WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 6, 2011

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

ที่มา ประชาไท

อำมาตยานุสติ
เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี ถึง กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

“ใน ทางสังคม...แพทย์โยงใยไปได้ทั่ว ไม่ว่าจะเป็นในวัด ในกองทัพ ในวัง ในธุรกิจ ในด้านหนึ่ง การแพทย์แผนปัจจุบันทำประโยชน์อย่างมากในการช่วยชีวิตของผู้คนโดยไม่ต้อง สงสัย แต่การมีอำนาจมากก็มีข้อเสีย เช่นเดียวกับการมีอำนาจทุกชนิด นั่นคือ การมีอำนาจทำให้ไม่เรียนรู้ การไม่เรียนรู้นำไปสู่ความเสื่อมหรือความล่มสลาย”

ประเวศ วะสี [1]

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

การ์ตูนเสียดสี โดย เรณู ปัญญาดี
จาก มติชนสุดสัปดาห์ กรกฎาคม 2554

เมื่อ สัก 20-30 ปีมาแล้ว รูปปฏิมาปัญญาชนสาธารณะที่เปี่ยมไปด้วยบารมี คุณธรรม กับภาพลักษณ์ห่วงใยชุมชน และชาวบ้าน ทรงพลังเข้มขลังและมีบทบาทอย่างมากในการผลักดันฟันเฟืองการพัฒนาในสังคมชนบท นอกกระแสอย่างทรงพลัง ในยามที่ระบบราชการยังเทอะทะ การเมืองระดับประเทศยังเตาะแตะ แต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ชนบทที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สร้างความแหลมคมของการต่อสู้ทางการเมือง ได้กระทุ้ง กะเทาะ กระชากหน้ากาก รื้อถอนให้เห็นตัวตนและแก่นแกนความคิดทางการเมืองของกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ เป็นอย่างดีว่า พวกเขาหวงแหนและกุมอำนาจอยู่กับตนและพวกพ้องมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือ การหลุดลอย ไม่ยึดโยงกับอำนาจกับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งโดยพาซื่อหรือจะโดยความเขี้ยว หรือจะโดยความกลัวก็ตาม คำถามก็คือว่า เหตุไฉนพวกเขาเหล่านั้นจึงมีวิธีคิด และการตัดสินใจทางการเมืองที่ “อประชาธิปไตย” ได้มากขนาดนั้น หรือแท้จริงแล้วความหวังดีทั้งหลายที่ผ่านมาไม่ได้มีฐานที่ผูกแน่นอยู่กับ ระบอบประชาธิปไตยที่ ประชาชนเป็นใหญ่ มาตั้งแต่ต้น หรือแท้จริงแล้วปลายทางของสังคมที่น่าอยู่ของพวกเขา ผูกโยงอยู่กับคุณค่าทางคุณธรรม จริยธรรมแบบจารีตนิยมอนุรักษ์นิยมของบุคคล และชุมชนแบบบุพกาลเพียงเท่านั้น

ผู้เขียนเชื่อว่า ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความ วิปริตทั้งหมด หากเป็นโครงสร้างการเมืองแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการที่โยงใยกันอยู่ อย่างแฝงเร้นและเปิดเผย ประเวศ วะสี เป็นตัวแบบที่บทความนี้จะใช้นำไปอธิบายต่อคำถามตั้งต้นดังกล่าว ด้านหนึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความโยงใยของเครือข่ายประเวศจะทำให้เราเห็นถึง อำนาจและสถานะที่สูงส่งของแพทย์ในสังคมไทยที่มีบทบาทสำคัญในการพยุงความเข้ม แข็งการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างมีนัยสำคัญ ในอีกส่วนหนึ่งของบทความนี้จะได้ทำการหยิบปรากฏการณ์มรณกรรมของพุทธทาสภิกขุ ในปี 2536 เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองเรื่องความตายของพระชื่อดังอัน เป็นเสาหลักของนักคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยมหัวก้าวหน้า ในห้วงเวลาที่โครงสร้างทางการเมืองที่กำลังถูกจัดรูปใหม่อีกครั้งหลัง เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคม 2535 ในสถานการณ์เช่นนั้น ประเวศ มีบทบาทที่น่าสนใจนั่นคือ เขาเป็นทั้งผู้เล่นอยู่ในห้วงประวัติศาสตร์เวลานั้น และเขายังเป็นผู้เล่า ผู้เขียนอธิบายความเป็นไปช่วงนั้นด้วยตนเอง

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

บนเส้นทางชีวิต บันทึกเรื่องราวผ่านปลายปากกา
ประเวศ วะสี

เกิดหลังปฏิวัติสยาม และเติบโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ประเวศ นับเป็นหนึ่งในคนดังที่เกิดในปี 2475 สหชาติร่วมกับ อานันท์ ปันยารชุน, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, รงค์ วงษ์สวรรค์ ฯลฯ เขาถือกำเนิดหลังการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพียง 2 เดือน นั่นคือวันที่ 5 สิงหาคม 2475 ในวันที่บทความนี้ตีพิมพ์ เขาจะอายุครบ 79 ปี

กลาง ทศวรรษ 2480 เป็นยุคที่คณะราษฎรเจิดจรัสที่สุด กลุ่มคนหนุ่มในคณะราษฎรได้ยึดกุมตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอย่างแท้จริง คณะราษฎรเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการจะสร้างประเทศใหม่ ผสานไปกับอารมณ์ความรู้สึกที่ทะเยอทะยาน มั่นใจและใฝ่ฝันที่จะเป็นถึงประเทศมหาอำนาจ ดังเห็นได้จากผลักดันให้เปลี่ยนนามประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ในทางกายภาพ ถนนราชดำเนินถูกเนรมิตให้เปลี่ยนโฉมเป็นชองป์เอลิเซ่ มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไปพร้อมๆกับตึกแถวอันโอ่อ่าสองฝั่ง ด้วยเงินของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

เด็กชายประเวศจะทัน รู้สึกและอินกับ สังคมไทยที่ฮึกเหิมและความเปลี่ยนแปลงในยุคดังกล่าวหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ ในเวลานั้นเขายังอายุสิบขวบต้นๆ และอยู่ระหว่างการศึกษาชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนวิสุทธรังษี กาญจนบุรี [2]

ประเวศ ก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยรุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนั้นกองทัพอักษะญี่ปุ่นเข้ามาตั้งกองบัญชาการที่กาญจนบุรี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเชื่อมต่อเข้าไปยังพม่าตามเป้าหมายของกองทัพ ญี่ปุ่น เส้นทางนี้จึงตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ประเวศต้องอพยพไปเรียนที่ราชบุรี และนครปฐมตามลำดับ [3] หลังสงครามด้วยความตั้งใจที่จะเรียนแพทย์ทำให้เขามุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเพื่อ เล่าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับประเทศในช่วงมัธยมปลายที่เตรียมอุดม ศึกษา ในปี 2490 และจบการศึกษาในปี 2492 [4] ในขณะนั้นสังคมไทยได้ถูกเหวี่ยงกลับมาสู่สังคมอำนาจนิยมและชูกระแสนิยมเจ้าอย่างชัดเจน

ประเวศ ก้าวต่อไปในชั้นเตรียมแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในปี 2498 เมื่อจบการศึกษาเขาได้รับปริญญาแพทยศาสตร์เกียรตินิยม และได้รับรางวัลเหรียญทองในฐานะที่ได้คะแนนเป็นที่หนึ่งตลอดหลักสูตร [5] ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเขา ทำให้ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อด้านระบาดวิทยาที่สหรัฐอเมริกา และด้านพันธุกรรมศาสตร์ที่อังกฤษ โดยได้รับทุนพระราชทานในปี 2500 จากทุนส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนมูลนิธิอานันทมหิดล ในปี 2502 [6]

หลังจากกลับมาจากสหรัฐอเมริกา เขารับตำแหน่ง อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2504 [7] ประเวศนับว่าได้รับความเมตตามาก เนื่องจากในหลวงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกเป็นที่ทำการ คือ ตึกอานันทราช สำหรับโลหิตวิทยาที่โรงพยาบาลศิริราช ประเวศอ้างว่า เพราะตึกหลังนี้จึงทำให้สามารถทำงานทางวิชาการได้รวดเร็วยั่งยืนขึ้น การระดมทุนสร้างตึกดังกล่าวได้รับพระราชูปถัมภ์โดยการพระราชทานภาพยนตร์ส่วน พระองค์ให้ฉายที่ศาลาเฉลิมกรุงเพื่อเป็นนำมาเป็นทุน และยังได้แก้วขวัญ วัชโรทัย จัดมวยการกุศลสมทบทุนเพิ่มเติมอีก [8]

เดินทางทั่วไทยในนามนักวิจัยโรคธาลัสซีเมีย โลหิตจาง

ประเวศ ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับธาลัสซีเมีย โดยเฉพาะโรคฮีโมโกลบิน เอช (H) เป็นผลงานที่เขาเห็นว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง และได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำของอังกฤษชื่อ Nature ในปี 2507 [9] ผลงานนี้ของเขาทำให้ได้ไปบรรยายหลายแห่ง เช่นในปี 2511 ที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดา [10] และอีกหลายแห่งทั่วโลกในระยะต่อมา

นอก จากนั้นเขายังทำการลงพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพื่อทำการสำรวจเรื่องเกี่ยวกับเลือด แต่ลักษณะการทำงานนั้นจะร่วมไปกับทีมอื่นๆด้วย เช่น ทีมนักพันธุศาสตร์ ม.มิชิแกน สหรัฐอเมริกา หรือทีมมานุษยวิทยากายภาพที่เน้นการวัดส่วนต่างๆของร่างกายและถ่ายรูปลักษณะ ของใบหน้า [11] การออกสำรวจนี้เองที่เป็นเหตุให้ประเวศขยายความสนใจจากโรงพยาบาลใหญ่ไปสู่ การแพทย์ของชุมชน นั่นคือ ทำให้สนใจเรื่องสาธารณสุขและสังคมมากขึ้น [12]

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์

ความเข้าใจที่กลับหัวกลับหาง คือ การมุ่งมั่นปฏิรูปโดยไม่สนใจว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

ประเวศกล่าว ในบันทึกว่า ได้ยินชื่อสุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์) ตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่อังกฤษที่มีชื่อเสียงมาจากการจัดทำวารสารที่ชื่อว่า สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ครั้นประเวศกลับเมืองไทยเขาเล่าเมื่อได้อ่าน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ทำให้โลกทัศน์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างมากขนาดที่เรียกว่าเป็น “จุดเปลี่ยนในชีวิตที่สำคัญจุดหนึ่ง” [13] แม้จะอ้างเช่นนั้น ก็มิได้พบเห็นว่าประเวศหรือเครือข่ายจะปฏิเสธอำนาจนอกระบบอันไม่ชอบธรรม ในบันทึกแทบจะไม่พบการตั้งคำถามอำนาจอันไม่ชอบธรรมที่ได้มาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์, ถนอม กิตติขจร, ประภาส จารุเสถียร แต่กลับปรากฏบันทึกที่กล่าวถึงการล็อบบี้ผ่านผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่มี อำนาจอยู่บนยอดปิรามิดทั้งหลายทั้งนั้น

ในปี2515 ประเวศได้รับเลือกเป็นคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอแนะการวางแผนการแพทย์และสาธารณสุขแห่งชาติ [14] ซึ่งเป็นโอกาสอย่างดีที่จะได้รู้จักเสม พริ้งพวงแก้ว [15] หมอผู้นี้ลาออกจากราชการเมื่ออายุ 51 ปี ในปี 2504 มาเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปเป็นเวลา 10 ปี (ปี 2506 –2516) [16] อย่างไรก็ตาม คนดีมีความสามารถตามแบบฉบับและคุณสมบัติของสังคมไทยอย่างเสม ก็อยู่ในปริมณฑลส่วนตัวได้ไม่นาน ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 เขาได้มีส่วนในด้านการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ โดยเขาอยู่ประจำศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม [17]

ภาย ใต้การจัดระเบียบอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ เสมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2516 ภายใต้นายกรัฐมนตรีนักกฎหมายผู้ทรงศีลธรรมชื่อ สัญญา ธรรมศักดิ์ และโอกาสแห่งอำนาจที่อยู่ในมือนี้เองที่ทำให้เขาสามารถจัดความสัมพันธ์เชิง อำนาจในกระทรวงสาธารณสุขเสียใหม่ คือ ทำให้อำนาจการบริหารทั้งการป้องกันและรักษา มาอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวง ส่งผลให้สามารถสั่งการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังอ้างว่า มีการกระจายอำนาจไปยังหน่วยงานภูมิภาคอย่างทั่วถึงซึ่งหมายถึงให้โรงพยาบาล จังหวัดมีอำนาจมากขึ้น โดยให้กรมต่างๆ ทำหน้าที่วิชาการสนับสนุน ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้สำเร็จลงในปี 2517 [18]

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

เสม พริ้งพวงแก้ว (2454-2554)

รอบ อายุของเสม ยังทันการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ คณะรัฐมนตรี ที่เป็น “คนดีมีความสามารถ” อีกครั้งหลัง 6 ตุลาคม 2519 เขารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2523 ใต้นายกรัฐมนตรี เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่มาจากการรัฐประหารต่อรัฐบาลเผด็จการธานินทร์ กรัยวิเชียร อย่างไรก็ตาม เขารัฐบาลนี้อยู่ได้เพียง 18 วัน เกรียงศักดิ์ ก็ลาออก อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรม ติณสูลานนท์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เสมก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอีก ในรัฐบาลเปรม 2 ในปี 2524 อำนาจครั้งนี้ทำให้เขาผลักดันให้ออกระเบียบกระทรวง ให้โรงพยาบาลในสังกัดใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ [19] การอยู่ในแวดวงอำนาจน่าจะมีส่วนทำให้งานด้านสาธารณสุขที่เสมเกาะติดอยู่ ประสบความสำเร็จเป็นระยะ ในปี 2525 พบว่าเสมและเครือข่ายผลักดันให้ประเทศไทย มีอิสระในการบริหารงานงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นแห่งแรก [20] เป็นช่วงเวลาระหว่างที่เสมกำลังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2524-2526 ทำให้เห็นว่าช่องทางการเดินทางของแหล่งทุนนอกเข้าสู่การทำงานพัฒนาชนบททวี ความสำคัญขึ้นเรื่อยในทศวรรษนี้ ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นเส้นทางทางการเมืองของเสมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งทาง การแพทย์ การเมือง และการทำงานพัฒนาชนบทของเขา ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยแล้ว ถือว่าเป็นช่องทางพิเศษสำหรับคนดีมีความสามารถที่ไม่จำเป็นต้องเปลืองตัวไป ลงสมัครรับเลือกตั้งเสนอตัวให้ประชาชนเลือก

ในขณะที่ประเวศเดินเกม ได้เหนือชั้นกว่านั้น นั่นคือ ไปอยู่หลังม่าน ไม่จำเป็นต้องลงมาเป็นรัฐมนตรีเสียเอง แต่ก็สามารถรวมศูนย์อำนาจไว้ได้อย่างมั่นคงและเป็นเอกภาพ และมีงบประมาณให้ใช้จ่าย ในอีกหลายปีต่อมา

ชูธงปฏิรูปที่มีชนชั้นสูงและฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นแบ็ค

ความ ผูกพันระหว่างแพทย์ที่มีสถานะสูงด้วยอำนาจในการรักษาที่อยู่ในมือ ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น ทำให้แพทย์เป็นวิชาชีพหนึ่งที่มี “อภิสิทธิ์” เป็นอย่างยิ่ง ประเวศได้รับเลือกเป็นกรรมการแพทยสภาจากการเลือกตั้ง ในปี 2512 [21] และในปีเดียวกันนั้นเขาได้เขียนบทความวิจารณ์ศิริราชในบทความชื่อ “ปัญหาศิริราช” [22] ประเวศพบกับปัญหาที่หมักหมมเนื่องจากระบบราชการที่เน่าเฟะ ทำให้พวกเขาเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขด้วยอำนาจที่เบ็ดเสร็จ

ปี 2514 เราพบว่าประเวศและพวกใช้โอกาสที่ใกล้ชิดกับเครือข่ายทหารนักการเมืองผลักดัน ประเด็นที่คิดว่าดีและมีประโยชน์ต่อสังคม นั่นก็คือ ประเวศ จากโรงพยาบาลศิริราช อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (บิดาของอภิสิทธิ์) จากโรงพยาบาลรามาธิบดีและเพรา นิวาตวงศ์ จากคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เพรา เติบโตมากับอาณาจักรจอมพลสฤษดิ์ ทั้งยังเป็นหมอผ่าตัดที่เก่งมาก ทำให้มีคอนเนคชั่นที่ดีกับนายทหารนักการเมืองที่มาเป็นคนไข้ [23]) หมอทั้งสามได้ลงนามถึงรัฐบาลขอให้ปฏิรูปโรงเรียนการแพทย์ ผ่าน พลเอกแสวง เสนาณรงค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี [24] ซึ่งเป็นคนที่ถนอมไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง

เขา บันทึกว่าในปีเดียวกันที่เขามีโอกาสถวายการรักษาสมเด็จพระบรม ราชินีนาถฯ ประเวศกราบบังคมทูลแนวคิดในการปรับปรุงแพทย์และสาธารณสุข และได้รับคำแนะนำว่า “เรื่องนี้คุณหมอประเวศจะต้องกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว...พระเจ้าอยู่หัว จะได้รับสั่งกับจอมพลถนอม” [25] ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่

ประเด็น นี้แม้จะผ่านมติคณะรัฐมนตรีฉลุย แต่ในระดับปฏิบัติการแล้วงานไม่ไปถึงไหน พออารี วัลยะเสวี ศาสตราจารย์นายแพทย์ คณบดีผู้ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีเห็นชอบกับนโยบายดังกล่าวจึงใช้โอกาสที่รัฐบาลเผด็จการ เห็นชอบนี้มาผลักดันให้เป็นจริง กลายเป็นว่าหมอโรงพยาบาลรามาธิบดีส่วนใหญ่ไม่พอใจ ฝ่ายคัดค้านได้ลงนามขอให้คณะปฏิวัติระงับเรื่อง แต่คณะปฏิวัติไม่เห็นด้วย [26] ถนอมกับประภาสแม้จะใหญ่เพียงใด แต่พอเจอสารที่ได้มาจากพจน์ สารสิน รองหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ได้รับสั่งของในหลวงมาว่า “ได้ยินว่าที่รามาธิบดีเขากำลังทำอะไรแปลก” สองจอมเผด็จการก็มีอันต้อง “ถอยกรูด” อย่างไรก็ตาม อารี ก็ไม่ละความพยายามขอเข้าเฝ้า และชวนประเวศไปด้วยกัน อารีโบ้ยให้ประเวศกราบบังคมทูล เมื่อทรงฟังแล้วรับสั่งว่า [27]

“การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย”

“ถ้า ปัญหาเกิดจากคนส่วนใหญ่ จะให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ก็คงจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ได้” ประเวศกราบบังคมทูลซ้ำ

“ถ้าพูดอย่างนั้น มีหมอประเวศคนเดียวเป็นคนนอกรามาธิบดี หมออารีก็เป็นส่วนหนึ่งของรามาธิบดี...”

ส่วน หมอคนอื่นที่มาด้วยอย่าง อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สันต์ หัตถีรัตน์ เห็นท่าไม่ดีจึงเฉยเสีย และเรื่องปฏิรูปให้มีระบบอาจารย์เต็มเวลาและไม่เต็มเวลาก็ยุติลงด้วยประการ ฉะนี้ และนี่คือภาพตัวอย่างของกระบวนการการตัดสินใจนโยบายสาธารณะในปี 2515

อีก กรณีหนึ่งก็คือ จดหมายลับมากของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในปี 2518 ที่มีต้นกำเนิดมาจากข้อสงสัยว่าประเวศจะเป็นคอมมิวนิสต์ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเขียนบทความ “สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่” ในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปี 2517 ซึ่งหลักคิดก็คือ เน้นเอาศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นธงชัยในการสร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่ ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 [28] แต่แต่เขาก็ถูกร้องเรียนพฤติการณ์ เนื่องจากว่าประเวศเองก็เป็นที่ปรึกษาและพบปะแลกเปลี่ยนของเหล่านักศึกษา ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากคนหนุ่มสาวรุ่นนั้น ประเวศบันทึกว่า เขาถึงกับถูกฟ้องต่อในหลวงว่าเป็น “หัวหน้าคอมมิวนิสต์” ซึ่งในด้านหนึ่งเขาได้รับการการันตีจาก ม.ล.เกษตร สนิทวงศ์ นายแพทย์ผู้เป็นลุงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ซึ่งสนิทและช่วยเหลือประเวศอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ม.ล.เกษตรถึงกับกล่าวว่า [29]

“ถ้าหมอประเวศเป็นคอมมิวนิสต์ ข้าพระพุทธเจ้าก็เป็นด้วยพระพุทธเจ้าข้า”

จากนั้น ม.ล.เกษตร จึงเข้าพบพลเอกสายหยุด เกิดผล เพื่อให้เช็กประวัติและออกใบรับรองความบริสุทธิ์ของประเวศตามจดหมายลับมากดังกล่าว

เหตุผล ในการรับรองก็คือ ข้อแรก ประเวศเป็นนักศึกษาแพทย์ มีประวัติการศึกษาอยู่ในขั้นดีมาก ชอบทำงานเป็นหมู่คณะ ข้อสอง รับราชการเป็นแพทย์ประจำบ้าน โดยใช้ลักษณะการทำงานแบบรวมหมู่และคณะเช่นเดิม ข้อสาม เนื่องจากเข้ากับนักศึกษาหัวก้าวหน้าจึงอาจถูกเพ่งเล็งจากกลุ่มอาจารย์และ แพทย์รุ่นเก่า ข้อที่สี่ยิ่งน่าตื่นเต้นก็คือว่า เขาเคยได้รับทุนจากมูลนิธิ “อานันทมหิดล” และมีความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระดับหนึ่ง และมีแนวคิดที่เห็นว่า “สิ่งทั้งหลายย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่มิได้เน้นลักษณะในเรื่องชนชั้น มีแนวการปฏิรูปโดยการใช้การประสานประโยชน์” ข้อสรุปนี้นิยามประเวศอย่างนามธรรมว่ “มีลักษณะเป็นนักปฏิรูปพื้นฐานของมนุษยธรรม” [30] แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของชนชั้นปกครองไทยต่อเรื่อง “ชนชั้น” ที่เป็นจุดโจมตีอันแข็งแรงของฝ่ายซ้าย

เหตุผล ที่น่าสนใจอีกกรณีหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าแพทย์มีสถานที่สูงในสังคม แล้ว แต่ยังเห็นว่าในห้วงเวลาดังกล่าว แพทย์ยังเป็นวิชาชีพที่รับใช้การเมืองอย่างยิ่งนั่นก็คือ การโฆษณาที่สำคัญที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ที่ใช้ได้ผลดีก็คือการบริการด้านการแพทย์ [31] ดังนั้นการแพทย์ชนบทที่ได้รับการสนับสนุนในเวลาต่อมาอาจเข้ามาอุดช่องโหว่ตรงนี้ของการสาธารณสุขในพื้นที่ชายขอบ

นี่คืออีกเส้นทางชีวิตหนึ่งของประเวศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

หลัง เหตุฆาตกรรมหมู่ ปี 2519 การลงพื้นที่ชนบทไม่สามารถจะทำได้อย่างเปิดเผย เมื่อท้องฟ้าแห่งเสรีภาพถูกเหยียบย่ำด้วยท็อปบูธและมือที่เปื้อนเลือด ต้องรอจนกว่าบาดแผลจะแห้งตกสะเก็ดในอีกสี่ห้าปีหลัง การลงพื้นที่ที่ทุรกันดารก็เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหนึ่ง

จากสนามของแพทย์ สู่ สนามของการพัฒนาท้องถิ่น

“ท่าน เป็นผู้นำในการศึกษาโรคธาลัสซีเมีย และโรคเลือดอื่น ๆ และเป็นผู้นำในการคิดค้นวิธีรักษาและป้องกันโรคเหล่านี้ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านได้ตีพิมพ์บทความมากกว่า 100 บทความ ในวารสารทางการแพทย์ทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นผู้ส่งเสริมการแพทย์ชนบท และได้ก่อตั้งวารสารทางการแพทย์ชนบทอีกด้วย นอกจากนั้นก็ยังได้ส่งเสริมให้ประชาชนในชนบท ผู้นำชุมชน และพระสงฆ์ เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ท่านได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ ในปี 1981” [32]

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

ประเวศ วะสี

นี่ เป็นดังคำประกาศถึงคุณูปการของประเวศ หลังจากที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาภาคบริการรัฐในปี 2524 เขาเปี่ยมไปด้วยผลงานอันโอ่อ่าน่าภาคภูมิอย่างยิ่ง เช่น นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ปี 2526 บุคคลดีเด่นของชาติ สาขาการแพทย์ ปี 2528 ในระหว่างนั้นเขาก็ได้อยู่ในตำแหน่งสำคัญในมหาวิทยาลัยมหิดล 2 ตำแหน่งนั่นคือ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาและวางแผน มหาวิทยาลัยมหิดล (2522-2526) และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (2528-2530) ซึ่งระหว่างนั้นก็ควบกับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานทางการแพทย์และ สาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (2527-2530) [33]

ช่วง ปี 2527-2530 พบว่ารัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับองค์กรสนับสนุนความช่วยเหลือระหว่างประเทศของ รัฐบาลแคนาดา (Canadian International Development Agency: CIDA) จัดตั้ง "กองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทย-แคนาดา" (Local Development Assistance Program: LDAP) ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนองค์กร สถาบัน และกลุ่มต่างๆ ที่ดำเนินการด้านการพัฒนาท้องถิ่น ให้สามารถขยายขีดความสามารถที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน ทั้งในระดับหมู่บ้าน ท้องถิ่นและประเทศโดยรวม กองทุนดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องได้แก่ เสน่ห์ จามริก, ประเวศ วะสี, ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์, บำรุง บุญปัญญา เป็นต้น [34] ซึ่ง LDAP นั่นก็ได้สนับสนุนเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท ผ่าน 55 โครงการ นี่เป็นจุดหนึ่งของการเริ่มต้นของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และมูลนิธิ /สถาบันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทุนได้เปลี่ยนเป็นสถาบันนิติบุคคล บุคคล ภายใต้ซื่อว่า "มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา" พร้อมกับก่อตั้ง สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (สทพ.)

ไอเดียของการกำเนิดมูลนิธิต่างๆนี้ เชื่อได้ว่ามาจากประสบการณ์ของประเวศที่ได้พบเห็นและร่วมงานกับ มูลนิธิและกองทุนต่างๆ ในต่างประเทศดังที่ เขาได้ยกตัวอย่างการตั้งมูลนิธิของเอกชนที่ทำงานเพื่อพัฒนามนุษย์ สังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ มีเงินประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ มูลนิธิฟอร์ด มี 4,000 ล้านดอลลาร์ [35] เงินมหาศาลเหล่านี้ประเวศหวังว่านายทุนไทยจะเปลี่ยนไปเป็นทุนทางปัญญาเสียบ้าง

ขณะ ที่ประเวศได้รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ แต่ก็พบว่าเขารู้เช่นเห็นชาติเป็นอย่างดีว่า “โครงสร้างในระบบราชการติดขัดและมีอุปสรรคนานาประการ” กรณีที่น่าสนใจก็คือ การผลักดันให้เกิด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจาก พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ.2535 ในเดือนมีนาคม สกว.ไม่ใช่ระบบราชการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดงานวิจัย ขณะที่สภาวิจัยแห่งชาติที่มีกรอบราชการเต็มขั้น ขณะที่ผลักดันกฎหมายจนสำเร็จนั้นเป็นสมัยที่อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร และหลังจากนี้เพียง 2 เดือน ประเทศไทยก็เกิดการนองเลือดจากกระบอกปืนและความรุนแรงโดยทหาร ภายใต้การนำของสุจินดา คราประยูร

ก้าวสู่ปริมณฑลของพุทธธรรม

ประเวศบันทึกว่า ตัวเขาเริ่มสนใจศาสนา ตามอวย เกตุสิงห์ ปรมาจารย์ทางการแพทย์ท่านหนึ่งในปี 2507-2508 [36] เริ่มต้นศึกษาที่งานเขียน ทางร่มเย็น ที่รจนาโดย พระมหาบัว วัดป่าบ้านตาด ซึ่งสอนเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ต่อมาก็การรับเชิญให้ไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดป่าบ้านตาด [37] ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้เห็นวัตรปฏิบัติของพระมหาบัว แล้วเห็นว่านั่นคือการ “ทำงานตามความสามารถ กินอยู่ตามความจำเป็น” อย่างแท้จริง ผิดกับคอมมิวนิสต์ที่พยายามจะใช้อุดมการณ์เดียวกันนี้ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากว่า หากเป็นคนธรรมดาที่ยังมีกิเลสแล้วทำได้ยาก [38]

ต่อ จากพระสายวัดป่า ก็ได้ศึกษาธรรมจากพุทธทาสภิกขุ ตัวกูของกู แล้วขยายไปเล่มอื่นๆอย่าง แก่นพุทธศาสตร์ คู่มือมนุษย์ ตามรอยพระอรหันต์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ บรมธรรม อิทัปปัจจยตา ฯลฯ หลักธรรมเหล่านี้นับได้ว่าเป็นที่ถูกจริตอย่างยิ่งเนื่องจากว่าเป็นคำสอนที่ เป็น “ปัญญาล้วนๆแบบวิทยาศาสตร์ไม่มีส่วนที่เป็นพิธีกรรมนิยายปรัมปรา ทำให้เข้าพุทธศาสนาดีขึ้น” คำสอนทั้งหมดยังพุ่งไปสู่ปัญหาที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ถ้าว่างจากความเห็นแก่ตัวก็จะสงบเย็นและไมมีทุกข์ [39] ประเวศยังได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคนในวงการนี้อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นพระขาว อนาลโย พระฝั้น อาจาโร

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

ตัวกูของกู
โดย พุทธทาสภิกขุ

พระประยุทธ์ ปยุตฺโต นายแพทย์ตันม่อเซี้ยง เสถียร โพธินันทะ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ พระธรรมรักษา ฯลฯ [40]

ประเวศ ชี้ว่า การสนใจศึกษาธรรมะเหมือนก้าวเข้าไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง เป็นวิชาที่แตกต่างจากวิชาอื่นๆ ที่เป็นเรื่องนอกตัว แต่ธรรมะนั้นว่าด้วยธรรมชาติของจิตใจในตัวและมีวิธีฝึกจิต แม้จะมีวัตถุการงานเพียบพร้อมเพียงใด บ่อยครั้งก็หาความสุขไม่ได้ ทางออกของสิ่งเหล่านั้นก็คือ “การศึกษาธรรมะ” ดังที่ประเวศยกตัวอย่าง คนดังที่เข้าหาธรรมะอย่าง พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้จัดการใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย(สมัยนั้น) โสภณ สุภาพงษ์ ผู้จัดการโรงน้ำมันบางจาก(สมัยนั้น) [41]

ตบท้ายด้วยการวิพากษ์การศึกษาว่า ทุกวันนี้เรียนแต่ภายนอก ไม่ได้ฝึกจิตใจตนเอง

ทำงานด้วยคนดี การเมืองแบบไร้การเมือง

ตราบ ใดที่ประเวศหรือใครๆก็ตาม เคารพนับถือ ปฏิบัติธรรม เลือกที่จะเชื่ออย่างผาดแผลงพิสดารอย่างไร หากแต่อยู่ในปริมณฑลส่วนตัวแล้ว ก็ย่อมมิได้เป็นปัญหาใด สิ่งที่เป็นปัญหานั่นคือ การที่ประยุกต์ความเชื่อดังกล่าวยัดเยียดเข้ากับสังคมการเมืองสาธารณะที่ เต็มไปด้วยความเชื่อที่หลากหลาย ศาสนาอันมากมาย รวมไปถึงคนที่เลือกจะไม่เชื่อศาสนา ดังที่เราจะได้ยินการอ้างอิงเรื่อง ธรรมาธิปไตย กันจนเลี่ยนในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้งที่สังคมการเมืองสาธารณะควรเป็นเรื่องของการถกเถียงด้วยเหตุผล เพื่อจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันของคนกลุ่มต่างๆ เป็นเรื่องที่ควรเปิดกว้างต่อการตั้งคำถามและเรียนรู้ เพราะการเมืองมิใช่เป็นเรื่องของการสยบยอมและหมอบกราบกรานต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะรัฐประหารกี่ครั้ง เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองมากี่หน ผ้าคลุมอาญาสิทธิ์ที่ชื่อว่า ความดี ศีลธรรมจรรยา จึงสร้างความชอบธรรมทุกครั้งไปให้กับรัฐบาลเผด็จการเรื่อยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 ในสายตาของพวกอนุรักษ์นิยม และฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารต่างเห็นว่า ระบอบการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรนั้น ไม่ใช่ “สาระ” เลย ขอเพียงแต่คนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เป็นคนที่อย่างน้อยว่ามีภาพว่าไม่ทุจริต วางตัวและภาพลักษณ์ที่ทรงคุณธรรม ไม่เกลื้อกลวกกับนักเลือกตั้ง (และจะให้ดีก็คือ แบ่งผลประโยชน์ให้กับตนได้)

ดังที่อภิปรายมาเบื้องต้นแล้ว ประเวศเติบโตมากับสังคมไทยหลังทศวรรษ 2490 ที่เห็นว่ารัฐประหารและการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมจากคนเบื้องบนเป็นเรื่อง ปกติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าไฉนประเวศจึงไม่ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีที่เป็นลบต่อทหาร และการรัฐประหารที่ผ่านมาแม้เพียงสักครั้ง สมัยอยู่ใต้รัฐบาลเผด็จการก็วิ่งเต้นเพื่อให้วาระของตนสัมฤทธิ์ผล จะโจมตีก็แต่เพียงระบบราชการที่บิดเบี้ยวไร้ประสิทธิสภาพ ซึ่งปัจจัยหนึ่งก็มาจากโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่ได้ยึดโยงอำนาจของปวงชน ด้วยเราจึงเห็นประเวศก็ผุดไอเดียการทำงานแบบไม่พึ่งพารัฐ แสดงให้เห็นว่าพยายามกีดกันนักการเมืองในระบบออกไป และสร้างเครื่องไม้เครื่องมือให้การทำงานการเมือง “ภาคประชาชน” เรื่อยมา ซึ่งปัญหาที่เกิดก็คือ “ภาคประชาชน” ของประเวศนั้นนับวันจะไม่เกี่ยวข้องกับประชาชนราษฎรทั่วไปทุกที

อย่าง ไรก็ตามการเป็นคนดี การนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด หรือการเป็นนักบวชที่บรรลุแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นวัฏฏสงสารแห่งโลก เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เป็นที่สนใจอย่างมากของเมืองไทยหลังเหตุการณ์พฤษภาคม นองเลือดที่มีเป็นประเด็นของ การเมืองของคนดี ที่ประเวศ วะสี มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นและได้มีการจดบันทึกไว้เป็นจดหมายเหตุ นั่นก็คือ การเมืองแห่งมรณกรรมของพุทธทาสภิกขุ

กระบวนการสู่ความตายของพุทธทาส

พุทธ ทาสภิกขุ เป็นพระปัญญาชนนามกระเดื่อง เป็นนักคิดนักเขียนที่ถูกกล่าวถึงและถูกอ้างอิงหลักธรรมมาปรับใช้กับการ เมืองบ่อยที่สุดรูปหนึ่งในยุคสมัยของปัจจุบัน ด้วยจริตนิสัยอันแหวกแนวจากสังคมไทยแบบจารีต การตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา กระทั่งกับข้อความในพระไตรปิฎก การสื่อสารต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พุทธทาสยิ่งใหญ่เสมอมาในสายตาของปัญญาชน ในทศวรรษ 2530 เป็นช่วงอัศดงของสังขารร่างกาย เป็นวัยที่พุทธทาสปรารภแล้วว่า “อายุมากกว่าพระพุทธเจ้า” พุทธทาสให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวตาย ดังที่แสดงให้เห็นอยู่ว่า “สาวกของพระพุทธเจ้าไม่ควรหอบสังขารหนีความตาย” [42] ในที่นี้ขอใช้บันทึกของประเวศ วะสี เป็นเอกสารหลักที่จะเปิดเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ช่วงสุดท้ายของพุทธทาสที่ เชื่อมโยงกับความรู้ และอำนาจในสังคมไทยหลังพฤษภาคม 2535

พุทธทาส ป่วยหนักครั้งแรกตั้งแต่ปี 2518 ต่อมาคือปี 2528, 2534 และครั้งล่าสุดคือ ปี 2535 [43] สิ่งเหล่านี้นอกจากเป็นเครื่องเตือนใจของเจ้าของสังขารร่างกายแล้ว น่าจะเป็นการประกาศให้ลูกศิษย์และคนรอบข้างทราบถึงสัญญาณการนับถอยหลังอีก ด้วย พินัยกรรมที่เขียนขึ้นวันที่ 28 มีนาคม 2536 ก่อนที่จะมรณภาพอีก 4 เดือนถัดมา จึงถูกตระเตรียมไว้เป็นอย่างดี

ข้อความหลักของพินัยกรรม นั้นมอบอำนาจให้ พระครูปลัดศีลวัฒน์ (โพธิ์ จันทสโร) เป็นผู้จัดการศพ ละเว้นขอพระราชทานโกศ พิธีการทั้งหมดตั้งอยู่บนความเรียบง่าย เมื่อตายไม่ต้องรดน้ำศพ ไม่ต้องฉีดยาศพ ไม่ต้องสวดศพ ให้เก็บในโลงปิดมิดชิด ละเว้นการเปิดดู และการเผาศพให้ทำในสามเดือน แต่หากจำเป็นก็ไม่ควรเกิน 1 ปี ไม่จัดงานพิธี งานเผาศพให้ทำอย่างง่าย โดยบริเวณเชิงตะกอนให้ปักเสาสี่มุมและดาดผ้าขาวเป็นเพดานเท่านั้น กระดูกก็ให้เทซิเมนต์ทับในศาลาธรรมโฆษณ์ เถ้าให้นำไปโปรยตามที่ต่างๆที่กำหนดไว้ โดยมีพยานคือ จิตติ ติงศภัทิย์ นักกฎหมายและองคมนตรี เสริม พัฒนกำจร นายตำรวจยศ พันตำรวจเอก วิจารณ์ พานิช หลานชายผู้เป็นนายแพทย์ [44]

อย่าง ไรก็ตามพินัยกรรมที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่อยู่ในอำนาจผู้เขียนนั้น สร้างปัญหาอย่างมากให้กับคนที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อพุทธทาสเป็นคนสาธารณะที่เกี่ยวโยงกับผู้คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลาย ทั้งระหว่างเจ็บป่วยอาพาธ และหลังลมหายใจสุดท้ายไปแล้ว การเมืองก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ดังจะกล่าวต่อไป

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

พินัยกรรมของพุทธทาสภิกขุ
ลงวันที่ 28 มีนาคม 2536

อย่าหอบสังขารหนีความตาย คำสั่งก่อนเสีย

ประเวศ ได้บันทึกว่า การป่วยหนักของพุทธทาสในปี 2534 ในครั้งนั้นมีข้อเสนอให้เลือกถึง 3 ทางก็คือ เข้ากรุงเทพฯ ไปรักษาที่ศิริราช สอง ไปโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี สาม อยู่ที่สวนโมกข์ พุทธทาสเลือกทางเลือกสุดท้าย และกล่าวสำทับว่า “ขอเถอะ ขอเถอะ อย่าให้หอบสังขารหนีความตายเลย” คราวนั้นหายป่วยภายใน 7-10 วัน [45]

จาก การเจ็บป่วยครั้งล่าสุดในปี 2535 ครั้งนั้นเป็นอาการของโรคทางสมองถึงขั้นความจำบกพร่องชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าระบบของร่างกายนั้นทนทานไม่ไหวลงทุกที จนกระทั่งการป่วยครั้งสุดท้ายปลายเดือนพฤษภาคม 2536 ในครั้งนั้นประเวศพบกับ พระโพธิ์ ซึ่งก็ได้ย้ำปณิธานว่าไม่ต้องการให้รักษาผิดธรรมชาติ [46] อย่างไรก็ตามเมื่ออาการทรุดหนัก ปณิธานดังกล่าวก็ถูกทัดทานด้วยการเมืองของการการแพทย์ ที่มาพร้อมกับชุดความคิดและอำนาจชุดหนึ่ง

ความคิดที่ไม่ลงรอยกันจึงเริ่มนับแต่นี้

บันทึก ของประเวศ ระบุว่า วันที่ 26 พฤษภาคม 2536 หมอเสนอให้เจาะกะโหลกศีรษะเพื่อลดความดันในกะโหลก แต่ลูกศิษย์พุทธทาสไม่เห็นด้วย ถึงขั้นลงชื่อไม่สมัครใจอยู่และจะพาร่างกลับสวนโมกข์ [47]

คนใหญ่ คนโต และคนดังกับอาการเจ็บป่วยและตาย

ข่าว การเจ็บป่วยล่วงรู้ออกไป พร้อมๆกับวันคล้ายวันเกิดวันที่ 27 พฤษภาคม สหายทางธรรมและลูกศิษย์ได้เดินทางมาที่ลำปาง ตั้งแต่พระปัญญานันทะ พระพยอม กัลยาโณ จำลอง ศรีเมือง ฯลฯ

คณะแพทย์ทำได้เพียงใส่หลอดเข้าหลอดลม เพื่อช่วยในการหายใจและดูดเสมหะ ระหว่างที่ยังไม่มีข้อยุติว่าจะรักษาพุทธทาสแบบไหน เนื่องจากยังมากความเห็น แม้กระทั่งเสริมทรัพย์ที่เป็นหมอยังพูดด้วยเสียงดังว่า “ทำไมทำกับท่านอย่างนี้” เมื่อเห็นว่าใช้เทคโนโลยีต่างๆช่วย พระสิงห์ทองที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด กล่าวกับประเวศว่า “ถ้าทำอย่างนี้กับอาจารย์ วันนี้อาตมาจะเก็บของและไปจากที่นี่ เพราะอยู่ก็ไม่สามารถป้องกันอาจารย์ตามที่สั่งไว้ได้” [48]

ก่อน ที่จะบานปลายมากไปกว่านี้ ได้มีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วม จนออกมาเป็น “บันทึกความเห็นและมติของการประชุมเกี่ยวกับการอาพาธของพระเดชพระคุณพระธรรม โกศาจารย์(พุทธทาสมหาเถระ)” โดยมีใจความว่า พุทธทาสได้สั่งลูกศิษย์ว่าไม่ให้ใช้เทคโนโลยีที่ผิดธรรมชาติ และกำชับว่า เมื่อจะดับขันธ์อย่าให้มีเครื่องช่วยชีวิตใดๆติดตัว ขอให้ดับขันธ์อย่างธรรมชาติตามรอยพระพุทธเจ้า และลูกศิษย์ขอมตินำร่างกลับไปในวันนี้ เวลา 4 โมงเย็น และยิ่งกว่านั้นวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด มีพระและญาติโยมมากมาประชุมอยู่แล้วน่าจะเป็นโอกาสให้เกิดธรรมสังเวช บันทึกดังกล่าวมีสหายและลูกศิษย์ร่วมลงนามกันอยู่นับสิบคน เช่น พระเทพวิสุทธิ์เมธี พระโรเบิร์ท สันติกโร พระสิงห์ทอง เมตตา พานิช ประเวศ วะสี รัญจวน อินทรกำแหง ฯลฯ [49] ซึ่งตามข้อตกลงนั้นพุทธทาสก็ได้คืนร่างมาสู่สวนโมกข์ ในคืนนั้นประเวศ เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินรอบสองทุ่มครึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นมีข่าววิทยุแจ้งว่า พุทธทาสจากไปแล้ว แต่ปรากฏว่าข่าวคลาดเคลื่อน และยังมีข่าวอีกว่า จะมีการนำพุทธทาสมารักษาที่กรุงเทพฯ ความขัดแย้งและข้อถกเถียงต่างๆได้ถูกทำให้เงียบลงเมื่อเกิดข่าวว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำท่านพุทธทาสมารักษาที่กรุงเทพฯ”

สิ่ง เหล่านี้เคยเป็นความกังวลมาก่อนแล้วกับพระที่สุราษฎร์ธานีว่า ถ้ามีในหลวงรับสั่งให้ไปรักษาที่กรุงเทพฯ จะว่าอย่างไรกัน นับว่าในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว [50]

วิธี รักษาที่ประนีประนอมกับลูกศิษย์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทั้งสองฝ่าย จึงดูพิลึกพิลั่น นั่นคือ มีข้อเสนอว่า นำร่างมาแต่จะไม่มีการผ่าตัดสมองหรือเจาะคอ แต่ช่วยให้หายใจได้เอง แล้วก็จะนำกลับสวนโมกข์ หรือหากว่าไปไม่ไหวก็ให้กลับสวนโมกข์ดับขันธ์ตามความประสงค์ [51] นอกจากนั้นแพทย์ได้บอกกับลูกศิษย์ว่า “มีหวังจะหายกลับไปเทศน์ได้อีก ขอเวลา 7 วันจะนำท่านกลับ จะไม่มีการเจาะคอ ไม่มีการผ่าตัด” [52]

พุทธทาสจึงนอนโคม่าแบบไม่รู้ตัวอยู่ต่อไปที่ศิริราชอีก 1 เกือบเดือนเต็ม บนตึกมหิดลวรานุสรณ์

เรื่องสาธารณะในสังคมกึ่งประชาธิปไตย

ประเวศ ในฐานะคนกลางและคนอยู่ในวงในพยายามอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างพระกับแพทย์นั้นมีอยู่ แต่เป็นความแตกต่างในมุมมอง ไม่ใช่เรื่องแตกแยก แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งเช่นกันก็คือ ข่าวอาการของพุทธทาสเป็นข่าวที่ขายได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ธรรมชาติของการทำข่าวที่ต้องล้วงลึกข้อมูล ภาพถ่ายเหตุการณ์ออกมาให้มากที่สุดซึ่งตรงกันข้ามกับผู้เป็นข่าวที่พยายามจะ ให้เรื่องสาธารณะเป็นเรื่องส่วนตัวมากที่สุด โดยเฉพาะประเด็นคู่ความขัดแย้งที่เป็นหัวใจของการเสนอข่าวแบบปิงปอง คือ หยิบข้อกล่าวหาของฝ่ายหนึ่งไป "พิสูจน์" โดยนำไปถามผู้ถูกกล่าวหา [53]

การ ดำเนินข่าวบนความขัดแย้งจึงทำให้ข่าวที่ขายได้ ทอดระยะเวลาบนแผงไปได้อีกไม่ว่าจะเป็นการให้ข่าวว่า พุทธทาสจะดับขันธ์วันที่ 4 มิถุนายน ที่เป็นวันวิสาขะ ทางฝ่ายแพทย์ก็เสียกำลังใจที่ข่าวออกไป ขณะที่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ก็ด่าศิษย์ว่า เอาพุทธทาสไปเปรียบพระพุทธเจ้า ในอีกด้านหนึ่งลูกศิษย์ลูกหาก็พยายามสร้างความรู้เกี่ยวข้องกับพุทธทาส ด้วยการจัดนิทรรศการ จัดอภิปราย จัดทำหนังสือและภาพธรรม [54]

การ เดินทางสู่ความตายผ่านสังขารของพุทธทาส ยังพบกรณีที่น่าสนใจก็คือ การใช้อำนาจบังคับควบคุม ดังที่พบว่า รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย ทำจดหมายว่า ใครนำพุทธทาสกลับสวนโมกข์เป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” ซึ่งก็เป็นปัญหาที่น่าสนใจเช่นกันว่า ในทางโลกแล้วร่างของพุทธทาสอยู่ในกรรมสิทธิ์ของผู้ใด ลูกศิษย์ ญาติ แม้นักกฎหมายก็ตอบไม่ได้ [55] สิ่งเหล่านี้ปัญหาไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องของธรรมชั้นสูง โลกุตตระ แต่เป็นเพราะความไม่ชัดเจนของอาณาบริเวณของการนิยามนักบวชในโลกประชาธิปไตย สมัยใหม่ ที่รัฐไทยไม่เคยนิยามให้ชัดเจน เช่นเดียวกันกับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของ ศาสนสถานต่างๆ ที่มีตำแหน่งแห่งที่อย่างไรบนพื้นที่เมือง และการบริหารการจัดการเมือง

พระ โรเบิร์ท สันติกโร ลูกศิษย์ฝรั่งพุทธทาส ที่ปัจจุบันลาสิกขาแล้ว ด้วยความที่เติบโตมากับสังคมตะวันตกที่เคารพและให้คุณค่าในสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ จึงตั้งข้อสังเกตและคำถามกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษา จนดูเหมือนว่าเป็นตัวน่ารำคาญดังที่ประเวศระบุไว้ว่า “ด้วยความเป็นฝรั่งช่างซัก ช่างถาม ช่างคิดและช่างบันทึก ท่านบันทึกอาการและการรักษาพยาบาลท่านอาจารย์พุทธทาสอย่างละเอียดทุกวัน ความช่างซักช่างถามของท่านคงจะก่อความปวดหัวให้แพทย์มากที่สุด ที่จริงท่านตั้งคำถามมาก ซึ่งผมจะไม่นำมาเล่าในที่นี้” [56] เราอาจสังเกตข้อความของพระโรเบิร์ทในจดหมายด้านล่าง น่าจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของโลกทัศน์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

“In a democratic country, one of the worst things anyone can do is to force a person to do something or endure something which he does not want. When we violate a person’s wishes we are taking his life to our control” [57]

สันติกโรภิกขุ
1 กรกฎาคม 2536

วินาทีสุดท้าย

สัญญาณ มรณะมาถึง ณ เวลา 02.30 ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 เมื่อความดันเลือดสูงเนื่องจากเชื้อลุกลามในกระแสเลือด แพทย์เห็นว่าจะยื้อต่อไปไม่ไหว จึงแจ้งพระลูกศิษย์ว่าจะส่งกลับสวนโมกข์ตามที่ได้คุยกัน เมื่อทราบข่าว จำลอง ศรีเมือง จักรธรรม ธรรมศักดิ์ (หมอผู้เป็นบุตรสัญญา ธรรมศักดิ์) วิจารณ์ พานิช และอีกหลายคนก็เดินทางมาโรงพยาบาล รุ่งธรรม ลัดพลี (หมอผู้เป็นบุตรพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์ ลัดพลี) อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งมีความสนิทสนมกับพุทธทาส) ติดต่อสมุหราชองครักษ์ให้เครื่องบินนำส่ง เครื่องไปถึงที่สุราษฎร์ธานี เวลา 09.55 น. ถึงสวนโมกข์เวลา 10.30 น. (บ้างว่า 11.00 น.) ตอนนั้นยังมีเครื่องช่วยหายใจและสายให้น้ำเกลือ และให้ยาเร่งความดันอยู่ อย่างไรก็ตามความดันเลือดกลับลดต่ำลงเรื่อยๆ จนหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลา 11.20 น. [58]

พระลูกศิษย์ได้แฟกซ์พินัยกรรมการทำศพของพุทธทาสไปบุคคลต่างๆและสื่อมวลชน [59] อย่างน้อยก็เพื่อยุติการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาควบคุมการจัดการพิธีศพตามพินัยกรรม

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

พาดหัวหน้า 1
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2554

อำมาตยานุสติ เกิด แก่ ตาย จาก 79 ปีชาตกาลประเวศ วะสี กับ กรณีมรณกรรมพุทธทาส ปี 2536

ประเวศ วะสี ผู้มีอิทธิพลเหนือกลุ่มทุนตระกูล ส.

ประเวศ วะสีราษฎรอาวุโส หลังพฤษาทมิฬ?

ประเวศ ได้เขียนเป็นบทความแนะนำการใช้ “วิธีนอกระบบ” ในการแก้ปัญหาที่ไม่สำเร็จด้วย “วิธีที่เป็นทางการ” ซึ่ง “วิธีที่ไม่เป็นทางการ” นั้น หมายถึง การที่บุคคลมาร่วมทำอะไรกันด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านความเป็นทางการของระบบ อาจเป็นคนในระบบที่เป็นทางการนั้นเอง แต่มาร่วมกลุ่มกันทำงานกันเองโดยไม่มีใครแต่งตั้งหรือต้องได้รับอนุมัติจาก ใคร ประเวศได้ยกคำว่า [60] “ราษฎรสูงอายุ หรือราษฎรอาวุโส” (Senior citizen) ขึ้นมาชี้ให้เห็นว่า เป็นตัวอย่างกลไกไม่เป็นทางการ...ไม่มีอำนาจอะไร แต่ก็อาจะเป็นประโยชน์ในการเตือนสติ และชี้ทิศทางให้สังคม [61]

ที่ น่าสังเกตก็คือ ประเวศ อายุครบเกษียณในปี 2535 หลังจากการนองเลือดพฤษภาคม 2535 และการมรณกรรมของพุทธทาส 2536 ประเวศ วะสี ที่อยู่ในวัยเกษียณ ก็เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันภาคประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และทวีความสำคัญมาเรื่อยๆ เครือข่ายตระกูล ส. สยายปีก เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อตั้งในปี 2544 มีรายได้มหาศาลจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี

แม้ ปีนี้จะอายุครบ 79 ปี แต่เขายังตรากตรำทำงานอันแสนหนักหนา หมออายุมากคนนี้เคยดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานหรือกรรมการขององค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งมูลนิธิ และสถาบันทางวิชาการอื่นรวมกว่า 60 ชุด [62] เขายังไม่กลัวเปลืองตัวด้วยการรับตำแหน่งประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ หลังจากเหตุการณ์สังหารเสื้อแดง เดือนพฤษภาคม 2553 คู่กับ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน ขณะที่อานันท์ชั่วโมงบินสูงกว่าจึงชิ่งลาออกหลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา ขณะที่ประเวศยังดึงดันที่จะทำงานต่อ [63]

การ เดินทางทางการเมืองในบั้นปลายของประเวศยังคงมีสีสันไม่ห่างไปจาก พื้นที่สื่อ ล่าสุดก็คือ กรณีค่าแรง 300 บาทที่ประเวศให้ข่าวว่าเป็นไปไม่ได้ ค่าแรงที่ 150 บาทเงินก็ยังเหลือ [64] จนโดนโจมตีจากหลายฝ่าย ต้องมาแก้เกี้ยวในที่สุด

นั่น เองประเวศจึงตกเป็นเป้าของการ์ตูนเสียดสีฝีมือ เรณู ปัญญาดี ที่เปิดเรื่องด้วยการถกเถียงเรื่องค่าแรง 300 บาท และตบท้ายด้วยบทบรรยายที่ว่า "(ประเวศ)จึงใส่เสื้อผ้า...แล้วเดินทางไปประชุมกับองค์กรกว่าสิบแห่งในวัน เดียว รับเบี้ยประชุมทั้งหมด 6.7 หมื่นบาท" [65]

การ ด่วนสรุปตัดสินคนด้วยฉันทาคติว่าเป็นคนดีมีศีลธรรมจรรยา และมีความสามารถ แท้จริงแล้วมิใช่เป็นเครื่องการันตีได้ว่า เขาเหล่านั้นเคารพการอยู่ร่วมกันได้ในสังคมประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นใหญ่ เลย สำหรับผู้เขียนแล้วทุกวันนี้เราไม่ได้ต้องการเครื่องมือทางศีลธรรม เราไม่ต้องการคนดี หรือเทวดาอันเลิศลอยมาควบคุมสังคม แต่เราต้องการการเคารพหลักการอยู่ร่วมกันของประชาชนที่เสมอภาคกัน มีเสรีภาพที่จะคิด มีเสรีภาพที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ อยู่ร่วมกันเสมอเพื่อนมนุษย์ เสมอคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระอรหันต์ที่มีความสามารถขั้นลดละเลิกกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ได้ทั้งหมด

ในพระไตรปิฎกระบุไว้ว่า ในหมู่เทวดาก็ยังมีเทวดาที่เลวทราม มนุษย์ไม่จำเป็นต้องยอมจำนนเสมอไป มนุษย์สามารถด่ากลับและขับไล่เทวดาตนนั้นออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องยี่หระ [66]

อ้างอิง:

  1. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์), 2536, น.52
  2. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ประเวศ วะสี”. http://th.wikipedia.org/wiki/ประเวศ_วะสี (3 พฤษภาคม 54)
  3. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม1, น.91-92
  4. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม1, น.107 และ
  5. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ประเวศ วะสี”. http://th.wikipedia.org/wiki/ประเวศ_วะสี (3 พฤษภาคม 54)
  6. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม1 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน, พิมพ์ครั้งที่4), 2538, น.177-178
  7. ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. “รางวัลแมกไซไซ” http://www.thaiworld.org/en/thailand_monitor/answer.php?question_id=209 (21 ตุลาคม 2548)
  8. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน), 2534, น.30
  9. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.22
  10. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.32
  11. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.36
  12. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.40
  13. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.51
  14. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.94
  15. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.94-96
  16. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “เสม พริ้งพวงแก้ว” http://th.wikipedia.org/wiki/เสม พริ้งพวงแก้ว (11 กรกฎาคม 2554)
  17. มูลนิธิเด็ก. "ปฏิทินชีวิต 100 ปี หมอคนจริง ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2554/scoop_2554_07_08_1.php (4 สิงหาคม 2554)
  18. มูลนิธิ เด็ก. "ปฏิทินชีวิต 100 ปี หมอคนจริง ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2554/scoop_2554_07_08_1.php (4 สิงหาคม 2554)
  19. มูลนิธิเด็ก. "ปฏิทินชีวิต 100 ปี หมอคนจริง ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” http://www.ffc.or.th/ffc_scoop/2554/scoop_2554_07_08_1.php (4 สิงหาคม 2554)
  20. สันติสุข โสภณศิริ, เรียบเรียง. "ชีวประวัติย่อ ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว" http://www.ffc.or.th/images/intro/intro_2011_07/sem_history/sem_history_big_p08.jpg (4 สิงหาคม 54)
  21. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.64-65
  22. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.61
  23. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.117-119
  24. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.116
  25. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.101 และ 104
  26. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.117
  27. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.118-119
  28. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน) มปพ, น.32 โปรดดู ประเวศ วะสี. “สร้างสรรค์สังคมไทยขึ้นใหม่” ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับที่1 (2517) ประกอบ
  29. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.32-33
  30. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.33
  31. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.34
  32. ศูนย์โลกสัมพันธ์ไทย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. “รางวัลแมกไซไซ” http://www.thaiworld.org/en/thailand_monitor/answer.php?question_id=209 (21 ตุลาคม 2548)
  33. ศ.นพ.ประเวศ วะสี. “ประวัติ” http://www.prawase.com/bio.php (5 สิงหาคม 2548)
  34. ศ.นพ.ประเวศ วะสี. “ประวัติ” http://www.prawase.com/bio.php (5 สิงหาคม 2548)
  35. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม3 , น.37
  36. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.72
  37. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.73
  38. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.75
  39. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.84
  40. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.81 และ 85-87
  41. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม2, น.88
  42. พุทธทาสดอทคอม. "สวนโมกข์วันนี้" http://www.buddhadasa.com/history/budmem6.html (5 สิงหาคม 2554) อ้างจาก อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ 60 ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม 2535
  43. พุทธ ทาสดอทคอม. "สวนโมกข์วันนี้" http://www.buddhadasa.com/history/budmem6.html (5 สิงหาคม 2554) อ้างจาก อรศรี งามวิทยาพงศ์ จากหนังสืออนุทินภาพ 60 ปี สวนโมกข์ : พฤษภาคม 2535
  44. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.34-35
  45. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.13-14
  46. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.19
  47. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.21
  48. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.22
  49. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.23-24
  50. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.26-27
  51. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.28
  52. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.55
  53. นิธิ เอียวศรีวงศ์. “สื่อไทยในสถานการณ์ขัดแย้ง” ใน มติชนรายวัน (17 พฤษภาคม 2553)
  54. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.29-30
  55. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.57
  56. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.59-60
  57. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.76
  58. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.32-33
  59. ประเวศ วะสี. ปัจฉิมอาพาธท่านพุทธทาสมหาเถระ , 2536, น.33
  60. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม4, 2536, น.504
  61. ประเวศ วะสี. บนเส้นทางชีวิต เล่ม4 (กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน), 2536, น.503-504
  62. นอก จากนี้ยังมีตำแหน่งอื่นๆ อีก ได้แก่ ประธานสถาบันวิจัยสาธารณสุขไทย, ประธานมูลนิธิไทย, ประธานคณะกรรมการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ แผนกแพทยศาสตร์ มูลนิธิ อานันทมหิดล และกรรมการมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกแพทยศาสตร์, ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, ประธานคณะอนุกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการหลักการการจัดตั้งราชวิทยาลัย ครุศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาพืชสมุนไพรเพื่อการผลิตยาทางอุตสาหกรรม องค์การเภสัชกรรม, คณะกรรมการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการต่างๆ, คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ม.มหิดล, ธรรมศาสตร์, จุฬาฯ, สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), สถาบันราชภัฏ, ขอนแก่น, สงขลา, คณะกรรมการอำนวยการสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท ม.จุฬาฯ, ประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการส่งเสริมการวิจัยการศึกษาแห่งชาติ, ประธานกรรมการวิชาการมูลนิธิรางวัลมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์, คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ, คณะกรรมการอำนวยการโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Steering Committee) กระทรวงสาธารณสุข ดูใน Prawase. "ประวัติ" http://www.prawase.com/bio.php (5 สิงหาคม 2554)
  63. ประชาไท. "คณะกรรมการปฏิรูปฯชุด “อานันท์” ประกาศลาออก มีผล 15 พ.ค.นี้" http://prachatai.com/journal/2011/05/34543 (14 พฤษภาคม 54) และ ประชาไท. ‘หมอประเวศ’ยันไม่ลาออกตาม‘อานันท์’แจงยุบสภาไม่เกี่ยวกับปฏิรูป http://prachatai.com/journal/2011/03/33588 (16 มีนาคม 2554)
  64. เปลวเทียน ส่องทาง. “ประเวศ-บุญชัย” และค่าแรง 300 บาท http://prachatai.com/journal/2011/07/35967 (11 กรกฎาคม 2554)
  65. เรณู ปัญญาดี. มติชนสุดสัปดาห์ (กรกฎาคม 2554) : 45
  66. อ่านเรื่อง อนาถบิณฑิกเศรษฐี ไล่เทวดาออกจากซุ้มประตูบ้านได้ใน http://www.84000.org/one/3/02.html (5 สิงหาคม 2554)

สังคมที่ให้ความสำคัญกับ “ความสมบูรณ์แบบ” ของ “ครอบครัว” จนล้นเกิน

ที่มา ประชาไท

ปัญหา เรื่องการหย่าร้างได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากอัตราการหย่าร้างมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนน่าวิตก จนกระทั่งได้มีการก่อตั้งสำนักงานส่งเสริมสถาบันครอบครัวในเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 ดังที่ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้แสดงให้เห็นว่าการหย่าร้างมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี อาทิเช่น ในปี พ.ศ.2540 มีการหย่าร้างจำนวน 62,379 คู่ ซึ่งเพิ่มเป็น 77,735 คู่ในปี พ.ศ.2545 และเพิ่มเป็นถึง 109,277 คู่ในปี พ.ศ.2552

อย่าง ไรก็ตาม สังคมไทยดูจะหมกมุ่นวิตกกังวลอยู่กับเรื่องเพียงบางเรื่อง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาด้านเดียว และส่วนใหญ่ก็เป็นการมองที่ปลายเหตุเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาถึงสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้าง การหาหนทางว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสถาบันครอบครัวเอาไว้ การพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่ เพียงคนเดียว และการพยายามหาแนวทางที่จะ “รักษา” “เยียวยา” หรือจัดความสัมพันธ์กับเด็กที่มี “ปัญหา” เหล่านี้อย่างไร

แน่นอนว่า การหย่าร้างย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของ เด็กอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งทำให้เด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาในการดำรงตนอยู่ในสังคมมากกว่า กว่าเด็กปกติทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายตาของ “ผู้ใหญ่” ที่ย่อมต้องการให้เด็กๆ มีความคิดและปฏิบัติตนให้อยู่กับร่องกับรอย (น่าสงสัยว่าถ้าหากการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ในอนาคตเด็กกลุ่มใดกันแน่ที่จะเป็นเด็กส่วนน้อย เด็กที่ไม่ปกติ เด็กที่ต้องได้รับการเยียวยาเป็นพิเศษ)

ผู้เขียนชวนให้ตั้งคำถาม ง่ายๆ ว่า จริงหรือที่ปัญหาต่างๆ ที่เด็กเหล่านี้ได้รับ มีสาเหตุมาจากความไม่สมบูรณ์ของครอบครัวเพียงอย่างเดียว เพราะผู้เขียนเห็นว่าลำพังการหย่าร้าง หรือการอยู่กับ “พ่อ” หรือ “แม่” เพียงคนเดียวไม่น่าจะส่งผลถึงขนาดนั้น แต่กรอบความคิดบางอย่างของสังคมไทยเองต่างหากที่ทำให้ “การหย่าร้าง” หรือ “ความไม่สมบูรณ์” ของครอบครัวกลายเป็นปัญหามากกว่าที่มันควรจะเป็น ดังนั้น หากเรามองในมุมนี้ ประเด็นต่อมาก็คือ “เด็ก” เหล่านี้ (ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหา) หรือสังคมไทยกันแน่ ที่ควรจะได้รับการรักษาเยียวยา

การให้ความสำคัญกับความผูกพันในครอบครัวอย่างล้นเกิน

ใน ขณะที่หลายๆ สังคมให้ความสำคัญกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูกภายหลังการหย่า ร้างพอๆ กับความพยายามหาทางรักษา “ครอบครัวที่สมบูรณ์” เอาไว้ ดังที่เรามักจะเห็นในหนังฝรั่งหลายๆ เรื่อง ที่ใช้กลไกทางกฎหมายในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ภายหลังการหย่าร้าง ว่าลูกควรอยู่กับใคร ใครมีสิทธิพบเจอลูกแค่ไหนและเมื่อไหร่ เป็นต้น แต่สังคมไทยกลับมีอคติที่ไม่ดีกับการหย่าร้างมากเกินไป เราไม่มองว่าการทะเลาะเบาะแว้ง การเข้า-ออกจากสถาบันครอบครัว การแยกทาง การหย่าร้างเป็นปัญหาปกติที่เกิดขึ้นในทุกๆ สังคมมนุษย์ เราพยายามไกล่เกลี่ย รอมชอม กดดันและบีบบังคับ (โดยสังคม) ให้ใครบางคนต้องอดทนกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติเอาไว้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่โดนกดขี่ กลายเป็นผู้แบกรับต้นทุน/ภาระ ในการประคับครองครอบครัวตามอุดมคติแบบไทยเอาไว้บนบ่า

การที่เราสร้าง “กรอบมาตรฐาน” บางอย่างขึ้นมานั้น เป็นส่วนสำคัญที่เข้าไปกดดันและทำให้ผู้คนที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามกรอบ มาตรฐานดังกล่าวได้ รู้สึกผิด ย้ำแย่ และทดท้อในชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ก็ดังเช่น ในปัจจุบันมีการรณรงค์กันอย่างเข้มข้นในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งถ้าหากวาทกรรมดังกล่าวสามารถสถาปนาขึ้นเป็นกรอบมาตรฐานหลักของสังคมไทย ได้แล้ว ก็จะทำให้ผู้หญิงหลายคนที่ไม่สามารถเลี้ยงลูก ดูแลลูก หรือให้นมลูกด้วยนมของตนได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องรู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็น “แม่ที่บกพร่อง” ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ต้องกลายเป็น “แม่” ที่ไม่สมบูรณ์ตามอุดมคติของแม่แบบไทยๆ

อีกหนึ่ง ตัวอย่างที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามป้ายโฆษณาบนท้องถนนในปัจจุบัน คือการผลิตวาทกรรมว่าด้วยการเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริงต้องบวชให้ได้อย่างน้อย หนึ่งพรรษา ซึ่งถ้าหากวาทกรรมดังกล่าวถูกผลักดันให้กลายเป็นกรอบมาตรฐานของสังคม ก็จะทำให้ผู้ชายจำนวนนับไม่ถ้วนที่บวชไม่ถึงหนึ่งพรรษา (ดังเช่นตัวผู้เขียนเองเป็นต้น) ต้องรู้สึกว่าตนเองบกพร่อง เป็นปมด้อย และเป็น “ลูก(ผู้)ชาย” ที่ไม่สมบูรณ์

ในกรณีเรื่องการหย่าร้างก็เช่น เดียวกัน การที่เด็กคนหนึ่งไม่กล้าที่จะบอกว่าตนไม่มีพ่อหรือแม่ และรู้สึกว่าตนเองเป็นปัญหา มีปมด้อย ไม่สมบูรณ์ และรู้สึกกลัว ไม่กล้าที่จะเปิดเผยตนเองและปัญหาที่มีต่อสังคม จนต้องกลายเป็นเด็กมีปัญหา ไม่ได้เป็นเพราะพ่อแม่ของเขาแยกทางกัน หรือเพราะเขาขาดความอบอุ่นในครอบครัวเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคม ที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบของครอบครัวมากเกินไปต่างหาก ที่เข้าไปกดดันพวกเขาเหล่านั้น

สังคมที่สถาปนากรอบมาตรฐานของครอบ ครัวที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติขึ้นมา สังคมที่ไม่มองว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ได้เบียดขับให้พ่อ แม่ หรือใครก็ตามที่ไม่สามารถประคับประครองครอบครัวของตนให้เป็นไปตามอุดมคติดัง กล่าวได้ หรือใครก็ตามที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในครอบครัวแบบอุดมคติดังกล่าว กลายเป็นคนที่ดูจะมีปัญหา ไม่มีความรับผิดชอบ มีความบกพร่อง และไม่สมบูรณ์อย่างรุนแรง

ดังนั้น สังคมที่ให้ความสำคัญกับความรัก ความผูกพันในครอบครัวจนล้นเกินต่างหาก ที่กดดันและทำให้พวกเขาเหล่านั้นรู้สึกกลัวที่จะออกไปเผชิญกับโลกภายนอกด้วย สิ่งที่เขาหรือครอบครัวของเขาเป็น จนต้องเก็บกดปิดกั้น และแบกรับปัญหาต่างๆ เอาไว้เพียงคนเดียว จนนำมาซึ่งปัญหาในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาเองกับผู้คนในสังคมภายนอก

ครอบครัวที่ดีแบบไทยๆ

“ครอบ ครัวที่ดี” แบบไทยๆ ที่ต้องเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ความผูกผัน ความช่วยเหลือเกื้อกูล ความกตัญญู การเคารพเชื่อฟัง ความสามัคคี ไม่แตกแยก และที่สำคัญคือไม่หย่าร้าง ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับอุดมการณ์ชาตินิยมตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นต้นมา

อุดมการณ์ ชาตินิยมไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความกลมเกลียว ความสามัคคี ความจงรักภักดี ตลอดจนสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง (ในทุกๆ ระบอบ) อยู่เสมอมา เพราะการสร้างจินตภาพเรื่อง “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ให้เกิดขึ้นในสำนึกของคนทั้งปวง จะช่วยในการจัดระเบียบสังคม รวมทั้งยังช่วยลดความแตกต่างและความขัดแย้ง เอื้อให้เกิดสภาวะที่มีเอกภาพ การสมัครสมานภายใน หรือความสามัคคีภายในชาติสามารถเกิดขึ้นได้ [1] ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” ที่ถูกสร้างขึ้นคือ ความพยายามทำให้เราจินตนาการว่าผู้คนภายใน “ชาติ” ก็เปรียบดังญาติพี่น้องที่อยู่ใน “ครอบครัว” เดียวกัน

ในสมัยแผนดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเผยแพร่เนื้อหาของจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ให้ปรากฏแก่มหาชน [2] ซึ่งเนื้อหาของจารึกหลักนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของการอธิบาย “การปกครองแบบไทย” ในสมัยต่อมา ซึ่งถือว่ามีลักษณะพิเศษที่สำคัญคือเป็นการปกครองแบบ “พ่อ” ปกครอง “ลูก”

แต่ ช่วงที่อุดมการณ์ชาตินิยมไทยลงมามีบทบาทในการจัดการกับความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวของประชาชนอย่างเด่นชัดนั้น เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ที่พยายามหาทาง “เพาะ” ความรักชาติ ด้วยการ “เพาะ” ความรักใน “คณะ” ย่อยๆ ให้เกิดขึ้นก่อน โดยที่ผู้มีความรักใน “คณะ” ของตนจะต้องตระหนักว่าทุกคณะเป็นส่วนหนึ่งของ “ชาติไทย” ซึ่งเป็นคณะใหญ่ที่สุด [3]

พระองค์ ทรงสร้างสถาบันหรือชุมชนใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ที่จะรักและเสียสละให้กับชุมชนเหล่านั้น และถ่ายทอดความรักความเสียสละมาสู่ชาติ “คณะ” ที่สำคัญอันหนึ่งได้แก่ “ตระกูล”(ทรงริเริ่มการใช้นามสกุลในประเทศไทย) ซึ่งก็คือ “ครอบครัว” นั่นเอง ฉะนั้น เมื่อ “ชาติ” ของพระองค์คือชาติที่สามัคคี กลมเกลียว รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่ขัดแย้ง และทำตามหน้าที่ “ครอบครัว” ตามอุดมคติของพระองค์จึงต้องเป็นครอบครัวที่มีแต่ความรัก ความกตัญญู ความผูกพัน ความสามัคคี ความกลมเกลียว ไม่แตกแยก ไม่หย่าร้างด้วยเช่นกัน

ต่อ มาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลได้แทรกแซงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวมากขึ้น เพราะการแต่งงาน การมีครอบครัว ย่อมหมายถึงการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเจริญมั่นคงของชาติ ในช่วงนี้เองเริ่มมีการส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำการแต่งงานสร้างครอบครัว มีการนำเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตสมรสและแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตสมรส มีการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรสขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขเพื่อความสะดวกใน การสมรส อันคำนึงถึงความประหยัด ชี้แนะเกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนสมรส รวมไปถึงการกำหนดพิธีสมรสมากคู่ในคราวเดียว [4]

การ เน้นย้ำว่าความสัมพันธ์ของชาติเปรียบดังความสัมพันธ์ของครอบครัวถูก ตอกให้ลงลึกในความรู้สึกของผู้คนมากขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งใช้ลักษณะการปกครองแบบพ่อปกครองลูกหรือที่นักวิชาการบางท่านเรียกว่า ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ โดยมีหลวงวิจิตรวาทการและพระยาอนุมานราชธนเป็นปัญญาชนเบื้องหลังคนสำคัญ นโยบายต่างๆ ของจอมพลสฤษดิ์จึงสะท้อนการเป็นผู้นำแบบ “พ่อขุน” ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือ “ลูกๆ” ด้วยความเมตตา การรักษาความเรียบร้อยในครอบครัว และการส่งเสริมสุขภาพและศีลธรรม เป็นต้น [5]

ความ สัมพันธ์อันสมบูรณ์แบบในครอบครัว ระหว่าง “พ่อ-แม่-ลูก” ได้ถูกเน้นย้ำให้มากยิ่งขึ้นไปอีกในสมัยรัชกาลปัจจุบัน มีการเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกลาปัจจุบันว่า “พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย” มีการประดิษฐ์วันพ่อ วันแม่ และวันเด็กขึ้นมา ซึ่งในวันเหล่านี้ก็จะตามมาด้วยนิทรรศการเพื่อเน้นย้ำให้เราตระหนักว่าใคร เป็น “พ่อ” ของชาติ ใครเป็น “แม่” ของชาติ และใครเป็น “ลูกๆ” ของชาติ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นความพยายามที่จะรักษาและตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบ ไทยๆ เอาไว้ นั่นก็คือความสัมพันธ์แบบพ่อปกครองลูกนั่นเอง และเมื่อผู้ปกครองถูกเปรียบเป็น “พ่อ-แม่” พลเมืองหรือผู้ถูกปกครองถูกเปรียบเป็น “ลูก” ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองจึงต้องเป็นความสัมพันธ์ ที่สงบเรียบร้อย รู้หน้าที่ รู้ที่ต่ำสูง กตัญญูรู้คุณ ไม่เบาะแว้ง ไม่แตกแยก และเต็มไปด้วยความรักความสามัคคี

การเน้น “ความรัก” ความผูกพัน ความสามัคคี ของผู้คนใน “ชาติ” ที่ถูกเปรียบดัง “ครอบครัว” ได้ทำให้สถาบันครอบครัวไทย ถูกหล่อหลอมไปด้วยทัศนคติแบบชาตินิยมไปด้วย ครอบครัวแบบไทยๆ จึงต้องเป็นความสัมพันธ์ที่รัก-ผูกพัน-สามัคคี แตกแยกไม่ได้ เมื่อเลือกแล้วก็ต้องช่วยกันประคับประคองความสัมพันธ์แบบ “พ่อ-แม่-ลูก” กันต่อไป ส่วนใครก็ตามที่ทำตามกรอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไทยๆ ไม่ได้ ก็จะต้องกลายเป็นคนที่มีปัญหา ไม่สมบูรณ์ และมีอะไรผิดแปลก และจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเมื่อคุณไม่สามารถประคับประคองอุดมคติครอบครัวแบบไทยเอาไว้แล้วละก็ คุณย่อมอาจเป็นปัญหา และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะประคับประคองความสัมพันธ์หรืออุดมคติของการปกครอง แบบไทยเอาไว้ไม่ได้เช่นเดียวกัน

วาทกรรมเรื่องความรักความผูกพัน ความสามัคคีเช่นนี้เองที่บีบคั้นให้คนที่หย่าร้างกัน คนที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ รู้สึกบกพร่อง รู้สึกว่าตนไม่สมบูรณ์ จนเกิดความกลัว ความวิตกกังวลที่ล้นเกินมากไป

เชิงอรรถ

[1] โปรดดูประเด็นนี้ใน สายชล สัตยานุรักษ์, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน (พ.ศ.2435-2535), สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย, พ.ศ.2550,
[2] สายชล สัตยานุรักษ์, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการประวัติศาสตร์วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของปัญญาชน (พ.ศ.2435-2535), สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย, พ.ศ.2550, หน้า 20.
[3] เรื่องการสร้าง “ชาติไทย” และ “ความเป็นไทย” สมัยรัชกาลที่ ๖ นี้ผู้เขียนใช้ข้อมูลจาก สายชล สัตยานุรักษ์, เพิ่งอ้าง, หน้า ๖๖-๑๐๕.
[4] โปรดดูใน ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ วันแม่ในทศวรรษ 2480: เซ็กส์ ความรักกับความเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ ในhttp://prachatai.com/journal/2009/08/25415
[5] ดูใน ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, กรุงเทพฯ: มูลนิธิตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2548.

ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรมไทย: คำชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องหูกระป๋อง

ที่มา ประชาไท

จาก การที่มีผู้สอบถามและนำหูกระป๋องและฝาเครื่องดื่มบำรุงร่างกายมามอบ ให้แก่ชมรมนัก พัฒนาอุตสาหกรรมไทย เพื่อทำชิ้นส่วนของขาเทียมจำนวนมาก ทางชมรมฯ ขอขอบคุณและชื่นชมในความเอื้ออาทรของทุกท่านเป็นอย่างยิ่งและใคร่ขอชี้แจง ข้อเท็จจริงในการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาผลิตขาเทียมให้ทุกท่านได้ทราบดังต่อไป นี้

1.หูกระป๋องหรือฝาเครื่องดื่มเป็นโลหะประเภทอลูมิเนียม ดังนั้นอลูมิเนียมทุกชนิด เช่น กระทะ ขัน กะละมัง ที่เป็นอลูมิเนียมสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด

2.การรณรงค์นำของเหลือใช้ มาทำประโยชน์เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรบริโภคเพื่อหวังจะนำหูกระป๋องมาเพื่อทำขาเทียมช่วยเหลือผู้พิการ เพราะหูกระป๋อง 4,200 อัน มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีมูลค่าเป็นเศษอลูมิเนียมเพียง 50 บาท จะหลอมได้ชิ้นส่วนเพียง 5 ชิ้น ในขณะที่เราต้องเสียเงินซื้อเครื่องดื่มอย่างน้อยถึง 42,000 บาท

3.เหตุ ใดถึงเลือกเฉพาะหูกระป๋องหรือหูเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ถ้าต้องการอลูมิเนียมเพื่อทำขาเทียมจริง ๆ ก็ควรจะรับบริจาค หม้อ ขัน กระทะ เครื่องต่าง ๆ ที่มีส่วนของอลูมิเนียม จะได้ประมาณมากมาย (ถ้าท่านมีศรัทธาอยากจะช่วยเหลือผู้พิการส่งเงินบริจาคไปยังที่อยู่ของหน่วย งานที่ขอบริจาคจะดีกว่าที่จะรวบรวมหูกระป๋อง เพราะนอกจากไม่คุ้มค่าแล้วยังเสียความรู้สึกที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้แก่ นักฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ให้แก่ตน)

4.เศษอลูมิเนียมทุกชนิดต้องนำมา หลอมที่อุณหภูมิ 800 C เพื่อจะแปรรูปเป็นอลูมิเนียมแท่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหลอมอลูมิเนียมแท่ง และค่าจัดส่งมากกว่าค่าวัตถุดิบ ถ้าหน่วยงานใดที่ต้องการชิ้นส่วนขาเทียม ทางชมรมฯ ยินดีจะผลิตให้พอกับความต้องการและไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

5.ความสามารถในการประกอบขาเทียมจากเศษอลูมิเนียม100 กิโลกรัม เมื่อนำมาทำชิ้นส่วนของขาเทียมจะได้ชิ้นส่วนถึง 500 อัน ผู้ประกอบขาเทียมต้องใช้เวลาประกอบหลายปี ดังนั้นการรณรงค์เพื่อเก็บหูกระป๋องกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจึงเป็น เรื่องการสร้างภาพของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และควรจะให้ประชาชนได้รู้ความจริง

6.การดื่มน้ำกระป๋อง เป็นการสิ้นเปลือง เพราะแผ่นโลหะที่นำมาทำกระป๋องต้องนำเข้า และต้องจ่ายค่ากระป๋องเพิ่มจากน้ำขวดปรกติถึง3 บาท

7.การ สร้างศรัทธาและจิตสำนึกเพื่อช่วยเหลือคนพิการเป็นสิ่งที่ดี แต่การโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายและนำสถาบันเบื้องสูงมาอ้างเช่นนี้ทำให้ผู้ ที่มีจิตศรัทธาเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก เรื่องอย่างนี้ … ผู้คุ้มครองผู้บริโภคน่าจะดูแลให้ทั่วถึง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ชมรมนักพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

เอกสารเผยแพร่ กรุณาสำเนาแจกจ่ายต่อด้วย

เพ็ญ ภัคตะ: สยามเมืองยิ้ม-สยามเมืองยักษ์

ที่มา ประชาไท

เยาะหยันเมืองยักษ์ยิ้ม สยามหยอก
คุยโอ่ในเน่านอก อวดหน้า
หลงตนยิ่งกว่าหลอก คนต่าง ประเทศแล
ยิ้มฉีกใจขาดล้า ค่าไร้สยามลวง

ประกาศต่อโลกก้อง ยืนกราน
ไทยหว่านโปรยยิ้มหวาน เสน่ห์ไว้
มิมีชาติใดปาน งามเปรียบ อุแม่เจ้า
ทุกข์-สุขยังยิ้มได้ โลกซ้องสดุดี

ดูถูกชาติอื่นแย้ม ยากเย็น
เพียงภาพที่เราเห็น ห่างพ้น
ยิ้มขื่นใช่แล้งเข็ญ เสรีภาพ
สิทธิไม่ถูกปล้น นอกใบ้ในสรวล

ขอเยาะขอยั่วเย้ย ยิ้มสยาม
แท้ซากวาทกรรมทราม เศษเชื้อ
ชีวิตถูกคุกคาม ทุกขณะ
ยลสิ!ยักษ์ฉีกเนื้อ เน่าช้ำสยามแสยง

รอยยิ้มของยักษ์ร้าย เล่นละคร
ถือหอกคอยหลอกหลอน เล่ห์แย้ม
ล่อเหยื่อเพื่ออวยพร ห้ามวิพากษ์
ความลับหลังเปิดแง้ม แสยะยิ้มสยดสยอง

กลุ่มเกษตรกรเคลื่อนพลมอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่ หวังพบ "ยิ่งลักษณ์" จันทร์นี้เพื่อเรียกร้องปฏิรูปที่ดิน

ที่มา ประชาไท

สหพันธ์ เกษตรกรภาคเหนือ และเครือข่าย เคลื่อนขบวนมอเตอร์ไซค์ 100 คัน จากเชียงใหม่หวังพบ "ยิ่งลักษณ์" ที่ทำเนียบ วันจันทร์นี้ เพื่อเรียกร้องให้บรรจุนโยบายปฏิรูปที่ดินในนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา

ที่มาของภาพ: สำันักข่าวประชาธรรม

สำนักข่าวประชาธรรม รายงานว่า เช้าวันนี้ (6 ส.ค. 54) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้ตั้งขบวนรถจักรยานยนต์กว่าร้อยคัน ที่ลานครูบาศรีวิชัย ถ.ห้วยแก้ว เพื่อมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบรรจุเรื่องธนาคารที่ดิน และอัตราภาษีก้าวหน้าไว้ในนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา

ในแถลงการณ์ของกลุ่มให้เหตุผลว่า ใน จัดเวทีสัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง เมื่อ 24 มิ.ย. 54 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต พรรคเพื่อไทยกล่าวว่าหากชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลจะนำเอาปัญหาการกระจาย การถือครองที่ดิน ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าไปบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาล โดยแถลงการณ์ของทางกลุ่มมีรายละเอียดดังท้ายนี้

000

แถลงการณ์

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชน

เรื่อง ขอให้รัฐบาลบรรจุเรื่อง ธนาคารที่ดิน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ไว้ในนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา

จากอดีต จนถึงปัจจุบันปัญหาการถือครองที่ดิน เป็นปัญหาที่สร้างความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน อันเป็นผลมาจากการกระจายทรัพยากรที่ไม่ทั่วถึงและการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ เป็นธรรม ส่งผลให้ที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของเกษตรกรรายย่อยกลายเป็นสินค้า และในที่สุดก็ตกไปอยู่ในมือของนายทุนและนักการเมืองเพียงไม่กี่ตระกูล ในขณะที่เกษตรกรและคนยากจนต้องกลายเป็นคนไร้ที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก

เป็นที่ทราบกันดี ว่าในปัจจุบันมีเกษตรกรและคนยากจน จำนวนนับล้านครัวเรือน เป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน หรือมีที่ดินไม่เพียงพอในการประกอบอาชีพ และยังคงต้องเผชิญกับภาวะความเสี่ยงจากการสูญเสียที่ดินทำกินซึ่งตนเคยถือ ครองทำมาหากินอยู่อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิด ขึ้นดังกล่าวข้างต้นนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการดำเนินนโยบายของรัฐที่ผิดพลาดและขาดความเป็นธรรมในการ บังคับใช้กฎหมาย เช่น การประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตลอดจนที่ราชพัสดุ ทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชน รวมทั้งปล่อยให้กลุ่มทุนใช้ช่องว่างทางกฎหมายกระทำการทุจริตในการออกเอกสาร สิทธิ์ที่ดิน กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรและปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์เกินกว่ากฎหมาย กำหนด ซึ่งสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนที่ประสบปัญหาที่ดิน ทั่วประเทศได้ร่วมกันเรียกร้องต่อรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมานานกว่าทศวรรษ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีรัฐบาลใดสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง

เป็น ที่ทราบกันดีว่า การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย ได้รับการไว้วางใจจากประชาชนอย่างท้วมท้นจนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และล่าสุด นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของประเทศไทยแล้ว

ในช่วงการรณรงค์หาเสียงก่อนการ เลือกตั้งพวกเราในนาม สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือได้ ร่วมกับองค์กรประชาชนทั่วประเทศมากกว่า 40 องค์กร ได้ร่วมกันจัดเวทีสัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมืองขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ณ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมืองเพื่อนำไปบรรจุไว้เป็นนโยบายของ รัฐบาล โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรค รวมทั้งพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ส่ง นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค มาร่วมรับฟังข้อเสนอจากพวกเราพร้อมทั้งได้ลงนามในสัญญาประชาคม สนับสนุนข้อเสนอของประชาชน และให้คำมั่นว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลจะนำเอา ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ไปบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาล

ภาย หลังการเลือกตั้งสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งปรเทศไทย ได้นำการติดตามทวงถามสัญญาประชาคมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งไปรษณียบัตรพร้อมทั้งยื่นจดหมายอย่างเป็นทางการไปถึงนางสาวยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ผ่านสำนักงานสาขาพรรคเพื่อไทยและยื่นผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการตอบรับใดๆ จากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พวก เราในนามของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการ จัดการที่ดินที่ไม่เป็นธรรม จากทั่วประเทศจึงพร้อมกันมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยขบวนรถจักรยานยนต์จำนวน 100 คัน เพื่อเข้าพบและรับฟังคำตอบฯพณฯนายกรัฐมนตรี

ท้ายที่สุดนี้เราขอเรียกร้องไปยังนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยดังต่อไปนี้

1.ขอ ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะผู้นำรัฐบาลได้ดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาประชาคมที่พรรคเพื่อไทยได้ ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งโดยนำเอาข้อเสนอเรื่องการกระจายการถือครองที่ดิน อย่างเป็นธรรม การรองรับสิทธิ์ในที่ดินแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนในรูปแบบกรรมสิทธิ์ชุมชนสาน ต่อนโยบายโฉนดชุมชนซึ่งเป็นนโยบายของประชาชน จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน และจัดเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ไปบรรจุไว้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ

2.ขอ ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้พวกเราแลเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและได้รับความ เดือดร้อนจากปัญหาที่ดินเข้าพบเพื่อรับฟังคำตอบ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2554

ด้วยจิตสมานฉันท์และเชื่อมั่นในพลังของคนจน

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

แถลง ณ ลานครูบาศรีวิชัย เชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

6 สิงหาคม 2554

"อภิสิทธิ์" ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" เป็นเลขาธิการพรรค

ที่มา ประชาไท

ประชุม ใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนรองหัวหน้าพรรคได้แก่อภิรักษ์ โกษะโยธิน จุติ ไกรฤกษ์ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส่วนเฉลิมชัย ศรีอ่อนเป็นเลขาธิการพรรค

สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานวันนี้ (6 ส.ค.) ว่า ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี 2554 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริการพรรคใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขประกาศ กกต. หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารชุดเดิมต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย ซึ่งขั้นตอนการลงคะแนนเป็นแบบลับ มีตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยตำแหน่งหัวหน้าพรรคมีการเสนอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพียงชื่อเดียว ไม่มีการเสนอชื่อแข่งขัน ทำให้ต้องมีเสียงสนับสนุนจากสมาชิกเกินกึ่งหนึ่ง โดยนายอภิสิทธิ์ ได้รับเสียงสนับสนุนกว่าร้อยละ 96 ให้เป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

ขณะที่ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค 3 คน ในโควตาหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เสนอชื่อ 6 รายชื่อ ประกอบด้วย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายจุติ ไกรฤกษ์ นายวิทูรย์ นามบุตร นายกรณ์ จาติกวณิช และนายธีระ สลักเพชร แต่ 3 คนหลังคือนายวิทูรย์ นายกรณ์ และนายธีระ สลักเพชร ขอถอนตัวไป ขอทำงานด้านอื่นของพรรคแทน ซึ่งจากการลงคะแนนจากสมาชิกทั้งหมด 328 คน ที่ประชุมมีมติเลือกนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ด้วยคะแนน ร้อยละ 95.06 นายจุติ ไกรฤกษ์ ร้อยละ 92.50 และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ร้อยละ 91.48 เป็นรองหัวหน้าพรรคตามลำดับจากเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน จากเสียงสนับสนุนร้อยละ 72.18 จากทั้งหมด 328 เสียง

ประธานรัฐสภาเผยโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีวันจันทร์นี้

ที่มา ประชาไท

"สม ศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ให้สัมภาษณ์วิทยุ อสมท. เผยสำนักราชเลขาธิการประสานให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระบรมราชโอการฯ ตั้งนายกรัฐมนตรี 8 ส.ค. นี้ ขณะที่หน้าบ้าน "ยิ่งลักษณ์" มีการเทปูนใหม่เพื่อปรับปรุงที่จอดรถ และจัดห้องทำงานสำหรับนักข่าวด้วย

สำนักข่าวไทย รายงานวันนี้ (6 ส.ค. 54) ว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คนในข่าว” ทาง FM 100.5 ถึงความคืบหน้าการทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการของสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และได้รับการประสานเป็นการภายในว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคมนี้ เวลา 17.30 น. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช และเมื่อรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว จะมอบหมายให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปดำเนินการที่พรรคเพื่อไทยต่อไป

นาย สมศักดิ์ ยังกล่าวถึงการทำงานในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า จะแก้ปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบให้ได้ โดยได้ย้ำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการขอความร่วมมือจากสมาชิก และจะให้เกียรติ ส.ส. แต่ก็มีมาตรการในใจที่จะดำเนินการ หาก ส.ส.ขาดประชุม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยขณะนี้ พร้อมกันนี้จะเดินหน้าขอความร่วมมือสมาชิกให้ความสำคัญกับสภาฯ ซึ่งได้แจ้งต่อที่ประชุมไปแล้ว และจะยังคงขอให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาตอบกระทู้และให้ความร่วมมือกับสภาฯ ด้วย ส่วนตัวจะไม่เข้าร่วมประชุมพรรคเพื่อไทยแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลาง แต่จะยังไปที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะและรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ

ส่วนการจัดสัดส่วนประธาน กรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะของสภาผู้แทนราษฎร ได้มอบให้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ไปกำหนดหลักเกณฑ์คร่าวๆ และประสานพรรคการเมืองทุกพรรค โดยจะยึดหลักการเดิมที่เคยทำไว้ และจะประชุมร่วมกับทุกพรรค เพื่อจัดสรรตำแหน่งประธานกรรมาธิการต่อไป ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี วันนี้ (6 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เก็บตัวเงียบอยู่ภายในบ้านพัก ซ.โยธินพัฒนา 3 ไม่มีกำหนดการเดินทางไปไหน โดยจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับครอบครัวตลอดทั้งวัน และจะไม่เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยมีสื่อมวลชนมาเฝ้ารอติดตามทำข่าวจำนวนมาก ขณะเดียวกันได้มีการปรับพื้นที่บริเวณลานจอดรถข้างบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยการเทปูน และปรับพื้นที่จอดรถและห้องทำงานสื่อมวลชนด้วย

คนใต้เคลื่อนปฏิบัติการ "เพชรเกษม’41" ขวางเพื่อไทยเดินหน้าเมกะโปรเจ็คต์

ที่มา ประชาไท

ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)

คน ใต้เคลื่อนพล “ปฏิบัติการเพชรเกษม’41” ยึดถนนเพชรเกษม ต้านนโยบายเพื่อไทย ประกาศไม่เอาทุกเมกะโปรเจ็กต์แผนพัฒนาภาคใต้ ตั้งแต่แลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล ท่าเรือปากบารา นิคมฯ ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้าถ่านหิน–นิวเคลียร์ เผยภาคประชาชนทั่วประเทศ จี้ “ยิ่งลักษณ์” เลิกโครงการกระทบสิ่งแวดล้อม

โปสเตอร์เพชรเกษม 41

นาย สมบูรณ์ คำแหง คณะทำงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เปิดเผยว่า ในเร็วๆ นี้ เครือข่ายประชาชนภาคใต้จะเปิดปฏิบัติการเพชรเกษม’41 เพื่อบอกกับรัฐบาลเพื่อไทยว่า คนภาคใต้ไม่ต้องการโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงงานอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ โรงไฟฟ้าถ่านหิน สะพานเศรษฐกิจ (แลนด์บริดจ์) สงขลา–สตูล ท่าเรือน้ำลึกปากบารา โดยมีประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากเครือข่ายต่างๆ ในภาคใต้ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้าร่วมชุมนุม

นายสมบูรณ์ เปิดเผยต่อไปว่า สำหรับสถานที่ชุมนุม และรูปแบบของการเคลื่อนไหว จะมีการประชุมหารือกันอีกครั้ง ในวันที่ 6 สิงหาคม 2554 ที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ เบื้องต้นเครือข่ายภาคใต้ได้หารือกันคร่าวๆ บ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะจัดชุมนุมที่จังหวัดชุมพร หรือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งยังไม่ได้กำหนดวันชุมนุม และกำหนดว่าจะชุมนุมกันกี่วัน จะชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อ ในการชุมนุมครั้งนี้ จะมีการอ่านแถลงการณ์คัดค้านโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในภาคใต้

“เราตั้งใจจะชุมนุมให้ได้ ก่อนที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา” นายสมบูรณ์ กล่าว

นาง สุไรด๊ะ โต๊ะหลี ตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จังหวัดสงขลา อดีตแกนนำโครงการคัดค้านท่อก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย–มาเลเซีย กล่าวว่า รู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยว่า การไปประท้วงในเดือนรอมฎอนของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ ซึ่งเป็นช่วงถือศีล–อด อาจทำให้ล้าได้ แต่พี่น้องมุสลิมก็พร้อมจะเดินทางไปร่วมชุมนุมคัดค้านกับเครือข่ายจังหวัด สตูลให้ถึงที่สุด

“ถ้ารัฐสามารถสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่อำเภอละงู จังหวัดสตูลได้ ก็จะมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 ที่บ้านสวนกง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตามมา อีกทั้งโครงการรถไฟรางคู่ และโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล ประกอบด้วย ท่อส่งก๊าซ ท่อน้ำมัน เชื่อมระหว่างอำเภอละงู จังหวัดสตูล กับอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และคลังน้ำมันทั้งสองฝั่ง รวมถึงมีนิคมอุตสาหกรรมทั้งฝั่งสงขลา และฝั่งสตูล ซึ่งจะมีประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก” นางสุไรด๊ะ กล่าว

นายทรงวุฒิ พัฒน์แก้ว คณะทำงานเครือข่ายท่าศาลารักษ์บ้านเกิด จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาล ก็เดินหน้าแผนพัฒนาภาคใต้อยู่แล้ว แต่ที่เป็นกังวลเมื่อพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ก็เพราะพรรคการเมืองนี้มีนโยบายเอาใจกลุ่มทุนชัดเจน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้โครงการต่างๆ เดินหน้าเร็วยิ่งขึ้น

นาย วิโรจน์ ทองเกษม คณะทำงานเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี–พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ถ้ามีการรวมตัวกันจริงๆ ตนและเครือข่ายฯ พร้อมจะเข้าร่วมชุมนุมด้วย

นายวิเวก อมตเวทย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ละแม จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า นอกจากจะมีการชุมนุมคัดค้านแผนพัฒนาภาคใต้แล้ว ยังมีการพูดคุยกันระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการแผน พัฒนาของภาครัฐทั้งในภาคใต้ เหนือ อีสาน และตะวันออก เพื่อร่วมกันคัดค้านโครงการเมกะโปรเจ็คต์ต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสิทธิชุมชน ต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่จังหวัดสตูล และนโยบายถมทะเลสร้างเมืองใหม่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่สุด

“ถ้าหากภาครัฐเดินหน้าโครงการท่าเรือน้ำ ลึกปากบารา ที่จังหวัดสตูล ตนและเครือข่ายรักษ์ละแม รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนในภาคใต้ และทั่วประเทศไทย จะเข้าร่วมต่อสู้จนถึงที่สุด” นายวิเวก กล่าว

นางมณเฑียร ธรรมวัติ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ จังหวัดระนอง เปิดเผยว่า คนใต้จะส่งสัญญาณด้วยการผนึกเสียงจากทุกจังหวัดในภาคใต้ บอกความต้องการของคนภาคใต้ในสามหัวข้อหลักคือ เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร เรื่องอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตร และเรื่องพลังงานทางเลือก อนาคตของคนใต้ คนภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดจะกำหนดเอง

นางมณเฑียร กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต พัทลุง แม้จะยังไม่เห็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์เหมือนจังหวัดอื่นๆ แต่เมื่อเป็นผืนแผ่นดินภาคใต้ด้วยกัน ก็ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยกัน

“เรา มีพร้อมทั้งทรัพยากรคน ทรัพยากรธรรมชาติ คนใต้ไม่อยากเป็นแค่ลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ไปดูในโรงงานซิ มีคนใต้กี่คน” นางมณเฑียร กล่าว



“มหากาพย์เพชรเกษม ภาค ๔๑”

ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนภาคใต้

"Operating Petchkasem 41" Stop the Development plan, The Industry and It's metaphysical in southern Thailand.

"ปฏิบัติการเพชรเกษม 41" หยุด แผนการพัฒนา อุตสาหกรรม และ การทำแบบเลื่อนลอยในภาคใต้ซะทีเ​ถอะ

๑) ในความหมายที่กำลังจะพูดถึง ปฏิบัติการเพชรเกษม’... เริ่มมานานแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว มันเริ่มขึ้นก่อนเราจะสูญเสีย “เจริญ วัดอักษร” ด้วยซ้ำ และค่อยๆดำเนินไปอย่างเนิบๆ ซึมลึก จากสโลแกน “มึงรักเมือง...ฉันใด กูก็รักเมืองประจวบ ฉันนั้น” สู่สำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิด และพร้อมออกมาปกป้องด้วยชีวิตแบบชาวบ้านๆ ได้พัฒนาการต่อมาอย่างเหลือเชื่อ ลุกลามไปยังทั่วแดนดินถิ่นใต้ และหลากหลายปริมณฑลในประเทศ

แน่ล่ะ...ด้วยน้ำเนื้อของผู้คน ในท้องถิ่นเป็นแก่นหลัก จึงยังรักษาประจวบคีรีขันธ์ เมืองมิตรด่านหน้าก่อนลงสู่ทางใต้ มิให้แปดเปื้อนมลทิน เอาไว้ได้

๒) เมื่อเอ่ยคำ “เพชรเกษม” (นอกจากเป็นชื่อของอื่นๆในที่นี้ขอยกไว้ไม่พูดถึง) ใครได้ยินแทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่า น่าจะหมายถึง หนึ่งในสี่ถนนสายหลักของประเทศ เป็นถนนที่ทอดแนวตรง จากศูนย์กลางอำนาจบริหารลงสู่ใต้ หากแต่เพชรเกษมเป็นมากกว่านั้น เป็นถนนสายที่ทำให้คนทางใต้ ทั้งรื่นรม-ชมชื่น และขมขื่น-อกตรมไปพร้อมๆกัน

เพชร เกษม น่าจะเป็นถนนที่เกิดขึ้น เพราะต้องการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึง แหล่งแร่ดีบุก ในภาคใต้ เป็นด้านหลัก ไม่แปลกที่เพชรเกษมจึงหักมุมเลี้ยวที่แยกปฐมพร-ชุมพร มุ่งหน้าไปเลียบชายฝั่งระนอง, พังงา(ภูเก็ต),กระบี่ เข้าตรัง แล้วค่อยวกเลี้ยวกลับขึ้นพัทลุง เข้าเส้นตรงลงสู่สงขลา บรรดานักลงทุนทั้งไทยและเทศในอดีตต่างใช้เส้นทางนี้...ขนเงินกลับไป

บัด นี้...ดีบุกหมดลง คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งร่ำรวยยกฐานะขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ภาคใต้ ได้แต่นั่งชะเง้อมอง หลุมแร่เก่ายังค้างคาและกลายเป็นดินแดนข้อพิพาทสิทธิเหนือที่ดิน เนื่องจาก ผู้สัมปทานหลายรายถือครองไม่ยอมคืน ยังไม่นับบรรดาป่าไม้สัมปทานและอื่นๆอีกสารพัด เพชรเกษมอีกนัยยะหนึ่ง จึงคือเส้นทางนำสังคมสู่ศิวิไลซ์ และคือเส้นทางการช่วงชิงเอาทรัพยากรของคนท้องถิ่นใต้ไปอย่างน่าชื่น ตาบาน

๓) เพื่อนเราคนหนึ่ง โพสต์ว่า...หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ ๔ สิหาคม ๒๕๕๔ พาดหัวชัดเจน “รัฐบาลใหม่พรรคเพื่อไทยเร่งเดินหน้า​ ๕ เมกะโปรเจคต์ หนึ่งในนั้นคือโครงการแลนด์บริด​จ์ สงขลา-สตูล เป็นที่ชัดเจนแน่นอนว่าท่าเทียบเรือน้ำลึก(อุตสาหกรรม)ปากบารา จ.สตูล /ท่าเรือสงขลา ๒, นิคมอุตสาหก​รรมสงขลาและสตูล ต้องเกิดขึ้นแน่​นอน....ทางเดียวที่เราจะปกป้องทรัพยากร​บ้านเราคือ..."ต้อง เอาโครงการ​บ้าๆนี้ออกไปให้ได้"

และไม่เท่านั้น ภาคใต้ ณ บัดนี้ ยังมี

โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุด เขื่อน ท่าเรือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน การเจาะขุดน้ำมัน และอีกสารพัดที่ นครศรีธรรมราช

โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-คัญธุลี, โครงการผันน้ำตาปี-พุมดวง, ขุดน้ำมันที่เกาะสมุย ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี

โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปากน้ำละแม, โรงไฟฟ้าถ่านหิน และเขื่อนที่ จ.ชุมพร และอาจมีโรงถลุงเหล็กตามมา

โครงการ ศึกษานิคมอุตสาหกรรมที่พัทลุง ข้ามฝั่งทะเลสาบไประโนด สงขลา ทะเลสาบจะเป็นแหล่งน้ำจืดป้อน นิคมถมทะเล โรงถลุงเหล็กที่ อ.ระโนด การขุดเจาะน้ำมันที่สทิงพระ สงขลา ยังไม่นับบทเรียนลวงโลก กรณีโรงแยกแก๊ส อ.จะนะ สงขลา สมัยรัฐบาลทักษิณ

โฆษณาชวนเชื่อที่แสนเจ็บ ปวด ว่า จะมีเฉพาะโรงแยกแก๊สอย่างเดียว ไม่มีโรงไฟฟ้า ไม่มีอุตสาหกรรม และ คนจะนะ คนสงขลา จะได้ใช้แก๊สราคาถูกต่อท่อถึงบ้าน..??? บัดนี้โรงไฟฟ้าที่บอกว่าจะไม่สร้าง ได้กระทำชำเราคนคลองนาทับอย่างหนัก ยังจะขึ้นโรงไฟฟ้าแห่งที่ ๒ ต่อ..

ด้านอ่าวพังงา (ภูเก็จ พังงา กระบี่) มีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนานใหญ่ ที่อุบเงียบกริบ บ้านพักราคาหลักร้อยล้านขึ้นไป ถมทะเลสร้างบ้านวิลล่ากลางทะเลแบบดูไบ คนวงในกล่าวกันว่าลงทุนอุตสาหกรรมที่ภาคใต้ หนีตายไปพักผ่อนอย่างหรูที่อ่าวพังงา

ทั้งหมดนี้แค่ส่วน หนึ่งของ “ความมหาวินาศสันตะโร” ภายใต้ชื่อ แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ และอีกหลายชื่อ ความวิบัติจากการช่วงชิงทรัพยากรในยุคสมัยใหม่ บนแผ่นดินที่ให้กำเนิดเราขึ้นมา

เพื่อนอีกคนโพสต์ว่า “หากคุณคือคนหนึ่งที่รักภาคใต้ หลงใหลในทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์​และสวยงามของภาคใต้ ติดใจในรสชาติอาหารทะเล(Seafood​)จากใต้ และที่สำคัญไม่ต้องการให้เมืองใต้ต้องเปลี่ยนเป็นนิคมอุ​ตสาหกรรม... ต้องอย่ายอมให้ยักษ์ (Southern Seaboard) มันมากินเมืองเราได้! ได้เวลารวมกัน จับมันถ่วงน้ำนะพี่น้อง

บ้างก็ว่า “เขาเป็นใคร? ใหญ่มากหรือไง? ทำไม? ต้องมาทำร้ายบ้านเกิดเราด้ว​ย คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องการมัน คนที่ต้องการคนที่ได้รับผลประโยชน์เช่น นายทุน นักการเมือง...

คน ทั่วไปเขาเฉยๆ เพราะเข​าไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้​น มีผลกระทบอย่างไร ดังนั้นใครตื่นก่อนย่อมถือเป็นภารกิจร่วมกัน อย่าปล่อยให้ เพชรเกษม เป็นถนนนำความตายมาสู่เรา แต่เราต้องทำให้ เพชรเกษม เป็นถนนสายที่นำมาซึ่งความศิวิไลซ์ร่วมกันของคนใต้ ที่คนใต้คนท้องถิ่นกำหนดขึ้นเองเท่านั้น

๔) ด้วยสภาพคอแคบบริเวณประจวบคีรีขันธ์ต่อเนื่องถึงชุมพร บังคับให้เพชรเกษมมีสภาพเหมือนคอขวดของการเดินทางเช่นกัน เมื่อเพชรเกษมเดิม คือ หมายเลข ๔ ดังนั้น เพชรเกษมตัดใหม่นับตั้งแต่ แยกปฐมพรลงมา จึงมีรหัส หมายเลข ๔๑...

ชี้ตรงไปตรงมาว่า หากปฏิบัติการหมายเลข ๔ คือการมุ่งเข้าสู่เป้า ลำหักลำโค่น เพื่อให้บรรลุภารกิจ เพราะคล้ายกับเสนอทางเลือกทางเดียวว่า “...จะเอายังไงกะเรา...หือ” ปฏิบัติการหมายเลข ๔๑ ก็น่าจะหมายความถึง ต้องการที่จะเสนอทางออกที่ละมุนละม่อม ก่อน ยกระดับสู่ปฏิบัติการ ๔ เดียว ในภาคตอนต่อไป

ปฏิบัติการเพชรเกษมรหัส ๔๑ (ภาค ๑) จึงเกิดขึ้น และนี่คือลำดับปฏิบัติการ รหัส ๔๑

ตอน -ถล่มสภาพัฒน์ฯ หน้าแหกยับกลางเวที ๗ ยก (หาชมได้แล้ว) ต้น กรกฎาคม ๕๔

ตอน - เมื่อ ปรากฏการณ์ รูปประจำตัวเฟสบุ๊ค เป็นรหัส 41 ระบาด ปลาย กรกฎาคม ๕๔

ตอน - สงขลา –สตูล จับมือกันเข้า

ตอน - แลนบก สู้ แลนบบริดจ์

ตอน - สารพัด มือชก ปากกัด ตีนถีบ(จังหวัดต่างๆ) หลากหลายสไตล์คนใต้ไม่มีนายหัว

สิงหาคม ทั้งเดือน

ตอน – คนชุมพรร่วมถกแถลงกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะ ว่าด้วยแผนพัฒนาชุมพรที่ยั่งยืน วันที่ ๑๐ สค. นี้ .....แถลงข่าวเคลื่อนขบวนตนชุมพร เวลา ๑๔.๐๐ น

ตอน – อื่นๆ........................................

ตอน - ..............(ช่วยกันสร้างสรรค์ และปฏิบัติการได้เลย)

ตอนจบ ภาคแรก “ปฏิญญาเพชรเกษม ๔๑” รอประกาศนัดหมาย วันที่ ๖ ส.ค. นี้

เราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องเราถูกหลอกลวงด้วย​คำว่า"การพัฒนา-ความเจริญ" จอมปลอมอีกต่อไป

ร่วมประกาศปฏิญญาเพชรเกษม ๔๑ “

ไม่เอาแผนพัฒนาทำลายภาคใต้”

ทีมข่าวการเมือง: ข้อมูลระยะเวลาตั้งรัฐบาล 5 ชุดจากกันยายน 49 ถึงสิงหาคม 54

ที่มา ประชาไท

ทีม ข่าวการเมืองสำรวจระยะเวลาการตั้งรัฐบาล 5 ชุดย้อนหลังนับแต่รัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ถึงปัจจุบัน จากรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ - สมัคร สุนทรเวช - สมชาย วงศ์สวัสดิ์ - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ - ถึงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

รัฐบาล
ที่มา
ระยะเวลา
พล.อ. สุรยุทธ์
จุลานนท์
แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
หลังรัฐประหาร
19 กันยายน 2549
19 ก.ย. 2549
รัฐ ประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
1 ต.ค. 2549
พระ บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธาน คมช. เป็นผู้อ่านประกาศพระบรมราชโองการ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รอรับพระบรมราชโองการที่ทำเนียบรัฐบาล
9 ต.ค. 2549
พล.อ.สุ รยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี เฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่


ใช้เวลาตั้งรัฐบาล 21 วัน
สมัคร สุนทรเวช
การเลือกตั้งทั่วไป
23 ธ.ค. 2550
23 ธ.ค. 2550
พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งทั่วไป
28 ม.ค. 2551
ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ผลลงมติ นายสมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง 310 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 163 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ลาป่วย 1 เสียง
29 ม.ค. 2551
พระ บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โดยยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้อ่านประกาศพระบรมราชโองการ นายสมัคร ทำพิธีรับพระบรมราชโองการที่ทำเนียบรัฐบาล
6 ก.พ. 2551
นาย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่


ใช้เวลาตั้งรัฐบาล 46 วัน
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
ลงมติในสภา หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี เมื่อ 9 ก.ย. 2550
9 ก.ย. 2551
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 0 ให้นายสมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี กรณีเป็นพิธีกรรายการทำอาหารทางโทรทัศน์
17 ก.ย. 2551
ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ผลลงมติ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง 298 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 163 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง
18 ก.ย. 2551
พระ บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้อ่านประกาศพระบรมราชโองการ นายสมชาย ทำพิธีรับพระบรมราชโองการที่บ้านพัก ย่านถนนแจ้งวัฒนะ
(หมาย เหตุ: ไม่สามารถใช้ทำเนียบรัฐบาลทำพิธีรับพระบรมราชโองการได้ เนื่องจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ 26 ส.ค. 50)
25 ก.ย. 2551
นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่


ใช้เวลาตั้งรัฐบาล 17 วัน
อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ
ลงมติในสภา หลังศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี
2 ธ.ค. 2551
ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย และมีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค 5 ปี
นอกจากนี้ยังมีมติยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 5 ปี
ผลจากคำตัดสินทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
15 ธ.ค. 2551
ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ผลลงมติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง 235 เสียง ส่วนนายประชา พรหมนอก พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 198 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง
17 ธ.ค. 2551
พระ บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้อ่านประกาศพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ ทำพิธีรับพระบรมราชโองการที่อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์
22 ธ.ค. 2551
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่


ใช้เวลาตั้งรัฐบาล 21 วัน
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
(หมายเหตุ: อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล)
การเลือกตั้งทั่วไป
3 ก.ค. 2554
3 ก.ค. 2554
พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไป
5 ส.ค. 2554
ประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ผลลงมติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเสียง 296 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 งดออกเสียง 197 เสียง ไม่มีการเสนอชื่อ ส.ส. อื่นชิงนายกรัฐมนตรี มี ส.ส.เข้าร่วมประชุม 497 คน


(หมายเหตุ: อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล)