WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 6, 2011

จดหมายถึงเมืองไทย:มุมมองนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาฝรั่งต่อจดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ฉบับล่าสุด

ที่มา Thai E-News

ภาพประกอบบทความในเวบไซต์ New Mandala

โดย แอนดรูว์ วอล์กเกอร์
แปลโดย: ดวงจำปา

ดร.แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ วันที่ 5 สิงหาคมนี้ ดร.แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ได้เขียนบทความเรื่อง"จดหมายถึงเมืองไทย"ลงในเวบไซต์ New Mandala ตั้งข้อสังเกตของเขา ในมุมมองของนักวิชาการด้านมานุษยวิทยา ต่อ จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54 ซึ่งเขานำเสนอในเวบไซต์เดียยวกันก่อนหน้านี้

ต่อ มาคุณดวงจำปา ได้แปลบทความนี้เผยแพร่ลงในเวบบอร์ด Internet Freedom ไทยอีนิวส์ได้นำฉบับแปลมานำเสนอ โดยได้เซ็นเซอร์ข้อความต่างๆที่พาดพิงถึงบุคคลที่สามออกทั้งหมดแล้ว

ตั้งแต่ เวปไซต์นิว แมนเดล่า ได้โพสต์เรื่องของ จดหมายที่กล่าวอ้าง จากลูกชายทั้งสี่คนของ(เซ็นเซอร์)เมื่อค่ำของวันพุธที่ผ่านมา มีความสนใจกันมาก จนเป็นเรื่องประเด็นร้อนกับผู้อ่านหลายพันท่าน ที่ได้เข้ามาอ่านจดหมายฉบับนี้.

เมื่อผมได้โพสต์ลงไปนั้น, ผมได้กล่าวว่า ผมไม่สามารถที่จะรับประกันว่า มันจะเป็นจดหมายของแท้ได้ ในตอนนั้น ผมมีความปักใจเชื่อประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ว่ามันเป็นของจริง (ถ้าคุณสามารถนำเอาตัวเปอร์เซ็นต์มาวัดกันกับเรื่องแบบนี้)

แต่ในตอน นี้นั้น ไม่ว่าจะมันมีค่ามากมายแค่ไหนก็ตาม ระดับความมั่นใจของผมนั้น ได้เพิ่มขึ้นไปประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับเพิ่มเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมบางประการนั้น เรื่องการแจ้งที่ว่า จดหมายฉบับนี้เป็นของแท้นั้น มีความสำคัญน้อยกว่า ในเรื่องความสำคัญของทางด้านจารีตประเพณีที่เคยปฎิบัติกันมา เนื่องจากว่าผมเป็นนักมานุษย์วิทยา บ่อยครั้ง ผมจะให้ความสนใจในความหมายหลายๆ ด้าน ในเรื่องสิ่งที่สร้างประดิษฐ์ตามจารีตวัฒนธรรม มากกว่าในเรื่องของความแท้จริง ที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาตนเอง

ดังนั้น ผมก็ขอสวมหน้าที่ของนักมานุษย์วิทยาก่อน ผมคิดว่า มันมีเหตุผล สี่เรื่องที่เชื่อมโยงกันว่า ทำไมจดหมายฉบับนี้ –ไม่ว่ามันจะจริงหรือปลอมก็ตาม – ที่แท้แล้ว มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในแง่มุมของจารีตประเพณี.

ประการแรก, มันเป็นตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ของรอยร้าวที่เห็นจากภายนอก ในด้านการประชาสัมพันธ์ของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)ไทย, เรื่องที่เป็นลำดับยอดต้นๆ ก็คือ ความอลหม่านในเรื่องเครื่องบิน(เซ็นเซอร์)ที่ประเทศเยอรมัน และ ระยะเวลาห้าปี ของการจมดิ่งในสัญญลักษณ์ของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์) จากเรื่องการแก่งแย่งชิงดีในทางการเมือง

มันไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลก ประหลาดอะไรเท่าไร ที่รอยร้าวที่แตกออกมากมายขนาดนี้ ได้แตกสาขามาจากรูปของ ประเภท “ลุยยิบตา” อย่าง(เซ็นเซอร์)เอง มันก็ยังมีความไม่พึงพอใจที่แสดงให้เห็นอย่างลับๆ ในแง่ของพูดใส่ร้ายปลุกปั่นยุยง อยู่อย่างเสมอในสังคมไทย

แต่เทคโนโล ยี่สมัยใหม่ทางด้านการสื่อสาร มันก็หมายถึงว่า พวกเนื้อหาสาระอันน่าตื่นตาตื่นใจทั้งหลาย ก็สามารถถูกเผยแพร่กระจายอย่างเรียบร้อยฉับพลัน บทความเรื่องเล่า, รูปภาพ, จดหมายเหตุและอีเมล์ ได้รับความนิยม เสมือนพลังอันแสนวิเศษ ที่ทำให้เรื่องเล็กๆ ง่ายๆ กลายเป็นการขยายไปถึงการกระพือข่าวจากพวกเขาได้

พลัง อำนาจนี้ ได้ถูกยกระดับขึ้นมา เมื่อขณะที่(เซ็นเซอร์) และ สถาบัน(เซ็นเซอร์) ได้อ่อนกำลังลงโดยทั้งทางธรรมชาติ และทางตัวสถาบันเอง

ประการที่สอง, ที่สามารถชี้เฉพาะให้เห็นชัดกว่า ก็คือว่า จดหมายฉบับนี้ ได้ตอกเข้าไปในหัวใจขององค์ประกอบหลัก ในการพรรณาเล่าเรื่องของเหล่า(เซ็นเซอร์)รุ่นใหม่ของไทย

การเล่า เรื่องนั้น เป็นเรื่องของคุณพ่อท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลผู้ที่ชาญฉลาด และมีจิดใจที่ดีเปิดกว้าง (ระดับชาติ) ซึ่งมีความห่วงใยต่อลูกๆ (ประชาชน) ของท่าน จดหมายนั้นได้เสนอถึง การเล่าบรรยายที่กลับกันอย่างล้ำลึก ซึ่งไปโค่นล้มความรู้สึก ของคนที่เป็นพ่อซึ่งมีจิตใจโหดเหี้ยม และปราศจากความห่วงใยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ละทิ้งลูกของตนเองอย่างน่างงงวย ถอดถอนยศฐาบรรดาศักดิ์ออกไป และแถมยังตัดการสื่้อสารทุกรูปแบบกับพวกเขา

มัน เป็นเรื่องที่ลำบากใจอย่างมาก ต่อการมอบสถาปนาตำแหน่ง(เซ็นเซอร์)ให้กับ (เซ็นเซอร์)ด้วยภาพรักของ(เซ็นเซอร์)ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เหมือนกับ(เซ็นเซอร์)ปัจจุบันได้

จดหมายนี้เป็นข้อชี้แนะว่า มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย และไม่เพียงแต่(เซ็นเซอร์)เท่านั้น ที่ภาพรักของความเป็นพ่อได้กำลังถูกท้าทายอยู่ แต่ครอบครัวของ(เซ็นเซอร์)ทั้งหมดก็ถูกติดพันไปกับในเรื่องที่น่าทึ่งเหล่า นี้ด้วย:

ทุกๆ ปี เราได้เขียนจดหมายถึงคุณปู่คุณย่าของเรา,(เซ็นเซอร์), คุณพ่อของเรา, คือ(เซ็นเซอร์) และคุณน้าของเรา คือ (เซ็นเซอร์) เราได้เขียนเพื่อที่จะให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ในคราวล่าสุดของพวก เรา โดยอธิบายพวกเขาให้ทราบถึง ความก้าวหน้าในการเรียนด้านวิชาการต่างๆ รวมไปถึงเรื่องทางการแพทย์ หรือ แม้กระทั่ง ส่งความปรารถนาดีไปยัง(เซ็นเซอร์) เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่หรือวัน(เซ็นเซอร์) อย่างไรก็ตาม ไม่มีท่านผู้ใดเคยตอบจดหมายที่เราส่งไปให้เลย การสื่อสารนั้น เป็นอยู่ทางฝ่ายเดียวโดยเสมอ

ประการที่สาม, เรื่องเล่าของความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ประสบความล้มเหลว ซึ่งอาจที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจที่แพร่ขยายกว้างออกไปทั่ว ประเทศ ในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา ความกังวลขนานใหญ่ ได้ถูกแสดงออกมา เกี่ยวกับความอับอายขายหน้าระดับชาติ ที่โยงไปถึง “การสูญเสีย” ดินแดนไม่กี่ตารางกิโลเมตร ที่เป็นป่าเตี้ยๆ มีลมพัดแรง อยู่ตรงเขตชายแดนของประเทศกัมพูชา

“ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนให้กับผู้ใด แม้แต่หนึ่งนิ้ว”
ที่นักชาตินิยมเขากรีดกราดเรียกร้องกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่เรื่องการสูญเสีย – หรือการถูกเนรเทศ – ของผู้มีสายเลือดไทยอยู่ล่ะ; แถมยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ(เซ็นเซอร์)ด้วย?

“เป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว ที่เราไม่เคยเข้าไปเหยียบผืนแผ่นดินไทยของเรา และเราคิดถึงประเทศของเราเกินกว่าที่จะพรรณาได้”
จดหมาย ได้บอกบ่งถึง เรื่องราวที่น่าสะเทือนใจของประชาชนสัญชาติไทยสี่คน, ซึ่งเป็นหลานชายของ(เซ็นเซอร์) และ ได้ถูกขับไสไล่ส่งออกมาจาก “บ้านช่อง” ในประเทศไทยที่เขารัก ถูกเฉดหัวเหมือนกับผู้ที่หนีเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย.

“เมื่อ ตอนที่พวกเรายังเล็กอยู่, เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับชีวิตของพวกเรา หรือ เราก็ไม่สามารถที่จะจับความได้ว่าทำไม พวกเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศที่พวกเรารักเป็นอย่างยิ่ง”
ความ มั่นใจที่ว่าผู้คนทั้งประเทศจะโอบอ้อมใจให้นั้น สามารถสิ้นสลายลงไปได้ เมื่อพลเมืองที่มีสถานะดังกล่าว สามารถถูกขับไสไล่ส่งออกมาอย่างง่ายๆ แบบนี้

และประการสุดท้าย, มีเรื่องของความกังวลที่ยังวนเวียนอยู่ในเรื่องการสืบ(เซ็นเซอร์) ไม่เพียงแต่(เซ็นเซอร์)ที่จะถึง แต่ยังเป็น(เซ็นเซอร์)ต่อจาก(เซ็นเซอร์)นั้นด้วย (เซ็นเซอร์)ของไทย ก็ไม่เพียบพร้อมอย่างแน่วแน่นักในเรื่องของ(เซ็นเซอร์)ฝ่ายชาย ที่จะเป็นผู้จุดประกายสร้างความมั่นใจให้กับประเทศชาติ

การปรากฎตัว ของเด็กหนุ่มทั้งสี่คน (ในระดับ[เซ็นเซอร์]) ซึ่งได้มีพันธะอยู่ กับการเป็นบุคคลใน(เซ็นเซอร์)ชั้นสูงจากทางสายเลือด อาจจะทำให้เกิดการกระทำแปลกๆ ขึ้นมาได้.

ผมยังเคลือบแคลงใจว่า มีประชาชนคนไทยเท่าไรที่จะชอบใจอย่างจริงจังที่ว่า หนึ่งในลูกชายทั้งสี่คนนึ้ จะมาขึ้นครอง(เซ็นเซอร์)เป็น(เซ็นเซอร์)ได้ แต่จดหมายของพวกเขานั้น เป็นการเตือนใจอย่างกระอักกระอ่วน ในเรื่องของความสามารถในการสร้าง(เซ็นเซอร์) เพื่อที่จะสืบเชื้อสายต่อไปอีกหลายๆ แห่ง

บางคนอาจจะคิดว่า แนวคิดของ -- การที่คนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเติบโตและได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี และอาศัยอยู่ในต่างประเทศแถบตะวันตก สามารถขี้นมาเป็น(เซ็นเซอร์)ได้นัั้น--- เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเลย

แต่ มันเป็นเพียงภาพที่สะท้อนให้เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง เพื่อที่จะตระหนักให้ทราบว่า เรื่องต่างๆ นั้น มันไม่เป็นไปตามอย่างที่เคยวางแผนกันไว้โดยเสมอไป

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54

เฮี้ยน!ยัดคุกเหยื่อคดี112รายวัน คิวล่าสุดนักล่าแม่มดร่วมสถาบันกดดันม.เกษตรฯแจ้งจับบัณฑิตจบใหม่

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 สิงหาคม 2554

มี รายงานว่า เมื่อเย็นวานนี้(5ส.ค.)กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ได้จับกุมบัณฑิตใหม่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเพิ่งรับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาในที่ทำงาน และนำไปฝากขังคุกที่สน.บางเขนไว้1คืน

ทั้งนี้นักกิจกรรมทางสังคมและ ทนายความจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์พยายามยื่น ขอประกันตัวแต่ไม่สำเร็จ ช่วงเช้าวันนี้นำส่งศาลอาญา และมีความพยายามยื่นประกันในชั้นศาลอีกครั้ง

รายงาน ช่วง 12.00 น.วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม ผู้ปกครองและทนายความของผู้ต้องหาได้มาถึงศาลตั้งแต่เช้า ทำเรื่องยื่นประกันตัว แต่ต้องนั่งรอตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาจากที่ขัง สน.บางเขนมาที่ศาลอาญา รัชดาฯ แต่มาถึงอย่างล่าช้า เลยเวลาเทียง ศาลแจ้งว่าหมดเวลาให้ประกันตัว ทำให้ต้องติดคุกถูกขังช่วงเสาร์-อาทิตย์

เหมือนน้องผู้ต้องหาถูกกลั่นแกล้ง​ด้วยการที่สน.บางเขนนำตัวมาศาลช​้า ทำให้ยื่นประกันไม่ทันในเวลาเที่ยง ต้องติดคุกฟรีไปอีก 2 วัน

ตำรวจ ส่งตัวถึงศาล 11.47น. หลักทรัพย์ไม่พอ เวลาไม่ทัน ยื่นประกันไม่ทัน ส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ยื่นประกันอีกทีบ่ายสอง วันจันทร์นี้

โดย มีรายงานว่า บัณฑิตเกษตรศาสตร์ผู้นี้เป็นเพศชาย ถูกนิสิตคณะวิศวกรรมการบิน มหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็นคนแจ้งความดำเนินคดี และมีแรงกดดันจาก"กลุ่มล่าแม่มด"ส่งจดหมายและอีเมล์กดดันมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ให้ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา
นิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บิดา ของผู้ต้องหาได้เปิดเผยว่า นายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝ่ายกิจการนิสิต เป็นผู้มาแจ้งความดำเนินคดี ตามคำร้องของนิสิตคณะว​ิศวกรรมศาสตร์ และถูกกดดันจากสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยรออธิการฯนิพนธ์อ้างว่าถูกกดดันมาจากสภามหาวิทยาลัยอีกที และทำเพื่อรักษาชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากกล​ัวการร้องเรียนจากสังคม

"เป็นพวกล่าแม่มดประจานในเว็บ เด็กด ​ีและแจ้งความตั้งแต่ปีที่แล​้ว DSI รอให้เขาจบการศึกษา หมดสถาณภาพนิสิต แล้วรื้อคดีตามไปจับที่ทำงาน"นักกิจกรรมที่ได้ไปพยายามประกันตัวผู้ต้องหา กล่าวเปิดเผยในเฟซบุ๊ค


ก่อน หน้านี้ DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปให้การ ซึ่งผู้ต้องหาก็ไปตามหมายตลอด ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีคดี แต่พอหมดสถานภาพนิสิต ก็ออกเป็นหมายจับ และมาจับเอาตอนวันศุกร์ ซึ่งพอติดช่วงเสาร์-อาทิตย์ก็มักประกันตัวยุ่งยาก อย่างน้อยอาจโดนขังไป 3 วัน และโดยทั่วไปพอถึงชั้นศาลคดีอาญามาตรา 112 ศาลมักไม่ให้ประกันตัว

"ปีที่แล้วน้องคนนี้โดนหมายเรียกไป1คร​ั้ง ก็ไปรายงานตามหมาย ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แล้วมันออกมาเป็นหมายจับได้ไง แล้วมันเป็นหมายจับตอนจบปร​ิญญาแล้ว แล้วมาจับเอาวันศุกร์ ถ้าไม่ใช่จงใจจับ จงใจกลั่นแกล้งประชาชน จะให้หมายความว่าอย่างไร"

ก่อนหน้านี้กลุ่ม ล่าแม่มดได้ตามเอาเรื่องผู้ต้องหารายนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกดดันไม่ให้เขาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร และกดดันให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลงโทษด้วยการไล่ออก เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการตักเตือนไปแล้ว แต่ไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มนักล่าแม่มด ได้มีการส่งอีเมล์เวียนในกลุ่มกดดันให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินคดีต่อ ผู้ต้องหาในที่สุด

จดหมายถึงเมืองไทย:มุมมองนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาฝรั่งต่อจดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ฉบับล่าสุด

ที่มา Thai E-News

ภาพประกอบบทความในเวบไซต์ New Mandala

โดย แอนดรูว์ วอล์กเกอร์
แปลโดย: ดวงจำปา

ดร.แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ วันที่ 5 สิงหาคมนี้ ดร.แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ได้เขียนบทความเรื่อง"จดหมายถึงเมืองไทย"ลงในเวบไซต์ New Mandala ตั้งข้อสังเกตของเขา ในมุมมองของนักวิชาการด้านมานุษยวิทยา ต่อ จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54 ซึ่งเขานำเสนอในเวบไซต์เดียยวกันก่อนหน้านี้

ต่อ มาคุณดวงจำปา ได้แปลบทความนี้เผยแพร่ลงในเวบบอร์ด Internet Freedom ไทยอีนิวส์ได้นำฉบับแปลมานำเสนอ โดยได้เซ็นเซอร์ข้อความต่างๆที่พาดพิงถึงบุคคลที่สามออกทั้งหมดแล้ว

ตั้งแต่ เวปไซต์นิว แมนเดล่า ได้โพสต์เรื่องของ จดหมายที่กล่าวอ้าง จากลูกชายทั้งสี่คนของ(เซ็นเซอร์)เมื่อค่ำของวันพุธที่ผ่านมา มีความสนใจกันมาก จนเป็นเรื่องประเด็นร้อนกับผู้อ่านหลายพันท่าน ที่ได้เข้ามาอ่านจดหมายฉบับนี้.

เมื่อผมได้โพสต์ลงไปนั้น, ผมได้กล่าวว่า ผมไม่สามารถที่จะรับประกันว่า มันจะเป็นจดหมายของแท้ได้ ในตอนนั้น ผมมีความปักใจเชื่อประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ว่ามันเป็นของจริง (ถ้าคุณสามารถนำเอาตัวเปอร์เซ็นต์มาวัดกันกับเรื่องแบบนี้)

แต่ในตอน นี้นั้น ไม่ว่าจะมันมีค่ามากมายแค่ไหนก็ตาม ระดับความมั่นใจของผมนั้น ได้เพิ่มขึ้นไปประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับเพิ่มเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมบางประการนั้น เรื่องการแจ้งที่ว่า จดหมายฉบับนี้เป็นของแท้นั้น มีความสำคัญน้อยกว่า ในเรื่องความสำคัญของทางด้านจารีตประเพณีที่เคยปฎิบัติกันมา เนื่องจากว่าผมเป็นนักมานุษย์วิทยา บ่อยครั้ง ผมจะให้ความสนใจในความหมายหลายๆ ด้าน ในเรื่องสิ่งที่สร้างประดิษฐ์ตามจารีตวัฒนธรรม มากกว่าในเรื่องของความแท้จริง ที่สังเกตเห็นได้ด้วยตาตนเอง

ดังนั้น ผมก็ขอสวมหน้าที่ของนักมานุษย์วิทยาก่อน ผมคิดว่า มันมีเหตุผล สี่เรื่องที่เชื่อมโยงกันว่า ทำไมจดหมายฉบับนี้ –ไม่ว่ามันจะจริงหรือปลอมก็ตาม – ที่แท้แล้ว มันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในแง่มุมของจารีตประเพณี.

ประการแรก, มันเป็นตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ของรอยร้าวที่เห็นจากภายนอก ในด้านการประชาสัมพันธ์ของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)ไทย, เรื่องที่เป็นลำดับยอดต้นๆ ก็คือ ความอลหม่านในเรื่องเครื่องบิน(เซ็นเซอร์)ที่ประเทศเยอรมัน และ ระยะเวลาห้าปี ของการจมดิ่งในสัญญลักษณ์ของทางฝ่าย(เซ็นเซอร์) จากเรื่องการแก่งแย่งชิงดีในทางการเมือง

มันไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลก ประหลาดอะไรเท่าไร ที่รอยร้าวที่แตกออกมากมายขนาดนี้ ได้แตกสาขามาจากรูปของ ประเภท “ลุยยิบตา” อย่าง(เซ็นเซอร์)เอง มันก็ยังมีความไม่พึงพอใจที่แสดงให้เห็นอย่างลับๆ ในแง่ของพูดใส่ร้ายปลุกปั่นยุยง อยู่อย่างเสมอในสังคมไทย

แต่เทคโนโล ยี่สมัยใหม่ทางด้านการสื่อสาร มันก็หมายถึงว่า พวกเนื้อหาสาระอันน่าตื่นตาตื่นใจทั้งหลาย ก็สามารถถูกเผยแพร่กระจายอย่างเรียบร้อยฉับพลัน บทความเรื่องเล่า, รูปภาพ, จดหมายเหตุและอีเมล์ ได้รับความนิยม เสมือนพลังอันแสนวิเศษ ที่ทำให้เรื่องเล็กๆ ง่ายๆ กลายเป็นการขยายไปถึงการกระพือข่าวจากพวกเขาได้

พลัง อำนาจนี้ ได้ถูกยกระดับขึ้นมา เมื่อขณะที่(เซ็นเซอร์) และ สถาบัน(เซ็นเซอร์) ได้อ่อนกำลังลงโดยทั้งทางธรรมชาติ และทางตัวสถาบันเอง

ประการที่สอง, ที่สามารถชี้เฉพาะให้เห็นชัดกว่า ก็คือว่า จดหมายฉบับนี้ ได้ตอกเข้าไปในหัวใจขององค์ประกอบหลัก ในการพรรณาเล่าเรื่องของเหล่า(เซ็นเซอร์)รุ่นใหม่ของไทย

การเล่า เรื่องนั้น เป็นเรื่องของคุณพ่อท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลผู้ที่ชาญฉลาด และมีจิดใจที่ดีเปิดกว้าง (ระดับชาติ) ซึ่งมีความห่วงใยต่อลูกๆ (ประชาชน) ของท่าน จดหมายนั้นได้เสนอถึง การเล่าบรรยายที่กลับกันอย่างล้ำลึก ซึ่งไปโค่นล้มความรู้สึก ของคนที่เป็นพ่อซึ่งมีจิตใจโหดเหี้ยม และปราศจากความห่วงใยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ละทิ้งลูกของตนเองอย่างน่างงงวย ถอดถอนยศฐาบรรดาศักดิ์ออกไป และแถมยังตัดการสื่้อสารทุกรูปแบบกับพวกเขา

มัน เป็นเรื่องที่ลำบากใจอย่างมาก ต่อการมอบสถาปนาตำแหน่ง(เซ็นเซอร์)ให้กับ (เซ็นเซอร์)ด้วยภาพรักของ(เซ็นเซอร์)ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เหมือนกับ(เซ็นเซอร์)ปัจจุบันได้

จดหมายนี้เป็นข้อชี้แนะว่า มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย และไม่เพียงแต่(เซ็นเซอร์)เท่านั้น ที่ภาพรักของความเป็นพ่อได้กำลังถูกท้าทายอยู่ แต่ครอบครัวของ(เซ็นเซอร์)ทั้งหมดก็ถูกติดพันไปกับในเรื่องที่น่าทึ่งเหล่า นี้ด้วย:

ทุกๆ ปี เราได้เขียนจดหมายถึงคุณปู่คุณย่าของเรา,(เซ็นเซอร์), คุณพ่อของเรา, คือ(เซ็นเซอร์) และคุณน้าของเรา คือ (เซ็นเซอร์) เราได้เขียนเพื่อที่จะให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ในคราวล่าสุดของพวก เรา โดยอธิบายพวกเขาให้ทราบถึง ความก้าวหน้าในการเรียนด้านวิชาการต่างๆ รวมไปถึงเรื่องทางการแพทย์ หรือ แม้กระทั่ง ส่งความปรารถนาดีไปยัง(เซ็นเซอร์) เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่หรือวัน(เซ็นเซอร์) อย่างไรก็ตาม ไม่มีท่านผู้ใดเคยตอบจดหมายที่เราส่งไปให้เลย การสื่อสารนั้น เป็นอยู่ทางฝ่ายเดียวโดยเสมอ

ประการที่สาม, เรื่องเล่าของความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ประสบความล้มเหลว ซึ่งอาจที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจที่แพร่ขยายกว้างออกไปทั่ว ประเทศ ในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา ความกังวลขนานใหญ่ ได้ถูกแสดงออกมา เกี่ยวกับความอับอายขายหน้าระดับชาติ ที่โยงไปถึง “การสูญเสีย” ดินแดนไม่กี่ตารางกิโลเมตร ที่เป็นป่าเตี้ยๆ มีลมพัดแรง อยู่ตรงเขตชายแดนของประเทศกัมพูชา

“ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียดินแดนให้กับผู้ใด แม้แต่หนึ่งนิ้ว”
ที่นักชาตินิยมเขากรีดกราดเรียกร้องกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

แต่เรื่องการสูญเสีย – หรือการถูกเนรเทศ – ของผู้มีสายเลือดไทยอยู่ล่ะ; แถมยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ(เซ็นเซอร์)ด้วย?

“เป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว ที่เราไม่เคยเข้าไปเหยียบผืนแผ่นดินไทยของเรา และเราคิดถึงประเทศของเราเกินกว่าที่จะพรรณาได้”
จดหมาย ได้บอกบ่งถึง เรื่องราวที่น่าสะเทือนใจของประชาชนสัญชาติไทยสี่คน, ซึ่งเป็นหลานชายของ(เซ็นเซอร์) และ ได้ถูกขับไสไล่ส่งออกมาจาก “บ้านช่อง” ในประเทศไทยที่เขารัก ถูกเฉดหัวเหมือนกับผู้ที่หนีเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมาย.

“เมื่อ ตอนที่พวกเรายังเล็กอยู่, เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงกับชีวิตของพวกเรา หรือ เราก็ไม่สามารถที่จะจับความได้ว่าทำไม พวกเราจะต้องใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศที่พวกเรารักเป็นอย่างยิ่ง”
ความ มั่นใจที่ว่าผู้คนทั้งประเทศจะโอบอ้อมใจให้นั้น สามารถสิ้นสลายลงไปได้ เมื่อพลเมืองที่มีสถานะดังกล่าว สามารถถูกขับไสไล่ส่งออกมาอย่างง่ายๆ แบบนี้

และประการสุดท้าย, มีเรื่องของความกังวลที่ยังวนเวียนอยู่ในเรื่องการสืบ(เซ็นเซอร์) ไม่เพียงแต่(เซ็นเซอร์)ที่จะถึง แต่ยังเป็น(เซ็นเซอร์)ต่อจาก(เซ็นเซอร์)นั้นด้วย (เซ็นเซอร์)ของไทย ก็ไม่เพียบพร้อมอย่างแน่วแน่นักในเรื่องของ(เซ็นเซอร์)ฝ่ายชาย ที่จะเป็นผู้จุดประกายสร้างความมั่นใจให้กับประเทศชาติ

การปรากฎตัว ของเด็กหนุ่มทั้งสี่คน (ในระดับ[เซ็นเซอร์]) ซึ่งได้มีพันธะอยู่ กับการเป็นบุคคลใน(เซ็นเซอร์)ชั้นสูงจากทางสายเลือด อาจจะทำให้เกิดการกระทำแปลกๆ ขึ้นมาได้.

ผมยังเคลือบแคลงใจว่า มีประชาชนคนไทยเท่าไรที่จะชอบใจอย่างจริงจังที่ว่า หนึ่งในลูกชายทั้งสี่คนนึ้ จะมาขึ้นครอง(เซ็นเซอร์)เป็น(เซ็นเซอร์)ได้ แต่จดหมายของพวกเขานั้น เป็นการเตือนใจอย่างกระอักกระอ่วน ในเรื่องของความสามารถในการสร้าง(เซ็นเซอร์) เพื่อที่จะสืบเชื้อสายต่อไปอีกหลายๆ แห่ง

บางคนอาจจะคิดว่า แนวคิดของ -- การที่คนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเติบโตและได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี และอาศัยอยู่ในต่างประเทศแถบตะวันตก สามารถขี้นมาเป็น(เซ็นเซอร์)ได้นัั้น--- เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเลย

แต่ มันเป็นเพียงภาพที่สะท้อนให้เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง เพื่อที่จะตระหนักให้ทราบว่า เรื่องต่างๆ นั้น มันไม่เป็นไปตามอย่างที่เคยวางแผนกันไว้โดยเสมอไป

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54

เฮี้ยน!ยัดคุกเหยื่อคดี112รายวัน คิวล่าสุดนักล่าแม่มดร่วมสถาบันกดดันม.เกษตรฯแจ้งจับบัณฑิตจบใหม่

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 สิงหาคม 2554

มี รายงานว่า เมื่อเย็นวานนี้(5ส.ค.)กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)ได้จับกุมบัณฑิตใหม่ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเพิ่งรับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมาในที่ทำงาน และนำไปฝากขังคุกที่สน.บางเขนไว้1คืน

ทั้งนี้นักกิจกรรมทางสังคมและ ทนายความจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์พยายามยื่น ขอประกันตัวแต่ไม่สำเร็จ ช่วงเช้าวันนี้นำส่งศาลอาญา และมีความพยายามยื่นประกันในชั้นศาลอีกครั้ง

รายงาน ช่วง 12.00 น.วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม ผู้ปกครองและทนายความของผู้ต้องหาได้มาถึงศาลตั้งแต่เช้า ทำเรื่องยื่นประกันตัว แต่ต้องนั่งรอตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาจากที่ขัง สน.บางเขนมาที่ศาลอาญา รัชดาฯ แต่มาถึงอย่างล่าช้า เลยเวลาเทียง ศาลแจ้งว่าหมดเวลาให้ประกันตัว ทำให้ต้องติดคุกถูกขังช่วงเสาร์-อาทิตย์

เหมือนน้องผู้ต้องหาถูกกลั่นแกล้ง​ด้วยการที่สน.บางเขนนำตัวมาศาลช​้า ทำให้ยื่นประกันไม่ทันในเวลาเที่ยง ต้องติดคุกฟรีไปอีก 2 วัน

ตำรวจ ส่งตัวถึงศาล 11.47น. หลักทรัพย์ไม่พอ เวลาไม่ทัน ยื่นประกันไม่ทัน ส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ยื่นประกันอีกทีบ่ายสอง วันจันทร์นี้

โดย มีรายงานว่า บัณฑิตเกษตรศาสตร์ผู้นี้เป็นเพศชาย ถูกนิสิตคณะวิศวกรรมการบิน มหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็นคนแจ้งความดำเนินคดี และมีแรงกดดันจาก"กลุ่มล่าแม่มด"ส่งจดหมายและอีเมล์กดดันมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ให้ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา
นิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บิดา ของผู้ต้องหาได้เปิดเผยว่า นายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝ่ายกิจการนิสิต เป็นผู้มาแจ้งความดำเนินคดี ตามคำร้องของนิสิตคณะว​ิศวกรรมศาสตร์ และถูกกดดันจากสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยรออธิการฯนิพนธ์อ้างว่าถูกกดดันมาจากสภามหาวิทยาลัยอีกที และทำเพื่อรักษาชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากกล​ัวการร้องเรียนจากสังคม

"เป็นพวกล่าแม่มดประจานในเว็บ เด็กด ​ีและแจ้งความตั้งแต่ปีที่แล​้ว DSI รอให้เขาจบการศึกษา หมดสถาณภาพนิสิต แล้วรื้อคดีตามไปจับที่ทำงาน"นักกิจกรรมที่ได้ไปพยายามประกันตัวผู้ต้องหา กล่าวเปิดเผยในเฟซบุ๊ค


ก่อน หน้านี้ DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหาไปให้การ ซึ่งผู้ต้องหาก็ไปตามหมายตลอด ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีคดี แต่พอหมดสถานภาพนิสิต ก็ออกเป็นหมายจับ และมาจับเอาตอนวันศุกร์ ซึ่งพอติดช่วงเสาร์-อาทิตย์ก็มักประกันตัวยุ่งยาก อย่างน้อยอาจโดนขังไป 3 วัน และโดยทั่วไปพอถึงชั้นศาลคดีอาญามาตรา 112 ศาลมักไม่ให้ประกันตัว

"ปีที่แล้วน้องคนนี้โดนหมายเรียกไป1คร​ั้ง ก็ไปรายงานตามหมาย ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แล้วมันออกมาเป็นหมายจับได้ไง แล้วมันเป็นหมายจับตอนจบปร​ิญญาแล้ว แล้วมาจับเอาวันศุกร์ ถ้าไม่ใช่จงใจจับ จงใจกลั่นแกล้งประชาชน จะให้หมายความว่าอย่างไร"

ก่อนหน้านี้กลุ่ม ล่าแม่มดได้ตามเอาเรื่องผู้ต้องหารายนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกดดันไม่ให้เขาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร และกดดันให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ลงโทษด้วยการไล่ออก เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการตักเตือนไปแล้ว แต่ไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มนักล่าแม่มด ได้มีการส่งอีเมล์เวียนในกลุ่มกดดันให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินคดีต่อ ผู้ต้องหาในที่สุด

ข้อมูลโต้แย้ง:5สิงหาคมไม่ใช่วันเกิดเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 สิงหาคม 2554

ตามที่ไทยอีนิวส์นำเสนอบทความเรื่อง 5สิงหาจงเจริญ:สดุดีวีรประวัติ4ปีเสื้อแดงลุกขึ้นสู้ โดยระบุว่าวันที่ 5 สิงหาคม 2550 เป็นวันแรกที่มีคนใส่เสื้อแดงออกมารณรงค์กิจกรรมทางการเมือง เผยแพร่ในวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น

ท่านผู้อ่านกรุณาแจ้งข้อมูลแย้งมาว่า "ผมเห็นว่าอาจจะมีข้อมูลที่ผิด ทั้งนี้ รูปในข่าวที่เป็นการใส่เสื้อแดงรณรงค์นั้นน่าจะไม่ใช่ 5 ส.ค.50 แต่น่าจะเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นหลายเดือน คือวันเปิดตัวกิจกรรมรณรงค์โหวตไม่รับ รธน. 50 ที่หน้ารัฐสภา เมื่อ 1 มี.ค. 50 ในการเปิดตัวกิจกรรม "ไทยเซย์โน" ที่มีสมบัติ บุญงามอนงค์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ กับอีกหลายๆ คนเริ่มรณรงค์" ตามลิ้งค์ข่าวต่อไปนี้

-ประชาไท:ไม่เอารธน. ฉ.รัฐประหาร จวกไม่มีใครแตะอำนาจทหาร

วันนี้ (1 มี.ค.) เวลา 10.00น. ที่หน้ารัฐสภา กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ กว่า 30 คน ภายใต้โครงการไทยเซย์โน ร่วมชุมนุมหน้ารัฐสภา โดยมีป้ายข้อความ "ไม่รับ ไม่เอา ไม่ปลื้มรัฐธรรมนูญรัฐประหาร" มีผู้ร่วมชุมนุม อาทิ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางสังคม นายใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นางสาวจรรยา ยิ้มประเสริฐ คณะกรรรมการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน

ทั้งนี้ รณรงค์ให้ใช้สีแดง และคำว่า "ไม่" ในการรณรงค์กิจกรรมทางสังคมจนกว่าจะถึงการลงประชามติ

-เวบ ไซต์thaingo.org:คำประกาศ “40 นักวิชาการและบุคคลสาธารณะ - ผู้ต่อต้าน รัฐประหารและไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร (ฉบับ รรร.)” ลงวันที่ 1 มีนาคม 2550 หน้ารัฐสภา
ภาพข่าวจากเวบไซต์ไทยเอ็นจีโอเรื่องกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ใส่เสื้อแดงรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ50ที่หน้ารัฐสภา เมื่อ 1 มีนาคม 2550

-เวบไซต์thaingo.org:ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม รัฐธรรมนูญ คมช.

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้มีการประกาศจุดยืน "40 นักวิชาการ และบุคคลสาธารณะ" ผู้ต่อต้านคณะรัฐประหาร และไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร ภายใต้สโลแกน "ไม่เอา ไม่รับ ไม่ปลื้ม" ที่หน้ารัฐสภา

ส่วนกิจกรรมที่ไทยอีนิวส์นำเสนอรายงานข่าวว่าเกิดขึ้นในวันที่ 5 ส.ค.50นั้น น่าจะหมายถึงวันที่สมบัติ บุญงามอนงค์ นัดจัดกิจกรรม "แดงไม่รับ" พร้อมกัน 3 จังหวัด (กทม. เชียงใหม่ เชียงราย)ซึ่งนัดกันวันที่ 4 ส.ค.ตามลิ้งค์รายงานข่าวเรื่อง


-ประชาไท: "บก.ลายจุด" นัดเที่ยงเสาร์นี้! ชูแคมเปญ "แดงไม่รับ" สามจังหวัดทั่วประเทศ!

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" แกนนำ นปก. น้องใหม่ ชูแนวทาง "แดงไม่รับ" สวมเสื้อแดงประกาศจุดยืน "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550" เที่ยงวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2550 หน้าห้างในกทม.-เชียงใหม่-เชียงราย

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ผู้ประสานงานกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ชุดใหม่ เปิดเผยว่า เวลาเที่ยง วันเสาร์ที่ 4 ส.ค. 50 แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และเครือข่ายประชาธิปไตยต่างๆ จะจัดกิจกรรมรณรงค์ "แดงไม่รับ" ครั้งแรก ในสามจังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และ เชียงราย

โดยที่กรุงเทพมหานครนัดหมายที่สยามเซ็นเตอร์และบริเวณสยามสแควร์ โดยนัดสวมเสื้อสีแดงและ พบกันเที่ยงตรง หลังจากนั้นจะช่วยกันแจกเอกสาร สติ๊กเกอร์ และโปสเตอร์รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจากสยามสแควร์ไปตามเส้นทางสุขุมวิท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีการใส่เสื้อแดงครั้งแรกหลายเดือน และเกิดขึ้นภายหลังมีการจับกุมแกนนำนปก.นำโดยวีระ มุสิกพงษ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จักรภพ เพ็ญแข เป็นต้นไปขังคุกไว้ จึงมีการตั้งแกนนำนปก.ชุด2ขึ้นมาแทนแกนนำที่โดนขังคุก ซึ่ง1ในแกนนำชุดที่2มีสมบัติ บุญงามอนงค์ร่วมอยู่ด้วย

บก.ลายจุดเผยสัญลักษณ์เสื้อแดงบูมเพราะ3เกลอนำไปขยายผล
เวบไซต์Voice TVเคยสัมภาษณ์บก.ลายจุด โดยมีความตอนหนึ่งว่า

ตนได้เคยเสนอให้ประชาชนร่วมกันใช้สีแดงในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงออกถึงการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วยแคมเปญ "แดงไม่รับ" แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รับการตอบรับเป็นวงกว้าง และจากการที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ได้มีการนัดรวมพลคนเสื้อแดงที่อิมแพคเมืองทองธานี นับตั้งแต่นั้นมาจึงเกิดแดงทั้งแผ่นดินมาจนบัดนี้

กิจกรรม ชุมนุมใหญ่เสื้อแดงหนแรกที่มีคนร่วมนับหมื่นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี 11 ตุลาคม 2551 และกลายมาเป็นนปช.แดงทั้งแผ่นดินในเวลาต่อมา(อ่านข่าว)









สมบัติ บุญงามอนงค์ ออกVOICE TV เมื่อ 5 สิงหาคม 2554 กล่าวถึงกำเนิดเสื้อแดง

ไทยอีนิวส์ขอขอบคุณท่านผู้อ่านที่แจ้งข้อมูลมาในโอกาสนี้ และหากท่านใดมีข้อมูลใดๆเพิ่มเติม หรือโต้แย้ง โปรดแจ้งมาเพื่อเราจะได้บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องเที่ยงตรงของ ความเคลื่อนไหวภาคพลเมือง

********


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ในการบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่ สุดเรื่องหนึ่งในไทยคือเรื่องที่ว่าด้วย"วันเสียงปืนแตก"ซึ่งมีความเชื่อและ บันทึกสืบต่อกันมาว่าเป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2508

ต่อมานักวิชาการที่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้โต้แย้งว่า เหตุการณ์นี้เกิดในวันที่ 8 สิงหาคม 2508

แต่ก็มีข้อมูลโต้แย้งด้วยว่า เหตุการณ์เสียงปืนแตกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2504 มากกว่า

แนะนำอ่านเพิ่มเติม

-“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน1)


-“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน 2)

Friday, August 5, 2011

5สิงหาจงเจริญ:สดุดีวีรประวัติ4ปีเสื้อแดงลุกขึ้นสู้

ที่มา Thai E-News

5สิงหาจงเจริญ-คน เสื้อแดงปรากฎตัวเป็นครั้งแรกบนถนนการเมืองไทยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2550 เพื่อรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการพ.ศ.2550 โดยบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ กำหนดใช้เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เนื่องจากตอนนั้นฝ่ายอำมาตย์จะเข็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ2550 ให้ผ่านจงได้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงใช้สัญลักษณ์สีแดง เหมือนกับ"ไฟแดง"ไม่ให้ผ่าน เป็นสัญลักษณ์สำคัญ

ผลสรุปจบลงที่ฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจทุกทางผ่านได้ ฉิวเฉียด51:49% แต่จากจุดเริ่มต้นนับสิบคน ขยายตัวเป็นแสนเป็นล้าน และ15.7ล้านเสียงทั่วประเทศในเวลานี้ และสีแดงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อันสง่างามและมีเกียรตินับแต่ นั้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 สิงหาคม 2554


วีรประวัติการต่อสู้เบื้องแรกของภาคประชาชน

ก่อน จะคลี่คลายขยายตัวมาเป็นเสื้อแดงทั่วไทย ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วมุมโลก และเป็น 15.7 ล้านเสียงที่โอบอุ้มพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งเข้ากุมอำนาจรัฐ อย่างที่เห็นกันเวลานี้

การเมืองภาคประชาชนย่อมมีอิฐก้อนแรก มีต้นสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้

หลังรัฐประหาร19 กันยายน 2549 คนแรกที่ออกมาสู้ ต้องบันทึกเป็นเกียรติยศแก่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และทวี ไกรคุปต์ นักการเมืองอาวุโส แต่เพราะมาน้อยเป็นวีรชนลุยเดี่ยว เลยโดนพวกมันหิ้วขึ้นรถตู้ไปเก็บที่เซฟเฮาส์ทันควัน
เครื่องแบบเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหารคือเสื้อดำไว้ทุกข์ให้ประชาธิปไตย


พอวันรุ่งขึ้น 20 กันยายน 2549 กลุ่มเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหาร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันหลวมๆของนักกิจกรรมนักศึกษาเก่าค่ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ บวกกับบก.ลายจุด และอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ก็พากันแต่งชุดดำไปยกป้ายประท้วงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไม่สนกฎอัยการศึกห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เพราะไปกัน5คนพอดี

แม้ แต่ในเวลาถัดมา การจัดชุมนุมที่สนามบอลธรรมศาสตร์ คนขยับขยายเป็นหลายสิบ แต่ก็ซอยแบ่งเป็นวงละ 5 คน รวมแล้วก็ไม่เกิน5 ไม่ผิดกฎหมายเผด็จการ...

นี่เป็นตำนานบทแรกของการลุกขึ้นสู้"ภาคพลเมือง"คือประท้วงแบบ"ดื้อแพ่ง"เชิงสัญลักษณ์ต่อกฎเกณฑ์เผด็จการ

ต่อมาพวกคณะรัฐประหารก็สะดุ้งเฮือกไปมา แล้วหาว่าทักษิณมี"คลื่นใต้น้ำ"จะต่อต้านการรัฐประหาร แต่ก็ไม่เห็นโผล่ซักที

ก็ให้มีกระทาชายนายหนึ่งโผล่มาจากรู ใช้ชื่อแฝงว่า"เตมูจิน"คุย คำเขื่องว่าจะระดมคนมาต้านคมช.เป็นหมื่น ประชาชนคนฝ่ายประชาธิปไตยที่เวลานั้นรวมตัวกันอยู่ที่เว็บบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป ก็เห็นหน่วยก้านพอพึ่งพาได้ เลยโดดจะไปร่วม

แต่"เตมูจิน"ก็ออกอาการแปลกๆ คือไปจัดแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัล ก็ให้พวกกองเชียร์ควักค่าห้องประชุมแถลงข่าว ค่ากาแฟด้วย พอจะไปหา"บังสนธิ"หัวหน้าคณะรัฐประหารเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ก็ไม่องอาจมาดผู้นำการต่อต้าน หากแต่"กุมไข่"เข้าไป"ขอรับๆๆ"เป็นหลัก

พอวันนัดหมายว่าจะมีคนมาร่วมต้านรัฐประหารเป็นหมื่นที่สนามหลวง ก็หายหน้า นายเตมูจินเลยกลายเป็น"คลื่นใต้น้ำลวงโลก" บรรดากองเชียร์ก็เลยเลิกพึ่งพาอาศัย แล้วหันมาพึ่งตัวเองแทน
ขนาดของหัวใจ-ลุง นวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่พุ่งชนรถถังและกระทำอัตวินิบาตกรรมเพื่อปลุกคนไทยให้ลุกขึ้นสู้ ลบคำสบประมาทของโฆษกทหารที่ว่า"ไม่มีใครกล้าตายเพื่อประชาธิปไตย" ส่วนภาพล่างคือความอัปยศของทหารหาญไทยที่เอาฮ.ขึ้นรถลากไปซ่อมในอีก 4 ปีต่อมา เพราะปอดแหกกลัวฮ.ตก

ระหว่างประชาชนผู้รักชาติรัก ประชาธิปไตยอย่างแรงกล้า กับคนสวมเครื่องแบบที่ทำได้แค่"ตบเด็ก เตะหมา ด่าหญิง ยิงคนมือเปล่า"ใครที่มันมีขนาดของหัวใจใหญ่กว่ากัน


1 พฤศจิกายน 2549 หลังรัฐประหาร 19 กันยายนไม่นานนัก และหลังลุงนวมทอง ไพรวัลย์ -แท็กซี่ชนรถถัง"เสียสละ"ไป 1 วันเพื่อปลุกสังคมไทยให้ออกมาต้านเผด็จการและทวงประชาธิปไตย กลุ่มคนใส่ชุดดำก็ ปรากฎตัวที่ท้องสนามหลวง ฝั่งธรรมศาสตร์ มีเก้าอี้เล็กๆ 1 ตัว โทรโข่ง 1 อันไม่มีใครมีชื่อเสียงบิ๊กเนม เป็นผู้นำอะไรมาก่อนทั้งนั้น มีสิ่งเดียวคือหัวใจที่จะขับไสเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตยคืนมา

อิฐก้อนแรก-สุชา ติ นาคบางไทร แกนนำคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ มีเครื่องแบบเสื้อดำเช่นกัน จัดชุมนุมทุกวันเสาร์ที่สนามหลวง ขึ้นสู่กระแสสูงสุด 10 เมษา2550 ในชื่อรหัส DDAY 10450 หลังจากนั้น3เกลอเริ่มเข้ามามีบทบาทนำการต่อสู้แทน สุชาติในปัจจุบันถูกขังคุกคดี112เป็นเวลา3ปี เพื่อนร่วมขบวนอย่าง"จ๋า"ถูกขังคดี"ผู้หญิงยิงฮ."จะถูกตัดสินในว้นที่10นี้

เนื่องจากกลุ่มคนที่ไปรวมตัวต้านรัฐประหารที่สนามหลวงนี้เป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ วันปกติต้องทำมาหากิน พอวันอาทิตย์เป็นวันfamily day ก็เลยนัดหมายเจอกันทุกวันเสาร์ นั่นคือปฐมบทของ"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ"

แกน นำก็ต้องหาชื่อแฝงไปก่อน จะสมศักดิ์ สมชาย สมหญิง หรือสุชาติก็ว่ากันไป และเนื่องจากเป็นภาคพลเมืองของแท้ไร้การจัดตั้งใดๆ ก็เปรียบเสมือนการต่อสู้ของชาว"บางระจัน" เพียงแต่บางระจันยุคนี้มันเป็นยุค"ไซออน"แล้ว ก็เลยกลายเป็นรหัสวงในนัดหมายกันว่าพวกเขาคือชาว "บางไซ(ออน)"

พอนักข่าวมาถามแกนนำที่ถือโทรโข่งบนเวทีว่าชื่อแซ่อะไรไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาตอบไปว่า"ผมชื่อ สุชาติ ณ บางไซ"

นักข่าวเลยส่งข่าวเข้าไปที่โรงพิมพ์เป็น"สุชาติ นาคบางไทร" ที่ไปที่มาจุดเริ่มต้นของคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ขบวนการที่เป็นหน่อเนื้อเสื้อแดงในเวลาต่อมา ก็เริ่มต้นจากตรงนั้นนั่นเอง

การต่อสู้ของภาคประชาชนเบื้องต้นก็ต้องบอกว่าใครคิดอะไรได้ก็ทำไป ดังที่ปรากฎว่าขณะที่"สุชาติ นาคบางไทร"กำลังเหยียบเก้าอี้หัวโล้นตะโกนปราศรัยกับมวลชนหลักร้อยที่สนามหลวง เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2549 นั้น

วันเวลาเดียวกัน ภายในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เอง ทางบก.ลายจุดและเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหารก็ รวมพลคนกลุ่มหนึ่งอยู่แถวสนามบอลธรรมศาสตร์แล้ว พอได้ที่นับจำนวนคนเข้าร่วมเกือบๆร้อย ก็เคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เพื่อไปประท้วงที่หน้ากองทัพบก ถนนราชดำเนิน

ระหว่างเดินออกจากธรรมศาสตร์ด้านหอประชุใหญ่ ผ่านสนามหลวงที่สุชาติ นาคบางไทร กำลังยืนบนเก้าอี้ใช้โทรโข่งด่าคมช.นั้น ก็มีเสียงหนึ่งแทรกมาว่า"เฮ้ยๆนั่นใช่พวกเราพวกต้านรัฐประหารใช่มั๊ย เห็นใส่เสื้อดำเหมือนกัน"ทางฝ่ายที่กำลังเดินขบวนบอก"ใช่" พวกสนามหลวงก็ยุติการอภิปรายแล้วแห่เข้ามาร่วมเดินขบวนไปยังหน้ากองทัพบก

คน ร่วมเดินขบวนตอนนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกรับจากวันรัฐประหาร นับแบบนับช่วยแล้วเต็มที่คือซัก 300 คนเห็นจะได้..แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นให้มีเสื้อแดงเรือนแสนเรือนล้าน เป็น 15.7 ล้านเสียง เป็นไฟลามทุ่งในเวลาต่อมา

นั่นเป็นการเดินขบวนหนแรก ที่จัดการโดยเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร เป็นวันแรกที่เป็นจุดกำเนิดคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ทั้ง2กลุ่มหลอมรวมไปหน้ากองทัพบกโดยมิได้นัดหมาย และประการสำคัญทั้งที่ปลายฝนต้นหนาวแล้วก็ตาม พอขบวนเคลื่อนไปถึงหน้ากองทัพบก ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ เปียกกันมะล้อกมะแล้กไปตามๆกัน

ฝนยังอยู่คู่ฝ่ายประชาธิปไตยเรื่อยมา บางทีหลายครั้งก็มานอกฤดูหน้าตาเฉย!
เครื่องแบบนปก.ในระยะบุกเบิก ภาพนี้ที่หน้าบ้านสี่เสา 22 ก.ค.2550 ก่อนถูกปราบปราม ยัดคุกแกนนำครั้งแรก


แต่ ภาคประชาชนอย่างเครือข่าย 19 กันยาฯ และคนวันเสาร์ฯค่อยลดบทบาทลง เมื่อทัพหลวงอย่าง 3 เกลอเริ่มออกศึกในต้นปีถัดมา...แต่เมื่อไหร่ที่ภารกิจเรียกร้อง แน่นอนว่า ภาคประชาชนไม่ได้ลี้กายสลายตัวไปไหน พวกเราจะกลับมา ด้วยวุฒิภาวะที่แกร่งกล้า ประสบการณ์ที่แกร่งกร้าน และยุทธวิธีที่จัดเจนขึ้นกว่าเมื่อแรก เป็นแน่

และควรบันทึกไว้เป็น วีรประวัติการต่อสู้ของภาคพลเมืองไทยด้วยว่า นับจากจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมืองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 แล้ว ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ก็เป็นครั้งแรกที่ภาคพลเมืองผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยพากันใส่"เสื้อแดง"ออกสู่ท้องถนนปรากฎต่อโลกเป็นครั้งแรก

เสื้อแดงเมื่อแรกกำเนิด-กลุ่ม ต่อต้านเผด็จการและรัฐประหารที่สนับสนุนประชาธิปไตยเริ่มใส่เสื้อแดงเป็น สัญลักษณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2550 หรือวันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

ก่อน นี้ตอนเริ่มต้นทั้งคนวันเสาร์ฯและเครือข่าย19กันยา"แต่งดำ "เพิ้อไว้ทุกข์ให้กับประเทศไทย แลตอนที่3เกลอวีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิปรากฎตัวตอนแรกก็พากันใส่เสื้อเหลือง มาจนถูกสลายม็อบหน้าบ้านสี่เสาเมื่อ22 กรกฎา 2550 ก็ยังใส่"เสื้อเหลือง"

เพิ่งจะมา"แดง"ในเดือนถัดมา คือสิงหาคม 2550
ชายนิรนามถอดเสื้อแดงขึ้นต้านรถถังในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี 2552

โดยจุดเริ่มต้นไอเดียมาจากใครยังต้องตามหาเพื่อให้"เครดิต"กันต่อไป แต่คนแรกที่กำหนดสีสัญลักษณ์และนำพาการรณรงค์คือบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ โดยตอนนั้นฝ่ายอำมาตย์จะเข็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ2550ให้ผ่านจงได้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงใช้สัญลักษณ์สีแดง เหมือนกับ"ไฟแดง"ไม่ให้ผ่านออกมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ

ผลสรุปจบลงที่ฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจทุกทางผ่านได้ฉิวเฉียด51:49%

แต่ สีแดงและเสื้อแดงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อันสง่างาม และมีเกียรติ ของขบวนประชาธิปไตยที่ใหญ่โตที่สุดนับแต่ประเทศไทยเคยมีมา..นับแต่นั้น***

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:สมศักดิ์ เจียมฯ เรียงลำดับช่วงประวัติศาสตร์คนเสื้อแดง

ความเห็นแย้งต่อคำสั่งศาลโลก 18 ก.ค. 2554 และข้อเสนอแนะ ตอนที่ 1

ที่มา มติชน



โดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม

1. คำสั่งศาลโลกต่อคำร้องขอของกัมพูชาให้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว


เมื่อ วันที่ 28 เม.ย. 2554 กัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ ซึ่งต่อไปเรียกว่า “ศาลโลก”) ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2505 และพร้อมกันนี้กัมพูชาได้ยื่นคำร้องเร่งด่วนขอให้ศาลโลกกำหนดมาตรการคุ้ม ครองชั่วคราว โดยอ้างในคำร้องว่าตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. 2554 เป็นต้นมาได้เกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงในอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร รวมทั้งอาณาบริเวณอื่นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อันเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และประชาชนต้องอพยพหนีภัย โดยเหตุการณ์ทั้งหมดไทยเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น

ดัง นั้นกัมพูชาจึงร้องขอให้ศาลโลกได้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวตาม ธรรมนูญของศาลโลก (Statute of ICJ) มาตรา 41 และระเบียบของศาลโลก (Rules of Court) ข้อที่ 73 ให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากส่วนของดินแดนกัมพูชาในพื้นที่บริเวณปราสาทพระ วิหารในทันทีและไม่มีเงื่อนไข ห้ามไทยดำเนินกิจกรรมทางทหารใดๆ ในบริเวณดังกล่าว และให้ไทยงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่อาจกระทบสิทธิของกัมพูชา หรือเพิ่มความขัดแย้ง

ใน วันที่ 30-31 พ.ค. 2554 ศาลโลกได้รับฟังการให้ถ้อยคำของทั้งไทยและกัมพูชากรณีคำร้องขอของกัมพูชาให้ ศาลโลกกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว โดยกัมพูชาสรุปขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวรวม 3 ข้อตามที่กล่าวมาแล้ว ในขณะที่ไทยสรุปขอให้ศาลจำหน่ายคดีที่กัมพูชายื่นให้พิจารณาเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2554 ออกจากสารบบความ ต่อมาในวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมานี้ศาลโลกได้อ่านคำสั่งต่อคำร้องขอของกัมพูชาให้กำหนดมาตรการคุ้ม ครองชั่วคราวดังนี้

(A) โดยเอกฉันท์ ยกคำขอของประเทศไทยที่ให้จำหน่ายคดีที่กัมพูชายื่นให้พิจารณาเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2554 ออกจากสารบบความ

(B) กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวดังนี้

(1) โดยคะแนนเสียง 11 ต่อ 5 ทั้งสองฝ่ายต้องถอนกำลังทหารซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตปลอดทหารชั่วคราว (Provisional Demilitarized Zone: PDZ) ตามที่กำหนดในย่อหน้าที่ 62 ของคำสั่งนี้ในทันที และงดเว้นจากการวางกำลังทหารภายในเขตนั้น และจากกิจกรรมทางอาวุธใดๆ ที่มุ่งหมายไปที่เขตนั้น
(ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย: Owada, Al-Khasawneh, Xue, Donoghue, Cot)

(2) โดยคะแนนเสียง 15 ต่อ 1 ประเทศไทยจะต้องไม่ขัดขวางการเข้าถึงอย่างอิสระ (free access) ของกัมพูชาไปยังปราสาทพระวิหาร หรือการจัดส่งเสบียงของกัมพูชาให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ทหารของตนในปราสาทพระ วิหาร (ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย: Donoghue)

(3) โดยคะแนนเสียง 15 ต่อ 1 ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินความร่วมมือกันต่อไปตามที่ทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมใน กรอบอาเซียน และโดยเฉพาะต้องอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์ที่แต่งตั้งโดยอาเซียนเข้าไปยัง เขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าวได้ (ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย: Donoghue)

(4) โดยคะแนนเสียง 15 ต่อ 1 ทั้งสองฝ่ายต้องงดเว้นจากการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาทที่ปรากฏต่อศาลเลวร้ายลงหรือเกิดมากขึ้น หรือทำให้มันยากยิ่งขึ้นที่จะแก้ไข (ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย: Donoghue)

(C) โดยคะแนนเสียง 15 ต่อ 1 ตัดสินว่าแต่ละฝ่ายต้องแจ้งต่อศาลถึงการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ข้างต้น (ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย: Donoghue)

(D) โดยคะแนนเสียง 15 ต่อ 1 ตัดสินว่าจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาต่อคำร้องขอสำหรับการตีความ ศาลยังคงอำนาจต่อไปในการพิจารณาเรื่องราวสาระที่ก่อให้เกิดคำสั่งครั้งนี้ (ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย: Donoghue)

2. ความเห็นแย้ง ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ

องค์ คณะผู้พิพากษาในครั้งนี้มีผู้พิพากษาทั้งหมด 16 คน โดยมี Mr. Hisashi Owada เป็นประธาน และมีผู้พิพากษาเฉพาะกิจ (Judge ad hoc) จำนวน 2 คน ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาได้ใช้สิทธิที่ให้ไว้ในธรรมนูญของศาลโลก มาตรา 31 ในการเลือกผู้พิพากษาเฉพาะกิจฝ่ายละหนึ่งคน โดยไทยได้เลือก Mr. Jean-Pierre Cot ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณที่ University Paris-I โดยเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสหกรณ์และการพัฒนาของฝรั่งเศส และเคยได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารของ UNESO ส่วนกัมพูชาได้เลือก Mr. Gilbert Guillaume ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสเช่นกัน และเคยเป็นประธานศาลโลก (ช่วง ค.ศ. 2000-2003) รวมทั้งผู้อำนวยการนิติการที่กระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส อันทำให้องค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ประกอบด้วยผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสถึง 3 คน โดยผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสอีกหนึ่งคนคือ Mr. Ronny Abraham ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการนิติการที่กระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส

จาก คำสั่งศาลดังกล่าวทั้งหมดมี 4 ข้อใหญ่ โดยข้อ (B) เป็นคำสั่งเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวซึ่งแบ่งเป็น 4 ข้อย่อยคือ ข้อ (1)-(4)

2.1 คำสั่งศาลข้อ (A): สำหรับคำสั่งศาลในข้อนี้ ผู้พิพากษาทั้งหมดเห็นว่าไม่ควรจำหน่ายคดีที่กัมพูชายื่นออกจากสารบบความตาม ที่ไทยขอ ซึ่งในประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้พิพากษาเฉพาะกิจชาวฝรั่งเศสที่ไทยเลือก ได้มีเห็นไปในทางไม่เป็นคุณต่อไทยด้วย เมื่อศาลมีคำสั่งไม่จำหน่ายคดี ศาลจึงต้องพิจารณาคำขอของกัมพูชาที่ยื่นให้ศาลตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระ วิหารปี 2505 ต่อไป ซึ่งอาจใช้เวลาพิจารณานานเป็นปีก็ได้

อย่าง ไรก็ตามศาลได้เน้นย้ำในย่อหน้าที่ 41 ของคำสั่งว่า “ข้อสรุปนี้ไม่ไปตัดสินล่วงหน้าผลลัพธ์ของกระบวนการพิจารณาคดีหลัก” และย่อหน้าที่ 68 ของคำสั่งว่า “คำตัดสินที่มีในกระบวนการพิจารณาคดีขณะนี้ต่อคำร้องขอสำหรับการกำหนด มาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้น ไม่ได้เป็นการตัดสินล่วงหน้าประเด็นใดๆ ที่ศาลอาจต้องดำเนินการเกี่ยวกับคำขอสำหรับการตีความดังกล่าว” นั้นก็หมายความว่าถึงแม้ศาลจะได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลจะต้องรับคำขอของกัมพูชาให้มีการตีความดังกล่าว ในส่วนนี้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังนี้

2.1.1 เนื่องจากมีผู้พิพากษาศาลโลกจำนวน 5 คนซึ่งมีประธานและรองประธานศาลโลกรวมอยู่ด้วยจะครบวาระการดำรงในวันที่ 5 ก.พ. 2555 จึงต้องมีการจัดการเลือกตั้งผู้พิพากษาใหม่จำนวน 5 คน ทำให้องค์คณะผู้พิพากษาปัจจุบันอาจเร่งการพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 5 ก.พ. 2555 หรืออาจชะลอการพิจารณาคดีไปหลังวันที่ 5 ก.พ. 2555 อย่างไรก็ดีศาลโลกได้กำหนดให้ไทยต้องส่งข้อสังเกตที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Written Observation) ให้ศาลภายในวันที่ 21 พ.ย. 2554 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาให้ข่าวว่า น่าจะส่งข้อสังเกตดังกล่าวให้ศาลโลกได้ประมาณกลางเดือน พ.ย. นี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ศาลโลกจะไปเริ่มพิจารณาคดีหลังวันที่ 5 ก.พ. 2555

2.1.2 หากวิเคราะห์จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว การที่กัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความและกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวน่าจะ เกิดจากปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งขณะนี้กัมพูชาต้องการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารสำหรับเป็นพื้นที่เขต กันชนเพื่อให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ของแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารรวม ทั้งแผนที่ฉบับสุดท้ายที่กัมพูชาต้องเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาตามมติ ที่ 32 COM 8B.102 อีกทั้งเพื่อระงับการดำเนินการใดๆ ของไทยที่จะขัดขวางหรือทำให้กระทบต่อการดำเนินการของกัมพูชาตามมติต่างๆ ของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งจะเห็นได้จากคำร้องขอให้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของกัมพูชาที่ระบุ ให้ไทยงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่อาจกระทบสิทธิของกัมพูชา

2.1.3 ในคำร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารนั้น นายฮอร์ นำฮง ในฐานะผู้แทนกัมพูชาได้ลงนามในคำร้องขอดังกล่าวโดยลงวันที่ 20 เม.ย. 2554 แต่ปรากฏในข้อที่ 34 ของคำร้องขอดังกล่าวได้มีข้อความกล่าวถึงเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารไทย กับกัมพูชาในวันที่ 22 และ 26 เม.ย. 2554 อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดหลังจากวันลงนามในคำร้องขอดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่ากัมพูชามีการเตรียมสร้างสถานการณ์การสู้รบไว้ล่วงหน้าเพื่อ ให้คำร้องขอของตนมีน้ำหนักและรับฟังได้มากยิ่งขึ้น

หากจะ โต้แย้งว่า นายฮอร์ นำฮง อาจลงวันที่ผิดพลาดไป ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคำร้องที่ขอให้ศาลโลกกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ยื่นต่อศาลโลกใน วันเดียวกัน นายฮอร์ นำฮง กลับลงวันที่ 28 เม.ย. 2554 ได้ถูกต้อง หากมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้ศาลเห็น จะทำให้ความน่าเชื่อถือของฝ่ายกัมพูชาลดลงได้ไม่มากก็น้อย แต่เป็นที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่าสำเนาคำร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา ที่กัมพูชาได้ยื่นซึ่งเผยแพร่ทาง Website ของศาลโลก ณ ปัจจุบันนั้น ในหน้าสุดท้ายได้มีการแก้ไขเปลี่ยนลายมือชื่อของนายฮอร์ นำฮง พร้อมวันที่ที่เขียนด้วยลายมือ ไปเป็นอักษรพิมพ์แล้วโดยที่ได้มีการพิมพ์เปลี่ยนวันที่เป็น 28 เม.ย. 2554

2.1.4 ในการสู้คดีนี้ ไทยได้มีการตั้งคณะดำเนินคดีปราสาทพระวิหารที่มีองค์ประกอบ 15 คน นำโดยนายวีรชัย พลาศรัย ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ทำหน้าที่เป็นผู้แทน (Agent) ฝ่ายไทย และมีที่ปรึกษากฎหมาย (Counsel) ชาวต่างชาติ 3 คน โดยมีคนหนึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส คือ Mr. Alain Pellet ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่ University Paris Ouest และเคยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลฝรั่งเศสด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังได้เลือกผู้พิพากษาเฉพาะกิจซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส โดยกัมพูชาก็เลือกผู้พิพากษาเฉพาะกิจเป็นชาวฝรั่งเศสเช่นกัน อันทำให้องค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ที่มีจำนวน 16 คนประกอบด้วยผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสถึง 3 คน
กระทรวงการต่างประเทศของ ไทยได้ให้เหตุผลที่เลือกที่ปรึกษากฎหมายและผู้พิพากษาเฉพาะกิจเป็นชาว ฝรั่งเศสว่า ทั้งสองท่านมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับนับถือ รวมทั้งมีความจำเป็นเนื่องจากเอกสารทางกฎหมายในเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชาส่วน ใหญ่เป็นภาษาฝรั่งเศส และในการดำเนินการจำเป็นต้องมีความเข้าใจแนวคิดทางกฎหมายฝรั่งเศสเป็นอย่าง ดี

นอกจากนี้ผู้พิพากษาเฉพาะกิจดังกล่าวยังมี แนวความคิดที่สอดคล้องกับแนว คิดของคณะที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายไทย แต่หากวิเคราะห์ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่ามีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการที่ประเทศฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคมใน พื้นที่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต โดยได้กดดันและข่มเหงไทยเพื่อเอาดินแดนมาเป็นของตน อีกทั้งยังเป็นผู้จัดทำแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 แต่ฝ่ายเดียว ซึ่งกัมพูชาในฐานะรัฐผู้สืบสิทธิจากฝรั่งเศสได้ใช้แผนที่ดังกล่าวในระวางดง รักเป็นแผนที่ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องต่อศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหารและชนะคดีมาแล้วในอดีต ดังนั้นจึงควรต้องถือว่าฝรั่งเศสเป็นเสมือนคู่กรณีกับไทยในคดีนี้ด้วย

ใน ที่สุดแล้ว การสู้คดีครั้งนี้ของฝ่ายไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงการมีผล บังคับใช้หรือไม่ของแผนที่ดังกล่าวในการกำหนดเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา รวมทั้งการกระทำต่างๆ ในอดีตของฝรั่งเศสที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อไทย ดังนั้นเมื่อถึงเวลาดังกล่าวแล้ว ทั้งที่ปรึกษากฎหมายและผู้พิพากษาเฉพาะกิจชาวฝรั่งเศสที่ไทยเลือกอาจไม่ สามารถดำรงความเป็นกลาง และอาจเอนเอียงเพื่อรักษาเกียรติภูมิของชาติตนเองก็เป็นไปได้

เหตุผล ที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยให้ดังกล่าวข้างต้นจึงไม่น่าจะเพียง พอและรับฟังได้ เนื่องจากยังมีบุคคลสัญชาติอื่นๆ ซึ่งไทยสามารถเลือกได้อีกมากที่คุณสมบัติไม่ด้อยกว่าชาวฝรั่งเศสทั้งสองคน ดังกล่าว ด้วยองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้มีผู้พิพากษาชาวฝรั่งเศสถึง 3 คน การต่อสู้คดีของไทยจึงต้องระมัดระวังและพิจารณาแก้ไขป้องกันปัญหาดังกล่าว ไว้ด้วย

2.2 คำสั่งศาลข้อ (B)–(D): สำหรับคำสั่งศาลส่วนที่เหลือ มีผู้พิพากษาหนึ่งคนซึ่งเป็นชาวอเมริกัน Ms. Joan E. Donoghue ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลส่วนที่เหลือทั้งหมดทุกข้อ ผู้พิพากษาท่านนี้ได้ให้ความเห็นแย้งไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า จากการที่ประเทศไทยได้ปล่อยให้คำประกาศ (declaration) ปี 2493 ที่ได้จัดทำเพื่อรับอำนาจศาลตามมาตรา 36 วรรคสองของธรรมนูญของศาลโลก สิ้นสุดลงโดยไม่ต่อใหม่ ทำให้ศาลไม่มีเขตอำนาจที่จะทำการตัดสินใดใหม่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจัดการหาข้อยุติเรื่องเขตแดน หรือตัดสินปัญหาอำนาจอธิปไตย หรือชี้ขาดความรับผิดชอบของรัฐ หรือสั่งให้ฝ่ายต่างๆ ปฏิบัติในแนวทางที่กำหนด

กระบวนการพิจารณาคดี ที่ถูกต้องในกรณีการตีความคำพิพากษาตามธรรมนูญของศาล โลก มาตรา 60 นั้น ศาลจะมีขอบเขตแค่เพียงบอกฝ่ายไทยและกัมพูชาว่าอะไรที่คำพิพากษาเมื่อปี 2505 หมายถึง แต่ศาลกลับนำมาตรา 41 ซึ่งเกี่ยวกับอำนาจศาลในการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวมาทาบบนมาตรา 60 แล้วกำหนดมาตรการที่ไม่ได้ผูกพันโดยคำพิพากษาเมื่อปี 2505 หรือเชื่อมโยงกับกระบวนการตีความตามมาตรา 60 ศาลได้ออกคำสั่งที่ผูกพันซึ่งกำหนดขอบเขตการเคลื่อนย้ายกำลังติดอาวุธของ ทั้งสองฝ่ายโดยรวมถึงพื้นที่ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องอำนาจอธิปไตยสำหรับทั้ง สองฝ่ายเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้สมมุติฐานว่ามาตรการชั่วคราวเป็นส่วนหนึ่งในคดีการตี ความ

ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่ามาตรชั่วคราวการดังกล่าวนั้นเกินกว่าเขตอำนาจศาล เนื่องจากผู้พิพากษาท่านนี้เห็นว่าในคดีนี้ศาลไม่มีอำนาจกำหนดมาตรการคุ้ม ครองชั่วคราวใดๆ จึงไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลข้อ (B)–(D) ทั้งหมด ในส่วนนี้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังนี้

ฝ่ายไทย ควรใช้ประโยชน์จากความเห็นแย้งดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประเด็นคำประกาศปี 2493 ของประเทศไทยที่ได้สิ้นสุดการบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2503 เป็นเหตุผลสำคัญในการไม่รับอำนาจศาลในเรื่องที่เห็นว่าอยู่นอกขอบเขตของการ ตีความที่ถูกต้อง นั่นคือ หากศาลรับคำขอให้ตีความของกัมพูชา ศาลจะมีขอบเขตอำนาจแค่เพียงบอกฝ่ายไทยและกัมพูชาว่าคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ที่ทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทกัน หมายถึงอะไรเท่านั้น โดยไม่มีเขตอำนาจที่จะทำการตัดสินสิ่งใดใหม่ได้

2.3 คำ สั่งศาลข้อ (1): สำหรับคำสั่งศาลในข้อนี้ ศาลได้กำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราว มีผู้พิพากษาถึง 5 คนซึ่งมีประธานศาลโลกและผู้พิพากษาเฉพาะกิจชาวฝรั่งเศสที่ไทยเลือกรวมอยู่ ด้วยที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลในข้อนี้ เหตุผลหลักที่ผู้พิพากษาทั้งห้าคนไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลในข้อนี้พอสรุปได้ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ศาลไม่มีอำนาจไปกำหนดเขตปลอดทหารดังกล่าวให้ล้ำเข้าไปในพื้นที่ที่อยู่ภาย ใต้อำนาจอธิปไตยของแต่ละรัฐซึ่งไม่ได้เป็นพื้นที่พิพาทแต่อย่างใด อันเป็นการล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นๆ โดยปราศจากความยินยอมของรัฐดังกล่าว หากจะมีการกำหนดเขตปลอดทหารก็ควรจำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกันเท่า นั้น

ประการที่สอง ศาลกำหนดเขตปลอดทหารดังกล่าวเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่ตำแหน่งของมุมทั้งสี่มีการ กำหนดพิกัดที่แน่นอน โดยปราศจากการอธิบายให้เหตุผลว่าทำไมจึงต้องเป็นพิกัดดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการกำหนดในลักษณะที่ไม่เป็นจริง (artificial manner) โดยไม่ได้คำนึงถึงภูมิประเทศจริง รวมถึงความเป็นไปได้และความยากลำบากในการดำเนินการหรือการบังคับให้เป็นไป ตามมาตรการดังกล่าวของแต่ละฝ่าย

ประธานศาลโลกได้ให้ ความเห็นแย้งเฉพาะตนบางส่วนพอสรุปได้ว่า คำสั่งกำหนดเขตปลอดทหารของศาลโลกในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดเขต ล้ำเข้าไปในดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐโดยที่ดินแดนนั้นไม่ได้เป็น พื้นที่ที่มีปัญหาข้อพิพาทแต่อย่างใด จากทั้งหมดประมาณ 40 คำสั่งของศาลโลกในการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว มีเพียง 3 คดีเท่านั้นที่มีประเด็นของการถอนกำลังของฝ่ายคู่กรณีเกิดขึ้นและที่ศาลโลก ได้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวสั่งให้ฝ่ายที่มีข้อพิพาทกันหยุดกองกำลัง ติดอาวุธของตนจากการต่อสู้ที่ได้เกิดขึ้นจริงหรืออาจเกิดขึ้นได้ และให้กองกำลังของแต่ละฝ่ายออกจากเขตที่กำหนดตามคำสั่งศาล

แต่ ศาลโลกไม่เคยสั่งไปไกลถึงกับให้ฝ่ายต่างๆ ถอนจากเขตปลอดทหารชั่วคราวซึ่งถูกคิดขึ้นมาอย่างไม่เป็นจริงโดยศาล และที่ประกอบด้วยส่วนของดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยอย่างไม่มีข้อโต้แย้งของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างที่ปรากฏในคำสั่งครั้งนี้

ส่วนผู้พิพากษาเฉพาะกิจชาวฝรั่งเศสที่ไทยเลือกได้ให้ความเห็นแย้งเฉพาะ ตนบางส่วนพอสรุปได้ว่า ศาลโลกได้รับคำร้องขอให้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างการยื่นคำ ร้องขอให้ตีความคำพิพากษาตามธรรมนูญของศาลโลก มาตรา 60 และได้เคยใช้อำนาจนี้มาก่อนเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในคดีอาวีนา (Avena) ซึ่งเป็นคดีระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งสถานการณ์ในครั้งนั้นแตกต่างจากในครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง โดยในครั้งนั้นเป็นเรื่องของคนที่กำลังจะถูกประหารชีวิต หากศาลไม่มีคำสั่งให้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ก็อาจทำให้คำพิพากษาสำหรับคำร้องขอให้ตีความที่จะมีขึ้นภายหลังกลายเป็น เรื่องไม่มีผลบังคับใช้เนื่องคนผู้นั้นได้ถูกประหารชีวิตไปแล้ว

แต่ ในครั้งนี้เป็นเรื่องของการร้องขอให้ตีความคำพิพากษาเดิมที่ได้มีมา เกือบครึ่งศตวรรษมาแล้ว โดยที่การปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวมิได้เคยเป็นปัญหาแต่อย่างใดตลอดช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา พื้นฐานของเขตอำนาจดั้งเดิมของศาลในเรื่องนี้ได้หมดสิ้นไปนานแล้ว ดังนั้นการพิจารณาในการจำกัดสิทธิในอธิปไตยเหนือดินแดนโดยการกำหนดมาตรการ คุ้มครองชั่วคราว จึงไม่สมควรควรกำหนดในกรณีที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบอำนาจศาลอย่างจริงจัง เสียก่อน

นอกจากนี้การที่กัมพูชาร้องขอให้ศาล ย้อนกลับไปพิจารณาเพื่อพิพากษาว่า เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียงกับปราสาทพระวิหารเป็นไป ตามเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่ภาคผนวก 1 นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการตีความคำพิพากษา แต่เป็นลักษณะของการทบทวนคำพิพากษาดังกล่าวตามธรรมนูญของศาลโลก มาตรา 61

ผู้ พิพากษาเฉพาะกิจคนดังกล่าวยังให้ความเห็นด้วยว่า จากข้อพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องขอของกัมพูชานั้น ทำให้เกิดคำถามว่าได้มีการอาศัยกระบวนการพิจารณาของศาลโดยอ้อมค้อมเพื่อให้ เป็นประโยชน์ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ศาลกำลังเผชิญกับความพยายามในการนำคำร้องขอที่มีลักษณะเป็นเรื่องใหม่เข้า สู่การพิจารณาของศาล โดยนำประเด็นดังกล่าวไปพ่วงติดกับความขัดแย้งในเรื่องเกี่ยวกับการตีความคำ พิพากษา

ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มีฐานรองรับเกี่ยว กับเขตอำนาจศาล ศาลจึงควรต้องพิจารณาประเด็นดังกล่าวในการพิจารณาคดีหลักเพื่อที่จะไม่ได้ เป็นการสนับสนุนการกระทำในลักษณะนี้ อันเป็นการขัดต่อหลักการที่สำคัญอย่างมากที่ว่าด้วยการยินยอมของทั้งสองฝ่าย ในการรับเขตอำนาจศาล นอกจากนี้ศาลได้ปฏิเสธคำร้องขอให้กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของกัมพูชา โดยพิจารณาว่ามีลักษณะเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายเดียวมากเกินไป ศาลจึงได้กำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราว แต่การกำหนดเขตดังกล่าวขาดความเหมาะสม ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติได้ในพื้นที่ จริง สถานการณ์ก็จะเลวร้ายลงไปอีกแทนที่จะดีขึ้น และจะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับในคำพิพากษาของศาลใน คดีหลักอันเกี่ยวข้องกับการกำหนดบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารที่อยู่ภาย ใต้อธิปไตยของกัมพูชา

ในส่วนนี้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะซึ่งจะนำเสนอในบทความตอนที่ 2 ต่อไป

( หมายเหตุ ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ )

การบ้านล็อตแรก นายกฯหญิง"ยิ่งลักษณ์"สูดลมหายใจลึกๆ ตั้งสติไว้ นับจากนี้ไป"ยุ่งมาก"

ที่มา มติชน







ข่าวสด / รายงานพิเศษ / 5 สิงหาคม 2554

5 สิงหาคม สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบให้"น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ด้วยคะแนนเสียง 296 เสียง หลังจากนี้ เธอ จะต้องเร่งจัดโผ คณะรัฐมนตรี และร่างนโยบายของรัฐบาลให้เสร็จ เพื่อเตรียมบริหารประเทศ

ข่าว สด สัมภาษณ์ นักวิชาการจากภาคส่วนต่างๆ ได้เสนอการบ้านข้อแรกที่ นายกรัฐมนตรี จะต้องดำเนินการหลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ดังนี้

ดร. สมภพ มานะรังสรรค์

อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ หรือ PIT

รัฐบาล ต้องร่างแผนการแก้ไข การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นพิมพ์เขียวออกมา เพราะนโยบายเศรษฐกิจ เวลาหาเสียงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อปฏิบัติจริง คงทำทันทีทุกเรื่องไม่ได้ รัฐบาลต้องดูว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่ และควรทำสิ่งไหนก่อน-หลัง ต้องดูช่องทางความเป็นไปได้ ดูข้อสนับสนุนและข้อจำกัดที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ

ประการ ต่อมา คือ ต้องสร้างความสมดุลระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง อย่าให้ขัดแย้งกัน และดูเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ดี เพราะขณะนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในต่างประเทศไม่ค่อยดี ปัญหาในยุโรปอาจบานปลายมาถึงประเทศไทยได้

อุปสรรค ที่รอรัฐบาลอยู่ตอนนี้ คือ เรื่องภาวะเงินเฟ้อ และความขัดแย้งเรื่องเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท และค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่กลุ่มแรงงานสนับสนุน แต่กลุ่มผู้ประกอบการคัดค้าน รัฐบาลต้องจัดการเรื่องนี้ให้ลงตัว ประสานให้เกิดการรอมชอม หันหน้าเข้าหากัน และคิดหาทางว่าทำอย่างไรจะดำเนินนโยบายตามที่ประกาศไว้ได้จริง

ส่วน ตัวคณะรัฐมนตรี และคณะทำงาน ต้องเลือกคนที่เป็นที่ยอมรับ ถ้ามีรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ดี มีคณะทำงานที่ชนะใจประชาชน และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ รัฐบาลจะทำงานได้ง่ายขึ้นอีกมาก

ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร

ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

สิ่ง แรกที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกฯ ต้องทำคือ ต้องประกาศรายละเอียดและความชัดเจนของนโยบายต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียง เพราะที่ผ่านมาประชาชนได้ยินเพียงว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะทำอะไรบ้าง แต่เมื่อถามลงไปในรายละเอียด ทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ยังไม่มีการประกาศออกมา

พร้อมกันนี้ยังต้องมีรายละเอียดของผลกระทบจากนโยบายต่างๆ ว่ากระทบในส่วนใดบ้างของประเทศ

จุดสำคัญที่สุดคือ ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด และระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

สาเหตุ ที่ต้องประกาศรายละเอียดของนโยบาย เพราะทุกคนยังไม่เห็นภาพว่านโยบายไหนจะมีรายละเอียดอย่างไร เช่น นโยบายรับจำนำข้าว จะให้จำนำข้าวทุกเม็ดหรือไม่ หรือต้องมีระบบอื่น หรือค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะมีวิธีการอย่างไร ให้ทุกคนหรือไม่ หรือเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท

รายละเอียดเหล่านี้ยังไม่มี ประชาชนหรือส่วนใดของประเทศยังไม่มีใครรู้ หรือแม้แต่คนของพรรคเพื่อไทยเองก็ยังบอกนโยบายไปคนละทิศคนละทาง

นี่คือสิ่งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องทำเป็นสิ่งแรก

เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศความชัดเจนว่านโยบายต่างๆ มีรายละเอียดอย่างไรแล้ว ทุกคนมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันเรียบร้อยแล้ว จะต้องระดมความคิดเห็นของส่วนต่างๆ เพื่อนำมาหารือถึงผลกระทบของนโยบายต่างๆ ที่จะทำ โดยดูว่าจะกระทบต่อภาพรวมของประเทศมากน้อยแค่ไหน

นพพร ลีปรีชานนท์

ประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรื่อง เร่งด่วนมีหลายเรื่อง แต่วันนี้ต้องเน้นที่ความปรองดอง ซึ่งจำเป็นต้องทำขนานไปกับเรื่องอื่นด้วย ไม่เช่นนั้นการพัฒนาประเทศจะไม่เกิดขึ้น ความขัดแย้งแก้ได้ง่าย ขอให้มีเป้าหมายหลักร่วมกัน

แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้เลยในฐานะมีกระทรวง กรม กอง ต่างๆ อยู่ในมือ คือการพัฒนาประเทศทั้งด้านการศึกษา พลังงาน และวิกฤตทางเศรษฐกิจ

เรื่อง พลังงานมีปัญหาคาราคาซังเยอะมาก พรรคเพื่อไทยต้องเข้ามาดูในรายละเอียด เพราะต่างประเทศเมื่อจะมาลงทุนในไทย จะมองเรื่องแหล่งทรัพยากรเป็นอันดับแรก รัฐบาลใหม่ต้องดูว่าจะเอาทรัพยากรมาใช้กับนโยบายพลังงานอย่างไร ขณะนี้เรามีปัญหาเรื่องถ่านหินซึ่งถูกคนต่อต้าน ทั้งๆ ที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า รัฐบาลต้องดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร จะนำเรื่องเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่หลายประเทศทั่วโลกใช้อยู่มาปรับใช้หรือ ไม่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน ถ้าบริหารดีๆ ความสูญเสียจะลดลง และสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ที่ ผ่านมาพรรคเพื่อไทยไม่เคยพูดเรื่องนี้ พูดถึงแต่นโยบายเกี่ยวกับคนรากหญ้า แม้จะจำเป็นแต่ต้องดูนโยบายการพัฒนาควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่มองข้ามไป พรรคเพื่อไทยมีคนเก่งหลายคน อยากให้หาคนดูเรื่องการพัฒนา และทำออกมาให้ดีที่สุด

ด้านการจัดการภายในรัฐบาล แม้การจัดสรรประโยชน์ให้กลุ่มคน ให้พรรคร่วมรัฐบาลจะสำคัญ แต่รัฐบาลต้องเอาพันธกิจเป็นตัวตั้ง ต้องตกลงกันให้ได้ว่า เป้าหมายสูงสุดคือการนำประเทศไปสู่ความเจริญ

การ เลือกรัฐมนตรีต้องเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ หรือถ้าจำเป็นต้องเลือกคนจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อตอบแทนทางการเมือง ก็ต้องดึงคนที่มีความรู้ มีผลงานน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ด้วย

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องดูนโยบายระยะยาวด้วย ไม่ใช่ดูแลระยะสั้น เช่น เรื่องค่าแรง 300 บาท ซึ่งในระยะสั้นถือเป็นเรื่องดี แต่รัฐบาลต้องมีแผนระยะยาวรองรับด้วย

ดร.โคทม อารียา

อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

การบ้าน ข้อแรกที่ผมอยากให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ดำเนินการคือ 1.การจัดตั้งรัฐมนตรีให้ถูกฝาถูกคน ตั้งคนให้เหมาะสมกับงาน มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญ ต้องมีความพร้อมเอานโยบายของรัฐบาลไปดำเนินการให้ได้ผลตามที่ประกาศไว้

2.จัด เตรียมนโยบายที่จะแถลงต่อสภา และ 3.ลงมือบริหารราชการแผ่นดิน โดยเดินตามลายแทงของนโยบายที่จะตกลงกันในพรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเดินอย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ

ปัญหา ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ควรถูกจัดอยู่ในความสำคัญลำดับต้นๆ เพราะเกิดเหตุขึ้นทุกวัน ประชาชนเสียชีวิตทุกวัน จะปล่อยให้เป็นเรื่องปกติ ทำเหมือนอย่างเคยไม่ได้ เวลาผ่านไปวันหนึ่ง คนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะรอช้าไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำเสร็จทันที เพราะปัญหานี้เป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รัฐบาลต้องหาวิธีการต่างๆ หลายวิธี จะต้องมีความยืดหยุ่น ทำอย่างสม่ำเสมอพอสมควร

ส่วน การปรองดองควรทำไปเรื่อยๆ ทำเป็นระบบ ต้องมีพื้นที่ มีเวทีให้พูดคุยกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าปรองดองแล้วจะเลิกขัดแย้ง หรือเป็นเอกภาพ เดินเป็นหุ่นยนต์ อย่างนั้นไม่ใช่ แต่การปรองดองหมายถึงการหันหน้ามาพูดคุยกันมากขึ้น ทะเลาะกันแบบอารยวิวาท ซึ่งไม่ใช่การวิวาทเพื่อเอาชนะคะคานกัน ลงไม้ลงมือหรือชกใต้เข็มขัด ถ้าอย่างนั้นจะเรียกว่า อนารยวิวาท

ในการเดินหน้าทำงาน เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน อะไรทำได้ก็ทำ อะไรรอได้ก็รอไว้ก่อน อยู่ที่การสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ มีการจัดแผนใช้เวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือถ้ามีอะไรติดขัด ทำตามนโยบายที่ให้ไว้ไม่ได้จริง ต้องบอกกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

อย่าง ไรก็ตาม สิ่งแรกที่นายกฯ ควรทำมากที่สุดคือ ยิ้มให้กำลังใจแก่ตัวเอง ต่อไปนี้คนที่เป็นนายกฯ จะยุ่งมาก ไม่มีเวลาให้แก่ตัวเอง ให้แก่ลูกชายเท่าที่ควร ฉะนั้นต้องมีกำลังใจ มีสติ ความมุ่งมั่น สูดลมหายใจลึกๆ ตั้งสติไว้ ส่งเสริมให้ตัวเองเข้มแข็ง

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์เปิดรายชื่อ "11 ผู้หญิงเสื้อแดง" ที่กำลังถูกคุมขังในเรือนจำ

ที่มา มติชน



เว็บไซต์ สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ได้เปิดเผยรายชื่อผู้หญิงเสื้อแดง 11 คน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ มาเป็นระยะเวลา 1-3 ปี ดังต่อไปนี้


1. นางสาวพยอม หนูสูงเนิน ถูกจับเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันต้องทานยาจิตเวช ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
2. นางเจียม ทองมาก ถูกจับเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
3. นางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์ ถูกจับเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 นัดฟังคำพิพากษาคดียิงเฮลิคอปเตอร์พร้อมมีอาวุธสงครามในวันที่ 10 สิงหาคม 2554 ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
4. นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ถูกจับเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถูกควบคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
5. นางอรอนงค์ บรรพชาติ คดีเผาศาลากลาง ถูกจับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 4 กันยายน 2554 ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี
6. นางสุมาลี ศรีจินดา คดีเผาศาลากลาง ถูกจับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 4 กันยายน 2554 ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี
7. นางสาวปัทมา มูลมิล คดีเผาศาลากลาง ถูกจับเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 4 กันยายน 2554 ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี
8. นางปฐมาวดี วินิจจามร หรือ สุภารัตน์ หัตถีจร คดีเผาศาลากลาง ถูกจับเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2553 คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุดรธานี
9. นางแสงเดือน สุภาพล ถูกจับเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คดีเผาศาลากลาง คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุดรธานี
10. นางรัศมี ทองสีดำ ถูกจับเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คดีเผาศาลากลาง คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุดรธานี
11. นางปาริชาติ จวงจันทร์ ถูกจับเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คดีเผาศาลากลาง คดีอยู่ระหว่างพิจารณา ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดอุดรธานี


นอกจากนั้น เว็บไซต์ของสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ยังได้พิมพ์ข้อความปิดท้ายข้อมูลรายชื่อผู้ต้องขังดังกล่าวว่า


ขณะที่เราได้เดินเที่ยวห้าง : เขาอยู่ในคุก
ขณะที่เราได้หย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง : เขาอยู่ในคุก
ขณะที่เรากำลังจะได้นายกฯหญิงคนแรก : เขาคือผู้หญิงคนแรกๆ ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เขาอยู่ในคุก
เขาคือผู้หญิงที่ถูกลืม…. เราจะช่วยเขาได้อย่างไร?

ทำไมต้องปลดธาริต

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



คาดว่าสัปดาห์หน้า "ครม.ยิ่งลักษณ์1" คงได้ฤกษ์เริ่มทำงานกันแล้ว

นโยบายต่างๆ คงจะเห็นเงาร่างกัน

ทั้งขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

แต่อย่างที่เคยบอกไปแล้ว ภารกิจสำคัญที่นายกฯยิ่งลักษณ์มิอาจมองข้าม

คือการทวงความยุติธรรมให้ 91 ศพจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมม็อบแดง

การเยียวยาให้ผู้บาดเจ็บ 2 พันคน

การคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์หลายร้อยคนที่ยังถูกจองจำ

และการนำตัวคนสั่งการให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่คนเสื้อแดงเฝ้ารอดูอยู่

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ชัดเจนถึงความล่าช้าทั้งเรื่องคดีความที่คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ

กระบวนการตรวจสอบต่างๆ ก็ไม่ได้มาตรฐาน เอนเอียง บิดเบือน

จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ยังคงมีคนเสื้อแดงผู้สูญเสียร้องเรียนขอความเป็นธรรมอยู่เนืองๆ

ทั้งญาติผู้เสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนารามที่เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนรางบีทีเอส

รัฐบาลญี่ปุ่นทวงถามความคืบหน้าคดีสังหาร นายฮิโรยูกิ มูราโมโต นักข่าวรอยเตอร์

พี่สาวของ นายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพอิตาลีก็ติดตามจี้คดีมาตลอด

และคงไม่มีใครลืมกรณีที่ "น้องเฌอ"สมาพันธ์ ศรีเทพ เด็กอายุแค่ 17 ปีถูกสไนเปอร์ยิงตายที่ซอยรางน้ำ

ไม่ลืมเหตุการณ์ที่ "น้องอีซา" เด็กกำพร้าวัย 13 ปีที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ดินแดง

ไม่ลืมนาทีที่ ลุงชาญณรงค์ พลศรีลา โชเฟอร์แท็กซี่ใช้หนังสติ๊กยิงสู้กับปืนเอ็ม 16 จนตัวตาย

ล่า สุด น.ส.สมมาตร ช่วยพิมาย ยื่นหนังสือถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ ให้ช่วยตามหา นายอดิลักษณ์ อินสันเทียะ ลูกชายที่สูญหายจากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.2553

เคยแจ้งความไว้ตั้งแต่เดือนพ.ค.53 แต่คดีความไม่คืบหน้า ยังไม่รู้ชะตากรรม !?

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมญาติ 91 ศพจึงต้องยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงยุติธรรมให้ปลดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เพราะตลอดปีเศษที่ผ่านมา ความจริง 91 ศพถูกตีแผ่ต่อสาธารณชนหมดแล้ว

แต่คดีความในความรับผิดชอบของนายธาริต

กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย