ที่มา thaifreenews
โดย bozo
[size=]หลังงานทำบุญวันเกิด พ.ต.ท. ทักษิณ ครบรอบ 63 ปีเต็มผ่านพ้นไป
กระแสข่าวเกี่ยวกับการตั้งครม.ชุดใหม่ (ปู1) ของพรรคเพื่อไทย
ที่นำโดย น้องสาวอย่าง นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง มีแผนกำหนดว่า
จะต้องให้เสร็จเรียบร้อยในทุกตำแหน่ง ภายในวันที่ 8 ส.ค.ที่จะถึงนี้
ก่อนถึงวันที่ 12 ส.ค. จะเป็นจริงหรือไม่? อย่างไร ? สังคมยังรอเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
แต่กับโผ ครม. รัฐบาลยิ่งลักษณ์1 ที่รายชื่อว่าที่รัฐมนตรี เปลี่ยนแปลงไปได้ทุกวัน
แบบต้องนับกัน เป็นรายชั่วโมง รายนาที หาอะไรที่แน่นอนไม่ได้
เพราะยังปรากฏข่าวนักการเมือง จากทั้งในพรรคและนอกพรรค วิ่งกันฝุ่นตลบ
เพื่อล็อบบี้ตำแหน่งให้กับกลุ่มก๊วนตัวเองอย่างไม่ลดละ จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย
อย่าว่าแต่สื่อมวลชน ที่มีหน้าที่นำเสนอข่าว และประชาชนในสังคมที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้ จะสับสนเลย
แม้แต่คนจัดโผเอง ไม่ว่าจะเป็น นส.ยิ่งลักษณ์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มีสิทธิ์เต็มที่
และถูกต้องตามกฎหมาย หรือ จะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ที่ปรากฏข่าว
เป็นผู้จัดครม.ตัวจริง เสียงจริง คนในตระกูลชินวัตร หรือแม้แต่จะมีใครอีกก็ตาม
ที่มีอำนาจในการ เสนอแนะ หรือ จัดครม. ก็คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กันแน่
เพราะถึงขณะนี้ บางตำแหน่งก็ยังไม่ลงตัว
มีการแก่งแย่ง กดดัน กันแบบถึงลูกถึงคน ชนิดไม่ให้กระพริบตา
เพราะเชื่อว่าจากวันนี้ไป โผรายชื่อยังมีสิทธิ์ที่จะเกิดอุบัติเหตุชื่อตกหล่นได้แบบไร้ร่องรอย
จนกว่าถึงวินาทีสุดท้าย ก่อนมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนั้นทุกฝ่ายที่มีส่วนได้-เสีย
คงจะต้องระดมสรรพกำลัง รวมไปถึงใช้วิชากำลังภายในขั้นสูงสุด ดันคนที่กลุ่มตัวเองหนุนถึงฝั่งฝันให้ได้
ขนาดแกนนำนปช.ที่ห่างหายไปนาน อย่างนายสุพร อัตถาวงศ์ (แรมโบ้) ถึงกับต้องโผล่ออกมาการันตีว่า
ส.ส.อีสาน พท.จำนวน10คน ของ จังหวัดนครราชสีมา จะไม่มีการ กดดัน ต่อรองตำแหน่ง รมต.ในพรรค
ทั้งยัง"หยอดคำหวาน" ขอเพียงอย่างเดียว "อยากให้ครม.ปู1 มีหน้าตาออกมาสวย
เหมือนว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง เชื่อว่าหน้าตาครม.น่าจะสวยกว่า นส.ยิ่งลักษณ์ด้วยซ้ำไป"
แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร นายสุพร เท่านั้นที่รู้
ขณะที่ โผรายชื่อ ครม. ตำแหน่งสำคัญ หลายตำแหน่งเริ่มนิ่งแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น รมว.แรงงาน เชื่อว่าจะเป็น (จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ) เลขาธิการพรรคเพื่อไทย
จะได้นั่ง ผลักดันนโยบาย ค่าแรงขั้นต่ำ 300บาท
หรือ ตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่น่าจะได้ (ปลอดประสพ สุรัสวดี) รองหัวหน้าพรรค
ขณะที่ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร น่าจะเป็น (คณวัฒน์ วศินสังวร)
สายตรง คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา พ.ต.ท. ทักษิณ
และ กระทรวงการคลังที่สุดท้ายชื่อมานิ่งที่ (วิชิต สุรพงษ์ชัย) ประธานธนาคารไทยพาณิชย์
ส่วนกระทรวงสำคัญ ที่ยังไม่ลงตัว ได้แก่
กระทรวงมหาดไทย (ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หรือ พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก )
กระทรวงพาณิชย์ (สุชาติ ธาราธำรงค์เวช หรือ พิชัย นะริพพันธ์ุ)
กระทรวงคมนาคม(โควต้า พงษ์ศักดิ์ รักตพงค์ไพศาล)
กระทรวงสาธารณสุข (วิชาญ มีนชัยนันท์ หรือ อุดมเดช รัตนเสถียร )
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์( น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ),
กระทรวงวัฒนธรรม (วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล)
แต่ทั้งหมดยังมีการชิงดำจาก กลุ่มก๊วนสายต่างๆ อยู่ อาจเปลี่ยนแปลงได้
เฉพาะกระทรวงกลาโหม จนถึงตอนนี้ มีโผคนที่อาจได้เป็น รมว. เหลืออยู่ 2 ราย คือ
พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ
พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนร่วมรุ่น ตท. 10 พ.ต.ท. ทักษิณ
และยังเป็นผู้จัดหน่วยรักษาความปลอดภัย ให้ นส.ยิ่งลักษณ์ด้วย
แต่จะอย่างไรต้องไม่ลืมชื่อ"พี่ใหญ่บรูพาพยัคฆ์" พล.อ.ประวิตร วงค์สุวรรณ อีกคน
ขณะที่ กระทรวงต่างประเทศ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฎรายชื่
อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งหลุดออกมาแม้แต่รายเดียว
เท่าที่ทราบ น่าจะเป็นคนนอกเข้ามาเท่านั้น
แต่ก็ต้องไม่ลืมแปะชื่อ นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ คนกันเอง ของพท.ไว้ข้างฝาด้วย
ตำแหน่งรองนายกฝ่ายมั่นคง (พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หรือ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ),
รองนายกฯเศรษฐกิจ น่าจะเป็น(โอฬาร ไชยประวัติ หรือ นายวิชิต สุรพงษ์ชัย )เป็นตัวสอดแทรก
รองนายกอีกคนเป็นของพรรคร่วมฯ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
ส่วน รมว.ศึกษาธิการเชื่อว่าเป็น (โควต้า ส.ส.อีสาน )
กระทรวงยุติธรรม( ร.ต.อ. เฉลิมอยู่บำรุง หรือ พล.ต.ท. ชัชจ์ กุลดิลก)
ไม่นับรวมกระทรวงที่พรรคเพื่อไทย ให้เป็นโควต้าของพรรคร่วม อย่าง
กระทรวงพลังงาน ที่ตอนแรกมีข่าวว่า พท.จะขอเอาไว้เอง
โดยจะให้คนนอกระดับ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. มาดำรงตำแหน่ง
ล่าสุดมีข่าว พ.ต.ท. ทักษิณ โยนให้ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน กับ พรรคชาติไทยพัฒนา ไปตกลงกันเอาเอง ว่า
ใครจะได้ตำแหน่งนี้ ไปแต่สังคมส่วนใหญ่ก็ทราบดีว่า
ตอนแรก กระทรวงพลังงาน เป็นเป้าหมายของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
ขอเอาไว้ เชื่อว่า ท้ายสุด"สุวัจน์"คงจะต้องต่อรองอย่างเต็มที่เพื่อดึง พลังงาน มาอยู่ในมือให้ได้
ส่วนชาติไทยพัฒนา ที่ขอโควต้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมไปถึง ท่องเที่ยวและกีฬา
ต้องไปแย่งชิงกับพรรคพลังชล ของนายสนธยา คุณปลื้ม
ล่าสุดชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร คงสมหวัง ปล่อยให้พลังชล ไปจอง รมว.อุตสาหกรรม
สำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร มีข่าวว่าจะเลือกกันในวันที่ 4ส.ค. นี้
โผรายชื่อ ล่าสุดก็ยังคงเป็น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ (ขุนค้อน) มีภาษีดีที่สุด
รองประธานสภา น่าจะเป็น วิทยา บูรณศิริ สายตรง คุณหญิงพจมาน
รองประธานสภาอีกคน ส.ส.หญิง นางบุญรื่น ศรีธเรธ
แต่จะอย่างไร เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้มีมติ"มอบดาบอาญาสิทธิ์"
ให้"ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ"เป็นคนตัดสินใจ เคาะโผรายชื่อ ครม.ช่วงสุดท้าย
สังคมก็ควรต้องเชื่อ ว่าที่นายกฯหญิงของไทย จะเป็นผู้ใช้อำนาจแต่งตั้ง ครม.ของตัวเองได้จริง
ไม่ใช่สิทธิ์ขาดยังไปตกอยู่กับ พ.ต.ท. ทักษิณ (พี่ชาย) เหมือนอย่างที่เป็นมา
ไม่เช่นนั้น"ยิ่งลักษณ์"ก็คงไม่ต่างอะไรกับตรายางที่ใช้ประทับตรา
ขณะที่การแต่งตั้ง ครม. ก็คงเปรียบเสมือนเป็นเพียงแค่ฉากหน้าของพิธีกรรมเท่านั้น
เพราะคนมีอำนาจตัดสินที่แท้จริง ได้วางชื่อ ครม.ชุดใหม่ ไว้หมดแล้ว
เหลือเพียงรอเวลาเหมาะสมที่จะประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น ...[/size]
http://www.thairath.co.th/content/pol/189280
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, July 27, 2011
ระวังจะกลายเป็นเพียง 'นายกฯตรายาง'กับ'ครม.พิธีกรรม'
"อดีต สส.สภายุโรป" บินตรงร่วมตัดเค้กวันเกิด "ทักษิณ ชินวัตร"
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
(ท่านสามารถชมภาพทั้งหมดได้ที่ลิ้งข้างล่างนี้)
https://picasaweb.google.com/JJSathonBkk/MAvRr
go6tv และพี่น้องเสื้อแดงเขตดอนเมือง ได้ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์
ฉลองวันเกิด "พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี
โดยมีแขกผู้มีเกียรติร่วมงานจำนวนมาก
ในโอกาสนี้ คุณยอร์ช อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แห่งสภาสหภาพยุโรป
ได้ให้เกียรติร่วมงานและตัดเค้กฉลองวันเกิดด้วย
งานดังกล่าวจัด
ที่ร้านส้มตำ "สบายสบายสไตล์เสื้้อแดง" ถนนสรงประภา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
http://www.go6tv.com/2011/07/blog-post_27.html
ทูตทั้งโลก กกต. 5 คน จะเชื่อใคร? อย่ายื้อ!!จนคน30ล้านเบื่อหน่าย! "เก้าอี้กลาโหม”
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ปรองดอง... คำสั้นๆ แต่ยังคงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน
บาดแผลทางการเมือง ที่เกิดจากการทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ยังคงกลัดหนอง
บทเรียนครั้งสำคัญที่สุดของกองทัพ ผ่านมาจากการกระทำของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน
ในฐานะหัวหน้าคณะ คมช. เมื่อวันนั้น ได้สะท้อนชัดเจนว่า
ในยุคที่ภาคประชาชนมีการแสดงออกและมีการตรวจสอบทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
การใช้อำนาจกองทัพ การใช้กระบอกปืน และท๊อปบู้ท ไม่ได้สามารถที่จะตรึงทุกอย่างให้ยอมจำนน
และสงบเงียบเหมือนกับเมื่อ 40-50 ปีก่อนอีกต่อไปแล้ว
ความจริงพลังประชาชนได้เริ่มสะท้อนให้ฝ่ายกุมอำนาจกองทัพ
ฝ่ายที่กุมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง มาให้เห็นตั้งแต่ครั้งเมื่อ พฤษภาทมิฬ 2535 แล้ว
ดังนั้นการทำรัฐประหารในปี 2549 จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นมาอีก
และไม่สามารถที่จะรับได้ โดยเฉพาะบรรดาประชาชนในสังคมโซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค
ซึ่งเชื่อมโยงกับโซเชี่ยล เน็ทเวิร์คทั่วโลกด้วยแล้ว ไม่สามารถที่จะยอมรับได้เลยกับการทำรัฐประหารที่เกิดขึ้น
รวมทั้งบรรดาพินัยกรรมทางการเมืองที่สืบทอดมาจากการทำรัฐประหาร
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งองค์กรอย่าง คตส. ตั้งคณะบุคคลเข้ามาคุมองค์กรอิสระต่างๆ
ทุกวันนี้ปัญหาจึงยังคงมีสภาพเหมือนดั่งไฟสุมขอนทางการเมืองต่อเนื่องมายาวนานถึง 5 ปี
ปัญหาก็คือ บรรดาผู้ที่ต้องการมีอำนาจควบคุมกลไกการเมือง
และผลประโยชน์ทางการเมือง ได้ตระหนัก หรือเรียนรู้จากบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบ้างหรือไม่
เพราะจนวันนี้ นอกจากความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงแล้ว
การมองต่างเห็นต่างในลักษณะที่ไม่มีการยอมถอยกันคนละก้าวสองก้าว
ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ตลอดเวลา แม้แต่การเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ที่หวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าได้เสียที
หลังจากที่ติดปลักจากผลของการทำรัฐประหารมานานร่วม 5 ปี
แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอีกว่า
ระหว่างการตัดสินใจของประชาชนคนไทยที่แสดงออกผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง
ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทย กับ การตัดสินใจในการทำหน้าที่ของบุคคลจำนวน 5 คน
ที่เรียกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นั้น เป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน
หรือว่าจะกลายเป็นการแตกต่างทางความคิดจนกลายเป็นประเด็น
กลายเป็นการเผชิญหน้ากันขึ้นมาอีก ลึกๆ บางกอก ทูเดย์ เชื่อว่าทุกภาคส่วน ทุกคน
แม้แต่กระทั่ง 5 เสือ กกต. ก็น่าจะมีมุมมองที่ไม่ต่างกัน คือ
หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้
แต่อาจเป็นเพราะประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการเลือกตั้ง
ขณะที่ 5 เสือ กกต.ก็มีสิทธิและหน้าที่ในการตรวจสอบ รับรอง หรือสอย บรรดาว่าที่ ส.ส. ทั้งหลาย
ซึ่งจริงๆแล้ว จะไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย
หากไม่มีข้อสงสัยว่า “เล่นอะไรกัน” อยู่หรือไม่???
ซึ่งจะโทษใครก็คงไม่ได้ แต่ต้องโทษความพยายามของการยึดกุมอำนาจทางการเมืองของคนบางกลุ่มบางขั้ว
ที่ก่อให้เกิดกระแสความไม่เชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับสังคม
ทั้งๆที่ หากมองถึงการยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งเป็นเสมือนคู่แข่งโดยตรงของพรรคเพื่อไทย ก็ยังยอมรับผลการเลือกตั้ง ยอมรับความพ่ายแพ้
เพราะผลที่ออกมานั้น แตกต่างกันมาก เพื่อไทยได้ 265 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ได้ 159 ที่นั่ง
บรรดาพรรคการเมืองอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขนาดพรรคภูมิใจไทย
ซึ่งคาดหวังจำนวนเก้าอี้ ส.ส. มาถึง 70-80 ที่นั่ง สุดท้ายได้มาเพียงแค่ 34 ที่นั่ง ก็ยังยอมรับชะตากรรม
พรรคการเมืองยอมรับผลการเลือกตั้งของประชาชนเหมือนกันหมดทุกพรรค
เพราะชนะกันขาด ทิ้งห่างเกินกว่าที่ใครจะมาดันทุรังงอแงได้อีก
ที่สำคัญที่หากว่ามีมือที่ทองไม่เห็น หรือกลุ่มอำนาจใดๆพยายามที่จะเล่นเกมยื้อ เล่นแง่กับพรรคเพื่อไทยจริงๆ
ก็น่าจะลองทบทวนดูใหม่ ว่าเหมาะสมหรือไม่ในความเป็นจริง เพราะไม่ใช่แค่ประชาชนเลือกมา
ไม่ใช่แค่บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคยอมรับมติของประชาชนคนไทยส่วนใหญ่แล้ว
แม้แต่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างก็ยอมรับด้วยเช่นกัน
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการพบกับของบรรดาทูตประเทศมหาอำนาจ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา คือ
นางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
ก็ได้มีการพบปะกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่บ้านพักถนนวิทยุ
ตั้งแต่ยังเป็นแค่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
แต่เพราะกระแสตอบรับจากประชาชนมีสูงมาก
ซึ่งการข่าวของสหรัฐอเมริกาในเรื่องแบบนี้ไวเป็นพิเศษอยู่แล้ว
จึงได้มีการเชิญมาหารือ และให้ความมั่นใจว่าทางการสหรัฐจะไม่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร
หรือวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
แถมยังเหมือนกับบอกใบ้กลายๆ ด้วยว่า เท่าที่ติดตามข่าวพบว่า
ประชาชนสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวนมาก
จึงขอเป็นกำลังใจเพราะปัจจุบันมีสตรีก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำจำนวนมาก
และไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกาเพียงรายเดียวเมื่อไหร่ เพราะปรากฏว่า
นางคัทยา คริสทีนา โนร์ดการ์ด เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย
นางสาวคริสติน ชราเนอร์ เบอเกอเนอร์ เอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ
นายอาซีฟ อาหมัด เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย
ก็ได้มีการเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยเช่นกัน
เท่ากับว่าเป็นการยอมรับของมิตรประเทศต่างๆมาตั้งแต่แรกเลยก็ว่าได้
ที่สำคัญเฉพาะนายอาซีฟ อาหมัด เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร
ได้มีการพบปะกับพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง
ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งในช่วงเลือกตั้งก็ยังเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีอยู่
แถมยังเป็นผู้ที่เรียนจบจากประเทศอังกฤษด้วย แต่กลับไม่ได้มีการไปพบ แถมยังระบุชัดเจนด้วยว่า
เมื่อเสียงส่วนใหญ่ออกมาอย่างไร ก็ควรที่จะรับฟังเสียงส่วนใหญ่
เพราะอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย อยากให้ทุกฝ่ายเคารพเสียงส่วนใหญ่
นั่นคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง ที่สะท้อนท่าทีของมิตรประเทศได้อย่างชัดเจน
และภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผลคะแนนออกมาแบบทิ้งขาด
ทุกประเทศก็แสดงท่าทีในการยอมรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างเปิดเผยชัดเจน
โดยมีเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ เดินทางเข้าพบ เพื่อแสดงความยินดี
ไม่ว่าจะเป็น
Mr.Pinak Ranjan CHAKRAVARTY เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย
Mr.Umaru Azores SULAIMAN เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรีย
Mr. Richard Titus EKAI เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนย่า
Mr.Shamel Elsayed NASSER และ Mr.Ron Hoffmann เอกอัครราชทูตแคนาดา พร้อมคณะ
ก็ในเมื่อไม่เพียงประชาชนยอมรับ พรรคการเมืองคู่แข่งโดยตรงยอมรับความพ่ายแพ้
และบรรดาประเทศต่างๆก็พากันให้การยอมรับหมดแวเช่นนี้
ยังจะมีความพยายามเล่นเกมอะไรกันอีก!!!
ประเทศชาติยังบอบช้ำไม่เพียงพอกระนั้นหรือ???
ถึงเวลาหรือยังที่ทุกฝ่ายจะหันมาคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ
และการก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศชาติ แล้วบรรดาคนที่เล่นเกมอยู่ทั้งหลายในขณะนี้
พร้อมใจกันได้คิด และหยุดการเล่นเกมต่างๆเสียที
หากยังฝืนเล่นเกม จะใช้วิธีการใดก็ตาม
ที่แน่ๆ ความสงสัยจะกลายเป็นเพ่งเล็งไปที่ 5 เสือ กกต. กันหมดแล้ว จนกลายเป็นว่า
ตอนนี้ 5 เสือ กกต. เจอเผือกร้อนลวกมือเข้าให้เต็มๆ
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงอาจจะไม่อยากจะเล่นเกมใดๆเลยก็ได้
เพราะถ้าลองมาเป็น 5 เสือ กกต. ในเวลานี้ ไม่เพียงประชาชนคนในประเทศไม่เชื่อถือ
แม้แต่เอกอัครราชทูตอินเดีย ยังถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า
กกต.ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการสอบสวน???
เนื่องจาก กกต.ของประเทศอินเดีย ไม่มีอำนาจมากเท่ากับ กกต.ของประเทศไทย
เพราะถ้ามีเรื่องร้องเรียนหลังเลือกตั้ง ที่ประเทศอินเดียจะใช้กระบวนการไปฟ้องร้องที่ศาล
ขนาดต่างชาติยังมองแบบนี้ ถ้าจะบอกว่า 5 เสือ กกต.ของไทย ไม่คิดอะไร ไม่รับรู้
หรือไม่รู้สึกอะไรเลย ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง
ยังถึงกับออกปากว่ารู้สึกชินแล้วกับแรงกดดันที่มักจะมีตลอด
เพราะเป็นสิทธิของประชาชนที่จะแสดงออก แม้บางครั้งจะเป็นการกดดันการทำงานของกกต.
แต่กกต.ก็ถือว่าทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว
ชินหรือไม่คงไม่มีใครบอกได้ แต่การที่นายอภิชาตออกมาพูดเช่นนี้ สะท้อนชัดเจนว่า
รับรู้ถึงแรงกดดันที่มีอยู่ในสังคมไทยขณะนี้
สะท้อนชัดเจนว่า รับรู้อยู่เต็มอกว่า ประชาชนคิดอะไร และวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร
ไม่เช่นนั้นคงไม่พูดว่าชินแล้วอย่างแน่นอน
และคงไม่ยืนยันว่า กกต.ได้ทำตามกรอบกฎหมายและเหตุผลตามข้อเท็จจริงของสำนวนร้องคัดค้านต่างๆ
รวมทั้ง 5 เสือ กกต. คงไม่ออกมาในทำนองว่า
สุดท้ายแล้วเชื่อมั่นว่าจะรับรอง ส.ส.ได้ครบ 95% หรือ 475 คน
ตามกรอบเวลา 30 วันของทางกฎหมายอย่างแน่นอน
ในเมื่อกกต.เชื่อว่า การเปิดสภาตามกรอบของกฎหมายไม่น่าจะมีปัญหา
ก็จะเหลือเพียงเรื่องการเปิดโอกาสให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ได้ทำงานในฐานะรัฐบาล
ซึ่งในส่วนนี้ ก็ได้แต่หวังว่า กลุ่มขั้วอำนาจต่างๆจะเลิกยื้อ เลิกเล่นเกมได้แล้วเช่นกัน
ถามว่าหากยังฝืนเล่นเกม ให้สถานการณ์มีสภาพยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก อยู่เช่นนี้ จะมีประโยชน์อะไร???
สู้ปล่อยให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าเสียที... จะไม่ดีกว่าหรือ
โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ว่ากันว่ากลายเป็นโจทย์สำคัญ
กลายเป็นข้อต่อรองของกลุ่มขั้วอำนาจ ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องคิดหนัก ไม่ใช่หนัก
เพราะไม่ยอมตามที่ขั้วอำนาจกองทัพต้องการ แต่หนักเพราะลึกๆแล้วในกองทัพด้วยกันเองต่างหากที่มีปัญหา
เพราะชื่อที่ว่ากันว่ามีรายการ “คุณขอมา” คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น
กลับก่อให้เกิดกระแสใต้น้ำขึ้นในกองทัพ
เนื่องจากมีคนในกองทัพไม่น้อยที่กังวลว่า
ยิ่ง พล.อ.ประวิตรเป็นนานเท่าไหร่ กลุ่มบูรพาพยัคฆ์ก็จะยิ่งเรืองอำนาจ
สายอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวงศ์เทวัญ ก็จะยิ่งแผ่ว จะยิ่งหมดสิทธิในตำแหน่งสำคัญๆของกองทัพ
แน่นอนว่าย่อมรวมถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ในอนาคตด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่สุดท้ายแล้วการเล่นเกมของขั้วอำนาจ
กลับทำให้เกิดปัญหาซ้อนปัญหาขึ้นมา
และทำให้อาการกระเพื่อมทางการเมือง ยังกระพือไหวไม่จบไม่สิ้นเสียที
ทั้งๆที่ทุกฝ่าย แม้แต่ระทั่งประเทศต่างๆ ก็ยอมรับกันหมดแล้วว่า
น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องเป็นนายกฯ และพรรคเพื่อไทยจะต้องเป็นรัฐบาล
เลิกเล่นเกมยื้อกันได้เสียทีหรือยัง???
http://www.bangkok-today.com/node/9854
ป่วนกระแสกับบุญชิต ฟักมี: คณะกรรมการเทวดา กับตำรารู้แจ้งแห่งประเทศไทย
ที่มา ประชาไท
บุญชิต ฟักมี
ยัง มีหน่วยงานลับๆ อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ลับมาก ลับเสียจนไม่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด ลับจริงๆ จนน้อยคนนักที่จะรู้ถึงความมีจริงของหน่วยงานนี้
หน่วยงานที่เกิด ขึ้นพร้อมกับความเบื่อหน่ายในบรรดาหน่วยงาน คณะกรรมการ และองค์กรอิสระทั้งหลายที่แทบจะจำชื่อจำตัวย่อไม่ได้แล้วของประเทศไทย เช่น กกต. ป.ป.ช. ป.ป.ท. กอ.รมน. กบข. กทช. สพฐ. สลค. กกน. ก.ก.ง. ฯลฯ (อันหลังแปลว่า กูก็งง)
หน่วยงานนี้ มีหน้าที่ให้คำตอบและชี้ขาดในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยไม่เลือกหน้า กล่าวคือใครสงสัยอะไรตอบให้หมด ประมาณนั้น
มี ชื่อเรียกว่า “คณะกรรมการวินิจฉัยข้อยุ่งยาก” หรือชื่อย่อว่า … อ้ะ อย่าดีกว่า, แค่นี้ตัวย่อก็จะท่วมประเทศอยู่แล้ว – หน้าที่ของคณะกรรมการนี้คือ เมื่อเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้น องค์กรนี้จะเป็นผู้ชี้ขาด โดยว่ากันว่า คณะกรรมการนี้ได้ครอบครองหนังสือเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า “ตำรารู้แจ้ง (แห่งประเทศไทย)”
ทุกคำถาม มีคำตอบอยู่ในตำรารู้แจ้งเล่มนี้
หน่วย งานนี้เป็นหน่วยงานลับจริงๆ ให้ดิ้นตาย แต่บังเอิญข้าพเจ้าไปได้เอกสารบันทึกความเห็นที่หลุดรอดมาได้จากองค์กรนี้ โดยความเผอเรอของกรรมการคนหนึ่ง ที่เผลอเอาเอกสารสำคัญไปชั่งกิโลขายซาเล้ง เราจึงได้รู้ถึงการมีอยู่และการทำงานของคณะกรรมการดังกล่าว ผ่านเอกสาร ที่มีชื่อเรียกว่า “Sa-Leang leak” หรือ “ซาเล้งหลีก” โดยอาเฮียที่ชื่อ จูเลียง รับเซ้ง
ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คือเอกสารหลุดดังกล่าว
ข้อหารือที่ 010/2554 จาก รัฐบาล
เนื่อง ด้วยศาลโลกสั่งให้ทางเราและเขมรถอนทหารออกจากพื้นที่ที่ได้ขีดเส้น ใต้ไว้ที่แนบมานี้ อยากทราบว่า ทางเราควรดำเนินการต่อไปอย่างไร - ขอแสดงความนับถืออย่างสูงปรี๊ด
ตอบ : ทางคณะกรรมการของเราได้เปิดตำรารู้แจ้งแล้ว พบว่า ทหาร นั้น ตำราท่านกล่าวไว้ว่า “...[ทะหาน] น. ผู้มีหน้าที่ในเรื่องรบ, นักรบ.” พอไปดูคำว่านักรบท่านว่าหมายถึง “....น. ผู้ชํานาญในการรบ, ทหาร.” (สาดดดด) เลยต้องไปเปิดดูต่อว่า การรบ นั้นคือ “...ก. สู้กัน, ต่อสู้ในทางศึก, เช่น ไปรบกับข้าศึกที่ชายแดน, สู้ เช่น รบกับหญ้าไม่ชนะ; เร้าจะเอาให้ได้ เช่น ลูกรบแม่ให้ซื้อตุ๊กตา.” ดังนั้น ศาลโลกจึงให้ถอนเฉพาะ ผู้มีหน้าที่ในการรบ สู้กัน หรือต่อสู้ในทางศึก
ส่วน ตำรวจ นั้นท่านว่าหมายถึง “[–หฺรวด] น. เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุมและปราบปรามผู้กระทําผิดกฎหมายเรียกชื่อตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ เช่น ตํารวจสันติบาล ตํารวจกองปราบ ตํารวจดับเพลิง ตํารวจนํ้า ตํารวจรถไฟ ตํารวจป่าไม้. (ข. ฎํรวต, ตมฺรวต).”
จะเห็นว่าตามตำรารู้แจ้ง แล้ว “ตำรวจ” มีหน้าที่รักษาความสงบ แต่ไม่ได้มีหน้าที่รบ ดังนั้น ตำรวจจึงไม่ใช่ทหาร เราจึงมีสิทธิเอาตำรวจเข้าไปในพื้นที่ โดยไม่ขัดกับคำสั่งของศาลโลก อนึ่ง เราได้พบว่า คำว่า “ตำรวจ” นั้นมีรากศัพท์มาจากคำเขมร ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราควรหาคำอื่นมาใช้เรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุมและปราบปรามผู้กระทําผิดกฎหมายเรียกชื่อตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ ฯลฯ นี้เถิด
ลงนาม - คณะกรรมการ ว.ย.
ข้อหารือที่ 4545/2554 จาก กลุ่มเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศ
เรา ขอให้ท่านชี้ขาดว่า กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน เกย์ เลสเบี้ยน หรือคนข้ามเพศอื่นๆ ควรมีสิทธิแต่งงานกันได้ตามกฎหมายหรือยัง - ขอแสดงความนับถืออย่างแรวงงง
ตอบ [1] : เราได้เปิดตำรารู้แจ้งแล้ว “แต่งงาน” คือ “...ก. ทําพิธีเพื่อให้ชายหญิงอยู่กินเป็นผัวเมียกันตามประเพณี.” “ชาย” คือ “...น. คนที่ไม่มีมดลูก, ผู้ชาย ก็ว่า.” ส่วน “หญิง” คือ “...น. คนที่มีมดลูก, ผู้หญิง ก็ว่า.” ดังนั้น การแต่งงาน คือ การทำพิธีเพื่อให้คนไม่มีมดลูกกับคนมีมดลูกมาอยู่กินเป็นผัวเป็นเมียกันตาม ประเพณี ดังนั้น ถ้าเป็นคนไม่มีมดลูกด้วยกันอยู่กินกัน หรือคนมีมดลูกสองคนมาอยู่ด้วยกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการแต่งงานไปได้ ตามที่ตำรารู้แจ้งท่านได้กำหนดไว้
อนึ่ง ใครเป็นมะเร็งแล้วผ่าตัดเอามดลูกออกไป มันผู้นั้นมิใช่ผู้หญิงอีกต่อไป ตามที่ตำรารู้แจ้งท่านกล่าว
ลงนาม - คณะกรรมการ ว.ย.
ข้อหารือที่ 168,501,828,300/2554 จาก หน่วยงานความมั่นคง
เราอยากทราบสั้นๆ เท่านั้นแหละว่า ทำไม ฮ. ของเราจึงตกบ่อยนัก - ขอแสดงความนับถืออย่างเข้มแข็ง
ตอบ : เราได้เปิดตำรารู้แจ้งดูแล้ว ตก ท่านว่าคือ “...ก. กิริยาที่ลดลงสู่ระดับตํ่าในอาการอย่างพลัดลง หล่นลงเช่น ตกบันได ตกต้นตาล เครื่องบินตก; ไหลลง, หยดลงมา, เช่น นํ้าตก ฝนตก เหงื่อตก” เราจึงตอบท่านได้อย่างมั่นใจว่า การที่ ฮ. ของท่านตก ไม่ว่าจะกี่ลำ นั้นเป็นเพราะว่า ฮ. ของท่านนั้นได้ลดลงสู่ระดับต่ำอย่างพลัดหลง ซึ่งเป็นความผิดของแรงดึงดูดที่มากระทำ ไม่ใช่ความผิดของท่านเป็นอันขาด ตอบโต้พวกผู้สื่อข่าวหรือพวกขี้สงสัยได้เลย
ลงนาม - คณะกรรมการ ว.ย.
ข้อ หารือที่ 09210/2554 จาก เบิ้ม ลูกพระอาทิตย์ ในนามของ สภาสมาคมสหภาพองค์กรเครือข่ายคนไทยหัวใจรักและเชิดชูชาติไทยทนุบำรุงให้ รุ่งเรืองต่อต้านการทุจริตและติดตามคนผิดมาลงโทษ (กลุ่มคนเสื้อสีขนมซ่าหริ่ม)
การที่ “มัน” ใช้คำว่า “มหาราษฎร์” ถือว่าหมิ่นหรือไม่ - ตอบเร็วกูจะไปแจ้งความ
ตอบ : อันว่า “มหา” นั้น คือ “...ใหญ่, ยิ่งใหญ่, หรือ น. สมณศักดิ์ที่ใช้นําหน้าชื่อภิกษุผู้ที่สอบไล่ได้ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยคขึ้นไป.” ส่วน “ราษฎร์” นั้นคือ “... น. พลเมืองของประเทศ. (ส.).” ดังนั้น มหาราษฎร์จึงมีสองความหมายคือ พลเมืองใหญ่ของประเทศ หรือ พลเมืองของประเทศที่สอบได้เปรียญธรรมสามประโยคขึ้นไป ดังนั้น หากมันผู้ใดอวดอ้างว่าเป็นมหาราษฎร์ มันผู้นั้นควรจะเป็นพลเมืองใหญ่ของประเทศ หรือไม่ก็สอบได้เปรียญธรรมสามประโยค ดังนั้น ทางคณะกรรมการ ว.ย. ว่า เราแจ้งความมันข้อหาหลอกลวงประชาชนดีกว่า เพราะ “มัน” ไม่น่าจะสอบได้เปรียญ หรือไม่น่าจะใหญ่มากหากมองจากรูปร่างภายนอก
อนึ่ง ขอความกรุณาอย่าแตะต้อง บริษัทสุรามหาราษฎร์ เป็นอันขาด หาไม่แล้ว คณะกรรมการ ว.ย. ของเราหลายคนคงลงแดงตายแน่
ลงนาม - คณะกรรมการ ว.ย.
ข้อหารือที่ (ด่วนมากที่สุดของที่สุด) 737/2554 จาก รัฐบาล
สถานทูตเยอรมันออกแถลงการณ์เป็นทางการขอให้เรา ชำระหนี้ 36 ล้านยูโรเพื่อความสัมพันธ์อันดี เราเอาอย่างไรดีท่าน - T_T
ตอบ : ท่านตอบไปเลยว่า เรายินดีชำระเงินให้ 36 ล้านยูโร หรือจะกี่ร้อยล้านยูโรก็ได้ เพราะ “ชำระ” นั้น ตำรารู้แจ้งท่านหมายถึง “...ก. ชะล้างให้สะอาด เช่น ชําระร่างกาย; สะสาง, ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น” ดังนั้น เรายินดีรับชำระเงินให้ท่าน ไม่ว่าเงินนั้นจะเปื้อนคราบเลือดหรือแป้งมันที่ไหนก็ตาม อนึ่ง ทางประเทศเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการชำระเงินให้เอี่ยมอ่องอยู่มาก เรื่องนี้หาใช่ปัญหาอันใดเลย
และขอย้ำให้ท่านมั่นใจว่า หากมีปัญหาอะไรยุ่งยาก คิดไม่ตก ไปไม่เป็น ท่านไม่ต้องนึกให้หนักสมอง เพียงถามหาพวกเราที่ คณะกรรมการวินิจฉัยข้อยุ่งยาก และ ตำรารู้แจ้ง ที่เรียกว่า “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน [2] ”
ลงนาม - คณะกรรมการ ว.ย.
ประทับตราศรีธนญชัยขี่สลิ่มโบกธง มาเป็นสำคัญ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
1. เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาเช่นนี้จริงๆ ถือเป็นหนึ่งในฎีกาคลาสสิกที่คนเรียนกฎหมายน่าจะเคยผ่านตามาแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 157/2524 “ผู้ร้องเป็นชายโดยกำเนิด แต่ได้รับการผ่าตัดเป็นหญิงแล้ว ขออนุญาตเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็นนาง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เพศของบุคคลนั้นกฎหมายรับรองแล้วถือเอาตามเพศที่กำเนิดมา คำว่า “หญิง” ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายความว่า คนที่ออกลูกได้ ผู้ร้องถือกำเนิดเป็นชาย ถึงจะมีเสรีภาพในร่างกายผ่าตัดไปเป็นหญิง แต่ผู้ร้องก็คลอดบุตรไม่ได้ ฉะนั้นโดยธรรมชาติและตามที่กฎหมายรับรอง ผู้ร้องก็ยังเป็นเพศชายอยู่ ไม่มีกฎหมายรับรองให้สิทธิผู้ร้องขอเปลี่ยนเพศที่ถือกำเนิดมาได้ ทั้งมิใช่เป็นกรณีที่จะใช้สิทธิตามมาตรา 55 (ถูกโต้แย้งสิทธิ) จึงสั่งยกคำร้อง” (นิยามคำว่า “หญิง” น่าจะถือตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน 2493 ที่ใช้อยู่ในสมัยนั้น)
2. ท่านสามารถ “ปรึกษา” ตำรารู้แจ้งแห่งประเทศไทยได้ ผ่านทางเวบไซต์ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
การเปิดพจนานุกรมตอบอาจจะใช้ได้ในบางวงการ แต่ถ้าใช้กับเพื่อนฝูงหรือเจ้าหนี้ ระวังโดนเตะหรือพาไปเลี้ยงจระเข้
แนะนำหนังสือ: พระทำไมต้องแดง! เสี้ยวประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสงฆ์ไทยในสงครามแบ่งสี
ที่มา ประชาไท
ผู้เขียน: สุรพศ ทวีศักดิ์
พฤกษ์ เถาถวิล: คำถามถึงนักปฏิรูป...ก่อนจะปฏิรูปกันต่อไป
ที่มา ประชาไท
พฤกษ์ เถาถวิล
เมื่อไม่นานนี้ ผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในการประชุมของเครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย[1] ทำให้ทราบว่า เครือข่ายปฏิรูปกำลังพยายามผลักดันวาระการเคลื่อนไหวในโอกาสใหม่ในชื่อ “โครงการรณรงค์ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม” การไปร่วมงานครั้งนี้ผู้เขียนยังได้รับเอกสารข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยซึ่ง เป็นผลงานที่สำคัญของคณะกรรมการฯมาด้วย เมื่อได้ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาก็พบว่า การเคลื่อนไหวของครือข่ายปฏิรูป - ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ และการเคลื่อนไหวในอนาคตจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็ตามที่ - มีนัยสำคัญสูงต่อการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ผู้เขียนยังคิดว่า ประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอในการประชุมครั้งนั้น น่าจะมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้ผู้สนใจการเมืองภาคประชาชนได้ทบทวนถกเถียง กัน จึงขอเรียบเรียงมานำเสนอในวงกว้างในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง
ในหมู่ คนทำงานการเคลื่อนไหวภาคประชาชน เมื่อกล่าวถึงความขัดแย้งทางการเมือง จะมีแนวคิดที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ความขัดแย้งทางการเมือง เป็นความขัดแย้งของชนชั้นนำ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดดีไปกว่ากัน แนวคิดนี้นำไปสู่สมมุติฐาน ซึ่งแทบจะกลายเป็นทฤษฎี กำหนดการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ภาคประชาชนไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะจะกลายเป็นเครื่องมือของเขาไปเสียเปล่าๆ แต่ภาคประชาชนควรมีการเมืองของตัวเอง คือมีวาระการต่อสู้ และมีจังหวัดการเคลื่อนไหวของตัวเอง จากนั้นในทางปฏิบัติก็พบว่า จังหวะ การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุด ก็คือจังหวะที่รัฐ/รัฐบาลอยู่ในฐานะเป็นรองทางการเมือง นั่นคือนาทีทองที่ภาคประชาชนจะช่วงชิงโอกาสเข้าไปกดดันให้รัฐ/รัฐบาลตอบสนอง ข้อเรียกร้องของตน
ผู้ที่มีประสบการณ์ร่วมเคลื่อนไหวกับ ขบวนการชาวบ้านรากหญ้า จะเข้าใจจุดแข็งและสัมฤทธิผลของทฤษฎีนี้ดี กรณีชาวปากมูล และสมัชชาคนจน ซึ่งเคลื่อนไหวภายใต้ทฤษฎีนี้มาโดยตลอด ยืนยันให้เห็นการเป็นขบวนการประชาชนที่ท้าทายอำนาจรัฐไม่ว่าในยุครัฐบาลใด อย่างไม่หวั่นเกรง และแสดงให้เห็นพลังที่เข้มแข็งของภาคประชาชนในยุคที่ผ่านมา ดังคำขวัญที่สะท้อนจุดยืนและเจตนารมณ์ได้อย่างหนักแน่นที่รู้จักกันดีว่า “การเมืองที่เห็นหัวคนจน” และ “ประชาธิปไตยที่กินได้”
แต่ ปรากฏการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ทฤษฏี “ไม่เป็นเบี้ยล่างในการเมืองของชนชั้นนำ แต่ช่วงชิงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์” ซึ่งได้กลายเป็นบรรทัดฐานการเมืองภาคประชาชน จะต้องถูกทบทวน
การ เกิดขึ้นของเครือข่ายปฏิรูปนั้น อาจจะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดตามทฤษฎี เราคงจำได้ว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2553 ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่กำลังฮึกเหิม และดูเหมือนจะเป็นต่อทางการเมือง ข้อต่อรองระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาลในเรื่องการยุบสภากำลังถูกผลักดันไปสู่ การเป็นคำตอบสุดท้ายของทางออกจากการเผชิญหน้าในครั้งนั้น แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง ที่เกิดทางเลือกที่สามที่ว่า การยุบสภาไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง แต่ต้องปฏิรูปประเทศไทย ในช่วงนั้นปัญญาชน นักกิจกรรม และ ngos หลายท่านประสานเสียงกันผลักดันทางเลือกที่นี้ โดยอาศัยสื่อมวลชนคือโทรทัศน์ ช่องทีวีไทยเป็นหนทางสำคัญ
เราอาจถือ ว่านั่นคือจุดก่อตัวของขบวนการปฏิรูป ผู้เขียนคิดว่า การก่อตัวของขบวนการปฏิรูปมีลักษณะเป็นไปเองตามสถานการณ์ และตระหนักว่าเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆมีความสัมพันธ์กันมาก่อนของกลุ่มคน ที่มีความหลากหลาย ไม่ได้เป็นเอกภาพ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาวบ้านหลากหลายกลุ่มหลายหลายประเด็นปัญหา ngos นักวิชาการ นักกิจกรรม ปัญญาชนสาธารณะผู้มีชื่อเสียง แต่สิ่งที่นำพวกเขามารวมกันก็คือทฤษฎีดั้งเดิมที่ตกผลึกในความคิด พวกเขามีแนวโน้มไปในทางที่เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงนั้น เป็นการช่วงชิงอำนาจของชนชั้นนำ พวกเขาจึงไม่เข้าข้างมวลชนสีใดๆ และพวกเขาก็มองเห็นว่าในจังหวะที่รัฐบาลกำลังเผชิญศึกหนัก คือเวลาสำคัญที่จะผลักดันวาระทางการเมืองของตน
แน่นอน คัมภีร์การเคลื่อนไหวทำงานได้สัมฤทธิ์ผลอีกครั้ง ดังที่เกิดขบวนการปฏิรูปที่มีบทบาทสำคัญมาจนทุกวันนี้ แต่ความสำเร็จของขบวน การปฏิรูปได้ทำให้เกิดผลอย่างไรบ้างต่อภาคประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ เป็นประเด็นที่เราควรจะประเมินกันให้ชัดเจน
ในด้านสิ่งที่ได้มา ต้องยอมรับว่าได้เกิดผลดีต่อภาคประชาชนอย่างมาก นั่นก็คือวาระของภาคประชาชนได้ถูกผลักดันเข้ามาเป็นวาระสำคัญของสังคมไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำมาซึ่งกรณีปัญหาต่างๆได้รับการรับฟัง เกิดการอภิปรายในโอกาสต่างๆอย่างกว้างขวางจริงจัง เกิดแนวร่วมระหว่างปัญญาชนชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง และชาวบ้าน เกิดการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูประดับชาติ กิจกรรมการปฏิรูปได้รับงบประมาณ สนับสนุนก้อนโตจากรัฐ เกิดเครือข่ายการทำงานภาคประชาชนกว้างขว้าง เกิดแกนนำชาวบ้านที่โดดเด่นหลายท่าน และไม่มีครั้งใดที่ภาคประชาชนจะมีพื้นที่ในสื่ออย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก เท่านี้ โดยเฉพาะในรายการของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ต้องนับว่าเป็นภาวะอุดมคติที่ภาคประชาชนอยากจะเห็นมานาน
แล้ว อะไรบ้างที่ภาคประชาชนจะต้องจ่ายไป ประการแรกได้เกิดการแบ่งแยกระหว่างภาคประชาชนสายปฏิรูปการเมือง กับภาคประชาชนคนเสื้อแดง ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นมวลชนชาวบ้านส่วนใหญ่ของสังคมไทย การชูธงปฏิรูปในจังหวะที่การต่อสู้ของอีกฝ่ายกำลังจะออกหัวออกก้อย ผลักให้ชาวบ้านซึ่งที่จริงก็คือผู้มีชะตากรรมเดียวกัน กลายเป็นคนละฝักฝ่าย ไม่ว่าเครือข่ายปฏิรูปจะมีเจตนาให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้นหรือไม่ก็ตาม แต่คนทำงานภาคประชาชนควรคิดเรื่องนี้ให้จงหนัก เฉพาะเรื่องนี้จุดประเด็นถกเถียงหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมโนธรรมสำนึกของการเคลื่อนไหวทางการเมือง การช่วงชิงใช้โอกาสผลักดันวาระทางการเมืองดังที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสมควร หรือไม่ ? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในทางปฏิบัติของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน คำถามคือใครคือภาคประชาชน คนเสื้อแดงเป็นภาคประชาชนหรือไม่? ในภาวะที่ภาคประชาชนเกิดการแบ่งแยกแบบมองหน้ากันไม่ติดนี้ อนาคตภาคประชาชนจะเป็นอย่างไร ?
สิ่งที่ภาคประชาชนต้องจ่าย ในประการต่อมาก็คือ การรับรองความชอบธรรมให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ จริงอยู่เครือข่ายปฏิรูป (โดยเฉพาะกลุ่ม P-MOVE) ไม่ได้แสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาล หนำซ้ำยังไปกดดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหลายครั้งหลายครา กระนั้นก็ดีความหมายทางการเมืองมันก็คือการยอมรับสถานภาพรัฐบาลในการเป็นผู้แก้ไขปัญหา ซึ่งก็เท่ากับรับรองการคงอยู่ของรัฐบาล ที่ สมควรจะต้องพ้นจากอำนาจ ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น (ไม่ว่ารัฐบาลจะมีส่วนทำให้เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม) แต่การคงอยู่ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานะเป็นคู่กรณีของเหตุความรุนแรง ทำให้การทำงานของสถาบันต่างๆบิดเบี้ยวไปหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในประการต่อมาก็คือ ภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐที่มีรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นฉากหน้านี้ ประชาธิปไตยไทยได้ถอยหลังไปไกลสุดกู่กองทัพและเครือข่ายอำนาจของชนชั้นสูง กลับมามีบทบาทสูงยิ่ง บรรยากาศทางการเมืองขวาจัดและชาตินิยมคลั่งชาติโหมกระพือ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพิ่มสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเซนเซอร์และตรวจจับการแสดงความคิดเห็นในอินเตอร์เน็ต การตั้งข้อหาตามมาตรา 112 ยังไม่นับสิทธิมนุษยชนแบบเลือกปฏิบัติอันน่าอดสู
ทั้งหมดนี้คือราคาที่สังคมไทยต้องจ่าย ซึ่งต้องนำมาชั่งวัดกับสิ่งที่ขบวนการปฏิรูปได้มาว่าคุ้มค่าหรือไม่..
ผู้ เขียนใคร่จะย้อนไปทบทวนสิ่งที่คิดว่าได้มาของขบวนการปฏิรูป เพราะอาจยังมีภาพลวงตาของความสำเร็จ การประเมินความสำเร็จของการเคลื่อนไหวภาคประชาชนควรจะมีเกณฑ์ชี้วัดที่ ชัดเจนและมีเหตุผล ซึ่งผู้เขียนเสนอว่า ความสำเร็จของภาคประชาชนน่าจะชี้วัดกันว่า อำนาจต่อรองของภาคประชาชนสูงขึ้นหรือไม่
ขอยกประเด็นชวนพิจารณา 2-3 กรณี ในฐานะคนนอกที่ไม่รู้ว่าภายในขบวนการมีตื้นลึกหนาบางอย่างไร จึงไม่ขอสรุปตัดสินใดๆ แต่ขอยกเป็นคำถามชวนแลกเปลี่ยน
กรณีแรก เรื่องที่ดินและปากมูล ทราบข่าวว่าผลสรุปทั้งสองเรื่องไม่คืบหน้านัก กรณีที่ดิน ดูเหมือนว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์กลายเป็นผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ แก้ไขปัญหานี้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีความก้าวหน้านัก โฉนดชุมชนได้รับการรับรองในภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พื้นที่ที่ทำโฉนดชุมชนได้คือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และกระทรวงทรัพยากรฯก็ยังไม่เอาด้วย ในขณะที่ขบวนการก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการผลักดันหัวใจของปัญหาที่ดิน คือความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ผู้เขียนเคยได้ยินการเปิดเผยว่ามีนักการเมืองเป็นผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยได้ยินการกล่าวถึงกลุ่มเจ้าที่ดินที่เป็นตัวปัญหาตัวจริงในเมือง ไทย ในกรณีปากมูล ทราบว่ามีการประชุมใหญ่กันหลายรอบ ท่านสาทิตย์เกือบจะเป็นขวัญใจคนใหม่ของชาวบ้าน แต่เรื่องก็จบเอาดื้อๆ เพราะสั่ง กฟผ. ไม่ได้ และเกิดการเบี่ยงประเด็นไปว่าการเปิดเขื่อนปากมูลอาจทำให้กระทบต่อระดับแม่ น้ำมูล กรณีที่ยกมานี้ เราจะบอกว่าขบวนการชาวบ้านเข้มแข็งขึ้นมีอำนาจต่อรองมากขึ้น หรือเพลี่ยงพล้ำในเกมส์ของรัฐบาล ?
กรณีการ มีพื้นที่ในสื่อ โดยเฉพาะในรายการของสถานีที่เรียกตัวเองว่าทีวีสาธารณะ ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สถานีโทรทัศน์นำเสนอสารประโยชน์ และให้เวลากับเรื่องราวของประชาชนสามัญ รวมทั้งการพัฒนาทางเลือกอย่างมาก จนมีแซวกันว่าเป็นช่อง NGOs แต่ถ้ามองให้ลึกจะพบว่า สถานีได้ทำหน้าที่ชำระล้างประเด็นทางการเมืองที่พวกเขาเห็นว่าอันตรายออก ไป และก็จะเลือกสรรประเด็นการเมืองที่เห็นว่าสมควร ผู้เขียนอยากจะเรียกว่าการพาสเจอไรส์ (Pasteurization) ประเด็นทางการเมือง
โดย รวมๆ เราจึงเห็นสารคดีชาตินิยมล้าหลังแบบเนียนๆ สารคดีชีวิต/ชุมชน/การพัฒนาทาง เลือกแบบโรแมนติก การสนทนาประเด็นปัญหาที่วิพากษ์การพัฒนาอย่างเป็นนามธรรม ซึ่งมักจะด่าฝรั่งและความหลงผิดของคนไทย หากจะมีการวิจารณ์การเมืองก็จะมุ่ง ไปที่นักการเมือง แต่น้อยนักที่จะแตะต้องกลุ่มอำนาจในวงราชการและเครือข่ายอำนาจของชนชั้นสูง และแขกรับเชิญในรายการก็มักจะเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงภาคประชาชนของพวกเขา ทั้งหมดนี้คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าสถานีนี้ได้ทำหน้าที่ โรงละครที่ตอบสนองรสนิยมของชนชั้นกลางชาวเมืองผู้มีการศึกษาที่สมาทาน อุดมการณ์ชาตินิยมกระแสหลัก คำถามก็คือพื้นที่ในสื่อแบบนี้ ทำให้ขบวนการชาวบ้านเข้มแข็ง/มีอำนาจต่อรองมากขึ้นจริงหรือ ?
กรณี สุดท้าย ผลงานชิ้นสำคัญของคณะกรรมการปฏิรูป ที่จัดพิมพ์เป็นหนังสือชื่อว่า แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้เลือกตั้ง ซึ่งรวบรวมข้อเสนอการปฏิรูปสังคม ไทยอย่างรอบด้าน ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอหลายๆเรื่องในเอกสารนี้ แต่ก็ประหลาดใจว่า ทั้งๆที่เห็นกันชัดๆว่าท่ามกลางวิกฤตสังคมไทยในหลายปีที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามกับสถาบันสำคัญที่น่าสงสัยว่ามีการใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสม และขาดความเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ สถาบันในกระบวนการยุติธรรม องค์มนตรี รวมทั้งกฎหมายที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ อย่างเช่น มาตรา 112 แต่การที่ไม่มีข้อเสนอปฏิรูป หรือแม้แต่กล่าวพาดพิงถึงสถาบันเหล่านี้เลย เครือข่ายปฏิรูปจะอธิบายเรื่อง นี้ว่าอย่างไร ? คำถามสุดท้ายก็คือ เรามีข้อเสนอปฏิรูปอะไรต่อมิอะไรทุกด้านไปหมด แต่เราไม่แตะต้องอำนาจของชน ชั้นนำที่เล่นการเมืองอยู่เหนือระบอบประชาธิปไตยเลย การปฏิรูปแบบนี้ ทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งได้จริงหรือ?
ก่อนจะปฏิรูปกันต่อไป ใช่หรือไม่ คำถามเหล่านี้ต้องการการใคร่ครวญหาคำตอบอย่างจริงจัง.
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา: นโยบายด้านสังคมที่จำเป็นในรัฐบาลใหม่
ที่มา ประชาไท
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา
|25 กรกฎาคม 2554
การ ได้รัฐบาลใหม่เป็นความหวังของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทางตรง ในขณะที่ความตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองของประชาชนเองก็ แสดงออกด้วยการเฝ้าจับตามองนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็น แกนนำ รวมทั้งการเป็นนายกรัฐมนตรี การมีรัฐมนตรีในกระทรวงที่ขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมือง และด้านสังคม
ประวิตร โรจนพฤกษ์: สถานการณ์ที่หม่นหมองของสื่อมวลชน
ที่มา ประชาไท
ประวิตร โรจนพฤกษ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น
เมื่อ นักรณรงค์ทางด้านเสรีภาพในการแสดงออก และนักข่าวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ มารวมตัวกันในเมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ละคนต่างก็มีเรื่องราวอันสำคัญจะบอกให้โลกได้รับรู้
ในพม่า นักข่าววีดีโอ 17 คน ถูกคุมขังเดี่ยวและทรมาน ในฟิลิปปินส์ มีนักข่าวมากกว่า 121 คนถูกสังหารตั้งแต่ปี 2529 และจนปัจจุบัน มีเพียงสิบคดีเท่านั้นที่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ในอินโดนีเซีย เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มศาสนานิยมหัวรุนแรง โจมตีนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน เนื่องด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรักร่วมเพศ ศาสนา และสิทธิของชนพื้นเมือง โดยตำรวจอินโดนีเซียถูกกล่าวหาว่ามี “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด” กับกลุ่มที่ก่อการโจมตี
ในมาเลเซีย สื่อถูกสั่งห้ามล้อเลียนและวิจารณ์ศาล ในขณะที่กลุ่มสตรีมุสลิมที่ต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ กลับถูกตราหน้าว่าเป็นพวกบ่อนทำลายล้างศาสนาอิสลาม ในสิงคโปร์ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในประเทศ ที่สามารถประท้วงได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาล และในประเทศไทย ไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องขังในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ และคำถามที่ว่าพวกเขาควรถูกจัดให้เป็นนักโทษการเมืองหรือไม่ นอกจากนี้ ข้อหาที่เขาใช้จับกุมก็มีความคลุมเครือมาก
แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการ แสดงออก กล่าวต่อที่ประชุมว่า เมื่อเป็นเรื่องของการสื่อสารแล้ว “การควบคุมไม่เคยทำได้สำเร็จ” หากแต่นักข่าว และนักรณรงค์เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกยังคงถูกจำคุก ทำร้าย แม้แต่สังหาร
การ สัมมนาดังกล่าว กลายเป็นเวทีรวมตัวสำหรับผู้ที่มองว่าเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศตนเองถูก จำกัดอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ เวทีดักล่าวจัดโดยฟอรั่ม เอเชีย ซึ่งเป็นเอ็นจีโอระดับภูมิภาค ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และพันธมิตรเพื่อสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Press Alliance - SEAPA) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพารามาดินาในจาการ์ตา และอื่นๆ
“ใน พม่า ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกเลยแม้แต่น้อย และความจริงมีอยู่เพียงชุดเดียวเท่านั้น” Toe Zaw Tatt กล่าว เขาเป็นหัวหน้าของสถานี เดโมคราติก วอยซ์ ออฟ เบอร์ม่า ผู้ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยและอาศัยอยู่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ เมลินดา ควินโต เดอ จีซัส ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อเสรีภาพสื่อและความรับผิดชอบ (Centre for Media Freedom and Responsibility) ในกรุงมะนิลา กล่าวว่า ความล้มเหลวของการไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดในการสังหารนักข่าวฟิลิปปินส์ “อาจเป็นสาเหตุมาจากสภาวะความไร้ขื่อแปของกฎหมายทีดำรงอยู่ในประเทศ”
ใน มาเลเซีย สตรีบางคนที่พยายามจะเปลี่ยนแปลง “มโนทัศน์ของสตรีมุสลิม” กลับถูกทำให้เงียบงัน ยาสมิน มาสิดี กล่าว เธอเป็นผู้จัดการการสื่อสารของกลุ่ม “Sisters in Islam” ซึ่งเป็นกลุ่มสตรีที่ทำงานร่วมกันเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ มาซีดีกล่าวว่าสตรีมุสลิมบางคน ยังถูกส่งไปยัง “ค่ายบำบัด” เนื่องจากประพฤติตนไม่เหมาะสมตามหลักและอัตลักษณ์ของศาสนาอิสลาม
กลุ่ม ดังกล่าวได้ผลิตหนังสือเล่มเล็กที่ชื่อว่า “ผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกันต่อหน้าพระอัลเลาะห์หรือไม่” และถูกทางการมาเลเซียสั่งห้าม โดยมาซีดีกล่าวว่าเป็นเพราะ หนังสือดังกล่าว “ทำให้สตรีมุสลิมเกิดความสับสน โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีความเชื่อศาสนาที่ไม่ลึกมากนัก”
ในประเทศไทย นักรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ สุภิญญา กลางณรงค์ ขึ้นพูดในฐานะตัวแทนของเครือข่ายพลเมืองเน็ต และเสนอว่าถึงแม้สื่อไทยจะถูกทำให้เซ็นเซอร์อย่างเป็นระบบ แต่โซเชียลมีเดียอย่างเช่นทวิตเตอร์และบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ท้าทายสื่อแบบเก่าที่ทำตัวเป็นผู้ควบคุมข้อมูลข่าว สาร และผู้เขียน ในฐานะผู้พูดคนที่สองจากประเทศไทย ได้กล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ทำให้การพูดคุยเรื่องสถาบัน กษัตริย์เป็นไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นภัยต่ออนาคตของสังคมและประชาธิปไตยไทยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ การจับกุมด้วยกฎหมายดังกล่าวน่าจะยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีคนอย่างน้อย 11 คนที่ถูกจับกุมด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในเรือนจำที่กรุงเทพฯ แล้วก็ตาม นอกจากนี้ ความกลัวในหมู่ฝ่ายนิยมสถาบันฯ ก็ยังเพิ่มขึ้นรื่อยๆ เนื่องมาจากพระชนมพรรษาที่มากขึ้น และสุขภาพที่เปราะบางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในการประชุมเชิง ปฏิบัติการระยะเวลาสองวันนี้ ยังมีเรื่องราวจากเนปาล ปากีสถาน บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ที่เสริมเข้ามาในบรรยากาศที่น่าหดหู่ เช่น ปากีสถานกลายเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลกสำหรับนักข่าว โดยในระยะหกเดือนที่ผ่านมา มีนักข่าวถูกสังหารไปแล้ว 7 ราย และจนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ต่อกรณีดังกล่าว
แฟรงค์ ลา รู ผู้ซึ่งท่วมท้นไปด้วยการร้องขอเสรีภาพและความช่วยเหลือ กล่าวและเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันต่อสู้ และในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย เขากล่าวว่า “นี่เป็นกฎหมายที่เราจะต้องวิพากษ์วิจารณ์และประณาม” และคนที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “ควรจะต้องถูกนับเป็นนักโทษการเมือง” ลา รู กล่าว และเสริมด้วยว่า ทางสหประชาชาติ จะออกแถลงการณ์ว่าด้วยกฎหมายดังกล่าวในเร็วๆ นี้
ลารู ยังกล่าวให้คนทั่วไประลึกด้วยว่า ในระบบประชาธิปไตย “สาธารณะชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าเขาอยากอ่านอะไร และไม่อ่านอะไร ไม่ใช่รัฐบาล เพราะเมื่อ [รัฐบาล] กลายเป็นผู้ตัดสินใจแล้ว มันจะเป็นผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับผู้มีอำนาจทางการเมือง และกลายเป็นระบบอำนาจนิยม”‘ปฏิทรรศน์’ ในคำสอนของพุทธศาสนา
ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
คำ สอนของพุทธศาสนามากไปด้วยลักษณะ “ปฏิทรรศน์” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า paradox หรือ ลักษณะย้อนแย้งในตัวเอง เช่น พุทธศาสนาบอกว่าสรรพสิ่งเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่อาจยึดถือได้ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา แต่พุทธศาสนาก็บอกว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
ยกฟ้อง ‘ก่อการร้าย’ คดีแรก! เสื้อแดงปาระเบิดเพลิงใส่ ธ.กรุงเทพ สำโรง
ที่มา ประชาไท
ยกฟ้องก่อการรายคดีแรก มวลชนปาระเบิดเพลิงใส่ ธ.กรุงเทพสาขาสำโรง ส่วนร่วมกันวางเพลิงและฝ่าฝืน พ.ร.ก. ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี
(26 ก.ค.54) ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลนั่งบัลลังก์พิพากษาคดีเลขที่ดำ 3539/2553 ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการยื่นฟ้อง นายเอกรินทร์ บุญนิรันดร์ จำเลยที่1 และนายวีระศักดิ์ โพธิ์ศรีแก้ว จำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9(1) แห่งพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 2 รวมทั้งความผิดฐานก่อการร้าย เหตุเกิดในวันที่ 19 พ.ค.53 ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาสำโรง เป็นผลให้ประตูเหล็กม้วนด้านหน้าเสียหาย โดยศาลพิพากษายกฟ้องความผิดฐานก่อการร้าย ส่วนความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นให้ลงโทษจำคุก 2 ปี เนื่องจากจำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน
นายสุรพล บุญแซม ทนายความของจำเลยทั้งสองระบุว่า นี่เป็นการยกฟ้องคดีก่อการร้ายคดีแรก นอกเหนือจากคดีของแกนนำ นปช. โดยข้อหานี้ศาลยกฟ้อง ขณะที่ข้อหาร่วมกันวางเพลิงโดยใช้ระเบิดเพลิง ซึ่งเป็นขวดเบียร์บรรจุน้ำมันเบนซินปาเข้าไปบริเวณประตูลานจอดรถของธนาคาร รวมถึงข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ไม่ได้รับสารภาพว่าเป็นผู้ทำ เพียงแต่เป็นผู้ที่ขับรถไปดูเหตุการณ์ดังกล่าวจริง เมื่อศาลพิพากษาจำคุก 2 ปีก็เท่ากับจำเลยทั้งสองยังต้องถูกคุมขังต่ออีกราว 10 เดือน เนื่องจากถูกจับกุมคุมขังมาปีกว่าแล้วโดยไม่สามารถประกันตัวได้