ที่มา thaifreenews
โดย jomyut_69
พี่น้องเสื้อแดงครับ, ผมมีข่าวมาฝากให้ช่วยกันตรวจสอบความคืบหน้าครับ (ถ้าข่าวเก่าไปก้อขอโทษด้วยครับ)
รายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 กค 54
"กรม ป่าไม้ไม่สนลุยปิดป้ายประกาศเตือนรีสอร์ทที่รุกเขตอุทยานแห่งชาติทับลานให้ รื้อออกจากพื้นที่ทั้งหมดรวม 8 แห่ง ภายในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ด้านผู้ประกอบการรีสอร์ทเตรียมร้องศาลปกครองให้มีคำสั่งคุ้มครองให้ จนท.หยุดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดก่อนและหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน"
นครราชสีมา – วานนี้ (20 ก.ค. 54) เมื่อเวลา 09.30น. นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน, นายตระกูล อาจอารัญ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติทับลาน จำนวน 20 นาย ได้นำป้ายไวนิลไปติดไว้ที่หน้ารีสอร์ทบ้านไร่กฤษวรรณ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินและด้านหลังเป็นเหวมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ตั้งอยู่ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งทราบชื่อเจ้าของคือนายมนตรี สมิตะสัมพะ นายเทวินทร์ฯได้แจ้งว่าตนเองและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เดินทางมาปฎิบัติหน้า ที่ตามกฏหมายเท่านั้นไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งใครทั้งสิ้นยินดีให้ฟ้องศาลได้ หากคิดว่าทางเจ้าหน้าที่ผิด
จากนั้นได้เดินทางไปติดประกาศที่รีสอร์ท บ้านกุลละวณิชย์ ห่างจากไร่กฤษวรรณ ประมาณ 300 เมตร ในพื้นที่ ต.วังน้ำเขียว ซึ่งบ้านกุลละวณิชย์ตั้งอยู่บนเนินมีทิวทัศน์ที่สวยงามเช่นกัน โดย มีนายอาทิตย์ โมกศักดิ์ อายุ 40 ปี ตัวแทนของบ้านกุลละวณิชย์ออกมารับหนังสือคำสั่งดังกล่าวจากหัวหน้าอุทยาน แห่งชาติทับลาน และอนุญาตให้ติดป้ายประกาศด้านหน้ารีสอร์ทโดยนายอาทิตย์ฯตัวแทนรีสอร์ท บ้านกุลละวณิชย์ ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมีการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่และได้มีการ เตรียมพื้นที่ติดป้ายประกาศไว้ให้กับทางเจ้าหน้าที่ด้วย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯได้เดินทางกลับเพราะนายเทวินทร์ฯ หน.อุทยานแห่งชาติทับลาน ต้องเดินทางเข้าประชุม ส่วนรีสอร์ทที่เหลือจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปติดป้ายในวันพรุ่งนี้ 20 ก.ค.ต่อไป
.
.
.
ส่วนที่เหลือหาอ่านเพิ่มเติมตามลิ้งคข้างล่างนี้นะครับ
ข้อมูลอ้างอิง
1. http://www.koratdailynews.com/2011/07/21/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97-%E0%B8%A3/
2. http://www.go6tv.com/2011/07/blog-post_5157.html
3. http://www.prachatalk.com/board/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C?page=1
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 1, 2011
รีสอร์บ้านกุลละวิณชย์-เครือข่ายอำมาตย์ลุกป่าฯอีกแล้วครับทั่น
"อภิวันท์"ถอนตัว ชิง ประธานสภาฯ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.แบบ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ประกาศถอนตัว ไม่ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
อ้างมีประชาชนและส.ส.บางส่วนไม่สบายใจ
ระบุแจ้ง"ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ"แล้ว ยาหอม"สมศักดิ์-วิทยา"เหมาะสม
เมื่อเวลา 13.00น. วันที่ 31 ก. ค.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.แบบ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าในวันพรุ่งนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีมติที่จะคัดเลือกบุคคล
ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทน ราษฎร
ซึ่งตนก็เคยผูกพันกับตำแหน่งรองประธานมาถึง 4 ปี โดยตลอดระยะเวลาการทำงาน
ตนก็ทำด้วยความยุติธรรมมาตลอด แต่ก็ยังมีกลุ่มคนบางส่วนเช่น
ประชาชน และ ส.ส.บาง คน มีความเห็นว่าไม่สบายใจหากตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ
ตนจึงตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากรายชื่อแคนดิเดตตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติ
อย่างไรก็ตามตนขอขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจตน และสนับสนุนตนมาโดยตลอด
และตนก็ขอให้สนับสนุนบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวมถามว่า ส.ส.ไม่พอใจนั้น หมายถึงพรรคเพื่อไทยหรือไม่
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า เป็น ส.ส.ต่างพรรค
เนื่องจากในพรรคไม่ว่าจะเป็นใครมาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ
ก็พร้อมที่จะรับมติของพรรค ไม่มีปัญหาใด ๆ
แต่ตนอยากจะให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความรักความสามัคคีและปรองดอง
เมื่อถามว่าในฐานะตำแหน่งรองประธาน พ.อ.อภิวันท์ จะรับหรือไม่
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า คงจะเป็นไปตามลักษณะเดียวกัน
ตนคงจะไม่รับตำแหน่งทางนิติบัญญัติ
ซึ่งเรื่องนี้ตนได้แจ้งไปทางนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี
และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว
และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ตนตัดสินใจเองไม่มีกลุ่มคนใดมากดดันการตัดสินอย่าง แน่นอน
"ซึ่งตนคิดว่าไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
หรือนายวิทยา บูรณศิริ
ตนก็มั่นใจว่าทั้งสองคนจะทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ได้ และเชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนตนก็พร้อมน้อมรับตำแหน่งตามที่พรรคเพื่อไทยอยากจะให้เห็น
หรือถ้าจะให้เป็น ส.ส.ธรรมดาก็พร้อมที่จะเป็น"พ.อ.อภิวันท์ กล่าว...
http://www.thairath.co.th/content/pol/190470
เสื้อแดงถูกตรึงไว้ด้วยความกล้วว่าคุณปูจะไม่ได้เป็นนายกฯ
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ใคร จะคิดอย่างไรก็ตาม แต่ผมคิดว่า การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงจะเกิดแรงเสียดทานภายในจนขยับไม่ออก เพราะส่วนหนึ่งมีความกลัวว่า "การเรียกร้องอะไรมากเกินไป" จะทำให้สังคมไม่พอใจ และคุณปูอาจจะถูกกลั่นแกล้งไม่ได้เป็นนายกฯ
สภาพ เช่นนี้คือ "การถูกตรึงให้ก้าวไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้" กลายเป็นต้องนิ่ง ขยับไม่ได้ สุดท้ายก็ชัยชนะที่ได้มาก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหว
เอาเป็นว่า ผมไม่เรียกร้องให้เสื้อแดงรับตำแหน่งใน ครม. ตามเสียงของคนที่ "คิดแบบอุดมคติ"
ผมไม่มีผลประโยชน์อะไรกับใครจะได้เป็น รมต. หรือไม่ แต่คนอื่นได้เป็น การพูดจา การเข้าไปล็อบบี้ ผลักดันต่างๆ มันก็ไม่มีพลังใดๆ
ผม ไม่คิดว่า การไม่รับตำแหน่งใน ครม. คนเสื้อแดงจะสามารถผลักดันอะไรได้ เพราะแม้แต่เรื่อง สื่อ หรือเรื่อง ไอซีที ก็ต้องไป "ขอร้องให้ รมต. ของพรรคเพื่อไทย" ช่วยปฎิรูป หรือช่วยทำให้ การบล็อกเน็ตต่างๆ ช่วยเหลือ
รมต. ของพรรคเพื่อไทย ก็จะอ้างว่า "ช่วงนี้ขอให้เงียบไว้ก่อน เพราะหากทำอะไร ก็กลัวว่าจะได้รับแรงต้านจากฝ่ายตรงข้าม"
สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร กับความคิดแบบอุดมคติเช่นนี้
หาก เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องมีฮันนี่มูน พีเลียดกับ คณะผู้บริหารของพรรคเพื่อไทย เมื่อเราสนับสนุนให้เขาได้รับเลือกตั้ง เราก็เรียกร้องสิ่งที่เราต้องการทันที เช่น
ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ต้องปฎิรูปสื่อ ต้องปฎิรูปเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต ต้องแก้ไข พรบ.คอมพิวเตอร์
ไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเราสนับสนุนไปแล้ว เราก็ต้องได้สิ่งที่เราอยากได้
หากพวกเขาทำไม่ได้ ไม่เต็มใจทำ ทำครึ่งๆ กลางๆ ก็อาจต้องปะทะกันทางความคิด
สุด ท้ายเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย ก็อาจจะเหมือนกับ พรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตร อาจไม่ถึงขั้นนั้น แต่ความห่างจะมากขึ้น และผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีทางรอด หากขาดฐานสนับสนุนจากมวลชน
ทักษิณ ไม่ได้กลับบ้านแน่นอน หากคิดจะประนีประนอมกับอำมาตย์ สงครามแห่งความขัดแย้งแบบนี้ มันไม่มีทางประนีประนอมได้ มันมีแต่ต้องสู้กันเพื่อแก้ไข "โครงสร้างทางสังคม กฎหมายและต่างๆ เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยขึ้น"
คณะราษฎร์ ยึดอำนาจจากระบอบกษัตริย์ แล้วให้คนอื่นมาเป้น นายกรัฐมนตรี (พระยามโนปกรณ์นิติธาดา) ผลสุดท้ายพวกอำมาตย์ก็ตีโต้กลับมาได้ มีการงดรัฐธรรมนูญบางมาตรา และ ในที่สุด พระยาพหลฯ ก็จำเป็นต้องทำรัฐประหารอีกครั้งหนึง
ตอนนี้แนว คิดแบบ "อุดมคติ" กำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว แกนนำเสื้อแดงควรมาอยู่ภาคประชาชน แล้วผลักดัน (มันจะผลักดันได้อย่างไร เมื่ออำนาจบริหารไม่ได้อยู่ในมือคุณ ต้องไปขอร้องให้คนอื่นช่วยแก้ไขโน้นแก้ไขนี่ คนอื่นก็คงไม่กล้าเสี่ยง เพราะไม่ได้เป็นนักปฎิวัติด้วย ผมไม่ยากเรียกว่านี่เป็นความคิดของ นักปฎิวัติบริสุทธิ์ใสซื่อ)
คิดจะขอแรงคนอื่นให้ปฎิรูปการเมือง ปฎิรูปความยุติธรรม ปฎิรูประบบสองมาตรฐาน
ก็ลองดูครับว่ามันจะทำได้หรือไม่
ผมไม่เคยเห็นประวัติศาสตร์ของชาติใดที่ทำได้ อาจทำได้ในประเทศไทยก็ได้
Re:
ผมไม่สนใจเรื่องความสง่างาม หรือความต้องการส่วนบุคคลครับ เพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ผมต้องการ
คำว่าประชาธิปไตย มันกว้างเกินไป จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อน ทำอะไรหลัง
ผม เชื่อว่า ตอนรัฐบาลสมัคร หากจักรภพ เพ็ญแข ไม่ได้เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็คงไม่มี "รายการความจริงวันนี้" ซึ่งคือ จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ในการรวมกันก่อให้เกิดพลัง สุดท้ายเมื่อโดนอำมาตย์ตีโต้ ล้มคุณสมัครไปแล้ว เสื้อแดงคงยังรวมกันไม่ติด
งานที่ทำมันต้องชัดเจน ไม่ใช่หลงกับภาพว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย
เรื่อง แค่แก้ไขเรื่องการบล็อกเว็บ จะทำอย่างไร ทั้งๆ นี่คือเครื่องมืออันทรงพลัง
เรื่อง สื่อต่างๆ จะทำอย่างไร
เรื่อง ชดเชยให้คนเจ็บคนตาย ที่จตุพรประกาศไว้ว่าจะชดเชยคนตาย สิบล้าน ใครจะผลักดัน (คงไม่มี รมต.พรรคเพื่อไทยที่ไม่ใช่เสื้อแดงกล้าผลักดัน เพราะจะถูกหาว่าเป็นแกนนำเสื้อแดง กลัวอำมาตย์ป้ายหัว)
เรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
ก็ลองดูครับ หากคิดว่าจะให้คนอื่น ช่วยผลักดันการปฎิรูปการเมืองได้ มันอาจสำเร็จตามอุดมคติก็ได้นะครับ
อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ที่นี่
ปากไม่มีซิปรูด..
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
ป้าพลอยเนี่ยเป็นคนแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เห็นพวกที่ชอบแส่โดยไม่หาข้อมูลจริง อ่านแล้วมือมันคันไม่หยุด
ที่คันเพราะมือมันโยงไปที่นิ้วให้จิ้มคีบอร์ด คลิกเข้าไปอ่านข้อมูลที่ นายพิชัย ปากไม่รูดซิปยุยงคนไทยให้
ยึดธุรกิจเยอรมันในไทยเป็นการโต้ตอบ ป้าพลอยได้เล่าให้ลุงปีเตอร์ฟัง ลุงได้แต่สั่นศรีษะหากทางไทยก่อ
ปัญหาเพิ่ม แล้วอย่าโอดครวญหากยุโรปคว่ำบาตรไทย ชาติเยอรมนี ชาติฝรั่งเศสสองชาตินี้คือพาทเน่อร์
ทางด้านเศรษฐกิจ และเป็นประเทศเสาหลักในยุโรปในด้านการเงิน หากประเทศไทยก่อเรื่องดังที่นายพิชัย
ปากโป้งชี้ทาง แล้วจะได้เห็นความหายนะมาสู่ประเทศ ธรรมดาแล้วประเทศเยอรมนีไม่เคยไปก่อเรื่องกับ
ใคร จะอยู่ในขอบเขตของระบบประชาธิปไตย บางอย่างที่อเมริกาทำก็ไม่ส่งทหารเข้าร่วม ดังนั้นหากไทยแลนด์ยอมรับในสิ่งที่ทำผิดนำเงินมาจ่ายให้บริษัทที่เป็นหนี้ เรื่องทุกอย่างก็จบ การยึดเครื่องบินก็ยึดแค่ลำเดียวไม่ได้ยึดทั้งสองลำ อย่ามาเหมารวมกันหัดหาข้อมูลจริงๆแล้วค่อยแหกปาก การเพิ่มเชื้อไฟที่ทางไทยได้จุดนั้นมันจะทำให้ไหม้ตัวไทยเอง เยอรมนีไม่ได้เป็นผู้ก่อไฟ เรื่องเล็กโวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม?
อยาก เพิ่มสัตรูให้ประเทศเพิ่มขึ้นหรืออย่างไร? หัดใช้สติปัญญาแบบคนที่มีสมองสมบรูณ์บ้างซิ ไม่ใช่คิดแบบอันธพาลคิด เอะอะอะไรก็ใช้ความกร่างเข้าขู่ ชาติเยอรมนีไม่ใช่มดตัวเล็กๆที่จะเยียบหรือบี้ให้อยู่ใต้เท้า และชาติเยอรมนีก็ไม่เคยมาดูถูกดูแคลนอะไรคนไทย การยึดเครื่องบินลำที่เป็นข้อพิพาทนั้น ได้ตรวจ
สอบมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่ากองทัพอากาศเป็นผู้ซื้อ และหลังจากนั้นทางกองทัพอากาศไทยจะเอาไปเป็น
ของ ขวัญให้แก่ผู้ใดนั้นมันเรื่องของกองทัพ แต่การซื้อขายในนามรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของเครื่องบินลำดังกล่าวหลักฐานมีอย่าง ชัดเจน แต่กลุ่มคนไทยบางกลุ่มยังแถข้างๆคูๆ สร้างความเบื่อหน่ายต่อคนชาติอื่นๆ
ที่เขาติดตามเรื่องนี้ ยิ่งออกมาโวยวายยิ่งเสียหน้า หากนิ่งเงียบรอดูศาลพิจารณาคดี เรื่องก็ไม่ยืดยาว หัด
ปิดปากที่ไม่มีซิปรูดแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง ไอ้ที่มีข่าวออกมายั่วให้คนไทยของขึ้นหัดหาข้อมูลจริงอ่านกัน
ก่อน ไอ้พวกเสี้ยมมันมีให้เห็นในไทยเกลื่อนเลย ดังนั้นจะเสพข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้
ก่อนว่ามาจากสำนักใหน? บางกรณีเอาชื่อหนังสือพิมพ์เยอรมันมาแอบอ้างเฉยเลย คือกุข่าวให้มันมีเรื่อง
เพื่อความสะใจ...
Re:
ป้าเขียนชื่อผิดนะจ๊ะ นายพิเชียรจ้า
พระบรมฯจะพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ระงับคดีโบอิ้ง ตอบแทนคุณแผ่นดินใช้หนี้บุญคุณชาติ
ที่มา Thai E-News
หน่วย ราชการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ออกแถลงการณ์งวันที่ 31 กรกฎาคม เรื่อง การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท Walter Bau AG
โดยมีเนื้อหาแถลงการณ์ตามความละเอียดดังต่อไปนี้
ตาม ที่ศาลสูงสุดแห่งรัฐเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11กรกฎาคม 2554 ให้ดำเนินการอายัดเครื่องบินพระที่นั่งของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนพระองค์ไว้เป็นของกลางในคดีพิพาทระหว่างบริษัท Walter Bau AG กับรัฐบาลไทย และศาลแขวงแลนส์ฮูท ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ให้วางเงินประกันจำนวน 20 ล้านยูโร เพื่อถอนอายัดเครื่องบินพระที่นั่งดังกล่าวนั้น
ตลอดระยะเวลาตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งรัฐเบอร์ลิน และคำสั่งของศาลแขวง
แลนส์ฮูท สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มิได้ทรงตอบโต้แต่ประการใด ต่อคำพิพากษาและคำตัดสินดังกล่าว รวมทั้งต่อกระแสข่าวทั้งจากในและต่างประเทศ ทรงเคารพต่อคำพิพากษาของศาลและทรงเชื่อมั่นในความยุติธรรมของกระบวนการ ยุติธรรม ด้วยทรงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลและประชาชนของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และทรงพำนักอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทรงได้รับการต้อนรับ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี
แม้ว่าสมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะมิได้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท Walter Bau AG และมิได้ทรงเป็นผู้สร้างเรื่องหรือเหตุการณ์ข้อพิพาทขึ้นมา แต่ผลจากข้อพิพาทดังกล่าวได้นำมาซึ่งความเดือดร้อนพระราชหฤทัย กระทบต่อพระราชกรณียกิจ และเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอย่างยิ่ง
ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแส และพระราชปณิธาน ที่จะทรงตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทยและทรงใช้หนี้บุญคุณให้กับประเทศชาติในพระ ราชฐานะที่ทรงเป็นประชาชนชาวไทยพระองค์หนึ่ง และทรงเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารของประเทศไทย อีกทั้งมิให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเพื่อให้ข้อพิพาทดังกล่าวจบลงด้วยดี และรวดเร็ว จึงจะพระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์เพื่อนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว
ทั้งนี้ไม่ทรงปรารถนาที่จะให้มีพระนามาภิไธยไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทและมิให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศ
สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
31 กรกฎาคม 2554
ที่แท้กกต.รับรองจตุพรแล้วได้เฮจันทร์นี้ ขืนแจกใบแดงเท่ากับทำผิดกฎหมายโดนถอดถอนยกแก๊ง
มติ กกต.ที่ออกมา คือให้ยกคำร้อง 2 เสียง ให้มีการสอบเพิ่มเติม 1 เสียง ให้ตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย 1 เสียง และให้ใบแดง 1 เสียง เท่ากับตอนนี้นายจตุพร ได้รับการรับรองเป็นส.ส.ไปแล้ว เนื่องจากถ้าจะให้ใบแดง กกต.จะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง แต่ตอนนี้มีถึง 2 เสียงที่ยกคำร้อง
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2554
หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับกรอบเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2554 พาดหัวข่าวว่า"ที่แท้กกต.รับรองแล้ว จตุพรเฮ เป็นส.ส.จันทร์นี้" โดยมีรายงานข่าวดังนี้
เผยกกต.รับรอง'ตู่'แล้ว
แหล่ง ข่าวจากกกต. เปิดเผยว่า กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ทางคณะอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติม ได้ส่งข้อมูลให้กกต.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการเขียนคำวินิจฉัยของแต่ละคน และจะมีการขานมติในการประชุมกกต.วันที่ 1 ส.ค.
ต้องยอมรับว่าตอนนี้ มีคนเข้าใจผิดกันมาก ว่ากกต.ต้องการจะแขวนหรือจะไม่รับรองให้นายจตุพร ให้เป็นส.ส. ทั้งที่ความจริง มติกกต.ที่ออกมา คือให้ยกคำร้อง 2 เสียง ให้มีการสอบเพิ่มเติม 1 เสียง ให้ตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย 1 เสียง และให้ใบแดง 1 เสียง เท่ากับตอนนี้นายจตุพร ได้รับการรับรองเป็นส.ส.ไปแล้ว เนื่องจากถ้าจะให้ใบแดง กกต.จะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง แต่ตอนนี้มีถึง 2 เสียงที่ยกคำร้อง
แหล่ง ข่าวจากกกต. กล่าวว่า สมมติว่าในการประชุมกกต.วันที่ 1 ส.ค. กกต.อีก 2 เสียงที่ให้สอบเพิ่มจะให้ใบแดง นายจตุพร ก็ยังได้รับการรับรอง เพราะจะเท่ากับเสียงให้ใบแดงมีเพียง 3 เสียงเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมาย การใบแดงก่อนรับรองผลการเลือกตั้งจะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง
อ้างช้า-รอทำสำนวนยื่นศาลรธน.
แหล่ง ข่าวจากกกต. กล่าวว่า สาเหตุที่กกต.ยังไม่ได้รับรองนายจตุพร ไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากกกต.อยากให้มีความชัดเจนเรื่องกระบวนการหลังจากรับรองไปแล้วว่า ควรทำสำนวนส่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ โดย ขอให้ส.ส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการเป็นสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายจตุพร ว่า สิ้นสุดลงหรือไม่อย่างไร ดังนั้น การจะให้กกต.รับรองโดยไม่มีแนวทางต่อไป กกต.ทำไม่ได้
"ไม่เข้าใจว่าทำไมมีแต่คนเข้าใจผิดกันไปหมดว่า กกต.แขวนนายจตุพร ทั้งที่ความจริงตามข้อกฎหมาย นายจตุพร ได้การรับรองไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. เพราะมีถึง 2 เสียงที่ให้ยกคำร้อง" แหล่งข่าวจากกกต. กล่าว
สดศรีแจงไม่ได้ยื้อ'จตุพร'
นาง สดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรับรองความเป็นส.ส.ให้กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ กกต. ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เรื่องความคงอยู่ของการเป็นสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทยของนายจตุพร ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะพิจารณาในวันที่ 1 ส.ค.
นางสดศรี กล่าวว่า ยืนยันว่ากรณีนายจตุพร ทางกกต.ไม่ได้ยื้อในเมื่อกรอบรับรองคือ 30 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 1 ส.ค.นี้ และการโหวตเมื่อวันที่ 27 ก.ค. คะแนนออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ บางคนให้สอบเพิ่ม เมื่อต้องสอบเพิ่มก็ต้องมีการลงมติ กกต.จึงขอเวลาพิจารณาและคำสั่งของนายจตุพร ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเชื่อว่าไม่ว่าผลออกมาอย่างไร จะมีการฟ้องร้อง กกต. แน่นอน
ชี้ใบแดงองค์ประกอบไม่ครบ
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะรับรองนายจตุพร ก่อนใช่หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า ตามกฎหมายระบุว่าการจะให้ใบแดงบุคคลใด จะต้องมีการโหวตด้วยคะแนน 4 ต่อ 5 มันชัดอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเดือดร้อน เพราะ คะแนนการโหวตครั้งที่ผ่านมา เป็น 3 ต่อ 2 และเราทำตามสำนวน ทั้งนี้ ตนไม่หนักใจที่ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)กด ดัน เพราะ กกต.ทำงานบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น เพราะถ้าเห็นเป็นอย่างอื่น กกต.จะถูกฟ้อง
อดีตสสร.ฟันธงกกต.เข้ามุมอับต้องรับรองจตุพรเท่านั้น แจกใบแดงเลื่อนตัวสำรองเสียบแทนผิดกม.
สรุป กกต.พลาดเอง ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ หากทำนอกจากนี้ผิดหมด
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนักกฎหมาย กล่าวในรายการประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ ทางโทรทัศน์Asia Update TV
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม กรณีที่กกต.มีมติด้วยเสียงข้างมากเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ยังไม่รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก
ประการที่ 1 รัฐ ธรรมนูญมาตรา 98 กำหนดชัดเจนว่า กกต.ต้องประกาศรับรองส.ส.ตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองเรียงตามลำดับ หมายเลขของพรรคการเมืองนั้น
แล้วทำไมไม่รับรองในเมื่อนายจตุพรมีชื่อในลำดับที่ 8
ประการที่ 2 เมื่อกกต.คำนวณว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส. 61 คน
ทำไมรับรองแค่ 60 คน ไม่รับรองนายจตุพร
ประการที่ 3 มาตรา 45 กฎหมายประกอบรธน.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากกกต.สงสัยว่าผู้ใดขาดคุณสมบัติ ต้องพิจารณาโดยเร็วและยื่นต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง
แล้วเหตุไฉนจะมายื่นเอาทีหลังเลือกตั้งเป็นเดือน กกต.จะใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ
ประการที่ 4 หากกกต.ให้ใบแดงจตุพร กกต.จะจัดเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร
ในเมื่อจัดการเลือกตั้งซ่อมในกรณีบัญชีรายชื่อไม่ได้ ตามที่กฎหมายกำหนด
ประการที่ 5 ในเมื่อกกต.ให้ใบแดงไม่ได้ หรือยื่นศาลฎีกาเพิกถอนไม่ได้ ก็เหลือช่องทางเดียวคือยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานภาพของนายจตุพร หลังประกาศรับรองให้เป็นส.ส.แล้วเท่านั้น ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจศาลฎีกาเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้งกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังประกาศผลย่อมไม่มีแน่นอน
ประการสุดท้าย หาก กกต.ไม่รับรอง โดยการให้ใบแดงไม่รับรองนายจตุพรแล้วเลื่อนผู้มีบัญชีรายชื่ออันดับที่ 62 ขึ้นมาแทน ย่อมไม่มีทางเป็นไปไม่ได้แน่นอน
เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 99 วงเล็บสอง รธน.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากจะเลื่อนขึ้นมาก็ต้องเป็นกรณีมีส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อว่างลง จึงเลื่อนขึ้นมาแทนได้
แต่กรณีนี้นายจตุพรยังไม่ได้เป็นส.ส. แล้วตำแหน่งจะว่างลงได้อย่างไร
และ หากไปบอกว่านายจตุพรถูกเพิกถอนเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ต้องถามว่านายจตุพรถูกเพิกถอนไปเมื่อไหร่ เพราะศาลฎีกาไม่เคยเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.61ราย นายจตุพรอยู่ในลำดับที่8จะไม่รับรองได้อย่างไร
ดังนั้นการที่กกต.คิดจะไม่ยอมรับรองนายจตุพรเป็นส.ส.แล้วจะเลื่อนอันดับที่62ขึ้นมาแทนจึงผิดกฎหมาย
ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งกกต.ได้
**********
รายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ www.kaninboonsuwan.com
โต้แย้ง กกต. กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์
กรณี ที่ กกต. มีมติด้วยเสียงข้างมากไม่รับรองการเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม นั้น ผมมีข้อโต้แย้ง ทั้งในทางวิชาการ และโดยหลักกฎหมาย ดังต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง ใน เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กกต. จะต้องประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการ เมือง ตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลข ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง นั้น
แล้วเหตุไฉน กกต. จึงไม่รับรองการเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับ ๘ ของบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ?
ประการที่สอง ในเมื่อ กกต. ได้คำนวณเกณฑ์คะแนนที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อว่าได้ ๖๑ คน
แล้วเหตุไฉน กกต. จึงรับรองการเป็น ส.ส. ของระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ ๖๐ คน ?
ประการที่สาม ในเมื่อมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้า กกต. สงสัยว่าผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือก ตั้งของผู้นั้นก่อนวันเลือกตั้ง
แล้วเหตุไฉน กกต. จึงเพิ่งจะมาถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ฐานขาดคุณสมบัติ เนื่องจากขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เอาเมื่อผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วตั้งเกือบเดือน ถามว่า กกต. ใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ ?
ประการที่สี่ ใน กรณีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้า กกต. จะให้ใบแดงผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง กกต. ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้น แต่ในกรณีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ถ้า กกต. ให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในอันดับ ๘ ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย
แล้ว กกต. จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร เมื่อจัดการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อใหม่ไม่ได้ แล้ว กกต. ไปให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อย่างไร ?
ประการที่ห้า การ ที่ กกต. บอกว่า ไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร เป็นผู้ถูกให้ใบแดงก็ไม่ใช่ เพราะล่วงเลยวันเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากอำนาจของ กกต. และศาลฎีกามาแล้ว ช่อง ทางทางกฎหมายที่จะเล่นงาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงเหลืออยู่ทางเดียว คือ ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หลังประกาศให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. ไปแล้ว เท่านั้น
ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจของศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้ง กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังการประกาศผล ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน
ประการที่หก กรณี ที่ กกต. อ้างว่า จะไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แล้วจะเลื่อนบุคคลในบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๖๒ ของพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน นั้น ถ้าดูตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๒) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรณีที่จะเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเดียวกันขึ้น มาเป็น ส.ส. แทนได้ จะต้องเป็นกรณีที่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อพ้นจากตำแหน่งซึ่งทำให้ตำแหน่ง ส.ส. ว่างลงหนึ่งตำแหน่ง จึงเลื่อนขึ้นไปได้
แค่กรณีนี้ ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีตำแหน่งเป็น ส.ส. หรือยัง ถ้า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ตำแหน่ง ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะว่างลงได้อย่างไร
ในทางกลับกัน ถ้าบอกว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร ก็ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถูกถอนการเป็นผู้สมัครไปตั้งแต่เมื่อไร ดังนั้น ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่เคยถูกศาลฎีกาสั่งถอนการสมัครก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๖๑ คน กกต. จะไม่ให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ ๘ เป็น ส.ส. ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า การที่ กกต. ไม่ยอมให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. แล้วสั่งเลื่อนบุคคลในลำดับที่ ๖๒ ขึ้นมารับรองเป็น ส.ส. แทน จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด “หรือไม่ก็เข้าข่ายส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
ประการที่เจ็ด กรณี ที่ กกต. อ้างว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เนื่องจากถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล จึงขาดสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทย และดังนั้น จึงต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น
คำถามง่ายๆ คือ ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว จะพ้นจาก ส.ส. ได้อย่างไร
และ ที่ กกต. อ้างว่า เนื่องจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎาคม จึงทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะขาดจากสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทยตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๒๐ (๓) นั้น
ก็ ถามง่ายๆ เช่นเดียวกันว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ (๓)
ดังนั้น ในเมื่อตามรัฐธรรมนูญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามและได้เป็นผู้สมัครมาตลอดจนถึงวันเลือกตั้งและจนถึงทุกวันนี้
จะไปเอาข้อความในกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ?
และประการสุดท้าย กรณี ที่คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. อ้างว่า เรื่อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องการขัดกันระหว่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ กับรัฐธรรมนูญ จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเสียก่อน นั้น
คุณสดศรี พูดเองนะครับว่า เป็นเรื่องขัดกันระหว่างกฎหมายลูกกับรัฐธรรมนูญ แล้ว กฎหมายลูกจะไปขัดกับกฎหมายแม่ได้อย่างไร
และการที่คุณสดศรี อ้างว่าจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้น คุณสดศรี และ กกต. ทุกคน ย่อมทราบดีว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการชี้ขาดว่า ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑
คือ กกต. ส่งเรื่องไปที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายจตุพร ก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. แล้ว กกต. จะส่งเรื่องให้ใคร ?
สรุป กกต. พลาดเอง (หรือ อาจจะไม่ได้พลาดก็ได้ เพราะรู้อยู่แล้ว) ที่ไม่ส่งเรื่องการขาดคุณสมบัติของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อนวันเลือกตั้งตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ดังนั้น จะชอบหรือไม่ชอบ เต็มใจหรือไม่เต็มใจ หรือจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม กกต. ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
กรณ์ จาติกวณิช:สู้กับทักษิณ
ที่มา Thai E-News
สิ่ง ที่เราควรจะต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจกับผู้ที่ยังไม่รู้..ถ้าเรามองเขาว่าเขาไร้การศึกษา โง่ ฯลฯ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้โอกาสในการทำความเข้าใจกับเขายากขึ้น อีกด้วย .. เชื่อผมเถอะครับ พอถึงเวลาเสื้อแดงที่เขามีอุดมการณ์จริง ไม่ได้รับเงินใครมา เขาก็จะเคลือบแคลงใจว่าทำไมถึงต้องช่วยคนโกงแค่คนเดียว
ที่มา บันทึกจากเฟซบุ๊คกรณ์ จาติกวณิช
ผม ได้คอยอ่านความคิดเห็นของทุกๆคนมาตลอด และรู้สึกได้ว่ามีความตื่นตัว เป็นห่วงเป็นใยกันอย่างมากต่อพิษภัยของอดีตนายกฯที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศที่ จะมีต่อประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
การบ้านที่เราต้องทำร่วมกันมีอีกมาก และโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เรายังต้องปรับยุทธศาสตร์อีกในหลายๆเรื่องด้วยกัน
อย่าง ไรก็แล้วแต่มีประเด็นที่ผมอยากฝากให้ทุกคนพิจารณาทบทวน กล่าวคือ ผมไม่คิดว่าเราควรจะถากถางหรือดูหมิ่นดูแคลนเพื่อนร่วมชาติของเราที่เลือก พรรคเพื่อไทย
มากกว่านั้นผมไม่คิดแม้แต่ว่า เราควรมีอคติมากมายกับพวกที่มองตัวเองว่าเป็นพวกเสื้อแดง
ถ้า เรามองเขาว่าเขาไร้การศึกษา โง่ ฯลฯ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้โอกาสในการทำความเข้าใจกับเขายากขึ้น อีกด้วย และถ้าเราจะช่วยประเทศของเรา การทำความเข้าใจถือเป็นเรื่องที่จำเป็น
ไม่มีทางอื่นเลยครับ หลายๆครั้งผมได้ลบข้อความที่ดูหมิ่นฝั่งที่ไม่เลือกเราอย่างหยาบคายออกจากหน้า FB ของผม
ก็หวังว่าไม่โกรธกันนะครับ ผมเชื่อว่าผมเป็นสส.ที่มีหน้าที่ปกป้องประโยชน์ของคนไทยทุกคน
แม้ ว่าเราอาจจะเห็นอยู่ว่าแกนนำเขาหลอกลวง พูดความเท็จต่างๆนานา และ ประชาชนฝั่งเขาก็ได้รับฟังความข้างเดียวมานาน เราก็ต้องอดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง ต้องอดทนแม้แต่อคติที่ฝั่งเขาอาจจะยังมีจากการปลุกระดมโดยแกนนำ
เราอาจจะได้คะแนนเสียงน้อยกว่าก็จริง แต่ไม่ได้หมายความเลยว่าความคิดความเชื่อของเรานั้นผิด
ดังนั้น ผมคิดว่า หน้าที่ของเราคือชี้แจงอธิบายและในขณะเดียวกันคอยฟังและทำความเข้าใจกับความคิดของเขาด้วย
ส่วนจุดยืนของผม เคยเป็นอย่างไรนั้น ขอเรียนว่า ไม่เปลี่ยนแปลงครับ การล้างผิดให้ใครเพียงเพราะเขามีอำนาจเป็นสิ่งที่ผมไม่มีวันยอม
และ เชื่อผมเถอะครับ พอถึงเวลาเสื้อแดงที่เขามีอุดมการณ์จริง ไม่ได้รับเงินใครมา เขาก็จะเคลือบแคลงใจว่าทำไมถึงต้องช่วยคนโกงแค่คนเดียว
การ เดินบนเส้นทางนี้อาจจะไม่โลดโผนและต้องใช้ความอดทน อย่าลืมครับว่าเป้าหมายเราคือ เสียงข้างมาก และ ความสมัครสามัคคีบนพื้นฐานความถูกต้อง
ฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ การทำความเข้าใจกับผู้ที่ยังไม่รู้ ไม่ใช่ไปด่าว่าเขานะครับ
******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เสื้อแดงไม่ได้มีแต่คนบ้านนอกแบบที่กรณ์คิดหรอกนะนี่ อาจเป็นภาพที่คนแบบกรณ์และปชป.ไม่เคยคิด คนเสื้อแดงเปิดแชมเปญฉลองชัยเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเหนือประชาธิปัตย์อยู่หลาย มุมโลก ทั้งซิดนีย์ แอลเอ นิวยอร์ก ชิคาโก้ ลอนดอน เบอร์ลิน มิวนิค โตเกียว โคเปนเฮเก้น เฮลซิงกิ ออสโล แน่นอนรวมทั้งบ้านโคกหินเหิบ และหมู่บ้านเสื้อแดง อุดรฯที่เปิดสาโทฉลองในวาระเดียวกันนี้ด้วย
-พท.ชนะฟ้าถล่ม เสื้อแดงฉลองชัยทั่วไทยทั่วโลก
ผู้หญิงยิงฮ. หัวใจเธอมันน่ากราบ
ที่มา Thai E-News
อยาก ฝากความคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน ขอให้สู้กันต่อไปนะ คนข้างในนี้ก็ยังสู้อยู่ ฉันโดนโทษ 1 ปี 6 เดือน ตอนนี้ติดมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว หลังจากสิ้นเดือนนี้ ฉันก็จะนับถอยหลังไปอีก 3 เดือน 14 วัน เพื่อรอให้ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 9 โมงเช้า ฉันก็จะพ้นโทษออกไปจากที่นี่ และสัญญาว่าจะไปร่วมต่อสู้ด้วยกันกับพี่น้องข้างนอกต่ออย่างแน่นอน-ปากคำนัก โทษหญิงเสื้อแดง
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2554
อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ เขียนลงในเฟซบุ๊คว่า ปัญหาการเยียวยาที่ผ่านมา ทั้่ง นปช. มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และพรรค ได้เยียวยาคนเสียชีวิต บาดเจ็บไปพอสมควร ถ้าขาดไปบ้างคงน้อยมาก แต่ที่มีข้ออ่อนคือ ผู้ถูกคุมขัง ซึ่ง ส.ส. ในพื้นที่รับงานไปดูแลยังไม่ทั่วถึง แม้ นปช. ก็เช่นกัน
โดยเฉพาะคน ที่ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีคนแจ้งเรื่องและติดตามเรื่อง ผู้หญิง 3 คนที่ทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม เพิ่งได้ชื่อมา 2-3 วันนี้ ให้ทีมเลขาไปตรวจดู จึงได้เยี่ยมเพียงคนเดียวชื่อนางนฤมล อรุณรุ่งโรจน์ ซึ่งถูกตั้งข้อหายิงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมมีอาวุธสงคราม โดยต้องอยู่ในเรือนจำมาหนึ่งปีกว่าแล้ว และจะตัดสินในวันที่ 10 ส.ค. 54 ที่ศาลแขวงพระโขนง
ยังขาดเยี่ยมอีก 2 คนคือ นางเจียน ทองมาก และนางพยอม บุญสูงเนิน ซึ่งทาง นปช. จะทยอยเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ต่อไป
ทั้งหมดนี้ มาจากการขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจน และคณะผู้ติดตามดูแล นี่จึงเป็นที่มาที่ต้องทำ "กองทุนยุติธรรม" เพื่อคนเหล่านี้ รวมทั้งคนตาย บาดเจ็บ ทั้งต่อสู้คดีและเรียกร้องความเสียหาย
ผู้หญิงยิงฮ.?
ทั้งนี้มีรายงานข่าวช่วง การชุมนุม10เมษายน2553 ในเวลา 17.50 น.เฮลิคอปเตอร์ทิ้งแก๊สน้ำตา 2 ลูก ใกล้บริเวณพื้นที่ชุมนุมสะพานผ่านฟ้า โดยลูกแรกตกที่สี่แยกหน้าหอศิลป์ ลูกที่ 2 ตกบนสะพานหน้าวัดสระเกศ ซึ่งห่างจากสะพานผ่านฟ้า 100 เมตร หลังจากนั้นมีกลุ่มควันแก๊สน้ำตากระจัดจายปกคลุมทั่วบริเวณสะพานผ่านฟ้า ทำให้ผู้ชุมนม แกนนำแดง และผู้สื่อข่าว แตกตื่นวิ่งหนีกระจัดกระจาย พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความปวดแสบปวดร้อน เนื่องจากพิษของแก๊สน้ำตาทำให้ผิวหนังแสบร้อน ต่างวิ่งหาน้ำมาล้างตาและผิวหนัง
ภายหลังจากที่แกนนำแดง และผู้ชุมนุมได้บรรเทาอากาศแสบร้อนจากแก๊สน้ำตาแล้ว แกนนำได้ขึ้นปราศรัย เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมแตกตื่น และสั่งให้ปล่อยโคมลอยและลูกโป่งสวรรค์ เพื่อสกัดเฮลิคอปเตอร์ ทั้งนี้มีเฮลิคอปเตอร์บินวนไปวนมาอยู่บริเวณสะพานผ่านฟ้าCRY FREEDOM-สตรีเสื้อแดงยกผืนธงชาติไตรรงค์ขึ้นเช็ดน้ำตา หลังจากถูกฮ.ของทหารโปรยแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมเมื่อ 10 เมษา 53 ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญภาพหนึ่งของการชุมนุมปี 53 ในฐานะเป็นภาพที่แพร่หลายที่สุดภาพหนึ่ง
เมื่อ สัปดาห์ก่อนนี้มีการจัดกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแก่นักโทษเสื้อแดง"ขึ้น โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รายงานว่า มีนักโทษเสื้อแดงชายที่มีภรรยาติดคุกคดีก่อการร้ายพร้อมกัน แต่ติดอยู่คนละแดน ได้ร้องขอให้กลุ่มที่ทำกิจกรรมได้ไปเยี่ยมนักโทษหญิงด้วย เพราะอยู่ในสภาพถูกหลงลืม
โดยผู้ใช้ชื่อว่า ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎรเขียนบันทึกใน เฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯว่า
หลังจากเข้าเยี่ยมและมอบของขวัญแด่นักโทษการเมืองเสื้อแดง 49 คนในเรือนจำชายเรียบร้อยแล้ว (อ่านรายละเอียด:เสียงเล็กๆจากคนเสื้อแดงหลังลูกกรง บทสัมภาษณ์นักโทษการเมืองคดี 112 จากกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง")
ทาง ทีมงานกิจกรรม"ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง" นำโดยทีมทนายจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ และพี่นกแดง ก็เดินทางต่อมายังทัณฑสถานหญิง เพื่อตีเยี่ยมนักโทษการเมืองหญิงที่เหลืออยู่ 4 คน ในเรือนจำหญิงแห่งนี้แต่ละคนแต่ละสายก็แบ่งหน้าที่กันเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังกันชุดละสามคน ทั้งพี่ดา ตอร์ปิโด และคนอื่นๆอีก3คน
ตัว ผม พี่บี้ อัฐพล และพี่เอก เอกชัย(ผู้ต้องหาคดี112ที่ได้ประกันตัวออกมาสู้คดี) ได้ตีเยี่ยมผู้ต้องขังหญิงเสื้อแดง ที่ต้องโทษคดีพกพาวัตถุระเบิด คุณพยอม หนูสูงเนิน ชาวจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งศาลพิพากษายืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา
พวก เราได้พูดคุย สอบถาม ให้กำลังใจ รวมทั้งขอสัมภาษณ์สั้นๆมาเพื่อนำสาส์นนี้มาเผยแพร่ให้กับพี่น้องเสื้อแดงภาย นอกได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น
พี่พยอมเล่าว่า สามีของพี่เขา ชื่อพี่โชค (โชคอำนวย สุรการ) ติดคุกคดีก่อการร้าย ที่ฝั่งเรือนจำชายเช่นกัน พี่โชคถูกจับในวันที่ 17 พ.ค. 53 ส่วนพี่พยอมถูกจับในวันที่ 18 ที่บริเวณคอนโด หลังจากแวะกลับไปอาบน้ำ
พี่ เอกชัยได้แจ้งกับพี่พยอมว่า เมื่อเช้าเข้าไปเยี่ยมในเรือนจำชาย พี่โชคก็ฝากความคิดถึงมา ฝากมาบอกว่าพี่โชคยังไม่ลืม และยังเป็นห่วงพี่พยอมเสมอ ให้อดทนเอาไว้ พี่โชคก็จะอดทนเช่นกัน พี่พยอมก็ตอบว่าก็มีแต่พี่โชคนี่แหล่ะที่ยังเป็นกำลังใจให้กันและกัน เขียนจดหมายคุยกันข้ามกันไปข้ามกันมาในสองเรือนจำนี่แหล่ะ
ต่อไปเป็นบทสัมภาษณ์พี่พยอม หนูสูงเนิน นะครับ
ผม : สภาพความเป็นอยู่ข้างในเป็นอย่างไรบ้างครับ?
พี่ พยอม : ตอนนี้ก็ลำบาก จริงๆก็ลำบากมาตลอด อยู่เฉยๆไม่ได้เลย มันคิดมาก มันฟุ้งซ่าน ไม่รู้จะทำยังไง ตอนหลังนี่เขาก็ให้พี่ไปปูกระเบื้อง ไปช่วยบำเพ็ญประโยชน์อยู่ข้างในนี้
ผม : ตอนนี้ขาดเหลืออะไรบ้างมั๊ยครับ พวกผมจัดกิจกรรมช่วยเหลือคนข้างในจะพยายามจัดส่งเข้าไปให้ครับ
พี่ พยอม : ตอนนี้หน้าฝน ลำบากมากเรื่องเสื้อผ้า ก็ขอเป็นชุดผ้าบาง(แบบไม่มีแถบ) ชุดชั้นใน กางเกงใน ผ้าถุง ผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก สบู่ แชมพู ผ้าอนามัย พวกนี้ ยังไงก็ขอบคุณพวกเรามากนะที่ยังไม่ลืมกัน
ผม : ที่ผ่านมามีใครมาเยี่ยมพี่พยอมบ้างมั๊ยครับ
พี่พยอม : ...(ไม่พูดอะไร แต่หยิบผ้าปิดปากขึ้นมาซับน้ำตา ร้องไห้... ผมอดน้ำตาซึมไปด้วยไม่ได้) ... 4 เดือนแล้ว ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย วันนี้นกแดงเขามาด้วยมั๊ย พี่คิดถึงนกแดง มีแต่เขาที่คอยมาเยี่ยมคนในนี้อยู่ตลอด
ผม : ตอนที่พี่พยอมอยู่ในที่ชุมนุมเป็นการ์ดนปช.เหมือนกันใช่มั๊ยครับ ?
พี่ พยอม : ตอนแรกน่ะนะ พี่กับพี่โชค ก็เป็นพ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อแดงธรรมดานี่แหล่ะ ไปๆมามาพอรู้จักคนเยอะเข้า ก็เริ่มมีลูกน้อง แล้วก็เข้าไปทำงานกับการ์ดส่วนกลาง ไปขึ้นตรงกับพี่อารีย์(อารีย์ ไกรนรา) แล้วพอดีว่าในลูกน้องที่เป็นการ์ดนั้น มันมีสายจากฝั่งตรงข้ามมาแฝง คอยรายงานนายมัน ชื่อไอ้โต้ง กับไอ้ตี๋ แล้วก็ยังมีอีกหลายคน ส่วนใหญ่ที่โดนจับกันก็เพราะไอ่ที่เป็นสายมาแฝงตัวนี่แหล่ะ
ผม : แล้วพี่พยอมได้รับความช่วยเหลือจากทางนปช.หรือทางพรรคบ้างมั๊ยครับ หรือมีใครจากทางนั้นมาเยี่ยมบ้างไหม?
พี่ พยอม : ...ตั้งแต่ติดคุกมา 1 ปี 3 เดือน ได้จากพรรคช่วยเหลือมา 600 บาท ตอนนั้นให้ญาติไปทำเรื่อง ไปเซ็นต์ไปขอเบิกมา โอ๊ย ยากเย็นจริงๆน่ะ เรื่องคนจะมาเยี่ยมก็ได้แต่รอคอยความหวังกันไป
ผม : ทางคุณอารีย์ ไกรนรา หัวหน้าการ์ดที่พี่พยอมเคยทำงานให้นี่เขาได้ส่งข่าวคราวหรือแวะมาเยี่ยมบ้างรึยังครับ?
พี่พยอม : ไม่เคยนะ
ผม : พี่พยอมอยากฝากอะไรถึงพี่น้องเสื้อแดงที่ยังร่วมกันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้วยกันอยู่ข้างนอกมั๊ยครับ ?
พี่ พยอม : ก็อยากจะฝากความคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน ขอให้สู้กันต่อไปนะ คนข้างในนี้ก็ยังสู้อยู่ ฉันโดนโทษ 1 ปี 6 เดือน ตอนนี้ติดมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว หลังจากสิ้นเดือนนี้ ฉันก็จะนับถอยหลังไปอีก 3 เดือน 14 วัน เพื่อรอให้ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 9 โมงเช้า ฉันก็จะพ้นโทษออกไปจากที่นี่ และสัญญาว่าจะไปร่วมต่อสู้ด้วยกันกับพี่น้องข้างนอกต่ออย่างแน่นอน
ผม : วันที่ 14 พ.ย. นี้พี่พยอมจะพ้นโทษแล้วใช่มั๊ยครับ มีญาติๆรู้ข่าวกันบ้างรึยังครับ มีใครจะมารับรึปล่าวครับพี่ ?
พี่พยอม : ก็อยากให้มีคนมารับเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าญาติๆพี่ที่ชัยภูมิเขาจะสะดวกมากันรึปล่าวจ้ะ
ผม : ถ้าอย่างนั้นพวกผมทั้งพี่นกแดงแล้วก็พี่น้องเสื้อแดงจะมาต้อนรับพี่ออกจากเรือนจำด้วยกันครับ เช้าวันที่ 14 พ.ย.นี้ นะครับ
พี่พยอม : ยิ้มๆ แล้วก็บอกว่าขอบคุณทุกๆคนที่มาเยี่ยมพี่มากๆเลยนะ
จาก นั้นเราทั้ง 3-4 คนก็ร่ำลากัน แล้วก็แยกย้ายกันออกมา ข้าวของเครื่องใช้ที่ขาดเหลือจะให้ทางสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ส่งเงิน เพื่อจัดซื้อสิ่งของที่ยังขาดอยู่เข้าไปให้กับพี่พยอมและนักโทษคนอื่นๆต่อไป ครับ
ทั้งนี้ ผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคนที่สนใจไว้ล่วงหน้า เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ต้อนรับเพื่อนเรากลับบ้าน ในวันที่ 14 พ.ย. 54 นี้ เวลา 9 โมงเช้า ขอเชิญร่วมแสดงความยินดีกับอิสรภาพที่พี่น้องเรากำลังจะได้รับ แม้จะยังไม่ครบทุกคน
********
ขอมั่งดิ
ส่วนผู้ใช้นามว่าบี้ อัฐพล ก็เขียนลงในเฟซบุ๊คเล่าเรื่องนี้ว่า
25 ก.ค. 2554
12.30 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ผมยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเพื่อน ๆ พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ส่วนใหญ่แต่งเครื่องแบบสีแดงกันเต็มยศ
แทบทุกคนกำลังพยายามสื่อสารสื่อสารข้ามแผ่นกระจกหนาขนาดใหญ่ที่กั้นกลางระหว่างพวกเขากับผู้ชายในเครื่องแบบสีเหลืองกลุ่มหนึ่ง
บาง คนได้ใช้โทรศัพท์พูดคุย หลายคนตะโกน บ้างก็ชูมือชูไม้ส่งสัญลักษณ์สื่อความหมาย ให้กำลังใจกับคนอีกฟากฝั่งหนึ่ง เสียงดังเซ็งแซ่เหมือนนกกระจอกแตกรัง
"สู้!...สู้!"
"เราชนะแล้วนะ เดี๋ยวก็จะได้ออกมาแล้ว"
"อดทนหน่อย ข้างนอกกำลังช่วยอยู่"
"ทำไมวันนี้ใส่สีเหลืองล่ะ?"...(ฮา)
การเข้าเยี่ยมวันนี้ อาจจะเป็นวันที่มีคนเข้าเยี่ยมและคนถูกเยี่ยมมากที่สุดก็เป็นได้
ผมยืนมองชายชุดเหลืองฝั่งตรงข้าม เห็นหลายคนพูดคุยผ่านโทรศัพท์กับคนที่มาเยี่ยมด้วยความตื่นเต้น ดีใจ
ถึง แม้พวกเขาแทบจะไม่รู้จักกันเลยก็ตาม หลายคนยืนยิ้มโบกไม้โบกมือกับคนชุดแดงฝั่งนี้ แต่มีหลายคนยืนชิดผนังด้านหลัง สีหน้าเรียบเฉย ยากจะเดาความรู้สึก
"พวกนั้นมันน้อยใจน่ะ ยังไม่ได้คุยกับใครเขาเลย" พี่นกแดงที่คุ้นเคยกับพวกเขาดี อธิบายเวลามีน้อย โทรศัพท์ก็มีน้อยไปในวันนี้
ขณะ ที่ผมกำลังยืนสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่นั่นเอง พี่ชายผมสีดอกเลา รูปร่างค่อนข้างบึกบึนในชุดเหลืองคนหนึ่ง สบตาผมแล้วชี้มือชี้ไม้มาที่กระจกพร้อมกับป้องปากพูดอะไรบางอย่าง
ผมตรงเข้าไปใกล้กับกระจก พยายามฟัง แต่ความหนาของมันทำให้เราทั้งคู่ไม่ได้ยินเสียง
พี่ชายคนนั้นหาทางสื่อสารกันใหม่ แกก้มตัวลงพูดผ่านแถบโลหะที่ปิดไว้ด้านล่างสุดของกระจก ผมก้มลงฟัง คราวนี้ได้ยินชัดขึ้น
"ไปเยี่ยมฝั่งผู้หญิงด้วยนะ!"
ผมทำหน้างง ๆ "อะไรนะพี่?"
"ช่วยไปเยี่ยมฝั่งผู้หญิงด้วย แฟนผมอยู่ฝั่งโน้น ผมเป็นห่วง" สีหน้าดูกังวลด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
ผมรับปาก แต่ในใจไม่มั่นใจนัก...
14.30 น.
ฑัณทสถานหญิงกลาง
พี่นกแดงพาพวกเรามาเยี่ยมผู้ต้องขังหญิง
ผม,จอม และเอกชัย(ผู้ถูกกล่าวหา 112 แต่ได้ประกันตัว) ได้เข้าเยี่ยมพี่พยอม โชคดี...พี่พยอมเป็นคนที่พี่ชายฝั่งโน้นฝากให้มาเยี่ยม
จอม กับเอกชัยพูดคุยกับพี่พยอมผ่านไมโครโฟน (ไม่เหมือนฝั่งโน้นที่ใช้โทรศัพท์) การพูดคุยคราวนี้เรียกน้ำตาจากทั้งสองฟากกระจก โดยไม่ต้อง"บิ้วด์" อารมณ์ หวังเรตติ้งคนดู แบบเดียวกับรายการทอล์คโชว์งี่เง่าทั้งหลาย (ของผมกับจอมแค่น้ำตาซึมนะ... เพื่อรักษาภาพความเป็นแมน แหะ แหะ)
ถึงคิวผม
"พี่ ครับ พวกผมมาให้กำลังใจพี่นะครับ เมื่อกี้ผมไปฝั่งโน้นมา แฟนพี่เค้าฝากให้มาเยี่ยมพี่ให้ได้ พี่เค้าเป็นห่วงพี่มากนะครับ ส่วนพี่เค้าสบายดี"เอ่อ...ประโยค หลังนี่ พี่ผู้ชายไม่ได้ฝากมานะครับ ผมขออนุญาตพูดแทนก็แล้วกัน แหะ แหะ (คิดว่าพี่เค้าคงอยากบอกแหละน่า แต่ตามธรรมชาติคนต่างจังหวัด มักจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกดราม่าซักเท่าไหร่ มันจะเขินเขินน่ะ -> สรุปจากตัวเองหรือเปล่าเว้ย?)
"พี่เค้าฝากบอกให้พี่ดูแลตัวเองให้ดี เค้าคิดถึงพี่มากนะครับ"...
หลังจากส่งสาร ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากพี่พยอม เห็นแต่หยาดน้ำใส ๆ ที่เริ่มเอ่อออกมาซึมดวงตาอีกครั้ง พร้อม ๆ กับเห็นความพยายามอย่างมากที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้เป็น ปกติ
ผมเชื่อว่า ตอนนี้ในใจของพี่พยอม คงเต็มไปด้วยกำลังใจที่จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพูดหวาน ๆ ซึ้ง ๆ ไม่จำเป็นต้องจ้องหน้าสบตากัน ทั้งสองคนได้รับรู้ว่าในช่วงเวลาที่แสนเลวร้าย ยังคงมีคนที่คอยยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเสมอและตลอดไป
เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว
ผม จากที่นั่นมา พร้อมกับความรู้สึกอิ่มใจที่ได้ทำตามสัญญา ขณะเดียวกันก็มีอาการแปลก ๆ เกิดขิ้นกับผม มันเป็นอาการแสบ ๆร้อน ๆ ที่บริเวณขอบตา
มันเกิดขึ้นตอนที่ผมกำลังคิดในใจว่า
"ขอ มั่งดิ ขอมั่ง...ขอฟิลโรแมนติกประมาณนี้กับกรูบ้าง อะไรบ้าง จะได้ไหม?...แต่ขอแบบไม่ต้องมีรั้วคอนกรีตหนา ๆ ไม่ต้องมีลูกกรง ไม่มีลวดหนามมากั้นนะเว้ย...กรูป๊อดดด!"...********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์:กิจกรรม“ของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง” ทะลุเป้า ! : คำขอบคุณที่แทรกผ่านลูกกรงจากเพื่อนสู่เพื่อน
-เสียงร้องหาความเป็นธรรมจากเรือนจำมหาสารคาม
-ผู้ตาย บาดเจ็บ ถูกคุมขัง และสูญหายจากเหตุการณ์
ดร.กฤตยา อาชานิจกุล รองผอ.สถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทนศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณีเม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) แสดงข้อมูลไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงรายละเอียดของผู้เสียชีวิต 92 ราย
นางกฤตยา กล่าวว่า รัฐบาลไม่สมควรสั่งทหารใช้ปืนสไนเปอร์กับประชาชน และยังมีข้อเท็จจริงจากศปช.ด้วยว่า มีการใช้จำนวนกระสุนปืนสไนเปอร์ในเหตุการณ์ทั้งหมด 2,000 กว่านัด จาก 3,000 กว่านัด ทั้งๆ ที่สิทธิการใช้ปืนชนิดนี้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษเท่านั้น ไม่ใช่ทหารทุกคนจะสามารถใช้ได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงคลี่คลายได้ยาก หากความจริงกับการพูดของแต่ละฝ่ายยังบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจ ยังล่าช้าไม่มีความคืบหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารของศปช.ระบุว่า จากการติดตามรวบรวมข้อมูลของศปช. จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีทั้งสิ้น 92 ราย แบ่งเป็นขอคืนพื้นที่ วันที่ 10 เม.ย. 26 ราย กระชับพื้นที่ วันที่ 14-19 พ.ค. 57 ราย ในจำนวนนี้มี 3 ราย ไม่ทราบชื่อ เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 9 ราย ในเหตุการณ์ปะทะย่อยรวมถึงเหตุปะทะในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ข้อมูลของ ศปช. ณ วันที่ 1 เม.ย. 2554 ยังระบุว่า ภายหลังจากประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 7 เม.ย. โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้วนั้น พบว่าปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวทั่วประเทศอีก 133 ราย เป็นชาย 121 ราย หญิง 12 ราย ชาวต่างด้าวอีก 3 ราย ซึ่งข้อหาส่วนใหญ่ คือ การละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป การร่วมวางเพลิง สถานที่ราชการ และก่อการร้าย อีก 5 ราย ฯลฯ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการออกหมายจับ และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ของกลุ่มนปช. ต่อ สาธารณะ อย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ศปช.ยังได้รับข้อมูลคนหายในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวจากมูลนิธิกระจกเงา จำนวน 20 ราย ซึ่งบางส่วนพบว่ามีการทำให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย
แต่เราก็ยังคงต้องยืนหยัดสู้ร่วมกันต่อไป
คลังเตรียมหลักทรัพย์ไว้ไถ่โบอิ้งแล้วหากแพ้คดี พิเชียรยุยึดรถเบ๊นซ์-บีเอ็มที่ส่งมาขายในไทยแก้เผ็ด
ที่มา Thai E-News
จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด -อัยการสูงสุด และกระทรวงการคลัง ได้จัดเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากแพ้คดี
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2554
จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เผย ศาลนัดสืบพยาน คดียึดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ในเดือน สิงหาคมนี้
สำนักข่าวINN ร ายงานว่า นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ที่ผ่านมานี้ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเครื่องบินบอิ้ง 737 ถูกอายัดที่ประเทศเยอรมนี ว่า ศาลแลนด์ชุท (Landshut) ประเทศเยอรมนี จะมีการนับสืบพยานในช่วงเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งอัยการสูงสุด ย้ำว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้เสร็จสิ้น ในการนำเครื่องบินลำดังกล่าวกลับ
ส่วนข่าวการอายัดเตรียมเครื่องบิน ลำที่ 2 หากเกิดขึ้นจริง จะต้องดำเนินการตอบโต้ เนื่องจากเครื่องบินลำที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศแต่อย่างใด
ส่วนกรณีคดีที่บริษัท วอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย และขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ทางไทยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลนิวยอร์กไปแล้วเมื่อวานนี้ และจะมีการนัดสืบพยานในช่วงปลายปี ทั้งนี้ ทางอัยการสูงสุด และกระทรวงการคลัง ได้จัดเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากแพ้คดี และจะมีการฟ้องกลับบริษัท วอลเตอร์ บาว อย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด
นอกจากนี้ กรณีที่ทางการเยอรมัน ได้มีการถอนคำสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศนั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบกับคดี เนื่องจากเป็นสิทธิของแต่ละประเทศในการให้บุคคลใดเข้าออกก็ได้
น้ำพระทัยสมเด็จพระบรมฯทรงห่วงความรู้สึกคนไทย
ก่อน หน้านี้เมื่อ 22 กรกฎาคม นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แถลงความคืบหน้าการถอนอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะ โบอิ้ง 737 ว่า "สมเด็จพระบรมฯทรงห่วงความรู้สึกของคนไทย อยากให้คนไทยเข้าใจว่าพระองค์ท่าน ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎการบิน ทรงทำถูกต้องทุกอย่าง พระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับคดี รัฐบาลไทยพร้อมที่จะเอาเงินวางเพื่อจะนำเครื่องบินออกมาเพื่อถวายพระองค์ ท่านทรงใช้งาน แต่พระองค์ท่านมีพระราชวินิจฉัยว่าไม่ต้องวางเงินประกัน พระองค์ท่านไม่ประสงค์ให้นำเงินของรัฐบาลไทยไปวาง ทั้งนี้จากการรายงานข่าวของASTVผู้จัดการ
สถานทูตเยอรมันแถลงคดีสิ้นสุดแล้วไทยควรจ่ายหนี้
ใน วันที่ 22 กรกฎาคม สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์กรณีโบอิง 737 บอกคำตัดสินของศาลเป็นอันสิ้นสุด และจะไม่มีการสืบพยานใด ๆ อีกที่จะเปลี่ยนแปลงคำตัดสินดังกล่าว วอนไทยชำระเงินที่ค้าง เพื่อคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจากรายงานข่าวของINN
เมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่สั่งให้ประเทศไทยจ่ายค่าชด เชยจำนวน 36 ล้านยูโร และแสดงความคาดหวังให้ประเทศไทยชำระเงินดังกล่าว เพื่อเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเยอรมัน และจากประเทศอื่น ๆ ในประเทศไทยอีกครั้ง และจะส่งสัญญาณทางบวกสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมัน-ไทยต่อไปด้วย
นอก จากนี้ ในแถลงการณ์ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่นิวยอร์ก เป็นไปเพื่อร้องขอคำตัดสินว่า การบังคับคดีในเรื่องนี้ สามารถกระทำในสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการสืบพยานใดเพิ่มเติมอีก ที่จะทำให้ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามคำตัดสินได้ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลเมืองลานด์ชูต ใกล้เมืองมิวนิค ได้มีคำตัดสินให้ถอนอายัดเครื่องบินโบอิง 737 โดยมีเงื่อนไขคือ ทางการไทยต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันธนาคารมูลค่า 20 ล้านยูโร แต่รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าจะไม่นำเงินประกันไปแลกกับการนำเครื่องบินออกมาจาก สภาพการถูกอายัด การสืบพยานที่ศาลประจำรัฐเมืองลานด์ชูต จะมีขึ้นอีกครั้งประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม และยังคาดการณ์ไม่ได้ว่ากระบวนการพิจารณาทั้งหลายจะสิ้นสุดเมื่อไร
โบ อิง 737 ถูกอายัด หลังจากคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ตัดสินเมื่อกลางปี 2552 ว่า รัฐบาลไทยต้องจ่ายค่าเสียหายชดเชยให้กับบริษัท วอลเตอร์ บาว ซึ่งคำตัดสินถือเป็นสิ้นสุด
ไทยโต้คดียังไม่สิ้นสุด
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันคดีความระหว่างบริษัทวอลเตอร์ บาว กับรัฐบาลไทย ยังไม่สิ้นสุดตามที่สถานทูตเยอรมนีออกแถลงการณ์ และรัฐบาลเยอรมนีไม่ได้ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคดีหลัก ไม่ใช่การอายัดเครื่องบิน และในส่วนของรัฐบาลไทยยังอยู่ในการต่อสู้ทางคดีที่จะมีการยื่นอุทธรณ์คำสั่ง อนุญาโตตุลาการ ที่นครนิวยอร์ก วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือชี้แจงไปที่รัฐบาลเยอรมนีแล้ว และยืนยันเมื่อคดีสิ้นสุด รัฐบาลไทยพร้อมรับผิดชอบ แต่จะมีการบีบรัฐบาลไทย ในช่วงนี้ไม่ได้
ทั้งนี้ เห็นว่าการดำเนินการของรัฐบาลเยอรมนีมาจากการติดตามข้อมูลจากเอกชน ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไปใช้จ่ายเงิน โดยมีการติดต่อปลายทาง และต่อรองให้ประนีประนอม ชดใช้เงิน ก่อนมีคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการที่มีการเสนอลดดอกเบี้ยให้เป็นการแลก เปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะดำเนินการฟ้องร้องกับเอกชนรายนี้ โดยจะเปิดเผยรายละเอียดหลังอัยการสูงสุดเข้าพบในวันพรุ่งนี้
ขณะ เดียวกัน นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น ถึงเหตุผลที่เยอรมนีจะดำเนินการกับไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และไม่ทราบกระแสข่าวเยอรมนีอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าประเทศได้ รวมถึงที่จะเดินทางมาที่ลาวในช่วงปลายปีนี้ด้วย
บัวแก้วออกแถลงการณ์ ซัดกลับรัฐบาลเยอรมันอย่าพาดพิง 'ราชพาหนะ'
กระทรวง การต่างประเทศของไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์ ต่อเอกสารแถลงข่าวของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยมีเนื้อหาใจความว่า ตามที่สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยได้ออกเอกสารแถลงข่าวเมื่อวัน ที่ 22 ก.ค. 2554 เรียกร้องให้รัฐบาลไทย รีบดำเนินการชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทวอลเตอร์ บาว โดยมีข้อความพาดพิงถึงการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ของสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นั้น กระทรวงการต่างประเทศ ขอแถลงเป็นการย้ำอีกครั้งว่า กรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวอลเตอร์ บาวเป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับผู้ลงทุนเอกชน ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบในนามของรัฐบาลไทย โดยกรณีพิพาทนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องแต่ประการใดกับสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และทรัพย์สินส่วนพระองค์ พระองค์ทรงเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่พิพาทในกรณีดังกล่าว และเช่นเดียวกัน รัฐบาลเยอรมนีก็ไม่ใช่คู่กรณี
กระทรวงการต่างประเทศขอแถลงด้วยว่า ฝ่ายไทยได้แจ้งข้อเท็จจริงข้างต้นให้แก่รัฐบาลเยอรมนีแล้วในทุกระดับตั้งแต่ ต้น ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีก็น่าจะตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงนี้ และด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยจึงรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาล เยอรมนี ดังเอกสารแถลงข่าวล่าสุดของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ซึ่งยังคงพาดพิงถึงการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราชฯ สยามมกุฎ ราชกุมาร โดยใช่เหตุ และโดยมิบังควร กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและดำรงไว้ซึ่งพระ เกียรติยศของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร รวมทั้งกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ เรื่องเกี่ยวกับการอายัดเครื่องบินส่วนพระองค์ยุติลงอย่างรวดเร็วและเป็น ธรรม
พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ปลุกกระแสรักชาติให้ไทยยึดทรัพย์สินเยอรมันโต้ตอบ
นาย พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ผู้ดำเนินรายการวิทยุและโทรทัศน์ ได้กล่าวทางรายการวิทยุFM92.25เมื่อวันศุกร์ว่า การที่สถานทูตเยอรมันออกมาเร่งให้ไทยใช้หนี้บริษัทเอกชนเยอรมันเป็นการกระทำ ที่ผิด เพราะเป็นเรื่องคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน ทางการเยอรมันทำผิดมารยาท หากตนเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะเรียกทูตมาตำหนิแล้วเนรเทศ
"ผม ขอถามกลับไปว่า หากเป็นแบบนี้เยอรมันทำถูกหรือ เครื่องบินเป็นของสมเด็จพระบรมฯเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทยซักหน่อย แล้วเยอรมันมายึดไว้เพื่อขัดหนี้ หากทางการไทยจะเอาคืนบ้างด้วยการยึดทรัพย์สินของเอกชนเยอรมันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการส่งเบ๊นซ์ รถบีเอ็มดับบลิว หรือเคมีภัณฑ์ของบริษัทไบเออร์ที่ส่งมาขายในเมืองไทย เราก็ยึดมั่ง โดยเราบอกว่าขอยึดบ้างจะได้ไหมหละ เพราะเยอมันทำไม่ถูกกับเราก่อน เอาไหมแบบนี้"นายพิเชียรกล่าว
Sunday, July 31, 2011
เปิดปฏิทิน"ปู1" เดินหน้ารัฐบาล
ที่มา ข่าวสด
เมฆหมอกการเมืองเริ่มสลาย
เมื่อกกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งส.ส.รอบ 4 จำนวน 94 คน รวมกับของเดิม 402 คน เท่ากับมีส.ส. ผ่านการรับรองทั้งสิ้น 496 คน
มากกว่าเกณฑ์ร้อยละ 95 หรือ 475 คน สามารถเปิดประชุมสภาได้ภายใน 30 วันหลังเลือกตั้ง
โดยทางสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา วันที่ 1 สิงหาคม นี้
ในจังหวะการเมืองขยับเดินหน้าตามระบบ
ทำให้ กกต.ลดแรงเสียดทานที่พุ่งเข้าใส่ตลอดหลังเลือกตั้ง 3 ก.ค.เป็น ต้นมา
ไม่ เพียงจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยื่นร้องทุกทิศทุกทาง อ้างว่าการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งของกกต. มีข้อผิดพลาดบกพร่องมากมาย พยายามให้การเลือกตั้งโมฆะให้ได้
นอกจากนี้ตามกระแสข่าวยังมี "มือที่มองไม่เห็น"ที่พยายามแทรกแซงกกต.
เป้า หมายสกัดไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาลเพราะกลัวถูกเช็ก บิล วิธีหนึ่งที่ลือกันมากคือให้กกต.ยื้อ ไม่รับรองผลเลือกตั้งส.ส.ครบร้อยละ 95 ซึ่งจะทำให้เปิดประชุมสภาไม่ได้
แต่ความจริงก็คือเมื่อการเมืองเดินหน้ามาไกลขนาดนี้
จาก ผลเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะท่วมท้น คือเครื่องบ่งชี้เจตนารมณ์ประชาชนว่าต้องการให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคใดเป็นแกนนำรัฐบาล
สิ่งที่เรียกว่า"อำนาจนอกระบบ"จึงไม่สามารถสวนกระแสความต้องการของประชาชนได้
กกต.ยอมรับว่าส.ส.ที่ประกาศรับรองรอบ 4 จำนวน 94 คน ไม่มีใครไม่มีเรื่องร้องคัดค้าน
แต่เพราะกฎหมายให้ประกาศรับรองไปก่อนร้อยละ 95 เพื่อให้เปิดประชุมสภาได้ กกต.จึงต้องปล่อยไปก่อน เพราะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์
อีก อย่างคือนับแต่หลังเลือกตั้งจนถึงปัจจุบันมีการร้องคัดค้านเข้ามารวม 500 เรื่อง ไม่มีทางที่ กกต.จะพิจารณาเสร็จทันวันที่ 1 ส.ค.ได้
ที่เหลือเป็น"ติ่ง"ไว้ก็เฉพาะในรายของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ที่ยังไม่รู้ว่าจะกระตุ้นอารมณ์คนเสื้อแเดงมากน้อยขนาดไหน
ส่วน 94 คนล็อตหลังสุดได้ชื่อเป็นรุ่น"ปล่อยผี" ใครจะโดน "สอย" ภายหลังหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป
อย่างไรตามในจังหวะการเมืองได้ฤกษ์เริ่มต้น นับหนึ่ง
ดูเหมือนจะมีแต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่านั้นที่มั่นใจได้เกินร้อยกับตำแหน่งนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย
ส่วนตำแหน่งอื่นไล่มาตั้งแต่ประธานสภาผู้แทนฯ รองประธานสภา รองนายกฯ รัฐมนตรี ที่มีชื่อโผล่กระจัดกระจายตามหน้าหนังสือพิมพ์
เอาเข้าจริงก็เป็นเพียงแค่โผรายชื่อ ที่ยังมีเปอร์เซ็นต์ความไม่แน่ไม่นอนอยู่สูง
กว่า จะไปถึงจุดที่ชัดเจนหรือ"นิ่ง"จริงๆ ต้องรอให้กระบวนการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และที่สำคัญคือต้องให้ผ่านขั้นตอนการโหวตนายกฯ เรียบร้อยเสียก่อน
จากปฏิทินที่กำหนดไว้แล้วคร่าวๆ คือ หลัง รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 1 ส.ค. วันที่ 2 ส.ค. จะประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯ
จากนั้นวันที่ 4 ส.ค. จะเป็นคิวโหวตเลือกนายกฯ
ถัด จากนั้นอีก 2 วัน คือวันที่ 6 ส.ค. คาดว่าจะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ทั้งหมดเพื่อต้องการให้มีรัฐบาลอำนาจเต็ม ก่อนถึงวันสำคัญ 12 ส.ค.
กล่าว ถึงตำแหน่งประธานสภานั้น ที่มีชื่อผลัด กันเป็นตัวเก็ง คือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ซึ่งมีข้อเด่น-ข้อด้อยกันคนละอย่าง
แต่การที่พ.อ.อภิวันท์ มีภาพของคนเสื้อแดงติดแน่นอยู่มากเกินไป ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่เบาลง
อาจ เป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งทำให้คนที่อยู่ต่างประเทศ ชั่งน้ำหนักตัดสินใจเลือก ว่าใครคือคน ที่เหมาะสมกับตำแหน่ง"ท่านประธาน" ง่ายขึ้น
สําหรับ ตำแหน่งอื่นๆ ที่เริ่มปล่อย กันออกมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะเก้าอี้ตัวใหญ่ เช่น รมว. กลาโหม ที่มาลงตรงชื่อของ"บิ๊กอ๊อด"พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
ส่วน นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ที่จะมานั่งรองนายกฯ คุมเศรษฐกิจควบเก้าอี้"ขุนคลัง"นั้น หลังสุดข่าววงในแจ้งว่า เริ่มไม่แน่นอน เพราะเป็นตำแหน่งสำคัญ ต้องพิจารณาให้รอบคอบจนนาทีสุดท้าย
ขณะที่ นายวิกรม คุ้มไพโรจน์ อดีตทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ซึ่งมีความสนิทสนมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนเดิม อาจควบ"ม้ามืด" เข้ามานั่งเป็นรมว.การต่างประเทศ
ล่าสุดยังมีข่าวโยก นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไปเป็นรองนายกฯ เปิดทางให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นั่งเก้าอี้ มท.1 ส่ง นายโอฬาร ไชยประวัติ ไปเป็นรมว.ศึกษาธิการ
ที่นิ่งมาแต่โผแรกเลย คือ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.แรงงาน นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กลับไปเป็นรมว.ยุติธรรม พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี รมว.คมนาคม นายวิรุฬ เตชะ ไพบูลย์ รมว.พาณิชย์
นาย วิชาญ มีนชัยนันท์ รมว.สา ธารณสุข น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายคณวัฒน์ วศินสังวร รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่เซอร์ไพรส์เล็กๆ คือชื่อ นายธงทอง จัน ทรางศุ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ ส่วนรมว. พลังงาน มีข่าวทาบทามนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ผู้บริหาร ปตท. เข้ามารับตำแหน่ง
จาก ราย ชื่อที่เปิดกันออกมา ถึงแม้น.ส. ยิ่งลักษณ์ จะยืนยันว่า ครม.ชุดใหม่จะจบลงบนโต๊ะคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่เกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่ในความจริงเป็นอย่างไรก็รู้กันอยู่
อย่างไรก็ตามไม่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะคน "เคาะ" โผขั้นสุดท้ายหรือไม่
แต่ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าบรรดาชื่อที่โยนกันออกมา ยังไม่มีเสียง"ยี้"ให้ได้ยิน อย่างมากมีแต่"มือใหม่หัดขับ" ที่ยังต้องให้โอกาสพิสูจน์ฝีมือ
ยกเว้นมีการพลิกโผครั้งใหญ่ ต้องไปว่ากันอีกที











