WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 28, 2011

"ฮ. เก่า - ทหารเก่า" โละอะไรดี?

ที่มา Voice TV




Wake Up Thailand ประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- ยิ่งลักษณ์ขอหารือ รมว.กลาโหมคนใหม่ -ผบ.ทบ. กรณี กองทัพต้องการ ฮ.ใหม่
- ใครคือ รมว.กลาโหม ในใจว่าที่นายกฯ หญิง
- อัพเดท โผ ครม.โค้งที่ 2 ในมือ 2 ย. ยิ่งลักษณ์- ยงยุทธ ?
- เปิดประชุมรัฐสภา 1 ส.ค. หลังกกต.รับรอง ส.ส.ครบ 95%
- จับตาเส้นทางสู่สภาของ จตุพร - ณัฐวุฒิ
- รัฐบาลเตรียมฟ้องกับ วอเตอร์ บาว หลังหารือ อัยการสูงสุดวันนี้
- เหตุร้ายรายวันที่ปลายด้านขวาน - ไอโอซี ห่วงสถานการณ์ใต้
- ทางลัดสันติภาพชายแดนใต้
- ตำรวจนอร์เวย์ ทำลายวัตถุระเบิด ที่มือวินาศกรรมเตรียมไว้ใช้ก่อเหตุ

การปรับตัวเพื่ออนาคต

ที่มา มติชน



โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

(ที่มา คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2554)


ข้อมูล สถิติเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม 2554 ที่น่าสนใจมาก นอกเหนือจากที่ว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ ส.ส.จำนวนสูงสุด เทียบกับพรรครองลงมา 265 ต่อ 159 แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่อง

หากนับ จำนวนผู้ออกเสียงเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์ มีคนเลือก พท.ถึง 15.7 ล้านเสียง มากกว่าเมื่อปี 2550 อยู่ 3.4 ล้าน พรรค พท.ได้มากกว่า ปชป. อยู่ถึง 4.3 ล้านเสียง

เฉพาะพรรค ปชป. นั้น พ.ศ.2554 ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 11.4 ล้านเสียง ต่ำกว่าเมื่อปี 2550 ที่ได้ 12.1 ล้านเสียง

แสดง ว่าโดยรวมพรรค ปชป.มีคะแนนนิยมลดลง แม้แต่พรรคพันธมิตร เช่นภูมิใจไทย ก็ยังได้คะแนนไม่เข้าเป้า ขณะที่ พ.ท.คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาก

สำหรับ การเลือก ส.ส.พรรค ปชป.ชนะแบบขาดลอยที่ภาคใต้ แต่ที่ภาคเหนือตอนบนและอีสาน พท.ชนะแบบขาดลอย แสดงให้เห็นว่าความพอใจพรรคการเมือง แยกตามภาคเด่นชัดใน 3 ภาคนี้

ที่กรุงเทพฯ แม้ ปชป.จะชนะ พท.โดยได้ ส.ส. 23 ต่อ 10 หากดูรายละเอียด พบว่า ปชป. ไม่ได้ชนะแบบขาดลอยถึง 18 เขต คือคะแนนต่างกันเพียงไม่กี่พันเท่านั้น

จึงมีผู้กล่าวว่า ที่กรุงเทพฯยังไม่มีลักษณะแยกพรรคที่เด่นชัด ดังที่ภาคเหนือตอนบน อีสาน และภาคใต้ ถึงกระนั้นชัยชนะก็คือ ชัยชนะของ ปชป.ที่กรุงเทพฯ ดังนั้น จึงยังไม่อาจกล่าวได้ว่า พ.ท.ชนะทั้งประเทศแบบถล่มทลาย

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรค พท. โดยรวมในปี 2554 นี้ได้ส่งสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางการเมืองของสังคมไทยที่ยากจะ ปฏิเสธ ที่สำคัญคือ

ก.การออกเสียงเลือกตั้งมีแนวโน้มสู่การเลือก พรรคใหญ่ 2 พรรค ชัดเจนขึ้น และพรรคใหญ่ที่ว่านี้เป็นตัวแทนของ 2 ขบวนการสังคมไทยที่ย้อนแย้งกันอยู่ด้วย คือกลุ่มคนเสื้อเหลืองและผู้มีใจให้ (แม้จะไม่เห็นด้วยทุกเรื่อง) กับอีกกลุ่มคือคนเสื้อแดงและผู้มีใจให้

ข.การ ตัดสินใจเลือกตั้งมีแนวโน้มว่า เกิดจากความนิยมชมชอบพรรคมากกว่าเรื่องบุคคล (personality) หรือเงิน หรือการกำกับโดยภาคราชการ (มหาดไทย กองทัพ) ดังเช่นในอดีต การใช้เงินยังมีอยู่ เพราะเกิดเป็นประเพณีไปแล้ว อีกทั้งยังมีปัญหารายได้ต่ำ แต่มีข้อมูลน่าเชื่อถือว่า แม้จ่ายเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ที่ต้องการ ชาวบ้านรับเงินแต่จะเลือกใครเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ค.ผลของการเลือกตั้งทั่วไปตามแนวโน้มที่กล่าวมา เกิดขึ้นซ้ำๆ มาเป็นเวลา 10 ปี แล้ว

ง.ราษฎร ที่ตื่นตัวทางการเมืองไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งในอัตราสูงเป็น ประวัติการณ์ คือร้อยละ 75 ส่อแสดงความต้องการระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยภายใต้หลักการ 1 คน 1 เสียง ที่ค่อนข้างเด่นชัด

ข้อมูลข้างต้นนี้ บันดาลใจให้คิดถึงข้อเสนอเพื่ออนาคต ให้พิจารณาถกเถียงกันอย่างน้อยหกข้อด้วยกัน คือ

หนึ่ง ถึงเวลายกเลิกแนวคิดความเป็นหนึ่งเดียว (unity) ยอมรับการอยู่ร่วมโดยสันติ

ความ เป็นหนึ่งเดียว บางทีก็ว่า ความสามัคคี เป็นแกนของอุดมการณ์ชาติมาโดยเฉพาะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาใส่กล่องใหม่ใช้คำว่า "ปรองดอง" โดยจะพบว่ากองทัพใช้คำนี้มาก แต่แนวคิดนี้ตกขอบไปแล้ว เพราะขณะที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป และมีความสลับซับซ้อนขึ้น ความปรองดองกลับถูกใช้เพื่อปราบปรามผู้มีความคิดต่าง และได้นำไปสู่การข่มขู่ การจับกุมคุมขัง การปิดสื่อสาธารณะ ฯลฯ จึงควรยกเลิกเสีย ทดแทนด้วยยอมรับการอยู่ร่วมกัน ยอมรับนับถือความคิดต่าง

จะเป็นไรไปถ้าจะอยู่กลุ่มเสื้อเหลือง จะเป็นไรไปถ้าจะอยู่กลุ่มเสื้อแดง สีอะไรก็อยู่ร่วมกันได้

สอง ระบอบรัฐสภาประชาธิปไตย เป็นกลไกการเมืองเพื่อบริหารจัดการความคิดต่าง และความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่ที่มากด้วยความสลับซับซ้อนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในขณะนี้ และสากลโลกก็ยอมรับ จงยอมให้กลไกนี้ทำงานและพัฒนาไปตามครรลอง แน่นอนว่า กรอบกติกาที่กำกับระบบนี้คือ รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก จะต้องได้รับการออกแบบและมีการพัฒนาแบบลองผิดลองถูก ผ่านกระบวนการเรียนไปทำไป จนก่อเกิดเป็นประเพณีและหลักปฏิบัติอันเหมาะสมกับสภาพของเศรษฐกิจสังคมที่มี การพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยไม่ให้มีการสะดุดหยุดและถูกแทรกแซงเป็นระยะๆดังที่ผ่านมา

สาม กองทัพต้องยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอด และศักด์ศรีของกองทัพนั้นเองและเพื่อชาติ กองทัพคงไม่อยากจะถูกโยงกับเรื่อง 91 ศพ อีก

เริ่มต้นเลย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่รัฐบาลรัฐประหาร 2549 ผ่านออกมา ต้องยกเลิก เพราะว่า พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉินก็เพียงพอแล้ว การคงอยู่ของ พ.ร.บ. นี้เป็นช่องให้กองทัพมีบทบาททางการเมืองสูงขึ้น

สี่ สถาบันพระมหากษัตริย์

กลุ่ม อนุรักษนิยมในช่วงที่ผ่านมาสนับสนุนแนวคิด สถาบันอยู่เหนือการเมือง แล้วพยายามใช้อำนาจที่อิงสัญลักษณ์ของสถาบัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือโดยไม่ระบุเป้าหมายที่ชัดเจน

การใช้อำนาจ ที่อิงกับสัญลักษณ์ของสถาบัน ได้สร้างความเสียหาย เพื่อหลีกเลี่ยงความสุ่มเสี่ยงนี้ ทางออกทางหนึ่งคือการพัฒนาสู่ "ceremonial role" ในทำนองเดียวกับที่อังกฤษเป็นอยู่

ห้า ระบบตุลาการและศาล ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างครอบคลุม

ใน อดีต ศาลไม่มีบทบาททางการเมือง แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเรื่องนี้ ขณะที่ยังไม่มี rule of law ที่ชัดเจน พัฒนาการนี้สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตราย กับชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของศาลได้ เนื่องจากศาลอาจจะยังไม่เป็นอิสระจากส่วนอื่นๆ ของระบบรัฐบาลอย่างเต็มที่

คำว่า สองมาตรฐาน มีหลายความหมาย แต่ก็มีนัยเป็นข้อวิจารณ์ระบบศาลด้วย

การ ปฏิรูประบบศาล ต้องรวมถึงการปรับระบบการเรียนการสอนกฎหมาย การตรวจสอบระบบศาล และการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นระบบ (legal aid)

หก รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสร้างสินค้าสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

การ นี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่ความสามารถเก็บภาษี ขณะนี้ได้เพียงร้อยละ 17 ของจีดีพี การศึกษาชี้ว่าถ้าการจัดเก็บมีประสิทธิภาพขึ้น แม้ไม่เพิ่มอัตราภาษีเลย ก็จะได้รายได้รัฐเพิ่มเป็นร้อยละ 22 ของจีดีพี

และ หากปรับปรุงระบบภาษี นำภาษีทางตรง เช่นภาษีที่ดิน และ capital gain tax เข้ามาปรับใช้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถเพิ่มรายได้รัฐได้อีกอักโข พอที่จะนำไปสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานแบบถ้วนหน้าให้ราษฎรได้ โดยไม่ต้องมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

ประธานสภา

ที่มา มติชน



โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2554)

วันพุธหรือพฤหัสบดีนี้ กกต.คงรับรอง ส.ส.ได้ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ หรือ 475 คนจากทั้งสภา 500 คน

เว้น ช่วงเวลาให้ ส.ส.ได้มารายงานตัว พอวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม ครบกำหนด 30 วันนับจากวันเลือกตั้ง ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก

จะต้องมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา อย่างที่นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา ให้ข่าวไว้ว่า สำนักงานเลขาฯเตรียมความพร้อมที่จะจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันดังกล่าวไว้แล้ว

หลัง จากนั้น สามารถเรียกประชุมสภาผู้แทนฯนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาได้ทันที โดยอาจจะเว้นระยะนัดหมายในวันถัดๆ ไป อย่างที่พรรคเพื่อไทยกาไว้ในปฏิทินพรรคว่าจะเป็นวันที่ 3 สิงหาคม

บาง สมัยรีบร้อน เรียกประชุมต่อเนื่องจากรัฐพิธี บรรยากาศคึกคักไปอีกแบบ เพราะ ส.ส.ไม่ได้เปลี่ยนชุด ต้องไปนั่งประชุมกันทั้งชุดเครื่องแบบขาวที่สวมในรัฐพิธี

หลังจากได้ประธานสภาจึงไปเรียกประชุมสภากันอีกนัด เพื่อหาตัวนายกฯกันต่อไป

สำหรับประธานสภาผู้แทนฯ หลังจากมีโผออกมาหลายโผ รวมถึงชื่อของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานฯที่ถือเป็นขวัญใจคนเสื้อแดงอีกคนหนึ่ง

แต่ความน่าจะเป็นอยู่ที่ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ หรือขุนค้อนจากขอนแก่น

ตำแหน่งประธานสภามีความสำคัญอย่างมาก พรรคที่ได้เสียงข้างมากจะคิดแค่ตำแหน่งนายกฯตำแหน่งเดียวไม่ได้

แต่จะต้องคิดถึงคนที่จะทำหน้าที่นำชื่อนายกฯขึ้นกราบบังคมทูลฯด้วย

ต้องคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน และด้วยความมั่นใจว่าจะไม่แปรพักตร์เป็นอื่น

หลายพรรคมีบทเรียนจากตำแหน่งนี้มาแล้ว ล่าสุดหมาดๆ พรรคเพื่อไทย สมัยชนะเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน เลือก นายชัย ชิดชอบ มานั่งประธานสภา

วันดีคืนดี พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ตำแหน่งประธานสภาย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยที่แตกตัวออกไป

รายการพลิกขั้วการเมืองที่ลือลั่นที่เกิดขึ้นได้ก็เป็นผลมาจากตำแหน่งประธานสภานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับการจัด ครม. การหาตัวประธานสภาคงจะราบรื่นกว่า

กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยประชุมกันเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ลงมติมอบหมายให้หัวหน้าพรรค และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ไปดำเนินการ จัดตัวบุคคลเป็นประธานสภา และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

เป็น ไปตามสูตรของพรรคการเมืองไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับผู้นำพรรค กับอีกเหตุผล เพื่อตัดปัญหา เพราะถ้ามานั่งประชุมจัดกัน อาจจะตีกันตายอยู่ในที่ประชุมนั้นเอง

ตำแหน่งประธานสภารู้ๆ กันไปแล้ว แต่ ครม.จะเป็นจุดหักเหสำคัญของว่าที่รัฐบาลใหม่

ใคร จะเป็นผู้จัด ครม.ตัวจริงก็เป็นประเด็นหนึ่ง แต่ที่สำคัญมากคือ ครม.ตัวจริงจะเป็นคนที่สังคมยอมรับได้หรือไม่ มีความสามารถแก้ปัญหาหรือไม่

เป็นอีกด่านที่ว่าที่นายกฯ ต้องฝ่าไปด้วยตัวเอง

'ยิ่งลักษณ์'ฝัน อยากเป็นนางฟ้า

ที่มา ข่าวสด

ลับพอสมควร
สุมณฑา บุญคุ้ม รายงาน



แม้จะยังไม่ได้เป็นนายกฯ หญิงเต็มตัว แต่พอเกิดเหตุสลดใจ เฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำติดๆ ที่ป่าแก่งกระจาน

ปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงเดินทางไปเคารพศพนายทหารกล้า ที่วัดดงสวอง จ.ลพบุรี แล้วไปร่วมงานศพ "ศรวิชัย" ช่างภาพททบ.5 ที่วัดมณีชลขัณฑ์ ต.พรหมมาสตร์

ระหว่างนั้น เห็นบรรดาสื่อร่วมกันประดิษฐ์ดอกกุหลาบเพื่อใช้โปรยทาน ในงานพระราชทานเพลิงศพ "ศรวิชัย"

ว่าที่นายกฯ ปู ไม่พูดพล่ามทำเพลง ยิ่งพอรู้ว่าถ้าทำแล้ว ชาติหน้าอาจได้เกิดเป็นนางฟ้า ขอร่วมวงแจมทันที

แม้จะดูเก้ๆ กังๆ แต่เจ้าตัวขอให้พี่เลี้ยงทั้งหลายช่วยสอน ทำไปโพสท่าถ่ายรูปไป เรียกว่าความตั้งใจให้เต็ม 100

แต่พอจะขึ้นช่อดอกเท่านั้น นิ้วมือเริ่มประท้วง เพราะเจ้าตัวทั้งเกร็ง กลัวมันจะผิด จนร้องโอดโอย

"งานนี้นิ้วปูจะล็อกมั้ยคะ"

นั่งทำอยู่พักใหญ่ เจ้าตัวถึงกับส่งเสียงครวญ

"กว่าจะได้เป็นนางฟ้านี่มันยากจริงๆ"

ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำต่อจนสำเร็จ แม้ผลงานจะไม่ได้ดั่งใจพี่เลี้ยง แต่เจ้าตัวก็ภาคภูมิใจ ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่า

"ได้เป็นนางฟ้ากับเขาแล้ว"

ไม่รู้นายกฯ หญิงกับนางฟ้า อันไหนง่ายกว่ากัน..555

'เลขาฯสภา'กางปฏิทิน เปิดสภาสู่โหวตนายกฯ

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ



หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง 3 ก.ค. การ เมืองไทยชะงักไปช่วงหนึ่ง พักรอขั้นตอนการประกาศรับรองจากคณะกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.)

ที่จะต้องรับรองส.ส.ให้ได้ร้อยละ 95 หรือ 475 คน ตามกรอบรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดประชุมสภาภายใน 30 วัน นับจากวันเลือกตั้ง

ล่า สุดการเมืองเริ่มขยับอีกครั้ง เมื่อกกต. ประกาศรายชื่อครบตามเกณฑ์ที่จะเปิดสภาได้แล้ว รวมถึงมีแถลง การณ์จากสำนักพระราชวัง เรียกเปิดสภาในวันที่ 1 ส.ค.นี้ด�วย

ปูทางไปสู่การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เข้ามาบริหารประเทศ

ประเด็น ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คือ หลังจากเสร็จขั้นตอนของกกต.จนเปิดสภาได้แล้ว การเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีการเลือกนายกฯ ตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เมื่อไหร่

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อธิบายและแจกแจงระเบียบขั้นตอนสำคัญ พร้อมปฏิทินการเมืองไว้ดังนี้

กฎหมายกำหนดให้เปิดประชุมรัฐสภาภายใน 30 วัน นับแต่เลือกตั้ง 3 ก.ค. ซึ่งจะตรงกับวันที่ 1 ส.ค.

ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ระบุว่า ภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรก

ความระบุ ว่าประชุมครั้งแรกจะโยงไปในมาตรา 128 วรรคสอง พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญ ทั่วไปครั้งแรกตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง ด้วยพระองค์เอง

หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้

ซึ่งขั้นตอนทำรัฐพิธีจะต้องรอพระราชกฤษฎีกา

โดยกรอบ 30 วัน ถ้าเราเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. แล้วนับต่อไปอีก 30 วัน จะตกวันที่ 1 ส.ค. นี่คือตารางเวลาตามกรอบรัฐธรรมนูญ

ก่อนทำรัฐพิธีต้องมีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมสภาก่อน

ใช่ ต้องรอพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญทั่วไปก่อน

ทั้ง นี้ เป็นเรื่องที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดำเนินการ เราไม่ก้าวล่วง ขณะที่บุคคลใดที่ประสงค์มอบหมายก็จะมาทำรัฐพิธีในการเปิดสมัยประชุมทั่วไป ครั้งแรก

ขั้นตอนของรัฐพิธีเป็นอย่างไร

รัฐพิธีจะจัด ขึ้นที่พระที่นั่งอนันตสมาคมเหมือนครั้งที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ทูตานุทูต ประธานองค์กรอิสระทั้งหลาย

นี่คือบุคคลหลัก

เพื่อ ประกาศว่ารัฐสภาจะมีการประชุมแล้ว นับจากนี้ไป 120 วัน โดยจะทำครั้งเดียวหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น เป็นการเริ่มศักราชของการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่

ทั้งยังเป็นการประกาศให้สาธารณชนทั่วไปทราบว่า สภาจะเริ่มทำงานแล้ว

จากนั้นภายใน 10 วันจะต้องมีการประชุมสภา อาจเป็นวันที่ 2 ส.ค. หรือ 3 ส.ค.ก็ได้

เวลา นี้มีการประสานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทั้ง 3 องค์กรมีการประสานกันอย่างใกล้ชิด เพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 93 วรรคท้าย พูดถึงจำนวนที่จะเปิดประชุมได้ว่า ต้องมีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หรือคิดเป็น 475 คน จาก 500 คน

โดยหลักการแล้ว หากกกต.ไม่สามารถรับรองส.ส.ได้ครบร้อยละ 95 จะสามารถเปิดสภาได้หรือ

กรณี แบบนี้ไม่น่าจะเกิด กกต.ทราบภารกิจดีว่าต้องรับรองให้ครบภายใน 30 วัน กกต.ก็บอกรับรองได้ทัน หรือถ้ามีเหตุจริงๆ กกต.ก็บอกว่ารับรองไปก่อนแล้วค่อยสอยทีหลัง

สุดท้ายแล้วกกต.ต้องรับรองส.ส.ร้อยละ 95 ให้ได้ก่อนวันรัฐพิธี

ใช่ มีกรอบเวลาของแต่ละคนที่ต้องรับผิดชอบอยู่ กกต.ต้องรับรองภายใน 30 วัน

เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาแล้วตามกำหนด กระบวนการในการเปิดสภาเป็นอย่างไร

หลัง จากที่มีการประชุมครั้งแรก มีรัฐพิธีแล้ว ข้อบังคับข้อ 12 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2551 บอกให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ภายใน 10 วัน

ซึ่งในเวลานี้เราก็รู้ว่า ทุกอย่างจะต้องเร่งรัด

เมื่อ มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมแล้ว ผมในฐานะเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะต้องประสานกับพรรค การเมืองต่างๆ ที่จะเข้าร่วมประชุมว่า สมาชิกของท่านพร้อมหรือไม่พร้อมอย่างไร

การประชุมสภาในครั้งแรก นอกจากสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิญาณตนแล้ว มีสาระสำคัญอีกประการ คือ การเลือกประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนจะเลือกได้จะต้องมีการเลือกประธานสภาชั่วคราวก่อน มีขั้นตอนอย่างไร

ประธาน ชั่วคราวไม่ต้องโหวต เพราะข้อบังคับเขียนไว้เลยว่าเชิญสมาชิกที่อาวุโสสูงสุด เว้นแต่เบอร์ 1 ไม่มา ก็ให้เบอร์ 2 เบอร์ 3 ที่มาประชุมในครั้งนั้น ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว

สำหรับการเลือกประธานสภา และรองประธานสภา จะเลือกภายในวันเดียวกันเลย

เริ่ม ที่การเลือกประธานสภา มีการเสนอชื่อโดยต้องมีผู้รับรอง 20 คน ถ้ามีการเสนอชื่อผู้เดียว คนนั้นก็จะได้เป็นประธานสภา แต่หากมีมากกว่าหนึ่งคนก็ให้ลงคะแนน

ซึ่งข้อบังคับเสนอว่า ให้มีการลงคะแนนโดยลับ โดยคนที่ได้คะแนนมากที่สุดจะได้เป็น

เมื่อได้ตัวประธานเสร็จ จะเป็นขั้นตอนการเลือกรองประธาน ตามรัฐธรรมนูญจะมีรองประธาน 1 คน หรือ 2 คนก็ได้ ต้องถามมติในที่ประชุมก่อน

ถ้ามี 2 คนก็เลือกตามลำดับ วิธีการเหมือนกับเลือกประธานสภา

ทันทีที่ได้ตัวประธานและรองประธานสภาแล้ว ต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แล้วรอจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ลงมา

เมื่อโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว ประธานสภาคนใหม่จะทำหน้าที่นัดประชุมเพื่อกำหนดวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป

ขั้นตอนในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ตาม มาตรา 172 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก (นับจากวันรัฐพิธี) ตามมาตรา 127

ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี และลงคะแนนจะไม่เหมือนกับการเลือกประธานสภา

เพราะ รัฐธรรมนูญโดยบทบัญญัติทั่วไป มาตรา 126 ระบุว่า การตั้งคนให้มาดำรงตำแหน่งใดๆ ให้โหวตลับ แต่ในวรรคท้าย ระบุว่า เว้นแต่ที่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้

ซึ่งในมาตรา 172 วรรคท้ายนั้น ระบุว่าต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย

นอก จากนี้ การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือประมาณ 100 คน

แต่มติที่เห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมากกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 251 คนขึ้นไป และลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยใช้วิธีการขานชื่อ และมีคะแนนมานับ เมื่อเกินกึ่งหนึ่งก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ

ตามธรรมเนียมปฏิบัติ จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯในวันโหวตเลยหรือไม่

ปกติ ก็ทูลเกล้าฯภายในวันนั้น มีมติครึ่งวันก็เสร็จ รอให้ทูลเกล้าฯ ลงมา ซึ่งระยะเวลาในการโปรดเกล้าฯก็ไม่นาน บางทีภายในวันเดียวกัน หรือไม่ก็วันรุ่งขึ้น

จากนั้นจะเปิดประชุมสภาตามปกติได้เลย หรือไม่

เมื่อ เลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จ อาจจะให้มีมติว่าจะประชุมสภาในวันไหน ทุกอย่างเป็นเรื่องของสภาจะเป็นผู้กำหนด ชุดก่อนกำหนดประชุมสภาทุกวันพุธ พฤหัสบดี ก็แล้วแต่สภาจะกำหนด

สรุปแล้วการประชุมนัดแรก เลือกประธานสภาและรองประธานสภา ส่วนนัดที่ 2 เลือกนายกฯ

ขณะที่กำหนดวันประชุมสภาว่าจะเป็นวันไหนบ้าง จะตกลงกันในการประชุมนัดที่ 2 หรือนัดที่ 3

สมัยประชุมรัฐธรรมนูญมี 2 สมัย คือ สมัยประชุมสามัญทั่วไป 1 สมัย 120 วัน กับสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ 120 วัน

ใน 1 ปี เราจะประชุม 240 วัน ก็แล้วแต่สภาจะกำหนดว่าจะประชุมวันไหน

ส่วน ของการประชุมสามัญทั่วไป จะถือว่าวันที่ทำรัฐพิธีเป็นวันเริ่มต้นการประชุม แต่ในส่วนของสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ สภาสามารถกำหนดเองว่าจะประชุมวันไหน

หล่อเละ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ตำแหน่งเลขาธิการพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหญ่เก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ ถือว่ามีความสำคัญน่าจับตาไม่น้อย

นอกจากปัญหาที่กำลังถกเถียงกันในหมู่มวลสมาชิกประชาธิปัตย์ว่า

หัวหน้าพรรคกับเลขาฯ พรรคคนใหม่ จำเป็นหรือไม่ต้องมาจากคนละภาค หรือว่ามาจากภาคเดียวกันก็ได้ ขอเพียงสมาชิกพรรคยอมรับ

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ยื่นฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง

โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้ว่าฯ กทม. ตกเป็นจำเลยในคดีร่วมกับอดีตรัฐมนตรี 3 คน คือ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ และนายวัฒนา เมืองสุข

ดูเหมือนเป็นคำถามใหม่ที่โผล่ขึ้นมากลางวงประชาธิปัตย์

เนื่องจากนายอภิรักษ์ ฉายา "หล่อเล็ก" คือหนึ่งในแคนดิเดตผู้ได้รับการเสนอชื่อ ให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ตัดสินใจเลือกเข้ามาทำหน้าที่เลขาฯ พรรค หลังการประชุมใหญ่วันที่ 6 สิงหาคมนี้

แน่นอนว่าคำตอบของนายอภิรักษ์ คือ ไม่กระทบ

ขณะเดียวกัน น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ รักษาการโฆษกพรรคก็ยืนยันว่า ไม่กระทบ ถึงจะมีการอ้างอิงถึงกรณีเดียวกัน เมื่อครั้งนายอภิรักษ์ ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ก็ตาม

ข้อชี้แจงของประชาธิปัตย์ก็คือ

ตอนนั้นนายอภิรักษ์ ต้องการวางบรรทัดฐานทางการเมือง ในฐานะคดีที่มีการสอบสวนมีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.โดยตรง

สำหรับการฟ้องร้องของป.ป.ช.ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้คดีกันต่อไป

ไม่เกี่ยวกับการที่นายอภิรักษ์ มีชื่อเป็นแคนดิเดตเลขาฯ พรรค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารภายในพรรค ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง

ฟังแล้วมีเหตุมีผลพอรับได้

แต่ที่ต้องจับตาดูต่อไปก็คือ จะมีใครในพรรคไม่ยอมรับเหตุผลนี้หรือไม่ หรือกลุ่มที่ต้องการผลักดันคนของตนเองขึ้นมาเป็นเลขาฯ พรรค จะนำเรื่องนี้ไปขยายผลอย่างไร

ถ้าเป็นเช่นนั้นคงได้แต่เห็นใจหล่อเล็ก

เพราะทีบางคนซึ่งหล่อกว่า ถูกสังคมกล่าวหาตกเป็นจำเลยพัวพันการสลายม็อบ 91 ศพ กลับไม่เห็นใครในพรรคกล้าว่าอะไร

แถมยังเชียร์ให้กลับมารับตำแหน่งที่ใหญ่กว่าเลขาฯ พรรคอีกต่างหาก

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 28/07/54 ประชาชนต้องอิ่มก่อน

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



คะแนนเสียง ประชาชน คนหยิบยื่น
หาใช้อื่น อย่าทรนง จงจำไว้
หิวตำแหน่ง โหยหวน รัญจวนใจ
หวังเป็นใหญ่ ในอำนาจ ขาดสำนึก....

แต่ละคน ด่าวดิ้น จนตีนขวิด
ลืมสนิท แกล้งเฉไฉ ไม่รู้สึก
อ้างนายห้าง สั่งมา ท่าพิลึก
เหมือนเปิดศึก ในบ้าน ประจานตัว....

ประชาชน ใส้กิ่ว หิว..อดอยาก
ยังสำราก ยื้อแย่ง แข่งกันชั่ว
ด้วยสันดาน โง่เขลา สุดเมามัว
จึงรวมหัว ตระบัดสัตย์ งัด..ต่อรอง....

ปัญหาชาติ ยิ่งใหญ่ กว่าใครหมด
อย่าทรยศ ประชาชน คนสนอง
คนทั้งโลก จับตา หันมามอง
อย่าจดจ้อง แต่ตำแหน่ง เพื่อแย่งกัน....

อีกปัญหา ปากท้อง ค่าครองชีพ
ควรจะรีบ เร่งรัด แล้วจัดสรร
ทั้งเรื่องเก่า เรื่องข้างหน้า อีกสารพัน
ต้องสานฝัน เพื่อหยิบยื่น คืนประชา....

มีสติ คิด-ทำดี คือที่ตั้ง
สร้างสิ่งหวัง ก่อเกิด ประเสริฐหนา
เพื่อความสุข สดชื่น กลับคืนมา
แก้ปัญหา ปากท้อง พี่น้องไทย....

๓ บลา / ๒๘ ก.ค.๕๔

สิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวคือ สิทธิมนุษยชน

ที่มา ประชาไท

ศราวุฒิ ประทุมราช

"พิเคราะห์ แล้วเห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย สู่สถาบันกษัติริย์อันเป็นที่เทิดทูนและเคารพสักการะ ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้คัดค้าน จึงเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว (กรณีนายโจ กอร์ดอน (Joe Gordon) หรือชื่อไทย เลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสัญชาติไทย-อเมริกัน)

นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งของเหตุผล โดยทั่วไปที่ศาลมักจะไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยในคดีอาญา โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐหรือคดีที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติของประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 ประกอบ มาตรา 108/1 ที่มีสาระสำคัญสรุปได้ว่า ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ ประกอบด้วย ได้แก่

(1) ความหนักเบาแห่งข้อหา
(2) พยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วมีเพียงใด
(3) พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร
(4) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด
(5) ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
(6) ภัยอันตรายหรือความเสียหาย ที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่
(7) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัยได้

มาตรา 108/1 การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
(2) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(3) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
(4) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
(5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็น อุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ของเจ้าพนักงาน หรือการดำเนินคดีในศาล

ปัญหา คือ กฎหมายกำหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจประกอบคำวินิจฉัยในการอนุญาตหรือไม่ อนุญาต ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้น เหตุผลที่ศาลนำมาประกอบในการวินิจฉัยมิให้ได้รับการประกันตัว หรือปล่อยชั่วคราว มี 3 ข้อ คือ คดีนี้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คดีนี้พนักงานสอบสวนคัดค้าน และ เชื่อว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

คำถามคือว่า การมิให้ประกันตัวนั้นตามหลักสิทธิมนุษยชนนั้นสามารถกระทำได้เพียงใด และข้อคำนึงถึงการใช้ดุลพินิจ ในการไม่อนุญาตให้ประกันตัวนั้น เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process of Law) หรือไม่

หลัก สิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการได้รับการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราว ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและผู้ต้องขัง คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ซึ่งมีหลักการว่า สิทธิประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี จะต้องเป็นหลักการที่ได้รับความคุ้มครอง การมิให้ประกันตัวถือเป็นข้อยกเว้นหรือจะกระทำได้ต่อเมื่อไม่มีวิธีการที่ เบากว่านี้

โดยปกติบุคคลผู้ถูกตั้งข้อหาคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับ การปล่อยตัวชั่ว คราวระหว่างการพิจารณาคดี โดยการวางหลักประกันหรือมีบุคคลค้ำประกัน การปฏิเสธคำขอประกันตัวควรจะเป็นข้อยกเว้น อย่างเช่น มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนีและไม่มาปรากฏตัวในศาลในช่วงการพิจารณา คดี หรือบุคคลนั้นอาจจะทำลายหลักฐาน หรือบุคคลนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้อื่น การปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการพิจารณา ถือว่าเป็นการละเมิดข้อ 9(3) ของ ICCPR ซึ่งกำหนดว่า “ การควบคุม คุมขังบุคคลระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ควรเป็นกฎที่ใช้ทั่วไป”

การคุม ขังระหว่างการพิจารณาคดีนานเกินระยะเวลาที่สามารถยกเหตุผลอันเหมาะ สมมากล่าวอ้างได้ เป็นการกระทำโดยไม่มีกฎเกณฑ์และละเมิดข้อ 9(1) ของ ICCPR ที่ว่า “ บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้”

สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดี ภายในเวลาที่เหมาะสมนั้นมาจากหลักการที่ ว่า การรอนเสรีภาพ จักต้องไม่นานเกินกว่าระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์เฉพาะนั้นๆ

คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเน้นว่า ในกรณีที่ศาลปฏิเสธการประกันตัว บุคคลผู้ถูกกล่าวหาจักต้องได้รับการพิจารณาคดีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ กระนั้นก็ตาม สำหรับในประเทศไทยโดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางจังหวัดชายแดนภาค ใต้ หรือคดีของคนเสื้อแดง หรือคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการ ได้รับการประกันตัวได้ถูกละเมิดอย่างสม่ำเสมอ นี่ยังไม่รวมถึงความล่าช้าก่อนการพิจารณาคดี และระหว่างการพิจารณาคดี รวมทั้งการอุทธรณ์ที่กินเวลายาวนานเป็นปี เป็นเรื่องไม่ปกติที่เกี่ยวโยงกับการไม่ได้รับการประกันตัวสำหรับผู้ ถูกกล่าวหาที่จะต้องถูกคุมขัง เป็นเวลาหลายปีนับแต่ถูกจับกุม จนถึงการดำเนินคดีสิ้นสุด และถือเป็นการละเมิดสิทธิบุคคลในการได้รับการพิจารณาคดี ภายในเวลาที่สมเหตุผลภายใต้ข้อ14(3)(c) ของ ICCPR (ซึ่งยังไม่ขอกล่าวถึง ในที่นี้) และสิทธิที่ต้องได้รับการปล่อยตัวตามข้อ 9(3) ของกติกาฯ

ปํญหาคือ การใช้ดุลพินิจของศาลในการไม่ให้ประกันตัวนั้น เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายหรือไม่

หลัก ความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรมในเรื่องระบบการพิจารณาคดีที่ว่ากระบวนการ ใช้อำนาจรัฐทุกรูปแบบต้องมีการคุ้มครองให้กระบวนวิธีพิจารณาทางอาญา ทำด้วยความเป็นธรรม ไม่มีอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ พอสมเหตุสมผลด้วย ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และทนายความต้องคำนึงถึง และปฏิบัติตามหลักการนี้โดยเคร่งครัด

ตัวอย่าง ในคดีนี้ี ตามมาตรา 112 หากจะดำเนินการตามหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมายในการไต่สวนคำร้องขอ ประกันตัวจะต้องเริ่มต้นว่า คดีนี้ผู้ต้องหามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มี ศาลต้องจัดหาทนายความให้ เพราะเป็นคดีที่มีโทษจำคุกกมากกว่า 10 ปี (ซึ่งนับว่าเป็นโทษที่หนักเกินสมควร) เหตุผลที่ทนายความได้เขียนเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ประกันตัว เป็นไปตามหลักการสากลดังกล่าวข้างต้นและรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลได้อนุญาตหรือได้มีการไต่สวนพยานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักการที่ ว่านั้นหรือไม่ ศาลได้ไต่สวนถึงเหตุที่ว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอย่างไร ซึ่งในประเด็นการจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานนี้ ต้องให้พนักงานสอบสวนหรือศาลมีภาระในการพิสูจน์ว่า หากปล่อยตัวไปแล้วผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิง หรือไปทำลายพยานหลักฐานอย่างไร จนทำให้ศาลพอใจ และฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องสามารถคัดค้านหลักฐานของพนักงานสอบสวนได้ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติ ข้ออ้างของพนักงานสอบสวนต่อศาล มักเป็นการอ้างลอยๆ โดยขาดพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และศาลอาจไม่ได้ทำการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่มีการกล่าวอ้างด้วย ในวงการกฎหมายคำว่า “ภาระการพิสูจน์” นั้นหมายความว่า ผู้ใดยกข้อกล่าวอ้างอย่างไร ผู้นั้นต้องนำสืบให้ได้ความจริงตามที่กล่าวอ้างนั้น เช่น อ้างว่าหากปล่อยตัวไปแล้วผู้ถูกปล่อยตัวนี้ เป็นผู้มีอิทธิพลจะไปข่มขู่พยานหรือออกไปยักย้ายถ่ายเทเอกสารสำคัญที่จะใช้ เป็นหลักฐานในการลงโทษจำเลยหรือผู้ต้องหานั้นได้ เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักความชอบด้วยกระบวนการ ทางกฎหมาย หากไม่มีการดำเนินการเช่นนี้ ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลย ต้องยกเหตุผลนี้ขึ้นมาต่อสู้ เพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่

การที่ศาลหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเคารพหลักการสิทธิมนุษบชนและ หลักนิติธรรมในเรื่องสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาหรือจำเลย และ กระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม ย่อมจะนำให้คดีต่างๆ ไม่รกโรงรกศาล เป็นประโยชน์แก่ผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมากในคดี ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทั้งในทางการเมือง คดีเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และในคดีอื่นๆ และประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษย ชนสากลที่นานาประเทศให้การรับรอง อันจะทำให้สังคมมีความสงบ ร่มเย็นได้ต่อไป

ห้ามสงสัยเท่ากับห้ามเป็นมนุษย์!

ที่มา ประชาไท

“ตนพูดอยู่เสมอว่า อย่าสงสัยเรื่องความจงรักภักดี
ถ้าสงสัย แสดงว่าไม่ใช่คนไทย
เพราะฉะนั้น คนไทยต้องไม่มีความสงสัยเรื่องความจงรักภักดี
เพราะเราเกิดมากับ คำๆ นี้ และเราต้องตายไปกับคำนี้
ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
(ประชาไท,26 ก.ค.54)

มนุษย์ เป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” (rational being) ธรรมชาติของความเป็นผู้มีเหตุผล คือความสงสัยใคร่รู้ และต้องการแสวงหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่า ทำไมเราจึงควรยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งคือความจริง ความดี ความยุติธรรม ฯลฯ
ฉะนั้น หากพูดในเชิงตรรกะ (ไม่ใช่แค่เล่นสำนวน) การห้ามสงสัยเท่ากับห้ามเป็นมนุษย์ และที่ ผบ.ทบ.บอกว่า “คนไทยต้องไม่มีความสงสัยเรื่องความจงรักภักดี” ประโยคนี้มีความหมายทางตรรกะว่า
1. ผู้พูดกำลังจัดประเภทของ “คนไทย” ให้อยู่คนละประเภทกับ “มนุษย์”
2. ผู้พูดกำลังทำให้ “ความจงรักภักดี” เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หรือเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล เพราะในโลกของความเป็นจริงมีแต่สิ่งที่สงสัยได้เท่านั้นที่อยู่ใน “ปริมณฑลของเหตุผล” หรืออยู่ในขอบเขตที่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล
3. การทำให้ความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่สงสัยไม่ได้ หรืออยู่นอกปริมณฑลของเหตุผล ย่อมเท่ากับ (ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม) เป็นการทำให้ความจงรักภักดีมีสถานะเป็น “อำนาจเหนือเหตุผล” ที่กดทับความเป็นมนุษย์ของคนไทย หรือเป็นอำนาจที่แยกประเภทของ “คนไทย” ให้อยู่กันคนละประเภทกับ “มนุษย์”
ถึงตรงนี้ บางคนอาจมองว่าผมตีความคำพูดของ ผบ.ทบ.แบบจริงจังเกินไป ผบ.ทบ.อาจแค่ต้องการพูดเพื่อปรามฝ่ายที่เขามองว่าจาบจ้วงหรือหมิ่นสถาบัน และต้องการกระตุ้นให้คนไทยทุกคน ทุกฝ่ายจงรักภักดีต่อสถาบันเท่านั้น
แต่ ถึงจะมีเจตนาเช่นนั้นจริง ก็ไม่ควรใช้ “คำพูดเชิงเผด็จการทางความคิด” เช่นนี้ และขอให้สังเกตว่า คำพูดทำนองคล้ายๆ กันนี้ มักเป็นคำพูดที่ตีขลุม คลุมเครือ เช่น เมื่อมีผู้วิจารณ์ ผบ.ทบ.เขาก็ปรามว่าอย่าวิจารณ์ทหาร (ผบ.ทบ.= ทหารทั้งหมด?) อย่าวิจารณ์กองทัพ (ผบ.ทบ.=กองทัพ?)
ซึ่ง เป็นเจตนาที่ทำให้คนเข้าใจเสมือนว่า ผบ.ทบ.คือทหารทั้งหมด ผบ.ทบ.คือกองทัพ ติติงหรือวิจารณ์ ผบ.ทบ.อาจกระทบต่อ “ศักดิ์ศรีทหาร” กระทบต่อความมั่นคงของกองทัพ กระทั่งเลยเถิดไปถึงกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
ทว่าที่แย่กว่านั้นคือ คุณกำลังห้ามติติง วิพากษ์วิจารณ์ “ความรับผิดชอบ” ของผู้บังคับบัญชาทหาร การทุจริตคอร์รัปชันภายในกองทัพโดยโยงมาสู่กรณี ฮ.ตก 3 ลำ ไล่เลี่ยกัน และมีทหารเสียชีวิตเกือบยี่สิบนาย พร้อมกับการห้ามดังกล่าว คุณก็เสนอให้ซื้อ ฮ.เพิ่มอีก 30 ลำ โดยฝากให้รัฐบาลใหม่พิจารณา
ตกลง จะทำให้ทุกเรื่องอยู่นอกปริมณฑลของเหตุผล หรือความสงสัยใคร่รู้ไปหมดเลยใช่ไหม ความจงรักภักดีก็สงสัยไม่ได้ ผบ.ทบ.ก็ไม่ควรติติง หรือวิจารณ์ ฮ.ตก 3 ลำ จะขอซื้อเพิ่มเป็น 30 ลำ เป็นเรื่องที่มีเหตุผลอย่างไร และมันยิ่งทำให้คนสงสัยมากขึ้นอีกเมื่อมีการพูดถึงกรณีผิดปกติเรื่องจัดซื้อ “ไม้ชี้ผี” มาตรวจจับวัตถุระเบิด และจัดซื้อเรือเหาะที่เหาะไม่ได้ ฯลฯ
ความ ไม่ไว้วางใจกัน ไม่เชื่อถือ ไม่สามัคคีกันอย่างที่ ผบ.ทบ.พูดถึง มันไม่มีวันแก้ได้ด้วยการ “ใช้อำนาจบังคับ” ไม่ว่าจะบังคับเรื่องความจงรักภักดี (ห้ามสงสัย!) หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม เพราะเราจะแก้ปัญหาโดยการปิดกั้น ลดทอนการใช้เหตุผลได้อย่างไร
การ ลดทอนการใช้เหตุผลคือการลดทอนความเป็นมนุษย์ ห้ามสงสัย ห้ามใช้เหตุผลวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งเท่ากับห้ามเป็นมนุษย์ และถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมาตามหลักตรรกะ การล็อกสเป็ค “คนไทย” ว่า ต้องเป็นคนที่ไม่สงสัยเรื่องความจงรักภักดี (หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม) เท่ากับล็อกไม่ให้คนไทยเป็น “มนุษย์”
แต่ ในความเป็นจริง ประชาชนเป็น “มนุษย์” (สัตว์ที่มีเหตุผล) ก่อนจะเป็น “คนไทย” มันจึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้ประชาชนละทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อที่จะ เป็น “คนไทย” ที่ถูกห้ามสงสัยในเรื่องใดๆ ก็ตาม
และ หากจะพูดให้ถูก ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ข้าราชการที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ควรอย่างยิ่งที่ต้อง “จงรักภักดีต่อประชาชน” ความจงรักภักดีต่อประชาชนเป็นเรื่องที่สงสัยไม่ได้ เพราะแผ่นดินนี้คือของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐบาลและข้าราชการภายใต้รัฐบาล คือผู้รับใช้ประชาชน
มี แต่ข้าราชการ อำมาตย์ ต้องเกิด “จิตสำนึกใหม่” และเกิด “จิตใหญ่” ที่ “จงรักภักดีต่อประชาชน” ประดุจดังข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ดังกล่าวนี้แล้วเท่านั้น ประเทศชาติ ประชาชนทุกฝ่าย ทุกสถาบันจึงจักเกิด “ความรู้รักสามัคคี” คือ รักเสรีภาพ สามัคคีภายใต้หลักความยุติธรรมที่เท่าเทียม หรือมีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย เสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แต่จะเป็นเช่นนี้ไม่ได้ ถ้าประชาชนยอมให้ใครๆ หรืออำนาจใดๆ มาห้ามไม่ให้เราสงสัย หรือไม่ให้เราเป็นมนุษย์!

วิสาสะกับพฤกษ์ เถาถวิล: คำถามถึงนักปฏิรูป….ก่อนปฏิรูปกันต่อไป

ที่มา ประชาไท

บทความของพฤกษ์ เถาถวิล เรื่อง คำถามถึงนักปฏิรูป….ก่อนปฏิรูปกันต่อไป (http://www.prachatai3.info/journal/2011/07/36186) ดูเหมือนว่า พฤกษ์ วิพากษ์วิจารณ์ “ขุนนางเอ็นจีโอ” อย่างให้ความหวังลึกๆ กับ”ขุนนางเอ็นจีโอ” เพื่อให้พวกเขาทบทวน เพื่อจัก”ตาสว่าง”ขึ้นได้

บทความกล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า …ปรากฏการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ทฤษฏี “ไม่เป็นเบี้ยล่างในการเมืองของชนชั้นนำ แต่ช่วงชิงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์” ซึ่งได้กลายเป็นบรรทัดฐานการเมืองภาคประชาชน จะต้องถูกทบทวน

เสมือน ว่า ”ขุนนางเอ็นจีโอ” ยึดหลักคิดที่ว่า “อยู่บนภูดูหมากัดกัน” แต่ผู้เขียนกับมองว่า พวกเขา”ขุนนางเอ็นจีโอ” (ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ) มิเพียงไม่ได้อยู่บนภูเท่านั้น พวกเขาลงแรงลงทุนลงคนร่วมและยืนเคียงข้างฝ่ายอำมาตยาธิปไตยเลยทีเดียว

พวกเขามีจุดยืน วิธีคิด และผลประโยชน์”แบบปฏิกิริรยาล้าหลัง” ต่างหากที่เป็นปัจจัยให้พวกเขาเคลื่อนไหวเช่นนั้น

บทความพฤกษ์ ยังพูดถึง ทำนองว่า ”ขุนนางเอ็นจีโอ” มองจังหวะการเคลื่อนไหวที่ดีที่สุด ก็คือจังหวะที่รัฐ/รัฐบาลอยู่ในฐานะเป็นรองทางการเมือง นั่นคือนาทีทองที่ภาคประชาชนจะช่วงชิงโอกาสเข้าไปกดดันให้รัฐ/รัฐบาลตอบสนองข้อเรียกร้องของตน

ผู้เขียนมองว่า ขออ้างดังกล่าวเพียงทำให้ดู “ฉลาด” และฉวยโอกาสเท่านั้นเอง

เนื่องเพราะทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รวมทั้งการยอมรับการมีส่วนสนับสนุนรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 ของ อำนาจเผด็จการ คมช . (พวกเขา”ขุนนางเอ็นจีโอ” ชอบวาทกรรม “คนดีมีศีลธรรม” ทั้งระดับตัวบุคคล และระดับองค์กร ควรที่ได้รับการ "แต่งตั้งจาก คมช. ซึ่ง ควรพิจารณา "วิจารณ์ตนเอง” อย่างเร่งด่วนในเรื่อง จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพ)

ผู้เขียนได้เห็นการเคลื่อนไหว บทบาทที่ผ่านมา โดยภาพรวมทั่วไป พวกเขา "ขุนนางเอ็นจีโอ” เคลื่อนไหวทั้งโดยตรง เปิดเผย ซ่อนเร้น แนบเนียน ร่วมมืออย่างใกล้ชิด มีระยะห่าง แต่ “ธงเดียวดัน” นั่นคือ เชียร์รัฐประหาร เกลียดทักษิณ เกลียดนักการเมือง (ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์) และไม่เคารพหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนทั้งประเทศนั่นเอง (ลองย้อนดูข่าวสารต่างๆจากสื่อในช่วงนั้นได้)

ผู้เขียนสรุปรวบยอดว่า พวกเขา ”ขุนนางเอ็นจีโอ” ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย เลือกข้างสีเหลือง และรับใช้อำนาจนอกระบบประชาธิปไตยนั่นเอง

ในส่วนของบทบาททีวีไทยนั้น ผู้เขียนเห็นด้วยกับพฤกษ์ อย่างยิ่ง และมองประมวลสังเคราะห์แล้วพบว่า ทิศทางหลักของข่าวสารกระทำตนเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตยาธิไตย มีฐานความคิดเพื่ออำมาตยาธิปไตย แต่ใช่กลยุทธหลอกลวง

หากไตร่ตรองให้รอบด้านจะเห็นว่า เนื้อแท้ชี้นำหลักของข่าวไม่ยอมรับสิทธการเลือกตั้ง หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน นิยมชมชอบเผด็จการ เชียร์การรัฐประหารมาตลอด เสนอวาทกรรม นักการเมืองเลว แต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ตรวจสอบ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ระบบอำมาตย์ มือที่มองไม่เห็น บทบาทกองทัพ

ทีวีไทยได้ร่วมมือกับขุนนางเอ็นจีโอ และขุนนางนักวิชาการที่ไม่นิยมประชาธิปไตย สร้างภาพ ตลอดทั้งหลายครั้งที่ผ่านมาว่า กระทำข่าว “เพื่อภาคประชาชน” แต่เป็นการสร้างพรรคพวกประชาชนส่วนน้อยของขุนนางเอ็นจีโอ แต่ไม่ยอมรับเสียงประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน

สร้างภาพเหมือนต้องการแก้ไขปัญหาประชาชน ดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่ไม่นิยมประชาธิปไตย

สร้างความเชื่อว่า ปัญหาดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม ฯลฯ สำคัญกว่าประชาธิปไตยของประเทศ ในช่วงที่มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น กลับไม่ทำหน้าที่และบิดเบือน (โฉนดชุมชนก็ยังไม่คืบหน้า แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์สร้างภาพได้ใหญ่โต ในช่วงที่ถูกวิจารณ์สังหารคนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง)

รวมทั้งหลายครั้งเสนอชี้นำข่าวสารที่ล้าหลังโดยเฉพาะเรื่องพิพาทไทย-เขมร ได้เสนอชี้ชวนให้ประชาชนคนดูคลั่งชาติและบ้าสงครามกับเพื่อนบ้านตามแนวทางเดียวกันกับพันธมิตรฯ

จึงเป็นเพียง “สื่ออิสระจอมปลอมและปฏิกิริยาล้าหลัง” แต่สร้างภาพให้ดูดี มีส่วนประกอบบางรายการให้เสมือนเป็นสื่อที่เป็นกลาง อิสระ รักความเป็นธรรม แต่ภาพรวมรับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างมิอาจปฎิเสธได้

ผู้บริหารบางคนก็เป็นญาติใกล้ชิดกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักข่าวเดอะเนชั่น ที่จุดยืนรับใช้พรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน?

ขอชวนพฤกษ์ มองเลยไปจากบทความว่า พวกเขา “ขุนนางเอ็นจีโอ” ยังได้เข้ายึดครองตำแหน่ง “องค์กรอิสระ” ซึ่งโดยปรัชญาพื้นฐานขององค์กรอิสระ ต้องรับทำหน้าที่ ส่งเสริมสนับสนุน และมีจุดยืนเคียงข้างระบอบประชาธิปไตย

โดยพวกเขา ขุนนางเอ็นจีโอ สยายปีกได้ส่วนหนึ่ง พวกเขายึดองค์กรอิสระ (อิสระจากประชาธิปไตย) ที่สำคัญคือ สสส. สกว. พอช. สถาบันพัฒนาการเมือง

และการเคลื่อนไหวในรอบห้าปีที่ผ่าน กลับปรากฎให้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาเหล่านั้น หาได้กระทำตนเช่นปรัชญาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด

กลับกระทำตนฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ แม้ชอบอ้างกันเองว่าพวกตนเป็น “คนดีมีศีลธรรม”

ถึงเวลาต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหาร สสส. สกว. พอช. สถาบันพัฒนาการเมือง เพื่อไม่ให้บุคคลที่สนับสนุนอำนาจพิเศษทั้งหลายครอบงำองค์กรอิสระเหล่านี้ เพื่อมิให้ลัทธิประเวศและลัทธิอานันท์มีอิทธิพลต่อหลายองค์กรเหล่านี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่

เพื่อมิให้บุคคลเหล่านี้ใช้อำนาจสืบทอดตำแหน่งกันภายในแวดวงแคบๆ ของพวกเขา และอ้างเป็น “ภาคประชาชน” ซึ่งมักจะอนุมัติงบประมาณกันภายในกลุ่มของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด ไม่ทราบว่าใช้งบประมาณส่วนนี้ด้วยหรือไม่ ?

ไม่เคยเปิดเผยฐานะการเงิน การใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใส หลายคนมีหลายตำแหน่ง ไม่ทราบว่ารับเงินเดือนหลายตำแหน่งด้วยหรือไม่ ? จึงต้องดำเนินการตรวจสอบ เปิดเผยข้อเท็จจริง

”ขุนนางเอ็นจีโอ”ยังร่วมมือกับ”ขุนนางวิชาการ” อีกหนึ่งองค์กร คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในห้วงที่อำนาจเผด็จการอำมาตย์คมช.หยิบยื่นให้ ซึ่งปัจจุบันคณะญาติวีรชน กำลังเรียกร้องให้ลาออกอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมานั้นได้กระทำตนเป็นกรรมการปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐ โดยเฉพาะกรณีการล้อมปราบสังหารประชาชน 92 ศพ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ขณะนี้

ทั้งใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งเงินเดือน ทั้งรถประจำตำแหน่ง แต่กลับไม่รับใช้ประชาชนที่ถูกเข่นฆ่ากลางเมืองหลวง ไม่เคารพสิทธิมนุษยชนเหมือนชื่อองค์กร

ผู้เขียน จึงมิอาจฝากความหวังให้กับ “ขุนนางเอ็นจีโอ” ได้ เพราะห้วงห้าหกปีที่ผ่านมา ย่อมพิสูจน์ ธาตุแท้ กันได้แล้วกระมั้ง ?

ว่า พวกเขาคือ “พลังปฏิกิริยาอนุรักษ์นิยมล้าหลัง” หาใช่ “พลังก้าวหน้าเพื่ออนาคต ” แต่อย่างใด

พฤกษ์ว่าไหม ?