WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 1, 2011

ฝนถล่มอุตรดิตถ์ รถ50คันจมบาดาล 1พันครอบครัวเดือดร้อนหนัก

ที่มา ข่าวสด


เมื่อ ช่วงดึกวันที่ 31 ก.ค. ที่จ.อุตรดิตถ์ มีฝนตกตลอดอย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ชั่วโมง จาฤทธิ์พายุโซนร้อน "นกเตน" ส่งผลทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็วเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนราษฎร หมู่ 8 บ้านวังเบน หมู่ 9 บ้านวังตะเคียน ต.ผักขวง และ หมู่ 1 หมู่ 12 บ้านแสนขัน หมู่ 6 บ้านปางคล้อ หมู่ 4 บ้านน้ำลอก ต.บ่อทอง อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ระดับน้ำท่วมสูง 2-4 เมตร ส่งผลทำให้ชาวบ้านจำนวนเกือบ 1,000 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อน
อย่างหนัก ต้องขนสิ่งของหนีขึ้นสู่ที่สูง โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ ตู้เย็น หม้อหุงข้าง พัดลม เครื่องเสียงและเครื่องเล่นวิดีโอ ร้านค้าหลายแห่งไม่สามารถเก็บสิ่งของหนีน้ำท่วมได้ทันทำให้ได้รับความเสีย หายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้รถยนต์ของชาวบ้าน จำนวนกว่า 50 คัน ต้องจมอยู่ในน้ำที่ไหลหลากเข้าท่วมครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำได้ไหลท่วมพื้นผิวถนนสายหลักระหว่างทองแสนขัน-น้ำปาด สูงเกือบ 2 เมตร ถนนถูกตัดขาดรถไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้กินระยะทางยาวกว่า 5 กิโลเมตร โดยมีหน่วยกู้ภัยจากมูลนิธิอุตรดิตถ์สงเคราะห์ และสมาคมกู้ภัยหมอนไม้ นำเรือท้องแบน จำนวน 3 ลำเข้าช่วยเหลือชาวบ้า

บทความ: ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ อย่าโง่ในการเลือกรมว.ต่างประเทศ

ที่มา Thai E-News

โดย เสรีชนประชาไท
ที่มา เว็บบอร์ดประชาทอล์ค
1 สิงหาคม 2554

ทักษิณ ยิ่งรัก อย่าโง่ในการเลือก รมว ต่างประเทศ ถ้ากษิตเป็นได้ ใครก็เป็นได้ !!!!

กระทรวงการต่างประเทศ ดูเหมือนเป็นแดนสนธยา ลูกท่านหลานเธอเข้ามาทำงานกันมากมาย

แต่ ละคนมีท่า มีฟอร์มดีเหลือหลาย เหมือนเขาคัดนายแบบผสมนักวิชาการมาทำงาน ครั้งแรก ผมชื่นชม แต่ทุกคนเห็นแล้วว่า จากการทำงานต่างประเทศ ข้าราชการกระทรวงนี้ไม่เท่าไร ดีแต่ทำพิธีจัดโต๊ะต้อนรับแขกสุดหรู แต่งานวิชาการ วิเคราะห์การเมืองสุดแย่

จำได้ไหม กระทรวงต่างประเทศยุคใหม่ผลงานอัปยศมีอะไรบ้าง

เจ้า กระทรวงคือ นายกษิต ภิรมย์ ตามประวัติเขาเคยเป็นทูตมาทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี อินโดนีเซีย รัสเซีย ผลงานไม่มีอะไรเลย ผมก็เป็นรัฐมนตรีได้ เพราะเข้ามาก็ก่อสงครามกับเขมร ทหารประชาชนมากมายตาย คุยโตเหยียดหยามเพื่อนบ้าน จนพม่าเคืองไทยไปเป็นปี รัสเซียโกรธ คดีส่งตัววิคเตอร์ บูทให้สหรัฐ เยอรมนีกรณีโบอิ้ง กรณีผู้ลี้ภัยโรฮิงยา ที่ทั่วโลกประณามไทยว่า โหดร้ายกับโรฮิงยา

วันๆ เอาแต่ไล่ล่าท่านนายกฯทักษิณ ใช้เงินมากมาย แต่สุดท้าย ล้มเหลวไม่เป็นท่า ถอนพาสปอร์ตไทยนายกทักษิณ ด่าฝรั่งเศสว่าให้อาวุธเขมร โกหกคนไทยเรื่องยึดเครื่องโบอิ้งพระบรมฯว่าอยู่ขั้นตอนอุทธรณ์ ทั้งที่การอุทธรณ์ของฝ่ายไทยเพิ่งทำเมื่อวันที่ 29 ก.ค. หลังเขายึดเครื่องสองอาทิตย์ จนสถานทูตเยอรมนีทนไม่ไหว ออกมาแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง จนกระทรวงต่างประเทศไทยหงายหลัง แต่สำคัญที่สุด และเหนืออื่นใด เจ้ากระทรวงและข้าราชการบัวแก้วโง่ที่จะขึ้นศาลโลก คุยเขื่องว่าชนะคดี เอาจริง มาตรการชั่วคราวที่ศาลโลกออกมา เข้าทางเขมร เราแพ้เขมรยับเยิน

นี่คือ ความเละเทะโง่เง่าเต่าตุ่นของรัฐมนตรีกระทรวงบัวแก้ว

รัฐมนตรี ต่างประเทศที่แย่ที่สุดที่ไทยเคยมีมา เพราะบุคคลิกภาพ เชื่อมั่นตนเอง แต่ไม่เก่ง ขาดสมองในการทำงานนโยบาย และมีบุคคลิกภาพก้าวร้าวจนชกต่อยกับชาวบ้านมาตลอด เห็นอภิปรายในสภาไปอยู่รัสเซียก็มีข่าวทูตกษิตไล่ต่อยนายนิติภูมิ นวรัตน์ นักเรียนทุนขณะนั้น

อนาถใจมาก !!!!!

หันมาดูข้าราชการ ทำเป็นมีฟอร์ม แต่ไม่รู้กฎหมายจริง แพ้คดีเขาพระวิหาร ทั้งกรมสนธิสัญญา ทูตที่กรุงเฮก น่าจะออกมาบอกความจริงกับรัฐมนตรี แต่กลับปล่อยให้การเมืองลากไป จนที่สุด ผลเสียหายคือ คดีล้ำเข้ามานอกเขตพิพาทเข้ามายังดินแดนไทย แม้ศาลจะสั่งถอนทหารสองฝ่าย แต่ไทยไม่อาจเข้าบริเวณประสาทพระวิหารอีก แต่เขมรเข้าได้ฝ่ายเดียว ไทยห้ามขวาง

ทุเรศสุดๆ แบบนี้ นายกษิตกับมาร์กร้อยศพยังมีหน้าแหลฉลองแชมเปญอีกหรือ !!!

ทูต ไทยจำนวนมาก ได้ดี ประเภทก้าวเร็วพรวดๆ เพราะเออออให้กับพรรค ปชป และรัฐมนตรีกษิต คนกระทรวงฯนี้เกือบทั้งหมดสนับสนุนเสื้อเหลือง เชื่อเอเอเอสทีวี รายงานข่าวตามทีวีเสื้อเหลือง พอไปประชุมกับหน่วยงานอื่น ที่ดูว่ารู้ กลับไม่รู้ กลวงกันไปหมด ขาดความสง่างามทั้งที่เป็นหน่วยงานดูแลกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน คนไทยต้องเข้ามาดูเรื่องเขาพระวิหาร โบอิ้งเอง เขาไม่ไว้ใจกระทรวงนี้อีกแล้ว จะแถลงข่าวอย่างไร ประชาชนเริ่มรับรู้ว่า ข้อมูลกระทรวงนี้มักเป็นเท็จจึงทำการศึกษาเองจากข้อมูลที่วันนี้ รัฐไม่สามารถผูกขาดได้ ทั้งคำตัดสินของศาลโลก การสู้คดีในศาลโลก และข่าวจากเว็บต่างๆ

ฉะนั้น ผมอยากเรียนเตือนคุณทักษิณ และคุณยิ่งลักษณ์ และผมทราบว่า ท่านทั้งสองชอบอ่านเว็บประชาไทมาก่อน ปัจจุบัน คุณทักษิณจะมาอ่านประชาทอล์คหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมเชื่ออาจจจะมีคนนำสิ่งที่ผมเขียนไปเรียนเตือนท่าน

อย่าเอาคนนอก หรืออดีตทูตเข้ามาทำงานเป็นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว

คุณ วิกรม คุ้มไพโรจน์ อาจต้อนรับคุณทักษิณดี ตอนเขาเป็นทูตที่อังกฤษ หรือดีกับคุณสมัยคุณทำแมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่เขาเคยทำอะไรให้กับมวลชนบ้าง เขาเคยเสียสละอะไรให้กับคุณทักษิณบ้าง เขาช่วยคุณก็เมื่อเกษียณราชการไปแล้ว ลองไม่เกษียณเขาก็ไม่ยืนฝั่งคุณ

หากคุณวิกรมเข้ามา บุคคลากรในกระทรวงที่เป็นเสื้อเหลืองก็ยังอยู่ในอำนาจครบครัน คุณทักษิณเชื่อหรือว่า คนพวกนี้จะทำงานให้คุณ ข่าวในกระทรวงนี้จะรั่วไปถึงฝ่ายศัตรูอีกเท่าไร คนเสื้อแดงที่มีอยู่จำนวนน้อยในกระทรวงนี้ ต่อไปก็เฉาตาย เพราะไม่มีใครดูแลสนับสนุน

จำนายนพดล ปัทมะ ได้ไหม เขาขึ้นมา ก็ไม่ได้เปลี่ยนบุคคลากรที่เป็นศัตรูกับทักษิณ พลังประชาชน ผลคือ ก่อนอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาล ทูตคนหนึ่งที่ตอนนั้นเป็นอธิบดีอาเซียนรีบไปพบนายอภิสิทธิ์ ก่อนจะตั้งรัฐบาลด้วยซ้ำ ทูตที่กรุงเฮกที่นายนพดลเคยโมโหเพราะไม่ให้ข้อมูลเรื่องซีทีเอกซ์ 200 พอนพดลไปเขาก็มาเป็นใหญ่เป็นทูตกรุงเฮก และทำไทยแพ้คดีพระวิหารเรื่องมาตรการชั่วคราว

ถ้าคุณจะเอานายกิตติ รัตน์ ณ ระนอง มาเป็นเจ้ากระทรวง ถามว่า เขามีผลงานต่างประเทศตรงไหน การบริหารตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่ใช่จะมาบริหารราชการต่างประเทศได้ มันเป็นคนละระบบ บริหารราชการนี่เขาเรียก บริหารรัฐกิจ แต่บริหารตลาดทุนนี่เขาเรียก บริหารธุรกิจ

เสียดายคุณทั้งสองพี่น้อง จบบริหารธุรกิจ แต่ไม่เคยทราบงานราชการ เลยสับสน ข้อเสียของคุณทักษิณคือ ชอบใช้ความคิดเอกชนมาใช้กับราชการ จนทำให้ข้าราชการจำนวนมากไม่พอใจและล้มคุณ มีข้าราชการระดับสูงกี่คนที่ชอบคุณทักษิณ แทบไม่มีเลย

ข้อ สำคัญพี่ชายของนายกิตติรัตน์ ชื่อ นายกิติตพงษ์ ณ ระนอง ทูตไทยประจำวอชิงตันดีซี คือ เหลืองตัวแม่ เหลืองที่ก้าวพรวดๆๆ เพราะมีบันไดอย่างกษิตส่ง

ถามว่าคุณทักษิณหรือคุณยิ่งลักษณ์จะบ้าที่จะเอาคนนี้มาใช้งานหรือ ?

จริง อยู่ คนในพรรคเราอาจไม่โดดเด่นนัก (ยกเว้นและเสียดายแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ที่มีแววการทูตดีมาก) อย่างอดีตทูตพิทยา อาจจะไม่เด็ดดวง ไม่ลึกซึ้งทั้งการทูต ภาษา หรือ วิชาการ แม้จะเป็นดอกเตอร์แต่เวลาแสดงโวหารตอบการต่างประเทศ สู้พวกพันธมิตรไม่ได้ แต่เขาก็ยังเป็นพวกเรา ช่วยเรา ทำอะไรให้เรา หรือท่านต่อพงษ์ ไชยสาส์น แม้จะไม่ได้เป็นสายการทูต แต่พ่อก็เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้คือ นายประจวบ ไชยสาส์น นายต่อพงษ์ เคยเป็นประธานกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนฯ บุคคลิกของเขานิ่มนวล กาเรเจรจาการทูตน่าจะได้ผล

อย่างน้อยก็ต้องดีกว่ากษิต ภิรมย์ แน่นอน !!!!

อย่า ไปบ้าหรือเอาพวกเก่งอังกฤษจ๋าเลย รัฐมนตรีต่างประเทศของหลายประเทศ ก็ภาษาไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก แต่ทำไมประเทศเขาเจริญเอาๆ การทูตเด่น

ข้อสำคัญของการทูตมันขึ้นอยู้กับใจเป็นเรื่องแรก ภาษาเป็นเรื่องรอง

ถ้า เรามีกษิต ภิรมย์ มาเป็นรัฐมนตรีได้ คนในพรรคเราก็เป็นได้ และเป็นได้ดีกว่าเพราะใจเราจริงกว่าเขา อย่าไปเสียเวลาเอาคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีเลย

เขาเคยทำอะไรให้คุณทักษิณ? พวกนี้ดีแต่เห็บหมัดเกาะกินเมื่อคุณเรืองอำนาจเท่านั้น

รักและศรัทธาคุณทักษิณนะครับ จึงเรียนเตือนให้ด้วยความหวังดีกับมหาบุรุษทักษิณ และพรรคเพื่อไทย

UNSUSPECTING HEART หัวใจไร้สงสัย

ที่มา มติชน


คอลัมน์ For a Song ท่องโลกผ่านเพลง โดย ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช

การสูญเสียชีวิตทหารและนักข่าวจากจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์สามรุ่น สามลำ ของกองทัพบกตกที่ป่าแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ทำความสลดใจให้คนไทยทั้งประเทศ

แต่เมื่อมีเหตุ ก็เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะอยากรู้สาเหตุ ทั้งประชาชนและสื่อก็คาดเดากันไปต่างๆ รวมทั้งมีข้อสังเกตหรือข้อสงสัย

ทั้งสองประการหลังทำให้ทหารใหญ่ไม่ค่อยพอใจ ออกมาเอ็ดอึงผู้สื่อข่าว ผู้คนที่ดูโทรทัศน์อยู่ทางบ้านก็พลอยมีความรู้สึกว่าถูกท่านเอ็ดและชี้หน้า ชี้ตาคาดโทษไปด้วย

เห็นแล้วทำให้นึกถึงเพลงไพเราะเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ชื่อ Unsuspecting Heart หรือ "หัวใจไร้ (ข้อ) สงสัย" จากเสียงของ Sunny Gale นักร้องมีชื่อสมัยคุณย่ายังเด็ก

ท่าน ผบ.ทบ.คงจะพอใจมากกว่า หากคนไทยมีหัวใจไร้ข้อสงสัย

หัวใจซื่อ ที่เชื่อทุกอย่างที่ได้ยิน ไม่คิดมาก

"หัวใจไร้ปุจฉา" นั่นไง

แต่หัวใจแบบอันซัสเป็กติ้ง ฮาร์ทที่ว่า มักทำให้เจ้าของหัวใจเป็นเหยื่อแห่งการหลอกลวง

ดังนั้น ผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองจึงควรยินดีกับการที่สังคมเรารู้จักคิด รู้จักสงสัย เพราะเป็นเครื่องแสดงว่าคนในสังคมนั้นมีปัญญา

แทนที่จะโกรธกัน น่าจะมีน้ำอดน้ำทนพูดกันดีๆ เพราะคนไทยก็ล้วนมีความห่วงใยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็นี่บ้านเมืองของเรา ทหารก็ทหารของเรา เฮลิคอปเตอร์ก็คอปเตอร์ของเรา เป็นของท่านคนเดียวเมื่อไหร่ล่ะ

แปลกแท้ๆ

สงสัยนิด กังขาหน่อย ก็โกรธ

ทำราวกับเป็นเมียซีซาร์ คือต้องอยู่เหนือข้อสงสัยทั้งปวง

Caesar′s wife must be above suspicion !

ฝรั่งใช้สำนวนนี้มาตั้งแต่สมัยโรมัน ตามเรื่องราวที่ว่า Pompeia ภรรยาของจูเลียส ซีซาร์ โดนซุบซิบว่า (อาจ) ไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับชายอื่น ซีซาร์จึงหย่าขาดจากท่านผู้หญิงปอมเปียเสียเลย โดยให้เหตุผลว่า

"ภรรยาของซีซาร์จะต้องอยู่เหนือข้อสงสัยทั้งมวล"

พูดง่ายๆ คือจะต้องไม่ด่างพร้อยเลยแม้แต่น้อย ดีเลิศประเสริฐศรีโดยปราศจากข้อกังขา ข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น

แต่หากมีอะไรให้กังขาแม้แต่น้อยนิด ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งภรรยาของซีซาร์ต่อไป

รัฐบุรุษโรมันผู้มี suspecting heart อย่างจูเลียส ซีซาร์ โดนรุมแทงตายไปกว่าสองพันปีแล้ว แต่ทุกวันนี้สำนวน Caesar′s wife must be above suspicion ยังอยู่ และมักใช้ในทำนองว่าบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ จะต้องโปร่งใส ไม่ควรมีอะไรให้ประชาชนต้องกังขาในความสุจริต

แต่ที่ท่าน ผบ.ทบ.หงุดหงิดมาก ไม่ใช่แค่เรื่องข้อกังขาต่างๆ เท่านั้น ยังมีเรื่องที่สื่อไปหาว่าพวกบิ๊กทหารไม่กล้านั่งเฮลิคอปเตอร์

ทำนองว่าบิ๊กๆ ท่านกลัวจน...ขึ้นขมอง เทียบได้กับสำนวนฝรั่งว่า "หัวใจไปอยู่ในปาก" หรือ have (one′s) heart in (one′s) mouth

พูดก็พูดเถอะ ไอ้สำนวนหัวใจไปอยู่ในปากของฝรั่ง เทียบชั้นไม่ได้เลยกับ ขี้ขึ้นไปอยู่บนขมองของพี่ไทยเรา ซึ่งได้ทั้งความรู้สึก ภาพ และกลิ่นไปพร้อมๆ กัน

เอาเป็นอันว่าสื่อช่างใจร้าย เลยจะขอเพลง Heart of Stone หรือ "หัวใจหิน" ให้เสียตรงนี้

สื่อที่ใจทมิฬหินชาติ จะฟัง Heart of Stone ของ The Rolling Stones หรือจะฟังของคุณ Cher ก็หาฟังได้ตามที่ให้ไว้ข้างล่าง

หากเลือก Heart Made of Stone ของคณะนักร้อง The Fontane Sisters ก็จะได้ฟังเพลงน่ารักจากสมัยร็อกแอนด์โรลยังเพิ่งเกล้าจุก ยังใสๆ ไม่หนักหน่วงอย่างทุกวันนี้

ใครเบื่อเรื่องหนักสมอง จะเข้าไปฟังใจไม้ (ไส้ระกำ) Wooden Heart ของคิงเอลวิสผู้ล่วงลับ ให้กลับเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่งก็ยังได้ ภาพเอลวิสในเครื่องแบบทหาร ร้องเพลงจีบหุ่นสาวผมทองตัวน้อย ยังถูกใจคนดูทุกรุ่น

หากบิ๊กตู่ใส่เครื่องแบบมาร้อง Wooden Heart ให้นักข่าวฟัง เปลี่ยนอารมณ์บูดเป็นอารมณ์ขันเสียบ้าง บิ๊กตู่เองก็คงลดความหงุดหงิดในหัวใจไปมาก

ลดหงุดหงิดแล้วจะได้ไม่ "เบรกแตก" ออกมาตีหน้ายักษ์ใส่ชาวบ้าน

สำนวนเบรกแตกของไทย ก็ดีกว่าสำนวน "ใส่หัวใจไว้ที่แขนเสื้อ" wear (one′s) heart on (one′s) sleeve ในภาษาอังกฤษ ทั้งๆ ที่ความหมายคล้ายๆ กัน คือเก็บความรู้สึกไว้ไม่อยู่ หลุดออกมาให้คนเห็นอย่างโจ่งแจ้ง

แต่จะว่าไป อาการเบรกแตกของท่านบิ๊กตู่ ไม่ใช่แค่ใส่หัวใจไว้ที่แขนเสื้อหรอก แต่เป็นการ blow his top มากกว่า เหมือนกาน้ำที่เดือดจนฝากระเด็น อะไรทำนองนั้น

การเบรกแตกของท่าน ก็ไม่ได้ทำให้หัวใจช่างสงสัยทั้งหลาย หายสงสัย หายกังขา เลยสักหน่อย

ก็ท่านไม่ได้อยู่เหนือข้อสงสัยทั้งปวงนี่นา

ฟังเพลง UNSUSPECTING HEART จาก Sunny Gale




ดู Elvis Presley ร้อง WOODEN HEART



ส่วน Cher ร้อง HEART OF STONE

เอแบคโพลเผยปชช.จี้"ยิ่งลักษณ์"ทำตามสัญญาหาเสียง มอง"เสด็จพี่"เหมาะรมต.คุมประชาสัมพันธ์"ครมปู1"

ที่มา มติชน


ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องโผคณะรัฐมนตรีในสายตาของสาธารณชน และเพลงปลุกใจที่ประชาชนชื่นชอบอยากฟังในช่วงนี้ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ชลบุรี แพร่ พิษณุโลก เชียงใหม่ อำนาจเจริญ มหาสารคาม ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น กระบี่ นราธิวาสและสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,478 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 26 - 30 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา พบ ว่าประชาชนที่ถูกศึกษาจำนวนมากหรือร้อยละ 44.0 คิดว่ากระแสการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของว่าที่นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แรงขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 42.9 คิดว่ากระแสแรงเท่าเดิม และร้อยละ 13.1 คิดว่าลดลง

เมื่อถามถึงตัวเก็งคณะบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีและงานสำคัญ ในรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.7 ระบุเป็นนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีรับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ รองลงมาคือ ร้อยละ 56.6 ระบุ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นรัฐมนตรี ดูแลระบบงานตำรวจ ร้อยละ 54.8 ระบุ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ร้อยละ 54.2 ระบุ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดูแลด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 52.7 ระบุนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 51.5 ระบุนายธีระ วงศ์สมุทร ดูแลงานเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 50.3 ระบุ พล.ต.ท.ชัชจ์ กุลดิลก ดูแลด้านความมั่นคง ร้อยละ 49.6 ระบุนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ดูแลกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 46.6 ระบุนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ดูแลกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 44.3 ระบุนาย ดอน ปรมัตวินัย ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ร้อยละ 41.4 ระบุ ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ดูแลด้านเศรษฐกิจ และร้อยละ 36.9 ระบุนายวิกรม คุ้มไพโรจน์ ดูแลงานการต่างประเทศ ตามลำดับ

เมื่อ ถามถึงข้อเสนอแนะ ของประชาชนต่อ ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.6 ระบุทำให้ได้อย่างที่เคยพูดทันที สัญญาอะไรและหาเสียงไว้กับประชาชนทำให้ได้ตามนั้น ร้อยละ 78.0 ระบุเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาปากท้อง เพิ่มรายได้ของประชาชน ร้อยละ 76.2 ระบุมุ่งทำให้คนในชาติเป็นหนึ่งเดียว เช่น เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่แสดงความจงรักภักดี / ปฏิรูปงานยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ / ยึดมั่นในกฎหมายมากกว่ากฎหมู่ ร้อยละ 53.3 ระบุให้ช่วยเหลือเกษตรกร เช่น ที่ทำกิน ราคาพืชผลทางการเกษตร และร้อยละ 52.1 ระบุขอให้แสดงความเป็นผู้นำ เด็ดขาด สามารถควบคุมความวุ่นวายต่างๆ ได้มากกว่านี้


ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อสอบถามประชาชนถึง “เพลงปลุกใจ” ที่ชื่นชอบอยากฟังในช่วงเวลานี้โดยตอบได้มากกว่า 1 เพลง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.4 ระบุเป็นเพลง “รักกันไว้เถิด” รองลงมาคือ ร้อยละ 23.1 ระบุเพลง ตื่นเถิดชาวไทย ร้อยละ 22.4 ระบุเพลง เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย ร้อยละ 22.2 ระบุเพลงขวานไทยใจหนึ่งเดียว นอกจากนี้ อันดับรองๆ ลงไปที่ติด 1 ใน 10 อันดับแรกได้แก่ บทเพลง เราสู้ เลือดสุพรรณ ต้นตระกูลไทย แผ่นดินของเรา พลังสามัคคี และหนักแผ่นดิน ตามลำดับ


ดร.นพดล กล่าวว่า ความสนใจของสาธารณชนต่อการจัดโผคณะรัฐมนตรียังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดอาการแกว่งตัวของฝ่ายการเมือง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรต้องแสดงความเป็นผู้นำที่เด็ดขาดสยบคลื่นลมต่างๆ ด้วยตนเอง เพราะตอนนี้กำลังเผชิญคลื่นลูกแรกที่ “แย่งชิงอำนาจทางการเมือง” เพื่อเป็นรัฐมนตรี คลื่นลูกที่สองคือ การวิ่งเต้นเข้าหาขั้วอำนาจของบรรดาข้าราชการประจำด้วยความพร้อมที่จะเข้า กราบไหว้เคารพยกย่องรัฐมนตรีเพื่อให้ได้ตำแหน่งบริหารประจำหน่วยงานราชการ แต่คลื่นลูกที่สามและสี่จะใหญ่โตมากกว่าคือ การแสวงหาผลประโยชน์ทั้ง “อำนาจเงิน” และ “การสนองตอบกิเลส ตัณหา” ของบรรดารัฐมนตรีและผู้ติดตามที่เข้ามากันเป็นเครือข่าย ด้วยการสนับสนุนค้ำชูของบรรดาข้าราชการประจำที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายจน คนไทยจะเห็นภาพของ “ทีใครทีมัน” และความกร่าง เจ้ายศเจ้าอย่าง ยกตนข่มท่านของผู้มีอำนาจที่เกิดขึ้นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา


ผอ.เอ แบคโพลล์ กล่าวต่อว่า ว่าที่นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ น่าจะใช้โอกาสนี้จัดบ้านใหม่ลบล้างภาพลักษณ์ในทางลบที่คนในสังคมเคลือบแคลง สงสัยตามที่กล่าวมา โดยแนะให้ดำเนินการ 3 เร่ง ได้แก่


1) เร่งทำวิจัยตลาดผลิตภัณฑ์รัฐมนตรีล็อตแรก หรือ ว่าที่ครม.ปู 1 กับกลุ่มเป้าหมายทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะ กลุ่มสื่อมวลชน ข้าราชการแต่ละหน่วยงาน และประชาชนทั่วไป เพื่อดูว่าผู้บริโภคจะซื้อหรือไม่กับโผรายชื่อตัวเก็งผู้จะมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มยอดขายฐานสนับสนุนรัฐบาล ลดแรงเสียดทานหรือกระแสยี้ และลดความกังวลที่ผู้วิจัยค้นพบต่อภาพที่ไม่อยากให้เกิดคือ ภาพของว่าที่นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ต้องคอยจับลูกปูใส่กระด้ง ดังนั้น สถานการณ์การเมืองขณะนี้ แม่ปูต้องควบคุมได้จริง


2) เร่งทำให้ทุกคนทั้งผู้ที่ “เลือก” และ “ไม่เลือก” รัฐบาลเกิดความวางใจ (TRUST) ว่าพวกเขาทุกคนจะได้รับสิ่งที่คนอื่นๆได้รับการปฏิบัติอย่างดีจากรัฐบาลและ เจ้าหน้าที่รัฐ โดยปลด “อคติแห่งนครา” จากแรงกดดันสารพัดรูปแบบในการออกนโยบายแห่งรัฐ ทำให้สาธารณชนเห็นว่าพวกเขากำลังจะได้ผู้นำประเทศตัวจริงไม่เป็นร่างทรงของ คนอื่นทั้งครอบครัวเครือญาติ พวกพ้องและกลุ่มนายทุน และ


3) เร่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีศูนย์รวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวตามบทเพลงปลุกใจ “รักกันไว้เถิด” ที่ค้นพบในผลสำรวจครั้งนี้

โวยขึ้นค่าแรง 300 บาท ปริญญาตรี 15,000 บาท แล้วเหลียวดูค่าตอบแทน"ซีอีโอ"รับเป็นล้าน ?

ที่มา มติชน


ไม่ว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน/ วัน และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย จะเป็นจริงวันไหน

เงิน เดือนของผู้บริหาร หรือ ซีอีโอ. ก็พุ่งห่างออกไป หลายเท่าตัว นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเคยชี้ว่า ช่องว่างของรายได้ในสังคมไทย ห่างกันถึง 14-15 เท่าตัวหรือมากกว่านั้น ?

เอาเข้าจริง ซีอีโอ ค่าตอบแทนสูงลิบ เหล่านี้เองคือ ผู้กำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/คน/วัน หรือเงินเดือน 15,000 บาท สำหรับคนจบปริญญาตรี


ลองมาดู เงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้บริหาร ประเทศไทยดูบ้างว่า สูงเพียงใด

จาก การผลสำรวจข้อมูลจากบริษัท จดทะเบียนในกลุ่มหุ้น SET 50 ใน ปี 2547 ระบุว่า นับเฉลี่ย/คน/ปี แยกรายอุตสาหกรรมพบว่า บริษัท จดทะเบียนทั้งตลาดจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้บริหารเฉลี่ย/คน/ปีละ 3.05 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนที่อยู่ในรูปของเงินเดือน, เงินโบนัส และเงินสมทบสำรองเลี้ยงชีพ

โดยกลุ่มธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ เป็นอุตสาหกรรมที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ ผู้บริหารสูงสุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในตลาดหุ้น หรือคิดเป็นอัตรา ค่าจ้างเฉลี่ย/คน/ปีละ 7.68 ล้านบาท

ถัดมาเป็นกลุ่มธุรกิจ ในกลุ่มพาณิชย์ อาทิ ซีพี-7-11, บิ๊กซี, โฮมโปร, แม็คโคร และโรบินสัน ซึ่งถือเป็นอีกกลุ่มที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้บริหารระดับสูง เฉลี่ยคนละ 5.62 ล้านบาท

ขณะที่ส่วนของค่าตอบแทนในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ ถือเป็นกลุ่มที่มีช่วง ค่าจ้างกว้างที่สุด โดยมีค่าตอบแทนเฉลี่ยต่อคนต่ำสุดที่ 1.87 แสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 35.81 ล้านบาท

โดยในหมวดคลังสินค้า และไซโล มีการจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารโดยเฉลี่ย/คน/ปี น้อยที่สุด คือประมาณ 9.75 แสนบาท

แต่กระนั้น ถ้ามาโฟกัสเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในปี 2548 ปรากฏว่า กลุ่ม ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ รับค่าตอบแทนเฉลี่ยจากธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 14 แห่ง ประมาณคนละ 9.31 ล้านบาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.68 ล้านบาท/คน/ปี

ธนาคารไทยพาณิชย์ มีค่าตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด เพราะจ่ายผลตอบแทน ผู้บริหาร 6 ราย รวม 94.33 ล้านบาท คิดเฉลี่ยที่อัตรา 15.72 ล้านบาท/คน/ปี

ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 9 ราย คิดรวม 139.41 ล้านบาท คิดเฉลี่ยที่อัตรา 15.49 ล้านบาท/คน/ปี

ขณะที่ ธนาคารทิสโก้ จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 11 ราย รวมทั้งสิ้น 169.67 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 15.42 ล้านบาท/คน/ปี

ส่วน ธนาคารกรุงไทย จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 17 ราย รวมทั้งสิ้น 178.21 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 10.49 ล้านบาท/คน/ปี

นอก จากนั้นผลสำรวจของกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในปี 2552 ยังเปิดเผยถึง 8 อาชีพที่มีเงินเดือนเกิน 1 แสนบาทด้วย

โดยอาชีพที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาท/เดือน ได้แก่ อาชีพ นักบิน 2.41 แสนบาท, วิศวกรเหมืองแร่ และนักโลหะการ 2.35 แสนบาท, ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์ 1.53 แสนบาท, กรรมการ และผู้บริหารระดับสูง 1.38 แสนบาท, ผู้พิพากษา 1.21 แสนบาท, สถาปนิก 1.17 แสนบาท, ผู้บริหารองค์การนายจ้าง-ลูกจ้าง 1.06 แสนบาท และวิศวกรเคมี 1.05 แสนบาท

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าอาชีพผู้ จัดการฝ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์ กลับเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงกว่ากรรมการ และผู้บริหารระดับสูง ทั้ง ๆ ที่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชา สัมพันธ์มีกำลังคนประมาณ 3,700 คน ส่วนกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงมีถึง 1.6 หมื่นคน

นอกจากนั้นผลสำรวจของกองวิจัยตลาดแรง งาน ยังแยกย่อยลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ในช่วง 60,000-100,000 บาท มี 12 อาชีพ ในจำนวนนี้อาชีพผู้จัดการฝ่ายจัดหา และจำหน่ายสินค้ามีระดับรายได้สูงสุดในบรรดาอาชีพระดับผู้จัดการด้วยกัน และพบว่าอาชีพนักคณิตศาสตร์มีรายได้สูงกว่าแพทย์

โดย ผู้จัดการฝ่ายจัดหา และจำหน่ายสินค้ามีรายได้ 8.5 หมื่นบาท,นักคณิตศาสตร์ 7.3 หมื่นบาท, ผู้จัดการฝ่ายผลิต และปฏิบัติการด้านการบริการทางธุรกิจ 7 หมื่นบาท, แพทย์ 6.9 หมื่นบาท, ผู้จัดการฝ่ายผลิต และปฏิบัติการด้านผลิต 6.7 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการผลิต 6.4 หมื่นบาท

ผู้ จัดการฝ่ายวิจัย และพัฒนา 6.4 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการเกษตร 6.3 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการก่อสร้าง 6.2 หมื่นบาท และข้าราชการอาวุโส 6.2 หมื่นบาท

ถามว่าตัวเลขเหล่านี้ส่งผลอย่างไร ต่อการบริหารประเทศของกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง หรือรัฐบาลใหม่ ?

คำตอบคืออาจไม่ส่งผลเท่าใดนัก

แต่ ผลสำรวจตรงนี้ อาจเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ทำให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คงต้องไปคิดว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน/วัน และการให้เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ในสภาพค่าครองชีพปัจจุบัน

ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไปเลย

ตรง ข้ามอาจดูน้อยด้วยซ้ำ และดูยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่เมื่อเทียบกับเงินเดือนของซีอีโอ และอีกหลายอาชีพท็อปฮิตที่ต่างรับเงินเดือนกันอู้ฟู่

แต่ สำหรับชนชั้นแรงงาน และพนักงานใหม่ในบัญชีจ้างของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำไมผู้ประกอบการหลายราย จึงต่างโอดครวญว่าอาจทำให้ต้นทุนประกอบการเพิ่มมากขึ้น

จนทำให้เขาอาจจะต้องเลิกจ้างแรงงานไทย โดยหันไปจ้างแรงงานนอกระบบ

ซึ่งไม่เป็นธรรมเลยจริง ๆ !


( เรื่อง ประชาชาติธุรกิจ )

สะพัดที่แท้"อภิวันท์"ถูกล็อบบี้ให้ถอนตัว ติดภาพเสื้อแดงทำเสีย "ขุนค้อน"มาแรง-ชง"ชลน่าน"นั่งรอง ปธ.สภา

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 31 กรกฎาคม รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) แจ้งว่ากรณีที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท. ขอถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยถึงสาเหตุที่ พ.อ.อภิวันท์ขอถอนตัว ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะ พ.อ.อภิวันท์ ได้รับแรงกดดันจากแกนนำพรรค เนื่องจากที่ผ่านมา พ.อ.อภิวันท์ เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดทำให้เกรงว่าหาก พ.อ.อภิวันท์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาจริงอาจะส่งผลต่อภาพความปรองดองของ รัฐบาลชุดใหม่ได้

"โดย ขอร้องให้ไปรับตำแหน่งในฝ่ายบริหารแทน ขณะที่กระแสข่าวอีกส่วนหนึ่งแพร่สะพัดว่าที่ พ.อ.อภิวันท์ ต้องถอนตัวเนื่องจากเป็นความเห็นส่วนตัวของ พ.อ.อภิวันท์เองเพราะถือเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อยังไม่ได้รับการยืนยันจากแกนนำพรรคให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวทำให้ พ.อ.อภิวันท์ขอถอนตัวก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะประกาศรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออีก 2 คน ซึ่งอาจทำให้ พ.อ.อภิวันท์เสียภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ได้" รายงานข่าวระบุ


ราย ข่าวแจ้งว่า สำหรับแคนดิเดตของผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น เหลือเพียง 2 คน ซึ่งก็คือนายสมศักดิ์ และนายวิทยา โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์จะแจ้งรายชื่อ ส.ส.1 ใน 2 รายชื่อนี้ให้กับที่ประชุมพรรคได้รับทราบเพียงรายชื่อเดียว โดยจะไม่มีการโหวตในที่ประชุม เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายยงยุทธ ไปดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมแล้ว โดยชื่อของนายสมศักดิ์จะมาแรงกว่านายวิทยา เพราะเคยผ่านการดำรงตำแหน่งรองประธานสภามาแล้วหลายครั้ง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วางนายสมศักดิ์ให้เป็นประธานสภามาในสมัยที่พรรคพลังประชาชนมาเป็นรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนายวิทยามีความโดดเด่นที่เคยเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานพรรค ร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ทำให้บรรดา ส.ส.ของพรรคส่วนที่ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายเป็นพิเศษให้การสนับสนุน รวมไปถึงยังเป็นหนึ่งในสายตรงของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย แต่ที่ผ่านมานายวิทยาไม่เคยแสดงตัวชัดเจนว่าอยากดำรงตำแหน่งดังกล่าว


รายงาน ข่าวแจ้งว่า นอกจากตำแหน่งประธานสภาที่จะมีความชัดเจนในการประชุมดังกล่าวแล้ว แกนนำพรรคเพื่อไทยยังจะมีการแจ้งรายชื่อรองประธานสภา 2 รายชื่อต่อที่ประชุมด้วย โดยคาดว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เนื่องจาก นพ.ชลน่าน มีความแม่นยำในข้อบังคับการประชุมสภาและการทำหน้าที่ในสภาที่ผ่านมามีผลงาน เป็นที่ประจักษ์จนได้รับตำแหน่ง “ดาวเด่นสภา” จากการโหวตของสื่อมวลชนประจำรัฐสภาในปี 2552

91ศพกับ"คุก"

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


กลาย ป็นมุขที่คนพูดกันติดปากไปทั่วบ้านทั่วเมือง กับกรณีที่กกต.ยังกล้าๆ กลัวๆ ยืดเวลาการลงมติรับรองส.ส.ให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ โดยล่าสุด มีนัดหมายว่าวันจันทร์-วันนี้แหละ ทั้ง 5 เสือจะนัดตัดสินกันอีกที

โดยมุขที่กำลังฮิตเขาว่ากันอย่างนี้

นายจตุพรนั้นตอนหาเสียงเลือกตั้งก็ไม่เคยไปปราศรัยโจมตีใส่ร้ายป้ายสีใคร ไม่มีพฤติกรรมจ่ายเงินซื้อเสียงแม้แต่สตางค์เดียว

ต้องถือเป็นผู้สมัครที่บริสุทธิ์ผุดผ่องที่สุดด้วยซ้ำ

อย่างนี้แล้วกกต.จะไม่รับรองได้อย่างไร

เอาเป็นว่าถ้าวันนี้กกต.มีมติรับรองนายจตุพร ย่อม ทำให้คนทั่วบ้านทั่วเมืองโล่งอก จบสงบสมบูรณ์เสียที

ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนให้กกต. ยอมตามแรงกดดันของพวกเสื้อแดง!?

แต่เพราะทุกคนรู้ดีว่าประเด็นคุณสมบัติของนาย จตุพรตามที่ถูกร้องเรียนนั้น ไม่มีอะไรให้ต้องกังขาเลย

อย่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง มาจุดชนวนให้กลายเป็นเรื่องดีกว่า

จริงไหมท่านอภิชาต สุขัคคานนท์

ถัด จากวันนี้ที่จะมีการชี้ชะตานายจตุพรแล้ว คาดหมายว่าพรุ่งนี้ 2 สิงหาคม จะเป็นวันโหวตเลือกประธานสภาคนใหม่ แล้วคงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯทันที

จากนั้นท่านประธานฯคงจะนัดประชุมสภาเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม!

เราน่าจะได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในวันดังกล่าว

นายกฯ ผู้ใช้เวลาเพียง 49 วันในการสร้างประวัติ ศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ อยากรู้รายละเอียดหาอ่านได้จากหนังสือ"49วันยิ่งลักษณ์ 49วันสู่นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย"

เสร็จจากโหวตนายกฯแล้ว ประธานสภาก็รีบนำชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นทูลเกล้าฯ

ประมาณวันที่ 6 สิงหาคม นายกฯใหม่อาจจะรวบรวมรายชื่อครม.ปู 1 ได้เสร็จสิ้น

ถ้าไม่ผิดไปจากปฏิทินนี้ นายกฯหญิงคงจะนำ ครม.ชุดใหม่เข้าถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ได้พอดี

พร้อมๆ กับรัฐบาลใหม่จะได้เข้าทำงาน พิสูจน์ว่าสามารถทำตามนโยบายที่บอกกล่าวกับประชาชนไว้ได้หรือไม่

ที่สำคัญคนกว่า 15 ล้านคนที่เทคะแนนให้

เขารอดูการสะสางคดี 91 ศพให้ถูกต้องเป็นธรรมโดยเร็วไว!!

เอาตัวการที่สั่งการจนเกิดความรุนแรงต่อชีวิตประชาชน

"เข้าคุก"เสียที!

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 01/08/54 ด่านแรกเสถียรภาพ "ปู1"

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ประชาชน เลือกไว้ เอาใจช่วย
หวังร่วมด้วย กอบกู้ สู่เฟื่องฟุ้ง
คำ"คนดี" คือ ดีได้ ไม่แต่งปรุง
เพื่อผดุง จรุงเลิศ ประเสริฐดี....

เป็นด่านแรก หวังไว้ ได้เสถียรภาพ
ลบรอยคราบ ตกต่ำ ย้ำศักดิ์ศรี
ต้องเที่ยงธรรม เชิดหน้า เปี่ยมบารมี
สร้างสิ่งที่ สูงค่า สภาไทย....

เลือกคนผิด ผิดหวัง พังทั้งรัฐ
อาจต้องงัด เกมต่อรอง สมองไหล
ทั้งงูเห่า..ตีสองหน้า..ก็ว่าไป
อาจพังพาบ เร็วไว สมใจคน....

หวังถูกใจ ใครทั้งหลาย ไม่ง่ายนะ
อย่าลดละ เลือกสิ่งดี ให้มีผล
พร้อมยอมรับ กับศรัทธา มหาชน
ให้หลุดพ้น บ่วงอุบาทว์ อำนาจโจร....

ประชาชน เลือกแล้ว ต้องแคล้วคลาด
อย่าผูกขาด ละเลงชั่ว บนหัวโขน
รู้จักจำ รู้จักเจ็บ พวกเห็บโลน
ที่พร้อมโค่น อำนาจรัฐ "เขา" จัดมา....

จะคอยคุ้ม ดูแล ช่วยแซ่ซ้อง
เป็นแผ่นทอง อุ้มชู เพื่อสู้หน้า
กี่ด่านหิน เร่งรุกราน พวกมารยา
ประชาชน หวังพึ่งพา อย่าถอดใจ....

๓ บลา / ๑ ส.ค.๕๔

'จตุพร'ฉลุย

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ตามโปรแกรมในช่วงบ่ายๆ วันนี้ คงรู้ว่ากกต.จะประกาศรับรอง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทยหรือไม่

กรณีของนายจตุพรเป็นที่กังขาของสังคมอย่างยิ่ง

ทำให้ต้องย้อนกลับไปดูว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปตามระบอบ ประชาธิปไตยหรือเปล่า

เพราะดูกันง่ายๆ ประชาชนกว่า 16 ล้านเสียงตัดสินใจเลือกพรรคเลือกผู้สมัครที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมแล้ว

แต่ไม่อาจฝ่าด่านกกต.ที่มีอยู่เพียงแค่ 5 เสียงได้

ถือเป็นเรื่องแปลกในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ!?

หากมองในอีกมุมที่เห็นชอบว่ากกต.มีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล

กรณีแขวนนายจตุพรก็ยังถือว่าพิลึกพิลั่นเข้าไปอีก

เพราะนายจตุพรไม่ได้ทุจริตการเลือกตั้ง

กลับกันตอนที่นายจตุพรยื่นสมัครส.ส.ก็ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากกกต.ทั้ง 5 คนนี่แหละ

แต่พอประชาชนเลือกผู้สมัครส.ส.ตามที่กกต.รับรองคุณสมบัติไปแล้ว กลับมีปัญหา

ก็ถือเป็นเรื่องแปลกในระบอบประชาธิปไตยอีกเช่นกัน!?

แต่หากไปดูการพิจารณากรณีให้ "ใบแดง" นายจตุพรเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา

มีแหล่งข่าวระบุว่ามีการลงมติไปเรียบร้อยแล้ว

โดยมี "คนเดียว" ที่ให้ใบแดงนายจตุพร!

มี 2 เสียงให้ยกคำร้องกรณีขาดคุณสมบัติ

ซึ่งหมายความว่ารับรองนายจตุพรเป็นส.ส.

ส่วนอีก 2 เสียงให้สอบสวนเพิ่มเติม

เท่ากับว่าการลงมติ 27 ก.ค. ถือว่ารับรองนายจตุพรไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะการให้ใบแดงต้องมีเสียง 4 ใน 5 เสียง

ฉะนั้น เมื่อมีมติรับรองถึง 2 เสียง ทำให้ "ใบแดง" ตกไปโดยปริยาย

การประชุมของกกต.วันนี้จึงเป็นเพียงแค่การขานมติอีกครั้ง ก่อนจะแถลงรับรองอย่างเป็นทางการ

ขั้นตอนต่อไปกกต.ก็ต้องทำสำนวนส่งไปยังประธานสภา

เพื่อขอเสียงส.ส.อย่างน้อย 1 ใน 10 ของสภาส่งสำนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการเป็นสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายจตุพร

ในเมื่อมีขั้นตอนของสภารองรับอยู่แล้ว ก็ยิ่งแปลกใจว่าทำไมกกต.ต้องยื้อเรื่องไว้เองจนเกือบเดือน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกกดดัน

โดน "มือที่มองไม่เห็น" แทรกแซงหรือเปล่า!?

7สส.แดงพรึ่บ รายงานสภา

ที่มา ข่าวสด

ไปคุกรับตู่วันนี้ รอกกต.รับรอง



ส.ส.แดง- นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. เข้ารายงานตัวต่อสำนักเลขาธิการรัฐสภา ที่บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา เมื่อ วันที่ 31 ก.ค.

'ณัฐวุฒิ'พา แกน นำเสื้อแดง ที่ได้รับเลือกเป็นส.ส.ทั้งบัญชีรายชื่อ และเขต รวม 7 คน เข้า รายงานตัวสำนักงานเลขาฯสภาแล้ว เผยตอนแรกตั้งใจจะมาพร้อม 'จตุพร'แต่เมื่อกกต.ยังไม่รับรอง จึงต้องมาก่อน เพราะวันที่ 1 ส.ค. จะเปิดประชุมสภาแล้ว แต่เชื่อจตุพรผ่านการรับรองแน่ โต้เสื้อแดงไม่เคยคุกคามกกต. ปล่อยให้ทำหน้าที่ตามกรอบเวลา ด้านญาติเหยื่อสลายม็อบเตรียมเคลื่อนม็อบไปดีเอสไอ จี้รมว.-ปลัดยุติธรรมปลด 'ธาริต' เพราะไม่สามารถหาตัวผู้สั่งการฆ่าประชาชนได้ทั้งที่ผ่านมากว่า 1 ปี และมีพยานหลักฐานชัดเจนโดยเฉพาะคดี 6 ศพวัดปทุมฯ ส่วนรายต่อไปคือประธานกก.สิทธิ์ เผยขั้นตอนปล่อยตัว จตุพร หากกกต.รับรองเป็นส.ส. สามารถจบได้ในวันเดียว

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 31 ก.ค. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยนายก่อแก้ว พิกุลทอง, น.พ. เหวง โตจิราการ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไท ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ และจ.ส.ต. ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำคนเสื้อแดง เดินทางมารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ที่รัฐสภา

นาย ณัฐวุฒิ กล่าวภายหลังรายงานตัว ว่าที่มารายงานตัวในวันนี้เพราะพยายามรอคอยพี่น้องคือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ จนนาทีสุดท้าย โดยตั้งไว้ว่าทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รับรอง และได้รับการประกันตัวก็จะชวนกันมารายงานตัวพร้อมกัน เนื่องจากวันที่ 1 ส.ค. จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐ สภา และวันที่ 31 ก.ค.นี้ ถือเป็นวันสุดท้ายก็ยังไม่ได้รับรอง พวกตนจึงได้มารายงานตัวก่อน อย่างไรก็ตามพวกเรายังหวังว่าการดำเนินการของกกต.จะครบถ้วนทุกขั้นตอนในกรอบ ระยะเวลา แล้วมีมติรับรองนายจตุพร ในที่สุด

นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงกรณีมีข่าวว่า นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ระบุว่ามีคนขู่ลอบทำร้ายและอาจบานปลายจนถึงการยึดอำนาจว่า ยืนยันมาโดยตลอดว่าประชาชนโดยเฉพาะคนเสื้อแดงไม่มีความคิดหรือการเคลื่อนไหว ข่มขู่คุกคามใดๆ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ก็เป็นรูปธรรมชัดแจ้งว่าไม่มีการกระทำดังกล่าว ดังนั้นหากมีการข่มขู่คุกคามก็จะไม่ใช่ประชาชน แต่จะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ถูกคุกคามน่าจะแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตาม กฎหมาย ส่วนการปฏิวัติยึดอำนาจคิดว่าจนถึงวันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยอยากให้เกิด เรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก และเชื่อมั่นว่าสถานการณ์หลังการเลือก ตั้งบ้านเมืองเดินไปตามกลไกประชาธิปไตย รัฐบาลชุดใหม่กำลังขับเคลื่อนนโยบายไปถึงประชาชน ไม่น่าจะมีเหตุปัจจัยใดๆ ที่จะทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว

"ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าพวกผมเคารพกระ บวนการทำงานของกกต. เคารพในอำนาจหน้าที่ระยะเวลาที่ท่านมีตามกฎหมายก็ดำเนินการไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ มือที่สามมือที่สี่ ถ้าจะปั่นป่วนสถานการณ์ข่มขู่คุมคามกกต. ก็ขอให้หยุดเสียไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้อีก และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่หากมีกกต.ไปแจ้งความ ก็ต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด รวดเร็ว เพื่อให้บรรยากาศดีๆ เกิดขึ้น ก่อนที่รัฐบาลจะทำหน้าที่" นายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามว่า หากกกต.มีประชุมแล้วมีมติไม่รับรองนายจตุพร ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ คนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เราคงต้องรอให้ครบกระบวนการ ครบกรอบระยะเวลา ถ้าครบกรอบแล้วฝ่ายกฎหมายของเราเคยปรึกษาหารือกันแล้วยืนยันว่า กกต.ไม่มีอำนาจที่จะแขวนค้างเอาไว้ ดังนั้นก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องของการกดดันหรือข่มขู่คุกคาม ตรงกันข้ามขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กลับข่มขู่คุกคามกกต. ทุกวัน บอกว่าจะฟ้องไม่รับรองแต่พวกตนไม่ทำอย่างนั้น เพียงแต่กระทำตามสิทธิของกฎหมายที่พึงจะกระทำได้ ทั้งนี้จะไม่เคลื่อนไหวไปกดดันต่อกกต.ในวันที่ 1 ส.ค.นี้แต่อย่างใด เรายืนยันมาโดยตลอดว่าที่ผ่านมาคนเสื้อแดงไม่ได้ไปกดดันหรือเรียกร้องอะไร แต่ที่ไปคือการไปให้กำลังใจนายจตุพรที่เรือนจำเป็นปกติ

ต่อข้อถามว่า เมื่อมีสถานะเป็นส.ส.แล้วจะยุติการเคลื่อนไหวนอกสภาหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชา ชนยังคงอยู่และจะเดินหน้าต่อไป แต่รูปแบบเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่แกนนำและฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงได้หารือกัน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ยืนยันว่าจิตวิญญาณและอุดมการณ์ของการต่อสู้ยังอยู่คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อ ถามถึงกระแสข่าวว่าคนเสื้อแดงสนับสนุน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ทุกตำแหน่งทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น จุดยืนของพวกเราคือการเคารพดุลพินิจของคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย การจะแสดงออกเพื่อสนับสนุนบุคคลใดก็สามารถทำได้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่จะต้องไม่มีท่าทีไปกดดันคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดี เพราะสามารถสนับสนุนเอาใจช่วยกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่สุดท้ายแล้วเมื่อกรรมการบริหารพรรค มีดุลพินิจอย่างไรทุกฝ่ายต้องเคารพ

เมื่อถามย้ำว่าคนเสื้อแดงเรียก ร้องอยากให้พ.อ.อภิวันท์ เป็นประธานสภา นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่าหลายคนมีหลายฝ่ายเอาใจช่วยไม่ว่าจะพ.อ.อภิวันท์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา และทั่งล่าสุดมีชื่อ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธานสภา หลายฝ่ายก็เอาใจช่วย แต่ข้อสรุปสุดท้ายอยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากรายงานตัวแล้ว คณะส.ส.พรรคเพื่อไทย เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ที่ประดิษฐานอยู่ในบริเวณรัฐ สภาด้วย

ส่วนความเคลื่อนไหวเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม วันเดียวกัน นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส. กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม กล่าวว่า ในวันที่ 1 ส.ค. เวลา 10.30 น. ครอบครัวของญาติวีรชน 10 เม.ย. และ 19 พ.ค.53 จำนวนหนึ่ง ได้นัดหมายเดินทางไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวง เพื่อให้พิจารณาปลดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ พ้นออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่มีความสามารถในการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุยิงประชาชน และไม่สามารถเอาตัวผู้สั่งการมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

นางพะ เยาว์ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดผ่านมากว่า 1 ปี คดียังมืดมิด ดีเอสไอไม่สามารถหาคนผิดได้ และข้อมูลที่นายธาริตนําออกมาแถลงข่าวแต่ละครั้งก็บิดเบือนความจริง กล่าวหาผู้ที่เสียชีวิตว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือพวกชุดดํา โดยเฉพาะคดี 6 ศพในวัดปทุมฯ ผู้เสียชีวิตล้วนเป็นพยาบาลอาสาที่เข้ามารับใช้ประชาชน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกลับถูกยิงตาย และดีเอสไอไม่สามารถเอาตัวคนก่อเหตุมาลงโทษได้ ทั้งๆ ที่พยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ ที่ ดีเอสไอตรวจพบบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าวัดปทุมฯ ก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่าหน่วยงานไหนเป็นคนทํา นอกจากนี้ก็ยังมีภาพถ่ายจากกล้องวิดีโอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกไว้ได้ ชัดเจน โดยเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ชุดลายพรางเดินอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ในมือถือปืนยาวและก้มเล็งเข้าไปในวัด ดังนั้นภาพที่ปรากฏออกมาทําให้ญาติวีรชนต่างลงความเห็นว่านายธาริต ไม่สมควรที่จะดํารงตําแหน่งอธิบดีอีกต่อไป

มารดาน.ส.กมนเกด กล่าวอีกว่า หลังจากยื่นหนังสือให้รมว.ยุติธรรม และปลัดกระทรวงแล้ว จะรอฟังผลในเรื่องนี้ภายใน 7 วัน หากทางกระทรวงซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายธาริต ยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะนำมวลชนซึ่งเป็นญาติผู้เสียชีวิตและกลุ่มผู้บาดเจ็บ มาติดตามทวงถามด้วยตนเองที่หน้าดีเอสไอ โดยจะใช้ชื่อกลุ่มว่า 'รวมพลคนเกลียดธาริต' หลังจากนั้นก็จะเดินทางไปที่หน้าเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอรับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกจากเรือนจํา ที่คาดว่า กกต.จะประกาศรับรอง

"ส่วนนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็เป็นอีกรายที่จะต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับนายธาริต พวกเราจะเคลื่อนไหวกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธาน กสม.เช่นกัน เพราะไม่มีความเป็นกลางในการสอบข้อเท็จจริงในกรณี 91 ศพ ที่ผ่านมาผลสอบในเรื่องนี้เห็นได้ชัดว่า กสม. ไม่มีความเป็นกลาง และพยายามช่วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ฉะนั้นญาติวีรชนจึงยอมไม่ได้ จะต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยตนเอง และหากไม่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นพวกเราก็คงไม่ออกมา" นางพะเยาว์ กล่าว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สําหรับขั้นตอนการปล่อยตัวนายจตุพร หากกกต.รับรองการเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในวันที่ 1 ส.ค. ทนายความของนายจตุพร จะนําใบรับรองดังกล่าวนี้ไปยื่นต่อศาลอาญา เพื่อขอประกันตัวได้ทันที และเมื่อศาลอนุญาตให้ประกันตัวได้ก็จะออกหมายปล่อยส่งมายังเรือนจําพิเศษ กรุงเทพฯ เมื่อหมายปล่อยมาถึงทางเรือนจําก็จะเบิกตัวนายจตุพร ออกจากแดนคุมขัง ตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดว่าชื่อที่อยู่ตรงกับหมายปล่อยหรือไม่ เพื่อป้องกันการปล่อยผิดตัว เมื่อตรวจสอบประวัติแล้วทางเรือนจําก็จะปล่อยตัวนายจตุพรทันที

นาง ธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า วันที่ 1 ส.ค.นี้ทราบว่า กกต.จะประกาศรับรองการเป็น ส.ส.ให้กับนายจตุพร ซึ่งก็ถือเป็นข่าวดี แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะประกาศรับรองทันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในวันพรุ่งนี้คนเสื้อแดงจํานวนมากจากทั่วประ เทศจะมุ่งหน้าไปยังเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอรับนายจตุพรอย่างแน่นอน ส่วนตนคงรอฟังผลอยู่ในที่ตั้ง ไม่มีการนํามวลชนไปกดดัน

นางธิดา ยังกล่าวถึงกรณีที่นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการ กกต. ระบุว่า หากมีการข่มขู่หรือทําร้าย กกต.ให้ระวังจะมีปฏิวัติ ว่า นางสดศรีพูดไปเรื่อย โดยไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยันว่าถูกข่มขู่จริง อยากถามว่านางสดศรีต้องการให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายใช่หรือไม่ที่ออกมา ให้ข่าวอย่างนี้ ซึ่งคําพูดดังกล่าวทําให้กองทัพเกิดเสียหายมาก และขอบอกว่าคนเสื้อแดงคงไม่มีนิสัยที่จะไปข่มขู่คุกคามใคร มีจิต สํานึกมากพอ อย่างที่ผ่านมาช่วงที่กกต. อยู่ระหว่างการพิจารณารับรอง ส.ส.ให้กับบรรดาแกนนํา นปช.จะเห็นว่าไม่มีคนเสื้อแดงไปกดดันอะไร เนื่องจากการรับรองนั้นมันมีกรอบระยะเวลาในการทํางานอยู่แล้ว ดังนั้น คงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปกดดัน และหากว่านางสดศรี คิดว่าตัวเองไม่ปลอดภัยในชีวิตก็บอกมา ตนจะไปนอนเฝ้าหน้าบ้านให้ หรือเฝ้าที่หน้าสำนักงาน กกต. ก็ได้ แต่ขออย่าได้วิตกจริตมากเกินไป

ประธาน นปช. กล่าวต่อว่า หากมีการโทร.มาข่มขู่จริงตามที่นางสดศรีพูด ก็ไม่ควรที่จะมาเหมาหรือโทษว่าคนเสื้อแดงเป็นคนทํา ควรจะนําหลักฐานการโทร.นั้นไปแจ้งความเพื่อให้หาตัวผู้ก่อเหตุ ไม่ควรมาพูดเลื่อนลอยอย่างนี้ นางสดศรีควรจะระมัดระวังคําพูดของตัวเองให้มากกว่านี้ เพราะตําแหน่ง กกต.เป็นตําแหน่งที่จะต้องรับผิดชอบสูงยิ่งต้องระวังทั้งการกระทําและคําพูด เมื่อพูดออกไปก็จะทําให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือบ้าจี้ตามก็ได้