WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 2, 2011

TCIJ: ยิงถล่ม “ชุมชนคลองไทร” ชาวบ้านร้องตำรวจเมินลงสอบเหตุในพื้นที่

ที่มา ประชาไท

ร้อง กลุ่มอิทธิพลใช้อาวุธสงครามยิงถล่มพื้นที่นำร่อง "โฉนดชุมชน" แจ้งความแต่ตำรวจเพียงให้ลงบันทึกประจำวัน ชาวบ้านวอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยตรวจสอบ ก่อนเหตุสูญเสียลุกลาม เผยคดีเก่าชาวบ้านถูกยิงดับยังไม่คืบ





วันนี้ (1 ส.ค.54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 31 ก.ค.54 เวลาประมาณ 20.00 น.ได้มีกลุ่มคนใช้อาวุธสงครามยิงกระหน่ำบ้านชาวบ้านในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี กว่า 50 นัด พบปลอกกระสุนหล่นอยู่เกลื่อนพื้น บ้านเรือนได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต
ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในคืนวันเดียวกันนั้นชาวบ้านชุมชนคลองไทรได้โทรศัพท์แจ้งเหตุไปยัง สภ.ชัยบุรีให้รีบเข้ามาตรวจสอบกรณีดังกล่าว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในพื้นที่ จนกระทั้งช่วงเช้าวันนี้ (1 ส.ค.54) ชาวบ้านได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ชัยบุรีอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน แต่ยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าใดๆ และยังไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ
สมาชิก ชุมชนคลองไทรฯ ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ยิงข่มขู่เช่นนี้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามเข้าแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้กระทำผิดมา ลงโทษ แต่ก็มีเพียงการลงบันทึกประจำวันไว้ ขณะที่การติดตามคดีไม่มีความคืบหน้าใดๆ และแม้แต่คดีที่ชาวบ้านในชุมชนถูกยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมปี 53 ถึงขณะนี้คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า
“ชาว บ้านแจ้งแล้วแจ้งเล่าก็หาย แล้วต่อไปนี้จะให้ชาวบ้านที่ต้องการเป็นอยู่แบบปกติสุขเพื่อทำการเกษตร เลี้ยงชีพจะไปพึ่งพาหน่วยงานใดในเมื่อตำรวจทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม จึงวิงวอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยตรวจสอบให้ชาวบ้านด้วยก่อนที่จะมีเหตุ ไม่คาดฝันหรือคนตายเกิดขึ้น” ชาวบ้านในพื้นที่ระบุ
สมาชิก ชุมชนคลองไทรฯ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สมาชิกในชุมชนต้องนอนกันแบบหวาดผวาว่าจะมีลูกปืนเข้าบ้านใครอีก จึงฝากถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าตำรวจ สภ.ชัยบุรี มีศักยภาพหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเคยมีคำสั่งจัดชุดดูแลความปลอดภัยคำสั่งที่ 117/2553 โดยมี พ.ต.ต.เลิศชาย ชัยรัตน์ สวป.เป็นหัวหน้าชุด แต่ชาวบ้านก็ไม่เคยเห็นตำรวจดังกล่าวเลย
นอกจากนี้ สมาชิกชุมชนคลองไทรฯ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตอนกลางวันของวันเกิดเหตุ (31 ก.ค.54) ได้มีคนของกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งกับชาวบ้านเรื่องปมปัญหา ที่ดิน ขับขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่ภายในชุมชนโดยพกพาอาวุธปืนและวิทยุสื่อสาร แบบเดียวกับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเป็นการข่มขู่ชาวบ้าน จนกระทั่งตอนค่ำก็เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
สมาชิก ชุมชนคลองไทรฯ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่เกิดขึ้นอาจเชื่อมโยงกับการที่คนในชุมชนพยายามส่งข่าวและเผยแพร่ ข้อมูลในพื้นที่ออกไปให้คนภายนอกได้รับรู้ ซึ่งกลุ่มอิทธิพลอาจเห็นว่าจะสร้างปัญหาให้พวกเขาจึงพยายามข่มขู่ชาวบ้าน พร้อมเล่าว่าหลังจากที่มีนักข่าวเข้ามาทำข่าวในชุมชนครองไทรฯ เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สองวันจากนั้นกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ได้เข้าทำลายบ้านของนายยงยุทธ และยิงถล่มบ้านนางสรารัตน์ สมาชิกชุมชนคลองไทรซึ่งให้สัมภาษณ์กับนักข่าว และหลังจากนั้นกลุ่มอิทธิพลยังนำอาวุธสงครามเข้ามายิงในชุมชนช่วงกลางดึกแทบ ทุกคืน
ต่อเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น สมาชิกชุมชนคลองไทรแสดงความเห็นว่า ไม่ใช่การข่มขู่แต่เป็นการมุ่งเอาชีวิตแม้ว่าจะไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสีย ชีวิต และขณะนี้สิ่งที่ชาวบ้านในชุมชนทำได้คือการเฝ้าระวังตัว เพราะไม่สามารถไปต่อสู้กับอาวุธสงครามได้ อีกทั้งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นชาวบ้านคงไม่ออกไปจากพื้นที่ เพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน
ทั้งนี้ ชุมชนคลองไทรฯ หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เป็น 1 ใน 35 พื้นที่นำร่องจัดทำโฉนดชุมชน ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดินร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศ ไทย ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) แต่พื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการผลักดันให้กระทรวงทรัพย์ส่งมอบพื้นที่ ให้สำนักงานโฉนดชุมชนดำเนินการจัดทำโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553
นอก จากนี้ พื้นที่ชุมชนดังกล่าวยังอยู่ในพื้นที่ฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างสำนักงานการ ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับบริษัทจิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด โดย ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่ให้บริษัทเอกชนออกจากพื้นที่ แต่ขณะนี้บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ผลอาสินไว้
ลำดับเหตุการณ์ชุมชนคลองไทรพัฒนา
อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี
พฤศจิกายน 2551
มีการรวมกลุ่มของชาวบ้านประมาณ 120 ครอบครัวขอเข้าไปใช้พื้นที่ตั้งเป็นชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยทอง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามตรวจสอบผลักดันการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยต้องการให้นำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปเพื่อชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเร็ว
มีนาคม 2552
บริษัทจิวกังจุ้ย พัฒนาจำกัด ได้ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน 3 คนได้แก่นายบัญญัติ จอง นายอดุลย์ รามจันทร์ และนายสมหมาย ลิกขชัย เป็นจำนวน 3,000,000 บาท โดยโจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวและให้มีหมายจับจำเลยทั้ง 3 ต่อมาศาลได้ถอนฟ้องนายบัญญัติฯจำเลยที่ 1 เนื่องจากมาทราบข้อเท็จจริงภายหลังว่า นายบัญญัติฯเป็นคนวิกลจริต ปัจจุบันรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ โดยจำเลยที่ 2และ 3 ยินยอมออกจากพื้นที่
9 สิงหาคม 2552
06.30 น. มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 40 คันรถปิ๊กอัพ นำโดยผู้บังคับการจังหวัดสุราษฎร์ธานีและกำลังตรวจจากสถานีตำรวจชัยบุรี เข้าตรวจค้นอาวุธและยาเสพติดในชุมชน ใช่เวลาราว 1 ชม.ตรวจยึดได้เพียงมีดพร้าของชาวบ้าน จากนั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทยอยกลับ มีรถไถจำนวนหลายคันและมีกลุ่มชายฉกรรจ์ถืออาวุธปืนยาวหลายคนเดินนำรถไถพัง รั้วของชุมชนเข้ามาไถบ้านของชาวบ้านพังจำนวน 60 หลัง ชาวได้แจ้งตำรวจแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกให้ไปแจ้งความที่โรงพัก ชาวบ้านจึงได้บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้และในวันเดียวกันได้ไปแจ้ง ความ ที่สถานีตำรวจภูธรชัยบุรี แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดรับเรื่อง
10 สิงหาคม 2552
ได้มี ชรบ.ประมาณ 40 นายเข้ามาตรึงกำลังที่แคมป์ของบริษัท ได้มีชาวบ้าน 5 คน เข้าไปแจ้งความอีกครั้ง มีการลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรชัยบุรี ล่าสุดคดียังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด
2-7 พฤศจิกายน 2552
คณะ ทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการช่วยเหลือและแก้ปัญหาคดีความของเครือ ข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิลและคณะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐโดย พ.ต.ท.สันต์ทรง ตังละแม และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ชุมชนคลองไทรพัฒนา, ชุมชนน้ำแดง และชุมชนสันติพัฒนา ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสนอต่อคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาคดีความฯ และเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน
29 ธันวาคม 2552
12.05 น. พ.ต.ท.โกเมธ ชูชมชื่น จาก สภอ.เขาพนม จ.กระบี่ มาพร้อมกับนายทวี แดงอนันต์ ผู้จัดการบริษัทจิวกังจุ้ย พัฒนาจำกัด และพวกอีก 5 คน ใช้ รถปิ๊กอัพ 2 คัน เข้ามาในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี และสอบถามข้อมูลต่างๆ จากสมาชิกบางคนในชุมชน จึงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น และพ.ต.ท.โกเมธ ได้ตบหน้านายอภินนท์ สังข์ทอง สมาชิกชุมชนคลองไทรฯ นายอภินนท์ จึงเอากล้องมาขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน แต่ พ.ต.ท.โกเมธ และกลุ่มบุคคลที่มาด้วยเอาปืนมาจี้ที่น่าอกนายอภินนท์ สังข์ทอง และนางมาลิดา เจียกรัมย์ (ภรรยานายอภินนท์) จึงไม่ได้ภาพไว้เป็นหลักฐาน แล้วกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เดินทางออกไปจากชุมชน
11 มกราคม 2553
19.00 น. ได้มีกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองและปืนเอ็ม.16 ยิงเข้าใส่วงสนทนาและรับประทานอาหารค่ำที่นอกชานหน้ากระท่อมที่พักของนายฟอง ขุนฤทธิ์ ซึ่งมีนายสมพร พัฒนภูมิ เพื่อนบ้านมานั่งอยู่ด้วยและเป็นที่ถูกกระสุนปืนจนเสียชีวิตหลังจากวิ่งหนี มาได้ประมาณ 10 เมตรเศษ
ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำตรวจ สภ.อ.ชัยบุรี ได้ตรวจพบปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอกและปลอกกระสุนปืน M16 จำนวน 7 ปลอก
มี ข้อสังเกตว่าก่อนเกิดเหตุยิงใส่กลุ่มสมาชิกชุมชนคลองไทรฯ ที่หน้ากระท่อมของนายฟอง ขุนฤทธิ์ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าพบเห็นนายทวี แดงอนันต์ ผู้จัดการบริษัทจิวกังจุ้ย เข้าตรวจเดินดูสภาพต่างๆ ในชุมชนโดยเฉพาะบริเวณด้านหลังที่เกิดเหตุ
19 มกราคม 2553
เครือ ข่ายปฏิรูป (คปท) ได้รวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องติดตามผลการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.สุราษฏร์ธานี และ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท) เรื่องการตรวจสอบพื้นที่เขต ส.ป.ก.และกรณีสมาชิกเครือข่ายถูกทำร้ายเสียชีวิตในชุมชนคลองไทรพัฒนาเขต ส.ป.ก.สุราษฏร์ธานี ตลอดจนขอรับความคุ้มครองความปลอดภัย ใน 4 ชุมชน ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. สุราษฏร์ธานี อันได้แก่ พื้นที่ชุมชนสันติพัฒนา หมู่ที่ 6 ต.บางสวรรค์ อ.พระแสง จ.สุราษฏร์ธานี พื้นที่ชุมชนบ้านน้ำแดง หมู่ที่ 9 ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี พื้นที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ที่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี และพื้นที่ชุมชนไทรงามพัฒนา หมู่ที่ 5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี
จากนั้นได้มีหนังสือคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี ให้ตำรวจตระเวนชายแดน จากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 (ค่ายศรีนครินทรา ทุ่งสง ) ลงพื้นที่คุมครองความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว ตังแต่วันที่ 21 มกราคม 2553
10 กุมภาพันธ์ 2553
เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ได้ มีเสียงปืนไม่ทราบขนาดดังขึ้นที่บริเวณหน้าชุมชนจำนวน 6-7 นัด ทำให้สมาชิกในชุมชนคลองไทรฯ ตื่นตกใจ จึงต้องช่วยกันปกป้องดูแลรักษาความปลอดภัยกันอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น
11 กุมภาพันธ์ 2553
09.35 น.ได้มีคนงานจำนวน 25 คน ของบริษัทจิวกังจุ้ยซึ่งเป็นบริษัทที่เก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่ ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงการดำเนินคดีฟ้องร้องของ ส.ป.ก.สุราษฎร์ธานี เข้าทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตจนเสร็จสิ้นในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น.ของวันเดียวกัน หลังจากคนงานเหล่านี้ได้ออกจากชุมชนเพียงครู่หนึ่ง สมาชิกในชุมชนก็ได้เสียงปืนดังขึ้นอีกจำนวนกว่า 20 นัด จากฝั่งที่คนงานดังกล่าวอยู่ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนครองไทรพัฒนาแตกตื่นและต่างพากันวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิต รอด
จาก เหตุการณ์ดังกล่าวทางชุมชนได้ประสานไปที่ชุดกำลัง ตชด.ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับชุมชน แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด อีกทั้งยังอ้างด้วยว่าชุดปฏิบัติการ ตชด.ไม่มียานพาหนะที่จะเดินทางเข้าไปในชุมชน ซึ่งห่างจากจุดพัก ตชด.กว่า 3 กิโลเมตร ทั้งๆ ที่การให้ ตชด.ลงพื้นดูแลรักษาความปลอดภัยในเขตชุมชนเป็นคำสั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
19 กรกฎาคม 2554
เมื่อเวลา 14.00 น.นายฉลอง มณีโชติ หัวหน้า ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ชัยบุรีว่า ได้มีการซื้อขายพื้นที่ของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และได้ทำลายพื้นที่ให้เสียหาย จากนั้น เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกำลังตำรวจกว่าสิบนายได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว และได้พบรถบรรทุกสิบล้อ 1 คัน รถแบคโฮ 1 คัน และรถไถ 1 คันพร้อมคนขับ ตำรวจจึงได้จับกุมและเชิญตัวไป สภ.ชัยบุรีเพื่อดำเนินคดีในฐานทำลายทรัพย์ให้เสียทรัพย์
นายฉลอง เข้าให้ปากคำกับร้อยเวร สภ.ชัยบุรีเพื่อลงบันทึกประจำวัน ถึงกรณีนี้ว่า บริษัทจิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด มีเนื้อที่ 1,051 ไร่ เป็นบริษัทที่ ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ ส.ป.ก. แต่บริษัทได้ยื่นอุทธรณ์ผลอาสินไว้กับศาลภาคแปด อย่างไรก็ตาม บริษัทได้กระทำผิดต่อคำสั่งศาลนอกจากนั้นยังละเมิดคำสั่งศาลที่ระบุว่าห้าม ทำการใดๆ ที่ทำให้เกินผลเสียหายต่อพื้นที่ ส.ป.ก.โดยบริษัทได้ว่าจ้างคนให้ไปขุดดินเป็นร่องคูแบ่งแนวเขต เพื่อทำการขายเปลี่ยนมือ

องค์กรพิทักษ์สิทธินักข่าวระหว่างประเทศ เรียกร้องรัฐบาลไทยปล่อยตัว ‘สมยศ’

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา องค์กร Committee for Protecting Journalists หรือ CPJ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระสากลที่รณรงค์ด้านสิทธิของนักข่าวทั่วโลก ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ-เรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย สืบเนื่องจากการตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ส่งผลให้เขาถูกคุมขัง 84 วัน และถูกสั่งฟ้องโดยอัยการไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ระบุว่า ทางองค์กร Committee for Protecting Journalists มีความห่วงใยต่อกรณีการตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อสมยศ พฤกษาเกษมสุขเป็นอย่างมาก โดยหากสมยศถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจทำให้เขาต้องรับโทษจำคุกรวมกันถึง 30 ปี เนื่องมาจากบทความสองชิ้นที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ในนิตยสารวอยซ์ ออฟ ทักษิณ

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ยังได้ชี้ด้วยว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งมีโทษสูงสุด 15 ปีนั้น เป็นกฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดย ชอวน์ คริสปิน ผู้แทนอาวุโสขององค์กร CPJ ให้สัมภาษณ์ว่า “การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อลิดรอนเสรีภาพในการ แสดงออกนี้ ทำลายความน่าเชื่อถือของความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย และส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อสถาบันฯ ดังที่กฎหมายตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น”

“เรา ขอเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข และยกฟ้องข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เขาถูกตั้งข้อกล่าวหา” ชอวน์ คริสปิน ผู้แทนอาวุโสจาก CPJ กล่าว

นอกจากนี้ ทาง CPJ ยังมองว่า ถึงแม้รัฐบาลในชุดของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อมาดูแลการปฏิรูปการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ก็ไม่ได้มีมาตรการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมออกมาชัดเจน และในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทางกองทัพไทยกลับมีบทบาทในการยื่นฟ้องข้อหาหมิ่นฯ หลายคดี รวมถึงต่อนักวิชาการอาวุโสของไทยด้วย

ทั้งนี้ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ในขณะที่นำกรุ๊ปทัวร์ที่ชื่อ “เรดทัวร์” ออกไปยังประเทศกัมพูชา ด้วยหมายจับที่ออกโดยกรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในข้อหามาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ทำให้เขาถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษเป็นเวลา 84 วันโดยไม่ได้รับการประกันตัว และล่าสุด อัยการได้สั่งฟ้องสมยศตามข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

Monday, August 1, 2011

4:1จตุพรส.ส. ล้านต่อศูนย์:กกต.=เกมกวนตีน

ที่มา Thai E-News

ที่ ประชุมกกต.มีมติเมื่อค่ำนี้ 4:1 รับรองจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นส.ส.แล้ว และจะส่งเรื่องให้ประธานสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความสอยทีหลัง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามที่ผู้เชี่ยาชาญฟันธงไว้ก่อนหน้านี้ว่า กกต.ไม่มีทางมีมติเป็นไปทางอื่น ที่ผ่านมาก็เป็นเพียงการยื้อเรื่องไว้ให้นานที่สุดเท่านั้นเอง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 สิงหาคมคม 2554

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับกรอบเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2554 พาดหัวข่าวว่า"ที่แท้กกต.รับรองแล้ว จตุพรเฮ เป็นส.ส.จันทร์นี้" โดยมีรายงานข่าวดังนี้

เผยกกต.รับรอง'ตู่'แล้ว

แหล่ง ข่าวจากกกต. เปิดเผยว่า กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ทางคณะอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติม ได้ส่งข้อมูลให้กกต.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการเขียนคำวินิจฉัยของแต่ละคน และจะมีการขานมติในการประชุมกกต.วันที่ 1 ส.ค.

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ มีคนเข้าใจผิดกันมาก ว่ากกต.ต้องการจะแขวนหรือจะไม่รับรองให้นายจตุพร ให้เป็นส.ส. ทั้งที่ความจริง มติกกต.ที่ออกมา คือให้ยกคำร้อง 2 เสียง ให้มีการสอบเพิ่มเติม 1 เสียง ให้ตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย 1 เสียง และให้ใบแดง 1 เสียง เท่ากับตอนนี้นายจตุพร ได้รับการรับรองเป็นส.ส.ไปแล้ว เนื่องจากถ้าจะให้ใบแดง กกต.จะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง แต่ตอนนี้มีถึง 2 เสียงที่ยกคำร้อง

แหล่ง ข่าวจากกกต. กล่าวว่า สมมติว่าในการประชุมกกต.วันที่ 1 ส.ค. กกต.อีก 2 เสียงที่ให้สอบเพิ่มจะให้ใบแดง นายจตุพร ก็ยังได้รับการรับรอง เพราะจะเท่ากับเสียงให้ใบแดงมีเพียง 3 เสียงเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมาย การใบแดงก่อนรับรองผลการเลือกตั้งจะต้องมีเสียงถึง 4 เสียง

อ้างช้า-รอทำสำนวนยื่นศาลรธน.

แหล่ง ข่าวจากกกต. กล่าวว่า สาเหตุที่กกต.ยังไม่ได้รับรองนายจตุพร ไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากกกต.อยากให้มีความชัดเจนเรื่องกระบวนการหลังจากรับรองไปแล้วว่า ควรทำสำนวนส่งไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญ โดย ขอให้ส.ส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการเป็นสมาชิกภาพการเป็นส.ส.ของนายจตุพร ว่า สิ้นสุดลงหรือไม่อย่างไร ดังนั้น การจะให้กกต.รับรองโดยไม่มีแนวทางต่อไป กกต.ทำไม่ได้

"ไม่เข้าใจว่าทำไมมีแต่คนเข้าใจผิดกันไปหมดว่า กกต.แขวนนายจตุพร ทั้งที่ความจริงตามข้อกฎหมาย นายจตุพร ได้การรับรองไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค. เพราะมีถึง 2 เสียงที่ให้ยกคำร้อง" แหล่งข่าวจากกกต. กล่าว

สดศรีแจงไม่ได้ยื้อ'จตุพร'

นาง สดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรับรองความเป็นส.ส.ให้กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยว่า ขณะนี้ กกต. ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เรื่องความคงอยู่ของการเป็นสมาชิกภาพพรรคเพื่อไทยของนายจตุพร ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะพิจารณาในวันที่ 1 ส.ค.

นางสดศรี กล่าวว่า ยืนยันว่ากรณีนายจตุพร ทางกกต.ไม่ได้ยื้อในเมื่อกรอบรับรองคือ 30 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 1 ส.ค.นี้ และการโหวตเมื่อวันที่ 27 ก.ค. คะแนนออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ บางคนให้สอบเพิ่ม เมื่อต้องสอบเพิ่มก็ต้องมีการลงมติ กกต.จึงขอเวลาพิจารณาและคำสั่งของนายจตุพร ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเชื่อว่าไม่ว่าผลออกมาอย่างไร จะมีการฟ้องร้อง กกต. แน่นอน

ชี้ใบแดงองค์ประกอบไม่ครบ

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะรับรองนายจตุพร ก่อนใช่หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า ตามกฎหมายระบุว่าการจะให้ใบแดงบุคคลใด จะต้องมีการโหวตด้วยคะแนน 4 ต่อ 5 มันชัดอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเดือดร้อน เพราะ คะแนนการโหวตครั้งที่ผ่านมา เป็น 3 ต่อ 2 และเราทำตามสำนวน ทั้งนี้ ตนไม่หนักใจที่ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)กด ดัน เพราะ กกต.ทำงานบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น เพราะถ้าเห็นเป็นอย่างอื่น กกต.จะถูกฟ้อง

อดีตสสร.ฟันธงกกต.เข้ามุมอับต้องรับรองจตุพรเท่านั้น แจกใบแดงเลื่อนตัวสำรองเสียบแทนผิดกม.


สรุป กกต.พลาดเอง ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือไม่ หากทำนอกจากนี้ผิดหมด

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และนักกฎหมาย กล่าวในรายการประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ ทางโทรทัศน์Asia Update TV
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม กรณีที่กกต.มีมติด้วยเสียงข้างมากเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ยังไม่รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้เป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก

ประการที่ 1 รัฐ ธรรมนูญมาตรา 98 กำหนดชัดเจนว่า กกต.ต้องประกาศรับรองส.ส.ตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองเรียงตามลำดับ หมายเลขของพรรคการเมืองนั้น

แล้วทำไมไม่รับรองในเมื่อนายจตุพรมีชื่อในลำดับที่ 8

ประการที่ 2 เมื่อกกต.คำนวณว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส. 61 คน

ทำไมรับรองแค่ 60 คน ไม่รับรองนายจตุพร

ประการที่ 3 มาตรา 45 กฎหมายประกอบรธน.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากกกต.สงสัยว่าผู้ใดขาดคุณสมบัติ ต้องพิจารณาโดยเร็วและยื่นต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง

แล้วเหตุไฉนจะมายื่นเอาทีหลังเลือกตั้งเป็นเดือน กกต.จะใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ

ประการที่ 4 หากกกต.ให้ใบแดงจตุพร กกต.จะจัดเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร

ในเมื่อจัดการเลือกตั้งซ่อมในกรณีบัญชีรายชื่อไม่ได้ ตามที่กฎหมายกำหนด

ประการที่ 5 ในเมื่อกกต.ให้ใบแดงไม่ได้ หรือยื่นศาลฎีกาเพิกถอนไม่ได้ ก็เหลือช่องทางเดียวคือยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสถานภาพของนายจตุพร หลังประกาศรับรองให้เป็นส.ส.แล้วเท่านั้น ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจศาลฎีกาเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้งกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังประกาศผลย่อมไม่มีแน่นอน

ประการสุดท้าย หาก กกต.ไม่รับรอง โดยการให้ใบแดงไม่รับรองนายจตุพรแล้วเลื่อนผู้มีบัญชีรายชื่ออันดับที่ 62 ขึ้นมาแทน ย่อมไม่มีทางเป็นไปไม่ได้แน่นอน

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 99 วงเล็บสอง รธน.กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากจะเลื่อนขึ้นมาก็ต้องเป็นกรณีมีส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อว่างลง จึงเลื่อนขึ้นมาแทนได้

แต่กรณีนี้นายจตุพรยังไม่ได้เป็นส.ส. แล้วตำแหน่งจะว่างลงได้อย่างไร

และ หากไปบอกว่านายจตุพรถูกเพิกถอนเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ต้องถามว่านายจตุพรถูกเพิกถอนไปเมื่อไหร่ เพราะศาลฎีกาไม่เคยเพิกถอนก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.61ราย นายจตุพรอยู่ในลำดับที่8จะไม่รับรองได้อย่างไร

ดังนั้นการที่กกต.คิดจะไม่ยอมรับรองนายจตุพรเป็นส.ส.แล้วจะเลื่อนอันดับที่62ขึ้นมาแทนจึงผิดกฎหมาย

ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งกกต.ได้

**********
รายละเอียดเพิ่มเติมจากเวบไซต์ www.kaninboonsuwan.com

โต้แย้ง กกต. กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์


กรณี ที่ กกต. มีมติด้วยเสียงข้างมากไม่รับรองการเป็น ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม นั้น ผมมีข้อโต้แย้ง ทั้งในทางวิชาการ และโดยหลักกฎหมาย ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ใน เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๘ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กกต. จะต้องประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการ เมือง ตามเกณฑ์คะแนนที่คำนวณได้เรียงตามลำดับหมายเลข ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง นั้น

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงไม่รับรองการเป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับ ๘ ของบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ?

ประการที่สอง ในเมื่อ กกต. ได้คำนวณเกณฑ์คะแนนที่พรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อว่าได้ ๖๑ คน

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงรับรองการเป็น ส.ส. ของระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ ๖๐ คน ?

ประการที่สาม ในเมื่อมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๑ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้า กกต. สงสัยว่าผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือก ตั้งของผู้นั้นก่อนวันเลือกตั้ง

แล้วเหตุไฉน กกต. จึงเพิ่งจะมาถอนการสมัครรับเลือกตั้งของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ฐานขาดคุณสมบัติ เนื่องจากขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เอาเมื่อผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วตั้งเกือบเดือน ถามว่า กกต. ใช้อำนาจแทนศาลฎีกาได้หรือ ?

ประการที่สี่ ใน กรณีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ถ้า กกต. จะให้ใบแดงผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง กกต. ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้น แต่ในกรณีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ถ้า กกต. ให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในอันดับ ๘ ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย

แล้ว กกต. จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อย่างไร เมื่อจัดการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อใหม่ไม่ได้ แล้ว กกต. ไปให้ใบแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้อย่างไร ?

ประการที่ห้า การ ที่ กกต. บอกว่า ไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้น ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีสถานภาพทางกฎหมายอย่างไร เป็นผู้ถูกให้ใบแดงก็ไม่ใช่ เพราะล่วงเลยวันเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากอำนาจของ กกต. และศาลฎีกามาแล้ว ช่อง ทางทางกฎหมายที่จะเล่นงาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ จึงเหลืออยู่ทางเดียว คือ ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หลังประกาศให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. ไปแล้ว เท่านั้น

ช่องทางระหว่างที่พ้นจากอำนาจของศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้ง กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหลังการประกาศผล ย่อมไม่มีอย่างแน่นอน

ประการที่หก กรณี ที่ กกต. อ้างว่า จะไม่รับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แล้วจะเลื่อนบุคคลในบัญชีรายชื่อลำดับที่ ๖๒ ของพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแทน นั้น ถ้าดูตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๒) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า กรณีที่จะเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเดียวกันขึ้น มาเป็น ส.ส. แทนได้ จะต้องเป็นกรณีที่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อพ้นจากตำแหน่งซึ่งทำให้ตำแหน่ง ส.ส. ว่างลงหนึ่งตำแหน่ง จึงเลื่อนขึ้นไปได้

แค่กรณีนี้ ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ มีตำแหน่งเป็น ส.ส. หรือยัง ถ้า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ตำแหน่ง ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะว่างลงได้อย่างไร

ในทางกลับกัน ถ้าบอกว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร ก็ถามว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ถูกถอนการเป็นผู้สมัครไปตั้งแต่เมื่อไร ดังนั้น ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่เคยถูกศาลฎีกาสั่งถอนการสมัครก่อนวันเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ๖๑ คน กกต. จะไม่ให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ ๘ เป็น ส.ส. ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า การที่ กกต. ไม่ยอมให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็น ส.ส. แล้วสั่งเลื่อนบุคคลในลำดับที่ ๖๒ ขึ้นมารับรองเป็น ส.ส. แทน จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด “หรือไม่ก็เข้าข่ายส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๐ ซึ่งอาจถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ประการที่เจ็ด กรณี ที่ กกต. อ้างว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม เนื่องจากถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล จึงขาดสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทย และดังนั้น จึงต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น

คำถามง่ายๆ คือ ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ได้เป็น ส.ส. แล้ว จะพ้นจาก ส.ส. ได้อย่างไร

และ ที่ กกต. อ้างว่า เนื่องจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎาคม จึงทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะขาดจากสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทยตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๒๐ (๓) นั้น

ก็ ถามง่ายๆ เช่นเดียวกันว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๑๐๒ (๓)

ดังนั้น ในเมื่อตามรัฐธรรมนูญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีลักษณะต้องห้ามและได้เป็นผู้สมัครมาตลอดจนถึงวันเลือกตั้งและจนถึงทุกวันนี้
จะไปเอาข้อความในกฎหมายลูก ซึ่งยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ?

และประการสุดท้าย กรณี ที่คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. อ้างว่า เรื่อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเรื่องการขัดกันระหว่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ กับรัฐธรรมนูญ จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดเสียก่อน นั้น

คุณสดศรี พูดเองนะครับว่า เป็นเรื่องขัดกันระหว่างกฎหมายลูกกับรัฐธรรมนูญ แล้ว กฎหมายลูกจะไปขัดกับกฎหมายแม่ได้อย่างไร

และการที่คุณสดศรี อ้างว่าจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้น คุณสดศรี และ กกต. ทุกคน ย่อมทราบดีว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการชี้ขาดว่า ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นต้องพ้นจาก ส.ส. นั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑
คือ กกต. ส่งเรื่องไปที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายจตุพร ก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็น ส.ส. แล้ว กกต. จะส่งเรื่องให้ใคร ?

สรุป กกต. พลาดเอง (หรือ อาจจะไม่ได้พลาดก็ได้ เพราะรู้อยู่แล้ว) ที่ไม่ส่งเรื่องการขาดคุณสมบัติของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อนวันเลือกตั้งตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ดังนั้น จะชอบหรือไม่ชอบ เต็มใจหรือไม่เต็มใจ หรือจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม กกต. ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องประกาศรับรองการเป็น ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไปก่อน รอให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงยื่นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์จะต้องพ้นจาก ส.ส. เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่

เปิดโฉมเสธ.เจี๊ยบคู่ซี้เหล่ส่งเจรจาแม้ว ขอประวิตรต่อวีซ่ากลาโหมผวาบิ๊กอ๊อดมาฟ้าผ่าเก้าอี้ผบ.ทบ.

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 สิงหาคม 2554

หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับวันศุกร์ที่ผ่านมา รายงานหัวข้อข่าวเรื่อง กองทัพล็อบบี้หนักบีบพท.ตั้ง‘ประวิตร’คุมกลาโหมอีกสมัย โดยรายงานข่าวว่า

สำหรับ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สร้างความอึดอัดใจให้กับพรรค เพื่อไทยเป็นอย่างมาก เพราะมีแรงกดดันจากกองทัพที่ต้องการให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนปัจจุบัน ทำหน้าที่นี้ต่อไปเพื่อความสบายใจของกองทัพ

ซึ่งมีรายงานว่ามีการส่ง นายทหารที่เรียกกันว่า “เสธ.เจี๊ยบ” บินไปคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถึงเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และยังสั่งอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อ ไทยเป็นคนกลางเข้าไปเจรจาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะยอมทำตามข้อเสนอ

เสธ.เจี๊ยบ หรือ พลตรีอกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ เป็นทหารรุ่นเดียวกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเคยอกหักกับตำแหน่ง แม่ทัพภาค 4 เมื่อปีกลาย เพราะโดน พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ที่อดีตแม่ทัพ4คนก่อน พลโทพิเชษฐ์ วิสัยจร ขอกับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหมไว้

ตอนนั้นทำให้พลเอก ประยุทธ์เพื่อนของเสธ.เจี๊ยบไม่พอใจมาก แต่ถ้าถามถึงฝีมือของเสธ.เจี๊ยบถือว่าใช้ได้ในพื้นที่ภาคใต้ เพราะเคยอยู่ทางใต้มานานตั้งแต่สมัยมียศเป็นพันเอก ทำงานในการประสานกับกลุ่มโจรจีนคอมมิวนิสต์ให้กับบิ๊กจิ๋วมาก่อน และเคยไปซีเรียพบกับบรรดาแกนนำกลุ่มพูโลเพื่อยุติปัญหาไฟใต้ สมัยชวน 2 แต่รัฐบาลชวน 2 ไม่เล่นด้วย

"ส่วนความลึกซึ้งขนาดไหนที่จะไปพบแม้ว ที่ดูไบอันนี้ไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่าแม้วเคยใช้งานเสธ.เจี๊ยบบางอย่าง จนไว้ใจ แต่แวดวงทหารมันบอกว่า งานนี้ไอ้ตู่เหล่มันเครียดมากๆเมื่อรู้ข่าวว่า บิ๊กอ๊อด พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา จะมาเป็น รัฐมนตรีกลาโหม เพราะมันจะโดนเป็นคนแรก แม้ป๋าเปรมก็ช่วยไม่ได้ เพราะป๋าก็ยังเกรง บิ๊กอ๊อด อยู่ในหลายๆเรื่อง ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องเหี้ยมๆของป๋าทั้งนั้น ดังนั้นไอ้ตู่เหล่จึงพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะให้ พลเอกประวัตร มาเป็น รัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้งหนึ่ง แต่ดูแล้วงานนี้หมดสิทธิแม้วไม่เล่นด้วย"เจ้าหน้าที่ในแวดวงทหารระดับสูง กล่าวให้ความเห็นกับไทยอีนิวส์

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ปูดข้อตกลงลับ3ฝ่าย พลังพิเศษยอมเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แลกนิรโทษกรรมมาร์ค+ฆาตกร91ศพ-หยุดหมิ่น

มันเปลี่ยนไปแล้วเจ้านาย

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

(ที่มา คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2554)


เหมือนความยุ่งยากทางการเมืองมีอยู่ไม่หยุดหย่อน แต่หากมองให้ละเอียดกลับเห็นแนวโน้มที่ดี

เปล่า ไม่ใช่หรอก ! ไม่ใช่นักการเมือง หรือข้าราชการประจำ หรือนักวิชาการ หรือองค์กรต่างๆ ที่วางท่าเป็นผู้นำ เป็นผู้ชี้ทางสว่างทางการเมือง

พวกนี้ลองเข้าไปคุยใกล้ๆ ฟังให้ดี ล้วนมีความคิดไปในทางเอือมระอาประชาชนเสียเป็นส่วนใหญ่

มุมมองของท่านผู้นำทางสังคมพวกนี้ ช่างอิดหนาระอาใจเหลือเกินกับความไม่รู้ประสีประสาของประชาชนในเรื่องการเมืองการปกครอง

"เพราะ ประชาชนไม่มีความรู้ ขาดจิตสำนึกประชาธิปไตย ประเทศไทยเราจึงไม่พัฒนาไปถึงไหนเสียที หากจะพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมาต้องให้ความรู้กับประชาชนก่อน จึงจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือพอที่จะพึ่งพาอาศัยใช้เป็นระบบในการปกครองประเทศได้"

ฟังให้ดี ฟังใกล้ๆ จะได้ยินน้ำเสียงและความคิดแบบนี้ ในหมู่ท่านผู้นำทั้งหลาย

พูดอย่างนี้กันมายาวนานแล้ว ยกความอ่อนด้อยของการพัฒนาประชาธิปไตยไปให้ความไม่รู้ ไร้สำนึกของประชาชนเป็นต้นเหตุสำคัญ

เหมือนกับว่า หากการเมืองการปกครองของประเทศจะดีขึ้นต้องอาศัยคนเหล่านี้ไปชี้นำ ไปชักจูงประชาชนให้เห็นคุณค่าของประชาธิปไตย

แต่แนวโน้มประชาธิปไตยที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างที่บอก "ไม่ใช่เกิดจากคนเหล่านี้"

กลับกลายเป็นว่า "ประชาชนต่างหากที่นำพาประเทศก้าวไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรม"

มาดูรูปธรรมกัน

ขณะ ที่กลุ่มคนที่บอกว่าเป็นผู้นำทางการเมือง เป็นผู้มีหน้ามีตาในสังคม ช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ ให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เพื่อให้ได้รัฐบาลผสมที่จะทำให้อำนาจรัฐอ่อนแอ

เพราะเชื่อว่าบ้านนี้เมืองนี้เศรษฐีจะมาซื้อเสียงประชาชน และจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งขึ้นมา ยึดอำนาจรัฐไปทำธุรกิจการเมือง

รัฐธรรมนูญ ปี 2550 เกิดจากความไม่วางใจประชาชน เชื่อว่าจะถูกซื้อจากนักการเมืองได้ง่าย เพราะไร้สำนึกประชาธิปไตย

ยัง มีการแก้ไขการเลือกตั้งเป็นแบบ เขตเดียว เบอร์เดียว เพราะเชื่อว่านักการเมืองจะใช้อิทธิพลส่วนตัวสร้างชัยชนะในการเลือกตั้งได้ เป็นโอกาสที่จะทำให้พรรคเล็กมีสิทธิได้รับเลือกตั้งมากขึ้น

วางกติกาไปสู่เป้าหมายว่าจะต้องให้ได้รัฐบาลผสมที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง

การเมืองไทยจะเป็นการเมืองแบบหลายพรรค ไม่เป็นระบบ 2 พรรคอย่างประเทศที่ประชาธิปไตยพัฒนาแล้วอื่นๆ

ผู้ นำทางความคิดทั้งหลายพยายามออกแบบการเมืองให้เป็นไปในกรอบนี้ ด้วยความคิดที่ไม่เชื่อมั่น และหมิ่นแคลนประชาชนว่าไร้การศึกษา ไม่มีความรู้ ขายสิทธิ ขายเสียง

แล้วเป็นไง

ผลการเลือกตั้ง ที่ออกมา สวนทางกับความเข้าใจของบรรดาท่านผู้นำทั้งหลายแทบจะสิ้นเชิง กระทั่งการออกแบบทางการเมืองด้วยรัฐธรรมนูญยังไม่มีความหมาย

ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ใช้การเลือกตั้งจัดวางการเมืองไทยให้เป็นระบบ 2 พรรค

ขณะเดียวกัน ส่วนใหญ่เลือกพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเสียงข้างมากเกินกว่าครึ่งเพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศ เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

แบบ ร่างทางการเมืองที่ออกโดยรัฐธรรมนูญของกลุ่มผู้ดูถูกความคิดความอ่านประชาชน ถูกเขี่ยทิ้งไม่เป็นท่า ด้วยการใช้สิทธิมีแค่ได้กาเลือกเพียงหนึ่งเสียงของประชาชน

ประชาชน กำลังพัฒนาประชาธิปไตยตามความเข้าใจของตัวเองขึ้นมา ด้วยสิทธิและอำนาจที่มีอยู่น้อยนิดในแต่ละคน แต่เมื่อรวมกันแล้วสามารถเปลี่ยนแปลง ชี้นำได้

ทำให้เห็นชัดได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการอะไร

ทำให้รู้กันไปเลยว่า ประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิดกัน

ถึง วันนี้ ประชาชนเดินนำหน้าในการพัฒนาประชาธิปไตยให้แล้ว ฝ่าด่านรัฐธรรมนูญสร้างประชาธิปไตยแบบระบบ 2 พรรคขึ้นมา พร้อมกับให้เสียงข้างมากกับพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

ประหลาดตรงนี้ พวกที่หลงว่าเป็นผู้นำทางการเมืองที่ผิดหวังเพราะไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฉบับหมิ่นแคลนประชาชน กลับออกมาตะโกนว่า "ประชาชนโง่" โดยไม่ส่องกระจกดูเงาตัวเองที่ครอบงำอยู่ด้วยความหลงยุคหลงสมัย

และ ที่น่าแปลกใจจนชวนให้ตื่นตะลึงไปกว่านั้น ยังมีบางพวก บางเหล่า ที่ยังคิดว่าตัวเองยังมีอำนาจที่จะหยุดการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนออกมา เดินนำนี้

เป็นความพยายามที่จะใช้อำนาจอย่างทุลักทุเล เต็มไปด้วยท่าทีของคนอารมณ์ร้าย

อย่างน่าหัวร่อ

เปิดความหมาย"รอมฎอน"เดือนสุดประเสริฐของมุสลิม ที่ไม่ใช่แค่เพียง"ถือศีลอด"

ที่มา มติชน















ภาย หลังจากที่สำนักจุฬา ราชมนตรี กำหนดวันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1432 ในวันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2554 หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า


วันที่ 1 เดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1432 จึงตรงกับ 1 สิงหาคม 2554 เริ่มต้นถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ


หลายคนที่นับถือต่างศาสนา คงสงสัยไม่ใช่น้อยว่า เดือนรอมฎอน ตามหลักศาสนาอิสลาม มีความสำคัญอย่างไร นอกเหนือไปจาก เป็นเดือนแห่งการถือศีลอดของชาวมุสลิมแล้ว

รอมะฎอน หรือ รอมฎอน คือ เดือนที่ 9 ของปฏิทินฮิจญ์เราะหฺ หรือปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เดือนบวช เป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง เนื่องจากชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติเพราะเป็นศาสนบัญญัติ ด้วย การงดอาหารทุกชนิด รวมถึงน้ำดื่ม ในช่วงเวลา พระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตกดิน รวมทั้ง ให้อดทนต่อสิ่งรอบตัว หยุดทำความชั่ว และออกห่างจากสิ่งหรือคนที่จะชักนำเราไปสู่การฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าไม่ว่า จะโดยมือ(ทำร้ายหรือขโมย) เท้า (เดินไปสู่สถานที่ต้องห้าม) ตา (ดูสิ่งลามก) หู (เช่นการฟังสิ่งไร้สาระ ,ฟังเรื่องชาวบ้านนินทากัน) ปาก (การนินทาว่าร้ายคนอื่น โกหก โป้ปด)






เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่จูงใจให้ผู้ศรัทธาทำความดีมากยิ่งขึ้นกว่า เดือนอื่นๆ เน้นการบริจาคทาน หัวใจจะจดจ่ออยู่กับการแสดงความเคารพภักดี (อิบาดะฮฺ) ต่ออัลลอฮฺและหันไปหาพระองค์มากขึ้น เรียกได้ว่า รอมฏอนเป็นเดือนแห่งการอบรมจิตใจ นั่นเอง เพราะจะไม่ทำสิ่งไร้สาระ จะทำอะไรต้องระมัดระวังทุกการกระทำและคำพูด มิเช่นนั้น ก็จะเป็นการถือศีลอดที่ได้แค่เพียง การอดอาหาร เท่านั้นเอง รวมทั้งจะได้รับรู้ความยากลำบากคนที่ยากไร้ด้วย

นอก จากถือศีลอด และทำทานแล้ว รอมฎอนยังเป็นเดือนสุดประเสริฐ ที่มีการประทานคัมภีร์อัล-กรุอาน (พระวัจนะของพระเจ้า) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญชีวิตของมุสลิมทุกคน และเป็นเดือนแห่งความเมตตา ประตูสวรรค์เปิด ประตูนรกปิด เดือนนี้จึงหมั่นทำความดีให้มากๆมุสลิมทุกคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว (อากิลบาเล็ฆ) มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้และ โลกหน้าจะเป็นอย่างไร และจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง

เมื่อสิ้นเดือนรอมะฎอนแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 1 เดือนเชาวาล เรียกว่า อีดุลฟิฏริหรือ วันอีดเล็ก


การ กำหนดวันที่ 1 ของเดือนการเริ่มต้นวันตามศาสนาอิสลามเริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า และการกำหนดเดือนเป็นระบบจันทรคติ ซึ่ง 1 เดือนจะมี 29 หรือ 30 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับเวลาที่ดวงจันทร์ใช้ในการหมุนรอบโลกครบ 1 รอบในเดือนนั้นๆ


ความ จริงแล้วการกำหนดวันที่ 1 ของแต่ละเดือนนั้น ประเทศที่มีมุสลิมเป็นส่วนใหญ่หรือประเทศมุสลิมจะมีการกำหนดไปในทิศทางเดียว กัน เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีนักวิชาการหลากหลายครบทุกแขนง ซึ่งแน่นอนว่ารวมทั้งด้านดาราศาสตร์ด้วย ดังนั้นการกำหนดวันที่ 1 ของเดือนต่างๆ ด้วยการดูจันทร์เสี้ยว เมื่อผ่านพ้นวันที่ 29 ของแต่ละเดือนขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มตกลับขอบฟ้า ถ้าเห็นจันทร์เสี้ยวให้เริ่มนับจากคืนนั้นว่าเป็นวันที่ 1 ของเดือนใหม่ แต่ถ้าไม่ปรากฏว่ามีจันทร์เสี้ยว แสดงว่าดวงจันทร์ยังโคจรไม่ครบรอบ ให้นับเดือนนั้นว่า มี 30 วัน จึงเป็นไปตามหลักศาสนาและตรงตามสภาพความจริงบนฟ้าตามที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ทรง กำหนดไว้


บุคคลที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ได้แก่ คนเจ็บป่วย หญิงที่มีประจำเดือน หญิงที่ให้นมบุตร แต่หากมีความสามารถ ก็จะถือได้ หญิงที่ตั้งครรภ์ และคนแก่ชรา ที่ไม่มีความสามารถเพียงพอ


ทั้งนี้ หญิงที่ตั้งครรภ์และที่ให้นมบุตร กับคนที่ไม่มีความสามารถที่จะถือศีลอดนั้น....ต้อง จ่ายเป็นทาน โดยจ่ายทานเป็นข้าวสาร จ่ายทานข้าวสาร วันละ 1 มุด 1 มุดประมาณ 6 ขีด ส่วนคนเจ็บป่วย และ สตรีที่มีประจำเดือนนั้น ให้ถือศีลอดใช้ภายหลัง ให้ครบ ก่อนรอมฎอนในปีถัดไปช่วงเวลาที่เริ่มถือศีลอด คือตั้งแต่แสงพระอาทิตย์ขึ้น - แสงพระอาทิตย์เริ่มตกดินการคำนวนดูเวลาแสงพระอาทิตย์ ขึ้น-ตก ตามการคำนวณของหลักดาราศาสตร์อิสลาม วัดตามพิกัดองศาแต่ละพื้นที่เวลาละศีลอด นั้นมักจะใช้อินทผลัมในการละศีลอด...เพราะเป็นแบบอย่างจากท่านนบีมูฮำมัด ซึ่ง อินทผลัมนั้น ประกอบด้วย น้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส น้ำ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส จัดเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายชนิดหนึ่ง และเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นในสภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย จากการขาดพลังงานและน้ำ ลูกอินทผลัมน่าจะเป็นผลไม้ที่ดีชนิดหนึ่ง สำหรับผู้ที่จะละศีลอด ส่วนผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่มีรสหวานก็สามารถทานได้


อย่าง ไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของเดือนรอมฎอน คือ เพื่อเพิ่มความยำเกรงพระเจ้าให้มากขึ้น ต้องการให้เราทำทานมากขึ้น รวมถึงยังให้ฝึกฝนตนเองไว้ให้พร้อมสำหรับการญิฮาด (เสียสละ)ตลอดชีวิต สุดท้ายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคัมภีร์กุรอานให้มากยิ่งขึ้น


การถือศีลอดเดือนรอมฎอนตามบัญญัติอิสลาม เป็นอิบาดะฮฺที่ต้องมีการปฏิบัติในประชาชาติอิสลามโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะต้องปฏิบัติในช่วงเดือนรอมฎอน ที่มีเพียงเดือนเดียวต่อปี จึงทำให้ชาวมุสลิมต้องตระหนักถึงความเป็นปึกแผ่นของการถือศีลอดในเดือนรอม ฎอน ตามคำสอนของอัลลอฮฺตะอาลา ที่ตรัสไว้ว่า "เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา ในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้นเถิด"

ขอขอบคุณ ข้อมูล-รูปภาพประกอบบางส่วนจากวิกิพีเดีย และเว็บไซต์อิสลาม

มุมมอง บิ๊กซี.พี."ดร.สารสิน วีระผล" จากค่าแรง 300 บาทถึงทฤษฏีสองสูง

ที่มา มติชน







ดร. สารสิน วีระผล ผู้บริหารระดับสูงของ ซีพี เขียนบทความเรื่อง จากค่าแรง 300 บาทถึงทฤษฏีสองสูง ต้องสร้างสมดุล แรงงาน-ธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศ ในคอลัมน์ คุยกับซีพี มีสาระสำคัญ ดังนี้

เมื่อพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมาก ได้ให้คำมั่นสัญญาในการรณรงค์หาเสียงว่าจะปรับขึ้นค่าแรงงาน 300 บาททั่วประเทศ ปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 15,000 บาทต่อเดือน จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักถึงโอกาส ความเป็นไปได้


ในมุมของซี.พี. ได้ตั้งข้อสังเกตุในเรื่องนี้ว่า วันนี้ประเทศไทยพัฒนาไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่ด้อยพัฒนา และไม่ใช่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่อยู่กลางๆ ในภาวะ Middle development syndrome ดังจะเห็นจากการประเมินด้านต่างๆ ดัชนีชี้วัดประเทศไทยจะอยู่ในระดับกลางๆ ตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีความต้องการไต่อันดับที่ดีขึ้น


“สมัย ก่อนประเทศไทยเป็นประเทศที่โตเร็วที่สุด ในช่วงทศวรรษที่ 80 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้วเพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบหลายอย่าง นอกจากจะเป็นประเทศที่เปิดแล้วยังอยู่ในโลกเสรีที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุน นิยม ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเรื่องค่าแรงงาน นักลงทุนจากอเมริกา ยุโรป ต่างย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย เพื่อใช้ศักยภาพแรงงานราคาถูก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการ์เม้นท์ ตัดเย็บเสื้อผ้า ที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก แห่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย จนทำให้ในยุคนั้นประเทศไทยมีบทบาทในการส่งออกการ์เม้นท์สูงที่สุดในโลก”

จาก จุดนั้นรัฐบาลมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเบา เริ่มตั้งแต่การวางพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค เพื่อทำให้ต้นทุนของธุรกิจถูกลง การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมุ่งไปในเรื่องของการส่งออกเป็นหลัก สินค้าเกษตรพลอยได้รับอานิสงฆ์ไปด้วย โดยมีการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อส่งออก ทั้งน้ำตาล ข้าวสาร รวมถึงเนื้อไก่


เรียกว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตมากที่สุดในโลกเฉลี่ยปีละ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์

แต่มาในระยะหลังสถานการณ์เปลี่ยน จีนพัฒนาศักยภาพตัวเองเข้ามาแทนที่ประเทศไทยในเรื่องแรงงานราคาถูก ดังนั้น คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ จึงอยู่ที่ว่า อำนาจการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ตรงไหน?


การที่ พรรคการเมืองเสียงข้างมาก แสดงความเป็นห่วงเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นของประชาชน แล้วมีนโยบายเพิ่มค่าแรงมาแก้ปัญหาตรงนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะการให้เงินค่าจ้างเพิ่มเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ทุกอย่างจบได้ แต่กลับจะมีผลกระทบตามมาอีกมากมาย


ที่สำคัญการ เพิ่มค่าแรงก็ไม่ได้เป็นมาตรการเดียวในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะทันทีที่มีกระแสปรับค่าแรง ราคาสินค้าก็ขยับไปรอท่าแล้ว ดังนั้นจะปรับค่าแรง 300 บาทหรือ 500 บาทก็ไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหานี้


การปรับ ค่าแรงงาน 300 บาทต้องดูอำนาจการแข่งขันของประเทศไทยด้วยว่าอยู่ตรงไหน เพราะหากเป็นแรงงานที่มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจในโลก ค่าแรงงาน 300 บาทอาจจะยังน้อยไปด้วยซ้ำ

ดังนั้น ก่อนดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเบื้องต้นรัฐบาลต้องยอมรับสภาพธุรกิจในปัจจุบันก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยมีค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ต้องดีดลูกคิดออกมาให้ดี เนื่องจากโรงงานแต่ละแห่งภาระต้นทุนด้านแรงงานแตกต่างกัน ยกตัวอย่างโรงงานชำแหละไก่ในอลาบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้แรงงานน้อยกว่าโรงงานชำแหละไก่ในประเทศไทยถึง 3 เท่า เพราะที่สหรัฐฯใช้เครื่องอัตโนมัติในการเฉือนเนื้อไก่ออกจากโครงกระดูก วัฒนธรรมการบริโภคของคนอเมริกาจึงนิยมรับประทานเนื้อบริเวณหน้าอก ส่วนเศษเนื้อชิ้นเล็กๆก็นำไปทำอาหารสัตว์ ในขณะที่ประเทศไทยใช้แรงงานเลาะเนื้อไก่ออกจากโครงกระดูก ดังนั้นถ้าจะเพิ่มค่าแรงต้องดูว่าแต่ละธุรกิจใช้แรงงานเป็นสัดส่วนเท่าไร ของกระบวนการทั้งหมด


แน่นอนว่าค่าจ้างแรง งานไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าคุณภาพแรงงานยังไม่มีการพัฒนา แล้วจะให้ผู้ประกอบการเพิ่มค่าจ้าง ทุกคนคงอยู่ลำบากแม้แต่ซี.พี.เอง เพราะต้องดูแลแรงงานเป็นแสนคน


การสัญญาว่าจะให้ เป็นเสมือนการให้ความหวังกับแรงงาน ซึ่งเบื้องหลังความหวังนั้นมีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากมาย อุปมาอุปมัยเหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ ทุกคนหวังว่าจะถูกรางวัล แต่ระหว่างที่นั่งรอความหวังทุกคนก็ต้องปรับปรุงการทำงานของตัวเอง ไปพร้อมๆกันด้วย


ดั่งนโยบายสองสูงของนาย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งพูดถึงเรื่องการปรับค่าแรงในภาวะที่ค่าครองชีพสูงเช่นปัจจุบันว่า เมื่อเพิ่มรายได้ให้ “สูง” ขึ้นแล้ว จะต้องมีการเพิ่ม “ประสิทธิภาพในการทำงาน”ให้สูงขึ้นตามไปด้วย


ทฤษฏี นี้ก็เป็นความหวังเพราะเจ้าสัวธนินท์ไม่ได้บอกว่าจะเกิดขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ วันนี้จึงอยากเตือนสติคนไทยที่ตั้งความหวังกับเรื่องการปรับค่าแรงงาน เพราะมิเช่นนั้น จะมีสภาพไม่ต่างจากนิทานสอนใจของจีน

เรื่อง “โส่ว จู ไต้ ทู่” ที่เล่าไว้ว่า วันหนึ่งมีชาวนากำลังทำนา อยู่ดีๆ มีกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือมาชนต้นไม้คอหักตาย เมื่อชาวนาเห็น ก็คิดว่า นี่คือความหวัง แล้วบอกกับตัวเองว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่ทำนาให้ลำบากอีกแล้ว แต่จะมานั่งเฝ้าโคนต้นไม้รอให้กระต่ายวิ่งมาชนโคนต้นไม้ นับตั้งแต่วันนั้นชาวนาก็เลิกทำนา มานั่งเฝ้าโคนต้นไม้ ให้กระต่ายวิ่งมาชนต้นไม้


ซึ่งหากเปรียบเทียบ การที่กระต่ายวิ่งชนโคนต้นไม้กับเรื่องการปรับค่าแรง จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ เป็นการสร้างความหวังให้กับผู้ใช้แรงงาน


แต่ ถ้าวันนี้ทุกคนไม่อยู่กับความหวังอย่างเดียว แต่คิดต่อว่าจะเปลี่ยนจากการทำนามาเลี้ยงกระต่ายเพื่อเอาเนื้อ เอาขนไปแปรสภาพเป็นเงิน หรือหากมองว่ากระต่ายสามารถสร้างรายได้ที่ดี ก็อาจจะทำกับดักกระต่ายไว้เยอะๆ ไม่นั่งรอให้กระต่ายวิ่งมาชนโคนต้นไม้เพียงอย่างเดียว ผู้ใช้แรงงานก็เช่นกันระหว่างรอการปรับค่าแรงก็ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้มี โอกาสได้ค่าแรง 300 บาท


ทั้งนี้ การจะปรับค่าแรงต้องฟังเสียงนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทย แล้วใช้มาตรฐานตรงนั้นมาปรับปรุงเรื่องค่าแรงให้เป็นมาตรฐานสากล เพราะวันนี้ไม่ว่าประเทศไทยจะดีแค่ไหนไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากนักลงทุนมีทางเลือกเยอะ ไม่มาประเทศไทยก็ไปประเทศอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นบังคลาเทศ เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้หรือเปล่า


การดำเนินการเรื่องค่าแรงจึงไม่ควรเอาโจทย์เรื่องค่าแรง 300 บาทนำหน้า เพราะจะเหมือนกับการเอาตัวรถม้ามาอยู่ข้างหน้าม้า การขับเคลื่อนไปข้างหน้าจึงไม่สามารถทำได้


เรื่องนี้ต้องพิจารณาถึงทักษะของม้าและรถม้าไปพร้อมๆ กัน

ซึ่ง “ม้า”ในที่นี้ คือ นายจ้างหรือเจ้าของธุรกิจ

ส่วน “รถม้า” คือ แรงงาน

การจะเพิ่มค่าแรงจะต้องดูทั้งกระบวน ทั้งตัวม้า รถม้า และทางที่รถม้าจะวิ่ง

มา ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่ารูปธรรมเป็นอย่างไร วิธีการ คือ รัฐบาลต้องดูในรายละเอียดว่า ธุรกิจที่มีอยู่ในประเทศไทยวันนี้เป็นอย่างไร เพราะบางธุรกิจ ค่าจ้างแรงงาน 300 บาทต่อวันอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากใช้แรงงานฝีมือที่หายากในตลาด แต่ในบางธุรกิจ การจ่ายค่าแรงงาน 300 บาทอาจจะมากเกินไป


ดังนั้นจึงต้องมาดูว่า ม้า หรือธุรกิจ ในวันนี้พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าหรือยัง แล้วน้ำหนักของรถตัวรถม้าเป็นอย่างไร สมดุลกับม้าหรือเปล่า ที่มากกว่านั้นต้องดูว่าสภาพถนนที่จะวิ่งไปเป็นอย่างไร เป็นถนนคอนกรีต ลาดยาง หรือว่าเป็นถนนที่เต็มไปด้วยหลุม บ่อ เพระทันทีที่ไม่มีความสมดุลรถม้าก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศแล้วต้องใช้แรงงานจำนวน มาก หากมีการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน โอกาสในการแข่งขันก็จะน้อยลง ทันที


แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสภาพถนนจะดีแค่ไหน ถ้าเอาตัวรถม้ามาอยู่หน้าม้า โอกาสความเป็นไปได้ก็แทบจะไม่มี ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาพ Middle development syndrome ประเทศกำลังพัฒนาก็ไม่ใช่ พัฒนาแล้วก็ไม่เชิง สภาพถนนก็ไม่ราบเลียบเหมือนในอดีต แต่เป็นทางขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยหลุม บ่อ ประเทศไทยจะใช้เครื่องมือแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว ต้องมีการพัฒนาในทุกด้านไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะเรื่องระบบสาธารณูปโภคของประเทศที่ขาดการปรับปรุงพัฒนามานานนับ 10 ปี


เพราะการ จะแข่งขันกับต่างชาติ เรื่องโลจิสติกส์สำคัญมาก แต่ประเทศไทยกลับมีปัญหาเรื่องโลจิสติกส์มากที่สุด ถ้ารัฐบาลแก้ไขสิ่งเหล่านี้ให้รถม้าสามารถวิ่งได้ฉลุย แล้วมีการพัฒนาทักษะ ความสามารถของผู้ใช้แรงงาน แล้วปรับค่าแรงขึ้นมาเป็น 300 บาท ภาวะสมดุลจึงจะเกิด

"ดร.นันทวัฒน์"วิพากษ์ความเข้าใจผิดเรื่องทหารและการเมือง ...ถึงเวลาปฎิรูปกองทัพหรือยัง ?

ที่มา มติชน




ตกไป 3 เหลืออีก 440 ลำ



ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์


ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์สอนกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ แสดงความเห็นทางวิชาการ ว่าด้วย"เรื่องของทหาร" ผ่านบทบรรณาธิการเว๊บไซต์ www.pub-law.net ประเด็นน่าสนใจคือการตั้งคำถามสำคัญกับบทบาทของกองทัพ และทิ้งประเด็นการปฎิรูปกองทัพ อย่างน่าสนใจ ดังนี้


เมื่อ ไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก 3 ลำตกในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน บาดเจ็บ 1 คน และสูญเสียทรัพย์สินของทางราชการมูลค่าเป็นพันล้านบาทไปอย่างน่าเสียดาย

น้ำเสียงและลีลาที่ “ดุดัน” ของ ผบ.ทบ.

การ ที่เฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำในเวลาไม่กี่วันย่อมสร้างความสงสัยให้กับผู้คนว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเป็นที่มาของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลาย ๆ ลักษณะจนทำให้ผู้บัญชาการทหารบกออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงและลีลาที่ “ดุดัน” (ที่น่าจะไปใช้กับ “ศัตรูของประเทศ” มากกว่า “คนไทยด้วยกัน”) และนอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์ ผู้บัญชาการทหารบกก็ยังออกมา “ตอบโต้” สื่อและนักวิชาการที่ออกมาตั้งข้อสงสัยถึงการทุจริตในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ของกองทัพบกอีกด้วย

ผมไม่ได้เข้าข้าง “สื่อและนักวิชาการ” ที่ผู้บัญชาการทหารบกออกมา “ตอบโต้” แต่อยากจะบอกว่า หากเรารู้จักประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เราก็จะพบว่าเป็นธรรมดาที่ประชาชนผู้เสียภาษี “มีสิทธิ” ที่จะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนว่า มีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าหรือไม่ ? มีการทุจริตหรือไม่ ? ก็จะไม่ให้ตั้งข้อสงสัยได้อย่างไร คงจำกันได้ถึงเครื่อง GT 200 หรือเรือเหาะตรวจการณ์ ซึ่งซื้อมาด้วยเงินจำนวนที่สูงมากแต่กลับมีปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการ ใช้งาน

ผู้เสียภาษีอากรย่อมมีสิทธิที่จะ “สงสัย” และ “ตรวจสอบ”

นอก จากนี้แล้ว กองทัพไทยเองก็ยังใช้งบประมาณจำนวนมากซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ตลอดเวลาจนทำ ให้บางครั้งต้องสงสัยว่า จะซื้อไปรบกับใครกัน !!! เพราะฉะนั้น หากเราอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริง ประชาชนเจ้าของประเทศและเจ้าของภาษีอากรย่อมมีสิทธิที่จะ “สงสัย” และ “ตรวจสอบ” การใช้ภาษีอากรของเขาได้ครับ !!!

คงจำกันได้ว่า เมื่อตอนต้นปี พ.ศ. 2554 มีข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ หลายฉบับถึงการจัดอันดับความเข้มแข็งทางการทหารของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยคำนวณจาก 45 ปัจจัย ปรากฏว่ากองทัพไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 19 ของโลก

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าประเทศ เล็ก ๆ อย่างเราจะมีทหารพร้อมรบ 305,860 คน กองกำลังสำรองพร้อมรบ 245,000 คน งบประมาณด้านการทหาร 156,000 ล้านบาทต่อปี กองทัพบกมีรถถัง 542 คัน รถหุ้มเกราะ 1,005 คัน ปืนใหญ่ลากจูง 741 กระบอก ปืนใหญ่อัตราจร 26 กระบอก จรวดหลายลำกล้อง 60 ชุด ปืน ค. 1,200 กระบอก อาวุธนำวิถีทำลายรถถัง 818 ชุด อาวุธต่อสู้อากาศยาน 378 ชุด ยานยนต์ส่งกำลังบำรุง 4,600 คัน กองทัพอากาศมีเครื่องบินรบ 913 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 443 ลำ เครื่องบินลำเลียง 105 ลำ กองทัพเรือมีเรือรบ 614 ลำ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยเรือบรรทุกอากาศยาน 1 ลำ เรือฟริเกต 6 ลำ เรือยามฝั่ง 109 ลำ เรือปราบทุ่นระเบิด 7 ลำ เรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบก 9 ลำ และกองเรือพาณิชย์นาวี 382 ลำ

หากตัวเลขทั้งหมดข้างต้นเป็นจริง วันนี้เราคงเหลือเฮลิคอปเตอร์ 440 ลำแล้ว เพราะตกไป 3 ลำครับ !!!

เฮลิคอปเตอร์ ตก 3 ลำเพราะเหตุใด คงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า เกิดจากความบกพร่องของคน ของเครื่อง หรือของสภาพอากาศ เพราะเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 3 ลำเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อหาว่า ควรอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใด แต่ถ้าหากผลการสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย จึงไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบ

ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า กองทัพบกได้มีการดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้วหรือยัง เท่าที่ทราบจากข่าว เห็นว่าจะมีการเลื่อนยศและปูนบำเหน็จให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำโดยยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนถึงเหตุที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ทั้ง 3 ลำตก หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็น่าเสียใจแทนข้าราชการประเภทอื่น ๆ เพราะหากอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินของทางราชการเหมือนกัน ข้าราชการประเภทอื่นก็จะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ มากมายเพื่อหาข้อยุติให้ได้ก่อนว่า ทรัพย์สินของทางราชการที่สูญเสียไปนั้น ไม่ได้เกิดจากข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของตนเองครับ !!!

ทหารเป็นใหญ่ จากเหตุผลทางประวัติศาสตร์


ใน บ้านเรา เรายอมยกให้ทหารเป็นใหญ่กว่าข้าราชการประเภทอื่นมานานแล้ว อาจเป็นด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 ที่แม้ “พลเรือน” จะเป็น “เจ้าของ” ความคิด แต่ถ้าหากไม่ได้ “พลัง” จากทหารมาช่วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันนั้นคงไม่มีทางสำเร็จเป็นแน่ จากจุดนี้เองที่น่าจะทำให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองประเทศ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ทุกครั้งที่ทหาร “คิดว่า” การปกครองในระบอบประชาธิปไตย “มีปัญหา” ทหารก็จะเข้ามาควบคุมประเทศเอาไว้ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่ทหารเองก็มีส่วนช่วยให้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2475 อย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จากประสบการณ์นี้เองที่ทำให้ “ทหาร” ในบ้านเรามีความสำคัญถึงขนาด “ชี้” อนาคตของประเทศได้

แม้ ว่าการปฏิวัติรัฐประหารทุกครั้งจะตามมาด้วยความล้มเหลว ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ แถมยังสร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลกอีกด้วย แต่ทหารก็ไม่เคยคิดที่จะ “หยุด” บทบาทในด้านการ “ตรวจตรา” ประชาธิปไตยในแบบของทหาร และยิ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือวิกฤติขึ้นในประเทศและสื่อประเภทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับทหารและพยายามมองไปว่าทหารอาจปฏิวัติ ทหารก็เลยเข้ามามีบทบาทในการปกครองประเทศมากขึ้นตามลำดับ

ด้วยเหตุนี้เองที่งบประมาณจำนวนมากจึงถูกจัดสรรให้ทหารนำไปใช้ซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์อย่างมากเพื่อ “เอาใจ” ทหาร โดยไม่คำนึงถึง “ฐานะของประเทศ” จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 19 ของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางการทหารของประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกครับ

เราคงทำอะไรในเรื่องนี้มากไม่ได้เพราะก็อย่างที่ทราบกันอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร ในฐานะนักวิชาการ คิดว่ารัฐบาลใหม่ควรต้องทำความเข้าใจกับทหารถึงสิ่งที่เป็นความจริงในโลก ปัจจุบัน ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นกันอยู่ก็คือ กรณีพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งไม่มีทางจบลงได้ด้วย การใช้อาวุธหรือใช้กำลังทหาร เพราะในโลกปัจจุบัน การแก้ปัญหาระหว่างประเทศย่อมต้องเป็นไปตามกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ เราไม่มีทางที่จะใช้แสนยานุภาพของกองทัพไทยที่อยู่ในอันดับที่ 19 ของโลกไปทะเลาะหรือเปิดศึกกับประเทศเพื่อนบ้านได้


ดังนั้น การ “สะสม” อาวุธจึงเป็นสิ่งที่ “ไม่จำเป็น” สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว เราคงมีอาวุธเท่าที่จำเป็นไว้เฉพาะการป้องกันตนเอง ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบริเวณชายแดนมากกว่ามีอาวุธไว้เพื่อทำ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านครับ

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับทหารนอกไปจากเรื่องงบ ประมาณทางทหารก็คือเรื่องการยอมรับในอำนาจของพลเรือน ซึ่งผมคิดว่ายังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่ระหว่างหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในเรื่องดังกล่าว สังคมเองก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับทหารว่า “ใหญ่กว่า” พลเรือนที่เข้ามาเป็นฝ่ายบริหารของประเทศ มีหลายต่อหลายครั้งที่สื่อต่าง ๆ พยายามถามทหารชั้นผู้ใหญ่ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการเมือง มีความคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของรัฐบาล มีความคิดเห็นอย่างไรกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบางคน หรือแม้แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรเป็นใคร

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม

ทั้ง ผู้ถามและผู้ตอบในบางครั้งก็หลงทางกันไปไกล เราต้องไม่ลืมไปอย่างหนึ่งว่า ในประเทศไทยเรามี 19 กระทรวงและอีก 1 สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมเป็นหนึ่งใน 19 กระทรวง กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 คือ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัย คุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ การรักษาผลประโยชน์ของชาติ สนับสนุนการพัฒนาประเทศและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจ หน้าที่ของกระทรวงกลาโหมหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงกลาโหม


และ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (3) ยังบัญญัติไว้ว่าให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุก ตำแหน่งซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม จากกฎหมาย 2 ฉบับข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า กระทรวงกลาโหมเป็นส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับ นโยบายของคณะรัฐมนตรี

ส่วนทหารซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ใน สังกัดกระทรวงกลาโหมก็เป็นข้าราชการ ประเภทหนึ่งซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี การที่รัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร กระทรวงกลาโหมก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ส่วนในเรื่องของตัวบุคคลนั้น หากนายกรัฐมนตรีจะตั้งใครมาเป็นรัฐมนตรีก็เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะทำ ได้ หากทหารสามารถเรียกร้องให้เอาใครมาเป็นรัฐมนตรีได้ ทุกกระทรวงก็คงต้องอยู่ในสถานะที่เหมือน ๆ กัน

พลเรือนเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือทหาร

อีก เรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจของพลเรือนที่อยู่เหนือทหารก็คือ รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายกำหนดโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณของทางทหาร ด้วยเหตุนี้เองที่ประเทศต่าง ๆ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ยอมรับว่า พลเรือนเป็นฝ่ายที่มีอำนาจเหนือทหารครับ

“ยอมรับ” และ “กลับเข้าสู่ระบบ” ที่ถูกต้องกันเสียที

ที่ กล่าวมาก็เพื่อให้เกิดการ “ยอมรับ” และ “กลับเข้าสู่ระบบ” ที่ถูกต้องกันเสียที ทหารมีหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ก็ต้องทำหน้าที่ไปตามนั้น การออกมาแสดงแสนยานุภาพบ่อย ๆ นอกจากจะไม่ทำให้สถานะของประเทศดีขึ้นแล้ว ยังอาจเป็นภัยต่อความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ต่อความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี และต่อความมั่นใจของประชาชนคนไทยที่ต้องการเห็นประเทศชาติก้าวเดินไปภายใต้ ระบอบประชาธิปไตย แท้ ๆ อย่างมั่นคงด้วยครับ

งบประมาณทางทหารจึงควรได้รับการทบทวนเพราะแสนยานุภาพกองทัพไทยนั้น “น่ากลัว” อยู่แล้ว แม้เฮลิคอปเตอร์จะตกไป 3 ลำแต่เราก็ยังมีเฮลิคอปเตอร์อีกตั้ง 440 ลำ ข่าวที่ว่าจะขอซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่อีก 30 ลำ คงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า 440 ลำที่มีอยู่นั้นใช้ได้หรือไม่ได้อย่างไรครับ จะเป็นประโยชน์กับประชาชนจำนวนหนึ่งมากกว่าหากเอาเงินที่จะซื้อเฮลิคอปเตอร์ ใหม่ไปสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาลในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เอาไว้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นหรือที่มีอยู่ 440 ลำนั้นใช้ไม่ได้หรือเสียไปสักครึ่งหนึ่งแล้วค่อยคิดจะซื้อยุทธปัจจัยกันใหม่ จะเหมาะสมกว่า

ขอฝากรัฐบาลใหม่ไว้อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่านพบในหน้าหนังสือ พิมพ์คือ มีบริษัทผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ที่เป็นคู่ค้ากับกองทัพไทยจำนวนหนึ่งที่มีลักษณะ ผูกขาด เพื่อความโปร่งใสในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ควรที่จะเปิดเผยรายชื่อและรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเหล่า นั้นต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพไทยควรทำโดยวิธีปกติเหมือนกับการจัด ซื้อจัดจ้างในหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เพื่อที่จะได้สามารถตรวจสอบได้ จะได้ไม่ต้องมีใครมาสงสัยหรือกล่าวหากันอีกต่อไปว่ามีการทุจริตในระบบจัด ซื้อจัดจ้างของกองทัพไทยครับ

ถึงเวลา ปฎิรูปกองทัพ หรือยัง ?

ข้อสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ซึ่งน่าจะลองให้พลเรือนเป็นดู เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียใด ๆ ทั้งสิ้น ควรคิดที่จะปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดกระทัดรัดเหมาะสมกับขนาดประเทศและจะต้อง เข้าไปตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่กองทัพไทยมีอยู่อย่างละเอียดทั้งหมดว่าใช้ได้หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งควรเข้าไปตรวจสอบการซ่อมบรรดายุทโธปกรณ์เหล่านั้นด้วยว่า มีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องเสียไปหรือไม่ เพราะในบางครั้ง หากต้องเสียเงินซ่อมจำนวนมหาศาลแล้วใช้งานไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เอาเงินไปทำอย่างอื่นจะดีกว่าครับ

การปฏิรูประบบทหารทั้งระบบมีความจำเป็นหรือไม่ เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบและมีคำตอบที่ชัดเจนครับ โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว เราจะย่ำอยู่ที่เดิม พูดจาแบบเดิม ๆ ทำแบบเดิม ๆ เหมือน 70 ปีที่แล้วมาคงไม่ได้ครับ !!!

ความ จริงผมไม่อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับ “ทหาร” เท่าไรนัก ก็อย่างที่ทราบกันอยู่ว่า ทหารนั้นมี “อำนาจ” ในตัวของตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า จำเป็นต้องเขียน เพราะถ้าไม่เขียนก็อาจเกิดผลเสียตามมาในวันข้างหน้าได้ ถ้าบทบรรณาธิการนี้ไปกระทบกระเทือนความรู้สึกใครก็ต้องขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ท้าย ที่สุด ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของข้าราชการทุกคนที่เสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรณีของข้าราชการทหารและพลเรือน 17 คนจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำ รวมทั้งข้าราชการทุกประเภททั้งในภาคใต้และภาคอื่น ๆ ที่ต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ !!!

บันทึก′แอร์พอร์ตลิงก์′ แจงสารพัดปัญหาใกล้เจ๊ง !!

ที่มา มติชน







หมายเหตุ - เป็นเนื้อหาโดยสังเขปจากรายงาน "สรุปปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์" ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่นำเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และรัฐบาลใหม่ให้พิจารณาแก้ไขปัญหาโดยด่วน



ความเป็นมาของโครงการ


ความ เป็นมาของโครงการ "แอร์พอร์ตเรลลิงก์" (AIRPORT RAIL LINK) หรือโครงการระบบขนส่งทางรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่ง ผู้โดยสารท่าอากาศยานในเมือง เป็นโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของรัฐบาลและเป็นโครงการที่รัฐลงทุนเองทั้งหมด อยู่ใต้หน่วยงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2548

ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังระบบรถไฟฟ้าอื่นๆ ได้ 2 สถานี คือ 1.เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยมีสถานีร่วมที่พญาไท 2.เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยมีสถานีร่วมที่เพชรบุรี

นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 ได้เปิดให้บริการเป็น 3 แบบ โดยวิ่งในรางเดียวกัน คือ

1.รถไฟ ฟ้า ธรรมดา (SA City Line) วิ่งจากพญาไท ไปสนามบินสุวรรณภูมิ จอดให้บริการทุกๆ สถานี (รวม 8 สถานี) มีรถไฟทั้งหมด 5 ขบวน ระยะปล่อยรถทุกๆ 15 นาที ใช้เวลาเดินทางจากพญาไทถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 30 นาที ซึ่งจะให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ทุกวัน

2.รถไฟฟ้า ด่วน MAS Express วิ่งจากสถานีมักกะสัน/อโศก ไปสถานีสุวรรณภูมิ เท่านั้น (รับจอดเฉพาะ 2 สถานีเท่านั้น) มีรถไฟฟ้าที่ให้บริการทั้งหมด 1 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ และมีระยะปล่อยรถทุกๆ 45 นาที (ตู้บรรทุกกระเป๋าสัมภาระ 1 ตู้) ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ทุกวัน

3.รถไฟฟ้าด่วน PTH Express วิ่งจากสถานีพญาไทไปสถานีสุวรรณภูมิ (รับจอดเฉพาะ 2 สถานีเท่านั้น) มีรถให้บริการทั้งหมด 2 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ มีระยะปล่อยรถทุกๆ 30 นาที (ตู้บรรทุกกระเป๋าสัมภาระ 1 ตู้ ไม่ได้ใช้งาน) ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น.ทุกวัน

แผนการเงินและการลงทุนของโครงการ ARL ที่ได้จัดทำขึ้นโดยรัฐบาล เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงิน โดยคาดหวังรายได้หลักจากค่าโดยสาร และรายได้จากการพัฒนาเป็นร้านค้าขาย โฆษณาต่างๆ และให้บริการที่จอดรถตามสถานี



ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ

เนื่อง จาก บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีหน้าที่รับผิดชอบ และภารกิจเฉพาะในการบริหารการให้บริการรถไฟฟ้าเชื่อมต่อท่าอากาศยาน ในขณะที่เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และยังคงไม่มีความชัดเจนด้านนโยบายการบริหารและงบประมาณสนับสนุน พร้อมกับมีความคาดหวังเบื้องต้นจากรัฐบาลว่า ต้องการให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หลุดพ้นจากลักษณะการบริหารแบบภาครัฐ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ในระยะแรกเริ่มจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แนวคิดดังกล่าวยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม เพราะการบริหารงานยังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือ และปัจจุบันสนับสนุนต่างๆ จาก ร.ฟ.ท. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพาในเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง ต่อไปนี้

1.การ พึ่งพาบุคลากรในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารระดับกลาง เพื่อรับผิดชอบการบริหารงาน และงานด้านนโยบายของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด

2.การพึ่งพางบประมาณสนับสนุนในด้านต่างๆ เนื่องจากบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังไม่มีเงินรายได้ (รายได้ปัจจุบัน ถูกนำส่งให้ ร.ฟ.ท.) หรืองบประมาณเป็นขององค์กรเอง

3.การพึ่งพาด้านกฎระเบียบและกระบวนการวิธีปฏิบัติในด้านการทำงานต่างๆ

การ พึ่งพาในเรื่องสำคัญต่างๆ ข้างต้น ได้ส่งผลกระทบอย่างมากกับแนวคิดที่จะทำให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หลุดพ้นจากแนวคิดทางการบริหาร และกระบวนการวิธีปฏิบัติแบบภาครัฐ โดยสามารถจำแนกสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาได้ 4 ประการ ดังนี้

1.การไม่ เพียงพอด้านงบประมาณสนับสนุน หรือไม่มีเงินงบประมาณเป็นขององค์กรเอง ยังคงต้องพึ่งพาการรถไฟแห่งประเทศไทย และเนื่องจากเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ การจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐยังดำเนินการไม่เรียบร้อย และใช้ระยเวลานาน ซึ่งปัจจุบันล่วงเลยมาเกือบ 2 ปี ซึ่งทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนภายในบริษัท เข้าสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก ไม่สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้ในการบริหารจัดการภายใน และปรับปรุงการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว

2.การไม่เพียงพอในเรื่อง วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ และขาดอะไหล่สำรองและอะไหล่สิ้นเปลืองต่างๆ สำหรับรถไฟฟ้าที่จำเป็น ส่งผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นด้วยความยากลำบาก และไม่สามารถบำรุงได้อย่างเพียงพอ หรือดำเนินการใดๆ ในการยกระดับการให้บริการต่อประชาชน

3.การไม่เพียงพอในด้านอัตรา กำลัง และศักยภาพในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เต็มไปด้วยข้อจำกัด เนื่องจากงานบริหารส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจาก ร.ฟ.ท. และงานบางส่วนต้องผ่านสถาบันศศินทร์ ทำให้ไม่เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและการคัดสรร

4.การไม่สามารถบริหาร และไม่มีระเบียบวิธีปฏิบัติเป็นของตนเองในการรองรับการปฏิบัติหน้าที่

จาก ปัจจัย และสาเหตุข้างต้น นำมาซึ่งปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยสามารถจำแนกได้ 3 ส่วน ดังนี้

1.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงนโยบาย

2.ปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ และวิธีการทำงาน

3.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงการให้บริการ

1.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงนโยบาย ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนี้

- การที่ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ของ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจาก ร.ฟ.ท. ให้ทำหน้าที่รักษาการแทนในตำแหน่งระดับสูงต่างๆ เป็นการชั่วคราวในขณะที่ บุคคลเหล่านั้นยังคงต้องรับผิดชอบบริหารงานที่รับผิดชอบในส่วนของ ร.ฟ.ท.ควบคู่ไปด้วยนั้น ย่อมส่งผลทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดตั้งระบบการบริหารความปลอดภัย และขั้นตอนในการปฏิบัติงานภายในต่างๆ

- รายละเอียดอัตรากำลังตามโครงการสร้างองค์กร และการรับสมัครพนักงานเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ ที่ล่าช้า ได้แสดงให้เห็นว่า อัตรากำลังในส่วนของผู้บริหารระดับสูง ยังไม่ได้ถูกเติมเต็มให้เกิดความชัดเจน ซึ่งก่อให้เกิดความยากลำบากในการวางแนวทางปฏิบัติในการทำงาน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใน

- นโยบายการบริหารงาน ณ ปัจจุบัน ขาดนโยบายเชิงรุกในทุกด้านทั้งนโยบายภายใน และภายนอก โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแบบวันต่อวัน ขาดการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน และไม่สามารถคาดหวังการทำงานที่มุ่งผลสำเร็จได้ เนื่องจากขาดการพัฒนาศักยภาพในตัวพนักงาน ด้วยการเข้ารับการฝึกอบรมที่ต่อเนื่องเป็นระบบ และจำเป็น

- นโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญและกำลังใจของพนักงาน ส่งผลทำให้อัตราการลาออกของพนักงานอยู่ในอัตราที่สูงมาก โดยสาเหตุหลักที่ถูกนำมาใช้ในการลาออก คือ การเปลี่ยนไปทำงานอื่น

- นโยบายการบริหารและทางการเงินงบประมาณ ไม่สามารถแก้ไข หรือตอบสนองต่อปัญหาและอุปสรรค ที่ได้รับความเห็นจากที่ปรึกษาวิศวกรอิสระ

- เงื่อนไขของการจ้างงานที่เหมาะสมสำหรับบริษัทภาคเอกชนไม่ได้ถูกนำมาใช้ โดยนำเงื่อนไขของการจ้างงานของ ร.ฟ.ท.มาใช้ชั่วคราว เกือบ 2 ปี ย่อมเป็นปัจจัยสนับสนุนในการลดประสิทธิภาพของพนักงาน และเพิ่มอัตราส่วนการลาออกของพนักงาน

- ข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดซื้ออะไหล่สำรองสำหรับการเดินรถไฟฟ้าเพื่อการ ให้บริการ ได้ส่งผลทำให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการ เช่น การลดจำนวนเที่ยวการให้บริการลง เนื่องจากการขาดอะไหล่สำรอง

- การยกเลิกสัญญาจ้างกับ Deutsche Bahn International ของ ร.ฟ.ท. โดยไม่ได้มีการจัดเตรียมแผน และงบประมาณ เพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ส่งผลทำให้ขาดความต่อเนื่องในการถ่ายโอนความรู้ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ตามข้อตกลงในสัญญา

2.ปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ และวิธีการทำงาน ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนี้

- อุปกรณ์สำนักงานมีอยู่ไม่เพียงพอ เช่น ตู้เอกสาร เครื่องพิมพ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และความไม่สะดวกสำหรับการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต พนักงานยังคงต้องพึ่งพาอุปกรณ์สำนักงานส่วนตัว

- การพัฒนาตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงานยังไม่มีการดำเนินการบังคับใช้ เพื่อให้เกิดการประเมินผลงานเทียบกับมาตรฐานสากล

- ระบบ ERP ยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อช่วยในการทำงานให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

- ระบบ SAP ยังไม่ถูกนำมาใช้ เพื่อช่วยในการทำงานให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

3.ปัญหาและอุปสรรคในเชิงการให้บริการ ได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนี้

- ความยากลำบากในการยกระดับ หรือปรับปรุงการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการ วิธีการทำงาน และงบประมาณในการสนับสนุน

- การดำเนินการต่างๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ เป็นไปด้วยความล่าช้า และขาดงบประมาณสนับสนุนในการพัฒนา เช่น การจัดทำทางเดินเชื่อม ป้ายประชาสัมพันธ์ และป้ายสัญลักษณ์บอกทาง เป็นต้น

- มีจำนวนอัตรากำลังคนที่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการ ส่งผลทำให้เกิดปัญหาด้านภาพลักษณ์การให้บริการของพนักงาน

- อุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ เพื่อปรับปรุงการให้บริการ มีการจัดหาที่เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นของงานที่ปฏิบัติได้อย่างทันท่วงที และในบางกรณีส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

...........

(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับ 1 สิงหาคม 2554 หน้า2)

สหรัฐแถลงประณาม ซีเรียฆ่าม็อบตายเกลื่อนอีก 130 ศพ

ที่มา ข่าวสด





บี บีซีรายงานวันที่ 1 ส.ค. ว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกา แถลงประณามรัฐบาลซีเรีย กรณีใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งล่าสุด ในวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค. มีผู้เสียชีวิตกว่า 130 ราย โดยผู้นำสหรัฐยังขอร้องให้รัฐบาลซีเรียเลิกใช้กำลังต่อประชาชนของตนเองได้ แล้ว ในขณะที่สหรัฐจะพยายามหาทางโดดเดี่ยวนายบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรียให้เด็ดขาดให้ได้

จากภาพข่าว รัฐบาลซีเรียส่งรถถังบุกเข้าเมืองฮามา เพื่อกวาดล้างผู้ชุมนุม หลังจากเดือนก่อน เพิ่งถอนกำลังทหารออกมา การบุกเข้าไปใหม่นี้มีเสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วเมือง ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า ผู้บาดเจ็บมีจำนวนมากจนล้น ทั้งคนที่ตายด้วย ชาวบ้านต่างต้องช่วยกันบริจาคเลือดเพื่อช่วยผู้บาดเจ็บ