WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 4, 2011

"เพื่อไทย"มีมติเอกฉันท์เสนอ"ยิ่งลักษณ์"เป็นนายกรัฐมนตรี

ที่มา ข่าวสด





ที่ พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย มีนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลชั่วคราว และนายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค ร่วมชี้แจงในวาระขอมติที่ประชุมเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ และขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ท่ามกลางส.ส.ที่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งที่ก่อนเข้าห้องประชุม พรรคได้แจกหนังสือ เรดพาวเวอร์ ที่มีรูปน.ส.ยิ่งลักษณ์ สวมชุดซุปเปอร์แมน ตรงหน้าอกเขียนชื่อปู เป็นภาพหน้าปก ทั้งนี้ใช้เวลาประชุมประมาณ 30 นาที

โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้าพรรคขอเสนอชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่คณะกรรมการบริการพรรคมีมติ จึงนำมติดังกล่าวเสนอให้ส.ส.ยกมือรับรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายยงยุทธ เสนอชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ บรรดาส.ส. ต่างยกมือสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง จึงถือว่าที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เลือกน.ส.ยิ่งลักษณ์ จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวว่า ต้องขอบคุณส.ส.ของพรรคที่ยกมือโหวตสนับสนุนเป็นนายกฯ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนโดยการเลือกตั้งเข้ามาถึง 265 เสียง ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจพรรค รวมทั้งนโยบายของพรรคเพื่อไทย มาถึงวันนี้ในฐานะที่เป็นคนไทย รวมทั้งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าจะทุ่มเทแรงกาย แรงใจ รวมทั้งทำหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ ให้ดีที่สุด

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ แถลงว่าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยได้รับแจ้งจากคณะกรรมการประสานงานสภาฯ ว่าจะมอบหมายให้นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้เสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อสภาฯ

ทั้ง นี้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 265 คน จะเดินทางไปถึงสภาฯ โดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 09.00 น. โดยพรรคเพื่อไทยจะเสนอให้ที่ประชุมสภาฯ ลงคะแนนเลือกนายกฯ แบบเปิดเผยขานชื่อเป็นรายบุคคล

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/08/54 เอาของฝาก..ให้ถึงรูซะที

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



จะเปิดสอน การเมือง เรื่องของ"เทพ"
จะสุขเสพย์ อย่างไร เราไม่สน
แต่คุณคือ พวกสั่งฆ่า ประชาชน
คิดหลุดพ้น หลีกหนี ไม่มีทาง....

สร้างข้อหา สับปลับ เพื่อทับถม
ความโสมม รัดคอ รอสะสาง
ปากชั่วชั่ว มัวหม่น จนอับปาง
หัวถึงหาง ร้อนเร่า ดั่งเผาไฟ....

เอาของฝาก ให้ถึงรู ผู้บัดซบ
แม้นเลี่ยงหลบ ด้วยเล่ห์ ทำเฉไฉ
แต่สันดาน จรกา หน้าจัญไร
เตรียมรับโทษ ก่อไว้ ในเร็ววัน....

ยามถึงคราว พลิกชะตา ฟ้าเปลี่ยนสี
พวกอัปรีย์ พร่ำเพ้อ ละเมอฝัน
เสียงโหยหวน ร่ำร้อง จ้องตากัน
พวกใครมัน ต่างเซซัด ฟัดนัวเนีย....

จะร้อนรุ่ม กลุ้มใจ ทำไมนั่น?
ถึงทางตัน อย่าคุยข่ม อารมณ์เสีย
แม้เล่ห์ลิ้น สำออย จ้องคอยเลีย
สันดานเฮี่ย หมดทางดิ้น สิ้นชะตา....

จะเปิดสอน การเมือง เรื่องของท่าน
ความสามานย์ ฝังใจ ย่อมไร้ค่า
คนอคติ ริตอกย้ำ หวังนำพา
ยิ่งซ้ำเติม ยิ่งชั่วช้า ตราหน้าคุณ....

๓ บลา / ๔ ส.ค.๕๔

"ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" ลาออกจากเลขาฯก.ล.ต. คาดเตรียมนั่งคลัง

ที่มา มติชน


ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

เมื่อ วันที่ 4 สิงหาคม 2554 รายงานข่าวจากก.ล.ต.แจ้งว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการ ก.ล.ต. ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า มีกระแสข่าวว่านายธีระชัย อาจไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทนนายวิชิต สุรพงษ์ชัยที่ปฏิเสธไม่รับตำแหน่ง ซึ่งก่อนหน้ามีรายงานข่าวว่านายธีระชัยจะมาเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังด้วย

จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54

ที่มา Thai E-News


ภาพประกอบบทความใน New Mandala

แปลโดย ดวงจำปา
ที่มา Internet Freedom

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ได้นำจดหมายฉบับหนึ่งที่อ้างว่าเขียนโดยคนในตระกูลวิวัชรวงศ์ 4 คน ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เผยแพร่ในเวบไซต์New Mandala โดยเขาแจ้งว่าไม่มีใครยืนยันได้ว่า เป็นของแท้ แต่เนื้อหาสาระนั้นมีความสำคัญหลายอย่าง ที่น่าจะได้ทราบกัน

ไทยอีนิวส์ ได้สอบถามไปยังนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์สมัยใหม่ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เพื่อตรวจสอบ(Double check)เกี่ยวกับจดหมายฉบับนี้ ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า "ผมไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ในความเป็น "ตัวจริง" ของจดหมายฉบับนี้ (แต่ฉบับปี 1998 ผมว่าคงของจริง เพราะมีเอกสารประกอบเยอะแยะ) แต่ค่อนข้างไปในทางว่าน่าจะเป็นของจริง เพราะ (ก) สำนวนและเรื่องที่เล่าเทียบกับฉบับปี 1998 ค่อนข้างคล้ายๆกัน และ (ข) ผมนึกไม่ออกว่าจะมีใครกล้าถึงขนาด "ปลอม" ชื่อ คนระดับนี้

อย่างไรก็ตาม มีคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่อยู่ในยุโรป (ใช้นามแฝง)ซึ่งผมไม่รู้จัก บอกมาว่า เพื่อนของเขาคนหนึ่ง โทรไปคุยกับ 1 ใน 4 คนนั้น แล้วได้รับคำตอบจากคนนั้นว่า "ไม่รู้เรื่องจดหมายนี้" ..
ผมก็ไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหน (หรือกระทั่ง เป็นไปได้หรือไม่ว่า ใน 4 คนนั้น อาจจะไม่ได้รู้เรื่องทุกคน อาจจะมีบางคนทำแต่คนอื่นไม่รู้หรือเปล่า?)

ในการเผยแพร่ครั้งนี้ ไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์ข้อความที่พาดพิงไปยังบุคคลที่3ออกทั้งหมด

29 กรกฎาคม 2554

เพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพรักทุกท่าน

ปีนี้ก็เป็นปีที่สิบห้า ที่พวกเราได้มาอาศัยอยู่ในต่างประเทศหลายปีที่ผ่านมา พวกเราได้รับการให้กำลังใจที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาและความปรารถนาดีจากทางอินเตอร์เนทและอีกหลายๆ แห่งจากประชาชนของประเทศไทย ที่กล่าวมานี้ รวมไปถึงทั้งภายในประเทศไทยและทั่วทุกมุมโลก.

เราขอแสดงความขอบคุณจากเบื้องลึกของหัวใจเรา ด้วยความเคารพนอบน้อม และเราขอขอบพระคุณที่ท่านทั้งหลาย ไม่เคยลืมพวกเราเลย

เราได้ทราบมาว่า มีบางท่านที่ยังสงสัย หรือมีคำถามเกี่ยวกับว่าเราไปอยู่แห่งหนตำบลใดภายในหลายปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการลบล้างข้อสงสัยและข่าวลือที่ปราศจากความจริง เราจึงตัดสินใจที่จะขอใช้โอกาสนี้เพื่อที่จะเปิดเผยให้ทราบถึงสถานการณ์ของพวกเรา

หลายปีที่ผ่านมา เราได้รอคอยอย่างอดทน ต่อคำสั่่ง (เซ็นเซอร์ –ไทยอีนิวส์) เพื่อให้เราทั้งหมด เดินทางกลับไปยังประเทศไทยได้

ก็เหมือนกับอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เราไม่ได้รับคำตอบใดๆ เลยจากพ่อของเรา คือ (เซ็นเซอร์) หรือ แม้แต่การติดต่อใดๆ ก็ตามจาก(เซ็นเซอร์) เมื่อปี พ.ศ. 2539, ในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ พ่อของเราได้ออกคำสั่งไม่ให้พวกเราเดินทางกลับบ้านในประเทศไทย

เราได้รับคำสั่งโดยเฉพาะเจาะจงว่า เราไม่สามารถที่จะใช้ ตำแหน่งของทาง(เซ็นเซอร์)ได้ และต้องใช้นามสกุล “วิวัชรวงศ์” แทนไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม เราไม่เคยที่จะสละตำแหน่งของเราทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)โดยสมัครใจ หรือเลือกที่จะยอมใช้นามสกุล (“เซ็นเซอร์”) แทน เนื่องจากว่า เราไม่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากทาง(เซ็นเซอร์) โดยทางการเงินหรือเรื่องใดๆ พวกเราได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกากับแม่ของพวกเรา

เมื่อตอนที่พวกเรายังเล็กอยู่, เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับชีวิตของพวกเรา หรือเราก็ไม่สามารถที่จะจับความได้ว่าทำไม พวกเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศที่พวกเรารักเป็นอย่างยิ่ง

แม่ของเรานั้น ได้เตือนเราเสมอว่า เราจะต้องกระทำตามคำสั่งของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์) และเราจะต้องแสดงให้เห็นถึงความกตัญญูและให้ความเคารพ สถานการณ์ของพวกเราในขณะนั้น ไม่เป็นเรื่องที่ง่ายดายเลย อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้ยืนอยู่กับที่ แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เราก็ได้เรียนรู้ด้วยการฉุดตนเองไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงที่สุดในชีวิต และจะประพฤติในรูปแบบที่จะไม่นำความเสื่้อมเสียและน่าอับอายมาสู่(เซ็นเซอร์)เป็นอันขาด

จุฑาวัชร์ได้รับปริญญาตรีในสาขาการบินและการบำรุงรักษา และปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์การบิน
หลังจากที่ทำงานอยู่ในกลุ่มงานเกี่ยวกับการบิน ในตอนนี้ เขาก็เข้าเรียนในคณะกฎหมายเพื่อที่จะได้รับปริญญาบัตรทางดุษฎีบัณฑิตในสาขานิติศาสตร์

สำหรับวัชรศรนั้น หลังจากที่เขาได้รับปริญญาตรีในสาขารัฐศาสตร์, ดุษฎีบัณฑิตทางด้านกฎหมาย และ ปริญญาโทสาขานิติศาสตร์ ในตอนนี้ก็ได้ประกอบอาชีพทนายความอยู่

จักรีวัชร์ ได้รับปริญญาตรีทางด้านชีวจิต สาขาเคมีเป็นศาสตร์รอง ในตอนนี้เขากำลังเรียนอยู่ในวิทยาลัยการแพทย์ และในไม่ช้าจะเริ่มไปประกอบอาชีพวนเวียนอยู่ในทางคลีนิค

วัชรวีร์ได้รับปริญญาตรีสองแขนงทางด้านธุรกิจต่างประเทศและทางการคลังและได้รับปริญญาโททางสาขาบริหารธุรกิจ ขณะนี้เขากำลังเรียนอยู่ในสาขานิติศาสตร์ เพื่อที่จะได้รับปริญญาเอกทางกฎหมาย

นอกจากนี้ เราทั้งหมดก็ยังได้ตระหนักถึงข่าวลือมากมาย ที่ได้ถูกเผยแพร่วนไปวนมาอยู่ในเรื่องสุขภาพของจักรีวัชร์ ข้อเท็จจริงก็คือว่า จักรีวัชร์นั้น กำลังต่อสู้กับโรคท้าวแสนปม (ประเภทที่สอง) ตั้งแต่เขาอายุได้ สิบสามปี โรคที่ทำให้เกิดเนื้องอกปรากฏขึ้นรอบๆ ระบบประสาทของเขาและการผ่าตัดหรือการบำบัดรักษาโดยใช้รังสีช่วยนั้น จะต้องทำในทุกๆ ปี หรือเป็นระยะเวลาแบบนั้น หรือไม่ก็ต้องรักษาเนื้องอกเหล่านี้ เนื่องจากว่าเขาได้รับการฉายรังสีมาเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน จึงเกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทในระบบการฟัง
และเขาก็เริ่มหูหนวกอยู่หนึ่งข้าง เขาจะได้รับการผ่าตัดอีกครั้งในเดือนสิงหาคมของปีนี้ แม้ว่าจะต้องฟันฝ่าขั้นตอนหลายๆ อย่างแสนสาหัสเป็นกิจวัตรธรรมดา จักรีวัชร์ก็ยังมีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะสำเร็จการอบรมทางการแพทย์ของเขา

เป็นเวลาหลายปี ที่เราได้ใช้ชีวิตของพวกเราอยู่อย่างเงียบๆ ซึ่งก่อให้เกิดการคาดเดาว่า เรามีความปรารถนาที่จะตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศ ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าเราต้องการที่จะกลับมาเหลือเกิน เราก็ไม่ที่สามารถฝ่าฝืนกฎระเบียบที่สั่งไม่ให้เราเดินทางกลับมา หรือแม้กระทั่งให้ความเห็นเพื่อเป็นการแก้ไขชื่อเสียงของพวกเรา เรากลัวที่จะเสี่ยงในการกระทำแบบนี้ แม้เพียงที่จะสรุปความคิดเห็นอย่างน้อยนิด ซึ่งอาจจะกลายเป็นความไม่เคารพต่อ(เซ็นเซอร์)ได้

พวกท่านหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราถึงไม่กล่าวออกมา เพื่อโต้ตอบข่าวลือที่ปราศจากความจริง หรือข้อกล่าวหาที่มีต่อพวกเราทุกคน ความจริงนั่นก็คือ มันเป็นเรื่องที่ดี ในการยอมเจ็บเป็นทุกข์อยู่เงียบๆ
มากกว่าที่จะเสี่ยงในการทำความเสียหายต่อ(เซ็นเซอร์)

เราไม่เคยท้อถอยในความปรารถนาที่ว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้รับคำสั่งจากประเทศไทยที่อนุญาตให้เรากลับบ้านได้ ทุกๆ ปี เราได้เขียนจดหมายถึงคุณปู่คุณย่าของเรา,(เซ็นเซอร์), คุณพ่อของเรา, คือ (เซ็นเซอร์)และคุณน้าของเรา คือ (เซ็นเซอร์) เราได้เขียนเพื่อที่จะให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ในคราวล่าสุดของพวกเรา
โดยอธิบายพวกเขาให้ทราบถึง ความก้าวหน้าในการเรียนด้านวิชาการต่างๆ รวมไปถึงเรื่องทางการแพทย์ หรือ แม้กระทั่งส่งความปรารถนาดีไปยัง(เซ็นเซอร์)เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ หรือวันเกิด อย่างไรก็ตาม ไม่มีท่านผู้ใดเคยตอบจดหมายที่เราส่งไปให้เลย การสื่อสารนั้น เป็นอยู่ทางฝ่ายเดียวโดยเสมอ

หลายท่านยังได้คาดคะเนเกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเรา หรือไม่ก็ช่วยกระพือข่าวลือที่ปราศจากความจริงและเต็มไปด้วยความพยาบาทเกี่ยวกับพวกเรา แทนที่จะกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้อย่างเปิดเผย และเสี่ยงที่จะโจมตีทางฝ่าย(เซ็นเซอร์) พวกเราได้ตัดสินใจที่จะอยู่อย่างเงียบๆ เราเพียงต้องการที่จะใช้จดหมายเปิดฉับบนี้
ให้เป็นโอกาสที่จะขอบคุณประชาชนชาวไทยหลายๆ ท่านที่ยังเป็นห่วงและจำพวกเราได้ และเพื่อที่จะแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนว่า ทุกๆ วันที่ผ่านไป พวกเรามีความปรารถนาที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศไทย

เป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว ที่เราไม่เคยเข้าไปเหยียบผืนแผ่นดินไทยของเรา และเราคิดถึงประเทศของเราเกินกว่าที่จะพรรณาได้ อย่างไรก็ตาม จนกว่าเราจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับได้ พวกเราก็จะยังคงยืนยันความจงรักภักดีที่มีต่อ(เซ็นเซอร์) และสวดมนต์ภาวนาให้กับอนาคตของประเทศอันเป็นที่รักของพวกเรา

พวกเราขอแสดงความนับถือทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง

จุฑาวัชร์

วัชรศร

จักรีวัชร์

วัชรวีร์

บริษัทวอลเตอร์บาวเยอรมันกับมาตรา๑๑๒

ที่มา Thai E-News



โดย ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น

ต้นเหตุแห่งปัญหา อันเกิดจากการกระทำของรัฐบาลไทยในอดีต จนกระทั่งถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มีนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ อันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาการลงทุนทำธุรกรรม ของบริษัทต่างประเทศในประเทศไทย มีประเด็นสำคัญเชิงกฎหมายและการดำเนินงานด้านการต่างประเทศผิดพลาด หลายกรณี ได้ส่งผลกระทบทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และต่อสถานะความน่าเชื่อถือของไทย ที่ควรพิจารณาใส่ใจแก้ไข

เรื่องที่น่าพิจารณาทบทวนแก้ไข และไม่ควรให้เกิดซ้ำอีก ด้วยเหตุที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ และต่อการทำงานของรัฐบาลต่อมา เช่นกรณีการสั่งพักการลงทุนของ 65 โครงการมาบตาพุด การดำเนินการที่ไม่เป็นมิตร กับประเทศเพื่อนบ้านกรณีสหภาพพม่า และกัมพูชา การถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลก กรณีเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร การอายัดเครื่องบินของต่างชาติที่บรรทุกอาวุธลงเติมน้ำมันที่สนามบินดอนเมือง

และ ล่าสุดคือการที่เครื่องบินพระที่นั่งโบอิ้ง 737 ถูกอายัดที่เยอรมัน โดยคำสั่งศาล จากการฟ้องร้องของบริษัท วอลเตอร์ บาว เอจี อันเกี่ยวพันกับสัญญาการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ในอดีต และมีการกระทำผิดสัญญาโดยรัฐบาลต่อมา โดยเฉพาะตามคำฟ้องคือการสร้างถนนคู่ขนานกับถนนวิภาวดีรังสิต ในสมัยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กรณีล่าสุด คือเรื่องการอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยบริษัทวอลเตอร์ บาว เอจี ตามคำสั่งของศาลเยอรมัน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จะพูดกันตรงไปตรงมาหรือไม่เท่านั้นเอง และถือว่าส่งผลกระทบต่อสถานะความสัมพันธ์ ไทย-เยอรมันแน่นอน

ในความรู้สึกของประชาชนคนไทย อีกทั้งเมื่อได้ฟังการแถลงของนายกอภิสิทธิ์ในวันที่ ๒ สิงหาคม หลังคำแถลงการณ์ที่เกี่ยวกับการจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แล้ว ก็ไม่ได้มีคำตอบที่สาธารณะเข้าใจและสบายใจได้เลย ไม่ได้แสดงถึงภาระการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย

ถ้าประเมินหรือแปลความไม่ผิด ก็เข้าใจได้ว่ารัฐบาลไทยภายใต้นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี้จะไม่ยอมรับผิด ไม่จ่าย ไม่หนี จะเอาเวลาเป็นอาวุธ ถ่วงไว้ สู้คดีจ่ายค่าทนายความต่อไป ปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบ และภาระ หน้าที่ของรัฐบาลต่อๆไป ให้หน่วยราชการไทย คือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดทำหน้าที่แทนรัฐบาลต่อไป

เรื่องนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังสร้างปัญหาต่อเนื่อง กำลังทำเรื่องนี้ (การอายัดโบอิ้ง 737 โดยเยอรมัน) ให้เป็นเผือกร้อนโยนใส่มือรัฐบาลใหม่แทน ซึ่งรัฐบาล “ปู” ก็คงปฏิเสธไม่ได้ ที่จำเป็นจะต้องแก้ปัญหาของชาติ เรื่องนี้พสกนิกรทั่วไปมีความรู้สึกซาบซึ้ง ต่อกรณีมีพระราชปรารภจะจ่ายเองโดยใช้พระราชทรัพย์ฯด้วย

แต่ก็ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ทำไมคณะรัฐมนตรีไม่พิจารณาแก้ไขตั้งแต่ต้น ในทำนองเดียวกัน จะพระราชทานค่าปรับก็ได้ถ้าได้แถลงไปแล้วว่า ไม่ใช่ของรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องควรทำมากกว่าการขยันไล่ล่าทักษิณมากมาย ควรทำนานแล้วด้วย ทั้งเรื่องคดีในศาล และการเจรจาโดยคณะอนุญาโตตุลาการ

กรณีนี้ ถ้าดูตามเนื้อเรื่อง เป็นการที่รัฐบาลไทย รัฐบาลประชาธิปัตย์ กระทำผิดจริง ค่าปรับที่เป็นค่าโง่ ๓๐ ล้านยูโร ม้นก็ไม่มากมายถึงขั้นที่รัฐบาลนี้ ไม่มีปัญญาจะจ่าย อาจจะไม่อยากจ่ายเพราะละอาย ทั้งไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองผิดพลาด ทั้งไม่เก่งการเจรจา

ธรรมดาการทูตส่วนใหญ่เขาเจรจาปรองดองกัน แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เก่งทะเลาะหาเรื่องคนอื่น เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของไทย เป็นความยิ่งใหญ่ของนักเลงชาตินิยมที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกชนหรือรัฐต่างประเทศ

หรือแม้แต่คนไทยแดง “โลโซ”เอง ก็อย่ามาแหยม ข้าจะล่อ(แม่ง)หมด ซึ่งเป็นแนวทางและทัศนคติของประเทศหรือของรัฐบาลที่เป็นปัญหา ถึงวันเวลาหนึ่งก็จะเป็นปัญหาทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังแก้ไข เหมือนกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารไม่มีผิด

เรื่องกรณีปราสาทพระวิหาร ก็ควรทำเป็นวาระเจรจาเพื่อร่วมกันใช้ประโยชน์เชิงท่องเที่ยวได้ พูดกันดีๆทำดีๆไม่มีใครปฏิเสธหรอก ถ้าพันธมิตรอยากสู้เพื่อเอาคืน สู้กันในเชิงกฎหมายก็มีทางทำได้ ทำไมรัฐบาลไม่ยื่นศาลโลกใหม่ หรือขอเจรจาด้วยหลักฐานที่สำคัญ เช่นอ้างอนุสัญญากรุงโตเกียว 2484 ก็อ้างได้อย่างดี เป็นสัญญาที่มีการให้สัตยาบันโดยรัฐสภาแล้วด้วย น่าเชื่อถือกว่า MOU 2543 อีก ซึ่งสภาไทยยังไม่รับรอง ผิดรธน.มาตรา ๑๙๐ อีกด้วย

ในข้อตกลงของสัญญาโตเกียวนั้น ไทยกับฝรั่งเศส โดยญี่ปุ่นเป็นพยาน เห็นชอบลงนามด้วยกันแล้วว่า ๔ จังหวัดในกัมพูชาปัจจุบัน รวมทั้งพระวิหาร เสียมราช พระตะบอง เป็นของไทยทั้งหมด เราไม่ต้องทะเลาะกับกัมพูชาก็ได้ ญี่ปุ่นก็ช่วยได้ แต่นี่ไทยไปเล่นกัมพูชาเขาก่อนโดยอ้างเรื่องคุณทักษิณ ถึงขั้นเรียกทูตกลับ มันจะอะไรนักหนา ปัญหาเกิดจากการที่นายกษิตปากเสียเท่านั้นเอง

ทั้งๆที่รู้แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์นี้ก็ยังยอมรับการด่า และตั้งนายกษิตให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอีกด้วย จริงๆก็ควรแก้ปัญหาได้ง่ายๆ โดยการไม่ตั้ง หรือหากหลงตั้งไปก็ควรปลดนายกษิตเสีย การปลดนายกษิตก็ไม่ได้ทำให้แกเสียชีวิตแต่อย่างใด เก็บแกไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย เสียหายต่อประเทศเสียอีก ทำไมไม่กล้าหาญแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่าของชาติ

แต่นายกก็กลับดันทุรัง เดินหน้าไปสู่หายนะทุกที โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เวลาโลกเขากำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งมนุษยชาติแล้ว แต่รัฐบาลของเผด็จการยังย่ำอยู่กับเรื่องการรักชาติแบบโบราณ หมกมุ่นอยู่ในเรื่องความมั่นคง (ของตัวเอง) แบบโบราณอยู่

ทั้งๆที่โลกเขาก็ก้าวไปสู่ทัศนะใหม่ที่เป็นความมั่นคงของมนุษย์กันแล้ว จริงๆ ปี 2015 โดยคำประกาศ ประชาคมอาเซียน ก็เกือบจะเป็นประเทศเดียวกันแล้ว เพื่อนบ้านเขาก็ให้ความเชื่อถือไทยอยู่พอสมควร เราก็อยู่ในกลุ่มริเริ่มตั้งอาเซียน มีเครดิตพอสมควร แต่ไม่รักษาไว้กลับทำลาย เหมือนไม่มีความคิด ไม่มีหลักการสร้างความสัมพันธ์เอาเสียเลย

กรณีการอายัดเครื่องบินของวอลเตอร์ บาว นั้นมันเป็นความผิดจริงตามสัญญาที่ (มลาง) นายมนตรี พงษ์พานิชย์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคมได้ลงนามไว้ มันคงผิดสัญญาจริง เขาจึงฟ้องและศาลก็ตัดสินแล้ว ทั้งผิดในการที่นายสุเทพและรัฐบาลประชาธิปัตย์ อนุมัติให้ทำถนนคู่ขนานกับดอนเมืองโทลเวย์ ไม่อนุมัติเรื่องค่าผ่านทางตามข้อตกลงในสัญญา โดยไม่ทำประชาพิจารณ์ หรือไม่เจรจาเพื่อยกเลิกข้อผูกพันนั้นก่อน แต่กลับทำตามข้อเสนอของนายสุเทพ ที่คิดและทำคล้ายกับที่เขาทำต่อคนไทยด้วยกันนี่แหละ รวมถึงการห้าม (ครอบครัวผม ส.ส.ไทยและ) คนไทยอีกหลายร้อยคน ไม่ให้เบิกจ่ายเงินตัวเองจากธนาคาร ไม่ให้ทำธุรกรรมการเงินใดๆ เป็นเวลา๖เดือน โดยไม่มีความผิดและไม่มีเหตุสมควร

โดยเฉพาะที่เลวที่สุดคือการสั่งให้ฆ่าทำลายชีวิตคนที่ราชดำเนิน ๙๑ ศพ บาดเจ็บอีกประมาณสองพัน ที่ราชดำเนิน ที่ราชประสงค์ เมื่อเมษา-พฤษภา ๕๓ ซึ่งจะเป็นตราบาปให้เขาตลอดไป

ในทัศนะผมเห็นว่าเขาทั้งโง่และปึก ทั้งเป็นความผิดมหันต์ต่อมนุษย์ด้วยกัน และค้านต่อกฎแห่งความยุติธรรมใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอ้างกฎหมายใด ไม่ว่าศาลจะลงโทษเขาหรือไม่ แม้วันนี้เขากลับมาเป็นส.ส.เขาก็ยังไม่เลิกรา ยังได้กล่าวหาคนไทยด้วยกันต่อไป ว่าเป็นพวก ”คอมมิวนิสต์” จะไปบอกคนทั่วประเทศต่อไปในฐานะฝ่ายค้าน (ค้านการกระทำของประชาชนที่ต้องการสิทธิเสรีภาพ)

เอาเลยเทพ มันช่างทุเรศสิ้นดี ที่ไทยมีผู้นำที่โง่ ชั่วและไม่รู้ตัวเช่นนี้ อีกด้วย

ทางออกเพื่อยุติเรื่องเครื่องบินพระที่นั่งในวันนี้ ที่ง่ายที่สุดคือยอมรับคำตัดสินของศาล และใช้การเจรจา ทยอยจ่ายเขาตามผิดเสีย ต่อรองจะไม่จ่ายหมดก็คงไม่เป็นไร เอาเท่าที่ทำได้ แต่ถ้าเราผิด ก็ควรต้องจ่ายตามศาลสั่ง อาจจะจ่ายใกล้เคียงกับค่าทนายความที่กำลังคิดจะสู้คดีต่อไป

หรือไม่ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายไทย โดยการฟ้องบริษัทนี้ในไทยคืนว่า เขากระทำการฟ้องโดยไม่ชอบก็ได้

หรือโดยอ้างรัฐธรรมนูญไทย และกฎหมายอาญาไทยก็ได้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ใช้ล่อและเล่นงานคนไทยด้วยกันที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม อย่างไม่สนใจต่อเสรีภาพ เสียงอมพระรามมาหลายปีดีดัก ถ้าเลือกปฏิบัติหลายมาตรฐาน โดยคิดว่าจะไม่ใช้เล่นงานฝรั่งที่ทำผิดด้วย ก็ควรพิจารณายกเลิก ป.อ. มาตรา 112 เสีย ลองพิจารณาเนื้อความในรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวดู

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๘ วรรคแรก ตราไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” วรรคสอง “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้”

ประมวลกฎหมายอาญา แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 112 ตราไว้ดังนี้

มาตรา 112* ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

*[มาตรา 112 ถูกแก้ไขโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 1]

ถ้าพิจารณากรณีการอายัดเครื่องบินพระที่นั่ง ของเยอรมันครั้งนี้ แม้การกระทำอาจจะไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา ๘ ว่าไม่ตรงความหมาย “องค์พระมหากษัตริย์” แต่ถ้าพิจารณาสาระของ กฎหมายอาญามาตรา 112 แล้ว ถือว่าตรงและกระทำมิได้ด้วย ฟ้องต่อศาลไทยเลยก็ได้ วอลเตอร์ บาว ยังฟ้องรัฐบาลไทยในประเทศเขา เกี่ยวข้องกับเจ้านายเรา และเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติต่อคนไทยอย่างที่สุดด้วย

โดยนิสัยของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ของนายกษิต น่าจะเรียกทูตไทยกลับเพื่อตอบโต้อีกด้วย เพราะเรื่องมันใหญ่กว่ากรณีการตั้งอดีตนายกทักษิณเป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชามากมาย อย่างนี้ทำไมไม่กล้าทำ ถือว่าเป็นศักดิ์ศรีของประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน

หรือไม่ไทยก็ควรเจรจาจ่ายเงินเขาไปเสีย และถ้าคิดจะเอาคืนในเรื่องนี้โดยกฎหมาย ก็อย่าได้เลือก “ประติบัติ” อย่าเล่นงานเฉพาะคนไทยด้วยกัน วันนี้เยอรมันให้ทักษิณไปเยี่ยมได้ ความหมายมันคืออะไร ไม่คิดก็ไม่ได้

ที่สำคัญ วันนี้ขอให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณาวาระด่วนพิเศษ ขออนุมัติเอาเงินไปจ่ายค่าโง่ตัวเอง ให้เยอรมันเขาเสีย เป็นการทำตามพระราชปณิธานอีกด้วย คงไม่มีใครเขาขัดข้อง อย่ามัวเสียเวลาเลย อย่าทำเสียบรรยากาศ อย่าเสียค่าทนายต่อไปอีกเลย

มันได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน.

(ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ๓ สิงหาคม ๒๕๕๔)

SPIEGEL ONLINE:ข้อมูล"เบื้องหลัง"อายัดเครื่อง737

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Spiegel Online (ภาษาอังกฤษ) วันที่ 3 สิงหาคม เล่าข้อมูลเบื้องหลังการอายัดเครื่อง 737 ทีน่าสนใจมาก

ความจริง ผมจะโพสต์ link ก็ได้ เพราะถ้าพูดแบบเข้มงวดแล้ว ไม่มีเนื้อหาทีผิดกฎหมายอะไร แต่คิดว่า อย่าดีกว่า หากันไม่ยาก สำหรับผู้ที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ ผมขอสรุปให้ฟัง ดังนี้..

ชไนเดอร์ ผู้บริหารหนี้ พยายามจะทวงหนี้รัฐบาลไทย ด้วยการบินมากรุงเทพฯหลายครั⁣้ง ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ทุกครั้งที่พบกับเจ้าหน้าที่ไทย แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตร แต่ไม่มีใครยอมยืนยันที่จะจ⁣่ายหนี้ให้

ในที่สุด ต้นปีนี้ ชไนเดอร์ รู้สึกพอกันที ก็เลยตัดสินใจจะทำอย่างที่เจ้าหนี้ทั้งหลายทำกัน คือ หาทางยึดทรัพย์ที่เป็นของลูกหนี้ (รบ.ไทย)

เขาเริ่มตรวจสอบเครื่องบินของรัฐบาลไทย

และแล้ว ต้นพฤษภาคม "แหล่งข่าวที่ไม่่บอกชื่อ" จากกรุงเทพฯ ได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องระดับ VIP พร้อมเอกสารจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ ให้กับชไนเดอร์ ....

เครื่องดังกล่าว มีกำหนดมาลงทีมิวนิค วันที่ 21 พฤษภาคม และจะอยู่จนถึง 8 สิงหาคม โดยระหว่างนั้น จะมีการบินไปยังเมืองตางๆ ในยุโรป คือ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และลอนดอน (เพื่อฝึกฝนการบิน บินไปแล้วกลับมาที่มิวนิค)

ชไนเดอร์ จ้างนักศึกษาคนหนึ่ง นั่งอยู่บนเนินข้างสนามบิน จดบันทึกความเคลื่อนไหวของเครื่องดังกล่าว ปรากฏว่า เป็นไปตามหมายกำหนดการที่ ชไนเดอร์ ได้มาจาก "แหล่งข่าวไม่ปรากฏชื่อ" ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ

ชไนเดอร์ จึงเริ่มไปขอหมายศาล ตอนแรก ขอที่ศาลมิวนิค แต่ศาลปฏิเสธ บอกว่า ไม่มีอำนาจ ขไนเดอร์ จึงไปขอที่ศาลเบอร์ลิน และประสบความสำเร็จ ได้หมายอายัดมา

แน่นอน คำถามที่ใครได้อ่าน ต้องอดถามไม่ได้คือ

ใครคือ "แหล่งข่าวที่ไม่ปรากฏชื่อ"⁣ ในกรุงเทพ ที่ส่งข้อมูลเร๋อง เครื่อง VIP นี้ ให้ ชไนเดอร์ ???

ถ้าเรื่องนี้ มี "เบื้องหลังทางการเมือง" นะ (ย้ำว่า "ถ้า" นะครับ - ผมไม่ทราบ) ไม่ใช่แม้วแน่ ป่านนี้ ใครๆก็รู้เรื่องความสัมพันธ⁣์ระหว่างแม้วกับ .... และแม้วเอง ไม่โง่พอจะทำให้ความสัมพันธ⁣์นั้นเสีย

แต่ถ้ามี "เบื้องหลัง" นะ .. น่าคิดว่า จะใช่เหมือนกรณี "ริมสระ" หรือเปล่า? ซึงจนป่านนี้ ก็ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่า หลุดกันออกมาได้อย่างไร

อย่างไรก็ตามเวบไซต์Bangkok Punditกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า"ใครส่งแฟ็กซ์ [เรื่องเครื่อง 737] ให้ชไนเดอร์? ในช่วงแรก ฟังดูแล้วน่าจะสำคัญ แต่ก่อนหน้านั้น ผู้บริหารหนี้ ก็เคยยึดเครื่องบินของรัฐบาลมาก่อน ไม่ใช่เรื่องลับอะไรว่า มกุฏราชกุมาร เดินทางไปมิวนิค ดังนั้น แฟ็กซ์ดังกล่าวคงจะช่วยให้ร⁣ู้แค่ว่า ช่วงไหนเหมาะที่สุดในการยึดเครื่อง แต่หลังจากชไนเดอร์ จ้างคนคอยดูเครื่องแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ว่า จะยึดในตอนไหนเท่านั้น"

...................

(ทีเหลืออ่านเองนะครับ น่าสนใจมาก)

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-SPIEGEL ONLINE :Thailand Pledges to Settle Dispute Over Prince's Jet

สมศักดิ์ เจียมฯ:ประเทศนี้ต้องมีอะไรผิดปกติมากๆแน่

ทีมา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ประเทศนี้ ต้องมีอะไรผิดปกติมากๆแน่ๆ

งบประมาณเผาศพลูกอดีตกษัตริย์ เฉพาะส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้าง-หนังสือ = 235.1 ล้านบาท (พระเมรุและอาคาร 208.8 ล้านบาท, สิ่งปลูกสร้างประกอบ-ราชรถ 9.3 ล้านบาท, จดหมายเหตุ-หนังสือ 17 ล้านบาท)*

นี่ยังไม่รวมส่วนที่เป็น "บุคคลากร" (รปภ., มหรศพ ฯลฯ) ที่ต้องมี, ค่าไฟฟ้า ฯลฯ ...

รวมแล้วน่าจะเหยียบ 300 ล้านบาทแน่

ในขณะที่ บรรดาผู้ก่อการที่ให้กำเนิดระบบการบริหารแบบปัจจุบัน อย่างปรีดี ไม่เคยมีพิธีอะไรโดยรัฐ ที่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว (พูนศุข ที่ถ้านับบทบาททางการเมืองสังคมไม่น้อยกว่า เจ้าฟ้าเพ็ชรัตน์ แน่ๆ ก็ไม่มี)

แล้วไหนเสียงท้วงติง วิจารณ์ คัดค้าน??
ไหนปัญญาชน? ไหน นักวิชาการ?

แล้วไหนว่าประเทศนี้ใช้นโยบาย "เศรษฐกิจพอเพียง"??


ประเทศนี้ ต้องมีบางอย่างผิดปกติมากๆ

ที่แน่ๆคือ คงไม่มี "คน" อาศัยอยู่

เพราะถ้ามี "คน" คงต้องได้ยิน ได้เห็น การถกเถียงอภิปราย ท้วงติง วิจารณ์ ความไม่มีเหตุผลอย่างเหลือเชื่อ⁣นี้แล้ว

"คน" หายไปไหนหมด?


ประเทศที่บังคับให้คนต้องเงียบ (โดยกฎหมาย และโดยการปิดกั้นสื่อหลัก)

กับเรื่องสาธารณะที่ใหญ่ๆ

อย่าง การใช้เงิน 300 ล้าน เพื่อเผาศพผู้ที่แทบไม่มีบทบาททางสาธารณะสำคัญอะไร

ไม่ว่าผู้นั้นจะถูกสมมุติเป็นอะไร (การเป็น "เจ้า" เป็นการสมมุติ - ทุกคนเกิดมาก็เป็นสิ่งมีชีวิตที⁣เรียกว่า "คน" เหมือนๆกัน)

ประเทศเช่นนี้ เป็นประเทศที่อับจนทางวัฒนธรรม อับจนทางภูมิปัญญา อย่างน่าอนาถ

และปัญญาชน หรือ "นักวิชาการ" ที่เห็นเรื่องแบบนี้

แล้วไม่พยายามพูดอะไรออกมา

ก็ไม่มีความเคารพตัวเอง

ไม่สมควรได้ชื่อว่าปัญญาชน หรือ "นักวิชาการ"

......................

* ตัวเลขงบประมาณสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ เอามาจากรายงานข่าวนี้


http://www.matichon.co.th/news⁣_detail.php?newsid=1312279454&⁣grpid=03&catid&subcatid
และ
http://manager.co.th/Qol/ViewN⁣ews.aspx?NewsID=9540000095636

เปิดขุมข่ายฝ่ายแค้น ที่นี่เร็วๆนี้!

ที่มา Thai E-News


รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ 1 กำลังเพิ่งตั้งไข่ แต่ดูเหมือนจะไม่มีช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ฮันนีมูนแสนหวานกับประชาชนแต่อย่างใด เพราะแม้ยังไม่มีฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ แต่บรรดา"ฝ่ายแค้น"ก็ปฏิบัติการรุมสกรัมกันจมเขี้ยวแล้ว

ซีรีส์ชุด นี้ ไทยอีนิวส์จะเปิดขุมข่ายฝ่ายแค้นหน้าคุ้นๆที่จะทวีบทบาทมากขึ้นตามลำดับ เพื่อบ่อนเซาะโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งจากเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทย เสมือนว่า 15.7 ล้านเสียงไม่มีความหมายใดๆ

ที่นี่ เร็วๆนี้ ตลอดเดือนสิงหาคม โปรดติดตาม...


( พื้นที่ประชาสัมพันธ์ )

วิกิลีคส์:ฑูตอเมริกาชี้ปมต้านรัฐประหาร19กันยาชืด

ที่มา Thai E-News


แปลโดย ดวงจำปา
ที่มา Internet Freedom

ใน การเปิดเผยข้อมูลทางวิกีลีกค์ ซึ่งเป็นเรื่องในซีรี่ย์ของ PPT, ในวันนี้ เราก็จะเน้นความสนใจมากับตัวเคเบิ้ล ลงวันที่ 28 เมษายน 2551 ซึ่ง เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา นาย อีริค จอห์น ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำถามที่ว่า: ทำไมกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถึงเป็นไปอย่างจืดชืดเช่นนี้?

ข้อสังเกตดังกล่าวในความเห็นของเขา เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก:

“3. วรรค ซี. ผู้นำในกลุ่มกระทำการรัฐประหารนั้น ล้วนได้ประโยชน์จากการที่ทางฝ่าย[เซ็นเซอร์]ได้เผยให้เห็นถึงการรับรองในการ กระทำอันนั้น.

[เซ็นเซอร์]เองก็ส่งสัญญาณให้เห็นทางสาธารณะแล้วว่า ได้ยินยอมพร้อมใจ (ถึงแม้ว่า ไม่ถึงกับสนับสนุน) เมื่อได้อนุญาตให้ (พลเอก) สนธิ (บุญยรัตกลิน) และคณะผู้ก่อการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในคืนวันก่อการรัฐประหาร เหมือนกับกลุ่มผู้ก่อการรุ่นก่อนๆ

หัวหน้าคณะรัฐประหารของปี พ.ศ. 2549 ได้แสดงภาพพจน์ของพวกเขาเองว่า ได้ถูกบังคับให้กระทำการเหล่านี้เพื่อปกป้องตัวพระมหากษัตริย์ ต้องการเน้นให้พระองค์ทรงเห็นความจงรักภักดี เมื่อกลุ่มของพวกเขาได้ ตั้งชื่อ คณะก่อการว่า (แปลอย่างคร่าวๆ) ว่า คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค) และ ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก[ซ็นเซอร์] ในรูปแบบของการ แต่งตั้งให้ สนธิ เป็นหัวหน้าของ คปค.

เราเชื่อได้ว่า นี่คือสัญญาณที่ฝ่าย[เซ็นเซอร์]ได้สนับสนุน – หรือ, อย่างน้อยที่สุด, ได้ยอมรับการกระทำนั้น –ซึ่งทำให้มีบทบาทอันสำคัญในการ เสริมสร้างให้ประชาชนทั่วไป ยอมรับในเรื่องการกระทำรัฐประหารครั้งนี้, ถึงแม้ว่า ตัวปัจจัยสำคัญอื่นๆ รวมไปถึง ความขุ่นข้องหมองใจที่แผ่กระจายออกไปในเรื่องวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เกิด ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และ ศรัทธาต่อคำสัญญาของบุคคลในคณะรัฐประหารว่า จะให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อีกประมาณหนึ่งปีข้างหน้า.”

ที่แน่นอนที่สุด ก็คือ ตัวเอกอัครราชฑูตและเจ้าหน้าที่ในสถานฑูตเอง ก็ไม่ใช่ว่า สามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องเสมอไป

ถึง แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม, เคเบิ้ลอีกหลายชิ้นที่เราได้เห็นมา ก็บ่งบอกถึง ความสำคัญในส่วนที่ "รั่ว" ออกมานั้นว่า มันอยู่ที่การเปิดโปงในเรื่องของความเชื่อและทัศนคติ (ของตัวบุคคลที่เขียน นั่นก็คือ ตัวเอกอัครราชฑูต และเจ้าหน้าที่ของสถานฑูตเอง - ผู้แปล) ที่ได้กล่าวตามการอ้างอิงข้างบนนั้น, เราจะเห็นว่า ตัวเอกอัครราชฑูต จอห์นเอง – และ น่าจะรวมไปถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในสถานฑูตด้วย - มีความรู้สึกว่า บทบาทของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)นั้น มีนัยที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการลดบทบาทของการต่อต้านการกระทำรัฐประหาร .

เป็น ที่แน่นอนที่สุดว่า, ในปัจจุบันนี้ ฐานะสภาพต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก, และตัวฝ่าย[เซ็นเซอร์]เองก็ได้สูญเสียศรัทธาและความน่าเชื่อถือไปมากจากการ ที่มีส่วนเข้ามาร่วมในบทบาททางการเมือง

หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์บางคำที่ละเอียดอ่อน

วิกิลีคส์:ท่าทีสหรัฐฯต่อมาตรา112และผลที่ตามมา

ที่มา Thai E-News


แปลโดย ดวงจำปา
ที่มา Internet Freedom

ใน ซีรี่ย์ของการเปิดโปงข้อมูลจาก เคเบิ้ลในวิกิลีกค์, ในวันนี้ เราจะเน้นความสนใจไปยัง เคเบิ้ลของวิกิลีกค์ ลงวันที่ 3 มีนาคม 2552, ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบอย่างค่อนข้างสุภาพในรายงาน เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของปี 2551 ที่รายงานออกมาจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา. กระทรวงการต่างประเทศของไทย, ซึ่งดำเนินการโดย นายกษิตย์ ภิรมย์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสื้อเหลือง, พูดจาอย่างโผงผางและบางครั้งก็ปราศจากเหตุผล, ได้เกินเลยไปถึงการเขียนข้ออ้างเป็นลายลักษณ์อักษร /คำชี้แจง. ซึ่งเวปไชค์ของ PPT ได้นำมาทบทวนให้เห็นดังกล่าวนี้:

ความเห็นของประเทศไทย ในเรื่องรายงานสิทธิมนุษยชน ซึ่งพิมพ์โดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2551

- เรามีความผิดหวังอย่างมาก ในรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รายงานเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ซี่งเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทย

- รายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง เกี่ยวกับความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องของกฎหมายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ, ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการนำเข้ามาใช้, ตั้งแต่มันยังมีบทบัญญัติทั่วไป เกี่ยวกับการหมิ่นทำให้เสียชื่อเสียงและการสบประมาทต่อตัวบุคคล

- แท้จริงแล้ว เหตุผลของการใช้กฎหมายนี้เป็นเรื่องที่ง่าย. การที่มีกฎหมายนี้อยู่ ก็เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศไทย เพราะว่า ภายใต้รัฐธรรมนูยของประเทศไทยนั้น, สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักอันหนึ่งของประเทศไทย. ดังนั้น เป็นเรื่องจำเป็นที่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ จะอยู่เหนือการเมืองทั้งสิ้น. รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้พวกเขา สามารถให้ความเห็นหรือลงมือกระทำการเพื่อปกป้องตัวเองได้. ดังนั้น, ก็เป็นเหตุผลเดียวกันกับ กฎหมายในเรื่องของการดูหมิ่นสถาบันศาลยุติธรรม. สถาบันเหล่านี้ ต้องคงอยู่เหนือความขัดแย้ง และ ไม่สมควรที่จะถูกกดึงเข้ามารวมอยู่ด้วยกัน

- ประเทศไทยส่งเสริมสนับสนุนสิทธิของประชาชนในเรื่องเสรีภาพทางการพูดและการ แสดงความคิดเห็น; สิทธิเช่นนี้ ได้รับรองอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย. กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะเหนี่ยวรั้งสิทธิดังกล่าวหรือการนำไปใช้อย่างถูกต้อง ตามเสรีภาพทางวิชาการ รวมไปถึงการอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในด้านการศึกษา ทุกกรณีที่ได้กล่าวมาในรายงาน, รวมไปถึงกรณีของ คุณใจ อึ้งภากรณ์จะอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมายและอาจจะมีการพิสูจน์จากหลักฐาน เพิ่มเติมและจากข้อเท็จจริง

- การกำหนดให้ประชาชนไทย ตระหนักในคุณค่าของความจงรักภักดี ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาในรัชกาล ของพระองค์นั้น, จะเห็นได้ว่า พสกนิกรชาวไทยส่วนใหญ่ แสดงความเคารพบูชาและปกป้องพระองค์อย่างสูงส่ง, ดังนั้น พวกเขาจะมีความอดกลั้นต่ำมากกับผู้ต้องสงสัยว่า บุคคลใดได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ. ที่กล่าวไว้นั้น เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าทางวัฒนธรรมหรือทางสังคม ที่ได้เปลี่ยนรูปร่างทางความคิดและทัศนคติของประชาชนไทยในเรื่องของกฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าเป็นสถาบันหลักของประเทศชาติ.

- เนื่องจากประเทศของเราทั้งสอง มีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาอย่างยาวนาน มากกว่า 175 ปี, ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตรมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระดับของประชาชนจากประเทศหนึ่งไปสู่ประชาชนอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้น ความไม่รู้สึกนึกคิดในรายงานฉบับนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับความรู้สึกของประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เราได้ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเรา

- เราขอเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาชี้แจงและ แก้ไขอย่างถูกต้อง ในเรื่องความผิดพลาดในรายงานฉบับนี้ เพื่อที่จะป้องกันการตีความอย่างผิดๆ ของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป, ซึ่งประชาชนไทยนั้น พวกเขาได้ยึดถือปฎิบัติอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา.
********

ใน เคเบิ้ลฉบับต่อมาที่เกี่ยวข้องกัน, เอกอัครราชฑูต จอห์น ได้กล่าวดังนี้ : “รัฐบาลไทยยังคงอ้างถึงความละเอียดอ่อนต่อลักษณะที่ชาวต่างชาติมีต่อ การดำเนินการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เป็นการจำกัด เสรีภาพในทางการพูด, ตามที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศได้ร้องเรียน เกี่ยวกับ เนื้อหาที่ครอบคลุมในรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยในเรื่องของ การปฎิบัติในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ได้แสดงให้เห็น (ตาม บทอ้างอิง ส่วน A) รัฐบาลไทย ไม่น่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีของตนเอง เนื่องจากมีการวิพากษ์ วิจารณ์ หรือแม้กระทั่งข้อแนะนำที่มีเจตนารมณ์ที่ดีจากต่างประเทศ. เราไม่ขอแนะ นำให้ทางรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความคิดเห็นอย่างสาธารณะ เกี่ยวกับเรื่องการใช้กฎหมายฉบับนี้ หรือ การใช้ต่อกรณีของบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราจะแสดงให้เห็นถึงความกังวลให้ทราบโดยต่อไป ด้วยการสื่อสารแบบส่วนตัว และรวมไปถึงเนื้อหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายงานประจำปีของสิทธิมนุษยชน

การตอบ (โดย เอกอัครราชฑูต อีริค จอห์น - ผู้แปล) อย่าง "ยอมคุกเข่า"ให้ ก็แสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังคงทำตัวเหมือน “หูหนวกตาบอด” อยู่ร่ำไป ในเรื่องของ การช่วยกดดันระงับการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิทางการเมืองและ นี่กระมัง จึงดูเสมือนว่า ไม่มีใครสามารถที่จะหานักโทษทางการเมืองได้สักคนเดียวในทั้งประเทศไทย. ณ จุดนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความหมดหวังที่พังครืนลงมา กับอำนาจของระบบเดิมๆ และการละทิ้งหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในเรื่องของสิทธิมนุษยชน

ตาม ที่กล่าวไว้, พวกที่ปล่อยข่าวจากเคเบิ้ลนี้ออกมา ก็ควรที่จะตื่นตกใจเสียหน่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้, เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ถูกตัดออกไปหมด. เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งจาก เวปไซต์ที่กล่าวเสมอว่า “มันเป็นสิทธิของท่าน ที่จะได้ทราบถึงข้อเท็จจริง”.. มันหายไปกับเคเบิ้ลฉบับนี้เสียแล้ว....



ความเห็นของผู้แปล:

* ตามความเห็นของ Political Prisoners in Thailand ได้กล่าวว่า ตัวเนื้อหาในเคเบิ้ล ได้ถูกตัดหรือเซ็นเซอร์ออกไปพอสมควร คิดว่า น่าจะมีข้อมูลที่สมบูรณ์กว่านี้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้อ่าน เนื้อหาบางส่วนแล้ว

* ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กระทำการ เสมือน "หูทวนลม" ในเรื่องของการที่รัฐบาลไทย นำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาใช้อย่างพร่ำเพื่อ ทั้งๆ ที่รายงานเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2551 ได้กล่าวไว้ อย่างถูกต้อง แต่เพราะเหตุผลทางการเมือง ทำให้ เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในขณะนั้น ตัดสินใจ ขอร้องไม่ให้นำเรื่องเหล่านี้ มากล่าวหรือให้ความเห็นทางสาธารณะ เนื่องจาก อาจจะเกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนทางการเมือง

* เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกา มีนโยบายอย่างนั้น การกระทำของฝ่ายเสื้อแดงในปีต่อมา คือ ปี 2552 และ 2553 ก็เสมือนกับเป็นการเปิดไฟเขียว ให้กับ กลุ่มอำมาตย์ไทย เพราะ ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจะอยู่ดูลู่ทางก่อน ทางรัฐบาลไทยก็ทราบว่า ถ้าเอาเรื่องการหมิ่นและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเหตุให้กระทำการ ปราบปรามผู้ชุมนุม ก็เกิดความชอบธรรมได้

* เคเบิ้ลฉบับนี้ (3 มีนาคม 2552) ได้ถูกส่งก่อนที่จะมีการสังหารประชาชนในวันสงกรานต์เลือด (13 เมษายน 2552) ประมาณ 5-6 สัปดาห์เท่านั้นเอง ส่วนฉบับที่เกี่ยวข้องกันนั้น ลงวันที่ 10 มีนาคม 2552

* เราจึงเห็นข้ออ้างของกลุ่มทหารที่เข้ามาปราบประชาชนว่า เป็นผู้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเขารู้ว่า ทางสหรัฐอเมริกา จะไม่เข้ามายุ่งในเรื่องเหล่านี้

* การแก้ปัญหา ก็คือ การให้ความรู้กับบุคคลระดับสูงของสหรัฐอเมริกาว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในปี 2552 นั้น ทางฝ่ายเสื้อแดง ไม่มีนักวิชาการ หรือ บุคคลใดๆ ที่สนับสนุนในการให้ข่าวหรือตอบโต้ข่าวเป็นภาษาอังกฤษเลย (นอกจาก อาจารย์ใจ) ดังนั้น ทางทั่วมุมโลก ก็ดูไม่ออก เพราะฟังข่าวสารเป็นภาษาอังกฤษอยู่จากฝ่ายอำมาตย์ และทางสื่อชั่วๆ อยู่เพียงกลุ่มเดียว

* ขณะนี้ ได้มีองค์กรของฝ่ายเสื้อแดง ประชาธิปไตย ได้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด รวมไปถึงเวปไชต์อย่าง Internetfreedom.us นี้ กับองค์กร Thai National Coalition Movement TNCM พร้อมกับการประสานงาน ทั้งบนดิน, ใต้ดิน, Social Networking เช่น Facebook, Twitter และอีกหลายๆ วิถีทาง ทำให้การปฎิบัติการภายในปีที่ผ่านมา ผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่นขึ้น ดิฉันเองคิดว่า ทางฝ่ายประเทศสหรัฐอเมริกา น่าจะได้ทำการทบทวนนโยบายที่มีต่อประเทศไทยเรียบร้อย

* เรื่องการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราถึงเพิ่งจะเห็น การรณรงค์ และ แผ่นป้ายต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศ เมื่อปี 2553 เท่านั้นเอง เนื่องจากต้องการให้นักข่าวต่างชาติทราบว่า อะไรเป็นอะไร ฝ่ายเสื้อแดง มีจุดอ่อนมากในเรื่องเหล่านี้ เนื่องจากว่า จำนวนนักวิชาการที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน มีเป็นจำนวนน้อยกว่า

* ในการต่อสู้ เมื่อปีที่ผ่านมา การใช้ภาษาต่างชาติ เริ่มทำให้ประชากรโลกเขาเข้าใจว่า เราเสื้อแดง กำลังต่อสู้อยู่กับอะไร เราถึงเริ่มเห็นการสนับสนุน และ การกดดันรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน มากยี่งขี้น เราเริ่มมีการปฎิบัติการในทางรุก เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน จะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำมาตย์กำลังจนมุม ทีละนิดๆ

* ฝ่ายประชาธิปไตย เป็นต่อในเรื่องเวลา ถึงแม้ว่า ฝ่ายอำมาตย์มีอาวุธต่างๆ ก็จริง แต่รอบนี้ ดิฉันคิดว่า จะไม่เหมือนรอบที่แล้วแน่ๆ ค่ะ เมื่อดูจากบรรยากาศทางการเมืองของทางต่างประเทศ ที่มีต่อกลุ่มฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายทหาร...