ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, July 30, 2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 30/07/54 เสียงใครดังกว่า...
พีเน็ต แถลงซัดกกต.ปล่อยแกนนำแดงสมัคร
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
พีเน็ตอัดกกต.จัดเลือกตั้งล้มเหลว
พีเน็ต แถลงซัดกกต.ปล่อยแกนนำแดงสมัคร-อ่อนประชาสัมพันธ์
ที่มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ( พีเน็ต ) รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการองค์กรกลางฯ
แถลงข่าวประเมินผลการจัดเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.)
โดยเปิดเผยว่า การจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ใช้งบประมาณถึง 3.8 พันล้านบาท เพิ่มจากครั้งปี 50 ถึง 56.3%
แต่สามารถประเมินผลการจัดการเลือกตั้งได้ว่า
1. การรับสมัคร การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง
มีความบกพร่องเรื่องการตรวจคุณสมบัติจนมีปัญหาในเวลาต่อมา เช่น
การให้แกนนำคนเสื้อแดงบางคนที่ยังจำคุกโดยหมายศาล
2.การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า มีการลดระยะเวลาลงคะแนน
มาตรฐานการปฏิบัติของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน
ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ทัน ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี
ทำให้ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ข้ามเขตเสียสิทธิ์กว่าสองล้านคน
3.การจัดการเลือกตั้งในต่างประเทศ มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ไม่ถึง 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิ์
และมาใช้สิทธิ์เพียงแค่ 2 ใน 3 ของผู้ลงทะเบียนเท่านั้น
แสดงถึงความอ่อนด้อยในการประชาสัมพันธ์
และ กกต.4 คน ก็เดินทางไปตรวจเยี่ยมการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า
ก่อนเลือกตั้งอย่างไม่มีเหตุผลสมควร
4.การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 47 ล้านคน แต่จัดพิมพ์บัตรถึง 53.5 ล้านใบ
เกินกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ถึงร้อยละ 13 ทั้งที่การเลือกตั้งที่ผ่านมา
มีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่เกินร้อยละ 75 เท่านั้น จึงควรพิมพ์เพียงแค่เท่าจำนวนผู้ใช้สิทธิ์
ขณะที่ข้อที่ 5 การจัดเตรียมหีบบัตรเลือกตั้ง มีการใช้หีบกระดาษประมาณครึ่งหนึ่งของหีบทั้งหมด
ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกสับเปลี่ยน หรือแอบกรีดใต้หีบเพื่อเปลี่ยนบัตรได้ง่าย
6.การประสานงานกับภาคเอกชน และภาคประชาชน
เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเลือกตั้งบริสุทธิ์เที่ยงธรรม ยังมีน้อยมาก
ทั้งๆ ที่งบประมาณด้านการมีส่วนร่วมมีถึง 645 ล้านบาท
7.การประกาศผลการเลือกตั้ง มีความสับสนเรื่องตัวเลข
โดยเฉพาะจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ในระบบเขตและบัญชีรายชื่อที่ตัวเลขไม่ตรงกันถึง 83,222 คะแนน
และ 8.การพิจารณารับเรื่องร้องเรียนที่มีกว่า 600 เรื่อง เป็นกระบวนการที่ทำลวกๆ
ในการประชุมเพียง 4-5 ครั้ง มีใบเหลืองเพียง 2 ใบ การเร่งประกาศรับรอง ส.ส.496 ราย
โดยอ้างว่า เรื่องร้องเรียนมาก ไม่สามารถพิจารณาได้ทัน 30 วัน
ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ศาลฎีกาพิจารณานั้น สะท้อนถึงการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
และขาดความรับผิดชอบ จึงขอเปลี่ยนคำขวัญของ กกต.ใหม่ เป็น (เลือกตั้ง) ทุจริต
ทำงานขาดความโปร่งใส ปล่อยคนอะไรเข้าสภา
พีเน็ตอัด กกต.จัดเลือกตั้งเหลว
http://www.posttoday.com/การเมือง/102356/พีเน็ตอัดกกต-จัดเลือกตั้งล้มเหลว
เพราะผม..คือทหาร
ที่มา thaifreenews
โดย army_red2010
ผมเป็นทหารที่รับใช้ประเทศชาติมานับสิบปี ได้พบเห็นการโกงกินงบประมาณมากมายของผู้บังคับหน่วยเช่น
1. งบประมาณการฝึกทั้งน้ำมัน เบี้ยเลี้ยง (เบิก 15 วัน จ่ายแค่ 3 วัน ต่อการฝึก 1 วงรอบ )
2. งบซ่อมสร้างสิ่งสาธารณูปโภคภายในหน่วย ( โครงการซ่อมแค่ทาแต่สีให้ดูใหม่เสมอ )
3. เบี้ยเลี้ยงเงินเดือนพลทหารผี ( มีแต่ชื่อไม่มีตัวประจำการในกรม กอง )
4. งบประมาณโครงการพิเศษ (เขียนโครงการของบประมาณมากินเปล่า)
นี่แค่งบประมาณหลักๆ รายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย
ถามว่าไม่มีการตีรวจสอบเลยเหรอ
ตอบ.. มีครับ..มีแน่นอน
ทั้ง เจร ทบ. และ สตช. ผลเหรอครับ ผ่านตลอด เพราะมีกินอย่างดี พักหรู มีอีหนูนอนกก แถมซอง ก่อนกลับมีใครบางจะไม่ให้ผ่าน
ที่เล่ามาหากจะว่าผมเป็นทหารแตงโม ไม่เป็นทหารอาชีพ...แค่มีอาชีพเป็นทหาร
ครับผมยอมรับผมไม่ใช่ทหารอาชีพ แต่มีอาชีพเป็นทหาร
เพราะผมไม่เที่ยวคอยป่าวประกาศว่าตนเองจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หลอกประชาชนไปวันๆ
ทั้งที่แต่ละวันคอยวิ่งเต้นเรื่องตำแหน่ง และแบ่งงบประมาณ
...............
ถึงเหตุการณ์ ฮ. ตก
ขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่สูญเสียด้วยน่ะครับ เพราะท่านได้จากไปเพราะภารกิจเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
แต่ทุกท่านทราบไหมว่า ฮ. ทหาร มีภารกิจหลักคืออะไร
คำตอบก็คือ ...
ร้อย 80 รับ-ส่ง VIP ( ผู้บังคับบัญชาระดับสูง, ข้าราชการการชั้นผู้ใหญ่ ) เดินทางไปปฏิบัติภารกิจทั้งทางราชการและส่วนตัว
ส่วนทหารชั้นผู้น้อยอย่าแต่ ฮ. เลย แม้แต่รถยนต์ทหารเก่าๆ ก็แทบจะไม่ได้นั่ง เนื่องจากไม่มีงบซ่อมบำรุงให้ใช้การได้ ที่แล่นได้ก็ไม่ปลอดภัย หรือไม่มีน้ำมันเติม เพราะเดี๋ยวผู้บังคับบัญชา ตลอดจนเพื่อนฝูง และญาติพี่น้องจะมีใช้ไม่เพียงพอ
จึงมีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับทหารชั้นผู้น้อย คือ...ดีใจลึกๆ..ที่ได้ยินข่าว ฮ. ตก
.................
การแบ่งชนชั้นวรรณะ
ระบบทหารของไทยมีการแบ่งชนชั้นวรรณะชัดเจนซึ่งดูได้จาก
การแบ่งแยก ระหว่างนายทหาร กับ นายสิบ และ นายทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อย กับ นายทหารที่เลื่อนฐานะจากชั้นประทวน
1. การกิน ผู้บังคับบัญชา มีการจัดโต๊ะเฉพาะ มีอาหารพิเศษ เติมไม่อั้น มีเด็กเสิร์ฟ(แทบจะป้อน) / ชั้นผู้น้อย นั่งกินรวมหรือหาเอาเอง ปริมาณและคุณภาพตามประประมาณที่เหลือจากการตัดตอนแล้ว
2. สถานที่ ผู้บังคับบัญชา มีเขตหวงห้ามเฉพาะ ทั้งห้องทำงาน ห้องนอน ห้องพักผ่อน บันไดขึ้นลงอาคาร ประตูเข้าออก ห้องน้ำ ห้องส้วม มีป้ายแบ่งแยกชัดเจนว่า “ ผู้บังคับบัญชา” อย่าเผลอล่วงล้ำเข้าไปล่ะ จะเจอโทษทางวินัยข้อที่ 1. ดือดึง ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลย ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
3. การใช้ยานพาหนะ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในเรื่อง ฮ. ตก
4. เกียรติยศ.... ผู้บังคับบัญชาบางคนทั้งที่จบจากสถานศึกษาที่มีเกียรติ แต่ไม่เคยให้เกียรติ ผู้บังคับบัญชา แม้กระทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งคำพูด ( ไอ้เหื้.., ไอ้สั..ว์, เ..ด แม่ ) การกระทำ ทั้งแตะ ต่อย ตบ ถีบ หากใครขัดขืนต่อสู้ก็จะใช้ลูกน้องมารุม ( หม..หมู่ ) หลังจากนั้นจะยัดเยียดโทษทางวินัย ข้อ.1 ขัดขืนฯ ( นอกจากติดคุกแล้วยังโดนซ้อมอีก)
5. อื่นๆ อีกมากมาย
....................
สุดท้ายขอย้อนกลับมาถึงความอาภัพของข้าราชการทหารชั้นผู้น้อย
ถึงความไม่เอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา ทุกระดับ ( คงต้องเห็นใจพวกท่าน เพราะมัวยุ่งอยู่กับเรื่องตำแหน่งและงบประมาณ ตลอดจนการสร้างภาพหลอกตาประชาชน )
เรื่องที่จะพูดถึงคือ เงินประจำตำแหน่งของทหารชั้นผู้น้อย
ที่ทั้งนักการเมือง และผู้บังคับบัญชานำมาปั่นหัวทหารชั้นผู้น้อยอยู่เสมอ
ทหาร และตำรวจ ต่างทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติด้วยความเสียสละ และเสี่ยงชีวิต ไม่น้อยกว่ากัน แต่ตำรวจได้รับเงินประจำตำแหน่งทุกนายทุกชั้นยศ มากน้อยแล้วแต่ระดับ รายละเอียด
http://www.opc.police.go.th/law_inside/209.pdf
แต่ทหารนอกจากจะขึ้นขื่อเรื่องแบ่งชนชั้นวรรณะแล้ว แม้แต่เงินประจำตำแหน่งของทหารยังแบ่งอีกเช่นกัน
เพราะทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้รับ รายละเอียด
http://www.encyclopediathai.org/nakornthai/book3/uniform/salary_position.htm
น่าสงสารทหารชั้นผู้น้อยทุกเหล่าทัพ
....................
ผู้ถูกพาดพิงท่านใด และคิดว่าผมใส่ร้าย ขอให้แสดงความจริงใจโดยการจุดธูปเทียนสาบาน หากไม่เป็นจริงขอให้ตนเองและครอบครัวพบแก่ความวิบัติ..ด้วย..น่ะครับ
สุดท้าย
ขอฝากไปยังผู้ที่สนใจ หากท่านอยากจะกุมหัวใจ ทหารชั้นผู้น้อย ทั้ง 3 เหล่าทัพ หลายแสนนาย และเมื่อรวมกับครอบครัวแล้วก็เป็นหลักล้าน
ช่วยพิจารณาเงินประจำตำแหน่งของทหารชั้นผู้น้อย ให้เป็นรูปธรรมด้วยครับ
รุจ ธนรักษ์: ความเห็นต่อกรณีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
ที่มา ประชาไท
รุจ ธนรักษ์
http://www.roodthanarak.com/2011/07/300thb
ก่อนอื่น ต้องออกตัวก่อนว่าตั้งใจเขียนโน้ตชิ้นนี้ขึ้นด้วยจุดประสงค์สองข้อ
ข้อแรก – ต้องการบันทึกความเห็นของตนเองต่อกรณีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีข้อมูลใดๆมาสนับสนุนทั้งสิ้น
และข้อสอง – ต้องการชี้ให้เห็น "ข้อเท็จจริง" ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ด้วยหวังให้การถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอุดมปัญญา … กว่าที่เป็นอยู่
เพราะด้วยความที่มันเป็นเรื่องคาบเกี่ยวระหว่าง "เศรษฐศาสตร์" กับ "การเมือง" ทำให้ดีเบตเรื่องนี้ดูเหมือนจะเปรอะไปด้วย "ความเห็น" ทั้งในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งหากจะมองโลกในแง่ดี สภาวะเถียงกัน "เปรอะ" เช่นนี้น่าจะทำให้นักเรียนเศรษฐศาสตร์ได้มองเห็น "ภาพกว้าง" กันเสียทีว่าเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐศาสตร์กับการเมืองมันบางมากๆ
เพราะขณะที่เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของนโยบายการจัดการทรัพยากร การเมืองก็คือเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์จากทรัพยากรในสังคม ดังนั้น นโยบายเศรษฐกิจใดๆ จึงไม่ได้ลอยออกมาจากรังปลวกพร้อมสมการซับซ้อนอย่างไม่มีที่มาที่ไป มันล้วนเกิดขึ้นโดยมีรากฐานทางการเมืองทั้งนั้น
เข้าเรื่อง
ประเทศไทยควรขึ้นค่าแรงหรือไม่ ? และควรเป็น 300 บาทไหม ?
เอาแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็จะมีข้อมูลมากมายมหาศาลมาถกเถียงกันว่าควรหรือไม่ควร ถ้าขึ้นแล้วใครจะได้ ใครจะเสีย ฯลฯ
ในความเห็นผม – ผมว่าคำถามนี้ "ไม่จำเป็น" ต้องตอบในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะมันเป็นคำถามเชิงการเมือง และคำตอบก็ควรตอบในเชิงการเมือง
อุปมาเหมือนถามว่า ประเทศไทยควรระบบประกันสังคมหรือไม่ มันไม่จำเป็นต้องมานั่งวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียต่อระบบเศรษฐกิจกันให้ยุ่งยาก สิ่งที่ต้องทำคือให้พรรคการเมืองมีนโยบายด้านนี้ เอามากางให้ประชาชนเลือก ประชาชนอยากได้อะไร ประชาชนก็จะเลือก ประชาชนเลือกอย่างไร มันก็ควรจะเป็นทิศทางของประเทศ เพราะอำนาจปกครองประเทศ (ควร) เป็นของประชาชน
ทีนี้ถ้ามองจากมุมของ "การเมือง" เราต้องไม่ลืมว่านโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นของ "ทุกพรรค" (อย่างน้อยก็ทั้งเพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์) เพื่อไทย บอกว่า 300 บาท ขณะที่ ประชาธิปัตย์บอกว่าขึ้น 25%
นั่นแปลว่า ไม่ว่าวันนี้ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เราก็จะมีรัฐบาลที่มีพันธะสัญญาที่จะต้อง "ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ" ทั้งนั้น และในเมื่อมันคือนโยบายของทุกพรรค ก็แปลว่าเสียงของประชาชนไทยต้องการให้แก้ปัญหาเรื่องนี้
ประเด็นจึงไม่ควรอยู่ที่ว่าควรขึ้นหรือไม่ แต่ควรอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลจะทำตามสัญญาไหม จะทำได้จริงไหม และจะทำอย่างไร – เพราะประชาชนไทยเลือกแล้วว่าอยากได้คนมาทำเรื่องนี้ให้เป็นจริง
ถ้าสุดท้ายทำไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องทาง "การเมือง" ที่ประชาชนกับพรรคการเมืองในประเทศต้องบริหารจัดการกันไป หรือถ้าทำแล้วเศรษฐกิจพังพินาศ มันก็กลับไปเป็นประเด็นทาง "การเมือง" อีกอยู่ดี
คำถามถัดไปคือ แล้วควรเป็น 300 บาทหรือไม่ ทำไมไม่เป็น 250 บาท หรือทำไมไม่เป็น 500 บาทไปเลย
เช่นกัน เราสามารถสร้างบทวิเคราะห์ได้มากมายไม่รู้จบพร้อมสถิติตัวเลข สมการ ข้อมูล ทฤษฏี อีกนับไม่ถ้วน เพื่อช่วยสนับสนุนข้อถกเถียงของเราว่ามันควรเป็น 300 บาทหรือไม่
แต่นั่นมันควรเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้ง ไม่ใช่มานั่งกดดันพรรคการเมือง "หลัง" เลือกตั้งไม่ให้ทำตามนโยบายที่ตนเองไม่ชอบ เพราะพรรคการเมืองมีพันธะสัญญาที่จะต้อง "ทำตามนโยบาย" ที่ได้หาเสียงไว้
"โดยหลักการ" หากพรรคการเมืองมีการจัดทำนโยบายอย่างเป็นระบบแบบแผน เขาย่อมนำเสนอ "ตัวเลขที่เหมาะสม" ขึ้นเป็นนโยบายของพวกเขา – ผมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า เพื่อไทย เสนอตัวเลขนี้ขึ้นมาอย่างมีหลักคิดหรือไม่ บางทีเขาอาจคิดขึ้นมามั่วๆกลางวงกาแฟในห้องประชุม เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่รู้หรอกว่า 25% ของประชาธิปัตย์คิดขึ้นมาอย่างไร
ณ วันนี้ – สิ่งที่เราทุกคนรู้ร่วมกันคือ เพื่อไทย มีพันธะผูกพันที่จะต้องทำ 300 บาท ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งหากเพื่อไทยนั่งเทียนตัวเลขนี้มาโดยไม่มีข้อมูลไม่มีการศึกษามาก่อน มันย่อมเกิดขึ้นไม่ได้จริง หรือเกิดขึ้นจริงแต่มีผลกระทบอื่นตามพ่วงมาด้วย (ซึ่งจะอภิปรายต่อด้านล่าง) ซึ่งสุดท้ายก็จะเป็นตัวพรรคเพื่อไทยเองนั่นแหละที่ต้อง "รับผิดชอบ" กับผลลัพธ์ทางการเมืองของตนต่อไป
ผมคิดว่านี่คือหลักการที่สำคัญ เพราะการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย สร้างการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง สร้างนโยบายประเทศที่ประชาชนเป็นผู้เลือก และสร้าง "ความรับผิดชอบทางการเมือง" ให้เกิดขึ้นจริงนั้น เป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดของเมืองไทยในวันนี้ สำคัญมากกว่าระบบเศรษฐกิจ หรือตัวเลข GDP แน่ๆ
สรุป – เราไม่จำเป็นต้องมองเรื่อง 300 บาทในเชิงเศรษฐกิจเลย เพราะในทางการเมือง มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนเลือกไปแล้ว พรรคการเมืองมีพันธะแล้วว่าต้องทำให้ได้จริง มันไม่จำเป็นต้องเถียงแล้วว่าควรทำหรือไม่ หรือควรทำแค่ไหน – ในเมื่อพรรคการเมืองทุกพรรคประกาศนโยบายขึ้นค่าแรงกันทั้งนั้น
เราควรปล่อยให้พรรคการเมืองทำตามสัญญาของพวกเขา สังคมมีหน้าที่ตรวจสอบว่ามันทำได้จริงไหม แล้วมีผลกระทบอย่างไร แล้วรัฐบาล "บริหารจัดการ" ผลกระทบเหล่านั้นอย่างไร
สุดท้ายถ้าพวกเขาทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดี ก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องตัดสินอนาคตการเมืองของพวกเขาด้วยตัวประชาชนเอง
การสร้าง "ความรับผิดชอบทางการเมือง" เป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆของประเทศที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรสักอย่างมานานนับสิบปี
และที่สำคัญที่สุดคือ หลักการทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขที่สำคัญของการจะกล่าวอ้างว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
ประเด็นถัดไป – นโยบายนี้กระทบใครบ้าง ?
ผมควรพูดก่อนว่า "นโยบายใดๆ" ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมล้วนส่งผลกระทบต่อคนบางกลุ่มในสังคมทั้งนั้น บางกลุ่มอาจได้ผลบวก บางกลุ่มอาจได้ผลลบ มันเป็นเรื่องธรรมดา ประเด็นจึงควรอยู่ที่ว่ารัฐบาล (ผู้มีหน้าที่บริหารสังคม) จะทำอย่างไรให้คนที่ควรได้ผลบวก ได้บวกจริงๆ และทำอย่างไรให้คนที่จะได้ผลลบ ไม่ลบมากเกินไป หรือไม่มีทางเลือกที่จะบรรเทาผลลบเหล่านั้น
ก่อนจะถกเถียงประเด็นนี้อย่างอุดมปัญญาได้ เราควรพิจารณากันให้ "ชัด" เสียก่อนว่าใครบ้างที่จะได้ผลกระทบจากนโยบายนี้
ผลกระทบด้านบวก – แน่นอนคือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน "ขั้นต่ำ" ที่มีทักษะน้อยหรือไม่มีทักษะ หรือพูดง่ายๆคือผู้ใช้แรงงานจริงๆที่ไม่มีความรู้เสริมอื่นใดเลย ตัวอย่างเช่น พนักงานเสิร์ฟอาหาร กับพนักงานรับออร์เดอร์ ล้วนใช้แรงงานทั้งคู่ แต่อย่างแรกใช้ทักษะต่ำกว่าอย่างหลัง ดังจะเห็นได้จากร้านอาหารในไทยส่วนมาก มีพนักงานเสิร์ฟกับพนักงานรับออร์เดอร์ แยกกันชัดเจนเป็นคนทีม ซึ่งก็เดาได้ว่าค่าแรงของทั้งสองทีมจะแตกต่างกัน
พูดถึงประเด็น นี้จะ เห็นได้ว่า หากไม่เอาประชานิยมเป็นที่ตั้ง แล้วมองนโยบายในระยะยาวเป็นหลัก รัฐมีหน้าที่ส่งเสริม "ทักษะ" แรงงานของคนในประเทศ เช่น พัฒนาระบบอาชีวะศึกษาให้ดีกว่านี้ คนจะได้เอาแรงงานมาใช้แบบมีทักษะมากขึ้น สร้าง "มูลค่าเพิ่ม" ของแรงงานตนเองให้มากขึ้น ประเทศก็จะมีคนที่ต้องรับค่าแรง "ขั้นต่ำ" น้อยลง จนมันไม่จำเป็นต้องเป็นประเด็นใหญ่โตทางการเมืองอีกต่อไป
นอกจากนั้น เราต้องไม่ลืมด้วยว่ายังมีกลุ่ม "แรงงานนอกระบบ" ที่ไม่ได้รับผลกระทบด้านดีของนโยบายนี้ ตัวอย่างเช่น คนขับรถสิบล้อ ชาวนา มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าหมูปิ้ง แม่ค้าส้มตำรถเข็น คนขายพวงมาลัย หรือกระทั่งคนขายบริการทางเพศ
แรงงานนอกระบบเหล่านี้จะไม่ได้รับอานิสงน์จากนโยบาย 300 บาทโดยตรง ในขณะที่พวกเขาต้องร่วมแบกรับผลกระทบของมัน (เงินเฟ้อ) โดยที่รายได้ของพวกเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะอภิปรายต่อไป
ผลกระทบด้านลบ – แน่นอนว่าคือนายจ้าง
แต่สิ่งที่ต้องดูให้ละเอียดมากขึ้นคือนายจ้างที่ว่านี้คือใครบ้าง กลุ่มไหน มีทั้งหมดกี่กลุ่ม มีจำนวนแค่ไหน ฯลฯ
เราต้องไม่ลืมว่า "นายจ้าง" ที่จะได้รับผลกระทบหนักจริงๆนั้นคือนายจ้างที่พึ่งพาแรงงานสูงมาก (ต้นทุน 80% คือค่าแรง) แถมยังพึ่งพาแรงงาน "ไร้ทักษะ" อีกด้วย (เพราะมันคือค่าแรงขั้นต่ำ)
ยกตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์ คงไม่สามารถใช้แรงงาน "ไร้ทักษะ" ได้สักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ต้องมีคนงานที่มีทักษะบ้าง ซึ่งแปลว่าค่าจ้างก็ย่อมสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำบ้างตามกลไกตลาด ดังนั้นโรงงานรถยนต์จึงไม่ควรจะกระทบ หรืออย่างน้อยก็ไม่กระทบหนักหนาสาหัส
ดังนั้นในระดับอุตสาหกรรม เราจำเป็นต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนบ้างที่พึ่งพาแรงงานมาก (Labor Intensive) ซึ่งดูได้จากต้นทุนการผลิตว่ามีแรงงานเป็นสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน พวกเขาผลิตอะไร เติบโตอย่างไรในแต่ละปี ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่ "สภาอุตสาหกรรม" ควรแจกแจงให้สังคมได้รับทราบ มากกว่าการออกมาทำหน้าที่ปกป้องกลุ่มทุนของตนเอง
จากนั้นคำถามที่สังคมควรช่วยกันคิดก็คือ – เราจะสนับสนุนอุตสาหกรรม "เก่า" ที่ต้องพึ่งพา "แรงงานไร้ทักษะ" กันอีกนานแค่ไหน และมันมีผลดีอย่างไรต่อประเทศบ้างกับการสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้
โดยส่วนตัว ผมไม่มีความเห็นกับประเด็นนี้ เพราะผมไม่เคยเห็นข้อมูลจริงๆเสียทีว่าประเทศไทยมีธุรกิจที่ต้องพึ่งพาแรง งานไร้ทักษะมากน้อยแค่ไหน คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อ GDP แล้วก็ไม่เคยเห็นหน่วยงานไหนออกมาให้ข้อมูลอย่างเป็นระบบเลยสักครั้ง
สมมติง่ายๆว่าประเทศไทยมีแรงงานไร้ทักษะ 100 คน
คำถามคือทั้งหมดนี้กระจายอยู่ในโรงงานกี่แห่ง ?
ถ้า กระจายอยู่ในโรงงาน 50 แห่ง ก็แปลว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำคงไม่ทำให้โรงงานเจ๊งเป็นแน่ เพราะแห่งนึงมีคนงานไร้ทักษะแค่ 2 คน ที่เหลือเป็นแรงงานมีทักษะซึ่งก็จ่ายแพงกว่าอยู่แล้ว
แต่ ถ้าประเทศไทยมีโรง งาน 4 แห่ง รองรับแรงงานไร้ทักษะ 100 คน – หากขึ้นค่าแรงพรวดเดียว ก็อาจทำให้โรงงานทั้ง 4 แห่งเจ๊งได้จริงๆ ซึ่งสุดท้ายผลกระทบก็คือคนงานตกงานอยู่ดี ไม่ได้เงินสักบาท
จะเห็นว่าเราไม่สามารถตอบได้ ถ้าเราไม่มีข้อมูลตัวเลข
แต่สิ่งที่ตอบได้แน่นอนคือ ไม่ว่าเราจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ นโยบายในระยะยาวก็ควรเน้นการพัฒนาฝีมือแรงงาน และลดการสนับสนุนอุตสาหกรรมโบราณเหล่านั้นเสียที
สุดท้าย ผมคิดว่าอุตสาหกรรมทั้งหลายยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากลุ่ม SME ขนาดกลางและเล็ก
เพราะอย่างน้อยนายทุนอุตสากรรมทั้งหลายก็มี "สายป่านยาว" กว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กมาก ภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลหนักต่อผู้ประกอบการ SME ทั้งหลายมากกว่า ต่อให้สัดส่วนต้นทุนค่าแรงของ SME ไม่มาก (เช่น อาจเป็นเพียง 40% ของรายจ่ายทั้งหมด) แต่การขึ้นค่าแรงอย่างฉับพลัน ก็กระทบต้นทุนของพวกเขาอย่างหนักได้
นอกจากนั้น ทุกวันนี้ แม้ค่าแรงจะยังไม่มาก เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า SME ไทยมีปัญหากับการหาแรงงานไทยมาทำงาน เพราะไม่มีแรงงานไทยคนไหนอยากทำงาน "ไร้ทักษะ" ถ้าเขามีทางเลือกที่ดีกว่าในการไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม เราจึงเห็นได้บ่อยๆว่า SME ไทยทุกวันนี้ล้วนใช้บริการแรงงานต่างด้าวเสียมาก ซึ่งการขึ้นค่าแรงของแรงงาน "ในระบบ" ก็จะยิ่งทำให้ SME ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานหนักขึ้น
ในแง่ของนโยบายประเทศระยะยาว ธุรกิจ SME คือกลุ่มที่ควรจะได้รับการส่งเสริมมากกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ คนที่เป็น "แรงงานไร้ทักษะ" ในวันนี้ ย่อมอยากเป็นเจ้าของ SME ในวันหน้า (วันนี้ล้างจานในร้านส้มตำ พรุ่งนี้ย่อมอยากมีร้านส้มตำเป็นของตนเองบ้าง) เราจึงไม่อาจปล่อยให้ SME เดือดร้อนหนักได้โดยไม่ทำอะไรเลย เพราะมันเท่ากับการ "ปิด" โอกาสเติบโตของ "แรงงานไร้ทักษะ" ที่เรา "อยากช่วยเหลือ" พวกเขาอยู่ดี
สรุป
1. คนที่ได้ผลดีจากนโยบายนี้มีเฉพาะแรงงานในระบบ ยังมีคน "ระดับล่าง" อีกหลายกลุ่มที่พวกเขาไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นจากนโยบายนี้
2. นายจ้างที่น่าเป็นห่วงจริงๆน่าจะเป็นกลุ่ม SME เพราะสายป่านสั้นกว่านายทุนใหญ่ และมีปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่เสมอ
3. สังคมไทยควรมีตัวเลขที่ชัดเจนได้แล้วว่าอุตสาหกรรมของเราเป็นอย่างไร และควรมีแผนที่ชัดเจนได้แล้วว่าจะเอาอย่างไรกันต่อไปในรุ่นลูกหลาน
4. SME ต้องได้รับการดูแล เพราะมันคือฐานธุรกิจที่สำคัญต่ออนาคตโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากกว่าทุนยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย
หากรัฐประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้ว ระบบเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ?
อันนี้ตอบง่าย เพราะต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่หรือประเด็นใหญ่โตอะไรในทาง เศรษฐศาสตร์ หัวข้อเรื่อง "นโยบายค่าแรง" เป็นเรื่องที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์ ป.ตรี ทุกคนต้องเรียนกันตั้งแต่คาบแรกๆ มีทฤษฏีและการศึกษาพร้อมข้อมูลภาคสนามมากมาย จากทั่วทุกมุมโลกให้เราได้ถกเถียงกัน
"ข้อเท็จจริง" ที่ผ่านการศึกษาพิสูจน์มาแล้วยาวนานบอกเราว่า – หากไม่มีใครทำอะไรเลย หรือไม่มีปรากฏการณ์พิเศษใดๆในระบบเศรษฐกิจ – สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาแน่นอนหลังการประกาศขึ้นค่าแรงคือ
1. อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น
2. เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
อธิบายง่ายๆได้ว่า การขึ้นค่าแรงในระยะสั้น (ขึ้นแบบฉับพลัน) ทักษะคนงานจะมีเท่าเดิมไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย เมื่อวานเคยทำงานได้ 10 ชิ้น พรุ่งนี้ก็ทำงานได้ 10 ชิ้นเหมือนเดิมแต่ได้ค่าแรงมากขึ้น ผลก็คือนายจ้างอาจต้องไล่คนออกเพื่อควบคุมต้นทุน หรือ ต่อให้นายจ้างไม่ไล่คนออก การรับคนเพิ่มก็จะทำได้ยากขึ้น คนที่ทำงานอยู่เดิมก็จะต้องทำงานหนักขึ้น งานหายากขึ้น คนตกงานเพิ่มขึ้น
หรือกรณีเงินเฟ้อ ก็อธิบายได้ง่ายๆว่าในเมื่อต้นทุนค่าแรงสูงขึ้น โรงงานก็ต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้ได้กำไรเท่าเดิม หรือ ต่อให้โรงงานไม่ขึ้นราคาสินค้า ค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น ก็จะทำให้ "ค่าเสียโอกาส" ของคนอีกหลายกลุ่มเพิ่มขึ้น เพราะ "ค่าแรง" ก็คือ "ราคา" อย่างนึง แถมเป็นราคาต่ำที่สุดที่เป็น benchmark ของเศรษฐกิจทั้งระบบ
ราคาค่าก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น คนจะผ่อนบ้านยากขึ้น ซื้อบ้านยากขึ้น ค่าเช่าห้องแถวแพงขึ้น อสังหาริมทรัพย์ที่แพงขึ้นก็จะดันให้ทุกอย่างแพงขึ้นตามไปด้วย แรงงานภาคอื่นๆก็อาจถูก "ดูด" เข้าไปภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น (ถ้ายังมีงานให้ทำ) เพราะค่าแรงอาจจะสูงกว่ารับจ้างตัดอ้อย สุดท้ายอ้อยก็อาจราคาแพงขึ้นเพราะขาดแคลนแรงงาน ฯลฯ
อธิบายง่ายๆด้วยนิทาน : สมชาย ทำงานโรงงาน ได้เงินวันละ 150 บาท ซื้อส้มตำกินทุกวัน
สมศรี ขายส้มตำรถเข็นอยู่หน้าโรงงานทุกวัน หักลบกลบหนี้แล้วได้กำไรวันละ 250 บาท
อยู่ มาวันนึง สมชาย ได้เงินเพิ่มเป็นวันละ 300 บาท – สมศรี เลยคิดหนัก เพราะจะเหนื่อยลงทุนลงแรงขายส้มตำทำไม ในเมื่อเลิกขายแล้วไปทำงานโรงงานก็ได้ 300 บาทมากกว่าเดิมอีก แล้วไหนจะค่าจ้างที่จ่ายให้เด็กล้างจานที่ต้องเพิ่มให้เขาด้วย ไม่งั้นเขาก็ออกไปทำโรงงานเหมือนสมชาย
สมศรี มีสองทางเลือก – ขึ้นราคาส้มตำให้สมกับ "ค่าเสียโอกาส" ของตัวเอง หรือสอง เลิกขายส้มตำ ไปทำงานโรงงาน
ทั้ง สองทางเลือก ล้วนทำให้ราคาส้มตำ "เฟ้อ" เพราะอย่างแรกส้มตำแพงขึ้น ส่วนอย่างหลังคือ supply ส้มตำลดลง ของหายากขึ้น สมชายมีเงิน แต่ไม่มีส้มตำกิน
จะเห็นว่าทั้งสองกรณีทำให้ "ราคาส้มตำเฟ้อ" โดยที่ "นายทุน" โรงงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
นั่นคือต่อให้นายทุนไม่เพิ่มราคาสินค้าเลย ระบบเศรษฐกิจก็จะมีปัญหาเรื่องคนว่างงาน และเงินเฟ้อตามมาแน่นอน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะ "บริหารจัดการ" เงินเฟ้อ ให้มันกระจายไปอย่างไร
กระจายไปตรงไหนบ้าง ส่วนไหนเฟ้อมาก ส่วนไหนเฟ้อน้อย ระยะสั้นเป็นยังไง ระยะยาวเป็นยังไง
สรุป – ถ้าไม่ทำอะไรเลย ขึ้นค่าแรงเฉยๆ ผลกระทบที่ตามมาแน่นอนคือ คนจะตกงานมากขึ้น และเงินจะเฟ้อมากขึ้น
รัฐบาลควรทำอะไร ?
การจะออกนโยบายใดๆ มีประเด็นที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ 3 เรื่อง
1. ออกนโยบายมาแล้วทำให้เกิดขึ้นได้จริง บังคับใช้ได้จริง
2. ผู้ที่จะได้ผลดีจากนโยบาย – ได้ผลดีจริงๆ
3. ผู้ที่จะได้ผลเสีย – ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ให้หนักหนาสาหัสเกินไปนัก
ประเด็นแรก – ในแง่กฏหมายค่าแรงขั้นต่ำ ถ้ารัฐบาลจะทำจริงๆก็คงทำได้ แต่รัฐบาลต้องดูบริบทในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจด้วยว่าออกกฏหมายอย่างไรจะทำ ให้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ
แบบแรกคือ "บังคับ" ซึ่งนั่นหมายถึงต้องคิดถึงความเหมาะสม กระบวนการ และต้องคิดยาวไปถึงการบังคับใช้กฏหมาย
แบบสองคือ "จูงใจ" ซึ่งเป็นวิธีที่ "ศิวิไลซ์" กว่า ในการออกกติกามา "จูงใจ" ตลาดให้ทำตามนโยบายของตนเอง เช่น ผู้ประกอบการที่ให้ค่าแรง 300 บาท อาจได้สิทธิในการลดภาษี เป็นต้น
ประเด็นที่สอง – ทำอย่างไรให้แรงงานได้ผลดีจากนโยบายนี้จริงๆ – อันนี้คือประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด
เรารู้แล้วว่าถ้าไม่ทำอะไรเลย การประกาศขึ้นค่าแรงจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและอัตราว่างงานเพิ่มขึ้น
เรื่องอัตราว่างงาน – การขึ้นค่าแรงจะช่วยคนที่มีงานทำอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่มีงานทำก็จะหางานยากขึ้นไปอีก หรือในบางครอบครัว แทนที่พ่อแม่ลูกจะมีงานทำทั้งสามคน ก็อาจมีงานทำแค่คนเดียว รายรับต่อคนอาจเพิ่มขึ้น แต่รายรับโดยรวมก็อาจได้น้อยกว่า
เรื่องเงินเฟ้อ – อันนี้คือเรื่องใหญ่และยากที่สุด
สมมติว่าพรรคเพื่อไทยประกาศขึ้นค่าแรงแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" ก็จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่เงินเฟ้อจะค่อยๆทำให้ค่าแรงที่เพิ่มนั้นไร้ค่า ตัวอย่างเช่น วันนี้สมชายได้ค่าแรง 100 บาท สิ้นปีสมชายได้เพิ่มอีก 30 บาท (30%) แต่เงินเฟ้อก็อาจเพิ่มขึ้นอีก 30% ซึ่งสุดท้ายสมชายก็ซื้อส้มตำกินได้วันละหนึ่งมื้อเหมือนเดิม
นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่ายังมี "แรงงานนอกระบบ" อีกจำนวนมากที่เขาไม่ได้ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายรัฐบาล แต่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแปลว่ารายได้ของเขาลดลง (เงินเท่าเดิม ของแพงขึ้น) แล้วรัฐบาลจะไปช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร เพราะถ้าไม่ทำอะไร พวกเขาก็ต้อง "ขึ้นราคา" สินค้า/บริการของพวกเขา ซึ่งก็จะยิ่งไปซ้ำเติมสภาวะเงินเฟ้อเข้าไปอีก
ถ้าเราควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็จะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะเท่ากับว่าผู้ใช้แรงงานจะไม่ได้ค่าแรงเพิ่มเลย เคยส้มตำวันละหนึ่งจานอย่างไร ก็ได้กินส้มตำวันละหนึ่งจานเท่านั้น เพราะส้มตำแพงขึ้น
ประเด็นที่สาม – รัฐบาลต้องศึกษาให้ชัดว่านายจ้างกลุ่มไหนกระทบบ้าง กระทบมากหรือน้อยแค่ไหน แล้วจะมีอะไรช่วยเหลือพวกเขาบ้างตามความเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ยังต้องพึ่งพาแรงงานอยู่สูง เพราะต้องไม่ลืมว่า SME คืออนาคตที่ "แรงงาน" จะ "พึ่งพา" ลืมตาอ้าปากได้มากกว่าภาคอุตสาหกรรม
สรุปว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการออกนโยบายเป็น "แพ็จเกจ" ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดการเรื่องเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานได้ นโยบาย 300 บาทก็จะเป็นได้แค่ประชานิยมที่ไม่ได้ช่วยแรงงานอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้วเงินเฟ้อก็จะกัดกินค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี
ส่งท้าย
- ถ้าเราถอดสีของการเมืองออกไปก่อน เราก็จะถกเถียงประเด็นค่าแรงขั้นต่ำได้รอบด้านครบถ้วนมากขึ้นอีกเยอะ
- อย่าไปกลัวว่านายทุนจะตาย ช่วงต้มยำกุ้งเราก็เห็นมาแล้วว่านายทุนทุกคน "พกฟูก" กันทั้งนั้น นอกจากนั้น การตายของนายทุนหมายถึงการปิดโรงงานที่ขาดทุน แล้วก็เอาทุนไปลงทุนทำธุรกิจอย่างอื่นได้ภายในเวลาข้ามคืน
- ในโลกทุกวันนี้ ทุกคนต้อง "ปรับตัว" ตามให้ทันด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน นายทุน พรรคการเมือง หรือเทวดาฟ้าดินที่ไหน เพราะกับปรับตัวคือหัวใจที่สำคัญที่สุดของการอยู่รอด
- เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอย่างไรก็ตาม ค่าแรงขั้นต่ำควรเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ตัวเลขเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน ในเชิงมนุษยธรรม หรือในเชิงฉันทามติในทางการเมือง ประเด็นมันควรอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะทำได้สำเร็จอย่างแท้จริง
- เราไม่สามารถดูเพียง "ค่าแรง" ได้ แต่ต้องดูค่าแรงเทียบกับเงินเฟ้อด้วย เช่น ถ้าค่าแรงเพิ่มขึ้น 50% แต่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 30% ก็เท่ากับว่าค่าแรงเพิ่มจริงๆเพียง 20%
- การทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องอาศัยนโยบาย "ครบชุด" ซึ่งจะต้องบริหารจัดการเรื่องอัตราว่างงาน และเงินเฟ้อ ให้ได้
- พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้เป็นรัฐบาล เรายังไม่ได้ฟังอะไรอย่างเป็นทางการจากพวกเขา
- ต่อให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง วันนี้เราก็ต้องนั่งเถียงกันเรื่อง 25% อยู่ดี
- นโยบายค่าแรงเป็นเรื่องปลายเหตุและระยะสั้น เพราะเมื่อเงินเฟ้อปรับตัวตามมาเมื่อไหร่ ค่าแรงที่เพิ่มก็เท่ากับไม่ได้เพิ่มอีกต่อไป
- สรุปอีกครั้งว่าแม้มันเป็นเรื่องควรทำ แต่มันทำได้ยากมากโดยเฉพาะเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อ ทางแก้ปัญหาเรื่องแรงงานอย่างถาวรคือการมุ่งเพิ่มทักษะของคนในประเทศในระยะ ยาว มุ่งทำให้มีคนที่ต้องอยู่ในระดับ "ค่าแรงขั้นต่ำ" ให้น้อยที่สุด
- ขอให้ดูตัวอย่างประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายที่เขาไม่ต้องมาเถียงกันเรื่องค่า แรงขั้นต่ำเท่าไหร่นัก เพราะคนในประเทศมีทักษะสูงมากพอจะได้ค่าแรงเหนือระดับราคาขั้นต่ำ สังเกตได้ว่า พวกเขาจะมีปัญหาขาดแคลนแรงงานขั้นต่ำจนต้อง "นำเข้า" จากต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ เพราะประชาชนในประเทศเขาแทบจะไม่มีใครต้องมาทำงานแบบไร้ทักษะอีกต่อไป
ช่วยกันทำลายอคติเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำในสังคมไทย
ที่มา ประชาไท
เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
เป็น เรื่องดีที่การหาเสียงของพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดบรรยากาศตื่นตัวและความสนใจของผู้คนที่จะถกเถียงและหาความรู้ เกี่ยวกับผลดีและผลเสียของนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ได้รับความสนใจในวงกว้างตอนนี้ คือ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ถึงแม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของสื่อจะถูกฝ่ายทุนช่วงชิงไป และทำให้เราได้ยินและได้อ่านความคิดเห็นในทางคัดค้านนโยบายนี้เป็นส่วนใหญ่ ก็ตาม
ในความเป็นจริง เรื่องผลกระทบของการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดวิวาทะใน สังคมอุตสาหกรรมมานานแล้ว และก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ อย่างในสหรัฐอเมริกา ก็มีการถกเถียงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในช่วงปลายปี 2549 เมื่อ ส.ส.จากพรรคเดโมแครตเสนอให้ขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลกลางจาก 5.15 เป็น 7.25 ดอลลาร์ ก็ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่ในที่สุด ก็สามารถผลักดันนโยบายนี้สำเร็จ โดยใช้ระยะเวลาเพิ่มค่าจ้างทั้งหมด 2 ปี ตามที่ได้เสนอไว้เป็นลำดับขั้นตอนถึง 3 ช่วง
ในวงการเศรษฐศาสตร์เอง การอภิปรายถึงผลกระทบของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ยังไม่นำไปสู่ข้อสรุปที่แน่ชัดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานลดลงหรือไม่ ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์ในอดีตมักจะปักใจเชื่อว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ จะทำให้เกิดการจ้างงานลดลง เช่น ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s หรือทศวรรษ 2510 การสำรวจนักเศรษฐศาสตร์วิชาชีพในวารสาร American Economic Review ชี้ให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 90 เชื่อว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับคนงานกลุ่มที่ถูกเรียกว่า "ไร้ฝีมือ" จะถูกกีดกันออกจากตลาดแรงงาน แต่ในระยะหลัง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากขึ้นก็พยายามหาข้อพิสูจน์ว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจไม่ได้ทำให้การจ้างงานลดลงเสมอไป ขึ้นอยู่กับบริบท เช่น พื้นที่และอุตสาหกรรม
ข้อโต้แย้งของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เชื่อ ว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ จะทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นนั้น มาจากตรรกะของพวกเขาว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้คนงานไร้ฝีมือมีค่าจ้าง หรือ "ราคา" สูงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเปรียบเทียบกับคนงานที่มีทักษะสูงกว่า จะว่าไปแล้ว นี่เป็นตรรกะที่สะท้อนแนวคิดที่หมกมุ่นกับผลิตภาพการผลิตจนเกินไป และมองคนงานเป็น "ปัจจัยการผลิต" แทนที่จะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตและมีศักดิ์ศรีไม่ต่างจากคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างและมนุษย์เงินเดือนก็ตาม
คงจะไม่เป็นการกล่าว เกินจริงเลย ถ้าจะพูดว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่สนับสนุนการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะขัดกับหลักการเรื่องการแข่งขันเสรีที่พวกเขาเชื่อ เมื่อใดก็ตาม ที่มีการเสนอให้ขึ้นค่าจ้าง นักเศรษฐศาสตร์ก็มักจะคัดค้าน โดยอ้างทฤษฎีการกำหนดราคาสินค้าที่ว่า "ผู้ประกอบการจะจ่ายค่าจ้างไม่มากไปกว่ามูลค่าของงานที่ได้รับจากชั่วโมงทำ งานที่เพิ่มขึ้น" ซึ่งถูกสะท้อนออกมาในรูปค่าจ้างในขณะนั้นอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง ข้อโต้แย้งดังกล่าวนี้ไม่มีความสมเหตุสมผล เนื่องจากระดับค่าจ้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้ถูกกำหนดจากกลไกตลาด อย่างที่อ้าง แต่เป็นผลผลิตของการกำกับของรัฐผ่านกฎหมายจำนวนมาก ในกรณีของประเทศไทย ค่าจ้างที่ใช้อยู่ก็ถูกกำหนดจากคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ซึ่งเกิดขึ้นจากกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่ให้อำนาจ รวมถึงอำนาจต่อรองระหว่างฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง การกล่าวว่านโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยฝ่ายบริหารนั้น เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด จึงเป็น "คำโกหกที่แนบเนียน" ของผู้ที่คัดค้านการขึ้นค่าแรงเท่านั้น
จะเห็นว่าอคติในเรื่องค่า จ้างขั้นต่ำนั้นตั้งอยู่บนฐานที่แข็งแกร่งและยากจะ ทำลายของมายาคติเรื่อง "กลไกตลาดในฐานะราคาที่เป็นธรรม" ซึ่งถือเป็นมายาคติที่ฝังรากลึกที่สุดในวิชาเศรษฐศาสตร์ และแพร่หลายจนกลายเป็น "ความจริง" ที่คนจำนวนมากแม้กระทั่งนักวิชาการสายก้าวหน้าที่มีแนวโน้มจะสนับสนุนฝ่าย แรงงานก็ยังอ้างถึงโดยไม่ต้องพิสูจน์
ตราบใดก็ตามที่ผู้คนจำนวนมาก ยังเชื่ออย่างสนิทใจว่าค่าจ้างค่าแรง ซึ่งเป็นผลตอบแทนของการทำงานของคนควรที่จะปล่อยให้ถูกกำหนดจากสิ่งนามธรรม ที่เรียกว่า "กลไกตลาด" ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมวิวาทะเกี่ยวกับนโยบายขึ้นค่าจ้าง ขั้นต่ำในขณะนี้ จึงเต็มไปด้วยข้อโต้แย้งทางเทคนิคที่ไร้มนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่อง "ความสามารถในการแข่งขัน" ของผู้ประกอบการหรือเรื่องเงินเฟ้อของพวกมนุษย์เงินเดือน โดยแทบจะไม่มีใครสนใจประเด็นเรื่องสิทธิทางสังคมและความจำเป็นที่จะต้อง สร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานให้กับคนงานเลย ทั้งที่เราทุกคนก็ทราบดี (โดยไม่ต้องมีความรู้เศรษฐศาสตร์แม้แต่น้อย) ว่า ระดับค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นอยู่นั้นไม่สะท้อนระดับค่าครองชีพที่เป็นจริงใน ชีวิตประจำวันแต่อย่างใด และที่คนงานไทยจำนวนมากมีรายได้พอกระเสือกกระสนไปแต่ละเดือน ก็ด้วยการทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้รายได้เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง จนทำให้จำนวนชั่วโมงทำงานของคนงานในโรงงานเฉลี่ยต่อวันนั้นอยู่ในระดับที่ สูงมากจนน่าตกใจ
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราปล่อยให้วิวาทะเรื่องค่า จ้างขั้นต่ำ ถูกฝ่ายนายทุนฉกเฉยไปและเบี่ยงเบนประเด็น "ค่าจ้างที่เป็นธรรม" ไปเป็นเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจและโยนคำถามกลับมายังคนงานอย่างเลือดเย็น ว่าจะเลือกงานที่แย่หรือตกงาน สังคมแบบไหนกันที่เสนอทางเลือกลักษณะนี้ให้กับคนทำงานที่ยังได้รับค่าจ้าง ไม่พอยังชีพ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "มุมมองบ้านสามย่าน" หน้าทัศนะวิจารณ์ น.ส.พ. กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม 2554
มองการเมืองเรื่อง ‘เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย’ และ ‘กิน-ขี้-ปี้-นอน’ ผ่านตรรกะสังสรรค์
ที่มา ประชาไท
ภาวะ แห่งการ ‘เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย’ หรือกิริยา ‘กิน-ขี้-ปี้-นอน’ ล้วนเป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ แต่เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม ส่งผลให้การตีความหรือให้คุณค่า รวมถึงการนิยามความหมายแตกต่างกันไปตามแต่วิธีคิดและการมองโลกของแต่ละบุคคล ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้จัดนิทรรศการศิลปะขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนในสังคม เล็กๆ ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับการเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย-กิน-ขี้-ปี้-นอน โดยหวังว่าการวิเคราะห์และตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของมนุษย์ในแต่ละแง่มุม จะนำไปสู่การ ‘เรียนรู้ตัวตน’ และ ‘ผู้คนรอบข้าง’ ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
นิทรรศการ ศิลปะ ‘ตรรกะสังสรรค์’ หรือ Dialogic เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2554 ที่ผ่านมา ที่ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน โดยมีผู้คนจากหลากหลายแวดวงเข้าร่วมแลกเปลี่ยนและตีความการเกิด-แก่-เจ็บ- ตาย-กิน-ขี้-ปี้-นอน โดยยึดโยงกับผลงานวรรณกรรมของ ‘เสถียรโกเศศ’ หรือ ‘พระยาอนุมานราชธน’ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปัญญาชนคนสำคัญคนหนึ่งของสังคมไทยตั้งแต่สมัย เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา
ด้าน ‘กิตติพล สรัคคานนท์’ ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ให้กับนิทรรศการตรรกะสังสรรค์ กล่าวโดยสรุปว่า “เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย-กิน-ขี้-ปี้-นอน” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ วัตถุประสงค์หลักของการจัดนิทรรศการ ‘ตรรกะสังสรรค์’ จึงเป็นความพยายามนำเสนอเรื่องพื้นฐานของมนุษย์อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อที่จะนำเราไปสู่การรู้จักคนอื่นและการรู้จักตัวเอง
“หัวข้อ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย-กิน-ขี้-ปี้-นอน ถ้าเรามองแบบแยกส่วน เราอาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องของปัจเจก อันนี้เป็นเรื่องของกลุ่ม ของสังคม หรือเป็นลักษณะอัตวิสัยกับภาวะวิสัย แต่สำหรับผม ผมมองชีวิตในฐานะที่มันไม่ใช่กระบวนการที่โดดเดี่ยว เกิดแก่เจ็บตาย กินขี้ปี้นอน มันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ เพราะฉะนั้นถ้าถามผม ตรรกะสังสรรค์เป็นสิ่งที่เราพยายามจะนำเสนอ เพื่อนำเราไปสู่การรู้จักคนอื่น เพื่อที่จะรู้จักตัวเอง”
“การยอมรับคนอื่นอาจจะเป็นประโยชน์ใช้สอย ของการรู้จักคนอื่น แต่มันมีส่วนที่เป็นประโยชน์กับสังคมที่เป็นอยู่ เพราะสังคมที่ไม่รู้จักการยอมรับหรือเคารพความคิดเห็นของคนอื่น หรือความแตกต่าง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องที่อันตราย”
“ถ้าเราไม่ แลกเปลี่ยน เราไม่ถกเถียง เราไม่ทะเลาะกัน ผมคิดว่าเราก็จะใช้แต่กำลัง เราก็จะใช้แต่อำนาจ แล้วก็จะห้ามไม่ให้คนพูด ห้ามไม่ให้คนตั้งคำถาม ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เราเห็นอยู่ในหลายๆ พื้นที่ เห็นอยู่ในหลายๆ วาระโอกาส มันถึงต้องมีคนชี้นำ มีคนส่วนหนึ่งที่คอยบอกว่าเราควรจะทำอะไร และเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งมันก็กลับไปสู่อีกด้าน คือการให้เรารู้จักตั้งคำถามกับตัวเอง ให้เราตั้งคำถามกับคนอื่น รวมถึงให้เราตั้งคำถามกับหลักการของตัวเราเองด้วย”
ผล งานในห้วข้อแรก คือ ‘เกิด’ ถูกสะท้อนผ่านมุมมองของ ‘ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา’ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ ‘ล้อม เพ็งแก้ว’ นักวิชาการคนสำคัญของไทยซึ่งศึกษาและสร้างสรรค์วรรณกรรมจำนวนมากที่เชื่อม โยงประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเข้าด้วยกัน และภิญโญได้นำเสนอวิธีคิดของคนไทยในชุมชนท้องถิ่นที่มีต่อการเกิด ซึ่งถูกผูกโยงกับประเพณีเก่าแก่ตามความเชื่อในเชิงวัฒนธรรมและสังคมวิทยาอัน แตกต่างจากการเกิดซึ่งถูกนิยามในเชิงวิทยาศาสตร์ดังที่ได้ปรากฎในสังคมไทย สมัยใหม่
งานแสดงหัวข้อถัดมา คือ ‘แก่’ เป็นผลงานออกแบบกราฟิกของ ‘ประชา สุวีรานนท์’ นักออกแบบกราฟิกซึ่งมีผลงานด้านการสื่อสารโฆษณาจำนวนมาก และเป็นผู้ได้รับรางวัลศิลปาธร สาขาเรขศิลป์ เมื่อปี 2553 นำเสนอ ‘ความแก่’ ในความหมายของการเสื่อมถอยในด้านต่างๆ ของมนุษย์ ไม่เว้นแม้แต่ ‘ความคิด’ ที่เก่าแก่และมีรากฐานมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในสังคมปัจจุบันได้ประดุจว่าเป็นของใหม่ เพราะเป็นความคิดที่ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์บางประการในปัจจุบัน
ประชา ได้นำแนวคิดเชิงอุดมคติของ ‘ไตรภูมิพระร่วง’ มาถ่ายทอดในรูปแบบงานกราฟิก โดยมีเนื้อหายั่วล้อและเสียดสีวิธีคิดที่แทรกอยู่ในไตรภูมิพระร่วงกับการ รณรงค์เรื่องการมองโลกในแง่บวก หรือ Positive Thinking ของสังคมไทยในยุคไม่กี่ปีหลังๆ ซึ่งเขาระบุว่าแนวคิด Positive Thinking เป็นกระแสใหญ่ในสังคมไทยช่วง 5 ปีหลัง ทั้งยังแพร่กระจายอยู่ในวัฒนธรรมป๊อบทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่การรักษาเยียวยาอาการต่างๆ แต่กระแสพลังบวกส่งผลต่อสังคมอย่างมากเมื่อมันถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ ด้าน ‘การเมือง’
“งานของผมไม่ใช่ art มันคืองานเล่าเรื่อง มีตัวละคร มีการเสียดสี และต้องการพูดถึงกระแส positive thinking ที่ถูกนำมาใช้ทางการเมือง หลังเหตุการปราบปรามในเดือนเมษาฯ และพฤษภาฯ ปีที่แล้ว มันชัดเจนถึงขนาดว่ามีการทำหนังโฆษณาในนามของรัฐบาล ถ้าเข้าใจไม่ผิดใช้ชื่อว่า ‘เปลี่ยนประเทศไทย’ ทีมที่ทำก็ใช้ชื่อว่า ‘เครือข่ายพลังบวก’ ผมก็เลยใช้วิธีการที่ตรงไปตรงมาคือการเสียดสีกันไปเลยตรงๆ ว่าเรากำลังล้อเลียนผ่านไตรภูมิฯ โดยมีเหตุผลว่า positive thinking ใช้ในการกล่อมเกลาสังคม และไตรภูมิฯ ก็ใช้ในการกล่อมเกลาคนและสังคมมาตั้งแต่ยุคโบราณ มันก็น่าจะ match กันได้”
ด้าน ‘สุรสีห์ กุศลวงศ์’ ศิลปินด้านทัศนศิลป์ของไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังในต่างประเทศ นำเสนอผลงานในหัวข้อ ‘เจ็บ’ โดยใช้รูปแบบศิลปะการจัดวางเส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์กว่า 4 ตันวางกองอยู่ในห้องจัดนิทรรศการ และเปิดให้ผู้เข้าชมผลงานมีส่วนร่วมในการตามหา ‘สร้อยทอง’ ซึ่งถูกซุกซ่อนในกองเส้นใยมหึมา และนำเสนอแนวคิดเรื่องการค้นหาด้านดีของความเจ็บปวดของมนุษย์ผ่านทางบทสนทนา ของตัวละครสมมติ คือ ‘เบบี้โกลด์’ และ ‘ผี’ เพื่อยืนยันว่ามนุษย์ไม่อาจหนีพ้นจากความเจ็บปวด และสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการตระหนักรู้ว่าจะผ่านพ้นภาวะแห่งความเจ็บปวดไป ได้อย่างไร
ส่วนผลงานในหัวข้อ ‘ตาย’ เป็นความร่วมมือกันระหว่าง ‘ภัทรดา อนุมานราชธน’ อาจารย์พิเศษด้านการแสดงของมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เป็นทายาทของพระยาอนุมานราชธน และ ‘มิลลี่ ยัง’ อนิเมเตอร์อิสระ โดยภัทรดาได้จัดวางผลงานในรูปแบบเขาวงกตประดับดอกบัว ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นทางชีวิตมนุษย์ที่ต้องมุ่งหน้าสู่ความตายกันทุกคน และมิลลี่ใช้ภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนที่หรือการเปลี่ยนผ่าน จากภาวะหนึ่งไปสู่อีกภาวะหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ซึ่งอาจรวมไปถึงการกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง
ขณะที่ ‘มหาสมุทร บุณยรักษ์’ และ ‘เศรษฐวัตร อุทธา’ ศิลปินอิสระ รวมตัวกันทำงานสื่อผสมในหัวข้อ ‘กิน’ ผ่านหนังสั้นประกอบบทเพลง โดยมหาสมุทรเป็นผู้แต่งเพลงและแสดงนำ ขณะที่เศรษฐวัตรรับหน้าที่เป็นผู้กำกับ และการสะท้อนแนวคิดเรื่อง ‘กิน’ ผ่านผลงานของศิลปินรุ่นใหม่เป็นการชี้ให้เห็นว่าการกินมีหลากหลายระดับ ทั้งการกินเพื่อให้อิ่มท้อง ซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ รวมถึง ‘การเสพ’ สรรพสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา เพื่อตอบสนองความต้องการเชิงนามธรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีทั้งความแปลกแยก ความผิดหวัง หรือความโหยหา
ด้าน ‘ตุล ไวฑูรเกียรติ’ นักดนตรีและนักร้องนำวงอพาร์ทเมนท์คุณป้า ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแต่งเพลงที่ใช้ภาษาคล้ายคลึงบทกวี แสดงผลงานในหัวข้อ ‘ขี้’ และจัดตั้ง ‘สถานีถ่ายอารมณ์’ อันเป็นพื้นที่เปิดให้ผู้เข้าชมงานได้เข้ามาอ่านหนังสือซึ่งเป็นสมบัติส่วน ตัวของเขา ทั้งยังเปรียบเทียบว่าผลงานทางวรรณกรรมและทางดนตรีที่เขาเป็นผู้สร้าง ไม่ต่างจาก ‘ขี้’ ซึ่งเป็นผลจากข้อมูลข่าวสารหรืองานวรรณกรรมที่เสพเข้าไป ก่อนจะผ่านการกลั่นกรอง และ ‘ขับถ่าย’ ออกมาเป็นผลงานแต่ละชิ้น และพื้นที่จัดแสดงงานของตุลเปิดโอกาสให้ผู้ชมนิทรรศการมีส่วนร่วมด้วยการแลก เปลี่ยนหนังสือ รวมถึงเขียนและอ่านบทกวีร่วมกันแบบสดๆ ด้วย
ขณะที่ ‘ธัญสก พันสิทธิวรกุล’ ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ นำเสนอผลงานในหัวข้อ ‘ปี้’ ซึ่งมีทั้งการแสดงภาพถ่ายผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ เป็นผลจากการสั่งสลายการชุมนุมของรัฐบาลในปี 2553 ที่ผ่านมา และวิดีโออินสตอลเลชั่นชื่อว่า ‘จูบอันเป็นนิรันดร์’ ซึ่งเป็นการฉายภาพเคลื่อนไหวของชาย 2 คนจูบกันท่ามกลางทุ่งหญ้า และธัญสกกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจในการสื่อสารผลงานชิ้นนี้จากอนุสาวรีย์ใน กรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง ‘ชาวเกย์’ ซึ่งถูกสังหารหมู่ในสมัยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์และกองทัพนาซีครองเมือง
ด้วย เหตุนี้ การสื่อความหมายถึงการ ‘ปี้’ ในผลงาน ‘จูบอันเป็นนิรันดร์’ ของธัญสกจึงถูกขยายความเพิ่มเติมว่าหมายถึง ‘ความป่นปี้’ ก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะการที่ชาวเกย์ในเยอรมนีเมื่อครั้งอดีตตกเป็นเป้าหมายในการเข่นฆ่า แสดงให้เห็นว่ารสนิยมทางเพศหรือสิทธิในการ ‘ปี้’ ของคนกลุ่มหนึ่ง ถูกทำให้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองและกลายเป็นเรื่องต้องห้าม จนนำไปสู่การออกคำสั่งกวาดล้างชาวเกย์ออกไปจากสังคมอย่างเลือดเย็น และธัญสกนำเสนอผลงานนี้ในตรรกะสังสรรค์เพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตใน เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเดือน เม.ย.และ พ.ค.ปีที่แล้ว รวมถึงตั้งคำถามว่าขณะที่สังคมเยอรมนีสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกว่าพวกเขา เคยทำอะไรไว้บ้างในอดีต แต่สังคม ‘บ้านเรา’ กลับบอกให้ปรองดองและบอกให้ลืม
ขณะ ที่หัวข้อสุดท้าย ‘นอน’ เป็นผลงานของ ‘สิงห์ อินทรชูโต’ สถาปนิกเจ้าของตำแหน่ง ผศ.ดร.และหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากเศษวัสดุ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกแบบเตียง 2 เตียง ทำด้วยวัสดุแตกต่างกัน โดยเตียงแรกทำจากเหล็ก ปูทับด้วยที่นอนนุ่มๆ สีขาวสะอาดตา ขณะที่อีกเตียงทำจากเหล็กหลากสีซึ่งไม่สามารถลงไปนอนได้อย่างสะดวกสบายตาม ความหมายของเตียงที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ คำบรรยายผลงานของ ผศ.ดร.สิงห์ ซึ่งจัดแสดงพร้อมกับเตียงทั้ง 2 แบบระบุว่าเตียงเป็นสิ่งประดิษซ์ซึ่งไม่ได้มีไว้แค่นอน แต่การสั่นคลอนของเตียงส่งผลต่อการหลับ และส่งผลกระทบถึงการร่วมเรียงเคียงหมอนหรือ ‘ครองเรือน’ อาจถึงขึ้น ‘เตียงหัก’ สะท้อนให้เห็นว่าการนอนและเตียงเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวโยงกับประเด็นทางครอบ ครัวในสังคมไทย อย่างแนบแน่น และสมาชิกของบางครอบครัวอาจต้องหมั่นสำรวจและซ่อมแซม ‘เตียง’ ให้มีสภาพดีพอที่จะรองรับชีวิตและความสัมพันธ์ รวมถึง ‘กิจการภายใน’ ของแต่ละบ้าน
ส่วนบทส่งท้ายของนิทรรศการที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ บทความของ ‘อนรรฆ พิทักษ์ธานิน’ ซึ่งถูกนำมารวบรวมไว้ในสูจิบัตรของงาน เพื่ออธิบายว่า ‘ตรรกะสังสรรค์’ คือ แนวคิด หรือหนทางของความเป็นไปได้ในการนำเอามุมมองทางปรัชญา การเมือง ศาสนา ศิลปะ สังคม เรื่องเพศ ฯลฯ ไปจนถึงการแสดงออกผ่านสื่อกลางต่างๆ มาผสานรวมกันในพื้นที่และเวลาหนึ่งๆ
ทว่า ตรรกะสังสรรค์แตกต่างจากกระบวนการคัดสรรนิยม (Eclecticism) ที่หมายถึงแนวความคิดที่นำเอาฐานคติ และทฤษฎีความรู้หลากหลายมาผสมรวมกัน ตรงที่ตรรกะสังสรรค์ให้ความสำคัญกับเสียงสนทนา หรือการโต้ตอบระหว่างกระบวนทัศน์ อุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งใกล้เคียงกับความคิดทฤษฎีเรื่อง Dialogic หรือ Dialogism อันเป็นศัพท์สำคัญที่พัฒนามาจากแนวคิดในเรื่องภาษาและวรรณกรรมของนัก ปรัชญา-นักวรรณคดีศึกษาชาวรัสเซีย ผู้มีนามว่า ‘มิคาอิล บัคติน’ (Mikhail Bakhtin) หรือคล้ายคลึงกับฐานคิดในเรื่อง ‘พื้นที่สาธารณะ’ ของ ‘ฮันส์ ยือร์เกน ฮาร์แบมัส’ (Hans-Jorgen Habermas) นักปรัชญา-นักสังคมวิทยา ซึ่งเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของวิวัฒนาการทางสังคมและเกี่ยวโยง กับการกำเนิดแนวคิดในเรื่อง ‘ประชาธิปไตย’ ในโลกสมัยใหม่
หมายเหตุ : นิทรรศการ ‘ตรรกะสังสรรค์’ จัดแสดงที่ชั้น 8 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บริเวณสี่แยกปทุมวัน ตั้งแต่ 21 กรกฏาคม - 25 กันยายน 2554 โทรศัพท์ 0-2214 – 6630
กวีซีไรต์ไม่เขียนมลายู คนชายแดนใต้ไม่อ่าน
ที่มา ประชาไท
ฮัสซัน โตะดง โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)
ซะ การีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ปี 2553 พูดเรื่องวรรณกรรมในงานเรื่อง “วรรณกรรมใต้-มลายู-ไทย : สถานะและบทบาทนักเขียนท้องถิ่นภาคใต้บนเส้นทางพัฒนาการของวรรณกรรมหลัง 14 ตุลาคม 2516”
ซะการีย์ยา อมตยา
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2554 ที่ห้องประชุมวิทยาลัยอิสลามศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี กองทุนวรรณกรรมไทย-มลายู- โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.อ. วิทยาเขตปัตตานี, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, ภาควิชาภาษาไทย ม.อ.ปัตตานี, วารสารรูสสะมีแล, ซีพีออลล์, และไทยแอร์ เอเชียจัดสัมมนาระดับชาติ เรื่อง “วรรณกรรมใต้-มลายู-ไทย : สถานะและบทบาทนักเขียนท้องถิ่นภาคใต้บนเส้นทางพัฒนาการของวรรณกรรมหลัง 14 ตุลาคม 2516”
นายซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ปี 2553 กล่าวในการสัมมนาว่า เป็นไปได้ยากมาที่จะให้คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เขียนกวีเป็นภาษามลายู เพราะคนในพื้นที่อ่านหนังสือน้อย ยิ่งเป็นบทกวีก็ยังอ่านขึ้นลงไปอีก เพราะภาษากวีเป็นภาษาที่เข้าใจยาก แม้แต่ในระดับชาติคนก็ยังอ่านบทกวีน้อยด้วย
นายซะการีย์ยา กล่าวต่อไปว่า จึงเป็นเรื่องยากที่ตนจะเขียนบทกวีหรืองานวรรณกรรมด้วยภาษามลายูออกมา เพราะเขียนแล้วก็ไม่มีคนอ่าน จึงไม่รู้จะเขียนไปทำอะไร เขียนไปก็เปล่าประโยชน์
นายซะการีย์ยา กล่าวอีกว่า โดยปกติคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ค่อยอ่านหนังสืออยู่แล้ว ยิ่งเป็นวรรณกรรมภาษามลายูก็ยิ่งไม่อ่าน เพราะการเขียนวรรณกรรมเป็นการใช้ภาษาที่ยากกว่าภาษาโดยทั่วไป
นายซะ การีย์ยา กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น ปัจจุบันนี้ คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ภาษาภาษามลายูผสมกับภาษาอื่นๆ จึงทำให้การใช้ภาษามลายูเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้เยาวชนรุนใหม่จะพูดภาษามลายูได้ แต่อ่านและเขียนไม่ได้แล้ว
นายซะ การีย์ยา กล่าวว่า ดังนั้น จึงควรวางรากฐานการศึกษาภาษามลายูและคำภีร์อัลกุรอ่าน ของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นการเรียนคัมภีร์อัลกุรอ่าน ตั้งแต่ระดับโรงเรียนตาดีกา(โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามระดับพื้นฐาน) ให้เข้าใจคัมภีร์อัลกุรอ่านและภาษามลายูอย่างลึกซึ้ง เพื่อปูทางสำหรับการเป็นนักกวีภาษามลายูในอนาคต
นายมนตรี ศรียงค์ กวีซีไรต์ปี 2550 กล่าวว่า ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีนักเขียนวรรณกรรมอยู่น้อยมาก จึงไม่ค่อยมีวรรณกรรมหรือบทกวีที่สะท้อนปัญหาต่างๆของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นำเสนอออกมาต่อสาธารณชน ทำให้คนนอกพื้นที่ไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงของคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านบทกวีหรืองานวรรณกรรม ทั้งที่คนในพื้นที่สามารถสะท้อนปัญหาออกมาได้ดีกว่านักเขียนวรรณกรรมจากนอก พื้นที่ เพราะคนในพื้นที่จะรู้บริบทหรือวัฒนธรรมในพื้นที่ได้กว่านอกพื้นที่
“ใน การประกวดรางวัลพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นการประกวดงานวรรณกรรมเกี่ยวกับการเมือง นักเขียนที่ส่งผลงานเข้าประกวดส่วนใหญ่ มักจะเขียนงานที่เกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งเรื่องสั้น บทกวีและนวนิยาย แต่นักเขียนเหล่านั้นไม่รู้ปัญหาชายแดนใต้อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่นำข้อมูลจากข่าวมาเป็นฐานในการเขียนงาน ทำให้งานเขียนที่ออกมาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร แทนที่ผลงานที่ออกมาจะช่วยสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ที่ดีต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้มากขึ้น
นาย มนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีนักเขียนวรรณกรรมเพียง 5 คน เช่น นันท์ บางนรา นายซะการีย์ยา อมตยา เป็นต้น
ในการจัดสัมมนาครั้งนี้ มีนักเขียนวรรณกรรมเข้าร่วมหลายคน เช่น นายเจน สงสมพันธ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นายหะมินิง สานอ นายซะการีย์ยา อมตยา นายอับดุลรอยะ ปาแนมานา นายพิเชฐ แสงทอง นายจรูญ หยูทอง นายสถาพร ศรีสัจจัง นายมนตรี ศรียงค์ ผศ.ธัญญา สังขพันธานนท์ ฯลฯ3 พันพยาบาลชายแดนใต้ กับหลากหลายปัญหาที่ต้องเผชิญ
ที่มา ประชาไท
นูรยา เก็บบุญเกิด โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)
ท่าม กลางควันไฟ เสียงปืน สะเก็ดระเบิด เสียงร้องครวญครางของผู้บาดเจ็บที่ยังมีลมหายใจ และเศษซากอวัยวะที่กระจายเกลื่อนกล่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ปัญหา ที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การขาดแคลนบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นหมอ หรือพยาบาล ที่มีปริมาณไม่เพียงพอรับมือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น จากสถานการณ์ร้ายก็ตามมา
หนึ่ง ปริมาณหมอและพยาบาล ซึ่งปกติก็ขาดแคลนอยู่แล้ว ต้องรับมือกับผู้บาดเจ็บล้มตายที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น
สอง ในท่ามกลางความรุนแรง หมอและพยาบาลเริ่มทยอยขอย้ายออกจากพื้นที่
สาม ขณะที่หมอและพยาบาลจากพื้นที่อื่นๆ ก็ไม่พร้อมที่ย้ายเข้ามาทำงานในพื้นที่แห่งความรุนแรงนี้
นั่นคือ สาเหตุหลักๆ ของปัญหาขาดแคลนหมอและพยาบาล ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่สถานการณ์ความรุนแรงโหมกระหน่ำ
ทั้ง หมด เป็นถ้อยอธิบายสั้นๆ จาก “นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” รองประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งมีอีกฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา โรงพยาบาลที่ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่เคลื่อนไหวของขบวนการก่อความรุนแรง
นี่ คือ ที่มาของโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ป้อนให้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 3 พันพยาบาล ที่รับมาจากคนในพื้นที่ ด้วยหมายว่าคนเหล่านี้จะไม่ดิ้นรนขอย้ายออกจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปอยู่ที่อื่น
เป็นโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ที่ถูกผลักดันมาจากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2550 ในสมัย “นายแพทย์มงคล ณ สงขลา” นั่งแป้นเป็นรัฐมนตรีว่าการ ในยุคที่ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี
เป็นโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ด้วยการรับเด็กจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปฝากเรียนยังสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่เปิดคณะพยาบาลศาสตร์ ตั้งแต่เหนือจรดใต้
ในที่สุด พยาบาลภายใต้โครงการนี้ก็จบออกมาปฏิบัติงานในพื้นที่แห่งความรุนแรง ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อต้นปี 2554 ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่ยืนรอรับนักศึกษาพยาบาลจบใหม่กลุ่มนี้
นางสาว มัสยา เด็ง เป็นหนึ่งในพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ที่จบการศึกษามาจากวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า ซึ่งบัดนี้กลับมาเป็นพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล (รพ.สต.)
เธอทราบข่าวการรับ สมัครเรียนพยาบาล 3 พันตำแหน่ง ในปีการศึกษา 2550 จากสื่อโทรทัศน์ เป็นข่าวที่ได้รับขณะที่เธอเรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขานวัตกรรมการออกแบบสื่อและการผลิตสื่อ คณะวิทยาการสื่อสาร ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
เธอตัดสินใจลองสมัครเรียนพยาบาลในโครงการนี้เล่นๆ ถึงสอบติดก็ไม่คิดไม่เรียน
ทว่า เมื่อสอบได้เธอกลับเปลี่ยนความคิด ตั้งใจจะพักการเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ลองไปเรียนพยาบาลดูก่อน
จาก นั้นเธอก็ไปรายงานตัวเป็นนักศึกษาพยาบาล โดยเลือกลงทะเบียนเรียนที่วิทยาลัยพยาบาลจังหวัดยะลา แต่จำนวนนักศึกษาที่รับจากโครงการนี้เต็ม จึงเลือกไปเรียนที่วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรีแทน
ทำไม เธอถึงตัดสินใจทิ้งการเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้งที่ใกล้จะจบเต็มที ด้วยเพราะเรียนมาถึงชั้นปีที่ 3 แล้ว
หนึ่งในแรงจูงใจที่นำมาสู่การตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตนักศึกษารอบใหม่ก็คือ สิทธิพิเศษที่นักศึกษาจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน จะได้รับ
นั่น คือ ทุนการศึกษา 30,000 บาทต่อปีการศึกษา หรือเทอมละกว่า 5,000 บาท พร้อมชุดนักศึกษา, ค่าอาหาร 1,800 บาทต่อคนต่อเดือน รวมไปถึงค่าหอ ค่าซักผ้า และชุดสูทพยาบาลฟรี
จะมีที่ต้องจ่ายเองก็เฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น
ที่ สำคัญก็คือ เรียนจบแล้วมีงานพยาบาลวิชาชีพ รออยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา นั่นหมายถึงเธอมีงานทำแน่นอน
เมื่อประกอบกับเธอเป็นความหวังของทาง บ้าน ที่ต้องการความมั่นคงจากการเป็นพยาบาลของเธอ อันเนื่องจากเธอจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในอีกไม่นานวันข้างหน้า
จึงไม่ยากสำหรับเธอ ในการตัดสินใจทิ้งการเรียนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้
เธอบอกว่า การบริหารหรือการจัดการงบประมาณที่ต้องเอามาดูแลนักศึกษาในโครงการนั้น แต่ละวิทยาลัยมีวิธีการจัดการไม่เหมือนกัน
บางวิทยาลัยจะหักค่าอาหารจากงบประมาณที่ได้มา ขณะที่บางแห่งจ่ายให้นักศึกษาโดยตรง แล้วให้นักศึกษาบริหารจัดการเงินด้วยตัวเอง
นัก ศึกษาที่จบมาทั้งหมด จะต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งมีวิชาที่ต้องสอบ 8 วิชา เปิดสอบปีละ 3 ครั้ง ต้องสอบให้ผ่านภายใน 3 ปี หากเกิน 3 ปี ก็จะหมดสิทธิ์สอบใบประกาศนียบัตรวิชาชีพทันที
ถ้าสอบผ่านจะได้ตำแหน่ง “พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ”
ถ้าหากสอบไม่ผ่านก็จะได้ตำแหน่ง “พยาบาลเทคนิค”
“มาตรฐานพยาบาลวัดกันที่ใบประกอบวิชาชีพ” เป็นถ้อยคำที่หล่นออกจากเรียวปากของ “นางสาวมัสยา เด็ง”
จุด เด่นอีกอย่างของโครงการนี้คือ เมื่อเรียนจบมาแล้วก็แล้ว ผู้เรียนจะเลือกลงตำแหน่งที่ไหนก็ได้ โดยทางสำนักงานสาธารณสุขแต่ละจังหวัด จะประกาศตำแหน่งว่างของพยาบาลในแต่ละอำเภอ ถ้าจำนวนผู้เลือกมีมากกว่าอัตราตำแหน่งว่าง จะใช้วิธีหยิบฉลากว่า ใครจะได้ลงในพื้นที่ที่เลือกไว้
ถ้าหยิบฉลากพลาด ก็ต้องเลือกอำเภออื่นๆ ต่อไป
เพื่อน ร่วมรุ่นของ “นางสาวมัสยา เด็ง” ที่ยังเรียนไม่จบก็มี ในจำนวนนี้มีทั้งลาคลอด ซึ่งวิทยาลัยที่เธอเรียนอนุญาตให้ลาคลอดได้ 1 ปี บางคนต้องเรียนซ้ำชั้นปี 1 เพราะเกรดไม่ถึง ส่วนกรณีเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.00 จะไม่มีการรีไทร์ แต่จะส่งไปเรียนสาธารณสุข 2 ปี กลุ่มนี้จบมาแล้ว ต้องทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ 4 ปี ถึงจะย้ายออกนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้
“นางสาวมัสยา เด็ง” เล่าถึงลักษณะงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล ว่า มีแผนลงชุมชนเดือนละ 1 ครั้ง หมุนเวียนกันไปในแต่ละหมู่บ้าน โดยจะให้บริการตรวจโรค รักษาโรคทั่วไป ฉีดวัคซีน วัดความดัน และเจาะคัดกรองเบาหวาน
ล่าสุดเจ้าหน้าที่และพยาบาลจากหน่วยงานของ “นางสาวมัสยส เด็ง” ประกอบด้วย พยาบาล 2 คน จากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน, พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ 1 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 1 คน, บัณฑิตอาสา 1 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อีก 3–4 คน ได้ออกพื้นที่ให้บริการชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลรูสะมิแล การลงชุมชนครั้งนี้ ได้ฉีดวัคซีนให้กับเด็ก 9 คน โดยมีผู้มารับการตรวจโรค รักษาโรคทั่วไป วัดความดัน เจาะคัดกรองเบาหวาน 37 คน
“ตั้งแต่ลงชุมชนมากว่า 5 ครั้ง ชาวบ้านให้การต้อนรับดี โดยมีอสม.เป็นผู้ประสานงานระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน การลงไปให้บริการในชุมชน จะมีผู้มารับบริการมากกว่าให้บริการที่โรงพยาบาล สาเหตุอาจจะเป็นเพราะตำบลรูสะมิแล อยู่ใกล้โรงพยาบาลปัตตานีมากกว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล”
เป็นความเห็นของพยาบาลวิชาชีพใหม่หมาดนาม “นางสาวมัสยา เด็ง”
ถึง แม้ภาพที่ออกมา เยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แถมยังแก้ปัญหาขาดแคลนบุคคลากรทางการแพทย์ได้ในระดับหนึ่ง
ทว่า ปัญหาที่เกิดจากโครงการนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย
“นางสาวนัสรีซา มามะ” พยาบาลเทคนิค โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต คือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน
เนื่อง เพราะพลันที่โครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน เกิดขึ้นมาก็ไม่มีตำแหน่งงานพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เหลือให้เธอได้มีโอกาสทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ เนื่องจากทุกตำแหน่งที่ว่างจะตกเป็นของพยาบาลในโครงการผลิตพยาบาล 3 ทั้งสิ้น
ส่งผลให้ผู้ที่เรียนจบพยาบาลนอกโครงการนี้ ต้องไปเป็นพยาบาลนอกพื้นที่
“นาง สาวนัสรีซา มามะ” เพิ่งเรียนจบจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ทางบ้านต้องการให้บรรจุเป็นพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แต่ไม่มีตำแหน่งว่างเหลือให้เธอ เพราะทางโรงพยาบาลฯ เพิ่งบรรจุพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน แทนอัตราที่ว่าง
เพื่อน ร่วมรุ่นของ “นางสาวนัสรีซา มามะ” ที่จบพร้อมกัน 106 คน ต่างกระจัดกระจายออกไปทำงานพยาบาลในโรงพยาบาลนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปจนถึงอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
นี่คือที่มาของความรู้สึกจากพยาบาลนอกโครงว่า “ไม่ได้รับความไม่เป็นธรรม” จากการที่รัฐให้สิทธิกับพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ให้ได้รับการบรรจุก่อน
“นางสาวนัสรีซา มามะ” ยังหวังว่า ในอนาคตจะมีการเพิ่มอัตราตำแหน่งพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าอัตราที่เพิ่มมีจำนวนมากพอที่จะรับพยาบาลจากนอกโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคนได้ เธอจะกลับไปเป็นพยาบาลที่บ้านเกิด
ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปสมัครเป็นพยาบาล ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ที่นั่นห้ามพยาบาลมุสลิมสวมฮิญาบตามหลักศาสนาอิสลาม เธอจึงต้องเดินทางไปสมัครเป็นพยาบาล ในโรงพยาบาลที่ไม่ได้ห้ามสวมฮิญาบไกลถึงจังหวัดภูเก็ต
สำหรับโรง พยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล อันเป็นโรงพยาบาลที่ “นางสาวมัสยา เด็ง” เริ่มต้นชีวิตการทำงาน มีพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน ถูกส่งมาทำงานที่นี่ 3 คน
“นางแวคอตีเยาะ เปามะ” รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล บอกว่า ทั้ง 3 คน อยู่ในช่วงทดลองงาน 6 เดือน ยังไม่สามารถประเมินคุณภาพการปฏิบัติงานของพยาบาลจากโครงการนี้ได้
ก่อน หน้านี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลรูสะมิแล มีเจ้าหน้าที่ให้บริการประมาณ 10 คน แยกเป็น ผู้อำนวยการ 1 คน รองผู้อำนวยการ 1 คน พยาบาล 4 คน นักวิชาการ 1 คน เจ้าพนักงานสาธารณสุข 3 คน และอื่นๆ อีก 2 คน ซึ่งไม่พอต่อการให้บริการประชาชนในตำบลรูสะมิแล ที่มีประมาณ 17,000 คน ทำให้บริการประชนได้ไม่เต็มที่ เมื่อได้พยาบาลวิชาชีพจากโครงการดังกล่าวมาเพิ่ม ก็สามารถแบ่งเบาภาระต่างๆ ในโรงพยาบาลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการหรืองานบริการ
ทั้งหมด เป็นข้อมูลจาก “นางแวคอตีเยาะ เปามะ” ที่มองว่า โครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน เป็นโครงการที่ดี เพียงแต่รัฐให้สิทธิได้รับการบรรจุก่อนพยาบาลส่วนอื่นมากเกินไป
“น่า จะค่อยๆ บรรจุปีละ 100–200 คน เพราะการให้สิทธิได้รับการบรรจุก่อน ทำให้วิชาชีพสุขภาพอื่นๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย ดิฉันเห็นใจพยาบาลวิชาชีพที่ทำงานในโรงพยาบาลอยู่ก่อนแล้ว บางคนทำงานรอบรรจุอยู่ 2–3 ปี บางคนทำงานนานถึง 10 ปี ก็ยังไม่ได้บรรจุ แต่พยาบาลในโครงการนี้ได้รับการบรรจุเลย น่าจะให้สิทธิพยาบาลที่ทำงานอยู่แล้วได้บรรจุก่อน”
นี่คือ ความเห็นของ “นางแวคอตีเยาะ เปามะ” พยาบาลผู้มาก่อน
นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
“นาย แพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” บอกกับ “โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้” ว่า ถึงวันนี้พยาบาลที่จบมาทั้งหมด ยังไม่ได้รับการบรรจุ เนื่องจากอัตราตำแหน่งว่างยังไม่ครบ 3,000 ตำแหน่ง ต้องเอาตำแหน่งจากทั่วประเทศมาให้ เพื่อจะได้บรรจุพร้อมกันทั้งหมด เพราะหากไม่บรรจุพร้อมกัน อาจเกิดความไม่เป็นธรรมจากการบรรจุ
“นาย แพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ยังบอกอีกว่า อันที่จริงชาวบ้านต้องการให้หมอเข้าไปอยู่ในสถานีอนามัย ที่ปัจจุบันยกระดับเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แต่หมอมีไม่มากพอ ประกอบกับในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การเอาหมอไปอยู่ในตำบลไม่คุ้ม เพราะการผลิตหมอใช้งบประมาณสูงมาก
ถึงกระนั้น ในความเห็นของ “นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” การเอาพยาบาลไปอยู่ที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพก็ถือได้ว่า เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การสาธารณสุขของประเทศนี้ ที่ลงลึกถึงระดับตำบล
“ความเชื่อที่ว่าไม่สมควรเอาพยาบาล ไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากวิชาชีพพยาบาลเรียนมาหลากหลายทาง ทำได้หลายอย่าง หากพยาบาลทำคลอดไม่เป็น หรือเย็บแผลไม่เก่ง ถือว่าให้อภัยได้ เพราะอยู่ที่ประสบการณ์ในการปฏิบัติและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ การเติมพยาบาลลงไปที่อนามัย หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเยอะๆ นอกจากช่วยให้คนไข้พึ่งพาโรงพยาบาลหลักน้อยลงแล้ว ยังทำให้การดูแลสุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น”
เป็นความเห็นของรองประธานชมรมแพทย์ชนบทนาม “นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”
เป็น ความเห็นที่ตามมาด้วยตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน เช่น คนไข้เป็นหวัด โรคเบาหวาน โรคความดัน ต้องมาต่อแถวยาวเพื่อรอรับยาที่โรงพยาบาลในอำเภอหรือจังหวัด ถ้าหากกระจายการให้บริการไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ก็จะทำให้คนไข้ได้รับความสะดวกมากขึ้น เพราะที่นั่นพยาบาลมีสิทธิสั่งจ่ายยา แต่ต้องมีกระบวนการให้ความรู้ หรือวางระบบให้มีมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลหลัก
อีกข้อมูลจาก “นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ที่น่าสนใจก็คือ หากไม่นับรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแล้ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่เดียวในประเทศไทย ที่มีพยาบาลเต็มทุกอนามัย ที่ปัจจุบันเรียกว่าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และถ้าหากการบรรจุพยาบาลทั้ง 3,000 อัตรา ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสุขภาพ รัฐบาลอาจจะแก้ปัญหาด้วยการขยายอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยใช้งบประมาณแผ่นดินส่วนอื่นมาจัดจ้าง
“ทุกจังหวัดของประเทศไทยควรเป็นเหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”
เป็นถ้อยเน้นย้ำจาก “นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”
ถึง กระนั้น “นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ยังคงมองว่า คุณภาพในการให้บริการของบุคลากร ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดการทำงานของพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคน
“ก็ มีพี่ๆ พยาบาลบางคนดูถูกพยาบาลจากโครงการผลิตพยาบาล 3 พันคนว่า ไม่ได้คุณภาพ ขณะเดียวกันก็ได้ยินพี่พยาบาลภาคปกติบ่นว่า ทำงานมา 2–3 ปี แล้ว ยังไม่ทันได้รับการบรรจุ ก็มีพยาบาลจากโครงการนี้ มาแย่งอัตราตำแหน่งที่ว่างไปเสียอีก”
เป็นอีกหนึ่งคำบอกเล่าของ “นางสาวมัสยา เด็ง” พยาบาลสาวป้ายแดงจากโครงการผลิตพยาบาล 3 คน
อันเป็นคำบอกเล่า ที่ทุกฝ่ายนอกจากไม่ควรมองข้ามแล้ว ยังต้องช่วยกันเร่งแก้ไขให้ปัญหาเหล่านี้คลี่คลายโดยเร็ว
งานเลี้ยงยังไม่เลิกราเสาร์นี้อเมริกาเบิร์ธเดย์แม้ว แดงยุโรปจัดคอนเสิร์ตฉลองชัยพท.กระหึ่มเบอร์ลิน-ปารีส
ที่มา Thai E-News
งานเลี้ยงยังไม่เลิกรา-นปช.สหภาพ ยุโรปทำบุญคล้ายวันเกิด 62 ปีทักษิณ ชินวัตร ที่วัดพุทธบารมี เมืองHAMBERG ประเทศเยอรมนี ส่วนเสื้อแดงอเมริกาจะจัดฉลองในวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พร้อมทั้งตั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนเคลื่อนไหวในระดับสากลปลดปล่อยนักโทษ การเมืองในไทย
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2554
นปช.ยุโรปทำบุญเลี้ยงพระวันเกิด62ปีทักษิณ
กิจกรรม ทำบุญคล้ายวันเกิด 62 ปีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยที่ยุโรปนั้น นปช.สหภาพยุโรป(UDD EUROPE)เป็นเจ้าภาพจัดงานทำบุญวันเกิดนายกฯทักษิณที่วัดพุทธบารมี เมืองHAMBERG ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ 10.00 น.เป็นต้นไป เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา
นาย มนูญ มิ่งชัย ประธานสมาคมพร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม UDD THAI OF EUROPE หรือ นปช.ยุโรปเปิดเผยว่า เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 62 ปี นายกฯทักษิณ กลุ่ม นปช.อียู ร่วมทำบุญถวายสังฆทาน เสริมบารมี และแสดงกตเวทิตาที่มีต่อพ.ต.ท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง และครอบครัวของพวกเราที่อยู่ในเมืองไทยได้กินดีอยู่ดี ได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียมเสมอภาคกัน
ดังนั้นพวกเราชาวน ปช.อียูซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนจึงไม่ลืมที่จะทำบุญ เสริมบารมีให้กับราษฎรผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเรา ที่ถูกเผด็จการอำนาจมืดยึดอำนาจจนต้องระหกระเหินเร่ร่อนใช้ชีวิตอยู่ในต่าง แดน ขออำนาจพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองให้ท่านนายกฯทักษิณ และครอบครัวจงประสพแต่ความสุขความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ รอดพ้นจากอันตรายที่เกิดขึ้น ทั้งโดยธรรมชาติ,อำนาจมืด ที่จ้องทำลายล้างทุกวิถีทาง ได้กลับมาร่วมกับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยนำพาประเทศเดินไปข้างหน้าให้ เท่าทันนานาอารยประเทศ
นปช.ยุโรปยังได้จัดกิจกรรมหลายอย่างในช่วงนี้ ดังนี้
-เสาร์ ที่ 30 ก.ค. 18.00น.เป็นต้นไปที่ SIAM PARK Breitenbachplatz8. 14195 BERLIN-WILMERDOLF ร่วมฉลองชัยชนะพรรคเพื่อไทยกับชาวเบอร์ลิน กิจกรรมฟรีคอนเสิร์ต 2 ขาประชาธิปไตยในสหภาพยุโรปศิลปินเสื้อแดงแป๊ะ บางสนาน ร่วมงานโทร.015207676501
-เสาร์ ที่ 6 ส.ค. นปช.ยุโรป ร่วมกับสมาคมรวมใจไทย เจ้าภาพจัดงาน 19.00 น.เป็นต้นไป ที่ 128 RUE DE PARIS METRO ROBESPIERRE สาย 9 คูปองแลกเครื่องดื่มฟรี โทร 0666154349 / 0647490160
-13และ14ส.ค. ขอเชิญพี่น้องชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยในยุโรปร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป้า ประชาธิปไตยไทยในยุโรปครั้งที่ 5 ที่สวีเดน โดยได้รับเกียรติจากพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และฟรีคอนเสิร์ตแป๊ะ บางสนาน ที่ROSENGARDSKYRKAN BRYTSTUGVAGEN 225461 HELSINGBORG โทร +46735052855
สำหรับที่อเมริกาจะจัดงาน Happy Belated Birthday เสาร์ที่ 30 กรกฎาคมนี้
ขอ เชิญเพื่อน ผอง น้อง พี่ มาร่วมตัดเค็กฉลองวันเกิดฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิน ชินวัตร วันเสาร์นี้ที่ 30 กรกฏาคม ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่
Super Bowl Thai
1105 N. Mountain Ave
Ontario, CA 91762
Tel: 909/ 395-0480
สอบถามรายละเอียดได้ที่ร้าน หรือที่
คุณวาสนา 818/ 731-1738
คุณเบญจะ 310/ 516-7671, 310/ 684-3355
อาหาร...พี่นิดหน่อย .....เป็นเจ้าภาพ
ส่วนพวกเราให้ช่วยกันนำขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม มาร่วมแจมกันนะคะ
เจ้า ภาพฝากบอกว่า อยากให้เพื่อน ๆ นำสิ่งของมาหนึ่งอย่างที่เกี่ยวกับท่านทักษิน ซึ่งอาจจะเป็นรูป., สร้อยคอ, ID badge, การ์ดอวยพรวันเกิด ตามแต่จะคิดได้ แต่ต้องมีรูปหรือสัญลักษณ์เกี่ยวกับท่านทักษิน
เราจะมาช่วยกัน ตกแต่ง.สถานที่ด้วยสิ่งของ..ที่เพื่อน ๆ นำมาค่ะ ถ้าใครมี..กรรไกร scothtape markers papers pens pencils etc. นำมาด้วยนะคะ เพราะคอนเซ็ปต์นี้เหมือนทางเมืองไทย ช่วยกันจัดเอง ตามประสาคนรักกัน
สำหรับคนเสื้อแดงหากพลาดงานทางเมืองไทย เชิญบินตามมาร่วมได้ที่LAแล้วพบกันค่ะ....เสาร์นี้ เวลาดี 5 โมงเย็น
งานเลี้ยงยังไม่เลิกราเสาร์นี้เบิร์ธเดย์ทักษิณที่L.A.
RED USA แจ้งว่า ที่อเมริกาจะจัดงาน Happy Belated Birthday เสาร์ที่ 30 กรกฎาคมนี้ ขอเชิญเพื่อน ผอง น้อง พี่ มาร่วมตัดเค็กฉลองวันเกิดฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิน ชินวัตร วันเสาร์นี้ที่ 30 กรกฏาคม ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่
Super Bowl Thai
1105 N. Mountain Ave
Ontario, CA 91762
Tel: 909/ 395-0480
สอบถามรายละเอียดได้ที่ร้าน หรือที่
คุณวาสนา 818/ 731-1738
คุณเบญจะ 310/ 516-7671, 310/ 684-3355
อาหาร...พี่นิดหน่อย .....เป็นเจ้าภาพ
ส่วนพวกเราที่จะมาร่วมงาน ให้ช่วยกันนำขนม ผลไม้ เครื่องดื่ม มาร่วมแจมกัน
เจ้า ภาพฝากบอกว่า อยากให้เพื่อน ๆ นำสิ่งของมาหนึ่งอย่างที่เกี่ยวกับท่านทักษิน ซึ่งอาจจะเป็นรูป., สร้อยคอ, ID badge, การ์ดอวยพรวันเกิด ตามแต่จะคิดได้ แต่ต้องมีรูปหรือสัญลักษณ์เกี่ยวกับท่านทักษิน
เราจะมาช่วยกัน ตกแต่ง.สถานที่ด้วยสิ่งของ..ที่เพื่อน ๆ นำมาค่ะ ถ้าใครมี..กรรไกร scothtape markers papers pens pencils etc. นำมาด้วยนะคะ เพราะคอนเซ็ปต์นี้เหมือนทางเมืองไทย ช่วยกันจัดเอง ตามประสาคนรักกัน
สำหรับคนเสื้อแดงหากพลาดงานทางเมืองไทย หรือที่อื่นๆในโลก เชิญบินตามมาร่วมได้ที่LAแล้วพบกันค่ะ....เสาร์นี้ เวลาดี 5 โมงเย็น
จัดตั้งสิทธิมนุษยนไทยสาขาแอลเอเคลื่อนไหวระดับสากลเพื่อแผ่นดินแม่
เมื่อ วันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา คนไทยในนครลอสแองเจลีสได้จัดตั้ง "สิทธิมนุษยชนไทยในอเมริกา สาขาแอลเอ" โดยคำแนะนำของ ดร. ริชาร์ด ใสสมมอน และท่านทองสุก อ่อนระศรี ชาวอเมริกันเชื้อสายลาว ที่มีบทบาทเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน
องค์กร "สิทธิมนุษยชนของไทยในอเมริกา"จัดตั้งขึ้นเพื่อที่จะ lobby เข้าไปในสภาของสหรัฐอเมริกา ผ่านท่าน REP. Frank Wolf Caucus Chairman of Human Rights of USA
จุดประสงค์"หลัก"ของสิทธิมนุษยชนไทยในแอลเอก็ เพื่อจะช่วยเหลือ ปลดปล่อย ชาวเสื้อแดง ผู้ตกเป็นเหยื่อ ม.112 ที่ทนทุกข์ำลำเค็ญแสนสาหัสอยู่ในคุกขณะนี้ เช่น คุณดา ตอปิโดร์ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข คุณหนุ่ม เรดอีเกิล คุณสุชาติ นาคบางไซ และแกนนำอีกหลายท่าน พร้อมทั้งสหายเสื้อแดงที่ถูกจองจำอยู่ในคุกที่ไม่ได้ออกนามทั้งหมด
นอกจากนี้องค์กรของพวกเรายังจะขอความช่วยเหลือจาก EU Human Rights ให้รับทราบในเรื่องนี้ เพื่อหนุนช่วยสิทธิมนุษยชนในไทยต่อไป
จดหมายจากโพ้นทวีปสู่เรือนจำ:พวกอสัตย์อธรรมขี้ขลาดได้ทำให้จตุพรกลายเป็นวีรบุรุษจากลหุโทษ
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กรกฎาคม 2554
กกต.ดับความหวังคนเสื้อแดงยื้อชี้ขาดจตุพรไป1ส.ค.
เก้อ-อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ และคนเสื้อแดงจำนวนมากไปรอที่หน้าเรือนจำด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในวันนี้ หลังมีกระแสข่าวหนาหูกกต.จะรับรองจตุพร เพื่อรับขวัญออกจากคุก สุดท้ายตกค่ำก็ผิดหวังอีกครั้ง
เมื่อเวลา 18.00น.วันนี้ กกต.ประกาศเลื่อนชี้ขาดรับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ จะได้เป็นส.ส.หรือไม่ออกไปเป็นวันที่ 1ส.ค.นี้ อ้างต้องให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยชี้แจงเพิ่มเติมสถานะของสมาชิกพรรคของจตุพร อีก
ก่อนนี้มีมีกระแสข่าวตามเฟซบุ๊คคนเสื้อแดงว่ากกต.รับรองจตุพรเป็นส.ส.แล้ว แต่ยังไม่ประกาศ ขณะที่มีคนเสื้อแดงจำนวนมากไปเฝ้ารอต้อนรับออกจากคุกต้องรอเก้อ และกล่าวตำหนิกกต.ว่าเจตนาเตะถ่วง ทั้งที่วันที่ 1 ส.ค.จะเปิดสภาอยู่แล้ว และจะครบกำหนดต้องประกาศรับรองหรือไม่ในวันที่3ส.ค.นี้
คุณยายเสื้อแดงแห่งUSAส่งกำลังใจจากปลายฟ้าถึงจตุพรในคุกอยุติธรรม
"ศรีลัดดา" คุณยายเสื้อแดงวัย 88 ปีแห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งพำนักอาศัยในสหรัฐอเมริกามานานเกือบ 40 ปี ได้เขียนจดหมายจากโพ้นทวีปฝากถึงจตุพร พรหมพันธุ์ เหยื่ออธรรมที่ถูกคุมขังและสกัดกั้นทางการเมืองในเวลานี้
สวัสดีคะ คุณยายวัยชราตัวเล็กๆคนนี้ไม่อาจฝืนตาหลับลงได้เลยเมื่อคืนนี้
ยายหละเหนื่อยใจกับเรื่องที่เกิดกับคุณจตุพร แต่ขณะเดียวกันก็ชื่นชมเขาด้วย
ทั้งที่เผชิญหน้ากับความยากลำบากและอยุติธรรมที่พวกมันโยนเขาเข้าตะราง เขายังคงหยัดยืนและภาคภูมิด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า..จตุพรนับเป็นวีรบุรุษโดยแท้ ที่ชาวไทยพึงจะนับถือและรัก
ใครก็ช่างซึ่งเป็นคนที่ยัดโซ่ตรวนให้กับจตุพรย่อมไม่ใช่อะไรเลย นอกจากเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว..คุณ ได้ยินยายมั้ย? คุณมันเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว!! คุณคิดเหรอว่าจะสามารถอวดอำนาจฤทธิ์เดชกับใครๆให้สยบลงแทบเท้าคุณได้..คุณ คิดผิดซะแล้ว
การกระทำของคุณมันก็แค่เพียงแสดงว่าคุณมันเป็นแค่พวกอสัตย์ อธรรม,ป่าเถื่อนจากขุมนรกโลกันตร์เท่านั้นเอง
ก้าวต่อไป คุณจตุพรและพวกเรานักสู้ทุกๆคนก้าวไปสู่เสรีภาพ แม้พวกมันจะทรมาน,ลบหลู่,ใช้เล่ห์กระเท่สกปรกอย่างไร,ก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะ ได้
ในการทำลายจิตใจของประชาชนที่กล้าต่อสู้กล้าเอาชนะ เพื่อแสวงหาความยุติธรรมและเสรีภาพ ชัยชนะของพวกท่านอยู่ใกล้แค่มือเอื้อม ยายขอสดุดีพวกท่านทั้งมวล /จากคุณยาย
จากจดหมายต้นฉบับภาษาอังกฤษ
Sawasdee ka, this little old lady could not sleep well last night.
My heart aches for Jatuporn but at the same time I am so proud of him.
Inspite of all the hardship and injustice they throw at him, he still stands tall and proud with a big smile on his face..Jatuporn is a real hero that every thai respect and adore.
Whoever is the one that put chain on Jatuporn is nothing but a COWARD...do you hear me? You are a coward!!!You think that you can show your absolute power then everybody will kow-tow at your feet..but you are wrong.
Your action only show that you are only an amoral,barbarian from the deepest part of hell.
Go ahead ,keep Jatuporn and alll those freedom fighters in jail,torture them, humiliate them ,use all your dirty tactics on them, you will never succeed .
In destroying the spirit of the people who are fighting for their justice and freedom Their victory is near at hand,I salute them all. Kun Yai ka.
ก่อนหน้านี้คุณยายศรีลัดดาได้เขียนจดหมายให้กำลังใจชื่นชมนางพรหมภัสสร ณ กาฬสินธุ์ กับน้องปันปัน ครอบครัวของนายจตุพร หลังจากได้รับชมคลิปวิดิโอ พร้อมกับสาปแช่งให้ผู้ที่กระทำย่ำยีต่อจตุพรและคนเสื้อแดงได้เสวยกรรมที่ก่อ ไว้โดยเร็ว
Thai E-News, thankyou for the clips of Jatuporn's family. This is the first time I have seen his wife and the little boy.
what a beautiful,strong and brave lady.
it takes a lot of courage to be able to sustain her faith and love of her husband. I watched her with tears in my eyes.
When will this terrible situation caused by this evil government end?
I surely hope and wish it be soon.
I want to see justice done..I want to see Abhisit. Tuag and their cohorts in jail with balls and chains on their legs.i want to see how they suffer just like Jatuporn and other redshirt that are still in prison.
I curse them all..maybe a curse from a little old lady like me will come true..SATHU!!!
เรียน ไทยอีนิวส์ ขอบคุณที่นำคลิปครอบครัวคุณจตุพรมาเผยแพร่ให้ได้รับชมกัน นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ยายได้เห็นภรรยาและลูกชายตัวน้อยของเขา ช่างเป็นผู้หญิงที่สวยงามและกล้าหาญแข็งแกร่ง เธอแบกรับภารกิจอยู่ข้างหลัง ไปพร้อมกับความศรัทธาความรักต่อสามีของเธอ
ยายดูคลิปนี้ไปก็น้ำตาไหลไปด้วย เมื่อไหร่หนอที่สถานการณ์อันเลวร้ายของรัฐบาลที่ชั่วช้านี้จะสิ้นสุดลง? ยายได้แต่หวังว่าอย่างเต็มเปี่ยมว่ามันจะมาถึงในไวๆนี้
ยายอยากเห็นอภิสิทธิ์ เทือก กับสมุนบริวารไปอยู่ในคุกถูกล่ามโซ่บนขา ลากลูกตุ้มไปมาแบบจตุพรบ้าง จะได้รู้ว่าคุณจตุพรและนักโทษการเมืองเสื้อแดงเขาได้รับความขมขื่นเพียงไร เมื่อถูกจองจำในคุก ยายสาปแช่งพวกมันทุกคน
บางทีคำสาปแช่งจากคุณยายแก่ๆอย่างยาย จะกลายเป็นความจริง ซ้าธุ!!!
รู้จักคุณยายเสื้อแดงแห่งแคลิฟอร์เนีย
คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 88 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ39ปีแล้ว
สมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลใน ตอนนี้
ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน(ชื่อไทยๆว่า"ดอกมะลิ") และ ไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ท่องอินเตอร์เน็ตท่องโลก
ตอนนี้อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและสามีของเธอที่อาศัย อยู่ในฝรั่งเศส หลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้สบาย แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย









