WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 31, 2011

เสียงร้องจากเรือนจำมหาสารคาม:คุก5ปี8เดือนกับภาพอยุติธรรมที่ตำตา เบื้องหลังแพ้คดีที่ตำใจ

ที่มา Thai E-News



โดย สุระวิทย์ กลุ่มเรดแคมฟร๊อก
ที่มา Internet Freedom

ผมได้เข้าไปเยี่ยมนักโทษคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 54 ที่เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม ตามคำร้องขอของน้องนกแดง เรดแคมฟร๊อก

น้อง นกแดงเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือ เยี่ยมเยียนผู้ต้องขังคนเสื้อแดงที่กรุงเทพอย่างสม่ำเสมอในนามบ้านกบแดง ช่วยเหลือผู้ต้องขังคนเสื้อแดงแม้จะพ้นข้อกล่าวหาหรือได้ประกันตัวแล้วก็ตาม ให้ที่พักก่อนกลับบ้าน ให้อาหาร ประสานงานกับองค์กรช่วยเหลือต่างๆ

น้อง นกแดงได้เล่าให้ผมฟังว่า หลักฐานในคำฟ้องผู้ต้องหาเผาศาลากลางมหาสารคามอ่อนมาก แต่ทำไมผลการตัดสินของศาลจึงออกมาให้จำคุกถึง 5 ปี 8 เดือนได้ ทั้งๆที่หลักฐานมีเพียงภาพที่พวกเขาเข้าร่วมชุมนุม และพยานบุคคลที่เป็นตำรวจ ก็ให้การว่าเห็นจำเลยอยู่ในที่ชุมนุมเท่านั้น

จาก ที่ผมได้เยี่ยมและพูดคุยกับผู้ต้องขังคนเสื้อแดงในเรือนจำจังหวัด มหาสารคามทั้ง 9 คนก็พบว่าพวกเขารู้สึกเจ็บปวดมากกับคำตัดสินเช่นนี้ พวกเขาจำผมได้ครั้งที่เป็นตัวแทนกลุ่มเรดแคมฟร๊อก นำเงินที่ทำกิจกรรมหารายได้จากการโยนโบลิ่งช่วยเหลือผู้ต้องขังคนเสื้อแดง และนำเงินมาแบ่งปันให้คนเสื้อแดงมหาสารคามคนละ 2,000 บาทรวมเป็นเงินที่ช่วยเหลือผู้ต้องขังเรือนจำมหาสารคามครั้งนั้น 20,000 บาท และเขายังจำผมได้

ในครั้งที่ทำกิจกรรมกลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตย เมื่อผมและสมาชิกกลุ่มนำโดย คุณแป๊ะ บางสนานได้ไปปั่นจักรยานให้กำลังใจเยี่ยมเยียนคนเสื้อแดงทั่วภาคอีสาน โดยกิจกรรมในครั้งนั้น ทางกลุ่มสองขาเพื่อประชาธิปไตยจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังเสื้อแดงทุกจังหวัดที่ มีการคุมขังคนเสื้อแดง

แต่ในการเยี่ยมของผมครั้งนี้ต่างจากครั้ง ก่อนอย่างสิ้นเชิง สีหน้าพวกเขาเหมือนหมดหวัง พวกเขาเล่าให้ผมฟังว่า พอรู้ว่าจะได้ขึ้นศาลพิจารณาคดีของพวกเขา พวกเขารู้สึกตื่นเต้น ดีใจ มีความหวัง พวกเขามั่นใจมาก มั่นใจเพราะเขารู้ว่าเขาไม่ได้ทำอย่างที่โดนกล่าวหา ศาลากลางจังหวัดก็ไม่ได้ถูกเผา และหลักฐานพยานต่างๆที่ฝ่ายกล่าวหาพยายามให้พวกเขาเป็นคนเผาศาลากลางนั้น ไม่มีอะไรเลยที่เชื่อมโยงได้ว่าพวกเขาเป็นคนเผาหรือพยายามเผาเลย ศาลน่าจะยกฟ้อง

แต่เมื่อคำพิพากษาออกมาส่วนใหญ่ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 8 เดือน อารมณ์ของคนที่มีความหวังมันแตกสลายไปในทันที และความผิดที่พวกเขาเข้ามาร่วมชุมนุม เพียงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ฆ่าพี่น้องคนเสื้อแดงนั้น มันต้องจำคุกตั้ง 5 ปี 8 เดือนเชียวหรือ

อย่างกรณีนายภานุพงษ์ พลเสน เล่า ให้ฟังว่า ผมเห็นมีคนชุมนุมและตำรวจทหารปิดถนน ก็เลยเข้าไปร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553เวลาจวนจะค่ำ ที่บริเวณศาลากลางเก่าจังหวัดมหาสารคาม มีชายแต่งกายคล้ายทหารใส่กางเกงลายพลาง ใส่เสื้อยืดมีเป็นจำนวนมาก เข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม นายภานุพงษ์ไม่หนี เพราะเขาคิดว่าแค่มาร่วมการชุมนุมเท่านั้น ก็โดนชายที่แต่งกายคล้ายทหารเข้าจับเขาให้ล้มลง แล้วก็เตะเขา เตะแล้วเตะอีก จนเขาต้องยอมให้จับกุม

ภานุพงษ์มารู้ทีหลังว่าชายที่แต่งกายคล้าย ทหารเหล่านั้นได้นำเอาขวดใส่ น้ำมันมาวางข้างๆเขาเพื่อถ่ายรูป และรูปดังกล่าวก็ถูกใช้เป็นหลักฐานว่าเขาเป็นคนเตรียมการเผาสถานที่ราชการ ทุกคนที่ผมไปเยี่ยมพยายามที่จะอธิบายเล่าความอีดอัดให้ผมฟัง จนผมต้องบอกให้เขาเล่าทีละคน

นายสมโภชน์ สีกากูล เล่าว่า ทำไมผมไม่ได้ประกันตัว ผมอยากเข้ารับปริญญา ตอนนั้นผมก็พึ่งเรียนจบ อีกสามเดือนผมจะได้เข้าพิธีรับปริญญา เขาเป็นคนเสื้อแดงเพราะเขาเห็นความไม่ยุติธรรม แต่ตอนนี้เขาได้สัมผัสความไม่ยุติธรรมเข้าอย่างเต็มๆ กฎหมายเขามีไว้เพื่อเหยียบคนชั้นล่างเท่านั้นหรือ ทำไมไม่ให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

หลักฐานที่จับ กุมผมก็คือ ภาพที่เห็นผมในที่ชุมนุมเท่านั้นไม่ได้มีหลักฐานใดๆที่แสดงให้เห็นว่าผมมี ส่วนในการเผาเลย ถึงผมไม่ได้เรียนกฎหมายแต่ผมก็รู้ในใจผมอย่างที่สุดคือผมไม่ได้ทำอะไรผิด กฎหมาย คนเสื้อแดงมาเป็นพันคนวิ่งหนี ผมไม่วิ่งหนีเพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย ผมจึงโดนจับ ที่ผมทำในตอนนั้นก็คือผมต่อสู้เพื่อให้ประเทศนี้มีความยุติธรรมและเป็น ประชาธิปไตยเท่านั้น สิ่งที่ผมอยากได้คือได้โอกาสประกันตัว อย่ามัดมือชกกันแบบนี้ ทุกวันนี้ผมเจ็บปวดมากครับ

นายสุชน จันปัญญา ผมอยากออกไปดูแลแม่และพ่อ พ่อผมป่วยหนักและก็พิการด้วยตอนนี้พ่อก็ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาล แม่ผมต้องทำงานทุกอย่างเพื่อหารายได้

นายมนัส วรรณวงษ์ ผมเป็นคนขายไอศกรีมวอล เขาว่าผมเป็นคนเสื้อแดง ตำรวจว่าผมเข้าไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงทำไม ผมบอกว่าผมไม่ได้ไปชุมนุม ผมไปขายไอศครีม มีคนเยอะที่ไหนผมก็จะไปขายที่นั่นแต่ในส่วนตัวผมแล้วถ้าหากผมชอบเสื้อแดงมัน ก็ไม่น่าจะผิด ผมใส่เสื้อแดงเพราะมันเป็นฟอร์มของไอศกรีมวอลซึ่งมันเป็นสีแดง หลักฐานที่เอาผิดผมก็เป็นแค่คลิปผมวิ่งไปวิ่งมาเท่านั้น หลักฐานที่บอกว่าผมเผาก็ไม่มี และพยานบุคคลที่เป็นตำรวจอ้างในศาลก็บอกว่าเห็นผมวิ่งไปวิ่งมา ไม่ได้บอกว่าผมเผาเลย แล้วตัดสินออกมาได้ยังไงว่าผมผิดแต่หลักฐานที่บอกว่าผมกระทำผิดมันไม่มี ผมสงสัยว่าทำไมทนายของเรา ไม่ให้ผมเอาพยานมายืนยันเพื่อแก้ข้อกล่าวหา ผมมีพยานทั้งเป็นสิ่งของและพยานบุคคล ทำไมทนายจึงเอาแค่คำซักค้านของทนายเป็นพยานเท่านั้น

นายไพรัช จอมพรรษา ผม มีอาชีพปั่นสามล้อ มีคนขอให้ผมไปขนยางรถยนต์ใส่สามล้อผม ผมก็ไปขนยางให้เขา เอายางไว้ที่กลางถนนหน้าโรงเรียนผดุงนารีเท่านั้นห่างจากศาลากลางเป็นร้อย เมตร แต่ทำไมผมต้องโทษคดีเผาสถานที่ราชการ ศาลากลางเองก็ไม่ได้ถูกเผา ผมขอขอบคุณท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกผม ผมอยากออกจากคุกครับ

เขา น่าจะพอแล้วเขาจองจำพวกผมมาก็นานมากแล้ว น่าจะพอได้แล้ว หากจะพิจารณากันตามหลักฐานอย่างเป็นธรรม พวกเขาไม่มีทางที่จะจำคุกพวกผมได้เลย ให้ความเป็นธรรมพวกเราด้วยเถอะครับ

เวลา สั้นๆที่ผมเข้าเยี่ยมมันทำให้ผมพูดคุยกับทุกคนได้ไม่หมด จนเจ้าหน้าที่เรือนจำมายืนที่ประตูห้องเยี่ยมที่ผมใช้เยี่ยมผู้ต้องขังครั้ง เดียว 9 คน เหมือนจะส่งสัญญาณให้ผมรู้ว่านะจะหมดเวลาเยี่ยมแล้วนะ

ผม จึงขอให้ทุกคนเขียนถึงความในใจกับสิ่งที่พวกเขาคิดว่าไม่ได้รับความเป็น ธรรมนั้นเอามาให้ผมในวันหลัง เนื่องจากเวลาที่ผมได้เข้าไปคุยกับพวกเขามันน้อยเกินไป แล้วผมก็จะได้นำเอาสิ่งที่พวกเขารู้สึกคับแค้นใจนั้นมาให้สังคมภายนอกได้รับ รู้ร่วมกันว่า มาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ

ผม จึงเข้าไปถามทนายอาสาท่านนึงที่เคยดูแลผู้ต้องขังเสื้อแดงทั้งหมดนี้เพื่อ ขอทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผลการตัดสินมันจึงเป็นแบบนี้

ทำไมผู้ ต้องขังคนเสื้อแดงต้องถูกคำพิพากษาจำคุกถึง 5ปี 8 เดือนทั้งๆที่หลักฐานกระทำผิดไม่มีหรือมีก็อ่อนมาก ก็ได้คำตอบว่า เดิมนั้นพวกเขา(ทนายเสื้อแดงอาสา) ก็จะทำคดีนี้อยู่แล้ว แต่ทางพรรคเพื่อไทยได้จัดหาทนายและมีงบประมาณสำหรับดำเนินการมาด้วย ทนายอาสาจึงให้โอกาสทนายที่พรรคจัดหามาให้ดำเนินการ

ซึ่งทนายที่พรรค จัดหามาให้ครั้งนี้ผ่านผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ชื่อสส.พิชิต ชื่นบาน เป็นผู้จัดหาทนายผู้หญิงอยู่จังหวัดร้อยเอ็ดมาทำคดีนี้ และทนายท่านนี้ สส.ในพื้นที่อย่างเช่นสส.สุรจิต ยนต์ตระกูล สส.ชัยวัฒน์ ตินรัตน์ ก็เห็นชอบสนับสนุนให้มาทำคดีเพราะมีงบประมาณจากพรรค ทนายอาสาหลายคนอยากเข้ามาช่วยคดีนี้

บางคนติดตามคดีนี้มาตั้งแต่ต้น หลายคนอยากช่วยเพราะความที่มีหัวใจแดงก็ไม่สามารถเข้ามาช่วยทำคดีนี้ได้เลย เพราะถูกกีดกันจากทนายหญิงและสส.ที่สนับสนุน

ทนายอาสาท่านนี้ยังบอก อีกว่า สิ่งที่มันผิดพลาดในคดีนี้คือ คดีว่าความของคนเสื้อแดงงานนี้เป็นงานใหญ่ ควรใช้ทนายที่มีทีมงานที่เข้มแข็ง ไม่ควรใช้ทนายอ่อนหัด เปรียบเหมือนเรากำลังจะซ่อมรถยุโรป เราก็ควรจะใช้ช่างที่มีความชำนาญเฉพาะทางและทีมงานที่มีระบบทำงานที่ดี ไม่ควรใช้ช่างซ่อมรถอีแต๋นมาซ่อมรถเบ็นซ์ ถึงแม้จะเป็นช่างซ่อมรถยนต์เหมือนกันก็ตาม มีการกีดกันไม่ให้ทนายกลุ่มอื่นเข้ามาช่วย

เนื่องจากในระหว่างนั้น กำลังจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ผู้สมัครสส.ในจังหวัดมหาสารคามและสส.บัญชีรายชื่อบางคนจึงพยายามโชว์ความ สามารถเพื่อให้นายทักษิณได้เห็น แต่ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้ต้องขัง

พวกเขาไม่ได้ คิดที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ต้องขัง แต่เป็นการใช้เรื่องการทำคดีของคนเสื้อแดงเพื่อที่จะทำให้ตัวเองได้หน้าเท่า นั้นเอง ยังมีพฤติกรรมไม่ปรกติของสส.พรรคเพื่อไทยในจังหวัดมหาสารคามบางคนที่มีส่วน ในการทำคดีของผู้ต้องขังเสื้อแดง

คือ หลังจากเลือกตั้งสส.แล้วก็มีการเลือกตั้งซ่อมนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มหาสารคาม แต่สส.ของพรรคเพื่อไทยบางท่านนี้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คนของพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยขัดขวางการช่วยเหลือผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวังคนที่พรรคเพื่อ ไทยสนับสนุน

ก่อนออกจากเรือนจำผมก็ได้เจียดเงินจากเงินเดือนของผม เอาไว้ให้เขาใช้คนละ 300 บาท รวม9 คนก็เป็น 2,700 บาท คุณแม่อรแม่ของน้องภานุพงษ์ ซึ่งมาเยี่ยมลูกชายทุกวันรู้สึกดีใจมาก เขาคงไม่ได้ดีใจที่ได้เงิน 300 ร้อยบาทจากผมหรอก แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ได้รับรู้ว่ายังมีคนเสื้อแดงอีกหลายๆคนเป็นห่วงพวกเขา ไม่ได้ทอดทิ้งเขา ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ข้อน่าสังเกต

1. จังหวัดมุกดาหาร ศาลากลางโดนเผา แต่ทำไมนักโทษผู้ต้องขังคนเสื้อแดงมุกดาหารได้รับการประกันตัว ซึ่งเปรียบเทียบแล้วคดีของมหาสารคามความร้ายแรงอ่อนกว่ามาก เพราะไม่มีสถานที่ราชการในจังหวัดมหาสารคามถูกเผาเลย

2. ตามที่นายมนัส วรรณวงษ์ ตั้งข้อสังเกต ทำไมทนายของจำเลยไม่ยอมให้จำเลยใช้พยานที่มีทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคลใช้ เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี

3. ผู้ต้องหาและญาติทั้งหมด ขอเปลี่ยนทนาย

4. การช่วยเหลือผู้ต้องขังหากทำเพื่อหวังจุดประสงค์อื่น ผลเสียก็จะตกกับผู้ต้องหา ท่านหวังจะได้หน้าแต่ผู้ต้องหากับต้องติดคุกอย่างไม่เป็นธรรม

5. ผู้ต้องขังเล่าว่า ตำรวจที่เป็นพยานชี้ตัวของฝ่ายโจทย์ เป็นตำรวจในพื้นที่ แต่ในวันที่เกิดเหตุคนที่ซ้อมและจับกุมผู้ต้องขัง กลับไม่ใช่ตำรวจเหล่านี้เลย แต่เป็นผู้แต่งกายคล้ายทหาร

6. หลังจากตัดสินคดีแล้ว ญาติผู้ต้องขังพยายามโทรหาทนาย แต่ทำไมทนายจำเลยบ่ายเบี่ยงที่จะไม่พูดกับญาติผู้ต้องขัง

7. การให้ความช่วยเหลือจากองค์กรหลักของเสื้อแดงมีน้อยมาก ญาติเคยไปถามหาความช่วยเหลือจากพรรค และตัวแทนพรรคเพื่อไทยคนนึงบอกกับญาติว่า ให้รอพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะได้เงินช่วยเหลือเป็นหลักล้านบาทเลย แต่ความใส่ใจผู้ต้องขังในปัจจุบันนี้แทบจะไม่มีเอาเสียเลย

8. เงินบริจาคศูนย์เยียวยาฯของนปช. เจียดมาให้ผู้ต้องขังทั่วประเทศร้อยกว่าคน คนละพันบาทต่อเดือนได้หรือไม่ เห็นวิทยากร นปช.เบิกกันครั้งละหลายหมื่น ค่าเครื่องบินเยอะไปหรือเปล่า ไปปราศรัยต่างจังหวัดเบิกค่าจัดเวทีก็มี ทั้งๆที่แกนนำต่างจังหวัดเป็นคนจัดทำทั้งหมด

• หากปัญหาพวกนี้ไม่ยอมแก้ไข ก็เป็นเรื่องยากที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังของพวกเราได้อย่างเต็มที่

บทความ: เหล่..จอมว๊ากก จะโดนมาดามปู....จัดหนัก

ที่มา Thai E-News

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวพร้อมชี้นิ้ว

โดย สลึมสลือ
ที่มา เว็บบอร์ด Internet Freedom
30 กรกฏาคม 2554

อาการ นิ่ง ไม่ช่างเจรจา ไม่ตอบโต้หรือแสดงอาการดีใจออกนอกหน้าหลังจากที่ได้รับชัยชนะ และการไม่ออกหน้าสื่อบ่อยๆเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของฝ่ายต่างๆ ถือเป็นความยอดเยี่ยมของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่าที่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย

มันได้ทำให้สถานการณ์ ทางการเมืองในส่วนของพรรคเพื่อไทยพลอยดีขึ้นอย่างทันตาเห็น...นิ่งสงบ กลับกลายเป็นว่า “ฝ่ายตรงข้าม”เองที่คอยโหมกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีต่างๆ ต้องหมดเรี่ยวแรง และกลายเป็นฝ่าย บ้าไปเอง โดยพรรคเพื่อไทยและคุณยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ทำอะไรเลย...สะดุดปากตัวเองล้มทับ กันระนาว

ดังเช่นทหารกล้าแห่งกองทัพบกไทย นามว่าประยุทธ(เหล่)จอมว๊ากกก ขี้โมโห..เจ้าอารมณ์..วันก่อนคุณปู ขอเข้าพบ กลับถูกปฎิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใย อาจเพราะไม่ว่างจริงๆเพราะต้องไปคอยบีบสิวให้แม่..หรืออาจปวดไข่ดัน..หรือ แดกงบลับมากไปเลยเป็นพิษ..ฯลฯแต่กระนั้นท่านว่าที่นายกฯหญิง..ก็ไม่ได้ว่า กระไรเพราะคิดเสมอว่าตัวเองบุญน้อย

แต่กาลกลับตาลปัตรเมื่อผลการ เลือกตั้งจบผลคะแนนชนะแบบถล่มทลาย ท่านนายก ญ..ก็ไม่รีบร้อนที่จะไปขอคุยกับไอ้เหล่ตาหวานให้มันเมื่อยก้นอันสวยๆ เพราะตนเองได้กลายเป็นว่าที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของไอ้เหล่ตาหวานไปแล้ว... “จอมว๊ากกก”จึงเริ่มกระสับกระส่าย

ยังๆๆ ไม่วายส่งเสียงเอะอะโวยวาย..อยู่ตลอดเวลา คงหวังเรียกร้องความสนใจจากนายกฯหญิง..เพียงหวังเผื่อจะได้ขอเข้าพบอีกจะได้ รีบทำข้อตกลงกัน..แต่ขอโทษตอนนี้ว่าที่นายก ญ..ของเราก็ทำตัวไม่ค่อยว่างเหมือนกัน อาจต้องรีบไปเสริมสวย..ทำโน่นทำนี่เพราะช่วงหาเสียงเดินมากไม่มีเวลาสวย... ไม่ว่างจริงๆนะเหล่..โทษทีๆ

ตาม มาติดๆเมื่อบรรดาทูตานุฑูตทั้งหลาย..ต่างดาหน้ามาขอเข้าพบโดยไม่เว้นแต่ละ วัน..ทั้งฑูตเล็ก..ฑูตน้อย..ฑูตปานกลาง..ฑูตเป็นหย่อมหย่อม..สารพัดฑูต ได้มาขอเข้าพบเช้าสายบ่ายเย็น จะมีก็แต่พวกขี้ฑูต กับยมฑูตที่วิ่งเข้าหาไอ้พรรคเปรตเนี่ยทุกวัน และต่างก็ออกมาสำทับดังๆว่า..ประเทศไทยอย่าได้มีปฎิวัติอีกนะ ..ถ้ามีอีกจะโดนมิใช่น้อย

เหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นการ ติดเบรก ไอ้จอมว๊ากกก..อย่างประยุทธ์ให้หยุด และหันมาค้อนปะหลับปะเหลือก...ทำปากขมุบขมิบ..อาจคิดอยู่ในใจว่า พ่อมึงเป็นเหี้ยไรวะ...แต่ในใจอาจร้อนรน นั่งรอโทรศัพท์จากยิ่งลักษณ์..ไม่เป็นอันหลับอันนอน..ตาอาจเหล่มากขึ้นไปอีก ออกอาการงุ่นง่าน พาลน้ำลายยืดตาเริ่มขวาง

แต่ เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด..ขณะกำลังรอโทรศัพท์(หวังลมแล้งๆ) ฮ.ทบ.ทะลึ่งตกไป3ลำรวด ไอ้จอมว๊ากกก แทบช็อค ลูกน้องตายไป17 ตัว ฉิบหายละสิ ทุกฝ่ายต่างจับจ้องมองมาที่ ผบ.ทบ.ตัวเดียว โดยมีคำถามตามมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเป็นอย่างนี้ มันเกิดทุจริตกันภายในกองทัพหรือเปล่า ใครจะรับผิดชอบ ผบ.ทบ.ต้องรับผิดชอบมั๊ย..คราวนี้ “จอมว๊าก”เริ่มตาขวาง พร้อมเดินตูดบิดๆ

เมื่อ ถูกรุกเข้าหนักๆ เพราะเจอแต่คำถามยากๆ หรือถามแล้วตอบไม่ได้ไม่รู้จะตอบยังไง หรือทำไมไมไม่ถามไอ้ที่กูอยากตอบวะ พอเจอแบบนี้เข้า ฟิวส์ขาดสิ กลายเป็นองค์ลง ว๊ากกกเหมือนเดิม ชี้หน้าด่ากราดไปทั่ว ทั้งนักข่าว นักวิจารณ์ นักวิชาการ เว็ปไซท์ วิทยุ ทีวี ..มียกเว้นหน่อยก็ เมียที่บ้าน กับเมียที่เหล่ชอบเลีย

วาทะสวย ปนเลือดที่ว่า “อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ไม่ต้องอยู่” หากดูตามบริบทและวิแคะ กันแล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายไรหรอก เพราะดูจากคนพูดแล้ว พูดไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น ประเภทปากหมาพาไป ปากโป้ง ปากหมาพูดไม่ทันคิด อารมณ์ติดพัน...แต่ในใจคงไม่ได้คิดอะไรมากหรอก

แต่ วาทะกรรม นี้ทำให้ประยุทธ ย่ำแย่หนักขึ้นไปกว่าเดิม จากนักเลง กลับกลายเป็นอันธพาล หากดูตามสายตา ตอนนี้ “จอมว๊าก”อย่างไอ้เหล่ได้ถูกกุมสภาพไว้หมดแล้ว โดยมาดามปูไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย จะสู้ก็สู้ไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่ออก แดรกไม่เข้า สำรอกไม่ออก เสือกทำตัวเอง ...นี่แหละความเป็นคนเจ้าอารมณ์


จะ ปฎิวัติ ก็ทำไม่ได้เพราะสายตาของชาวโลก ที่ล้อมประเทศอยู่เฝ้ามองอยู่อย่างรู้เท่าทัน จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยที่มาตามครรลองประชาธิปไตย บุคลิกของผู้นำกองทัพที่อาจไม่เอื้อต่อการบริหารประเทศในภาวะเช่นนี้...“จอม ว๊ากกก” กำลังตกเป็นรอง อย่ากระพริบตา

"ชาญวิทย์-คำ ผกา" ตั้งคำถามกับข่าว "ตัวเงินตัวทอง" บุกสภา ดิสเครดิต "นักการเมืองในระบบ" แล้วไง?

ที่มา มติชน





หลังจากที่สื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวและภาพตัวเงินตัวทอง 2 ตัว นอนประกบในลักษณะผสมพันธุ์กันอยู่บริเวณถนนทางเข้าสู่รัฐสภา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับต่อข่าวและภาพดังกล่าวจากสองนักคิดนักวิชาการต่างรุ่น คือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคำ ผกา คอลัมนิสต์นักคิดนักเขียนชื่อดัง


โดยชาญวิทย์ได้เขียนบทความขนาดสั้นชื่อ "′ตัวเงินตัวทองร่วมรัก′ เกมเก่าของผู้ดี-คนชั้นสูง-ชั้นกลาง-ชาวกรุง" ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า


ข่าวที่คุณสินสวัสดิ์ ยอดบางเตย สถาบันปรีดีฯ นำมาโพสต์ เรื่อง "ตัวเงินตัวทอง" ร่วมรักกันที่รัฐสภาฯ นั้น เป็น เกมเก่า ที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก (ด้วยการทรมานสัตว์ จับมาปล่อยให้ถูกจังหวะ/เป็นข่าว) เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่ "ปกติ" ต้องมีการเลือกตั้ง และ "ปกติ" ต้องมีนักการเมือง


นี่ เป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้ดี-คนชั้น สูง-และชั้นกลาง "ชาวกรุง" ที่พอใจโหยหา "อปกติ" คือ นักการเมืองในเครื่องแบบ (ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ข้าราชการศาล/อัยการ) และไม่ต้องลงเลือกตั้ง ครับ


สิ่งที่ควรกลับไปสำรวจทาง ปวศ.การเมือง (ตั้งแต่สมัยท่านปรีดี เรื่อยมา) คือ นักการ เมืองสวมเครื่องแบบ ที่รังเกียจเลือกตั้ง เช่น ผิน เผ่า สฤษดิ์ ถนอม ธานินทร์ สุจินดา สุรยุทธ ได้ทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไรให้กับ "ประเทศชาติ และประชาชน" บ้าง


Good luck on your wishful non-elcetoral democracy (มติชนออนไลน์ - ขอให้โชคดีกับประชาธิปไตยแบบไม่มีการเลือกตั้งที่พวกคุณปรารถนาถึง)


ขณะที่คำ ผกา ก็ได้โพสต์ข้อความลงในช่องแสดงสถานะของเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังข่าวและภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนว่า


"เหี้ย มีทุกหนทุกแห่งที่มีสภาว​ะแวด ล้อม ความชื้น อากาศที่เหมาะสม การเฝ้าทำข่าวเหี้ยในสภาสะท้อนค​วามอ่อนล้าทางปัญญาในสื่อ และตอกย้ำวาทกรรมนักการเมืองเลว​ โดยไม่ถามว่ามีวงการไหนที่ไม่มีค​นเลว?????????????"

ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์-ลูกไก่ในกำมือ 30-7-54

ที่มา Asia Update



Related posts:

  1. ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ 5-5-54
  2. ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ 14-5-54
  3. ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ 12-6-54
  4. ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ 12-7-54
  5. ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ 29-7-54

นักวิชาการเตือนผบ.ทบ อย่าทำตัวเป็นปัญหาในสังคมประชาธิปไตย

ที่มา Voice TV



หลังจากที่กองทัพต้องพบกับความสูญเสีย เนื่องมาจากเฮลิคอปเตอร์ตกติดต่อกันถึง 3 ครั้ง 3 ลำ ต้องสูญเสียกำลังพลไปถึง 17 นาย โศกนาฎกรรมและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทำให้ถูกมองว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ และอากาศยานของกองทัพเก่าและล้าสมัย ร่วมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ที่ไม่พอใจกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2554) รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับตัวแทนนักวิชาการด้านความมั่นคง รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ.สุรชาติ ยอมรับว่า ประเด็นการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรในสังคมไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับในช่วงเวลานั้นๆ สิ่งที่กองทัพและผบ.ทบ.จะต้องทำความเข้าใจ คือ ในสังคมของสหรัฐหรือสังคมในยุโรปการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้เป็นเรื่อง ปกติ ดังนั้นกองทัพควรจะเปิดกว้างในเรื่องดังกล่าว

ส่วนเรื่องของสื่อที่คิดว่าจะเป็นตัวปัญหาระหว่างกองทัพกับประชาชน และอาจจะทำให้กลายเป็นศัตรูกันนั้น อ.สุรชาติ กล่าวว่า สื่อไม่ใช่เป็นตัวปัญหา หากสื่อไม่นำเสนอหรือวิจารณ์ออกมา อาจจะมีคนบางกลุ่มที่เปิดเวทีวิจารณ์กองทัพขึ้นมาก็ได้ ดังนั้นสื่อก็เป็นเพียงมุมมองของเวทีวิจารณ์เหมือนกัน

ทั้งนี้การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้น ประเทศเรามักจะมองกันแค่การจัดซื้อ แต่ไม่ได้มองเรื่องของการบำรุงรักษาและซ่อมยุทโธปกรณ์ เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องมาตรวจสอบหาสาเหตุกันเช่นเดิม และอ.สุรชาติ เชื่อว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรงกลาโหมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มี ความสามารถมากกว่าคนเก่าอย่างแน่นอน และที่สำคัญสามารถพากองทัพก้าวไปสู่อนาคตได้

Saturday, July 30, 2011

"หมอเหวง"ตอกกลับ"สดศรี"วิตกจริต ยันเสื้อแดงไม่ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย ไม่มีการกดดัน-คุมคาม กกต.แน่

ที่มา มติชน

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ถึงกรณีที่ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุว่า ถูกขู่ฆ่าว่า นางสดศรีวิตกจริตจนเกินไป แม้ว่าคนเสื้อแดงจะข้องใจที่ กกต.แขวนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำ นปช. เพียงคนเดียว โดยเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด แต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดทำเช่นนั้นแน่นอน ที่ผ่านมาแกนนำก็ได้พูดกับสมาชิกคนเสื้อแดงให้ใจเย็นๆ ได้มีการปราม ข้อร้องทุกเวที ปรามว่าอย่าไป กกต. ถ้าจะมาก็ให้มาที่เรือนจำ มากดดันนายจตุพรว่า ทำไม่ไม่ออกมาเสียที ทั้งที่ประชาชนเลือกมา 15.7 ล้านเสียง แต่ตนสงสัยที่นางสดศรีระบุว่า จะมีการใช้อำนาจนอกระบบนั้น จริงหรือ หรือ นางสดศรีไปเจรจากับทหารที่พร้อมจะเผด็จการมา จึงไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนายจตุพรเพียงคนเดียว ทำไมไปไกลถึงขนาดนั้นได้ หรือนางสดศรีไปตกลงอะไรมา และเรายืนยันว่า แม้ว่า กกต.จะไม่รับรองนายจตุพร ก็จะดำเนินการตามแนวทางของกฎหมาย จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือกฎหมายอื่นที่มากกว่านั้น


ผู้ สื่อข่าวถามว่า นางสดศรีระบุว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับ กกต. อาจจะมีคนฉวยโอกาส เพราะมีมือที่ 3 นพ.เหวงกล่าวว่า นางสดศรีควรที่จะหากล้องซีซีทีวีมาติดที่บ้าน เพราะเชื่อว่าที่ กกต.คงจะมีแล้ว และถ้าพบว่าใครผิดก็จับกุมมาดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที เพราะตนเชื่อว่าคนเสื้อแดงไม่ทำกริยาที่ฉุนเฉียว โมโห หรือเกรี้ยวกราด เพราะขณะนี้คนเสื้อแดงมีวุฒิภาวะที่สูงมาก ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาที่มีการไปรวมตัวที่ กกต.เพื่อรอการรับรองผลให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์และแกนนำ นปช. 12 คน โดยประชาชนนำปิ่นโต เสื่อไปปูรอ เมื่อได้รับการรับรองแล้วก็กลับอย่างเรียบร้อย แต่อาจจะมีบางคนที่พูดจาหยาบคายบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนหมู่มาก จะให้เรียบร้อยทุกคนก็คงจะเป็นไปไม่ได้ และเรายืนยันว่า แม้ว่า กกต.จะไม่รับรองให้กับนายจตุพร คนเสื้อแดงก็จะไม่ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายแน่นอน เพราะวันนี้บ้านเมืองต้องการการแก้ไข เพื่อให้ความยุติธรรมกลับคืน จะไม่มีการกดดัน คุกคาม หรือทำร้าย กกต.เป็นอันขาด

คนนอกพรรคในมือ "ทักษิณ" โควตากลาง ครม. "ยิ่งลักษณ์" ศก.-ความมั่นคง ปูพรมทักษิณกลับบ้านราบรื่น ??

ที่มา มติชน





ระหว่างที่แกนนำตัวจริง ทั้งในตึกชินวัตร กำหนดสคริปต์สำหรับแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

กลุ่ม ก๊วน มุ้ง ทั้งภาคเหนือ อีสานในพรรค ต่างวิ่งต่อรองเก้าอี้เสนาบดีในช่วงโค้งสุดท้ายกันอย่างดุเดือด จนทำให้โผคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ 1" เปลี่ยน ไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา

เพราะดัชนี-ภาพลักษณ์ "ครม." จะเป็นตัวเปิดทางปูพรมให้ "ทักษิณ" กลับบ้านได้ราบรื่นขึ้น

ดังนั้น โควตารัฐมนตรีอย่างน้อย 4-5 คนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ-ความมั่นคง จึงถูกส่งสัญญาณว่าเป็น "โควตากลาง" ของ "ทักษิณ"

ด้วยการ "กัน" โควตารัฐมนตรีเกรดเอบางกระทรวงให้พ้นจากการวิ่งเต้น-ต่อรองของบรรดากลุ่มก๊วน

โควตา แรก กระทรวงการต่างประเทศ คือ "วิกรม คุ้มไพโรจน์" อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ ซึ่งมีบทบาทช่วยเหลือ "ทักษิณ" เมื่อครั้งลี้ภัยการเมืองและยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ "ทักษิณ" ฮุบสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้สำเร็จ

รายที่ 2 "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่คาดว่าจะมาใช้ชั้นเชิงด้านเศรษฐศาสตร์เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของ เศรษฐกิจโลก

เผือกร้อนรอโยนเข้ามือ รมว.ต่างประเทศคนใหม่ มีทั้งสาง-สานประโยชน์ด้านการต่างประเทศให้กับ "ทักษิณ" พ่วงด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่ "กระทรวงมหาดไทย" เวลานี้ตามโผล่าสุดมีชื่อของ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรค อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย รั้งเป็นเต็ง 1 ส่วน "พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก" ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 3 คนที่ "ทักษิณ" ไว้ใจไม่แพ้ "ยงยุทธ" เกาะกระแสตามมาเป็นเต็ง 2

เพราะ "ยิ่งลักษณ์" กับ "ทักษิณ" หนุนกันคนละคน จึงต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย แต่ "บิ๊กข้าราชการมหาดไทย" สายเพื่อไทย ต่างมั่นใจเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ว่า "ยงยุทธ" จะแซงทางโค้งเบียดขึ้นนั่งเก้าอี้ "มท.1" ได้ในที่สุด

เหตุผลที่ "ยงยุทธ" ควรได้เป็นเจ้าของรหัส "มท." ตามความเห็นของแกนนำพรรค อาทิ รอบรู้ช่องทางการบริหารงานทั้งด้าน "คน" และ "งบประมาณ" เพราะในแต่ละปี "มหาดไทย" ได้งบฯกว่า 3 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ "กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น" เพียงกรมเดียว กำงบฯถึง 1 ใน 3 ของกระทรวง

จึงแน่นอนว่า "มหาดไทย" ยุค "ยิ่งลักษณ์ 1" จะใช้กลไกท้องถิ่นกดปุ่มปล่อยงบประมาณ "แสนล้าน" เพื่อเอาใจชนชั้นรากหญ้าได้สะดวกง่ายดาย

งาน เร่งด่วนอีกวาระหนึ่งที่ รมว. มหาดไทยคนใหม่จะเร่งสะสาง คือโยกย้าย สลายขั้ว ข้าราชการที่อยู่ขั้ว "ภูมิใจไทย" ให้พ้นเส้นทางอำนาจตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด

ทั้งผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ โดยเฉพาะถิ่น "อีสานใต้" ย่านจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา

ขณะ เดียวกัน ข้าราชการที่เติบโตในสาย "ทักษิณ" ถูกเด้งเข้ากรุ โดนลด ชั้น ลดบทบาท ก็มีแนวโน้มว่าจะถูก ชุบชีวิต คืนชีพในเส้นทางสายราชการ เรียงหน้าขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในกระทรวงอีกครั้ง

สำหรับ "กระทรวงพาณิชย์" มีชื่อ "วิรุฬ เตชะไพบูลย์" เหนียวแน่นมานาน สอดแทรกด้วยอีกหลายชื่อ ทั้ง "เผดิมชัย สะสมทรัพย์" "วัฒนา เมืองสุข"

มรสุม ในกระทรวงพาณิชย์ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีทั้งผลกระทบลูกโซ่อันเกิดจากนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผุดขึ้นเพื่อเอาใจชาวไร่ชาวนา กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน เช่น รับจำนำข้าวตันละ 15,000 บาท และข้าวหอมมะลิตันละ 20,000 บาท

ขณะที่ "กระทรวงการคลัง" เวลานี้เหลือแคนดิเดตเพียงชื่อเดียว คือ "วิชิต สุรพงษ์ชัย"

ชื่อ ของ "วิชิต" โด่งดังในแวดวงการเงินการธนาคารมาช้านาน เคยนั่งเก้าอี้ ผู้บริหารธนาคารมาหลายแห่ง ก่อนจะนั่งเก้าอี้ "ซีอีโอ" ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน

สำคัญที่สุดเขาเป็นกรรมการบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

โจทย์ ใหญ่ของกระทรวงการคลังหนีไม่พ้นนโยบายประชานิยมของพรรคต้นสังกัด ที่ล่าสุดทีมเศรษฐกิจเพื่อไทยได้เข็น "นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน" ทั้งบัตรเครดิตเกษตรกร บัตรเครดิตพลังงาน ขยายฐานภาษี ลดภาษีนิติบุคคล การพักหนี้ครัวเรือน อยู่ในวาระต้องทำ "ทันที"

"กระทรวงกลาโหม" ตำแหน่งนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อเสถียรภาพ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" เป็นอย่างยิ่ง

การ เฟ้นหาคนที่จะมานั่งตำแหน่ง "รมว.กลาโหม" จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แกนนำพรรคได้ยินว่า "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ต่อสายหารือกับกองทัพ เปิดโอกาสให้กำหนดสเป็ก กำหนดชื่อว่าต้องการให้ใครเข้ามากุมบังเหียนด้วยตัวเอง เพื่อให้ถูกใจ "กองทัพ" มากที่สุด

ชื่อในโผ คือ "พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา" เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 อดีตของ "ทักษิณ"

ทั้งหมดคือบทสรุป "คนนอก-คนใน" โควตากองกลางที่ "ทักษิณ" ภูมิใจนำเสนอ

..............

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 1-3ส.ค.2554 คลิกอ่านข่าวหมวดอื่นๆ

ความเป็นอนิจจังของรัฐ

ที่มา มติชน



โดยวีรพงษ์ รามางกูร

(คอลัมน์ "คนเดินตรอก" ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับ1-3ส.ค. 2554)



วันนี้ จะคุยกันเรื่อง "รัฐ" ต่อ อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่ามนุษย์ทุกคนทุกสังคมต้องอยู่และคุ้นเคยกับรัฐ รัฐเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเพราะธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการรัฐ อย่างนักปราชญ์กรีกว่า หรือเกิดจากการใช้อำนาจบีบบังคับเอา หรือเกิดจากการประสงค์ของสวรรค์ หรือเพราะ พระอิศวร พระวิษณุ แบ่งภาคมาเกิดเพื่อปราบยุคเข็ญ หรือเกิดจากความประสงค์ของพระเจ้าหรือสวรรค์ หรือเกิดจากสัญญาประชาคมก็ดี อย่างไรเสียมนุษย์ต้องอยู่ในสังคม และสังคมก็ต้องมีรัฐ เพราะรัฐมีประโยชน์สำหรับมนุษย์ที่จะพัฒนาตัวเองและสังคม รัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีอยู่เสมอ

ปัญหาแรกที่ถกเถียงก็คือ รัฐควรมีอำนาจมากน้อยเหนือบุคคลอย่างไร ฝ่ายที่เห็นว่ารัฐควรมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีอำนาจมาก เพราะจะทำให้รัฐบาลสามารถทำงานทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการทหารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ พวกที่เห็นอย่างนี้ภาษาฝรั่งมักเรียกว่าเป็นพวก "นักรัฐนิยม" หรือ "statist" พวกเผด็จการทั้งหมดเป็นนักรัฐนิยม แม้แต่นักประชาธิปไตย เช่น แฮมมิลตัน หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐ อเมริกา และมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญอเมริกันก็ต้องการให้สหรัฐ อเมริกามีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอแบบรัฐบาลที่มาจากรัฐสภาแบบอังกฤษ

นัก ประชาธิปไตยเห็นว่า ถ้าบุคคล ในสังคมมีสิทธิเสรีภาพ ปราศจากความเกรงกลัว "รัฐ" แล้วมนุษย์จะมีความคิดสร้างสรรค์ในทุกด้าน สามารถพัฒนา ให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ประเทศจะพัฒนาตรงกันข้ามถ้าสังคมปราศจากสิทธิเสรีภาพ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ก็จะไม่เกิด ประเทศก็จะหยุดอยู่กับที่ ความพอดีอยู่ตรงไหนไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะความเป็นอนิจจังของรัฐ กล่าวคือ รัฐจะต้องปรับตัวแก้ไขสิ่งที่ผิดที่ล้าสมัยแล้วให้เหมาะสมที่จะรับใช้และ เป็นประโยชน์ต่อสังคมเสมอ จะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เพราะสังคมก็เป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

มีนักปราชญ์หลายคนที่คิดว่า "รัฐ" เป็นสิ่งชั่วร้าย เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อกดขี่ข่มเหงกัน มนุษย์สามารถมีความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอนารยะหรือป่าเถื่อน ไม่ต้องมีรัฐเป็นผู้คอยจัดการสังคมได้ ผู้ที่เห็นอย่างนี้ เช่น รุสโซ และคาร์ล มาร์กซ์ เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นรัฐที่ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วย ทฤษฎีใดก็ตาม สิ่งที่รัฐนั้น ๆ ต้องดำรงให้คงอยู่เสมอ เพื่อให้ความเป็นรัฐอยู่ได้ต้องมี 3 สิ่งด้วยกัน คือ

1.ความชอบธรรม หรือ legitimacy ความชอบธรรมนั้นเป็นสิ่งที่อธิบายยาก แต่ทุกสังคมต่างก็มีสิ่งที่เชื่อ ที่ยึดถือปฏิบัติกัน ทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการกำเนิดของรัฐล้วนเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐและผู้ปกครอง ทิ้งสิ้น

เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ความเชื่อเปลี่ยนไป ความชอบธรรมก็เปลี่ยนไปด้วย เช่น สมัยหนึ่งความชอบธรรมขององค์อธิปัตย์มาจากสวรรค์ หรือพระเจ้า ความเชื่อนี้ก็ล้าสมัยไปแล้ว ทางพุทธศาสนาของเราก็มีทฤษฎีที่สร้างความชอบธรรมว่าเป็นเพราะบุพเพกตปุญญตา ผู้ปกครองจึงได้มีบุญญาบารมีมาสร้างธรรมะและปราบฝ่ายอธรรม

ผู้ ปกครอง ต้องอาศัยความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในอำนาจ นอกจากสร้างความชอบธรรมแล้วยังต้องรักษาความชอบธรรมไว้ให้ได้เสมอ เมื่อสังคมเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

ความชอบธรรมพื้นฐานก็คือ การอ้างกฎหมายธรรมเนียมประเพณี หลักเกณฑ์ เหตุผล และโน้มน้าวให้คนในสังคมยอมรับความเชื่อ

แม้ในหน่วยการปกครองระดับล่าง ลงมา ความชอบธรรมก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้อยู่ใต้ปกครองยอมรับ และต้องปรับตัวปรับปรุงอยู่เสมอ

2.การ เป็นนิติรัฐหรือการปกครองด้วยกฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า rule of law เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าที่มาของกฎหมายมาจากที่ใด เช่น มาจากสวรรค์ พระเจ้า จากองค์อธิปัตย์ หรือจากรัฐสภา หรือจากการออกเสียงโดยตรง กฎหมายต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอหน้ากัน

ตรงกันข้ามกับการปกครอง โดยกฎหมายก็คือ การปกครองตามอำเภอใจ หรือ arbitrary rule การปกครองตามอำเภอใจผู้ปกครอง หรือองค์อธิปัตย์ การปกครองตามอำเภอใจก็คือ การกระทำตามใจชอบ ไม่สนใจ ไม่เคารพต่อกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม มีหลายมาตรฐานในการใช้กฎหมาย ใช้กฎหมายกับบุคคลไม่เสมอหน้ากัน

การเป็นนิติรัฐ หรือการปกครองโดยกฎหมายเป็นหลักสำคัญมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเป็นเมื่อมีการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย

การ ละเมิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีกันทุกสังคมทุกประเทศ แต่ถ้าถูกเปิดเผย เปิดโปง ก็จะบั่นทอนความชอบธรรมของผู้ปกครองทันที บางครั้งถึงกับอยู่ไม่ได้ เช่น กรณีวอเตอร์เกต เรื่องกบฏคอนทรา เป็นต้น

3.ความสามารถอธิบายได้ด้วย ความ รับผิดชอบ หรือ accountability และความโปร่งใส รัฐสมัยใหม่ เรื่องทุกเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่สังคมภายในและสังคมระหว่างประเทศ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ "รัฐ" โดยรัฐบาลต้องรับผิดชอบสามารถอธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้

การที่จะต้อง รับผิดชอบอธิบายได้ "รัฐ" จะต้องมีความโปร่งใส หรือ transparency คำพูดที่ว่า "รัฐบาลรู้อะไรประชาชนต้องรู้ด้วย" เป็นวาทะที่ถูกต้องและต้องทำให้ได้ไม่ใช่ "ดีแต่พูด"

การกระทำของรัฐ ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัว จะเป็นบ่อเกิดของระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ หรือ arbitrary rule ได้โดยง่าย และเมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะเกิดข่าวลือทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธา ทำลายความชอบธรรมลงได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้รัฐอ่อนแอลง ความสงบสุขเสื่อมสลายไปเพราะต่างใช้ "อำนาจ" เข้ามาแทนที่ "การยอมรับ" ในที่สุดความขัดแย้งทาง การเมืองก็จะเกิดขึ้นและรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นต้องใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้

ความ โปร่งใสก็เป็นเครื่องมืออันสำคัญ เพื่อให้เกิดความเชื่อว่า "รัฐ" มีความรับผิดชอบ การกระทำทุกอย่างสามารถอธิบายได้ ถ้าความโปร่งใสถูกปิดกั้น เช่น การปิดข่าว การตรวจข่าว สื่อมวลชนไม่มีอิสระเสรีภาพ ซึ่งแสดงว่ารัฐไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนทำได้ "นิติรัฐ" ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ "รัฐ" ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะเสื่อมทรุดลง

ความจริง "reality" กับการรับรู้ "perception" 2 คำนี้มีความสำคัญมากในการปกครอง หรือการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ปกครอง ความจริงนั้นอาจจะมี 2 อย่าง คือ ความจริงที่พิสูจน์ได้ และความจริงที่พิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่ต้องการพิสูจน์ ในโลกสมัยใหม่ที่วิทยาศาสตร์เจริญขึ้น เทคโนโลยีเจริญขึ้น ความจริงทุกอย่างก็สามารถพิสูจน์ได้ ไม่เหมือนกับสมัยโบราณที่หลาย อย่างพิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่ต้องการการพิสูจน์ เช่น ศรัทธาในเรื่องศาสนา ความเชื่อเรื่องปรัมปรา หรือ myth ไม่ต้องการการพิสูจน์ เพราะมนุษย์ไม่ได้เชื่อ เพราะความเป็นจริงเป็นอย่างนั้น แต่เชื่อด้วยศรัทธา

แม้ จนทุกวันนี้ความเชื่อว่าเป็นจริงจะด้วยการได้ข้อมูลที่สุด หรือเชื่อจากการโฆษณาชวนเชื่อ หรือเชื่อจากข่าวลือเพราะ "รัฐ" ไม่มีความโปร่งใส ปิดกั้น หรือปิดบังข้อมูลข่าวสาร ยิ่งผู้คนขาดข้อมูลข่าวสารมากเพียงใด ข่าวลือก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพียงนั้น

เป็นที่ทราบกันในวิชา รัฐศาสตร์ว่า ในระยะสั้นหรือปานกลาง สิ่งที่ประชาชนรับรู้และเชื่อว่าเป็นจริงย่อมมีความสำคัญกว่าความจริง ดังนั้นการปล่อยข่าวการสร้างกระแสทำลายความชอบธรรมของผู้ปกครองจึงสามารถทำ ได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการรับรู้และความเชื่อของประชาชนนั้น ในระยะยาวต้องมีความสัมพันธ์กับความจริง และข้อเท็จจริงเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยปัจจุบันที่มีวิทยาการ เทคโนโลยี ตรรกะ และความเจริญทั้งทางวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และด้วยความต้องการความเป็นจริงของกระแสโลกที่อารยะ

ผู้คนในสังคม ส่วนใหญ่มีทัศนคติไปในทางอนุรักษนิยม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนส่วนบนของสังคม ความเปลี่ยนแปลงจึงมาจากการกดดันของ คนชั้นล่าง สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง อันดี ฝรั่งเศส อังกฤษ และยุโรปก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นจึงมีอยู่เสมอ "รัฐ" โดยรัฐบาลจึงต้องปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งต่าง ๆ กลายเป็นความรุนแรงในสังคม

การรับรู้ที่เชื่อว่าเป็นความจริง ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ในระยะสั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการรับรู้ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมักจะตามมาด้วยอารมณ์ร่วม เมื่อเกิดอารมณ์ร่วมถ้ายิ่งถูกสนับสนุนด้วยข้อเท็จจริงบางส่วน partial information ในสังคมที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง ก็ยิ่งจะใช้อารมณ์มาก การชั่งข้อดีข้อเสียผลประโยชน์ของชาติ การบริหารจัดการกับอารมณ์ของคนในสังคมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ บทบาทของ "ปัญญาชน" นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีสติปัญญา มีวิจารณญาณที่สังคมยอมรับจึงมีความสำคัญมาก หากเกิดกระแสการใช้อารมณ์กดดันไปในทางที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ ชาติในระยะยาว

ทุกประเทศที่เป็นอารยะ กลุ่มคนที่เรียกว่าเป็นปัญญาชน ที่เป็นชนชั้นนำที่เป็นที่ยอมรับ จะมีบทบาทอย่างมากในการเตือนสติสังคมในระยะเวลาที่เกิดอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ให้สังคมเกิดสติ ยั้งคิดไม่ตัดสินใจไปตามกระแส เพราะอารมณ์เป็นเรื่องระยะสั้นอย่างมาก เกิดขึ้นง่าย ตอบสนองต่อการรับรู้เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปอารมณ์อันเกิดจากการรับรู้ก็จะค่อย ๆ เบาบางลงเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ หรือเมื่อสติปัญญากลับคืนให้สามารถหาเหตุผลซึ่งเป็นผลดีผลเสียในระยะยาวได้

ที่ ว่ากลุ่มคนที่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นปัญญาชนนั้นมีความจำเป็นต้องมีในทุกสังคม ยิ่งสังคมที่เจริญแล้วยิ่งมีบทบาทมาก ภาระหน้าที่ของกลุ่มชนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญ เพราะในกรณีที่สังคมใช้อารมณ์จะพึ่งพานักการเมืองและสถาบันการเมืองใด ๆ ไม่ได้ เพราะมีผลประโยชน์ในการแสวงหาอำนาจ การดำรงรักษาอำนาจมาเกี่ยวข้อง

"รัฐ" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสังคมจึงมีลักษณะเป็นอนิจจังอย่างยิ่ง เมื่อเป็นอนิจจังก็ย่อมไม่มีตนที่ความต้องการการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ใครไปยึดถือยึดติดว่าเป็นตัวตนถาวรไม่เปลี่ยนแปลงปรับปรุงก็ย่อมเป็นทุกข์ ตามหลักของศาสนาพุทธของเรา

หลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ย่อมเป็นจริงอยู่เสมอ

วังน้ำเขียว-ทับลาน รีสอร์ตการเมือง!

ที่มา มติชน



โดย จำลอง ดอกปิก

(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2554)

ปฏิบัติ การรุกคืบทวงคืนที่ดินรัฐช่วงรอยต่อการเมือง บริเวณอุทยานแห่งชาติทับลาน ครอบคลุมอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบด้วยการบุกรุกอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่ดิน ส.ป.ก. ถูกตั้งข้อสงสัย การประกาศล้างบางด้วยท่าทีเอาจริงเอาจังอย่างมิเคยปรากฏมาก่อน ของกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก.ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏปัญหามานาน มีวาระการเมืองซ่อนเร้นอยู่หรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากปกติแล้ว ช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ฝ่ายข้าราชการประจำมักเข้าเกียร์ว่าง ขอรอดูทิศทางลมก่อน และการไปแตะต้องของร้อนที่เกี่ยวพันอำนาจเงิน ระบบเส้นสาย และอิทธิพลทางการเมืองนั้นมิใช่วิสัยข้าราชการประจำ

กระนั้น ความพยายามปกป้องผืนป่า ที่ดินทำกินเกษตรกรนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง และสมควรได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เพียงแต่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และไม่กระทำการลักษณะลูบหน้าปะจมูก

พื้นที่อำเภอนาดี และโดยเฉพาะวังน้ำเขียวนั้น มีลักษณะการทับซ้อนของปัญหา ทั้งที่เป็นป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ และ ส.ป.ก. มีการกระทำผิดกฎหมายทั้งการบุกรุก ซื้อขายเปลี่ยนมือ

สภาพของวังน้ำเขียววันนี้ เต็มไปด้วยบ้านพักตากอากาศ และรีสอร์ต ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งก็คือ แหล่งท่องเที่ยววังน้ำเขียว ชูธรรมชาติเป็นจุดขาย แต่กลับไร้ต้นไม้ ความเขียวขจี ภูเขาที่เป็นเนินลดหลั่น เล่นระดับสวยงามตามธรรมชาติ ต้นไม้ถูกโค่นล้มไม่เหลือแม้ตอ กลายสภาพเป็นเขาหัวโล้น ปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง บ้านพัก และรีสอร์ต ลักษณะโผล่เป็นแท่งคอนกรีตก็มีปรากฏ การเข้าไปจัดระเบียบใหม่จึงสมควรดำเนินการอย่างยิ่ง

เพียงแต่ต้องหาทางออกให้กับผู้ประกอบการด้วย

เพราะ วันนี้สภาพวังน้ำเขียวเปลี่ยนไปจากอดีต การประกอบอาชีพและสังคมที่นั่นก็เปลี่ยนไป เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่มากขึ้น เกิดอาชีพใหม่ของชาวบ้านที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

การ จัดระเบียบใหม่จึงต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างคนกับป่า โดยไม่ละทิ้งหลักการกฎหมาย อย่างการสงวนไว้เพื่อจัดสรรให้เกษตรกรทำกิน หรือการอนุรักษ์ผืนป่า ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อการประกอบกิจการ หรือการทำมาหากินของชาวบ้าน เนื่องจากการเพิกเฉยของฝ่ายรัฐเอง ก็เป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสะสมมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ข้อ เสนอการแก้ปัญหา เชิงรอมชอมจากผู้บริหารจังหวัด และผู้ประกอบการก็น่าสนใจมิใช่น้อย เช่น การจัดแบ่งโซนใหม่ กันพื้นที่ป่าให้ชัดเจน หรือการเพิกถอนกลับมาเป็นของรัฐ จากนั้นจัดให้ผู้ประกอบการรายเดิมเช่าเป็นรีสอร์ต หรือสวนเกษตรธรรมชาติ โดยมีเงื่อนไขผูกมัดต้องปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูป่าด้วย

ทางออก ยังสามารถแก้ได้ด้วยการ ให้หน่วยงานรัฐ ที่กำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ททท. ประกาศพื้นที่วังน้ำเขียวเป็นพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศแบบถาวร จากนั้นทำเรื่องแจ้งไปยังคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อขอใช้พื้นที่บริเวณนี้ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจาก พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2518 กำหนดอำนาจให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ได้ สำหรับกิจการที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมอยู่แล้ว

เพียง แต่กรณีการแก้ปัญหา ด้วยการให้เช่าที่ดินนั้น ต้องกำหนดค่าเช่าให้สูงพอ ที่จะสกัดกั้นรายใหม่ มิให้มีแรงจูงใจในการลงทุน หรือคุ้มค่าต่อการเสี่ยงบุกรุกอีก

ข้อเสนอเหล่านี้เป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยคลี่คลายปัญหาได้

ส่วน เรื่องนี้เกี่ยวพันการเมืองหรือไม่ มีข้อมูลดิบชิ้นหนึ่งน่าสนใจ รีสอร์ตแห่งหนึ่งมีเจ้าของเป็นนักการเมือง จู่ๆ วันหนึ่งพรรคต้นสังกัดถูกขับพ้นจากการเป็นรัฐบาล เมื่อกลายเป็นฝ่ายค้าน จึงถูกนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลรุกไล่ ใช้อิทธิพลผ่านข้าราชการในจังหวัด นำเรื่องรีสอร์ตมาต่อรอง บีบย้ายพรรค

นักการเมืองรายนี้ยอมย้ายพรรค และแม้ชนะเลือกตั้ง แต่ต้องกลายเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ขณะพรรคต้นสังกัดกลับมาเป็นฝ่ายรัฐบาล

เรื่องจริงเป็นดั่งนิยาย

วิบากกรรมรีสอร์ตการเมือง!

ธิดา ถาวรเศรษฐ: ทำไมประชาธิปัตย์จึงพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท


ได้ อ่านคำสัมภาษณ์ของคนประชาธิปัตย์ที่ออกมาโวยวายกล่าวโทษผู้อื่นรวมทั้ง ประชาชน สื่อมวลชน ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำดีที่สุดแล้วทำไมประชาชนยังไม่เปลี่ยนใจหันมาเลือก ประชาธิปัตย์

ความจริง คนในพรรคประชาธิปัตย์มีมากมายที่เก่ง (ในระบบการศึกษาปัจจุบัน) มีกลไกรัฐและเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมสนับสนุนเต็มกำลัง มีทั้งการสร้างการอุ้มชูด้วยกองทัพและการทำรัฐประหาร หน่วยงานความมั่นคง ซ้ำด้วยตุลาการภิวัตน์และรัฐประหารทางกฎหมาย ประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคที่ไม่มีวันถูกยุบ แต่พรรคอื่น ๆ จะถูกยุบหมด ขนาดนี้แล้วยังแพ้การเลือกตั้ง ลงท้ายโทษประชาชนกับโทษสื่อ ที่ไม่โทษก็คือตัวเองแต่ละคน และพรรคประชาธิปัตย์ของตนเอง

ลองมาฟังดูไหมล่ะ ทำไมจึงแพ้ ?

เบื้องแรกเลย

ตัว ช่วยของประชาธิปัตย์ทั้งหมดนั่นแหละทำให้แพ้ เพราะตัวช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดนั้นมี จุดยืนและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกับประชาชน คนเหล่านี้ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน แต่เป็นพวกที่รักษาอำนาจในฐานะผู้ปกครองและกุมกลไกอำนาจรัฐไทยไว้มั่นคง พูดง่าย ๆ ยืนอยู่ตรงข้ามกับผลประโยชน์ประชาชน เมื่อคนเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคประชาธิปัตย์ ภาพที่ประชาชนมองเห็นพรรคประชาธิปัตย์ คือเป็นพรรคตัวแทนกลุ่มเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยแท้ ๆ ชัด ๆ นั่นเอง ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า แม้แต่ทัศนะภูมิภาคนิยมในภาคใต้ ที่สนับสนุนพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างประชาธิปัตย์ ก็จะเสื่อมความนิยมไปได้ เมื่อรู้ความจริงว่าตั้งแต่อดีตก่อตั้งพรรคมาจนปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมีจุดยืนเดิมที่เครือข่ายจารีตนิยม เพื่อรักษาอำนาจการปกครองไว้และกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับประชาชน

เพียง แค่นี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะคุณยืนอยู่คนละฟากกับประชาชนส่วนใหญ่ ยิ่งประชาชนรู้มากขึ้น เข้าใจการเมืองมากขึ้น เขาจะยิ่งหาทางเลือกใหม่ ๆ มากขึ้น

ประการ สำคัญต่อมา คือ การดำเนินงานพรรคการเมืองใด ๆ ก็ตาม ถ้าจะเป็นพรรคใหญ่ พรรคหลักของประเทศในฐานะพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านก็ตาม คุณต้องมีองค์ความรู้และแนวทางของพรรค สำหรับการขับเคลื่อนประเทศที่ชัดเจน แม้จะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมก็ชอบที่จะมีหลักทฤษฎีเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม ตามแบบฉบับอนุรักษ์นิยม หรือจะจารีตนิยมสุดขั้วก็ตาม เพื่อให้สังคมไทยที่มีกลุ่มคนอนุรักษ์นิยมเป็นจำนวนมาก สนับสนุนแสดงออกถึงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ตามหลักการความเชื่อและแนวทางของพรรคตน

ตัวอย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ ควรให้สังคมรู้ว่าท่านเดินตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบไหน การเมืองการปกครอง ภาพที่สนับสนุนมาตรา 7 ไม่คัดค้านการรัฐประหาร จนถึงขั้นสนับสนุนออกหน้าออกตาก็มี หลายคนขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดการกับรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงออกถึงการไม่เอาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ด้านเศรษฐกิจยิ่งน่าเกลียดที่ไม่มีหลักการชัดเจน นอกจากการลอกเลียนสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยด่าว่าเป็นนโยบายประชานิยม ความจริงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทยเดิมเป็น “Dual Tracts” ทวิวิถีซึ่งมีรายละเอียดทั้งเศรษฐกิจภายนอก ภายใน เศรษฐกิจระดับบน ระดับล่าง และอื่น ๆ รวมทั้งการทำ Hub ภูมิภาคทางเศรษฐกิจการเมือง การนำเสนอวิสัยทัศน์ทางการเมืองการปกครอง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม เป็นเรื่องสำคัญที่พรรคใหม่ทุกพรรคทุกแนวทางต้องแสดงต่อสังคมให้ชัดเจน

คือ จะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมก็แสดงองค์ความรู้วิสัยทัศน์ นโยบายให้ชัดเจนไปเลย ไม่ใช่คิดแย่งชิงประชาชนง่าย ๆ แบบดูถูกประชาชน คือแจกเงินดื้อ ๆ เกทับด้วยจำนวนเงินที่แจก เพราะคิดเอาง่าย ๆ ว่าถ้าแจกเงินมากกว่า เสนอผลประโยชน์มากกว่าน่าจะซื้อประชาชนได้ ขอโทษค่ะ ประชาชนไทยหลังรัฐประหารเขาก้าวหน้าไปไกลแล้ว

ประเด็นองค์ความรู้และ หลักการของพรรคประชาธิปัตย์ต่อเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ปัญหางานต่างประเทศเรื่องเขาพระวิหารแต่ละครั้งท่านพูดไม่เหมือนกัน ตอนปี 43 ก็พูดอย่างหนึ่ง ตอนปี 51 ก็พูดอย่างหนึ่ง ปี 54 ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง แม้แต่พวกจารีตนิยมด้วยกันก็โจมตีหนัก และในที่สุดก็เดินตะแคงตามจารีตนิยมสุดขั้วอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ดีที่จบรัฐบาล หาไม่ จะทำอย่างไร เรื่องถอนทหาร นี่จึงแสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำงานการเมืองตามคำชี้นำของระบอบอำมาตยา ธิปไตย ไม่ใช่เป็นการทำตามหลักการแนวทางทฤษฎีของพรรคของตน จึงเป๋ไปเป๋มา พาประเทศชาติถูลู่ถูกัง ตามการเดินแบบไร้หลักการในทุกด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม นี่จึงสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชน ที่แม้จะมีวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยม หรือเป็นอนุรักษ์นิยมโดยชนชั้น ก็ไม่อาจเชื่อมั่นไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ได้ แล้วเขาก็จะหาทางเลือกใหม่อีกเช่นกัน

ประเด็นที่สาม ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศให้ก้าวหน้าประชาชนเป็นสุข เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ทำให้แพ้การเลือกตั้งหลังรัฐประหาร รัฐบาลอำมาตย์ของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้โอกาสบริหารประเทศ โดยจี้ปล้นอำนาจจากประชาชนไป แต่ไร้ฝีมือในการแก้ความทุกข์ยากของประชาชน ลองไปสำรวจความคิดเห็นของ SME ของพวกผลิต OTOP ของประชาชนรากหญ้า ชาวไร่ชาวนา แรงงานนอกระบบ แรงงานในระบบ ว่าเขาทุกข์ยากเพียงไร ?

ถ้า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนกับประชาชน รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ยากของประชาชน จะได้ยินเสียงร่ำร้อง คร่ำครวญถึงความทุกข์ยากทั่วทุกสารทิศในยามนี้ แม้แต่ นปช. ซึ่งมีข้อเรียกร้องทางการเมือง ทวงความยุติธรรมเป็นจุดสำคัญ ยังต้องยอมรับให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ดังนั้นฝีมือในการบริหารเศรษฐกิจถือว่าล้มเหลวในแง่ของคนรากหญ้า (เพราะนึกว่าแจกเงินคนชรา, อาสาสมัครสาธารณสุข, ทำประกันราคาข้าว, เรียนฟรีปลอม ๆ คงจะซื้อประชาชนได้)

ฝึมือในการบริหาร การเมืองการปกครอง การแก้ความขัดแย้งในสังคมยิ่งล้มเหลว หายนะ ระเนระนาด โดยเอาการทหารมาแก้ความขัดแย้งทางการเมือง ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองพัฒนาสู่ระดับสูง จากข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน พรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าไปอยู่ในค่ายทหารนานนับเดือน ใช้วิธีคิดวิธีทำงานในการแก้ปัญหาการเมืองด้วย วิธีคิดวิธีทำงานแบบการทหาร และหน่วยงานความมั่นคงที่มีจุดยืนแบบการใช้อำนาจการทหาร เผด็จการ อำนาจของประชาชน นี่จึงไม่ใช่การบริหาร, แก้ไขความขัดแย้งที่ถูกต้อง เกิดการขอคืนพื้นที่, กระชับพื้นที่, ก่อนใช้อาวุธจริงและการรบเต็มรูปแบบตามที่เอกสารการทหาร เสนาธิปัตย์ได้ระบุไว้ และอ้างถึงผลสำเร็จในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนอันเนื่องมาจากนโยบายรัฐบาล ชัดเจนในการให้ปราบปราบประชาชน ทั้งจากคำสั่งที่ออกมาชัดเจนตามกฎหมาย ทั้ง พรบ.ความมั่นคงและ พรก.ฉุกเฉิน การบริหารประเทศเศรษฐกิจการเมืองที่ล้มเหลว ทำให้ประเทศชาติเสื่อมถอย ประชาชนทุกข์ยาก ถูกปราบปรามเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น รวมทั้งการใช้กฎหมายไม่เสมอภาค ตั้งข้อหารุนแรง จับกุมคุมขังโดยไร้หลักฐาน ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อลงโทษปฏิปักษ์ทางการเมืองแทนคำพิพากษา

ความ อยุติธรรมเหล่านี้เป็นแรงส่งให้ประชาชนหันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกัน เต็มกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่าง ๆกลายเป็นแกนนำของประชาชนส่วนใหญ่ให้ตื่นตัวทางการเมือง นี่จึงเป็นประเด็นสุดท้ายที่ว่าประชาชนไม่ยอมให้พรรคการเมืองเครือข่ายระบอบ อำมาตย์ปกครองต่อไป ความตื่นตัว ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองและสาเหตุปัญหาทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาจากการ ยกระดับความรู้ความเข้าใจของประชาชนทั้งประเทศ โดยการขับเคลื่อนจากการต่อสู้ของประชาชน การจัดองค์กร การสร้างแกนนำ ผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศ เหตุผลทั้งสี่ประเด็นนี้แหละที่ผู้เขียนเชื่อว่าคือเหตุผลหลักที่ทำให้ประชา ธิปัตย์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ยังไม่นับวิธีการที่พูดใส่ร้ายป้ายสีคน ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงสภาพเช่นนี้อยู่ ก็คงแพ้อีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลุ่มอนุรักษ์นิยมอาจต้องหาทางตั้งพรรคใหม่ ไหวไหมล่ะ ?