WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 5, 2011

สำนักพระราชวังประกาศงดไว้ทุกข์ 12 ส.ค. 1 วัน

ที่มา ประชาไท

ประกาศสำนักพระราชวัง
เรื่อง งดการไว้ทุกข์ในราชสำนัก

ตาม ประกาศสำนักพระราชวังลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มีกำหนด 100 วัน ตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์เป็นต้นไปนั้น

เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้งดไว้ทุกข์ในราชสำนัก 1 วัน เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม 2554

สำนักพระราชวัง

4 สิงหาคม พุทธศักราช 2554

TCIJ: ลอบวางเพลิงชุมชนในที่พิพาทสวนปาล์มสุราษฎร์ วอด 3 หลัง

ที่มา ประชาไท

ที่มา: ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

วันนี้ (4 ส.ค.53) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านชาวบ้านในชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี คาดว่าเป็นฝีมือกลุ่มอิทธิพลที่ได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายที่ดินสวน ปาล์มที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยกลุ่มอิทธิพลดังกล่าวเคยเข้ามายิงข่มขู่ในชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านย้ายออก จากพื้นที่ก่อนหน้านี้

ชาวบ้านที่อยู่เหตุการณ์เล่าว่าเมื่อเห็นเปลว เพลิงได้พยายามเข้าไปดับไฟ แต่กลับได้ยินเสียงปืนยิงรัวจากบริเวณที่เกิดเหตุทำให้ไม่กล้าเข้าไปใกล้ และได้พยายามโทรแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่รับปากจะเข้ามาตรวจสอบ แต่ก็ไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านต้องปล่อยให้เพลิงลุกไหม้และดับมอดไปเอง จนกระทั่งตอนเช้าจึงได้เข้าสำรวจความเสียหาย

จากการสำรวจพื้นที่พบ ว่า บ้าน 3 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางชุมชนถูกเพลิงเผาไหม้ทั้งหลัง และยังไม่ทราบความเสียหายต่อทรัพย์สิน อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว เนื่องจากเจ้าของบ้านได้ย้ายออกไปอยู่กับญาติภายนอกชุมชนก่อนหน้านี้ เนื่องจากเกรงกลัวกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่

ทั้งนี้ ชุมชนคลองไทรพัฒนา หมู่ 2 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี เป็นสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประสานการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินกับรัฐบาลโดยการจัดทำ โฉนดชุมชน โดยเป็น 1 ใน 35 พื้นที่นำร่องจัดทำโฉนดชุมชน ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.)

ธปท. ชี้รายได้เฉลี่ยลูกจ้างไทยไม่พอยาไส้ ด้าน 7-11 หนุนค่าแรง 300 บาท

ที่มา ประชาไท

ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยลูกจ้างไทยยุคหมู-ไก่-ไข่แพงรายวันไม่พอยาไส้ ด้านบริษัทซีพีออลล์ บริษัทแม่ 7-11 ยันหนุนนโยบายรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำเป็น 300 บาท พร้อมรับแรงงานปริญญาตรี 15,000 บาท

4 ส.ค. 54 – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยของผู้มีงานทำในประเทศไทยที่มีอาชีพลูกจ้าง และพนักงาน ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ล่าสุด สิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่มีงานทำที่เป็นลูกจ้างทั้งสิ้น 17,310,300 คน แบ่งเป็นลูกจ้างในภาครัฐบาล 3,560,000 คน และเป็นลูกจ้างในภาคเอกชน 13,750,300 คน พบว่า ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างล่าสุด ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาพบว่า ลูกจ้างไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 9,775.1 บาทเท่านั้น

ทั้งนี้ หากแยกเป็นผู้มีงานทำที่เป็นลูกจ้างในภาคเกษตรกรรมพบว่า มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนเพียง 4,900.3 บาท ขณะที่ผู้ที่มีงานทำในภาคนอกภาคเกษตรกรรม ซึ่งหมายรวมถึงภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และภาคบริการ มีรายได้เฉลี่ย 10,501.5 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกจ้างในภาคการเกษตร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างโดยรวมปรับตัวดีขึ้น โดยสำหรับค่าจ้างแรงงานโดยรวม ปรับเพิ่มขึ้น 5% ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานในภาคเกษตรกรรม ปรับเพิ่มขึ้น 11% ค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง การค้า และการบริการ ปรับเพิ่มขึ้น 5.6%

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า ภาวะตลาดแรงงานยังคงตึงตัว โดยสัดส่วนจำนวนตำแหน่งงานว่างและผู้ว่างงานยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าอัตราการว่างงานในช่วงต่อไปจะต่ำลงได้ เนื่องจากดัชนีชี้ความยากง่ายในการทำงาน ระบุว่า การหางานจะทำได้ง่ายขึ้นกว่าในเดือนที่ผ่านมา

ด้าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในขณะนี้รายได้ของลูกจ้างยังต่ำ จึงควรจะได้ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และไม่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จนกระทั่งกลายเป็นการสร้างปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรจะขึ้นค่าจ้างแรงงานอย่างเดียว แต่ควรจะที่เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพในการผลิต และทักษะแรงงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ค่าจ้างแรงงานใหม่ เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่เพิ่มขึ้นด้วย

ขณะที่นาย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น โดยตั้งแต่ ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน พบว่า อัตราการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหักเงินเฟ้อแล้ว ยังไม่ฟื้นตัว หรือมีระดับต่ำกว่าในช่วงปี 2540 หมายความว่า ผู้ใช้แรงงานยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และเท่าที่มีการประเมินค่าจ้างที่ขึ้น หักเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในระยะที่ผ่านมา ค่าจ้างแรงงานยังมีช่องว่างสามารถให้ปรับขึ้นได้ 10% แต่หากปรับขึ้นครั้งเดียว 300 บาท หรือประมาณ 40% อาจจะส่งผลให้ภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน นอกจากนี้เมื่อมีการปรับขึ้นค่าแรงแล้วก็ควร เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมที่ส่งผลดีต่ออนาคตประเทศควบคู่ไปด้วย

ด้านนาย ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวถึงการผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ว่า เป็นมติที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้แล้วว่า ในที่สุดสหรัฐฯน่าจะแก้ปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นให้ผ่านไปก่อนเท่านั้น แต่ในระยะยาวปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อ่อนแอยังคงเป็นปัญหาที่กระทบ ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ความ อ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกของสหรัฐฯบ้าง ซึ่งสำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น การส่งออกในช่วงต่อไปอาจจะได้รับผลกระทบบ้างจากกำลังซื้อจากสหรัฐฯที่ลดลง โดยประเทศไทยมีสัดส่วนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 11% ของการส่งออกรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ผู้ส่งออกของไทยได้มีการกระจายการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ ในจีน อาเซียน และอื่นๆ มากขึ้น โดย ธปท.คงต้องจับตาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในระยะต่อไป

7-11 หนุนนโยบายรัฐปรับค่าแรง 300

นาย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง 7-11 กล่าวในงานเสวนาพิเศษ การปรับตัวของภาคธุรกิจในยุครัฐบาลใหม่ว่า ซีพีออลล์พร้อมปฏิบัติตามนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ของรัฐบาลถึงแม้ว่านโยบายดังกล่าว จะกระทบต่อต้นทุนการผลิต แต่ก็พร้อมปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพราะการปรับขึ้นค่าแรง ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับลูกจ้าง

ขณะ เดียวกัน ซีพีออลล์ มีความพร้อมที่จะรับแรงงานปริญญาตรีจบใหม่ 10,000 อัตรา เข้าทำงานในทันที นอกจากนี้ ยังฝากให้รัฐบาลชุดใหม่ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภาคบริการ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การออกกฎหมายควบคุมธุรกิจค้าปลีก ขณะเดียวกัน ต้องลดแรงงานภาคเกษตรลง

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ไทยรัฐ, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

วอนนายกฯยิ่งลักษณ์ค้นความจริงใครฆ่าประชาชน ขอเศษเสี้ยวยุติธรรมเร่งปลดโซ่นักโทษการเมือง

ที่มา Thai E-News

ดาวล้อมเดือน-นายก รัฐมนตรีคนใหม่ของไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่ามกลางวงล้อมแสดงความยินดีของบรรดาส.ส.ชาย ภายหลังจากที่ประชุมสภาสายวันนี้มีมติให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่28และ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย(ภาพข่าว:REUTERS)
กราบขอบคุณ-นายก รัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไหว้ขอบคุณส.ส.ที่พากันลงมติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของไทย และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ เมื่อสายวันนี้ที่รัฐสภา (ภาพข่าว:REUTERS)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 สิงหาคม 2554



เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) นำโดยนายคารม พลทะกลาง นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ นายธีรชัย สหวัฒน์ น.ส.พัชณีย์ คำหนัก และนายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน "7 สิงหาคม วันกฎหมายไทย" ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อประกาศข้อเรียกร้องขอเพียงเศษเสี้ยวแห่งความเป็น ธรรมและรณรงค์ปลดปล่อยนักโทษการเมือง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

นาย บรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ บิดาของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ วีรชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วยเยียวยาอย่างเร่งด่วนและค้นหาความจริงหาคนที่สั่งการและฆ่าประชาชนใน เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 และอยากให้รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์เร่งดำเนินการเยียวยาให้ญาติวีรชนทั้ง 91 ศพให้สำเร็จ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของญาติวีรชนทุกคน

นายเยี่ยมยอด กล่าวว่า ในการจัดงานในครั้งนี้ทางเครือข่ายจะร่วมกับองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศจัดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

1.เพื่อ เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกจับกุมคุมขังในกรณีเรียกร้อง ประชาธิปไตยระหว่างปี 2549-2553 คดีการเมืองรวมทั้งคดีอาญามาตรา 112 โดยให้ผู้ถูกดำเนินคดีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ

2.เพื่อเรียกร้องให้ ยกเลิกปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมที่ใช้มาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นผลิตผลของการรัฐประหาร

3.เพื่อ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการ ตรากฎหมาย กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการตีความกฎหมาย ซึ่งกิจกรรมที่สำคัญในวันนั้นจะมีการประกาศเจตนารมหน้าอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยในเวลา 10.00 น.วันที่ 7 สิงหาคมนี้ และจะเดินทางไปที่หน้าศาลฎีกาเพื่อปักแผ่นป้ายข้อเรียกร้องขอเศษเสี้ยวความ เป็นธรรมให้กับผู้ถูกดำเนินคดีด้วยความไม่เป็นธรรม

น.ส.พัชณีย์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในวันกฎหมายไทยนั้น แต่ละกิจกรรมจะสะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยและคิด ว่าในวันกฎหมายไทยเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะนำเสนอปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศ ไทยให้สาธารณชนในประเทศและต่างประเทศได้เข้าใจและร่วมกันผลักดันให้มีการนำ คนผิดมาลงโทษและรับผิดชอบต่อ 91 ศพ และบาดเจ็บ 2,000 คน และปลดปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน เพราะนักโทษต่างๆ นั้นเป็นผู้ที่คัดค้านการทำรัฐประหาร

เพราะฉะนั้นจึงเป็นการกลั่น แกล้งกลุ่มคนเหล่านี้ และจะต้องยกเลิกกฎหมายที่สำคัญๆ เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 และจะต้องร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และยกเลิกกฎหมายเผด็จการอื่นๆ เช่น กฎอัยการศึก เพราะเป็นกฎหมายที่ล้าสมัย เพราะเป็นกฎหมายนับตั้งแต่รัชกาลที่ 6 และในสมัยที่มีการทำรัฐประหารรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้ออกพระราชบัญญัติชุมนุม พรบ.มั่นคงภายใน ซึ่งกฎหมายที่นำมาจัดการกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของรัฐบาล

"ส่วน กิจกรรมในวันที่ 7 สิงหาคมนั้น จะระดมประชาชนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเวลา 10.00 น. และจะเดินไปยังหน้าศาลฎีกา เพื่อไปบอกต่อศาลว่า "เราต้องการเศษเสี้ยวของความเป็นธรรม"

จากนั้นจะมีการจัดกิจกรรม เสวนาเรื่อง "ประชาธิปไตยแท้กับความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างไร" ในเวลา 14.30-16.30 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

และ ในเวลา 17.00 น.จะมีการปราศรัยใหญ่ที่ลานอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ โดยมี นายทอม ดันดี และนายสุนัย จุลพงศธร เป็นผู้ปราศรัย และที่บ้านวันอาทิตย์สีแดง ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลลาดพร้าวจะมีการจัดการเสวนาพูดคุยกับกลุ่มวัน อาทิตย์สีแดงและนางจิตรา คชเดช ในเวลา 14.00 น.

และในวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม จะมีการจัดเสวนาในหัวข้อ "สถานการณ์หลังการเลือกตั้งกับอนาคตขบวนการประชาธิปไตย" โดยมีนายสุนัย จุลพงศธร, นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ และนายวัฒน์ วัลยางกูร ที่อนุสรณ์สถานสี่แยกคอกวัว

ใจ อึ๊งภากรณ์:ขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยจากรัฐบาลใหม่ของคุณยิ่งลักษณ์

ที่มา Thai E-News


ข้อ 1.ต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน ไม่ใช่แค่แกนนำ และไม่ใช่แค่การประกันตัวเท่านั้น ต้องเลิกคดีเพราะข้อหาต่างๆ นาๆ ที่อำมาตย์ตั้งกับคนเสื้อแดงเป็นข้อหาทางการเมืองทั้งสิ้น คนของเราไม่ได้ทำความผิด (ภาพข่าว:ว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์วันเปิดประชุมสภา และจตุพร พรหมพันธุ์ รายงานตัวเป็นส.ส.)

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้ดั้งเดิมชื่อ เสื้อแดงสังคมนิยม ขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยจากรัฐบาลใหม่ของคุณยิ่งลักษณ์

พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเพราะคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อสู้และเสียสละมาตลอดช่วงรัฐบาลเผด็จการทหารของอภิสิทธิ์

ตอน นี้เราเห็น สส. และคณะรัฐมนตรีใหม่แต่งชุดเครื่องแบบสีขาวเดินเข้ารัฐสภาตามธรรมเนียม อำมาตย์ แต่เขาจะไม่มีตำแหน่งดังกล่าวถ้าไม่มีขบวนการเสื้อแดง

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องเตือนความจำรัฐบาลใหม่ว่า เขาต้องตอบแทนบุญคุณของมวลชนประชาชน เราขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตย ดังนี้

1. ต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน ไม่ใช่แค่แกนนำ และ ไม่ใช่แค่การประกันตัวเท่านั้น ต้องเลิกคดีเพราะข้อหาต่างๆ นาๆ ที่อำมาตย์ตั้งกับคนเสื้อแดงเป็นข้อหาทางการเมืองทั้งสิ้น คนของเราไม่ได้ทำความผิด

2. ต้องปล่อยนักโทษกฏหมายหมิ่นฯ และยกเลิกกฏหมายหมิ่นและกฏหมายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ปิดปากประชาชนไทย การมีกฏหมายหมิ่นฯ รวมถึงกฏหมายหมิ่นศาล เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางวิชาการ และความสามารถของประชาชนที่จะตรวจสอบองค์กรของรัฐ เพื่อความโปรงใส

กฏหมาย เหล่านี้ไม่มีในประเทศประชาธิปไตย และเราจะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ถ้ายังมีกฏหมายนี้อยู่ และเราไม่สามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของระบบการปกครองไทยได้อีกด้วย

รัฐบาลใหม่ต้องเลิกเซ็นเซอร์สื่ออย่างที่อำมาตย์ทำมาตั้งแต่รัฐประหาร ๑๙ กันยา

3. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยการนำนักการเมืองและนายพลที่มีส่วนในการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์มาขึ้นศาล อย่างที่ประเทศ อียิปต์ เกาหลีใต้ และประเทศอื่นทำ ต้องนำนายอภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ และประยุทธิ์มาขึ้นศาลโดยเร็ว

4. ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญทหาร อาจนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้แล้วแก้ให้ดีขึ้น หรืออาจร่างใหม่

แต่ คราวนี้ชุมชนคนเสื้อแดงต้องมีส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ไม่ใช่ยกให้นักวิชาการ หรือเอ็นจีโอที่ชื่นชมเผด็จการร่างแต่ฝ่ายเดียว

5. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพ และระบบศาล แบบถอนรากถอนโคน ต้องปลด ผบทบ.ประยุทธิ์ออกจากตำแหน่ง ผบทบ.ต้ องรับใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องนำทหารออกจากสื่อ และลดงบประมาณทหารให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องปลดผู้พิพากษาสองมาตรฐานออก และนำระบบลูกขุนมาใช้เพื่อพิจารณาคดีสำคัญๆ

6. ต้องสร้างสันติภาพในภาคใต้และที่ชายแดนเขมรด้วยมาตรการทางการเมืองที่ปฏิเสธการคลั่งชาติ ควรให้ทหารกลับกรมกอง เพื่อปูทางไปสู่สมัชชาประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนใต้ เพื่อกำหนดวิธีการปกครองที่ประชาชนเหล่านั้นต้องการ และในกรณีเขมร เราควรร่วมพัฒนาเขาพระวิหารกับฝ่ายเขมรดังมิตรและเพื่อนบ้านที่ดี

7. ประเทศไทยต้องเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เพื่อสร้าง “ความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน” แทน “วัฒนธรรมเจ้ากับไพร่”

8. ขบวนการทางสังคม เช่นสหภาพแรงงาน และกลุ่มชุมชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการต่อรองตามมาตรฐานสากล การก่อตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานจะต้องไม่ถูกปราบปรามโดยรัฐหรือนาย จ้าง และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีสิทธิร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกับคนงาน ไทย

ถ้ารัฐบาลใหม่เลือกที่จะหักหลังมวลชนเสื้อแดง และหันไปจับมือ “ปรองดอง” กับอำมาตย์ เราคนเสื้อแดงควรออกมาชุมนุมใหญ่จนกว่าเราจะได้ความยุติธรรมและประชาธิปไตย

คนเสื้อแดงจะมีพลังยิ่งใหญ่ถ้าจับมือกับขบวนการแรงงาน และทหารเกณฑ์ระดับล่างในการต่อสู้

วีรชนคนเสื้อแดงต้องไม่ตายเปล่า!!!

วีรชนคนเสื้อแดงต้องไม่ถูกขังลืม!!!

Thursday, August 4, 2011

วิสา คัญทัพ:พรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชน ต้องรอบคอบรัดกุม สุขุมและมีเหตุผล

ที่มา Thai E-News

ต้อง ใช้คำว่า “ปาดเลือดเนื้อเหงื่อนอง” ของผองพี่น้องเสื้อแดง ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะทำอะไรควรไตร่ตรองให้ดี ไม่ใช่วูบวาบหวั่นไหวไปกับความคิดที่จะปรองดองอย่างถลำตัวถลำใจ..ไม่ใช่ใส่ ใจแต่ความรู้สึกของอำนาจพิเศษ

โดย วิสา คัญทัพ


กระบวน การกำเนิดพรรคการเมือง หากย้อนมองไปในอดีตตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา มีแต่พรรคการเมืองที่ได้อำนาจมาจากอำนาจพิเศษ ทั้งถูกกำกับ และแทรกแซง ภายใต้คำแอบอ้าง “ประชาธิปไตย” ทั้งสิ้น


แม้ รัฐบาลหลังเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ของนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้รัฐบาลพระราชทานนายสัญญา ธรรมศักดิ์ กระทั่งรัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดต่อมาคือประชาธิปัตย์ และรัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลจากอำนาจพิเศษ

จนถึงรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยิ่งเข้าสู่ยุคแห่งการวางรากฐานให้กับความมั่นคงของพรรคการเมืองระบบขุนศึกขุนนางอำมาตย์

กระทั่ง เมื่อ พลเอกเปรม ต้องลดละเลิกไปเพราะกระแสแห่งพลังประชาชนเรียกร้องต้องการให้นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้งสูงยิ่ง อำมาตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการเลือกตั้งและดูถูกว่าประชาชนโง่ จำต้องถอยออกไปวางแผนอยู่วงนอก

ท่ามกลางการต่อสู้ของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริงสืบเนื่องมาตลอด

ประชาชน เรียนรู้และเติบโตขึ้นทุกวัน ต่อสู้ผลักดันจนได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งสาระสำคัญกำหนดให้พรรคการเมืองหลุดพ้นจากกรอบการกำกับดูแลของอำมาตย์มาก ที่สุด ตั้งแต่เคยมีรัฐธรรมนูญมา

เป็นต้นว่าสมาชิกวุฒิสภามาจากการ เลือกตั้งทั้งหมดก็ดี ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง อันทำให้พรรคการเมืองที่มาจากอำนาจประชาชนแข็งแกร่งขึ้น

ต้องพูดว่าพรรคการเมืองพรรคแรกที่ได้อำนาจจากประชาชนอย่างแท้จริงคือ “พรรคไทยรักไทย”

เพราะ สายธารการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อเนื่องมาตลอด เรียกร้องการตรวจสอบระบบการเมืองที่เข้มข้นขึ้น จนทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

เป็นครั้งแรกที่ อำนาจจากประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลได้ครบสี่ปี และพรรคไทยรักไทยก็นำนโยบายที่ได้ประกาศไว้มาทำให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นได้

ประชาชน ได้ประโยชน์ ประชาชนเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมว่า “ประชาธิปไตยกินได้” ตรงนี้เท่ากับไปถ่างช่องว่างอำนาจพิเศษให้ห่างไกลออกไปยิ่งขึ้น

ซึ่งอำนาจพิเศษเริ่มดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทาง ปรับเครือข่าย สร้างกำลัง ปลุกระดมโจมตีตามวิธีการที่ถนัด


จาก ผลงานชัดเจนในสี่ปีที่พรรคไทยรักไทยบริหารชาติบ้านเมือง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น เลือกกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย กลายเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากพรรคเดียว

จนทำให้อำนาจพิเศษลุก ขึ้นมาต่อต้านโดยวาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา” และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ ที่สุดก็รัฐประหารด้วยกำลังอาวุธโค่นรัฐบาลที่มาจากอำนาจประชาชนและรัฐ ธรรมนูญ 2540 ลงไป

วางโครงสร้างใหม่ สร้างรัฐธรรมนูญปี 2550 ขึ้นมา จากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ประชาชนต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยมาจะห้าปีเต็มในเดือนกันยายน ปี 2554 นี้

สูญ เสียเลือดเนื้อ ชีวิต ทรัพย์สิน และทุกสิ่งทุกอย่างมากมายมหาศาล จนที่สุดประชาชนก็สอนบทเรียนขุนศึกขุนนางอำมาตย์อีกครั้ง ด้วยการลงคะแนนเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยถล่มทลายเกือบสิบหกล้านคน ได้ สส.เกินกว่าครึ่ง

ข้อสรุปก็คือ

ต้องทบทวนว่าอำนาจที่พรรคเพื่อไทยได้มานั้น

มองย้อนไปตั้งแต่ยังเป็นพรรคไทยรักไทย

นับว่า ได้มาจาก ประชาชน อย่างแท้จริง

คือมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆส่วนใหญ่ได้มาจากอำนาจพิเศษ

หลัง สุดนี่ต้องใช้คำว่า “ปาดเลือดเนื้อเหงื่อนอง” ของผองพี่น้องเสื้อแดง ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นจะทำอะไรควรไตร่ตรองให้ดี ไม่ใช่วูบวาบหวั่นไหวไปกับความคิดที่จะปรองดองอย่างถลำตัวถลำใจ

การ คัดสรรบุคคลที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งบริหารต้องรอบคอบ รัดกุม สุขุม และมีเหตุผล ถึงที่สุดแล้วควรเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ใส่ใจแต่ความรู้สึกของอำนาจพิเศษ อย่าลืมว่า พรรคการเมืองพรรคนี้เป็น พรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชนอย่างแท้จริง

ประชาชนกำลังจับตามองพรรคอยู่ หากพรรคทำเพื่อประชาชน มวลมหาประชาชนก็จะยืนเคียงข้าง เป็นฐานกำลังสำคัญให้กับพรรค

เรา หวังว่า ในสถานการณ์ที่มีรัฐบาลใหม่ พวกท่านทั้งหลายจะร่วมกับประชาชน เดินหน้าต่อไป ต่อยอดดอกใบประชาธิปไตยให้เต็มต้น เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 เครื่องไม้เครื่องมือและกลไกของระบอบอำมาตย์ อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย ภายในเวลาไม่นานนัก

ด้วยการเป็นเจ้าภาพเสนอทำประชามติให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม.

โผ ครม.- ปชป. ซัดกันนัว !!!

ที่มา Voice TV



Wake Up Thailand ประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- เปิดขั้นตอนโหวตเลือกนายกฯ 5 ส.ค.
- โผ ครม. - จับตาแรงกระเพื่อม สส.อีสาน
- ทำไม ตท. 10 ค้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็น รมว.กลาโหม
- ควันหลง ผบ.ทบ.เยือนถิ่นเก่า "บูรพาพยัคฆ์" สัญจรธรรมดา...ที่ไม่ธรรมดา
- อัยการสูงสุด- คมนาคมบินด่วนเยอรมันแล้ว สู้คดีวอลเตอร์ บาว
- ทนง พิทยะ วิพากษ์ 300 บาท/วัน 1.5 หมื่น/เดือน ทำได้ แต่ทำไมไม่แตะ
- โครงสร้างเศรษฐกิจ?
- อุ่นเครื่องเลือก กก.บห. ประชาธิปัตย์ชุดใหม่ แข่งสนุกหลายตำแหน่ง
- ทำไมใต้ป่วนช่วงรอมฎอน
- อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ขึ้นศาล คดีปราบปรามประชาชน
- ‘เจ๋ง ดอกจิก’ รับสารภาพคดีหมิ่นฯ ศาลนัดพิพากษา 29 ส.ค.
- คุก 6 เดือน-ปรับ 5 หมื่น "สนธิ ลิ้มทองกุล" หมิ่นประมาทตระกูลดามาพงศ์ ศาลให้รอลงอาญา 3 ปีเราไม่อยากให้ฆ่ากัน เสียงสะท้อนจาก “ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้”

สำนักเลขาสภา เตรียมพร้อมขั้นตอนอัญเชิญพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ

ที่มา มติชน

ผู้ สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมว่า ที่พรรคเพื่อไทยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในเรื่องการเตรียมสถานที่สำหรับพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรด เกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงเช้าได้มีข้าราชการจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาดูความพร้อมของสถานที่และหารือกับทีมงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี เนื่องจากในวันดังกล่าวทางเลขาธิการสภาจะเป็นผู้อัญเชิญพระบรมราชโองการฯไป ยังสถานที่จัดพิธี บริเวณชั้น 7 ของที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันดังกล่าวทางเลขาธิการสภาจะเป็นผู้อ่านพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนหลังจากนั้น เลขาธิการสภาจะเป็นผู้อัญเชิญพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ วางที่โต๊ะหมู่บูชา จากนั้นในช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ได้ขนโต๊ะหมู่บูชา เก้าอี้ ธงชาติไทย และธงสัญลักษณ์ ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ในการประกอบพิธีรับสนองพระบรมราชโองการฯ มาจัดวางและเตรียมความพร้อมไว้ที่บริเวณชั้น 7 ของอาคารพรรคเพื่อไทย

นับถอยหลัง

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2554)

หลังได้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา

เร็วๆ นี้ เราก็จะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐบาล ชุดใหม่

ว่าที่นายกรัฐมนตรีอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ไม่ได้แตกต่างไปจากมนุษย์ปกติทั่วไป

ซึ่งคงมิได้ดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทำแต่เรื่องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์

และสำหรับใครที่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับยิ่งลักษณ์ชนิดวันละเกือบ 24 ชั่วโมง หรือเคยทำงานแบบเต็มเวลาอย่างใกล้ชิดกับเธอ

ก็ คงไม่มีความชอบธรรมที่จะมากล่าวอ้าง ณ ตอนนี้ว่า ว่าที่นายกฯหญิงผู้นี้ เป็นคนดีเลิศประเสริฐศรีแบบสุดสุดหรือเลวร้ายย่ำแย่จนเกินจะรับไหว

อย่างไรก็ตาม ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางเข้าสู่วงการการเมืองอย่างถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

เธอนำพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากในสภา (ถ้าไม่ใช้อคติตัดสินอย่างเหมารวมว่า คนลงคะแนนเลือกเพื่อไทยนั้น "โง่" และ "ถูกซื้อ" ไปเสียหมด)

เธอเดินทางมาจากหยาดเลือดแห่งการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ศพ

เธอ เดินทางมาจากการยุบพรรคการเมืองที่ได้เสียงเกือบครึ่งหนึ่งของสภาและการตัด สิทธินักการเมืองนับร้อยราย ซึ่งนำไปสู่การพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

เธอเดินทางมาจากการเขียนรัฐธรรมนูญโดยเหล่าผู้รู้ ที่หวาดระแวงพรรคการเมืองและนักการเมือง อันเป็น "สถาบันการเมือง" ที่เชื่อมโยงใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

ที่สำคัญ เธอเดินทางมาจากเหตุรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

การเมืองไทยร่วมสมัยที่กำลังจะปรากฏกายผ่านโฉมหน้าของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงเดินทางมาอย่าง "ระหกระเหิน" ทว่า "ต่อเนื่อง" ในตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

มิใช่แค่ช่วงเวลา 49 วัน ที่ยิ่งลักษณ์ก้าวย่างเข้าสู่สังคมการเมืองไทยก่อนชนะการเลือกตั้งเพียงเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะปฏิเสธสิทธิในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

รวมทั้งเหตุผลว่า "เพราะเธอเป็นน้องสาวทักษิณ"

แต่การเริ่มก่อรูปของรัฐบาลใหม่ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับการได้เวลานับถอยหลังสู่ความเสื่อมทรุดของรัฐบาลชุดดังกล่าว

ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน

เพราะนอกจากจะต้องประคองตัวอยู่ท่ามกลางการยื้อยุดของขั้วอำนาจต่างๆ ทั้งที่ "เผยร่าง" และ "พรางกาย"

โดยมีอีกหนึ่งขั้วอำนาจสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ คือ "อำนาจจากประชาชน" ซึ่งเติบโตขึ้นมากในเวลาไม่กี่ปีให้หลัง

ยิ่งลักษณ์และรัฐบาลของเธอ ยังต้องถูกตรวจสอบอย่างหนักหน่วง ว่าจะสามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่?
มีพฤติกรรมทุจริต และมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า?

แล้วจะแก้ไขเรื่องระบบยุติธรรม 2 มาตรฐานอย่างไร? ที่ไม่ใช่แค่ "เพื่อทักษิณ" แต่เพื่อประชาชนที่ต่อสู้กับ "อำนาจ" อันไร้ความชอบธรรม มาก่อนพรรคเพื่อไทยจะเกิดด้วยซ้ำไป

เมื่อนั้น เราจึงจะได้เห็นตัวตนของยิ่งลักษณ์และรัฐบาลเพื่อไทย อย่างเด่นชัดมากขึ้น

กระทั่งสามารถตัดสินได้ว่าเธอและเขาทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพเพียงใด?

"มาร์ค"ช่วย"ปู"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



การเมืองไทยช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ มีปัญหาขลุกขลักอยู่บ้างในตอนแรก แต่ถึงวันนี้สิ่งต่างๆ เริ่มเดินหน้าด้วยดี

ข้อ กังวลว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแล้วจะไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือ "ยิ่งลักษณ์" จะไม่ได้เป็นนายกฯ ที่เคยมีมาในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ได้หายไปจนหมด

ส.ส.ที่เป็นแกนนำนปช.ซึ่งโดนกกต.สั่งแขวนไว้ในล็อตแรก ต่างก็ทยอยผ่านการรับรองจนครบ

รวม ถึง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่บางคนในกกต.พยายามยื้อสุดฤทธิ์ แต่ไม่สำเร็จ เพราะเห็นแตกต่างกับกกต.คนอื่นๆ ที่ต้องการยื้อไว้แค่พอเป็นพิธี

นายจตุพร เลยป็นนปช.คนสุดท้ายที่ผ่านการรับรองเป็นส.ส.

ขณะเดียวกันการเมืองในสภา หลังรัฐพิธีเปิดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ถัดมารุ่งขึ้นก็มีการประชุมเลือกประธานสภาและรองประธานทันที

นาย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ หลังจากก่อนหน้านั้น 2 วัน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย หนึ่งในแคนดิเดตได้ขอถอนตัวเพื่อยุติบรรยากาศความขัดแย้งในพรรค

เซอร์ไพรส์อยู่บ้างตรง นายเจริญ จรรย์โกมล และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้รับการเสนอเป็นรองประธานสภาคนที่ 1 และคนที่ 2

เนื่องจากทั้งคู่ไม่เคยมีชื่อในโผมาก่อน ดังนั้นการได้รับตำแหน่งจะเรียกว่าเป็น "ม้ามืด" ก็คงไม่ผิด

จบ จากฝ่ายนิติบัญญัติมาถึงคิวฝ่ายบริหาร ไฮไลต์อยู่ตรงการโหวตเลือกนายกฯ แต่คาดว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเพราะ "ยิ่งลักษณ์" แบเบอร์ล้านเปอร์ เซ็นต์

ที่น่าจับตาคือโผรัฐมนตรี

ตามมีที่เสียงกล่าวกันว่า "ทักษิณ" คือผู้มีบทบาทสูงสุดในการจัดวางคนลงในตำแหน่งต่างๆ

ถึง ว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ จะเพียรพยายามปฏิเสธ แต่คงไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นควรเลิกตอบโต้ในประเด็นนี้ เพราะถึงอย่างไรคนเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี

อีก อย่างคือ "ทักษิณ" จะเกี่ยวข้องหรือไม่กับการจัดครม. ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอเพียงเป็นคนดีมากฝีมือ ประวัติความเป็นมาไม่กระดำกระด่างจนเกินไปนัก เท่านี้ประชาชนก็พอยอมรับได้

และที่สำคัญการที่รัฐบาลชุดก่อนได้สร้างมาตร ฐานการทำงานไว้ในระดับต่ำมาก

ได้กลายเป็นต้นทุนความได้เปรียบอย่างหนึ่งในการจัดตั้ง"รัฐบาลยิ่งลักษณ์"อีกต่างหาก