WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 3, 2011

ศาลรธน.กับการตรวจสอบความชอบด้วยรธน.ของร่างรธน.แก้ไขเพิ่มเติม

ที่มา มติชน




ธีระ สุธีวรางกูร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


ธีระ สุธีวรางกูร นิติราษฎร์ ฉบับ 27


หมายเหตุจาก บทความ ศาลรัฐธรรมนูญกับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม : จาก เว็บไซต์นิติราษฎร์

เป็น ธรรมดาอยู่ว่า เมื่อยอมรับถึงหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องจัดระบบและกลไกเพื่อคุ้มครองรัฐธรรมนูญให้ดำรงอยู่ ได้อย่างสอดรับกับสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุด

ตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ วิธีการหนึ่งซึ่งจะใช้ประกันสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ก็คือ การกำหนดให้ร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จะมีเนื้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ นอกจากนั้น กระบวนการตราร่างกฎหมายเหล่านี้ ก็ต้องดำเนินไปให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบควบคุม

เมื่อ ในทางหลักวิชานิติศาสตร์ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมคือร่างกฎหมายชนิดหนึ่ง อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็มีเนื้อหาซึ่งกำหนดห้ามมิให้มีการแก้ไขหลักการสำคัญของรัฐ ธรรมนูญ โดยเฉพาะ รูปแบบของระบอบการปกครองและรูปของรัฐด้วย

คำ ถามที่น่าสนใจ ก็คือ หากมีการโต้แย้งว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะในทางเนื้อหาหรือแม้กระบวนการตรา ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจตรวจสอบควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐ ธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่...

หากพิจารณาจากคำ สั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔ / ๒๕๕๔ แม้ตามข้อเท็จจริงของคดี จะเป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๔ ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ๒ ฉบับที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วนั้น มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ส่งคำร้อง ประธานรัฐสภาก็ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นหนึ่งจากที่ได้เสนอไว้ สองประเด็นด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจควบคุมตรวจสอบกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือ ไม่ อีกด้วย

ในคดีดังกล่าวนี้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในประเด็นเบื้องต้นเพียงว่า คำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ วรรคหนึ่ง (๑) ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ กรณีจึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่แม้ประเด็นอันเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยความ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะถูกหยิบยกขึ้นแล้วโดย ประธานรัฐสภา แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้วินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าว

โดย คำสั่งข้างต้นของศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังไม่ชัดเจนว่าตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าตนมีหรือไม่มีอำนาจตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

เรื่องนี้ไม่ได้ เป็นประเด็นที่น่าสนใจเฉพาะในทางนิติศาสตร์ แต่เมื่อมีความเป็นไปได้อยู่ว่าอาจจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคต ซึ่งมีความเป็นไปได้ด้วยว่าเนื้อหาหรือกระบวนการตรารัฐธรรมนูญอาจถูกหยิบยก ให้กลายเป็นปัญหาทางการเมือง แม้การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จะกระทำได้โดยอาศัยกระบวนการทางการเมืองระหว่างสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเอง หรืออาศัยอำนาจการวีโต้ร่างรัฐธรรมนูญโดยประมุขของรัฐ

แต่ ก็ยังเป็นการสมควรที่จะสอบทานความคิด กันว่า แท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้ “อำนาจตุลาการ” ในการตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือ ไม่ ด้วยเหตุผลใด

ต่อคำถามข้อนี้ หากเห็นกันว่าศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เหตุผลที่จะใช้อธิบายคงเป็นไปในทำนองว่า แม้รัฐธรรมนูญจะไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดแจ้ง แต่ทว่าเมื่อรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบถึงความ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็น “ร่างกฎหมาย” ชนิดหนึ่งได้ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งถือว่าเป็น “ร่างกฎหมาย” อีกชนิดหนึ่ง

ศาล รัฐธรรมนูญก็ย่อมมีอำนาจตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้เช่นเดียว กันจากเหตุผลเรื่องอำนาจเกี่ยวเนื่องที่ว่า เมื่อมีอำนาจหลัก ศาลก็ย่อมมีอำนาจใกล้เคียงเป็นปริยาย (implied power) และจากการตีความรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ก็ย่อมทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถคุ้มครองสถานะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายให้ไว้ได้อย่างที่มันเป็น

อย่าง ไรก็ดี ความเห็นที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม อาจถูกโต้แย้งด้วยเหตุผลทางทฤษฎีนิติศาสตร์และจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใน หลายประการด้วยกัน

เบื้องต้นควรทราบว่า ตามระบบกฎหมายไทยปัจจุบันซึ่งจัดระบบองค์กรตุลาการให้มีศาลหลายศาลนั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีสถานะเป็นศาลที่มีเขตอำนาจทั่วไปเช่นเดียวกันกับศาล ยุติธรรม แต่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเฉพาะที่มีเขตอำนาจเป็นการเฉพาะ

จาก ความข้อนี้ ผลที่ตามมาก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องไหนอย่างไรได้ ก็เฉพาะแต่เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น สำหรับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อกรณีนี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้อย่างแจ้งชัดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวนี้ได้

ข้อ ควรทราบต่อไปก็คือ แม้ยังมีข้อถกเถียงทางวิชาการอยู่ว่า เนื้อความแต่ละเรื่องที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งหรือเนื้อความที่ ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกับเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในรัฐ ธรรมนูญซึ่งจะถูกแก้ไขเพิ่มเติม มีลำดับศักดิ์เท่ากันหรือไม่ แต่หากเห็นกันว่า ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด เนื้อความต่างๆ เหล่านั้นย่อมมีศักดิ์ทางกฎหมายเท่ากันเสมอ หากยอมรับความคิดเช่นนี้ ด้วยเหตุผลของเรื่องแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมไม่อาจตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐ ธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

ขอให้พิจารณาโดยเทียบเคียง จากกรณีของร่างพระราชบัญญัติกับพระราชบัญญัติ เพราะเหตุที่ร่างพระราชบัญญัติกับพระราชบัญญัตินั้นมีลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย เท่ากันใช่หรือไม่ จึงไม่มีการสร้างระบบเพื่อให้องค์กรตุลาการใดสามารถใช้อำนาจตุลาการไปตรวจ สอบถึงความชอบด้วยพระราชบัญญัติของร่างพระราชบัญญัติ โดยหากเนื้อความของพระราชบัญญัติกับร่างพระราชบัญญัติเกิดขัดหรือแย้งกัน กรณีก็ย่อมเป็นไปตามหลักทั่วไปที่ว่า “กฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า” หรือ “กฎหมายเฉพาะยกเว้นกฎหมายทั่วไป” แทนการให้องค์กรตุลาการเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยตรวจสอบ

ใน ทางตรงกันข้าม สำหรับกรณีของร่างพระราชบัญญัติกับรัฐธรรมนูญนั้น เหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของตัวร่างพระ ราชบัญญัติได้ ก็เนื่องจากว่าร่างพระราชบัญญัติซึ่งเป็น “วัตถุที่ถูกตรวจสอบ” กับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็น “วัตถุที่เป็นมาตรของการตรวจสอบ” มีสถานะทางกฎหมายไม่เสมอกัน กล่าวคือ ร่างพระราชบัญญัติจะมีลำดับศักดิ์ทางกฎหมายต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ และเมื่อรัฐธรรมนูญมีสถานะทางกฎหมายสูงกว่าร่างพระราชบัญญัติ เพราะลำดับศักดิ์ที่ไม่เท่ากันระหว่างวัตถุที่จะถูกตรวจสอบกับวัตถุที่จะใช้ เป็นมาตรของการตรวจสอบ จึงก่อให้เกิดผลธรรมดาตามสภาพของเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถพิจารณาวินิจฉัยไปได้ว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นขัด หรือไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

จากที่กล่าวมา ข้างต้น เมื่อเนื้อความแต่ละเรื่องที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งหรือเนื้อความ ที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกับเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในรัฐ ธรรมนูญซึ่งจะถูกแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีลำดับศักดิ์เท่ากันเสียแล้ว แม้เนื้อความของรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันหรือเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมกับเนื้อความที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งจะถูกแก้ไขเพิ่มเติม อาจอยู่ในสภาพที่ขัดแย้งกัน

ด้วยเหตุผลจากความ เท่าเทียมกันของลำดับศักดิ์ทางกฎหมาย องค์กรตุลาการองค์กรใดจึงย่อมไม่สามารถวินิจฉัยให้อะไรคงอยู่หรือให้อะไรตก ไปได้โดยสภาพของเรื่อง ด้วยเหตุดังนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงย่อมไม่อาจเข้ามาตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐ ธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

สิ่งควรทราบต่อไปยังมีอีก ว่า หากพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบ แล้ว เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องหนึ่ง เรื่องใด รัฐธรรมนูญก็จะมีบทบัญญัติอย่างแจ้งชัดถึงช่องทางหรือกระบวนการเสนอคดีต่อ ศาล

ตัวอย่างก็คือ กรณีการขอให้ตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับกับ คดี รัฐธรรมนูญก็จะกำหนดให้คู่ความในคดีหรือศาลเป็นผู้มีสิทธิเสนอเรื่อง หรือกรณีการขอให้ตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ที่ต้องเสนอเรื่องให้ศาลรัฐ ธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติอย่างชัดแจ้งหรือโดยอนุโลมที่กำหนดช่องทาง หรือกระบวนการเสนอคดีมาเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จึงย่อมกล่าวเป็นปริยายได้ว่า ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดถึงเรื่องนี้ไว้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญมิได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั่นเอง กรณีจึงไม่จำเป็นที่ต้องกำหนดช่องทางเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ พิจารณาวินิจฉัย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพื่อให้พิจารณาว่า ในทางทฤษฎีนิติศาสตร์ประกอบกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้ “อำนาจตุลาการ” ในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยเนื้อหาหรือโดยกระบวนการตรา

อย่าง ไรก็ดี ในอนาคตที่อาจไม่ไกลข้างหน้า ถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องซึ่งเป็นปัญหาละเอียดอ่อนทางการ เมือง หากมีการโต้แย้งถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และศาลรัฐธรรมนูญนั้นเห็นว่าตนมีเขตอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องนี้ การรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยของศาลจะทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ขึ้นอีกหรือไม่ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจติดตาม.

ศีลและธรรม ของรัฐบาลใหม่

ที่มา มติชน




โดย ฐากูร บุนปาน


(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 สิงหาคม 2554)

ด้วยความรู้ในวิชาศีลธรรมระดับมัธยมศึกษา คลับคล้ายคลับคลาถึงคำจำกัดความของศีลและธรรมที่ท่านให้ไว้กระชับได้ใจความว่า

ศีลคือข้อห้าม

ธรรมคือข้อปฏิบัติ

ถ้าศีลและธรรมเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกหน้า

รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามารับหน้าที่ในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

ศีลที่ต้องถือคืออะไร ธรรมข้อไหนที่ต้องปฏิบัติบ้าง?

สำคัญที่สุดก็คือ อะไรที่เคยพูดตำหนิติเตียนหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ผ่านมา

อย่าไปทำเป็นอันขาด

ประการหนึ่ง ทุจริตที่ฟาดกันมาตั้งแต่ร้อยละ 20-30 จนกระทั่งกลายเป็นร้อยละ 40-50 ในไม่กี่วันที่ผ่าน

มีไม่ได้และต้องไม่ให้มีเป็นอันขาด-นั่นเป็นศีล

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีธรรมกำกับเพื่อให้สังคมมั่นใจว่าไม่ใช่แต่ปัจจุบันเท่านั้นที่ทุจริตจะลดลง อนาคตก็ต้องดีขึ้นด้วย

ต้องช่วยคิดว่าทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมหรือการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองให้ได้มากที่สุด

ประการหนึ่ง ถ้าขบขันว่ารัฐบาลที่แล้วนั้นถูกตราหน้าว่า ′ดีแต่พูด′ อะไรก็ตามที่ตัวเองพูดออกมาแล้วก็ต้องทำให้ได้ ไม่เดินไปซ้ำรอยเดียวกัน-นั่นก็ศีล

แต่ จะให้สำเร็จได้จริง ไม่ใช่แรงของรัฐบาลพวกเดียวเท่านั้นจะผลักจะดันไหว ต้องให้ภาคราชการ ภาคเอกชน ให้ภาคชาวบ้านคล้อยตาม-ตรงนี้ต้องอาศัยธรรมมาช่วย

300 บาท/วัน หรือปริญญาตรี 15,000 บาท/เดือนนั้น ดูเหมือนจะไม่ยากอย่างที่คิดอีกต่อไป แต่อีกหลายข้อยังน่าสงสัย

จำนำข้าวตันละ 15,000 บาท หรือบัตรเครดิตชาวนา ในทางทฤษฎีฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติไม่ง่ายเลย

หรือค่าแรงพรวดไป ทำอย่างไรต้นทุนและราคาสินค้าจะไม่พรวดตาม นี่ก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกัน

ประการหนึ่ง ยาเสพติดที่ระบาดหนักข้อขึ้นทุกวันต้องไม่มีหรือต้องเหลือน้อยที่สุด แต่ ′ฆ่าตัดตอน′ ก็ต้องไม่กลับมา

เป็นปัญหาทั้งศีลและธรรมไปพร้อมๆ กัน

ประการหนึ่ง สถานภาพที่ตกต่ำในสังคมโลกก็ต้องกู้กลับมา แต่ว่าไม่ใช่ด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เข้าแลกแบบพ่อค้าไปเสียทุกเรื่อง

ข้อนี้จริงๆ คะแนนเป็นบวกตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน

ถ้าทำไม่ได้อีก หรือไปคิดทำแบบเดียวกับรัฐบาลที่แล้ว เพียงแต่กลับด้านกัน คือมุ่งจะให้ประโยชน์คนคนเดียว หรือคนไม่กี่คน

โอกาสเจ๊งก็มีอยู่พอกัน

ประการสุดท้าย
แต่คงไม่ใช่ท้ายสุด จะปรองดองกันอย่างไร-ที่ไม่ใช่แค่การเกี้ยเซี้ยแล้วเลิกๆ กันไป

เพื่อรอให้การฆ่ากันรอบใหม่กลับมาอีก

ทำอย่างไรจะให้ความจริงและความยุติธรรมปรากฏ เพื่อให้เป็นบทเรียนสอนใจสำหรับคนรุ่นนี้และรุ่นต่อไป

ทำอย่างไรการเยียวยาถ้วนหน้าและทั่วถึง

มีศีลหรือธรรมข้อไหนที่รู้สึกว่าฝืนใจปฏิบัติบ้างหรือเปล่า?

"สมศักดิ์"รับราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา

ที่มา มติชน




ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นายอำพน กิติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี อัญเชิญพระบรมราชโองการฯ พร้อมกับประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายเจริญ จรรย์โกมล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 โดยประธานและรองทั้ง 2 คนได้ทำพิธีรับราชโองการ ที่บริเวณห้องโถงอาคารรัฐสภา เมื่อ 3 สิงหาคม 2554

คืนความยุติธรรม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



การเมืองในตอนนี้ถือได้ว่า "นิ่ง" แล้ว หลังกกต.รับรองส.ส.เกิน 95 เปอร์เซ็นต์ และเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 1 ส.ค.

ตามคิววันที่ 4 ส.ค.นี้ ก็จะเป็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ด้วยคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทยกับ 4 พรรคร่วมรวมแล้ว 300 เสียง

คงไม่มีปัญหาแล้วที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จะก้าวขึ้นสู่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ

เป็นไปตามที่ประชาชนกว่า 16 ล้านเสียงไว้วางใจ

และจากนี้ไปจะเป็นก้าวแรกของยิ่งลักษณ์ เป็นก้าวแรกในการบริหารประเทศ

ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่นายกฯ หญิงคนนี้

สัญญาประชาคมต่างๆ ที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชนก่อนการเลือกตั้ง

ทั้งขึ้นค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท จำนำข้าว เลิกกองทุนน้ำมัน บัตรเครดิตชาวนา พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

ต่างถูกจับจ้องว่าจะสำเร็จลุล่วงหรือไม่

แต่สิ่งสำคัญที่ ยิ่งลักษณ์ ไม่อาจมองข้ามไปได้เลย

คือการทวงความยุติธรรมให้ 91 ศพเหยื่อสลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงที่เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

ต้องไม่ลืมว่าคะแนนเสียงที่กาเบอร์ 1 กันอย่างท่วมท้นเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเสียงของคนเสื้อแดง

เป็นเสียงของญาติพี่น้องผู้สูญเสียเกือบร้อยชีวิต

เป็นเสียงของญาติพี่น้องผู้บาดเจ็บกว่า 2 พันคน

เป็นเสียงของญาติพี่น้องของผู้บริสุทธิ์ที่ยังโดนจองจำอยู่

เสียงเหล่านี้ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องการให้เห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

เพราะที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษ คนเสื้อแดงถูกตีตราเป็นพลเมืองชั้น 2

ถูกจำกัดเป็นแค่ศัตรูของรัฐบาล

ฉะนั้น ถือเป็นภารกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง

ต้องทำให้ความจริง 91 ศพปรากฏต่อสายตาคนไทยและชาวโลก

ต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

คดีความต่างๆ ต้องเป็นมาตรฐานเดียว

ที่สำคัญที่สุดต้องทำให้ "คนสั่งการ" ออกมารับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น!!

ทั้งหมดนี้ถือเป็นภารกิจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำให้ลุล่วงเช่นกัน

ผวาระคายเคือง เบื้องบาท รบ.เพิ่งตื่น-รับผิดชอบ

ที่มา ข่าวสด

อ้างไม่ต้องแล้ว "พระราชทรัพย์" "มาร์ค-กษิต"โร่ อสส.บินเบอร์ลิน ถอนอายัดโบอิ้ง


รัฐ บาลมาร์คเพิ่งตื่นวิ่งวุ่นแก้ปัญหา หลังสำนักราชเลขานุ การในพระองค์ฯออกแถลงการณ์สมเด็จพระบรมฯจะทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ระงับข้อพิพาทกรณีอายัดโบอิ้งเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ ด้าน"กษิต"อ้างจะไม่ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาร์คส่งอัยการสูงสุดบินไปเยอรมันอีก อ้างไม่ต้องวางเงินประกันแล้ว ขอเวลา 3 วันในการคลี่คลายปัญหา

กรณีสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ออกแถลงการณ์เรื่องการอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ กรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวาลเทอร์ บาว เอจี ประเทศเยอรมนี ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแสและพระราชปณิธานจะพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ระงับข้อพิพาท ด้วยพระองค์เอง เพื่อใช้หนี้บุญคุณให้แก่ประเทศชาติในฐานะที่ทรงเป็นประชาชนไทย ซึ่งแถลงการณ์ระบุด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นพระองค์มิได้ทรงมีส่วนได้ส่วน เสีย หรือทรงกระทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งความเดือดร้อนพระราชหฤทัย กระทบต่อพระราชกรณียกิจ และเสื่อมเสียพระเกียรติยศ

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าหลังสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ออกแถลงการณ์ว่า เรื่องนี้อยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ คือระดับปลัดกระทรวงที่ได้ประชุมกันไปแล้วในระดับรายละเอียดของเรื่องที่ต่อ เนื่อง ฉะนั้นคงไม่รบกวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เมื่อ ถามว่าการยึดเครื่องบินส่วนพระองค์ และคดีบริษัท วาลเทอร์ บาว จะทำอย่างไร และใครจะดำเนินการต่อไป นายกษิต กล่าวว่า เป็นเรื่องของสำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามต่อว่าหลังจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแสและพระราชปณิธานที่จะพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อระงับ ข้อพิพาท ในส่วนของคดีที่เกี่ยวกับบริษัทดังกล่าวจะทำเช่นใด นายกษิต กล่าวว่า เรื่องจะกลับมาที่รัฐบาล และว่ากันในกรณีที่บริษัท วาลเทอร์ บาว ร้องขอต่อศาลกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ให้บังคับคดีตามคำสั่งของอนุญาโต ตุลาการระหว่างประเทศเป็นหลัก ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ เพราะการฟ้องร้องคดีเริ่มต้นที่นั่น จึงกลับไปเริ่มต้นที่คดีตัวหลัก ที่ศาลกรุงเบอร์ลิน ซึ่งคดีอายัดเครื่องบินพระที่นั่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคดีหลัก และตอนนี้ อสส.อยู่ระหว่างการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดกับคณะทนายความ ส่วนการอายัดเครื่องบินพระที่นั่งนั้น ถือว่าจบแล้ว ไม่เกี่ยวกัน เพราะทรงมีพระราชวินิจฉัยเป็นอื่นแล้ว และเมื่อเราเลือกไปทำที่ต้นเรื่องในคดีหลัก คดีรองก็หลุดไปโดยปริยาย

เมื่อ ถามถึงการเตรียมอุทธรณ์ในกรณีที่บริษัทนี้ยื่นขอให้บังคับคดี นายกษิต กล่าวว่า การต่อสู้คดีตามที่มีการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไปแล้ว ซึ่งหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษแล้ว นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมกลุ่มย่อยต่อ เพื่อประสานกับคณะทนายความที่จะไปสู้คดีนี้ที่กรุงเบอร์ลิน เมื่อถามต่อถึงการฟ้องร้องคดีเพิ่มเติม นายกษิต กล่าวว่า นั่นเป็นการฟ้องกลับ ซึ่งต้องทำทีละขั้นตอน กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งคณะทำงานจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เข้าไปช่วย อสส.แล้ว

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายกษิต ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงขั้นตอนการถอนอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ว่า สรุปแล้วพระองค์ท่านไม่ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะเข้าไปรับผิดชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเราจะดำเนินการในคดีใหญ่ และเมื่อเริ่มดำเนินคดีใหญ่ ก็จะยกเลิกการอายัดเครื่องบินไปโดยปริยาย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ตกลงไม่ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แล้วใช่หรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่มี ไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรที่ไปยุ่งเกี่ยวกับพระองค์ท่าน เพราะเราจะดำเนินคดีใหญ่ที่จะทำให้ถอนเครื่องบินออกมาได้ ซึ่งกระบวนการขั้นตอนรัฐบาลจะยื่นเรื่อง เพราะที่มีการร้องเราอยู่คือเรื่องค่าเสียหายในคดีหลักจำนวน 30 ล้านยูโร พอเราไปดำเนินคดีตรงนั้น ซึ่งเราจะยืนยันต่อศาลว่าเราจะดำเนินการซึ่งมีในรายละเอียด และเมื่อศาลแน่ใจว่าเราจะรับผิดชอบในส่วนของคดี ก็จะไม่อายัดเครื่องบินไว้อีก ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการและเริ่มแล้ว ซึ่งอัยการสูงสุดกำลังปรึกษาหารือในรายละเอียดกับทนายของเราที่เยอรมัน เมื่อถามว่า คาดว่าจะสามารถถอนอายัดได้เมื่อไหร่ นายกษิตกล่าวว่า ขึ้นกับขั้นตอนภายในสัปดาห์นี้ซึ่งกำลังเร่งอยู่ ในการพูดจาทำความตกลงก็จะมีผลในการถอนอายัดเครื่องบิน เพราะที่มีการยึดไว้เพราะคดีใหญ่มันไม่เสร็จ

นายกษิต กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์และอัยการสูงสุดเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานคำแนะนำเรื่องคดีเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่า ที่นายกฯ และอัยการสูงสุดเข้าเฝ้าฯ ก็สืบเนื่องมาจากที่มีการประกาศของสำนักราชเลขานุการฯ ซึ่งพระองค์ท่านไม่ต้องรับผิดชอบ และรัฐบาลจะรับมาเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากเรียนเพื่อความสบายใจว่าเราจะดำเนินการทางศาลเพื่อนำสู่การถอนอายัด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้รับดำเนินการทั้งหมด

เมื่อเวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ เดินทางจากอาคารรัฐสภา มายังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนัดหารือกับนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาตรการดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้บริษัท วาลเทอร์ บาว เอจี เป็นเงิน 36 ล้าน ยูโร หรือประมาณ 1,558 ล้านบาท ในคดีที่รัฐบาลไทยถูกกล่าวหาแทรกแซงการแก้ไขสัญญาก่อสร้างทางยกระดับดอน เมืองโทลล์เวย์ ทำให้กลุ่มบริษัทผู้ดำเนินการก่อสร้างไม่สามารถบริหารโครงการให้เกิดผลกำไร ได้ และได้ยึดเครื่องบินโบอิ้ง 737 เครื่องบินส่วนพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไว้ที่สนามบินเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี โดยใช้เวลาหารือกันนานกว่า 4 ชั่วโมง

จากนั้น เวลา 15.00 น. นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าได้เชิญทุกหน่วยงานมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากประชุมสัปดาห์ที่แล้ว และเสนอเรื่องต่อครม. และครม.ได้อนุมัติในเรื่องการดำเนินการต่อไปในหลักการ ซึ่งจะได้สนองพระราชปณิธานเพื่อให้คดียุติโดยเร็วที่สุด โดยจะต้องไม่ให้มีการกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ และสถาบันพระมหากษัตริย์ วันเดียวกันนี้ ได้ซักซ้อมหน่วยงานเพิ่มเติม เพื่อขอความเห็นและตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งคณะของอัยการสงสุดจะเดินทางไปที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีในวันที่ 3 ส.ค. และจะดำเนินการตามแนวทางที่ได้ซักซ้อมให้แล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ โดยพยายามจะเร่งรัดให้ได้ข้อยุติที่ดี

เมื่อถามว่าแนวทางคืออะไร เพราะขณะนี้ทรงมีพระราชปณิธานที่จะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อ ระงับข้อพิพาทแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พระราชทาน เพียงแต่พระองค์ท่านแสดงพระราชปณิธานที่จะสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่รัฐบาลก็จะดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหานี้เอง โดยไม่ต้องให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะยังคิดว่ามีหนทางที่จะดำเนินการ

เมื่อถามว่าหมายถึงรัฐบาลต้องไปวางเงินแทนหรือเปล่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องอย่างนั้น ต้องแยกกันระหว่างเรื่องจะไปวางเงินที่ศาลที่ต่อสู้ เรื่องเครื่องบินโบอิ้ง 737 เครื่องบินส่วนพระองค์นั้นไม่มีการวางเงิน ส่วนเรื่องของคดีหลักและแนวทางการดำเนินการต่อไปไม่ให้กระทบกระเทือนนั้นก็ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็กำลังดำเนินการกันในหลายช่องทาง เมื่อถามว่าคดีหลักที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีหลายทางที่กำลังดำเนินการอยู่ เมื่อถามย้ำว่าหมายความว่าการต่อสู้คดียังเดินหน้าต่อ นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ก็ยังดำเนินการต่อเนื่อง โดยมีหลายประเด็นที่พันกันอยู่ คิดว่าให้ทางอัยการไปดำเนินการและช่วงปลายสัปดาห์ก็จะมีความคืบหน้า

เมื่อถามว่าในส่วนของการอุทธรณ์ ที่บอกว่าอาจจะมีการฟ้องกลับยังทำคู่ขนานกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อุทธรณ์ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นสิ้นสัปดาห์นี้จะมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบ เมื่อถามว่าคดีที่ค้างอยู่ที่ประเทศเยอรมนีนี้ถ้าไม่วางเงินความมั่นใจในการ ชนะคดีมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มี 2 คดี โดยขณะนี้กำลังดูไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ เมื่อถามย้ำว่าถ้าไม่ให้กระทบเลยจะมีการยุติคดีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การยุติคดีหรือไม่เป็นเรื่องของการดูเงื่อนไข แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นอย่างไร คณะอัยการสูงสุดก็จะดำเนินการต่อไป

เมื่อถามว่ามีเงื่อนไขอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้รออีก 3 วันน่าจะชัดเจน เมื่อถามว่าเป็นการดำเนินการภายใต้แรงกดดันหลายทางหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นธรรมดาที่มีแรงกดดันทั้ง 2 ฝ่าย ทางฝ่ายบริษัทเองก็มีแรงกดดันเหมือนกัน ต่อข้อถามว่าขณะนี้ทางบริษัทวาลเทอร์ บาว ติดต่อมาเพื่อขอประนีประนอมอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอประนีประนอมเป็นระยะๆ ตลอดเวลา ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ช่วงนี้มีการติดต่อมาอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ยังครับ"

นาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางอสส. กำลังไปดำเนินการ ก็จะต้องมีเรื่องที่ต้องพูดถึงคดีในรายละเอียด เมื่อถามว่าจากการที่เข้าเฝ้าฯถวายรายงานไป พระองค์ท่านทรงห่วงใยเรื่องใด นายกฯ กล่าวว่า ทรงห่วงใยเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากเหตุการณ์ยืดเยื้อลุกลาม ก็จะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพราะฉะนั้นทรงแสดงพระราชปณิธานที่จะสละพระราช ทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อให้ไม่เกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นเราน้อมเกล้าฯรับและสนองในการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายนี้ โดยยังมีแนวทางที่จะทำได้ ซึ่งไม่ต้องไประคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

เมื่อถามว่าที่สุดแล้วรัฐบาลจะต้องใช้เงินหรือไม่และจำนวนเท่าไหร่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครตอบได้ และเป็นเรื่องของคณะทำงานที่ไปทำงาน เพราะเวลานี้เป็นเรื่องของค่าจ้างทนายเท่านั้น ส่วนแนวทางที่ซักซ้อมในวันนี้คณะทำงานก็ทราบดีว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/08/54 ถนนนี้ยังไม่น่าวางใจ...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



เมื่อวิกฤติ ตอกย้ำ ถึงอำมาตย์
ด้วยอำนาจ ถาโถม โหมเข้าใส่
ชนกู่ก้อง ร้องหา ประชาธิปไตย
อย่าหวังได้ ง่ายนัก จักระวัง....

เมื่อจนแต้ม แย้มตา คิดว่าใช่
แกล้งตายใจ เฉื่อยชา เหมือนยาสั่ง
ต่างอิ่มเอม เกษมศานต์ ปานภวังค์
ลืมพวกคลั่ง หวังอำนาจ อำมาตยา....

บนถนน สายนี้ ยังมีพิษ
ด้วยวิปริต แห่งชน คนชั่วช้า
ความโหดเหิ้ยม ที่เห็น เคยเป็นมา
ยังรอท่า ปั่นปลุก ให้ลุกโชน....

ขอได้โปรด..พึงระวัง อย่าพลั้งพลาด
เพราะอำนาจ มืดมัว บนหัวโขน
พวกมันพร้อม ฟันฟาด เพื่อสาดโคลน
แล้วกระโจน ชี้หน้า ว่าแหลกเลว....

บนถนน มืดดำ แสนอำมหิต
ความวิปริต มากยิ่ง กว่าดิ่งเหว
พวกมันพร้อม รุกไล่ สุมไฟเปลว
เพราะโคตรเลว ฟังไว้ ที่ใจมัน....

ขอให้เธอ เดินหน้า อย่าท้อถอย
พร้อมจะคอย ร่วมทาง เพื่อสร้างฝัน
นำความสุข คืนไทย ในเร็ววัน
จงมุ่งมั่น ฮึดสู้ พวกหมู่มาร....

๓ บลา / ๓ ส.ค.๕๔

พระราชพาหนะ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม


ประชาชน คนไทย เฝ้ารอดูการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในกรณีเครื่องบินพระราชพาหนะส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ถูกอายัดขณะจอดอยู่ที่เยอรมันมาเป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว

เพราะต้นเหตุทั้งหมดมาจากปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทเอกชนเยอรมัน

ไม่ควรมีเรื่องมากระทบถึงพระองค์ท่านเลยแม้แต่น้อย

รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้แถลงข่าวตอบโต้บริษัทเอกชนเยอรมันสารพัด รวมทั้งต่อทางการเยอรมันอีกด้วย

อ้างด้วยซ้ำว่าศาลเยอรมันตัดสินแล้วมีผลดีอย่างนั้นอย่างนี้

แต่เครื่องบินพระราชพาหนะส่วนพระองค์ก็ยังคงถูกอายัดอยู่!

ประชาชนคนไทยเริ่มอึดอัดคับข้องใจ เพราะเป็นข่าวใหญ่อับอายขายหน้าไปทั่วโลก แต่ไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลอภิสิทธิ์

เริ่มมีการกล่าวถึงความจงรักภักดีว่าควรพิสูจน์ด้วยการกระทำ

ที่แน่ๆ คือพระราชพาหนะส่วนพระองค์ก็ยังไม่ได้รับการไถ่ถอน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ส.ค. สำนักงานราชเลขานุ การในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ออกแถลงการณ์

มีใจความสำคัญคือ

"แม้ ว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับบริษัท วาลเทอร์ บาว เอจี และมิได้ทรงเป็นผู้สร้างเรื่องหรือเหตุการณ์ข้อพิพาทขึ้นมา

แต่ผล จากข้อพิพาทดังกล่าว ได้นำมาซึ่งความเดือดร้อนพระราชหฤทัย กระทบต่อพระราชกรณียกิจ และเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอย่างยิ่ง

ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชกระแสและพระราชปณิธานที่จะทรงตอบแทนพระคุณแผ่นดินไทย และทรงใช้หนี้บุญคุณให้กับประเทศชาติ ในพระราชฐานะที่ทรงเป็นประชาชนชาวไทยพระองค์หนึ่ง และทรงเป็นองค์สยามมกุฎราชกุมารของประเทศไทย

อีกทั้งไม่ให้เกิดผล กระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเพื่อให้ข้อพิพาทดังกล่าวจบลงด้วยดีและรวดเร็ว

จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปใช้ในการระงับข้อพิพาทดังกล่าว

ทั้งนี้ ไม่ทรงปรารถนาที่จะให้มีพระนามาภิไธยไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท และมิให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศ"

คนที่ต้องอ่านแถลงการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือนายกรัฐมนตรี!

สายล่อฟ้า!!! หรือ หนังหน้าไฟ???

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่สำหรับการเมืองแบบไทย
ในยุคที่ยังคงมีขั้วอำนาจแฝงฝังรากลึกอยู่เช่นนี้ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
อย่างเฉพาะแค่กรณีของนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 ของพรรคเพื่อไทย
เพียงคนเดียวเท่านั้น ยังทำให้เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆได้อย่างมากมายไม่น่าเชื่อ
สะท้อนชัดเจนถึงความเข้มแข็งของระบบการเมืองไทยในขณะนี้ ว่าจริงๆแล้วมีความเข้มแข็งหรือไม่???
และถ้าหากว่ายังพอมีบ้างนั้น มีในระดับใด???
เพียงเพราะจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง
หรือ กกต. ยังไม่มีการรับรองสมาชิกภาพในการเป็น ส.ส.ให้กับนายจตุพร
ก็กลายเป็นประเด็นสารพัดความคิดเห็นเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมากมาย
ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริง เพราะเอาแค่กรรมการ กกต. 5 คน
ก็ยังมองเห็นไม่ตรงกันกันเลย 2 เสียงบอกว่ารับรองไปเลย ส่วนยังไงค่อยไปว่ากันทีหลัง
อีก 1 เสียงบอกว่าต้องใบแดงเท่านั้น ตัดสิทธิแล้วเลื่อนลำดับคนถัดๆไปขึ้นมาแทน
ในขณะที่อีก รายหนึ่งบอกว่า ให้สอบสวนต่ออีกเพราะยังไม่ชัดเจน
ทั้งๆที่กรอบเวลาตามกฎหมายมีมากน้อยเพียงใด ก็รู้ๆกันอยู่
ส่วนเสียงสุดท้ายบอกว่า แบบนี้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ!!!
แค่ 5 คน 5 เสียง ยังขนาดนี้แล้วคนไทยทั้งประเทศ 60 เกือบ 70 ล้านคน
จะไม่วุ่นได้อย่างไร จะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเมืองได้อย่างไร
และแน่นอนว่าเป้าหมายใหญ่ก็คือ กกต. และอีกเป้าหมายที่เป็นความเชื่อ
ก็คือขั้วอำนาจที่วุ่นวายอยู่เบื้องหลัง... มีไม่มียากจะหาข้อพิสูจน์
แต่คนในสังคมไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น
แล้วความเชื่อนั้นห้ามกันได้ที่ไหน แพล็บเดียวเหมือนไฟลามทุ่งไปแล้ว
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ขนานแท้
แน่นอนว่ามองในแง่ของบรรดาแฟนคลับ ของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง
รวมทั้งของผู้ที่สนับสนุนเลือกพรรคเพื่อไทย
ก็จะเกิดความรู้สึกและอารมณ์ว่า อะไรกันนักหนา ไม่จบไม่สิ้นเสียที
ทำให้แม้แต่คนที่ตอนแรกก็ไม่ได้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
แต่หวังที่จะเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าให้ได้
หลังจากที่หยุดนิ่งมาตั้งแต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แล้ว
เมื่อเห็นอาการสะดุดแบบแปลกๆเช่นนี้ ก็ยังอดรู้สึกคล้อยตามไปด้วยไม่ได้ว่า
มีความพยายามที่จะไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลง่ายๆจริงเสียแล้วกระมัง
เนื่องจากตอนที่ลงสมัครเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ กกต.ก็รับรองคุณสมบัติไปแล้ว
ก็เท่ากับว่าคุณสมบัติครบ แต่มามีปัญหาตอนที่ไม่ได้ไปเลือกตั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม
ซึ่งการไม่ได้ไป ไม่ใช่เจตนาจะไม่ไป ได้ยื่นคำร้องขอไปแล้วว่าจะขอไปเลือกตั้ง
แต่ไปไม่ได้ เพราะถูกจับกุมคุมขังอยู่
นั่นต้องหมายความว่า ในทางกฎหมายแล้วมีเจตนาที่จะไปเลือกตั้ง
แต่ติดขัดด้วยความจำเป็นจริงๆ จึงไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นน่าจะเข้าข่ายว่ามีเหตุจำเป็น จึงไม่ควรที่จะเสียสิทธิ!!!
แต่เมื่อย้อนมามองในมุมของ กกต. เอง ก็บอกว่าจะทำงาน จะพิจารณาแบบไม่รอบคอบ
หรือพิจารณาส่งๆไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง
จึงต้องทำให้ดูว่าเต็มที่ไม่มีงานเข้าอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน
อย่างไรก็ตามเพราะเกมยื้ออย่างนี้แหละ ที่ทำให้กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา
เพราะจู่ๆนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง
ก็ออกมาพูดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ผ่านทางสถานีโทรทัศน์สปิงนิวส์
ถึงกรณีรับรองความเป็น ส.ส.ให้กับนายจตุพร ว่า ที่ว่ากกต.จะยื้อนั้น จะยื้อเพื่ออะไร
ต้องถามกลับว่ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องยื้อ ในเมื่อกรอบการรับรองคือ 1 เดือน
ซึ่งก็จะครบในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นมุมมองของแต่ละคน
ในการโหวตเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม คะแนนที่ออกมาก็ไม่เป็นเอกฉันท์
และมี กกต.บางคนขอให้มีการสอบเพิ่ม แล้วเมื่อมีการสอบเพิ่มแล้ว
จะไม่ให้ได้มีการลงมติเลยหรืออย่างไร เพราะเมื่อมีการสอบเพิ่มก็จะต้องมีการลงมติ
ดังนั้น จะมาบังคับ กกต.ไม่ได้ว่าจะต้องรับรองเดี๋ยวนี้ เวลานี้
ดังนั้น กกต.ต้องขอเวลาในการพิจารณาและคำสั่งของนายจตุพรต้องเป็นลายลักษณ์อักษร
เพราะเชื่อว่าไม่ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร จะต้องมีการฟ้องร้อง กกต.แน่นอน
ซึ่ง กกต.แต่ละคนจะต้องมีเหตุผลว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ตอบคำถามของประชาชนได้
ซึ่งทุกท่านก็พร้อมที่จะเปิดเผยเหตุผลส่วนตัว
จึงยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ยื้อ และขอให้มอง กกต.ในแง่ดีบ้าง ที่ผ่านมา
กกต.ก็ทำงานหนักอยู่แล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเลือกตั้ง
แถมยังบอกด้วยว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจ เพราะ กกต.ทำงานบนพื้นฐานของกฎหมาย
กฎหมายว่าอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น เพราะถ้าเห็นเป็นอย่างอื่น กกต.ก็จะต้องถูกฟ้อง
แต่ประโยคที่ตามมา และเล่นเอาร้อนฉ่าไปทั้งสังคม ก็คือ
“ต่อให้มีการขู่ฆ่า จะเอาพวกเราไปฆ่าไปแกงอย่างไรเราก็ไม่กลัว เกิดมาจนอายุ 60 กว่ากันแล้ว
ก็ใกล้จะตายกันอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าถ้าฆ่า กกต.ตายหมดทั้ง 5 คน จะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าเกิดอะไรขึ้นในวันหรือ 2 วันนี้ คนเสื้อแดงต้องคิดให้ดีว่า
ต้องการเผด็จการกลับเข้ามาหรือไม่ หรือต้องการประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง
บ้านเมืองกำลังไปได้ด้วยดี เรายินดีที่จะเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้นำรัฐบาล
แต่ถ้าทำอะไรขึ้นมา รับรองว่ารัฐบาลปู 1 ไม่เกิดแน่ วันนี้พวกเราก็ไม่ได้มีใครมาดูแล
ดังนั้น การกระทำแบบนี้จะให้นายจตุพรได้ออกจากคุกหรือไม่
ต้องคิดให้ดี ทำไมรออีกหน่อยเพื่อให้มีนายกฯหญิงไม่ได้
ถ้าไม่เช่นนั้น ก็น่าสงสารที่จะไม่ได้นายกฯหญิง”นางสดศรีกล่าว
เมื่อถูกถามว่า แสดงว่าอาจมีการปฏิวัติใช่หรือไม่
นางสดศรีตอบว่า ปฏิวัติหรือไม่ ตนไม่ทราบ
แต่ถ้า กกต.ถูกทำร้าย แล้วนายจตุพรจะได้ออกจากคุกหรือ
เราไม่กลัวตาย แต่รัฐบาลปู 1 จะไม่เกิด ถ้ามีอะไรรุนแรง
ถ้ามีการยกกองทัพประชาชนมากดดัน ตนจึงต้องการให้คนเสื้อแดงคิดให้ดี
เพราะตอนนี้ใกล้ที่จะถึงฝั่งแล้ว แต่ถ้าจะเอาชีวิต กกต. แล้วเป็นเหตุให้ไม่มีรัฐบาลปู 1 ก็แล้วแต่
เพราะเมื่อคืนวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมามีคนโทรศัพท์มาข่มขู่ตน
โดยโทร.มาเบอร์ส่วนตัว จนขณะนี้ตนไม่อยากที่จะรับโทรศัพท์แล้ว
เพราะไม่ต้องการที่จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดเหตุรุนแรง
ที่น่าสนใจก็คือ นางสดศรีระบุว่าเป็นห่วงคนเสื้อแดง เพราะอาจมีการฉวยโอกาส
ดังนั้นเราจะต้องประคองไปให้ดี เพราะที่ผ่านมา คนเสื้อแดงพูดว่าจะเผาบ้านเผาเมือง
ที่นั่นที่นี่ แล้วตอนหลังก็มีการเผาจริง ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร
ดังนั้นคนพูดอาจไม่ได้ทำ คนทำอาจไม่ได้พูด
ถ้าหากคนเสื้อแดงพูด แล้วเกิดมี กกต.ตายขึ้นมา ทั้งที่ไม่ใช่ฝีมือของคนเสื้อแดงก็ได้
เพราะมีคนจ้องที่จะฉวยโอกาสอยู่ ประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็น ใครเผาเมือง ก็ยังไม่มีคำตอบ
ดังนั้น อย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย แต่ยืนยันว่าเราไม่กลับ และยอมรับชะตากรรม
แต่อย่าให้ใครมาฉวยโอกาสแทน เพราะการพูดไปเรื่อยๆ
เล่นเอาร้อนฉ่าขึ้นมาในทันที ว่านางสดศรีกำลังเล่นบทอะไร เป็นกังวลจริงๆ
หรือว่าโดนผลักให้ออกมาเป็นสายล่อฟ้า!!!
เพราะกระแสข่าวลือเรื่องการปฏิวัติจนถึงวันนี้ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ
อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง ก็ออกมาพูดทำนองว่า
นางสดศรีวิตกจริตจนเกินไปหรือไม่
เพราะแม้คนเสื้อแดงจะข้องใจที่ กกต.แขวนนายจตุพร ในฐานะแกนนำ นปช. เพียงคนเดียว
โดยเห็นว่าเป็นเรื่องประหลาด แต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดทำเช่นนั้นแน่นอน
ที่ผ่านมาแกนนำก็ได้พูดกับสมาชิกคนเสื้อแดงให้ใจเย็นๆ
ได้มีการปราม ข้อร้องทุกเวที ปรามว่าอย่าไป กกต.
ถ้าจะมาก็ให้มาที่เรือนจำ มากดดันนายจตุพรว่า ทำไม่ไม่ออกมาเสียที
ทั้งที่ประชาชนเลือกมา 15.7 ล้านเสียง
แต่ที่สงสัยคือประเด็นที่ว่า จะมีการใช้อำนาจนอกระบบนั้น จริงหรือ???
และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนายจตุพรเพียงคนเดียว ทำไมไปไกลถึงขนาดนั้นได้
แต่ขอยืนยันว่า แม้ว่า กกต.จะไม่รับรองนายจตุพร ก็จะดำเนินการตามแนวทางของกฎหมาย
จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือกฎหมายอื่นที่มากกว่านั้น
พร้อมกับเตือนเรื่องที่อาจจะมีคนฉวยโอกาส เป็นพวกมือที่ 3 ว่า
นางสดศรีควรที่จะหากล้องซีซีทีวีมาติดที่บ้าน เชื่อว่าที่ กกต.คงจะมีแล้ว
และถ้าพบว่าใครผิดก็จับกุมมาดำเนินการทางกฎหมายได้ทันที
เพราะเชื่อว่าคนเสื้อแดงไม่ทำกริยาที่ฉุนเฉียว โมโห หรือเกรี้ยวกราด
เพราะขณะนี้คนเสื้อแดงมีวุฒิภาวะที่สูงมาก ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
กล่าวถึงกรณีข่าวจะมีคนขู่ลอบทำร้าย กกต. และอาจบานปลายจนถึงการยึดอำนาจ ว่า
ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่าประชาชนโดยเฉพาะคนเสื้อแดงไม่มีความคิด
หรือการเคลื่อนไหวข่มขู่คุกคามใดๆ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
และที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ก็เป็นรูปธรรมชัดแจ้งว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวแต่อย่างใด
ดังนั้น หากมีการข่มขู่คุกคามก็จะไม่ใช่ประชาชน
แต่จะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ก็เป็นเรื่อง
ที่ผู้ถูกคุกคามน่าจะได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย
ส่วนการปฏิวัติยึดอำนาจ คิดว่าจนถึงวันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก
ในเมื่อหลังการเลือกตั้ง บ้านเมืองเดินไปตามกลไกประชาธิปไตย
รัฐบาลชุดใหม่กำลังขับเคลื่อนนโยบายไปถึงประชาชนก็ไม่น่าจะมีเหตุปัจจัยใดๆ
ที่จะทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว
ขนาดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งยืนคนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย
และกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ก็ยังอดออกปากไม่ได้ว่า
อยากให้ กกต.ทุกคนระวังคำพูด
เพราะคำพูดเช่นนี้จะไปกระเทือนกองทัพ
ให้ต้องมานั่งตอบคำถามในเรื่องที่เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรทั้งสิ้นในยุคนี้
นอกจากนี้ยังจะไปตอกย้ำความเชื่อของประชาชนว่าทำไมบ้านเมืองยังมีปัญหาเหล่านี้อยู่
สิ่งที่ กกต.ต้องทำให้เห็นคือ การทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง
ใครใช้วิธีการไม่ถูกต้อง ในการข่มขู่ คุกคาม กดดันว่าจะใช้ความรุนแรง
ควรจะตอบโต้ด้วยเรื่องกฎหมาย มากกว่าจะบอกว่าการเมืองจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ในขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ กล่าวว่า ตนเองขอปฏิเสธกรณีที่มีข่าวระบุว่า
เป็นผู้บงการให้คนเสื้อแดงไปข่มขู่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้กระทั่งโทรศัพท์ไปข่มขู่ก็ไม่เคย
เชื่อว่าการที่ นางสดศรี ระบุว่า มีคนโทรไปข่มขู่ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงแน่
และการที่ออกมาพูดเช่นนี้ เป็นการรับผิดชอบน้อยไปหน่อย คนเป็นผู้ใหญ่ควรต้องนิ่ง
การพูดช่วงนี้เป็นลักษณะผิดปกติ ตีปี๊บเกินเหตุ
และหากในวันสุดท้ย กกต. ยังไม่มีการรับรอง นายจตุพร อีก
จริงๆ ก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวมวลชน
แต่จะดำเนินการทางกฎหมาย ฟ้องร้องเอาผิด กกต. ทั้งคณะ
ฉะนั้น ดูกันตามเนื้อผ้าแล้ว งานนี้ทำไปทำมานอกจากจะถูกมองได้ว่า
หรือจะเป็นสายล่อฟ้าแล้ว เมื่อมาเจอปฏิกริยาสะท้อนกลับเช่นนี้
ก็ยังมองได้ว่า งานนี้มีสภาพเป็นหนังหน้าไฟไปแล้วเต็มๆ
แต่ในประเด็นมือที่ 3 ที่จะสวมรอยคนเสื้อแดงกระทำการอะไรต่างๆนาๆ
เพื่อเป็นการใส่ร้ายนั้น ก็เป็นเรื่องที่พึงรับฟังไว้ด้วยเหมือนกัน
เพราะอำนาจไม่เข้าใครออกใคร...
ที่สำคัญสำหรับคนบางคนบางประเภทแล้ว
เพื่อรักษาฐานอำนาจเอาไว้ สามารถทำอะไรก็ได้อย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว



http://www.bangkok-today.com/node/9951

นัดกัน....ไปเยี่ยมส่งกำลังใจให้เพื่อนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังอยู่

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน


สืบเนื่องจาก กิจกรรมของขวัญสีแดงแด่เพื่อนสีแดง ตามกระทู้นี้ http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=26612.0

กลุ่ม FARED จึงขอเชิญเพื่อนๆ มาร่วมกันทำกิจกรรม "กำลังใจสีแดงแด่เพื่อนสีแดง"
ไปให้กำลังใจซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ แก่เพื่อนๆ เสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังอยุ่อีกกว่า 50 คน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ (คลองเปรม)

กำหนด นัดกันไปเยี่ยมในวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคมนี้ เวลา 9.00 น.- 12.00 น.

โดย ในการไปเยี่ยมเพื่อนสีแดงของเราในครั้งนี้ ทางFARED ได้เตรียมปัจจัยส่วนหนึ่ง (ซึ่งได้FARED ได้รับจากพี่น้องเสื้อแดง ไว้สำหรับการดูแลพี่น้องเสื้อแดง)

ไว้ฝากเข้าบัญชีให้เพื่อนๆ ทั้ง 53 คนโดยตรง

แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ อยากให้มีเพื่อนๆ เสื้อแดง ไปร่วมให้กำลังใจ พูดคุยกับเพื่อนเราที่ยังถูกคุมขังอยู่

(กระทู้แรกใน tfn ของผม) ถ้าการเมืองมันเนือย ๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น ....

ที่มา thaifreenews

โดย ขุนอิน

ถ้าการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มันช้าไม่ทันใจ ถ้ามันมีภาพเหมือนไปแอบเกี๊ยะเซี้ยะกันให้น่าสงสัย

ก็อย่าเพิ่งไม่พอใจอะไรกันมากนะครับ ขอให้อดทน คอยดูสถานการณ์ไป เพราะการเมืองที่ต้องสู้กันอีกนานนั้น มันต้องมีศิลปะ หลักการคือ

1. ต้องรู้จักคอยเวลาที่เหมาะสมในการรุกเรื่องสำคัญ ๆ อันนี้ turning point ที่สำคัญใคร ๆ ก็รู้ว่ามันคืองานใหญ่สนามหลวง

2. ต้องหามวลมิตรสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทุกวันนี้ทักษิณทำได้ดีเลิศเป็นอย่างยิ่ง

3. ต้องทำอย่างสร้างสรรค์ประเทศ ไม่ใช้เอาประเทศชาติมาเป็นเดิมพันหรือเป็นตัวประกัน จึงต้องอดทนกับเพื่อนร่วมชาติที่เห็นต่าง ที่คอยขัดแย้ง การต่อสู้ที่ดีที่สุดคือทำให้ศัตรูยอมสยบและหมดแรงต่อสู้ในที่สุด

4. ต้องอดทนกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยิ่งกว่าใคร ๆ

...

ผม คิดว่า honeymoon period คงหลายเดือนหน่อย จากสัญญาณเจรจาที่แสดงผลออกมาชัดเจนแล้ว ไม่ว่าผลงานกกต. ศาล คำพูดให้สัมภาษณ์ของท่านทักษิณ รายการในช่อง DNN ที่ขัดใจคนดูเสื้อแดง แรงต่อต้านพรรคเพื่อไทยที่ลดฮวบลงอย่างมาก

ทำให้ผมเชื่อว่าปฏิญญาบรูไน น่าจะมีจริง หมายความว่าอาจไม่ใช่ที่บรูไน แต่ที่ไหนก็ได้ในโลกมีการเจรจากันแล้วจริง ๆ

สำหรับ ผมแล้ว ขอเป็นคนดู คอยดูผลงานดีกว่าว่าต่อไปนี้พรรคเพื่อไทยจะทำงานเพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตย หรือแค่เพื่อให้ได้ซึ่งอำนาจรัฐมายังกลุ่มตน ผมเชื่อว่าตระกูลชินวัตรซึ่งโดนกระทำมามากย่อมบรรลุสัจธรรมได้ดีกว่าใคร เพื่อน และผมยังไว้ใจในคนตระกูลนี้ว่าจะร่วมต่อสู้เพื่อนำพาประชาธิปไตยมาสู่ประเทศ นี้ได้ ในที่สุด

ผมเชื่อในพลังของคนเสื้อแดง ที่ขยายตัวมากขึ้นในเชิงปริมาณและพัฒนามากขึ้นในเชิงคุณภาพ พลังมวลชนนี้ถ้าประสานดี ๆ กับพรรคการเมือง เรามีแค่แก้วสองประการนี้ก็อาจจะพอในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ไปให้มากกว่านี้ ดูตัวอย่างในอิยิปต์ไม่จำเป็นต้องมีกองกำลังก็สามารถเอาชนะเผด็จการได้

ผม เริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้น และได้แต่เฝ้ารอดูการเปลี่ยนแปลง และสัญญาณต่าง ๆ ที่ทะยอยออกมา การรุกคืบของทักษิณทำได้ดีมากในต่างประเทศ รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็ต้องรอดูผลงานก่อนที่จะไปวิจารณ์ใด ๆ

คน เสื้อแดงจะทำอะไรต่อไป ผมคิดว่าก็ทำงานมวลชนเหมือนเดิม สนับสนุนการขยายตัวของหมู่บ้านเสื้อแดง และอาศัยพลังจุดนี้ มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย จะทำให้คนเสื้อแดงแข็งแรงมากขึ้น

คนเสื้อแดงก็ต้องช่วยกันโน้มน้าว ผลักดันรัฐบาลให้ทำงานด้านพัฒนาประชาธิปไตยด้วย อย่าทำเหมือนรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาที่สนใจแต่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ผม อ่านบทความของ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในประชาไท ที่วิจารณ์ว่า "การเมืองของชนชั้นนำ" ได้จบลงไปแล้ว (บทความชื่อ "นิธิ เอียวศรีวงศ์: บทบาทชนชั้นนำและการเมืองภาคประชาชน [คลิป]" แต่ผมทำลิงค์ไม่ได้ เพราะโดน True บล็อกประชาไทอยู่) ผมว่านิธิ วิจารณ์ไว้ค่อนข้างดี

ก็เหมือน กับที่ผมพูดเป็นข้อสมมุติฐานไว้นานแล้วว่า "พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทย เปลี่ยนไปเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล" คือ พื้นฐานสำคัญที่เป็นรากเหง้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ "การเปลี่ยนพฤติกรรมการลงคะแนน" ซึ่งทำให้กลุ่มอำมาตย์ไม่สามารถโน้มน้าวจูงใจให้ประชาชนกลับไปเลือกแบบ กระจัดกระจาย ที่เขาจะสามารถมีอิทธิพลเหนือพรรคต่างๆ ในฐานะ "ล็อบบี้" ได้

ดร.นิธิ ได้เพิ่มเติมรายละเอียดว่า "ทำไมพฤติกรรม" ของผู้เลือกตั้งจึงเปลี่ยนไป

ผล การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม มันเหมือนซูนามิทางการเมือง (อย่างน้อยคุณบรรหารก็พูดไว้) เมื่อเจอซูนามิ สัญชาติญาณคือ เอาตัวรอด และพยายามรักษาสิ่งที่พวกเขารักษาเอาไว้ได้

ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจที่คุณขุนอินบอกว่ามี "ปฎิญญาบรูไน" (แต่ทำที่อื่น เราเรียกชื่อนี้ก็แล้วกัน) เพราะหากไม่มีนั่นคงแปลก มันเหมือนกับว่ากลุ่มชนชั้นนำไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย โง่เหง้าอย่างมาก กระแสของประชาชนเป็นแบบนี้ หากยังต่อต้านยังไงก็ไม่อาจทัดทานได้

เครื่อง มือทางการเมืองของกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย เช่น กองทัพ ตุลาการภิวัฒน์นั้น ในทางการเมืองมันค่อนข้าง "เดี้ยง" ไปหมดแล้ว ไม่ใช่เป็นอาวุธชี้ขาดเหมือนแต่ก่อน

กองทัพเวลานี้ก็เอาตัวไม่รอด เกิดรอยร้าวภายใน เพราะทหารจำนวนมากที่เสียความก้าวหน้าจากบูรพาพยัคฆ์เป็นใหญ่ฝ่ายเดียวเริ่ม เห็นทางสว่าง ว่าต่อไปอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงจะอยู่ที่ใคร ตระกูลไหน และกลุ่มใดที่เป็นอาทิตย์อัศดง สถานการณ์เช่นนี้หากมีการทำรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ ก็คงฆ๋าตัวตายแน่นอน เพราะคงเกิดแรงต้านจากประชาชน และจากนานาชาติ สุดท้ายในกองทัพก็จะมีแรงต้านเช่นกัน

ตุลาการภิวัฒน์ แม้ยังมีน้ำหนักอยู่ แต่เครื่องมือนี้เป็นแบบ ตั้งรับ คือ มันต้องมี Case เข้าไปก่อน และวันนี้ต่อให้ยุบพรรค ก็ไม่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้ เปลี่ยนขั้วอำนาจไม่ได้ อย่างมากก็ทำให้ สส.พรรคเพื่อไทย หายไปไม่ถึง 10 คน การหวังว่าจะเกิดงูเห่าแบบเนวินนั้นยากแล้ว เพราะ สส.ได้รับบทเรียนแบบเนวินแล้วว่าไม่มีอนาคตทางการเมือง และเชื่อว่าทักษิณก็คงหาทางแก้ไขเรื่องงูเห่าเอาไว้แล้ว

ดังนั้น ผมว่าหากวิจารณ์ด้วยเหตุและผล อำมาตย์ในระดับบนยอด คงมีข้อตกลงแล้วว่า จะยอมทักษิณได้แค่ไหน และตรงไหน และจะรักษาตรงไหน

อันที่จริงอำมาตย์ระดับบนยอด ก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไรมากนัก นอกจากเสียหน้าเล็กน้อย

จะ มีก็แต่ "บรรษัทบริวาร" ที่เป็นเครือข่ายแสวงหาผลประโยชน์ทั้งหลาย ที่คงยอมรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองแบบใหม่นี้ได้ยาก ก็คงดิ้นกันอย่างที่เราเห็น

แต่ก็อย่างที่คุณขุนอินเคยพูดไว้ว่า สัญญาณจากระดับบนสุดยังไม่มี ระดับล่างก็คงดิ้นไปตามสถานการณ์ เป็นต้น

ผม เชื่อว่า ในที่สุดแล้ว "กลุ่มชนชั้นนำ" บางกลุ่มที่ไม่ใช่ตัวหลักจะเริ่มแปรพักตร์มาทางพรรคเพื่อไทย เพราะมันเห็นได้ชัดแล้วว่า ประชาชนเลือกฝ่ายใด และนั่นมันหมายถึง ฐานอำนาจที่มั่นคง

การไหลเข้าสู่ฐานอำนาจใหม่คงเริ่มมีเรื่อยๆ ผมเชื่อว่ามีบางส่วนต่อสายไปแล้ว

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก thaifreenews