ที่มา Thai E-News
สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้รับแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการ ว่า ทรงโปรดเกล้าให้ประธานสภาเข้าเฝ้า เพื่อรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ในวันที่ 8 ส.ค. เวลา 17.30 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช
นับถอยหลังไปอีกไม่เกิน 72 ชั่วโมง ประเทศไทยจะมีนายกรรัฐมนตรีใหม่ ฯพณฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปรู้จักเธอผ่านคนสนิทในวัยทีนวัยโจ๋กันเลย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, August 7, 2011
อีก72ชั่วโมงยิ่งลักษณ์นายกฯเต็มตัว คุณรู้จักเธอหรือยัง? ฟังครู-เพื่อนเก่าวัยทีนเม้าธ์มันส์ๆ(งานนี้มีฮาแถม)
Saturday, August 6, 2011
ทุ่ม1.8 ล้านล้านสร้างเมืองใหม่ แผน"เพื่อไทย" ใช้พื้นที่2แสนไร่ จ้างบริษัทระดับโลกออกแบบ
ที่มา มติชน
แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นโยบายการถมทะเลสร้างเมืองใหม่ของพรรคเพื่อไทย หนึ่งในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ หรือ เมกะโปรเจ็กต์ จะต้องถูกผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพรรค เพื่อไทยให้ได้ ภายหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาบริหารงานแล้ว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาและจัดทำรายละเอียดการดำเนินงานนโยบายนี้อย่างเป็นทางการ ส่วนการลงทุนคาดว่าจะใช้รูปแบบพีพีพี หรือการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นหลัก
แหล่ง ข่าวกล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการออกแบบเมืองใหม่ จะว่าจ้างบริษัทชื่อดังระดับโลกเข้ามาจัดทำให้ มองไว้แล้ว 2-3 แห่ง ยึดรูปแบบการดำเนินงานเหมือนเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อได้รายละเอียดนโยบายทั้งหมด จะเปิดประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนด้วย จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า เมืองใหม่จะมีพื้นที่ประมาณ 2 แสนไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.6-1.8 ล้านล้านบาท ต้นทุนไร่ละ 6-8 ล้านบาท แต่ประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการนำพื้นที่จำนวนนี้เปิดให้เอกชนทั้ง ในและต่างประเทศเข้ามาลงทุน ใช้พื้นที่คืนกลับมาได้อีกเท่าตัวหนึ่ง หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2 ล้านล้านบาทŽ
แหล่งข่าวกล่าว ว่า สำหรับรูปแบบเมืองใหม่จะเป็นกรีนซิตี้ มีความพร้อมด้วยระบบผังเมืองและสาธารณูปโภคทุกชนิด นำธุรกิจอนาคตของประเทศไทยย้ายเข้าไปสู่เมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์กลางทางการเงิน การรักษาพยาบาล และเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติในภูมิภาคนี้ มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ ได้สะดวก ผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง
แหล่ง ข่าวกล่าวว่า ส่วนกระแสการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่และกลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้นโยบายนี้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น เมื่อได้รายละเอียดนโยบายชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้าง รัฐบาลจะรีบทำความเข้าใจกับสังคม เพื่อให้เกิดการยอมรับ เพราะนโยบายนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศ โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ คาดว่าภายในช่วง 20-30 ปีข้างหน้าจะต้องประสบปัญหานี้แน่นอน
ความประทับใจ
ที่มา มติชน
โดย สรกล อดุลยานนท์
วันนี้ "ฝ่ายค้าน" ที่น่ากลัวที่สุดของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"
ไม่ใช่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ไม่ใช่ "ชวน หลีกภัย"
แต่เป็น "ความคาดหวัง"
แม้ว่าเหตุผลหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งมาจากกลุ่มคนที่ไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ และ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
แต่เหตุผลที่ใหญ่กว่ามาจาก "ความหวัง" ที่พรรคเพื่อไทยสร้างขึ้นมา
หวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น
หวังว่าล้วงกระเป๋าแล้วมีเงินเต็มกระเป๋า
หวังว่าจะได้ค่าแรง 300 บาท
หวังว่าจะได้บัตรเครดิตชาวนา
หวังว่าจะได้จำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท ข้าวหอมมะลิ 20,000 บาท
หวังว่าจะได้บ้านหลังแรก รถคันแรก ฯลฯ
ยิ่ง "เพื่อไทย" หาเสียงจนทำให้คน "คาดหวัง" สูงเท่าไร คนทำงานก็ยิ่งเหนื่อยมากเท่านั้น
เพราะความรู้สึก "สมหวัง" หรือ "ผิดหวัง" นั้น คนเราจะวัดจาก "ผลที่ได้รับ" กับ "ความคาดหวัง"
ถ้าผลงานที่ออกมาสูงกว่า "ความคาดหวัง"
เราก็จะ "สมหวัง"
แต่หากคาดหวังสูง แต่ผลที่ได้จริงต่ำกว่าที่เราหวังไว้
เราจะ "ผิดหวัง"
การบริหารความคาดหวังจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
และเรื่องแรกที่จะเรียกเสียง "เฮ" หรือเสียง "ยี้" ก็คือ รายชื่อคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์"
ยิ่งมีกระแสข่าวออกมาจากพรรคเพื่อไทยว่า "ทักษิณ" และ "ยิ่งลักษณ์" อยากจัดรัฐบาลที่มีภาพพจน์ดี
ยิ่งทำให้คนคาดหวังสูง
อาจ เป็นโชคดีของพรรคเพื่อไทยที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายจนคะแนนเสียงเกิน กว่าครึ่งทำให้การจัดวางตัวรัฐมนตรีครั้งนี้ง่ายกว่าทุกครั้ง
ประการแรก พรรคร่วมรัฐบาลมี "อำนาจต่อรอง" น้อยลง
ประการที่สอง ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยไม่มี "อำนาจต่อรอง"
เพราะ ส.ส.ทั้งหมดก็รู้ว่าการเข้าสู่สภาครั้งนี้ไม่ได้มาจากพลัง "ตัวบุคคล" เป็นหลัก
แต่มาจากกระแส "ทักษิณ" และ "นโยบาย" เป็นหลัก
ชนิดที่ ส.ส.เพื่อไทยคนไหนที่คิดว่ามีฐานเสียงส่วนตัวดี พอย้ายไปอยู่พรรคอื่นก็สอบตก
ดังนั้น ส.ส.จึงมี "อำนาจต่อรอง" กับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ต่ำมาก
ประการที่สาม รายชื่อ ครม. "ยิ่งลักษณ์" จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับคณะรัฐมนตรีชุด "อภิสิทธิ์" ซึ่งเป็นรัฐบาลผสม ที่พรรคร่วมรัฐบาลมี "อำนาจต่อรอง" สูง
รายชื่อรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจึงผิดฝาผิดตัว และเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่เป็น "นอมินี"
เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเห็นใจมากสำหรับ "อภิสิทธิ์"
ดังนั้น หากรายชื่อรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ประกาศออกมาแล้วภาพลักษณ์แย่กว่ารัฐบาล "อภิสิทธิ์"
เท่ากับว่า "ยิ่งลักษณ์" ได้ทิ้ง "โอกาส" ที่ดีที่สุดของตัวเองไป
เพราะถ้าก้าวแรกดี ก้าวที่สองก็ง่ายขึ้น
อย่าลืมว่า "ความประทับใจ" จะเกิดขึ้นกับการเจอกัน "ครั้งแรก"
เราไม่มี "โอกาสครั้งที่ 2"
สำหรับ "ความประทับใจ"
หวังว่า ครม. "ยิ่งลักษณ์" จะทำให้คนไทยประทับใจ
300-15,000 บาท กำไรจากนโยบายเพื่อไทย
ที่มา มติชน
โดย จำลอง ดอกปิก
(ที่มา คอลัมน์ระหว่างวรรค หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2554)
รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กำลังเข้าสู่ภาคการบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบ นโยบายหลายเรื่องที่ประกาศเป็นคำมั่นสัญญา ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากว่า ภาคปฏิบัตินั้นจะทำได้จริงหรือไม่ และครบถ้วนสมบูรณ์เพียงใด
ที่กล่าวถึง และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาค่อนข้างมาก มีอยู่อย่างน้อย 2 เรื่อง นั่นคือ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และเงินเดือนแรกเข้าสำหรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 15,000 บาท
นโยบาย ค่าแรง 300 บาทนั้น นอกจากผู้มีส่วนได้-เสียโดยตรง คือนายจ้างผู้ประกอบกิจการ กับฝ่ายลูกจ้างแล้ว ยังมีภาควิชาการ สถาบันต่างๆ ออกมาชี้ข้อดี-ข้อด้อย แสดงความห่วงใยผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่ในทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกันกับนโยบายเงินเดือน 15,000 บาท ที่ต้องกระทบงบประมาณอย่างแน่นอน สำหรับการเพิ่มเงินเดือนขั้นต้นข้าราชการบรรจุใหม่ และอาจหมายรวมถึงต้องขยับในระดับถัดไปเพื่อความเป็นธรรมด้วย
กระนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะผลักดัน 2 เรื่องนี้ได้สำเร็จ ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งเป้าหมายตัวเลข และระยะเวลาหรือไม่ก็ตาม
ด้าน หนึ่งย่อมถือได้ว่า สังคมได้กำไรจากสองเรื่องสองนโยบายนี้แล้ว เมื่อมีการหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะ วิพากษ์วิจารณ์ ศึกษาผลดี-ผลเสียอย่างจริงจัง พร้อมกับเสนอแนะทางออก เพื่อมิให้เกิดผลกระทบรุนแรง
ส่วนใหญ่เป็นทางออกที่ให้การยอมรับว่า ถึงเวลาต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของคน 2 กลุ่มนี้ และถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไม่ เอารัดเอาเปรียบ
ยอมรับความจริงว่า ค่าแรงและเงินเดือนข้าราชการปัจจุบันนั้น ไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อพื้นฐานการครองชีพ
ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรง 300 บาท หรือแม้แต่เงินเดือน 15,000 บาท ทางออกหรือข้อเสนอแนะ ภายหลังการถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล ล้วนแต่เป็นไปในทิศทางบวกทั้งสิ้น
นั่นคือแทบทุกฝ่ายยอมรับและเห็น ตรงกันว่า ควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และต้องปรับฐานเงินเดือนข้าราชการแรกเข้าสำหรับผู้จบปริญญาตรี เหลือแต่เพียงวิธีการเท่านั้นว่า เรื่องค่าแรงนั้น จะปรับขึ้นรวดเดียว หรือค่อยเป็นค่อยไป เงินเดือนข้าราชการจะขึ้นอย่างไร ซ่อนอยู่ในรูปค่าครองชีพ ปรับฐานใหม่ ฯลฯ
เห็นทิศทางและแนว โน้มชัดเจนยิ่งว่า ผู้ใช้แรงงาน และผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีใหม่นั้น จะได้ปรับขึ้นค่าแรง และเงินเดือนใหม่อย่างแน่นอน
จะเรียกว่าเป็นอานิสงส์เบื้องต้นจากนโยบายเพื่อไทยก็คงไม่ผิดนัก!
สำหรับ เรื่อง 15,000 บาทนั้น มีไอเดียเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว อย่างแนวคิดท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ คุณวลัยรัตน์ ศรีอรุณ ก็เข้าท่าดี ขออนุญาตนำมาถ่ายทอด
ผู้อำนวยการสำนักงบฯบอกว่า โครงสร้างเงินเดือนข้าราชการเริ่มต้น วุฒิปริญญาตรี หรือระดับปฏิบัติการ ซี 3 นั้นประมาณ 8,000 บาท สูงสุดระดับ 11 เงินเดือนไม่เกิน 70,000 บาท
หาก พิจารณาเส้นกราฟปัจจุบัน อยู่ในลักษณะลาดชันมาก อธิบายได้ง่ายๆ คือช่วงต้นของชีวิตราชการได้รับเงินเดือนน้อยและขั้นที่ขึ้นแต่ละปีก็น้อย มากๆ จึงจำเป็นต้องปากกัดตีนถีบ และค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไปกินเงินเดือนสูงๆ ในช่วงก่อนวัยเกษียณ ซึ่งจะเห็นว่ามีเส้นกราฟชีวิตที่ลาดชันทำมุม 40-45 องศา
แนวคิดใหม่นี้ คือ การทำให้เส้นกราฟเงินเดือนข้าราชการอยู่ในลักษณะลดความลาดชันลง เกือบเป็นแนวราบ ข้าราชการปริญญาตรีจบใหม่จะมีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 40,000-50,000 บาท วิธีการนี้จะทำให้องศาเส้นกราฟเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณใน ระยะยาว แม้กระทบงบประมาณระยะแรก แต่ในท้ายที่สุดแล้วเม็ดเงินที่รัฐบาลจ่ายจริงให้แก่ข้าราชการระหว่างจุด เริ่มต้นที่ 8,000 บาท กับ 15,000 บาท จะใกล้เคียงกันมาก ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดเพดานเงินเดือนสูงสุดใหม่นั้น จะไม่เกิน 50,000 บาท
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมาเป็นแบบนี้ ทำให้ข้าราชการหนุ่มสาวมีความกระตือรือร้นในการทำงานมากขึ้น เพราะได้รับเงินเดือนสูงโดยไม่ต้องรับจ๊อบอื่นๆ นอกเวลาราชการ
ช่วงวัยเริ่มต้นของการทำงานถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนอยากมีบ้าน มีรถยนต์ มีครอบครัว แต่เงินเดือนกลับไม่พอแม้จุนเจือครอบครัว
เรื่องนี้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณหารือกับปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเบื้องต้นแล้ว!
เป็นรูปธรรมอีกขั้นของนโยบาย 15,000 บาท ที่น่าสนับสนุน
ครับ หากคนหนุ่ม-สาว หรือใครต่อใครไม่ต้องปากกัดตีนถีบแล้วย่อมมีไฟ มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน สิ่งดีงามในสังคมคงตามมาอีกมากมาย
"ผู้นำ"อะไร?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือสือ
อาการฝุ่นตลบในการจัดโผรัฐมนตรี ถึงจะเป็นแค่สีสันการเมืองที่มีมาทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าพรรคใดเป็นแกนนำรัฐบาล
แต่หลายคนยังอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หญิงมือใหม่ จะมีความสามารถจัดการกับปัญหาน่าปวดหัวนี้อย่างไร
ยังดีที่ลำพังเพื่อไทยพรรคเดียวมีส.ส.เกินครึ่งสภา จึงตัดปัญหาวุ่นวายในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ไปได้
เหลือแค่การต่อรองภายในของพรรคตนเอง ที่ถึงจะเป็นแค่สีสันแต่ก็เป็นสีสันที่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะบานปลายไปถึงจุดใด
เนื่อง จากพรรคเพื่อไทยมีองค์ประกอบภายใน หลายกลุ่มก๊วน ซึ่งก็เป็นธรรมดาเช่นกันที่แต่ละกลุ่มก๊วนต้องการผลักดันแกนนำกลุ่มตนเอง เข้ามามีตำแหน่งในรัฐบาล
บางกลุ่มขอเพียงมีตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ประดับ บารมี จะกระทรวงใดก็ได้ ไม่เกี่ยง แต่บางกลุ่มก็ "ล็อกสเป๊ก" มาเลยว่าต้องกระทรวงเกรดเอ เกรดต่ำกว่านั้นไม่เอา
เข้าทำนองได้คืบเอาศอก โดยอ้างว่าตนเองมีสิทธิ์เรียกร้องเก้าอี้ใหญ่ เพราะมีส่วนสำคัญในการปรา ศรัยช่วยให้พรรคชนะเลือกตั้งถล่มทลาย
หรือ อย่างบางคนที่ไม่มีคุณสมบัติความรู้ความสามารถพอ ก็จะใช้วิธีอ้างเป็นสายตรง "นายใหญ่" บางคนก็วิ่งเข้าหาญาติพี่น้องคนใกล้ชิดตระกูลชินวัตร หรือผู้ใหญ่ในบ้านเลขที่ 111 ขอตำแหน่งกันดื้อๆ
สุดท้ายถ้าพรรคไม่มีท่าทีตอบสนองก็จะแสดงอาการกระฟัดกระเฟียด แอบไปตั้งวงด่าผู้บริหารพรรคลับหลัง หนักเข้าก็ขู่จะก่อแรงกระเพื่อม
เลยเถิดถึงขั้นขู่ถอนตัวจากพรรค
เดือด ร้อนถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องปากเปียกปากแฉะ ฝากไปถึงลูกพรรคขอให้ใจเย็นๆ เพราะขณะนี้โผรายชื่อต่างๆ ที่ออกมาทางหน้าหนังสือ พิมพ์ ยังไม่ใช่ข้อสรุป
และพรรคไม่เคยลืมคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข
อย่างไรก็ตามรายชื่อรัฐมนตรีที่ออกมา คือบททดสอบแรกในการก้าวสู่วังวนการเมือง ว่าน.ส. ยิ่งลักษณ์ มีคุณสมบัติเหมาะกับ "ผู้นำประเทศ"
หรือ เป็นได้แค่ "ผู้นำพรรคการเมือง" ที่บุญพาวาสนาส่งให้ได้เป็นนายกฯ แล้วต้องมาติดอยู่ภายใต้กับดักอิทธิพลเครือญาติ กับแรงกดดันจากกลุ่มก๊วนในพรรคไปตลอด
จนไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 06/08/54 เวลาทำงานดันเชื่องช้า..ถ้าเรื่องด่ารีบเร่งจริง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
สมกับคน ปากหมา น่าสมเพช
โคตรทุเรศ สามานย์ สันดานต่ำ
คำสำราก ล้วนจัญไร ใจระยำ
หวังเหยียบย่ำ ถาโถม โหมทำลาย....
ดีแต่พูด ทั้งพรรค ไม่ยักคิด
ดัดจริต มาวิพากษ์ กากชิบหาย
ทั้งหงอกดำ หมกมุ่น เรื่องวุ่นวาย
หายางอาย จากพวกนี้ ไม่มีทาง....
พวกตนกู้ กู้กู้ รู้เต็มอก
มาตลก ลิ้นรัว หัวยันหาง
เศรษกิจ ย่อยยับ จนอับปาง
ยังมาอ้าง โน่นนี่ อัปรีย์คน....
วันวัน เอาแต่มอง จ้องคอยด่า
ช่างปากหมา เกินคิด จิตสับสน
สมชื่อพรรค สับปลับ สัปดน
จึงเวียนวน แต่คิดชั่ว มั่วทั้งปี....
รัฐบาล ยังเป็นวุ้น หมกมุ่นด่า
ช่างหน้าด้าน ไม่ระอา พวกหน้าหมี
ทำตาร้อน เร่งเร้า เห่าทันที
คิดดีดี เป็นไหม ไอ้พวกเวร....
ทิ้งปัญหา สารพัด อัดทับถม
สิ่งโสมม สร้างไว้ ใครก็เห็น
ยังคิดมา สำราก พวกกากเดน
ช่างจัดเจน เรื่องตอแหล ไม่แคร์ใคร....
วันนี้มาสาย คิดถึงทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
๓ บลา / ๖ ส.ค.๕๔
ญาติเหยื่อปราบม็อบแดงบี้หาตัวคนรับผิดชอบ-ศอฉ.ออกคำสั่งยิงประชาชน
ที่มา ข่าวสด
นาทีต่อนาที วัน"นารีขี่ม้าขาว" ชื่อ"ยิ่งลักษณ์"นั่งนายกฯ เปิดปูม"นายกฯคนที่28"
ที่มา มติชน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมืองไทย ต้องบันทึกไว้ว่า วันที่ 5 สิงหาคม 2554 คือวันที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" .................. เปิดปูม"นายกฯคนที่ 28" "น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร" มีชื่อเล่นว่า "ปู" เกิดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2510 เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 10 คน ของ "นายเลิศ-นางยินดี ชินวัตร"
โดย ตลอดทั้งวัน ทั้งก่อนที่ ส.ส.จะโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี กระทั่งถึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกสื่อมวลชนไทยและเทศต่างเฝ้าจับความเคลื่อนไหวตลอดเวลา
นับ แต่เวลา 09.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกจากบ้านพัก ซอยโยธินพัฒนา 3 ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา-เอกมัย เดินทางไปอาคารรัฐสภา ร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
ถึงรัฐสภา เวลา 09.30 น. โดยไม่ได้ให้พลขับนำรถขึ้นจอดที่ชั้นลอย ซึ่งเป็นช่องทางที่บรรดาคณะรัฐมนตรีใช้เข้าสู่ห้องประชุมสภา โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสั้นๆ ถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าไปพักผ่อนที่ห้องรับรอง 1 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
เวลา 10.00 น. เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งข้างๆ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ หลานสาว โดย ส.ส.ที่นั่งอยู่ด้านหลังของ ส.ส.ยิ่งลักษณ์ 4 แถว ล้วนแต่เป็น ส.ส.หญิงพรรคเพื่อไทย ประมาณ 30 คน ระหว่างโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ด้วยการขานชื่อ ส.ส.เป็นรายบุคคล ส.ส.เพื่อไทยเดินเข้ามาพูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นระยะ
เวลา 11.40 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี มีถึง 296 เสียงลงมติเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ลุกขึ้นยืน ยกมือไหว้ ส.ส.ที่อยู่ภายในห้องประชุมเพื่อแสดงความขอบคุณ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินไปขอบคุณนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และนายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท. ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี
โดย ส.ส.เพื่อไทยและ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลตั้งแถวรอแสดงความยินดีตลอดเส้นทางไปที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินออกจากห้องประชุมสภา ชั้น 2 ระหว่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินออกจากห้องประชุม ช่างภาพที่ดักรอถ่ายภาพในจุดสำหรับถ่ายภาพภายในห้องประชุมได้ตะโกนเรียก น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า "ท่านนายกฯ" เพื่อถ่ายภาพ ขณะ ส.ส.เข้ามาแสดงความยินดี ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงอาการตกใจเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองพร้อมโบกมือให้ช่างภาพได้ถ่ายภาพ
เวลา 11.45 น. ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินพ้นประตูห้องประชุมสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาแสดงความยินดี โดยกล่าวว่า "ยินดีด้วยครับ พวกผมยินดีที่จะได้ทำงานร่วมกัน" จากนั้นช่างภาพได้ขอให้ทั้ง 2 จับมือแสดงความยินดีเพื่อจับภาพอีกครั้ง นายสุเทพกล่าวขึ้นว่า "จะดีเหรอครับ" จน น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องเป็นผู้ยื่นมือออกมา ก่อนที่ทั้ง 2 จะจับมือกัน
ระหว่าง นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินออกห้องประชุมสภา เพื่อไปพักผ่อนในห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภา ระหว่างทางกลุ่มเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดของอาคารรัฐสภา 3 คนได้ขออนุญาตแสดงความยินดี และเข้ากอด น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วยความดีใจ โดยหนึ่งในนั้นน้ำตานองหน้าพร้อมกับพูดว่า "แอบเชียร์พรรคเพื่อไทยมานาน"
ต่อ มาเวลา 11.50 น. นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้ลงนามในเอกสารก่อนยื่นทูลเกล้าฯ ที่ห้องรับรอง 1 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
เวลา 12.10 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเปิดใจครั้งแรก หลังได้รับการโหวตรับรองจากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเดินทางกลับพรรคเพื่อไทย
เมื่อเดินทางถึงพรรคเพื่อไทย เวลา 12.25 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ปรากฏว่ามีคนเสื้อแดงกว่า 100 คนมายืนรอต้อนรับพร้อมมอบดอกไม้เพื่อแสดงความยินดี โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ยกมือไหว้ขอบคุณคนเสื้อแดง จนคนเสื้อแดงตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ บางรายพยายามฝ่าด่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าไปประชิดตัว และโผกอด น.ส.ยิ่งลักษณ์
จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์เปิดเผยว่า ภารกิจแรกที่จะทำหลังเป็นนายกฯเต็มตัวคือ การลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย ก่อนที่เจ้าตัวจะเข้าพักผ่อนในห้องทำงานที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย
ด้วยเหตุผลที่เป็นน้องสาวคนสุดท้อง ทำให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชาย เลี้ยงดู-อุ้มชูประหนึ่งลูกสาวคนหนึ่ง
"ยิ่ง ลักษณ์" จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ก่อนเข้าศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้าปริญญาตรี-ได้เป็น "สิงห์ขาว" เต็มขั้นในปี 2531
จากนั้นลัดฟ้าไปศึกษาต่อด้านรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตต สหรัฐอเมริกา และเป็น "มหาบัณฑิต" ปี 2533
แม้ ความใฝ่ฝันดั้งเดิมคือการเป็น "ทูต" แต่หลังสำเร็จการศึกษา เธอกลับเข้าทำงานที่ "บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด" ในปี 2534 ประเดิมอาชีพแรกด้วยการเป็นพนักงานขายฝึกหัดด้านการตลาด หรือ "เซลส์แมน" ขายโฆษณาเยลโล่เพจเจส (สมุดหน้าเหลือง) ก่อนได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็น "ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ" ในปีเดียวกัน และขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิตในเวลาต่อมา
ปี 2537 ย้ายไปเป็น "ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เรนโบว์ มีเดีย จำกัด" เดิมเป็นแผนกงานหนึ่งของบริษัท ไอบีซี อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น หรือทรูวิชั่นส์ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากบริษัทไอบีซีฯ คือ "รองกรรมการผู้อำนวยการ"
ปี 2545 ข้ามห้วยมาอยู่แวดวงธุรกิจสื่อสาร นั่งตำแหน่ง "กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส" หรือเอไอเอส รับหน้าที่บริหารธุรกิจสื่อสารคมนาคมที่มีมูลค่าหลักหมื่นล้าน
กระทั่ง ปี 2549 ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายเทหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป ให้แก่กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ "ยิ่งลักษณ์" จึงลาออกจากการเป็น "บิ๊กบอสเอไอเอส"
แต่ยังดำรงตำแหน่ง "กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอสซี แอสเซท จำกัด" ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล "ชินวัตร"
นอก จากนี้ "ยิ่งลักษณ์" ยังมีบทบาทในฐานะกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีม "เรือใบสีฟ้า" ที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ทุ่มเงินซื้อ โดยหมายใช้กีฬาสานสามัคคีเพื่อนร่วมชาติ
ด้านครอบครัว "ยิ่งลักษณ์" สมรสแบบไม่จดทะเบียนกับ "อนุสรณ์ อมรฉัตร" อดีตผู้บริหารในเครือบริษัทซีพี และอดีตกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอ็มลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ของ "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" พี่สาวคนที่ 5 ของ "น้องปู" ในปี 2538 มี "ธนินท์ เจียรวนนท์" ประธานเครือซีพี เป็นประธานงานแต่งงาน
หลังครองรักมานาน 7 ปี มีพยานรักชื่อ "ด.ช.ศุภเสกข์" หรือ "น้องไปค์" อายุ 9 ปี
กระทั่ง ปี 2554 เธอตัดสินใจทิ้งทุกตำแหน่งทางธุรกิจ-เทขายหุ้นทั้งหมด เพื่อลงสู่สนามการเมืองเต็มตัว ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเสนอ "ยิ่งลักษณ์" เป็นแคนดิเดตนายกฯ
แต่ เหนือสิ่งอื่นใดคือเธออยู่ในสถานะ "โคลนนิ่งทักษิณ" และนั่นทำให้เธอเติบโตทางการเมืองแบบ "ก้าวกระโดด" จาก "ซีอีโอหญิง" ผู้ไม่เคยเป็น ส.ส. ไม่ผ่านงานรัฐมนตรี แต่ถูกแทงทะลุตรงไปที่ตึกไทยคู่ฟ้า ในฐานะ "นายกฯหญิงคนแรก" ของสยามประเทศ!!!
(มติชนรายวัน ฉบับ 6 สิงหาคม 2554 หน้า2)
บทเรียน ด้านกลับ พระวิหาร กับ โบอิ้ง 737 บทเรียน การบริหาร
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ปัญหาอันเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร
ปัญหาอันเกี่ยวกับคดียึดและอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่สนามบินมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
เนื้อแท้แล้ว คือ ปัญหาซึ่งเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับ "การบริหารจัดการ"
การบริหารจัดการอันมีมาตั้งแต่ยุคอาดัม กับอีฟ
เมื่อเผชิญหน้ากับซาตาน ณ อุทยาน อีเดนบนสรวงสวรรค์ ต่อเนื่องมาจนถึง
ยุค อเล็กซานเดอร์มหาราช จนถึงยุคของ จักรพรรดินโปเลียน จนถึงยุคของธีโอดอร์ โรสเวลท์
แต่ในความเห็นของมหากูรูระดับ ปีเตอร์ ดรักเกอร์
ได้สรุปอย่างรวบรัดว่า การบริหารจัดการอย่างที่เป็น "ศาสตร์" นั้น
เพิ่งมีการจัดระบบในห้วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ก่อนหน้านั้นไม่มีคำว่า Management อย่างที่เข้าใจกันนับแต่ศตวรรษที่ 20 เรื่อยมา
ต่อกรณีอันเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ต่อ
กรณีอันเกี่ยวกับการยึดและอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737
กล่าวสำหรับบางคนอาจมองเห็นแต่เพียงเรื่องของ "คดีความ"
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ "การบริหารจัดการ"
โจทย์ว่าด้วยกรณีปราสาทพระวิหาร
โจทย์ว่าด้วยการยึดและอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737
กล่าวสำหรับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมิได้เป็นเรื่องของ "คดีความ" อย่างโดดๆ
หากจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเชิง "บริหารจัดการ" อย่างจริงจัง เคร่งครัด
ความผิดพลาดอย่างสำคัญของกรณีปราสาทพระวิหาร
ที่บานปลายใหญ่จากเรื่องเฉพาะส่วนกลายเป็นคดีความ
ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) มาจากอะไร
มาจากกระบวนการทางการบริหารที่ผิดพลาด เลอะเทอะ
ที่เลอะเทอะเพราะว่าการสร้างเงื่อนไขให้เรื่องนี้
มีลักษณะขยายจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสภาพความเป็นจริง
นั่นก็คือ ไม่ยอมรับความเป็นจริงแห่งการดำรงอยู่ของปราสาทพระวิหาร
นั่นก็คือ
ไม่ยอมรับความเป็นจริงจาก คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ)
เมื่อปี 2505 ที่ว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
เมื่อไม่ยอมรับความเป็นจริงพื้นฐานเช่นนี้ ที่ตามมาย่อมเลอะเทอะ
ความเลอะเทอะนี้พวกที่หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นใน กทม.อาจไม่เดือดร้อน
แต่ชาวบ้านบริเวณชายแดนระหว่างศรีสะเกษ สุรินทร์ เดือดร้อน
เดือดร้อนเพราะต้องหลบลูกปืน ต้องหลบระเบิด
ความเลอะเทอะก็คือทำให้เรื่องทวิภาคีกลายเป็นพหุภาคี
ทำให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศกลายเป็นคู่ความไปถึงอาเซียน
สหประชาชาติและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่เป็นมิตร กลับกลายเป็นศัตรูมองหน้ากันไม่ติด
กลายเป็น "ขี้" กองใหญ่รอการชำระสะสางจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
หันไปพิจารณารายละเอียดอันเกี่ยวกับการยึดและอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737
ที่สนามบินมิวนิก เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องควรจบสิ้นตั้งแต่ปี 2552 มาแล้ว
จากปี 2552 มาจนถึงปี 2554 เรื่องกลับบานปลาย
กลายเป็นแม้กระทั่งเครื่องบินอันเป็นพระราชพาหนะของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ก็ต้องถูกลากดึงเข้ามาเกี่ยวข้อง
เกี่ยวข้องกระทั่งต้องมีคำแถลงจากสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์
ทั้งๆ ที่ "...มิได้เป็นผู้สร้างเรื่องหรือเหตุการณ์ข้อพิพาทขึ้นมา
แต่กรณีพิพาทดังกล่าวได้นำมาซึ่งความเดือดร้อนพระราชหฤทัย กระทบต่อพระราชกรณียกิจ
และเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียพระเกียรติยศเป็นอย่างยิ่ง"
อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ที่มีคำแถลงจากสำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ออกมาต่อสาธารณะเช่นนี้
เรื่องนี้เกิดขึ้นในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เรื่องนี้มีความต่อเนื่องมายังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างแน่นอน
การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จะนำภาพเปรียบเทียบไปยังรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างแน่นอน
อย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนถึงกระบวนการของ "การบริหารจัดการ" อันแตกต่างกัน
ความผิดพลาดจากกาลอดีตเป็นบทเรียนอันล้ำค่ายิ่งสำหรับการลงมือบริหารราชการในปัจจุบัน
การเรียนรู้และทำความเข้าใจในความผิดพลาด ในความเลอะเทอะ มีความจำเป็น
ทางหนึ่งเพื่อเป็นบทเรียน ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง เพื่อเสาะหากระบวนการและแนวทางที่ดีกว่า
เป็นกระบวนการที่ดีกว่าในเชิง "การบริหารจัดการ"
(มติชนรายวัน ฉบับ 6 สิงหาคม 2554 หน้า3)
กลุ่ม "ทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554" เผยแพร่เอกสาร อ้างเป็น "คำสั่ง ศอฉ." ว่อนเน็ต
ที่มา มติชน
หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันที่ 6 สิงหาคม รายงานว่า ขณะนี้เว็บไซต์หลายแห่งเผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มที่ใช้ชื่อ "ทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554" ฉบับที่ 3 ซึ่งเปิดเผยเอกสารที่อ้างว่าออกจากศอฉ. เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 เป็นเอกสารลับมาก ถึงผู้รับปฏิบัติ ใจความว่า
ข้อ 2. ตามที่นรม.สั่งการให้ศอฉ.ทำการผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่และ พื้นผิวการจราจร บริเวณสะพานผ่านฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.53 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป
ข้อ 2.7 นปพ.ทบ.จัดชุดปฏิบัติการพิเศษ ปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยบินเฉพาะกิจศอฉ.ในการตรวจการณ์และการใช้แก๊สน้ำตา ทางอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจของทภ.1/กกล.รส.ทภ.1 บริเวณพื้นที่ชุมนุมตามขั้นตอนของกฎการใช้กำลัง
นอกจาก นี้ กลุ่มทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554 ยังเผยแพร่เอกสารลับของศอฉ.อีกฉบับ อ้างว่าเป็นคำสั่งด่วนภายในลงวันที่ 13 เม.ย.53 จากศอฉ.ถึงผู้รับปฏิบัติ ใจความว่า
ข้อ 2. เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของศอฉ.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ จึงให้หน่วยพิจารณาใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่ร้ายแรงและสามารถควบคุมการยิงได้ ในการป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยกำหนดแนวทางในการใช้ ดังนี้
2.1 ใช้อาวุธทำการยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคาม หรือกลุ่มติดอาวุธที่มีท่าทีคุกคามต่อชีวิตเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์
2.2 ให้ใช้อาวุธต่อเป้าหมาย ตามข้อ 2.1 ในระยะ 30-50 เมตร ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมวิถีกระสุนและควบคุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ให้สมควรแก่เหตุและห้ามใช้อาวุธต่อเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงและเด็ก
2.3 การใช้อาวุธ ให้ดำเนินการโดยไม่มุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเป้าหมาย ดังนั้นจึงให้เล็งส่วนล่างของร่างกาย(ตั้งแต่เข่าลงมา) เพื่อระงับ ยับยั้ง การกระทำของกลุ่มติดอาวุธซึ่งมีท่าทีคุมความต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และ ประชาชนผู้บริสุทธิ์
ทั้งนี้ กลุ่มทหารตำรวจประชาธิปไตย 2554 ยังระบุด้วยว่า เร็วๆ นี้จะเผยแพร่เอกสารลับของศอฉ.ชุดใหม่ตามมาอีก

