WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 29, 2011

ใบตองแห้งออนไลน์: ไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

หลายวันก่อน ผมเดินไปกินข้าวริมฟุตบาท ได้ยินอาเฮีย 2 คนคุยกัน จับความได้ว่าเป็นเรื่องจตุพร พรหมพันธ์

“กกต.ต้องประกาศรับรองจตุพรเป็น ส.ส.คนแรก เพราะมันไม่ได้ไปซื้อเสียง มันไม่ได้ไปใส่ร้ายป้ายสีใคร มันอยู่ในคุกตลอด”
ผมฟังแล้วก็ขำ จริงแฮะ ชาวบ้านยังเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายมากกว่า กกต.หรือพวกนักอวิชาที่สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยเสียอีก
กก ต.ประกาศรับรองจตุพรเป็นผู้สมัครไปแล้ว จตุพรขาดคุณสมบัติหรือไม่ พ้นอำนาจ กกต.ไปแล้ว ถ้ายังกังขาก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขณะนี้ กกต.มีอำนาจวินิจฉัยเพียงว่า ผู้ชนะการเลือกตั้งชนะโดยทุจริตผิดกฎหมายหรือเปล่า ซึ่งถ้าวินิจฉัยเฉพาะเรื่องนี้ ก็จริงอย่างอาเฮีย 2 คนว่า คือจตุพรควรจะได้รับการประกาศชื่อคนแรก
แต่ กกต.กลับกั๊กจตุพรไว้เป็นคนสุดท้าย ให้นอนคุกต่ออย่างไม่มีกำหนด ขณะที่การรับรอง ส.ส.496 คน กลับง่ายดายเสียจนน่าขัน กกต.เก๊กท่าเป็นองค์กรศักดิ์สิทธิ์ แต่เอาเข้าจริงเป็นเสือกระบาก ทำได้แค่ให้ใบเหลืองเลือกตั้งใหม่ 2 เขต นับคะแนนใหม่ 1 เขต ที่เหลือไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งที่ถ้า กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกับที่เคยแจกใบแดงเมี่อปี 2550 ก็คงจะโดนอย่างน้อย 5-6 เขต
จำได้ไหมว่าที่บุรีรัมย์ ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน เด็กเนวิน โดนใบแดงยกพวง เพราะคนใกล้ชิดไปแจกเงิน แม้ผู้สมัครปัดว่าไม่เกี่ยว กกต.ก็ยังแจกใบแดง ครั้งนี้ก็มีผู้สมัครโดนกล่าวหาทำนองเดียวกันหลายราย แต่ กกต.ปล่อยไปเฉย ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน
เห็นได้ว่า กกต.แหยงจนป๊อด แล้วก็ทำยึกยักไปงั้น เช่นกั๊กยิ่งลักษณ์ไว้ 7 วัน สุดท้ายบอกว่าไม่ผิด มีตัวอย่างที่เคยวินิจฉัยไปแล้ว อ้าว แล้วทำไมไม่วินิจฉัยเสียตั้งแต่วันนั้น อ้างว่าให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณา ฝ่ายกฎหมายที่ไหนกัน ก็ 5 กกต.มีอดีตผู้พิพากษา 3 คน อดีตรองอัยการสูงสุด 1 คน เมื่อเข้ากรณีที่เคยวินิจฉัยแล้วก็น่าจะฟันธงได้เลย
แต่ กกต.ไม่กล้าฟันธง ไม่กล้าคอนเฟิร์ม เพราะกลัวครหาว่าปล่อยง่ายเกิน ไหนๆ กั๊กยิ่งลักษณ์แล้ว ก็เลยกั๊กอภิสิทธิ์ด้วย คนจะได้ไม่หาว่าลำเอียง ทั้งที่การจัดงานสินค้าราคาถูกเป็นข้อร้องเรียนงี่เง่า
ที่ พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุนให้ กกต.ใช้ “อำนาจศักดิ์สิทธิ์” ตามความเพ้อฝันของพวกคนชั้นกลางรถบ้านขับมือเดียว แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นความเสื่อมจนเข้าสู่ภาวะล้มละลาย (ยิ่งกว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่) ของ กกต.ต่างหาก
รัฐ ธรรมนูญ 2540 ออกแบบ กกต.โดยก๊อปมาจากอินเดีย ไม่ได้ให้อำนาจแจกใบแดง แค่มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ แต่พอได้ กกต.ขั้นเทพ 5 คนแรก สังคมก็หลงระเริงไปกับความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แก้ไขกฎหมายเลือกตั้งปี 2543 ให้ กกต.มีอำนาจเสมือนศาลเลือกตั้ง แต่ความจริงเป็น “ศาลเตี้ย” เพราะวินิจฉัยโดยความเชื่อ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ไม่ใช่การพิจารณาตามกระบวนการของศาลจนได้ข้อยุติ “มีหลักฐานชัดเจนว่า”
กก ต.ที่ตั้งใจจะให้มาดูแลการเลือกตั้งอย่างเป็นกลาง “ขยายอาณาจักร” จนเป็นมหาดไทย 2 จัดเลือกตั้งเอง แล้วก็เป็นศาลเตี้ย ตัดสิทธิผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเสียเอง เมื่อ กกต.มีอำนาจมากขนาดนี้ ทั้งจัดการเลือกตั้ง ทั้งสอบสวน ทั้งวินิจฉัย แจกใบแดงแล้วรัฐธรรมนูญ 2550 ยังเพิ่มให้ยุบพรรค ก็เป็นธรรมดาที่ขั้วอำนาจต่างๆ ต้องเข้ามาแทรกแซง ทักษิณก็เคยแทรกแซงในยุค “3 หนา” แล้วฝ่ายอำมาตย์ก็เข้ามากินรวบในยุคปัจจุบัน
เมื่อ กกต.มีอำนาจมากขนาดนี้ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีการยืมมือ กกต.ทำลายล้างกันทางกฎหมาย แทนที่จะเอาชนะกันด้วยคะแนนนิยม ก็ใช้วิธีร้องเรียนหวังจะให้ตัดสิทธิ ยุบพรรค ด้วยข้อหาบ้าจี้ต่างๆนานา เช่น ผัดหมี่ ไปจนถึง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ว่าทำให้ประชาชนสำคัญผิดในคะแนนนิยม (สำคัญผิดที่ไหน ก็ชาวบ้านเขาเลือกทักษิณนั่นแหละ เขาเลือกยิ่งลักษณ์เพราะเป็นโคลนนิงของทักษิณ)
พอ กกต.ใช้อำนาจมากๆ เข้า ตัดสิทธิผู้ที่รับเลือกตั้งจากประชาชน ยุบพรรคที่ประชาชนเลือกมาบริหารประเทศ ไม่ยุบพรรคแมลงสาบ ฯลฯ อำนาจนั้นก็ไม่เป็นที่ยอมรับ เจอแรงต้านหนักๆ เข้า กกต.ก็ไปไม่เป็น ท้ายที่สุดก็โดนกระหนาบจากมวลชน 2 ข้าง ขั้วอำนาจ 2 ฝั่ง จนแหยง ป๊อด กอดเก้าอี้โดยไม่กล้าตัดสินใจ
“อำนาจศักดิ์สิทธิ์” ของ กกต.จึงล้มละลายสิ้นเชิงใน กกต.รุ่นที่ 3 คอยดูสิว่าต่อให้คุณไปสรรหาเทวดาที่ไหนมาเป็น 5 เสือกระบาก กกต.รุ่นต่อไป ก็ใช้อำนาจไม่ได้อยู่ดี จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ จับจ้อง จับผิด ครหา นินทา ร่ำลือ ฯลฯ เพราะอำนาจนั้นมันเป็นอำนาจทื่ฝืนธรรมชาติ ขัดต่อวิถีประชาธิปไตย
ตุลาการ: อุปสรรคประชาธิปไตย
แกน นำเสื้อแดงบางคนปรามมวลชน ไม่ให้เคลื่อนไหวเรื่องจตุพร กลัวนำไปสู่รัฐประหาร ขอบอกว่าไม่ต้องกลัว ทหารไม่สามารถทำรัฐประหารได้ อย่างน้อยก็ใน 1-2 ปีข้างหน้า ถ้ารัฐบาลไม่ทำให้ตัวเองเสื่อม
หรืออย่างน้อยก็ใน 1 เดือน ที่กำหนดเขตห้าม ฮ.บินทั่วประเทศ (ฮาไม่ออก)
ท่า ทีของ UN ท่าทีของทูตานุทูต ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ไปจนอินเดีย ออสเตรเลีย ฯลฯ หรือเรียกได้ว่าทั่วโลก ที่เข้าพบยิ่งลักษณ์ ไม่ได้แปลว่าเขาเชียร์ทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย แต่เขาต้องการให้การเมืองเดินไปตามวิถีประชาธิปไตย ไม่มีปฏิวัติรัฐประหารอีก ถ้าเมริงทำอีก คราวนี้เจอดีแน่ ต่อให้ขนคณบดีรัฐศาสตร์ทุกมหา’ลัยไปโรดโชว์ ก็มีแต่จะโดนโห่กลับ เผลอๆ จะถูกถอดถอนปริญญารัฐศาสตร์ที่ได้จากต่างประเทศ
ฉะนั้น ต่อให้ยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ แล้วปลด ผบ.ทบ.ควบ ผบ.ทอ.ตั้งแต่วันแรก ทหารก็ไม่กล้าหือ เพียงแต่ต้องดูจังหวะก้าว ความเหมาะสม วัดกระแสสังคม เหมือนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงนั่นแหละ
ทหารทำ อะไรไม่ได้ มีปืนเหมือนมีกระบาก มี ฮ.เหมือนมีซาเล้ง เก่งแต่ระบายอารมณ์ ลูกน้องตาย 17 คน นึกว่าประชาชนจะแซ่ซ้องสดุดีกองทัพ พอโดนจี้ถามความรับผิดชอบ กลับยัวะ ก็จะไม่ให้ชาวบ้านสงสัยได้ไงละครับ ในเมื่อวันรุ่งขึ้นหลังจากแบลคฮอว์คตก ฮ.กระทรวงทรัพย์ ฮ.กระทรวงเกษตร ลำเล็กๆ เก่าๆ เขายังไปรับศพนายทหาร 5 นายออกมาได้
เอ้า พอ “อ้อน” รัฐบาลใหม่ขอซื้อ ฮ.30 ลำ ก็ยัวะนักข่าวอีก หาว่าพาดหัวข่าวให้เสียศักดิ์ศรี ผบ.ทบ.ต้องไปอ้อนผู้หญิง ทำเป็นวัยทองไปได้ ก่อนหน้านี้ก็ออกมาเรียกร้องว่ารัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นคนที่ทหารยอมรับได้ แหม อธิบดีกรมการข้าวเขาก็อยากเรียกร้องเหมือนกันว่ารัฐมนตรีเกษตรฯ ต้องเป็นที่ข้าราชการยอมรับได้ แพ้เลือกตั้งแล้วยังทำเป็นหือ (ถือว่าแพ้เลือกตั้งนะครับ เพราะออกมาเรียกร้องให้ประชาชนเลือกคนดี เลือกเพื่อสถาบัน แล้วไม่มีใครฟัง แม้แต่เขตทหาร เขตดุสิต พรรคเพื่อไทยยังชนะ)
แต่ไม่เป็นไร ผมสนับสนุนให้รัฐบาลจัดซื้อ (หรือจัดซ่อม) ฮ.ให้กองทัพอย่างเพียงพอ เพราะภารกิจของกองทัพไทยปัจจุบัน ฮ.มีความจำเป็น ใช้ในการเคลื่อนที่เร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องยกเลิกการสั่งซื้อยุทโธปกรณ์ที่เปล่าประโยชน์ เช่น GT200 หรือเรือเหาะ
รัฐบาลต้องสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้กอง ทัพไทยก้าวไปสู่ความทันสมัย แต่ต้องแลกกับการปฏิรูปกองทัพ ลดกำลังพล โดยเฉพาะกำลังนายพลที่ล้นเกิน ลดหน่วยบริการ สนับสนุน หางเครื่อง หิ้วกระเป๋า ฯลฯ แค่มีนายพลน้อยลงซักครึ่งหนึ่ง ก็มีเงินซื้อ ฮ.เหลือเฟือ
ที่ สำคัญคือการปฏิรูปอำนาจบังคับบัญชา และแยกกองทัพออกจากข้ออ้าง “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่เอามาเป็นเงื่อนไขปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้ง ซึ่งรัฐบาลควรต้องตั้งคณะทำงานศึกษาปฏิรูปกองทัพขึ้นทันที
เมื่อ กองทัพไม่สามารถทำรัฐประหารได้ พวกคนชั้นกลางรถบ้านขับมือเดียวก็จะฝากความหวังการเตะสกัดตัดขารัฐบาลพรรค เพื่อไทย ไว้ที่อำนาจตุลาการและองค์กรอิสระ ซึ่งแม้ในช่วงต้นๆ ไม่กล้าฝืนกระแส แต่พวกเขาก็จะรอจังหวะ รอให้รัฐบาลถูกถล่มจากสื่อ นักอวิชา และบุคคลสาธารณะทั้งหลาย จนอ่วมเสียก่อน (พันธมิตรฯ คงไม่สามารถแสดงบทบาทในระยะอันใกล้ แต่แนวร่วมของพันธมิตรจะแปลงร่างออกมาทำเป็นหน้าซื่อตาใส)
ลอง ตั้งสมมติฐานดูนะครับ สมมติรัฐบาลบริหารประเทศไป แต่มีคนไปแจ้งจับแกนนำเสื้อแดง หรือแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นรายๆ แล้วศาลไม่ให้ประกันตัว ขังยาวไม่แยแสใคร อ้างความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการ รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ก็จะจุดชนวนความอึดอัดคับแค้นของมวลชน
นับ แต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล เราก็เห็นแล้วว่ามีข้อหาต่างๆ รออยู่มากมาย เช่น ยิ่งลักษณ์เบิกความเท็จ ยิ่งลักษณ์ซุกหุ้นให้พี่ชาย ต่อไปก็อาจจะมียิ่งลักษณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตามจับ นช.ทักษิณ หรือเปิดดิกชันนารีตีความว่า “โคลนนิง” ทำให้ขาดคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ
หรือ ถ้ารัฐบาลใหม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก ตกลงกับฮุนเซน ถอนทหารออกจากพื้นที่ 17 ตารางกิโลเมตร ก็อาจจะมีคนไปฟ้องศาลปกครอง ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ว่าไม่เอาเรื่องเข้าสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ จะเอาเข้าสภาไปให้ฝ่ายค้านกับ สว.ลากตั้งอภิปรายเพื่ออะไร เพื่อไม่ทำตามคำสั่งศาลโลกหรือ
คำสั่งคุ้มครองชั่ว คราวของศาลโลก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดินแดน เป็นแค่มาตรการป้องกันการปะทะกันด้วยอาวุธ ขนาดนั้นก็ยังมีอาจารย์สอนกฎหมายออกมาบอกว่าไทยไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ ที่ผ่านมาหลายประเทศก็ไม่ปฏิบัติตาม นี่อาจารย์สอนกฎหมายนะครับ ท่านไม่ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วท่านจะสอนลูกศิษย์อย่างไร
รัฐบาล จึงประมาทไม่ได้ ต้องสรุปบทเรียนจากรัฐบาลสมัคร-สมชาย รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ รื้ออำนาจและที่มาขององค์กรอิสระ ให้เร็วที่สุด อย่างช้า 3 เดือนต้องเป็นรูปเป็นร่าง เห็นทิศทาง ที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยลงประชามติ
ทั้ง ยังจะต้องรุกไปสู่การตรวจสอบอำนาจตุลาการ ทำให้อำนาจสถาบันขุนนางที่ไม่มีความยึดโยงกับอำนาจประชาชน เป็นอำนาจที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ซึ่งอาจจะต้องแก้ไขโครงสร้างทั้งส่วนบนส่วนล่าง ตั้งแต่การสอบผู้พิพากษา ไปจนกำหนดให้ประธานศาลฎีกา รองประธาน หรือประธานแผนก ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ สนับสนุนให้อำนาจบริหาร หรือ “ระบอบทักษิณ” เข้าไปแทรกแซงตุลาการ แต่ต้องทำให้อำนาจตุลาการเป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน ไม่ใช่ของชนชั้นนำ ไม่ใช่อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนต้องกลัวจนหัวหด แต่มีความศักดิ์สิทธิ์จากการอำนวยความยุติธรรม
สถาบัน ตุลาการจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยทั้งภายนอกและภายในมากขึ้น เช่นภายในศาลจะต้องมีการกระจายอำนาจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 49 คือความพยายามรวบอำนาจไว้ในมือตุลาการระดับสูง คนรุ่นเก่า อนุรักษ์นิยม เช่น แก้ไขกฎหมายให้ตุลาการเกษียณอายุ 70 โดยทยอยเพิ่มอายุทีละ 1 ปีนับแต่ปี 2550 ทำให้พวกเด็กโบงอกราก คนรุ่นหลังเหงือกแห้งกว่าได้ขึ้นถึงประธานศาลฎีกา
หรือ สัดส่วน ก.ต.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งแก้ไขกฎหมายลิดรอนสิทธิเสียงของตุลาการระดับล่าง โดยลดจำนวน ก.ต.ที่มาจากศาลชั้นต้น ก่อนหน้านี้เคยมีการแก้ไขกฎหมายให้ศาลชั้นต้นปกครองกันเอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญามาจากผู้พิพากษารุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าก็ไล่ลำดับขึ้นไปเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา แต่หลังรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ก็แก้กลับไปเหมือนเดิม คือเอาตุลาการรุ่นเก่าลงมานั่งเป็นอธิบดีศาลชั้นต้น
ตำแหน่ง อธิบดีหรือประธานศาล มีความสำคัญมากนะครับ แม้ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาคดี แต่ก็ขึ้นกับอธิบดีว่าจะมอบสำนวนไหนให้ใครทำ มอบให้คนที่รู้มือรู้ใจกันหรือเปล่า
ก็ดูอย่างกรณี ที่ ปปช.ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า อ.อักขราทร จุฬารัตน์ อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด ถูกกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เรียกสำนวนคดีกลับ ทั้งที่องค์คณะลงมติไปแล้ว แต่ศาลปกครองกลับไม่ยอมให้สอบสวน อ้างว่า ปปช.ไม่มีอำนาจ ศาลสอบกันเองแล้วก็สรุปว่าไม่ผิด
คดีนี้คือคดี แถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร ที่ส่งผลสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง ต่อรัฐบาลสมัคร ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับแถลงการณ์ร่วมกลางดึก (ศาลทำโอที) รัฐบาลอุทธรณ์ มีข้อกล่าวหาว่า ศาลปกครองสูงสุดองค์คณะที่รับเรื่อง ลงมติไปแล้ว เสียงข้างมากให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ตุลาการหัวหน้าคณะกลับส่งสำนวนคืนให้ประธาน แล้วประธานก็รับไปเข้าองค์คณะของตัวเอง มีมติให้ยืนคำสั่งคุ้มครองต่อไป
เรา ลองย้อนนึกถึงบรรยากาศการเมืองขณะนั้นดู ถ้าศาลปกครองสูงสุด ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว พวกพันธมิตรฯ และพรรคแมลงสาบที่รุมถล่ม “สมัคร-นพดล” ว่า “ขายชาติ” คงเสียศูนย์ไปไม่เป็น
อ.อักข ราทรทุกวันนี้ท่านก็ไม่ได้ไปไหนหรอกนะครับ เกษียณแล้ว แต่ท่านก็ยังเป็นปู่โสมอยู่ที่ศาลปกครองนั่นเอง เพราะประธานคนใหม่ตั้งท่านกลับมาเป็นที่ปรึกษา เงินเดือน 6 หมื่น ไม่เกี่ยวกับบำนาญที่รับอยู่แล้ว
แก้รัฐธรรมนูญเริ่มตรงไหน
กระแส “ปรองดอง” ต้องการความสงบสุข แม้มีส่วนทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็มีด้านที่เป็นผลลบ คือประชาชนทั่วไปเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากให้มีความขัดแย้งทางการเมืองอีก อยากให้รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาทำงาน อย่าเพิ่งแตะเรื่องการเมืองเรื่องนิรโทษกรรม เดี๋ยวพวกขวาจัดโรคจิตจะออกมายิงกราดค่ายเยาวชน-เอ๊ย ออกมายึดทำเนียบยึดสนามบินอีก
กระแสนี้มีทั้ง ประชาชนทั่วไปที่บริสุทธิ์ใจ และพวกเสื้อเหลืองเสื้อสี หรือสาวกแมลงสาบ มุดลงใต้ท่อ แปลงร่างเป็นผู้รักสันติ มาแอบอ้าง “ปรองดอง” เช่น เรียกร้องให้ม็อบเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหว ให้ยุบหมู่บ้านแดง ให้เคารพกฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ อย่ากดดัน กกต.อย่าเข้ามารบรากับองค์กรอิสระ
แน่ นอน รัฐบาลก็ต้องไม่ผลีผลามฝืนความรู้สึกประชาชน แต่ก็ต้องชี้ให้สังคมเห็นว่าความคิดที่จะให้รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่าง เดียว โดยไม่แก้ปัญหาทางการเมืองนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะต่อให้เราหยุดแล้ว ท่านก็ยังไม่หยุด จะต้องมีการตั้งแง่ยืมมืออำนาจตุลาการและองค์กรอิสระมาคอยเตะตัดขาจนรัฐบาล ทำงานไม่ได้
การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีประเด็นที่น่าคิด 2 แง่ ว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ทั้งฉบับ หรือแก้เฉพาะประเด็นก่อน แน่นอนว่าการแก้ให้สมบูรณ์ทั้งฉบับ เป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่ต้องใช้เวลาและต้องผ่านกระบวนการ โดยต้องแก้ไขมาตรา 291 ให้จัดตั้ง สสร.ขึ้น ซึ่งแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล สสร.ก็จะทำงานต่อไป
แง่ ที่สอง การแก้เฉพาะประเด็น อาจจะไม่สมบูรณ์ในหลักกฎหมาย แต่สามารถทำได้รวดเร็ว ทันการณ์ ตั้งประเด็นให้ลงประชามติในข้อสำคัญๆ เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจ เช่น ที่มาของวุฒิสมาชิก, ที่มาขององค์กรอิสระ, อำนาจ กกต.ตามมาตรา 237, บทเฉพาะกาลมาตรา 309 พร้อมกับมาตรา 291 ตั้ง สสร.ขึ้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์
นี่เป็นข้อเสนอ เพื่อกระตุ้นให้ช่วยกันคิด ผมก็มองไม่ออกว่าแก้แบบไหนดี เพราะพูดไปแล้วโดยเนื้อหามันยังมีอะไรอีกเยอะ ที่ควรจะแก้ เช่น ยุบองค์กรปาหี่อย่างผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา หรือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจสังคมเสีย หรือยุบศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีแค่ตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่เลือกมาพิจารณาเฉพาะคดี หรือแม้กระทั่งยุบวุฒิสภาไปเสียเลย เพราะมันไม่พ้นวนเวียนอยู่กับสภาผัวสภาเมียหรือขั้วอำนาจลากตั้ง
คือ รัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีแนวคิดที่ผิดพลาดอยู่แล้วในเรื่องหวังพึ่งองค์กรอิสระ หวังว่าจะมีผู้วิเศษลอยลงมาใช้อำนาจ รัฐธรรมนูญ 2550 ยิ่งวางกับดักไว้พะรุงพะรัง แถมยังผิดเพี้ยน เช่น ให้อัยการเป็นอิสระ ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลก อัยการต้องอยู่กับอำนาจบริหาร เป็นทนายของรัฐ รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหามาได้อัยการก็ส่งฟ้องศาล แล้วอำนาจตุลาการซึ่งเป็นอิสระจึงเข้ามาตัดสิน
ถ้า เราตั้ง สสร.แล้วแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างรวดเร็ว ภายใน 6 เดือน หรือไม่เกิน 1 ปี ก็ควรตั้ง สสร.เพราะอันที่จริง ประเด็นต่างๆ ก็ถกเถียงกันจนตกผลึกพอสมควร อยู่ที่จะมีพวกกวนน้ำให้ขุ่นมากแค่ไหน เพราะถ้าตั้ง สสร.เราก็ต้องยอมรับว่าต้องเปิดกว้าง ให้โอกาสพวกแมลงสาบ พวกเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันวุ่น
แต่ อย่างน้อยก็ต้องตั้งคณะทำงาน ศึกษาแนวทางแก้ไขมาตรา 291 หาวิธีจัดตั้ง สสร.หรือถ้าจะเลือกแก้เฉพาะประเด็นก่อน ก็ให้คณะทำงานเสนอมาเป็นประเด็น แล้วเปิดให้สังคมดีเบท เชิญพวกสื่อ นักอวิชา แมลงสาบ เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี ดีเบทกันตามสบาย ให้เวลาเป็นเดือนๆ ก่อนไปสู่การลงประชามติ
อย่าง น้อยก็ยังดีกว่าความคิดอดีตอธิบดีศาลอาญาเสื้อแดง ที่ให้ออกพระราชกำหนดนำรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ก่อน เลอะแล้วครับท่าน เลอะเหลือเชื่อ (นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า ตุลาการก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่เชื่อถือได้ทั้งหมด)
การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจ ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ในครั้งเดียว ก็ได้ แต่บางครั้งวิธีการก็สำคัญกว่าเนื้อหา สมมติเช่น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงไม่กล้าแตะต้องมาตรา 8 เราก็คงไม่หวังให้แก้ไขมาตรา 8 ในทันที แต่อย่างน้อยขอให้มีการดีเบท ความฝันอันสูงสุดคือ ถ้าประเทศนี้ยอมให้มีการลงประชามติมาตรา 8 หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อไหร่ ต่อให้ฝ่ายต้องการแก้ไขแพ้ถล่มทลาย ก็ถือว่าประชาธิปไตยเปิดกว้างขึ้นแล้ว
อ้าว วกมาลงเรื่องนี้จนได้ สรุปว่าผมยังไม่ได้เสนอแนวทางอะไรเลย แต่โยนหินถามทาง อยากให้นักวิชาการ ผู้รู้ ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายช่วยกันคิดนะครับ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเริ่มอย่างไร ต้องเร่ง ต้องรีบ และด่วนด้วย
เพราะ ในทางกลับกัน เราจะไว้วางใจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมากก็ไม่ได้ อยู่ๆ ไป 3 เดือน 6 เดือน เสือกทำเรื่องฉาวโฉ่คำโตขึ้นมา ก็พา chip หายทั้งกระบวน
ใบตองแห้ง
28 ก.ค.54

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: ตำนานคุณยิ่งลักษณ์ (The Yingluck Legacy) ต้องนับแต่วันแรก

ที่มา ประชาไท

ก่อน ที่ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรือผู้นำประเทศคนใดจะก้าวลงจากตำแหน่ง เขาหรือเธอเหล่านั้นย่อมคิดในใจว่า ผลงาน หรือ “Legacy” ของตนจะ “ตกทอด” ประหนึ่งมรดกทางการเมืองอันล้ำค่า หรือ “ตกค้าง” ดั่งพิษร้ายที่บ่อนทำลายประเทศ
หากเรามอง “Legacy” ในแง่ดีเสมือน “ตำนาน” ที่เล่าขาน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช คงถูกจำในฐานะผู้นำที่ส่งทหารไปต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายอย่างเข้มแข็ง เด็ดขาดและอาจหาญ ในขณะที่วันหนึ่งประธานาธิบดีโอบามาอาจถูกจดจำในฐานะผู้ถอนทหารกลับบ้านจากสงครามอย่างสำเร็จและปลอดภัย
อดีต ปธน. บุช ย่อมไม่อยากให้ใครกล่าวถึงเขาในฐานะผู้สั่งทรมานมนุษย์เพื่อล้วงข้อมูลการ ก่อการร้ายมาช่วยชีวิตทหารและคนของตนที่ตายไปมาก และ ปธน. โอบามา ย่อมแสลงใจหากใครจะนึกถึงเขาในฐานะผู้ใช้เครื่องบินรบไร้นักบิน (UAV หรือ drone – ควบคุมโดยมนุษย์จากระยะไกล) หากเครื่องจักรเหล่านี้ทำให้ประชาชนในบริเวณที่ถูกโจมตีเสียชีวิตไปมากกว่า การทำสงครามโดยทหารมนุษย์
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจถูกจดจำในฐานะผู้นำที่พาชาติผ่านวิกฤติเศรษฐกิจโลก จัดเก็บรายได้เข้าคลังจนประเทศมีเงินสำรองเป็นประวัติกาล และกล้ายุบสภาเพื่อต่อสู้ตามกติกา แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่อยากถูกหลอกหลอนโดยวิญญาณของ 91, 92 หรือ 93 ศพ หรืออีกหลายศพของทหารไทยที่ชายแดนกัมพูชา
สำหรับ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันหนึ่งอาจถูกจดจำในฐานะผู้ที่นำแห่งยุคปรองดองภายใต้ความจริงและกฎหมาย สลายอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และเทิดทูนประชาธิปไตย หรือ คุณยิ่งลักษณ์อาจเป็นเพียงเผด็จการหน้าสวย ที่อวยประโยชน์ให้พวกพ้อง โดยท่องคาถาปรองดองที่ตนกุมไว้เด็ดขาด พร้อมสมยอมต่ออำมาตย์นอกระบบ
เมื่อ คนที่บอกว่าตนรู้อนาคตคือคนโกหก และเมื่อความหวังของชาติขึ้นอยู่กับจิตใจของคนในชาติ ผู้เขียนจึงต้องฝากความหวังและกำลังใจไว้กับคุณยิ่งลักษณ์ดังนี้
1. นับแต่วันแรก คุณยิ่งลักษณ์ต้องเป็นผู้นำการปรองดองอย่างจริงใจ
เมื่อ ประชาชนเลือกคุณยิ่งลักษณ์เป็นผู้นำ คุณยิ่งลักษณ์ต้องชัดเจนนับตั้งแต่การทำงานวันแรกว่าความปรองดองไม่ใช่ภาระ ของคณะกรรมการหรือหน่วยงานใดแต่ผู้เดียว (ซึ่งอาจต้องใช้เวลาทำงานเป็นปี) แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน และต้องเริ่มต้นจากความจริงใจของตัวคุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยเองที่ได้ รับเสียงข้างมากจากประชาชน
การ เปิดประชุมสภาวันแรกเป็นโอกาสอันดีที่คุณยิ่งลักษณ์จะส่งสัญญาณ ปรองดองอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าคำพูดนโยบาย หากคุณยิ่งลักษณ์เชื่อในการเมืองที่ปรองดอง บนพื้นฐานของความโปร่งใส ร่วมมือและรับฟังซึ่งกันและกัน
อย่าง น้อยที่สุด เรื่องตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น คุณยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยก็อาจขอให้พรรคฝ่ายค้านเสนอชื่อรองประธานสภา หนึ่งคนโดยพรรครัฐบาลลงมติสนับสนุน เป็นต้น
(รัฐ ธรรมนูญ มาตรา 124 เปิดช่องให้สภามีมติแต่งตั้งประธานหนึ่งคนและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกสอง คน กฎหมายมิได้บังคับให้ผู้นำในสภาทั้งสามคนต้องมาจากพรรคฝ่ายรัฐบาลแต่อย่าง ใด)
หลัก การเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้ในอีกหลายบริบท ไม่ว่าจะในระดับคณะกรรมาธิการของสภาก็ดี หรือแม้แต่การแต่งตั้งนักกฎหมายมหาชนและผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้าไปสนับสนุนการ ทำงานของคณะกรรมการอิสระชุดใดก็ดี หรือเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการตรวจสอบรัฐบาล เช่น การคงตำแหน่งของ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไว้ก็ดี ฯลฯ
2. นับแต่วันแรก คุณยิ่งลักษณ์ต้องสนับสนุนคณะกรรมการอิสระฯ อย่างจริงจัง
คุณ ยิ่งลักษณ์ให้คำมั่นสัญญาว่าการปรองดองจะอาศัยกลไกสำคัญคือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธาน และคุณยิ่งลักษณ์สัญญาว่าจะ “เพิ่มอำนาจ” ให้
แต่ ผู้เขียนย้ำว่าการสนับสนุนโดยตัวคุณยิ่งลักษณ์หรือรัฐบาลเอง เช่น การประกาศนโยบายต่อสภาเป็นการทั่วไป หรือใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่สุดท้ายยุบได้โดยฝ่ายบริหาร (เช่น โดยระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี) นั้นไม่เพียงพอต่อคำมั่นสัญญา
ใน การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก หากคุณยิ่งลักษณ์ต้องการแสดงความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรมว่าคณะกรรมการฯจะได้ รับความร่วมมือจากข้าราชการทุกภาคส่วน ก็เป็นโอกาสอันดีที่คุณยิ่งลักษณ์จะได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติคณะรัฐมนตรี ที่มีผลผูกพันหน่วยงานราชการ เพื่อให้คณะกรรมการฯ ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงข้อมูลหรือเชิญเจ้าหน้าที่มาให้ปากคำ ตลอดจนเรื่องงบประมาณหรือช่องทางที่จะนำผลการดำเนินงานมารายงานต่อสังคม
นอก จากนี้ เมื่อคณะกรรมการฯ มิได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน คุณยิ่งลักษณ์ต้องช่วยนำแรงสนับสนุนจากผู้แทนของปวงชนมาสู่คณะกรรมการฯ เช่น ประสานกับสภาเพื่อตราพระราชบัญญัติกำหนดอำนาจหน้าที่และกระบวนการสนับสนุน การปรองดอง หรืออย่างน้อยในขั้นแรกก็คือการประสานให้มี “มติสนับสนุนของสภา” ที่ผู้แทนทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภาต่างลงมติเป็นการทั่วไปอย่างน้อยก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์สนับสนุน ความชอบธรรมของกระบวนการปรองดองอย่างชัดแจ้ง
(รัฐธรรมนูญ มาตรา 127 วรรคสี่อนุญาตให้รัฐสภาสามารถ “มีมติพิจารณาเรื่องอื่นใด” ได้)
ยิ่ง ไปกว่านั้น ในวันแรกที่คุณยิ่งลักษณ์แถลงนโยบาย คุณยิ่งลักษณ์ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชนที่กล้าเรียกร้องให้ผู้แทนทั้ง สองสภาแสดงความจริงใจในการปรองดอง โดยทำงานอย่างขันแข็ง เข้าประชุมพร้อมเพรียงและไม่พิงเก้าอี้นุ่มในห้องแอร์เพียงสัปดาห์ละไม่กี่ วัน แต่หมั่นลงพื้นที่และร่วมเวทีเพื่อรับฟังแนวคิดการปรองดองจากประชาชน เพื่อให้พระราชบัญญัติหรือมติของสภา หรือแม้แต่ข้อมูลจากประชาชนที่สนับสนุนงานของคณะกรรมการฯ ได้รับการพิจารณาและปรากฏผลอย่างเร่งด่วน
3. นับแต่วันแรก คุณยิ่งลักษณ์ต้องยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
คุณยิ่งลักษณ์ต้องยึดมั่นใน “หลักนิติธรรม” หรือ “Rule of Law” ที่พร่ำสัญญาไว้
“หลัก นิติธรรม” ต้องเป็นมากกว่าคำสวยหรูที่หยิบมาอ้างจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และต้องเป็นหลักการสูงสุดในการปรองดองและบริหารประเทศ เพื่อมิให้การปรองดองเป็นเพียงการปลอกและดองกติกาไว้ขณะผู้มีอำนาจจัดสรร ประโยชน์ระหว่างกัน
ใน ฐานะนักกฎหมาย ผู้เขียนย้ำว่า “หลักนิติธรรม” นั้น มิได้แปลว่าสิ่งใดหากมีกฎหมายบอกไว้อย่างเสมอภาคสิ่งนั้นจะถูกต้องเป็นธรรม เสมอไป กล่าวคือ “นิติธรรม” ไม่ใช่ “นิติทำ” ไม่ใช่ว่ามีกฎหมายเท่าเทียมกันแล้วจะทำอะไรก็ได้
หาก จะแปล “หลักนิติธรรม” หรือ “Rule of Law” ตามรัฐธรรมนูญไทยให้ชัด อย่างน้อยต้องแปลความรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ให้ครบถ้วนทั้งมาตรา กล่าวคือ “หลักนิติธรรม” ต้องควบคู่กับ “หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” และ “หลักการแบ่งใช้อำนาจ”
หลัก การเหล่านี้อาจเรียกว่า “หลักนิติธิปไตย” ซึ่งหมายถึง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ปวงชนเป็นใหญ่ ย่อมต้องปกครองด้วยกฎหมายที่เคารพเจตจำนงและสิทธิเสรีภาพของปวงชน มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจของปวงชนตามกฎหมายอย่างสมดุล อีกทั้งสอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและ ประเพณีการปกครอง
และ ต้องมิใช่กฎหมายที่สร้างขึ้นโดยผูกขาด ไม่ว่าจะโดยอำนาจบริหารที่ขาดการตรวจสอบ อำนาจเผด็จการทางรัฐสภา หรืออำนาจตุลาการที่ตีความกฎหมายอย่างไร้มาตรฐาน และต้องมิใช่การอาศัยเสียงข้างมากกดขี่สิทธิพื้นฐานของเสียงข้างน้อย (กล่าวคือต้องเคารพทั้ง majority rules และ minority rights)
(อนึ่ง “หลักนิติธิปไตย” ดังกล่าวย่อมมีสาระใกล้เคียงกับ “หลักนิติธรรม” ตามแนวคิดแบบอังกฤษหรือ “หลักนิติรัฐ” ตามแนวคิดภาคพื้นยุโรป ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมคำอธิบายเรื่องไว้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/rule-of-law)
ยก ตัวอย่างให้ชัด สมมติวันหนึ่งมีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดบางกลุ่มอย่างเสมอ ภาคถ้วนหน้า ก็มิได้แปลว่าการนิรโทษกรรมนั้นจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ทันที
แต่ต้องพิจารณาถึงหลักนิติธิปไตย ให้ถ่องแท้ อาทิ กฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดความแตกแยกหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยซึ่งตรง กันข้ามกับเจตจำนงของประชาชนในการปรองดองหรือไม่ และเป็นการบั่นทอนอำนาจฝ่ายบริหารในการบังคับใช้กฎหมายหรืออำนาจตุลาการใน การพิจารณาคดีจนทำให้การแบ่งใช้อำนาจเสียสมดุลหรือไม่ ทั้งนี้ร่างหรือกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวย่อมสามารถถูกตรวจสอบได้โดยศาลรัฐ ธรรมนูญซึ่งมีอำนาจตีความให้ร่างหรือกฎหมายดังกล่าวตกไปได้
ใน ทางตรงกันข้าม หากกระบวนการปรองดองหมายถึงการอาศัยประชามติเพื่อเยียวยาแก้ไขการลงโทษอย่า งอยุติธรรมที่สืบผลมาจากความไม่ชอบธรรมของอำนาจนอกระบบอันไม่ได้มาจากเจต จำนงของประชาชน อันเป็นการกดขี่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด อีกทั้งลุแก่หลักสมดุลแห่งการใช้อำนาจ ซึ่งล้วนไม่ชอบด้วยหลักนิติธิปไตยมาแต่ต้น ย่อมถือเป็นกรณีการปรองดองที่ต่างจากตัวอย่างการนิรโทษกรรมที่กล่าวมาอย่าง สิ้นเชิง
นอก จากนี้ คุณยิ่งลักษณ์จะพูดถึงหลัก “นิติธรรม” เพียงเฉพาะเรื่องปรองดองหรือนิรโทษกรรมไม่ได้ แต่คุณยิ่งลักษณ์ต้องยึดหลักการดังกล่าวอย่างเสมอต้นแสมอปลายในทุกเรื่อง ทุกที่ และทุกเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจในการ ปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อรักษาความน่าเชื่อ ถือของฝ่ายบริหาร ดั่งที่เคยมีนายกรัฐมนตรีตั้ง “กฎเหล็ก 9 ข้อ” ไว้ หรือการเร่งรัดสนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อาทิ เรื่องภาษีที่ดิน ที่เคยมีรัฐมนตรีกระทรวงการคลังผลักดันเข้าสภาได้สำเร็จ หรือการใช้กฎหมายสนับสนุนประสิทธิภาพของศาล ดังที่อดีตประธานศาลฎีกาท่านหนึ่งเคยให้ผู้พิพากษาเพิ่มเวลาทำงานเพื่อช่วย กันพิจารณาคดีที่มีค้างในศาลเป็นจำนวนมาก หรือแม้แต่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของผู้หญิงไทยในสายตาชาว ต่างชาติ โดยปราบปรามแหล่งมั่วสุมที่กลาดเกลื่อนทั่วประเทศและโจษจันจนขายหน้าไปทั่ว โลก ฯลฯ
ที่สำคัญ หากคุณยิ่งลักษณ์เชื่อในหลักการเหล่านี้จริง นับแต่วันแรกที่แถลงนโยบายต่อสภา คุณยิ่งลักษณ์ต้องแสดงความกล้าหาญในฐานะผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่ปฏิเสธ ลัทธิรัฐประหารอย่างสิ้นเชิง และไม่ปล่อยให้ใครกล้าตบเท้าทับรัฐธรรมนูญและตบหน้าประชาชนได้
ใน วันเลือกตั้ง 3 ก.ค. ยังมีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “การปฏิวัติ” (รัฐประหารยึดอำนาจ) ยังเป็นทางเลือกในสังคมไทย อีกทั้งกล่าวเชิงข่มขู่ว่า “แม้ทหารทุกคนไม่มีใครอยากจะปฏิวัติแต่ถ้ามีปัจจัย…ทหารก็จะต้องมาทบทวน บทบาทกันอีกครั้ง”
เมื่อมีผู้ดูถูกเหยียบหยามการ ตัดสินใจของปวงชนและรัฐธรรมนูญเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดคุณยิ่งลักษณ์และผู้แทนปวงชนในสภาต้องออกมาร่วมกันประณาม บุคคลดังกล่าว และไม่ปล่อยให้การปรามาสสติปัญญาทางประชาธิปไตยของปวงชนเป็นเรื่องปกติอีก ต่อไปในสังคมไทย
แม้ วันนี้คุณยิ่งลักษณ์จะยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และอาจกำลังสาละวนอยู่กับเก้าอี้ดนตรีและร่างนโยบายที่จะแถลงต่อสภา แต่ขอฝากให้คุณยิ่งลักษณ์คิดให้หนักแน่นว่า สิ่งต่างๆที่คุณยิ่งลักษณ์ลงมือทำนับแต่วันแรกจะเป็นเครื่องวัดว่าในวันสุด ท้าย ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะถูกขานเป็นตำนานจากชั้นตำราประถมไปถึงบทกวีในพิพิธภัณฑ์ หรือจะเหลือเพียงชื่ออันเจ็บปวดที่ประชาชนคนไทยลืมไม่ลงแม้ไม่อยากจะนึกถึง ก็ตาม
หมายเหตุ
บทความนี้เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2554
ข้อมูลเกี่ยวกับเกี่ยวกับ “นิติรัฐ-นิติธรรม” รวบรวมไว้ที่

TCIJ: เจาะ 10 บ.ไทย-ต่างชาติค้า “โบอิ้ง-เฮลิคอปเตอร์” ให้กองทัพอากาศ

ที่มา ประชาไท

เจาะ ลึก 10 บริษัทไทย-ต่างชาติ คู่ค้าจัดหาอะไหล่เครื่องบิน-เฮลิคอปเตอร์กับกองทัพอากาศ หลังเหตุการณ์ระทึก ! ฮ.HU-1H จอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา จ.อุดรฯ

นอกจาก กรณีเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตก 3 ครั้งในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน จากครั้งแรก เฮลิคอปเตอร์แบบ HU-1H หรือ “ฮิวอี้” ครั้งที่สองเฮลิคอปเตอร์แบบแบล็คฮอล์กที่แก่งกระจาน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นเฮลิคอปเตอร์แบบ เบลล์ 212 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ทั้ง 3 เหตุการณ์ทำให้กองทัพสูญเสียกำลังพลไปถึง 17 นาย

ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์แบบฮิวอี้ของกองทัพอากาศ ลง จอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ใน จ.อุดรธานี เนื่องจากเครื่องวัดรอบเครื่องยนต์ไม่ทำงาน เมื่อเจ้าหน้าที่นำอะไหล่มาเปลี่ยนก็ใช้งานได้ปกติ

ท่ามกลางเหตุการณ์ดังกล่าว คำถามที่เกิดขึ้น คือ นอกจากบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด (กองทุนสวัสดิการกองทัพอากาศถือหุ้น 48.99% สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถือหุ้น 50.99%ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท) ผูกขาดจัดหาอะไหล่ซ่อมแซมเครื่องบินและอื่นๆให้กองทัพอากาศ วงเงินถึง 3,167 ล้านบาทในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ( 2551-25553)

มีบริษัทต่างชาติอื่นเป็นคู่ค้าหรือไม่?

ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ) เจาะข้อมูลมานำเสนอดังนี้

1.บริษัท AERO TECHNOLOGYประเทศสหรัฐอเมริกา จัดหาอะไหล่และอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ อะไหล่ซ่อมบำรุงเครื่องวิทยุไมโครเวฟ MDR-2205 วงเงิน 9.8 ล้านบาท ได้แก่

อุปกรณ์ สำหรับใช้เป็นอะไหล่หมุนเวียนให้กับ ฮ.6ข,ฮ.6ค และ ฮ.6ง วงเงิน 1,350,856 บาท (17 มี.ค. 2551) ,อุปกรณ์ สำหรับใช้เป็นอะไหล่หมุนเวียนจำนวน 2รายการ วงเงิน 2,081,208 บาท (24 มิ.ย. 2551) ,อะไหล่ซ่อมบำรุงเครื่องวิทยุไมโครเวฟ MDR-2205 วงเงิน 3,965,625 บาท (11 พ.ย. 2551) ,อุปกรณ์ ของ บ.ล.11ค (BOEING 737) วงเงิน 2,451,723 บาท (28 ม.ค. 2552)

2. บริษัท aero partners LTD.สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนเหนืออะไหล่ซ่อม PROPELLER P/Nฯเครื่องบินลำเลียงราคา 8 ล้านบาท (29 มิ.ย. 2552)

3.บริษัท FERNAU AVIONICS LIMITEDสห ราช อาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ เครื่องช่วยเดินอากาศทาแคนภาคพื้นพร้อมติดตั้ง โดยกรมสื่อสารทหารอากาศ 45.2 ล้านบาท (19 ส.ค. 2551)

4.บริษัท SAAB AB (PULB)SABB MICROWAVE SYSTEMSประเทศ สวีเดน RECEIVER MODULEจำนวน1EA11,617,304 บาท (11 มิ.ย. 2551) และ MMI COMPUTER จำนวน2EA4,555,840 บาท (8 ธ.ค. 2551) รวม 16.1 ล้านบาท โดยกรมสื่อสารทหารอากาศ

5.บริษัท Nera Telecommunication Ltd.,จากประเทศสิงคโปร์ เป็นผู้ขาย อุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้กองทัพอากาศ3 ครั้ง 89.1 ล้าน บาท ได้แก่ อุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมพร้อมการติดตั้ง วงเงิน 35,561,376 บาท (15 ส.ค. 2551) ,อุปกรณ์เชื่อมต่อระบบโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนภารกิจการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้ 13,639,766 บาท (19 ส.ค. 2551) ,อุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคม พร้อมการติดตั้งจำนวน 1 ระบบ 39,938,400 บาท (19 มิ.ย. 2552)

6.บริษัท TADIRAN COMMUNITION LTDรัฐอิสราเอลเป็นผู้ขาย วิทยุสื่อสารป้องกันฐานบินพร้อมระบบ 23.2 ล้านบาท (19 ส.ค. 2551)

7. บริษัท Elbit Systems Ltd.รัฐอิสราเอล ผู้ขายอะไหล่ซ่อมบำรุงระบบควบคุมการยิง 2 ครั้ง 11.2 ล้านบาท

ได้แก่ ซื้ออะไหล่ซ่อมบำรุงระบบควบคุมการยิง บ.ขฝ.1วงเงิน 6,122,952 บาท (17 ก.ย. 2551) และ ซื้ออะไหล่ซ่อมบำรุงในโครงการปรับปรุง บ.ข.18 ข/ค(F-5MOD) วงเงิน 5,167,800 บาท (18 ก.ย. 2551)

8.บริษัท yield CO.LTD ประเทศญี่ปุ่นEMERGENCY LOCATOR TRANSMITTER(ELT) 6.7 ล้าน บาท โดยกรมสื่อสารทหารอากาศ(25 ส.ค. 2551)

9.บริษัท ROHDE&SCHWARZ INTERNATIONAL GmbHสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี วิทยุพื้นดิน-อากาศจำนวน11ชุด 39.9 ล้านบาท โดยกรมสื่อสารทหารอากาศ (10 ก.ย. 2551)

เพราะฉะนั้น ถ้ารวม บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด ด้วยเท่ากับมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทยและต่างชาติอย่างน้อย10 บริษัทที่เป็นคู่ค้าอะไหล่เครื่องบิน เครื่องมือ อุปกรณ์สื่อสาร ให้กองทัพอากาศ

อดีตรองเลขาฯ สนนท. ถูกทหารบุกจับตัวที่บ้านเช้านี้

ที่มา ประชาไท

มู ฮัมหมัดอาลาดี เต็งนิ อดีตรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ถูกทหารบุกจับตัวที่บ้านพักจังหวัดนราธิวาส พร้อมพี่ชายและเพื่อนบ้านอีกหนึ่งราย เหตุต้องสงสัยแบ่งแยกดินแดน หลังจากที่เกิดเหตุยิงทหารในอำเภอบาเจาะวานนี้

29 ก.ค. 54 – เมื่อเวลา 6.00 น. มีรายงานว่ามูฮัมหมัดอาลาดี เต็งนิ อายุ 30 ปี อดีตรองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2552 พร้อมทั้งพี่ชาย ไฟซาล เต็งนิ อายุ 31 ปี ทำอาชีพเกษตรกรรม และเพื่อนบ้านอีกหนึ่งคน ถูกทหารกว่า 20 นาย บุกจับกุมตัวที่บ้านพักในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส โดยทหารควบคุมตัวทั้งสามคนภายใต้กฎอัยการศึก และนำตัวไปสอบสวนที่หน่วยเฉพาะกิจบริเวณใกล้เคียงราวสามชั่วโมง เหตุต้องสงสัยว่าเป็นแนวร่วมแบ่งแยกดินแดน ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. มีรายงานว่ามูฮัมหมัดอาลาดี ได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่อีกสองคนถูกนำตัวไปสอบสวนและควบคุมตัวต่อไป ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี

มูฮัมหมัดอาลาดีกล่าวว่า สาเหตุที่ถูกจับตัวไปเช้านี้ น่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์การยิงปืนอาก้าถล่ม พ.จ.อ. ปราชญ์ชัยชนะ ไชยสิทธิ์ และลูกน้องอีกสองนาย ที่หมู่บ้านจำปากอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาสเมื่อเย็นวานนี้ โดยอดีตรองเลขาฯ สนนท. กล่าวว่าเขากลับถึงบ้านในหมู่บ้านยามูแรแน อำเภอบาเจาะเมื่อเวลา 18.00 น.วานนี้ ซึ่งเป็นสถานที่และเวลาที่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ ทำให้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว และเสริมด้วยว่า เขาไม่เคยถูกควบคุมตัวมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกนายทหารจับกุมตัวไป

.”ที่ ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากสามารถอธิบายถึงพยานหลักฐานได้ แล้วก็อธิบายว่าเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในขณะที่อีกสองคนนั้นจบการศึกษาสายสามัญเพียงแค่ม. 3 เท่านั้น ส่วนพี่ชายก็จบการศึกษาจากประเทศอียิปต์ อาจทำให้ทางรัฐสงสัยว่าเป็นแนวร่วมก่อเหตุแบ่งแยกดินแดน จึงถูกควบคุมตัวไปยังค่ายอิงคยุทธต่อไป คาดว่าน่าจะถูกควบคุมตัวต่อไปอีก 7 วัน” มูฮัมหมัดอาลาดีกล่าว

นักข่าวพลเมือง: ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีอดีตคนงานไทรอัมพ์ฯถูกกล่าวหาเผาโรงงาน

ที่มา ประชาไท

ศาล อุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีอดีตสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯเผาโรงงาน แต่ยังคงให้ควบคุมตัวจำเลยในระหว่างฎีกา โดยมีอาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯยื่นประกัน ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา

วานนี้(28 ก.ค.54) ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีที่ อัยการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นโจทย์ ยื่นฟ้องนายโยธิน วานวิน จำเลย อดีตสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น อย่างไรก็ตามศาลยังคงให้ควบคุมตัวจำเลยในระหว่างฎีกา แต่อนุญาตให้ประกันตัว โดยมี น.ส.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัว

น.ส.จิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ซึ่งเข้าร่วมฟังคำพิพากษากล่าวว่า “ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษายกฟ้องคดีนายโยธิน วานวิน จำเลยที่เป็นอดีตสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ของบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผลิตชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อไทรอัมพ์ โดยให้เหตุผลว่า พยาน 2 คนของฝ่ายโจทย์เห็นคนที่ท่าทางมีพิรุธออกมาว่าจำได้ว่าเป็นโยธิน(จำเลย) แต่พยานไม่ได้เห็นตอนขณะวางเพลิง และไม่มีใครเห็นจำเลยขณะวางเพลิง จึงมีเหตุความสงสัย และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย ศาลจึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง แต่ในระหว่างฎีกา ศาลให้ควบคุมตัวจำเลยไว้ก่อน คือให้จำคุกไว้ก่อนจนกว่าจะมีฎีกา แต่อนุญาตให้ประกันตัวได้ โดยมี น.ส.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จากจุฬา มาเป็นนายประกัน”

ทั้งนี้ หากอัยการไม่ฎีกาภายใน 30 วัน คดีดังกล่าวถือเป็นสิ้นสุด

คดี วางเพลิงเผาทรัพย์ของบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ที่นายโยธิน วานวิน เป็นจำเลย เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมนัดหยุดงานประท้วง 46 วัน ของคนงานกว่า 3,000 คน ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เพื่อเรียกร้องให้บริษัทฯรับ น.ส.จิตรา คชเดช ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ(ขณะนั้น)กลับเข้าทำงาน หลังจากบริษัทฯอาศัยอำนาจศาลอนุญาตเลิกจ้าง ด้วยเหตุผลที่ น.ส.จิตราสวมเสื้อที่พิมพ์ข้อความ "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม" ออกรายการ "กรองสถานการณ์" ช่องเอ็นบีที ในหัวข้อ "ทำท้อง...ทำแท้ง" เมื่อวันที่ 24 เม.ย.51 เป็นการทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง

โดยเหตุเพลิงไหม้ที่เป็นคดีความนี้ เกิดด้านหลังโรงงาน ของ บริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเวลาประมาณ 6.50 น.ของวันที่ 26 ส.ค.51 โดยเพลิงได้ลุกไหม้กล่องกระดาษบริเวณที่ขนถ่ายสินค้า ซึ่งห่างจากจุดชุมนุมของสหภาพแรงงานที่อยู่ภาพนอกรั้วออกไปประมาณ 50 เมตร ซึ่งมีป้อมยามและประตูอยู่ระหว่างผู้ชุมนุมกับจุดเกิดเหตุ และค่ำวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ได้ร่วมกันจับกุม นายโยธิน วานวิน จากห้องพักในข้อหา วางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และภายหลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการยื่น 8 ข้อเสนอ "ยิ่งลักษณ์" หวังถูกร่างเป็นนโนบาย

ที่มา ประชาไท

เครือ ข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ 12 เครือข่าย เสนอนโยบายด้านสังคมให้ "ยิ่งลักษณ์" นำไปพิจารณา หวังถูกร่างเป็นนโนบาย ด้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเชียงใหม่ วอน “ยิ่งลักษณ์-ส.ส.เชียงใหม่” สานต่อโฉนดชุมชน

28 ก.ค. 54 - มติชนออนไลน์รายงาน ว่า ที่พรรคเพื่อไทย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการกว่า 200 คน ที่มาจากเครือข่ายภาคประชาชนจำนวน 12 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย เครือข่ายเด็กเยาวชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เครือข่ายเพื่อการศึกษาเด็ก เยาวชน เครือข่ายศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เครือข่ายผู้หญิงด้านสุขภาพ เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายเกษตรทางเลือก และเครือข่ายชาติพันธ์ นำโดย น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เข้ายื่นข้อเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี โดยมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค และนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาค กทม. เป็นตัวแทนรับฟังข้อเสนอ

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการได้ยื่นข้อเสนอต่อพรรคเพื่อไทย ให้นำไปจัดทำเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อลดความเลื่อมล้ำทางสังคมด้วยกัน 8 ด้าน ประกอบด้วย 1.ให้มีหลักประกันสุขภาพระบบเดียวทั่วประเทศ 2.หลักประกันยามชรา โดยให้มีการเปลี่ยนจากเบี้ยยังชีพเป็นบำนาญชราภาพพื้นฐานทันที 3.หลักประกันทางรายได้ การมีงานทำ ประชาชนไทยทุกอาชีพได้รับการประกับรายได้ 4.หลักประกันด้านที่ดิน ที่อยู่อาศัย โดยการเร่งรัดโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน และปฏิรูปภาษีที่ดินก้าวหน้า 5.หลักประกันทางการศึกษา เรียนฟรีจริง 12 ปีตามรัฐธรรมนูญรับประกันเข้าถึงการศึกษาทุกระดับ 6.หลักประกันการมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน ของกลุ่มประชากรเปราะบาง 7.หลักประกันพลเมืองเรื่องผู้บริโภค ตั้งองค์กรอิสระผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญทันที และ 8.การบริหารจัดการการเงินการคลังเพื่อรัฐสวัสดิการ ภาษีที่ดิน ทรัพย์สิน มรดกทันที โดยพรรคเพื่อไทยจะนำข้อเสนอทั้งหมดยื่นต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้พิจารณาต่อไป

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเชียงใหม่ วอน “ยิ่งลักษณ์-ส.ส.เชียงใหม่” สานต่อโฉนดชุมชน

ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ว่าวันนี้ (28 ก.ค.) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เวลาประมาณ 10.00 น.ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยชาวไทยภูเขาร่วม 100 คน เข้ายื่นหนังสือถึงว่าที่นายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในการถือครองที่ดินทำกิน โดยมี นายสุวิชา ดามพวรรณ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว

ทั้ง นี้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ได้เสนอให้ภาครัฐสานต่อ และสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งกำหนดให้เป็นนโยบายหลักของรัฐ โดยในหนังสือที่ยื่นถึงว่าที่นายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ มีรายละเอียด คือ

1.ให้ มีการจัดระบบข้อมูลการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรให้เป็นข้อมูลสาธารณะ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์และเกิดความเป็นธรรม 2.ให้ดำเนินการการจัดการที่ดินโดยชุมชน ในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” เพื่อป้องกันการบุกรุกป่าเพิ่มและการป้องกันที่หลุดมือจากเกษตรกร 3.ให้จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน เพื่อทำหน้าที่จัดซื้อที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาด แคลน และไร้ที่ดินทำกิน

4.ให้มีการจัดเก็บที่ภาษีที่ดิน เกษตรกรรมในอัตราก้าวหน้า เพื่อลดแรงจูงใจในการสะสมที่ดินไว้โดยไม่ทำประโยชน์ 5.ให้มีการยกเลิกคดีคนจน ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีที่ดินทำกินในเขตป่า และที่ดินรกร้างว่างเปล่า และ 6.ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นมติที่สร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

เครือ ข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งทางเครือข่ายหวังว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยจะติดตามความคืบหน้าของข้อเรียกร้องอย่างใกล้ชิด และหากการเรียกร้องในครั้งนี้ไม่เป็นผลก็จะออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องอีก อย่างแน่นอน

มอง "นอร์เวย์" จากโลกทัศน์แบบ "ไทยๆ"

ที่มา Thai E-News


Norway's Prime Minister Jens Stoltenberg hugs Labour Youth Wing leader Eskil Pedersen (R) in Sunvold July 23, 2011. REUTERS/Truls Brekke- ภาพนายกรัฐมนตรีสวมกอดผู้นำเยาวชนแรงงาน


โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2554)


ข่าวนายอันเดอร์ส เบห์ริ่ง เบรวิก ชายวัย 32 ปี ชาวนอร์เวย์ ที่ (ร่วม) ก่อเหตุวางระเบิดกลางกรุงออสโล และกราดยิงเยาวชนที่ไปเข้าค่ายกิจกรรมของพรรคแรงงานบนเกาะอูโทยา

กระทั่งมีผู้เสียชีวิตมากถึง 76 ศพ

กลายเป็นข่าวคราวสะเทือนขวัญระดับโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อประเทศที่สงบสุข เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ และรับประกันมาตรฐานการครองชีพของประชากรด้วยนโยบายรัฐสวัสดิการ

ต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมเช่นนั้น

ภายหลังเกิดเหตุระเบิดกลางกรุงออสโลได้ไม่นาน สื่อมวลชนและผู้คนส่วนใหญ่ต่างเพ่งเล็งว่า "กลุ่มผู้ก่อการร้าย" จากโลกอาหรับน่าจะเป็นฝ่ายก่อปฏิบัติการอันโหดเหี้ยมดังกล่าว

แต่เมื่อมีการจับกุมตัวนายเบรวิกได้ การณ์กลับพลิกตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง

เพราะผู้ลงมือปฏิบัติการวางระเบิด-กราดยิงชาวนอร์เวย์ในครั้งนี้

มิได้เป็น "คนนอก" หรือ "ภัยคุกคาม" จากโลกมุสลิมดังที่คาดการณ์กันไว้

หากเป็นปฏิบัติการของชาวนอร์เวย์ด้วยกันเอง ที่มีแนวคิด "ขวาจัด" คลั่งศาสนาจนกลายเป็นพวก "คริสเตียนหัวรุนแรง"

ซึ่งต่อต้านลัทธิ "พหุนิยมทางวัฒนธรรม" และการอพยพเข้ามาในทวีปยุโรปของคนเชื้อสายมุสลิม

แม้จะเคยประสบกับเหตุสังหารหมู่ที่ลงมือโดย "ฝ่ายขวา" หรือ ผู้ไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม -ความคิดความเชื่อทางการเมือง มาเหมือนกัน

ทว่ากรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นกับนอร์เวย์ก็คงมีความแตกต่างไปจากโลกทัศน์แบบไทยๆ อยู่มากพอสมควร

เมื่อความรุนแรงจาก "ฝ่ายขวา" ได้ก่อตัวขึ้นมาในฝั่ง "ภาคประชาชน"

มิใช่ก่อตัวขึ้นมาจาก "ภาครัฐ" หรือมีสถานะเป็น "เครื่องมือ" หรือ "กลไก" หนึ่ง ของ "ฝ่ายรัฐ"

ดังจะเห็นชัดเจนว่า ทุกๆ สถาบันที่กอปรขึ้นเป็น "รัฐนอร์เวย์" ได้แสดงท่าทีโศกเศร้า และมีจุดยืนตรงกันข้ามกับพฤติการณ์ของนายเบรวิกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นอกจากนี้ หลังเหตุการณ์ความรุนแรง-สูญเสีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

หลายคนวิตกกังวลว่า "สังคมเปิด" ที่เคยเต็มไปด้วยสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งยึดมั่นในคุณค่าของชีวิตมนุษย์และคุณค่าประชาธิปไตยอย่างนอร์เวย์ จะเปลี่ยนแปลงไป

เช่น มาตรการรักษาความปลอดภัยอาจถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

เพราะสังคมกำลังถูก "ความกลัว" และ "ความหวาดระแวง" เข้าปกคลุม

อย่างไรก็ตาม นายเจนส์ สตอลเทนเบิร์ก นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ได้แถลงการณ์ ซึ่งเป็นดังการให้คำตอบต่อความกังวลดังกล่าวไว้ว่า

"...ใน คืนนี้ พวกเราจะดูแลกันและกัน พูดคุยกัน และยืนหยัดด้วยกัน พรุ่งนี้ พวกเราจะแสดงให้โลกได้เห็นว่าประชาธิปไตยของนอร์เวย์จะยิ่งเข้มแข็งขึ้น ในยามที่มันถูกท้าทาย

"...เราต้องไม่ลดละจากการลุกขึ้นยืนเพื่อคุณค่าที่เราเชื่อ เราต้องแสดงให้เห็นว่าสังคมเปิดของเราจะผ่านพ้นการทดสอบนี้ไปได้

"ว่าคำตอบต่อความรุนแรงคือ ประชาธิปไตยที่มากยิ่งขึ้น ความเป็นมนุษย์ที่มากยิ่งขึ้น หากแต่ต้องไม่ไร้เดียงสา"

กวีศรีประชา:สามร้อย

ที่มา Thai E-News



โดย กวีศรีประชา – วิสา คัญทัพ

คนจนมีจำนวน
แม้นประมวลก็มากครัน
สามร้อย เท่าไรกัน
ที่แลกเหงื่อและแรงงาน

สามร้อย ผู้ขายแรง
หิวเหี่ยวแห้งมาแสนนาน
ตรากตรำกระทำการ
บ่พอหายที่หิวโหย

กี่แอกที่แบกทาน
จนหลังอานอยู่โอดโอย
ชีวิตอันอิดโรย
ก็แลเห็นไม่เป็นธรรม

ขนขาหน้าแข้งคุณ
ของนายทุนเมื่อลูบคลำ
อยู่ครบทุกเส้นจำ
ไม่ต้องห่วงจะร่วงลา

สามร้อย ในวันนี้
เท่าไรมีเล่าราคา
พอเพื่อประทังยา
จะเยียวไส้เผชิญทน

สามร้อย ใช่ขอทาน
นี่แลกงานจากแรงคน
ยาใจคนยากจน
ทุกข์เทวษเถอะเมตตา.

นิสิต สินธุไพร พูดอะไร?ทำไมเจอหนักกว่าคนอื่น

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กรกฎาคม 2554

มีคำกล่าวทำนองประโลมใจ กันว่า การที่จตุพร พรหมพันธุ์ เข้าไปติดคุกมากว่า 2 เดือนก็ถือว่า ได้เป็นโอกาสลิ้มลองประสบการณ์มหาวิทยาลัยลาดยาว เพราะพรรคพวกแกนนำนปช.ติดมาก่อนนาน 9 เดือน "ก็ให้จตุพรเข้าไปอยู่แทนเพื่อนที่ออกมามั่ง เพื่อเป็นเกียรติประวัตินักสู้"

ทว่าเรื่องที่ตลกไม่ออกก็คือ 1 ในแกนนำที่ติดยาว 9 เดือนอย่างนิสิต สินธุไพร ผู้อำนวยการโรงเรียนนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เป็นเพียงรายเดียวที่ได้กลับเข้าไปอยู่ในคุกร่วมกับจตุพรอีกครั้งหนึ่ง หลังออกมาสูดกลิ่นอิสรภาพนอกคุกได้ไม่นานนัก

ที่สำคัญในเวลานี้จตุพรได้ลุ้นออกคุก หากกกต.รับรองเป็นส.ส. แต่นิสิตไม่มีลุ้นไปด้วย

การ ถูกส่งกลับเข้าคุกรอบสองลำพังเพียงคนเดียว และอาจจะต้อง"ติดยาว"ไม่ได้ลุ้นออกมาพร่อมกับจตุพรนั้น เนื่องจากการปราศรัยรำลึกวีรชน 10 เมษายนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 10 เมษายน 2554 เป็นไปภายหลังได้รับการประกันตัวออกจากคุกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2554 และต่อมาถูกถอนประกันส่งกลับคุกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2554

คำปราศรัยอะไรที่นิสิตต้อง"โดนหนักที่สุดในบรรดาแกนนำนปช."ก็ลองดูคลิปข้างต้น

ทั้ง นี้หลังการยุบสภาเพียง 2 วัน ในวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิจารณาคำปราศรัยของนายจตุพร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ในงานครบรอบ 1 ปีรำลึกถึงสมาชิก นปช. ที่เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมาและพิเคราะห์แล้วเห็นว่า " เมื่อพิจารณาคำปราศรัยตามคำฟ้องของ อัยการเห็นว่า มีคำพูดของจำเลยที่ 2 (นายจตุพร พรหมพันธุ์) และจำเลยที่ 8 (นายนิสิต สินธุไพร) บางตอนที่อาจจะส่อไปให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง ซึ่งผิดเงื่อนไขประกันที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย จึงให้ถอนประกันจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 8 ดังกล่าว "

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คุณขอมา(อีกแล้ว)หมาป่าอำมาตย์กับลูกแกะจตุพร

ศาลไฟเขียวเลิกจ้างพร้อมปรับ15ล้านผู้นำม็อบหยุดเดินรถไฟ เผยเพิ่งผนึกมือสมศักดิ์ โกฯหักพันธมิตร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กรกฎาคม 2554

ศาลแรงงานให้รฟท.เลิกจ้างสาวิทย์ อดีตแกนนำพธม.รุ่น2พร้อมให้ปรับ15ล้าน

ศาล แรงงานกลางอนุญาตให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เลิกจ้าง "สาวิทย์ แก้วหวาน" ปธ.สหภาพฯ กับพวกรวม 7 คน กรณีเป็นหัวโจกอ้างเหตุรถไฟตกรางที่เขาเต่าเมื่อปี 52 นำ พนง.สไตรก์หยุดเดินรถไฟ พร้อมสั่งให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย รฟท. 15 ล้าน...

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 ก.ค. ที่ศาลแรงงานกลาง ถนนพระราม 4 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นโจทก์ฟ้องนายภิญโญ เรือนเพชร นายบรรจง บุญเนตร์ นายสาวิทย์ แก้วหวาน ตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย นายธารา แสวงธรรม นายเหลี่ยม โมกงาน นายสุพิเชฐ สุวรรณชาตรี และนายอรุณ ดีรักชาติ เป็นจำเลยที่ 1-7 ขณะที่จำเลยอื่นมีตำแหน่งเป็นกรรมการสหภาพฯ ฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ม.23(2) และ ม.33

โจทก์ ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการหาทางปรองดองและระงับข้อขัดแย้งในรัฐ วิสาหกิจ และกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลา โดยจำเลยทั้ง 7 กับพวกร่วมกันยุยง ชักชวนให้พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องของโจทก์ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงรถจักรหาดใหญ่หยุดการปฏิบัติหน้าที่ขับขบวนรถไฟเพื่อขนส่งผู้ โดยสารและสินค้า และไม่ยินยอมให้โจทก์นำหัวรถจักรออกใช้งาน โดยอ้างว่าหัวรถจักรของโจทก์ชำรุดไม่ปลอดภัยแก่พนักงานขับรถและพนักงานช่าง เครื่องที่จะใช้ลากจูงขบวนรถไฟและบรรทุกสินค้าอันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องของโจทก์หลงเชื่อ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่มาใช้บริการและทำให้ โจทก์ได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้จำเลยกับพวกยังร่วมกันปราศรัย ณ ที่ทำการสำนักงานใหญ่ เพื่อขับไล่และเรียกร้องให้รัฐบาลปลดผู้ว่าการรถไฟฯ อันเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ขัดต่อข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งถือเป็นความผิดชัดแจ้ง โจทก์สามารถลงโทษไล่จำเลยทั้ง 7 ออกโดยไม่ต้องมีการสอบสวน และยังเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา จึงขอให้ศาลอนุญาตให้โจทก์เลิกจ้างจำเลยทั้ง 7 โดยให้ไล่ออกจากงานและให้จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

ศาล วินิจฉัยแล้วรับฟังได้ว่า กรณีสืบเนื่องจากขบวนรถด่วนของโจทก์ตกรางที่สถานีเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 52 สหภาพฯรถไฟ โดยกรรมการสหภาพฯ มีความเห็นว่าเหตุที่ขบวนรถด่วนดังกล่าวตกรางเนื่องจากอุปกรณ์ระบบเดดแมนและ ระบบวิจิแลนซ์ในหัวรถจักรชำรุดใช้การไม่ได้ จำเลยทั้ง 7 จึงร่วมกันรณรงค์เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานให้ตรวจสอบอุปกรณ์ ดังกล่าว แต่เป็นเหตุให้พนักงานขับรถและพนักงานช่างเครื่องบางคนไม่ยอมนำหัวรถจักรไป นำขบวน ทำให้โจทก์ไม่มีรถไฟออกรับส่งผู้โดยสารและสินค้า

ต่อมาศาล จังหวัดสงขลามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้สหภาพฯกับพวกขัดขวาง และให้มีการเดินขบวนรถไฟตามปกติ โจทก์จึงนำหัวรถจักรไปนำขบวนได้ ปรากฏว่าแม้หัวรถจักรที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวชำรุดเสียหายยังสามารถนำไปทำขบวน ได้เพราะเป็นเพียงอุปกรณ์เสริม มิใช่อุปกรณ์หลักที่มีความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินรถ และปรากฏว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุตามที่จำเลยทั้ง 7 กล่าวอ้าง การที่จำเลยทั้ง 7 รณรงค์เรื่องความปลอดภัยของพนักงานขับรถและช่างเครื่อง จนเป็นเหตุให้พนักงานของโจทก์บางคนหยุดปฏิบัติหน้าที่นำรถไฟออกให้บริการ ประชาชน โดยเฉพาะการเดินรถใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการยุยงชักชวนให้พนักงานขับรถและช่างเครื่องและพนักงานอื่นของโจทก์ หยุดการปฏิบัติหน้าที่ เป็นการจงใจทำให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นการละทิ้ง หน้าที่ในขณะที่กำลังปฏิบัติอยู่ตามข้อบังคับของโจทก์ กรณีมีเหตุที่ศาลแรงงานกลางจะอนุญาตให้โจทก์เลิกจ้างจำเลยทั้ง 7 ตาม พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจฯ ม.24(2) พิพากษาว่าอนุญาตให้โจทก์เลิกจ้างจำเลยทั้ง 7 และให้จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 15 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

นายสาวิทย์ กล่าวหลังศาลมีคำพิพากษาว่า จะดำเนินการยื่นอุธรณ์ต่อศาลภายในเวลา 15 วัน นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งต่อไป

สหภาพรถไฟฯ ออกแถลงการณ์จะสู้คดีถึงที่สุด จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการรถไฟ

ขณะที่ในเว็บไซต์สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ "จุดยืนในการต่อสู้ของสหภาพแรงงาน และคนงานรถไฟ" โดยมีรายละเอียดดังนี้

คำแถลงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย
เรื่อง จุดยืนในการต่อสู้ของสหภาพแรงงาน และคนงานรถไฟ

จาก กรณีที่ขบวนรถด่วนที่ 84 เกิดอุบัติเหตุตกรางที่สถานีเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2552 เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารเสียชีวิต 7 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.) เห็นว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของอุปกรณ์บนรถจักร จึงได้มีการรณรงค์ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ประสงค์ต้องการให้การรถไฟฯปรับปรุง ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ รถจักรและรถพ่วง รวมทั้งระบบป้องกันพนักงานขับรถหมดสติ (Vigilance) ก่อนที่จะนำรถจักรออกไปทำขบวนทุกครั้ง ซึ่งกรณีนี้ สร.รฟท.ได้ยื่นข้อเรียกร้อง และได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กับการรถไฟฯอย่างชัดเจนไว้แล้ว และให้สมาชิกถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ จากการรณรงค์ดังกล่าวเป็นเหตุให้การรถไฟฯมีคำสั่งลงโทษกรรมการสหภาพฯสาขา หาดใหญ่จำนวน 6 คนโดยไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม และเป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ขออนุญาตเลิกจ้างกรรมการบริหาร สร.รฟท.จำนวน 7 คน (คดีหมายเลขดำที่ 6977/2552,7002/2552 และ 7140/2552)

เมื่อ วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 เวลา 13.30 น. ศาลแรงงานกลางได้มีคำพิพากษาว่า อนุญาตให้การรถไฟฯเลิกจ้างกรรมการ สร.รฟท.ทั้ง 7 คน และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสิบห้าล้านบาท จาก คำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ทาง สร.รฟท.ขอน้อมรับในคำตัดสินของศาล ทั้งนี้เราจะยืนหยัดต่อสู้ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน ด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงแต่ประการใดทั้งสิ้น

อย่าง ไรก็ตาม คดียังไม่ถึงที่สุด สร.รฟท.ขอให้พี่น้องมวลสมาชิก และคนงานรถไฟทุกท่าน จงอย่าได้หวั่นไหวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องร่วมมือกันยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับสหภาพแรงงาน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟ

จึงแถลงมาให้ทราบโดยทั่วกัน

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย

28 กรกฎาคม 2554

เผยสาวิทย์เพิ่งผนึกมือสมศักดิ์ โกฯ ประกาศถอนตัวจากกลุ่มพันธมิตรฯ


เมื่อ วันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมานี้"สาวิทย์ แก้วหวาน" เลขาธิการ สรส. ได้ออกหนังสือให้ "สมศักดิ์ โกศัยสุข" ถอนตัวจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ้างการปราศรัยไม่รักษาจุดยืนเดิม มีการโจมตีบุคคลต่างๆ ที่เคยร่วมต่อสู้ ไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง และสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองในลักษณะที่ไม่เป็นไปตาม รธน. ตามอุดมการ์ของ สรส.

26 เมษายน 2554 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ประกาศถอนตัวออกจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแล้ว หลังจากเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯมากว่า 5 ปี โดยที่ประชุม สรส. ยังมีมติให้นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ปรึกษา สรส. ถอนตัวจากแกนนารุ่นที่ 1 และ นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ถอนตัวจากแกนนารุ่นที่ 2

ทั้ง นี้หนังสือ สรส. ที่ส่งถึง 4 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ลงนามโดยนายสาวิทย์ แก้วหวานระบุเหตุผลว่า การนำของแกนนำและผู้ปราศรัยบนเวที เป็นไปในลักษณะที่ไม่รักษาจุดยืนเดิม และกล่าวโจมตีต่อบุคคลต่างๆ ที่เคยร่วมต่อสู้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ในลักษณะที่รุนแรงฝ่ายเดียว โดยที่ผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสได้ชี้แจง รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองที่เป็นไปในลักษณะที่ ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อจุดยืน อุดมการณ์ และธรรมนูญของ สรส.

ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การถอนตัวออกจากกลุ่มพันธมิตรครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค มีมติไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งตามคำเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย