WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 28, 2011

ออก พ.ร.ก.ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 ไปใช้ ปี 40 ทำไม่ได้

ที่มา ประชาไท

ชำนาญ จันทร์เรือง โต้ 'มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ' กรณีเสนอให้มีการทำประชามติว่าจะเลือกใช้รัฐธรรมนูญปี 40 หรือ 50 และให้ฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้

ผมไม่ อยากเชื่อว่าข่าวจากคอลัมน์บุคคลในข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 ที่รายงานว่า นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ที่ปรึกษาคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการทำประชามติว่าจะเลือกใช้รัฐธรรมนูญปี 40 หรือ 50 และเชื่อว่าประชาชนจะเลือกรัฐธรรมนูญปี 40 แล้วหลังจากนั้นก็ให้ฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้นั้นเป็นความจริง

ที่ผมไม่อยากจะเชื่อเพราะนายมานิตย์นั้น เป็นถึงอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาล อาญา อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาและเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายที่มีคนเคารพ นับถืออยู่เป็นจำนวนมาก(หนึ่งในนั้นก็หมายความรวมถึงผมด้วย)จะเสนอความเห็น ออกมาเช่นนั้น เพราะด้วยเหตุหลักการพื้นฐานง่ายๆที่มีการเรียนการสอนอยู่ในวิชากฎหมาย เบื้องต้นว่าด้วยศักดิ์ของกฎหมายนั้นรัฐธรรมนูญอยู่ในลำดับศักดิ์ที่สูงกว่า พระราชกำหนดนั่นเอง

คำว่า “ศักดิ์ของกฎหมาย” (Hierarchy of Law) หมายถึงลำดับขั้นของกฎหมาย หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ ลำดับความสูงต่ำของกฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันของกฎหมายแต่ละฉบับนั้น พิจารณาได้จากองค์กรที่มีอำนาจในการออกกฎหมาย หมายความว่ากฎหมายแต่ละฉบับจะมีลำดับชั้นของกฎหมายในระดับใด ให้พิจารณาจากองค์กรที่ออกกฎหมายฉบับนั้น ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่ออกโดยองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศ คือ รัฐสภา แต่บางกรณีในประเทศที่ด้อยพัฒนาและล้าหลังก็อาจมีองค์กรอื่นเป็นผู้จัดทำ กฎหมายในระดับรัฐธรรมนูญได้ เช่น คณะรัฐประหารออกธรรมนูญการปกครอง ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นต้น

ผลของการจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย
1. การออกกฎหมายที่มีศักดิ์ของกฎหมายต่ำกว่าจะออกได้โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายที่ มีศักดิ์ของกฎหมายสูงกว่า หรือกฎหมายที่มีศักดิ์ของกฎหมายสูงกว่าได้ให้อำนาจไว้ เช่น รัฐธรรมนูญให้อำนาจรัฐสภาในการออกพระราชบัญญัติ ซึ่งก็เท่ากับว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท ส่วนพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดเป็นกฎหมายลูกบท

2. กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า จะมีเนื้อหาที่เกินขอบเขตอำนาจที่กฎหมายที่มีศักดิ์กฎหมายสูงกว่าให้ไว้ไม่ ได้ มิฉะนั้น จะไม่มีผลบังคับใช้

3. หากเนื้อหาของกฎหมายมีการขัดหรือแย้งกัน จะต้องใช้กฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่ามาใช้บังคับไม่ว่ากฎหมายที่มีศักดิ์สูง กว่าจะออกเป็นกฎหมายก่อนหรือหลังกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่า

ในส่วนของ กฎหมายไทยที่เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรแต่ละฉบับจะมีศักดิ์ของ กฎหมายหรือ ลำดับชั้นของกฎหมายที่แตกต่างกัน โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายทั้งหมด พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด เป็นกฎหมายลูกของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ส่วน พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เหล่านี้เป็นกฎหมายที่อาศัยพระราชบัญญัติในการออกเป็นกฎหมาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทยจึงเรียงลำดับได้ดังต่อไปนี้
1) รัฐธรรมนูญ
2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ประมวลกฎหมาย
3) พระราชกฤษฎีกา
4) กฎกระทรวง
5) กฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

รัฐธรรมนูญ เป็น กฎหมายสูงสุดที่กำหนดรูปแบบการปกครอง และระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากกว่ากฎหมายฉบับใด กฎหมายฉบับอื่นจะบัญญัติโดยมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา ฯลฯ หากขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของกฎหมายฉบับนั้นจะถือว่าไม่มีผลบังคับใช้

พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการบัญญัติให้กับฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี จะมีอำนาจในการออกพระราชกำหนดเพื่อใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติได้ในกรณี พิเศษตามที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ต้องการการดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม โดยหลังจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดนั้นแล้ว จะต้องนำพระราชกำหนดมาให้รัฐสภาพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ ถ้ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ พระราชกำหนดก็จะกลายเป็นกฎหมายถาวร แต่หากรัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบ พระราชกำหนดก็จะสิ้นผลไป แต่ การดำเนินการใด ๆ ก่อนที่พระราชกำหนดจะสิ้นผลไป ถือว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ภายหลังจะปรากฏว่า พระราชกำหนดนั้นสิ้นผลไปก็ตาม

พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายแม่บท คือ รัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่น ๆ เช่น พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด ฯลฯ พระราชกฤษฎีกาจะมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่ออกโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญ ดังเช่นพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดไม่ได้ รวมทั้งจะบัญญัติเนื้อหาที่เกินขอบเขตของกฎหมายแม่บทที่ให้อำนาจไว้ไม่ได้ ด้วย

ในอดีตรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเคยประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา ให้ปิด ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราในวันที่ 1 เมษายน 2476 โดยรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุผลของการประกาศพระราชกฤษฎีกาฉบับดัง กล่าวว่าเนื่องจากเกิดความแตกแยกในคณะรัฐมนตรีออกเป็น 2 ฝ่าย ด้วยเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อย(ฝ่ายหลวงประดิษฐ์มนูธรรม)ต้องการวางนโยบาย เศรษฐกิจใหม่ตามแนวทางอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่อีกฝ่ายซึ่งมีเสียงส่วนมากไม่ปรารถนาจะให้เป็นเช่นนั้น เพราะจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติและความสงบสุขของประชาชน การที่สภาผู้แทนราษฎรพยายามดำเนินการวางนโยบายเศรษฐกิจใหม่โดยมีลักษณะ ประดุจการพลิกแผ่นดินเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องปิดสภา ตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเป็นการชั่วคราว

แต่ ผลที่ตามมาคือการรัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476 ให้มีการเปิดสภาเหมือนเดิม จนในที่สุดพระยามโนปกรณ์ฯต้องไปสิ้นชีวิตที่ปีนังในท้ายที่สุด

ซึ่ง เป็นตัวอย่างของการรัฐประหารเงียบด้วยการใช้พระราชกฤษฎีกา ซึ่งเป็นกฎหมายในลำดับที่ต่ำกว่าไปยกเลิกหรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราซึ่ง เป็นกฎหมายในลำดับศักดิ์ที่สูงกว่า ซึ่งไม่ถูกต้องตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

หรือว่าจะเอากันอย่างนั้น ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เอาด้วยครับ

----------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2554

สัมภาษณ์"ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์": ความท้าทายทางการทูตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1

ที่มา ประชาไท

ประชา ไท” สัมภาษณ์ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ถึงความท้าทายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ในการฟื้นฟูภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านและนานา ประเทศ

รายงานพิเศษ : โวหารแบ่ง 'ขาวกับดำ' คือชนวนระเบิดตัวจริงของเหตุร้ายในนอร์เวย์

ที่มา ประชาไท

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในประเทศอย่างนอร์เวย์ กลายเป็นตราประทับของความโหดร้ายอีกกรณีหนึ่งที่มนุษย์กระทำต่อกัน ทั้งเหตุระเบิดสถานที่ราชการและการกระหน่ำยิงเยาวชนในค่ายของพรรคแรงงาน

สิ่งที่ตามมาหลังเหตุร้ายคือการเสาะหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะประณาม และสิ่งที่สื่ออเมริกันจะยกมาประณามนั้นก็ไม่พ้นต้องเป็นกลุ่มก่อการร้ายชาวมุสลิมหรืออะไรที่ใกล้เคียงกัน และพวกเขาคงช็อคมากเมื่อพบว่าผู้ก่อเหตุที่ยอมรับสารภาพ จริงๆ แล้วเป็นฝ่ายขวาที่เกลียดชังนโยบายพหุวัฒนธรรมเสียอีก

รายงานชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการเจาะจงว่าแนวคิดการเมืองหรือศาสนาใดที่ทำให้เกิดความรุนแรง แนวคิดทางการเมืองและศาสนาเพียงอย่างเดียวไม่เคยทำให้ความรุนแรงหากมีความอดกลั้นและยอมรับความต่าง เพียงแต่รายงานชิ้นนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งจากการเมืองฝั่งตะวันตก และการใช้สื่อในการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังผู้มีความคิดทางการเมืองตรงกันข้ามหรือมีความเชื่อต่างกัน

อาการตื่นกลัวเกินเหตุของสื่อโลกตะวันตก
ทันทีที่เกิดเหตุ ทอม ลิสเตอร์ จากสำนักข่าว CNN ผู้ท่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อการอุกฉกรรจ์เช่นนี้ เขาก็เริ่มกล่าวหาโดยโยงถึงกลุ่มมุสลิมเสียแล้ว "มันอาจจะเป็นฝีมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกว้างๆ แต่ประเด็นคือ อัล-เคด้า ในตอนนี้ไม่ได้มีความเป็นองค์กรสักเท่าใดแล้ว มันน่าจะเป็นจิตวิญญาณของคนกลุ่มนี้มากกว่า ที่เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อน" ลิสเตอร์ถึงขั้นสัญนิษฐานถึงแรงจูงใจของพวกเขาอย่างมั่นใจ

"พวกคุณต้องลองดูที่เป้าหมายที่เป็นที่ทำการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานของหนังสือพิมพ์ค่ายใหญ่ที่อยู่ติดกัน มันดูเกี่ยวโยงกันยังไงน่ะหรือ ก็เพราะหนังสือพิมพ์ของนอร์เวย์ได้ตีพิมพ์การ์ตูนล้อพระศาสดามูฮัมหมัดที่ถือเป็นการลบหลู่สำหรับโลกมุสลิม... นี่คือประเด็นที่สร้างความคับแค้นให้กับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงทั่วโลก"

ขณะที่ พอล ครุกแชง นักวิเคราะห์ด้านการก่อการร้ายของ CNN ก็กล่าวออกอากาศในวันเดียวกันว่า "นอร์เวย์ตกเป็นเป้าหมายของ อัล-เคด้า มาระยะหนึ่งแล้ว" เขาบอกด้วยว่าเหตุระเบิดนี้ "เป็นตราประทับขององค์กรก่อการร้าย อัล-เคด้า ในตอนนี้" ถึงค่อยพูดเสริมว่า "พวกเราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำ"

ใน รายการโอ รีลลี่ส์ แฟกเตอร์ ของช่อง Fox News Channel ผู้ร่วมรายการที่ชื่อ ลอร่า อินกราแฮม ประกาศว่า "การก่อการร้ายในนอร์เวย์ น่าจะเป็นผลงานของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอีกแล้ว"

แม้กระทั่งหลังจากที่บรีวิค คนร้ายตัวจริงถูกทางการจับกุมตัวแล้ว จอห์น โบลตัน อดีตเอกอัครราชฑูตประจำสหประชาชาติในสมัยรัฐบาลบุชก็ยังไม่เชื่อ เขาบอกว่าพฤติกรรมเช่นนี้ดูไม่น่าจะเป็นฝีมือชาวนอร์เวย์ น่าจะเป็นภัยทางการเมืองในระดับวงกว้างมากกว่าฝีมือของกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายขวา โดยก่อนหน้านี้โบลตันกล่าวว่ามันน่าจะเป็นการก่อการร้ายของชาวมุสลิมเนื่องจากมีกลุ่มผู้อพยพจากตะวันออกกลางเข้ามาในนอร์เวย์อยู่จำนวนหนึ่ง

บทบรรณาธิการของ วอล สตรีท เจอร์นัล ถึงขั้นบอกว่าเหตุที่เกิดขึ้นนี้ เป็นราคาที่ชาวนอร์เวย์ต้องจ่ายให้กับการที่นอร์เวย์ธำรงไว้ซึ่งความอดกลั้นและเสรีภาพ และแม้กระทั่งว่าคนร้ายตัวจริงถูกจับกุมตัวแล้ว บทบรรณาธิการของ วอล สตรีท เจอร์นัล ก็ยังคงแสดงความอคติอย่างไม่ลดรา โดยระบุว่า คนร้ายได้แรงบันดาลใจมาจาก อัล-เคด้า "การก่อการร้ายโดยเจาะจงเป็นลายเซนต์ของพวก อัล-เคด้า แต่พวกลอกเลียนที่มีเป้าหมายต่างกันก็อาศัยวิธีการแบบเดียวกัน"

"ทีโมธี แมคเวจ และ แอนเดอร์ บรีวิค ใช้ระเบิดและกระบอกปืน ส่วนพวกคลั่งลัทธิใช้โวหารและนโยบาย"
ไม่ใช่เรื่องใหม่กับนิสัย 'ด่วนสรุป' โดยเฉพาะเรื่องการประณามว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุตัวจริง เรื่องนี้มีมาตั้งแต่เหตุระเบิดในโอคลาโฮมาเมื่อปี 1995 มาแล้ว มีนักวิจารณ์หลายท่านออกมาให้ความเห็นว่าต้องเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลางเป็นแน่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งเหตุในนอร์เวย์ปี 2011 และในโอคลาโฮมาปี 1995 ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงโดยทั้งสิ้น

ในปี 1995 เหตุระเบิดในโอคลาโฮมาเป็นฝีมือของ ทีโมธี แมคเวจ ทหารผ่านศึกเหรียญตรา ทองแดงจากสงครามอ่าว ขณะที่ในปี 2011 เป็นผลงานของแอนเดอร์ เบอห์ริง บรีวิค ผู้ชิงชังอิสลาม มาร์กซิสม์ และแนวทางพหุวัฒนธรรม ทั้งสองต่างเชื่อว่ารัฐบาลในสมัยของตนกำลังทำลายสิ่งที่พวกตนเชื่อถือ

ปิแอร์ ทริสแทรม บรรณาธิการเว็บข่าว FlagierLive.com เขียนแสดงความเห็นว่าผู้ก่อการทั้งสองรายนี้ต่างก็เป็นผู้มีความคิดเอียงขวาและเป็นคนที่เชื่อว่าเชื้อชาติของคนผิวขาวเหนือกว่าเชื้อชาติอื่น และในขณะที่สื่อของอเมริกันต่างออกความเห็นอย่างเข้าใจผิดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มอิสลาม พวกสื่อเหล่านี้เองก็เผยให้เห็นความคลั่งลัทธิของตนเองอยู่ ส่วนเหล่านักการเมืองและนักวิจารณ์เคร่งลัทธิเหล่านี้เองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดปีศาจในตัวชายสองคนนี้แท้ๆ

"ทั้งแมคเวจและบรีวิคต่างก็เป็นผู้ที่ย้ำเตือนถึงบาปกำเนิดของวัฒนธรรมตะวันตก คือการเชื่อว่าเชื้อชาติของตนเหนือกว่า ซึ่งบาปนี้ยังคงอยู่และติดตัวคนจำนวนมากจนเป็นชนวนให้เกิดสิ่งต่างๆ" ทริสแทรมกล่าวอีกว่า นอร์เวย์ก็เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและในสหรัฐฯ ที่อยู่ท่ามกลางการฟื้นคืนของผู้คลั่งไคล้ฝ่ายขวา

ในรายงานของ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ เสนอว่าพรรคการเมืองบางกลุ่มมีการพยายามเน้นย้ำความรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ของชาติ โดยการพยายามนำการวิพากษ์วิจารณ์ชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ รวมถึงชาวมุสลิม ตามร้านเหล้าและในอินเตอร์เน็ตเข้ามาสู่นโยบายการเมืองกระแสหลัก ทำให้แม้ว่าพรรคการเมืองอาจจะไม่ได้ลงมือก่อความรุนแรงด้วยตนเอง แต่ก็ทำให้เกิดบรรยากาศของความเกลียดชังในข้อถกเถียงทางการเมือง นำพาให้เกิดความรุนแรงในระดับปัจเจกบุคคล

"สังคมที่เน้นการอยู่ร่วมกัน ความอดกลั้น การเปิดใจกว้าง และแน่นอนว่าแนวคิดพหุวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้กำลังถูกล้อมปราบโดยแนวคิดเคร่งลัทธิซึ่งเกิด ขึ้นในทุกๆ ส่วนของสังคม ทั้งในด้านวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา" ทริสแทรม กล่าวในบทความ "ทีโมธี แมคเวจ และ แอนเดอร์ บรีวิค ใช้ระเบิดและกระบอกปืน ส่วนพวกคลั่งลัทธิใช้โวหารและนโยบาย"

ระวังการมองแบบขาวกับดำ
เหล่าประเทศในสหภาพยุโรปเปิดรับเหล่าผู้อพยพจากภายนอกและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของประชาชน ซึ่งตรงจุดนี้ก็ค่อยๆ ก่อความไม่พอใจให้กับกลุ่มชาตินิยม นโยบายการอพยพอย่างเสรีในกลุ่มประเทศยุโรปทำให้ เกิดผู้อพยพเข้าประเทศจำนวนมาก ทั้งผู้ที่หนีจากภัยต่างๆ และผู้ที่เข้ามาเพื่อหาแหล่งทำมาหากิน และจำนวนมากเป็นชาวมุสลิม ทำให้เหล่าพรรคการเมืองฝ่ายขวาหยิบยกประเด็นนี้มาเพื่อพยายามเรียกร้องความสนใจ

อย่างไรก็ตามบทความของ ฮวน โคล อาจารย์สอนด้านประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางและเอเชียใต้จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ก็ย้ำเตือนว่าอย่าได้มองอะไรเป็นขาวกับดำ

โคลเขียนระบุในบทความเรื่องมุมมองการอพยพว่า การอพยพนั้นไม่ใช่กระบวนการที่ราบลื่นและจากประวัติศาสตร์ในสหรัฐฯ กลุ่มสังคมผู้อพยพไม่เคยอยู่ในข่ายที่ 'เหนือกว่า' แต่บรีวิค ผู้ก่อเหตุในออสโลกลับมองว่า ผู้อพยพเป็นภัยต่ออัตลักษณ์ของยุโรป เขากลัวว่ายุโรปจะกลายเป็นเพียงอิหร่านขนาดใหญ่หากชาวตะวันออกกลางอพยพเข้ามาเรื่อยๆ

โคลบอกว่าการแบ่งแยกว่าชาวคริสต์คือยุโรปนั่นฟังดูเขลา เนื่องจากอิสลามเป็นศาสนาที่มีอยู่ในยุโรปมากว่า 1,400 ปีแล้ว และเช่นเดียวกับที่ชาวคาโธลิกที่อพยพเข้าไปในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ชาวมุสลิมในยุโรปก็มีความหลากหลายด้านแนวคิดทางสังคมและการเมือง แต่ขณะเดียวกันมีจำนวนมากที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และที่เหลือก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฉะนั้นการที่ผู้อพยพจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมยุโรปอย่างที่บรีวิคกลัวนั้นเป้นไปได้ยาก

อาจารย์จากมิชิแกนยังได้พูดถึงความกลัวอีกอย่างหนึ่งของบรีวิค คือเรื่องการมองจุดยืนทางการเมืองของประเทศในยุโรปแบบขาวกับดำ เขามองว่าแนวคิดแบบกลางเอียงซ้าย (Left of Center) ในยุโรปนั้นกำลังเป็นการควบรวมเข้ากับแนวคิดมาร์กซิสม์ ซึ่งในทางตรงกันข้ามแล้วโคลมองว่าพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกับบรีวิคกำลังโตขึ้นในยุโรปด้วยซ้ำ พรรคฝ่ายขวาที่เคยถูกรังเกียจในสวีเดนและฟินแลนด์ ก็เริ่มมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างหน้าจับตา

เช่นพรรคสวีเดนเดโมแครต (SD) ซึ่งเรียกตัวเองว่าพรรคซ้ายจัดก็ได้เสนอนโยบายตัดงบประมาณสำหรับผู้อพยพร้อยละ 90 และหัวหน้าพรรคก็เขียนโจมตีผู้อพยพอย่างเปิดเผย ทำให้ในการเลือกตั้งสวีเดนปี 2010 พรรคสวีเดนเดโมแครตก็ข้ามพ้นกำลังร้อยละ 4 ซึ่งเป็นคะแนนเสียงขั้นต่ำสำหรับการได้มีที่นั่งในสภาได้สำเร็จ

"การเป็นกังวลเรื่องผลกระทบจากผู้อพยพไม่ใช่เรื่องอันตราย การต่อต้านแนวคิดทางการเมืองแบบเอียงซ้ายก็เป้นสิทธิของทุกคนในระบอบประชาธิปไตย การไม่เห็นด้วยในเรื่องศาสนาก็เป็นเรื่องปกติ" โคลกล่าว

"แต่เมื่อคุณได้ยินคนเอาเรื่องพวกนี้มายำรวมกัน เมื่อคุณได้ยินพวกเขาใช้โวหารแบ่งขาวดำชัดเจน เมื่อคุณได้ยินการพูดถึงภัยต่อการดำรงคงอยู่ และเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคุณเห็นพวกเขาพยายามทำให้เชื่อว่าการเคลื่อนไหวเล็กน้อยที่พวกเขาชิงชังกำลังจะก่อให้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงและโดยทันใด เมื่อนั้นแหละที่คุณควรจะกลัว กลัวมากๆ เพราะนั่นคือเวลาที่พวกสุดโต่งเหล่านี้กำลังเรียนรู้ถึงความเกลียดชัง และจะแปลงมันให้กลายเป็นความรุนแรง" โคลกล่าวในบทความ

"สิ่งที่บรีวิคต้องการจะสื่อจริงๆ คือ พวกเราควรจะสูดหายใจลึกๆ และถอยห่างออกมาจากสภาวะที่ล่อแหลมเช่นนี้"

ที่มา
รายงานของกลุ่ม Fairness & Accuracy In Reporting (FAIR), 25-07-2011
http://www.commondreams.org/newswire/2011/07/25-4

The Greater Threat: Christian Extremism From Timothy McVeigh to Anders Breivik, FlagierLive, 24-07-2011
http://flaglerlive.com/25667/pt-mcveigh-breivik

Norway Attacks Put Spotlight on Rise of Right-Wing Sentiment in Europe, The New York times, 23-07-2011
http://www.nytimes.com/2011/07/24/world/europe/24europe.html?_r=1

The bombs in Afghanistan have landed in Norway, Jesse McLaren (blog), 25-07-2011
http://rabble.ca/blogs/bloggers/jesse/2011/07/bombs-afghanistan-have-landed-norway

When Extremism Learns to Blow things Up, Informed Comment, 24-07-2011
http://www.juancole.com/2011/07/when-extremism-learns-to-blow-things-up.html

ข้อมูลประกอบ
http://en.wikipedia.org/wiki/Sweden_general_election,_2010

ทุนนิยาม101: สหภาพแรงงานและนโยบายค่าแรง 300 บาท

ที่มา ประชาไท

Introduction to Capitalism 101#2 Trade Union & 300 baht daily minimum policy | ทุนนิยาม 101 ตอนที่ 2 from Pong Pan on Vimeo.


รายการทีวีออนไลน์ "ทุนนิยาม 101" (Introduction to Capitalism 101) โดยกลุ่มทุนนิยมที่สังคมกำกับ (Embedded Capitalism) ดำเนินรายการโดย "เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร" นำเสนอตอนที่สอง "สหภาพแรงงาน และนโยบายค่าแรง 300 บาท" โดยเชิญ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ อนุชา มีทรัพย์ อดีตประธานสหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ร่วมถก

โดยรายการ "ทุนนิยาม101" ตอน นี้ "อนุชา มีทรัพย์" เล่าถึงการก่อตั้งสหภาพแรงงานแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน ซึ่งมีแรงผลักดันมาจากการถูกตัดสวัสดิการของคนงานในโรงงานเจียระไนอัญมณี คนงานในโรงงานเจียระไนอัญมณีดังกล่าวอาศัยวันหยุดในแต่ละสัปดาห์เรียนรู้ กฎหมายสิทธิแรงงาน ว่านายจ้างทำอะไรได้บ้าง ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง

"สหภาพ แรงงานเป็นทางออกเดียวที่ หากว่าลูกจ้างอย่างเราๆ จะอยากเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ใช่เงินทองก็ได้ อยากเปลี่ยนเป็นสภาพการจ้างที่ไม่ปลอดภัยก็ได้"

หลัง การตั้งสหภาพแรงงาน อนุชาและแกนนำสหภาพแรงงาน ต้องเผชิญการทำลายสหภาพแรงงานโดยฝ่ายผู้บริหาร มีอนุชาถูกฟ้องเลิกจ้างหลายครั้ง รวมทั้งการกดดันหลายรูปแบบในสถานที่ทำงาน แต่คนงานทั้งในโรงงานที่เขาทำงาน และโรงงานอื่นที่ประกอบกิจการเจียระไนอัญมณีเหมือนกันก็สมัครเข้ามาเป็น สมาชิกสหภาพแรงงาน

ด้าน อาจารย์ "วรวิทย์ เจริญเลิศ" กล่าวว่า ในกรณีนี้เมื่อมีการตั้งสหภาพแรงงาน ก็มักจะมีการเลิกจ้าง เพื่อทำให้สหภาพแรงงานล้มลง ในการจัดตั้งสหภาพแรงงานจะต้องได้รับการคุ้มครองจริงๆ ก็ต้องมีการยอมรับเสรีภาพในการตั้งสหภาพแรงงาน ตามอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยังไม่ยอมรับอนุสัญญาดังกล่าว เมื่อยังไม่ยอมรับอนุสัญญาดังกล่าว เวลาผู้นำแรงงานถูกเลิกจ้างก็ต้องไปใช้วิธีฟ้องร้องในศาล ซึ่งเสียเปรียบ

ใน กรณีที่ไทยลงนามในอนุสัญญา ILO ฉบับดังกล่าว ถ้ากรรมการสหภาพแรงงานถูกเลิกจ้าง ทางสหภาพแรงงานก็สามารถทำเรื่องร้องเรียนไปยัง ILO ให้ตรวจสอบได้ ซึ่งถ้าไม่เป็นธรรม ILO ก็จะทำรายงานให้รัฐบาลไทยเข้าไปดู คือจะไม่ใช่เรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือศาลเท่านั้น แต่จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถร้องเรียนหากเกิดการละเมิด

ส่วน ในการที่ดีที่สุดที่คนงานจะรักษาสหภาพแรงงานไว้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าสหภาพแรงงานจะเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเมื่อตั้งสหภาพแรงงานแล้วมีการเลิกจ้างผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำและคนงานในสหภาพแรงงานก็ต้องเป็นเสียงเดียวกัน จึงคิดว่าไม่ใช่แค่อนุสัญญา ILO เท่านั้นจะช่วย ที่จริงอยู่ที่พลังของผู้ใช้แรงงาน

วรวิทย์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สหภาพแรงงานส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่ในนิคมอุตสาหกรรมใน จ.ลำพูน เพิ่งมีสหภาพแรงงาน 2 แห่ง โดยที่คนงานไม่ทราบสิทธินี้เลย และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานมีแนวโน้มที่จะให้คนงานประนีประนอม แทนที่จะรักษาสิทธิให้คนงานกลับให้คนงานยอมเสีย ให้เรื่องมันจบไป เพื่อรักษาบรรยากาศในการลงทุน และลักษณะพิเศษของ จ.ลำพูน คือมีนิคมอุตสาหกรรม เป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าเชียงใหม่ แต่ค่าแรงขั้นต่ำกลับต่ำกว่า จ.เชียงใหม่ และลำพูนแรงงานมีอยู่มากมายแต่แทนที่รัฐจะเข้ามารักษาสิทธิ กลับการเป็นรัฐกับทุนในยุคกลับไปสนับสนุนซึ่งกันและกัน ผู้ใช้แรงงานเลยรู้สึกอำนาจต่อรองไม่ดี รัฐควรเข้ามาเสริมให้คนที่อ่อนแอกว่ามีอำนาจต่อรองและให้เขาเจรจากัน ทำให้สังคมมันอยู่กันได้ แต่รัฐกลับเป็นอุปสรรคด้วย ส่วนนายจ้างโดยปกติเขาก็คิดว่าอยู่เมืองไทยแล้ววันหนึ่งเขาก็ไป

ส่วน กรณีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่พรรคเพื่อไทยเสนอนั้น อดีตประธานสหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์กล่าวว่า ทุกวันนี้รายได้ของคนงาน นอกจากค่าแรงขั้นต่ำ รวมกับสวัสดิการอื่นๆ และการทำงานล่วงเวลา ก็ได้รายได้ต่อวันเกิน 300 บาทแล้ว โดยอนุชาประเมินว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 น่าจะทำได้จริง ไม่มีปัญหา แต่โรงงานอาจใช้วิธีไปตัดสวัสดิการออก แต่ยังดีเพราะสวัสดิการ กับเงินเดือนหรือค่าแรงขั้นต่ำนั้นต่างกัน ค่าแรงขั้นต่ำถ้าเรามาทำงานก็ได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแล้ว แต่สวัสดิการ ถ้าเราเจ็บป่วยมาทำงานไม่ได้ก็ไม่ได้สวัสดิการ นอกจากนี้ถ้าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท ก็จะทำให้การทำงานล่วงเวลา และทำงานวันหยุดก็จะยิ่งได้ค่าตอบแทนเพิ่ม คิดถ้าเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ๆ น่าจะทำได้ แต่อุตสาหกรรมเล็กน่าจะมีปัญหา

ส่วน การทำงานโดยรับแค่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 169 บาท ถามว่าพอไหม ตอบได้เลยว่าไม่ได้ ที่คนงานอยู่ได้ทุกวันนี้อยู่กันด้วยการทำโอทีและการทำงานวันหยุด ถ้ารับค่าแรงขั้นต่ำจริงๆ ไม่มีใครอยู่ได้ ถ้าอยู่แบบทำ 8 ชั่วโมงล้วนๆ ได้ค่าสวัสดิการนิดหน่อย ค่ากับข้าว 20 บาท ค่าน้ำมัน 10 บาท ไม่มีโอที ไม่มีฮอลิเดย์ ได้วันละ 200 กว่าบาท คิดว่าอยู่กันไม่ได้

ด้าน วรวิทย์ กล่าวว่า "ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ต่างเห็นด้วยกับนโยบายขึ้นค่าแรง พรรคประชาธิปัตย์เสนอขึ้นค่าแรง 25% เพื่อไทยเสนอ 300 บาท ก็คือขึ้นค่าแรง 45% เพราะฉะนั้นถ้าคนเขาเลือกเพื่อไทยมาถือว่ามีนัยยะที่สำคัญ คือ เขาเลือกการเมืองแบบนี้"

"ถาม ว่า 300 บาทควรไหม ควร เพราะคนงานกว่าจะทำงานได้วันละ 300 บาท ต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง บวก 3 ชั่วโมงคือโอที คือคนงานไทยทำงานมากเกินไป ควรทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แล้วมีวันหยุดอย่างน้อย 2 วัน"

ส่วน ข้อโต้แย้งจากฝ่ายทุนที่ว่าการ ขึ้นค่าแรงจะเป็นการเพิ่มต้นทุนนั้น วรวิทย์กล่าวว่า อาจเป็นการเพิ่มต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการที่เน้นการใช้แรงงานราคาถูก ส่วนกิจการที่ใช้แรงงานที่มีทักษะ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์เขาพยายามดึงแรงงานที่มีฝีมือเข้ามาทำงาน โดยให้ค่าจ้างสูงกว่า 300 บาทต่อวัน คือจริงๆ แล้วเขาจ่ายได้ แล้วเราต้องการให้แรงงานไทยเป็นแรงงานใช้ฝีมือและรัฐต้องสนับสนุน คือไทยต้องออกจากการพัฒนาแบบนี้ที่เน้นใช้ค่าแรงถูกเป็นความได้เปรียบในการ แข่งขัน

วรวิทย์ประเมิน ว่านโยบายค่าแรงขั้น ต่ำวันละ 300 บาทนี้น่าจะทำได้ ขณะเดียวกันต้องทำเป็นระยะ ไม่ใช่ดำเนินมาตรการนี้ทีเดียว เช่น รัฐบาลควรกำหนดว่าสองปีนี้จะไปสู่จุดนี้ และถ้าไปสู่จุดนี้จะมีมาตรการอื่นอย่างไร เช่น จะทำอย่างไรไม่ให้สินค้าราคาสูง ขณะเดียวกันจะมีวิธีการอื่นไหมที่จะช่วยผู้ประกอบการที่ติดนิสัยใช้แรง งานราคาถูก ให้ปรับยุทธวิธีมาทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนงานดีขึ้น

"อีก อย่างที่ควรทำควบคู่กัน คือจะทำอย่างไรไม่ใช่แค่ให้ค่าจ้าง 300 บาท แต่ควรคิดว่าจะจัดสวัสดิการให้แรงงานกลุ่มอื่นอย่างไร อย่างน้อยแรงงานที่อยู่นอกระบบอย่างน้อยก็ต้องได้รายได้ที่เป็นธรรม หรือมีสวัสดิการ ถ้าเน้นทั้งค่าจ้างและสวัสดิการก็จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เท่าเทียมกัน มากยิ่งขึ้น" วรวิทย์กล่าว

ชาวบ้านโป่งอาง รุกเคลื่อนไหวยื่นหนังสือค้านเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง

ที่มา ประชาไท

เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 27 ก.ค.นี้ กลุ่มชาวบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้นัดรวมตัวกันไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อ นางพิมพ์สรณ์ ท้วมศรี นายกเทศบาลตำบลเมืองนะ และนายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ นายอำเภอเชียงดาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน และขอให้นำเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอและทบทวนการดำเนินการต่อไป

โดย ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านโป่งอางได้รวมพลังกันขึ้นป้ายคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอน บน ตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ตามถนนหนทาง และหน้าบ้านของแต่ละครัวเรือน หลังจากรู้ข่าวแน่ชัดว่าจะมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงบริเวณบ้านโป่งอาง ซึ่งเคยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำการสำรวจและจัดประชุมอยู่หลายครั้งแต่ไม่ได้ บอกรายละเอียดให้ชาวบ้านได้รับรู้

นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 22 ก.ค.54 ที่ผ่านมา ตัวแทนชาวบ้านโป่งอาง นำโดยนายจตุกร กาบบัว ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโป่งอาง, นายเสาร์คำ เขื่อนเพชร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลเมืองนะ, นายแก้ว จองจาย แก่ฝายหลวงบ้านโป่งอาง ฯลฯ ได้ทำหนังสือไปยื่นต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ซึ่งได้เดินทางมาเปิดอาคารเรียนโรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มาแล้ว

โดยหนังสือระบุว่า ตามที่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการเข้ามาทำการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นทางคณะศึกษาฯร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ได้เข้ามาจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ปิง 3 ครั้งที่ผ่านมา ครั้งที่ 1 เดือนมกราคม 2554 ครั้งที่ 2 วันที่ 5 เมษายน 2554 และครั้งที่ 3 วันที่ 24 มีนาคม 2554 ประเด็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผล กระทบด้านสิ่งแวดล้อม โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปิงตอนบน

นอกจาก การจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้ว คณะศึกษาฯ ยังได้ลงพื้นที่ ณ ที่ตั้งโครงการ คือ บ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจัดทำข้อมูลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ระบบนิเวศพื้นที่ และสุขภาพของคนในชุมชน

ชาวบ้านชุมชนบ้านโป่ง อาง หมู่ที่ 5 ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียและได้รับผลกระทบโดยตรง ได้มีการประชุมหารือก่อนมีมติ เห็นว่า โครงการดังกล่าวเป็นลักษณะของกระบวนการที่ได้ละเมิดสิทธิชุมชน และฐานทรัพยากรฯในประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

1.การรับรู้ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานตามโครงการ ชุมชนไม่มีโอกาสเข้าถึง รับรู้ข่าวสาร รายละเอียดโครงการฯ
2.กระบวนการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นจากคนในชุมชนอย่างแท้จริง
3.ขั้น ตอน กระบวนการศึกษามีลักษณะเร่งรัดในการดำเนินการ ขาดความละเอียดของการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
4.ที่ตั้งโครงการฯ ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ปิง ซึ่งถือว่าเป็นขุนน้ำสำคัญไหลหล่อเลี้ยงชุมชนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่จนถึงที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา
5.ที่ตั้งโครงการฯดังกล่าว เป็นพื้นที่ป่าของชุมชน ที่ชุมชนได้อาศัย พึ่งพาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร ไม้ใช้สอยของคนในชุมชน
6.ไม่ มีการใช้ฐานต้นทุนองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามามีส่วนในกระบวนการศึกษาความเหมาะสม และดำเนินการทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ชาว บ้านชุมชนบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 เห็นว่า การเข้ามาศึกษาฯครั้งนี้ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงและสิ่งที่ชุมชนเสนอ ทั้งที่ผ่านเอกสาร และการศึกษาข้อมูล เพราะผลที่ออกมาเป็นรูปแบบของการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งความสูง พื้นที่รองรับน้ำ ความยาวของตัวเขื่อน ที่สำคัญการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเข้ามาดำเนินการกระบวนการศึกษา ไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนได้รับรู้อย่างทั่วถึงหรือไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้ จริง ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจร่วมของคนในชุมชน ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลให้ชุมชนในพื้นที่เป็นอย่าง ยิ่ง
ดัง นั้น ทางชุมชนบ้านโป่งอาง จึงขอให้พิจารณา ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอ ทบทวน หรือยุติการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามโครงการฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของชุมชน แหล่งต้นน้ำปิงที่จะคงความยั่งยืนถึงลูกหลานต่อไปในอนาคต
อย่าง ไรก็ตาม ชาวบ้านโป่งอางทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าหากมีการสร้างเขื่อน จะทำให้กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านและขอร่วมกันคัดค้านเพื่อปกป้องรักษา ชุมชน ผืนดินผืนป่านี้ไว้ให้ลูกหลานต่อไปให้ได้
นาย สง่า แนะบือ ชาวบ้านโป่งอาง กล่าวว่าเขื่อนมันจะมาทำลายวีถีชีวิตชาวบ้าน เพราะว่าทุกวันนี้ ชาวบ้านเอาป่าเป็นชุบเปอร์มาเก็ต เวลาหิว เข้าป่าก็ได้อาหารมากิน เดินเลาะน้ำปิง ลงทอดแห ก็ได้ปลามากินแล้ว
ใน ขณะที่นางบัวเขียว ชุมภู ตัวแทนชาวบ้านโป่งอาง ก็ออกมากล่าวยืนยันว่า จะไม่ยอมให้สร้างเขื่อนอย่างเด็ดขาด ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง จะสู้จนตาย เพราะว่ากว่าที่พ่อแม่เรารักษาผืนป่ามาไว้ให้ เมื่อตกมาถึงรุ่นเรา เราก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานให้ได้.

จี้สภาพัฒน์ยกเลิกแผนพัฒนาภาคใต้ ‘สตูล–สงขลา’ผนึกต้านแลนด์บริดจ์

ที่มา ประชาไท

ต้านแลนด์บริดจ์ – ชาวบ้านจังหวัดสตูลและสงขลา ร่วมประกาศเจตนารมณ์คัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล

เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมนามนิพัทธ์ โรงแรมเอเชี่ยนหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการสัมมนาโครงการศึกษาเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวาง แผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้แผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ มีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ นักธุรกิจ นักวิชาการ ประชาชนจากอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และประชาชนจากจังหวัดสตูล เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 60 คน

นางสาวอุ่น เรือน เล็กน้อย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำเสนอผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย 25 ครั้ง และผลสำรวจจากแบบสอบถาม 2 ชุดกว่า 5,000 ฉบับ ระหว่างเดือนกันยายน 2553–พฤษภาคม 2554 ในจังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา และจังหวัดปัตตานี ตามโครงการสำรวจเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการ ของประชาชน ในจังหวัดสตูล–สงขลาและพื้นที่ต่อเนื่องอำเภอหนองจิก อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

นางสาวอุ่นเรือน เปิดเผยผลการสำรวจว่า ชาวบ้านต้องการให้พัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยพัฒนาภาคการเกษตรและประมง และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในรูปของการท่องเที่ยว ดำรงอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตร ที่มีการจัดโซนนิ่ง (การกำหนดพื้นที่) ที่ชัดเจน

นายเจะปิ อนันทบริพงษ์ ชาวบ้านตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนและชาวบ้านจะนะ เพิ่งทราบจากพี่น้องจังหวัดสตูลว่า จะมีการจัดเวทีฯ ในวันนี้ ทำไมถึงไม่เชิญพวกตน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการรัฐ อีกไม่นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการแผนพัฒนาภาคใต้ โดยเฉพาะสะพานเศรษฐกิจสงขลา–สตูล ที่ต้องเจอโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ

นาง สุไรด๊ะ โต๊ะหลี ชาวบ้านจากเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จังหวัดสงขลา เสนอในวงเสวนาว่า ขอให้ทางสถาบันวิจัยสุงคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกเลิกโครงการแผนพัฒนาภาคใต้ โดยเฉพาะแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ปัจจุบันนี้ที่จะนะ มีโรงแยกก้าซทรานไทย-มาเลเซีย และโรงไฟฟ้าจะนะ ตนและชาวบ้านไม่ไว้ใจใครอีกแล้วไม่ว่า บริษัท สถาบันวิชาการ มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ไปรับงานจากภาครัฐก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากแล้ว

“ผล กระทบจากโรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้า ทำให้คลองนาทับเน่าเสียเลี้ยงปลาในกระชังไม่ได้ น้ำยางพาราก็แทบไม่ไหล ชาวประมงพื้นบ้านก็หันไปทำงานก่อสร้างกันหมด เพราะในทะเลแทบไม่มีปลา ผู้นำชุมชนกับชาวบ้านก็อยู่กันคนละฝ่ายไม่กล้าเจอหน้ากัน” นางสุไรด๊ะ กล่าว

นาง สาวอุ่นเรือน ชี้แจงว่า โครงการศึกษาของสถาบันวิจัยสังคม เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อรับฟังความคิดเห็นในโครงการสำรวจเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้อง กับความต้องการของประชาชนในจังหวัดสตูล–สงขลาและพื้นที่ต่อเนื่อง ขอให้ก้าวให้พ้นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือสะพานเศรษฐกิจสงขลา–สตูล ท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล และท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แต่เราเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อสะท้อนให้สภาพัฒน์พิจารณาจัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ จากความต้องการของคนในพื้นที่จริงๆ” นางสาวอุ่นเรือน ชี้แจง

ต่อมา เวลาประมาณ 10.40 น. ชาวบ้านจากจังหวัดสตูล รวมถึงเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล และเครือข่ายนักศึกษาเพื่อสังคมภาคใต้ ประมาณ 70 คน เดินทางเข้าร่วมเวทีฯ

นาย วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี คณะทำงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กล่าวว่า กระบวนการดำเนินการทบทวนโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ของสภาพัฒน์ โดยไปจ้างบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการขัดมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 และมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ต้องการให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ตั้งแต่ต้น

นายวิโชคศักดิ์ ถามว่า เวทีย่อย 25 ครั้งที่จัดเคยเชิญพวกตนไปร่วมเวทีบ้างหรือไม่ ทำไมการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจึงไม่มีการเชิญชุมชนที่ได้รับความเดือด ร้อนอย่างแท้จริงมาประชุมบ้างเลยสักครั้ง คนจังหวัดสตูลและสงขลาไม่เอาแลนด์บริดจ์ แต่มีแลนบก (เหี้ย) 6 ตัว ที่จับมาจากบ้านอยู่ในกระสอบข้างล่างจะดูหรือไม่ ถ้าจะดูเดี๋ยวจะนำมาเข้าร่วมเวที

นางสุไรด๊ะ ถามว่า คนในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา คนในอำเภอละงู จังหวัดสตูล ทำไมไม่เคยได้ร่วมเวทีกลุ่มย่อยเลยสักครั้ง

นาย สมชาย ศักดาเวคีอิศร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การดำเนินการจัดประชุมกลุ่มย่อยนั้น ทางสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจไปพบกับชาวบ้านในพื้นที่ไม่ถูกกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดี ที่ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล ได้เติมเต็มประเด็นประสบความเดือดร้อนโดยตรง มาสะท้อนในเวทีนี้

“ความ ต้องการของชาวบ้านจากจังหวัดสตูลและสงขลา ตรงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานการพัฒนาแบบยั่งยืนและสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้ระบุโครงการเมกะโปรเจกต์ใหญ่ๆ ไว้เลย” นายสมชาย กล่าว

นาย สมบูรณ์ คำแหง คณะทำงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนได้รับบทความจากอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทความระบุชัดว่าแลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล เป็นยุทธศาสตร์พลังงาน การขนถ่ายน้ำมัน และรองรับนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สอดคล้องกับคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ว่าท่าเรือน้ำลึกปากบารา จะไม่คุ้มทุนถ้าไม่มีนิคมอุตสาหกรรมรองรับ

นาย ชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้แจงว่า สภาพัฒน์ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เพื่อจัดทำร่างแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ต่อมา วันที่ 20 กรกฎาคม 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ทบทวนแผนดังกล่าว

“ทางสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ไม่เข้าใจจึงนำร่างแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติทบทวน อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรียังตีความผิดว่า ให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติจัดทบทวน โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนเอง” นายชาญวิทย์ กล่าว

นายชาญวิทย์ ชี้แจงต่อไปว่า สภาพัฒน์ยังไม่มีแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน ที่ระบุว่าจะต้องสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นการผลักดันของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม และโครงการศึกษาออกแบบและรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทางรถไฟเชื่อมโยงขนส่งอ่าวไทย–อันดามัน ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม (สนข.) ส่วนโครงการการวางท่อน้ำมันและคลังน้ำมัน 2 ฝั่ง อำเภอละงู จังหวัดสตูล กับอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เป็นเป็นยุทธศาสตร์ของกระทรวงพลังงาน ไม่ได้เป็นแผนของสภาพัฒน์

นายชาญวิทย์ ชี้แจงอีกว่า ตอนนี้สภาพัฒน์ให้ความสนใจกับการลงทุนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศพม่า ตั้งแต่การวางโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีพื้นที่รองรับการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมกว้างขวาง ส่วนที่กระทรวงคมนาคมกับพรรคเพื่อไทย มีนโยบายผลักดันการก่อสร้างสะพานเศรษฐกิจสงขลา–สตูล ถ้าไม่สอดรับกับแผนสภาพัฒน์ก็สร้างไม่ได้

“วันนี้ชาวบ้านจากจังหวัด สตูลและสงขลา ได้มายืนยันผลกระทบจากความเดือดร้อน จากโครงการสะพานเศรษฐกิจสงขลา–สตูล ผมและทางสถาบันวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะนำกลับไปเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทบทวนร่างแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป” นายชาญวิทย์ กล่าว

ต่อมา เวลาประมาณ 14.00 น. ชาวบ้านได้มีการยืนแถวยาวคู่ขนาน แบ่งแถวหนึ่งเป็นชาวบ้านจังหวัดสตูล อีกแถวหนึ่งเป็นชาวบ้านจังหวัดสงขลา จับมือทำพันธสัญญาและประกาศเจตนารมณ์ผนึกกำลังต่อสู้คัดค้านโครงการ แลนด์บริดจ์สงขลา–สตูลจนถึงที่สุด

นางสาวอุ่นเรือน กล่าวต่อที่ประชุมว่า เมื่อตนได้รับเสียงสะท้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบา รา ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 รวมถึงสะพานเศรษฐกิจสงขลา–สตูลเช่นนี้ ตนจะนำเสนอให้สภาพัฒน์ทบทวนโครงการทั้งหมดต่อไป

“เสียงสะท้อนจากคน จังหวัดสตูลทำให้ทราบว่า โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของจังหวัดสตูลมากมาย ไม่ว่าแหล่งหญ้าทะเลที่บริเวณจะสร้างท่าเรือฯ ซึ่งมีฝูงพะยูนหากิน ทั้งมีปะการังเจ็ดสีที่ยังสมบูรณ์ที่สุดในฝั่งอันดามัน อีกทั้งยังมีการเตรียมการจัดตั้งอุทยานธรณีละงู–ทุ่งหว้า–เภตรา–ตะรุเตา ซึ่งเป็นแหล่งฟอสซิลระดับอาเซียน” นางสาวอุ่นเรือน กล่าว

พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 1 สิงหาคม 2554

ที่มา ประชาไท

พระเจ้าอยู่หัวฯ ตราพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จพระราชดำเนินเปิดประชุมรัฐสภา 1 ส.ค. นี้

วันนี้ (27 ก.ค.) สำนักพระราชวัง ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การเปิดประชุมรัฐสภา โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งบังคับบัญชาสำนักพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 แล้ว

ตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกภายในสามสิบวัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 127 มาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ในวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ดังต่อไปนี้

วัน จันทร์ที่ 1 ส.ค.ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

เวลา 17.00 น.เสด็จฯออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงยืนหน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านไขพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมทั่ง แตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา

จบ แล้วมหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่ง แตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินลงจากพระที่นั่งอนันตสมาคม ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับการแต่งกาย แต่งเครื่องแบบเติมยศ

คุณขอมา(อีกแล้ว)หมาป่าอำมาตย์กับลูกแกะจตุพร

ที่มา Thai E-News









โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กรกฎาคม 2554

กกต.เตรียมถกกรณี"จตุพร"วันนี้คาดส่งศาลรธน.ตีความข้อผิดพลาดของตัวเอง

นาย สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. ที่ประชุมกกต.เมื่อค่ำวานนี้มีมติยังไม่ประกาศรับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ ด้วยมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่านายจตุพรจะขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเห็นว่าการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของนายจตุพรสิ้นสุดลง เนื่องจากต้องคุมขังโดยหมายของศาล จึงเป็นบุคคลต้องห้ามไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ อันทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคเพื่อไทยสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส.

“ กรณีของจตุพรจะเป็นกรณีที่ยังไม่ประกาศรับรองให้เป็นส.ส. และมีกกต.หนึ่งเสียงในเสียงข้างมากที่เห็นว่าควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 ก.ค.ก็คงพูดคุยกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร”

เผยที่ประชุมวงในก่อนแขวนจตุพร

แหล่ง ข่าวจากกกต.เปิดเผยว่า สำหรับการลงมติในกรณีของนายจตุพรนั้น ที่ประชุมใช้เวลาในการถกเถียงเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก โดยกกต.ฝ่ายเสียงข้างมาก3 เสียง ประกอบด้วยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท และนางสดศรี สัตยธรรม เห็นว่า ควรต้องมีการพิจารณาในข้อกฎหมายให้รอบคอบก่อน ซึ่งมีการเสนอกันว่า ควรมีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ และถ้าจะส่งจำเป็นต้องประกาศรับรองไปก่อนหรือไม่ หากใช้แนวทางนี้ก็อาจทำให้กกต.เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องฐานละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ เพราะความปรากฎอยู่แล้วว่าในวันเลือกตั้งนายจตุพร ไม่ได้ไปใช้สิทธิ ซึ่งก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรค

ขณะที่ฝ่ายเสียงข้าง น้อย 2 เสียง ประกอบด้วย นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น และนายสมชัย จึงประเสริฐ เห็นว่าควรประกาศรับรองไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถนำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้ง กกต.จะเอาอำนาจใดมาสั่งไม่ประกาศรับรองเนื่องจากรณีนี้ไม่ใช่เป็นการทุจริต เลือกตั้ง

คำถามคือแล้วปล่อยให้ลงสมัครส.ส.ตั้งแต่แรกทำไม?

นาง สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ถึงมติการประชุม กกต. เพื่อรับรองผลการเลือกตั้ง ว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เห็นว่ายังไม่ควรรับรองนายจตุพร เพราะต้องพิจารณากรณีขาดความเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ไปเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งคณะอนุกรรมการมีความเห็นแต่เพียงเรื่องกรณีขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องสอบเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้กำหนดว่าจะลงมติเรื่องดังกล่าวอีกครั้งวันใด

คำถามง่ายๆ พื้นๆก็คือว่า ในเมื่อกกต.ให้นายจตุพรลงสมัครส.ส.ได้ตั้งแต่ต้น ขณะที่ติดคุกอยู่ แล้วทำไมเวลานี้เมื่อสอบได้ จึงจะมาเปิดกฎหมายตีความกันอีกว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ขาดคุณสมบัติ เพราะปัญหาเรื่องนี้ควรจบไปตั้งแต่ต้น ตอนจะให้ลงหรือไม่ให้ลงสมัคร?

หนามตำใจอำมาตย์หลัง19พ.ค.รีบยัดคุกหลังหมดเอกสิทธิ์คุ้มครอง

หลัง การยุบสภาเพียง 2 วัน ในวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิจารณาคำปราศรัยของนายจตุพร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ในงานครบรอบ 1 ปีรำลึกถึงสมาชิก นปช. ที่เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมและพิเคราะห์แล้วเห็นว่า " เมื่อพิจารณาคำปราศรัยตามคำฟ้องของอัยการเห็นว่า มีคำพูดของจำเลยที่ 2 (นายจตุพร พรหมพันธุ์) และจำเลยที่ 8 (นายนิสิต สินธุไพร) บางตอนที่อาจจะส่อไปให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง ซึ่งผิดเงื่อนไขประกันที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย จึงให้ถอนประกันจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 8 ดังกล่าว "

ทั้งนี้นายจตุ พรเป็นแกนนำนปช.รายเดียวที่ไม่ได้ถูกขังคุกหลังเข้ามอบตัว เมื่อ19พ.ค.53เพราะมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง จากนั้นมีบทบาทสำคัญในการพลิกสถานการณ์ของคนเสื้อแดงจากการพ่ายแพ้ทางการ เมืองมาเป็นการตั้งรับ ระดมขวัญมวลชนกลับมาอีกครั้งในการจัดกิจกรรมรำลึกวีรชนเดือนละ2ครั้งที่แยก คอกวัว และราชประสงค์ และก้าวมาเป็นขั้นรุกเมื่อนำเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยแสดงหลักฐานชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วฝ่ายอำมาตย์กับรัฐบาลนั่นเองเป็นผู้ก่อการร้ายเผาห้างฯและมี หลักฐานชัดเจนว่าการสังหารผู้ชุมนุมอย่างน้อย 13 รายมาจากน้ำมือทหาร

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีDSIตามราวีขอถอนประกันนายจตุพรเพื่อแก้เกมหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุมัติเพราะติดเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง นับเป็นหนามตำใจอำมาตย์ ดังนั้นพอยุบสภาแค2วัน ก็โดนถอนประกันนำไปขังคุก

สวัสดีประเทศไทย!ไม่ให้ประกันตู่ใช้สิทธิเลือกส.ส. แล้วยกเป็นเหตุแขวนทีหลัง

"คน เสื้อแดงถูกขังลืม แต่ทำไมคนเสื้อเหลืองลืมขัง วันที่ 3 ก.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. จะได้รับการประกันตัว จากพี่น้องประชาชนที่ไปกาเบอร์ 1 เลือกพรรคเพื่อไทย สมัยนายสมชายเป็นนายกฯมีคนตาย 1 คน ออกมาเรียกร้องให้รับผิดชอบ รัฐบาลชุดนี้คนตาย 91 ศพ ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่รับผิดชอบ"-ดนุพร ปุณณกันต์ พูดปราศรัยก่อนการเลือกตั้ง 3 ก.ค.54

มีความพยายามยื่นประกันตัวนายจตุพรหลายครั้ง แต่ศาลไม่อนุมัติ ซึงคนเสื้อแดงต่างหวังว่าวิธีเดียวที่จะนำเขาออกจากคุกคือเลือกพรรคเพื่อไทย ให้ชนะขาด แล้วจะได้ออก โดยใช้เอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง

แต่แล้วก่อน เลือกตั้งไม่กี่วัน คือเมื่อ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมานายจตุพรขอประกันตัวออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และเมื่อใช้สิทธิเสร็จแล้วจะกลับมามอบตัวต่อศาล หรือเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.00 น.

หากศาลจะไม่อนุญาต สาธารณชนอาจมองทางตรงข้ามว่าจำเลย ถูกสกัดกั้นทางการเมือง
คำ ร้องขอถอนประกันระบุในตอนหนึ่ง โดยนายจตุพรแจ้งว่าเพราะนางสดศรี คณะกรรมการกกต.รายหนึ่งบอกว่าหากไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็จะทำให้ไม่ได้ รับรองให้เป็นส.ส.

ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า
ศาล พิเคราะห์ แล้วเห็นว่า ก่อนหน้านี้ทั้งศาลอาญา และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว และกรณีตามคำร้องก็เป็นเพียงความเห็น(ของนางสดศรี-ไทยอีนิวส์) จึงยังไม่เป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

ทนายความนายจตุพรเหมือนจะรู้เกมดี ในวันดังกล่าวเขาได้นำบทสัมภาษณ์ ของนางสดศรี เกี่ยวกับความเห็นสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของนายจตุพร ให้ศาลพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะยกคำร้อง เพราะว่ามองแค่เป็นความเห็นของนางสดศรี แต่จำต้องยื่นให้ศาลเห็น ทั้งนี้ จะต้องยื่นคำร้องชี้แจงเหตุให้ กกต.ทราบว่า การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค. นายจตุพรไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ เพราะเหตุใดเพื่อป้องกันการกระทบสิทธิรับสมัคร ส.ส.ในภายหลังของนายจตุพร ซึ่งตามกฎหมายก็ให้สิทธิไว้ว่า สามารถยื่นแจ้งเหตุให้ กกต.ทราบก่อนและหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน

ทั้งนี้สดศรีพูดให้สัมภาษณ์ในเวลานั้นว่า
"หาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ นายจตุพร มีปัญหาแน่นอนหากไม่ไปใช้สิทธิ เพราะถือว่าขัดต่อกฎหมาย ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า กกต.จะต้องพิจารณาไม่ประกาศรับรองให้นายจตุพร เป็น ส.ส. เพราะหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติก็เป็นหน้าที่ของ กกต. ทันทีที่ นายจตุพร ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.ทันทีเช่นกัน"

อะไรที่ทำให้สดศรีพลิกมติไม่รับรองจตุพรในชั่วเวลาไม่ข้ามวัน

เมื่อ วานนี้กระแสสะพัดไปทั่วว่ากกต.จะรับรองนายจตุพรเป็นส.ส. ขนาดที่อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.พูดว่าให้คนเสื้อแดงเตรียมไปต้อนรับจตุพรออกจากคุกได้ตอน บ่ายสองวันที่ 28 ไว้เลย

เหตุก็เนื่องมาจากคำให้สัมภาษณ์ของสดศรีใน ช่วงสายวันที่ 27 ว่า "ดิฉันจะให้ นายจตุพร ผ่านแต่ไม่อาจยืนยันได้ว่า กกต.อีก 4 คน จะมีความคิดเห็นตรงกันหรือไม่"

แต่ตกค่ำวันเดียวกันเมื่อมีมติออกมา 3 ต่อ 2 ไม่ให้การรับรอง โดย1ใน3ที่ไม่ให้รับรองนี้คือนางสดศรี

อะไร หรือข้อมูลใหม่แบบไหนที่ทำให้นางสดศรีเปลี่ยนใจกระทันหันในชั่วเวลาเพียงวันเดียวนั้น...

ตกลงประกาศรายชื่อ สส. พร้อมเปิดสภาแล้ว จตุพร ยังถูก "แขวน" ผมว่า งานนี้ มีสิทธิ์เป็นเรื่องประเภท "คุณขอมา" แฮะ
เป็นคอมเม้นต์สั้นๆของดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองในเฟซบุ๊คของเขา

สั้นๆกระชับ สรุปกินความ เพียงแต่ว่าเป็นรายการคุณขอมา หรือคุณสั่งมา นั่นก็เป็นอีกเรื่อง

ย้อนรอยจตุพรปราศรัย10เมษา54 เหตุเขาเรียกร่องความเป็นธรรมให้วีรชนกับผลลัพธ์ที่ตามมาในเวลานี้

ที่มา Thai E-News









กกต.เตรียมถกกรณี"จตุพร" พรุ่งนี้

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. ที่ประชุมกกต.มีมติให้ประกาศรับรองผลส.ส.แบบแบ่งเขต 87 ราย และส.ส.บัญชีรายชื่อ 7 ราย โดยยังไม่ประกาศผลในส่วนของนายจตุพร และนายอับดุลการิม ที่กกต.สั่งนับคะแนนใหม่ โดยการประกาศผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ประชุมได้ให้ด้านกิจการสืบสวนสอบสวน และวินิจฉัยรายงานจำนวนเรื่องร้องคัดค้านที่เกี่ยวข้องกับผู้ได้รับเลือก ตั้ง ที่มีตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.-11 ก.ค. มีทั้งสิ้น 176 เรื่อง โดยอยู่ระหว่างดำเนินการของกกต.จว. 80 เรื่อง และด้านกิจการสืบสวนฯอีก 96 เรื่อง ซึ่งด้านกิจการสืบสวนรายงานว่าไม่สามารถดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 1 ส.ค.ได้ ทำให้กกต.เห็นว่าจำเป็นต้องประกาศรับรองส.ส.ที่เหลือไปก่อนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129

ส่วนกรณีที่กกต.ยังไม่ประกาศรับรองนายจตุพรนั้น ที่ประชุมกกต.ได้รับทราบรายงานของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่เสนอให้ยกคำร้องนาย จตุพรทุกข้อกล่าวหา แต่ที่ประชุมกกต.ด้วยมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่านายจตุพรจะขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือไม่ โดยเห็นว่าการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของนายจตุพรสิ้นสุดลง เนื่องจากต้องคุมขังโดยหมายของศาล จึงเป็นบุคคลต้องห้ามไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 100 (3) อันทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคเพื่อไทยสิ้นสุดลง ตามมาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 20 (3) แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. แม้จะมีการแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อไทยแล้วแต่ข้อบังคับพรรคดังกล่าวก็ ต้องอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

“ กรณีของจตุพรจะเป็นกรณีที่ยังไม่ประกาศรับรองให้เป็นส.ส. ในวันนี้ และมีกกต.หนึ่งเสียงในเสียงข้างมากที่เห็นว่าควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้กกต.ก็คงพูดคุยกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร”

แหล่งข่าวจากกกต.เปิดเผยว่า สำหรับการลงมติในกรณีของนายจตุพรนั้น ที่ประชุมใช้เวลาในการถกเถียงเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก โดยกกต.ฝ่ายเสียงข้างมาก3 เสียง ประกอบด้วยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท และนางสดศรี สัตยธรรม เห็นว่า ควรต้องมีการพิจารณาในข้อกฎหมายให้รอบคอบก่อน ซึ่งมีการเสนอกันว่า ควรมีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ และถ้าจะส่งจำเป็นต้องประกาศรับรองไปก่อนหรือไม่ หากใช้แนวทางนี้ก็อาจทำให้กกต.เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องฐานละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ เพราะความปรากฎอยู่แล้วว่าในวันเลือกตั้งนายจตุพร ไม่ได้ไปใช้สิทธิ ซึ่งก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรค

ขณะที่ฝ่ายเสียงข้างน้อย 2 เสียง ประกอบด้วย นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น และนายสมชัย จึงประเสริฐ เห็นว่าควรประกาศรับรองไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถนำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้ง กกต.จะเอาอำนาจใดมาสั่งไม่ประกาศรับรองเนื่องจากรณีนี้ไม่ใช่เป็นการทุจริต เลือกตั้ง

Wednesday, July 27, 2011

กกต.รับรอง 94 ส.ส. แขวนเดี่ยว‘จตุพร’

ที่มา ข่าวสด

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมกกต.ได้มีมติประกาศรับผลการเลือกตั้งว่าที่ส.ส.ที่เหลือจำนวน 94 คน จากจำนวน 96 ที่เหลืออยู่ โดยได้สั่งแขวนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กกต.ได้ประกาศรับรองในชุดนี้เช่นกัน

โดยส่วนของนายจตุพรที่ยังไม่ประกาศรับรอง เนื่องจากยังต้องพิจารณาความเป็นสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นการเลือกตั้งส.ส.ในครั้งนี้ กกต.ได้มีการประกาศรับรองไปทั้งสิ้น 496 คน ซึ่งถือว่าเกินร้อยละ 95 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยว่าที่ส.ส.ที่ขาด 4 คน เนื่องจากกกต.ได้มีคำสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ในจังหวัดยะลา และได้ให้ใบเหลือง คือ ในจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดหนองคาย ซึ่งจะมีการเลือกตั้งใหม่ และนับคะแนนใหม่ในวันที่ 31 ก.ค.นี้พร้อมกัน ส่วนอีกหนึ่งราย คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์