ 0 ถือว่าสังคมเท่าเทียมสมบูรณ์) ตัวเลขนี้เปรียบเทียบกับ จีน 0.42 และอินเดีย 0.37 และในปีเดียวกัน คนรวยที่สุด 20% ของไทย ครองทรัพย์สมบัติ 59% ของประเทศ ในขณะที่คนจนสุด 20% ครองแค่ 3.9% ทั้งๆ ที่คนจนเป็นผู้ทำงานจริง

มันมีหลายๆ เรื่องที่ต้องปฏิรูปแก้ไขในสังคมไทยหลังการเลือกตั้ง เช่น การปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน การยกเลิกกฏหมาย 112 การยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อ การปลดนายพลอย่างประยุทธ์ออก และปฏิรูปกองทัพและระบบยุติธรรมสองมาตรฐานอย่างถอนรากถอนโคน การนำอาชญากรที่ฆ่าประชาชนเมื่อปีที่แล้วขึ้นศาล ฯลฯ

ไม่รวมถึงการสร้างความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผ่านรัฐสวัสดิการ แต่ตามลำพังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะไม่ทำ

ซึ่งหมายความว่าการที่คุณยิ่งลักษณ์ออกมาพูดให้คนเสื้อแดง “นิ่ง” เป็นสิ่งที่เลวร้ายสุด

ใน ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์กำลังกดดันรัฐบาลใหม่ก่อนที่จะตั้งขึ้นได้ คนเสื้อแดงก็ต้องออกมากดดันคานอำมาตย์ และต้องเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม

อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดจากรัฐสภาตามลำพั

ปากพล่อย พลอยล่มจม LOOSE LIPS SINK SHIPS

ที่มา มติชน

โดย ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช

คอลัมน์ For a Song ท่องโลกผ่านเพลง มติชน 24 ก.ค.2554


ช่วง รอยต่อระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่ นักการเมืองบางคนเก็บปากเก็บคำอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ในขณะที่บางคนก็พูดจาเปิดเผยเรื่องราวในพรรคอย่างไม่เคยทำมาก่อนเหมือนกัน

ประเภทหลังทำให้คนพรรคเดียวกันไม่ค่อยพอใจ วิจารณ์ตรงๆ ว่ามีอะไรควรพูดกันในพรรค

ไม่น่าจะให้ "คนนอก" ได้รับรู้

"คนนอก" ที่ว่าคือประชาชน ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ไม่ควรจะให้รับรู้ไส้ในของพรรค เพราะอาจจะหมดศรัทธาหรือจะทำให้การสร้างภาพยากเย็นขึ้นเปล่าๆ ปลี้ๆ

ว่ากันตรงๆ คือ หากปากพล่อย จะพลอยทำให้พรรคล่มจม

ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสำนวนของเหล่านาวีสหรัฐในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง...

Loose lips sink ships

สำนวนง่ายๆ นี้แปลง่ายๆ เหมือนกันว่า "ปากพล่อย (ทำให้) เรือจม"

เคย เล่าให้ฟังตรงนี้ว่า ในยามสงครามนั้น บ้านเมืองไหนก็ต้องขอร้องประชาชนให้สงวนปากสงวนคำกันทั้งนั้น เพราะอาจจะมีสปาย-สายลับ หรือที่คนไทยรุ่นคุณปู่คุณทวดเรียกว่า "แนวที่ห้า" บ้าง "จารบุรุษ" บ้าง พยายามทำจารกรรม หากความลับต่างๆ ไปให้ฝ่ายศัตรู

ก่อน ที่โลกจะเข้าสู่ยุคไซเบอร์ ความลับกระจายได้เชื่องช้าเต็มที สปีดเร็วระดับพี่หอยทาก แค่ปากต่อปาก ไม่ใช่สองสามคลิกก็รู้กันทั้งโลกเหมือนที่เป็นอยู่

หลาย คนอาจเคยผ่านตา รูปโปสเตอร์ที่พิมพ์โดยรัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีข้อความเตือนใจว่า "ระวัง...กำแพงมีหู ประตูมีช่อง จารบุรุษกำลังฟังอยู่ตลอดเวลา อย่าพูดความลับของทางราชการ"

ช่วง เดียวกัน สหรัฐเพิ่งโดนญี่ปุ่นส่งเครื่องบินไปถล่มอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ รัฐบาลอเมริกัน ซึ่งเคยพยายามถือว่าสงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่ธุระของตน ก็เจ็บแค้นจนตัดสินใจกระโจนเข้าร่วมสงคราม และเดินหน้าสร้างอาวุธเต็มกำลัง

พร้อมๆ กัน รัฐบาลก็เตือนประชาชนว่าต้องไม่พูด-ไม่บอกต่อ ไม่เล่าสิ่งที่ตัวเห็นหรือได้ยินให้ใครฟัง โดยเฉพาะพวกที่ทำงานโรงงานผลิตอาวุธ หรือทำงานในค่ายทหาร ต้องปิดปากให้สนิท ไม่ปากโป้งว่าทำอะไร ที่ไหน ผลิตอะไร จำนวนเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าใครรอบๆ ตัวเป็นสปายให้นาซีเยอรมันบ้าง

ขนาดบริษัทขายหมากฝรั่งยังโหนกระแสกับเขาด้วย เพราะโฆษณาว่า Don′t talk, chum. Chew gum. อย่าพูดเลย, เกลอ เคี้ยวหมากฝรั่งเหอะ

สำนวน Loose lips sink ships ที่มาจากเหตุการณ์อ่าวเพิร์ล เป็นแรงบันดาลใจให้ Duke Ellington อัครบุรุษแห่งโลกแจ๊ซใช้เป็นชื่อเพลง A Slip of the Lip (Can Sink a Ship)

การใช้เพลงเป็นเครื่องเตือนใจนี้ ดียิ่งกว่าติดโปสเตอร์เสียด้วยซ้ำ

เพลง A Slip of the Lip จึงกลายเป็นเพลงโดนใจนักฟังสมัยสงครามโลกครั้งที่สองไปในทันที

เสียง ชู้วววว...เบาๆ ในตอนขึ้นต้นของเพลง ฟังเหมือนใครคนหนึ่งกำลังบอกให้เงียบไว้ เบาไว้ เสียงชู้วววว...ของฝรั่งมีความหมายแบบเดียวกันกับที่คนไทยเราทำเสียง "จุ๊ๆๆๆ" เตือนเด็กหรือผู้ใหญ่ที่กำลังจะพูดอะไรที่ไม่สมควร

เนื้อเพลงตอนต้นบอกว่า

Don′t talk too much / Don′t know too much / Don′t be too hip / "Cause a slip of the lip can sink a ship.

อย่าพูดมากไป อย่า (ทำ) รู้มากไป อย่าซ่ามากไป ปากพล่อยจะพลอยให้เรือ (ชาติล่ม) จม

เนื้อเพลงยังบอกด้วยว่า "Walls have ears / Night has eyes / So let′s be wise? กำแพงมีหู ราตรีมีตา เราต้องสุขุมรอบคอบ...

เดา เอาว่าเราคงได้สำนวน "กำแพงมีหู" มาจากฝรั่ง แต่เติม "ประตูมีช่อง" ให้คล้องจองน่าฟังแบบไทยๆ บางครั้งก็ใช้ว่า "กำแพงมีหู ประตูมีตา" ส่วน "หน้าต่างมีหู ประตูมีตา" ก็มีคนใช้บ้างเหมือนกัน

ใน YouTube มี "ครูทูบ" http://www.krutubechannel.com/?page=video_view&vid_id=1684 ที่น่ารัก เล่าเรื่องราวของสำนวนนี้ให้ฟัง ใครสนใจก็เปิดเข้าไปดูได้

แต่ คนปากโป้งหรือเก็บความลับไม่เป็น ไม่ใช่ประชาชนเสมอไป ช่วงรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ 2549 มีนายทหารใหญ่ๆ ออกมาพูดจาในเรื่องที่ไม่ควรพูดไม่น้อย

ยังจำได้ว่า มีพลเอกรายหนึ่งพลั้งปากเรื่องยุทธศาสตร์การแก้วิกฤตภาคใต้ออกมาจนหมด แล้วออกมายอมรับภายหลังว่า เรื่องที่พูดไปไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะไม่ถูกต้อง แถมยังเจื้อยแจ้วต่อไปด้วยว่า ตัวเองเป็นคน "พูดตรงๆ" หลอกนักข่าวไม่เป็น เมื่อโดนซักก็หลุดปากพูดจนได้

แต่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องพูดตรงหรือพูดโกหก ไม่ใช่เรื่องว่าจะ "พูดอย่างไร" แต่เป็นเรื่องว่า "ต้องไม่พูด"

ทำนองเดียวกับที่พลเอก โอมาร์ แบรดลีย์ หนึ่งในผู้บัญชาการทหารอเมริกัน เคยให้ข้อคิดพวกทหารไว้ว่า

"It′s NOT HOW to say it - it′s HOW NOT to say it ! "

ตรองดูดีๆ ข้อคิดของคนพูดน้อยอย่างนายพล แบรดลีย์ ไม่ได้มีประโยชน์แก่ทหารเท่านั้น แต่มีประโยชน์สำหรับคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ ด้วย

แปลกแท้ๆ พูดน่ะง่าย ไม่พูดกลับยาก

ยิ่งเป็นนักการเมือง หากไม่พูด จะมีคนยกป้าย "ดีแต่ไม่พูด" ใส่ไหมนี่ ฮึ?



'น้องไปค์'ปันใจ แยกทาง'แม่ปู'-เชียร์'เชลซี'

ที่มา ข่าวสด

ลับพอสมควร
สุมณฑา บุญคุ้ม /รายงาน



คอ ลูกหนังเมืองไทยดี๊ด๊า เมื่อ 'สิงโตน้ำเงินคราม' เชลซี เดินทางมาทัวร์ประเทศไทย มีเตะนัดพิเศษกับทีมออลสตาร์ไทยพรีเมียร์ลีก เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ซูเปอร์สตาร์มาครบ นำโดยกุนซือหนุ่มโบอาส กัปตันทีมเทอร์รี่ และแข้งแม่เหล็กทั้ง ดร็อกบาร์ ตอร์เรส แลมพาร์ด อเนลกา

สาวกไม่ยอมพลาดแห่กันไปรอรับพร้อมล่าลายเซ็นและถ่ายภาพกันชุลมุน แม้การ์ดจะคุมเข้มแต่บรรดาสาวกไม่ย่อท้อ

1 ในนั้นเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของว่าที่นายกฯหญิง น้องไปค์-ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร ที่ประกาศทิ้งคุณแม่คนสวย แยกทางกันเดิน

"ไปค์จะไปดูเชลซีกับคุณครู และเพื่อนๆ ครับ ส่วนคุณแม่ไป ดูโขน"

ด้านคุณแม่ว่าที่นายกฯ รีบแจง

"เสียดาย ตอนแรกไม่รู้จองตั๋วดูโขนไปแล้ว น้องไปค์ดูบอลเสร็จก็จะตามมาค�ะ.."

น้องไปค์ ขมวดคิ้วก่อนบอกปัด

"ไม่มีทาง"

เป็นแฟนเชลซีเหนียวแน่นอย่างนี้ ชอบใครเป็นพิเศษรึเปล่า ดร็อกบาร์ หรือเทอร์รี่ นักข่าวยิงคำถาม

น้องไปค์ส่ายหัว ก่อนตอบอย่างมั่นใจ

"ไม่ทราบครับเพราะไปค์ชอบทั้งทีม"

ขนาดแอบนอกใจแม่ปู ก็รู้แล้วรักจริง