WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 3, 2011

"ทักษิณ"เดินทางเยือนญี่ปุ่น 22-28 ส.ค. เพื่อบรรยายเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ

ที่มา มติชน

สำนัก ข่าวแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น รายงานอ้างแหล่งข่าวที่เปิดเผยข้อมูล เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วางแผนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 22-28 สิงหาคมนี้ ตามคำเชิญของคณะกรรมการการศึกษา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำการบรรยายเชิงวิชาการเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเน้นไปที่ญี่ปุ่น จีน และชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้กับนักวิชาการ นักธุรกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ฟัง ที่จะมีขึ้นในกรุงโตเกียว

นอก จากนี้ ยังมีกำหนดการเยือนพื้นที่ประสบเหตุและได้รับผลกระทบ จากเหตุแผ่นดินไหวในเขตตะวันออกของญี่ปุ่น ในระหว่าง 25-26 สิงหาคม เพื่อแสดงความพร้อมในความร่วมมือฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว

มีทุกข์ร่วมเสพย์ มีสุขไม่แบ่งปัน รื้อนั่งร้าน ?

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


คือ ยังไงผมก็เห็นว่า ครม.ชุดนี้อย่างน้อยก็ต้องมีแกนนำ นปช.เข้าร่วมแม้ไม่มาก แต่ก็ต้องมี ไม่อย่างนั้น ก็ทำลาย "การมีส่วนร่วม" ของคนเสื้อแดงอย่างมาก และจะขาดความร่วมมือร่วมใจอย่างมากแน่นอน

และพวกพันธมิตรคงได้ที ใช้คำพูดที่ว่า "เป็นไงเมื่อเขาได้เป็นใหญ่ก็ถีบหัวเรือส่ง"

การ ตัดแกนนำคนเสื้อแดงจากการเข้าไปร่วมออยู่ในฝ่ายบริหาร เท่ากับเป็นการยอมรับว่า การเป็นแกนนำเสื้อแดงนั้น "เป็นความเลวของสังคมอย่างยิ่ง เป็นสิ่งต้องห้าม"

คนจำนวนมากอาจยก ตัวอย่างนายกษิตว่าเป็นแกนนำ พธม. ทำให้คนต่อต้าน ผมไม่คิดว่าคนจะต่อต้านรุนแรงเพราะเป็นพวก พธม. แต่เพราะนโยบายไล่ล่าทักษิณ ตีกับเพื่อนบ้านต่างหาก หากนายกษิต เข้ามาเป็น รมต.ต่างประเทศ แล้วเดินหน้าปรองดองประนีประนอมกับทักษิณ ป่านนี้ก็ได้เป็นรัฐบุรุษไปแล้ว

ครม.คุณ ยิ่งลักษณ์จะเอาแบบนั้นก็ได้นะครับ แต่ว่า ต่อไปนี้ก็ต้อง "เผชิญสงครามอย่างโดดเดี่ยว" สงครามยังไม่จบ หากฆ่าม้ ฆ่าขุนพล ทอนน้ำใจของขุนพลทิ้ง ความฮึกเหิมของฝ่ายตนก็ไม่มี

ดูตัวอย่าง การตั้งนายสมศักดิ์ เป็นประธานรัฐสภา แม้ไม่มีใครค้าน แต่กระแส "เชียร์" กระดี้กระด้าในเน็ต ในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นมีน้อยมาก คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ก็วางเฉยปล่อยให้ทำงานไป

บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดผม คัดค้านการตั้งแกนนำเสื้อแดง แต่นั้นก็เป็นความคิดของแต่ละคน

แต่สำหรับคนอีกจำนวนมาก "มันคือการทอนน้ำใจ" การสนับสนุนอาจไม่แข็งแรงอย่างเดิม แต่การเรียกร้องให้ปฎิรูปการเมืองต่างๆ จะมีมากขึ้น

การปรองดองจะไม่มีใครสนใจตอบสนองเช่นกัน อาจไม่มีคนค้านแต่ไม่มีคนกระตือรือร้น

ดูตัวอย่างการเนือยๆ ไป ครึ่งหลังของเดือนนี้ก็ได้ เพรีาะทุกคนต้องการ "วัดใจ" คุณยิ่งลักษณ์และคุณทักษิณว่า

จะรื้อนั่งร้าน ทอนกำลังใจฝ่ายตนเองหรือไม่

Re:

โดย บักฮูขี บ้านนาควาย



ตามที่ ท่าน'ลูกชาวนาไทย ว่าไว้ละครับ หากไม่ตั้ง/ไม่มี แกนนำ นปช. ในครม. ก็ทำลาย "การมีส่วนร่วม" ของคนเสื้อแดงอย่างมาก

เมื่อ หลักการทั่วไปของการมีส่วนร่วม ก็คือ ร่วมคิด ร่วมทำ (แล้วก็) ร่วมรับประโยชน์.
เมื่อ นปช. ได้ร่วมคิด ได้ร่วมทำ ไปแล้ว (แล้วก็) จะได้ร่วมรับประโยชน์ หรือไม่ ?

ซึ่งข้อที่ พรรคเพื่อไทย ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
- มี นปช. ในครม. ส่วนรับ / ส่วนจ่าย
- ไม่มี นปช. ในครม. ส่วนรับ / ส่วนจ่าย

ทั้งนี้ 'นัดวุด และแกนนำหลายคน เคยให้สัมภาษณ์ ว่า เขาเลือกยืนข้างประชาชน หากทักกี้ ไม่ยืนอยู่ข้างประชาชนเขาก็จะสู้กับทักกี้

หาก พรรคเพื่อไทยเลือกข้อ ไม่มี นปช. ใน ครม. ยิ่งเป็นแนวร่วมมุมกลับให้กับระบบอำมาตยา ส่วนที่ต้องจ่ายนั้น ผมประมาณการไม่ถูกว่าจะสูงมากเพียงไร

รู้เพียงว่า หากไม่มี นปช. ใน ครม. ขอให้พรรคเพื่อไทยไม่ต้องตั้งรัฐบาลเสียเลย จะเป็นคุณแก่พรรคเพื่อไทยมากกว่า.

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก thaifreenews

หรือว่าการเป็นเสื้อแดง เป็นแกนนำนปช เป็นอาชญากรรม?

ที่มา thaifreenews

โดย PKT

คุณสมบัติของ รมต. ยิ่งลักษณ์1 นอกจากจะไม่เคยต้องโทษ หรือ เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ยังต้องไม่มีส่วนร่วมอะไรกับนปช.อีกด้วย

ตกลงการเป็นนปช การลงไปสู้ร่วมกับประชาชน นี่เป็นลักษณะต้องห้าม คล้ายๆกับล้มละลาย หรือเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาหรือครับ

เอะ มันยังไงกัน การละเมอเพ้อพกถึงการปรองดองนั้นเป็นฝันเปียกโดยแท้ (คือสำเร็จไปโดยแต่ตน หามีผู้อื่นมาร่วมมทราบด้วยไม่) งานที่รัฐบาลต้องทำ ไม่ใช่มีแต่ด้านเศรษฐกิจ แต่มีงานการเมืองที่โหด หินกว่าหลายเท่า แถมยังเป็นความต้องการหลักของบรรดาเสื้อแดงทั้งหลาย ที่ให้น้ำหนักการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ เพราะถ้าการเมืองมีปัญหา รัฐบาลเจ้าเอาปัญญาที่ใหนไปทำงานด้านเศรษฐกิจ


อย่าเพิ่งดีใจ สมัยลุงหมักก็ตีปีกอย่างนี้แหละได้แค่หกเดือน เจ็บแล้วต้องจำครับ

Re:

โดย PKT

อัน ที่จริง การที่Activistจะมาเป็นฝ่ายบริหารนั้นไม่แปลก เราไปชึดติดกับระบบขุนนาง อมาตย์ ว่าคนเป็นรัฐมนตรีต้องมีเกียรติประวัติยาวเป็นหางว่าว ต้องเก่งบริหารซึ่งจริงๆไม่ใช่ หน้าที่บรหารกระทรวงเป็นหน้าที่ปลัดรัฐมนตรีมีหน้าที่วางนโยบาย คือบอกว่าประชาชนอยากให้ทำอะไร แล้วปล่อยให้กลไกราชการประจำดำเนินการไป


ไม่แปลกที่นักรณรงค์ อย่างอัลกอร์ หรือ ไพลิน ก็ก้าวมารับตำแหน่งสำคัญได


แจ่เมืองไทย เราต้องเปลี่ยนกระบวนความคิด ง่ายๆ เอาแค่ คำลงท้ายจเหมายราชการนี่ก่อนก็ได้

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



สงคราม ยังไม่จบครับ อำมาตย์ตีโต้ได้เสมอ ดังนั้นก็ต้องรอดูครับว่า เขาจะให้เกียรติคนที่สร้างพวกเขามาหรือไม่ หากไม่มีแกนนำ นปช.ใน ครม. ก็ต้องไม่มีคนอย่างวัฒนา เมืองสุข, นายพิชัย และคนอื่นๆ ที่เป็นนายทุน หรือโควต้าภาคต่างๆ โควต้า เจ้หน่อย โควต้าอื่นๆ เหมือนกันครับ คือ ต้องวัดที่ความสามารถอย่างเดียว

ไม่อย่างนั้น ครม.นี้ก็ทำลายมิตร เอาใจ ศัตรู คุณทักษิณไม่ได้กลับบ้านแน่นอน

หากไม่มีคนของ นปช. ต้องมีคำอธิบายที่ยอมรับกันได้ครับ

และรัฐบาลนี้ก็จะเหมือน ปชป. กับ พันธมิตร มีจุดอ่อนให้พวกอำมาตย์เข้าแทรกอย่างแน่นอน ในการแยกสลายพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดง

คนเสื้อแดงอาจไม่ไปร่วมมือกับอำมาตย์ แต่การปกป้องรัฐบาลนี้คงน้อยลง และเรียกร้องกับรัฐบาลนี้มากขึ้น

ก็โดนขย่มจากศัตรูและมิตร คงยากที่จะรอดได้นาน

ดูตัวอย่างการตั้งประธานรัฐสภา แม้ไม่มีคนตำหนิ แต่ก็มีคนเชียร์น้อยมากในหมู่คนเสื้อแดง ส่วนใหญ่วางเฉย

และผมคิดว่า การตั้ง ครม. ก็เช่นกัน

เพราะ มันขาดข้อสำคัญไปคือ "ขาดการมีส่วนร่วม" เมื่อขาดการมีส่วนร่วม คนจำนวนมากที่เคยต่อสู้ก็จะคิดว่านี่คือรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่รัฐบาล ของพวกเรา ซึ่งเขาก็คงเปิดโอกาสให้ทำงาน แต่เมื่อขาดการมีส่วนร่วม "การอธิบายก็จะมีคนฟังน้อยลง" แต่หากพลาดก็จะโดนหนัก

ทักษิณพลาดครั้งนี้ จะทำให้กลับลำได้ยาก เพราะมิตรก็จะไม่ไว้ใจ "มีทุกข์ร่วมเสพย์ มีสุขไม่ให้" ก็จบกันครับ

ครม.ที่เอาใจศัตรูแต่ฝ่ายเดียวนั้นไปไม่ได้นาน

Re:

โดน ลูกชาวนาไทย



อ้างถึง
อ้าว! . . เขาตั้ง ครม. กันแล้วหรือครับ??

ก็ ต้องวิจารณ์เอาไว้ก่อน เพราะมันมีข่าวออกมา มันก็ต้องมีมูลบางส่วน เพราะเล่นตั้ง ครม. เป็นการลับแบบนี้ หากผลออกมาแล้ว วิจารณ์ไปก็เท่านั้น การวิจารณ์เพื่อให้ได้ยินมันก็ต้องเริ่มแต่ต้น เพื่อให้เขารู้ว่าเราคิดอย่างไร หากเงียบเสียหมด ก็จะคิดว่าเราไม่มีความเห็นเลย

ดังนั้น ผมไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร นอกจากเห็นว่า หากมีการกีดกันกันแบบนี้ มันก็เท่ากับซ้ำเติมพวกกันเอง ว่าการเป็นเสื้อแดงนั้นเป็นสิ่งที่เลว

ดังนั้น มันก็ต้องวิจารณ์ให้ได้ยิน

ผม ไม่ได้สุดโต่งขนาดว่า แกนนำจำนวนมากต้องไปเป็นฝ่ายบริหาร แต่อย่างน้อยก็ต้องมี 1-2 ตำแหน่ง เพื่อให้ได้ภาพรวมๆ จากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

ไม่อย่างนั้น ครม. ยิ่งลักษณ์ตั้งขึ้นมา ก็สร้างความแตกแยก รอยร้าวในหมู่มิตรมากกว่าจะสร้างความรู้สึกที่ดี

แค่ ตั้ง ครม. ก็กลัวฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว ต่อไป แก้รัฐธรรมนูญ หรือเรื่องอื่นๆ จะเชื่อได้อย่างไรว่า จะทำได้ ไม่กลัว "ฝ่ายตรงข้ามช้ำใจ" เหมือนตอนตั้ง ครม.อีก

ดังนั้น หากจะวิจารณ์มันต้องวิจารณ์ตั้งแต่เริ่มต้น

ไม่ อย่างนั้นก็จะกลายเป็นว่าแตะต้องไม่ได้เลย วิจารณ์ กดดันเรื่องแก้กฎหมาย อย่างน้อย ก็ "พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ " ก็คงทำไม่ได้ เพราะมีข้ออ้างอีกว่ายังไม่ถึงเวลา อะไรเป็นต้น

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก thaifreenews

ถึงคราวิกฤติการณ์ทางทหารของประเทศไทย?

ที่มา ประชาไท

เทร์เฟอร์ มอสส์ ผู้สื่อข่าวอังกฤษด้านความมั่นคงและการทหาร เขียนบทความแสดงความคิดเห็นในบล็อกของ The Diplomat เกี่ยวกับกรณีอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกสามครั้งติดกันในเมืองไทย พร้อมวิเคราะห์ว่า สภาพอากาศ และความขัดข้องทางเทคนิค หาใช่เป็นสาเหตุของโศกนาฏกรรมดังกล่าวไม่ หากแต่เป็นเพราะอำนาจและงบประมาณของกองทัพที่มากเหลือล้น

ธรรมชาติ ที่เสี่ยงของปฏิบัติการทางทหาร ย่อมหมายถึงการประสบพบเจอกับอุบัติเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่เคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นกรณีเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศไทยตก ชี้ให้เราเห็นถึงปัญหาที่เป็นระบบมากกว่านั้น

กรณีเฮลิคอปเตอร์แบลก ฮอว์ก ซีกอร์สกี้ ยูเอช-60 ของกองทัพอากาศไทยตก เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการสูญเสียเฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 ฮิวอี้สองลำ ในขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจกู้ภัยแถบชายแดนไทย-พม่าที่จังหวัดเพชรบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 17 รายในอุบัติเหตุทั้งสามครั้ง

เช่นเดียว กับสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพประสบกับความล้มเหลวที่ต่อ เนื่อง อุบัติเหตุสองครั้งแรกกลายเป็นเรื่องของสภาพอากาศที่ไม่ดี และอุบัติเหตุครั้งที่สามต้องโทษความผิดพลาดทางเทคนิค ทางผู้บัญชาการระดับสูงมีท่าทีต่อปัญหาดังกล่าวโดยเรียกร้องให้มีการจัดซื้อ ยุทโธปกรณ์ใหม่ ผู้บัญชาการทหารบก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งสงบปากสงบคำมากขึ้นหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะว่า กองทัพอากาศไทยจำเป็นต้องจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่จำนวน 36 ลำเพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างปลอดภัย พลเอกประยุทธ์ ได้ขอให้รัฐบาลใหม่ช่วยดูแลคำร้องขอดังกล่าว และเสริมว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณสำหรับเฮลิคอปเตอร์ ใหม่ ถึงแม้จะทราบแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนก็ตาม

สถานการณ์ของ ไทยเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับวิกฤติการณ์ที่สิ่งที่กองทัพ อากาศอินโดนีเซียในปี 2552 ได้ประสบ เมื่อเหตุเครื่องบินตกอย่างต่อเนื่องทำให้บุคลากรของกองทัพอากาศอินโดฯ เสียชีวิตกว่า 130 ราย และทำให้เรื่องยุทโธปกรณ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานกลายเป็นวาระที่ถูกพูดถึงระดับ ชาติ เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้รัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มงบประมาณทางการทหารและ จัดซื้อเครื่องบินใหม่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของประเทศไทยนั้นต่างไปจากสถานการณ์ของอินโดนีเซียมาก เนื่องจากกองทัพของอินโดนีเซียนั้นได้รับงบประมาณต่ำมากมานับศตวรรษ และถูกคว่ำบาตรทางอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างยาวนาน ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรเพึ่งได้รับการยกเลิกเมื่อเร็วๆ นี้ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นได้รับงบประมาณทางการทหารที่ถือว่าเยอะพอสมควรตาม มาตรฐานของภูมิภาค โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารปี 2549 อันที่จริง งบประมาณทางด้านการทหารของไทยเพิ่มขึ้นสามเท่านับจากการทำรัฐประหารครั้งล่า สุด และในปี 2554 งบประมาณทางทหารยืนอยู่ที่ 5.6 พันล้านบ้าน ซึ่งมากพอกันกับงบประมาณทางทหารของอินโดนีเซีย ซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่าประเทศไทยสี่เท่า

ก็จริงว่า โครงการทางความมั่นคงบางส่วนหยุดชะงักไปในปี 2553 เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการเงินทั่วโลก แต่ก็ออกจะเกินไปหน่อยสำหรับพลเอกประยุทธ์ ที่จะโทษรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าไม่ยอมอนุมัติงบประมาณทางทหาร ในขณะที่ทางกองทัพเองเป็นผู้ที่มีอำนาจเรื่องนโยบายด้านความมั่นคงอย่างเต็ม ที่ รวมถึงนโยบายด้านอื่นๆ ของรัฐบาลด้วย คำถามก็คือว่า เหตุใดกองทัพอากาศไทยอยู่ดีๆ จึงต้องการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ใหม่อย่างเร่งด่วน ในเมื่อกองทัพก็ได้รับงบประมาณอย่างมากมายมาตลอด และอยู่ในตำแหน่งที่สามารถกำหนดวาระต่างๆ เองได้

ในขณะที่เฮลิ คอปเตอร์แบลกฮอว์กที่ตกในอุบัติเหตุครั้งแรก มีอายุการใช้งานเพียงสองสามปี แต่เครื่องเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ที่นับเป็นยุทโธปกรณ์หลักของกองทัพไทยส่วนใหญ่ แล้ว มีอายุการใช้งานมาแล้วราวสามสิบปี อย่างไรก็ตาม ทางการไทยก็รับทราบถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี จึงได้ขอซื้อเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กอีกสามลำจากสหรัฐอเมริกา มูลค่า 235 ล้านดอลลาร์ หนึ่งวันก่อนที่อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำแรกตก นอกจากนี้ การอัพเกรดเฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ ยังเป็นวาระของกองทัพมาเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้ว่าพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกคนก่อนหน้า ตัดสินใจจะไม่อัพเกรดเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ 15 ลำ ในปี 2551 และตัดสินใจจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่นรัสเซียน Mil Mi-17 แทน

ดังนั้น คำร้องขอของพลเอกประยุทธ์เพื่อจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 36 ลำจึงดูเป็นเรื่องไม่ค่อยจริงใจเท่าไร เขาอาจจะลองโยนหินถามทาง และรอดูว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่น่าจะเป็นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวอย่างไร นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ใช้มาตรการกดดันอีกหลายครั้งผ่านทางสาธารณะ หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเขาได้เสนอให้ทหารรับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ถึงแม้ว่าจะเคยลั่นวาจาไว้แล้วก่อนหน้านี้ก็ตามว่า เขาจะไม่แทรกแซงทางการเมืองใดๆ อีก

ณ จุดนี้ สิ่งที่คนไทยทั่วไป รวมถึงเหล่านายทหารที่ใช้เครื่องเฮลิคอปเตอร์ฮิวอื้ที่เก่าแก่ คงต้องสงสัยว่ากองทัพไทยที่ได้งบประมาณอุดหนุนอย่างอื้อซ่านั้นเอาเงินไปทำ อะไร ภารกิจการต่อต้านการก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่ใช้งบประมาณเยอะ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง โครงการการจัดตั้งกองทัพภาคใหม่ที่ภาคเหนือ ก็ใช่ รวมถึงโครงการจัดตั้งกองพลทหารม้าของเปรม ติณสูลานนท์ ก็เป็นที่เห็นแจ้งแถลงไขแล้วว่า เพียงแค่สองเรื่องแรกนี้ ก็ใช้งบประมาณไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายที่กว้างกว่านั้นคือ การที่กองทัพเป็นผู้กำหนดงบประมาณและกำหนดวาระต่างๆ ด้วยตนเอง ทำให้เงินภาษีของประชาชนที่จ่ายไปไม่คุ้มค่า และกองทัพเองก็มักจะไม่ลงทุนในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ทั้งนี้ ปัญหาสำหรับประเทศไทยก็คือ ประเด็นด้านนโยบายดังกล่าว เป็นพื้นที่ทางนโยบายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่กล้าที่จะเข้าไปแตะต้อง ถึงแม้ว่าจะมีคำสัญญาทางนโยบายด้านต่างๆ ออกมามากแค่ไหนก็ตาม

ที่มา : The Diplomat: Thailand’s Military Crisis? 29/07/54

สุรพศ ทวีศักดิ์: การลงทุนเพื่อพุทธศาสนา

ที่มา ประชาไท

เมื่อ เรานำเรื่องมิติทางสังคมของพุทธศาสนาไปสนทนากับคนแก่วัด นักปฏิบัติธรรม หรือพระสงฆ์บางรูป โดยเฉพาะกับคนชั้นกลางในเมืองที่นิยมแฟชันการเข้า “คอร์สปฏิบัติธรรม” ตามสำนักดังๆ ในปัจจุบัน เสียงตอบรับจากปลายทางมักจะออกมาทำนองว่า “พุทธศาสนาที่แท้จริง” เป็นเรื่องของการดูจิต ดูใจตัวเอง มีสติเท่าทันว่ากิเลสเกิดขึ้นในจิตอย่างไร ดับไปอย่างไร ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สุข ทุกข์อยู่ที่ใจเรา เรื่องของสังคมเป็นเรื่องทางโลก พุทธศาสนาไม่ให้หมกมุ่นกับโลก ไม่ต้องไปสนใจวิจารณ์คนอื่น วิจารณ์สังคม ควรหันมาวิจารณ์จิตตัวเอง เปลี่ยนตัวเองให้ได้ก่อนจะดีกว่า ถ้าแต่ละคนเป็นคนดี สังคมก็จะดีเอง

วันนี้ผมไปเดินซีเอ็ด หัวหิน มุมหนังสือ “ศาสนา/ปรัชญา” ดูเหมือนจะเป็นมุมที่มีหนังสือจำนวนมากใกล้เคียงกับมุม “โหราศาสตร์-พยากรณ์” หนังสือธรรมะกับหนังสือโหราศาสตร์รวมกันแล้ว น่าจะมากกว่าหนังสือด้านประวัติศาสตร์ การเมือง การศึกษา วิทยาศาสตร์

ดู รายชื่อหนังสือแล้ว มีตั้งแต่เกิดแต่กรรม สะแกนกรรม แก้กรรม สุขกันเถอะโยม ความสุขอยู่แค่เอื้อม สุขทุกลมหายใจ สุขทุกย่างก้าว นิพพานระหว่างวัน ไปจนถึงไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น วิญญาณมีจริง ชาติหน้ามีจริง ฯลฯ แสดงว่าพุทธศาสนานี้ดีเป็นสิ่งบันดาลความสุขทุกประเภทได้สมอารมณ์หมาย และตอบปัญหาได้ครอบจักรวาลจริงๆ

แต่ทว่าทั้งหมดนั้น คำตอบสุดท้ายมุ่งตอบโจทย์ของปัจเจกบุคคลเท่านั้น คือ “ความสุขทางจิตใจ” ของแต่ละคน คำถามที่ผุดขึ้นในใจผมก็คือ หากพุทธศาสนาเป็นเพียงแค่เรื่องของการดูจิตดูใจ วิพากษ์วิจารณ์จิตใจตนเอง เพื่อผลสุดท้ายคือความพ้นทุกข์ “ทางจิตใจ” ของใครของมันเท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับมิติทางสังคม เช่น ความเป็นธรรม ความเท่าเทียมในความเป็นคน เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วเหตุใดสังคมจึงควรลงทุนเพื่อพุทธศาสนา หรือแบกภาระของการมีพุทธศาสนาด้วยต้นทุนทั้งที่เป็นเงิน และอื่นๆ มากมายขนาดนี้

คือหาก “คำตอบที่แท้จริง” ของพุทธศาสนาเป็นเพียงแค่เรื่องของการดูจิตดูใจเพื่อในที่สุดแล้วนาย ก นาย ข จะพ้นทุกข์ทางจิตใจ มีสุขทุกลมหายใจ มีสุขทุก้าวย่าง ฯลฯ เท่านั้น เรื่องพ้นทุกข์ทางจิตใจ สุขทุกลมหายใจ หรืออะไรเทือกนี้มันเป็นเรื่อง “ส่วนตัวล้วนๆ” มิใช่หรือ เหตุใดสังคมจึงควรลงทุนอุปถัมภ์ค้ำชูสถาบันทางพุทธศาสนา เช่น วัด พระสงฆ์ การศึกษาทางศาสนา การสร้างศาสนวัตถุจำนวนมหาศาล ทั้งเป็นการลงทุนในนามของการกุศล และลงทุนด้วยงบประมาณแผ่นดิน

คำถาม นี้ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ซีเรียสมาก เพราะถึงจะบอกว่าพุทธศาสนาสอนศีลธรรม สอนให้คนทำความดี เป็นคนดี แต่ถ้าผลสุดท้าย หรือ “ผลสูงสุด” ของศีลธรรม ความดี การเป็นคนดีนั้นเป็นเพียงแค่ความสุขทุกลมหายใจ ความสุขทุกย่างก้าว ความพ้นทุกข์ทางจิตใจหรือจะเรียกอะไรก็ตาม แต่ “เนื้อหา” หรือ “คุณค่า” ของมันคือมันเป็น “ของส่วนตัวล้วนๆ” หรือเป็น “ความสุขที่รู้ได้เฉพาะตัว” เท่านั้น อย่างที่เรียกกันว่าเป็น “ปัจจัตตัง” แล้วเหตุใดจึงควรมีการลงทุนทางสังคมอย่างมหาศาลเพียงเพื่อ “สุขส่วนตัว” ที่ว่านี้!

จะว่าไปแล้ว สังคมสมัยพุทธกาลไม่น่าจะมีการลงทุนเพื่อความสุขส่วนตัวดังกล่าวนี้ ใครที่ต้องการความสุขส่วนตัวเช่นนี้ก็มักจะปลีกตัวออกไปอยู่ป่า แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปพุทธศาสนาถูกทำให้เป็น “สถาบันทางสังคม” โดยเฉพาะสังคมไทยนั้น วัดอารามสร้างใหญ่โตอลังการ พระสงฆ์ถูกสถาปนาให้มียศถาบรรดาศักดิ์ และมีแม้กระทั่งรถเบนซ์ส่วนตัวไม่ต่างอะไรกับเจ้าใหญ่นายโตฝ่ายฆราวาส ถามว่าการบริจาคทำบุญรูปแบบต่างๆ การสถาปนาสถาบันทางศาสนา การจัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนการศึกษา การอบรมสั่งสอนเผยแผ่พุทธศาสนาทั้งหลายทั้งปวงเพียงเพื่อเป้าหมายสุดท้าย หรือ “เป้าหมายสูงสุด” คือ “ความสุขทุกลมหายใจ” อันเป็นเรื่องส่วนตัวของปัจเจกบุคคลเท่านั้นหรือ

ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ มีการปลูกฝังอบรมให้ผู้คนเคารพนับถือ “ผู้บรรลุความสุขส่วนตัว” นั้น ราวกับว่าเขาเป็นผู้วิเศษ เป็นฮีโร่ เป็น “อภิมนุษย์” ด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า ผู้บรรลุความสุขส่วนตัวเช่นนั้นแล้วจะสอนให้คนอื่นๆ บรรลุความสุขส่วนตัวเช่นตนบ้าง

ชาวพุทธอาจบอกว่า คนที่จะบรรลุความสุขส่วนตัวเช่นนั้นได้ เขาต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม หรือปฏิบัติธรรมอย่างดีเลิศ จนเป็น “ผู้บริสุทธิ์” ฉะนั้น เขาจึงน่าเคารพเลื่อมใส แต่ว่าการปฏิบัติธรรม การเป็นคนดี การเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ว่านั้นโดย “แก่นสาร” ของเป้าหมายสุดท้ายจริงๆ ก็คือ “เรื่องส่วนตัว” หรือปัจจัตตังเท่านั้นมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่องศาสนาก็ควรให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสถาปนาให้เป็นสถาบันทางสังคม หรือเป็นเรื่องที่สังคมต้องลงทุนใดๆ

ฉะนั้น หากพุทธศาสนาเป็นแค่เรื่องของการดูจิต ดูใจตนเอง เป็นแค่เรื่องวิพากษ์วิจารณ์จิตใจของตนเอง เป็นเรื่อง “นิพพานระหว่างวัน” นิพพานถาวร หรือสุขทุกลมหายใจ สุขทุกก้างย่างของใครของมัน การดำรงอยู่ของพุทธศาสนาก็ไม่มีความหมายทางสังคมใดๆ เลย ต้นทุนทุกประเภทที่สังคมนี้ให้แก่พุทธศาสนาย่อมเป็นการไม่คุ้มค่า

มี แต่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า พุทธศาสนามีมิติทางสังคม เช่น ส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม ส่งเสริมการเคารพความเสมอภาค เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรมทาสงเศรษฐกิจ สันติภาพ ส่งเสริมการสร้างคุณค่าความหมายของชีวิตในวิถีทางการเสียสละ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม และความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์เท่านั้น พุทธศาสนาจึงมี “ความชอบธรรม” ที่จะรับการอุปถัมภ์จากสังคมในด้านต่างๆ

แต่ด้วยเหตุที่สังคมพุทธ ปลูกฝังกันมาว่า พุทธศาสนาเป็นเพียงเรื่องการดูจิตดูใจตนเองเท่านั้น เป็นเรื่องละโลภ โกรธ หลง เพื่อสุขทุกลมหายใจเท่านั้น นักปฏิบัติธรรมหรือบรรดาชาวพุทธผู้ “ทรงภูมิรู้ ภูมิธรรม” ทั้งหลายจึงมักจะมีทัศนะว่า การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเป็นธรรมทางสังคมอย่างที่ประชาชนออกมาต่อสู้ แล้วถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น เป็นเรื่องทางโลก เป็นเรื่องของคนมีกิเลส ไม่ใช่เรื่องทางธรรม การตายเพื่อประชาธิปไตยของประชาชนมองจากสายตาของสังคมพุทธจึงไม่ใช่เรื่อง ควรยกย่อง

เพราะการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อเสรีภาพ เพื่อประชาธิปไตย ไม่ถูกนับเข้าใน “การปฏิบัติธรรม” จึงไม่ใช่ “ความดี” ที่ทำให้เป็น “คนดี” ซึ่งมุ่งไปสู่ “ความสุขที่บริสุทธิ์” หรือสุขทุกลมหายใจ

วัฒนธรรม ประเพณี ศีลธรรม ความดี การเป็นคนดีในสังคมพุทธถูกสถาปนาขึ้นเพียงเพื่อนำไปสู่คำเชิญชวนที่ว่า “สุขกันเถะโยม” เท่านั้นหรือ ไม่เกี่ยวกับมิติความเป็นธรรมหรือมิติใดๆ ทางสังคมจริงหรือ ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ แล้วทำไมสังคมจึงควรลงทุนเพื่อพุทธศาสนาอย่างมหาศาลด้วยเล่า!

ปัญหาโครงสร้างภาษีไม่เป็นธรรม : พูดกันมานาน เมื่อไรจะแก้ไขสำเร็จ

ที่มา ประชาไท

ก่อน ที่จะมีเสียงเซ็งแซ่ของบรรดานายทุน นักวิชาการ ผู้นำแรงงาน เกี่ยวกับการสนับสนุน คัดค้านการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทผ่านสื่อมวลชน ในท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้องให้มีการยุบสภาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2553 จนถึงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2554 เสียงของประชาชนคนเสื้อแดงกร่นด่าถึงการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของ ประชาชนว่า รู้สึกเจ็บปวดกับการที่รัฐบาลและกองทัพนำเงินมาซื้อรถถัง เฮลิคอปเตอร์ สไนเปอร์ (sniper) และกระสุนทุกนัดมาเข่นฆ่าผู้ชุมนุมที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจรัฐในเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 เช่นเดียวกันกับทหารที่หันปากกระบอกปืนยิงประชาชนมือเปล่าที่เสียภาษีเป็น เงินเดือนเลี้ยงคนเหล่านี้

เสียงแห่งความเจ็บปวดของประชาชนในเรื่อง นี้สะท้อนให้เห็นถึง การที่ผู้มีอำนาจรัฐขณะนั้นไม่สำนึกบุญคุณของประชาชน โดยเฉพาะคนชั้นล่างที่เสียภาษีทางอ้อมเป็นจำนวนมากถึง 60% ของรายได้ของรัฐ ซึ่งเป็นภาระของพวกเขามาก เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเหล้า บุหรี่ น้ำมัน ทว่าถูกนำไปจัดสรรเป็นงบประมาณของกองทัพเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ปราบปราม ควบคุมประชาชนที่เห็นต่างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางสื่อมากนักว่า รัฐบาลอำมาตย์ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ได้ช่วยเหลือคนส่วนใหญ่จริง

คำถามจากนี้คือ รัฐจะต้องบริหารงบประมาณการคลังอย่างไรให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น ควรจะปรับเพิ่ม ลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นของกระทรวงใดบ้าง ควรบริหารงบประมาณอย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนระดับล่างดีขึ้น ควรเพิ่มค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรายได้และสวัสดิการที่ดี ครอบคลุมทุกด้านแก่ประชาชนอย่างไร ควรจะหาเงินเข้ารัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่ เท่าไรและหาจากไหน จะทำยังไงสำหรับกลุ่มอภิสิทธิชนที่ถือครองรายได้ ทรัพย์สิน ที่ดินในสัดส่วนที่มากกว่าคนส่วนใหญ่หลายเท่าตัว แถมยังได้รับการยกเว้นภาษีทรัพย์สิน ให้เสียกันสักทีในอัตราก้าวหน้า ไม่ใช่บอกให้คนชั้นล่างอยู่อย่างพอเพียงด้วยรายได้วันละ 150 บาท และสวัสดิการพอประมาณ ในขณะที่เงินเดือนระดับผู้แทน ผู้บริหาร ผู้ควบคุมจัดการถูกปรับให้สูงขึ้น นั่นคือรัฐบาลชุดใหม่จะต้องสามารถแก้ไขความ อยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจเป็น ผลมาจากการพัฒนา ที่ไม่ทั่วถึง กระจุกอยู่ที่เมืองใหญ่บางแห่ง ทำให้คนร่ำรวยไม่กี่กลุ่ม และทำให้เกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนถึง 14 เท่าซึ่งมากกว่าอดีต แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตเพราะมีการผลิตจำนวนมาก แต่แลกมาด้วยการดำเนินชีวิตด้วยค่าแรงขั้นต่ำรายวันของผู้ใช้แรงงาน ที่ทำให้ฐานเงินเดือนต่ำ ต้องขยายเวลาทำงาน ทำงานหนัก ไม่มีเวลาพักผ่อน อยู่กับครอบครัวและพัฒนาศักยภาพ ซึ่งหมายความว่ารายได้และสวัสดิการหรือเศรษฐกิจจุลภาค (ระดับล่าง) ไม่เติบโตสอดคล้องกับจีดีพี ทั้งยังไร้เสถียรภาพเพราะเมื่อมีอายุมากขึ้น ก็จะถูกเขี่ยให้ออกไปจากโรงงาน ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็จะถูกลดทอนสวัสดิการ โอทีและถูกเลิกจ้าง ซ้ำเติมด้วยการกระทำของรัฐที่ผลักไสให้ไปใช้ชีวิตพอเพียงที่บ้านนอก ผลักภาระให้แก่ครอบครัวในชนบท แทนที่จะจ่ายค่าชดเชยเต็มจำนวนของเงินเดือนให้แก่ผู้ที่เดือดร้อน เพิ่มสวัสดิการแก่คนในท้องถิ่น และแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในสังคม

ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 : การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

หลัง จากที่นโยบายประชานิยม 30 บาทรักษาทุกโรคประสบความสำเร็จในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของ คนจนในท้องถิ่น นโยบายในทำนองเดียวกันนี้ คือ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรีจบใหม่ 15,000 และข้าวราคาเกวียนละ 15,000-20,000 ของพรรคเพื่อไทยที่ใช้ในการหาเสียงและได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งปี 54 ด้วยคะแนน 15.7 ล้านเสียง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเสียงจากประชาชนภาคอีสานและภาคเหนือ ที่เต็มไปด้วยประชากรผู้มีรายได้น้อย สวัสดิการไม่เพียงพอ ต้องประกาศใช้กับประชาชนทุกเชื้อชาติที่ทำงานให้แก่ประเทศนี้

การ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทเป็นมาตรการขั้นต้นสำหรับเพิ่มมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ ไม่ใช่บอกให้ประชาชนดักดานกับมาตรฐานขั้นต่ำเดิมๆ ที่กระเถิบขึ้นน้อยมาก ตามไม่ทันกับค่าครองชีพที่สูง เช่น คนงานบางส่วนกินค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลาถึง 5 ปี บางส่วนถูกปรับขึ้นไม่เกิน 10 บาท หรืออีกกรณี คนงานแถวสมุทรปราการอายุงานถึง 10 ปีทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ได้ค่าจ้างรวมวันละ 350 บาทเท่านั้น นอกจากนี้คำว่า “ค่าจ้างขั้นต่ำ” ยังถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมฉวยโอกาสเสนอให้อนุรักษ์มาตรฐานขั้นต่ำเดิมๆ ไว้ ซ้ำยังจะลดค่าแรงให้เหลือ 150 บาท พร้อมกับสวัสดิการที่ยังคงมีหลายมาตรฐานหลายชั้น

นับตั้งแต่การชู เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ได้มีบทความมากมายทั้งจากนายทุนที่ไม่เห็นด้วย เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า ผู้ประกอบการบางส่วน นักอนุรักษ์นิยม นักวิชาการเสรีนิยมจัด และที่สนับสนุน ได้แก่ นักวิชาการสายแรงงาน สายเศรษฐศาสตร์การเมือง ผู้ประกอบการที่เห็นหัวคนจน ผู้นำแรงงาน ซึ่งผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ด้วยตนเอง และผู้เขียนเห็นด้วยว่านโยบายประชานิยมจำเป็นในช่วงหนึ่งเพราะช่วยลดภาระ แก้ไขปัญหาความยากจนแก่คนชั้นล่างได้ ตามหลักการดังนี้

  1. เพิ่ม รายได้ตามหลักการการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนผู้ใช้แรงงานทุกภาค ส่วน ชาวนารายย่อย รายกลางที่มีอาชีพรับจ้างเสริม แม้จะเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานในการผลิตข้าว แต่มีการชดเชยด้วยการเพิ่มราคาข้าวเป็นเกวียนละ 15,000-20,000 บาท
  2. ยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่สูงขึ้น คนทำงานมีตัวเลือกในชีวิตมากขึ้น เช่น ลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาเพื่อพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย
  3. เพิ่ม อำนาจการซื้อตามหลักการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตลาดภายในประเทศ ตลาดที่เป็นคนส่วนใหญ่ ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน (มนุษย์ค่าจ้าง) และชาวนา

นโยบาย ประชานิยมช่วยสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของคนชั้นล่างในเฉพาะ หน้านี้ แต่ไม่เพียงพอ เพราะยังมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ที่จะนำมาสร้างหลักประกันชีวิตครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าสมัยไหน โครงสร้างภาษีไม่เป็นธรรมก็ยังไม่แก้ไขให้สำเร็จ ในทำนองเดียวกันกับการไม่ปฏิรูปกองทัพ นอกจากนี้ ประชานิยมเป็นการแก้ไขปัญหาประเด็นเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเราเคยผ่านประสบการณ์มาแล้วสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ทว่าปัญหาโครงสร้างความเหลื่อมล้ำกลับทวีความสำคัญในช่วงวิกฤตการเมือง ปัจจุบัน ไม่ต่างจากกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบ (ไม่มีอีแอบ)

จัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า : การต่อสู้นับจากนี้

การ ค้าขายสินค้าและบริการที่ขึ้นชื่อของประเทศ การลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมของนักลงทุนจากต่างประเทศ การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ การกระตุ้นให้มีการจับจ่ายใช้สอย เพื่อหวังให้จีดีพีเติบโต ผู้คนมีรายได้มากขึ้น และเสียภาษีให้แก่รัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นรายได้นำมาบริหารประเทศ ทว่าหากอัตราการเก็บภาษีมีลักษณะถอยหลัง มีข้อยกเว้น ลดหย่อนแก่คนรวย เช่นที่ระบุในร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลชุดก่อน จีดีพีที่เติบโตก็ไม่สามารถลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ หากไม่มีการเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า เพิ่มความโปร่งใส ประสิทธิภาพในการจัดเก็บและบริหาร

คนรวยจำนวน 20% ของประชากรทั้งหมดในประเทศมีรายได้เท่ากับ 50%-60% ของจีดีพี มีบัญชีเงินฝากธนาคาร ถือครองที่ดินจำนวนมาก ซื้อขายที่ดินเก็งกำไร เล่นหุ้น และคนรวยสุดมีรายได้มากกว่ากลุ่มคนจนสุด 14 ในปัจจุบันซึ่งมากกว่าปี 2531 (11.88 เท่า) ในขณะที่สัดส่วนภาษีที่เก็บได้ต่อจีดีพี (8.8 ล้านล้านบาท) [1] คือ 15.6% ในปี 2552 หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท [2] แบ่งเป็นรายได้จากภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม และเงินกู้ รายได้จากภาษีทางอ้อมที่เก็บจากฐานการบริโภคสินค้าและบริการเป็นแหล่งรายได้ ภาษีอากรที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา รายได้ภาษีทางอ้อมที่ว่านี้มีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และโดยรวมรัฐสามารถจัดเก็บภาษีทางอ้อมได้มาก คิดเป็นอัตราการจัดเก็บภาษีทางอ้อมต่อภาษีทางตรงโดยเฉลี่ยประมาณ 63 ต่อ 37 นั่นหมายความว่า คนส่วนใหญ่ที่เป็นแรงงาน ชาวนาเสียภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าคนรวยที่รวยกว่า 14 เท่า

นัก วิชาการได้นำเสนอรายละเอียดของปัญหาไปแล้วมากมายและนำเสนอมาหลายปี กระทั่งเสนอตัวเลขว่า หากเพิ่มฐานการเก็บภาษีทรัพย์สินจากคนรวยจำนวนสามแสนกว่าคน จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่ำร้อยละ 22 ของจีดีพี อย่างไรก็ตามยังไม่มีการแก้ไขอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นเพราะอะไรนั้น น่าจะมาจากสาเหตุดังนี้

  1. รัฐบาลยึดแนวนโยบายเสรีนิยมตามก้น อเมริกา เร่งให้จีดีพีเติบโต เพื่อให้มีรายได้จัดเก็บมากขึ้น แม้จะมีวิกฤตทุนนิยมเกิดขึ้นเป็นระลอกๆ และช่องว่างความเหลื่อมล้ำไม่มีทีท่าจะลดลงก็ตาม
  2. พรรคการเมืองกระแส หลักไม่พยายามจะแก้ไขโครงสร้างการจัดเก็บภาษีที่ เหลื่อมล้ำ เพราะมีเสียงคัดค้านจากเจ้าสัวในพรรคประชาธิปัตย์ และจากพลังฝ่ายทุน เช่น หอการค้าไทย เมื่อมีการจะปรับปรุงการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า เสียงของคนส่วนน้อยมักดังกว่าเสียงของคนส่วนใหญ่
  3. พลังฝ่ายทุนนิยม อำมาตย์เข้มแข็ง เพราะมีผู้นำบางคนได้รับการยกเว้นภาษี และมีวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง แนวประชาสงเคราะห์แพร่หลายในสื่อกระแสหลักและรัฐบาลชุดก่อนยึดเป็นแนวทาง ด้วย
  4. พลังของประชาชนรากหญ้ายังไม่เข้มแข็งพอที่จะผลักดันไปสู่การ แก้ไข ด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ ถูกลดทอนอำนาจการต่อรองในรูปแบบและวิธีการต่างๆ เช่น ถูกลดทอนสิทธิการเลือกตั้ง ถูกกลั่นแกล้งเมื่อรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน ถูกเลิกจ้างง่ายดายทั้งในยามปกติและยามวิกฤต อีกทั้งไม่มีสื่อสาธารณะที่เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายประชาธิปไตย

ฉะนั้นสิ่งที่จะทะลุทะลวงวาทกรรมความเมตตา ประชาสงเคราะห์ ทำบุญ บริจาค ไปจนถึงแนวเสรีนิยม-ทุนนิยมเอาแต่ได้ ไม่เห็นหัวคนจน ภาคประชาชนคนเสื้อแดงสามารถใช้กระแสที่ฝ่ายตนเองตื่นตัวทางการเมืองสูงเป็น ประวัติการณ์ เสนอนโยบายที่สร้างความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ด้วยการออกมาเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า และสร้างวาทกรรมของฝ่ายประชาธิปไตย ดังตัวอย่างวลีสั้นๆ ด้านล่างนี้

แรงงานคือผู้สร้าง แต่ทำไมยากจน ส่วนคนวิ่งเต้น ทำไมถึงรวย
โครงสร้างภาษีไม่ต่างจากอำมาตย์ ที่ขาดความก้าวหน้าและความยุติธรรม
ภาษีทรัพย์สิน เครื่องมืออันทรงพลัง ช่วยสร้างความสุขถ้วนหน้า
เก็บภาษีก้าวหน้า ช่วยลดคอรัปชั่น ลดอาชญากรรม
เก็บภาษีก้าวหน้า รวยมากเสียมาก รวยกลางๆ เสียกลางๆ จนไม่ต้องเสีย
เศรษฐีที่ดินต้องเสียภาษีที่ดิน เศรษฐีคฤหาสน์ มีอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าก็เสียด้วยนะ
ความเมตตา-ประชาสงเคราะห์อาจช่วยพลังใจ แต่ภาษีก้าวหน้าช่วยพลังสมองและท้องอิ่ม
ทำบุญอาจได้ชาติหน้า แต่เก็บภาษีก้าวหน้าได้ชาตินี้
เป็นผู้นำ ต้องทำเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่มีอภิสิทธิ์นะ

ใน การรณรงค์และขอมีส่วนร่วมเสนอนโยบายเพื่อความเป็นธรรมในสังคม คงไม่ทำแค่ในเชิงสัญลักษณ์ แต่ควรมี Sense /ความตระหนักให้มีการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการจัดเก็บภาษีไม่เป็นธรรมให้สำเร็จ เราเชื่อว่ามีคนรวยหลายคนเต็มใจ มีประชาชนจำนวนมากเรียกร้อง เรื่องนี้พูดกันมานานแล้ว คนส่วนใหญ่ก็เสียสละมามาก โปรดเดินหน้าแก้ไขเถิด (Move forward NOW!)

- - - - - - - - - -

อ้างอิง

  1. วุฒิพงษ์ จิตตั้งสกุล. การบริหารรายได้รายจ่ายของรัฐบาล. สำนักนโยบายการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง. ไม่ระบุปีที่พิมพ์. http://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/project/Northern/econ_Trainning/econ10-220410.pdf
  2. กระทรวงการคลัง. ข่าวกระทรวงการคลังฉบับที่ 151/2552. http://www.mof.go.th/News2009/151.pdf

ป่วนกระแสกับบุญชิต ฟักมี ว่าด้วย “ประจุพลัง” ทั้งหลายที่วนเวียนในประเทศนี้

ที่มา ประชาไท

ป่วนกระแสกับบุญชิต ฟักมี ว่าด้วย “ประจุพลัง” ทั้งหลายที่วนเวียนในประเทศนี้

พลังบวก

หนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีวาทกรรมใดฮิตไปกว่า “คิดบวก” “มองโลกในแง่บวก” หรือ “ปลุกพลังบวก”

เรียก ว่า แทบจะเป็นคัมภีร์ประจำชีวิตของประชาชนคนไทยไปแล้ว กลายเป็นเครื่องประดับติดตัว คล้ายๆรองเท้าฟลิบฟลอบทางปัญญา สำหรับคนรุ่นใหม่จิตใจงามไปทีเดียว

ฟลิบฟลอบนั้นเขาเอาไว้รองตีน แต่คิดบวกนั้นเอาไว้รองความคิดและอุดมการณ์

แนว คิดบวกนี้มาจากความคิดที่ว่า สิ่งใดๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้ จะร้ายจะดี มันเกิดจาก “ความคิด” (หรือถ้าแนวพุทธๆหน่อยเขาเรียก “จิต”) ของเราเองทั้งสิ้น

เรียกว่า เหตุการณ์หรือสถาวะทั้งหลายนั้นไม่มี “ค่า” อะไร เรานั้นเองที่ไปกำหนดค่าให้มัน ติดสลากกำหนดว่ามันเป็นเรื่องดีหรือร้าย

ดังนั้นเราจึงควรเอา “เครื่องหมายบวก++” ไปแปะไว้ที่อะไรๆก็ตามที่เราเห็นว่ามันร้าย มันแย่ มันไม่ดี

ตัวอย่างหรือครับ

- เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

- เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

- เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

ฯลฯ

บางอันมันหนักข้อไปถึงขั้นว่า

- บ้านไฟไหม้ ขอให้ดีใจว่าได้รู้คุณค่าของการมีที่ซุกหัวนอน

- พ่อตาย ให้บอกตัวเองว่า ต่อไปนี้จะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสักที

- ถูกไล่ออกจากงาน จะได้ยินดีว่าชีวิตจะมีอิสรภาพ มีเวลาว่าง ได้ลองเปลี่ยนอาชีพใหม่

- หนังสือตกรอบไม่ได้เข้าชอร์ตลิสต์ ให้คิดว่า เราควรเปลี่ยนแนวไปเขียนเรื่องตลกลามกเหมือนเดิมดีไหม (ข้าพเจ้าเอง)

จนกระทั่งในที่สุด เส้นแบ่งระหว่างการ “คิดบวก” กับการ “หลอกตัวเอง” ก็พร่าเลือน

เจอ งานหนักแล้วบอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมเข้าสู่มืออาชีพ สมมติว่าคุณเป็นผู้ช่วยทนายความ แล้วรุ่นพี่คุณใช้ให้ไปถ่ายเอกสารสำนวน 500 หน้า 500 ชุดเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน อืม... ถามตัวเองว่าอยากเป็นมืออาชีพด้านการถ่ายเอกสารหรือเปล่า

เจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ ปรากฎว่า ถ่ายเอกสารผิดขาดไปสามชุด รุ่นพี่ด่าว่า “ไอ้ควาย !” - จบ อืม อันนี้สงสัยชี้ให้เห็นขุมทรัพย์สัตว์สี่เท้าในตัวเรา

พอ ป่วยไข้เพราะแพ้ผงหมึกเครื่องถ่ายเอกสารหรือเพราะทำงานควงกะถึงตีสอง ก็ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี แล้วที่สอนให้ตูเตรียมพร้อมเป็นมืออาชีพล่ะครัฟ !

หรือ บางคนบางกลุ่ม ไปจำคำพระมา บอกว่า ความเจ็บความปวดนั้นมันเป็นเพราะเราดันไปถือไปยึดมันเอาไว้เอง ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง นั่นเพราะเราคิดว่า มันคือ หัวของเรา หลังของเรา ท้องของเรา ถ้ามีหาง หางก็คงปวด แต่เพราะเราไม่มีหาง เราถึงไม่ปวดหาง

น่า ท้าให้พวกชอบพูดแนวนี้ทดลองว่า เวลาปวดขี้ ให้นึกว่า ขี้ไม่ใช่เรา ตูดไม่ใช่เรา แล้วค่อยมาทบทวนอีกทีเวลากางเกง (ที่ก็คงไม่ใช่ของเรา) เลอะเพราะขี้ราด

(อึราดก็เป็นเรื่องดี เพราะแปลว่าระบบขับถ่ายเรายังทำงานได้ - มาสเตอร์ออฟคิดบวกท่านหนึ่งกล่าวตอบ … สาธุว์)

บางครั้งวาทกรรมคิดบวกถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องปลุกใจสำหรับธุรกิจขายตรง หรือหัวหน้างานที่จะหลอกให้ลุกน้องอุทิศเวลาและพลังให้

“อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ทำ”

“ทุกสิ่งเป็นไปได้ภายใต้ความพยายาม”

“ความสำเร็จทั้งหลาย เป็นไปได้ถ้าคุณเชื่อว่าคุณจะมี คุณจะเป็น”

… ดีมาก ไปหาลูกข่ายให้ได้ 46 คน ใน 8 วัน ! รายงานชิ้นนี้ 500 หน้า ลูกค้าจะเอาเช้า ไหวนะ ปิดงานนี้ให้ได้ก่อนเที่ยง ไม่มีโอทีให้ เอาใจแลกมาถือเป็นทีมเดียวกัน ปลุกพลังบวกในตัวคุณขึ้นมา โย่ว์ โย่ว์

ใน ที่สุดพลังบวกก็กลายมาเป็นยากล่อมประสาทไม่ให้คนรู้สึกว่าถูกเอารัดเอา เปรียบ ซึ่งการคิดบวกนี้ถ้ากินคู่กับยาอีกขนานหนึ่งจะมีประสิทธิภาพในการกล่อมหลอน มาก คือยาจีนที่ชื่อ “ปางหว่อย” - หรือภาษาไทยแปลว่า “ปล่อยวาง”

ปัญหาอะไร เราแก้ไม่ได้ ใหญ่เกินตัว จงวางมันลง - คีย์เน้นคำหลักของลัทธิปางหว่อย

ลูก ปวดท้องตัวงอ พาไป รพ. รัฐ คิวยาวขนาดไปรอคิวตอนตีห้าได้รักษาสิบเอ็ดโมง แถมต้องพาเดินจากตึกโน้นไปตึกนี้ต่อตึกนั้นแล้วค่อยกลับมาจ่ายเงินที่เดิม ก็คิดบวกว่า ลูกปวดท้องทำให้เราต้องระวังเรื่องอาหารการกินของลูกให้มากกว่านี้ ลูกปวดท้องยังดีว่ายังมีลูก และระบบโรงพยาบาลสับสนห่วยแตกก็ เป็นปัญหาใหญ่เกินตัว เราแก้ไขไม่ได้ แต่เราวางมันลงได้

เอ้าวาง... ลงไปข้างๆ ปัญหาการใช้งานเกินเวลาโดยไม่จ่ายโอทีด้วย เพราะถือเป็นการฝึกตนให้เป็นมืออาชีพ วางลงข้างๆปัญหาอาชญากรรมเพราะเราทำอะไรไม่ได้ ระวังตัวเองไว้เป็นพอ

ชาว พลังบวกที่ถือลัทธิปางหว่อย เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาใดๆ ในเชิงโครงสร้างหรือความไม่เป็นธรรมในสังคมเลย เพราะแทบทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยการคิดบวกและปล่อยวาง ปัญหาทั้งหลายแก้ไขได้จากตัวเราเองไม่ต้องไปเรียกร้องในสิ่งเกินตัว “เพียงตัวเราเป็นคนดีเท่านี้พอ”

และแน่นอน อะไรก็ตามที่ “เยอะ” เกินไป มันก็จะดีดกลับ พลังบวกที่ท่วมท้น ส่งผลให้เกิดกระแสมุมกลับ คือ “พลังลบ”

พลังลบนี้เป็นมุมกลับของพลังบวก คือ มองหาจุดพลาดจุดพร่องของสรรพสิ่ง มองให้เห็นว่า ไอ้ที่บอกกันว่า “ดี” ทั้งหลายน่ะ “ดี” จริงหรือ คุณรู้ได้ไงว่าดี

การ ตั้งคำถามเช่นนี้ทำให้รอบคอบไม่หลงกลกับภาพลวงตาพลังบวก หรือวาทกรรมกล่อมประสาท แต่กระนั้นก็เถอะ – มากไปมันก็ “เยอะ” อีกแบบ คือ มึงจะดาร์กอะไรหนักหนากับชีวิต

- งานรับปริญญา คือความฟุ่มเฟือยโง่งม ถูกครอบงำด้วยกระแสที่สุดแห่งการศึกษาคือปริญญา สิ้นเปลืองเสียเปล่า ทั้งดอกไม้ ของขวัญ และเวลา

- เห็นพ่อใช้แม่ขี่มอเตอร์ไซด์ไปซื้อหมูปิ้งปากซอย ก็น้ำตาร่วงด้วยรู้สึกถึงการกดขี่ทางเพศและการครอบงำของค่านิยมชายเป็นใหญ่ ในครัวเรือน

- เห็นลูกวัยสองขวบยกมือไหว้โทรทัศน์ รู้สึกอนาถว่าตกเป็นเหยื่อพรอบพากันด้าตั้งแต่เยาว์วัย

ฯลฯ

ไม่ว่าจะมองโลกในแง่บวก แง่ลบเกินไป สุดท้ายเราก็จะติดกับดัก “พลังคูณ” เข้าให้

พลังคูณ คือเห็นอะไร “มาก” เกินจริงไปโข

อย่างที่ยกตัวอย่างไป ไฟไหม้บ้าน พ่อตาย ก็หาข้อดีมาสนับสนุนพลังบวก

หรือ บางเรื่องเราก็มองเสียลบแบบ โล้บบบ ลบบบ จนกระทั่งว่า เฮ้ย เรื่องมันเลวร้ายปานนั้นเลยรึ หรือมันมีการหลอกลวงครอบงำเอารัดเอาเปรียบกันเสียทุกเรื่องขนาดนั้นเลยหรือ

สุดโต่งกันเสียทุกทางเช่นนี้ อยากขอแนะนำทั้งฝ่ายคิดลบ คิดบวก ว่า ให้หา “พลังหาร” ติดตั้งในใจลงไปถ่วงดุลย์เสียหน่อย ว่าเรา “เยอะ” ไปไหม

เรา มองอะไรในแง่ “คิดบวก” จนหลอกตัวเองถึงระดับ พ่อตายก็ดีใจ หรือถูกใช้งานอย่างไม่เป็นธรรมก็รู้สึกดี หรืออดทนกับความไม่เข้าท่าของระบบแบบไม่คิดตั้งคำถามหรือเปล่า ?

หรือ เรา “คิดลบ” จนมันเบี้ยวไปอีกข้างไปไหม ? แม่ขี่มอ’ไซด์ ไปซื้อหมูปิ้งให้พ่อ อาจจะไม่ใช่เรื่องกดขี่ทางเพศตะหวักตะบวยอะไรหรอก เพราะถ้าพ่อกลับบ้านช้าหรือเมากลับมายังต้องมากราบไหว้แม่ประหลกๆ ขอเข้าบ้านอยู่เลย ไอ้เรื่องที่ลูกไหว้ทีวีก็อาจจะแค่ เห็นในทีวีเขาไหว้เขากราบก็ไหว้ตามกราบตาม หรืองานรับปริญญามันก็แค่พ่อแม่ฉลองว่า ที่กูส่งๆจ่ายๆ ไปหลายปี มันไม่เสียเปล่าโว้ย ต่อไปกูไม่ต้องส่งแล้วโว้ย - แค่นั้นเอง

พยายามหารออกมา จนกระทั่งอะไรๆ มันเหลือเท่าที่มันเป็น ไม่ติดบวก ไม่ติดลบได้ เป็นดีที่สุด

ปวด อึก็ไปเข้าส้วม ทำงานหนักก็พักบ้าง งานยากทำไม่ไหวก็ไปบอกเขาตรงๆไม่ต้องกระแดะคิดว่าได้ฝึกฝีมือ (เดี๋ยวงานเสียขึ้นมารับผิดชอบไม่ไหว) ถ้าเห็นว่าถูกเอาเปรียบก็โวย ป่วยก็หาหมอ หมอช้าก็ไปถามว่าทำไมช้า ถ้าไม่ไหวจริงๆเพราะปัญหาโครงสร้างก็เขียนร้องเรียน ญาติตายก็เอาไปเผา เศร้าได้ บ้านไฟไหม้โทรเรียกประกัน แต่ไม่ต้องดรามา ไม่ต้องหาข้อดีของการญาติเสียหรือบ้านวอด ฯลฯ

เจอคนคิดบวก คิดลบ คิดคูณยกกำลังจนชักจะ “เยอะ” เมื่อไร

ติด “พลังหาร” เอาไว้ในใจเราก็ดีครับ

(บทความนี้พัฒนาความคิดมาจากงาน “นรกพลังบวก” ในนิทรรศการ “ตรรกะสังสรรค์” ที่แอบหนีเมียไปกับชมกับหลิ่มหลีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา – ใครอย่าไปฟ้องเมียผมเข้าเชียว เดี๋ยวจะเจอ “พลังบวก” ระหว่างสากกะเบือกับกบาลกระผม)

นายกนอร์เวย์เตือนอย่าล่าแม่มด หลังกระแสเพิ่มโทษมือระเบิดพุ่ง

ที่มา ประชาไท

สืบ เนื่องจากเหตุวางระเบิดและสังหารประชาชน 93 รายในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งหลังจาก แอนเดรส เบห์ริง เบรวิค ชาวนอร์เวย์ ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวกับตำรวจ และมีแนวโน้มว่า เขาอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุด 21 ปีตามกฎหมายของนอร์เวย์ ซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีกระแสเรียกร้องให้นำโทษประหารชีวิตกลับมานั้น

ล่าสุด (1 ส.ค.54) เวอร์เดนส์ กัง หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ของนอร์เวย์ เผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนต่อกรณีดังกล่าว พบว่า ชาวนอร์เวย์ 65% เห็นว่าการลงโทษในระบบยุติธรรมของนอร์เวย์เบาเกินไป โดยประชาชนเกินครึ่งระบุว่า มุมมองของพวกเขาแข็งกระด้างขึ้น หลังเหตุสังหารหมู่


ประชาชนที่เมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ ร่วมไว้อาลัยต่อโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 22 ก.ค.
ภาพจาก Chreriksen (CC BY-NC-ND 2.0)

ขณะ ที่คนุท สโตรเบอเก็ท รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า เราต้องรับฟัง เปิดให้มีการถกเถียง และไม่ด่วนสรุป พร้อมเน้นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องไม่กำหนดนโยบายในภาวะที่สังคมตื่นตระหนก

ด้าน เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก นายกรัฐมนตรีของนอร์เวย์ เตือนว่า มาตรการต่างๆ อาจส่งผลต่อการจำกัดเสรีภาพของประชาชน รวมถึงเตือนให้หลีกเลี่ยงการล่าแม่มด

"เราจะใช้เสรีภาพในการพูดเป็น อาวุธ และด้วยธรรมเนียมที่ดีที่สุดของรัฐสภาของเรานี้ ขอยืนยันว่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความมั่นคงจะเอาชนะความกลัวและ ความเกลียดชังให้จงได้" เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก กล่าวในพิธีไว้อาลัยต่อเหยื่อโศกนาฏกรรม

ขณะที่เพอ แซนเบิร์ก ประธานคณะกรรมการยุติธรรมของรัฐสภานอร์เวย์ และสมาชิกพรรค Progress ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา ระบุว่า จะมีการเรียกร้องให้มีมาตรการทางตุลาการที่เข้มขึ้น โดยเปิดเผยว่า จะมีการอภิปรายในประเด็นการตัดสินโทษ การค้นหาโดยตำรวจ ฯลฯ ในการเปิดประชุมสภาในไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้

ก่อนหน้านี้ กษัตริย์เฮรัลด์ที่ห้าของนอร์เวย์ มีพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. หลังจากเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพียงหนึ่งวันว่า ถึงแม้เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น จะเป็นการท้าทายต่อคุณค่าด้านประชาธิปไตยของนอร์เวย์ แต่เวลานี้จะเป็นยามที่เอกภาพและความสมานสามัคคีมีความสำคัญที่สุด และนอร์เวย์จะยังคงตั้งมั่นอยู่ในหลักการที่พึงยึดถือ

“เราขอยึดมั่น ในความเชื่อที่ว่า เสรีภาพมีอำนาจมากกว่าความกลัว เราขอยึดมั่นและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยและสังคมนอร์เวย์ที่เสรี เราขอยึดมั่นในโอกาสที่จะอยู่อย่างเสรีและปลอดภัยในประเทศของตนเอง” กษัตริย์นอร์เวย์ตรัส

แปลและเรียบเรียงจาก
http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-14365695
http://www.norway-un.org/NorwayandUN/Norwegian_Politics/Prime-Ministers-speaks-to-parliament/
www.norway.org.bd/News_and_events/press/The-Kings-speech/

รอมฎอนชายแดนใต้ ศาสนวิถีปิดท้ายที่มัสยิด

ที่มา ประชาไท

ละหมาดกลางฝน – ชายมุสลิมกลุ่มนี้ต้องละหมาดกลางฝนเนื่องจากมีคนมาละหมาดกันหนาแน่น
จนเต็มมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ระหว่างการละหมาดตะรอเวียะฮ์ ซึ่งมีเฉพาะในเดือนรอมฎอน
แผง อาหารคาวหวานในย่านต่างๆ ในตัวเมืองปัตตานีในยามเย็น คึกคักขึ้นมาถนัดตา หลังจากเงียบเหงามาตลอดช่วงกลางวัน เช่น สองข้างทางถนนเส้นหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ผิดปกติไปจากทุกวัน
นั่นคือ บรรยากาศวันแรกของเดือนรอมฎอนของที่นี่ ซึ่งคงไม่ต่างจากส่วนอื่นของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่อื่นๆ ที่มีคนมุสลิมอาศัยอยู่หนาแน่น
ผู้คนต่างเข้าเออออ รอคิวซื้อของหวานและกับข้าวไว้เตรียมละศีลอดในช่วง เวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดระยะเวลาอีก 29 วันหลังจากนี้ บางร้านถือโอกาสในช่วงเดือนรอมฎอนนี้ เป็นช่วงหยุดพักงานของพนักงานไปด้วย
จาก ถนนโล่งๆ แล้วเกิดรถติดขึ้นมาทันที เพราะทั้งนักเรียน นักศึกษาและประชาชนต่างออกมาหาซื้ออาหารในช่วงเวลาเดียวกัน ในขณะที่สองข้างทางก็เต็มไปด้วยร้านขายอาหารจำพวกของหวานและกับข้าว
ครั้ง ถึงเวลากลางคืน สินค้าจำพวกของหวานก็จะหายไป เปลี่ยนเป็นจำพวกก๋วยเตี๋ยว น้ำชา โรตี หรือกับข้าวรอบดึก หรือซื้อตุนไว้กินช่วงก่อนถึงเวลาถือศีลออดของอีกวัน ในช่วงเวลาประมาณตีห้า หรือเรียกว่า อาหารซะโฮร์
ถนนจาบังติกอ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ถือเป็นย่านขายอาหารคาวหวานใหญ่ที่สุดในเขตอำเภอเมือง โดยเฉพาะในช่วงเดือนถือศีลอด ซึ่งถนนสายนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นตลาดรวมอาหาร ผู้คนมุ่งหน้ามาเดินจับจ่าย เลือกซื้ออาหารกันที่นี่ ทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ขนมพื้นเมือง เครื่องดื่ม
อาหารที่ไม่ค่อยพบเห็นกันในเดือนอื่น ก็จะไปเห็นกัน อย่างตูปะซูตง หรือปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว
แม่ ค้าขนมจีบในตลาดจะบังติกอคนหนึ่ง เล่าว่า เริ่มเปิดร้านขายประมาณบ่าย 2 โมง ซึ่งในวันแรกของเดือนรอมฎอน ของขายหมดก่อน 6 โมงเย็น เช่นเดียวกับพ่อค้าน้ำแข็งที่บอกด้วยน้ำเสียงดีใจว่า “วันแรกก็ขายดีเลย น้ำมะพร้าวหมดแล้ว น้ำเขียวก็เกือบหมด”
ที่ตลาดโต้ รุ่ง แม้บรรยากาศไม่คึกคัก สู้ตลาดจะบังตีกอไม่ได้ แต่พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ก็ยังเปิดขายเหมือนทุกวัน เริ่มตั้งร้านเวลาเดิม และเก็บร้านเวลาเดิม
ถนนโรงเหล้าสาย ก. มีผู้คนออกมาซื้ออาหารพอสมควร ถึงขนาดที่ว่าบางร้าน เดิมขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ขายเสื้อผ้าแฟชั่น อย่างร้านไฮโซไซตี้ที่ปกติขายเสื้อนำเข้าจากต่างประเทศ ก็เปลี่ยนมาตั้งแผงขายของหวานหลากสีสัน
วนกลับมา สายหน้า ม.อ. ร้านนิมะ ตั้งอยู่ในย่านหอเช่า ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นนักเรียน นักศึกษา เจ้าของร้านบอกว่า ขายในราคาที่ไม่แพงมาก เพราะกลัวเด็กไม่ซื้อ
กะดะ ห์ เจ้าของแผงอาหารริมถนนหน้า ม.อ.เล่าว่า เดือนบวชทุกปีจะเตรียมของขายมากกว่าปกติสามเท่า แต่ปีนี้ของแพงขึ้น แต่ต้องขายในราคาเท่ากับปีที่แล้ว เพราะกลัวลูกค้าไม่ซื้อ แต่จะใช้วิธีลดปริมาณสินค้าลง เช่น แกงถุง ซึ่งก็ยังขายได้
สำหรับกับข้าวที่ขายดีที่สุดของร้านกะดะห์ น่าจะเป็นแกงเขียวหวานไก่ เพราะลูกค้าต่างชี้นิ้วสั่ง จนแม่ค้าตักใส่ถุงแทบไม่ทัน
ตก กลางคืน หลังจากทุกคนอิ่มหนำกับอาหารมื้อแรกของวันถือศีลอดและได้พักผ่อนตามอัธยาศัย ไปสักพักหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทุกคนมุ่งหน้าไปมัสยิดเพื่อร่วมกันละหมาดตะรอเวียะฮ์ ซึ่งมีเฉพาะเดือนรอมฎอนเท่านั้น หลังจากการละหมาดปกติ
เสียง อาซาน เรียกร้องให้ออกมาละหมาดในช่วงค่ำคืน ส่งสัญญาณให้ชาวมุสลิมออกมาพร้อมหน้าที่มัสยิด ทำให้ทุกมัสยิดแน่นขนัดไปด้วยชาวมุสลิมผู้ศรัทธา จนบางแห่งล้นออกมานอกมัสยิดทุกปี เช่น ที่มัสยิดปะการอ ถนนโรงเหล้าสาย ก.
หลัง เที่ยงคืน เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่สุดยอดของเวลาในรอบวัน สำหรับการประกอบศาสนกิจ ยิ่งในเดือนรอมฎอน ซึ่งถือเป็นสุดยอดของเดือนในรอบปี ทั้งสำหรับการละหมาด การกล่าวรำลึกถึงพระเจ้า การอ่านคำภีร์อัลกุรอ่าน และการขออภัยโทษ
ดัง นั้นอีกกิจกรรมทางศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่งในช่วงเดือนรอมฎอน คือการลุกขึ้นมาละหมาดกลางดึก ยิ่งในช่วงๆ ท้ายของเดือน ยิ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากจะมีคืนหนึ่งที่เรียกว่า คืน ไลลาตุลก็อดร์ ซึ่งในคัมภีร์อัลกุรอ่านเขียนว่า เป็นคืนที่ยิ่งใหญ่มหาศาลยิ่งกว่า 1,000 เดือน
แน่นอนว่า บรรยากาศแบบกลางวันเงียบเหงา บ่ายเย็นคึกคัก ค่ำคืนผู้คนก็มุ่งหน้าไปมัสยิด ตกดึกลุกขึ้นประกอบศาสนกิจ จะเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป และจะยิ่งเข้มข้นขึ้นจนกว่าจะถึงวันฮารีรายอ หรือวันฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอด
ดูดวงจันทร์เทคโนโลยียังถูกต้าน
วัน ที่ 31 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา เป็นวันที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดให้เป็นวันดูดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามปฏิทินอิสลามเป็นวันแรกในวันรุ่งขึ้น หากมีผู้พบเห็นดวงจันทร์
คณะกรรมการอิสลามประจำ จังหวัดปัตตานีร่วมกับ รองศาสตราจารย์นิแวเต๊ะ หะยีวามิง อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีโปรแกรมดูดวงจันทร์ ที่ชั้น 8 ของโรงแรมซีเอส ปัตตานี ติดต่อกันเป็นปีที่สามแล้ว แต่มองไม่เห็นดวงจันทร์ เนื่องจากท้องฟ้าปิด
รองศาสตราจารย์นิแวเต๊ะ บอกว่า การดูดวงจันทร์ของประเทศไทย ยังไม่ยอมรับผลที่มาจากการคำนวณโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือจากเครื่องมือเทคโนยีสมัยใหม่ แต่จะยอมรับผลจากการมองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น
“ปี นี้ผลการดูดวงจันทร์ มีคนเห็นดวงจันทร์ที่อำเภอยะหา จังหวัดยะลา เหมือนหลายปีที่ผ่านมา เพราะจุดดูดวงจันทร์อยู่บนเทือกเขาสูงมาก ไม่มีสิ่งบดบังสายตา สังเกตเห็นดวงจันทร์ได้ง่าย เป็นทำเลที่ดีมากทีเดียว จึงมีคนสนใจไปดูดวงจันทร์ที่นั่นเป็นจำนวนมาก”
รอง ศาสตราจารย์นิแวเต๊ะ บอกด้วยว่า วิทยาศาสตร์สามารถเข้ามาช่วยเรื่องนี้ได้มาก เช่นการคำนวณว่าจะเห็นดวงจันทร์หรือไม่ คือ โปรแกรมคำนวณการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะเห็นดวงจันทร์ตอนไหน ตัวอย่างโปรแกรม Starry Night เป็นต้น
“แต่ ผู้รู้ในศาสนาอิสลามยังไม่เปิดใจรับในการใช้เครื่องมือดังกล่าว จึงต้องใช้การมองด้วยตาเปล่าแทน ซึ่งความจริงไม่ได้มีข้อห้ามในหลักการศาสนาอิสลามแต่อย่างใด”
รอง ศาสตราจารย์นิแวเต๊ะ ทิ้งท้ายว่า นั่นอาจเป็นเพราะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังจำกัด ทำให้การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการคำนวณการโคจรของดวงจันทร์หรือ Moon Phase ไม่เป็นที่ยอมรับ เช่นเดียวกับประเทศซาอุดิอาราเบีย แต่ที่ประเทศมาเลเซีย มีการใช้วิธีการนี้มานานแล้ว จึงสามารถประกาศวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอนได้เร็วกว่าประเทศไทยหนึ่งวันทุกปี

“สื่อพลเมือง” เครืองมือใหม่ ส่งออก “ข้อมูล” นำเข้า “การแก้ปัญหา” [คลิป]

ที่มา ประชาไท



เมื่อวันที่ 28 - 31 ก.ค.54 ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนสอบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) จัดการอบรมนักข่าวพลเมือง TCIJ ณ โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อหนุนเสริมทักษะด้านการสื่อสารแก่ผู้สื่อข่าวพลเมือง ในฐานะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาที่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านช่องทางการสื่อ สารหลากหลายรูปแบบด้วยตัวเอง

วิไล งามใจ อายุ 50 ปี ชาวบ้าน ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ สมาชิกสมัชชาคนจน กรณีปัญหาเขื่อนโป่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องลุกขึ้นมาเรียนรู้การทำข่าวด้วยตัวเองว่า ชาวบ้านต้องการเผยแพร่ข่าวคราวในพื้นที่ที่มีการต่อสู้เรื่องเขื่อน เนื่องจากมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นผลประโยชน์จากป่าจึงต้องการที่จะสร้าง เขื่อน แต่ชาวบ้านหากินอยู่กับป่า ตอนนี้ทั้งหน่อไม้ ผักหวาน ใบลาน มันคือผลประโยชน์ที่ชาวบ้านได้หากิน หากมีการสร้างเขื่อน สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่มีเหลือ
วิไล กล่าวด้วยว่า การต่อสู้ที่ผ่านมากว่า 20 ปี แทบไม่มีข่าวสารอะไรที่สื่อถึงการหาอยู่หากินของชาวบ้าน หรือการรักษาป่าในพื้นที่เผยแพร่ออกมา มีแต่ข่าวของคนกลุ่มที่อยากได้เขื่อน อยากได้น้ำอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มีการบอกถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น และคนฝั่งนั้นเขาก็ไม่รู้ข้อมูล ทำให้ชาวบ้านถูกโจมตีว่าเอาแต่ค้านเขื่อน ทำให้เขื่อนไม่ถูกสร้าง ทำให้เขาไม่ได้น้ำใช้ ชาวบ้านในพื้นที่จึงอยากให้มีข่าวนำเสนอออกไปให้คนภายนอกได้รับรู้ ให้รัฐบาลได้รับรู้
“คนในพื้นที่รู้จริง เห็นจริงกว่าคนอื่น หากคนในพื้นที่ได้มีโอกาสมาเป็นนักข่าวหรือนักข่าวพลเมือง จะทำให้เรื่องบางเรื่องในพื้นที่กระจายไปสู่คนข้างนอก ให้เขาได้รับรู้ว่าความจริงแล้วพื้นทีข้างในที่นักข่าวเข้าไปไม่ถึงมันมี อะไรบ้างที่คนข้างในอยากจะสื่อสารออกมา” ปราโมช แท่นศร ชาวบ้านในพื้นที่ผลกระทบกรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชรอีกคนหนึ่ง กล่าว
ปราโมช กล่าวด้วยว่า การนำเสนอของผู้สื่อข่าวที่ผ่านมาระบุว่าหากการก่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จจะมี การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี เพราะอยู่ติดกับป่าหินงาม ทุ่งดอกกระเจียว แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าการสร้างเขื่อนเพื่อการเกษตรกรรมจะไปสร้างที่ไหนก็ ได้ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนกรณีเรื่องแหล่งท่องเที่ยวก็น่าจะไปพัฒนาใกล้กับพื้นที่นั้นๆ มากกว่ามาสร้างความเดือนร้อนให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
ด้านอาคม ตรีแก้ว ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ สมัชชาคนจนประจำองค์กร ชาวนาโลก แสดงความเห็นต่อการนำเสนอข่าวของสื่อกระแสหลักว่า สื่อเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ต้องดูว่าผลประโยชน์นั้นจะไปสัมพันธ์กับใคร สำหรับชาวบ้านอำนาจเรื่องผลประโยชน์ของพวกเขานั้นไม่เพียงพอที่จะนำเสนอ ปัญหาของพวกเขาเอง คือหากไม่เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ สื่อกระแสหลักก็จะไม่นำมาพูดคุย อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าสื่อกระแสหลักมีปัญหา หรือไม่ดี แต่มันไม่สามารถเจาะลึกแล้วนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสร้างอำนาจในการสื่อ สารให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาได้จริง
“ในระดับ พื้นที่ของปัญหาในสังคมไทย การที่คนเรามีความสามารถ มีศักยภาพในการนำเสนอเรื่องตนเองได้ จะทำให้ปัญหาได้รับการพูดคุยและนำไปสู่การแก้ไขได้เร็วขึ้น ตรงนี้คือสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะยกระดับตนเอง” อาคมให้ความเห็น
อาคม กล่าวด้วยว่า แค่การที่ชาวบ้านได้หัดมาใช้เทคโนโลยี เป็นผู้สื่อข่าวเอง เขียนบทเองในเรื่องที่เป็นปัญหาของเขาเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ รับรองประชาธิปไตย และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอำนาจผ่านเครื่องมือซึ่งอาจไม่ใช่หนังสือพิมพ์ อาจไม่ใช่ข่าวในโทรทัศน์ แต่ว่ามันคือการกระจายตัวของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งในระยะยาวตรงนี้จะเป็นช่องทางในการนำเสนอประเด็นเพื่อแก้ปัญหาระบอบการ เมืองและอำนาจในการแก้ไขปัญหาด้วย
ทั้งนี้ กรณีเขื่อนโป่งขุนเพชร เป็นโครงการในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน จะสร้างกั้นลำเชียงทาอันเป็นสาขาใหญ่ ของแม่น้ำชี เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2532 กำหนดที่ตั้งหัวงานเขื่อนอยู่ในบริเวณบ้านกระจวน ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ พื้นที่น้ำท่วม ประมาณ 12,300 ไร่ มีผู้ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 500 ครอบครัว ในพื้นที่บ้านแก้งกระจวน บ้านห้วยทับนาย และบ้านใหม่ห้วยหินฝน ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว รวมทั้งบ้านบุงเวียน และบ้านโคกชาด ต.โป่งนก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ