WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 2, 2011

รบ.รับผิดชอบคดียึด"โบอิ้ง"100% "มาร์ค-อสส."เข้ากราบบังคมทูลฯ ไม่ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

ที่มา มติชน

ที่ รัฐสภา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ถึงขั้นตอนการถอนอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ว่า สรุปแล้วพระองค์ท่านไม่ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะเข้าไปรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยจะดำเนินการในคดีใหญ่และเมื่อเริ่มดำเนินคดีใหญ่จะยกเลิกการอายัดเครื่อง บินไปโดยปริยาย

ผู้ สื่อข่าวถามย้ำว่า ตกลงไม่ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แล้วใช่หรือไม่ นายกษิตกล่าวว่า ไม่มี ไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรที่ไปยุ่งเกี่ยวกับพระองค์ท่าน เพราะจะดำเนินคดีใหญ่ทำให้ถอนเครื่องบินออกมาได้ กระบวนการขั้นตอนรัฐบาลจะยื่นเรื่องเพราะที่ร้องเราอยู่คือเรื่องค่าเสียหาย ในคดีหลักจำนวน 30 ล้านยูโร และเมื่อศาลแน่ใจว่าเรารับผิดชอบในส่วนของคดีจะไม่อายัดเครื่องบินไว้อีก ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการและเริ่มแล้ว อัยการสูงสุดกำลังปรึกษาหารือในรายละเอียดกับทนายที่เยอรมนี

เมื่อ ถามว่า จะสามารถถอนอายัดได้เมื่อไหร่ นายกษิตกล่าวว่า ขึ้นกับขั้นตอนภายในสัปดาห์นี้ซึ่งกำลังเร่งอยู่ ในการพูดจาทำความตกลงจะมีผลในการถอดอายัดเครื่องบิน เพราะที่ยึดไว้เพราะคดีใหญ่มันไม่เสร็จ

นายกษิตก ล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกฯ และอัยการสูงสุดเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานคำแนะนำเรื่องคดีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า ที่นายกฯและอัยการสูงสุดไปเข้าเฝ้าฯ สืบเนื่องมาจากมีการประกาศว่าพระองค์ท่านไม่ต้องรับผิดชอบ และรัฐบาลจะรับมาเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ อยากเรียนเพื่อความสบายใจว่าเราจะดำเนินการทางศาลเพื่อนำสู่การถอนอายัดโดย รัฐบาลจะเป็นผู้รับดำเนินการทั้งหมด

วัดกระแสโรงเรียนการเมืองปชป.

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ / ยุกติ มุกดาวิจิตร / สมชาย ปรีชาศิลปกุล

จาก กรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเผยไอเดียเตรียมจัด ตั้งโรงเรียนการเมือง ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้นสอนงานด้านนิติบัญญัติให้กับส.ส.ใหม่ และส.ส.เก่าแล้ว

ประเด็นสำคัญคือการขยายและสร้างฐานมวลชนเพื่อเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า หลังจากแพ้พ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้

แนว คิดการตั้งโรงเรียนดังกล่าว จึงถูกจับตามอง มากกว่า จะคล้ายคลึงกับโรงเรียนเสื้อแดงที่ทำมาก่อน และจะส่งผลให้เกิดการแบ่งกลุ่มแย่งมวลชนกันมากขึ้นหรือไม่



เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

แนวคิดการจัดตั้งโรงเรียนการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอมานั้น จะเป็นเพียงการย่ำซ้ำรอยเดิมของโรงเรียนนปช. ที่เคยมีมาแล้ว

การ จัดตั้งโรงเรียนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการทำงานการเมืองแบบไม่จริงใจ หวัง เพียงการสร้างฐานเสียงของพรรคแบบเอามัน มีมวลชนมากเข้าไว้ แต่ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติหรือประชาชนเองจะได้รับ หวังเพียง ให้พรรคและตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุดเท่านั้น

สิ่งที่พรรคประชา ธิปัตย์ควรทำมากกว่าการตั้งโรงเรียน คือการแก้ไขจุดอ่อนที่ทำให้แพ้การเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีนโยบายหรือแนวคิดใดที่จะทำการเมืองเพื่อ คนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

อาจเป็นเพราะคนในพรรคมีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.พวกนักเรียนนอก ที่ไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกของคนจน 2.คนที่เคยจนเท่านั้น จึงไม่มีใครพูดถึงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้คนจนอย่างจริงจัง เป็นผลให้ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานและภาคเหนือมีไม่มาก เพราะนโยบายต่างๆ ที่ประชาธิปัตย์เสนอนั้นเข้าไม่ถึงประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งคนในภาคอีสาน ส่วนใหญ่เป็นคนจน ไม่เคยมีภาครัฐหรือใครสนใจเข้ามาดูแลปัญหา โดยเฉพาะความยากลำบาก การขาดแคลนน้ำ และที่ดินทำกิน

แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีความ จริงใจหวังดีกับประชาชนจริง ต้องมีแนวทางแก้ปัญหาของประชาชนที่ชัดเจน เพราะคนที่ได้รับความเดือดร้อนแต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข หรือการเหลียวแลจากรัฐ เขาต้องการแค่รัฐบาลที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ทั้งเรื่องความแห้งแล้ง ที่ดินทำกิน หรือบริการต่างๆ จากภาครัฐ ไม่ใช่การเรียนรู้ประชาธิปไตย หรือการฝึกอาชีพ

หากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการได้คะแนนเสียงจากกลุ่มเหล่านี้ ต้องมีการจัดตั้งมูลนิธิต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง และต้องลงพื้นที่ดูว่าประชาชนมีความเดือดร้อนจากเรื่องอะไรบ้าง เช่น เป็นคนไทยแต่ทำไมไม่มีบัตรประชาชน ทำไมชาวบ้านจึงรุกที่ป่า ถ้าเข้าไปดูแล้วจะเข้าใจปัญหาต่างๆ และจะแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาลุ้นจัดตั้งรัฐบาลได้

นอกจากนี้ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรทำ คือจะต้องมีนโยบายใหญ่ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงประเทศ ถึงแม้นโยบายนั้นจะไม่ทำให้เกิดขึ้นในทันที แต่อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ทั้งเรื่องความเสมอภาคของคน การผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่คนจนส่วนใหญ่ต้องการ แต่จะต้องเป็นนโยบายที่จับต้องได้ เกิดขึ้นได้จริง

ส่วนที่โรงเรียนการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ จะมุ่งเน้นสร้างมวลชนหรือการรวมกลุ่มกันของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่ดีในระบอบประชาธิปไตย แต่ควรเป็นการรวมกลุ่มในรูปแบบจากข้างล่างขึ้นข้างบน ไม่ใช่ให้คนข้างบนเดินเกมสร้างมวลชนขึ้นมา เพื่อหวังประโยชน์ของตัวเอง เพราะนั่นเป็นการใช้กลยุทธ์ทางการเมืองมากกว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งของ กลุ่มต่างๆ

ดังนั้น การตั้งมวลชนจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ ของคนหมู่มาก มากกว่าการจัดตั้งเพื่อให้มีการ แบ่งฝ่ายกันมากขึ้น ควรหาแนวทางสลายกลุ่ม และ พัฒนาประเทศไปด้วยกัน



ยุกติ มุกดาวิจิตร

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การ ที่พรรคประชาธิปัตย์จะตั้งโรงเรียนการ เมืองไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เพราะกฎหมายก็มีอยู่ถ้าทำผิดก็ต้อง ว่ากันไปตามกฎหมาย ขนาดคนเสื้อแดงยังทำได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะทำก็ไม่เห็นเป็นอะไร เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ คนจะได้เรียนรู้กันไปกับการเมือง

ทุกวันนี้ ในโรงเรียนก็มีการโฆษณาชวนเชื่อตลอดเวลาอยู่แล้ว ถ้าจะเพิ่มมาอีกสักกลุ่มก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ดีเสียอีกคนจะได้มีทางเลือกเยอะขึ้น ส่วนเขาจะเลือกหรือไม่นั้น ประชาชนทุกวันนี้ตัดสินได้เองอยู่แล้ว หรือถ้าจะมีทีวีประชาธิปัตย์ขึ้นมาอีกก็ยิ่งดี รัฐควรส่งเสริมด้วยซ้ำ ประชาชนจะได้มีทางเลือกที่หลากหลาย

ที่น่าสังเกตคือ ทำไมพรรคประชาธิปัตย์คิดแค่จะทำตามสิ่งที่ใครก็ทำกันมาแล้ว ถ้าคิดว่าทำแค่นี้แล้วจะประสบความสำเร็จ อาจจะง่ายเกินไป พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำอะไรมากกว่านี้ ทำอะไรที่ตัวเองถนัดจริงๆ ดีกว่า

ที่ ผ่านมาโรงเรียนการเมืองของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาได้ เพราะเขามีฐานมวลชนของเขาอยู่ แต่พรรคประชาธิปัตย์จะทำได้แค่ไหน จะทำได้ในขอบเขตที่กว้างขวางเท่ากันหรือไม่


พรรคประชาธิปัตย์ เข้าใจหรือไม่ว่าการเกิดขึ้นของสื่อทีวี สื่อออนไลน์ วิทยุชุมชน มีธรรมชาติอย่างไร ทำไมไม่คิดหาสื่อในรูปแบบของตัวเอง

อาจารย์สุดา รังกุพันธ์ เคยวิเคราะห์ไว้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ใช้โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กแล้วประสบผลสำเร็จ ถ้าจะขยายมวลชน พรรคประชาธิปัตย์ต้องศึกษามวลชนของตัวเองให้ดี ต้องรู้ว่าคนแบบไหนฟังสื่อแบบไหน ต้องเข้าใจว่าจะแทรกไปที่ไหนได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีวิธีของตัวเอง เช่น ยุวชนประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคอื่นไม่มี และสร้างคนขึ้นมาได้พอสมควร

แต่ตอนนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาคิดมุขเหมือนที่คนอื่นทำไปแล้วอีก





สมชาย ปรีชาศิลปกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์คงจะเอารูปแบบของโรงเรียนเสื้อแดง หรือหมู่บ้านเสื้อแดงมา

ความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่การไม่มีโรงเรียนการเมือง แต่เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์มองสังคมไทยผิดพลาด

พรรค ประชาธิปัตย์ไม่ได้ล้มเหลวในเชิงยุทธวิธี แต่ล้มเหลวในทางยุทธศาสตร์ พูดอีกอย่างคือ ไม่รู้จักสังคมไทยดีพอ เมื่อเป็นแบบนี้ ต่อให้ตั้งโรงเรียนการเมืองขึ้นมา ก็จะมีแต่คนภาคใต้ไปร่วมเป็นหลัก ภาคอื่นๆ จะไม่มีใครไปเข้า โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน

ที่กลัวกัน ว่าจะยิ่งเพิ่มความแตกแยกในสังคมนั้น ผมมองว่าการตั้งโรงเรียนการเมือง เป็นสิทธิ์ที่ทำได้อย่างเสรี แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

การ ตั้งโรงเรียนการเมืองคงไม่สามารถสอนให้คนของแต่ละโรงเรียนไปตีหัวอีกฝ่ายได้ ยิ่งตั้งกันเยอะยิ่งดี แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบว่า การตั้งโรงเรียนการเมืองต้องไม่ ใช่การปลุกปั่น ไม่ใช่การยุยง ให้ไปทำร้ายกัน

ส่วนที่มีข่าวมาก่อนหน้านี้ว่าอาจมีช่องทีวีประชาธิ ปัตย์นั้น ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรที่เป็นช่องทางสื่อสารกับคนเยอะมาก ก่อนหน้านี้ก็มีเว็บไซต์ออกมา แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำ มันไม่เข้าหูคน

พรรค ประชาธิปัตย์อาจคิดว่าตัวเองมีเครื่องมือน้อยเกินไป แท้จริงแล้วไม่มีกึ๋นพอที่จะอ่านสังคมไทย ไม่มีกึ๋นพอที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และสื่อกับคนในสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วต่างหาก

ฉะนั้น ต่อให้มีทีวี มีโรงเรียนการเมือง หรืออะไรก็ตาม ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ปรับทิศทาง ทีวีก็คงเป็นทีวีที่ไม่ค่อยมีคนดู โรงเรียนการเมืองก็คงหงอย

ซีเรียไม่สนโลก-ลุยฆ่าม็อบ

ที่มา ข่าวสด



สังเวยอีก- คลิปเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบ ผู้ประท้วงชาวซีเรียหลบกระสุนของทหารฝ่ายรัฐบาลที่เปิดฉากยิงกราดในเมืองฮา มา มีผู้เสียชีวิตนับร้อยราย เป็นการปราบปรามครั้งรุนแรงที่สุดอีกครั้ง นับจากเดือนมี.ค. เมื่อวันที่ 31 ก.ค. (เอเอฟพี)

บี บีซีรายงานวันที่ 1 ส.ค. ว่า หลังจากเกิดกระแสกดดันจากนานาประเทศที่ลุกขึ้นมาประณามการกระทำของรัฐบาล ซีเรียที่บุกปราบม็อบด้วยวิธีรุนแรงไม่ต่างจากการเปิดสงครามกับประชาชนของ ตัวเอง แต่ปรากฏว่ารัฐบาลซีเรียยังคงไม่สนใจและบุกรุกเข้าถล่มเมืองฮามาต่อไป โดยรายงานระบุว่า กองทัพซีเรียเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ด้วยการเคลื่อนรถถังเข้าร่วมการปฏิบัติ การต่อเนื่องเป็นวันที่สองแล้ว

จากภาพข่าว รัฐบาลซีเรียส่งรถถังบุกเข้าเมืองฮามา เพื่อกวาดล้างผู้ชุมนุม หลังจากเดือนก่อน เพิ่งถอนกำลังทหารออกมา การบุกเข้าไปใหม่นี้มีเสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วเมือง ทางโรงพยาบาลแจ้งว่า ผู้บาดเจ็บมีจำนวนมากจนล้น ทั้งคนที่ตายด้วย ชาวบ้านต่างต้องช่วยกันบริจาคเลือดเพื่อช่วยผู้บาดเจ็บ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกา แถลงประณามรัฐบาลซีเรีย กรณีใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งล่าสุด ในวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค. มีผู้เสียชีวิตกว่า 140 ราย โดยผู้นำสหรัฐยังขอร้องให้รัฐบาลซีเรียเลิกใช้กำลังต่อประชาชนของตนเองได้ แล้ว ซึ่งสหรัฐจะพยายามหาทางโดดเดี่ยวนายบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรียอย่างเด็ดขาด ขณะที่รัฐบาลเยอรมนีกับฝรั่งเศสร่วมประณามรัฐบาลซีเรีย พร้อมเรียกร้องให้สหประชาชาติจัดประชุมเร่งด่วนที่นครนิวยอร์ก ซึ่งต่อมาทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ตอบรับด้วยการเตรียมหารือ วาระ 'ซีเรีย' โดยทันที

ขณะที่มีรายงานเพิ่มเติมว่าทางสหภาพยุโรปหรืออียู ซึ่งมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศเริ่มนโยบายแทรกแซงด้วยเช่นกัน โดยประกาศขึ้นบัญชีดำผู้ติดตามคนสำคัญของนายอัสซาด จำนวน 5 คน และเตรียมบอกเลิกหนังสือเดินทางของบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ประธานาธิบดีซีเรีย คำสั่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. เป็นต้นไป

สำหรับการประท้วงในซีเรียเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอียิปต์และตูนิเซีย มีรายงานผู้ชุมนุมเสียชีวิตกว่า 1,500 ราย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ 350 ราย สูญหายกว่า 3,000 คน นับแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

แม่เหยื่อเหตุชุมนุม เม.ย.53 ยื่นหนังสือถึงยิ่งลักษณ์ ช่วยตามหาลูกชาย

ที่มา ข่าวสด

เมื่อ วันที่ 2 ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.สมมาตร ช่วยพิมาย มารดาของนายอดิลักษณ์ อินสันเที้ยะ ผู้สูญหายจากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.53 เดินทางมายื่นหนังสือต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ เพื่อขอให้ช่วยตามหาบุตรชาย โดยมีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค เป็นผู้รับเรื่อง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นายอดิลักษณ์หายออกจากบ้านไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.53 และแม้เหตุการณ์จะผ่านไปกว่า 1 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการติดตามตัวนายอดิลักษณ์แ วันนี้ยังถือเป็นบุคคลที่สาบสูญอยู่ ซึ่ง น.ส.สมมาตรได้แจ้งความเอาไว้ที่ สน.ปทุมวัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.53 ทั้งนี้ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนรับหนังสือจะนำส่งต่อไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ดำเนินการตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมต่อไป

“ยิ่งลักษณ์” เผยชื่อครม.เสร็จแล้วครึ่งหนึ่ง แย้มบางตำแหน่งอาจมีพลิก

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ เวลา 09.10 น. วันที่ 2 ส.ค. ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษณ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสมในการเสนอนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯคนที่ 2 เพราะเคยเกี่ยวข้องกับคดีวางระเบิดสมานเมตตาแมนมั่นว่า เรื่องนั้นเป็นรายละเอียดส่วนตัว เราพิจารณาที่คุณสมบัติและความสามารถ และมองเรื่องของการทำงานเป็นหลัก ซึ่งนายวิสุทธิ์เป็น ส.ส.มาหลายสมัย มีความรู้ความเข้าใจงานทางด้านสภาฯ ดีพอ อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าเรื่องในอดีตไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการทำงานใน ปัจจุบัน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงโผครม.ว่า เท่าที่ดูก็มีบางส่วนที่อยู่ในใจคล้ายๆกัน แต่วันนี้ยังไม่ได้สรุปทั้งหมด 100 % จึงไม่สามารถพูดได้ว่ารายชื่อที่ออกมาตามสื่อตอนนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ถูก ต้อง ซึ่งขอขอบคุณสื่อมวลชนและโพลล์สำนักต่างๆ ที่ให้ข้อมูลข้อคิดเห็น ตนจะนำหลักต่างๆและข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาพิจารณาประกอบ โดยตอนนี้การพิจารณารายชื่อ ครม.ก็เสร็จไปแล้วประมาณครี่งหนึ่ง ต้องยอมรับว่าบางส่วนยังไม่นิ่ง อาจจะมีการพลิกได้ในบางตำแหน่ง


เมื่อถามว่าในส่วนตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ จะเป็นคนในหรือคนนอก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา กำลังเปรียบเทียบกันทั้งคนในและคนนอก ยอมรับว่ามีการดูคนนอกอยู่ด้วย แต่คนในเราก็จะยังดูประกอบ เมื่อถามว่า ครม.ชุดนี้จะมีการนั่งควบตำแหน่งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ


เมื่อถามว่า ชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯยังมีคงมีบทบาทในการจัดตั้งครม.ชุดนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวปฏิเสธว่าไม่ “ทุกอย่างดิฉันกับหัวหน้าพรรค จะมีการประชุมหารือกัน เหมือนกับที่เราได้ดำเนินขบวนการในการทำงานร่วมกันในการเลือกประธานและรอง ประธานสภาฯ” เมื่อถามว่าถ้าได้นายกรัฐมนตรีแล้ว รายชื่อ ครม.จะออกมาทันทีเลยใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็อยากจะให้เร็วที่สุด จะได้เริ่มทำงาน เพราะช่วงนี้มีงานหลายอย่างที่จะต้องรีบเข้าแก้ปัญหาให้กับประชาชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องแอร์พอตลิงค์ที่ มีปัญหาภายในและอาจต้องปิดตัวลงภายใน 1-2 เดือน หากไม่ได้รับการแก้ไขว่า ต้องขอไปดูในรายละเอียด แต่คราว ๆ เบื้องต้นคงต้องเข้าไปดูในเรื่องของการบริหารจัดการ และดูว่าวิธีการจะทำอย่างไรที่จะประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศและลูกค้าต่าง ประเทศที่จะเดินทางเข้ามาใช้บริการของแอร์พอตลิงค์ให้มากที่สุด อย่างแรกคงต้องเข้าไปดูในเรื่องการจัดการเป็นหลัก

สภาฯเลือก‘ขุนค้อน’ประธานสภาฯคนใหม่ ‘เจริญ-วิสุทธิ์’ นั่งรอง ไร้คู่แข่ง

ที่มา ข่าวสด







เมื่อ เวลา 09.36 น. วันที่ 2 ส.ค. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 24 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) โดยมี ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อม เพรียง ทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคประชาธิปัตย์ รักษาการนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่

เมื่อเริ่มการประชุม นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า มีสมาชิกลงชื่อ 429 คน ครบองค์ประชุม เมื่อไม่มีผู้ทำหน้าที่ประธาน ตามข้อบังคับการประชุม จึงเชิญผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดซึ่งในสภาแห่งนี้ คือนายชัย ชิดชอบ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในที่ประชุม ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว

ต่อมาเข้าสู่วาระเลือกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายสมศักดิ์ เป็นประธานสภาฯ ซึ่งมีสมาชิกในซีกพรรคร่วมรัฐบาลโหวตสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่และได้ถามมีการ เสนอชื่อเป็นอื่นหรือไม่ ปรากฎว่าไม่มีการเสนอชื่อ จึงถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้นายสมศักดิ์เป็นประธานสภาฯ


จากนั้นเข้าสู่วาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พรรคเพื่อไทย โดย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เสนอชื่อ นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่มีการเสนอเป็นอย่างอื่น จึงถือว่านายเจริญ ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานสภาฯคนที่ 1

ส่วนการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังชล เสนอชื่อ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย และไม่มีผู้เสนอรายชื่อเป็นอย่างอื่น ถือว่านายวิสุทธิ์ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาฯคนที่ 2


หลังเสร็จสิ้นวาระดังกล่าวแล้ว นายชัยได้สั่งปิดประชุมทันทีเมื่อเวลา 09.55 น. ซึ่งการประชุมใช้เวลา 19 นาทีเท่านั้น ภายหลังปิดประชุม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ต่างเดินเข้าไปจับมือแสดงความยินดีกับนายสมศักดิ์ที่ได้เป็นประธานสภาฯคน ใหม่ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

จตุพรปราศรัยทันทีหลังพ้นคุก ลั่นดันรัฐบาลใหม่เดินหน้า

ที่มา ข่าวสด







เมื่อ วันที่ 2 ส.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งได้รับการรับรองจากกกต.ให้เป็นส.ส. เดินทางออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว พร้อมขึ้นกล่าวปราศรัยกับผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงที่แห่ไปต้อนรับ ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้กำลังใจ และย้ำว่า จะสนับสนุนให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าสู่กระบวนการปรองดองที่ต้องมีความเสมอ ภาค และเท่าเทียม


"ผมต้องขอบคุณคนมากมาย หนึ่ง ผมขอบคุณคนไทย คนเสื้อแดง 15 ล้านคนที่เป็นพลังที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ สองคือ นปช. ภายใต้การนำของอ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ตั้งแต่คณะแรกติดคุกจนมาถึงคณะผม ก็เป็นหน้าที่ของอ.ธิดาและคณะที่มาเยี่ยม ดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ งดงาม นปช.ภายใต้การนำของธิดาจะร่วมกับประชาชน นายณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) โดยมีเป้าหมายทำเพื่อประชาธิปไตยต่อไป สาม คือขอบคุณพรรคเพื่อไทย หัวหน้ายงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค คุณสุนีย์ เหลืองวิจิตร และฝ่ายกฎหมาย รวมไปถึงข้าราชการที่นี่จำนวนมาก ผมจะไม่ลืมน้ำใจของทุกคน"


นายจตุพร กล่าวต่อว่า เราต้องติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด พาประเทศให้พ้นวิกฤต นี่ขนาดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังไม่บริหาร น้ำมันพืชลดจาก 47 เหลือ 37 บาท ราคาข้าวทะลุหมื่นไปแล้ว ค่าแรง 300 บาท ล่วงหน้าไปแล้วหลายจังหวัด


ตนขอบคุณอีกคณะหนึ่งคือเจ้าหน้าที่เรือนจำ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังอื่นๆ ปฏิบัติต่อตนอย่างเป็นมนุษย์มากที่สุด จากที่ทราบปัญหาในกรมราชทัณฑ์ ตนจะไปถ่ายทอดให้แก้ไข รวมถึงช่วยให้คนที่ถูกกล่าวหาคนอื่นๆ ที่ยังอยู่ในเรือนจำ เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข สุรชัย แซ่ด่าน ฯลฯ ได้ออกมาเช่นกัน นอกจากนี้การเยียวยา 91 ศพ ไม่ว่าประชาชนหรือทหาร รัฐบาลใหม่ต้องดูแลญาติคนเหล่านี้ ผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยต้องไปดูแลเขา ต้องให้เกิดความยุติธรรม เพราะไม่มีอะไรเจ็บปวดเท่ากับถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่ได้กระทำ

ปล่อยจตุพร ก็เหมือนปล่อยเสือออกจากจั่น

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ใครจะชอบหรือไม่ชอบคุณตู่ จตุพรก็ตาม แต่คุณจตุพรก็เหมือนขุนพลทหารราบ ที่ลุยไปข้างหน้า โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะตายหรือไม่

ผม ยังจำได้ว่า ตอนพฤษภาทมิฬ 2535 คุณตู่นี่แหละที่ยืนหยัด หลังวันที่ 25 พค. 2535 มีการทำบุญหรืออะไรนี่แหละ ผมยังถามนักศึกษาอยู่เลยว่า คุณจตุพรปลอดภัยไหม

เมื่อตอนที่ แกนนำ นชป. ติดคุกหมดกว่า 9 เดือน คุณจตุพรก็สามารถยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างมั่นคง แบบบ้าบิ่นก็มี

บาง คนอาจไม่ชอบคุณจตุพรที่อาจมุทะลุ ปล่อยโง่บ้าง อะไรบ้าง แต่ก็เป็นธรรมชาติของคน คือ หากเป็นคนที่ฉลาดเฉลียว สามารถคาดการณ์สถานการณ์โดยรวมได้ บุคคลิกภาพก็จะไม่กล้าลุย เนื่องจากอาจประเมินผลที่อาจเกิดขึ้นได้

แต่ในการสงครามนั้น บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้คนแบบ "เตียวหุย" รบไปข้างหน้าอย่างเดียวไม่สนใจว่าจะตายหรือไม่ ข้าศึกเห็นก็ต้องระย่อเหมือนกัน บางครั้งก็สามารถต้านข้าศึกได้ให้แนวหลังได้มีเวลาถอยบ้าง ไม่มีคนแบบนี้ เราอาจไม่สามารถต้านทานการไหลบ่าของกองทหารข้าศึกที่ลุยเข้ามาจนเราตั้งตัว ไม่ทันได้ จำต้องส่งคนแบบคุณจตุพรเข้าไปลุย หรือเราอาจรู้ว่ากำลังเอาไข่ไปกระแทกหิน แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องกระแทกดู เพื่อหาจุดอ่อนของแนวรบข้าศึก ก็ต้องมีคนแบบจตุพร (เดียวหุย) นี่แหละลุยเข้าไป (ยุทธการไข่กระแทกหินนี่แหละที่ทำให้คุณตู่ต้องไปอยู่ในคุกหลายเดือน หากเป็นคนรอบคอบก็ไม่ทำ แต่ก็ทำให้ฝ่ายเราทราบจุดอ่อนข้าศึกได้)

ผม ไม่หวังว่าคุณจตุพรจะสุขุมรอบคอบ ระแวดระวังทุกย่างก้าว จะเคลื่อนไหวทีก็เป็นแบบขงเบ้ง อันนั้นไม่ใช้บุคลิกภาพของคุณจตุพร เขาเป็นขุนพลขาลุย ก็คงลุยตามบุคคลิกของเขา (แต่บางครั้งเตียวหุยก็มีเล่ห์กลรอบคอบเหมือนกัน)

สรุปคือ อำมาตย์ปล่อยจตุพรก็เหมือนปล่อยเสือออกจากจั่น
ไม่ปล่อยก็เป็นเงื่อนไขไม่รู้จบเหมือนกัน

บท ความ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่วิเคราะห์สภาพของชนชั้นนำ ที่ลงในประชาไท ล่าสุด ก็บอกแล้วว่าสังคมเปลี่ยนไป อำมาตย์หากไม่ปรับตัวก็คงอยู่ได้ยาก วันนี้การเมืองไทยได้เคลื่อนตัวจากการเมืองของคนชั้นนำ สู่การเมืองของประชาชนจำนวนมากแล้ว เคลื่อนตัวสู่การเมืองระบอบเลือกตั้ง ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศตระหนักใน พลังหนึ่งเสียงของตน

ต่อไปนี้มีแต่พลังของมหาชนเท่านั้นที่สำคัญ ใครกุมหัวใจของผู้เลือกตั้งได้ คือผู้อยู่รอดในเกม จนถึงตาสุดท้าย

กุมกองทัพ กุมตุลาการได้ ก็ใช่ว่าจะชนะในที่สุด อาจชนะยกแรก แต่ข้าศึกไม่ตาย หากมีประชาชนเขาก็กลับมาได้อีก

"สุเทพ" ผิดหวัง กกต. รับรองจตุพรเป็น ส.ส. ชี้เป็นความสูญเปล่าของประเทศ

ที่มา ประชาไท

ศาล อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว "จตุพร" - "นิสิต" แล้ว โดย "นิสิต" เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษเสื้อแดง ส่วน "จตุพร" ถาม "สุเทพ" ขุดรูหรือยัง โดยหลังได้รับการปล่อยตัวนายจตุพรได้เดินทางไปรัฐสภาทันที

ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจตุพร-นิสิตแล้ว

สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานว่า วันนี้ (2 ส.ค.) ที่ศาลอาญา ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายนิสิต สินธุไพร 2 แกนนำเสื้อแดง ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันก่อการร้าย โดยศาลพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า พฤติการณ์มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 2 ระหว่างการพิจารณาคดีโดยตีราคาวงเงินประกันคนละ 6 แสนบาท พร้อมทั้งระบุเงื่อนไง ห้ามมิให้กระทำการใดๆอันอาจก่อให้เกิดอันตรายกระทบต่อความสงบเรียบร้อย และห้ามนายนิสิต เดินทางออกนอกราชอาญาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล และหลังจากนี้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความคนเสื้อแดง จะเดินทางไปรับตัวทั้ง 2 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันนี้

"จตุพร" ถาม "สุเทพ" ขุดรูหรือยัง ด้าน "นิสิต" เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษเสื้อแดง

ส่วน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยมีแกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจ มีพระสงฆ์จากวัดใหม่พิเรนทร์ มาพรมน้ำมนต์ให้ โดยนายจตุพรเดินทางไปที่สภาทันที

นายจตุพร ยังได้กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงขอบคุณคนเสื้อแดงด้วย และว่ารู้สึกดีใจที่แกนนำคนเสื้อแดงได้เข้ามาเป็น ส.ส.หลายคน และกล่าวฝากไปถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ที่เคยบอกว่าจะขุดรูอยู่นั้น บัดนี้ได้ทำตามคำพูดหรือไม่ ส่วนนายนิสิต เรียกร้องให้มีการพิจารณาปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง อยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อให้ความปรองดองเกิดขึ้น

สุเทพจวก กกต. รับรองจตุพรเป็น ส.ส. คือความสูญเปล่าของประเทศ

สำนักข่าวแห่งชาติ ยังรายงานด้วยว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการรับรอง ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธ์ ว่า สร้างความผิดหวังและเป็นความสูญเปล่าของประเทศ ที่ทำงานไม่เป็นที่ประทับใจของประชาชน ทั้งการกำกับดูแลการเลือกตั้ง บังคับใช้กฏหมาย และวินิจฉัยผลการเลือกตั้ง ตรงกันข้ามกับความรู้สึกของประชาชน แตกต่างจาก กกต.ชุดเก่า ที่ตัดสินใบเหลืองใบแดงเป็นที่ยอมรับ