WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 29, 2011

"ยิ่งลักษณ์" ตระเวนขอบคุณชาวอุดรฯเลือก พท.ยกทีม

ที่มา ข่าวสด





วัน ที่ 29 ก.ค. ที่ จ.อุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร นำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกหญิง พร้อมด้วยคณะ เดินทางไปพบปะกับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อขายและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาล 1 และตลาดสดเทศบาล 2 ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ท่ามกลางความยินดีของพ่อค้าประชาชนที่มาให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปกราบสักการะอนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรม หลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี ท่ามกลางประชาชนคนเสื้อแดงจำนวนมากที่มารอให้การต้อนรับ แล้วขึ้นรถประชาสัมพันธ์ของชมรมคนรักอุดร ซึ่งเป็นรถ 6 ล้อติดตั้งเครื่องขยายเสียงและลำโพง โชว์ตัวโบกมือพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณประชาชนในตัวเมืองอุดรฯ กล่าวว่าขอขอบคุณชาวอุดรธานี ที่ช่วยเลือก ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยยกทีม โดยขบวนได้ออกไปตามถนนโพศรี แล้วไปเลี้ยวขวาผ่านข้างสนามทุ่งศรีเมืองเลี้ยวมาหน้าโรงหนังเก่าวิสต้า

เมื่อมาถึงหน้าร้านไก่ย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะแวะเข้ารับประทานไก่ย่างที่นี่ แต่เนื่องจากมีประชาชนมารอรับกันมาก และทางคณะกลัวว่าจะทำให้ไปขึ้นเครื่องบินกลับ กทม.ไม่ทัน จึงเพียงจอดรถให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับช่อดอกไม้ และกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่า “ขอขอบคุณพี่น้องทุกคน และเจ้าของร้านไก่ย่างด้วย เมื่อมาเห็นแล้วอยากกินส้มตำไก่ย่างมาก ได้กลิ่นเข้ามาก็น้ำลายไหลแล้ว แต่เสียใจด้วยที่กลัวว่า จะขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ก็จะมากินในโอกาสหน้า”

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางต่อไปเข้ากราบขอพรจาก คุณแม่ลมุล ตราชู (มาลาเพชร) อายุ 85 ปี ที่ร้านพระธรรมขันต์โอสถ (แม่ลมุล) ถนนประจักษ์ศิลปาคม ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ซึ่งชาวอุดรฯ นับถือว่าเป็นคนดีศรีอุดรฯ เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาถึง แม่ลมุลก็กล่าวให้ศีลให้พรว่า ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านเป็นผู้หญิงที่ดีที่เก่ง ขออวยพรให้ท่านมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

"ประยุทธ์" ฟิวส์ขาดซัด นักวิชาการ-สื่อ-ทีวีทุกสี เรียงหน้ากระดาน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า
ได้เพิ่มเงินชดเชยให้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก3ลำที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
จากปกติจะได้ 4แสนบาท เป็น1.5 ล้านบาท กองทัพจะดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งหมด
ให้อยู่บ้านพักไปก่อน และจะบรรจุลูกหรือภรรยาเข้ามาเป็นทหาร
รวมทั้งการดูแลลูกเรียนให้จบถึงปริญญาตรี เท่าที่จะทำตามระเบียบราชการได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า หากคิดว่ามูลค่ายุทโธปกรณ์มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
ก็ไม่เท่ากับการสูญเสียชีวิตอยากเรียนให้สังคมทราบว่า
ที่ผ่านมากองทัพบกสั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 ค้นหาตามหลักการ
เพราะกองพลทหารราบที่ 9 อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1
ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ปัจจุบันที่ถือว่าทันสมัยที่สุด
และในประเทศอาเซียนก็ใช้อากาศยานเช่นนี้ ทั้งแบล็กฮอว์ก ฮิวอี้ และเบลล์ 212
สิ่งที่เราห้ามไม่ได้ คือ อุบัติเหตุ เรื่องลมฟ้าอากาศ
เราห้ามคนได้ ห้ามไม่ให้เครื่องบินขึ้นได้
จึงเป็นบทเรียนว่าวันข้างหน้าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ต้องให้คณะกรรมการเข้าไปทดสอบดู เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้
เกิดจากการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นคนละประเด็น
อย่าวิจารณ์อย่างนั้น เพราะถ้าวิจารณ์ต้องวิจารณ์ทุกระบบของกองทัพบก
แม้แต่ในระบบของประเทศไทยก็ต้องผิดทั้งหมด ยืนยันว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ผิดทั้งหมด

“นักวิชาการหลายคนรู้ทุกเรื่อง รู้เรื่องรบ เรื่องชายแดน เรื่องทหารก็รู้ นี่ ฮ.ตกยังรู้อีก
ซึ่งคนเดิมออกมาพูด แล้วผมถามกลับไปว่ารับผิดชอบอะไรหรือเปล่า
ถ้าไม่ใช่ ใครจะรับผิดชอบ กองทัพบกเสียหาย
ประชาชนและสังคมเข้าใจผิด กำลังพลกองทัพบกเสียขวัญ ใครจะรับผิดชอบ
ผมถามว่าไอ้คนที่ออกมาพูดรับผิดชอบหรือไม่
หนังสือพิมพ์บางฉบับ ทีวีบางช่อง นักวิชาการบางคน
ผมไม่อยากพูด แต่ทำให้ผมกดดัน แล้วเราและประเทศชาติจะอยู่อย่างไร
ถ้าท่านไม่มีเหตุผลเลย อยากพูดอะไรก็พูด ทำอะไรก็ทำ
เว็บไซต์เฟซบุ๊กวาสนา นาน่วม เขียนเสียหายมาก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
และหนังสือพิมพ์บางฉบับอีกหลายเรื่อง ทีวีเอเอสทีวี ทีวีแดง บ้านเมืองเสียหาย
จำเป็นต้องออกมาพูด ถ้าประเทศไทย หรือคนไทยไม่เรียนรู้ว่า
จะอยู่ร่วมกันอย่างไรก็อย่าอยู่กันเลย เสียเวลาเปล่า
ดังนั้นต้องมีกติกา กฎหมายช่วยกันแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้ไปในวันข้างหน้าให้ได้
กองทัพบกต้องอยู่ ผมจะอยู่หรือไม่ ผมไม่สนใจ
แต่กองทัพบกต้องอยู่ด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ กองทัพบกมีพันธะกิจ 4 ประการ
แต่ขอวิพากษ์วิจารณ์ให้ถูกต้องมีหลักเกณฑ์ ทำอย่างไรที่ทำให้ผู้เสียชีวิตไม่เสียเปล่า คือ
การรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน สิ่งที่กองทัพบกคิดเสมอคือ
การรักษาทรัพยากรให้ลูกหลาน หากในอนาคต ถ้าไม่ทำวันนี้ วันหน้าอยู่ไม่ได้”ผบ.ทบ.กล่าว


http://www.go6tv.com/2011/07/blog-post_9065.html

ศิลปินช้างวาด ‘น้องยินดี’ ต้อนรับว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของไทย

ที่มา ข่าวสด




วัน ที่ 29 ก.ค.ที่ปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายชรินทร์ ดาวเรือง ควานผู้ฝึกสอนช้าง พร้อมนายประหยัด ฐาสนดี อาจารย์สอนศิลปะช้างนำช้างพังทองสา หนึ่งในศิลปินช้าง โชว์วาดภาพ “น้องยินดี” ที่เป็นรูปช้างผู้หญิงในทางท่างต่างๆ แสดงถึงช้างผู้หญิงทำงาน เพื่อแสดงความยินดีกับ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยและคนที่ 16 ของโลก

นางอัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้บริหารปางช้างแม่สากล่าวว่า ภาพที่ช้างวาดทางปางช้างได้ตั้งชื่อภาพว่า “น้องยินดี” ซึ่งวาดโดยช้าง พังทองสา อายุ 8 ปี เพศเมีย การวาดภาพในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความยินดีกับ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ช้างน้อยทองสาจึงวาดภาพ ช้างเพศเมียเป็นผู้หญิงสวมกระโปรงไปทำงาน เพื่อแสดงความยินดีช้างพังทองสาเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินช้างที่ผ่านการฝึกฝน การวาดรูปจาก แม่สาเนอสเซอรี่ ปางช้างแม่สามากว่า 5 ปีแล้ว

ปกติพังทองสาจะวาดรูปในแนวเหมือนจริง (realistic) เป็นภาพดอกทานตะวัน ผลงานที่สร้างชื่อให้กับ ช้างพังทองสาที่ผ่านมาได้แก่ “ภาพกระต่ายทอง” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ และ “ภาพมังกรทอง” ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากและยังแสดงให้นักท่อง เที่ยวได้เห็นความสามารถของช้างไทยที่ไม่ธรรมดาด้วย ปัจจุบัน ปางช้างแม่สามีช้างทั้งหมด 72 เชือก และศิลปินช้างน้อยถึง 18 เชือก

ภาพ น้องยินดีนี้จะส่งมอบให้รัฐบาล เพื่อแสดงความยินดีต่อไป ที่ประเทศไทยมีนายกฯหญิง และเชื่อมั่นในการเมืองไทยหลังจากเลือกตั้ง มุมมองผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็มีความหวังว่าหากการเมืองเป็นไปอย่างเรียบ ร้อยแล้วนั้น หวังว่ารัฐบาลจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้คึกคัก สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น

การ์ตูน "ผลการสืบหาความจริง" อิ อิ

ที่มา thaifreenews

โดย สันต์



หายไปสะสางงานเป็นปี คิดถึงทุกคนคร้าบๆๆๆๆๆ

รับรอง'จตุพร'ก่อน ปธ.กกต.แย้ม ไม่หวั่นแดงขู่ฟ้อง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"อภิชาต" แย้มเป็นไปได้ กกต.อาจรับรอง "จตุพร" ไปก่อน แล้วตามสอยทีหลัง
รับช่วงบ่ายนี้จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง
ย้ำไม่กลัว นปช. ขู่ฟ้องผิดมาตรา 157 บอกเชิญฟ้องตามสบาย ไม่มีผลกระทบกับงาน
ชี้ทำหน้าที่ตามกฎหมายและหน้าที่...

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึง
กรณีที่ กกต.ยังไม่รับรองนายจตุพร พรหมพันธ์ุ เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่า
วันนี้จะมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม กกต.ในช่วงบ่าย
ซึ่งต้องให้อนุกรรมการของพรรคเพื่อไทย ส่งผลสอบมาให้ในวันนี้
ส่วนการพิจารณาที่ผ่านมานั้น ได้มีการลงมติแบบมีเสียงข้างมากและข้างน้อย
ทั้งการรับรองและไม่รับรอง ซึ่งต้องลงไปดูในรายละเอียด
เพราะ กกต.แต่ละคน ก็มีความคิดเห็นแตกต่างกันไป
ส่วนประเด็นที่มีกระแสข่าวว่า กกต.จะรับรองไปก่อน แล้วไปสอยทีหลังนั้น
นายอภิชาต กล่าวว่า เรื่องการรับรองไปก่อน ก็มีความเป็นไปได้
อย่างไรก็ตามก็จะมีการประชุมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ กรณีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
เตรียมที่จะยื่นเรื่องต่อศาลให้ฟ้อง กกต. นั้น
ประธาน กกต. กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร เชิญฟ้องตามสบาย เพราะไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำงาน
เนื่องจากตนทำหน้าที่ตามกฎหมายและหน้าที่ตามสิทธิหากมีใครจะฟ้องก็สามารถทำได้
แต่ทุกวันนี้ก็ได้มีการทำงานอย่างตรงไปตรงมา

"จะอ้างกฎหมาย ม.157 ก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้
ก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป ผมไม่มีอะไร ก็ทำหน้าที่ไปตามกฎหมาย
ส่วนที่มีการบอกว่าจะยื่นให้ศาล รธน.ตีความว่า กกต.ไม่มีสิทธิ์ ตัดสินเรื่อง "จตุพร" นั้น
ผมว่าเรื่องนี้คงไม่ถึงศาล รธน.หรอก" นายอภิชาต กล่าว.


http://www.thairath.co.th/content/pol/190017

มาร์ค หัวหน้า+กรณ์เลขาฯ สิ้นหวังทั้งคู่ Vs ณัฐวุฒิคนเดียวก็พอ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



เพิ่ง อ่านข่าวเจอว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเลือกตั้ง กรรมการบริหารชุดใหม่ วันที่ 6 สิงหาคม แม้จะเป็นพรรคตรงกันข้าม รู้เขารู้เราไว้บ้างก็ดีนะครับ

เห็น สื่อวิเคราะห์ว่า สูตร มาร์ค หัวหน้า + กรณ์ เลขาฯ กำลังเป็นสูตรมาแรง เพราะอาศัยความเป็นนักเรียนนอกเหมือนกันกับนายอภิสิทธิทำให้เป็นคู่ที่เหมาะ สมมาก

ผมได้ยินสูตรนี้แล้ว พรรคนี้กำลังจะกลายเป็น "พรรคการเมืองต่างประเทศ" ไม่ใช่พรรคของคนไทยเข้าไปทุกที ดูเหมือนว่า พรรคนี้จะติดกับมายาคติว่า "ตระกูลดี การศึกษาดี" พวกเสื้อแดงโง่ มาเลือกเราดีกว่า อะไรประมาณนี้

ก็อย่างที่ผมเคยบอก พรรคนี้มีนักเรียนนอก การศึกษาดีเยอะ แต่ "การศึกษาคือ การอ่านตำราเอา คือ พูดให้ถึงที่สุดก็คือ ขบวนการอ่านหนังสือเอาเข้าไปในสมองนั่นเอง " แต่สิ่งที่ขาดไปคือ ประสบการณ์ ทำให้คนพวกนี้ไม่ ยืนอยู่บนโลกของความเป็นจริง อ่านตำรามาใหม่ๆ ก็จะเอาเรื่องที่เขียนไว้ในหนังสือมาบริหารประเทศเสียแล้ว ที่ผ่านมาจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะตำราต่างๆ ทางเศรษฐศาสตร์นั้นเขียนขึ้นจากการ ศึกษาวิจัย "ระบบเศรษฐกิจของอเมริกัน" ซึ่งเป็น "เศรษฐกิจแบบจักรพรรดินิยม" ไม่เหมือนกับประเทศทั่วโลกเท่าใดนัก ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยน สามารถผลิตเงินมาเท่าไหร่ก็ได้เป็นต้น เมื่อเอามาใช้กับประเทศด้อยพัฒนา มันจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า

เห็นช้างขี้ก็จะขี้ตามช้างว่างั้นเถอะ สำหรับพวก "เด็กๆ ลูกเศรษฐีที่เป็นนักเรียนนอก"

ผม ไม่ได้ต่อต้านการเป็นนักเรียนนอก (เพราะผมก็ไปเรียน) แต่ต่อต้านพวก "ไม่มีประสบการณ์" นะครับ การเรียนเอามาเป็นพื้นฐานการทำงาน ต้องมีประสบการณ์ตรงจากการทำงานด้วย มันจึงจะสมบูรณ์

นายกรณ์ พบกับเด็กบ้านนอกแบบณัฐวุฒิ ผมว่าการโต้แย้งก็สู้ไม่ได้แล้ว เพราะโลกทุกวันนี้มันออนไลน์ ณัฐวุฒิก็อ่านเว็บเช่นกัน นักรบไซเบอร์เสื้อแดง มีมาจากทุกมุมโลก จึงไม่ปัญหาเรื่องความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งกลืนเป็นเนื้อเดียวกับรากหญ้าด้วย

หากเป็นสูตรนี้ พรรค ปชป. คงแพ้เลือกตั้งไปอีกหลายปี

วาทกรรมก็คงเป็น พวกข้าฉลาดที่สุด พวกเอ็งโง่ เป็นต้น

กองกำลังทราบฝ่าย VS มือที่มองเห็น

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ทันทีที่คณะกรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น ส.ส.
การซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 19 กรกฎาคมก็ปรับเพิ่มขึ้นถึง 12.83 จุด สวนทางตลาดหุ้นในเอเชีย
ซึ่งสะท้อนถึงการขานรับ “ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง” คนแรกของประเทศไทย
เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะทำให้สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจดีขึ้น
หากไม่มีการปลุกระดมและบิดเบือนแอบอ้างสถาบันเพื่อสร้างกระแสล้ม “ระบอบทักษิณ” อย่างในอดีต

80% ต้องการ “ยิ่งลักษณ์”

จึงไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้ กกต. แขวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย
ถึงการใช้อำนาจของ กกต. ที่อาจส่งผลให้เกิดการจุดชนวนวิกฤตการเมืองไทยครั้งใหม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน นักการเมือง นักวิชาการ หรือนักลง ทุน รวมทั้งประชาคมโลก
ที่ออกมาแสดงความสงสัยอำนาจของ กกต.ไทย
อย่างเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยที่บอกกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า
กกต.ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอำนาจทั้งจัด การเลือกตั้ง สอบสวน และลงโทษ
แต่ กกต.อินเดีย มีหน้าที่แค่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น

ขณะที่เอแบคโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน 17 จังหวัด
ปรากฏว่า 80.4% อยากให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
และอยากให้เป็นประธานรณรงค์สร้างชาติให้โปร่งใสซื่อตรง

ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประชาชนส่วน ใหญ่เห็นว่าควรอยู่เบื้องหลังและอยู่เฉยๆ
เพราะอาจ เกิดอุปสรรคทำให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้
และกลัวประเทศชาติถอยหลังจนเกิดการยึดอำนาจอีก

สัญญาณการเมืองที่ดี

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ให้ความเห็นถึงผลสำรวจครั้งนี้ว่า
ชี้ให้เห็น ชัดเจนถึงอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนที่อยากเห็นประเทศชาติก้าวไปข้างหน้า
มีความหวังกับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย และอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์
แสดงความสามารถในการบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามที่หาเสียงไว้

ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในแง่ลบอาจเป็นเพียง “สมมุติฐาน” และ “อคติ”
ที่ต้องรอการพิสูจน์ความจริงและข้อมูลที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทำงานแล้ว
แต่ทุกฝ่ายก็ยอมรับเสียงของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง รวมถึงการตรวจสอบ
การทำงานของรัฐบาลใหม่อย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพการเมืองการปกครอง

มือถือสาก ปากถือศีล?

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่องคาถา “ความปรองดอง”
แต่กลับพยายามใช้วาทกรรมตอกย้ำเรื่องการนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลา

ล่าสุดนายอภิสิทธิ์เขียนผ่านเฟซบุ๊คว่าคนส่วนใหญ่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้งในอดีต
ประเทศไทยและประชาชนไทยไม่ต้องการวิกฤตอีกรอบ
โดยเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงลดการเผชิญหน้าและการแบ่งแยกประชาชน
ในขณะที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์
กลับลืมสำรวจพฤติกรรมของตัวเองว่าได้ลด ละ เลิก ความ อคติ และ “ดับไฟ” ในตัวเองได้หรือไม่
เพราะการหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายก็ใช้การปลุกกระแส “ถอนพิษทักษิณ”
และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าหาก “ระบอบทักษิณกลับมา จะทำร้ายประเทศอีก”

นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จึงถูกมองว่าไม่ได้แตกต่างจากบรรดา “ขาประจำ”
ที่วันนี้ยังไม่ได้ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งยังพยายามนำมาเป็นเครื่องมือ “หากิน”
ทางการเมืองและแบ่งแยกประชาชน โดยแอบอ้างความรักชาติและรักสถาบัน

ประชาคมโลกมองไทย

นักการทูตประเทศต่างๆที่แสดงความยินดีและหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์
จึงแสดงความกังวลถึงกลุ่มอำนาจที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะกลุ่มขาประจำและกองทัพที่สนับสนุนฝ่ายอำมาตย์
โดยเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้รับเสียงท่วมท้นจากประชาชนกว่า 15 ล้านเสียงนั้น
จะทำให้ประชาธิปไตยและความยุติธรรมที่แท้จริงเกิดขึ้น
และนำ ไปสู่การปรองดองได้ แม้จะมีอุปสรรคไม่น้อยก็ตาม

โดยเฉพาะปัญหากระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน หรือนิติรัฐ
ที่ “สั่งได้” จนทำให้กว่า 1 ปีที่ผ่านมาไม่มีคำตอบใดๆในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษ-ภาอำมหิต”
เพราะแม้แต่รัฐบาลหรือกองทัพต่างก็ออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบและยืนยันว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
แต่โยนความผิดไปให้ “ไอ้โม่งชุดดำ” และคนเสื้อแดงว่าเป็น “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” หรือ “ผู้ก่อการร้าย”

“คนสั่งจึงยังลอยหน้า คนฆ่าก็ยังลอยนวล”
สายตาของประชาคมโลกจึงจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม
ประเทศเผด็จการและละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงจนทุกวันนี้

อย่างที่นายรูดี้ เวสตราเติน เอกอัครราชทูตเบลเยียมประจำประเทศไทย
ที่เข้าแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เพียงสนใจเรื่องแนวทางการปรองดอง
ที่ยังให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและ ค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ทำงานต่อไปเท่านั้น
แต่เอกอัครราชทูตเบลเยียมยังแสดงความเห็นเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทยด้วย
โดยระบุว่า กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปยังจับตามองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยากลุ่มคนเสื้อแดง
ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
การปล่อยตัวชั่วคราวคนเสื้อแดงและนักโทษคดีการเมือง ให้ออกมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
รวมทั้งกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้อพยพที่มีการผลักดันชาวโรฮิงยาออกนอกประเทศไทย

ขณะที่องค์การนิรโทษกรรมสากลแห่งสหประชาชาติ (Amnesty International)
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้จัดทำรายงานประจำปี 2554
ระบุถึงประเทศไทยว่ามีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
เพราะยังมีการเซ็นเซอร์เว็บไซต์ วิทยุ และโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์
ซึ่งเป็นการควบคุมและจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้ยังมีความรุนแรงจากการขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธภายในภาคใต้ที่ยังดำเนินอยู่
การใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมต่อต้านที่กรุงเทพฯและอีกหลายจังหวัด
มีการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของฝ่ายกองทัพ และยังมีการควบคุมตัวผู้ประท้วงอีกหลายร้อยคน
โดยใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการประกาศใช้เกือบ 8 เดือน
ซึ่งมีข้อบัญญัติหลายประการที่ขัดต่อกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ปัญหารัฐบาลยิ่งลักษณ์

การเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิง” คนแรกของประเทศไทยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
จึงไม่ได้โรยด้วยกลีบ กุหลาบ ซึ่งบางคนเปรียบเหมือน “ทุกขลาภ”
เพราะ ตั้งแต่เริ่มประกาศชัดเจนว่าจะเข้าสู่สนามการเมือง
ก็ถูกพรรคประชาธิปัตย์ขุดคุ้ยเอาเรื่องส่วนตัวมาโจมตีทันที
ขณะที่กลุ่มขาประจำอย่างนายแก้วสรร อติโพธิ และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์
ก็ยังไม่ลดละที่จะใช้เงื่อนไขทางกฎหมายสกัด น.ส.ยิ่งลักษณ์

ส่วนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ดำเนินการยื่นหนังสือ
ทั้งคัดค้านการรับรองผลการเลือกตั้งและขอให้จัดการเลือกตั้งใหม่
รวมถึงการให้เอาผิด กกต. ว่าจัดการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมและขัดต่อรัฐธรรมนูญ
และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
แม้ศาลจะไม่รับฟ้องก็ตาม

นายพิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ออกมาประกาศว่า
จุดตายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และ พ.ต.ท.ทักษิณคือ
จะต้องไม่แสดงให้เห็นว่าใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องบริวาร
ส่วน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ประกาศว่า หากมีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
หรือมาตรา 112 พันธมิตรฯก็พร้อมจะออกมาเคลื่อนไหวทันที

รุมถล่มนโยบายพรรคเพื่อไทย

ขณะที่นโยบายของพรรคเพื่อไทยทั้งที่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลหรือมีการเปิดประชุมสภาอย่างเป็นทางการ
พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มการเมืองต่างๆทั้งขาประจำและกลุ่มทุนต่างก็ออกมาคัดค้านและต่อต้านกันอย่างมาก
โดยเฉพาะนโยบายปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน

โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประชุมนัดพิเศษ
เพื่อพิจารณาผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
และมีมติว่าไม่เห็นด้วยที่จะปรับขึ้นทั่วประเทศ เพราะจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามกลไกตลาด และเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการไตรภาคี
โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่หากรัฐบาลปรับขึ้นจริง
ต้องหาแนวทางจ่ายส่วนต่างของค่าจ้างให้ชัดเจน ซึ่งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล กกร. จะยื่นข้อเสนอนี้ทันที

เงินเดือน ป.ตรี 15,000 บาท

ขณะที่นโยบายขึ้นเงินเดือนให้ผู้ที่จบระดับปริญญาตรี 15,000 บาท
โดยเริ่มต้นที่ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ก็มีเสียงท้วงติงจากภาคเอกชนว่า
จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเงินเดือนทั้งระบบ เนื่องจากฐานเงินเดือน
ในปัจจุบันของข้าราชการเข้าใหม่ระดับปริญญาตรีอยู่ที่ประมาณ 8,000-9,000 บาท
และอัตราการปรับขึ้นเงินเดือนในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งผู้มีอายุงาน 2-3 ปี
จะมีเงินเดือนประมาณ 10,000 บาท ส่วนบริษัทเอกชนอยู่ที่ 8,000-10,000 บาท
แต่มีการปรับขึ้นเงินเดือนไม่ต่างจากข้าราชการมากนัก

เมื่อมีการปรับฐานเงินเดือนจะทำให้โครงสร้าง เงินเดือนใหม่ทั้งระบบมีปัญหากับภาคเอกชนทันที
เพราะไม่รู้ว่าจะเอาเงินจากส่วนไหนมาจ่าย ซึ่งนโยบายภาษีก็ยังไม่ชัดเจน
ในส่วนของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจที่พรรคเพื่อไทยประกาศจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้
ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เชื่อว่าจะทำไม่ได้นั้น
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สคร. และ
นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
ก็ระบุว่าทำได้ยาก ที่สำคัญภาคเอกชนจะไม่ให้ความร่วมมือ

แต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช หนึ่งในทีมร่างนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย
และเป็นแคนดิเดตตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมายืนยันว่า
นโยบายของพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ทั้งหมด โดยประชาชนจะร่ำรวยขึ้น หนี้จะลดลง
แม้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันที่ผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยก็มีนโยบายภาษีช่วย
เช่นเดียวกับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท จะไม่เป็นภาระกับเงินงบประมาณ

“ถ้าทำตามนายจ้าง วันนี้ค่าแรงก็ยังคง 25 บาท เหมือนสมัย 14 ตุลาคม 2516
แล้วเชื่อหรือไม่ว่า 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร
ค่าแรงปีนั้นเพิ่มขึ้นจาก 25 บาท เป็น 40 บาท ขึ้นถึง 60%
แต่ก็ไม่เห็นนายจ้างคนไหนเจ๊งเลย วันนี้ถ้าจะขึ้นจาก 215 บาท เป็น 300 บาท ขึ้นแค่ 40%”
(อ่านบทสัมภาษณ์หน้า 18)

โครงการลด แลก แจก แถม

นอกจากนี้ยังมีโครงการรับจำนำข้าวที่จะนำมาใช้แทนโครงการประกันรายได้
ที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเป็นแสนล้านบาท
แต่ก็มีการท้วงติงว่าอาจขัดกับเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก
ที่ห้ามรัฐบาลสนับสนุนสินค้าเกษตรในประเทศเกินวงเงิน 20,000 ล้านบาท
ซึ่งยังมีปัญหาการตั้งราคารับซื้อเกินจริง และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันระหว่างโรงสีและผู้ส่งออก

โครงการลด แลก แจก แถม อื่นๆที่ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก
อย่างโครงการแจกแทบเล็ตให้กับเด็ก ป.1 จำนวน 800,000 เครื่อง ที่ไม่ใช่แค่การจัดซื้อ
แต่ยังต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์หรือความรู้ที่จะให้กับเด็กด้วย

ขณะที่โครงการพักหนี้ครัวเรือน 500,000 บาท
โครงการเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้านแห่งละ 1 ล้านบาท
ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น
หากทำไม่ได้หรือทำแล้วมีปัญหาก็เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามต้องรุมถล่มเต็มที่อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ล้มตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เช่น “โครงการถมทะเลสร้างเมืองใหม่”
ที่จะก่อสร้างเขื่อนลึกลงในทะเล 10 กิโลเมตร ความยาว 30 กิโลเมตร
ตั้งแต่สมุทรสาครถึงปากน้ำ สมุทรปราการ โดยการถมทะเล
เพื่อจัดสร้างเมืองใหม่บนพื้นที่รวม 200,000 ไร่ แม้ไม่ต้องใช้เงินกู้
แต่กลุ่มเอ็นจีโอก็ออกมาประกาศคัดค้านเต็มที่ ทั้งยังต้องผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ก่อนอีกด้วย

ถูกต่อต้านต้องเดินหน้า

ดังนั้น แค่นโยบายการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจก็ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ที่ต้องทำให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลกระทบกับหลายส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน
แต่นโยบายส่วนใหญ่ก็เป็นความหวังของประชาชนที่มีต่อพรรคเพื่อไทย
โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นแต่รายได้กลับลดลง

หากพรรคเพื่อไทยทำไม่ได้ หรือทำแล้วมีปัญหา ก็จะถูกรุมถล่มทันที
เพราะวันนี้แค่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ก็ออกมาจี้ให้พรรคเพื่อไทยแสดงความชัดเจน
ในนโยบายต่างๆแล้ว โดยอ้างว่าจะกระทบกับงบประมาณและการลงทุนของภาคเอกชน
ทั้งๆที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์เองก็ถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของประชาชน

พรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงต้องชี้แจงรายละเอียดโครงการต่างๆ
ให้ประชาชนเห็นภาพอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เมื่อไร
รวมทั้งรับฟังเสียงคัดค้านจากทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
แต่ต้องยึดผลประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน เพราะวลีที่ว่า
“ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” นั้นมีความหมายไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลด้วย

แม้แต่การแต่งตั้งรัฐมนตรีก็ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก
ขณะที่แกนนำเสื้อแดงก็เหมือน “สายล่อฟ้า” ไม่ต่างกับครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์
เคยดึงนายกษิต ภิรมย์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงไม่ใช่แค่แสดงความเป็นผู้นำที่ไม่ใช่ “โคลนนิ่ง” เท่านั้น
แต่ยังต้องแสดง ความเป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาด กล้าคิด กล้าทำ
พร้อมๆกับเริ่มต้นนับหนึ่งในการต่อสู้กับ “มือที่มองไม่เห็น”
ที่หนุนหลัง “กองกำลังทราบฝ่าย”
ที่มาในคราบของกลุ่มการเมือง ภาคประชาชน และองค์กรอิสระต่างๆ
ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะทำทุกวิธี
เพื่อ สกัดไม่ให้ “ระบอบทักษิณ” กลับมามีอำนาจทางการเมืองการปกครองแบบเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีต
โดยจะใช้ความผิดพลาดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลมาเป็นเงื่อนไขในการทำลาย

“มือที่มองเห็น” 15 ล้านเสียงที่ลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทย
ที่ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย
จะสู้กับ “กองกำลังทราบฝ่าย” ได้นานแค่ไหน?

คนไทยและสังคมโลกกำลังเฝ้าดูอย่างไม่กะพริบตา!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 320 วันที่ 23 - 29 กรกฏาคม 2554 พ.ศ. 2554
หน้า 16-17 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=11532

แดงแห่เยี่ยม'จตุพร'

ที่มา ข่าวสด

กมธ.วุฒิ สอบ92ศพ เปิดข้อมูล สไนเปอร์ 3,000นัด



แห่เยี่ยม- นางพรหมภัสสร พรหมพันธุ์ ภรรยานายจตุพร เข้าเยี่ยมสามีพร้อมคนเสื้อแดงที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังจาก กกต.ยังไม่ประกาศรับรองให้เป็นส.ส. เมื่อวันที่ 28 ก.ค.

ธิดา-ณัฐ วุฒินำเสื้อแดง กว่า 500 คนเข้าเยี่ยม'จตุพร' ที่เรือนจำถกแนวทางสู้ให้กกต.รับรองเป็นส.ส. 'ณัฐวุฒิ' ชี้ไม่มีข้อกฎหมายใดๆให้อำนาจกกต.แขวนไว้ได้ ลั่นถ้าเปิดสภาแล้วยังไม่รับรองจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทันที วอนเสื้อแดงอดทนอย่าเพิ่งเคลื่อนไหว ถ้าจะออกมาให้มาที่เรือนจำไม่ต้องไปกกต. เมียกีร์เผย'อริสมันต์'จะเข้ามอบตัวประมาณปลายปี คนเสื้อแดงกว่า 2 พันแห่ต้อนรับ'ยิ่งลักษณ์'ไปช่วย'สมคิด บาลไธสง'เลือกตั้งใหม่ที่หนองคาย

เมื่อ เวลา 10.00 น. วันที่ 28 ก.ค. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงกล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ว่าวันนี้พวกตนมาพบปะหารือกับนายจตุพร โดยมีฝ่ายกฎหมายร่วมหารือด้วย กรณีที่กกต.มีมติไม่รับรองการเป็นส.ส.ของนายจตุพรเมื่อวานนี้ ซึ่งได้ข้อสรุปคือ จากการพิจารณาตรวจสอบข้อกฎหมายครบถ้วนแล้ว เมื่อกกต.ประกาศรับรองนายจตุพรเป็นผู้สมัครส.ส.โดยชอบแล้ว และมีการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.ไปแล้ว และนายจตุพรมีรายชื่อลำดับที่ 8 เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว ไม่มีช่องกฎหมายใดๆให้อำนาจกกต.แขวนค้างเอาไว้อย่างที่ดำเนินการอยู่เวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะส่งตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยหลักการก็จะต้องรับรองความเป็นส.ส.ไปก่อน แล้วใช้กระบวนการยื่นตีความไปยังศาลรัฐ ธรรมนูญ

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อ ว่า เราเคารพการดำเนินการของกกต.ตามอำนาจหน้าที่ ตามกรอบระยะเวลา พวกเราจะไม่เคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องกดดันใดๆกับกกต.ขอได้โปรดเข้าใจตามนี้ แต่ว่าสิ่งที่เราตรวจสอบแล้วพบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่จะเอามาอธิบายเทียบ เคียงกับกรณีของนายจตุพรได้อย่างชัดเจนคือกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่เคยสังกัดพรรคต้นตระกูลไทย ภายหลังพรรคต้นตระกูลไทยถูกยุบ นายชูวิทย์ไปสมัครเลือกตั้งในนามพรรคชาติไทยขณะนั้น ซึ่งกกต.ชุดพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน รับรองความเป็นส.ส.ให้นายชูวิทย์ แต่มีผู้ร้องว่านายชูวิทย์สังกัดพรรคชาติไทยไม่ถึง 90 วัน แต่กกต.ก็ไม่ได้แขวน จากนั้นส.ส.พรรคไทยรักไทยยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ที่สุดแล้วศาลมีมติถอดถอนนายชูวิทย์จากการเป็นส.ส. ซึ่งเป็นกรณีเดียวกับนายจตุพรเช่นกัน ดังนั้นกกต.จะต้องปฏิบัติไปแนวทางเดียวกัน

"ถ้ามีการเปิดประชุมสภา แต่กกต.ยังไม่รับรองการเป็นส.ส.ให้นายจตุพร ผมจะไปยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลอาญา ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ขอให้มวลชนเสื้อแดงไม่เดินทางไปกกต. แต่ให้มากันที่เรือนจำพิเศษที่นี่ ถ้าวันนี้เห็นมวลชนเสื้อแดงไปที่กกต.ถือว่าเป็นกลุ่มอื่น ไม่ใช่กลุ่มเสื้อแดงจริงๆ เพราะไม่ใช่มติแกนนำ" นายณัฐวุฒิกล่าว

นาย ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า อยากส่งสารไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า สถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในทางการเมือง การเคลื่อนไหวใดๆต้องเป็นไปด้วยความรอบครอบระมัดระวัง เราต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์ ความรู้สึก หรือความโกรธแค้นชิงชังใดๆมามีอิทธิพล เข้าใจสถานการณ์แล้วขับเคลื่อนบ้านเมืองไปข้างหน้า พรรคการเมืองชนะการเลือกตั้ง ประชาชนจะเป็นกำลังใจให้จัดตั้งรัฐบาลต่อไป บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้าไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ส่วนกรณีของนายจตุพร เบื้องต้นจะใช้ขั้นตอนทางกฎหมายทุกวิถีทาง เพื่อให้นายจตุพรได้รับความยุติธรรม

เมีย"กี้ร์"- นางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยา"กี้ร์ อริสมันต์" ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าเยี่ยมนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่เรือนจำพิเศษกรุง เทพฯ ยืนยันสามีไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย และจะมอบตัวปลายปีนี้ เมื่อ 28 ก.ค.



"ผม เรียนพี่น้องว่านี่เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเรา เข้มแข็งเพียงพอที่จะเผชิญบททดสอบยากๆแบบนี้ได้หรือไม่ นี่เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อประชาชนเติบโตในการต่อสู้มา 4-5 ปี เราจะรับมือกับสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนอย่างนี้อย่างไร พี่น้องอาจจะรู้สึกกดดันและเจ็บปวด ผมเรียนว่าผมก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน แต่พวกเราก็อย่างนี้กว่าจะเดินได้แต่ละก้าวลำบาก กว่าจะได้อะไรมาแต่ละอย่างเลือดตาแทบกระเด็น แต่ต้องอดทน และเดินผ่านไปด้วยสติปัญญา" นายณัฐวุฒิกล่าว

ด้านนางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นายจตุพรมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดี พร้อมทั้งยังฝากมาบอกว่าขอให้แกนนำคนเสื้อแดงที่ได้เป็นส.ส.ไปรายงานตัวได้ เลย ก่อนเปิดประชุมสภาวันที่ 1 ส.ค.นี้ แต่พวกเราจะยังรอจนถึงวันที่ 31 ส.ค.เพื่อให้แกนนำเสื้อแดงที่เป็นส.ส.ไปด้วยกัน เพราะกกต.ยังรับรองไม่ครบ และยังมีเสียงในกกต.มีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ ดังนั้นขอให้มวลชนเสื้อแดงอย่าเคลื่อนไหว ขอให้รออีก 2-3 วันน่าจะมีอะไรดีขึ้น เพราะเชื่อว่าช่องทางกฎหมายเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับรองนายนายจตุพร ทั้งนี้ทราบดีว่าตอนนี้พี่น้องเสื้อแดงถูกกดดันและผิดหวัง แต่เรามองโลกในแง่ดีว่าวันนี้ตั้งใจจะมารับนายจตุพรออกจากเรือนจำ แต่ไม่เป็นไรมารับแล้วยังไปไม่ได้ ก็หวังว่าวันพรุ่งนี้หรือวันอื่นๆจะสำเร็จ

นางธิดากล่าวต่อว่า อยากฝากพี่น้องทั้งหลายที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆด้วยว่าให้เรียนรู้ว่ากระบวน การเรียนรู้ของคนเสื้อแดง วีถีทางการต่อสู้นั้นยังต่อสู้ไม่จบสิ้น แต่เราเลือกต่อสู้ในระบบและสันติวิธี หวังว่าจะช่วยหาทางออกให้กับประเทศไทยให้ง่ายๆ ไม่ให้เกิดปัญหา อย่าให้มีอะไรมาทำให้กระทบกระเทือนเป็นอุปสรรค์เป็นอันขาด

ขณะที่นาง ระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยานายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงกล่าวว่า คาดว่านายอริสมันต์สามีจะเข้ามอบตัวประมาณปลายปีนี้ ขณะนี้สามียังอาศัยอยู่กับญาติสนิทในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง สามีไม่ได้เป็น ผู้ก่อการร้าย แต่ถูกดีเอสไอยัดข้อหาให้ และนับตั้งแต่สามีหลบหนีไปครอบครัวอยู่อย่างลำบากมาก ตนต้องรับผิดชอบดูแลลูก 3 คนและธุรกิจต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้ามีแกนนำคนเสื้อแดงและส.ส.พรรคเพื่อไทยทยอยมาห้องเยี่ยม ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมนายจตุพร อาทิ นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก รวมทั้งครอบครัวนายจตุพร นำโดยนางพรหมภัสสร พรหมพันธุ์ ภรรยา และนางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยานายอริสมันต์

นอกจากนี้ยังมีมวล ชคนเสื้อแดง และแฟน คลับนายจตุพรกว่า 500 คนพร้อมใจกันสวมเสื้อแดงข้อความ 'ลมหายใจที่ไม่แพ้' เดินทางด้วยรถบัสจากจังหวัดต่างๆมาให้กำลังใจนายจตุพรด้วย

ต่อมา เวลา 15.49 น. กลุ่มคนเสื้อแดงจาก จ.เชียงใหม่กว่าร้อยคนมารวมตัวกันบริเวณสวนหย่อมหน้าเรือนจำ เพื่อประกอบพิธีบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นายจตุพรหลุดพ้นจากการถูกคุมขังโดย เร็ว และให้กกต.รับรองนายจตุพรเป็นส.ส. โดยบนบานด้วยหัวหมู 2 หัว อาหารคาว หวาน และดอกบัว 9 ดอก

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สนามบินดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกกต.ยังไม่รับรองนายจตุพร เป็นส.ส.ว่า ฝ่ายกฎหมายยื่นเอกสารไปให้กกต.ทั้งหมดแล้ว ต้องรอกกต.พิจารณา ทราบว่ากกต.จะใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นเพราะกก ต.ต้องการให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าคงไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องของระยะเวลามากกว่า ประเด็นอยู่ที่ว่าจะให้การรับรองก่อนแล้วค่อยยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งคิดว่ากกต.คง จะพิจารณาอย่างดี และให้ความยุติธรรมกับทุกคน เมื่อถามว่าเกรงกลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เชื่อว่าคงไม่ ทั้งหมดถ้าเราทำภายใต้กติกา ยึดหลักให้ความยุติธรรมกับทุกคน เชื่อว่าทุกคนจะรับทราบและยอมรับในส่วนนั้น

"ดิฉันมั่นใจในคนเสื้อแดงว่าจะไม่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะพี่น้องเสื้อแดงมีเหตุผลอยู่แล้ว" ว่าที่นายกฯกล่าว

จาก นั้นเวลา 14.15 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมด้วยคณะจากพรรคเพื่อไทยเดินทางด้วยสายการบินนกแอร์ มาถึงสนามบินอุดรธานี โดยมีนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร นำคนเสื้อแดงจากจ.อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคายกว่า 2,000 คนมาต้อนรับ

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์และคณะเดินทางโดยรถตู้ต่อไปยังจ.หนองคาย เพื่อหาเสียงช่วยสมคิด บาลไธสง ลูกพรรคเพื่อไทย ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ใหม่ในเขต 2 หนองคาย หลังจากเมื่อวันที่ 3 ก.ค.นายสมคิดชนะการเลือกตั้ง แต่กกต.ให้ใบเหลือง จึงต้องจัดเลือกตั้งใหม่

นายขวัญชัยกล่าวว่า วันนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยสมคิดที่จ.หนองคาย 3 แห่ง จากนั้นจะกลับมาพักผ่อนที่โรงแรมนภาลัย จ.อุดรธานี วันที่ 29 ก.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปเดินพบปะประชาชนที่ตลาดสดเทศบาล 1 เขตเทศ บาลนครอุดรธานี ต่อด้วยไปสักการะอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้สร้างเมืองอุดรธานี และเปิดปราศรัยกับประชาชน จากนั้นขึ้นรถติดเครื่องขยายเสียงตระเวนขอบคุณชาวอุดรฯที่เทคะแนนเลือกพรรค เพื่อไทยทั้งจังหวัด ก่อนเดินทางกลับกทม.โดยสายบินไทยเวลา 11.30 น.

เมื่อ เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ประชุมโดยมีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธาน โดยเชิญนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานนปช. มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มนปช.ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

นาย วีระกานต์ กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มนปช.เกิดจากพลังคนที่หยุดไม่อยู่แล้ว เป็นพลังคนที่ต้องการผลักดันประเทศให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยมีตนคอยประคับประคองให้เคลื่อนไหวตามแนวทางสันติวิธี ซึ่งไม่ง่ายที่จะควบคุมคนจำนวนมาก แต่เชื่อว่าคนเสื้อแดง 60-70% มาด้วยสันติวิธี ไม่นับรวมผู้ที่แอบแฝงเข้ามาปะปน ทำลายสันติวิธีของกลุ่มนปช.

นายวีระกานต์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามนับจากนี้คงจะได้เห็นแนวทางการสร้างความปรองดองและเยียวยาผู้ สูญเสียจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาไม่มีคณะกรรมการต่างๆ เข้ามาดูแล โดยเฉพาะคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกได้ถึงความไม่เป็นธรรมในการทำหน้าที่

ด้านนางกฤตยา อาชานิจกุล รองผอ.สถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทนศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณีเม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) แสดงข้อมูลไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิต 92 ราย

นางกฤตยา กล่าวว่า รัฐบาลไม่สมควรสั่งทหารใช้ปืนสไนเปอร์กับประชาชน และยังมีข้อเท็จจริงจากศปช.ด้วยว่า มีการใช้จำนวนกระสุนปืนสไนเปอร์ในเหตุการณ์ทั้งหมด 2,000 กว่านัด จาก 3,000 กว่านัด ทั้งๆ ที่สิทธิการใช้ปืนชนิดนี้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่ทหารทุกคนจะสามารถใช้ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงคลี่คลายได้ยาก หากความจริงกับการพูดของแต่ละฝ่ายยังบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจ ยังล่าช้าไม่มีความคืบหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารของศปช.ระบุว่า จากการติดตามรวบรวมข้อมูลของศปช. จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีทั้งสิ้น 92 ราย แบ่งเป็นขอคืนพื้นที่ วันที่ 10 เม.ย. 26 ราย กระชับพื้นที่ วันที่ 14-19 พ.ค. 57 ราย ในจำนวนนี้มี 3 ราย ไม่ทราบชื่อ เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 9 ราย ในเหตุการณ์ปะทะย่อยรวมถึงเหตุปะทะในต่างจังหวัด

นอกจากนี้ข้อมูลของ ศปช. ณ วันที่ 1 เม.ย. 2554 ยังระบุว่า ภายหลังจากประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 7 เม.ย. โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้วนั้น พบว่าปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวทั่วประเทศอีก 133 ราย เป็นชาย 121 ราย หญิง 12 ราย ชาวต่างด้าวอีก 3 ราย ซึ่งข้อหาส่วนใหญ่ คือ การละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป การร่วมวางเพลิง สถานที่ราชการ และก่อการร้าย อีก 5 ราย ฯลฯ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการออกหมายจับ และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ของกลุ่มนปช. ต่อ สาธารณะ อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ศปช.ยังได้รับข้อมูลคนหายในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวจากมูลนิธิกระจกเงา จำนวน 20 ราย ซึ่งบางส่วนพบว่ามีการทำให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย

การกลับมาของผู้สมรู้ร่วมคิดก่อการรัฐประหาร from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นายเทพไท เสนพงศ์มีประวัติในเรื่องของการพูดในสิ่งที่น่าอับอาย
เมื่อครั้งยังเป็นในโฆษกส่วนตัวของนายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายเทพไทสร้างความน่าอับอายขายขี้หน้าให้กับให้เจ้านายตนเองมาหลายหน
ด้วยการพูดจาโป้ปดและเหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง ปัจจุบัน
พรรคของเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบให้กับเพื่อไทยมากกว่าร้อยที่นั่ง
ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากเป็นประวัติการณ์
เรายินดีที่จะยอมปล่อยให้นายเทพไทห่างหายไปจากฉากเหตุการณ์นี้และหางานทำใหม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ต่างจากพรรคของเขา นายเทพไทเหมือนจะไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริง
ได้ว่าประเทศไทยหมดความอดทนกับตัวเขาและพรรคพวกของเขาแล้ว
แม้ว่าพรรคของเขาพยายามจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม (อีกครั้ง)
โดยการพยายามหาทางทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบ โดยปราศจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย
ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเทพไทยังมีหน้ามาแนะนำให้คนเสื้อแดง “ยุติบทบาท”
และเรียกร้องให้ว่าทีนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสนับสนุน “การสลายตัว”
ของหมู่บ้านเสื้อแดงซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในภาคอีสาน

ไม่ว่านายเทพไทหรือพรรคประชาธิปัตย์จะพูดอย่างไร
แต่คนเสื้อแดงกลับมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวยิ่งกว่าแต่ก่อน
เพราะการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของคนเสื้อแดงสามารถช่วยให้รัฐบาลใหม่
ซึมทราบประเภทอุดมคติที่ชอบด้วยหลักการ ซึ่งมักจะถูกลืมเลือนไป
ในระหว่างการทำงานทอย่างหนักของการเมืองในรูปแบบรัฐสภา
ในขณะเดียวกัน คนเสื้อแดงจำเป็นที่จะต้องตื่นตัวเพื่อต่อต้าน
ความพยายามของกองทัพ ศาลและพรรคประชาธิปัตย์
ที่จ้องจะทำลายหรือล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า นายเทพไทเรียกคนเสื้อแดงว่าเป็น “มวลชนกดดันนอกสภา”
ซึ่งเป็นพลังที่ไม่มีที่ให้ยืนในระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย
แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ก็เข้าร่วมกับกิจกรรมการเมืองนอกสภา
ผ่านทางตุลาการที่แทรกแซงกิจการการเมือง
ตามที่นายจรัล ดิษฐาอภิชัยได้อธิบายไว้ในบทความล่าสุดของเขาว่า
การบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 เป็นไป
เพื่อเปิด “ช่องทางประตูหลัง” หลายช่องให้กับกลุ่มอำมาตย์
เพื่อเปลี่ยนและทำลายผลการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย
โดยถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและยุบพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง
ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่าผู้คบคิดแผนการรัฐประหารกลับบ้านเข้าค่ายทหารและยอมแพ้
แต่พวกเขาเพียงเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อสร้างแผนการที่ซับซ้อนมากขึ้น
หาผลประโยชน์จากรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิไม่มีความเป็นประชาธิปไตย
และใช้การเมืองควบคุมศาลเพื่อแทรกแซงและสอดแทรกกระบวนการทางประชาธิปไตย

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
เป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน แต่มันชัดเจนว่าหนทางสู่ประชาธิปไตยยังอีกยาวไกล
กลุ่มอำมาตย์ไทยยังคงทีวิธีการหลากหลาย นับตั้งแต่การตั้งข้อหาทางกฎหมาย
ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองไปจนถึงการทำรัฐประหารโดยกองทัพ
เพื่อกำจัดรัฐบาลใหม่ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกปล่อยให้เป็นรัฐบาลในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เพื่อทำการปฏิรูปในสิ่งที่จำเป็น
แต่การคัดค้านของศาลและการที่กองทัพไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน
เป็นไปได้ว่าจะมีการขัดขวางความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขียน
โดยรัฐบาลทหารในปี 2550 การยกเลิกข้อจำกัดของเสรีภาพส่วนบุคคล
และสอบสวนการสังหารหมู่ของประชาชนทั้ง 92 รายเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อหลายเดือนที่แล้ว เราได้เตือนถึง “ภัยรัฐประหารยุคใหม่” ที่กำลังถักทอขึ้น
เพื่อพยายามปกป้องรักษาอำนาจของกลุ่มอำมาตย์ ผ่านทางการ
ข่มขู่และใช้สถาบันรัฐที่สำคัญเป็นเครื่องมือ “ภัยรัฐประหารยุคใหม่”
ขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยหลายครั้งก่อนหน้านี้
แม้แต่ภายหลังที่ประชาชนไทยขับไล่เหล่านายพลออกจากอำนาจในปี 2516 และ 2519
กลุ่มอำมาตย์ยังหาทางตะกุยตะกายกลับมา โดยการใช้ความวุ่นวายที่ร้ายแรง (ในยุค70)
หรือควบคุมกระบวนการทางการเมือง (ในกลางยุค90) ”ภัยรัฐประหารยุคใหม่”
ล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2551 โดยการกระทำของกลุ่มพันธมิตร
และการไม่กระทำการในหน้าที่ของกองทัพ
และทำให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนกลายเป็นอัมพาต รวมถึงวางรากฐาน
ให้กับการสอดแทรกของศาลรัฐธรรมนูญ เกือบสองเดือนก่อนที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ
อดีตนายรัฐมนตรี นายอนันต์ ปัญญารชุนอธิบายให้เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐอเมริกา
ฟังถึงสิ่งที่กำลังจะถูกเปิดเผยออกมา
โดยสิ่งนั้นจะ “ไม่ใช่รัฐประหารแบบตามที่ประชาคมโลกเข้าใจ”

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะประกาศว่าภารกิจได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว
เหมือนที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายเทพไท เสนพงศ์แนะนำ
นายเทพไทไม่ใช่สามารถอ้างศีลธรรมสูงส่งในขณะที่เขายังคงทำสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่สุด
เขาควรจะยอมรับผลการเลือกตั้งและเลิกสร้างความอับอายให้กับตนเองและพรรคของเขา
หากประเทศไทยยังไม่บรรลุการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย
ซึ่งได้ดำเนินมาเกือบ 80 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ
เราพึงพอใจกับเหตุการณ์อดีตในแต่ละครั้งที่เราก้าวข้ามมามากเกินไป
ซึ่งทำให้กลุ่มอำมาตย์ใช้หาผลประโยชน์ด้วยการยึดอำนาจ
ที่พวกเขาถูกบังคับให้สละก่อนหน้านี้กลับมา
การเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยคือทางเดียวที่คนเสื้อแดงจะการันตีว่า
ในที่สุดเราจะได้รับเสรีภาพที่ประชาชนหลายรายได้เสียสละชีวิตเพื่อให้ได้มา
แทนที่จะรู้สึกพึงพอใจ นี่คือเวลาที่เราจะพยายามขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อทำภารกิจของเราให้สำเร็จลุล่วง

Read more from ประเทศไทย, โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


http://robertamsterdam.com/thai/?p=848

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/07/54 ที่นี่..มีทหารกล้าตาย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ทุกชีวิต อาดูร เพราะสูญเสีย
ทั้งลูกเมีย พี่น้อง ต้องโศกศัลย์
เมื่อชีวิต ต้องตาย วายชีวัน
เกินอดกลั้น ร่ำร้อง นองน้ำตา....

สักกี่ล้าน ห่วงใย ได้คิดถึง
เสมือนหนึ่ง ความดี ล้วนมีค่า
ชีวิตคน คือรัก ใช่ผักปลา
วันเวลา สมานแผล ดูแลใจ....

คราบน้ำตา รินไหล ไม่เหือดแห้ง
ยิ่งเสียดแทง ร้อนเร่า ดั่งเผาไหม้
กี่ชีวิต พลัดพราก ต้องจากไป
เหลือเพียงใจ หลายดวง เป็นบ่วงรัก....

เมื่อเขาตาย เพิ่มพูน อาดูรแท้
เหลือเพียงแค่ ปักชื่อไว้ ให้ประจักษ์
จะให้ลืม ความจริง ยากยิ่งนัก
ด้วยความรัก..ความเกลียด..ห​รือเคียดแค้น....

วันเวลา เยียวยา รักษาแผล
ช่วยดูแล สร้างสำนึก ผนึกแน่น
กี่สูญเสีย หมองหม่น คนตายแทน
มันฝังแน่น ในใจ ไทยทุกดวง....

นรชาติ ที่วางวาย มลายสิ้น
สถิตย์ถิ่น แห่งไหน ในแดนสรวง
สิ่งดีเลว สร้างไว้ ให้ทั้งปวง
เหลือแค่บ่วง ตอกย้ำ กรรมใครมัน....

๓ บลา / ๒๙ ก.ค.๕๔