WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 5, 2011

ประชาสังคมไทยไม่ชอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

ตั้งแต่ กลางทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ประชาสังคมไทยทวีความสำคัญขึ้นในฐานะแนวคิดและแนวปฏิบัติในการ สร้างเครือข่ายทางสังคมเพื่อหาทางออกจาก “วิกฤติ” ที่เกิดจากระบอบการเมืองการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยและจากระบอบเศรษฐกิจทุน นิยมเสรี ผู้สนับสนุนประชาสังคมมองว่าแท้จริงแล้วระบอบเสรีประชาธิปไตยมีปัญหาเรื่อง ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของระบบรัฐสภา พรรคการเมือง และนักการเมือง รวมทั้งยังรวมศูนย์อำนาจและไม่เปิดโอกาสให้กับการมีส่วนร่วมจากสมาชิก โดยเฉพาะจากสมาชิกเสียงส่วนน้อย ขณะเดียวกันก็เห็นว่าระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีซึ่งมักได้รับการส่งเสริมโดย รัฐทำให้ความยั่งยืนและความสามารถในการพึ่งตนเองของผู้คนและชุมชนถูกทำลาย ประชาสังคมไทยจึงมุ่งกำกับตรวจสอบการดำเนินงานของทั้งสองส่วนให้เกิดความชอบ ธรรม รวมทั้งเน้นการลดอำนาจหน้าที่และบทบาทของรัฐต่อสังคมลงและเพิ่มบทบาทของ สังคมแทนรัฐ

การดำเนินงานของฝ่ายประชาสังคมประสบความสำเร็จอย่าง ต่อเนื่อง ประชาสังคมได้เข้ามาแทนที่การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนกับกลุ่ม ชาวบ้านอันถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของขบวนการภาคประชาชน กลุ่มชาวบ้านในที่นี้มักก่อตัวขึ้นจากปัญหาผลกระทบจากนโยบาย/โครงการพัฒนา ต่างๆ ของรัฐ ในขณะที่ปัจจุบันองค์กรพัฒนาเอกชนก็ประสบกับข้อจำกัดด้านเงินทุนจากต่าง ประเทศมากขึ้นทุกขณะ ขณะเดียวกันประชาสังคมไทยก็มีอำนาจเพิ่มมากขึ้นในการ การต่อรองกับฝ่ายต่างๆ โดยได้มีบทบาทในการเข้าผลักดันนโยบายรัฐในหลายเรื่อง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 การผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายฉบับ ที่สำคัญได้ผลักดันให้เกิดการก่อตั้ง “องค์กรอิสระ” ซึ่งเป็นหน่วยงานกึ่งรัฐใหม่ๆ หลายองค์กร ที่สำคัญคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบัน/พัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ของสังคม โดยเชื่อกันว่าองค์กรอิสระเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากกว่าหน่วยงานในระบบ ราชการและสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากกว่า ในขณะเดียวกันองค์กรอิสระเหล่านี้ก็กลายมาเป็นแหล่งงบประมาณสำคัญที่สนับ สนุนการทำงานขององค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคม นอกจากนั้นชนชั้นนำในประชาสังคมไทยยังเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในภาครัฐ อาทิ การเป็น ส.ว. แต่งตั้งหรือเป็นรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี แม้จะดูเหมือนว่าประชาสังคมไทยจะมีอำนาจต่อรองกับภาครัฐมาก แต่ที่จริงแล้วประชาสังคมไทยมีสถานะเป็นกลไกที่รองรับการปรับตัวของเพื่อ ธำรงอำนาจต่อไปของรัฐไทยท่ามกลางการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ด้วย อนึ่ง “รัฐไทย” ในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะถึงรัฐบาลที่บริหารประเทศและส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ตามโครงสร้างในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยแล้วต้องทำงานสนองนโยบายของ รัฐบาลเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสถาบันและชนชั้นนำอื่นที่มีอำนาจมากทั้งที่เป็นทางการและไม่ เป็นทางการเหนือภาคส่วนอื่นๆ ของรัฐและมีอิทธิพลอำนาจเหนือชีวิตทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองของประเทศและของ ผู้คนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทางอำนาจและการเมืองแบบจารีตอย่างกษัตริย์และทหาร

ความ ท้าทายที่สถาบันทางการเมืองและอำนาจแบบจารีตต้องเผชิญมีทั้งความขัด แย้งทางอำนาจและผลประโยชน์ภายใน ความกังวลในการสืบทอดอำนาจของบางสถาบันหลัก กระแสโลกที่เน้นความเป็นประชาธิปไตย การก้าวขึ้นมาสู่อำนาจของรัฐบาลประชานิยม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น รวมทั้งกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนธรรมดาสามัญต่อความไม่เท่าเทียมและช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

น่าสนใจว่า ประชาสังคมไทยก่อกำเนิดโดยและมักอยู่ภายใต้การนำของชนชั้นนำ ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้มีการศึกษาสูง เป็นนักวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้ชำนาญการทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่พยายามผันตัว เองมาเป็นวิศวกรทางสังคม และผู้ซึ่งได้รับการนับถือยกย่องในสังคมกระแสหลัก ในฐานะผู้มี “คุณธรรม” สูงแล้วนั้น ชนชั้นนำประชาสังคมมักมีเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งในทางอุดมการณ์และในเชิง อุปถัมภ์กับบุคคล/สถาบันที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทยไม่ทางใดก็ทาง หนึ่งหรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจสถาปนานั้นเสียเอง

ท่าม กลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยร่วมสมัย ประชาสังคมไทยถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าสนับสนุนระบอบการเมืองและสถาบันทาง อำนาจแบบจารีต โดยพยายามส่งเสริม “ประชาธิปไตย” เฉพาะบางรูปแบบที่สอดคล้องกับแนวทางของสถาบันทางการเมืองแบบจารีต เนื่องจากประชาสังคมไทยไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงต่อระบอบประชาธิปไตยแบบตัว แทน (representative democracy) มองว่ามิใช่แนวทางประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งควรจะเป็นประชาธิปไตยในความหมายกว้างที่ไม่หมายเฉพาะถึงการเลือกตั้ง หรือเสียงส่วนใหญ่ แต่หมายถึงการให้ภาคสังคมชี้นำและกำกับภาครัฐ
เป็น ที่น่าสังเกตว่าเมื่อรัฐบาลประชานิยมหรือรัฐบาลพรรคเดียวชนะการ เลือกตั้งอย่างท่วมท้น จุดเน้นของแนวคิดและหลักการที่ประชาสังคมไทยนำเสนอต่อสังคมได้เปลี่ยนจาก ประเด็นคุณธรรมจริยธรรมพลเมือง (civic virtue) และอุดมการณ์ส่วนรวม ดังที่เน้นมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 2540 และต้นทศวรรษที่ 2550 มาสู่ประเด็นความสำคัญของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) และประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ผ่านกิจกรรม “สมัชชา” ที่แพร่หลายตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับตำบลหมู่บ้าน โดยมองว่าสมัชชาเหล่านี้ทำให้เกิดการรับ-ให้ข้อมูล การรวบรวมความเห็นที่หลากหลาย และการสร้างความเห็นพ้องต้องกัน ประชาสังคมเน้นการสร้างพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น ของพลเมืองในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่สามารถมีสิทธิมีเสียงและไม่สามารถแข่งขันในระบบการ เมืองแบบตัวแทนที่มีการใช้เงินซื้อเสียงมากได้ รวมทั้งเน้นย้ำถึงสิทธิของการไม่เชื่อฟังรัฐ(ที่มาจากการเลือกตั้ง) ของพลเมือง (civil disobedience)
น่าสนใจว่า ทั้งประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือ นี้ถูกหยิบมาใช้โดยประชาสังคมไทยในฐานะคู่ตรงข้ามประชาธิปไตยแบบตัวแทน แทนที่จะมองว่าเป็นส่วนที่จะต้องช่วยหนุนเสริมซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นก็ยังถูกตีความไปในทางที่สนับสนุนความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบจารีต ที่วางอยู่บนแนวคิดลำดับชั้นของอำนาจทางศีลธรรม (hierarchical order of moral authority) ที่ให้คุณค่ากับศีลธรรมที่เหนือกว่าของชนชั้นนำในภาคประชาสังคม ผู้ซึ่งส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับบุคคล/สถาบันที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจแบบ จารีตของรัฐไทยหรือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจสถาปนานั้นเสียเอง ยังมิพักต้องพูดถึงประเด็นที่ว่ายังมีผู้คนและกลุ่มองค์กรอีกเป็นจำนวนมาก ที่มิเคยได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยแบบถกเถียงเรียน รู้หรือปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยเลย

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ชนชั้นนำ นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนในเครือข่ายประชาสังคมวางตัวออกห่างจากการเคลื่อนไหวของ ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่วางอยู่บนฐานของการเลือกตั้ง ที่สำคัญวางเฉยต่อการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนผู้เพียงแต่เรียกร้องการยุบสภา และการเลือกตั้งใหม่อย่างโหดเหี้ยมโดยรัฐเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมารวมทั้งยังรับรองความชอบธรรมการสังหารหมู่ในครั้งนี้ด้วยการเข้า รับบทบาทสำคัญในกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้กลบเกลื่อนการฆ่าของตน แต่ยังเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตย แบบถกเถียงเรียนรู้/ปรึกษาหารือของประชาสังคมไทยที่ถูกประชาสังคมไทยจัดวาง ให้อยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งด้วย

หมายเหตุ: บทความตีพิมพ์ในคอลัมน์ “คิดอย่างคน” หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2554

พรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชน ต้องรอบคอบรัดกุม สุขุม และมีเหตุผล

ที่มา ประชาไท

กระบวน การกำเนิดพรรคการเมือง หากย้อนมองไปในอดีตตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา มีแต่พรรคการเมืองที่ได้อำนาจมาจากอำนาจพิเศษ ทั้งถูกกำกับและแทรกแซง ภายใต้คำแอบอ้าง “ประชาธิปไตย” ทั้งสิ้น

แม้ รัฐบาลหลังเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ของนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้รัฐบาลพระราชทานนายสัญญา ธรรมศักดิ์ กระทั่งรัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดต่อมาคือประชาธิปัตย์ และรัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลจากอำนาจพิเศษ จนถึงรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยิ่งเข้าสู่ยุคแห่งการวางรากฐานให้กับความมั่นคงของพรรคการเมืองระบบขุนศึก ขุนนางอำมาตย์ กระทั่งเมื่อ พลเอกเปรม ต้องลดละเลิกไปเพราะกระแสแห่งพลังประชาชนเรียกร้องต้องการให้นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้งสูงยิ่ง อำมาตย์ที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการเลือกตั้งและดูถูกว่าประชาชนโง่ จำต้องถอยออกไปวางแผนอยู่วงนอก ท่ามกลางการต่อสู้ของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริงสืบเนื่องมาตลอด
ประชาชน เรียนรู้และเติบโตขึ้นทุกวัน ต่อสู้ผลักดันจนได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งสาระสำคัญกำหนดให้พรรคการเมืองหลุดพ้นจากกรอบการกำกับดูแลของอำมาตย์มาก ที่สุดตั้งแต่เคยมีรัฐธรรมนูญมา เป็นต้นว่า สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดก็ดี ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง อันทำให้พรรคการเมืองที่มาจากอำนาจประชาชนแข็งแกร่งขึ้น
ต้อง พูดว่าพรรคการเมืองพรรคแรกที่ได้อำนาจจากประชาชนอย่างแท้จริง คือ “พรรคไทยรักไทย” เพราะสายธารการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อเนื่องมาตลอด เรียกร้องการตรวจสอบระบบการเมืองที่เข้มข้นขึ้น จนทำให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่อำนาจจากประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลได้ครบสี่ปี และพรรคไทยรักไทยก็นำนโยบายที่ได้ประกาศไว้มาทำให้ปรากฏเป็นจริงขึ้น ได้ ประชาชนได้ประโยชน์ ประชาชนเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมว่า “ประชาธิปไตยกินได้” ตรงนี้เท่ากับไปถ่างช่องว่างอำนาจพิเศษให้ห่างไกลออกไปยิ่งขึ้น ซึ่งอำนาจพิเศษเริ่มดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทาง ปรับเครือข่าย สร้างกำลัง ปลุกระดมโจมตีตามวิธีการที่ถนัด
จากผลงานชัดเจนใน สี่ปีที่พรรคไทยรักไทยบริหารชาติบ้านเมือง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น เลือกกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย กลายเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากพรรคเดียวจนทำให้อำนาจพิเศษลุกขึ้นมาต่อ ต้านโดยวาทกรรม “เผด็จการรัฐสภา” และอื่นๆ อีกมากมาย ฯลฯ ที่สุดก็รัฐประหารด้วยกำลังอาวุธโค่นรัฐบาลที่มาจากอำนาจประชาชนและรัฐ ธรรมนูญ 2540 ลงไป วางโครงสร้างใหม่ สร้างรัฐธรรมนูญปี 2550 ขึ้นมา จากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ประชาชนต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยมาจะห้าปีเต็มในเดือนกันยายน ปี 2554 นี้ สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต ทรัพย์สิน และทุกสิ่งทุกอย่างมากมายมหาศาล จนที่สุดประชาชนก็สอนบทเรียนขุนศึกขุนนางอำมาตย์อีกครั้ง ด้วยการลงคะแนนเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยถล่มทลายเกือบสิบหกล้านคน ได้ ส.ส.เกินกว่าครึ่ง ข้อสรุปก็คือ
ต้องทบทวนว่าอำนาจที่พรรคเพื่อไทยได้มานั้น
มองย้อนไปตั้งแต่ยังเป็นพรรคไทยรักไทย
นับว่า ได้มาจาก ประชาชน อย่างแท้จริง
คือมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ ส่วนใหญ่ได้มาจากอำนาจพิเศษ
หลังสุดนี่ต้องใช้คำว่า “ปาดเลือดเนื้อเหงื่อนอง” ของผองพี่น้องเสื้อแดง ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล เ
พราะฉะนั้นจะทำอะไรควรไตร่ตรองให้ดี
ไม่ใช่วูบวาบหวั่นไหวไปกับความคิดที่จะปรองดองอย่างถลำตัวถลำใจ
การ คัดสรรบุคคลที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งบริหารต้องรอบคอบ รัดกุม สุขุม และมีเหตุผล ถึงที่สุดแล้วควรเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ใส่ใจแต่ความรู้สึกของอำนาจพิเศษ อย่าลืมว่า พรรคการเมืองพรรคนี้เป็นพรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนกำลังจับตามองพรรคอยู่ หากพรรคทำเพื่อประชาชน มวลมหาประชาชนก็จะยืนเคียงข้าง เป็นฐานกำลังสำคัญให้กับพรรค
เรา หวังว่า ในสถานการณ์ที่มีรัฐบาลใหม่ พวกท่านทั้งหลายจะร่วมกับประชาชนเดินหน้าต่อไป ต่อยอดดอกใบประชาธิปไตยให้เต็มต้น เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 เครื่องไม้เครื่องมือและกลไกของระบอบอำมาตย์ อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย ภายในเวลาไม่นานนัก ด้วยการเป็นเจ้าภาพเสนอทำประชามติให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม

ไปให้ (เกือบ) สุดกับ 'ใจ อึ๊งภากรณ์': ‘เสื้อแดงสังคมนิยม’ ขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยจากรัฐบาลใหม่ของคุณยิ่งลักษณ์

ที่มา ประชาไท

พรรค เพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเพราะคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อสู้และเสียสละ มาตลอดช่วงรัฐบาลเผด็จการทหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนี้เราเห็น ส.ส. และคณะรัฐมนตรีใหม่แต่งชุดเครื่องแบบสีขาวเดินเข้ารัฐสภาตามธรรมเนียม อำมาตย์ แต่เขาจะไม่มีตำแหน่งดังกล่าว ถ้าไม่มีขบวนการเสื้อแดง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องเตือนความจำรัฐบาลใหม่ว่า เขาต้องตอบแทนบุญคุณของมวลชนประชาชน เราขอทวงความยุติธรรมและประชาธิปไตยดังนี้

1. ต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน ไม่ใช่แค่แกนนำ และไม่ใช่แค่การประกันตัวเท่านั้น ต้องเลิกคดี เพราะข้อหาต่างๆ นานาที่อำมาตย์ตั้งกับคนเสื้อแดง เป็นข้อหาทางการเมืองทั้งสิ้น คนของเราไม่ได้ทำความผิด

2. ต้องปล่อยนักโทษกฏหมายหมิ่นฯ (ม.112) ยกเลิกกฏหมายหมิ่นและกฏหมายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ปิดปากประชาชนไทย การมีกฏหมายหมิ่นฯ รวมถึงกฏหมายหมิ่นศาล เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางวิชาการ และความสามารถของประชาชนที่จะตรวจสอบองค์กรของรัฐ เพื่อความโปรงใส กฏหมายเหล่านี้ไม่มีในประเทศประชาธิปไตย และเราจะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ถ้ายังมีกฏหมายนี้อยู่ และเราไม่สามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของระบบการปกครองไทยได้อีกด้วย รัฐบาลใหม่ต้องเลิกเซ็นเซอร์สื่ออย่างที่อำมาตย์ทำมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา

3. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยการนำนักการเมืองและนายพลที่มีส่วนในการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราช ประสงค์มาขึ้นศาล อย่างที่ประเทศ อียิปต์ เกาหลีใต้ และประเทศอื่นทำ ต้องนำนายอภิสิทธิ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อนุพงษ์ เผ่าจินดา และประยุทธ์ จันทร์โอชา มาขึ้นศาลโดยเร็ว

4. ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญทหาร อาจนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้แล้วแก้ให้ดีขึ้น หรืออาจร่างใหม่ แต่คราวนี้ชุมชนคนเสื้อแดงต้องมีส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ไม่ใช่ยกให้นักวิชาการหรือเอ็นจีโอที่ชื่นชมเผด็จการร่างแต่ฝ่ายเดียว

5. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพและระบบศาลแบบถอนรากถอนโคน ต้องปลด พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต้องรับใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องนำทหารออกจากสื่อ และลดงบประมาณทหารให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้แทรกแซงการเมือง ต้องปลดผู้พิพากษาสองมาตรฐานออก และนำระบบลูกขุนมาใช้เพื่อพิจารณาคดีสำคัญๆ

6. ต้องสร้างสันติภาพในภาคใต้ และที่ชายแดนเขมร ด้วยมาตรการทางการเมืองที่ปฏิเสธการคลั่งชาติ ควรให้ทหารกลับกรมกอง เพื่อปูทางไปสู่สมัชชาประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เพื่อกำหนดวิธีการปกครองที่ประชาชนเหล่านั้นต้องการ และในกรณีเขมร เราควรร่วมพัฒนาเขาพระวิหารกับฝ่ายเขมรดังมิตรและเพื่อนบ้านที่ดี

7. ประเทศไทยต้องเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เพื่อสร้าง “ความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน” แทน “วัฒนธรรมเจ้ากับไพร่"

8. ขบวนการทางสังคม เช่น สหภาพแรงงาน และกลุ่มชุมชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการต่อรองตามมาตรฐานสากล การก่อตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานจะต้องไม่ถูกปราบปรามโดยรัฐหรือนาย จ้าง และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีสิทธิร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกับคนงาน ไทย

ถ้ารัฐบาลใหม่เลือกที่จะหักหลังมวลชนเสื้อแดง และหันไปจับมือ “ปรองดอง” กับอำมาตย์ เราคนเสื้อแดงควรออกมาชุมนุมใหญ่จนกว่าเราจะได้ความยุติธรรมและประชาธิปไตย

คนเสื้อแดงจะมีพลังยิ่งใหญ่ถ้าจับมือกับขบวนการแรงงาน และทหารเกณฑ์ระดับล่างในการต่อสู้

วีรชนคนเสื้อแดงต้องไม่ตายเปล่า!!!

วีรชนคนเสื้อแดงต้องไม่ถูกขังลืม!!!

ทำไม กกต.ต้องรับรองสถานภาพการเป็น ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์

ที่มา ประชาไท

ตาม ที่น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ได้ยื่นหนังสือร้องคัดค้านต่อ กกต. กรณีการรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เพื่อให้นำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาไต่สวนในที่ประชุมของกกต.ด้วย เกรงว่าคณะกรรมการไต่สวน จะสรุปคำให้การของตนไม่ถูกต้อง ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ โดยเหตุผลที่ยื่นคำคัดค้านการเป็นสส.ของนายจตุพร คือ การที่พรรคเพื่อไทย ให้การรับรองนายจตุพรเป็นสมาชิกพรรค เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ทั้งๆ ที่ นายจตุพร ถูกศาลอาญามีคำสั่งให้เพิกถอนการประกันตัว ในคดีก่อการร้าย และถูกคุมขังเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา

ประเด็น นี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ คือ ประเด็นแรก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพราะถูกศาลอาญามีคำสั่งให้เพิกถอนการประกันตัวในคดีก่อการร้าย และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ หรือไม่

ประเด็นที่สอง เกี่ยวเนื่องจากประเด็นแรก สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายจตุพร พรหมพันธุ์ สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่

รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 (ฉบับคณะรัฐประหารฉบับนี้) ระบุไว้ในมาตรา 101 ว่าด้วย คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมาตรา 102 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครเป็น ส.ส. ซึ่งบุคคลที่จะสมัครเป็น ส.ส.นั้น ต้องมีทั้งคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามความที่ระบุไว้ใน 2 มาตรานี้

มาตรา 101 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนั้น ไม่มีข้อใดที่เกี่ยวข้องกับการถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ เพราะกล่าวถึงโดยทั่วไป เช่นว่า บุคคลที่สมัครรับเลือกตั้งต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ซึ่งนายจตุพร ก็มีคุณสมบัติตามมาตรานี้ ส่วนในมาตรา 102 ระบุลักษณะต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เช่น ติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 100 (1) คือ ไม่เป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช หรือ (2) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือ (4) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ​และข้อห้ามตามมาตรา 102 (4) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

โดยคุณสมบัติ ตามมาตรา 100 (3) ที่ว่า ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย นายจตุพรก็ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้ามมิให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และหากจะพิจารณาว่าอาจเข้าข่ายไม่มีสิทธิเป็น ส.ส. ตามมาตรา 102 (4) ก็ไม่ได้ เพราะ (4) ของมาตรา 102 มีการห้ามต้องคำพิพากษให้จำคุกและถูกขังอยู่โดยหมายของศาล แต่นายจตุพรยังไม่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก

เมื่อพิจารณาทั้งสองมาตรา ประกอบกันแล้ว ไม่มีเหตุใดๆ ที่ทำให้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีสิทธิได้รับการ ประกาศให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาในมาตรา 105 [1] ว่าด้วยสมาชิกภาพของ ส.ส.เริ่มนับแต่วันเลือกตั้ง และ มาตรา106 ว่าด้วยเรื่องการสิ้นสุดลงของสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว นายจตุพร ก็ไม่เข้าข่ายการขาดสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ตามมาตราดังกล่าว คือ ไม่เข้าข่าย ตามมาตรา 106 (4) (5) ที่อ้างว่าขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 101 และ มาตรา102 และ (11) เพราะนายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังไม่ถูกศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (ดูมาตรา 106 )

นายจตุพร พรหมพันธุ์ อาจถูกเพิกถอนสิทธิการเป็น ส.ส.ได้ ด้วยเหตุเดียว คือ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 106 (6) ที่ระบุว่า คุณสมบัติอื่นตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งอาจมีข้อกำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวว่า การที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง ำให้ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นประเด็นเล็กน้อย เพราะเหตุว่า การที่นายจตุพรไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง เพราะศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ออกจากเรือนจำไปเลือกตั้ง

กรณีที่ศาล ไม่อนุญาตให้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะการที่นายจตุพรตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาและถูกควบคุมตัวในเรือนจำโดย ไม่ได้รับการประกันตัวนั้น เป็นปัญหาว่าด้วยสิทธิผู้ต้องหา ซึ่งต้องยึดถือหลักการว่า ก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคท้าย) ซึ่งหมายความว่า การที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ได้รับการประกันตัว เท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เพราะคนที่ยังไม่ถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นผู้กระทำผิด ต้องไม่นำตัวไปคุมขังไว้เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดนั่นเอง

ดังนั้น จึงเป็นการเสมาะสมและชอบยิ่งนักที่ กกต.ได้ประกาศรับรองสถานภาพการเป็น ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ เพราะหากไม่ประกาศรับรอง เท่ากับว่า กกต.เป็นผู้ละเมิดหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญเสียเอง อันไม่เป็นผลดีต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหาษััตริย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญ ตามแบบอย่างของนานาอารยประเทศ


[1] มาตรา ๑๐๕ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง

มาตรา ๑๐๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ

(๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๑

(๕) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐๒

(๖) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖

(๗) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิก หรือพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ให้พ้นจาก การเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ที่ตนเป็นสมาชิก ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ลาออกหรือพรรคการเมือง มีมติ เว้นแต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบ วันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติคัดค้านว่า มติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสามให้ ถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติดังกล่าว มีลักษณะ ตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย

(๘) ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้น เป็นสมาชิก และไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรค การเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุด สมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบวันนั้น

(๙) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคำสั่งตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสอง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลมีคำ วินิจฉัยหรือมีคำสั่ง แล้วแต่กรณี

(๑๐) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลา ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันโดยไม่ได้ รับอนุญาตจากประธานสภาผู้แทนราษฎร

(๑๑) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นการ รอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

‘ประสงค์’ อยู่ไหน? คดียังไม่จบ รายงานตัวศาลด่วน!

ที่มา ประชาไท

ประสงค์ ปัญญาธรรม เป็นคนเร่ร่อน มีอาชีพเก็บของเก่าขายอยู่ย่านสามเหลี่ยมดินแดง เขาเป็น 1 ในจำเลย 5 คนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ครอบครองอาวุธปืน วัตถุระเบิด และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่เหลืออีก 4 คน คือ คนขับแท็กซี่, เด็กวัด, คนใบ้, ช่างทาสี ทั้งหมดไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพิ่งรู้จักกันตอนอยู่โรงพัก และขึ้นศาล

[คำสุข คำโพธิ์ (46 ปี), ปรีชา งามตา (35 ปี), เฉลิมพงษ์ กลิ่นจำปา (43 ปี), สุรชัย บุญเสริมทรัพย์ (46 ปี)]

พวก เขาทั้ง 5 ถูกทยอยจับกุมในช่วงบ่ายวันที่ 21 พ.ค.53 บริเวณวัดตะพาน (วัดทัศนารุณสุนทริการาม) ดินแดง หลังจากกมีการสลายการชุมนุมและส่งผู้ชุมนุมกลับบ้านในวันที่ 20 พ.ค.53 วันรุ่งขึ้นทหารยังคงควบคุมและตรวจสอบพื้นที่ ทุกกุฎิ ทุกหลังคาเรือนในบริเวณดังกล่าวถูกรื้อค้น

สำหรับคนที่มีครอบครัว ติดตามคดีเป็นเรื่องเป็นราวก็จะได้รับการประกันตัว ภายหลังถูกคุมขังที่เรือนจำราว 1-2 เดือน ขณะที่คนอย่างประสงค์และเฉลิมพงษ์ (คนใบ้) ติดคุกอยู่นานเกือบปี ได้ประกันตัวราวเดือนมีนาคม 2554 โดยความช่วยเหลือของทนายความจากพรรคเพื่อไทย

รายการอาวุธแนบท้ายคำ ฟ้องของพวกเขายาวเหยียดเกือบ 30 รายการ ทั้งปืนยาว-ปืนสั้นหลายกระบอก ระเบิดปิงปอง ระเบิดเพลิง มีดดาบ บังตอ หนังสติ๊ก กระสุนน๊อต ใส่รวมอยู่ในเข่ง วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าพวกเขาระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทหารทำการถ่ายรูป

ประสงค์ โดดเด่นเป็นพิเศษเพราะเขาสูญเสียดวงตา ต้องใส่ตาปลอมข้างหนึ่ง เนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์สมัยยังวัยรุ่น ระหว่างที่ติดคุก เรามีโอกาสเข้าเยี่ยมและพูดคุยกับเขา 2-3 ครั้ง ได้ความว่า เขาออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก เคยเป็นช่างปั้นอยู่ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตลดา (น่าจะเป็นโครงการศูนย์ศิลปาชีพ) เขาว่าได้รับการดูแลและทำงานอยู่ที่นั่นหลายปี แต่ตัวเขาค่อนข้างเกเรและไม่มีวินัย จึงถูกส่งให้ไปทำงานในจังหวัดแม่ฮ่องสอนบ้านเกิด แต่เขาก็หนีออกจากที่นั่นอีก และตัดสินใจใช้ชีวิตไม่เป็นหลักแหล่งอยู่ในกรุงเทพฯ ย่านที่อยู่ประจำคือแถววัดตะพานที่เขาโดนจับ

“ตอนเมามันเคยเล่าให้ ฟังว่า แม่ตายตอนคลอดมัน พ่อก็มาตรอมใจตายทีหลังอีก พวกญาติๆ ก็เลยว่ามันเป็นตัวซวย แถมโตมาก็ไม่ค่อยเต็มเต็ง มันเลยออกจากบ้าน..จริงๆ อายุสมองเขายังเด็กอยู่นะ เพียงแต่ขี้เมาเท่านั้นเอง” ‘นกแดง’ สาวเสื้อแดงที่คอยดูแลบรรดาคนติดคุกที่ไม่มีญาติเล่าให้ฟัง

ประสงค์ เคยเล่าให้ฟังตอนอยู่ในเรือนจำว่า ถูกจับในวันที่ 21 พ.ค. ตอนนั้นกำลังเดินหาของกิน เพราะร้านรวงแถวนั้นปิดเงียบหมด จนเจอทหารและถูกจับกุมตัว แต่เพื่อนร่วมคดีออกความเห็นว่า สงสัยคงเมาแล้วเดินเพ่นพ่านเสียมากกว่า

คำสุข คำโพธิ์ คนขับแท็กซี่จำเลยที่ 3 ของคดีนี้เล่าว่า วันเกิดเหตุมีทหารหลายร้อยนายเข้าตรวจสอบพื้นที่ขณะที่เขานอนพักอยู่ในบ้าน เช่า ส่วนรถแท็กซี่จอดไว้ริมกำแพงตามปกติ เมื่อทหารถามหาเจ้าของรถ เขารีบออกไปแสดงตัวพร้อมเปิดให้ตำรวจตรวจค้น ปรากฏว่าท้ายรถพบเหล็กแป๊บหนึ่งอัน

“เราก็มีเอาไว้ติดรถอยู่แล้ว ไว้ขันล้อ เปลี่ยนยาง หัวหน้าทหารเขาหยิบมาโยนลงกับพื้น แล้วบอกว่านี่คืออาวุธ จากนั้นเขาก็จับปิดตา มัดมือไขว้หลัง” คำสุขเล่า

เขา เล่าต่อว่า เจ้าหน้าที่พาตัวเขาไปอีกที่หนึ่งโดยที่ยังปิดตาเขาไว้ คาดเดาว่าน่าจะเป็นซอยรางน้ำ จากนั้นก็มีของแข็งฟาดเข้ากลางหลังบ้าง หน้าท้องบ้าง ใบหน้าบ้าง และมาเป็นระยะๆ กว่าจะนำตัวไปให้ตำรวจในช่วงค่ำ

เขา ไม่เห็นสิ่งใด นอกจากเสียง อักๆ โอ๊ยๆ ของคนที่อยู่ข้างๆ มันทำให้เขารู้ว่ามีคนที่โดนจับและอยู่ในสภาพเดียวกับเขาในบริเวณใกล้เคียง ด้วยเช่นกัน

คนที่โดนหนักสุดเห็นจะเป็นเฉลิมพงษ์ ซึ่งใครๆ ต่างก็เรียกว่า ‘ไอ้ใบ้’ เพื่อนร่วมเหตุการณ์บอกว่าใบ้ถึงกับสลบ ต้องหามขึ้นโรงพักเพราะหมดสติ

‘ใบ้’ รูปร่างผอมเกร็ง เขามีชื่อเล่นอย่างเป็นทางการว่า ‘ผอม’ เป็นใบ้แต่กำเนิด เป็นลูกคนโตในจำนวนลูก 2 คน เขาไม่รู้หนังสือ และไม่รู้ภาษามือด้วยเพราะไม่ได้เล่าเรียนอะไรสักอย่าง ครอบครัวมีฐานะยากจนและอาศัยใช้ภาษากายตามธรรมชาติสื่อสารกับเขาแบบรู้ เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ส่วนใหญ่ใครถามอะไร ใบ้จะพยักหน้ารับร่ำไป

สำรวย กลิ่นจำปา แม่ของใบ้ทำงานรับจ้างล้างจานตามร้านอาหาร เธอเป็นคนพาใบ้มาขึ้นศาลตามนัดหมายโดยตลอด เธอเล่าว่า ใบ้เคยทำงานอยู่กับทีมอาสาสมัครพระรามเก้า จากนั้นก็มาช่วยงานที่วัดตะพาน คอยบริการญาติโยมที่มาวัด จัดโต๊ะ ล้างจานตามงานศพที่วัด เป็นคนไม่กินไม่เที่ยว มีเงินไปให้พ่อให้แม่อาทิตย์ละหลายร้อย หลังวันเกิดเหตุ ใบ้ไม่กลับบ้านเป็นอาทิตย์ แม่พยายามตามหาอยู่นาน

“โอ๊ย ตอนนั้นใจจะขาด เหมารถตามหาไปทั่วก็ไม่เจอ งานการไม่เป็นอันทำ จนสุดท้ายผ่านไปเดือนกว่าถึงเจอว่าติดคุกอยู่” แม่เล่าและว่าคนในวัดเล่าให้แม่ฟังว่า ใบ้กำลังล้างบาตรให้พระตอนทหารมาจับ เพราะว่าเขามีป้ายประจำตัว นปช. ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าได้มาอย่างไร

“พอ รู้ข่าว พ่อเครียดมาก นอนไม่หลับ บ่นปวดหัว อาหารก็ไม่ยอมกิน เราบอกว่าไม่ต้องไปเครียดหรอก เดี๋ยวลูกก็ได้ออก ก็ไม่เชื่อ แกรักลูกคนนี้มากเพราะมันพิการ แกเลยตรอมใจ”

สุดท้ายพ่อของใบ้ ซึ่งเป็นอัมพาตมา 7-8 ปี ก็เสียชีวิตลงเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก่อนที่ใบ้จะออกมาจากคุก แม่ยังบ่นเสียใจจนทุกวันนี้ว่าลูกชายคนโปรดไม่ทันได้ออกมาเผาศพพ่อด้วยซ้ำ

เรา พยายามสอบถามใบ้ด้วยท่าทางต่างๆ ว่าเขาโดนทำร้ายร่างกายตรงไหนบ้าง เขาพยักหน้าติดๆ กันหลายครั้ง และชี้ที่ปาก ซึ่งแม่อธิบายประกอบว่าฟันหลุดหายไปสองซี่ เขาชี้ที่หัวและที่หลัง พร้อมกับทำท่าประกอบคล้ายว่า มีบางอย่างพุ่งออกจากปากเขาเป็นจำนวนมากไปกองกับพื้น รวมทั้งทำท่าควักเงินออกจากกระเป๋าส่งมอบให้คนข้างหน้า แม่อธิบายว่า เงินของใบ้เกือบ 4 พันบาทถูกยึดไปด้วย

ส่วนปรีชา งามตา หรือ เป็ด เป็นเด็กวัดอยู่ในวัดตะพาน ถูกจับกุมก่อนใครในวันที่ 21 พ.ค. เขาบอกว่าทหาร 200-300 คนเข้าตรวจค้นในวัดและพบว่าภายในกุฏิของหลวงพี่ที่เขาอาศัยอยู่ด้วยนั้น มีเสื้อแดงของเขาแขวนอยู่

“พอเจอเสื้อแดงผม 2 ตัว เขาเตะเข้าคางเลย ถามว่าพวกมึงมีใครบ้าง พอบอกไม่รู้ก็เตะอีก ตอนนั้นหลวงพี่ออกไปข้างนอก พอเขาเตะจนพอใจก็เอาผมมารวมกลุ่มกับคนอื่นที่โดนจับอยู่ก่อนแล้วตรงทางเข้า วัด ตรงนั้นมีอาวุธวางอยู่เต็ม แล้วก็มีช่างภาพของทหารมาคอยถ่ายรูป”

“เขาปิดตาแล้วเอาตัวไปแถวซอยรางน้ำเหมือนกัน โดนสารพัด เตะจนกลิ้งไปกับถนน พอจะเอาส่งตำรวจตอนค่ำ เขาก็เอาน้ำมาลูบตามตัว” ปรีชาว่า

ส่วน สุรชัย นั้นเป็นคนพื้นที่ บ้านอยู่ข้างวัด และช่วยงานเป็นช่างทาสีอยู่ในวัดตะพาน เขาเล่าว่า วันที่โดนจับ เป็นเวลาประมาณ 14.30 น. ทหารเข้าค้นภายในบ้าน แล้วพบมีดดาบ 1 อัน ซึ่งเป็นมีดส่วนตัวที่เขามีติดบ้านไว้ พร้อมกันนั้นก็เจอผ้าผูกหัวสีแดงชิ้นเล็กๆ อีก 1 ชิ้น ทหารจับเขามัดมือไขว้หลัง ปิดตา และนำมาถ่ายรูปร่วมกับอาวุธที่ทางเข้าวัดเช่นกัน จากนั้นก็คุมตัวไปไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง ปิดตา และถูกกระทำเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เขาได้ประกันตัวราวเดือนกันยายน 2553 เมื่อออกจากคุกก็ไปประกอบอาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

3 สิงหาคม 2554 เวลาบ่ายโมงกว่า ทุกคนเดินหน้าตาอ่อนระโหยมาที่หน้าห้องพิจารณาคดี 913 รายงานผลว่า พวกเขาวนแท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์หาตัวประสงค์นานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ไม่มีวี่แวว

แม่ของใบ้ที่รออยู่หน้าห้องพิจารณาสีหน้า ห่อเหี่ยว เพราะหมายความว่าวันนี้จะยังไม่มีการพิจารณาคดี ต้องเลื่อนไปอีกเนื่องจากจำเลยมาศาลไม่ครบทั้ง 5 คน และหมายความอีกว่า เธอจะสูญเสียค่าแรง 200 บาทไปฟรีๆ

ทนายความ ลูกความ ผู้ใกล้ชิดติดตามคดี ตั้งวงหารือกันหน้าตาเคร่งเครียด หาหนทางในการหาตัวประสงค์และกักตัวเขาไว้จนกว่าจะถึงการพิจารณาคดีนัดหน้า ทุกคนยืนยันว่าเมื่อวาน (2 ส.ค.) ที่มีการสืบพยานโจทก์พวกเขาเจอตัวประสงค์และนำมาศาล พร้อมกับแจ้งประสงค์ให้รับรู้แล้วว่าวันนี้จะมีการสืบพยานอีก เขารับปากมั่นเหมาะแต่ก็ไม่มา ทำให้เกือบทั้งหมดแทบจะมีมติเอกฉันท์ว่าหากเจอตัวเมื่อไรจะนำส่งตำรวจเพื่อ เอาเข้าคุกไว้ก่อนจนกว่าจะพิจารณาเสร็จ แต่สุดท้ายก็ตกลงว่าจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะหากอัยการอุทธรณ์ประสงค์ก็จะติดคุกยาว

เหตุการณ์การสลายการ ชุมนุมจบไปนานแล้ว ผู้คนในสังคมลืมเรื่องราวไปหมดแล้ว แผลฟกช้ำดำเขียวก็หายแล้ว ความยากลำบากในเรือนจำก็ผ่านพ้นไปแล้ว(?) แต่คดีความในโรงในศาลของพวกเขายังไม่จบ

ประสงค์อยู่ไหน ... เพื่อนๆ ให้อภัยแล้ว มาศาลด่วน สืบพยานจำเลย 1 ก.ย.นี้ 9.00

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "คดีการเมือง"

ที่มา ประชาไท


ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "คดีการเมือง"

สื่อเยอรมันชี้ กรณีวอลเตอร์บาวอาจสะเทือนความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 3 ส.ค. 2554 นสพ.สปีเกลของเยอรมนีเปิดเผยเบื้องหลังการดำเนินการอายัดเครื่องบิน ระบุหากทางการไทยยังไม่ชำระค่าชดเชยให้วอลเตอร์ บาว รัฐบาลเยอรมนีอาจต้องใช้ไม้แข็งกับไทย โดยลดความสัมพันธ์ทางการค้า และอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศ มิเช่นนั้น ทางการเยอรมนีอาจต้องชำระหนี้ให้วอลเตอร์ บาวแทน

หนังสือพิมพ์สปีเกล (Spiegel) ของเยอรมนี ได้รายงานความคืบหน้าของกรณีพิพาทระหว่างไทย-เยอรมนี เกี่ยวกับการอายัดเครื่องบินพระราชพาหนะโบอิ้ง 737 โดยอ้างรายงานของศาสตราจารย์คริสตอฟ เพาลัส ประจำมหาวิทยาลัยฮุมโบลด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายการล้มละลาย ซึ่งมีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลเยอรมนีควรทำทุกวิถีทางในอำนาจ เพื่อบังคับให้ทางการไทยจ่ายค่าชดเชยจำนวนกว่า 30 ล้านยูโร คืนให้บริษัทวอลเตอร์ บาว โดยมาตรการดังกล่าวรวมถึงการลดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-เยอรมนี และการอายัดทรัพย์สินต่างชาติ มิเช่นนั้น รัฐบาลเยอรมนีอาจต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวให้กับบริษัทวอลเตอร์ บาวแทน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา สถานทูตเยอรมนีได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยชำระค่าชดเชยที่ยังคง ชำระต่อบริษัทวอลเตอร์ บาว เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และระบุด้วยว่า ทางผู้ลงทุนจะจับตากรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด


เผยเบื้องหลังการอายัดเครื่องบิน

หนังสือ พิมพ์สปีเกล ยังได้เปิดเผยเบื้องหลังการดำเนินการอายัดเครื่องบินของนายแวร์เนอร์ ชไนเดอร์ ผู้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทวอลเตอร์ บาวว่า ในระยะสองปีที่ผ่านมา นายชไนเดอร์ได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเจรจาการยุติข้อพิพาทดังกล่าวหลาย ครั้ง ตามด้วยจดหมายเตือนจำนวนหลายฉบับ หากแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทางการไทยแต่อย่างใด จนทำให้นายชไนเดอร์จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นสุดท้าย คือการอายัดทรัพย์สิน โดยได้เริ่มเล็งตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้งของรัฐไทย

สปีเกลระบุว่า นายชไนเดอร์ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวนิรนามจากกรุงเทพฯ ทางแฟกซ์ อันประกอบด้วยข้อมูลเส้นทางการบินของเครื่องบินลำดังกล่าว รวมถึงใบทะเบียน หมายเลขไฟล์ท และชื่อของนักบิน โดยพระราชพาหนะโบอิ้ง 737 มีกำหนดการมาลงจอดที่สนามบินมิวนิควันที่ 21 พ.ค. 54 และจะประจำอยู่จนถึง 8 ส.ค. 54 และมีแผนการบินไปยังหลายแห่ง เช่น สนามบินเมมมิงเงน (Memmingen) (ห่างจากเมืองมิวนิค 100 กิโลเมตร) กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และกรุงลอนดอน นสพ.สปีเกลรายงานว่า นายชไนเดอร์ได้ว่าจ้างนักศึกษาเพื่อให้บันทึกความเคลื่อนไหวของเครื่องบินลำ ดังกล่าว และปรากฏว่าความเคลื่อนไหวของเครื่องบินเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับทุกประการ ทางผู้พิทักษ์ทรัพย์ของวอลเตอร์ บาว จึงได้ดำเนินการร้องขอคำสั่งจากศาล โดยในครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ เพราะศาลแขวงมิวนิคพิจารณาว่าไม่มีอำนาจตัดสิน เนื่องจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สวมใส่เครื่องแบบ ทำให้มีภูมิคุ้มกันทางการทูต แต่ประสบความสำเร็จในครั้งต่อมา เมื่อนายชไนเดอร์นำคดีดังกล่าวไปดำเนินการที่ศาลในกรุงเบอร์ลิน

อัยการสูงสุดเตรียมเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เพื่อยุติกรณี วอลเตอร์ บาววันนี้
ล่าสุด (4 ส.ค.54) สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือกับอัยการสูงสุด ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการสู้คดีกับ บริษัทวอลเตอร์ บาว ของเยอรมนี ซึ่งถือหุ้นใน บริษัทดอนเมือง โทลล์เวย์ อายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์จากกรณีข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย กับ บริษัทวอลเตอร์ บาว ว่า รัฐบาลต้องการให้คดีนี้สิ้นสุดโดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้อัยการสูงสุดจะเดินทางไปกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เพื่อเร่งรัดให้ได้ข้อยุติที่ดี คาดว่าไม่เกิน 3 วัน น่าจะมีความคืบหน้า ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหา โดยไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ขณะนี้ ยังไม่มีการวางเงินเพื่อถอนอายัดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หลังจากที่สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เรื่อง การอายัดเครื่องบินพระที่นั่งส่วนพระองค์ว่า พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานจะใช้ทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อนำไปยุติกรณีพิพาทดัง กล่าวจำนวน 20 ล้านยูโร เพื่อถอนอายัดพระราชพาหนะ ทำให้ทางการไทยจัดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยนายอำพล กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษว่า คณะรัฐมนตรีได้รับทราบตามแนวทางและพระราชวินิจฉัย และเห็นชอบอนุมัติเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เช่น ค่าว่าจ้างทนาย โดยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการสู้คดีทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Spiegel. Thailand Pledges to Settle Dispute Over Prince's Jet. 3 ส.ค.54
สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย ยืนยัน ไทยต้องชำระค่าชดเชยตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ, 26 ก.ค. 54

ตำรวจเบิกความ คดีเผา CTW เผยเห็นภาพไม่ชัด แต่จำได้

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 3 ส.ค.54 เวลาประมาณ 9.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้องพิจารณาคดี 501 มีการสืบพยานในคดีเลขดำที่ 2478/2553 มีพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจกท์ ฟ้องนายสายชล แพบัวกับพวกรวม 2 คน ในความผิดวางเพลิงเผาทรัพย์ และฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยใน วันนี้ (3 ส.ค.) มีการสืบพยานโจทก์คือ นายสถาพร เปาทอง อายุ 43 ปี ผู้จัดการฝ่ายประกันภัย สินไหมทดแทน บริษัท ไทยสิริ เขาให้การว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ได้ทำประกันกับบริษัทตนไว้ เป็นการประกันการก่อการร้ายซึ่งมีวงเงินไม่เกิน 3,500 ล้านบาท เฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเมื่อประเมิณในขั้นต้นแล้ว ค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นเฉพาะโครงสร้างมีมูลค่าประมาณ 5,200 ล้านบาท โดยที่พยานไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้แต่อย่างใด

ในช่วงบ่าย มีการเบิกตัวพยานอีกคนคือ ร้อยตำรวจเอก พรเลิศ รัตนคาม นายตำรวจประจำสถานีตำรวจชนะสงคราม ร.ต.อ. พรเลิศให้การว่า ภายหลังจากเหตุการณ์ในวันที่19 พฤษภาคม2553 สองอาทิตย์ ตนได้รับหมายจับพร้อมมอบหมายให้ตรวจสอบบุคคลตามภาพ ตนดูภาพและจำได้ว่าเคยเห็นนายสายชลที่สนามหลวงมาก่อน จึงทำการเข้าจับกุม ภายหลังนายสายชลก็รับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามรูปจริง ทั้งนี้ตนยอมรับว่า ในหมายจับไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดใดๆเลยเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย มีเพียงรูปถ่ายใบเดียวที่ตนยอมรับว่า มองเห็นใบหน้าแค่ด้านเดียว และเห็นตา จมูก ปาก และหน้าผาก ของบุคคลในรูปไม่ชัดเจน ถ่ายที่ไหนเมื่อไรตนก็ไม่ทราบ ในการจับกุมจำเลยตนอาศัยดูรูปถ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ดูโดยภาพรวมแล้ว คล้ายกับจำเลย ซึ่งพอจับกุมแล้ว จำเลยก็รับสารภาพและยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ

ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และไม่ได้รับการประกันตัว โดยจะมีการนัดสืบพยานโจทย์อีกในวันที่23-24 สิงหาคม2554

เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 2 ส.ค.54 และในเว็บไซต์* ได้เปิดเผยการสัมภาษณ์นายสายชลด้วยว่า นายสายชลอ้างว่าตนถูกซ้อมทรมาณจากตำรวจเพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามภาพ จริง

*( told The Nation yesterday afternoon that he had been forced to admit that he was the man in the photograph because "police threatened to lynch me and send me to the military" - a red-shirt guard - is illiterate. ) http://www.nationmultimedia.com/home/Confusing-testimony-from-security-guard-in-Central-30161805.html

อภิสิทธิ์ส่งมอบงานให้รัฐบาลใหม่ เผยตอนรับตำแหน่งเหมือนไฟไหม้บ้าน-วันนี้ดับไฟได้แล้ว

ที่มา ปรุะชาไท

นายก รัฐมนตรีชี้แจงการบริหารประเทศในช่วง 2 ปีพร้อมเตรียมส่งมอบงานให้รัฐบาลชุดใหม่สานต่อ ยันประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางด้านการเงินและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลใหม่สามารถนำไปแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ เผยมีเงินคงคลัง 3 แสนล้าน มากกว่าตอนรับตำแหน่งที่มีเพียง 5 หมื่นล้าน แถมจัดเก็บรายได้เกินเป้า 2 แสนล้าน




เว็บไซต์ สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า วันนี้ (4 ส.ค.) เวลา 20.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงผลการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงที่บริหารประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณประชาชนและข้าราชการทุกคนที่ช่วยให้การบริหารประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสามารถฟันฝ่าวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งสรุปสาระสำคัญว่า

ขณะนี้ได้มีการเปิดสมัยประชุมของสภาผู้แทน ราษฎร และได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่เพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และมีการบริหารราชการแผ่นดินในนามของรัฐบาลใหม่

นายกรัฐมนตรีได้ กล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลปัจจุบันได้พยายามอย่างเต็มความสามารถในการให้การเปลี่ยนผ่านทางการ เมืองให้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ได้มีการเตรียมการในการส่งมอบงานเพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารราชการ แผ่นดินได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเตรียมการในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งรัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการ และมีการเตรียมงานไว้ชั้นหนึ่งแล้ว และจะให้รัฐบาลชุดใหม่ได้สามารถเข้ามาสานต่อ รวมถึงการแก้ปัญหาภัยพิบัติ อุทกภัยในหลายจังหวัด ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้มีการติดตามเฝ้าระวังในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล

นายก รัฐมนตรีกล่าวมั่นใจว่า การส่งมอบการบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนี้ สถานะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศเอื้อต่อการที่จะให้รัฐบาลใหม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะฐานะของประเทศมีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลใหม่มีความยืดหยุ่นในการปรับนโยบายทางด้านการเงินการคลัง โดยเงินสำรองระหว่างประเทศขณะนี้มีสูงถึง 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากการรัฐบาลชุดก่อนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินถึง 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีเงินสำรองอยู่ในลำดับที่ 13 ของโลก ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกและการท่องเที่ยวหรือการหารายได้เข้าประเทศมีการเติบ โตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง สำหรับฐานะการคลังในประเทศขณะนี้ มีเงินที่จัดเก็บรายได้เพิ่มเกินเป้าหมายงบประมาณถึงเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ฐานะการคลังนั้นมีความมั่นคง และจะทำให้การจัดงบประมาณสำหรับปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ทำได้คล่องตัวยิ่งขึ้น นอกจากนั้นเงินคงคลัง ได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 แสนล้านบาท มากกว่าตอนเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

นายก รัฐมนตรีกล่าวถึงหนี้สาธารณะของประเทศไทยว่า หากคิดเป็นสัดส่วนกับรายได้ประชาชาติแล้วได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 หรือต่ำกว่า ซึ่งถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก เมื่อเทียบเคียงกับประเทศต่าง ๆ ในโลก ส่วนภาวะเศรษฐกิจทางด้านอื่น ๆ เช่น ภาวะการจ้างงานอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งเป็นพิเศษ อัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นประวัติกาล ในเรื่องของการมีเครื่องมือกลไกต่าง ๆ ที่จะรองรับกับความผันผวนในเรื่องของราคาน้ำมันกับต้นทุนต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันฐานะของกองทุนน้ำมัน ถ้ามีการคงนโยบายในการที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร จะทำให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และกองทุนน้ำมันนั้นจะอยู่ในภาวะซึ่งไม่ติดลบในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนข้างหน้า

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวด้วยว่า ตอนที่เข้ามารับตำแหน่งเหมือนไฟเข้ามาไหม้บ้าน ขณะที่วันนี้ได้ดับไฟเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลได้ดำเนินการว่า หลายเรื่องมีความคืบหน้า อาทิ การจัดระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้า นโยบายเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี การดูแลคนกลุ่มต่าง ๆ เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่ยอมรับว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระหลายคณะกรรมการ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมไปถึงการมีกฎหมาย หรือมาตรการต่าง ๆ ซึ่งยังค้างอยู่ แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าไปพิจารณามาตรการ กฎหมาย และข้อเสนอแนะเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การมีสังคมที่มีความเป็นธรรม และมีสวัสดิการสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

ด้านการต่างประเทศและ ความมั่นคง นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ปัจจุบันฐานะของประเทศไทย หลังจากประสบกับปัญหาวิกฤติมากมาย สังคมโลกมีความมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น และจากการดำเนินการหลาย ๆ อย่าง นำไปสู่การที่ประเทศไทยจะได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพในงานระดับโลก หรืองานระดับระหว่างประเทศ ทั้งเวทีเศรษฐกิจ การกีฬา โดยหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะได้สานต่อและทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการ เป็นเจ้าภาพดังกล่าว

ด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ขณะนี้เป็นไปด้วยความราบรื่นยกเว้นในกรณีที่มีข้อพิพาทกับทางกัมพูชา ส่วนปัญหาภายในประเทศที่กระทบต่อความมั่นคง เช่น ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติด รัฐบาลใหม่คงจะได้มีการสานต่อ และสามารถดำเนินทิศทางของนโยบายนำไปสู่ความสงบสุขต่อไป ตอนท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีกระบวนการของการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ความขัด แย้งในอดีต โดยมีคณะกรรมการอิสระ และหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะได้สานต่อในแนวทางนี้เพื่อนำไปสู่ความจริงและยก สถาบันต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เหนือความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถาบันอื่น ๆ ซึ่งมีภาระหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรต่าง ๆ ตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าหากทำได้เช่นนี้เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารงานของรัฐบาลใหม่จะ สามารถนำไปสู่การยุติความขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ

จาก นั้นนายกรัฐมนรีได้กล่าวขอบพระคุณพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกคนที่ช่วยให้การบริหารราชการแผ่นดินในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นำพาประเทศชาติฟันฝ่าวิกฤติต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีบางปัญหาซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ หรือไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ทำไว้นั้นจะเป็นฐานในการที่จะให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาสานต่อ เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนทุกคนต่อไป

คนโป่งอางลงชื่อค้าน-ระดมทุนต้านเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบน

ที่มา ประชาไท

หลัง จากที่ชาวบ้านบ้านโป่งอาง หมู่ที่ 5 ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทราบข่าวว่าทางกรมชลประทาน มีแผนจะเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำแม่น้ำปิงตอนบน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเขื่อน ซึ่งจุดที่จะมีการดำเนินงานนั้นตั้งห่างจากชุมชนเพียง 1 กิโลเมตร จึงทำให้ชาวบ้านบ้านโป่งอางรู้สึกตื่นตระหนกและได้ออกมาคัดค้านกันทั้งหมู่ บ้าน

นางบัวเขียว ชุมภู ชาวบ้านบ้านโป่งอาง กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวก็รู้สึกไม่ค่อยดี ก็มีการพูดกันปากต่อปาก กระจายข่าวให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้ว่าจะมีคนข้างนอกเข้ามาสร้างเขื่อนใน บ้านเรา พี่น้องชาวบ้านที่ทราบข่าวก็เกิดความตกใจ แต่อย่างไรก็ตามเราก็พยายามบอกให้กับคนอื่นว่าไม่ต้องตกใจ แต่เราต้องใช้สติในการต่อสู้

“ถึงยังไงเราก็ไม่ให้สร้าง เพราะว่าเราอยู่อาศัยกันตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ แต่คนข้างนอกเข้ามาก็จะมาเอาไปสร้างเป็นเขื่อน ทั้งๆที่บ้านเราเองไม่มีความเดือดร้อนอะไรกันแล้ว ฝายเราก็มี เราไม่เดือดร้อนอะไรซักอย่าง การเก็บผัก เก็บหน่อไม้ ก็เป็นรายได้ของชาวบ้าน ไม่ต้องเข้าเวียง เพื่อไปแย่งอาชีพของคนอื่นในเมือง เราอยู่แบบพอมีพอกิน และเรารู้การสร้างเขื่อนนั้นไม่ดี ทางหมู่บ้านของเราเองก็มีสื่อดูผ่าน โทรทัศน์ มันจะทำให้พื้นที่ป่า พื้นที่ทำกินถูกน้ำท่วม และมีการอพยพไปอยู่ที่อื่นด้วย”

ล่าสุด ชาวบ้านโป่งอาง ได้มีการลงชื่อกันเพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีการเรี่ยไรเงินเพื่อระดมทุนในการเคลื่อนไหวและเป็นใช้จ่ายในการไป ยื่นหนังสือคัดค้านในกรุงเทพฯ ต่อไป

นางสาวธิวาภรณ์ พะคะ กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้านได้ลงรายชื่อคัดค้านไม่เอาเขื่อนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เรี่ยไรรวบรวมเงินกัน แต่ได้แค่ 3,000 กว่าบาทเท่านั้นเอง เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ทำงานหาเช้ากินค่ำ มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะอยู่ ไหนต้องส่งลูกเรียน และต้่องเลี้ยงปากท้องตัวเองอีก ถ้าเป็นไปได้ ขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อด้วยว่า ใครที่มีภาระใจอยากจะบริจาคเงิน​ช่วยเหลือพี่น้องชาวบ้านโป่งอาง​ในการคัด ค้านการสร้างเขื่อนกั้น​น้ำแม่ปิงตอนบน โดยสามารถบริจาคมาได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาเชียงดาว ประเภทออมทรัพย์ ชื่อบัญชี นางหทัยรัตน์ ศรีใจ, นางขวัญดาว ปุกคำ และนางสาวจันทร์เพ็ญ กุ่ยโพ หมายเลขบัญชี 516-0-30577-7

“อยาก ขอวิงวอนพี่น้องคนไทยร่วมเงินบริจาคเพื่อเป็นทุนในกา​รดำเนินการปก ป้องฐานทรัพยากรอันมีค่าของประเทศนี้ไว้และเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเิดิน ทาง​ไปยื่นหนังสือให้องค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในที่ต่าง ๆ ทั้งในตัวจังหวัดและกรุงเทพฯ อยากจะบอกว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่ท่านให้กับพี่น้องบ้านโป่งอา​งในครั้งนี้ ท่านจะได้รับกลับคืนยิ่ง​กว่าที่ท่านให้เป็นร้อยเท่า พันเท่า เพราะนี่คือผืนป่าต้นน้ำปิง ถ้าชาวบ้านรวบรวมเงินพอกับค่าใช้จ่ายได้แล้ว เราคงจะเดินทางไปยื่นหนังสือกันต่อไป” นางสาวธิวาภรณ์ กล่าวในตอนท้าย


ข้อมูลการศึกษาเบื้องต้นโดยสำนักชลประทานที่ 1 ร่วมกับสำนักบริหารโครงการ

1.ที่ตั้งโครงการฯตั้งอยู่หมู่ที่5 ตำบลเมืองนะอำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่

2.ขนาด /ความจุ เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุอ่างเก็บน้ำระดับเก็บกักประมาณ550 ล้านลูกบาศก์เมตรพื้นที่อ่างระดับน้ำสูงสุดประมาณ1,500 ไร่ตัวเขื่อนสูงประมาณ62.0 เมตรยาวประมาณ500เมตร

3.พื้นที่อ่างเก็บ น้ำ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดง (เดิมชื่ออุทยานแห่งชาติเชียงดาว) เขตป่าอนุรักษ์ที่เรียกว่าพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น1 A (สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญ)

4.ระยะทางการสร้างเขื่อนห่างจากหมู่บ้านโป่งอาง เพียง1 กิโลเมตร