ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
ภาย ในสัปดาห์นี้ ตำแหน่งประธานสภาและนายกรัฐมนตรีคงจะเสร็จสิ้นตามขั้นตอนของสภา และนำขึ้นทูลเกล้าฯได้เรียบร้อย ดีไม่ดีคณะรัฐมนตรีก็อาจจะเสร็จในปลายๆ สัปดาห์หรือต้นสัปดาห์หน้า
สำหรับชาวบ้านแล้วย่อมพึงพอใจ จะได้มีรัฐบาลเข้ามาทำงานเสียที
อีกทั้งต้องตระหนักว่า ชาวบ้านคาดหวังมากว่า ไม่กี่เดือนแรกจะต้องมีผลงานอย่างเป็นรูปธรรมตามที่หาเสียงเอาไว้
ต้องทำจริงและทำให้เร็ว อย่าดีแต่พูด
เป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ต้องขึ้นอยู่กับคะแนนนิยมของประชาชน
ทำไม่ดีในขณะทำหน้าที่รัฐบาล ย่อมต้องถูกประชาชนลงโทษในตอนเลือกตั้งครั้งต่อไป!
แต่ความที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มาจากการเลือกของประชาชน อยู่ด้วยเสียงของประชาชน
ไม่ใช่รัฐบาลเส้นใหญ่
ยิ่งต้องทำงานเพื่อเอาใจชาวบ้าน เนื่องจากเป็นฐานสำคัญฐานเดียวที่มีอยู่
ไม่มีมือพิเศษคอยโอบอุ้ม!?!
มองในแง่นี้ถือว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะรัฐบาลแบบนี้ต้องแคร์แต่ประชาชน
ในทางกลับกัน รัฐบาลมีเส้นย่อมเป็นรัฐบาลที่เอาใจแต่ผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา!
โฉมหน้าครม.ที่จะปรากฏชัดในเร็ววันนี้คงพอจะบอกได้ว่า รัฐบาลจะมีอายุยาวนานหรือไม่
เรื่องเศรษฐกิจเป็นปมใหญ่ ได้มือดีจริงมาช่วยดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศไปจนถึงปากท้องชาวบ้านหรือเปล่า
รัฐมนตรีต่างประเทศสำคัญไม่น้อย ต้องมาดับไฟที่ยุคก่อนเก่าก่อเอาไว้รอบบ้าน
อีกตำแหน่งที่เงี่ยหูรอฟังกันมากคือ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ดูแลงานตำรวจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน
ไปๆ มาๆ ตอนนี้ ชื่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น่าจะลงตัวที่รองนายกฯอันดับ 1
เพราะเป็นที่ไว้วางใจอย่างสูง เอาไว้เป็นรักษาการนายกฯได้
ปัญหาก็คือรองนายกฯอันดับ 1 จะคุมงานความมั่นคงด้วยหรือไม่!?
ชื่อของอดีตผบ.ตร. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จ่อมาตลอด แต่ตอนหลังเริ่มไปติดโผรัฐมนตรีว่าการมหาดไทยใหญ่โตมาก
หรือสุดท้าย จะไปลงที่คนนอกอย่างพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ หรือเปล่า
ชื่อที่เคยโผล่มาตอนต้นแล้วหายไปอาจจะกลับมาใหม่ก็ได้!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, August 2, 2011
รองนายกฯความมั่นคง
91 ศพไม่จบง่ายๆ
ที่มา ข่าวสด
บทบรรณาธิการ
ปลาย สัปดาห์ที่ผ่านมา นางกฤตยา อาชวนิจกุล รองผอ.สถาบันวิจัย ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม กรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.)
แถลงความคืบหน้าการสอบสวนว่า รัฐบาลไม่สมควรสั่งทหารใช้ปืนสไนเปอร์กับประชาชน เพราะมีการใช้กระสุนปืนสไนเปอร์ในเหตุการณ์ทั้งหมด 2,000 กว่านัด
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงคลี่คลายได้ยาก หากความจริงกับการพูดของแต่ละฝ่ายยังบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะหากการทำงานของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และตำรวจ
ยังล่าช้าไม่มีความคืบหน้า
ใน เอกสารของศปช.ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีทั้งสิ้น 92 ราย เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย. 26 ราย ในระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค. 57 ราย ส่วนอีก 9 รายเสียชีวิตในการปะทะย่อยและในต่างจังหวัด
และภายหลังจากประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 7 เม.ย. ถึงปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวทั่วประเทศอีก 133 ราย
ข้อหาส่วนใหญ่ คือ การละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยการชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป การร่วมวางเพลิง สถานที่ราชการ และก่อการร้าย อีก 5 ราย ฯลฯ
ขณะที่การออกหมายจับ และการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มนปช.
ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
ลําพังการเสียชีวิตจากอาวุธสงครามของประชาชนเกือบ 100 คน และได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน ก็เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมอยู่แล้ว
แต่กระบวนการที่ทำให้ความจริงและความยุติธรรมล่าช้าออกไป ยิ่งสร้างรอยแผลและปัญหาให้กับสังคมยิ่งกว่า
ส่วนหนึ่งของความคับแค้นอัดอั้นนี้ สะท้อนจากผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอยู่แล้ว แต่เพียงเท่านั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ความปกติกลับคืนสู่สังคมไทย
มีแต่การนำความจริงมาเปิดเผยอย่างโปร่งใส เพื่อผลักดันให้กลไกของกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงเดินหน้าต่อไป
จึงจะสามารถทำให้ความปรองดองเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง
"พิชัย รัตตกุล"วิพากษ์พรรคประชาธิปัตย์ (สัมภาษณ์โดยเนชั่น)
ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า
Mon, 2011-08-01 11:02
สัมภาษณ์โดย พิมพ์นารา ประดับวิทย์…สำนักข่าวเนชั่น twitter @Pimnara_nna
ที่มา: http://www.suthichaiyoon.com
เน ชั่นสัมภาษณ์พิเศษอดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ถึงอดีตปัจจุบันและอนาคตรวมถึงปัจจัยที่นำมาสู่ความพ่ายแพ้ของพรรคในการ เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
# ท่านมองภาพพรรคประชาธิปัตย์ ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
คำ ถามนี้มันกว้างเหลือเกินตอบลำบากจริง ประชาธิปัตย์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก พยายามที่จะให้เป็นสถาบัน แต่ผมคิดว่าจนบัดนี้ เราไม่สามารถที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ทั้งๆที่มีความพยายามมาตลอดเวลา แต่ก็เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ยืนหยัด คงกระพันมาจนบัดนี้ถึงแม้ยังไม่สามารถทำหรือสร้างตนให้เป็นสถาบันได้ก็ตาม แต่เป้าหมายควรจะเป็นอย่างนั้นต่อไป ผมคิดว่าถ้าพูดถึงประชาธิปัตย์เป็นอย่างไรขณะนี้แล้ว จะวัดจากผลของการเลือกตั้งนั้น ก็คงจะไม่ได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเหตุว่าที่ผ่านมาในอดีตนั้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งมาหลายสิบ ครั้งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ประชาธิปัตย์มีบทบาทในการเลือกตั้งมาตั้งแต่ 2489 มันก็มีทั้งขึ้นทั้งลงทุกรอบ คนก็เลยไปพูดว่าประชาธิปัตย์ เก่งเฉพาะเป็นฝ่ายค้านนั้น ไม่จริงครับ แต่ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายค้านจริง ผมยังเชื่อว่าประชาธิปัตย์ เป็นได้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล มันก็เหมือนชีวิตคนเราที่มีทั้งขึ้นและมีลง บาวงช่วง บางตอน เราก็ขึ้นบางตอนมันก็ลงของธรรมดา แต่นั่นไม่น่าเป็นสิ่งที่ทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ท้อถอย ตรงกันข้ามประชาธิปัตย์ ในปัจจุบันหลังจากเลือกตั้งต้องศึกษาอย่าละเอียดว่า จุดอ่อนจุดแข็งเราอยู่ตรงไหน นี่คือความเห็นของผมอย่างกว้างๆ
# ที่ท่านบอกว่าเป็นสถาบันไม่ได้เพราะอะไร
ที่ บอกว่ายังเป็นสถาบันไม่ได้ทั้งๆที่มีความพยายามอย่างเต็มที่ ก็เนื่องจากว่าเอาเฉพาะระยะๆหลัง ช่วงที่ประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ครั้งคุณอภิสิทธิ์ ช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ที่เป็นไม่ได้ และบริหารงานไม่ถูกใจประชาชน 100 % ทั้งๆที่คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนดี เป็นคนมีความซื่อสัตย์ มีความสามารถ แต่ไม่สามารถที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันได้ เพราะมีปัญหามากในการบริหารบ้านเมืองมา 2 ปีกว่า ด้วยเหตุผลนิดเดียวคือ
คุณ พิชัย กล่าวว่า คุณอภิสิทธิ์ใช้คนไม่เป็น เจอคุณอภิสิทธิ์ที่ไรผมพูดคำนี้เรื่อย ที่บอกว่าใช้คนไม่เป็นก็เนื่องมากจากคุณอภิสิทธิ์ อยู่วงล้อมของคนไม่กี่คนเท่านั้นเอง คน 3-5 คน เท่านั้นเอง เป็นคนที่ครอบงำ ผมอาจจะพูดรุนแรงเกินไป และเป็นคนที่ให้ข้อมูลต่างๆหรือให้คำปรึกษาไม่ตรง ด้วยเหตุนี้ผมถึงพูดว่า คุณอภิสิทธิ์ ใช้คนไม่เป็น และถ้าหากเรามาเปรียบเทียบรัฐบาลเก่าๆอย่าง รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และท่านไม่ได้เป็นนักการเมือง ท่านเป็นนายทหาร แต่เมื่อมาเป็นนักการเมือง ท่านก็เป็นนักการเมืองที่ดีมาก เพราะว่าท่านมีความซื่อสัตย์ สุจริต ท่านใช้คนเป็น คำว่าใช้คนเป็น จะเห็นได้ว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของพล.อ.เปรมเป็นอย่างไร มองย้อนหลังไปดู คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นแย่มากทุกด้านเลยแย่มาก
อดีตหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เนื่องจาก พล.อ.เปรมสามารถเลือกคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ เชิญคุณสมหมาย ฮุนตระกูล มาเป็นรมว.คลัง เชิญคุณสุธี สิงห์เสน่ห์ มาเป็น รมช.คลัง พล.อ.สิทธิ์ จิรโรจน์ มาเป็น รมว.มหาดไทย ซึ่งอาจจะไม่เก่งเลิศ แต่ก็ใช้ได้ เชิญคุณศุลี มหาสันทนะ มาเป็น รมต.ดูแลด้านพลังงาน ทั้งเรื่องพลังงาน เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องมหาดไทย เรื่องทหารดูแลเองหมด หรือเอา พล.อ.อ. อะไรไม่รู้ มาเป็นรมช.กลาโหม เป็นคนดี๊ดี เราจะเห็นได้ว่าโครงสร้างครม.ของพล.อ.เปรม นอกจากนั้นเป็นนักการเมือง ผมหมายความว่า ท่านรู้จักใช้คนนอกที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองมาร่วมกับคนดี เพราะเหตุนี้จึงสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากที่แย่ ให้ฟื้นขึ้นมาได้
คุณ พิชัย กล่าวว่า ในขณะเดียวกันตอนนั้นเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ คือดร.เสนาะ อูนากูล ส่วนรองเลขาธิการ ตอนนั้นคือ ดร.พิสิษฐ์ ภัคเกษม ท่านเหล่านี้มีความรู้ความสามารถ และทำงาน ป้อนแนวทางการทำงานให้นายกฯ พล.อ.เปรมในฐานะที่เป็นนายกฯก็สั่งการได้ ที่ผมพูดคำนี้ผมพูดด้วยความมั่นใจทีเดียวว่า พล.อ.เปรม เป็นนายกฯที่ใช้คนเป็น ผมในฐานะนักการเมืองที่มีโอกาสได้ทำงานกับท่านมาหลายปี ผมเป็นรองนายกฯมา 3 นายกฯ คือ พล.อ.เปรม พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน และคุณชวน หลีกภัย ผมทำงานกับนายกฯเปรม บอกตรงๆว่าสนุกที่สุด เพราะเห็นผลงานและไม่มีปัญหาคดโกง ไม่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการไม่ซื่อสัตย์ ทำงานสนุก ถึงแม้ผมไม่มีความรู้ ผมก็ไม่เกี่ยงงานเลย
“คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ แต่ใช้คนไม่เป็นเนื่องจากใช้คนไม่กี่คนที่ล้อมรอบ ผมจะไม่เอ่ยว่ามีใครบ้างเพราะก็เป็นเพื่อนสมาชิกผมทั้งนั้น แม้กระทั่งนายกฯชวน คุณบัญญัติ ก็เคยเตือน แต่ก็ไม่มีใครฟังเพื่อนเก่าเลย ถ้าหากคุณอภิสิทธิ์เอาประสบการณ์ของผู้ใหญ่คนเก่าๆแม้กระทั่ง คุณธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ คุณสาวิตต์ โพธิวิหค คนเก่าๆหลายคน คุณชวน คุณบัญญัติ มาคุยและฟังความเห็นกันบ้าง ผมว่าคุณอภิสิทธิ์ จะทำงานได้ดีกว่าที่ผ่านมา ผมจึงเน้นว่าพลาดท่าตรงนี้ พลาดท่าตรงที่ใช้คนไม่เป็น”
# ใช้คนไม่เป็นที่ว่าคือทั้งคนในพรรค นอกพรรค
มี ทั้งในและนอกพรรค ได้คนนอกพรรคมาสมัยหนึ่ง ได้คนดีๆมาเยอะแยะเป็นส.ส.อย่าคุณอนันต์ อนันตกูล เป็นคนดีมาก เก่ง หรือ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ อดีตผบช.น. ได้หลายคนมา ท่านเหล่านี้เป็นสมัยเดียวต่อมาไม่เอาแล้ว เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะใช้ความรู้ต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อพรรคได้ เลยไม่เอา# ท่านมองว่าจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ ณ ปัจจุบันคืออะไร
จุด อ่อนมันก็มีทุกพรรค จุดอ่อนที่ทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยได้ส.ส.ในภาคอีสาน ตอนผมเป็นหัวหน้าพรรคมา 9 ปี ได้ ส.ส.อีสาน 28 คน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้ ผมเคยพูดบ่อยๆหลังจากที่ออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องสร้างคนใหม่ที่อีสาน หมายความว่า ต้องไปดูตั้งแต่สมาชิกอบต. อบจ. หรือนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งเหมือนที่ประชาธิปัตย์ จับตาดูคุณอภิสิทธิ์มาตั้งแต่ 25
อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่นี่จะทำก็ต่อเมื่อใกล้เวลาเลือกตั้ง ตาลีตาเหลือกหาคน มันจะได้อย่างไรถ้าคุณไม่สร้างคนขึ้นมา และคุณไม่มีทางสู้อย่างอื่น คนอื่นเขามีมีด ตัวเองมีหนังสติ๊ก ไปสู้ได้อย่างไร แต่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าเราจะไปสร้างมีดขึ้นมา แต่หมายความว่าเราต้องสร้างคน โดยเฉพาะตอนนี้ เรามีเวลา 4 ปี ( เป็นฝ่ายค้าน) ที่จะต้องรีบสร้างคนขึ้นมา ไปดูสมาชิกอบต.ตามที่ต่างๆคนหนุ่มสาวอายุ 14 – 15 เลือกฝึกขึ้นมา อย่างที่เราฝึกคุณอภิสิทธิ์ อีก 10 ปี 25 ปี ประชาธิปัตย์ ต้องมองไกลถึงขนาดนั้น และที่พูดคือไกลถึง 20 ปีข้างหน้า ว่า 20 ปีข้างหน้าประชาธิปัตย์ต้องมีส.ส.ในภาคอีสานมากกว่าในปัจจุบัน
และ อีกอย่างคือ ประชาธิปัตย์ ชอบลืมคนเก่าผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมไปเยี่ยมภาคอีสานบ่อยที่สุดเลย สาขาพรรคผมไปเยี่ยม ป่วยไข้ได้เจ็บ ผมไปเยี่ยม ผมไม่มีตัง แต่ไปเยี่ยมด้วยน้ำใจ แต่นี่น้ำใจประชาธิปัตย์ ต่อทางอีสานไม่มี ทั้งๆที่จากประสบการณ์ของผม คนอีสานเป็นคนที่น่าคบที่สุด เพราะเหตุว่าถึงแม้จะยากจนแต่มีจิตใจ กว้าง อย่าไปพูดว่าเขาจะได้เงิน 500 บาท 1,000 บาท แล้วไปลงคะแนน ผมว่านั่นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ในเรื่องจิรงๆ แล้วคนภาคอีสานเป็นคนมีน้ำใจถึงแม้จะยากจน ประชาธิปัตย์ จับจุดนี้ไม่ถูก เมื่อเขามีน้ำใจเช่นนี้แล้วเราก็ต้องมีน้ำใจเข้าหาเขา
"ผมยกตัวอย่าง มีหัวหน้าสาขาพรรคที่ขอนแก่นตาย เมื่อเร็วๆมานี้ แต่ไม่เคยมีใครไปเยี่ยมก่อนตายเลย ทั้งๆที่เป็นกำลังของพรรคในขอนแก่น ขอนแก่นพรรคเคยได้ ส.ส. 3 – 4 คน และคนๆนี้มีส่วนช่วยให้ได้ส.ส.เฉพาะขอนแก่น แต่เวลาที่เขาป่วยไม่เคยมีใครไปเยี่ยมเลย ผมไม่มีหน้าที่ในพรรคผมขับรถไปเยี่ยม"
คุณพิชัย กล่าวว่า อันนี้แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของประชาธิปัตย์ ยังมี และเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข คือการสร้างคน และคงไม่สามารถสร้างอย่างคุณยิ่งลักษณ์ ขึ้นมาได้ คุณยิ่งลักษณ์เป็นการเมืองมา 40 กว่าวัน มาเป็นนายกฯได้ มันคนละแบบ แต่ผมดีใจน่ะ ผมดีใจที่สุภาพสตรีจะเป็นนายกฯผมดีใจจริงๆและผมว่าคุณยิ่งลักษณ์วางตัวได้ดี มาก เพียงแต่เป็นห่วงบางอย่างเท่านั่นเอง ต้องชมเชย 45 วันได้มาเป็นนายกฯไม่เคยมีประวัติแบบนี้ในโลก คนไหนที่ลงมาสู่วงการเมืองแล้ว แล้วหาเสียงเดือนเดียวได้เป็นนายกฯ ผมเรียนตรงๆ ผมต้องชมเชยเขา บุคลิกแกก็ได้ วางตัวได้ดีมาก
# นอกจากการสร้างคนใน 10- 20 ปี ข้างหน้าแล้ว จุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอะไรอีก
นโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พอถึงเวลาจะเลือกตั้ง ก็จะปรึกษากันว่าจะเอานั้นเอานี่ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่เหมือนอย่างที่เราเรียกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจใน 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี จะมีเลือกตั้งเมื่อไร ก็ค่อยมาคุยกัน คนวางจุด คนวางยุทธศาสตร์ เท่าที่ทราบคือ คุณกอร์ปศักดิ์ วางยุทธศาสตร์เฉพาะหน้าในการเลือกตั้งเท่านั้นเอง ไม่ได้วางเผื่ออนาคต 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี เพราะฉะนั้นนโยบายเรื่องพักหนี้ อย่างเป็นรัฐบาล 2 ปีกว่า เคยไปว่าคุณทักษิณ ว่าเป็นนโยบายประชานิยม ผมคิดว่าโครงการประชานิยม บางอันดีนะ เลียนแบบมาจากอาจารย์คึกฤทธิ์ เงินผัน 4ปี ปีละ 4 พันล้าน ต่อมาพล.อ.เปรมก็ใช้วิธีการแบบอาจารย์คึกฤทธิ์ เช่นกัน เพิ่มเป็น 6-7 พันล้าน แต่พล.อ.เปรมเก่งในเรื่องการใช้คน
อดีต หัวหน้าพรรคประชาธิ ปัตย์ กล่าวว่า ผมชอบไปดูภาคใต้ เพราะผมได้รับผิดชอบในภาคใต้ เวลาผมไปตรวจถนนที่กระบี่ ถือไม้แข็งอันหนึ่งพอลงจากรถผมเอาไม้ไปแทง ทรายมันหยุ่ยขึ้นมาเลย มันหยุ่ย ผมคิดการกินโกงง่ายๆแบบนี้เอง ผมบอกแบบนี้ใช้ไม่ได้ อย่างนี้ต้องหาต้นตอว่าใครทำถนนเอาเงินผัน มาทำถนนให้ชาวบ้าน แต่เอาไม่เจาะจึ๊กเดียวมันหลุดแล้วฝนตกมามันก็หลุดไป เงินผันมันดีในหลักการที่ให้โอกาสชาวบ้านมีงานทำ แบบอาจารย์คึกฤทธิ์ ปรับปรุง ทำถนนเล็กๆน้อยๆ ตำบลหนึ่งมาตำบลหนึ่ง แต่การคอร์รัปชั่นก็เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่มากเท่าเวลานี้ มันลงไปลึกมากไปถึงรากแก้วใครจะไปคิดว่าอบจ. อบต.มีงบประมาณขนาดไหน และอบจ อบต.จะมีปัญหาขนาดไหน
คุณพิชัย กล่าวว่า ประชานิยมมีส่วนดีและส่วนเสีย ในความเห็นของผมมีหลายโครงการที่ดี เช่น 30 บาท รักษาทุกโรคดีมากสำหรับคนจน พ่อของคนสวนผมคนหนึ่งไม่สบายอยู่ต่างจังหวัดต้องผ่าตัดสมอง ได้ใช้โครงการ 30 บาท แล้วไม่เอาเงินก่อน หายแล้วค่อยเอาเงิน แต่ตอนหลังรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีนโยบายประชานิยมมากขึ้นมาหลายอย่าง ต่อไปรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ก็จะมีมากขึ้นไปอีก มันทำให้เงินเฟ้ออย่างมหาศาล สมมุติตอนนี้คุณได้เงินเดือนละ 2 หมื่นบาท และอยู่ดีๆเนชั่นให้คุณอีก 1หมื่น เป็น 3 หมื่น 2 หมื่นบาทใช้อย่างประหยัดๆพอใช้ได้คนเดียวยังไม่มีครอบครัว พอได้อีก 1 หมื่นบาทชักไปแล้ว อยากกินโน้นกินนี่ นี่คือเงินเฟ้อ หมูก็แพง กับข้าวก็แพง คนที่ไม่ได้เงินเดือนจะทำอย่างไร เงินเฟ้อจึงเกิดขึ้นจากนโยบายประชานิยม จะไล่ไม่ทัน และหลายนโยบายเป็นเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วย# ในพรรคประชาธิปัตย์ โครงสร้างของคนคิดว่าเหมาะสมแล้วหรือยัง
ประชาธิปัตย์มีคนเก่งเยอะ เพียงแต่ว่าใช้คนไม่เป็น ไปลืมคนเก่าซะหมด ผมเป็นรองประธานสภาที่ปรึกษาที่ผ่านมามีการประชุม 2 ครั้ง ประธานคือคุณชวน ผมไป 2 ครั้งและคงไม่ไปอีกแล้ว เสียเวลาผมมาก เพราไม่มีอะไรที่จะต้องไปคุยกันเลย ไปนั่งกินน้ำชา ไปนั่งกินข้าว คนที่มีสตางค์หน่อยก็เลี้ยงอาหารจีนให้เรา ผมว่าเสียเวลาผมต้องการเป็นที่ปรึกษา แล้วนายกฯต้องมานั่งฟัง มีประเด็นอะไรเคาะขึ้นมา 1-2-3 ผมบอกคุณชวนในฐานะประธานว่า ทำไม ไม่ทำอย่างนี้ นายกฯชวนบอกเคยเสนอแล้วเขาก็ไม่เอา คนเป็นสภาที่ปรึกษา ล้วนแต่เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลย แต่ไม่มีวาระการประชุม ที่ผ่านมาเป็นแบบนั้น
# เก่ง อายุน้อย อ่อนประสบการณ์
ไม่ เรียกประสบการณ์ ผมว่าเป็นเรื่องของสามัญสำนึกดีกว่า แต่งตั้งเป็นสภาที่ปรึกษาเอาอดีตหัวหน้าพรรคเอาผู้ใหญ่ในพรรคหลายคน มาเป็นที่สภาที่ปรึกษาต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ คนเหล่านี้มีประสบการณ์มามากที่จะแนะนำอะไรได้บ้าง รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ โยนมาให้นี่ ก็นำไปปรึกษาหารือเหมือน พล.อ.เปรม โยนให้สภาพัฒน์ฯไปแก้ไข เสนอแนวทางมา แต่ที่ปรึกษาของคุณอภิสิทธิ์ ก็มีอย่างคุณสาวิตต์ โพธิวิหก คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ แต่ผมสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้างก็มีแต่บอกว่าไม่เคยคุยอะไรกันเลยอย่างจริง จัง# ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ปรับปรุงตรงนี้หรือแก้ไข จะกลายเป็นจุดอ่อนในอนาคตหรือไม่
ประชาธิปัตย์มันไม่ตายแต่เวลานี้ วัฒนธรรมของประชาธิปัตย์ดั้งเดิมมันหายไปหมดแล้ว คำว่าวัฒนธรรมมันมีความหมายลึกในความเห็นผม วิธีการทำงาน การใช้คน วัฒนธรรมของเรา สันดานของเรา สมัยนายควง อภัยวงศ์ สร้างมา ที่สืบทอดมาเรื่อยๆมันหมดไปแล้วทำอย่างไรจะให้กลับมา ผมเองก็ไม่รู้น่ะบอกตรงๆ
# คนรุ่นใหม่ในพรรคตอนนี้เห็นบ้างไหม
ผม บอกจริงเวลาวันเกิดพรรค ผมไปพรรคปีละครั้งเดียว คือ วันที่ 6 เมษายนเพราะเป็นวันทำบุญนอกนั้นผมไม่ไปเลยผมบอกจริงๆ ผมเกลียดคนรุ่นใหม่แล้ว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นส.ส.ครั้งเดียวแล้วเป็นรัฐมนตรี แต่ละคนบอกตรงๆหยิ่งยโส ไม่มีสัมมาคารวะ ใหญ่จังเลย ไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์นะคุณอภิสิทธิ์ใช้ได้ แต่รัฐมนตรีหลายคนมันใหญ่เหลือเกิน สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่วัฒนธรรมประชาธิปัตย์ เพราะ วัฒนธรรมประชาธิปัตย์ผู้น้อยจะเคารพผู้ใหญ่มาก ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี 2501 ประชาธิปัตย์ตั้งมาเมื่อปี 2489 ผ่านมา 54 ปีแล้ว ผมเป็นสมาชิกที่เก่าแก่ที่สุด นายกฯชวนเป็นเมื่อ ปี 2511 สมัยนั้นเราต้องเคารพผู้ใหญ่ มีสัมมาคารวะ ในยุคหลังๆแย่
# ปัจจัยที่ทำให้นายอภิสิทธิ์บริหารงานได้ไม่ดี ส่วนหนึ่งมาจากพรรคร่วมฯด้วยหรือไม่
อันนั้นอย่าไปโทษเขา เพราะวิธี การเกิดรัฐบาลคราวนี้ เป็นการเกิดที่แปลกมาก เป้าหมายประชาธิปัตย์ที่สร้างมาตั้งแต่แรก คือคัดค้านเผด็จการ แต่ว่าตอนที่พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ปฏิวัติ คุณอภิสิทธิ์เงียบฉี่เลย แต่ทั้งๆที่ประชาธิปัตย์เกิดขึ้นจากการต่อต้านเผด็จการมานาน ต่อต้านการทำปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถึงคราวพล.อ.สนธิ ทำการปฏิวัติคุณทักษิณแล้วคุณทักษิณล้ม
ถึงแม้ว่าคุณทักษิณจะเป็น ศัตรูของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ประชาธิปัตย์ก็ต้องยืนหยัดบนหลักการ วัฒนธรรมของตัวเอง ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการ แล้วอยู่มาได้เพราะต่อต้านเผด็จการคุณพิชัย กล่าวว่า เดี๋ยวนี้กลายเป็น กลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) อ้างเลยว่าต่อสู้ กลายเป็นอย่างนั้นไปเลย มันกลับหัวกลับหาง ไปเลย การจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้เป็นการตั้งที่แปลกประหลาด ส่วนที่ว่าไปตั้งที่ไหนนั้นผมไม่พูด จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่ต้องได้รับการซับพอร์ตจากทหารแน่นอน ไม่อย่างนั้นทำไม่ได้ เรื่องแบบนี่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสวย เป็นรัฐบาลแบบนี้ได้มันไม่คอยสวย ไปดึงเขาเข้ามา ตัวเองเคยว่าเขา
# อันนี้ดูเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเอง
ความสามารถมีในการดึงผู้คนเข้ามา แต่ถ้าเป็นผมๆไม่กล้าทำ
# แสดงว่าปัจจุบันหลักการของประชาธิปัตย์กำลังจะเริ่มเปลี่ยน
ผมถึงบอกว่า วัฒนธรรมเก่าไมมีแล้ว มันหายไป อันนี้มันไม่ปลื้มใจแล้วเวลานี้ ที่จะเห็นว่าประชาธิปัตย์ยืนหยัดต่อสู้เผด็จการ วัน ที่พล.อ.สนธิ ปฏิวัติวันรุ่งขึ้นมาคนโทรมาหาผมเป็นอาจารย์ เป็นคณบดีในมหาวิทยาลัย โทรมาหาผม ว่าท่านคงดีใจน่ะครับปฏิวัติแล้วคุณทักษิณแย่แล้ว ผมยังบอกว่ามีเหตุผลอะไรไปปฏิวัติคุณทักษิณเขา นายกฯเขาจะไม่ดีอย่างไรเป็นเรื่องของเขา ผมไม่เกี่ยวข้องแต่ในฐานะเป็นนายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนและเขาอยู่เมืองนอกเขาอยู่ยูเอ็น คนอยู่ที่นี่ทำปฏิวัติ ผมไม่เห็นด้วย ถ้าจะแข่งกับคุณทักษิณ แข่งโดยระบอบประชาธิปไตยสิ ไม่ใช่แข่งเรื่องปืน No อาจารย์คนนั้นตกใจ เขาไม่คิดว่าผมจะพูดแบบนี้ เขานึกว่าผมจะพูดด้วยความดีใจ
# ถ้าเราอยู่บนสังคมความขัดแย้ง ในสังคมหลักประชาธิปไตยจะยิ่งหดหายไป
นี่ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้น่าเป็นห่วง อย่างไรก็ต้องพยายามรักษาหลักการ ปรัชญาของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาให้ได้ การที่มีอะไรหลายอย่าง เริ่มเคลื่อนไหวหลายอย่างจะเป็นกลุ่มสีนั้นสีนี้อะไรต่างๆน่ากลัวเหลือเกิน ผมกลัวเหลือเกินกลุ่มที่เป็นพลังสร้างพลังขึ้นมากดดัน เหมือนกับกำลังมีอุดมการณ์อย่างหนึ่ง เขาสร้าง อุดมการณ์ขึ้นมาโดยใช้เทคนิคกระบวนการผ่านสื่อ ร้านหนังสือตามต่างจังหวัด ทำการตลาดในต่างจังหวัดดีมาก ค่อยๆเอาความเห็นให้ซึมเข้าไปในสมองโดยผ่านสื่อ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีเยอะในต่างจังหวัด ค่อยๆซึมอุดมการณ์ของเขาเป็นอุดมการณ์ที่ผมกลัวมาก เหมือนกับอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ แต่คอมมิวนิสต์ ยังไม่เก่งเท่านี้เลย อุดมการณ์เป็นอย่างไรไม่ขอพูดถึง เพราะวันนี้เป็นวันเกิดเขา(ทักษิณ) ทำไมจะต้องมาทำกันขนาดนี้ ทำไมจะต้องมาตั้งชื่องานวันเกิดแบบนี้ มันน่ากลัว เรื่องประชาธิปัตย์เรื่องเล็ก ผมไม่แคร์ แต่ผมแคร์ บ้านเมืองผม เพราะหากอุดมการณ์นี้มันซึมเข้าไปทุกวันอะไรจะเกิดขึ้นน่ากลัวมาก ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์
# ถ้าประชาธิปัตย์จะฟื้นศรัทธาของสังคมให้กลับมา โครงสร้างควรจะออกมาแบบไหน
มันไม่ใช่ของง่าย ผมว่า พรรคเพื่อไทยโดยการนำของคุณยิ่งลักษณ์ หากไม่มีการขัดแย้งภายในพรรคของเขาในเรื่องแย่งตำแหน่ง ผมว่าเขาเป็น 2 เทอมสบายมาก
# พรรคประชาธิปัตย์จะต้องปรับอย่างไร
ต้อง แก้ไขสิ่งไม่ถูกกลับมาให้ถูก อย่างใช้คนให้เป็น เช่นดึงคนเก่ามาใช้บ้าง ก็เป็นเรื่องของคน คุณอภิสิทธิ์ควรเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป เพราะไม่มีใครตอนนี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ผมไม่เห็นด้วยเลย ยโสมาก คุณอภิสิทธิ์มาเป็นใหม่ กลับไปรื้อฟื้นวัฒนธรรมเดิม ใช้คนเก่า สร้างคนใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องให้ความสำคัญกับคนทุกภาค โดยเฉพาะภาคอีสาน และถ้าประชาธิปัตย์ยังทำอย่างนี้ ต่อไปแม้แต่ในภาคใต้ คราวหน้าไม่แน่ ส่วนใหญ่ต้องแก้ที่คุณอภิสิทธิ์ คุณอภิสิทธิ์ ก็ต้องรู้จุดว่าจะต้องแก้ที่ไหนบ้างนอกจากปรับปรุงโครงสร้าง วางนโยบายแผนงาน 5-10-15 ปีแล้ว ใช้คนเก่า ง่ายยืนหยัดบนหลักการประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร
# เสียงคุณอภิสิทธิ์ อาจจะไม่ดังเท่าเสียงนายสุเทพ ในเรื่องการบริหารจัดการพรรค
ใช่ คุณก็รู้อยู่แล้ว
# ในมุมมองของท่านถ้าเปลี่ยนเลขาธิการพรรค มองว่าใครพอจะมีแววบ้างไหม
ผมไม่ทราบว่า หัวใจคุณอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไร อย่าให้ผมมอง อย่าให้ผมพูดมันไม่ดี เพราะอีก 2 วันเขาก็จะมีการเลือกกันแล้ว
# เอาแค่คนที่จะมาเป็นเลขาธิการพรรคควรคุณสมบัติที่เหมาะอย่างไร
เป็นคนที่อยู่ในพรรคมาพอสมควร
# ช่วงที่คุณยิ่งลักษณ์ได้เป็นรัฐบาล และอาจได้เป็น 2 สมัย เป็นช่วงเวลาที่ประชาธิปัตย์ควรจะรีแบรนด์ตัวเองให้ทัน
โอกาส 4 ปี หรือ 8 ปี เป็นโอกาสดีที่ประชาธิปัตย์จะต้องเร่งฟื้นตัว พยามยามสร้างให้เป็นสถาบัน โดยจะต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างอาทิในเรื่องตัวบุคคล นโยบาย การวางยุทธศาสตร์ของพรรค ในเรื่องกฎข้อบังคับของพรรคนั้น ผมไม่ทราบเพราะมันนานมาแล้วว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง หรือมีอะไรที่ไปขัดขวางการทำงาน ในเรื่องขั้นตอนการพิจารณา กว่าจะผ่านแต่ละเรื่องต้องมีการพิจารณานาน นั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเลย มีคณะกรรมการ มีคณะผู้บริหารพรรค กลั่นกรองมา มันไม่ทำอะไรให้ล่าช้า แต่อยู่ที่คนเอามาปฏิบัติ
# 50 กว่าปีที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ รู้สึกเสียดาย หรือ เสียใจอะไรบ้างหรือไม่
ผม เสียดายและเสียใจหลายอย่าง มันเกิดขึ้นมาหลายปีแล้วและได้มีการเตือนไปแล้ว แต่เมื่อไม่ทำตามก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อันนี้เป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง ที่ผมไม่ไปพรรคเลย เว้นแต่วันทำบุญพรรคและจะมีประชุมใหญ่พรรควันที่ 6 ส.ค.ในข้อบังคับอดีตหัวหน้าพรรค ต้องไปร่วม แต่ผมยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไป ถ้าไปแล้วบางทีบอกตรงเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีท่าทางอย่างนั้น “สมัย ก่อนเราต่อสู้กับจอมพลถนอม เสร็จจากสภาฯออกมาแล้วผมต้องไปกราบจอมพลถนอม ต้องไปไหว้คารวะผู้ใหญ่ถึงแม้คนละพรรค แต่เวลานี้มันไม่มี นี่คือวัฒนธรรมของประชาธิปัตย์ที่หายไป สัมมาคารวะหมดไปมากๆทีเดียว พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ที่ดินเป็นของคุณเล็ก นานา ผ่านไปแล้วเลขาฯเก่าของพรรค ผมเองเป็นคนไปหาที่ไปขอที่คุณเล็กขอเงินมาสร้างพรรค ตึกที่คุณชวนทำงานตึกแรก ( ตึกควง อภัยวงศ์ ) คนที่ช่วยผมหาเงิน คือ คุณเฉลิม อยู่บำรุง ( อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์) ทำกันอยู่ 2 คนช่วยกันหาเงินสร้างพรรค แต่เวลาพรรคเล่นงานคุณเฉลิม กลับไม่เคยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ลืม”
“ผมยังรักคุณเฉลิม เหมือนน้องชายคนหนึ่ง เวลาผมเอาคุณเฉลิมมาเป็นเลขาฯผม คนในประชาธิปัตย์ว่าผมใหญ่เลย ตอนนั้นคุณเฉลิมอยู่ในพรรคน่ะ คุณเฉลิมเป็นคนแข็ง พูดจาโผงผางเสียงดัง แต่นายควงเคยบอกไว้ว่า คุณพิชัยจำไว้นะเป็นนักการเมืองและทำให้พรรคเดิหน้าต่อไปได้ก็ต้องมีบุคคล ที่มีคุณสมบัติต่างๆกัน ความสามารถของแต่ละคนต้องแตกต่างกัน คุณเฉลิมทำงานเก่ง พูดก็เก่งด้วยทะเลาะกับคนเก่ง คุณเฉลิมเป็นคนหนึ่งที่มีความสามารถและผมดึงเขาเข้ามาเพราะเก่ง คุณเฉลิมมีส่วนในการสร้างที่ทำการพรรค แต่ประชาธิปัตย์ไม่เคยพูดเพราะเกลียดคุณเฉลิม นี่ก็คือตัวอย่างหนึ่ง” คุณพิชัย กล่าว
# คุณอภิสิทธิ์เก่งมีความรู้ความสามารถมีความซื่อสัตย์ มีครบ แต่พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะดันขึ้นมาเร็วกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า
ตอน ที่คุณอภิสิทธิ์ถูกดันครั้งแรกนั้นผมคัดค้านเต็มที่เลย ต่อหน้าคุณอภิสิทธิ์เลย ให้คุณบัญญัติขึ้นก่อน เพราะคุณบัญญัติอาวุโสกว่า และคุณบัญญัติไม่มีโอกาสที่จะชนะ คุณบัญญัติจะหวังเป็นนายกฯไม่มีทาง แต่คุณอภิสิทธิ์มีทางแต่ไม่ควรจะรีบร้อนมาเป็นหัวหน้าพรรคโอกาสเรายังมีเยอะ ฉะนั้นผมจึงคัดค้านการเป็นหัวหน้าพรรคของคุนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคตอน แรก ทำให้คุณบัญญัติได้เป็นหัวหน้าพรรค และต่อมาก็แพ้การเลือกตั้ง คุณบัญญัติจึงได้ลาออกจากตำแหน่งไป คุณอภิสิทธิเลยได้ขึ้นจึงได้เป็นนายกฯ เมื่ออายุ 46 ปี เวลานี้คุณอภิสิทธิ์ก็มีโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ระยะเวลาอีก 8 ปี ( ที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาล) ก็แค่ 50ปีกว่าๆ ไม่เป็นไรยังอ่อนมาก แต่ต้องเริ่มทำเริ่มเปลี่ยนอะไรๆ อย่าให้ประชาธิปัตย์ทำอย่างนี้อีกเลย
# เคยคุยกับนายชวนถึงปัญหาเหล่านี้หรือเปล่า
คุณ ชวน ก็แปลกเวลาประชุมไม่ค่อยพูดเรื่องเหล่านี้ ไม่เคยปรึกษาผมเรื่องเหล่านี้เลย และผมก็ไม่ได้ถาม คุณชวนรู้ดีคนในพรรคคนเก่าๆรู้ดี คุณเทอดพงษ์ ไชยนันท์ คุณอเนก ทับสุวรรณ คุณสัมพันธ์ ทองสมัคร แหม!! ผมโกรธแทนคุณสัมพันธ์ ใครมาจากไหนไม่รู้มาได้ลำดับปาร์ตี้ลีส ที่ดีกว่าคุณสัมพันธ์ โกรธจังเลย
# จุดอ่อนของประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ กทม.คืออะไร
จริงๆ แล้วคนกทม.เป็นคนเป็นคนที่เลือกประชาธิปัตย์มามาก แต่ในขณะเดียวกันคนในกทม.เองก็หวั่นไหวบ่อยครั้งเหลือเกิน โดนมา 2 ครั้งแล้ว ตอนคุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย เตะประชาธิปัตย์ล้มหมดเลยในกทม.เหลือเพียง คนสองคน พรรคคุณสมัครล้มไปหมดประชาธิปัตย์ก็ขึ้นมาใหม่ โดยคุณจำลองเล่นงานโครม หมดอีก มันขึ้นๆลงๆ แต่ในส่วนลึกของหัวใจคน กทม.เลือกประชาธิปัตย์มากกว่า ผมไปช่วยคุณบัญญัติหาเสียง ไปหลายวัน ผมเดินหาเสียง คนยังจำผมได้เยอะ
# คนในตระกูลรัตกุล ไม่มีใครจะลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์อีกแล้วหรือ
คุณ พิจิตต รัตกุล เขาก็ไม่อยู่ประชาธิปัตย์นานแล้ว เพราะประชาธิปัตย์ไม่ให้เขาลงผู้ว่าฯกทม. เขาขอสมัครแล้วประชาธิปัตย์ไม่เอาเขา และเมื่อไม่เอาเขาก็ไม่ส่งด้วย แต่แล้วเขาได้เป็นผู้ว่าฯกทม. ทั้งที่แข่งกับคุณจำลองแต่เขาต้องออกจากพรรคมาเพราะพรรคไม่เอาเขา ผมภูมิใจที่ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้ายังไม่มีการแก้ปัญหา ผมคงจะเสียใจ
# วิธีการของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ จะมองถึงปัจจัยมากกว่าอุดมการณ์
คนรุ่นใหม่ คงไม่อยู่ดีๆ แล้วเดินเข้ามาหรอก ต้องเดินเข้าไปหาเขา อย่าง หลานปู่ผมคนหนึ่ง อภิสิทธิ์เป็นหลานลุงต้องเรียกผมว่าลุง หลานปู่ผมคนหนึ่ง คือ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ไม่เคยมารคุยกับผมเรื่องการเมืองเลย แสดงถึงความโง่ของคน เป็นหลานผมแท้ๆน่ะ ขนาดนี้ยังไม่เคยมาปรึกษาปู่เลย แล้วปู่จะไปถามมันทำไม ปู่มีประสบการณ์พอที่จะสอนลูกหลานได้ก็ไม่มาหา
# ท่านจะปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำลงไปเรื่อย โดยจะไม่ลงไปช่วยเลยเหรอ
ผม อายุ 85 แล้วจะไปช่วยอะไรเขาได้ อภิสิทธิ์เป็นนายกฯผมยังไม่เคยโทรฯไปแสดงความยินดี ไม่เคยเลย แต่พอเลือกตั้งเขาแพ้ ผมส่งดอกไม้ไปให้ เขาก็โทรศัพท์มาขอบพระคุณคุณลุง ถ้าหากคนของพรรคประชาธิปัตย์ขึ้น ไม่เกี่ยวกับผม ใครได้ดีก็ว่ากันไป แต่พอตกเมื่อไรก็ฟังเสียงวิจารณ์
# ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะแข่งกับคนอื่นและก้าวข่ามไปเป็นสถาบันสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค จะทำได้ในยุคที่คุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้า
คงมี แต่คงจะไปดึงคนเก่ามาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณชวน หรือคุณบัญญัติ แต่คนเหล่านี้มีประโยชน์กับพรรคที่จะให้คำแนะนำกับหัวหน้าพรรค
# คนรุ่นใหม่เป็นได้ แต่ต้องฟังคนรุ่นเก่า
ใช่ ใช้คนเก่าให้เป็นด้วยและใช้คนใหม่ด้วย คนใหม่มาก็อย่าลืมคนเก่า เวลาป้ายหาเสียงคราวก่อน เอารูปคุณอภิสิทธิ์อยู่ด้านหน้าเลย ด้านข้างมีรูปอดีตหัวหน้าพรรครวมทั้งผมด้วยคนรุ่นใหม่อยู่ข้างหลัง เพื่อแสดงพลังของคนเก่าและคนใหม่ เพราะคนรู้จักคนเก่าก่อน คนจะเห็นว่าประชาธิปัตย์มีทั้งใหม่และเก่า
# ท่านคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ จะปรับตัวเองได้หรือไม่
ผมไม่ทราบ ผมตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะเลือกใครมาเป็นคนใกล้ชิดเขาในการทำงาน อย่าง เช่นคุณวอลเปเปอร์ กลุ้มใจเป็นบ้าเลยผม ทำไมใต้องมายืนอยู่ข้างหลังคุณอภิสิทธิ์ตลอดเวลา คนเขาก็หมั่นไส้ โฆษกก็เหมือนกัน มีทั้งโฆษกรัฐบาล โฆษกประจำตัว โฆษกพรรค ทำอะไรแปลกๆสัปดน สิ่งเหล่านี้เคยพูดมามากแล้ว
# ตอนที่เป็นรัฐบาลการเลือก ครม.ในส่วนของของประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไรในมุมมองของท่าน
ที่ ผมเห็นก็พอไปได้อย่างที่ผมชมเชยคือ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ผมกลัวเขาจะทิ้งพรรค เขาใช้ได้ หรือแม้แต่คุณวิฑูรย์ นามบุตร มีสปิริตดี มีปัญหาก็ลาออก คุณไตรรงค์ก็งั้นๆ คุณไตรรงค์นี่ ผมไปหาเสียง เขาเรียกผมพี่ พี่ชายเป็นอาจารย์จุฬา ผมเป็นประธานเผาศพพ่อเขา แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเขาแต่งงานลูกไม่บอกผมเลย หมายความว่าไง วัฒนธรรมไม่มีแล้วใช่ไหม หากจะบอกว่าเป็นคนเก่า แล้วทำไมไม่คิดถึงผม ผมไม่ได้ต้องการที่จะไปงาน แต่ต้องมีการแสดงความมีน้ำใจ แต่ทำให้ผมเสียใจ ผมเคยไปเยี่ยมบ้านเขาบ่อยๆพ่อเขาเป็นกำนัน ไปเผาศพ เพราะมีความใกล้ชิด ส่วนคุณวิทยา แก้วภราดัย เป็นคนดีมาก แต่ผมชอบคุณนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส่วนถาวร เสนเนียม ก็ใช้ได้ ปักษ์ใต้หลายคนใช้ได้ ส่วนตัวผมเชียร์
# ท่านคิดว่าคุณวิทยาจะช่วยเรื่องการประสานคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่
ผม ไม่ทราบมันแล้วแต่คุณวิทยาจะได้รับการสนับสนุนจากใครหรือไม่ แต่หากได้รับการสนับสนุนจากนายกฯชวนก็จะดีมาก คุณวิทยา คุณนิพิฎฐ์ ผมชอบการอภิปรายของเขาในสภาฯมาก คุณชำนิ ก็ใช้ได้แต่สู้คุณวิทยาไม่ได้ชำนิก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรแล้ว
# ส.ส.กทม.รุ่นใหม่มีใครที่พอจะดูได้ดูดีบ้าง
คุณ อภิรักษ์ ก็พอใช้ได้ เรื่องการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ความจริงผู้ว่าฯกทม.คนก่อนเขาทำมาหมดแล้วพอตัวเองมาเป็นผู้ว่าฯกทม. ไม่มีทางออกเลยต้องเปิดถ้าไม่เปิดก็อาจจะผิดสัญญาอะไรหรือไม่ผมไม่ทราบ กับคุณองอาจ คล้ามไพบูลย์เองก็ไม่เลว ในกทม.ไม่มีตัวไหนที่พอจะดึงดูด
Re:
# มองนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เข้มข้นพอแล้วหรือยัง
ผมบอกไปแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะทำนโยบายก่อนการเลือกตั้ง ฉุกละหุก เอานโยบายของคุณทักษิณมาปรับใหม่
# หลังๆมาคนของพรรคประชาธิปัตย์มักกจะออกจากพรรคไปอยู่ที่พรรคอื่น
พูด ง่ายๆ คนที่เข้ามานี่ส่วนใหญ่คงเชื่อในอุดมการณ์และวัฒนธรรม ของพรรคประชาธิปัตย์ และเมื่ออุดมการณ์เดิมหายไปคนก็เห็นว่าไม่ดีที่จะอยู่ต่อไป ส่วนเรื่องการเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องออกไป สมัยผมไม่มีเงินมากผมเองต้องขายที่ดินให้พรรคไม่รู้เท่าไร
# คุณสุเทพก็เป็นคนเก่าของพรรค
คุณ สุเทพ มีนิสัยคนละอย่าง และผมต้องชมเชยท่านอย่างหนึ่งคือท่านพยายามป้องกันคุณอภิสิทธิ์อย่างเต็มที่ ความดีก็มี คุณอภิสิทธิ์อยู่ได้เพราะคุณสุเทพ และคุณสุเทพ เป็นพลังมหาศาลสำหรับคุณอภิสิทธิ์ แต่ส่วนบุคลิกท่าทางของแก ผมไม่ชอบ ผมยังให้ดอกไม้คุณสุเทพ แกจะรู้ไหมว่าคนทั่วไปไม่ค่อยชอบแก แต่ผมสงสารแก แกทำงานเต็มที่ ช่วยเต็มที่เลย คนอย่างนี้ต้องชมเชย เวลานี้ดูทั่วไปในเมืองไทยคนที่เป็นสมาชิกพรรค ที่เก่าแก่ที่สุดคือผม ตั้งแต่ปี 2501 นายกชวนมาปี 2511 เลือกตั้งปี 2512 คุณเลิศ ชินวัตร (พ่อคุณทักษิณ ) รุ่นเดียวกันคุณชัย ชิดชอบ# ภาคเหนือของพรรคประชิปัตย์ก็เห็นว่าคะแนนไม่ค่อยดี
เมื่อก่อนดีมาก เมื่อก่อนเชียงรายมีส.ส. 6 คนประชาธิปัตย์ ได้ 4 คน สมัยแรก เชียงราย 1 ในนั้นคือคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ประชาธิปัตย์เก่า เมื่อก่อนผมเชียร์เขามากเลยน่ะ ย้ายไปอยู่กับคุณทักษิณ เพราะมีคนไม่ชอบแก แกก็ต้องออกไป ผมเคยไปหาเสียงให้แกที่เชียงราย
# ประชาธิปัตย์เริ่มเป๋ ตอนที่เกิดพรรคไทยยรักไทยขึ้น เพราะมีส.ส.ประชาธิปัตย์ไหลไปเยอะหรือเปล่า
ไม่ ประชาธิปัตย์ มันก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ มันเกิดมาเรื่อยๆ แต่ไม่มากเหมือนระยะหลังๆ
# เป็นไปได้หรือไม่ที่ประชาธิปัตย์ สร้างคนแต่ไม่ดูแลคน
ประ ชาธิปัตย์โหมโรงตอน ช่วงเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่ชอบเลย ไม่มีการวางแผนกันเลย การสร้างคนไม่ใช่ไม่ดูแล เพราะการดูแลในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าจ่ายสตางค์นะ แต่เป็นการให้ความรับผิดชอบ ผมเคยเป็นวิปเมื่อปี 2512 เป็นวิปที่คนกลัวมาก เพราะผมวิปจริงๆ คนไหนนั่งที่ไหนก็ต้องนั่งที่นั่น ในพระที่นั่งอนันต์ฯ ใครจะพูดอะไรต้องขออนุญาติผมก่อน ถ้าวิปไม่อนุญาตไม่ได้ เลขานุการจะพูดต้องขออนุญาตผมเลย นอกจากหัวหน้าพรรคอย่างอาจารย์เสนีย์จะพูดก็พูดไป แต่อาจารย์เสนีย์ไม่ค่อยพูด ใครไม่มาผมต้องโทรฯตามเหมือนเป็นครูใหญ่ เพราะฉะนั้นการใม่ครบองค์ประชุมไม่มีเลย
สู้กับจอมพลถนอมแบบซึ่งๆหน้า ว่ากันแบบนี้ พอเสร็จแล้วก็ออกมาก็กราบกัน เคารพเขา เพื่อความสัมมาคารวะแต่เวลาอภิปรายในสภาไม่ได้
# หลักคิด หลักการบริหารของคนที่จบ”อ๊อกฟอร์ด” ก็ยังใช้กับประชาธิปัตย์ไม่ได้
หลัก คิดหลักบริหารของประชาธิปัตย์มองว่าใช้ไม่ได้เลย ไม่เก่งเรื่องบริหาร เขาจบ “อ๊อกฟอร์ด” แต่ผมจบ “อ๊อกแฟกซ์” ( พูดติดตลก) เสียดายที่เขาสร้างมา 60 กว่าปี
# ท่านคิดไหมว่าเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาคนเปลี่ยนใจจากประชาธิปัตย์ไปเยอะ
แยะ แยะ ลูกสะใภ้ผมกับหลานผมเลือกใครรู้ไหม “ชูวิทย์” ครอบครัวผมไม่ถาม เลือกแล้วผมถึงได้ถาม แต่ผมไม่เคยไปโน้มน้าวเลย ให้ตัดสินใจเองแต่ภรรยาผมยืนหยัดตลอดเวลาต้องประชาธิปัตย์ 2 คนตายาย คนในครอบครัวเขาจะไม่โนโหวตแต่เขาลงคะแนนให้คน เขาเห็นว่าคุณชูวิทย์ อาจจะใช้ได้ อาจจะ ไม่รู้เหมือนกัน ตรงนี้แปลว่าคนกทม.เคลื่อนไหวง่าย สวิง
# จุดอ่อนหลักคือการบริหารเลยใช่ไหม
การ บริหารงานไม่เป็นเลยสักอย่าง ไม่ฟังคนเก่าคนแก่ด้วย อภิสิทธิ์เคยมาหาผม 2 หน ตอนเป็นนายกฯ ผมพูดถึงอะไรหลายอย่าง แนะนำเขาไป ไม่ทำสักอย่าง และอีกทีผมเจอเขาที่งานศพคุณเล็ก นานา ท่านเป็นคู่หูผมตลอดเวลา ท่านเสียตามพิธีทางศาสนาต้องฝังภายในวันเดียว ผมอายุ 80 กว่าผมร้องไห้ นั่นเพราะความสัมพันธ์ลึกเหลือเกินกับพรรคประชาธิปัตย์ อยากให้เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งคือ ความมีเยื่อใยกัน ผมร้องไห้ก่อนที่จะนำคุณเล็กไปฝัง
ผมคุยกับคุณอภิสิทธิ์ในเรื่องๆ หนึ่งอย่าให้พูดว่าเรื่องอะไร วิธีจะแก้ไขความปรองดองอย่างไร ผมบอกคุณอภิสิทธิ์ถึงขั้นตอนทุกอย่าง ทำอะไรอย่างไร แม้ กระทั่งก่อนเลือกตั้งหลายเดือน ผมจะไปคุยกับคุณทักษิณ เป็นการส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค เพราะผมเชื่อว่า คุณทักษิณเห็นผมเป็นคนกลาง ผมเชื่อ เพราะผมรู้จักคุณทักษิณ ได้มีการกำหนดวันจะไปแล้ว แต่ก็มีข่าวเรื่องการยุบสภา กำหนดวัน คุณทักษิณโอเค ทุกอย่างโอเคหมด ส่วนตัวนะไม่เกี่ยวกับพรรคเลย ผมเล่าให้คุณอภิสิทธิ์ฟังคร่าวๆเท่านั้นเองแต่คุณอภิสิทธิ์เองก็เฉยๆ เพราะตราบใดไม่แก้ปัญหาตามที่ผมพูด ไม่มีทางแก้ปัญหาความปรองดองได้
----------------------------------
http://www.prachatai3.info/journal/2011/08/36284
กกต.รับรองจตุพรแล้ว จบเสียทีกับพวกอำมาตย์บ้าๆ นี่ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ข่าวมติชนออนไลน์ แจ้งว่า กกต.รับรองจตุพรด้วยมติ 4:1 ให้เป็น สส. แล้ว เป็นอันว่า กกต.ก็รับรอง สส.ทั้ง 500 คนแล้ว
จบเสียทีกับขบวนการอำมาตย์บ้าบอเหล่านี้
เป็น อันว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว ยุคประชาธิปไตยของประเทศไทย ที่ประชาชนได้ต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย
อุปสรรคในอนาคตคงมีอีกมาก แต่ก็ต้องสู้กันต่อไป แต่วันนี้มันได้บอกว่าจิตสำนึกของประชาชนนั้นได้ก้าวไปไกลทัดเทียมกับประเทศ ประชาธิปไตยอารยทั้งหลายในโลกแล้ว
เหลือเพียงพวกอำมาตยาธิปไตยที่ดูถูกประชาชนแต่เพียงเล็กน้อย แต่อีกไม่นานคงจบสิ้นไป
วันนี้ ประชาธิปไตยก้าวเข้ามาสู่ระบบสองพรรคใหญ่อย่างสมบูรณ์แล้ว เงินไม่มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว การชูอำนาจโบราณนั้นไม่อาจทำให้ชนะเลือกตั้งได้อีกต่อไปแล้ว
ต่อไปนี้มีแต่ทุกคนต้องปรับตัวเข้าสู่กระแสใหม่ของประชาชนนี้ ใครปรับตัวไม่ได้ก็คงช่วยไม่ได้ ก็คงเฉาตายไป
ประชาชนได้เรียนรู้ไปแล้ว ไม่ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
วันนี้หากมีคนต้องการทำรัฐประหาร ค้านอำนาจประชาชน ประชาชนก็คงสู้
ผมถือเสียว่า วิกฤติวุ่นวาย 5 ปีนี้คือ ขบวนการพัฒนาจิตสำนึกประชาธิปไตย
ขอคารวะวิญญาณของวีรชนทั้งหลายที่ต้องสังเวยไป
วันนี้เราได้ประชาธิปไตยแล้ว แม้ยังคงต้องสู้อีก แต่จิตสำนึกของประชาชนได้พัฒนาไปแล้ว ยากที่ใครหน้าไหนมันจะดันให้ถอยหลังกลับไปได้
ความตายของพวกท่านได้คุ้มค่าแล้ว
ไม่ ต้องกลัวว่าจะมีใครทรยศต่อประชาชน เพราะหากทำอย่างนั้น อีก 4 ปีข้างหน้า ประชาชนจะสั่งสอนพวกเขาเองอย่างสาสม ไม่ว่าใครที่อาสาเขามารับใช้ประชาชน มีเวลาพิสูจน์ตัวเอง 4 ปี หากคนยอมรับเขาก็ได้รับใช้ประชาชนต่อไป หากไม่ยอมรับ เขาก็จะหลุดจากอำนาจไป
ต่อให้มาด้วยอำนาจพิเศษก็ไปไม่รอด วันนี้ไม่มีอำนาจพิเศษใหญ่กว่าประชาชนอีกแล้ว
วัชพืชประชาธิปไตยยังพอเหลือให้เห็นบ้าง แต่คงเฉาตายไปเรื่อยๆ
ใบตองแห้ง-วอยซ์ทีวี: อุดมการณ์สื่อ SAGA: จัดระเบียบเชิงอุดมการณ์
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
1 ส.ค.54
เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกวอยซ์ทีวี http://www.voicetv.co.th/blog/445.html
ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ กับ “ปัญหา ม.112”
ที่มา ประชาไท
ผม รู้สึกยินดีที่ได้ดูรายการ Intelligence ทาง Voice TV ดำเนินรายการโดย คุณจอม เพชรประดับ สนทนาเรื่อง“สิทธิ เสรีภาพ จักต้องไม่ถูกละเมิด”สืบเนื่องจาก คำประกาศ 359 นักเขียน “สิทธิ เสรีภาพ จักต้องไม่ถูกละเมิดการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจักต้องไม่ถูกขู่เข็ญ ด้วยข้อกล่าวหาไม่จงรักภักดี”โดยมีผู้ร่วมสนทนาคือ คุณวิภา ดาวมณี กิตติพล สรัคคานนท์, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และวาด รวี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผม มองว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวต่อยอดจากการเคลื่อนไหวของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และคณะนิติราษฎร์ ที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่งเพราะเป็นการช่วยกันทำให้ประเด็น “ปัญหา ม.112”ถูกอธิปรายถกเถียงใน “พื้นที่สาธารณะ” กว้างมากขึ้น
สำหรับ รายการ Intelligence, Voice TV และสื่ออย่าง “คุณจอม เพชรประดับ” ก็สมควรปรบมือให้กับ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”ที่เข้ามาจับ “ประเด็นละเอียดอ่อน” นี้
เพราะเป็นที่รู้กันว่าสื่อในบ้านเรานั้น สนใจทำเรื่องของ “ตัวเงินตัวทองร่วมรักกันในบริเวณรัฐสภา”ให้เป็น “ข่าวหน้า 1” และเอาจริงเอาจังกับการใช้ “บทรักของตัวเงินตัวทอง”เป็น “ฐานคิด” ในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองตลอดมา
แต่หลีกเลี่ยงที่จะ ทำให้ปัญหาระดับรากฐานจริงๆ เช่น ปัญหา ม.112 เป็น “ข่าวหน้า 1” หรือเป็นประเด็นที่ควรนำเสนอการอภิปรายถกเถียงสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง!
ใน ขณะที่สื่อของรัฐ สื่อเสื้อเหลือง และสื่อกระแสหลักส่วนหนึ่งเสนอข่าวและความคิดเห็นตลอดมาว่าฝ่ายที่เสนอให้ อภิปรายประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสนอให้แก้ไขม.112 คือ ฝ่ายที่มีเจตนาทำลายสถาบัน และต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่มีสื่อในวงแคบเท่านั้นที่นำเสนอ “เหตุผล” ว่าทำไมสังคมไทยจึงควรอภิปรายประเด็นสถาบัน และควรแก้ไข ม.112
นี่จึงเป็นภาพสะท้อนปัญหา “ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ” อย่าน่าเป็นห่วง!
ความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อ หมายถึงความกล้าหาญที่จะนำเสนอความจริง และต่อสู้เพื่อให้เกิดความถูกต้อง
แต่ ม.112 ที่ 1) ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงเกี่ยวกับสถาบัน 2) มีการพิจารณาคดีแบบปิดลับ เป็นการปิดกั้นสิทธิที่จะรับรู้ความจริงของประชาชน 3) ไม่ให้ประกันตัวและมีบทลงโทษหนักเกินเหตุ เป็นการทำลายสิทธิมนุษยชน 4) ใครจะร้องทุกข์กล่าวโทษก็ได้ และจึงทำให้เกิด 5)ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายกันทางการเมือง มากกว่าใช้ปกป้องสถาบัน
ฉะนั้น จึงเป็นกฎหมายที่ขัดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือหลักเสรีภาพขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนเพราะปิดกั้นสิทธิที่จะรับรู้และพูด ความจริงมีบทลงโทษที่รุนแรง และถูกซ้ำเติมด้วย “ตราบาป” ทางสังคมอันเกิดจากค่านิยมที่ถูกปลูกฝังโดยวัฒนธรรมอำนาจนิยมตาม “อุดมการณ์ราชาชาตินิยม” ที่ขัดแย้งกับความเป็นประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน
เมื่อ ไม่มีเสรีภาพในการพูด สังคมก็ไม่อาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้วินิจฉัย หรือมีความเห็นร่วมกันได้ว่า อะไรคือความจริง ความเท็จอะไรคือถูก อะไรคือผิด
ในสังคมที่ไม่มีเสรีภาพเช่นนี้เราไม่อาจเรียกว่าเป็น “สังคมประชาธิปไตย” ได้
การ ที่สื่อไม่ได้จริงจังกับการนำเสนอ “ความจริง” ของปัญหา ม.112 เช่นติดตามข้อมูลและการเคลื่อนไหวของคนที่ถูกดำเนินการด้วยกฎหมายนี้ในระยะ กว่า 5 ปี มานี้ว่า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าไร สาเหตุที่ถูกดำเนินคดีเพราะเขาไปทำอะไรทำไมเขาไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ต่างๆ เช่น การประกันตัวชะตากรรมในคุกของเขาเป็นอย่างไร ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร ฯลฯและไม่ได้สนใจเสนอประเด็นการอภิปราย ข้อเรียกร้อง และเหตุผลเชิงลึกต่างๆของฝ่ายเรียกร้องให้แก้ ม.112 อย่างละเอียดทุกแง่มุมและต่อเนื่อง สะท้อนว่าสื่อขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างชัดเจน
ในสังคมที่ดีมันควรจะมีความผิดเกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการพูดความจริง เกี่ยวกับสถาบันใดๆ ไหมว่าประชาชนต้องถูกดำเนินคดีโดยห้ามประกันตัว ศาลพิจารณาคดีแบบปิดลับและมีบทลงโทษอย่างหนัก โดยที่สื่อและประชาชนในประเทศไม่ต้องสนใจใดๆเลยกับ “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับการกระทำ คำพูด และ/หรือสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ถูกกล่าวหาและดำเนินคดีเช่นนั้น
การ ที่สื่อไม่ได้สนใจกับการตั้งคำถามทำนองนี้ มันก็เป็นเรื่องตลกร้ายอย่างยิ่งเมื่อสื่อยังประกาศ “คำขวัญ” ที่ว่า “เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน”โดยที่พฤติกรรมของสื่อไม่แสดงให้เห็นว่าคุณ “อิน”กับความหมายของ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”หรือความกล้าหาญในการนำเสนอความจริงและต่อสู้เพื่อ ให้เกิดความถูกต้อง
ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ การต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน
คุณ บอกว่า “เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน”แต่คุณกลับสนใจใช้เสรีภาพนั้นเสนอเรื่องราว “การร่วมรักของตัวเงินตัวทอง”มากกว่าขณะที่แทบไม่สนใจทำข่าว หรือร่วมอภิปรายถกเถียงในประเด็นสถาบันและการแก้ไข ม.112 ซึ่งเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยของประชาชนเลย
พูดถึงตรงนี้ แล้วก็น่าเศร้าครับ ในยุคสมัยที่ “พลเมืองประชาธิปไตย” ตื่นขึ้นจำนวนมากสื่อไทยกลับมีท่าทีหวาดระแวง หรือไม่เชื่อมั่นต่อการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนและไม่นำเสนอ “เนื้อหา” ของการตื่นตัวนั้นเท่ากับ “เนื้อหา” คำสัมภาษณ์ของผบ.ทบ.ด้วยซ้ำ
มัน ตลกไหมครับที่เรารับรู้เรื่องราวของ “หมู่บ้านแดง”ทั้งในชนบทและในเมืองจากการนำเสนอของสื่อต่างชาติ(แล้วสื่อไทย ก็แปลมานำเสนอต่อ) เช่นเดียวกับที่เราได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความ รุนแรงกับประชาชนในการสลายการชุมนุมจากสื่อต่างชาติ มากกว่าจากสื่อไทย
และ แน่นอนว่า ประเด็นปัญหา ม.112 ที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็คงจะเป็นที่สนใจและถูกนำเสนอโดยสื่อ ต่างชาติมากกว่า แล้วเรายังจะมีความหวังอะไรกับสื่อไทย ในเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยอีกเล่า!
ตลกร้าย กรณี “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” ถูก มติชน “เชิญออก”
ที่มา ประชาไท
“การยอมรับความแตกต่างและใช้ความแตกต่างเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมเป็นความงดงามของ ปชต. แต่การปิดกั้นผู้อื่นคือ อนารยะ”
-- ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ 31 กรกฎาคม เวลาประมาณ 8 โมงเช้า ผ่านทวิตเตอร์แอคเคานท์ @Prasong_Lert https://twitter.com/#!/Prasong_lert/status/97452873906008064
-----------------------------------------------
การ ที่นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นักข่าวอาวุโส ผู้ทำงานที่เครือมติชนมาร่วม 26 ปี และมีชื่อเสียงทางด้านการทำข่าวสืบสวนสอบสวน ต่อต้านทักษิณ ชินวัตร ถูกบีบออกจากมติชนเป็นเรื่องที่สะเทือนใจและน่าเป็นห่วงสำหรับคนที่รัก ประชาธิปไตยและสังคมที่ยอมรับความหลากหลาย รวมถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หากทว่า ท่ามกลางเสียงแสดงความเห็นใจและเสียใจต่อกรณีนายประสงค์ และความเงียบจากฝ่ายเสื้อแดงที่เรียกตนว่า “รักประชาธิปไตย” ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตความย้อนแย้งระดับตลกร้าย มาให้ช่วยกันพิจารณาดังนี้
1. วันที่ 31 กรกฎาคม เวลาประมาณ 8 โมงเช้า นายประสงค์ทวีตผ่านทวิตเตอร์แอคเคาท์ @prasong_lert เพื่อขอบใจผู้ที่แสดงความชื่นชมและเป็นห่วงเป็นใยต่อชะตากรรมของตนว่า “@xxxxxxx ขอบคุณครับ การยอมรับความแตกต่างและใช้ความแตกต่างเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมเป็นความงด งามของ ปชต. แต่การปิดกั้นผู้อื่นคือ อนารยะ” ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อความนายประสงค์ทุกอย่าง แต่อดมิได้ที่จะถามว่า จุดยืนของนายประสงค์ช่วงที่เป็นนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย ต่อสื่อเสื้อแดง เป็นอย่างไร ซึ่งรวมถึงคนอย่างนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งถูกรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไล่บี้จนต้องไปพิมพ์หนังสือ Red Power ในประเทศกัมพูชา ทั้งยังถูกจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงคำถามเช่น ในช่วงปี 2552 ซึ่งวิทยุ สถานีโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์เสื้อแดงจำนวนมากถูกไล่ปิด นายประสงค์เคยแสดงจุดยืนบ้างไหมเรื่องความจำเป็นที่สังคมไทยควร “ยอมรับความเห็นต่าง”
นี่ยังไม่รวมถึงจุดยืนของนายประสงค์ต่อการ ทำลายความเห็นต่างอย่างแท้จริง ในสังคมไทยอย่างร้ายแรงที่สุด อย่าง กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เท่าที่ผู้เขียนจำได้จากการแลกเปลี่ยนความเห็นกับนายประสงค์ในเวทีสาธารณะ อย่างน้อยสองครั้ง จุดยืนของนายประสงค์ต่อกฎหมายที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยพื้นฐานนี้ก็คือ ไม่ต้องไปทำอะไร และไม่มีปัญหาอะไรกับกฎหมายนี้ ผู้เขียนจึงอดแปลกใจไม่ได้ว่า มาวันนี้ นายประสงค์กลับกลายเป็นผู้ที่ชื่นชอบ “ความแตกต่าง” ทางความคิดไปได้อย่างไร
2. ก่อนหน้านั้น นายประสงค์ได้ทวีตขอบคุณ “เปลว สีเงิน” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่ออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์ผู้ที่กระทำต่อนายประสงค์ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นว่า เป็นสิ่งที่พึงกระทำอยู่ แต่อยากจะชี้ให้เห็นถึงตลกร้ายในเรื่องนี้ว่า นายประสงค์มิได้ตระหนักหรือไงว่า เปลว สีเงินก็มีระดับ การยอมรับ “ความแตกต่าง” ทางการเมืองในระดับที่น่าจะเรียกได้ว่าต่ำเช่นกัน ดูได้จากการที่เปลว สีเงิน จัดการปิดปากอดีตคอลัมนิสต์ไทยโพสต์ สีแดง ที่ใช้นามปากกาว่า “ใบตองแห้ง” ซึ่งก็ไม่ต่างจากการที่มติชนเพิ่งจัดการกับนายประสงค์
3. ส่วนบรรดาเสื้อแดง โดยเฉพาะบรรดาเสื้อแดงที่เรียกตนว่า เป็นพวกหัวก้าวหน้า หรือเสื้อแดงเพี่อประชาธิปไตยก็ตาม พวกเขาเงียบหายไปไหนกันหมดล่ะ ทำไมไม่ออกมาปกป้องให้สังคมและสื่อมีพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง หากพวกคุณไม่เห็นคุณค่าของความเห็นต่าง และความสำคัญของความเห็นต่างอันหลากหลายในสังคมประชาธิปไตย (ซึ่งก็น่าจะเป็นสังคมแบบที่คุณอยากเห็นมิใช่หรือ) พวกคนเสื้อแดงก็ควรสำเหนียกว่า หากพวกคุณไม่ออกมารักษาสิทธิของผู้เห็นต่าง ณ วันนี้ ในวันหน้า เมื่อใดที่รัฐบาลที่เห็นต่างจากพวกคุณกลับมามีอำนาจ ความเห็นของสื่อหรือนักข่าวที่แดง ก็จะถูกเหยียบย่ำจัดการ ไม่ต่างจากการที่นายประสงค์ถูกกระทำในวันนี้ แบบทีใครทีมัน แบบที่ใครมีอำนาจ ก็ปิดปากผู้ไม่มีอำนาจ หรือผู้เห็นต่าง
ผู้ เขียนอยากบอกคนเสื้อแดง และคนเสื้อสีอื่นๆ ว่า หากเราไม่ปกป้องสิทธิในการแสดงออก สังคมไทยก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้ ถ้าคุณสนใจแต่จะปกป้องเสียงที่เห็นเหมือนคุณ หรือเสียงที่คุณเห็นว่าเป็น “คนดี” ในมุมมองของคุณ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะดีอย่างไร มันก็ไม่สามารถทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะสังคมประชาธิปไตยคือสังคมที่ความคิดเห็นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะทางการเมือง เศณษฐกิจ หรือสังคม สามารถมีที่ยืนได้ โดยไม่ถูกทำลายหรือปิดกั้น
4. ผู้เขียนยืนยันว่า กรณีนายประสงค์ถูกบีบออก เป็นสิ่งที่สังคมต้องออกมาร่วมกันเรียกร้องให้มติชนตอบคำถามให้ชัดเจน หรือไม่ก็ต้องออกมาประณามมติชน หากเหตุผลที่บีบออกเพียงเพราะคนที่รักทักษิณเกลียดประสงค์เกินไป อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ได้ทำให้นายประสงค์กลายเป็นผู้ที่รักและสนับสนุนปก ป้องความเห็นต่างโดยปริยายและอย่างแท้จริง โดยเฉพาะความเห็นต่างที่ต่างจากนายประสงค์ หากเราย่อมต้องถามเช่นเดียวกันว่า นายประสงค์เชื่อมั่นว่า สังคมต้องมีพื้นที่สำหรับผู้เห็นต่าง โดยไม่ต้องถูกทำให้เงียบ ไล่ออก หรือถูกโยนเข้าคุกเข้าตารางจริงหรือ หรือเป็นเพียงการที่นายประสงค์ท่องคาถาใหม่ หรือใส่หัวโขนใหม่ ภายใต้บริบทที่ถูกยัดเยียดให้ใหม่ ผู้เขียนเสียใจที่ต้องตอบว่า ผู้เขียนกังขาอย่างยิ่งว่า จุดยืนแท้จริงของนายประสงค์เป็นอย่างไรในเรื่องนี้ แต่ถึงแม้เราจะเห็นต่างกัน ผมก็ขอยืนยันว่า คนไทย ไม่ว่าเสื้อสีแดง สีเหลือง หรือสีอะไร ก็ควรออกมาประณามผู้กระทำการปิดปากนายประสงค์ เพื่อว่า วันหนึ่งสังคมไทยจะได้เป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อที่ว่า สังคมจะเรียนรู้ยอมรับว่า คุณอาจเห็นต่างจากผม แต่ผมเชื่อว่า คุณมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นต่าง โดยไม่ถูกปิดปาก และจักสู้ปกป้องสิทธิในการเห็นต่างของคุณและทุกคน
ปล.1 การ เขียนบทความเกี่ยวกับนายประสงค์ ผู้เคยเป็นนายกสมาคมนักข่าวสองสมัย ทำให้ผู้เขียนนึกขึ้นมาได้อีกว่า การจัดอันดับเสรีภาพของสื่อไทย จากองค์กรต่างประเทศเช่น Freedom House องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน และ Committee to Protect Journalists ได้ ตกลงไปฮวบฮาบจนกระทั่งทุกวันนี้ไทยตกมาอยู่อันดับดับท้ายๆ ของโลกร่วมกับสังคมเผด็จการหลายประเทศไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของคุณประสงค์ในฐานะสมาคมนักข่าวฯ แล้วสุดท้ายมติชนก็มาจัดการกับนายประสงค์แบบนี้หลังจากเขาพ้นตำแหน่งที่ สมาคมฯ ได้ไม่กี่เดือน มันช่างเป็นตลกร้ายเสียจริง
ปล.2 สำหรับหนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งเรียกตนเองว่า เป็น “หนังสือพิมพ์คุณภาพเพื่อสังคมคุณภาพ” นั้น น่าจะเปิดพื้นที่วิพากษ์รัฐบาลเพื่อไทย/ยิ่งลักษณ์/ทักษิณให้มากขึ้น ในเมื่อเพื่อไทยกำลังจะตั้งรัฐบาล แต่ผู้บริหารกลับเลือกที่จะผลักไสนายประสงค์ออก ผู้เขียนก็มองมิออกว่า มันจะช่วยทำให้สังคมไทยเป็น “สังคมคุณภาพ” ได้อย่างไร
สัมภาษณ์ สิน สันป่ายาง : วิพากษ์นักวิชาการรับจ้าง นักสร้างเขื่อน กรณีเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนที่เชียงดาว
ที่มา ประชาไท
องอาจ เดชา
สิน สันป่ายาง คืออดีตเจ้าหน้าที่ทำงานโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน รับผิดชอบในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ปัจจุบันกำลังศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจาก โครงการของรัฐ
“ที่รัฐมักบอกว่าการพัฒนาการสร้างเขื่อนทั้ง หลายเพื่อตอบสนองความต้องการ ของคนส่วนรวมนั้นไม่จริง เป็นแค่การตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ภาระทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเป็นของมหาชนทั้งประเทศ”
สิน สันป่ายาง เคยเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน รับผิดชอบในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ปัจจุบันศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกำลังศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากโครงการ ของรัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี โครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำปิงตอนบน หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน ที่บริเวณบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังเป็นข่าวชาวบ้านกำลังลุกขึ้นต่อต้านอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ได้อย่างน่าสนใจ
0 0 0
ใน ฐานะที่เคยทำงานโครงการจัดการลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบนและกำลังทำงาน วิจัยเรื่องนี้อยู่ มีความเห็นอย่างไรที่จู่ๆ ก็มีข่าวกรมชลฯ จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ?
ถ้า จะพูดกันจริงๆ แล้ว คือ เป็นหน้าที่ของกรมประทานที่ต้องทำการจัดหาน้ำเพื่อรองรับความต้องการบริโภค ในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ และโดยปกติที่เราเห็นๆ ก็คือ น้ำหนักของการจัดหามักจะเทไปที่สองภาคหลัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำการผลิตและบริการเพื่อสนองความต้องการบริโภคของ ภาคเมืองเป็นส่วนใหญ่
ส่วนภาคการเกษตรนั้น ถ้าเป็นการเพาะปลูกตามฤดูกาลแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อระบบการเกษตรเป็นไปเพื่อตอบสนองการผลิตแบบอุตสาหกรรมการเกษตรมาก ขึ้น เช่น ระบบเกษตรพันธสัญญา การทำนาปรัง การเพาะปลูกนอกฤดูกาล ฯลฯ ก็ทำให้ความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ในเป็นความจริง พื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ราบรอบๆ เมืองใหญ่ ซึ่งไม่สามารถหรือไม่มีพื้นที่เพียงพอจะสร้างแหล่งน้ำได้อีกต่อไป ดังนั้น การสร้างแหล่งน้ำรองรับการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นจึงต้องหาพื้นที่รองรับ ใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่มีคนอาศัยอยู่อย่างเบาบาง
นั่นเป็นเหตุผลกรมชลประทานจึงเลือกที่จะสร้างที่บ้านโป่งอาง พื้นที่ต้นน้ำปิงที่เชียงดาว ?
ใช่ และที่สำคัญ เพราะเขาอาจเห็นว่าคนในชุมชนนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไทยใหญ่ ปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียงไม่ดังในสังคมอยู่แล้ว ซึ่งกรณีของบ้านโป่งอาง เห็นได้ชัดเจนว่า นอกจากสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เป็นพื้นที่ราบระหว่างหุบเขา โครงสร้างทางธรณีวิทยาและดินแข็งแกร่ง ห่างไกลจากชุมชนใหญ่ๆ และเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่จัดว่าเป็นของคนชายขอบที่ไม่ดัง จึงมีความเหมาะสมหรือศักยภาพในการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำค่อนข้าง สูง...ผมเข้าใจว่านี่คือมุมมองของเทคโนแครตของกรมชลประทาน
หากในความเป็นจริง ชุมชนชาวบ้านจะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐยังคงดึงดันจะสร้างต่อไป ?
ใน ความเป็นจริงคืออะไรนั้น คนในพื้นที่น่าจะรู้และเข้าใจดีกว่าผม เพราะการสร้างเขื่อนใหญ่ขนาดนั้น ไม่ว่าจะมีการอพยพคนออกจากชุมชนหรือไม่ รับรองได้ว่าส่งผลกระทบต่อคนในหมู่บ้านและชุมชนรอบข้างอย่างแน่นอน เอาแค่ง่ายๆ เฉพาะบริเวณหัวเขื่อน จะต้องมีการปรับแต่งพื้นที่มากมายขนาดไหน จะต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงานทั้งวันทั้งคืนเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน นานๆ ต้องมีการขนดินขนหินเข้าออกหมู่บ้านด้วยรถบรรทุกหนักวันละเป็นร้อยเป็นพัน เที่ยว ถนนทั้งเส้นจะเสียหายไปเท่าไร อากาศจะคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นขนาดไหน เสียงเครื่องจักรและความสั่นสะเทือนจะมากน้อยเพียงใด อย่างนี้ชาวบ้านจะทนไหวหรือเปล่าครับ
ทำไมในตัวโครงการ เจ้าหน้าที่รัฐถึงชอบใช้คำว่า อ่างเก็บน้ำ ทั้งที่ขนาดปริมาณนั้นเทียบเท่าเขื่อนขนาดใหญ่?
ที่ จริงก็คงไม่แปลกหรอกเพราะกรมชลเขามีโครงการแบบนี้ทุกพื้นที่ อย่างที่บอกว่ามันเป็นภาระหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ผิด แต่มันแปลกที่ว่าโครงการใหญ่ๆ ในช่วงหลังมักจะหลีกหนีไม่ใช้คำว่าเขื่อน ไปใช้คำว่าฝายทดน้ำบ้าง อ่างเก็บน้ำบ้าง แต่อันที่จริงโดยพื้นฐานทั้งโครงสร้างและแนวคิดในการสร้างไม่ได้แตกต่างจาก เขื่อนขนาดใหญ่ เป็นวาทกรรมที่ภาครัฐหรือกลุ่มที่สนับสนุนพยายามยกมาใช้เพื่อลดกระแสการต่อ ต้าน แต่ชาวบ้านจะเห็นด้วยหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านมักจะมองว่าไม่แตกต่างกัน
ที่ผ่านมา คุณคิดว่ารัฐมองเขื่อนเป็นอย่างไร?
ตาม ประสบการณ์แล้ว เห็นว่า รัฐมองเขื่อนในฐานะที่เป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่มักไม่มองถึงผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งถ้าให้วิพากษ์แนวคิดการสร้างเขื่อนหรือโครงการใหญ่ๆ แล้ว นักสร้างเขื่อนหรือเทคโนแครตเหล่านั้น มักจะมองพื้นที่แบบที่ไม่เห็นตัวคนอยู่ในนั้น หรือเห็นคนในพื้นที่นั้นอยู่ในฐานะที่จะทำอย่างไรก็ได้ จะให้อพยพหรือจ่ายค่าชดเชยอย่างไรก็ได้ แต่มักไม่มองถึงมิติความสัมพันธ์ของคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่คนในชุมชนเดียว แต่อาจหมายถึงหลายๆ ชุมชนรอบข้าง ที่ติดต่อสัมพันธ์กันมาอย่างเนิ่นนานหลายสิบหลายร้อยปี พื้นที่ชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่กายภาพ พื้นที่ตั้งถิ่นฐาน ทำการเกษตร แต่มันคือพื้นที่ของระบบความสัมพันธ์อยู่บนนั้นด้วย ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอันนี้แหละที่นักสร้างเขื่อนไม่เห็น ไม่เข้าใจ หรือไม่อยากเห็นและไม่อยากเข้าใจ เพราะเทคโนแครตชั้นสูงทั้งหลายไม่ได้เติบโตมาจากชาวนาชาวไร่ ชาวบ้านคนยากคนจนที่อาศัยอยู่ตามป่าตามดอย จึงไม่เข้าใจชาวบ้านว่าเพราะผลประโยชน์ที่ได้จากการสร้างเขื่อนนั้นไม่ สามารถตอบสนองชาวบ้านเหล่านั้น
ในขณะชาวบ้านมองว่าพื้นที่ชุมชน ผืนดินผืนป่าและแม่น้ำนั้นคือชีวิตของพวกเขา ?
ใช่ แล้วครับ ในขณะชาวบ้านเขาคิดคนละแบบกับเทคโนแครต เขาไม่ได้มองว่าพื้นที่นี้จะให้ประโยชน์มากหรือน้อยแค่ไหนแบบนักเศรษฐศาสตร์ แต่เขามองว่ามันเป็นพื้นที่แห่งชีวิตของเขา พื้นที่ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญของผู้คนที่นั่น ก็ไม่อยากให้ใครเข้ามาทำอะไร โดยที่เขาไม่เห็นด้วยและไม่อยากให้ทำ ต่อให้มันเป็นที่รกร้างว่างเปล่าหรือเป็นป่าเสื่อมโทรมแค่ไหนก็ตาม ท่านเหล่านั้นจะรู้ไหมว่าไอ้ทุ่งร้างนั้นเป็นที่เลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน ป่าดงแห้งๆ เป็นแหล่งอาหารประจำชุมชนที่เลี้ยงผู้คนได้นับร้อยพันคน นี่ยังไม่พูดถึงคุณค่าเชิงนิเวศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในพื้นที่เหล่า นั้นเลย
อย่างไรก็ตามก็มีเทคโนแครตจำนวนหนึ่งที่เป็นลูกชาวบ้านที่ สามารถพัฒนาตน เองจนกลายเป็นหัวกะทิในหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาได้ด้วย พวกนี้น่ากลัวยิ่งกว่าพวกแรก เพราะมักจะคิดว่าตัวเองเป็นลูกชาวบ้านคนยากคนจนมาก่อน ชาวบ้านทั้งหลายจึงน่าจะคิดน่าจะทำได้เหมือนกับตนเอง ซึ่งถ้ามีนักพัฒนาคิดกันแบบนี้มากๆ ก็น่าเป็นห่วงครับอนาคตของชุมชนชนบททั้งหลายว่าจะอยู่กันต่อไปอย่างไร จะต้องเผชิญกับอำนาจรัฐและอำนาจทุนรุนแรงขึ้นแค่ไหนในกระแสการพัฒนาเพื่อ ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ในช่วงอายุของเรานี้
คุณมองว่าการสร้างเขื่อน มันจะส่งผลต่อพื้นที่ ชุมชนอย่างไรบ้าง ?
ผลกระทบอย่างแรก ก็คือ ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ไม่ต้องบอกก็คงนึกภาพออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างอย่างที่เกิดขึ้นกับเขื่อน หลายๆ แห่ง คือ การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน พื้นที่ป่าไม้ หรือแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่า ซึ่งก็ไม่ต้องอธิบายต่อว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันมีค่ามากเกินที่จะประเมินได้ ซึ่งถ้าจะให้อธิบายจริงๆ คงต้องคุญอธิบายกันยาวเลยหละ แต่อยากให้มองให้กว้างไปถึงชุมชนรอบข้างหรือทั้งระบบลุ่มน้ำก็ได้ เพราะเรารู้ว่าน้ำจากขุนน้ำปิงนี้ไหลไปไกลกว่า 700 กิโลเมตรจนถึงปากน้ำโพเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลต่อไปอีกเกือบ 400 กิโลเมตรสู่ปากน้ำของอ่าวไทย รวมความยาวแล้วเกือบ 1,100 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำจะใหญ่ขนาดไหน ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนมากมายเพียงใด
ระบบ ใหญ่ๆ แบบลุ่มน้ำนี่แหละที่คนมักไม่เข้าใจ ต่อให้เป็นนักวิชาการ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ทั้งหลายส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ! เพราะคนที่เรียนจบทางด้านทรัพยากรน้ำหรือการจัดการลุ่มน้ำจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ทำโมเดลแบบจำลองลุ่มน้ำในพื้นที่เล็กๆ ระดับลุ่มน้ำย่อย และมักจะมองเฉพาะน้ำกับอิทธิพลของมัน แต่มักไม่ได้ศึกษาถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีรายละเอียดของปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่า การเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเกษตร การขยายตัวของเมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นข้อบกพร่องอย่างใหญ่หลวงของคนที่อ้างว่ามีความรู้ ความสามารถที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ
คุณกำลังจะบอกว่า การที่คนบางกลุ่มมองระบบลุ่มน้ำผิดแปลกไป ทำให้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงใช่ไหม ?
แน่ นอนว่า ผลลัพธ์มันจะออกมาแตกต่างกับโมเดลที่ท่านทำการศึกษาไว้แบบที่ไม่สามารถยอม รับได้ ทำไมต้องอธิบายเรื่องนี้ เพราะกำลังจะบอกว่าพื้นที่ภาคกลางที่เกิดขึ้นและอยู่มานานเพียงไม่กี่พันปี นั้นเพราะลำน้ำทั้งสี่สายในภาคเหนือ และอาจรวมถึงระบบแม่น้ำที่ไหลลงปากอ่าวไทยทั้งหมดด้วย (แม่กลอง ท่าจีน ป่าสัก บางปะกง) แม่น้ำเหล่านี้ช่วยรองรับเลี้ยงดูชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ มาหลายร้อยหลายพันปีอย่างไม่มีปัญหา แต่แปลกไหมตั้งแต่สี่สิบปี ห้าสิบปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันเรามักได้ยินปัญหาเกิดขึ้นกับพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำมากมาย เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน ตลิ่งพัง แผ่นดินทรุด การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง ฯลฯ ซึ่งเรามักจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุกันเป็นส่วนมาก
ลองยกตัวอย่าง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแนวคิดเช่นนี้ ?
ยก ตัวอย่างเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง ถ้าสันนิษฐานกันว่าเกิดจากคลื่นลมรุนแรง ก็แก้ด้วยการสร้างกำแพงกันคลื่น ซึ่งมันผิด! คุณไปดูหลักฐานโทนโท่ แถวมาบตาพุดได้เลย เพราะปัญหามันเกิดจากหลายสาเหตุกว่านั้น ทั้งการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง การทำลายพื้นที่ชายหาดเพื่อสร้างโรงแรม รีสอร์ต การสร้างถนนเลียบชายฝั่ง การสร้างท่าเรือที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชายฝั่ง ฯลฯ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำต่างๆ ที่ไหลลงทะเล เพราะมันเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยให้ทั้งระบบลุ่มน้ำและปากแม่น้ำคงอยู่ได้
ที นี้ย้อนกลับไปดูที่บอกไว้ว่ามีแม่น้ำข้างบนอะไรบ้างที่ไม่มีเขื่อน? ไม่มีเลยใช่ไหมครับ...ยกเว้นแม่น้ำยมที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะแม่น้ำสำคัญแต่ละแห่งมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะในน้ำแม่ปิงตอนนี้ก็ปาไปสี่แห่งแล้ว (แม่แตง, แม่งัด, แม่กวง,ยันฮี) แต่ละแห่งสร้างมากี่สิบปี กักตะกอนไว้หน้าเขื่อนกี่พันล้านตัน ตะกอนนี่ก็ตัวดีที่ช่วยซัพพอร์ตลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน
เราเคยได้ ยินไหมว่าคนโบราณเขาใส่ปุ๋ยในนาข้าว เคยได้ยินไหมว่าน้ำหลากท่วมนาเสียหาย เดี๋ยวนี้ละครับชาวนาในอยุธยาต้องซื้อปุ๋ยปีหนึ่งๆ ไปกี่สิบกี่ร้อยล้านบาท แล้วรู้ไหมว่าชายฝั่ง(นับเฉพาะอ่าวไทย)สามสิบปีที่ผ่านมาสูญเสียพื้นที่ไป กี่ล้านไร่ ปีหนึ่งๆ สูญเสียพื้นที่ไปเท่าไหร่ คนกรุงเทพไม่ต้องไปดูไกลเลยครับ บางขุนเทียนนี่เองพื้นที่หายไปเยอะเท่าไหร่แล้ว อยากจะบอกคนเมืองกรุงว่าเรียกร้องเอาน้ำเอาไฟ เอาแต่ความสุขสบายเฉพาะตัว แต่ไม่รู้ว่าความสบายเหล่านั้นนะกำลังทำลายเมืองกรุงเทพอยู่นะครับ
วกมาที่เขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนที่กำลังร้อนขณะนี้ คุณคิดว่าชุมชนจำเป็นจะต้องมีบทบาทเรียกร้องต่อสู้อย่างไรดี
ถึง แม้ผมอาจจะมองภาพคนในเมืองใหญ่ไม่ค่อยดี แต่จำเป็นที่ชาวบ้านจะต้องสร้างแนวร่วมสู่คนที่อาศัยในชุมชนให้มาก เพราะต้องยอมรับคนบ้านนอกอย่างเราเสียงไม่ดังเท่ากับคนในเมือง ดังนั้น เราจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ใหม่ๆ ให้คนเหล่านั้นเข้ามาเรียนรู้ให้มากที่สุด สร้างทุกพื้นที่ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มชุมชนเมือง เครือข่ายการท่องเที่ยว เครือข่ายการศึกษาการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ฯลฯ โดยเฉพาะพื้นที่ใหม่อย่างเครือข่ายออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ค เพราะเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่เข้าไปใช้ประโยชน์มากถึงมากที่สุด มากกว่าพื้นที่ใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่เขาแสดงตัวตนได้ชัดเจนที่สุด ลองดึงคนเหล่านี้เข้ามาเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านก็น่าจะเป็นพลังที่สำคัญในการ ต่อสู้ได้ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ออนไลน์ยังมีอีกมากมายที่เราสามารถสร้างแนวร่วมได้ ทั้งในเว็บบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างห้อง Blue Planet ในพันธุ์ทิพย์ ช่องข่าวทางอินเตอร์เน็ทต่างๆ ที่เป็นสื่อทางเลือกก็มีมาก แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเข้ากับประเด็นของเราไหม
พื้นที่ต่อมาน่าจะเป็น สื่อกลางเก่ากลางใหม่อย่าง วิทยุชุมชน อันนี้ชาวบ้านน่าจะคุ้นเคยที่สุดและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด คงไม่ต้องไปแนะนำว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างแนวร่วมได้เพราะอาจเป็นการสอนจระเข้ ให้ว่ายน้ำ
พื้นที่อันหนึ่งที่ละเลยไปไม่ได้ก็คือ หนังสือพิมพ์ ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด พื้นที่อันสุดท้ายที่คิดได้ในตอนนี้ก็คือสื่อเก่าเก๋ากึ๊กแบบโทรทัศน์ แม้ว่ากลุ่มทางสังคมต่างๆ อาจมองว่าสื่อโทรทัศน์บางช่องนั้นเป็นเครื่องมือของพวกอนุรักษ์นิยม จารีตนิยม หรือของขุนนางเอ็นจีโอ แต่ก็เป็นช่องที่เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมากที่สุดในสื่อกระแสหลัก เพราะคนทำข่าวส่วนหนึ่งเคยเป็นกลุ่มเอ็นจีโอที่ทำงานกับชาวบ้านมาอย่างยาว นาน น่าจะมีวิธีการให้เราสามารถจุดให้เป็นประเด็นที่น่าสนใจแก่คนในสังคมได้ มีหลายรายการที่เราควรนำเสนอ โดยเฉพาะรายการเวทีสาธารณะควรจะนำเรื่องของเราไปนำเสนอสักตอนสองตอน แต่ที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดคือนักข่าวพลเมือง
คุณคิดว่า ที่ผ่านมา มีหลายพื้นที่ชุมชน ที่เคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านไม่ให้มีการสร้างเขื่อน จนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่งได้นั้น มีปัจจัยเรื่องใดบ้างที่เป็นแรงหนุนเสริม ?
จากการที่เคยเข้าไปศึกษาชาวบ้านที่เคยต่อสู้ว่าทำไมจึงยอม ให้เกิด โครงการได้ พบว่าที่ชาวบ้านเคยต่อสู้ยืนหยัดอยู่ได้นั้นเป็นเพราะเครือข่ายความร่วมมือ กับภาคส่วนต่างๆ ภายนอก ทั้งกับเครือข่ายประชาสังคม นักวิชาการ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเหมือนกันและเอ็นจีโอ แต่การต่อสู้ครั้งหลังแทบไม่มีส่วนนี้เข้ามาเกี่ยวข้องช่วยเหลือ ยิ่งโดนอำนาจในท้องถิ่น ทั้งส.ส.และเทศบาลที่มีแนวสนับสนุนโครงการนั้นเข้าไปแล้วก็แทบจะหมดหวัง ยังผสมกับการนำคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาร่วมทำประชาพิจารณ์โดยอ้างว่า ส่งผลกระทบต่อคนทั้งตำบล ซึ่งน่าจะเป็นข้ออ้างของคนที่ผลักดันโครงการมากกว่าเพราะคนที่เข้าร่วมเป็น ฝ่ายสนับสนุนโครงการ ผลก็คือแพ้หลุดลุ่ย แต่ที่สำคัญก็คือคนในชุมชนเองก็ไม่เข้มแข็งพอ ก็ลองตั้งใจแน่วแน่ว่าไม่เอาก็คือไม่เอาแล้วใครจะขัดได้ เพราะอยู่ในพื้นที่ของตัวเองแท้ๆ ถ้าเสียงยังไม่เห็นพ้องต้องกันก็อย่าไปหวังเลยว่าจะไปสู้กับใครได้
ทางออกของชุมชนโป่งอาง จะต้องทำยังไงต่อไปนับจากนี้ ?
ชาว บ้านคงต้องเร่งสร้างพื้นที่และแนวร่วม ก็คงเป็นอย่างที่บอกไป และก็ต้องเน้นย้ำว่าถ้าเราไม่เอาเสียอย่าง ใครเขาจะกล้าฝืนมติได้ แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนในชุมชนเองจะต้องศึกษาเรียนรู้กันภายใน ชุมชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นที่จะต้องศึกษาให้ถึงแก่นถึงราก ถึงโคตรเหง้าเหล่าตระกูลเลยยิ่งดี แล้วต้องศึกษาวิถีชีวิตของคนในชุมชนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกตัวตนของชุมชนว่าเราเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำอะไรลงไปบ้าง แล้วนำไปขยายให้คนอื่นได้รับรู้ พยายามสะท้อนภาพวิถีชีวิตของคนที่สัมพันธ์กับพื้นที่ให้มากเพราะจะเป็นตัว บ่งบอกว่าพื้นที่ชุมชนของเราสำคัญต่อชีวิตผู้คนมากเพียงใด ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้นเท่าไหร่ก็จะทำให้คนอื่นเข้าใจเรามากขึ้นเท่านั้น
อย่าง ไรก็ตาม อย่าหลีกเลี่ยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะมันเป็นเครื่องมือช่วยที่ดีในด้านหนึ่ง เช่น ระบบภูมิสารสนเทศ(จีไอเอส) การทำแผนที่การใช้ที่ดิน แผนที่กรรมสิทธิ์ แบบจำลองสภาพพื้นที่ การทำแผนที่ลุ่มน้ำ ฯลฯ แต่อย่ายึดเป็นสรณะ เพราะฝ่ายรัฐนั้นมีกลไกหน่วยงาน ความรู้หรือเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านนี้มากกว่าชาวบ้านแบบเทียบกันไม่ติด ชาวบ้านจึงต้องเรียนรู้เองหรือขอความช่วยเหลือไปยังสถานศึกษา หรือหน่วยงานที่มีแนวคิดในการสนับสนุนชาวบ้าน อย่างในเชียงใหม่นี้ก็คงเป็น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) หรืออาจจะเป็นมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งระยะหลังนี้มีงานวิจัยทางด้านสิทธิของคนตัวเล็กตัวน้อยเทียบเท่าหรืออาจ จะเด่นกว่า มช.ด้วยซ้ำ
อีกประเด็นก็คือ อย่าหลงกลสิ่งที่รัฐหรือผู้มีอำนาจหยิบยื่นให้ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ มีได้ก็ต้องมีเสีย รัฐจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชุมชนตกเป็นเบี้ยล่าง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วิธีการนับวันก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นจนเราไม่แทบไม่รู้ว่าตกเป็นเบี้ยล่างของ อำนาจแล้ว อันนี้บอกหรือสอนใครไม่ได้ต้องเจอกับตัวเองแล้วแก้ไขเอง ไม่มีประสบการณ์พอที่จะแนะนำได้
จะฝากบอกคนในสังคมไทยส่วนรวม ว่าควรเข้าใจและเข้ามาหนุนแก้ปัญหารัฐสร้างเขื่อนซ้ำซากนี้ยังไงบ้าง ?
ต้อง เข้าใจว่าคนในสังคมปัจจุบันขับเคลื่อนไปด้วยระบบทุนนิยมแบบ ไทยๆ ที่มีมิติซับซ้อนทั้งความเป็นเจ้าขุนมูลนาย คนใหญ่คนโต ผู้ดี คนมีการศึกษา และคนร่ำคนรวย ที่คนเรามักจะยึดถือและยกย่อง คนไทยมักไม่เห็นคนในฐานะที่เท่าเทียมกันแต่มักมองเปรียบเทียบว่าเราดีกว่า หรือแย่กว่าเขาอย่างไร ซึ่งมันเป็นปัญหาเพราะทำให้เราไม่เคารพสิทธิของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ด้อยกว่า
ดังนั้น สังคมจึงควรเข้าใจว่า การที่จะได้มาซึ่งทรัพยากรเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคในวิถีแบบคนในเมือง นั้นต้องแลกกับอะไรไปบ้าง ทั้งพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ทำการเกษตร ที่อยู่อาศัยของคนเล็กคนน้อยที่เรามักมองไม่เห็นหรือไม่อยากเห็น เราเห็นแค่สิ่งที่เราอยากเห็น และสิ่งนั้นต้องไม่ส่งผลลบต่อตัวเรา ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อันตรายของปัจเจกบุคคลสมัยใหม่ เนื่องจากทำให้เรามองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจความทุกข์ของคนยากคนจน ชนชั้นแรงงาน เกษตรกรและชาวนาอันเป็นกลไกสำคัญที่คอยขับเคลื่อนสังคมในทุกวันนี้ ชนชั้นกลางทั้งหลายต้องเรียนรู้และเข้าใจคนชนบทให้มาก ไม่รู้สิ ผมคิดว่าคนชนบทรู้จักคนในเมืองมากกว่าคนในเมืองรู้จักคนชนบทนะ
แต่ ถึงอย่างไรเราก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือพวกเขาด้วยไม่ว่าทางใดก็ตาม เพราะอำนาจรัฐมักจะตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงในเมือง มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เราต้องเรียนรู้เพื่อเข้าใจว่า ที่รัฐมักจะบอกว่าการพัฒนาการสร้างเขื่อนทั้งหลายเพื่อตอบสนองความต้องการ ของคนส่วนรวมนั้นไม่จริง เป็นแค่การตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดยที่ภาระทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเป็นของมหาชนทั้งประเทศ
อีกประเด็นที่ สังเกตเห็น คือ โครงการขนาดใหญ่แบบนี้มักหนีไม่พ้นธุรกิจศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรืออี ไอเอ เพราะการทำโครงการแบบนี้จำแบบต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบในหลายๆ ด้าน ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล คำถามก็คือใครเป็นผู้จัดทำรายงานการศึกษาแบบนี้ ก็คงต้องตอบว่าเป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาหน้าเดิมๆ ที่หากินกับโครงการแบบนี้ รวมทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐชื่อดังหลายแห่ง (แม้กระทั่ง มช.เอง) ปีหนึ่งๆ รัฐต้องใช้งบประมาณด้านนี้ค่อนข้างมาก เวลามีโครงการหน่วยงานเหล่านี้มักจะได้รับผลประโยชน์ไปก่อนแล้วไม่ว่า โครงการนั้นจะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่ก็ตาม เราต้องติดตามตรวจสอบกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ใช้ตำแหน่งทางวิชาการเพื่อเข้าไปมีบทบาท หรือแม้กระทั่งหาประโยชน์จากโครงการเหล่านั้น ซึ่งอันนี้มันเชื่อมโยงถึงระบบการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษาเลยทีเดียว
เพราะเราจะพบว่าการทำอีไอเอ มักจะมีอาจารย์เข้าไปรับทำโครงการแล้วแยกย่อยแต่ละประเด็นเพื่อให้นักศึกษา ไปใช้ทำเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์เพื่อทำตัวจบ ซึ่งถือได้ว่าสมประโยชน์กันหลายฝ่าย แต่ชาวบ้านล่ะครับ คนกลุ่มนี้เคยต้องแบกภาระรับผิดชอบกับชาวบ้านด้วยหรือเปล่า? ไม่เคยมีเลยแม้สักครั้งเดียว อันนี้ผมเห็นว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณของความเป็นอาจารย์หรือการศึกษาอย่าง ร้ายแรง ร้ายยิ่งกว่านักทำอีไอเอในบริษัทที่ปรึกษาด้วยซ้ำเพราะอย่างน้อยคนกลุ่มนั้น ก็ไม่ได้ใช้ตำแหน่งทางวิชาการมาหากินกับโครงการ ซึ่งถ้าเกิดผลกระทบมันจะรุนแรงแบบที่เขาเหล่านั้นคาดไม่ถึง บทเรียนล่าสุดเท่าที่เห็นก็คือในกรณีของเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่เวียงแหงที่ อาจารย์จาก มช. ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้อีกเลยหลังจากเข้าไปทำอีไอเอ ก็เพราะฐานคิดของชาวบ้านกับวิธีคิดของนักทำอีไอเอแตกต่างกันจนไม่สามารถลง รอยกันได้อย่างที่บอกไปในตอนต้นๆ
สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องแนวคิดใน การพัฒนาแบบรวมศูนย์ที่ควรจะยกเลิกไปได้ แล้ว เพราะเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นกว่าหกสิบปีที่แล้ว แนวทางการพัฒนาในปัจจุบันควรจะเป็นแนวทางการพัฒนาทางเลือกที่มีการกระจาย อำนาจให้คนในท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้นๆ เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ซึ่งก็คือให้ประชาชนจัดการตนเอง รัฐควรถอยออกไปเป็นเพียงผู้สนับสนุนร่วมกับกลุ่มทุนเอกชน เริ่มตั้งแต่การวางแผนเลยยิ่งดี เพราะการกระจายอะไรออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยมากเท่าไหร่หากเกิดผลเสียก็จะมี เฉพาะวงแคบๆ เท่านั้น แต่ถ้าเกิดผลดีเมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มแบบทบเท่าทวีคูณกว่าโครงการขนาดใหญ่ ที่รวมศูนย์อำนาจเสียอีก
คุณลองนึกภาพบานหน้าต่างมีกระจกแผ่นใหญ่แผ่นเดียวถ้าโดนปาก้อนหินจนแตก ขึ้นมันจะพังไปทั้งแผ่น แต่ถ้าหน้าต่างนั้นแยกเป็นช่องกระจกเล็กๆ หลายสิบหลายร้อยช่องแม้โดนก้อนหินใหญ่ๆ มันก็จะแตกเพียงช่องสองช่อง ดังนั้น แนวคิดการกระจายอำนาจให้ประชาชนจัดการตนเองจึงน่าจะเป็นทางรอดที่ดีที่สุดใน เวลานี้.นิธิ เอียวศรีวงศ์: บทบาทชนชั้นนำและการเมืองภาคประชาชน [คลิป]
ที่มา ประชาไท
เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมใหญ่ชั้น 2 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการปาฐกถาหัวข้อ “ปฏิรูปสังคมไทยหลังการเลือกตั้ง: บทบาทชนชั้นนำและการเมืองภาคประชาชน” โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์
สำหรับการปาฐกถาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเปิดตัวโครงการ “ประชาธิปไตย กับท้องถิ่น” (Sapan Project - CMU) ซึ่งเป็นโครงการรวมมือทางวิชาการระหว่างศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID)
โดยการปาฐกถาของนิธิ และวิดีโอบันทึกการปาฐกถามีรายละเอียดดังนี้ (หมายเหตุ: ตัวเน้น และหัวข้อย่อยเป็นการเน้นโดยประชาไท)
000
คลิปปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ หัวข้อ “ปฏิรูปสังคมไทยหลังการเลือกตั้ง: บทบาทชนชั้นนำและการเมืองภาคประชาชน” เมื่อ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา (มีทั้งหมด 5 ตอน)
นิธิ เอียวศรีวงศ์
"ต่อ ไปที่ชนชั้นนำจะทำได้คือปรับปรุงตัวคุณเอง ให้เข้ามาอยู่ในการเมืองระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้นกว่าเก่า แต่ทีนี้เผอิญเป็นช่วงเวลาที่มีความแตกแยกในภาวะการนำด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถปรับตัวได้ เพราะถ้าคุณจะปรับตัวคุณต้องมีเอกภาพในภาวะการนำพอสมควร ซึ่งตอนนี้คุณไม่มี"
นิยามชนชั้นนำไทย
ขอเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนครับว่า อยากจะตกลงกันก่อนว่าเวลาเราพูดถึงชนชั้นนำ เราหมายถึงใคร? คือคำว่า “ชนชั้นนำ” หรือ “Elite” ในทุกสังคม นิยามไม่ค่อยจะง่ายนัก ในกรณีสังคมไทย ผมจะขออนุญาตนิยามตามความเข้าใจของผมอย่างนี้ว่า
กลุ่ม แรกสุดคือ สถาบันตามประเพณี ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงนะครับ หมายความว่า สมัยหนึ่งอาจจะดำรงฐานะเป็นชนชั้นนำแต่ว่าในเวลาต่อมาก็อาจจะเปลี่ยน เช่น เป็นต้นว่า สถาบันสงฆ์ สมัยหนึ่งหอยู่ในสถานะชนชั้นนำในทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ปัจจุบัน อิทธิพลหรือบทบาทในฐานะชนชั้นนำของสถาบันสงฆ์ก็ค่อนข้างน้อย
สถาบัน พระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์ ก็เป็นชนชั้นนำแน่นอน ก็ยังดำรงสถานะชนชั้นนำอยู่ แต่ธรรมชาติในการนำอาจจะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังเป็นหนึ่งที่สำคัญในกลุ่มชนชั้นนำของสังคมไทย
ตัวสถาบันพระ มหากษัตริย์กษัตริย์เอง ในแง่หนึ่งขยายตัวมากขึ้น เช่น เมื่อสมัยตอนผมเป็นเด็ก คนเป็นหม่อมราชวงศ์ไม่มีความหมาย คงจำได้ ตอนรัชกาลที่ 4 ท่านบอกว่าต่ำกว่าหม่อมเจ้าไม่ใช่เจ้า แต่สมัยผมหม่อมราชวงศ์ไม่มีความหมายเพราะมีเยอะมาก แต่ปัจจุบันหม่อมราชวงศ์ถึงแม้ว่าในทางกฎหมายไม่ใช่เจ้า แต่ว่าความรู้สึกของคน ก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในบารมีของสถาบันไปแล้ว เป็นต้น
เพราะฉะนั้นมีการขยายตัวของสถาบัน และที่สำคัญไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะพระมหากษัตริย์กับพระบรมวงศานุวงศ์เท่า นั้น รวมทั้งถึงสิ่งที่อาศัยบารมีในสถาบันฯ เช่น พนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ แต่ความรู้สึกของคน ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันฯ ไปด้วย ในการที่จะต้องปฏิบัติต่อสำนักงานนี้
องคมนตรี เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง องคมนตรีเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์แน่นอน แต่จริงๆ แล้วในทางกฎหมายก็ไม่มีอำนาจอะไรเลย เป็นผู้ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย แล้วก็ไม่มีบทบาทในทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่
รวมทั้งเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการทั้งหลาย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นภาพที่ขยายตัวกว้างขึ้นในฐานะที่เป็นชนชั้นนำ
อีกกลุ่ม หนึ่งที่ควรจะพูดถึง คือ ทุนขนาดใหญ่ที่ร่วมอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำแน่ๆ ซึ่งเข้ามาเชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์ด้วย เข้ามาเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจในทางการเมืองด้วย มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าคุณจะขอเรี่ยไรเงินตั้งทุน เพื่อจะทำประโยชน์แก่สังคม ทุนขนาดใหญ่ของไทยไม่พร้อมที่จะจ่าย แต่ถ้ามีชื่อตามหลังว่า “โดย เสด็จพระราชกุศล” จ่ายทันที เท่าไหร่ เท่ากัน คือมีความพยายามจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะเดียวกันตัวเองก็มีบทบาทในฐานะชนชั้นนำของสังคมด้วย อันนี้ก็เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมากทีเดียว ประสานให้กลุ่มชนชั้นนำไทยมีผลประโยชน์บางอย่างที่สอดคล้องกัน
กลุ่มหนึ่งต่อมาคือกลุ่มข้าราชการระดับสูง ถึงแม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นแบบที่เขาเรียกว่า “รัฐ ราชการ” แล้วก็ตาม แต่ว่าสัดส่วนในการบริหาร ไม่ใช่การวางนโยบาย ของกลุ่มข้าราชการระดับสูงมีค่อนข้างมาก เพราะข้าราชการคือผู้วางโครงการหรือวางแนวให้กับนักการเมืองอีกทีหนึ่ง
กล่าว คือ นักการเมืองเข้ามาปกครองประเทศไม่ว่าจะมาจากพรรคใด มักจะมามือเปล่าๆ มากกว่าจะมีนโยบาย แล้วก็มาดูว่าราชการที่ตัวเองเข้าไปเป็นรัฐมนตรี มีโครงการอะไรบ้าง ก็เลือกหยิบโครงการเหล่านั้นมาผลักดัน หรือมาดำเนินการโดยให้งบประมาณ เพราะฉะนั้นคนที่คิดนโยบายตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะสร้างเขื่อน หรือสร้างถนน หรืออะไรก็แล้วแต่ คำตอบคือข้าราชการระดับสูงเป็นคนทำ แน่นอนว่าปัจจุบันนี้ข้าราชการระดับสูงปัจจุบันนี้ในระบบราชการถูกนักการ เมืองไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร ควบคุม หรือสั่งการ หรือ Overrule อะไรที่อยู่เหนือความต้องการของระบบอบราชการได้
โดยเฉพาะสมัยที่คุณทักษิณเป็นนายกฯจะเห็นได้ชัดเจนมาก ทำให้ข้าราชการต้องโอนอ่อนต่ออำนาจในทางการเมืองมากขึ้น
กลุ่ม ข้าราชการระดับสูง ยึดระบบราชการทั้งหมด ถามว่ามีผลประโยชน์ของตนเองไหม ผมว่ามี ด้วยเหตุดังนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเองในระบบการ เมืองด้วย แต่จุดอ่อนของระบบราชการไทยคือมีแต่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่สำนึกกลุ่มมีน้อย คือ ข้าราชการไม่ได้สำนึกว่าตัวเป็นกลุ่มเดียวกับข้าราชการของอีกกรมหนึ่ง ของอีกกองหนึ่ง หรือของกระทรวงอื่น ความสำนึกร่วมของความเป็นข้าราชการมีน้อย แต่ว่ามีผลประโยชน์ของตนเองที่ค่อนข้างเด่นชัด ในที่นี้คนที่อยู่ในราชการคงทราบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล ฯลฯ มันเป็นผลประโยชน์ที่กลุ่มข้าราชการสำนึกได้ว่ามีอยู่ในระบบราชการ แต่ว่าสำนึกร่วมในความเป็นข้าราชการด้วยกันไม่สูงมากนัก
ทั้งหมด เหล่านี้ กลุ่มชนชั้นนำทั้งหมดเหล่านี้ คือกลุ่มคนที่มีเสียงดังที่สุดในสังคม เพราะฉะนั้นจึงเป็นกลุ่มที่กุมการนำของสังคมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการนำในทางการเมือง การนำในทางเศรษฐกิจ การนำในทางสังคมและวัฒนธรรมอะไรก็แล้วแต่ และก็หวงแหนการนำนี้ค่อนข้างมาก เพราะว่ามันมีผลประโยชน์หลากหลายชนิด ผูกพันอยู่กับการนำมากทีเดียว
ชนชั้นกลาง: พันธมิตรของชนชั้นนำ
นอก จากกลุ่มชนชั้นนำที่ผมได้พูดถึงไปแล้ว กลุ่มนี้ยังมีพันธมิตรของกลุ่มด้วย กล่าวคือไม่ได้อยู่ลอยๆ แค่พันหรือหมื่นคนเท่านั้น แต่ว่าในกลุ่มนี้สร้างเครือข่ายพันธมิตรลงไปยังกลุ่มคนอื่นๆ ด้วย และเครือข่ายพันธมิตรที่สำคัญของกลุ่มชนชั้นนำ คือ ชนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป เป็นพันธมิตรกับกลุ่มชนชั้นนำค่อนข้างมาก
กลุ่ม คนเหล่านี้เป็นคนที่มีการศึกษา และตั้งอยู่ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ หมายความว่า กลุ่มคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปเหล่านี้อยู่ในเศรษฐกิจแบบโบราณไม่ได้หรอก คุณต้องอยู่ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งเศรษฐกิจสมัยใหม่ก็คือสิ่งที่ชนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปเป็นผู้สร้าง ขึ้นมันมา ฉะนั้นต้องสร้างในเงื่อนไขที่จะเอื้อประโยชน์ต่อเขาด้วย เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้อยู่ในเศรษฐกิจสมัยใหม่เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ทอดกล้วยแขกขายเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อาจจะมีจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ไปขายทักษะเฉพาะด้านบางอย่างในเศรษฐกิจสมัยใหม่
กลุ่ม นี้มีส่วนแบ่งของกำลังซื้อสูงมาก มีส่วนแบ่งมีสตางค์ซื้อของประเทศค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของ กลุ่มที่ไม่ได้มีมากนัก เหตุดังนั้นจึงทำให้เขาสามารถกุมหรือใช้ประโยชน์จากสื่อได้สูงที่สุดในบรรดา คนทั้งหมดของสังคมเลยก็ว่าได้ สูงเสียยิ่งกว่าชนชั้นสูงจริงๆ ด้วยซ้ำไปในบางกรณีด้วย
เมื่อคุมสื่อได้มากก็สามารถส่งเสียงของคุณได้มาก คำว่า “ส่ง เสียง” ในทีนี้ ไม่ได้หมายความว่า พูดแต่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำให้สื่อเป็นอริ หรือเป็นศัตรูกับสิ่งที่คุณเองเห็นว่าเป็นศัตรูได้
เช่น ภาพเปิดนมผู้หญิงที่สีลม ขัดกับวัฒนธรรมของชนชั้นกลาง โดยคุณไม่ต้องพูดอะไรสักแอะ สื่อก็จะโจมตีการเปิดนมที่สีลมทันที นี่ก็เป็นกรส่งเสียงโดยไม่ต้องออกเสียงของกลุ่มชนชั้นกลาง อาจจะพูดได้ว่า วัฒนธรรมประเพณีที่เรารู้จักกันในเวลานี้เป็นวัฒนธรรมคนชั้นกลางระดับกลาง ที่ครอบงำคนทั้งสังคมโดยผ่านสื่อ นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลด้านการศึกษา เขาก็คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ครูในชั้นมัธยม ผู้บริหารด้านการศึกษาในเมือง
แต่ สิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้ค่อนข้างอ่อนแอมากๆ คือ กลุ่มคนชั้นกลางระดับกลางที่อยู่ในเมืองต่างๆ ในประเทศไทย ในแง่หนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับหลายสังคมในโลกนี้ค่อนข้างอ่อนแอ เพราะขาดการจัดองค์กร เกือบจะพูดได้ว่าคนชั้นกลางระดับกลางจัดองค์กรไม่เป็น แค่เก็บขยะในหมู่บ้านยังทำไม่ได้เลย อย่าพูดถึงองค์กรระดับใหญ่ที่จะไปทำอะไรในทางการเมือง ซึ่งถ้าไปเปรียบเทียบกับในสังคมอื่น ถ้าไม่มีการจัดองค์กรแบบนี้ พลังทางสังคมของชนชั้นกลางระดับกลาง อาจจะมีมาก แต่ว่ามันปฏิบัติการได้ไม่สู้จะมากนัก เช่นเป็นต้นว่า วันหนึ่งเราจำเป็นต้อง Recycle หนังสือพิมพ์ แล้วไม่มีซาเล้ง ถามว่าชนชั้นกลางระดับกลางช่วยตนเองได้ไหมที่จะทำให้หนังสือพิมพ์ไม่ถูกทิ้ง แต่คุณเอาไป Recycle ทั้งๆ ที่ชนชั้นกลางระดับกลางห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมมาก แต่ไม่มีพลังที่จะจัดองค์กร เพื่อจัดการปัญหาของตัวเองเท่าไหร่
ด้วย เหตุดังนั้นชนชั้นกลางระดับกลางของไทย จึงมีความรู้สึกว่าตัวต้องพึ่งรัฐสูงมาก จริงๆ ผมคิดว่ามากกว่าชาวบ้านทั่วๆ ไป ชาวบ้านทั่วๆ ไป มีหรือไม่มีรัฐเขาก็อยู่ได้ แต่คนชั้นกลางระดับกลางถ้าไม่มีรัฐเขาอยู่ไม่ได้ คนชั้นกลางระดับกลางจึงอยากที่จะรักษารัฐไว้ภายใต้การควบคุมของตนเองสูงมาก เพราะว่า ถ้ารัฐไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเอง รัฐอาจจะไม่ไห้บริการที่ตัวเองรู้สึกว่าจำเป็นอย่างขาดไม่ได้ไปก็ได้
เหตุ ดังนั้นเวลาที่รัฐบาลตั้งแต่คุณทักษิณเป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ต้องพยายามทำนโยบายประชานิยม บางคนพูดว่าชนชั้นกลางอิจฉาชาวบ้านที่รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยม แต่คิดว่าไม่ใช่ เขาไม่ได้อิจฉาในความหมายที่ไม่อยากให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ และอยากจะได้ไว้เอง แต่นโยบายประชานิยมทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจว่าเขาจะได้บริการของรัฐ แบบที่เขาเคยได้ต่อไปหรือไม่ และความหวั่นไหวตรงนี้ ความหวั่นไหวตรงที่ว่า รัฐเริ่มให้ความสนใจคนอื่นที่ออกไปข้างนอกมากขึ้น มันไปกระตุ้นความรู้สึกความไม่มั่นใจว่า ตนสามารถควบคุมรัฐเพื่อให้บริการตนเองอย่างที่เคยได้ให้อีกต่อไป ในขณะเดียวกันก็ไม่มีองค์กรพอที่ไปบังคับควบคุมรัฐ ให้บริการตนเองได้อย่างที่เคย เพราะฉะนั้นใครเรียกไปชุมนุมที่ไหน ไปยึดสนามบินก็เอาด้วยทั้งนั้น เพราะว่ามันมีองค์กรในการที่จะดำเนินการให้อำนาจแก่ตนเองได้เพียงพอ
อย่าง ไรก็ตามแต่ เนื่องจากคนชั้นกลางระดับกลางเป็นผู้วางมาตรฐานผ่านการศึกษาและสื่อ ฉะนั้นมันจึงส่งอิทธิพลลงมายังคนที่ยังไม่ใช่ชนชั้นกลางระดับกลางแยะมาก คนที่เริ่มขยับตัวในทางเศรษฐกิจ มีหน้ามีตา มีเงินมากขึ้น ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวบ้านหรือเป็นใครก็แล้วแต่ สิ่งที่เขารับมาคือมาตรฐานของชนชั้นกลางระดับกลาง อย่างน้อยก็คือ ดูละครเรื่องเดียวกัน คนชั้นกลางระดับกลางอยากเป็นพจมาน ชาวบ้านที่เพิ่งเข้าไปเป็นผู้รับเหมารายย่อยก็อยากให้ลูกสาวตัวเองเป็นพจมาน เหมือนกัน เพราะว่าดูละครเรื่องเดียวกัน
กล่าวคือทำให้ชนชั้น กลางระดับกลางยังมีอิทธิพลในอีกลักษณะหนึ่ง คืออิทธิพลในทางวัฒนธรรม ที่เป็นผู้สร้างมาตรฐานสิ่งดีงาม ถูกผิด หรืออะไรก็แล้วแต่ ให้แก่สังคม คนที่พยายามขยับตัวเอง เป็นแบบอย่างของการมีชีวิตในอุดมคติของคนอื่นๆ ที่กำลังก้าวขึ้นมา
กติกาทางการเมืองชนชั้นนำ
อย่างไรก็ตามแต่ เมื่อรวมพันธมิตรและชนชั้นนำต่างๆ ในสังคมไทยแล้ว ผมคิดว่ามีจำนวนน้อยมาก มีคนประเมินว่าไม่เกิน 25% ไม่ ว่าจะเป็นชนชั้นกลางระดับกลางและชนชั้นนำมาบวกกันก็ไม่เกิน 25% แต่แม้ว่าจะมีจำนวนน้อย ทว่าการเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 มา ก็เป็นการเมืองของชนชั้นนำ มันไม่ใช่การเมืองของคนทั่วไป การเมืองไทยคือการแบ่งสรรทรัพยากรให้ลงตัวในกลุ่มชนชั้นนำกับชนชั้นกลาง ระดับกลางขึ้นไป คือพันธมิตรของตนเอง ตลอดมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ถึงแม้ว่าจะเป็นการแบ่งสรรทรัพยากรในกลุ่มคนจำนวนน้อย ไม่ถึง 25% แต่ ก็ไม่ได้เป็นการแบ่งสรรแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาแต่เพียงอย่างเดียว ถามว่า มีกฎ กติกาในการเมืองไทย ในเรื่องการแบ่งสรร จัดสรรทรัพยากรหรือไม่ ผมคิดว่ามีพอสมควร ตั้งแต่ 2475 มากระทั่งถึงทุกวันนี้ มันมีกติกาบางอย่างในทางการเมือง เช่น มันไม่หักโค่นกันถึงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่แตกต่างกันขนาดไหนก็แล้วแต่ อีกกลุ่มหนึ่งสามารถรวมกำลังทหารมาโค่นอีกกลุ่มหนึ่งได้ วิธีที่คุณทำกันปกติก็คือ คุณก็หนีไปอยู่ต่างประเทศ พอเขาลืมแล้วกลับมาก็จบกันเท่านั้นเอง ไม่เป็นไร ความผิดก็ไม่มี ความดีไม่ปรากฏทุกอย่างเรียบร้อย ก็เปลี่ยนถ่ายอำนาจกันแบบนั้น
ใน ขณะเดียวกันการเมืองระบบนี้ คุณเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรมไม่ได้ เพราะมันจะมีคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถดึงเอาทรัพยากร นึกถึงการแข่งขันในระบบทุนนิยมธรรมดา กลุ่มที่มีกำลังมากจะดึงทรัพยากรเข้ามาใส่ให้ตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด เหตุดังนั้น ผมเดาเอาเองว่า มันตั้งใจด้วยซ้ำไป ที่จะทำให้การดำเนินกิจการในทางเศรษฐกิจทุกอย่าง และการเมืองทุกอย่างมันมีค่าเช่า
ค่าเช่าเป็นหัวใจสำคัญ “ค่า เช่า” หรือพูดง่ายๆ ว่า “คอรัปชั่น” ซึ่งมันน่ารังเกียจและมันไม่ดี แต่ถ้าไม่มีค่าเช่า การแบ่งสรรทรัพยากรจะไม่มีการกระจายตัวได้มากเท่านี้ด้วยซ้ำไป เพราะมันเป็นการเมืองของชนชั้นนำ ถ้าสมมติว่าคุณอยากจะสร้างถนน แล้วไม่มีใครโกง หรือไม่มีใครเรียกค่าใต้โต๊ะเลย ถามว่าเราจะ Redistribute เราจะกระจายเงินค่าสร้างถนน เพื่อให้ทรัพยากรกลางไปถึงชาวบ้านได้อย่างไร เพราะเหตุที่มันมีค่าเช่า ผมก็เรียกเงินใต้โต๊ะ พอผมเรียกเงินใต้โต๊ะเสร็จ ในทางการเมืองผมต้องมีลูกน้อง ต้องเลี้ยงดูต่อไป ผมต้องซื้อน้ำแข็งไปให้คนที่เขาแต่งงานในหมู่บ้านที่จะเลือกตั้งผม เอาไปซื้อเสียงหรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อกระจายเงินเหล่านี้ไปยังกลุ่มคนที่เป็นลูกน้องผมน่ะได้ด้วย เป็นต้น
เพราะฉะนั้นด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงคิดว่าตัว “ค่า เช่า” หรือ “คอรัปชั่น” มันเป็นส่วนหนึ่งที่แฝงอยู่ในระบบการเมืองของชนชั้นนำ คือคุณหลีกหนีไม่พ้น คุณจะไปนั่งด่าคอรัปชั่นอย่างเดียวโดยไม่ยอมให้การเมืองพัฒนาไปสู่การเมือง ในระบอบที่คนส่วนใหญ่เข้ามามีพื้นที่ต่อรองกันได้ จึงเป็นไปไม่ได้ ตราบเท่าที่หวงการเมืองให้เป็นการเมืองของชนชั้นนำ ค่าเช่าจึงเป็นส่วนหนึ่งที่คุณหลบหลีกไม่ได้ คุณต้องรับเอาไว้ และมันทำหน้าที่ของมันคือเป็นตัวกระจายทรัพยากรไปตามทิศทางของคนที่สามารถ เก็บค่าเช่าได้
นอกจากนี้ยังมีกติกาเรื่องการสร้างเครือข่าย กับนักการเมืองที่มาจากการ เลือกตั้งหรือการรัฐประหาร ซึ่งนายทุนไทยเก่งมาก คุณก็เห็นอยู่ หลายทุนด้วยกันเวลาเลือกตั้งไม่ได้ให้เงินแก่พรรคการเมืองพรรคเดียว ยิ่งในสมัยก่อนที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้เปิดเรื่องการบริจาคแก่พรรคการเมือง เขาก็ลงทุนในหลายพรรค แล้วพรรคที่ได้รับเงินไป ถามว่ารู้ไหมว่าเขาให้เงินแก่พรรคที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ... “รู้ ก็ไม่เป็นไรนี่” คือมันเป็นกติกาที่ “โอ้ สุภาพบุรุษมากเลย” ในการแข่งขันกัน
แต่ เป็นลักษณะของกติกาที่ใช้ได้ดีในการเมืองของชนชั้นนำ ตราบใดที่อยู่ในการเมืองของชนชั้นนำ ภาพกว้างๆ ก็จะดูมันสงบ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่อย่าเอาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วมาเปรียบเทียบ ว่าประเทศนี้มันมีการรัฐประหารถี่ รัฐประหารก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองของชนชั้นนำ
กองทัพ: เครื่องมือ “รักษาความสงบเรียบร้อย” ของชนชั้นนำ
คือ บางครั้งเปลี่ยนตัวผู้นำโดยการเลือกตั้ง บางครั้งเปลี่ยนตัวผู้นำโดยรัฐประหารเป็นปกติธรรมดาอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้เป็นวงจรอุบาทว์ เอาอย่างนั้นดีกว่า เป็นหนึ่งในกลไกปกติของการเมืองของชนชั้นนำ มีการเลือกตั้งบ้าง มีการรัฐประหารบ้าง อยู่ตลอดเวลา
รัฐประหารก็เป็นกติกา ไม่มีหรอกครับรัฐประหารในประเทศไทยจนถึงปี 2549 ที่อยู่ๆ จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย อย่ารัฐประหาร ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้องมาต่อต้าน ต้องมาคัดค้าน” ไม่มีหรอก ทุกคนก็โอเค เมื่อเกิดรัฐประหาร ก็จะหาทางอยู่กันอย่างไรต่อไปในกติกาของการเมืองใหม่
ฉะนั้น ในแง่หนึ่งการเมืองของชนชั้นนำ เป็นการเมืองที่มีพลวัตอยู่พอสมควร เพราะว่ามันเป็นการเมืองที่คุณจำเป็นที่จะต้องต้องไม่สร้างความขัดแย้งใน หมู่ชนชั้นนำด้วยกันเองอย่างรุนแรงจนเกินไป
หลัง14 ตุลา การเมืองของชนชั้นนำสามารถทำสิ่งที่ผมคิดว่าในแง่หนึ่งน่าอัศจรรย์มาก คือสามารถผนวกเอาทุนท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองของชนชั้นนำได้ สมัยหนึ่งคุณบรรหาร (ศิลปอาชา) ก็ตาม หรือคุณเสนาะ (เทียนทอง) อะไรก็ตาม รวมถึงคนอื่นๆ เป็นเศรษฐีบ้านนอก แต่ปัจจุบันคุณบรรหารก็ตาม คุณเสนาะก็ตามแนบเข้ามาอยู่ในการเมืองของชนชั้นนำที่เป็นเนื้อเดียวกันแบบ ชนิดที่ไม่รู้สึกแปลกแยกอะไรเลย การที่สามารถผนวกทุนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เข้ามาได้อย่างสนิทแนบชิดผมถือว่าเป็นพลวัตอย่างหนึ่ง ทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างทุนท้องถิ่นกับทุนส่วนกลางอย่างรุนแรงจนเกิน ไป
ความขัดแย้งไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีอาจจะดีก็ได้ อย่างในกรณีอังกฤษเพราะเหตุที่คุณมีพวก Gentry ที่ เป็นทุนที่ดินต่างๆ ในท้องถิ่นที่มีผลประโยชน์ของตนเอง และขัดแย้งกับทุนที่เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมือง ทำให้ประชาธิปไตยอังกฤษเกิดการพัฒนามากขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม Gentry เจ้าที่ดินในชนบท กับทุนที่อยู่ในเมือง
แต่แม้ว่าการ เมืองชนชั้นนำมีพลวัต ทุนก็มีพลวัตเช่นกัน คือมันเป็นพลวัตที่ไม่ตรงกันหรือขัดแย้งกันด้วย เพราะธรรมดา ธรรมชาติของทุนก็ย่อมจะพยายามรวบรวม ขยายทุนให้เหนือกว่ากลุ่มอื่น อันนี้เป็นปกติธรรมดา มีการพยายามจะเอาเปรียบคู่แข่งของตนเองในการแข่งขัน นี่ก็เป็นปกติธรรมดา เพราะฉะนั้นการเมืองของชนชั้นนำมีพลวัตอยู่ 2 อย่างในตัวมันเอง และผมคิดว่ามันขัดแย้งกัน
หนึ่ง พลวัตที่พยายามไม่ให้เกิดความขัดแย้งของชนชั้นนำด้วยกันอย่างรุนแรงเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีพลวัตของทุนที่อยู่ในนั้นที่ต้องเกิดความขัดแย้งเป็น ปกติธรรมดา ซึ่งถ้าไม่ขัดแย้ง ก็ไม่สามารถดึงทุนมาสะสมทุนให้กับตัวเอง เพราะฉะนั้นการเมืองแบบชนชั้นนำที่มีความตึงเครียดอยู่ภายในระบบ เวลานี้เรารู้สึกว่าการเมืองไทยมีความตึงเครียดมาก แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ ก่อนหน้านี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันก็มีความตึงเครียดอยู่ในระบบสูงมาก เพียงแต่เราซึ่งอยู่นอกระบบไม่ค่อยรู้สึกกับมัน เพราะไม่เคยมีการออกมาปะทะกันอย่างชัดๆ แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีเลย เรามีมาแล้วหลายครั้งหลายหนที่กลุ่มชนชั้นนำเอากลุ่มทหารเรือมารบกับทหารบก เอาทหารบกไปรบกับตำรวจ ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา
คือมันมีความตึงเครียด ภายใน แต่พลวัตเป็นความขัดแย้งระหว่างพลวัตของทุนกับพลวัตของชนชั้นนำ แล้วระบบปรับตัวได้ค่อนข้างยาก แม้จะมีพลวัต แต่ก็ปรับตัวได้ค่อนข้างยาก ในขณะที่พลวัตของทุนบีบบังคับให้การเมืองของชั้นนำต้องเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าก็มีอีกแรงหนึ่งที่พยายามดึงการเมืองของชนชั้นนำไม่เปลี่ยนอยู่ตลอด เวลาอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงมีความตึงเครียดค่อนข้างสูง
กลไกสำคัญที่เขาใช้ในการรักษาไม่ให้การเมืองของชนชั้นนำเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หรือเปลี่ยนไปเกินกว่าที่จะ “รักษา ความสงบเรียบร้อย” ได้ ก็คือการรัฐประหารเป็นเครื่องมือในการดึงเอาไว้ไม่ให้มันเปลี่ยนไปสู่จุดที่ เกิด “ความไร้ระเบียบ” ในทัศนะของเขา
และเครื่องมือในการรัฐประหารก็คือกองทัพ และกองทัพเองก็ยินดีที่จะเป็นเครื่องมือให้แก่ชนชั้นนำในการเปลี่ยนกลไกหรือ “รักษา ความสงบเรียบร้อย” เพราะกองทัพเองก็มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อย ทุกท่านก็คงทราบ จากปี พ.ศ. 2549 ถึงปัจจุบัน ถ้าไปดูตัวเลขงบประมาณกองทัพพุ่งแบบนี้เลย (เหยียดมือขวาขึ้น) คือทันทีที่คุณรัฐประหารเสร็จ งบประมาณขึ้นทันที
และเวลานี้ กองทัพก็เข้าไปมีบทบาทโดยตรงและโดยแฝงในเรื่องต่างๆ เยอะแยะไปหมด กระทั่งผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าคุณไม่อยากทะเลาะกับกองทัพ แล้วคุณขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ คุณจะจัดการปัญหาภาคใต้ได้อย่างไร เพราะไม่ว่าจะไปจัดอะไรก็ตามย่อมกระทบสิ่งที่กองทัพกำลังทำอยู่และได้อยู่ ทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น กองทัพเองก็มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการเข้ามาเป็นเครื่องมือในกลไก “รักษา ความสงบเรียบร้อย” เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่เรายังอยู่ในการเมืองแบบชนชั้นนำ เราไม่สามารถแยกกองทัพออกจาก การเมืองได้ กองทัพเป็นส่วนหนึ่งหรือเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเมืองของชนชั้นนำ ก็ว่าได้
เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่า ขอให้กองทัพกลับเข้ากรมกองเสีย โดยยังมีการเมืองของชนชั้นเดิมอยู่ต่อไป จะให้กองทัพกลับเข้ากรมกองได้จริง ต้องเปลี่ยนตัวระบบการเมือง ไม่ใช่เปลี่ยนแต่เพียงบอกว่า “เอา เอ็งกลับบ้านเสีย” ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนตัวระบบการเมือง จากการเมืองของชนชั้นนำมาเป็นการเมืองของทั้งสังคม พูดง่ายๆ คือต้องเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เท่านั้นที่กองทัพจะกลับเข้ากรมกองได้ ตราบที่คุณยังรักษาการเมืองไว้เป็นการเมืองของชนชั้นนำแบบนี้ ไม่มีทางที่กองทัพจะกลับเข้ากรมกองได้ ตัวกองทัพก็ไม่อยากกลับ คนที่อยู่ในการเมืองก็ไม่อยากให้กองทัพกลับเหมือนกัน
ทักษิณและการเปิดพื้นที่ “ระบบเลือกตั้ง”
พลวัต ของทุนและพลวัตของการเมืองของชนชั้นนำไม่อาจนำไปสู่ระบบเลือกตั้ง อย่างถาวรได้ เพราะอย่างที่บอกว่าทหารเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกสรรผู้นำ และเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นคุณนำเข้าสู่ระบบเลือกตั้งถาวรไม่ได้
ที่ใช้คำว่า “ระบบ เลือกตั้ง” แทนคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็เพราะว่ามันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่อย่างน้อยสุดการเลือกตั้งสม่ำเสมอถาวรมันทำไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งอย่างถาวร พัฒนาการมันจะเริ่มไปสู่จุดที่คุณคุมไม่ได้อีกต่อไป มันจะไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความสงบเรียบร้อย” อีกต่อไป
เพราะ ถ้ามีระบบเลือกตั้งทุนต้องยอมรับกติกาใหม่ในการแข่งขัน แน่นอนเพราะมันมีการเลือกตั้งที่สม่ำเสมอมากขึ้น คุณจะต้องเริ่มรองรับกติกาใหม่ในการแข่งขัน ไม่ใช่อาศัยแต่ “Connection” ไม่ใช่อาศัยแต่ “เส้น” เพียงอย่างเดียว ซึ่งทุนไทยไม่พร้อมที่จะเข้ามาสู่การแข่งขันโดยไม่อาศัย “เส้น” หรือวิธีอื่น
นอกเรื่องนิดหน่อย ผมเห็นทุนไทยเก่งที่สุดอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยเห็นทุนไหนใช้ “เส้น” ในระบบการผลิตได้เก่งเท่าทุนไทย
ไม่ เฉพาะทุนอย่างเดียว กลุ่มชนชั้นนำอื่นๆ ก็จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ามาสู่ระบบเลือกตั้ง จะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยก็แล้วแต่ ซึ่งเขาก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ามาสู่ระบบที่มีการเลือกตั้งอย่าง ถาวรได้ เพราะต้องยอมรับกติกาการแข่งขันทางการเมืองอีกอย่างหนึ่ง
ในปี 2540 พอคุณรู้สึกว่าการเลือกตั้งกำลังจะอยู่ถาวร สิ่งที่คุณทักษิณ (ชินวัตร) ทำ คือเล่นการเมืองอีกชนิดหนึ่งที่พรรคการเมืองอื่นไม่เคยเล่นมาก่อน และถามว่าทำไมพรรคการเมืองอื่นไม่เปลี่ยนบ้างล่ะ ก็มันไม่พร้อมจะเปลี่ยนได้ง่ายๆ ขนาดนั้น แต่ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่คุณทักษิณสามารถใช้การเลือกตั้งเป็นฐานที่มาของอำนาจ อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่พรรคการเมืองใดๆ เคยทำได้มาก่อน และพรรคอื่นก็ไม่พร้อมจะปรับตัวเองมาใช้ฐานอันเดียวกันนี้ด้วย
ผมขอนอกเรื่องนิดหน่อย อันที่จริงแล้วระบบเลือกตั้งถามว่าเป็นอันตรายต่อกลุ่มชนชั้นนำมากไหม ผมว่าถ้ากลุ่มชนชั้นนำตัดสินใจว่า “เปลี่ยน เป็นเปลี่ยนกันวะ” ถามว่าใครมีทุนในทางวัฒนธรรม ใครมีทุนในทางการเมืองสูงกว่าชนชั้นนำบ้างในสังคมไทย ผมมองไม่เห็น คือถ้าคุณพร้อมมาเล่นแข่งขันในทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง ผมคิดว่าในระยะไม่กี่ปี คุณก็เป็นฝ่ายชนะ เพราะว่าคุณกุมอะไรไว้มายมหาศาลที่เป็นทุนทางการเมืองและทุนในทางวัฒนธรรม ที่สำคัญอย่างยิ่งทั้งสิ้น คุณสามารถงัดมันออกมาใช้ในทางการเมือง งัดออดมาเป็นข้อได้เปรียบของตนเองในการแข่งขันกับคนอีกกลุ่มได้แยะมาก
สมควร กล่าวได้ว่า จนถึงสมัยคุณทักษิณ ก็ยังมีการเมืองชนชั้นนำอยู่ ถึงแม้ว่าคุณทักษิณจะพบวิธีใหม่ในการที่จะใช้การเลือกตั้งเป็นฐานในการเข้า สู่อำนาจ แต่จริงๆ แล้ว ลักษณะการเมืองของคุณทักษิณก็ยังเป็นการเมืองของชนชั้นนำอยู่ คงจำกันได้ว่ากลุ่มที่ประกอบกันขึ้นเป็นพรรคไทยรักไทย ประกอบด้วย “มุ้ง” “Faction” ต่างๆ ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่หลากหลายอยู่พอสมควร พรรคไทยรักไทยไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์ที่จะมีการปลูกฝังอุดมการณ์ร่วมกัน หรือมีการลำดับขั้นว่าจะต้องเป็นเยาวชนพรรคก่อน ถึงจะไต่เต้ามาเป็นสมาชิกพรรค ไม่ใช่ คุณเป็นตัวแทนของมุ้งที่ใหญ่พอสมควรที่จะทำให้เกิดที่นั่งในสภา คุณก็เข้ามาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ นี่ก็เป็นการเมืองของชนชั้นนำที่เราเคยชินอยู่ตลอดเวลา
แต่ใน ขณะเดียวกัน การเมืองสมัยคุณทักษิณเริ่มปล่อยให้มีการสะสมทุนของบางกลุ่มอย่างรวดเร็ว เหนือ บางกลุ่ม คงจำได้นะครับว่า ถ้าใช้ภาษาอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็คือว่าการเมืองชนชั้นนำเป็นเรื่องของ “เกี๊ยะเซียะ” หรือ “ผลัดกันเกาหลัง” เป็นหัวใจสำคัญ แต่คุณทักษิณให้ความสำคัญกับการ “เกี๊ยะเซียะ” น้อยเกินไป เพราะเริ่มจะทำให้กลุ่มบางกลุ่มในเครือข่ายของแกเองสะสมทุนได้รวดเร็วกว่า อาจจะเป็นทั้งอิทธิพลทางการเมืองที่คุณทักษิณมีอยู่ อาจจะเป็นทั้งโอกาสที่กลุ่มทุนจำนวนไม่น้อย พังทลายไปกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก็ทำให้คุณได้เปรียบในการทำให้สะสมทุนได้เร็วกว่า
เพียง แค่นี้ก็ทำให้เราเห็นว่า การเมืองชนชั้นนำที่เราเคยชินเริ่มหวั่นไหว เพราะทันทีที่ปล่อยให้กลุ่มทุนบางกลุ่มสะสมทุน มันก็จะเริ่มมีกลุ่มทุนบางกลุ่มที่จะมีอำนาจในทางการเมืองสูงมาก จนกระทั่งว่าเข้ามาครอบงำการเมืองในพื้นที่ ในสัดส่วนที่ใหญ่กว่า ในขณะที่การสร้างดุลแห่งอำนาจในการเมืองระดับของชนชั้นนำก็จะค่อยๆ หายไป
สิ่ง สำคัญ สิ่งใหม่อันหนึ่งที่ผมว่าคุณทักษิณได้ทำและวันหนึ่งจะมีคนพูดถึง โดยคุณทักษิณจะตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ คือคุณทักษิณเป็นนักการเมืองที่ดึงเอาประชาชนที่มีระดับต่ำกว่าคนชั้นกลาง ระดับกลางเข้ามารับผลประโยชน์ทางการเมืองโดยตรง โดยการแบ่งปันทรัพยากรกลางของประเทศลงไปให้กับคนที่ต่ำกว่าระดับชนชั้นกลาง ระดับกลางในประเทศ เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ผมหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “เปิด พื้นที่ทางการเมือง” ให้กับคนระดับล่าง แบ่งปันทรัพยากรให้ ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดพื้นที่ให้แก่คนชั้นล่าง แต่ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่ ผลที่เกิดขึ้นก็อาจจะกลายเป็นคุณเปิดพื้นที่โดยไม่ตั้งใจก็ได้
ซึ่ง จริงๆ แล้วนี่คือเกมของประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นในสังคมอื่นๆ มาแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเป็นประชาธิปไตย มันจะมีช่วงหนึ่งที่คุณจะลงไปเล่นกับคนที่อยู่นอกเวทีการเมืองเพื่อจะดึง มาสนับสนุน คุณ ไม่ได้รักมันหรือจะเปิดพื้นที่ให้ แต่ลงไปเล่นกับมันเพื่อต้องการเสียงสนับสนุนในทางการเมืองเท่านั้น ฟังดูเหมือนไม่สะอาด แต่ที่เกิดในสังคมอื่นๆ ก็ไม่สะอาดเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพื่อที่จะเป็นประชาธิปไตยคุณต้องผ่านตรงนี้
ตาม ความเข้าใจของผม นโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนในอเมริกา เกิดขึ้นจากคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน คุณเลือกคนที่มีความชัดเจนว่าจะบุกไปในทางตะวันตก คุณจะเปิดพื้นที่ตะวันตกให้แก่การตั้งถิ่นฐานของคนผิวขาว คุณจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรถ้าคุณไม่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกอินเดียน ฉะนั้นมันจึงไม่มีที่ไหนสะอาด ประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นมาจากกองขยะไม่น้อยเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณทักษิณทำโดยปริยาย และโดยที่แกอาจจะไม่ได้ตั้งใจ คือว่า มันเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยขึ้นมาในสังคมเรา
ฉะนั้น พอเกิดรัฐประหารแล้ว คุณทักษิณได้ทำอะไรที่ไม่เหมือนกับการเมืองของชนชั้นนำที่เคยทำมาก่อนเลย คือแกกลับสู้ว่ะ คือแกหนีไปต่างประเทศจริง แต่ควรจะหนีไปและใช้เงินเจ็ดพันหมื่นล้านของแกไปสบายๆ หรือหาเงินเพิ่มเป็นแสนล้านก็ได้นะ แต่ไม่ แกผ่าไปเอาเงินเจ็ดหมิ่นล้านนั้นมา เพื่อสู้กลับมามีอำนาจใหม่ อันนี้เป็นสิ่งที่นานๆ เกิดขึ้นที
และกลุ่มคนที่สนับสนุนคุณทักษิณ ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนในกองทัพเรือ หรือในทำนองอย่างนั้น แต่หมายถึงคนจำนวนมโหฬารมากๆ ในสังคมไทย ที่เป็นคนระดับล่าง ซึ่งไม่เคยมีพื้นที่ทางการเมืองในเวทีการเมืองประเทศไทยมาก่อน คนเหล่านี้เข้ามาสนับสนุนคุณทักษิณ และคุณทักษิณก็พร้อมที่จะรับการสนับสนุนเหล่านี้ หรือสร้างการสนับสนุนขึ้นก็ตามแต่ เพื่อที่จะกลับเข้ามามีอำนาจ
อันนี้มันทำให้การเมืองของชนชั้นนำพังทลายลงไป เพราะสมัยหนึ่งเราเคย “เกี๊ยะ เซียะ” กันได้ ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องไป รัฐประหารคุณก็ไปเสีย คุณอยู่สักพักแล้วคุณจะกลับมาใหม่ คุณจะกลับมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ แบบพรรค “ชาติพัฒนา” ของคุณชาติชาย (ชุณหะวัณ) ก็ได้ แต่ว่าไม่ใช่วิธีการแบบนี้
บาง คนอาจจะนึกถึงท่านปรีดี (พนมยงค์) ที่ออกไปแล้วก็สู้เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างสำคัญ คือท่านปรีดีใช้กลไกระบบราชการคือกองทัพเรือในการสู้ แต่คุณทักษิณไม่ได้ใช้กลไกระบบราชการแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะใช้ซ่อนๆ อยู่ทหารแตงโม ตำรวจแตงโมอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่ากำลังหลักเป็นมวลชนระดับล่าง
ที นี้ เราก็เดินมาสู่จุดที่การเมืองไทยกำลังปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเมืองของชน ชั้นนำไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ คือมันเป็นได้หลายอย่าง มันจะกลายเป็นการเมืองที่มีลักษณะประชาธิปไตยมากขึ้นก็ได้ หรือการเมืองของชนชั้นนำฉลาดพอที่จะปรับตัวเองให้ดำรงอยู่ได้ โดยไม่เกิดการฆ่าฟันกันอย่างนองเลือดก็ได้ เดาไม่ถูกว่า จนถึงเวลานี้จะเกิดอะไรขึ้นในสองอย่างนี้
ความรุนแรงที่หยุดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ก่อน ที่จะพูดต่อไป ผมอยากจะเตือนว่า ผลโดยรวมของการเมืองของชนชั้นนำที่ครอบงำประเทศไทยตลอดมา มันก่อให้เกิดอะไรขึ้นแก่สังคมไทยบ้าง สรุปโดยรวมๆ คือมันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทุกด้านเลยแก่สังคมไทย มันเกิดการกระจุกตัวของทรัพย์สินและรายได้ ไว้ในมือคนกลุ่มนิดเดียวเท่านั้นเอง มันเกิดความไร้โอกาสในการพัฒนาของคนจำนวนมากในสังคม ไม่รู้จะพัฒนาต่อไปอย่างไร ไม่ใช่พัฒนาแปลว่ามีเงินมากอย่างเดียว คือการพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาตัวเองด้านอื่นๆ ร้อยแปด ฯลฯ มันไม่เกิด
ความ ตีบตันในโอกาสของการพัฒนามันไปมีผลที่ทำให้เกิดการตีบตันการพัฒนาของ ประเทศด้วย แนวทางการพัฒนาที่ผ่านมาในประเทศไทยจนถึงวันนี้อยู่ในจุดวิกฤต คือเดินต่อไปในแนวทางเก่าแทบจะไม่ได้ แล้ว อุตสาหกรรมไทยแทบไม่มีอนาคต เพราะยังไงก็ผลิตสู้เวียดนามไม่ได้ ยังไงก็สู้เขมรไม่ได้ เดี๋ยวนี้บริษัทผลิตรองเท้าก็ไปจ้างเขมรทำเพราะราคาถูกกว่าไทย ฝีมือก็พอๆ กัน คุณก้าวต่อไปไม่ได้แล้วในอุตสาหกรรมรับจ้างทำของ เป็นต้น ถามว่าเราพร้อมไปสู่การผลิตอะไรที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่านี้ไหม ก็ไม่พร้อม
แนว ทางการพัฒนาของเรามันมาถึงจุดตีบตัน ทางรอดที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้คือขายทรัพยากร ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ลองดูแผนพัฒนา Southern Seaboard ชายฝั่งทะเลภาคใต้ แล้วจะตกใจมาก แหลมมลายูของเรากำลังจะกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้
มันมีการรวมศูนย์อำนาจอย่างยิ่ง คือมันเริ่มรวมศูนย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 รวมหนักข้อมากขึ้นหลัง 2475 มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ จนกระทั่งว่าท้องถิ่นไม่สามารถที่จะช่วยตัวเองได้ในทุกๆ เรื่องไปหมด ตัดสินใจอะไรเองก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้สักอย่างเดียว ที่มันเกิดขึ้นในเวลานี้ยิ่งอันตรายกว่าเก่าถึงสองเท่า เพราะตอนนี้มันเริ่มเป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรกันแล้ว เพื่อเอาทรัพยากรไปขาย เอาทรัพยากรมาใช้ อะไรก็แล้วแต่
ถ้า ท้องถิ่นยังไม่สามารถมีอำนาจในการตัดสินใจจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น เอง ทุนจะอาศัยอำนาจรัฐเข้ามาตักตวงทรัพยากรไปหมด ที่บางสะพาน ที่เขาคิดจะทำโรงถลุงเหล็กที่บางสะพาน แม้แต่สวนมะพร้าวที่ทนแล้งมากๆ ยังแห้ง เพราะน้ำทั้งหมดถูกกันไปให้โรงถลุงเหล็กใช้ คงทราบว่าโรงถลุงเหล็กต้องใช้น้ำมาก นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่เกิดการแย่งชิงทรัพยากร แล้วถ้าท้องถิ่นไม่สามารถกำหนดชะตากรรมตัวเองได้หมด คุณจะเก็บสมบัติของคุณซ่อนไว้ลึกซึ้งในกระเป๋าขนาดไหน มันก็จะถูกมือของทุนดึงแย่งเอาไปได้หมด ไม่มีที่จะหลบซ่อน มีโจรยังดีกว่าเพราะสามารถเอาสมบัติใส่ไหฝังไว้ใต้ดินได้
นี่เป็น ชะตากรรมที่เกิดขึ้นจากการเมืองของชนชั้นนำในเมืองไทย มันมีการผังทลายของสถาบันที่มีมาแต่ก่อนหมด คือคนไทยอ่อนแอลง จากเดิมที่เรามีกลุ่มทางสังคมประเภทต่างๆ วันหนึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ทำงาน เพราะว่าสังคมเปลี่ยนไปแล้ว ถึงมีไปก็ไม่มีงานให้ทำ แต่เราก็ไม่สามารถพัฒนากลุ่มทางสังคมแบบใหม่ เพื่อมาทำงานในสังคมแบบใหม่ได้ เพราะฉะนั้นเราแต่ละคนกลายเป็นปัจเจกบุคคลไปหมด แล้วก็ยากมากในการที่จะต่อรองอะไรในสังคมสมัยใหม่ มันมีปัญหาไปหมดทุกด้าน
ยิ่ง ไปกว่านั้นถ้าคุณพยายามจะรักษาการเมืองของชนชั้นนำเอาไว้ให้เหมือน เดิม ถ้าปรับเปลี่ยนอาจไม่เป็นไร แต่การพยายามรักษาให้เหมือนเดิมนี้แต่ก่อนอาจจะรักษาได้ไม่ยากเท่าไหร่ อย่างที่ผมบอก เพราะใช้รัฐประหารอีกฝ่ายยินยอม การเมืองก็กลับมาสู่จุดดุลยภาพใหม่อีกครั้งหนึ่ง พอเริ่มเสียดุลยภาพ คุณก็ทำรัฐประหารกลับไปสู่ดุลยภาพใหม่ แต่บัดนี้คุณทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว นอกจากคุณใช้ความรุนแรง
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือใช้ความรุนแรงแล้วจะสำเร็จหรือไม่ ผมก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าใช้ความรุนแรงแล้วจะประสบผลสำเร็จ เมื่อ 6 ตุลา (2519) คุณใช้ความรุนแรงแล้วดูประหนึ่งว่าคุณสามารถดึงการเมืองกลับมาเริ่มต้นกัน ใหม่ หรือจะ 14 ตุลาคม (2516) การเมืองไทยเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยใช่ไหม คุณมีรัฐธรรมนูญใหม่ คุณมีสภา คุณมีอำนาจ ร้อยแปด พอถึง 6 ตุลาคม คุณกลับมาอยู่ในระบบภายใต้ประชาธิปไตยครึ่งใบอีก 10 กว่าปี ดูประหนึ่งว่าความรุนแรงจะไม่หลุดพ้น ตามความต้องการของชนชั้นนำ
แต่บัดนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าการใช้ความรุนแรงจะให้ผลอย่างที่เคยเป็นมาเหมือน 6 ตุลาได้อีก เพราะว่าชนชั้นนำเองจะยอมรับความรุนแรงได้แค่ไหน และความรุนแรงที่ชนชั้นนำใช้ประโยชน์หรือสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือจะนำ ไปสู่อะไร ฆ่าคนอีกสองพันคน ที่ใช้ตัวเลขสองพันเพราะคนที่บาดเจ็บเมื่อเดือนพฤษภาคม (2553) ถูกยิงในที่สำคัญทั้งนั้น คือตั้งใจจะยิงแต่มือไม่แม่นพอก็เลยไม่ตาย
คุณฆ่าคนอีก 2 พัน คนแล้วจะหยุดความเปลี่ยนแปลงได้ไหม ไม่ใช่หยุดฝูงชนเพราะหยุดฝูงชนเรื่องเล็ก แต่หยุดความเปลี่ยนแปลงต่างหากคือหัวใจสำคัญ จากเดือนพฤษภามาจนถึงวันนี้ เราเห็นชัดเจนเลยว่าความรุนแรงหยุดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณกระจายฝูงชนได้ ไล่ฝูงชนออกไปได้ แต่หยุดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ชนชั้นกลางใหม่ และความเปลี่ยนแปลงที่หยุดไม่ได้
อีก ประเด็นที่จะพูดถึงเพื่อมาสรุปในตอนท้ายถึงเรื่องการปฏิรูปคือว่า ในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทางการเมืองของชนชั้นนำที่พูดมานี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคุณทักษิณก็ตามแต่ ถ้าไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย เรื่องนี้พูดมานานและพูดบ่อย จึงพยายามจะพูดให้สั้น
คือประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา หรือประมาณ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา ในสังคมไทยและเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 อย่างด้วยกัน
หนึ่ง มันเกิดการนำคนเข้าสู่ตลาดอย่างเต็มตัว ประเทศไทยทุกวันนี้เราเป็นประเทศเกษตรกรรมน้อยกกว่าเป็นประเทศอุตสาหกรรม แรงงานส่วนใหญ่ของเราอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการไม่ได้อยู่ในภาคเกษตรกรรม และภาคเกษตรกรรมก็มีแต่จะหดตัวลงไปด้วยซ้ำ เพราะว่าตอนนี้ อายุเฉลี่ยชาวนาไทยอยู่ที่ 55 ปี หมายความว่าคนหนุ่มสาวไม่มาเป็นชาวนาอีกแล้ว เพราะฉะนั้นเราได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนที่ปลูกข้าวอย่างน้อยที่สุดยังมีข้าวกิน แต่ตอนนี้คุณออกไปรับจ้างแบกข้าวไม่แน่ว่าคุณจะมีข้าวกิน เพราะเป็นการขายแรงงานโดยตรง คือได้เข้ามาสู่ตลาดเต็มตัว และคนเหล่านี้ผมเรียกว่า เดี๋ยวนี้ก็ยังอยากเรียกอย่างนี้เพราะว่าเข้าใจได้ง่าย ผมเรียกว่า “คนชั้นกลาง” คือคนส่วนใหญ่ของไทยกลายเป็นคนชั้นกลาง แต่เป็น “คนชั้นกลางระดับล่าง” คือ มีรายได้ต่อหัววันหนึ่งเกินหนึ่งเหรียญ ซึ่งไม่ใช่คนจนแล้ว ประมาณสองเหรียญหรือประมาณ 60-70 บาท ถ้าคุณมีผัว เมีย ลูกอีกคนหนึ่ง ก็จะมี 240 บาท ต่อครอบครัวต่อวัน 240 บาท นี้นอกจากซื้ออาหารแล้วยังซื้ออะไรได้อีกหลายอย่าง คุณเริ่มมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
ที่สำคัญที่สุด ก็คือ คนชั้นกลางไม่ว่าจะเป็นระดับกลาง หรือระดับล่าง อะไรก็แล้วแต่ นโยบายสาธารณะของส่วนกลางหรือของรัฐนี้กระทบต่อชีวิตคุณ ตัวอย่างที่ชอบยก อย่างเช่น ชาวนาเลิกทำนาแล้วมาขายก๋วยเตี๋ยว มันไปเกี่ยวข้องกับนโยบายหมู นโยบายข้าว นโยบายแป้ง นโยบายอะไรก็แล้วแต่ของรัฐ เมื่อตอนทำนา รัฐจะไปทำอะไรก็เรื่องของรัฐไม่เกี่ยวกับเขา แต่พอมาขายก๋วยเตี๋ยวเกี่ยวทันที เพราะฉะนั้นการที่บอกว่า “เฮ้ย พวกมึงไปอยู่นอกเวทีการเมือง” เวทีการเมืองเป็นของชนชั้นนำอย่างเดียว จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้อยากจะเขามาเพื่อบอกว่าพวกเขาต้องการอะไร เขาอยากได้อะไร คนเหล่านี้จึงถูกกระทบด้วยนโยบายสาธารณะระดับชาติ
และสิ่งที่น่าสังเกต คือ คุณทักษิณตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่ตอบสนองแต่คนจน เพราะคนจนแบบที่สภาพัฒน์บอกว่าจนมีอยู่ 6 % ในประเทศไทย และหายไปไหนก็ไม่รู้ อยู่ใต้ดิน คุณมองไม่เห็นหรอก และในชีวิตจริงเราก็ไม่เคยเห็นคนเหล่านั้นมีจำนวนน้อยมาก
ผมคิดว่านโยบายของคุณทักษิณตอบสนองต่อคนเหล่านี้โดยตรง ซึ่งเป็นฐานทางมวลชนของคุณทักษิณสืบมาจนถึงทุกวันนี้
คนชั้นกลางเหล่านี้ต้องการอะไร มีอยู่ 3 อย่าง มีงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งศึกษาประเทศกำลังพัฒนา 13 ประเทศทั่วโลกไม่รวมประเทศไทยแล้วพบว่าคนชั้นกลาง ทั้งกลางระดับกลาง และกลางระดับล่างมีความใฝ่ฝันในชีวิต 3 อย่างด้วยกัน
หนึ่ง อยากเข้าถึงทุน ยิ่งกรณีชนชั้นกลางระดับล่างยิ่งชัดเจน พอคุณเริ่มขายก๋วยเตี๋ยว ทุนที่ดินไม่ได้ช่วยอะไรเลย อยากได้ทุนเป็นเงินน่ะ แต่ก็เข้าไม่ถึง เพราะคุณไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปวางไว้ที่ธนาคารเพื่อกู้เงินเขา
สอง ใฝ่ฝันที่อยากเป็นคนมีสุขภาพดี ตอนดูทีวี ผู้หญิงที่ดีๆ ทั้งหลายก็รักแร้ขาว ก็อยากรักแร้ขาวบ้าง เป็นปกติธรรมดา ก็ต้องการสุขภาพที่ดี
สาม ต้องการลงทุนกับการศึกษาของบุตรหลาน เพราะแน่นอนว่าเขาไม่มีควาย ไม่มีนาให้กับลูกอีกแล้ว ก็อยากจะให้ลูกเขาเรียนหนังสือ เพื่อที่ว่าเขาจะได้เอาชีวิตรอดได้
สาม อย่างนี้เป็นมาตรฐานของชนชั้นกลางทั้งหลายในโลก รวมทั้งกลุ่มคนที่เป็นชนชั้นกลางระดับล่างด้วย และคุณทักษิณตอบสนองมัน ตอบสนองแบบไม่เข้าท่าก็ได้ ผมไม่ได้พูดว่าตอบสนองแล้วดีนะครับ ตอบสนองแบบไม่ได้เรื่องก็ได้ เช่น หนึ่งอำเภอ หนึ่งดอกเตอร์ ส่งไปเรียนต่างประเทศ โอกาสที่จะได้ไปต่างประเทศด้วยทุนนั้นยากมาก แต่อย่างน้อยที่สุดมันทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นพ่อแม่ ด็อกเตอร์ได้นะเว้ย เพียงแต่เลี้ยงลูกไม่เอาถ่านเท่านั้นเองอะไรก็แล้วแต่ คือถ้าคุณพูดถึงทุน King’s scholarship กับ แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวมันไม่เกี่ยวกับเขาเลย แต่หนึ่งอำเภอ หนึ่งด็อกเตอร์มันเกี่ยวกับเขาอย่างยิ่ง ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะไม่เกี่ยวเหมือนกันนั่นแหละ เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่มันตอบความฝันได้อย่างดี
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยิ่ง คือ การปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมาอย่างมโหฬาร ถ้าจำไม่ผิดเรามีโทรทัศน์เกินหัว เกินจำนวนครอบครัว คือใครๆ ก็มีโทรทัศน์ แล้วนอกจากนั้นยังเป็นโทรทัศน์ที่สามารถถ่ายทอดจากส่วนกลางได้โดยตรง ไม่ใช่โทรทัศน์ท้องถิ่นอย่างที่เคยมีในสมัยก่อน มันมีวิทยุชุมชนมาตั้งแต่ก่อนหน้าปี 2540 คือก่อนรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งจะดีจะเลวก็แล้วแต่ วิทยุชุมชนช่วยกระจายข่าวสารและข้อมูลอื่นๆให้แก่คนในระดับท้องถิ่นอย่างมาก มาย ข่าวสารในข้อมูลในที่นี้อาจะเป็นเพลงลูกทุ่งก็ได้ เพราะมันก็เป็นข่าวสารข้อมูลอย่างหนึ่ง
อันต่อมา ความเปลี่ยนแปลงถัดมา คือ การเปลี่ยนสภาพสังคมกลายเป็นเมือง “Urbanization” ซึ่ง การกลายเป็นเมืองในประเทศไทยถ้าเทียบกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อน ข้างช้าในระดับเศรษฐกิจเดียวกัน แต่ช่วงประมาณสัก 20 ปีที่ผ่านมามันเร็วขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วมากเลยจนทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่าเกินครึ่งของประชากรไทยอาศัยอยู่ใน สังคมเมืองไปแล้ว เมืองในที่นี้ อ.สารภี (จ.เชียงใหม่) ก็ถือว่าเป็นเมืองนะ อาศัยอยู่ในสังคมเมืองแล้ว เพราะแน่นอนเมื่อเปลี่ยนอาชีพก็ต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในสังคมเมือง
สื่อ ออนไลน์ที่แพร่หลายมากขึ้น อย่าดูถูกว่าไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยจะใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างไร แม่ค้าขายผักเพิงเล็กๆ แถวบ้านซึ่งเป็นเสื้อแดง เพราะฉะนั้นแกจะรู้ข่าวสารแยะมากจากสื่อออนไลน์ เพราะลูกชายเข้าให้และนำมาเล่าให้ฟัง
การศึกษาก็ขยายตัว เวลานี้คุณไม่ต้องนั่งห่วงแล้วว่าเวลานี้ไม่ต้องห่วงแล้วว่าเด็กจะเลิกเรียน หนังสือตั้งแต่ชั้นประถม เด็กประมาณ 70% เรียนต่อระดับชั้นมัธยม
ลักษณะ ในทางเศรษฐกิจและสังคมทุกวันนี้ทำให้เมืองในชนบทสัมพันธ์กันอย่าง ยิ่งคือ นอกจากประชากรเกินครึ่งเข้ามาอยู่ในเมือง แม้แต่คนในชนบทเองก็ไม่ใช่ชนบทที่หลุดออกไปจากเมือง มันสัมพันธ์กันตลอดเวลา สัมพันธ์กันในเชิงเศรษฐกิจ คุณอยู่ในหมู่บ้านก็จริง แต่รุ่งเช้าจะมีปิกอัพรับไปก่อสร้างในเมือง เย็นก็เอามาส่ง เมียก็อาจจะมาจ่ายของที่บิ๊กซีในเมือง เป็นต้น เมื่อชนบทกับเมืองเชื่อมกันมากขึ้นก็ทำให้เกิดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารแยะมาก ขึ้น
นอกจากรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากแล้ว เมืองนี่น่าประหลาด เมืองไม่ได้สอนให้คนชั้นกลางระดับกลางรู้จักการจัดองค์กร แต่อาศัยวัฒนธรรมเดิมที่ต้องจัดองค์กรในทางสังคมในชนบท พอเขากลายเป็นคนที่เข้ามาอยู่ในเมือง การปฏิวัติข่าวสารข้อมูลช่วยที่สำคัญอย่างหนึ่งไม่น้อยไปกว่าการรับรู้ข่าว สารข้อมูล คือช่วยเขาในการจัดองค์กร ช่วยให้เขาสามารถจัดองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคม-การเมืองอะไรก็ตามแต่ เยอะแยะมาก ผมไม่เคยได้ยินว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์ที่สุขุมวิท สุขุมวิทก็มีคนจนอยู่แยะนะครับ แต่มีสหกรณ์ออมทรัพย์เยอะแยะไปหมดในประเทศไทย เช่นการจัดตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” เป็นต้น การปฏิวัติข่าวสารข้อมูลก็ช่วยในการจัดองค์กรของเขาด้วย
และ การมีส่วนร่วมในการเมืองท้องถิ่น จะร่วมแบบไหนก็แล้วแต่ จะร่วมแบบช่วยหัวคะแนนให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายก อบต. หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ร่วมก็แล้วกัน นี่ก็ให้ประสบการณ์ในทางการเมืองแก่เขาด้วย
นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อสิ่งที่จะกระทบต่อการเมืองของชนชั้นนำ และคุณทักษิณก็มาใช้ประโยชน์อย่างมาก
เมื่อ คนเหล่านี้ต้องการพื้นที่ทางการเมืองในการต่อรอง ก็เข้ามาสนับสนุนทักษิณ ประตูเดียวที่เปิดให้เขาสามารถเข้ามามีพื้นที่ทางการเมืองได้ก็คือระบบเลือก ตั้ง เพราะฉะนั้นการที่อยู่ๆ คุณทำรัฐประหาร เพื่อทำลายไม่ให้มีระบบเลือกตั้ง หรือเพื่อให้ระบบเลือกตั้งถูกควบคุมมันจึงรับไม่ได้สำหรับเขา และความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างนี้ อย่างไรก็หยุดไม่ได้
ทั้ง หมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ชนชั้นนำไม่ทันได้ตั้งตัว มองเห็นเป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองแบบเดิม หลังรัฐประหารมาจนถึงทุกวันนี้ บางกลุ่มของชนชั้นนำยังย้ำอยู่ตลอดเวลาว่ามันเป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่างคุณ ทักษิณกับกลุ่มพวกเขา มองไม่เห็นว่ามันลึกกว่าเรื่องคุณทักษิณแยะ และอย่างที่หลายท่านก็ทราบว่า กลุ่มคนเสื้อแดงก็มองว่าตัวเขาจะแยกทางคุณทักษิณ ถ้าคุณทักษิณไม่ผลักดันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
เมื่อชนชั้นนำขาดเอกภาพ และสองหนทางหลังเลือกตั้ง
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง จะเป็นตั้งแต่ปี 2549 หรือก่อนปี 2549 ก็แล้วแต่ ผมอยากตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า เกิดความแตกแยกในกลุ่มชนชั้นนำเองสูงมากขึ้นด้วย
อย่ามองแต่ความแตกแยกระหว่างคนชั้นกลางในเมือง กับคนชั้นล่าง-คนชั้นกลางระดับล่างเท่านั้น แม้แต่ในกลุ่มพวก Elite พวก ชนชั้นนำด้วยกันเอง ก็มีความแตกแยกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่ของแปลก ชนชั้นนำมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันแยะมาก และก็มีความขัดแย้งตลอดเวลาแต่ไม่ถึงขนาดแตกแยก เพราะว่าต้องอาศัยการนำที่มีเอกภาพเพื่อทำให้ชนชั้นนำด้วยกันเองที่มีความ ขัดแย้งกันเอง สามารถที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยได้ ผมคิดว่าการนำที่เป็นเอกภาพมันหายไป ในช่วงตั้งแต่ปี 2549 หรืออาจจะก่อนหน้านั้นถึงทุกวันนี้
การนำที่ทำให้ชนชั้นนำ ด้วยกันเองไม่แตกแยก และเป็นเอกภาพนี้หายไป แล้วทำให้ชนชั้นนำต้องยอมทำอะไรหลายอย่างที่ผมคิดว่าในระยะยาวอาจเป็น อันตรายต่อชนชั้นนำเอง เช่น การใช้ม็อบมีเส้น ในโลกนี้ไม่มีใครเป็นไขควง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครเป็นเครื่องมือของใคร 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ทุกคนมีความต้องการบางอย่างในตัวที่ตัวต้องการทั้งสิ้น คือไม่มีใครพร้อมเป็นเครื่องมือให้ใครเต็มที่ ผมอาจเป็นเครื่องมือให้คุณ แล้วในขณะเดียวกันผมมีความต้องการของผมเองโดยที่อาจไม่ตรงกับของคุณ
เพราะ ฉะนั้นการที่ชนชั้นนำลงมาใช้ม็อบมีเส้นเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง นี่เป็นของใหม่นะครับ ไม่เคยมีมาก่อน แล้วอันตรายมากๆ เลย ไม่ใช่อันตรายต่อเรา แต่อันตรายต่อเขาเองนั่นแหละ เป็นต้น
กลุ่มคนชั้นกลาง คนที่เป็นผู้ปกป้องสถาบันที่เด่นที่สุดในประเทศไทยเวลานี้ ถ้าไม่นับกองทัพนี่คือใคร? “คุณเนวินว่ะ” โอ้โฮแปลกมากเลย และก็ต้องยอมรับเลยนะ นี่เป็นสิ่งใหม่ เพราะว่าการที่คุณยอมรับพรรคภูมิใจไทยได้ถึงขนาดนี้ มันทำให้คนชั้นกลางระดับกลางในเมือง ถอยออกมาคิดว่า “ได้เหรอ?” เป็นต้น
มันมี Contradiction มี ความขัดแย้งภายในระบบ ในปัจจุบันแยะมากๆ และผมคิดว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็สะท้อนความแตกแยกในกลุ่มชนชั้นนำมาพอ สมควร ผมได้ยินมาว่า การตัดสินใจที่ให้มีการเลือกตั้ง มีการยุบสภาไม่ได้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันในหมู่ชนชั้นนำทั้งหมด ก็มีบางกลุ่มเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ควรจะอยู่ต่อไป อีกกลุ่มบอกว่าต้องยอมรับ เป็นต้น มันไม่ได้เป็นเอกภาพอย่างที่เคยเป็นมา และผลการเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าชนชั้นนำคงตระหนกเหมือนกัน คงตกใจเหมือนกัน ว่ามันได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าผลของการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่า คุณไม่สามารถหลบหลีกไปจากระบบเลือกตั้งได้ อย่างไรๆ คุณก็ต้องยอมรับมัน อย่างน้อยคุณไม่สามารถหลบหลีกการเลือกตั้งอย่างง่ายๆ อย่างที่เคยหลบมาแล้วได้ เพราะฉะนั้นทางเลือกของชนชั้นนำหลังการเลือกตั้งแล้ว ผมคิดว่ามีสองอย่าง
หนึ่ง รอจังหวะที่เหมาะสมในอนาคตในการล้มรัฐบาล หรือคุณจะล้มโดยวิธีตุลาการภิวัตน์ โดยอะไรก็แล้วแต่คุณ ให้ใบแดงอะไรก็แล้วแต่คุณเถิด แต่ในจังหวะที่เหมาะสมกว่านี้ เราจะเห็นว่าเขาจะล้มรัฐบาลได้หรือไม่ ให้คอยสังเกตสื่อกระแสหลักให้ดี ถ้าสื่อกระแสหลักเริ่มออกแนวในลักษณะต่อต้านรัฐบาลหนักข้อมากขึ้นๆ แสดงว่าเริ่มมีสัญญาณแล้วว่าจะล้มม็อบมีเส้นเริ่มออกมาใหม่ ระวังให้ดีเขาจะล้มรัฐบาล
เพราะฉะนั้นหลุมพรางหรือกับดักที่จะรอ รัฐบาลชุดใหม่อยู่ ผมคิดว่ามีมาก และในที่สุดอาจจะนำไปสู่การรัฐประหารก็ได้ แต่ทีนี้ ก็อย่างที่พูดไปแล้วว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบที่ถาวร อย่างไรๆ คุณก็อยู่ในสภาพรัฐประหารตลอดไปไม่ได้ รัฐประหารไม่สามารถนำดุลยภาพกลับคืนมาได้ใหม่
อันที่สอง ต่อไปที่ชนชั้นนำจะทำได้คือปรับปรุงตัวคุณเอง ให้เข้ามาอยู่ในการเมืองระบบเลือกตั้งให้ดีขึ้นกว่าเก่า แต่ทีนี้เผอิญเป็นช่วงเวลาที่มีความแตกแยกในภาวะการนำด้วย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสามารถปรับตัวได้ เพราะถ้าคุณจะปรับตัวคุณต้องมีเอกภาพในภาวะการนำพอสมควร ซึ่งตอนนี้คุณไม่มี
พลังที่จะปฏิรูป
สู่ ประเด็นสุดท้าย อนาคตการเมืองจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ การเมืองจะไม่ใช่พลังหลักของการปฏิรูป ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่า นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ เขาไม่ได้สนใจการปฏิรูป จากการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งหมด ชัดเจนว่าเขาไม่ได้สนใจการปฏิรูป
การปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการแก้ไขข้อ บกพร่องแบบปะผุ เรื่องนี้เคยก็ก็อย่าโกง อะไรอย่างนั้นนะครับ จริงๆ คุณจะปฏิรูปต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ถ้าเพียงแต่แก้โน้นแก้นี้นิดๆ หน่อยๆ คุณก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวงจรอันเก่า การเมืองแบบชนชั้นนำไปได้ คุณต้องคิดถึงการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใหม่ทั้งหมด
ความ สัมพันธ์เชิงอำนาจในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงอำนาจที่มีอยู่ในทางกฎหมายอย่างเดียว แต่หมายถึงอำนาจทางวัฒนธรรม อำนาจที่มีอยู่เหนือทรัพย์สิน อำนาจในการที่คุณเป็นอิสระจากพันธะทางเศรษฐกิจหรือสังคมอื่นๆ ด้วยทั้งหมด
เมื่อ เราหวังการเมืองไม่ได้ ถามว่าเราหวังจากใครได้ ผมคิดว่าเราหวังจากภาคสังคมได้ เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนหลายกลุ่มด้วย กัน ที่เรียกร้องนโยบายที่ปรับเปลี่ยนถึงระดับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อย่างน้อยที่สุดข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป 2 ข้อด้วยกันที่พูดถึงกัน มาก การเปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจ เป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนตั้งเป็นข้อเรียกร้องต่อนักการเมือง นักการเมืองคนหนึ่งบอกกับผมว่าเขาไม่เคยพบสิ่งนี้มาก่อน ไม่เคยพบมาก่อนว่า เขาออกไปหาเสียง แทนที่เขาจะเป็นฝ่ายพูด ประชาชนกลับเป็นฝ่ายบอกเขาว่าให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ โดยที่เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพูด ฝ่ายเสนอให้แก่ประชาชน เขาบอกว่าไม่เคยเจอสิ่งนี้มาก่อนในชีวิตการเมืองของเขา เป็นต้น ผมคิดว่ามันมีพลังที่เริ่มเคลื่อนไหวบางอย่างในสังคมของเราเอง ที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปได้”
ในการเปิดเวทีของ (สถานีโทรทัศน์) ไทยพีบีเอส ผมจำได้ว่ามีชาวบ้านที่เข้ามาร่วมการประชุมด้วย ถือป้าย “จำกัด การถือครองที่ดิน” ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมากที่สุด แต่เขาเรียกร้องให้จำกัดการถือครองที่ดิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ต้องปฏิรูปที่ดิน” เพราะฉะนั้น จึงคิดว่าคนที่อยู่แนวหน้าในเรื่องการปฏิรูปไม่ใช่นักการเมือง แต่คือชาวบ้าน หรือประชาชน
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าความเคลื่อนไหว เหล่านี้จะขยายตัวไหม แล้วจะชิงบทบาทเด่นต่อไปไหม ถ้าถามว่าข้อเรียกร้องของพวกนี้กับคนเสื้อแดงใครดังกว่ากัน คนเสื้อแดงดังกว่า พวกนี้แค่แผ่วๆ แต่ในอนาคตเสียงแผ่วๆ เหล่านี้ขยายตัวมากขึ้นเป็นข้อเรียกร้องหลักในอนาคต ได้หรือไม่ ผมว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่าง นับตั้งแต่ สื่อ การจัดองค์กร และอีกร้อยแปด ความใส่ใจของวงวิชาการ เพราะถ้าจะพูดถึงการปฏิรูปต้องมีการสร้างฐานความรู้เรื่องการปฏิรูปด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็ต้องสนใจสร้างฐานความรู้สำหรับการปฏิรูป ขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นพัฒนาการขั้นต่อไปน่าจะเป็นการจัด ตั้งองค์กรภาคประชาชนเพื่อ รวมตัวกันผลักดันประเด็นให้กว้างกว่าท้องถิ่น ภาคประชาชนรู้จักรวมตัวกันมานานแล้ว แต่ผลักดันประเด็นเรื่องท้องถิ่นตลอดมา แต่ตอนนี้ต้องรู้จักจัดองค์กรที่ผลักดันประเด็นที่ไม่ใช่ท้องถิ่นเพียงอย่าง เดียว
ถามว่าประชาชนทำได้หรือไหม ผมคิดว่าได้ มีตัวอย่างที่น่าสนใจที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อย่างที่ทราบกันดีว่าเริ่มต้นมาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มีการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียง 2 จุด คือ บ้านกูดและบ่อนอก แต่จาก 2 จุดนั้นมันพัฒนาไปเรื่อยๆ ขยายภายในตัวจังหวัดประจวบฯเอง เป็นสาม เป็นสี่ เป็นห้า ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าไม่สร้างแล้ว ก็ยังไม่ได้สลายตัว ก็ไปรวมตัวกันประท้วงต่อต้านโรงถลุงเหล็ก ต่อต้านการสร้างเตาเผาขยะ การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ของ กฟผ. ฯลฯ จนกระทั่งเครือข่ายภายในของ จ.ประจวบคีรีขันธ์มี 7-8 เครือข่าย
ที่น่าสนุกไปกว่านั้น คือ โรงถลุงเหล็ก โรงไฟฟ้าก็ตาม ถามว่าสร้างให้ใครใช้ สร้างให้โรงงานใช้ ดังนั้น 7-8 กลุ่มในประจวบคีรีขันธ์ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ที่ตนเองถูกแย่งชิงทรัพยากรอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่นายทุนมาทำอะไรในท้องถิ่นตัวเอง แต่มันมีความหมายรวมไปถึงทั้งหมดในประเทศไทย ฉะนั้นก็เริ่มสร้างเครือข่ายข้ามจังหวัดไปยังชุมพร ชุมพรจะถูกใช้เป็นสถานที่สร้างเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อที่จะส่งย้อนขึ้นมาให้ ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้โรงถลุงเหล็กได้ใช้น้ำมากขึ้น ทับสะแกจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อนำไปป้อนโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ เกิดการจับมือกันตั้งแต่ประจวบฯ ไล่ไปจนถึง นครศรีธรรมราช ถึงสุราษฎร์ธานี ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมันเริ่มเติบโตเป็นประเด็นที่ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่เป็นประเด็นท้องถิ่นอย่างเก่า ถ้ามันเกิดที่ประจวบได้ มันก็เกิดที่อุบลราชธานี เกิดที่อุดรธานีไก้ เกิดที่เชียงใหม่ได้
เชียงใหม่เองก็เริ่มจากการต่อต้านกระเช้าขึ้นดอยสุเทพ พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้กลายเป็นข้อเสนอเรื่อง การปกครองตนเอง ... เออ “ปกครอง ตนเอง” เดี๋ยวโดนจับ ... “ปกครองตนเองภายใต้เงื่อนไขราชอาณาจักรไทย” ก็แล้วกันนะฮะ เป็นต้น คือมันพัฒนาได้ เครือข่ายมันพัฒนาได้