WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 8, 2011

รายงาน: กระจายอำนาจ รัฐ-ประชาชน-นักวิชาการ ยังเข้าใจไม่ตรงกัน

ที่มา ประชาไท

การ หาเสียง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา บรรดานักการเมืองต่างยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเอาใจคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไป ในทิศทางเดียวกันคือ “การกระจายอำนาจ”

คำถามก็คือ ประชาชนพร้อมที่จะรับ “การกระจายอำนาจ” หรือยัง ภาพการกระจายอำนาจของนักการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ เป็นภาพเดียวกันหรือไม่
สองนักวิชาการที่เสนอรูป แบบการปกครองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน หน้านี้คือ ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ จากมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
ทบวงการ บริหารสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็นข้อเสนอแรกๆ ที่มีการนำมาพูดถึง เพื่อใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ข้อเสนอดังกล่าวเกิดจากผลงานการวิจัยที่ผ่านการสอบถามความต้องการของคนใน พื้นที่ จนได้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จากการลง พื้นที่สอบถามคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ร่วมสามพันคน ผลการสอบถามปรากฏว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่ค่อยพูดเรื่องรูปแบบการปกครองตัวเอง แต่ไปพูดถึงการปรับปรุงแก้ไขกลไกเดิมของรัฐไทยมากกว่า
นั่นคือคำตอบที่บ่งบอกว่า คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ไม่ได้คิดแบ่งแยกดินแดนอย่างที่รัฐไทยเข้าใจ
ดร.สุก รี หลังปูเต๊ะ คณบดีคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา หนึ่งในทีมวิจัย ชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังไม่กล้าพูดถึงการปกครองของรัฐไทย
ขณะ ที่การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายอำนาจยัง ไม่มากพอ ประชาชนจึงยังไม่ค่อยเข้ามามีส่วนร่วม ในการกำหนดรูปแบบการกระจายอำนาจมากนัก
ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ จึงมองว่า วันนี้ภาพที่รัฐบาล ภาคประชาชน และนักวิชาการ มองเรื่องการกระจายอำนาจ ยังไม่ตรงกัน ที่ผ่านมาการพูดถึงการกระจายอำนาจมาจากนักวิชาการเสียส่วนใหญ่ กระแสการพูดถึงการกระจายอำนาจโดยนักการเมืองนั้น ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นเพียงการต่อยอดจากงานวิจัย
ปมปัญหา ของความรุนแรงส่วนหนึ่ง ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ มองว่า เป็นเพราะรัฐบาลไม่ยอมกระจายอำนาจ ทั้งที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 อยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลเร่งกระจายอำนาจตามที่กฎหมายกำหนด เสียงเรียกร้องของประชาชนก็จะไม่เกิดขึ้น และรัฐบาลจะไม่ต้องเผชิญหน้าถึงขั้นแตกหักกัขบวบนการแบ่งแยกดินแดน ที่ออกมาเรียกร้องเอกราช เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ต้องการเพียงการดูแลที่ดีจากรัฐบาลเท่านั้น
“การ เสนอเรื่องการกระจายอำนาจในช่วงแรก เป็นไปบนฐานการวิจัย แต่หลังจากนำเสนอโมเดลแรกคือ ทบวงบริหารสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เริ่มมีการนำโมเดลนี้ไปขยาย จากนั้นก็ตามมาด้วยโมเดลที่สอง สาม สี่ ตอนนี้มีการเสนอโมเดลการกระจายอำนาจของสามจังหวัดชายแดนใต้ เกือบ10 โมเดล” เป็นข้อมูลจากมุมของดร.สุกรี หลังปูโต๊ะ
ไม่ว่าจะ อย่างไรก็ตาม ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี เชื่อมั่นว่า มาถึงวันนี้แล้ว พรรคการเมืองไม่สามารถจะดองเรื่องนี้ไว้ได้อีกต่อไป เพราะจะมีกลุ่มคนคอยทวงถามเรื่องนี้ตลอดเวลา เรื่องนี้จะไม่หายไปจากสังคม
ส่วน ผลจะออกมาอย่างไร ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี มองว่า คงต้องดูที่รัฐบาลว่า มีความพร้อมที่จะกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากน้อยแค่ไหน”
....................................................

14 ปีกระแสกระจายอำนาจชายแดนใต้
การ กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ.2540 เนื่องจากในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้กำหนดหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ จากนั้นมีการออกพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 จนถึงปัจจุบัน นโยบายการกระจายอำนาจในประเทศไทยดำเนินมาเป็นระยะเวลา 14 ปีแล้ว
ความหมายคำย่อ
พ.ร.บ. = พระราชบัญญัติ
จชต. = จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันกฎหมายไทย คปต.เดินรณรงค์ ขอแค่สิทธิประกันตัวนักโทษการเมือง

ที่มา ประชาไท

เครือ ข่ายประชาธิปไตยครึ่งร้อยเดินรณรงค์วันกฏหมายไทยจากอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตยไปศาลฎีกาเรียกร้องสิทธิการประกันตัวนักโทษทางการเมือง ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นผลิตผลของการรัฐประหาร รวมถึงปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม


เครือข่ายประชาธิปไตย ชุมนุมหน้าประตู 1 ศาลฎีกา กทม. 7 ส.ค.54

7 ส.ค.54 เวลา 10.00 น.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เครือข่ายประชาธิปไตยประชาธิปไตย หรือ คปต. (Democracy Networks) ประมาณ 50 คน ชุมนุมเพื่อรำลึกเนื่องในวันรพี หรือวันกฎหมายไทย พร้อมเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว โดยให้สิทธิในการประกันตัวนักโทษการเมือง ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นผลิตผลของการรัฐประหาร รวมถึงปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

หลังจากนั้นเวลา 11.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนไปตามถนนราชดำเนิน ไปยังบริเวณประตู 1 หน้าศาลฎีกา สนามหลวง เพื่อนำเอาป้าย “ขอเศษเสี้ยวความเป็นธรรม” และ “ขอให้ใช้กฎหมายกับคนสั่งฆ่า 92 ศพ” เป็นต้น ไปติดไว้หน้าประตูศาล หลังจากนั้นได้มีการปราศรัยของคนในเครือข่ายก่อนสลายการชุมนุม

นาย เยี่ยมยอด ศรีมันตะ รักษาการประธานเครือข่ายประชาธิป ได้กล่าวปราศรัยชี้แจงบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนเคลื่อนขบวนไป หน้าศาลฎีกาว่า นอกจากวันนี้จะได้มาน้อมรำลึกถึงวันกฎหมายไทยแล้ว พวกเรายังคิดว่า บ้านเมืองของเราจะปกครองประเทศด้วยระบบนิติรัฐ ซึ่งจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ ในการที่จะให้ประเทศหรือประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขด้วยระบบนิติรัฐ วันนี้บ้านเมืองของเราประสบปัญหาเรื่องความเป็นธรรม ขาดหลักการที่สำคัญ แทนที่จะใช้หลักนิติรัฐมาบริหารประเทศ เช่น เรายังมีผู้กระทำผิดซึ่งไม่ได้รับการลงโทษและมีผู้ไม่ได้กระทำความผิดกลับ ได้รับการลงโทษ ดังนั้นเราจึงมารวมตัวกันเรียกร้องหาความเป็นธรรมด้วยวัตถุประสงค์สำคัญ คือ

1. เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกจับกุมคุมขังในกรณีเรียกร้อง ประชาธิปไตย ระหว่างปี 2549-2553 คดีการเมืองรวมทั้งคดีอาญามาตร 112 โดยให้ผู้ถูกดำเนินคดีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ

2. เพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิก ปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นผลิตผลของการรัฐประหาร

3. เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนการตรากฎหมาย กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการตีความกฎหมาย

“ขอใช้โอกาสสำคัญ ในวันนี้ที่เป็นวันกฎหมายไทย เรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับ เคลื่อน ให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรมของไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ สิ่งที่เผชิญหน้าอยู่คือนักโทษการเมือง นักโทษประชาธิปไตย ที่ถูกกล่าวหาที่มีจำนวนมาก ต้องได้รับสิทธิในการประกันตัวทุกคน เพื่อมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม” รักษาการประธานเครือข่ายประชาธิปไตย กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่สำนักงาน Red Power ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) ได้แถลงเรียกร้อง "หยุด 112 หยุดคุกคามประชาชน เราต้องการเสรีภาพ" โดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำเครือข่าย และยังได้ประกาศในนามเครือข่ายว่า จะรณรงค์ล่ารายชื่อ 10,000 ชื่อตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิกมาตรา 112 ผ่านทางรัฐสภา ซึ่งหลังจากนั้น 5 วัน นายสมยศ กลับถูกจับกุมในข้อหาละเมิด​กฎหมายอาญามาตรา 112 และเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา อัยการได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลโดยจะมีการนัดพร้อมเพื่อตรวจพยานหลักฐาน นัดหมายสืบพยานในวันที่ 12 ก.ย.54

ทั้งนี้ตั้งแต่ถูกจับกุมตัวเมื่อ วันที่ 30 เม.ย. จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สมยศยังคงถูกคุมขังอ​ยู่ ณ เรือนจำพิเศษโดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว





เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
นักข่าวพลเมือง: เปิดตัว 'เครือข่ายประชาธิปไตย' เดินเครื่องกิจกรรมยกเลิก ม.112-คืนเสรีภาพผู้ต้องโทษ กม.หมิ่นฯ
'เครือข่ายประชาธิปไตย' รณรงค์ล่าหมื่นชื่อ ยกเลิก 112
'เครือข่ายประชาธิปไตย' จัดเวทีรำลึก 19 พ.ค.ที่สวนลุม ทำพิธีสาปแช่งผู้บงการสังหารหมู่ปชช.
อัยการสั่งฟ้อง ‘สมยศ’ ศาลนัดพร้อม 12 ก.ย.

‘ศอ.บต.’ สุดเก๋ ใช้ป้ายอักษรยาวี เน้นอัตลักษณ์มลายูชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

เลขาธิการ ศอ.บต. เผยส่งล่าม 154 คน ประจำยังหน่วยงานราชการต่างๆ ไฟเขียว หากหน่วยงานใดคิดว่าการใช้ภาษามลายูเพิ่มในป้ายเป็นเรื่องที่สมควร ทำ ทำแล้วเป็นเรื่องที่ดีสามารถทำได้เลย

ป้ายใหม่ของศอ.บต.ที่มีการเพิ่มชื่อภาษามลายูเพิ่ม
นาย ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) กล่าวถึงภาษายาวีประกบกับภาษาไทยในป้ายสำนักงาน ศอ.บต. ว่า เป็นเพราะสำนักงาน ศอ.บต. ตระหนักถึงการตื่นตัวของคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องการแสดงอัตลักษณ์ของตัวเอง และต้องการสื่อสารกับคนในพื้นที่ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษได้ การใช้อักษรในป้ายต่างๆ นั้น มาจากแนวคิดสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาชายแดนภาคใต้ เพราะต้องการให้ทางราชการสื่อสารกับคนในท้องถิ่นได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการประชุมลีมอซา (5 รัฐ 5 วง) สมาคมการท่องเที่ยวเสนอให้ใช้อักษรยาวีและภาษามลายูในสื่อสารกับทางราชการ รวมทั้งใช้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในสามจังหวัด
นาย ภาณุ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานศอ.บต.ได้ส่งล่ามจำนวน 154 คน ไปประจำยังหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น โรงพยาบาล ศาล สถานีตำรวจ สำนักงานที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ ฯลฯ เพื่อสื่อสารระหว่างประชาชนทางราชการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย หรือภาษาอื่นๆ ได้ แต่ไม่มีการบังคับให้หน่วยงานราชการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้ป้ายภาษา มลายู
“หากหน่วยงานใดคิดว่าการใช้ภาษามลายูเพิ่มในป้ายเป็นเรื่องที่สมควรทำ ทำแล้วเป็นเรื่องที่ดีสามารถทำได้เลย ชาวต่างชาติที่มาจากมาเลเซียที่อ่านภาษาอื่นไม่ออก จะได้เข้าใจป้ายที่สื่อออกไป การจัดทำป้ายเป็นภาษามลายู ที่ผ่านมายังไม่มีใครออกมาคัดค้านการใช้ป้ายภาษามลายู ทุกฝ่ายเห็นด้วย” นายภาณุ กล่าว

ฉากจตุพรก่อนพ้นคุกจับมือนักโทษเสื้อแดงแน่นเพื่อนต้องได้อิสรภาพ ธิดารุดช่วยผู้หญิงยิงฮ.ข้อหาโจ๊ก

ที่มา Thai E-News

"วัน นั้น..พวกเรานักโทษเสื้อแดงมาส่งคุณตู่ และพอคุณตู่เดินออกไปแล้ว แกหันหน้าเดินกลับมาหาพวกเราในเรือนจำจับมือผมไว้แน่น และบอกกับผมว่า แกจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือพวกเราทุกคนให้ได​้รับอิสรภาพ และให้คำมั่นว่าจะไม่มีทางทอดทิ้งผู้ต้องขังข้างในแน่นอน"-หนุ่ม เรดนนท์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 สิงหาคม 2554

จตุพรจับมือนักโทษเสื้อแดงแน่นก่อนออกคุกลั่นจะพาเพื่อนสู่อิสรภาพ
นายอานนท์ นำภา ทนายความนักโทษเสื้อแดง และนักโทษคดีหมิ่นฯเล่าในเฟซบุ๊คของ เขาว่า เมื่อวันพฤหัสฯที่ 4 สิงหาคม ได้เข้าไปเยี่ยม"หนุ่ม เรดนนท์"นักโทษคดี 112 มา หนุ่ม เรดนนท์ฝากมาว่า แกสบายดี และฝากขอบคุณพี่น้องที่เข้าไปเยี่ยมทุกคน ทำให้ผู้ต้องขังทุกคนดีใจ และชื่นใจที่รู้สึกว่าทุกคนยังไม่ลืมพวกเขา

ก่อนทนายอานนท์จะกลับ หนุ่ม เรดนนท์ เล่าให้ฟังว่า วันที่คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ออกจากเรือนจำนั้น มีผู้ต้องขังเสื้อแดงหลายคนเดินาส่ง

"เรามาส่ง คุณตู่ และพอคุณตู่เดินออกไปแล้ว แกหันหน้าเดินกลับมาจับมือผมไว้แน่น และบอกกับผมว่า แกจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือพวกเราทุกคนให้ได​้รับอิสรภาพ และให้คำมั่นว่าจะไม่มีทางทอดทิ้งผู้ต้องขังข้างในแน่นอน"

‘ธิดา’ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิงแดง รับจะคุยแกนนำหาทางช่วยเหลือ

ความคืบหน้าในกรณีนี้ หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงาน ว่า วันที่ 5 ส.ค.ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าเยี่ยมและให้การช่วยเหลือผู้หญิง 3 คน ที่ถูกตั้งข้อหายิงเฮลิคอปเตอร์ พร้อมมีอาวุธสงคราม ในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.53 ที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ภายในทัณฑสถานหญิงกลางแห่งนี้ ประกอบด้วย นางนฤมล อรุณรุ่งโรจน์ ,นางเจียม ทองมาก และนางพยอม บุญสูง ซึ่งทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ในแดนแรกรับ รวมทั้งเข้าเยี่ยม นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ‘ดา ตอร์ปิโด’ ที่ถูกคุมขังในคดีหมิ่น และข้อหาอื่นๆรวม 3 ข้อหา

>
ผู้หญิงยิงฮ.? -"จ๋า"นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ ซึ่งเข้าร่วมการต่อต้านเผด็จการนับแต่ยุคบุกเบิกกับกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอา เผด็จการ ผู้ที่รู้จักเธอดีบอกว่านอกจากชอบพกหมาไปชุมนุมด้วย ชอบเสียงดังลั่นร่าเริงเป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็ไม่เคยเห็นว่าเธอชอบพกพาอาวุธแต่อย่างใด แต่ได้มีการจับเธอขังคุกมานานปีเศษ รอตัดสิน10สิงหาคมนี้ โดยกล่าวหาว่าเป็นผู้หญิงยิงฮ.

นางธิดา กล่าวว่าคดีของ นางนฤมล อรุณรุ่งโรจน์ ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันใช้อาวุธยิงเฮลิคอปเตอร์ทหาร และครอบครองอาวุธสงคราม เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 บริเวณแยกคอกวัว และถูกตามจับกุมได้บริเวณบ้านพักในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ปีเดียวกัน ก่อนถูกส่งตัวเข้ามายังเรือนจำแห่งนี้ ต่อมาศาลแขวงพระโขนง ได้พิจารณาโทษจำคุก 1 ปี 3 เดือน และในวันที่ 10 ส.ค.นี้ จะต้องไปฟังการพิจารณาคดีอีกครั้งที่ศาลแขวงพระโขนง จากการพูดคุยกับนายนฤมล เกี่ยวกับเหตุการณ์ทราบว่าเป็นแม่ค้าขายของอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนที่จะมีเฮลิคอปเตอร์ทหารบินมาโปรยใบปลิวและแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม ขณะนั้นมีคนยิงพลุตะไลขึ้นไปบนฟ้าเพื่อขับไล่เครื่องบินทหารลำนั้น โดยนางนฤมลยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงเลย แต่ก็มาถูกติดตามจับกุมภายหลังและยัดข้อหาดังกล่าวให้

ประธาน นปช.กล่าวอีกว่า ส่วนคดีของนางเจียม ทองมาก ถูกดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สี่แยกราชประสงค์ และข้อหาก่อการร้าย ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ถูกจับพร้อมกับคนอื่นรวม 9 คน ในจำนวนนี้มีเยาวชนรวมอยู่ด้วย 2 คน และคดีอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของศาล

โดย นางเจียม เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า นางเจียมเดินทางมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มชุมนุมบริเวณราช ประสงค์ และมีหน้าที่ดูแลโรงครัว อยู่บริเวณเต๊นท์สวนลุมพินี ต่อมาช่วงบ่ายของวันที่ 19 พ.ค.53 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้สั่งให้ทหารกระชับพื้นที่ยึดพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม ทำให้เขากลัวและวิ่งหนีมายังเวทีใหญ่ ราชประสงค์ ขณะเดียวกันบนเวที นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม และบอกให้ผู้ชุมนุมไปรวมตัวที่สนามกีฬาฯ ซึ่งจะมีรถมารับกลับบ้าน แต่ไม่สามารถออกได้ เขาจึงวิ่งหนีไปหลบในห้าง ก่อนที่จะเริ่มมีการเผา และมีระเบิดลงหลังเวทีใหญ่ ขณะหลบอยู่ในห้างได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวพร้อมผู้ชุมนุมคนอื่นๆ รวม 9 คน และตั้งข้อหา ร่วมกันเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด และคดีก่อการร้าย ขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาล

พะยอม:ฉัน โดนโทษ 1 ปี 6 เดือน ตอนนี้ติดมา 1 ปี 3 เดือนแล้ว หลังจากสิ้นเดือนกรกฎาคม ฉันก็จะนับถอยหลังไปอีก 3 เดือน 14 วัน เพื่อรอให้ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 9 โมงเช้า ฉันก็จะพ้นโทษออกไปจากที่นี่ และสัญญาว่าจะไปร่วมต่อสู้ด้วยกันกับพี่น้องข้างนอกต่ออย่างแน่นอน

ส่วน คดี นางพะยอม บุญสูง ถูกดำเนินคดีในข้อหา ครอบครองวัตถุระเบิด จำนวน 2 ลูก ถูกจับเมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 ก่อนจะสลายการชุมนุมเพียงวันเดียว พร้อมกับสามี คือนายโชค ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยถูกจับขณะกำลังยืนขายเสื้อผ้าอยู่บริเวณแผงขายของในพื้นที่การชุมนุม ส่วนระเบิดทั้ง 2 ลูก ไม่ทราบว่าเป็นของใครถูกซุกอยู่ในถุงเงาะและนำมาวางไว้ข้างแผง ขณะถูกจับกุมได้เกิดความกลัวจึงยอมรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของระเบิดดังกล่าว และศาลได้พิจารณาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีเช่นกัน

นางธิดากล่าวว่าสำหรับนาง ดารณี ขณะนี้พบว่ายังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ตัวเขามีปัญหาเรื่องกราม ทำให้พูดไม่ชัด ขณะเยี่ยมตนจึงได้ให้กำลังใจขอให้นางดารณีต่อสู้ต่อไป หลังจากนี้ ตนก็จะนำข้อมูลที่ได้จากผู้หญิงทั้ง 3 ราย รวมทั้งคดีของนางดารณี ไปหารือกับบรรดาแกนนำอีกครั้ง เพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป และก่อนเดินทางกลับนางธิดา ได้ฝากเงินเข้าบัญชีให้กับผู้หญิงทั้ง 3 และนางดารณี คนละ 2,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในคุก

19 สิงหาคม ร่วมใจมอบของขวัญสีแดงแด่นักโทษเสื้อแดงทั่วประเทศครั้งที่ 2

สำนัก กฎหมายราษฎรประสงค์ ร่วมกับ กลุ่ม เรดแคมฟ็อก , พี่นกแดง , ไทยฟรีนิวส์ , สหายสีแดง และพี่น้องผองเพื่อน รวมทั้งอีกหลายๆท่าน เชิญร่วมกิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง"ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 สิงหาคม และจะจัดงานนี้ทุกวันที่ ๑๙ ซึ่งตรงกับวันสังหารหมู่ประชาชน ในเหตุการณ์๑๙พฤษภา ๕๓ เป็นวันที่พวกเราจะแสดงพลังและแสดงน้ำใจเพื่อเพื่อนเราในเรือนจำ

กิจกรรม นี้จะจัดขึ้นพร้อมๆกันทั่วประเทศ คือ เราจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้วประเทศ พร้อมๆกัน และจะมอบน้ำใจ เป็น ของใช้ที่จำเป็นแด่เพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำ ดังที่เราเคยทำมาแล้ว

เพื่อ ให้เพื่อนผู้ต้องขังมีกำลังใจ และเพื่อยืนยันว่า "เราไม่ทอดทิ้งกัน" สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการสนับสนุน อีกครั้ง

กิจกรรม : วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ หน้าเรือนจำทั่วประเทศ !

๐๙.๐๐ น. : "จุดเทียนกลางวัน ขับไล่อำนาจมืดที่ซ่อนเร้น" เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมืองหน้าเรือนจำทั่วประเทศ

๑๐.๐๐ น. : เข้าเยี่ยม ถามไถ่สารทุกข์ มอบกำลังให้เพื่อนในเรือนจำ

๑๑.๐๐ น. : พบปะพูดคุย ทำความรู้จักกันระหว่างเพื่อนที่เข้าเยี่ยม กำหนดกิจกรรมรณรงค์ร่วมกัน

หมายเหตุ : "ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง" กล่องละประมาณ ๕๐๐ บาท

สำหรับผู้ต้องขังมั่วประเทศ ๑๒๕ คน

ปัจจุปันได้รับการสนับสนุนจาก พี่ๆกลุ่มเรดแคมฟ็อกแล้ว ๕,๐๐๐ บ. และกลุ่มพี่นกแดง ๕,๐๐๐ บาท

ที่เหลือจากกองทุน "ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง" สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

ท่านที่ประสงค์สมทบทุนเพิ่มเติม

ชื่อบัญชี นายยุทธการ โสภัณนา และ/หรือ นายอานนท์ งามสนิท และ/หรือ นายอานนท์ นำภา

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสี่แยกศรีวรา

เลขบัญชี ๑๔๐ – ๒๕๖๕๙๗ – ๙

ติดต่อสอบถามทนายอานนท์ นำภา anonnumpa@gmail.com

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง

-โลกลืมเธอ..'จ๋า'ผู้หญิงยิงฮ.ข้อหาบันลือโลก


-เสียงเล็กๆจากนัก"พะยอม"โทษหญิงเสื้อแดง:อีก3เดือน14วันตอน9โมงเช้า14พ.ย.ฉันจะได้ออกไปสู้ร่วมกับพี่น้อง

-เสียงร้องจากเรือนจำมหาสารคาม:คุก5ปี8เดือนกับภาพอยุติธรรมที่ตำตา เบื้องหลังแพ้คดีที่ตำใจ

วิกิลีกส์:ข้อมูลแย้งจดหมายตระกูลวิวัชรวงศ์

ที่มา Thai E-News



บทความแปลโดย: ดวงจำปา
ที่มา เว็บบอร์ด Internet Freedom

หมายเหตุจากผู้แปล:จาก ซีรี่ย์ที่โพสต์ไว้แล้วทั้งสองภาค ดิฉันจึงขอนำเอาบันทึกของเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในขณะนั้น คือ เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ บอยซ์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548ที่ตีพิมพ์ออกมาจากวิกิลีกส์ (บทความได้ถูกเผยแพร่ทางสาธารณะมาเป็นเวลานานพอสมควร) เข้ามาเปรียบเทียบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในข้อที่ 9 ซึ่งบ่งระบุถึงการรับผิดชอบในด้านค่าใช้จ่าย และความสัมพันธ์ฉันญาติ

ผู้ แปลไม่ขอแสดงหรือวิจารณ์เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีความต้องการให้ท่านผู้อ่าน กระทำการเปรียบเทียบกับซีรี่ย์ทั้งสองชุดแรก และกระทำการชั่งใจว่า อะไรน่าจะเป็นของแท้ หรือ อะไรที่น่าจะเป็นของเทียม หรือมีทั้งสองอย่างผสมผสานกันอยู่ กรุณาใช้วิจารณญาณของตัวท่านเอง เป็นผู้ตัดสินค่ะ

ที่ดิฉันต้องการนำเอาเรื่องของทางวิกิลีกส์ เข้ามาโพสต์ เพราะต้องการให้เนื่อหาในซีรี่ย์มีความสมดุลย์กัน (ตอนแรกดิฉันก็ชั่งใจอยู่นานว่า ควรจะแปลหรือไม่แปลดี ปรากฎว่า ตัดสินใจว่าจะแปลให้ เพราะดิฉันต้องให้ความเป็นกลาง โดยการฟังทั้งสองฝ่ายค่ะ)

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ในการนำเสนอนี้ ไทยอีนิวส์นำเสนอเฉพาะความเกี่ยวข้องในข้อที่ 9 เท่านั้น และเซ็นเซอร์-แก้ไขข้อความบางตอน ดังต่อไปนี้


9.เปลี่ยน เรื่องไปที่อดีตภรรยาของ(เซ็นเซอร์) คือ หม่อม(เซ็นเซอร์) [หรือที่เรียกกันว่า หม่อม เบนซ์] ผมได้โทรศัพท์ไปคุยกับ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ดร.จิรายุได้กล่าวว่า เมื่อการเดินทางครั้งล่าสุดของ(เซ็นเซอร์)ย่าของทั้งสี่คน ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อนุญาตให้หม่อมเบนซ์และลูกๆ ของเธอได้เข้าพบได้

แต่หม่อมเบนซ์ไม่ได้ติดต่อกับคณะผู้ติดตาม ต่อมาภายหลัง ย่าของทั้งสี่ได้ขอร้องให้เอกอัครราชฑูต ศักดิ์ทิพย์ (ไกรฤกษ์) เดินทางไปที่รัฐฟลอริด้า เพื่อที่จะพบกับหม่อมเบนซ์ และ ลูกๆ ของเธอ แต่หม่อมเบนซ์ได้ปฎิเสธการขอพบอีกเช่นกัน

ที่เห็นได้ชัดก็คือ มีเรื่องประเด็นในเรื่องค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เรื่องหนึ่งกับลูกชายคนที่สาม ของหม่อมเบนซ์ (คุณจักรีวัชร์) มีรายงานว่า (เซ็นเซอร์)ที่เป็นพ่อของทั้งสี่ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดแจ้งว่า จะเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วยตัวเอง และไม่ต้องการให้(เซ็นเซอร์-ย่า) หรือ(เซ็นเซอร์-ปู่) ของทั้งสี่ มาเป็นภาระเกี่ยวกับประเด็นในอดีตครอบครัวของเขา

***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54

-จดหมายถึงเมืองไทย:มุมมองนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาฝรั่งต่อจดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ฉบับล่าสุด

ไก่อูโชว์โง่สารภาพเอกสารสั่งฆ่าเสื้อแดงของแท้ แถใครเผยความจริงน่าละอาย มาร์คชิ่งเทือกรับเต็ม

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 สิงหาคม 2554


"สรรเสริญ"ยอมรับเอกสารลับศอฉ.รั่ว อายมีคนเผยแพร่แต่ไม่อายที่ฆ่าผู้ชุมนุม

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่มีการนำเอกสารลับของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีคำสั่งนรม.10 เม.ย. 53 ให้ขอคืนพื้นที่กลุ่มชุมนุมคนเสื้อแดง บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มาเผยแพร่ทางเวปไซต์และในสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับ ว่า ต้องถามคนที่นำออกมาเปิดเผยว่ามีเจตนาอะไรกันแน่ แต่อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารของศอฉ.จริง

หาก อ่านเนื้อหาในเอกสารดังกล่าวจะพบว่ามีเนื้อหาเดียวกับที่ได้แถลงการณ์ต่อ สาธารณะแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ศอฉ.ทุกนายทำตามขั้นตอนและกรอบของกฎหมาย รวมทั้งรายละเอียดข้อปฏิบัติก็เป็นไปตามระเบียบข้อกฎหมายหลักสากลในการ สลายกลุ่มผู้ชุมนุม

“อย่างไรก็ตามยันยันว่าสิ่งที่ศอฉ.ดำเนินการนั้น ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของ ประชาชนที่อาจจะถูกทำร้ายจากลุ่มคนชุดดำที่แฝงตัวปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ถ้ามีคนหนึ่งคนใดนำเอาเอกสารความลับทางราชการออกมาเปิดเผยและตัวท่านก็เป็น คนหนึ่งที่อยู่ในองค์กร ไม่รู้สึกละลายใจบางเลยหรือ มีความจงรักภักดีต่อหน่วยงานของตนเองอยู่หรือไม่” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

อภิสิทธิ์หนูไม่รู้ชิ่งให้เทือกรับเต็มๆ
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กำกับดูแล ศอฉ.อยู่ และไม่มีการส่งเรื่องมาให้ดู จึงไม่รู้ว่าเป็นเอกสารอะไร ควรนำเอกสารนี้ไปให้นายสุเทพ เผื่อจะรู้

ทั้งนี้แม้ในเอกสารจะเปิดเผยว่านายอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นนรม.เป็นผู้สั่งการก็ตาม

ก่อน หน้านี้ในการปราศรัยทิ้งทวนที่ราชประสงค์ก่อนเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม นายสุเทพกล่างวตอนหนึ่งว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะได้ตั้งรัฐบาล หากจะเช็กบิลให้มาเล่นงานตน นายอภิสิทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง


เทือกรับเป็นคนสั่ง เฉไฉรัฐบาลใหม่ใช้เป็นเหตุตามเช็กบิล



วันนี้ (7 ส.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศอฉ.ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่มีหนังสือพิมพ์บางฉบับได้มีการเปิดเผย เอกสารลับว่า ศอฉ.สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปฏิบัติการต่อผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 10-13 เม.ย.53 ว่า ตนไม่สามารถคาดเดาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้รายงานข่าวนี้ แต่เห็นว่าอาจทำให้ประชาชนเข้าใจความจริงในเรื่องนี้คลาดเคลื่อนและเข้าใจ ผิดต่อผู้สั่งการ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการได้ ตนจึงต้องการชี้แจงว่า 1.เอกสารคำสั่งการได้ตัดวันที่ที่สั่งการออกไปไม่นำมาแสดงไว้ แต่เขียนคำบรรยายว่าสั่งการในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 53 โดยเน้นว่าเป็นคำสั่งอนุญาตใช้ปืนในเหตุการณ์คืนพื้นที่ 10 เมษาฯ พร้อมกับ ขีดเส้นใต้สีแดง โดยเน้นข้อความในคำสั่งให้ใช้อาวุธทำการยิงเมื่อปรากฏภัยคุกคาม หรือกลุ่มติดอาวุธให้ใช้อาวุธต่อเป้าหมายตามข้อ 2.1 ในระยะ 30-50 เมตร และให้เล็งส่วนล่างของร่างกายตั้งแต่เข่าลงมา หากผู้อ่านมีเวลาอ่านเฉพาะส่วนที่พาดหัวข่าว ที่เน้นขีดเส้นใต้สีแดงไว้ จะเข้าใจเอาได้ว่าในวันที่ 10 เมษายน 53 ทาง ศอฉ.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ปืนยิงประชาชน

นายสุเทพกล่าวว่า คำสั่งปฏิบัติการที่นำมาลงแสดงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เป็นคำสั่งที่ลงวันที่ 13 เมษายน 2553 สั่งการหลังเกิดเหตุกรณีคนชุดดำนำอาวุธสงครามมาฆ่าเจ้าหน้าที่ และประชาชน เมื่อ 10 เมษายน 53 เป็นคำสั่งที่ออกมาภายหลังเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้น ถึง 3 วัน ซึ่งเหตุที่ ศอฉ.ต้องสั่งการเช่นนี้เพราะเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย.มีคนชุดดำแฝงตัวปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง นำอาวุธสงครามร้ายแรงชนิดต่างๆ มายิงใส่เจ้าหน้าที่ และประชาชน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน บาดเจ็บประมาณ 800 คน ถือเป็นความสูญเสียที่รุนแรง ศอฉ.จำเป็นต้องระงับยับยั้งป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นอีก แต่ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 10 เม.ย.เหตุการณ์รุนแรงยังไม่ยุติ คนชุดดำถืออาวุธร้ายแรงยังปะปนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ทำการก่อเหตุร้ายต่อเนื่องแทบทุกวัน ศอฉ.จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ “ปืนลูกซอง” ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่ร้ายแรง สามารถควบคุมการยิงได้เพื่อป้องกันตัวเจ้าหน้าที่เอง และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้รอดพ้นจากภัยการคุกคามของคนชุดดำที่ติดอาวุธ

อีก ทั้งในคำสั่งยังระบุเรื่องการควบคุมวิถีกระสุนควบคุมความเสียหายที่จะ เกิดขึ้น โดยให้ดำเนินการโดยไม่มุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเป้าหมาย เพื่อระงับ ยับยั้งคนร้ายที่ถืออาวุธคุกคาม ชีวิตเจ้าหน้าที่และประชาชน ต้องการเพียงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่านั้น จึงมีคำสั่งชัดเจนว่า ในการใช้อาวุธให้เล็งยิงส่วนล่างของร่างกายตั้งแต่เข่าลงมา

“ขอย้ำ ว่า สำเนาคำสั่งที่พาดหัวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เป็นคำสั่งการในวันที่ 13 เม.ย. ไม่ใช่ 10 เม.ย.อย่างที่เขาพยายามจะให้ผู้อ่านเข้าใจผิด และการสั่งการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธ “ปืนลูกซอง” มุ่งหมายเพื่อควบคุมความสูญเสีย ไม่ต้องการให้เสียหายร้ายแรง”

นอก จากนี้ยังมีการนำสำเนาคำสั่งวันที่ 10 และ 13 เม.ย.มาลงแสดงไว้ แต่ได้มีการขีดเส้นใต้เฉพาะข้อความบางส่วน เพื่อให้คนอ่านเข้าใจผิดในทำนองว่า ศอฉ.ตั้งใจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธ นอกจากนั้นยังอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ว่าเป็นคำสั่งการในเหตุการณ์เดียว กัน ทั้งที่ความจริง ศอฉ.ได้สั่งการห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธโดยเด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน คือ โล่ กระบอง รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และปืนลูกซองที่ใช้กระสุนยาง ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการควบคุมฝูงชนที่เป็นสากลอย่างเคร่งครัด

แต่ ปรากฏว่า ในวันที่ 9 เมษายน 53 กลุ่มผู้ชุมนุมนับหมื่นคนได้บุกโจมตีเจ้าหน้าที่ที่รักษาการณ์อยู่ที่สถานี ดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว ใช้ก้อนหิน ไม้ มีด เป็นอาวุธทำร้าย เจ้าหน้าที่บาดเจ็บนับร้อยคน และได้ยึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ไปเป็นจำนวนมาก การที่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ที่สถานีไทยคม เมื่อ 9 เม.ย.53 และอาวุธประจำกายถูกฝ่ายผู้ชุมนุมยึดไปหลายร้อยรายการ ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจมีการนำอาวุธนั้นมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ ศอฉ.จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ แต่ต้องใช้เพื่อการป้องกันตนเองและประชาชนที่เจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครอง เท่านั้น

“ในคำสั่งที่อนุญาตให้ใช้อาวุธเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และ ประชาชนนั้น ได้สั่งการชัดเจนว่า ใช้อาวุธได้เฉพาะในกรณีที่มีผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเอง และประชาชน เท่านั้น และระบุชัดเจน ใช้อาวุธเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวเป็นอันตราย ต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ และ ประชาชนที่สำคัญ ได้สั่งการชัดเจนว่า “หากจำเป็นต้องใช้อาวุธ ต้องใช้ตามลำดับขั้นที่กำหนดไว้”

นายสุเทพ ยืนยันว่า ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ และประชาชนให้รอดพ้นจากภัยคุกคามจากผู้ก่อเหตุร้าย การสั่งการต่างๆ ของ ศอฉ.เป็นไปเพื่อเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง มุ่งหมายรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้ายต่อประชาชน ศอฉ.ได้กำหนดมาตรการในการระงับ ยับยั้งเหตุร้ายต่างๆ โดยพยายามให้มีความเสียหายน้อยที่สุด และเมื่อเหตุการณ์ร้ายนั้นผ่านพ้นไปเป็นเวลาปีเศษแล้ว รัฐบาลชุดที่แล้วได้ตั้งคณะกรรมการที่เป็นคนกลางทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จ จริงทั้งหมดเพื่อรายงานต่อประชาชนต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเชื่อมโยงกับบรรดาผู้ก่อเหตุ และผู้ต้องหาก่อการร้ายหลายคนก็ได้เป็น ส.ส.ในสังกัดพรรครัฐบาล ผู้ต้องหาก่อการร้ายบางคนอาจได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลเป็นผู้กุมอำนาจรัฐจะสั่งการให้สอบสวนดำเนินคดีต่อตนซึ่งเป็นผู้รับ ผิดชอบสั่งการในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมทุกข้อหา

เปิดรายละเอียดเอกสารลับ แง้มไต๋ยังมีทีเด็ดอีกหลายชุดตามมา

ก่อน หน้านี้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้อ้างตนว่าเป็น"คณะกรรมการทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔"ได้เปิดเผยเอกสารทางราชการฉบับหนึ่ง โดยแจ้งว่า เพื่อความจำเป็นต้องหยุดยั้งมิให้ผู้ทรงอำนาจทางทหารในปัจุบันกระทำการสร้าง มูลเหตุคดีจากการเลือกตั้งอันนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยโดยเร็วไวที่สุด ซึ่งเป็นการทำลายชาติและกองทัพได้อีกต่อไป จึงขอส่งมอบหลักฐานเอกสารการสั่งการในการสังหารประชาชนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ให้กับประชาชนทั้งประเทศเพื่อดำเนินการตามกฏหมาย กับผู้ทรงอำนาจทางทหารดังนี้

๑.วิทยุด่วนภายใน ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ (ลับมาก) คำสั่งศอฉ. กห.๐๔๐๗.๔๕/๔๒ ลงนามโดย รอง นรม.(รองนายกรัฐมนตรี) ตามเอกสารที่แสดงให้ดู ในเอกสารชุดที่ ๑ จำนวน ๒ หน้า และเอกสารชุดที่ ๒ จำนวน ๑ หน้า เป็นวิทยุด่วนมากใน ๑๓ เมษายน ๒๕๕๓ ลงนามโดย ผบ.ทบ.ดังนี้

เอกสารชุดที่ ๑ และ ๒ ขยายความตามที่ทหารได้รับคำสั่งดังนี้

๑.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการให้ศอฉ.ใช้กำลังทหารที่มีอาวุธเข้าผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมใน ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ตั้งแต่ ๑๓.๓๐น. โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี เป็นคนลงนามในคำสั่ง และมีพล.ท.อักษรา เกิดผล ผช.เสธ.ฝยก. พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง.เสธ.ฝยก. และพล.อ.พิรุณ แพ้วพลสง เสธ.ทบ. และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมต.กห. เป็นผู้ลงนาม ตรวจร่างในคำสั่งดังกล่าว โดยมีความสำคัญของเนื้อหาดังนี้

๑.๑อนุญาตให้ทหารใช้อาวุธได้และใช้ยานเกราะรถ รสพ. (รถสายพานลำเลียงพล) ในการปฏิบัติการ
๑.๒ใช้แก๊สน้ำตาแบบวิตถาร คือ โปรยจากเฮลิคอปเตอร์
๑.๓ไม่มีมาตรการจากเบาไปหาหนัก เพียงแต่แจ้งว่า แจ้งเตือนด้วยวาจาแล้วยิงปืนได้เลย
๑.๔มีชายชุดดำเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติการ
๑.๕มีพลซุ่มยิง ซึ่งยิงจากตึกสูงในพื้นที่ปฏิบัติการ (ซึ่งมีการสั่งการ แยกการจากคำสั่งฉบับนี้)

๒.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้สั่งการในวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๕๓ ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจนถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยการสั่งการครั้งนั้น ผลที่เกิดขึ้นคือ

๒.๑ทำให้ทหารเข้าใจว่ามีผู้ก่อการร้ายในกลุ่มผู้ชุมนุม
๒.๒อนุมัติให้ทหารใช้กระสุนจริงยิงต่อเป้าหมายได้ แม้จะสั่งว่าให้ยิงในระยะ ๓๐-๕๐ เมตร โดยทำการยิงต่ำกว่าระดับหัวเข่าลงมา

๓.ผลที่เกิดขึ้น

๓.๑มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนต่างประเทศ
๓.๒มีเหตุการณ์ทั้งภาพและเสียง มีทหารใช้กระสุนจริง
๓.๓มีพลซุ่มยิงซึ่งเป็นพลซุ่มยิงของทหาร
๓.๔หลังการปฏิบัติการมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้เสียชีวิตคน
ใดแต่งกายชุดดำและมีอาวุธติดตัวอยู่ในขณะที่เสียชีวิต

๔.การวิเคราะห์

๔.๑สมมติฐาน เหตุใดพลซุ่มยิงถึงยิงผู้ชุมนุมที่ศีรษะได้อย่างแม่นยำจนเสียชีวิตและเหตุใดทหารและพลซุ่มยิงถึงไม่ยิงชายชุดดำ

๔.๒คำตอบจากข้อ ๓.๑ คือ มีการสั่งการลับให้มีชุดปฏิบัติการพิเศษของนปพ.ทบ. แต่งกายเป็นชายชุดดำเข้าสร้างสถานการณ์ (และถูกสวมรอยโดยชายชุดดำของพล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งจัดกำลังจาก ฉก.นราธิวาส ตามแถลงการณ์ฉบับที่๒)

๔.๓ นายกรัฐมนตรี , รองนายกรัฐมนตรีและผบ.ทบ. แม้จะปฏิบัติภายใต้อำนาจ พรบ.ความมั่นคงและภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม บุคคลดังกล่าวทั้ง ๓ ย่อมอยู่ภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายอันสูงสุด สั่งให้ทหารใช้กระสุนจริงยิงเข้าไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมจนทำให้ผู้ชุมนุมเสีย ชีวิตและสภาพศพถูกกระสุนที่ศีรษะและหน้าอกเป็นส่วนใหญ่และไม่ปรากฏว่ามีชาย ชุดดำเสียชีวิตและพบอาวุธติดตัวผู้ตายแต่อย่างใด แม้ว่าหากมีผู้ก่อการร้ายจริง ถามว่า บุคคลทั้ง ๓ ตัดสินด้วยการให้ยิงได้เลยหรือ? และกลุ่มคนต่างๆเหล่านั้นเป็นคนไทยมิใช่หรือ? สั่งให้เค้าตายอย่างนั้นได้อย่างไร มีอำนาจมากขนาดนั้นหรือ?

๔.๔ไม่ ปรากฏการสั่งการหรือการปฏิบัติของ ศอฉ. โดยนายกรัฐมนตรี , รองนายกรัฐมนตรีหรือ ผบ.ทบ. ที่สั่งการทหารใช้น้ำฉีด ใช้แก๊สน้ำตา ตามหลักสากลที่นานาชาติใช้ดำเนินการต่อผู้ชุมนุม แต่มีการใช้แก๊สน้ำตา โปรยจากเฮลิคอปเตอร์ซึ่งมีที่เดียวในโลก

๔.๕เอกสารชุดที่ ๑ (เหตุการณ์ในห้วง ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓) จำนวน ๓ แผ่นนี้ คือหลักฐานที่ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะกรรมการศอฉ. ต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตทั้ง ๙๑ ศพและผู้บาดเจ็บอีกกว่า ๒,๐๐๐ นาย และต้องยอมรับผิดต้องขอโทษต่อประชาชนและตกเป็นผู้ต้องหาในการสั่งการให้ สังหารประชาชน

ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่ดำเนินการดังกล่าว คณะกรรมการทหารตำรวจประชาธิปไตย ๒๕๕๔ จะนำเอกสารชุดที่ ๒ ชุดที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงของการสั่งการเหตุการณ์ในห้วง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มาเสนอต่อประชาชนต่อไป


******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-เอกสารทหาร2ฉบับมัดมาร์คแน่น โฆษณาชวนเชื่อขอใบอนุญาตฆ่า91ศพ รบเต็มอัตรากระสุนจริง-Sniper

-รายงานข่าวเชิงสืบสวน:เปิดเอกสารลับทหาร+รายงานคอป.ชี้ชัดไม่มีชายชุดดำ มีแต่ชายใจดำสังหาร92ศพ

ผู้ชายหลายฉายา

ที่มา Thai E-News


"ดีแต่พูด" "สูตรราบ11"
"มาร์ค ม.7" "มะม่วงจำบ่ม"
"ทรราช ฟันนำ้นม"
"เทพอุ้มสม" "ฟ้าประทาน"

อยากโก้ๆ "โอบามาร์ค"
"หมีหน้าฮ้าก" "หนีทหาร"
"มาร์คกู้ๆ" แสนรู้งาน
"กู้ โกง แจก แดก" จริงๆ

จบ "อ๊อกเหล็ก" "เด็กนรก"
"หล่อแม่ยก" สาวกหญิง
"หล่อหลักลอย" "ร้อยศพ"ยิง
อิง "โพเดี้ยม" บีบนำ้ตา

"ฆาตกร" บนกองศพ
เลียประจบ ซบ "กราบหมา"
"คนดี"(ของ) เปรมิกา
นาม "ไอ้ฟัก" "มาร์คมุขควาย"

"เด็กดิ้อ" หรือ "เด็กโง่"
"ไข่ชั่งโล" โก้ ship หาย
" ตอแหล" "แถ" น่าอาย
ชายผ้านุ่ง ......... "หัวถุงยาง"

โดย Ngaesai

Sunday, August 7, 2011

เอแบคโพลล์ชี้ปชช.ต้องการรัฐบาลอยู่ครบวาระ-ห่วง‘ยิ่งลักษณ์’ถูกใส่ร้าย

ที่มา ช่าวสด



นาย นพดล กรรณิการ์ ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง โผคณะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ 1 ในสายตาของสาธารณชน ช่วงโค้งสุดท้าย จำนวน 2,114 ตัวอย่าง วันที่ 3-6 ส.ค. พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.7 ไม่เห็นด้วยที่จะให้กลุ่มนายทุนมาเป็นรัฐมนตรี ขณะที่ร้อยละ 25.4 เห็นด้วยที่จะให้กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรี แต่ร้อยละ 42.7 ไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ประชาชนร้อยละ 41.0 อยากให้โอกาสรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ทำงานจนครบวาระ ขณะที่ร้อยละ 13.2 ให้โอกาสไม่เกิน 6 เดือน ส่วนความคาดหวังต่อการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พบว่า ร้อยละ 51.0 คาดหวังปานกลาง ร้อยละ 43.0 คาดหวังมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 6.0 คาดหวังน้อยถึงไม่คาดหวังเลย

เมื่อถามถึงข้อห่วงใยของประชาชนต่อการกลั่นแกล้งทางการเมืองที่อาจจะ เกิดต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ พบว่าร้อยละ 43.6 ห่วงใยต่อการใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีมูลความจริง ร้อยละ 40.8 ห่วงใยต่อการทำลายภาพลักษณ์ สร้างเรื่องไม่สร้างสรรค์เช่น คลิปตัดต่อต่างๆ และร้อยละ 37.2 ห่วงการขุดคุ้ยเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับการทำงาน เป็นต้น

ปิยบุตร: การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์ในลิคเตนสไตน์

ที่มา ประชาไท

ปิยบุตร แสงกนกกุล

ที่มา: เว็บไซต์นิติราษฏร์

สวีเดน ตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๑๙๗๔ รัฐธรรมนูญนี้ประกอบด้วยเอกสารทางกฎหมาย ๔ ฉบับที่มีค่าในระดับรัฐธรรมนูญ ได้แก่ โครงสร้างทางการเมืองการปกครอง, กฎมณเฑียรบาล, การรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, การรับรองเสรีภาพของสื่อ

สาระ สำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ คือ การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ในทางการเมือง โดยยังยืนยันให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่มีมรดกตกทอดมาทางประวัติศาสตร์เท่านั้น กล่าวเช่นนี้ อาจเข้าใจกันว่า ระบอบของสวีเดนก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ประมุขเป็นกษัตริย์ ดังเช่น สหราชอาณาจักร สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น แต่หากพิจารณารัฐธรรมนูญของสวีเดนโดยละเอียดแล้วจะพบว่ามีความแตกต่างอย่าง มีนัยสำคัญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกเทคนิค “การลงพระปรมาภิไธย-การสนองพระบรมราชโองการ”

กระบวนการนิติบัญญัติ ของสวีเดนกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญเลยว่า เมื่อสภา Riksdag (สวีเดนใช้ระบบสภาเดียว) ลงมติเห็นชอบในร่างกฎหมาย รัฐบาลต้องประกาศให้ร่างกฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายโดยไม่มีเงื่อนไข จะเห็นได้ว่า องค์กรผู้ทำหน้าที่ประกาศใช้กฎหมาย คือ รัฐบาล ไม่ใช่กษัตริย์เหมือนดังประเทศอื่นที่ใช้กษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งต้องมีกระบวนการทูลเกล้าฯถวายร่างพระราชบัญญัติให้กษัตริย์ทรงลงพระ ปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก็เช่นกัน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานสภา Riksdag (สวีเดนเรียกตำแหน่งประธานสภาว่า “โฆษกสภา”) ทำหน้าที่เสนอชื่อบุคคลผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยประธานสภาจะหารือกับทุกพรรคการเมือง จากนั้นจึงเสนอชื่อให้สภา Riksdag ลงมติเห็นชอบ หากสภา Riksdag มีมติไม่เห็นชอบ ประธานสภาต้องเสนอชื่อบุคคลอื่นขึ้นไปใหม่ ในกรณีที่เสนอไป ๔ ครั้ง สภา Riksdag ยังไม่มีมติเห็นชอบ ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาใหม่ ภายใน ๙๐ วัน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ พบว่าเมื่อประธานสภาเสนอชื่อครั้งแรก สภา Riksdag ก็จะมีมติเห็นชอบทันที เพราะ ก่อนจะเสนอชื่อ ได้มีการหารือเป็นการภายในกันก่อนแล้วนั่นเอง เมื่อสภา Riksdag ลงมติเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานสภาเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ความข้อนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการตัดพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีของกษัตริย์ และให้ประธานสภา Riksdag ทำหน้าที่แทน

บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๔ ที่แสดงให้เห็นชัดถึงการลดพระราชอำนาจของกษัตริย์อีกประการหนึ่ง คือ การยุบองค์กรองคมนตรี เดิมสวีเดนมีองคมนตรีซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่กษัตริย์แต่งตั้งขึ้นเพื่อทำ หน้าที่ให้คำปรึกษา แต่ด้วยระบอบการปกครองประชาธิปไตยสมัยใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๔ ไม่มีความจำเป็นต้องมีองคมนตรีอีกต่อไป เพราะ องค์กรที่ปรึกษากษัตริย์ในทางการเมือง ก็คือรัฐบาลนั่นเอง

ในหมวด ประมุขของรัฐ ยังคงมีบทบบัญญัติเกี่ยวกับความคุ้มกันของกษัตริย์ไว้ว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้ ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ กษัตริย์ต้องปรึกษาหารือนายกรัฐมนตรีก่อนทุกครั้ง หากกษัตริย์พักงานในหน้าที่ไปเกิน ๖ เดือน หรือล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาอาจเสนอให้ที่ประชุมสภาพิจารณาว่าสมควรถอดกษัตริย์ออกจากบังลัง ก์หรือไม่ ในกรณีกษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไม่มีบุคคลใดทำหน้าที่กษัตริย์ ให้สภา Riksdag เลือกบุคคลใดมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนชั่วคราว หากไม่มีบุคคลใดได้รับความเห็นชอบ ก็ให้ประธานสภา Riksdag เป็นผู้สำเร็จราชการแทน

จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ๑๙๗๔ ได้ลดพระราชอำนาจของกษัตริย์จนเหลือเพียงบทบาทในทางสัญลักษณ์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญก็ยังคงกำหนดให้กษัตริย์มีส่วนร่วมในทางการเมืองอยู่บ้างใน ๓ กรณี

กรณีแรก บทบัญญัติในมาตรา ๑ แห่งหมวด ๕ กำหนดว่านายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องแจ้งข่าวคราวของกิจการบ้านเมืองให้ กษัตริย์รับทราบด้วย กรณีที่สอง กษัตริย์ทรงเป็นประธานในการประชุมร่วมพิเศษ การประชุมนี้จะมีขึ้นเฉพาะกรณีจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น ในความจริง บทบาทการดำเนินการประชุมอยู่ที่ประธานสภา ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นประธานในที่ประชุมเพียงแต่ในนามเท่านั้น และกรณีที่สาม กษัตริย์ทรงเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากิจการต่างประเทศ

เมื่อ กษัตริย์สวีเดนแทบไม่หลงเหลือพระราชอำนาจทางการเมืองอีกเลย จึงอาจเกิดข้อสงสัยกันว่า แล้วสวีเดนยังคงรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้เพื่ออะไร? คำตอบก็คือ การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์สวีเดน เป็นไปเพื่อรักษามรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ไว้เท่านั้น โดยปัจจุบันกษัตริย์สวีเดน ทำหน้าที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะ เข้าร่วมพิธีการสำคัญ เข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมสภา และเป็นผู้มอบรางวัลโนเบลเท่านั้น

ตรงกันข้ามกับสวีเดน ลิคเตนสไตน์มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี ๒๐๐๓ เพื่อเพิ่มพระราชอำนาจทางการเมืองให้กับเจ้าชาย (ลิคเตนสไตน์เรียกประมุขของรัฐว่า “เจ้าชาย”)

เจ้าชายมีพระราชอำนาจ ทางการเมืองในหลายกรณี ตั้งแต่การควบคุมรัฐบาล การมีส่วนร่วมในกระบวนการนิติบัญญัติ การแต่งตั้งผู้พิพากษา ตลอดจนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ กำหนดว่า กรณีที่รัฐสภาหรือเจ้าชายไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งไป ในระหว่างนั้น เจ้าชายจะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศไปพลางก่อน เมื่อปฏิบัติหน้าที่ไปได้ ๔ เดือน รัฐสภาจะพิจารณาลงมติว่าไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป หรือไม่

ในส่วนของกระบวนการนิติบัญญัติ เมื่อรัฐสภาทูลเกล้าฯถวายร่างพระราชบัญญัติให้เจ้าชายทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย หากเจ้าชายไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัตินั้นกลับมาภายใน ๖ เดือน ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไป

เมื่อเจ้าชายทรงมีพระราชอำนาจ ทางการเมืองโดยแท้เช่นนี้ แต่บทบัญญัติในมาตรา ๗ กลับรับรองความคุ้มกันของเจ้าชายไว้ว่า เจ้าชายไม่ต้องรับผิดและไม่อาจถูกฟ้องในศาล และบทบัญญัติในมาตรา ๖๓ กำหนดเช่นกันว่าเจ้าชายไม่ถูกควบคุมโดยรัฐสภา ความข้อนี้ เป็นการนำหลักการซึ่งปรากฏในประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์มาใช้ โดยลืมไปว่าที่กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดนั้น เพราะกษัตริย์ไม่ได้มีและใช้อำนาจทางการเมืองโดยแท้ แต่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการที่เป็นผู้ใช้อำนาจอย่างแท้จริง

การ คัดเลือกผู้พิพากษาก็เช่นกัน รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่สรรหา โดยมีเจ้าชายเป็นประธาน เจ้าชายจะเสนอรายชื่อบุคคลผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษามาส่วนหนึ่ง รัฐสภาเสนอรายชื่อมาส่วนหนึ่ง และรัฐบาลเสนอรายชื่อมาอีกส่วนหนึ่ง จากนั้นให้รัฐสภาลงมติเลือก

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐธรรมนูญลิคเตนสไตน์จะกำหนดความคุ้มกันให้กับเจ้าชายอยู่มาก แต่มีบทบัญญัติกำหนดให้ประชาชนได้มีโอกาสควบคุมเจ้าชายโดยตรง ในสองช่องทาง ดังนี้

ช่องทางแรก พลเมืองจำนวน ๑๕๐๐ คนขึ้นไป มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติไม่ไว้วางใจเจ้าชายได้ เมื่อรัฐสภารับเรื่องแล้ว ก็จะส่งต่อให้เจ้าชายและสำนักพระราชวังพิจารณา การเข้าชื่อดังกล่าวไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายใดๆ แต่เป็นเจ้าชายและสำนักพระราชวังที่จะพิจารณาเองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ช่อง ทางที่สอง พลเมืองจำนวน ๑๕๐๐ คน ขึ้นไป มีสิทธิเข้าชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อล้มเลิกระบอบกษัตริย์ได้ จากนั้นรัฐสภาจะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐขึ้นภายใน ๑ ปี หรืออย่างช้าไม่เกิน ๒ ปี ในขณะเดียวกัน เจ้าชายก็มีสิทธิจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของตนด้วย เมื่อมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พลเมืองลงประชามติว่าเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใด (ซึ่งอาจมี ๓ ฉบับให้เลือก ได้แก่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ร่างรัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐที่รัฐสภาจัดทำ และร่างรัฐธรรมนูญที่เจ้าชายจัดทำขึ้น)

อนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มพระราชอำนาจของเจ้าชายของลิคเตนสไตน์นี้ จัดทำร่างขึ้นโดยสำนักพระราชวัง ในระหว่างจัดทำและก่อนมีการลงประชามตินั้น คณะกรรมาธิการเพื่อประชาธิปไตยด้วยกฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า คณะกรรมาธิการเวนิส ซึ่งสังกัดอยู่กับ Council of Europe ได้วิจารณ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วยพระราชอำนาจทางการเมืองของเจ้าชายนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักการในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เมื่อพิจารณาจาก การลดพระราชอำนาจกษัตริย์ของสวีเดน และการเพิ่มพระราชอำนาจเจ้าชายของลิคเตนสไตน์แล้ว พบว่า กรณีของสวีเดนมีความสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ และลดพระราชอำนาจลงมากไปกว่าในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุขด้วยกัน จนอาจกล่าวได้ว่า สวีเดนไม่ได้ใช้ระบอบ Constitutional Monarchy แต่เป็น ระบอบ Semi-Republic Semi-Monarchy ตรงกันข้าม กรณีของลิคเตนสไตน์ที่เพิ่มพระราชอำนาจทางการเมืองให้กับเจ้าชายค่อนข้างมาก ถึงขนาดที่เจ้าชายเป็นองค์กรหนึ่งที่ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงร่วมไปกันกับ รัฐสภา รัฐบาล และศาล อาจกล่าวได้ว่า ลิคเตนสไตน์ไม่ได้ใช้ระบอบการปกครองประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบ Semi- Constitutional Monarchy

----------------------------------------------------

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 กันยายน 2550

ทปอ. มีมติเลื่อนเปิดเทอมมหาวิทยาลัยให้ตรงกับชาติอาเซียน

ที่มา ประชาไท

ที่ ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยมีมติให้มีการเลื่อนเปิดภาคเรียน มหาวิทยาลัยให้ตรงกับประเทศอาเซียน เริ่มปี 2555 ส่วนกรณีการรับตรงนักศึกษามหาวิทยาลัยร่วมกันจะเสร็จสิ้นภายในเดือน มี.ค. เตรียมการออกข้อสอบ 7 วิชาไว้พร้อมแล้ว

สำนักข่าวไทย รายงานวานนี้ (6 ส.ค.) ว่า ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 4/2554 เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ในการเตรียมพร้อมมหาวิทยาลัยเข้าสู่ประชาคมอา เซียน โดยจะเริ่มภายในปีการศึกษา 2555 ด้วยการเลื่อนการเปิดภาคเรียนให้เป็นสากล จึงทำให้ต้องเปลี่ยนจากการเปิดภาคเรียนเดือนมิถุนายน เป็นราวต้นเดือนกันยายนแทน เหมือนกับประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศที่มีการเปลี่ยนตรงกันแล้ว ซึ่งจะมีประโยชน์ในด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาที่อาจจะเป็นอุปสรรคได้ หากการเปิด-ปิดภาคเรียนของไทยไม่ตรงกับประเทศสมาชิกอาเซียน

อย่างไร ก็ดี นอกจากไทยต้องปรับเข้าหาประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ยังมีประเด็นที่ประเทศเพื่อนบ้านต้องปรับบ้าง คือ จำนวนปีที่นักเรียนเรียนก่อนเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ประเทศไทยและบางประเทศใช้เวลาเรียน 12 ปี แต่สำหรับพม่าและฟิลิปปินส์เรียน 10 ปี จึงอาจต้องออกแบบหลักสูตรให้ประเทศที่เรียนจำนวนปีน้อยกว่าได้เรียนเพิ่ม เช่น อาจมีวิชาปรับพื้นฐาน เป็นต้น เนื่องจากอาจจะกระทบกับอัตราค่าจ้างได้ หากจบปริญญาตรี แต่มีการเรียนในจำนวนปีที่น้อยกว่า เป็นต้น ส่วนประเด็นการรองรับวิทยฐานะ เป็นรายละเอียดที่จะดูต่อในอนาคต

สำหรับ การเตรียมการสอบรับตรงนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยร่วมกัน ประธาน ทปอ. กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคไปแล้ว เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เช่น เรื่องการยืนยันสิทธิ การตัดสิทธิ การออกบัตรประจำตัวผู้สอบ โดยการรับตรงร่วมกันจะทำให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม เพื่อไม่ให้กระทบกับการสอบแอดมิชชั่นส์กลาง ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน - ต้นเดือนพฤษภาคม ดังนั้น เรื่องการออกข้อสอบ 7 วิชาได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาใดๆ มีการจัดเวิร์กชอปการเตรียมการด้านเทคนิคเรียบร้อยแล้ว กรอบเวลาต่างๆ ในการยืนยันสิทธิ ตัดสิทธิ ทำความเข้าใจกับสถาบันต่างๆ การสมัครหลายๆ มหาวิทยาลัยทำอย่างไร

ประธาน ทปอ. กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นพ้องต้องกันอีกหลายประเด็น อาทิ การเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัยทั้ง 79 แห่ง จำนวนร้อยละ 5 ซึ่งหากไม่รีบจัดสรรให้ทันปีงบประมาณ 2554 จะทำให้เกิดผลกระทบกับการจัดสรรงบประมาณบุคลากรปี 2555 โดย ทปอ.จะทำหนังสือยื่นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ จากนั้นจะเข้าชี้แจงด้วยตนเอง