WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 2, 2011

"สุเทพ" ผิดหวัง กกต. รับรองจตุพรเป็น ส.ส. ชี้เป็นความสูญเปล่าของประเทศ

ที่มา ประชาไท

ศาล อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว "จตุพร" - "นิสิต" แล้ว โดย "นิสิต" เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษเสื้อแดง ส่วน "จตุพร" ถาม "สุเทพ" ขุดรูหรือยัง โดยหลังได้รับการปล่อยตัวนายจตุพรได้เดินทางไปรัฐสภาทันที

ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจตุพร-นิสิตแล้ว

สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานว่า วันนี้ (2 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายนิสิต สินธุไพร 2 แกนนำเสื้อแดง ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันก่อการร้าย โดยศาลพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า พฤติการณ์มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 2 ระหว่างการพิจารณาคดีโดยตีราคาวงเงินประกันคนละ 6 แสนบาท พร้อมทั้งระบุเงื่อนไง ห้ามมิให้กระทำการใดๆอันอาจก่อให้เกิดอันตรายกระทบต่อความสงบเรียบร้อย และห้ามนายนิสิต เดินทางออกนอกราชอาญาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล และหลังจากนี้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความคนเสื้อแดง จะเดินทางไปรับตัวทั้ง 2 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันนี้

"จตุพร" ถาม "สุเทพ" ขุดรูหรือยัง ด้าน "นิสิต" เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษเสื้อแดง

ส่วน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยมีแกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจ มีพระสงฆ์จากวัดใหม่พิเรนทร์ มาพรมน้ำมนต์ให้ โดยนายจตุพรเดินทางไปที่สภาทันที

นายจตุพร ยังได้กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงขอบคุณคนเสื้อแดงด้วย และว่ารู้สึกดีใจที่แกนนำคนเสื้อแดงได้เข้ามาเป็น ส.ส.หลายคน และกล่าวฝากไปถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่เคยบอกว่าจะขุดรูอยู่นั้น บัดนี้ได้ทำตามคำพูดหรือไม่ ส่วนนายนิสิต เรียกร้องให้มีการพิจารณาปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง อยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อให้ความปรองดองเกิดขึ้น

สุเทพจวก กกต. รับรองจตุพรเป็น ส.ส. คือความสูญเปล่าของประเทศ

สำนักข่าวแห่งชาติ ยังรายงานด้วยว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการรับรอง ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธ์ ว่า สร้างความผิดหวังและเป็นความสูญเปล่าของประเทศ ที่ทำงานไม่เป็นที่ประทับใจของประชาชน ทั้งการกำกับดูแลการเลือกตั้ง บังคับใช้กฏหมาย และวินิจฉัยผลการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของประชาชน แตกต่างจาก กกต.ชุดเก่า ที่ตัดสินใบเหลืองใบแดงเป็นที่ยอมรับ

ร้ายสไตล์กับรุงรวี ศิริธรรมไพบูลย์: วันสตรีไทย : สตรีไทยมีใครบ้าง

ที่มา ประชาไท

วันสตรีไทย : สตรีไทยมีใครบ้าง

ร้ายสไตล์กับรุงรวี ศิริธรรมไพบูลย์: วันสตรีไทย : สตรีไทยมีใครบ้าง

วันนี้ (1 ส.ค.) ฤกษ์ไม่ค่อยดี เพราะจู่ๆ ดิฉันก็ตื่นเช้าผิดปกติ จากที่เคยตื่นบ่ายเลยเถิดไปถึงเย็น ปรากฏว่าวันนี้งัวเงียขึ้นมาดูนาฬิกา แม่เจ้า! 6 โมงครึ่ง!!! ทีแรกกะจะโทษฟ้าโทษฝน แต่เห็นว่ากำลังตกพรำๆ น่านอนเสียยิ่งกระไร แล้วทำไมเราถึงตื่นเช้า (วะ) ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเปิดโทรทัศน์ดูข่าวเสียหน่อย จึงทำให้ทราบว่า วันนี้ (1 ส.ค.) เป็นวัน ‘สตรีไทย’ (ต้องเป็นเพราะเหตุนี้แน่ๆ เลย) สตรีบางคนอาจกำลังเดินทางไปทำงาน สตรีบางคนอาจกำลังทำกับข้าวให้สามี แต่งตัวให้ลูกเตรียมไปโรงเรียน ส่วนสตรีอย่างดิฉันจะทำอะไรดีล่ะ งานก็ไม่มี ลูกผัวก็ (ยัง) ไม่มี สตรีที่ไม่มีอะไรทำจึงฟุ้งซ่าน นั่งคิดอะไรไปเล่นๆ ว่าแต่คำว่า ‘สตรี’ ในที่นี้กินความไปถึงไหน ผู้หญิงทุกคน ? ทุกอายุ ? ทุกชนชั้น ? ชายที่แปลงเพศเป็นหญิงแล้ว ? เพราะทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า ‘สตรี’ ภาพไฮโซวัยชราทำผมกะบังลมสูงกว่าสึนามิ แข็งยิ่งกว่าขนมปังฝรั่งเศส และประโคมเครื่องเพชร ทองหยอง แต่งกายในชุดผ้าไหม ผุดขึ้นมาหลอกหลอนในทันใด

สตรีในที่นี้ต้องไม่ใช่ผู้หญิงอย่างดิฉันแน่ๆ (เอ๊ะ! หรือว่าแก่ตัวไป เราก็อาจเป็นแบบนี้)

เอ่อ...ว่า แต่ทำไมเขาไม่ใช้คำว่า ‘ผู้หญิง’ ไปเลย ซึ่งฟังแล้วน่าจะตีความง่ายกว่าคำว่า ‘สตรี’ (อย่าถือสา ถ้าดิฉันจะงงงวย เพราะสอบตกวิชาภาษาไทยเป็นประจำค่ะ) นั่นน่ะสิ...ทำไม หรือบางทีดิฉันอาจจะคิดมากไป หรือรู้น้อยไป เพราะเค้าอาจจะใช้คำว่า ‘สตรี’ แทน ‘ผู้หญิง’ ในแง่ความสละสลวยของภาษาก็ได้ ว่าแล้วจึงไปค้นความหมายในเว็บไซต์ราชบัณฑิตฯ มา ได้ความว่า “สตรี คือ ผู้หญิง, เพศหญิง, คู่กับบุรุษ (ใช้ในความหมายที่สุภาพ)” ถ้าหากคำว่า ‘ผู้หญิง’ หมายถึงผู้ที่เกิดมามีมดลูกมาด้วย ผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิงในภายหลังก็ไม่ใช่สตรี (และพวกที่โดนตัดมดลูกเพราะเป็นมะเร็ง หรือเหตุอื่นๆ นั้น ใช่สตรีหรือไม่ เอ...ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความหรือเปล่านะ) และผู้หญิงที่ไม่ได้คู่กับ ‘บุรุษ’ ก็ไม่ใช่สตรี (หญิงรักหญิง ทอมดี้ ทั้งหลาย เอ...รวมหญิงโสดอย่างดิฉัน ที่ไม่มีบุรุษมา ‘คู่’ ด้วยหรือเปล่านะ) และผู้หญิงที่แสนหยาบคาย ไม่สุภาพอย่างดิฉันก็คงไม่ใช่ ‘สตรี’

ดิฉัน พอมีความจำอย่างเลือนลางและเลาๆ ว่า เรา (ชาวโลก) มี ‘วันสตรีสากล’ คือวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ซึ่งก็เห็นว่าประเทศไทยก็ร่วมวงสังสรรค์ในวันนี้ด้วยเช่นกัน แล้วประเทศไทยยังมีวัน ‘สตรีไทย’ ในวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปีอีก นั่นหมายความว่าสตรีไทยไม่เป็นสตรีสากลหรือย่างไร หรือว่าสตรีไทยมีลักษณะพิเศษที่พิเศษกว่าความเป็นสตรีสากล (แน่นอน...นอกจากประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ไม่เหมือนใครในโลกแล้ว เราต้องมีผู้หญิงแบบไทยๆ ที่ไม่เหมือนใครในโลกด้วย) จึงต้องมีวันสตรีไทยเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วัน อีกอย่างที่น่าสังเกตคือ คำว่า ‘สตรี’ ที่ประเทศไทยใช้นั้น เทียบเคียงในภาษาอังกฤษในคำว่า ‘Lady’ ไม่ใช่ ‘Woman’ แต่ขณะเดียวกัน วันสตรีสากลนั้น ในภาษาอังกฤษกลับใช้คำว่า International Woman’s Day แปลว่าสตรีไทย ณ ที่นี้ต้องเป็น Lady ไม่ใช่ Woman แน่ๆ เลย

แล้ว Lady กับ Woman ต่างกันอย่างไร...ซวยล่ะสิ ดันเรียนจบกฎหมายมา

วัน สตรีสากลนั้น ตามข้อมูลในวิกิพีเดียไทย ให้ข้อมูลไว้ว้า “วันสตรีสากล เป็นวันที่มีการประท้วงของแรงงานหญิง ณ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรรมกรสตรีในโรงงานทอผ้าได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการเอาเปรียบกดขี่ขูด รีด ทารุณ จากนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสตรีถูกเอาเปรียบกดขี่ขูดรีด ทารุณ จากนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน โดยวันสตรีสากล ไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลองเหมือนงานประเพณีที่มักทำติดต่อกันทุกปี หากจะเป็นการตระหนักร่วมและให้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของผู้ใช้ แรงงานหญิง และสืบทอดเจตนารมย์ที่ต้องการให้ผู้หญิงได้รับการปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย จากความรุนแรง และยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ ผู้ใช้แรงงานต้องได้รับการดูแลในด้านสวัสดิการ สุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งผู้หญิงต้องได้รับการปฏิบัติอย่างให้กียรติและเท่าเทียมในฐานะที่ ผู้หญิงก็เป็นสมาชิกหนึ่งในสังคม” (วิกิพีเดียไทย)

โดยข้อมูลที่เผย แพร่ทั่วไปให้ข้อมูลถึงประวัติแห่งการต่อสู้จนเกิดเป็น วันสตรีสากลไว้ว่า “เกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่ โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ.2400)

จาก นั้นในปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

ความ อัดอั้นตันใจจึงทำให้ ‘คลาร่า เซทคิน’ นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมันตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรสตรีด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

อย่างไรก็ตามแม้การเรียก ร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ ‘คลาร่า เซทคิน’ และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

ต่อ มาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 (พ.ศ.2451) มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า ‘ขนมปังกับดอกกุหลาบ’ ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จน กระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ ‘คลาร่า เซทคิน’ ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล (จากเว็บไซต์ kapook.com)

ซึ่งข้อ มูลในเวอร์ชั่นวิกิพีเดียไทยนั้น เป็นเวอร์ชั่นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าตกลงเวอร์ชั่นไหนเป็น ‘สาเหตุ’ ในการเกิดวันสตรีสากลกันแน่ เพราะตามข้อมูลวิกิพีเดียในภาษาอังกฤษนั้น ให้ข้อมูลไว้ว่า มีการประกาศวันสตรีสากลครั้งแรก คือในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1909 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศโดยพรรคสังคมนิยมอเมริกา (Socialist Party Of America) แต่ที่เป็น ‘สากล’ จริงๆ นั้น เกิดขึ้นจากการประชุม International Women's Conference ที่โคเปนฮาเกน ในปี 1910 แต่มากำหนดอย่างเป็นทางการจริงๆ ในปี 1911 โดยความร่วมมือของนานาประเทศและมีการเดินขบวนเรียกร้องเพื่อโปรโมทวันสตรี สากลอันอย่างจริงจังใน โดยตัวตั้งตัวตีในการประกาศวันสตรีสากล (ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นเพียงวันสตรีเฉยๆ --Woman’s Day) คือโซเชียลลิสต์ชาวอเมริกันและชาวเยอรมนี คลาร่า เซทคิน (ส่วนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนเรียกร้องคนแรกคือ Luise Zietz) เป็นการเรียกร้องเพื่อให้ได้ ‘สิทธิ’ แห่งความเท่าเทียมอันรวมไปถึงสิทธิในการเลือกตั้งด้วย

แต่ถึงแม้ใน เวอร์ชั่นวิกิพีเดียอังกฤษจะไม่ได้เคลมว่า ‘สาเหตุ’ แห่งการก่อกำเนิดวันสตรีสากลนั้นมาจากการต่อสู้ของกรรมกรแรงงานหญิงอย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้จะมีการอ้างชื่อคลาร่า เซทคิน ก็ตามที (แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดการเป็นผู้นำกรรมกร แรงงานหญิงประท้วงของเธอ และไม่ได้ยกขึ้นมาเป็นต้นเหตุของการเกิดวันสตรีสากลอย่างชัดเจน) แต่ในหลายๆ ประเทศแรงงานกรรมกรหญิงก็หยิบฉวยเอาวันนี้มาใช้ในการต่อสู้ เช่นสหภาพโซเวียต (ในสมัยนั้น) ก็นำวันนี้มาเป็นแคมเปญโปรโมทให้ผู้หญิงปลดแอกจากการเป็นทาสในครัว และโปรโมทการเป็นหญิงชนชั้นแรงงาน (Working Woman—คำว่าเวิร์กกิ้งวูแมน เคยฮิตมากๆ ในสังคมไทย) และในความหมายของยุคสมัยปัจจุบัน วันนี้ก็ถูกตีความหมายไปอีกหลากหลายอย่าง อย่างเช่นในประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งแยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ก็ ‘แบน’ วันนี้ แล้วตั้งวันขึ้นมาใหม่เป็นวันที่ 7 เมษายน และเปลี่ยนจากวันสตรีสากลเป็นวัน ‘Beauty and Motherhood’ (ไม่รู้ว่าจะแปลอย่างไร...วันแห่งความสวยงามและความเป็นแม่ ?) ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ในวันนี้ยังเป็นวันสำคัญในการเคลื่อนไหวของภาค แรงงานหญิงอยู่ อย่างเช่น ปากีสถาน

กลับมาที่ประเทศไทย...

ประเทศ ไทยก็ให้ความสำคัญกับ ‘วันสตรีสากล’ ร่วมกับประชาคมโลกเช่นกัน เห็นได้จาก อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีคำปราศัยออกมาในวันสตรีสากลในปีนี้ และในด้านกิจกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมก็จะเห็นว่ามีการจัดกิจกรรมขึ้นในวัน สตรีสากล เช่นงานของ สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมกับสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และองค์กรภาคีนานาชาติในประเทศไทย ซึ่งในปีนี้มีการจัดการเสวนาหัวข้อ “ส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายในการเข้าถึงทางด้านการศึกษา การอบรม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแนวทางให้สตรีได้มีโอกาสเข้าถึงงานที่ดีในอนาคต” โดย H.E. Mrs.Kristie A. Kenney เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทย นางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณณ อยุธยาอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ที่ต้องไล่ให้ฟัง เสียยืดยาว เพื่อจะเห็นภาพของงานว่า สุดท้ายก็มีแต่คุณหญิงคุณนาย ในแบบภาพจินตนาการที่ดิฉันนึกไว้เปี๊ยบ! (ไม่เชื่อไปดูภาพงานเองได้ผมกะบังตั้งสูง ชุดไหมปลิวว่อน) แต่ในแง่หนึ่งก็อาจคิดได้ว่า ในเมื่อเป็นวันสตรีสากล ‘สตรี’ ที่ต้องเกี่ยวข้องก็ต้องดู ‘สากล’ นิดหนึ่ง ทั้งเอกอัครราชทูต คุณหญิง ดอกเตอร์ รัฐมนตรี ฯลฯ ทั้งหลาย เพราะถ้าจะย้อนไปยังต้นกำเนิดแห่งวันสตรีสากลอย่างเรื่อง ‘แรงงานหญิง’ ก็อาจจะดูไม่สากล เพราะอาจพูดภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาสากลไม่ได้ แลดูไม่เชิดหน้าชูตา เป็นสากลสักเท่าไหร่

และถึงแม้จะเป็น ‘วันสตรีไทย’ ภาพของงานที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างกัน ซึ่งแม่งานของวันสตรีไทยคือ สภาสตรีแห่งชาติฯ เช่นเคย โดยในปีนี้มีคำขวัญเก๋ๆ ว่า "พลังสร้างสรรค์ สู่อนาคตที่ยั่งยืน : สตรียุคใหม่ พัฒนาก้าวไกล ห่วงใยสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม" และมีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น งานแสดงปาฐกถาพิเศษจากนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสตรีไทย ณ ทำเนียบรัฐบาล (ซึ่งจะจัดในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ต้องรอฟังอีกทีว่านายกรัฐมนตรีหญิงจะพูดอะไรเกี่ยวกับ ‘สตรี’ ไทยบ้าง) ปาฐกถาพิเศษภาคเศรษฐกิจและการเงิน โดยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กิจกรรมเข้าเยี่ยมคารวะประธานสภาสตรีแห่งชาติ ฯ ของคณะสตรีไทยในต่างประเทศ ฯลฯ

และแน่นอน ว่าทั้งสองวันสำคัญนั้นต้องมีการให้รางวัล ‘สตรีดีเด่น’ ซึ่ง ‘สตรี’ แบบไหนที่ได้รางวัลบ้างก็พอจะคาดเดาได้ และลองหาอ่านได้ตามข่าวทั่วไป (ขี้เกียจยกมาแปะ...เยอะมากกก...)

จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยมีอะไรที่เกี่ยวข้องไปยังสาเหตุแห่งการเกิดวันสตรีสากล เท่าไหร่เลย และวันสตรีไทยก็มีรูปแบบที่ไม่ต่างจากวันสตรีสากลเท่าไหร่ด้วย บางทีสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะในปัจจุบันเรื่องราวของผู้หญิงก็ต้องเปลี่ยน แปลงไปตามยุคสมัย เคลื่อนย้ายจากประเด็นแรกเริ่มไปสู่ประเด็นใหม่ๆ จะมาเป็นเรื่องแรงงานกรรมกรหญิงอย่างเดิมคงจะไม่ได้ หรือถ้าจะได้ก็อาจต้องไปทำ ไปเรียกร้องในวัน ‘แรงงาน’ แทน วันสตรีทั้งสากลและวันสตรีไทย เราจึงได้ยินแต่คำว่า ‘สิทธิ’ ของผู้หญิง แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าผู้หญิงกลุ่มไหนบ้าง อย่างไรบ้าง อย่างง่ายๆ หากคำขวัญในปีนี้คือ “สตรียุคใหม่ พัฒนาก้าวไกล ห่วงใยสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม” ภรรยาของแกนนำต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินท่าทรายถือว่าเป็นผู้หญิงที่ ห่วงใยสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมหรือไม่ แรงงานหญิงไทรอาร์มอยู่ในส่วนไหนของ ‘สตรีไทย’ ฯลฯ

ทุกๆ วันสำคัญนี้ ไม่ว่าจะเป็นวันสตรีสากล หรือวันสตรีไทย เราจึงได้ดูแต่ข่าวว่าปีนี้มอบรางวัลให้ใครบ้าง ซึ่งก็เป็นคุณหญิงคุณนายใหญ่ๆ โตๆ เสียส่วนใหญ่ มีระดับท้องถิ่นบ้าง แต่ก็เป็นผู้นำองค์กรของภาครัฐเสียเป็นส่วนใหญ่อีก และแน่นอนมันเป็นข่าวที่ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่มีความสลักสำคัญใดๆ เหมือนคำว่า ‘สตรีไทย’ จะถูกจำกัดความอยู่เฉพาะแค่คนกลุ่มหนึ่ง จัดงานกันเอง เป็นงานแบบ ‘พอเป็นพิธี’ ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบถึง ‘ผู้หญิง’ ในทุกภาคส่วนของสังคม (เกลียดคำนี้จริงๆ ให้ตายเหอะ) ดูได้จากภาพงานอย่างเป็น ‘ทางการ’ ก็พอจะรู้แล้วว่าผู้หญิงแบบไหนที่อยู่ในกลุ่มของคำว่า ‘สตรีไทย’ ส่วน ‘ผู้หญิง’ ส่วนอื่นๆ หากอยากจะหยิบฉวยเอาวันนี้มาทำอะไรเพื่อตัวเองบ้างก็เชิญไปทำกันเอง (เพราะงานสตรีไทยภายใต้การรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็เหมือนเป็นการรับรองความเป็น ‘สตรีไทย’ แบบไหนที่เป็นสตรีไทยนั้น ต้องเป็นแบบนั้น นอกจากนั้นที่ไม่รับรอง ไม่เป็นสตรีไทยค่ะ) อย่างกรณีแรงงานหญิงไทร์อาร์มที่จัดการเดินขบวนเรียกร้องในวันสตรีสากลที่ ผ่านมา แล้วพวกเธอถูกหยิบยกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสตรีไทย (ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสตรีสากลในวันสตรีสากล) หรือวันสตรีไทยไหม...ไม่ แม้จะพูดได้ว่าเรื่องราวของพวกเธอคือที่มา จุดกำเนิดเดียวกับกับเรื่องราวของวันสตรีสากลเลยก็ตาม

คำว่า ‘สตรีไทย’ ที่เป็นวาทกรรมภายใต้วันสตรีสากล หรือวันสตรีไทยนั้น จึงเหมือนถูกจับจองเป็นเจ้าของเพียงแค่ ‘ผู้หญิงชนชั้นหนึ่ง’ ผูกขาดโดยผู้หญิง ‘เฉพาะกลุ่ม’ ละเลยผู้หญิงอีกหลายกลุ่ม (ด้วยการที่ผู้หญิง Discriminate ผู้หญิงด้วยกันเอง) และหลงลืมรากเหง้าที่มาที่แท้จริงของความสำคัญของวันสำคัญนี้ (ถ้าเราคิดว่ามันเป็นวันสำคัญน่ะนะ) คำว่าสตรีจึงไม่ใช่คำที่มีความหมายเฉพาะเพียงเรื่องเพศเท่านั้น แต่มันยังกินความไปยังเรื่องของชนชั้นด้วย (บวกเศรษฐกิจอีกสักเรื่องยังได้) ไม่ใช่ว่าใครๆ ในผืนแผ่นดินนี้ที่เกิดมาเป็นเพศหญิงจะเป็น ‘สตรีไทย’ ได้ เพราะวันสตรีสากลและสตรีไทย (ในประเทศไทย) นั้นทำให้เราเห็นแล้วว่า อยากจะเป็นสตรีไทย มีส่วนร่วมกับคำว่าสตรีไทย ในวันสตรีสากล หรือวันสตรีไทย เกิดเป็นผู้หญิงอย่างเดียวนั้นไม่พอ!

ดิฉันผู้ซึ่งอาจถูกคัดออกใน ดำลับต้นๆ เช่นเดียวกัน ผู้ซึ่งไม่รู้จะทำอะไร จะไปเกี่ยวข้องตรงไหน ในวันสตรีไทย ก็ได้แต่นั่งคิดฟุ้งซ่าน เขียนอะไรไร้สาระ คิดได้ดั่งนั้น จึงอาบน้ำแต่งตัว เป็นเพียงผู้หญิงสวยๆ และไปเดินช้อปปิ้งให้เขาครหาว่านอกจากความสวยแล้วยังไม่เป็น (กุล)สตรีที่ดีอีก!

ร้ายสไตล์กับรุงรวี ศิริธรรมไพบูลย์: วันสตรีไทย : สตรีไทยมีใครบ้าง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/08/54 พลังความยุติธรรม...

ที่มา blablabla



เมื่อเดินถึง ฝั่งฝัน วันฟ้าสวย
ยินดีด้วย กับสิ่งงาม ตามที่หวัง
ให้ก่อเกิด แรงใจ ได้พลัง
สู่บัลลังก์ สูงค่า สภาไทย....

เป็นรางวัล ตอบแทน วันแสนล้า
กี่หยดเลือด และน้ำตา นำพาให้
อย่ามัวนั่ง อิ่มเอม เกษมใจ
เพื่อนของ"ใคร" ยังร่ำร้อง ถูกจองจำ....

ยัดข้อหา ใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
เอาราคี ยัดเยียด รังเกียจซ้ำ
ช่วยต่อเติม ชีวิต สถิตธรรม
แล้วหนุนนำ ให้เขา เลิกเศร้าตรม....

กี่ชีวิต ยากแค้น แสนรันทด
ความหวังหมด ซึมเศร้า เฝ้าขื่นขม
เกาะลูกกรง น้ำตาไหล ใจระทม
ร้าวอารมณ์ ท้อถอย สุดน้อยใจ....

คืนชีวิต ให้เขา เลิกเศร้าหมอง
ตามครรลอง แห่งรัก อย่าผลักใส
เอายุติธรรม ย้ำสิ่งดี ไม่มีภัย
คืนอ้อมกอด สดใส ในวันวาน....

ยามเพื่อนถึง ฝั่งฝัน วันฟ้าสวย
อบอวลด้วย ไอรัก สมัครสมาน
เสียงหัวเราะ ครึกครื้น แสนชื่นบาน
คิดถึงบ้าน..ได้ยินไหม..ใคร​ช่วยที....(เศร้า..)

๓ บลา / ๒ ส.ค.๕๔

จตุพรกอดคอนิสิตสู่อิสรภาพ เสื้อแดงเฮรับขวัญ

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 สิงหาคม 2554

เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุพร พรหมพันธุ์ จำเลยที่ 2 คดีร่วมกับแกนนำ นปช.ก่อการร้าย และส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายนิสิต สินธุไพร จำเลยที่ 8 คดีร่วมกันก่อการร้ายระหว่างการพิจารณาคดี โดยศาลตีราคาประกันคนละ 600,000 บาท

ภายหลังจากที่วันนี้ ทนายยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด ขอปล่อยตัวชั่วคราวคนละ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในการอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ศาลได้กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้ง 2 ก่อเหตุอันตราย กระทบต่อความสงบเรียบร้อยด้วย และห้ามนายนิสิต ออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาต

คนเสื้อแดงรวมตัวตั้งแต่เที่ยงวันนี้รับขวัญส.ส.จตุพรสู่อิสรภาพ

หลัง จากที่ประชุมกกต.มีมติเมื่อค่ำวานนี้ 4:1 รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นส.ส.แล้ว คนเสื้อแดงได้นัดหมายไปรับขวัญส.ส.ของพวกเขาออกจากคุกเวลาเที่ยงวันนี้

ทั้ง นี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สหายร่วมรบได้ยื่นขอประกันตัวจตุพรสู่อิสรภาพทันทีที่กกต.มีมติรับรอง และคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงเที่ยงหรือบ่ายวันนี้(รูป:จากแฟ้มภาพ)

นิสิตเฮได้ประกันตัวออกพร้อมจตุพร


ความเปิ่นของดิฉัน...วันนี้(1ส.ค.) ได้ฝ่าด่านพี่น้องเข้าไปเยี่ยม อ.นิสิต และคุณตู่ ถามพี่นิสิต "อาจารย์ ตกลงหนังสือที่หวานฝากให้ ๓ เล่ม ได้รับมั้ย" อ.นิสิตตอบ "ไม่ได้เลย อาจารย์" อ.หวานเลยถาม "ว้า! งั้นเดี๋ยวเอามาให้ใหม่ ช่วงนี้ อจ.อยากอ่านเรื่องอะไรคะ" อ.นิสิตตอบ "ผมจะออกวันนี้แล้วมั้ง อาจารย์หวาน!!!" เออ ถามงั้นได้ไงวะ เรา! ...ฮาาาาๆๆๆ (ที่มา:เฟซบุ๊คดร.สุดา รังกุพันธ์)



นาย นิสืต สินธุไพร แกนนำนปช.ที่โดนหนักที่สุด เพราะติดคุกรอบแรกนาน 9 เดือนพร้อมแกนนำรายอื่นๆนับจาก 19 พฤษภาคม 2553 ออกจากคุกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ ได้ใช้เวลาอยู่นอกคุกเพียงเดือนครึ่ง ก็ถูกส่งกลับเข้าคุกอีกครั้งเมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

มีคำกล่าว ทำนองประโลมใจกันว่า การที่จตุพร พรหมพันธุ์ เข้าไปติดคุกมากว่า 2 เดือนก็ถือว่า ได้เป็นโอกาสลิ้มลองประสบการณ์มหาวิทยาลัยคลอิงเปรม เพราะพรรคพวกแกนนำนปช.ติดมาก่อนนาน 9 เดือน "ก็ให้จตุพรเข้าไปอยู่แทนเพื่อนที่ออกมามั่ง เพื่อเป็นเกียรติประวัตินักสู้"

ทว่าเรื่องที่ตลกไม่ออกก็คือ 1 ในแกนนำที่ติดยาว 9 เดือนอย่างนิสิต สินธุไพร ผู้อำนวยการโรงเรียนนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เป็นเพียงรายเดียวที่ได้กลับเข้าไปอยู่ในคุกร่วมกับจตุพรอีกครั้งหนึ่ง หลังออกมาสูดกลิ่นอิสรภาพนอกคุกได้ไม่นานนัก

ที่สำคัญในเวลานี้จตุพรได้ลุ้นออกคุก ภายหลังกกต.รับรองเป็นส.ส. แต่นิสิตจะมีลุ้นได้ออกด้วยหรือเปล่า...

การ ถูกส่งกลับเข้าคุกรอบสองลำพังเพียงคนเดียว และอาจจะต้อง"ติดยาว"ไม่ได้ลุ้นออกมาพร่อมกับจตุพรนั้น เนื่องจากการปราศรัยรำลึกวีรชน 10 เมษายนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 10 เมษายน 2554 เป็นไปภายหลังได้รับการประกันตัวออกจากคุกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2554 และต่อมาถูกถอนประกันส่งกลับคุกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2554

คำปราศรัยอะไรที่นิสิตต้อง"โดนหนักที่สุดในบรรดาแกนนำนปช."ก็ลองดูคลิปข้างต้น

ทั้ง นี้หลังการยุบสภาเพียง 2 วัน ในวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิจารณาคำปราศรัยของนายจตุพร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ในงานครบรอบ 1 ปีรำลึกถึงสมาชิก นปช. ที่เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมาและพิเคราะห์แล้วเห็นว่า " เมื่อพิจารณาคำปราศรัยตามคำฟ้องของ อัยการเห็นว่า มีคำพูดของจำเลยที่ 2 (นายจตุพร พรหมพันธุ์) และจำเลยที่ 8 (นายนิสิต สินธุไพร) บางตอนที่อาจจะส่อไปให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง ซึ่งผิดเงื่อนไขประกันที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย จึงให้ถอนประกันจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 8 ดังกล่าว "

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คุณขอมา(อีกแล้ว)หมาป่าอำมาตย์กับลูกแกะจตุพร

หัวใจผูกพันพี่น้องเสื้อแดงพรึ้บรับส.ส.จตุพรสู่อิสรภาพวันนี้ นิสิตหวังได้พ้นคุกพร้อมสหายร่วมรบ

ที่มา Thai E-News

หัวใจผูกพัน-คน เสื้อแดงได้นัดหมายกันทางเฟซบุ๊คว่า ในวันนี้(2ส.ค.)เวลา12.00น.เป็นต้นไปพบกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ(คลอง เปรม)ถนนงามวงศ์วาน เพื่อรับขวัญจตุพรสู่อิสรภาพ หลังกกต.รับรองเป็นส.ส.เมื่อค่ำวานนี้ ขณะที่นิสิต สินธุไพร ก็มีความหวังจะได้ออกพร้อมกัน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 สิงหาคม 2554

นัดกันเที่ยงวันนี้รับขวัญส.ส.จตุพรสู่อิสรภาพ


หลังจากที่ประชุมกกต.มีมติเมื่อค่ำวานนี้ 4:1 รับรองนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นส.ส.แล้ว คนเสื้อแดงได้นัดหมายไปรับขวัญส.ส.ของพวกเขาออกจากคุกเวลาเที่ยงวันนี้

ทั้ง นี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สหายร่วมรบได้ยื่นขอประกันตัวจตุพรสู่อิสรภาพทันทีที่กกต.มีมติรับรอง และคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงเที่ยงหรือบ่ายวันนี้(รูป:จากแฟ้มภาพ)

นิสิตมีความหวังว่าจะได้ประกันตัวออกพร้อมจตุพร
ความ เปิ่นของดิฉัน...วันนี้(1ส.ค.) ได้ฝ่าด่านพี่น้องเข้าไปเยี่ยม อ.นิสิต และคุณตู่ ถามพี่นิสิต "อาจารย์ ตกลงหนังสือที่หวานฝากให้ ๓ เล่ม ได้รับมั้ย" อ.นิสิตตอบ "ไม่ได้เลย อาจารย์" อ.หวานเลยถาม "ว้า! งั้นเดี๋ยวเอามาให้ใหม่ ช่วงนี้ อจ.อยากอ่านเรื่องอะไรคะ" อ.นิสิตตอบ "ผมจะออกวันนี้แล้วมั้ง อาจารย์หวาน!!!" เออ ถามงั้นได้ไงวะ เรา! ...ฮาาาาๆๆๆ (ที่มา:เฟซบุ๊คดร.สุดา รังกุพันธ์)




นายนิสืต สินธุไพร แกนนำนปช.ที่โดนหนักที่สุด เพราะติดคุกรอบแรกนาน 9 เดือนพร้อมแกนนำรายอื่นๆนับจาก 19 พฤษภาคม 2553 ออกจากคุกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ ได้ใช้เวลาอยู่นอกคุกเพียงเดือนครึ่ง ก็ถูกส่งกลับเข้าคุกอีกครั้งเมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา

มีคำกล่าว ทำนองประโลมใจกันว่า การที่จตุพร พรหมพันธุ์ เข้าไปติดคุกมากว่า 2 เดือนก็ถือว่า ได้เป็นโอกาสลิ้มลองประสบการณ์มหาวิทยาลัยคลอิงเปรม เพราะพรรคพวกแกนนำนปช.ติดมาก่อนนาน 9 เดือน "ก็ให้จตุพรเข้าไปอยู่แทนเพื่อนที่ออกมามั่ง เพื่อเป็นเกียรติประวัตินักสู้"

ทว่าเรื่องที่ตลกไม่ออกก็คือ 1 ในแกนนำที่ติดยาว 9 เดือนอย่างนิสิต สินธุไพร ผู้อำนวยการโรงเรียนนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เป็นเพียงรายเดียวที่ได้กลับเข้าไปอยู่ในคุกร่วมกับจตุพรอีกครั้งหนึ่ง หลังออกมาสูดกลิ่นอิสรภาพนอกคุกได้ไม่นานนัก

ที่สำคัญในเวลานี้จตุพรได้ลุ้นออกคุก ภายหลังกกต.รับรองเป็นส.ส. แต่นิสิตจะมีลุ้นได้ออกด้วยหรือเปล่า...

การ ถูกส่งกลับเข้าคุกรอบสองลำพังเพียงคนเดียว และอาจจะต้อง"ติดยาว"ไม่ได้ลุ้นออกมาพร่อมกับจตุพรนั้น เนื่องจากการปราศรัยรำลึกวีรชน 10 เมษายนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 10 เมษายน 2554 เป็นไปภายหลังได้รับการประกันตัวออกจากคุกเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2554 และต่อมาถูกถอนประกันส่งกลับคุกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2554

คำปราศรัยอะไรที่นิสิตต้อง"โดนหนักที่สุดในบรรดาแกนนำนปช."ก็ลองดูคลิปข้างต้น

ทั้ง นี้หลังการยุบสภาเพียง 2 วัน ในวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิจารณาคำปราศรัยของนายจตุพร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ในงานครบรอบ 1 ปีรำลึกถึงสมาชิก นปช. ที่เสียชีวิต จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมาและพิเคราะห์แล้วเห็นว่า " เมื่อพิจารณาคำปราศรัยตามคำฟ้องของ อัยการเห็นว่า มีคำพูดของจำเลยที่ 2 (นายจตุพร พรหมพันธุ์) และจำเลยที่ 8 (นายนิสิต สินธุไพร) บางตอนที่อาจจะส่อไปให้เกิดความวุ่นวายต่อบ้านเมือง ซึ่งผิดเงื่อนไขประกันที่ศาลกำหนดไว้ในการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีก่อการร้าย จึงให้ถอนประกันจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 8 ดังกล่าว "

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คุณขอมา(อีกแล้ว)หมาป่าอำมาตย์กับลูกแกะจตุพร

ผลัดใบไม่พอ ต้องปลูกใหม่ทั้งต้น

ที่มา มติชน





โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2554)


คน ทำสื่อจากภาคใต้คนหนึ่งบอกผมว่า แม้ ปชป.กวาดที่นั่งทางใต้ได้หมดก็จริง แต่คะแนนเสียงของผู้ชนะกลับลดลง (กว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน) เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่ามีแฟน ปชป.ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้ ปชป.จำนวนหนึ่ง ส่วนหนึ่งคงเลือกพรรคอื่น อีกส่วนหนึ่งอาจโหวตโน (ซึ่งได้การสนับสนุนน้อยจนน่าสงสาร) และอีกส่วนหนึ่งนอนอยู่บ้านเฉยๆ

อะไร ในโลกนี้มันก็บ่แน่หรอกนาย ภาคใต้อาจไม่ใช่ของ ปชป.อย่างเด็ดขาดในอนาคตก็ได้ อันที่จริง ปชป.เพิ่งครอบครองภาคใต้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันครั้งแรกในการเลือกตั้ง 2519 และในการเลือกตั้งที่ ปชป.ตกอับที่สุดในการเลือกตั้ง 2522 จำนวน ส.ส.ที่ได้จากภาคใต้ก็ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่เคยได้ในการเลือกตั้ง 2531

การ ครองภาคใต้อย่างเด็ดขาดของ ปชป.นั้นเปราะบาง จำเป็นต้องมีการปกป้องอย่างแข็งขันและปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดมา คนใต้ไม่เลือกเสาไฟฟ้าอยู่บ่อยๆ

ในระดับประเทศ ปชป.ไม่เคยชนะการเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปีแล้ว และหันไปดูว่าตลอด 20 ปีนี้ เกิดอะไรขึ้นในการเมืองเรื่องเลือกตั้งของไทย ก็จะพบว่า มีแนวโน้มของการรวมกลุ่มกันของผู้กุมคะแนนเสียงในแต่ละภาคและจังหวัด ตั้งขึ้นเป็นพรรค หรือขยายจากพรรคขนาดกลางขึ้นเป็นพรรคขนาดใหญ่ ปชป.ไม่เคยเอาชนะพรรคใหญ่ที่เป็นคู่แข่งได้เลย ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ด้วย "อุบัติเหตุ" ทางการเมือง

ความพ่าย แพ้ในครั้งนี้ อาจหนักข้อกว่าทุกครั้งด้วย เพราะค่อนข้างชัดเจนว่า จำนวนไม่น้อยของคะแนนเสียงที่พรรคคู่แข่งได้ไป มาจากคนที่ตั้งใจจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เคยมีครั้งไหนที่ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ด้วยความสะใจของผู้คนเท่าครั้ง นี้

แม้กระนั้น ตราบเท่าที่การเมืองในรัฐสภาไทยยังเป็นอย่างปัจจุบัน ปชป.ก็ยังมีภาษีที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวที่คนเชื่อว่ามีศักยภาพจะ ตั้งรัฐบาลแข่งได้ แต่พอถึงเดือน พ.ค.ปีหน้า คนบ้านเลขที่ 111 ก็จะได้รับการปลดปล่อยสู่เวทีการเมืองใหม่ จึงอาจเกิดพรรคใหม่, เกิดการขยายสถานะของพรรคเก่า ฯลฯ

ถึงตอนนั้นภาษีที่ ปชป.มีก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา

ปชป.มี ภาพพจน์หรือมโนภาพที่คนทั่วไปเห็นว่า เป็นพรรคที่ร่วมมือกับอำนาจนอกระบบตลอดมา น่าประหลาดที่ว่ามโนภาพที่ว่า ปชป.เป็นพรรคการเมืองที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยนั้น เกิดขึ้นได้เพราะประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการมายาวนาน ปชป.เป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่มีอยู่ (มีแค่เงา) โดยคณะยึดบ้านยึดเมืองไม่ได้ผนวกเข้าไปร่วมถืออำนาจ (ระหว่าง 2491-2516)

แต่พอประชาธิปไตยเริ่มจะมีความสม่ำเสมอในบ้านเมืองมากขึ้น มโนภาพนั้นก็จางลงทุกที

อัน ที่จริง ตั้งพรรค ปชป.ได้ปีเดียว พรรคนี้ก็ร่วมมือกับทหารทำรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่มาจากการเลือก ตั้งใน พ.ศ.2490 ปชป.ไม่เคยมีประวัติลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ซ้ำยังพร้อมจะเปิดทางให้ผู้คุมกองทัพขึ้นเป็นนายกฯ ทั้งๆ ที่ตนเองได้รับเลือกตั้งมาจำนวนมากที่สุด เพราะได้ "ข้อมูลใหม่" และท้ายที่สุดก็ยอมเป็นเครื่องมือให้กองทัพจัดตั้งรัฐบาลขึ้นในค่ายทหาร

ตราบ เท่าที่สังคมไทยยอมรับให้อำนาจนอกระบบเข้ามากำกับควบคุมการเมืองได้อย่าง อิสระ ประวัติความร่วมมืออย่างดีกับอำนาจนอกระบบของ ปชป.ก็อาจเป็นจุดแข็ง เพราะ ปชป.คือตัวกลางที่จะประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำ กับคนทั่วไปได้โดยสงบราบรื่น

แต่สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว

เพราะ มีคนจำนวนมากขึ้น (ซึ่งเรียนรู้การจัดองค์กรได้อย่างดีด้วย) ไม่ต้องการให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมืองอีกต่อไป ประวัติความสยบยอมของ ปชป.ต่ออำนาจนอกระบบ จึงเป็นจุดอ่อนไป

และน่าจะเป็นจุดอ่อนที่ชัดเจนมากขึ้นแก่คนทั่วไปด้วย

มโนภาพ ด้านอื่นของ ปชป.ไม่ได้ช่วย ปชป.มากนัก เมื่อสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว เช่น ปชป.คือพรรคของชนชั้นนำ (พรรคนิยมเจ้า, พรรคของข้าราชการ, พรรค "ผู้ดี", พรรคเสรีนิยม-แบบไทย--ฯลฯ), เป็นพรรคที่มีขันติธรรมสูงพอจะอยู่ร่วมกับพรรคเล็กได้ทุกพรรค ไม่ว่าอ้อมกอดของเขาจะเจือกลิ่นเน่าอะไร, อภิปรายได้น่าประทับใจ แต่บริหารงานไม่เป็นนอกจากปล่อยให้ราชการดำเนินงานของตนไป จึงเป็นพรรคที่ไม่มีวิสัยทัศน์

ถึงตอนนี้ ปชป.ต้องเลือกหัวหน้าพรรคใหม่

ถ้า ปชป.เชื่อว่า การเมืองไทยจะไม่เปลี่ยนไปกว่านี้ นั่นคืออำนาจนอกระบบจะเข้ามากำกับควบคุมการเมืองต่อไป โดยที่สังคมยอมรับการแทรกแซงนั้น สมาชิก ปชป. ก็ควรเลือกคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งใหม่อีกครั้ง เพราะคุณอภิสิทธิ์นั้นได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากอำนาจนอกระบบทุกประเภท อย่างที่ไม่อาจหาได้จากสมาชิกพรรคทุกคน ทั้งนี้ เพราะคุณอภิสิทธิ์ไม่มีพลังต่อรองอะไรเหลืออยู่

อันที่จริง ไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่ไม่มีพลังต่อรองเอาเสียเลย แต่ด้วยเหตุใดก็ตาม คุณอภิสิทธิ์ใช้พลังนั้นไม่เป็น นับตั้งแต่ตกอยู่ในอ้อมกอดอำมหิต หากคุณอภิสิทธิ์รู้จักใช้พลังต่อรองของตน พรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใน ครม.มากเท่านี้ หรือกุมตำแหน่งสำคัญระดับนี้ เพราะถึงคุณอภิสิทธิ์ต้องการพรรคภูมิใจไทยก็จริง แต่พรรคภูมิใจไทยก็ต้องการคุณอภิสิทธิ์เช่นกัน และต้องการยิ่งกว่าด้วย

เมื่อ ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ แรกๆ ดูเหมือนคุณอภิสิทธิ์จะพยายามสร้างความปรองดองให้สำเร็จ เพราะความปรองดองจะเพิ่มพลังต่อรองให้แก่คุณอภิสิทธิ์

แต่แผนปรองดองของคุณอภิสิทธิ์นั้น ทั้งน้อยไปและช้าไป จนกระทั่งเกิดสงกรานต์เลือดขึ้น

นับ จากนั้นคุณอภิสิทธิ์ก็ตกอยู่ในกระดองหอยของกองทัพเต็มตัว ดังนั้น จึงกลายเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งของอำนาจนอกระบบเท่านั้น หลังจากนั้นก็พฤษภามหาโหด และชัยชนะถล่มทลายของพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น คุณอภิสิทธิ์จึงเป็นเบี้ยที่อำนาจนอกระบบเคยไม้เคยมือ หากได้โอกาสเลือกนายกฯคนใหม่โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญอีก ชนชั้นนำส่วนหนึ่งย่อมพอใจจะเลือกคุณอภิสิทธิ์ ตราบเท่าที่ยังไม่อาจหาคนอื่นให้เลือกแทนได้

ยิ่งกว่านี้ คุณอภิสิทธิ์ยังมีชนักติดหลังกรณีสังหารหมู่ประชาชนในเหตุ การณ์พฤษภามหาโหด จึงยิ่งอ่อนแอจนไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเหลืออยู่เลย ที่เคยเซื่องอยู่แล้ว ก็จะเซื่องขึ้นไปกว่านั้นอีก

แต่ข้อได้เปรียบ ของคุณอภิสิทธิ์ข้อนี้ไม่จีรังยั่งยืนอะไรนัก เพราะชนชั้นนำอยากได้เบี้ยที่ปวกเปียกเช่นนี้หรือ คำตอบคือไม่ใช่ แต่หากเพราะไม่มีตัวเลือกอื่นให้เลือกต่างหาก ถ้าเขาพบใครที่น่าไว้วางใจไม่น้อยไปกว่าคุณอภิสิทธิ์ ซ้ำยังสามารถทำงานให้เป็นที่ถูกใจของประชาชนด้วย (และตัวเขาเองด้วย)

เขาก็ย่อมทิ้งคุณอภิสิทธิ์ แล้วหันไปเลือกคนใหม่

การ เลือกคุณอภิสิทธิ์นั้นมีอันตรายต่อชนชั้นนำและอำนาจนอกระบบ เพราะเป็นการตอกย้ำว่าอำนาจนอกระบบรับรองการล้อมปราบประชาชนในเหตุการณ์พฤษ ภามหาโหด (ซึ่งติดตัวคุณอภิสิทธิ์อย่างแกะไม่ออก ทั้งๆ ที่คุณอภิสิทธิ์เองก็อาจเป็นแค่เหยื่ออีกตัวเท่านั้น) ยิ่งกว่านี้ คุณอภิสิทธิ์บริหารความแตกร้าวและแตกแยกไม่เป็น แม้แต่ในพรรคเองยังแตกแยกกัน (ดังคำให้สัมภาษณ์ของคุณพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล)

ฉะนั้น ในระยะยาวแล้วจึงอาจเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำเอง

และ ดังที่กล่าวในตอนต้น หากเชื่อว่าอำนาจนอกระบบจะเข้ามาอุ้มประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลอีก ก็ขอให้เลือกคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ต้องเลือกด้วยความสำนึกด้วยว่า แม้แต่สังคมยังเหมือนเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เงื่อนไขที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์ได้เปรียบในฐานะเบี้ยของชนชั้นนำและอำนาจนอก ระบบ ก็เป็นเงื่อนไขที่ไม่จีรังยั่งยืน

แต่หากสมาชิก ปชป.มองเห็นว่า สังคมไทยไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว และกำลังเปลี่ยนไปสู่สภาวะใหม่ซึ่งทำให้ชนชั้นนำและอำนาจนอกระบบมีอิทธิพล น้อยลง ปชป.จะอยู่รอดในสังคมชนิดใหม่นี้ได้ ก็ต้องไม่เลือกคุณอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก

เพราะ ปชป.จะต้องไม่ดำรงอยู่เฉยๆ แต่ต้องเร่งปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงขยาย กว้างขวางขึ้นทั่วประเทศ เป็นตัวแทนของผลประโยชน์, จุดยืน, หลักการ, หรือกลุ่มคนใดที่ชัดเจน จะไม่ฉวยโอกาสชิงอำนาจด้วยการร่วมมือกับอำนาจนอกระบบอีกต่อไป

ถ้า อย่างนั้นก็ต้องคิดอะไรให้กว้างกว่าแค่หัวหน้าพรรค แต่ต้องคิดถึงการบริหารพรรคเพื่อจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนดังกล่าว แม้จะต้องเสียคะแนนของชาวใต้ในบางท้องที่ไปบ้าง ก็ต้องยอม เพราะถ้าสังคมกำลังเปลี่ยนจริง ในที่สุด ปชป.ก็จะได้แฟนหน้าใหม่เข้ามาอีกมาก

เพื่อการนี้ต้องทำอะไรกันอีกบ้างนั้นไม่สามารถคิดแทนได้ แต่แค่หัวหน้าพรรคไม่ใช่คำตอบ

กกต. กับการรับรองผล : จากกรณีก่อแก้วถึงจตุพร

ที่มา มติชน





โดย สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2554)


รู้สึก ผิดหวังกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนี้จริงๆ ที่อุตส่าห์ลากยาวไม่ยอมรับรองผลการเลือกตั้งมานานถึง 25 วัน

ใช้ เวลาเนิ่นนานขนาดนี้ ประชาชนต่างคาดหวังว่าจะได้เห็นการแจกใบเหลือง ใบแดงไม่น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่ในที่สุดประชาชนก็ต้องผิดหวังอีกตามเคย ทั้งนี้ เพราะไม่มีใบแดงให้เห็นเลยแม้แต่ใบเดียว ส่วนใบเหลืองก็มีให้เห็นพอเป็นพิธีแค่ 2 ใบ

การประชุมรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ทำได้แต่เพียงแขวนเดี่ยวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย

ส่วนที่เหลือนอกนั้นก็ได้รับการรับรองครบถ้วน

ส่วน อีก 3 คนที่ยังไม่ได้ประกาศรับรองผลนั้นไม่ถือว่าถูกแขวน ทั้งนี้ เพราะ 1 คนที่ จ.ยะลา กกต.มีมติให้นับคะแนนใหม่ ส่วนอีก 2 คนที่ จ.หนองคาย และสุโขทัย กกต.ได้มีมติให้มีการเลือกตั้งใหม่ไปก่อนเป็นสัปดาห์แล้ว

กก ต.ใช้เวลานานถึง 25 วันแต่ทำได้เพียงเท่านี้ อย่างนี้สู้มิรับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ ส.ส.ทุกคนไปตั้งแต่สัปดาห์แรกหลังการเลือกตั้งเลยจะมิดีกว่าหรือ ทำไมต้องปล่อยให้ประชาชนใจหายใจคว่ำมาร่วมเดือน อีกทั้งยังเสียค่าเบี้ยประชุม กกต.ไปอีกมิรู้เท่าไร

สิ่งที่ยังไม่ อาจเข้าใจได้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การแขวนเดี่ยวนายจตุพร ทั้งนี้ เพราะเท่าที่ฟังดูเหตุผลคร่าวๆ ที่สื่อมวลชนนำเสนอก็คือ นายจตุพรขาดคุณสมบัติกรณีการเป็นสมาชิกพรรค และนายจตุพรไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเนื่องจากถูกจำคุก

หาก นายจตุพรขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.จริง แล้วทำไมหลังจากปิดรับสมัครเลือกตั้งไปแล้ว 7 วัน กกต.จึงได้ประกาศรับรองคุณสมบัติของนายจตุพร ทั้งๆ ที่ กกต.ทุกคนก็รู้ว่านายจตุพรถูกคุมขังไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้

หรือ กกต.จะอ้างว่าการรับรองคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.หลังปิดรับสมัครเลือกตั้ง 7 วันนั้นต้องกระทำอย่างเร่งรีบ เนื่องจากมีผู้สมัครเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ขาดความรอบคอบไปบ้าง ก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจกันได้

แต่ทำไมกับกรณีของนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่เคยสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในเขตบางกะปิ บึงกุ่ม แข่งกับนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ กกต.จึงมีมติรับรองให้นายก่อแก้วมีคุณสมบัติลงสมัคร ส.ส.ได้ ทั้งๆ ที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายก่อแก้วกรณีถูกคุมขังเช่นเดียวกับที่ ร้องนายจตุพรในครั้งนี้ แต่ กกต.กลับพิจารณาเห็นว่านายก่อแก้วมีคุณสมบัติที่จะสมัครเป็น ส.ส.ได้ ซึ่งในครั้งนั้นจะอ้างว่าจะต้องเร่งรีบพิจารณาคุณสมบัติไม่ได้ เพราะมีผู้สมัครเพียงแค่ 2 คน

นายจตุพรมิได้มีคุณสมบัติอะไรแตกต่าง ไปจากนายก่อแก้วเลย ถูกคุมขังเหมือนกันไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเหมือนกัน กกต.ที่พิจารณาคุณสมบัติก็ชุดเดียวกัน กฏหมายรัฐธรรมนูญก็ใช้ฉบับเดียวกัน แล้วทำไมในครั้งนั้น กกต.จึงพิจารณาว่านายก่อแก้วมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะสมัครเป็น ส.ส.ได้

หาก ผลการเลือกตั้งในวันนั้นออกมาว่านายก่อแก้วได้รับคะแนนสูงสุด นายก่อแก้วจะถูก กกต.แขวนฐานขาดคุณสมบัติหรือไม่ ซึ่งหาก กกต.ไม่ยอมรับรองผลการเลือกตั้งให้นายก่อแก้ว มิเท่ากับว่าในการเลือกตั้งครั้งนั้น กกต.หลอกให้นายก่อแก้วลงสมัครเล่นๆ และก็หลอกให้คนไทยออกไปเลือกตั้งกันเล่นๆ

หากเป็นเช่นนั้น จริง กกต.ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งต้องเสียงบประมาณอีกไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท และทำให้ประชาชนต้องเสียเวลาทำมาหากินอีกรอบเพื่อออกมาเลือกตั้งใหม่ ในกรณีนี้ กกต.จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร

ทำงานกันแบบนี้จะถือว่า กกต.บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ แล้วท่านยังจะทนนั่งเป็น กกต.ต่อไปโดยไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ

ย้อน กลับมาดูกรณีของนายจตุพร หาก กกต.เห็นว่านายจตุพรขาดคุณสมบัติของการเป็น ส.ส.ก็ควรที่จะต้องแจ้งให้นายจตุพรทราบตั้งแต่ก่อนที่ผลการเลือกตั้งจะออกมา ทั้งนี้ เพื่อที่นายจตุพรจะได้มีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อให้ศาลให้การคุ้ม ครองชั่วคราว

แต่ กกต.กลับปล่อยให้มีการเลือกตั้งไปจนเรียบร้อยแล้ว และนายจตุพรก็อยู่ในลำดับที่จะได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เหตุไฉน กกต.จึงเพิ่งจะเห็นว่านายจตุพรขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.

ที่ พูดมานี้มิได้หมายความว่า กกต.ทั้ง 5 คนมีความเห็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็มี กกต.กลุ่มหนึ่งที่เห็นว่านายจตุพรมีคุณสมบัติครบถ้วน สมควรที่จะรับรองการเป็น ส.ส.ให้นายจตุพร และหากจะยังมีคนสงสัยในเรื่องนี้ก็ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอีก ครั้ง

ผู้เขียนเห็นว่าความคิดเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยนี้น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ส่งผลเสียหายต่อใครแต่ประการใด หากท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่านายจตุพรขาดคุณสมบัติ ความเป็น ส.ส.ของนายจตุพรก็สิ้นสุดลงทันที โดยที่รัฐฯ ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณเลือกตั้งใหม่เพราะจะเลื่อนผู้สมัครแบบบัญชีราย ชื่อพรรคเพื่อไทยในลำดับถัดไปขึ้นมาแทนที่นายจตุพร

เท่าที่เคยรับทราบมาในการพิจารณาตัดสินของผู้พิพากษานั้นมักจะยึดหลักการที่ว่า "ปล่อยคนผิดสิบคนดีกว่าลงโทษคนถูกเพียงคนเดียว" ทำไมกรณีของนายจตุพรจึงไม่นำหลักการนี้มาใช้บ้าง กกต.ชุดนี้ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นผู้พิพากษามาเกือบทั้งสิ้น มียกเว้นเฉพาะนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น เพียงคนเดียว

ดัง นั้น ในทรรศนะส่วนตัวจึงเห็นว่าควรจะต้องรับรองการเป็น ส.ส.ให้นายจตุพรไปก่อนเพราะนายจตุพรมิได้กระทำผิดในเรื่องการทุจริตซื้อ เสียง หรือการใส่ร้ายคู่แข่งให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนเสียง เนื่องจากนายจตุพรอยู่ในคุก

นายจตุพรจึงไม่ควรถูกแขวนเพราะเหตุผลเนื่องมาจากการขาดคุณสมบัติ

กรณีการ ไม่ไปใช้สิทธิการเลือกตั้งของนายจตุพรก็มิได้เป็นเจตนาของนายจตุพรที่จะไม่ ไปเลือกตั้ง นายจตุพรมีความประสงค์ที่จะไปเลือกตั้ง เพียงแต่ศาลไม่อนุญาตให้ไปเท่านั้น

การไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีข้อยกเว้นไว้ว่า ผู้ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะไม่เสียสิทธิตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ หากการไม่ไปเลือกตั้งนั้นมีเหตุผลความจำเป็น เช่น เจ็บป่วย หรือไปต่างประเทศ

กรณีของนายจตุพรก็มีเหตุจำเป็นให้ไม่อาจ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากนายจตุพรถูกคุมขังโดยคำสั่งของศาล และหลังการเลือกตั้งนายจตุพรก็ได้ทำหนังสือแจ้งให้ กกต.ทราบแล้วถึงเหตุผลความจำเป็นที่ไม่อาจไปเลือกตั้งได้

ดังนั้น นายจตุพรจึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกแขวนในกรณีขาดคุณสมบัติ กกต.อย่าได้สร้างมาตรฐานเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นมาอีกเลย เพราะจะทำให้คนเข้าใจว่าที่มีการแขวนเดี่ยวนายจตุพรในครั้งนี้เป็นเพราะมีใบ สั่งมาจากใคร อำนาจนอกระบบหรือมือที่มองไม่เห็น ที่ผ่านมาประเทศเสียหายและบอบช้ำกับเรื่องนี้มามากแล้ว

ถึงเวลาแล้ว ที่ กกต.จะต้องทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และศรัทธาในองค์กรนี้ ในอดีต กกต.ก็เคยถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ขาดอายุความ ในขณะที่การยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา กลับเร่งรีบดำเนินการไม่ปล่อยให้ขาดอายุความ

กกต.ควรต้องรีบทำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมเถิดครับ ก่อนที่พวกท่านจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกต่อไป

"ณัฐวุฒิ" พร้อมเดินหน้าปรองดอง คิดต่างก็อยู่ร่วมกันได้ ลั่นเดินหน้าทำการเมืองตามวิถี ปชต.

ที่มา มติชน

นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่รัฐสภา ถึงความรู้สึกในการทำหน้าที่ ส.ส.เป็นครั้งแรก ว่า รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจที่บ้านเมืองได้เดินหน้ามาสู่การเลือกตั้ง จะใช้บทบาทหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายทำงาน เพื่อให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และจะร่วมมือร่วมใจกับทุกฝ่ายในการสร้างความปรองดอง สามัคคีให้เกิดขึ้น ภายใต้วิธีการที่ถูกต้องต่อไป

"ผมจะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพราะคำว่าปรองดองเกิดขึ้นได้ด้วยความจริงใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผมเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์นี้ ก็พร้อมยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ประเทศนี้ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน แต่ถ้าจะคิดแตกต่างก็จะต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ"นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าประเทศไทยหลังจากนี้จะเดินหน้าไปในทิศทางใด นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การตัดสินของประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นคำตอบสำหรับวิกฤตความขัด แย้งในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาว่า ประชาชนต้องการการเมืองที่เดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ต้องการให้การตัดสินใจของประชาชนเป็นที่ยอมรับ และปฏิเสธวิธีการของอำนาจนอกระบบในทุกกรณี ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือกลุ่มองค์กรภาคประชาชนต่างๆ ควรตระหนักถึงสัญญานี้และร่วมกันทำให้ประเทศนี้มีการเมืองตามวิถี ประชาธิปไตย ทำให้ประเทศมีหนทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง

เปิดโผ ครม. เวอร์ชั่นปรองดอง ต่ออายุ"ยิ่งลักษณ์"ไม่ยี้ ไม่มี"นปช." ไม่มีคำว่า แค่ 6 เดือน

ที่มา มติชน




1 สิงหาคม หลัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชดำรัสให้มีความปรองดอง คำนึงประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญ

วันที่ 2 สิงหาคม น่าจะได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานฯ

จากนั้น อีกไม่นาน ประเทศไทย น่าจะได้ผู้หญิงเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ไม่เกินกลางเดือนสิงหาคม สูตรคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น่าจะเผยโฉม จะยี้หรือไม่ยี้ เดี๋ยวได้รู้กัน

"มติชนออนไลน์" สำรวจ โผครม. อย่างไม่เป็นทางการ ผ่านสื่อหลายสำนัก

ชั่วโมง นี้ สื่อหลายสำนัก ยืนยันตรงกันว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยตัดสินใจ ปรับการจัดวางตัวคนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีใหม่ โดยขยับ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดิมจะให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ให้ไปเป็น รมว.พาณิชย์

พร้อม กับเปิดทางให้นายวิกรม คุ้มไพโรจน์ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นที่สนิทสนมและไว้ใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศแทน

เช่นเดียวกับตำแหน่ง รมว.กระทรวงพลังงาน สปอร์ตไลท์ สาดส่องไปที่ "ประเสริฐ บุญสัมพันธุ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประธานคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย( TBCSD)คนล่าสุด

ส่วนสำนักสีบานเย็น "เดลินิวส์" กางโผ ครม. ว่า รมว.กลาโหม คาดว่าจะชื่อ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ส.ส.บัญชีรายชื่อ

กระทรวงคมนาคม คาดว่าจะชื่อ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร "นายห้างตราดูไบห่อ"

รมว.มหาดไทย คาดว่าจะชื่อ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผลอ ๆ อาจจะควบรองนายกรัฐมนตรี ไปอีกตำแหน่ง

รมว.คลัง คาดว่าจะชื่อ นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์ อดีตรมว.คมนาคมสมัยพรรคพลังธรรม

ส่วน รมช.คลัง อาจมี 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายบัณฑูร สุภัควณิช อดีต ผอ.สำนักงบประมาณ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมช.คลัง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ส่วนรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) คาดว่าจะชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตผบ.ตร.


สำหรับ รมว.พาณิชย์ คาดว่าจะชื่อ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ที่หลุดพ้นการล้มละลาย แบบหวุดหวิด

รม ว.สาธารณสุข ที่ตามโผก่อนหน้านี้จะมีชื่อว่าเป็นสายกทม.ไม่ นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี ก็ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ

แต่ล่าสุดหวยออกที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งก็เคยไปทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้มาก่อน

นาที นี้ ชื่อที่ยังไม่มีความชัดเจน ได้แก่ นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกฯและรมว.พาณิชย์

ขณะที่ รมว.ยุติธรรม ที่โผก่อนหน้าจะชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เปลี่ยนไปเป็นชื่อ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย

"ข่าว สด" เผยชื่อ "อิสระ ว่องกุศลกิจ" ประธานกรรมการและผู้บริหาร บริษัท น้ำตาลมิตรผล ผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่ อาจจะเข้ามาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมว.กระทรวงพาณิชย์


ล่าสุด ยักษ์ใหญ่ ไทยรัฐ ฟันธงว่า สัญญาณชัด นปช. ส่อชวดตำแหน่งรัฐมนตรี หลัง"อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่เคยขึ้นเวทีเสื้อแดง ประกาศถอนตัวจากการเข้าชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

" จับสัญญาณในตอนนี้ ก็เชื่อว่ามีความชัดเจนในระดับหนึ่ง พรรคเพื่อไทยที่นำโดย "ยิ่งลักษณ์ -ยงยุทธ" และนับรวมไปถึง "พ.ต.ท.ทักษิณ" ที่สังคมไทยเชื่อว่า เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริงในการจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียงของพรรคเพื่อไทย ตั้งธงไว้ในใจแล้ว คือไม่ให้แกนนำ หรือแนวร่วมนปช.คนใดมีชื่อเข้าร่วมมีตำแหน่งในครม.ชุดใหม่ เพื่อคงภาพปรองดองอย่างที่พรรคเพื่อไทยได้บอกไว้ก่อนหน้า

ทั้งยังเป็นการป้องกันลดเงื่อนไขความรุนแรงทางการเมือง และยืดอายุของรัฐบาลชุดใหม่ ออกไปเกิน 6 เดือน "

นี่คือ โผ ครม. ล่าสุด ที่สกัดมาแบบข้นๆ

วันนี้เลือกปธ.สภา

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ถ้าเป็นไปตามปฏิทินที่พรรคเพื่อไทยล็อกไว้

วันที่ 4 ส.ค. จะมีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระสำคัญคือโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

แต่ก่อนไปถึงจุดนั้น จะต้องประชุมสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และรองประธานอีก 2 คนเสียก่อน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญไม่แพ้กัน

เนื่องจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาด้วยนั้น

คือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อันมีเกียรติและศักดิ์ศรีเทียบเท่านายกฯ ประมุขฝ่ายบริหาร และประธาน ศาลฎีกา ประมุขฝ่ายตุลาการ

สำนัก งานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ โดยนายพิทูร พุ่มหิรัญ ออกหนังสือถึงส.ส.ทั้ง 496 คน เรียกประชุมสภาผู้แทนฯ วันนี้ (2 ส.ค.) เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภา

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตลอดก่อนหน้า

มี อยู่ 2 ชื่อที่เป็นตัวเก็ง คือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ถึงจะมีชื่อ นายวิทยา บุรณศิริ สอดแทรกเข้ามาภายหลังก็ตาม

ทั้งนายสมศักดิ์ และพ.อ.อภิวันท์ หลายคนมองว่ามีคุณสมบัติคู่คี่ใกล้เคียงกัน ต่างคนต่างเคยมีประสบ การณ์บนบัลลังก์ในฐานะรองประธานสภา

เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาด้วยกันทั้งคู่ ไม่ว่าใครจะได้เป็นก็จะเข้าทำนองเลือกพี่เสียดายน้อง

ขนาดปู่ชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภาคนล่าสุด ยังไม่กล้าออกความเห็นฟันธงว่าใครเหมาะกว่าใคร

นาย สมศักดิ์ สมัยทำหน้าที่รองประธานสภา เมื่อปี 2540 ก็ได้รับการยอมรับจากสมาชิก นำค้อนขึ้นมาเคาะบัลลังก์เพื่อระงับเหตุวุ่นวายในสภา จนได้รับฉายา 'ขุนค้อน'

ส่วนพ.อ.อภิวันท์ รองประธานสภาสมัยที่เพิ่งยุบไปหมาดๆ ก็ทำหน้าที่ได้ดี เป็นกลางและตรงไปตรงมาตามแบบฉบับของทหาร

ถึงนอกสภาจะไปร่วมขึ้นเวทีกับคนเสื้อแดงก็ตาม

การ รู้จักแยกแยะบทบาทตรงนี้ของพ.อ.อภิวันท์ แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ รักษาการ และว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ก็ยังยอมรับว่าทำได้ดี

การได้รับคำชื่นชมและยอมรับจากบุคคลระดับอดีตประธานสภาและระดับนายกรัฐมนตรี ทั้งที่อยู่กันคนละฟากฝั่งการเมืองนั้น

สิ่ง ที่อยากจะบอกก็คือในวันนี้ ต่อให้พ.อ.อภิวันท์ ไม่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเพื่อไทย หรือไม่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาให้เป็นท่านประธาน

ก็ไม่ใช่เรื่องต้องเสียใจหรือน้อยใจ