WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 9, 2011

TCIJ: “ปลอดประสพ” ออกหน้าเจรจาขบวนภาคประชาชน รับสานนโยบายต่อ

ที่มา ประชาไท

ภาพโดย: เอก ตรัง
เครือ ข่ายประชาชนเหนือ-อีสาน-ใต้ เคลื่อนขบวนร่วมเครือข่ายใน กทม.รุกเสนอ “นโยบายประชาชน” ต่อนายกหญิง ถึงรัฐสภา ดันธนาคารที่ดิน-โฉนดชุมชน-ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ด้าน “ยิ่งลักษณ์” ส่ง “ปลอดประสพ” เจรจา








เช้า วานนี้ (8 ส.ค.54) เครือข่ายประชาชนจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และกทม.ราว 1,000 คน รวมตัวกันที่บริเวณหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นนโยบายภาคประชาชนให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้บรรจุนโยบายดังกล่าวลงในนโยบายของรัฐบาล โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมารับข้อเสนอ
นายปลอดประสพ กล่าวว่า ภายหลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะหาช่อง ทางเพื่อหารือกับเครือข่ายฯ อย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ทางพรรคเพื่อไทยได้ระลึกว่า เพราะทางสมาชิกเครือข่ายฯ สนับสนุน ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะถึง 265 เสียง อย่างไรก็ตามปัญหาที่ได้เสนอมา เฉพาะ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยคงจะทำไม่สำเร็จ ดังนั้นต้องขอความร่วมมือกับเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาให้คลี่คลาย
“เรื่อง ที่ประชาชนเสนอนั้น ส่วนหนึ่งเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยเตรียมดำเนินการ อย่างไรก็ตามคงต้องมีการคุยในรายละเอียดอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่วนกรณีที่เครือข่ายฯ เสนอให้นำข้อเรียกร้องไปทำเป็นนโยบายรัฐบาลด้วยนั้น ผมยืนยันว่าจะรับไปดำเนินการอย่างแน่นอน” นายปลอดประสพ กล่าว
ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากนี้จะนัดประชุมเพื่อยืนยันกฎหมายที่ค้างสภาฯ โดยจะรับรองภายใน 60 วันเพื่อไม่ให้กฎหมายตกไป โดยในส่วนของ พ.ร.บ.สัญชาติฯ จะมีการรับรองและผ่านเป็นกฎหมายแน่นอน ส่วนกฎหมายการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ ขณะนี้อยู่ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมทั้ง 2 สภา ว่าจะดำเนินการต่อไปหากทางเครือข่ายฯ ต้องการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ให้ส่งสัญญาณมา เพื่อพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านการพิจารณาโดยเร็ว
ก่อน หน้านี้ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา 145 เครือข่ายประชาชน เสนอ 15 นโยบายด่วน พร้อมเร่งรัดกฎหมาย 9 ฉบับ ในงาน “นโยบายประชาชน: ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน สร้างรัฐสวัสดิการ” ที่ลานธรรม สวนโมกข์กรุงเทพฯ ขณะที่สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้จัดขบวนรถจักรยานยนต์กว่าร้อยคันมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมออกแถลงการณ์ระบุถึงการจัดเวที “สัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง” เมื่อ 24 มิ.ย.54 ซึ่งตัวแทนพรรคเพื่อไทยให้คำมั่นว่าหากชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลจะนำเอา ปัญหาการกระจายการถือครองที่ดิน ธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าไปบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาล โดยการเคลื่อนขบวนใหญ่ครั้งนี้มาเพื่อทวงถามสัญญาเหล่านั้น
ใน ส่วนภาคอีสาน เมื่อวันที่ 7 ส.ค.54 เครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) สมัชชาคนจน กรณีกลุ่มผู้เดือดร้อนจากเขื่อนปากมูล กลุ่มผู้เดือดร้อนจากสวนป่าพิบูลมังสาหาร เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) สลัมสี่ภาค ร่วมกับ ขปส.จัดขบวนรถจักรยานยนต์เข้าสมทบกับเครือข่ายภาคประชาชนจากภาคเหนือ เพื่อเข้าพบว่าที่นายกรัฐมนตรี หวังให้การแก้ไขปัญหาของแต่ละเครือข่ายเดินหน้าต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม
นอก จากนี้ ในวันเดียวกันเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานยังได้ ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 “สานต่อภารกิจประชาชน ปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นธรรม” เรียกร้องให้คณะรัฐบาลชุดใหม่สานต่อแนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยประชาชน ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และจัดตั้งกลไกการแก้ไขปัญหาร่วมโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมให้เร่งมีคำสั่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยุติการจับ กุม ข่มขู่ คุกคาม และดำเนินคดีชาวบ้านในพื้นที่สมาชิกเครือข่ายฯ และให้สามารถทำประโยชน์ในพื้นที่พิพาทไปพลางก่อน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกับรัฐบาลต่อไป
ทั้งนี้ ข้อเสนอของ 145 องค์กรเครือข่ายประชาชน มีรายละเอียดดังนี้
145 องค์กรเครือข่ายประชาชน
เสนอ 3 นโยบายหลัก 15 นโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล
และให้เร่งรัดพิจารณากฎหมาย 9 ฉบับ
เพื่อปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน สร้างรัฐสวัสดิการ
บน ผืนแผ่นดินไทย คนร่ำรวยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศมีทรัพย์สินรวมกันคิดเป็นร้อยละ 69 ของประเทศ ครอบครองความร่ำรวย เกือบ 3 ใน 4 ขณะที่คนยากจนที่สุดร้อยละ 20 มีทรัพย์สินรวมกันเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น
แผ่นดินที่ได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลับเป็นแผ่นดินที่ความเหลื่อมล้ำสูงสุดติดอันดับโลก
จาก ความทุกข์ยากอันเกิดจากความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เห็นดาษดื่น เจนตา ปัญหาความยากจน ทั้งสิทธิและโอกาส ปัญหาการถูกกีดกันเข้าไม่ถึงทรัพยากรอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งที่ดินเพื่อทำกินและที่อยู่อาศัย การเข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคม ทั้งหลักประกันการศึกษาและสุขภาพ การถูกกดค่าจ้างแรงงานเพื่อผลประโยชน์ของนายทุน การต้องแบกรับหนี้สินอันเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวและฉ้อฉล ต้องแบกรับกับผลกระทบจากมลภาวะอุตสาหกรรมเพื่อความรุ่งเรืองของประเทศ และท้ายที่สุดคือการต้องถูกเบียดขับจากกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรม
เครือ ข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน จึงรวมตัวกันเพื่อจัดทำนโยบายภาคประชาชนเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นนโยบายของประเทศและที่สำคัญยิ่งกว่า คือ เป็นเครื่องมือของประชาชนเองในการติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล มีดังต่อไปนี้
1. นโยบายปฏิรูปโครงสร้างอำนาจรัฐ
1. ยกเลิกองค์กรส่วนภูมิภาค เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดตรง ให้มีอิสระในการเก็บภาษีและงบประมาณ
2. ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด ให้มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั้งประเทศและปรับใช้กับการสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้กลุ่ม อื่นๆ เช่น แรงงานนอกระบบ เกษตรกรในระบบพันธะสัญญา ผู้ผลิตเพื่อขาย หาบเร่ แผงลอย และอาชีพอิสระอื่น
3. ออกกฎหมายโฉนดชุมชน และออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินและจัดเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า
4. ทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แหล่งน้ำระหว่างประเทศ และชะลอโครงการผันน้ำขนาดใหญ่ เช่น กรณีโครงการโขง เลย ชี มูล ให้มีการประเมินโครงการเขื่อนที่สร้างไปแล้วทุกเขื่อน เช่น กรณีเขื่อนปากมูล เป็นต้น
5. ยกเลิกคดีพิพาทเรื่องที่ดิน การจัดการทรัพยากรและสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคดีคนจนด้านที่ดิน ทรัพยากรและการเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เกิดจากปัญหาโครงสร้างการจัดการที่ดิน และการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของรัฐที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งลุกลามเป็นคดีความขึ้นทั่วประเทศ
2. นโยบายเพิ่มอำนาจประชาชน
1. ให้มีกองทุนพัฒนาสตรีเป็นองค์กรอิสระ สนับสนุนการมีส่วนร่วม ส่งเสริมโอกาสของผู้หญิง และขจัดความรุนแรง การค้ามนุษย์ ที่กระทำต่อเด็กและสตรี
2. เร่งให้มีการออกกฎหมายองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ และการปรับปรุงคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีสัดส่วนผู้บริโภคไม่น้อย กว่ากึ่งหนึ่ง
3. จัดสรรเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้มีสัดส่วนมาสมทบเพิ่มมากขึ้นสำหรับกอง ทุนดูแลกลุ่มเปราะบาง หมายถึง กลุ่มประชากรที่มีเงื่อนไขหรือปัจจัยบางประการ ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเข้าไม่ถึงโอกาสและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการ ดำรงชีวิต การถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน การถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึง เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน แรงงานข้ามชาติภาคบริการและการก่อสร้าง รวมถึงผู้ที่สังคมเรียกว่าผู้ด้อยโอกาสด้วยเงื่อนไขอื่น
4. หยุดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถาวร หนุนพลังงานหมุนเวียนทุกตำบล ยกเลิกสัมปทานและให้มีกฎหมายคุ้มครองทรัพยากรแร่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของพลเมือง รวมทั้งพัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน และยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในกิจการสาธารณูปโภค
5. ให้ รัฐบาลไทยปฏิบัติและมีมาตรการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิของชนเผ่า พื้น เมืองในประเทศไทย ตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์ระหว่างประเทศ และออกกฎหมายและมาตรการมารับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยอย่าง โดยรัฐต้องให้การสนับสนุนกิจกรรมและงบประมาณในการทำกิจกรรมรณรงค์อย่างพอ เพียง
3. นโยบายสร้างรัฐสวัสดิการ
1. ปรับเปลี่ยนจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นกองทุนหลักประกันการศึกษาที่ปลอดดอกเบี้ย ให้ทุกคนเข้าถึงกองทุน รวมทั้งมีการออกแบบการใช้ คืนเงินกู้ที่ไม่ใช่การบังคับให้เริ่มใช้คืนในปีที่สองหลังจบการศึกษา แต่ให้ยืดหยุ่นตามสภาพการมีงานทำ การมีรายได้พอจ่ายภาษี จึงเริ่มจ่ายคืนกองทุน
2. รักษาทุกคน รักษาทุกโรค ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ใช้ระบบภาษี ไม่เก็บ 30 บาท และให้มีกองทุนเยียวยาความเสียหายจากบริการสาธารณสุข ลดการฟ้องร้องแพทย์และพัฒนาคุณภาพบริการ
3. สานต่อโครงการบ้านมั่นคง เพื่อสร้างหลักประกันที่อยู่อาศัยให้มีนโยบายนำที่ดินรัฐมาจัดสรรเป็นที่ อยู่อาศัยสำหรับคนจน เช่น ที่ดินการรถไฟ ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินสาธารณะ ที่กรมศาสนา และที่วัด เป็นต้น โดยให้เช่าในอัตราต่ำ ใช้ระบบกรรมสิทธิ์ และการบริหารจัดการร่วมกันโดยชุมชน
4. ตั้งกองทุนบำนาญชราภาพพื้นฐานสำหรับทุกคน 1,500 บาทแทนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จ่ายรายเดือนให้ผู้สูงอายุทุกคน ทั้งนี้เพื่อให้ยังชีพได้ และสามารถมีรายได้เข้าไปสะสมในกองทุนการออมแห่งชาติได้ด้วย
5. ยกเลิกการนำเข้าสารเคมีการเกษตรอันตราย มีระบบประกันรายได้เกษตรกร ประกันภัย ประกันราคาผลผลิต ยกเลิกหนี้สินเกษตรกรในกรณีตาย พิการ สูงอายุ เป็นต้น
เร่งรัดกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย 9 ฉบับ
1. ร่าง พ.ร.บ.องค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ พ.ศ. ....
2. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....
3. ร่าง พ.ร.บ.การเลือกปฏิบัติว่าด้วยเพศสภาพ พ.ศ. ....
4. จัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามพ.ร.บ.ความปลอดภัยจากการทำงาน พ.ศ.2554
5. ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. .... (ฉบับผู้ใช้แรงงาน 14,500 รายชื่อ)
6. ร่าง พ.ร.บ.บำนาญประชาชน พ.ศ. ....
7. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ….
8. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ พ.ศ. ...
9. รัฐบาลต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสตรีที่มีอยู่มีประสิทธิภาพใน การบังคับใช้มากขึ้น และกฎหมายบางฉบับที่ปิดกั้นสิทธิและเลือกปฏิบัติต่อสตรีต้องมีการแก้ไข : ตัวอย่างกลุ่มกฎหมายที่ยังมีปัญหาในการบังคับใช้และปิดกั้นสิทธิได้แก่
1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนามัยเจริญพันธุ์
2. กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก[1]
3. พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
4. พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535
5. การส่งเสริมสถานภาพทางกฎหมายของ “ภิกษุณี” เพื่อเติมเต็มพุทธบริษัท 4 ในประเทศไทย
พร้อมจัดตั้งกระบวนการติดตามนโยบายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
- สภาประชาชน ประเมินและติดตามผลงานรัฐบาลทุก 6 เดือน โดยแต่ละข่ายจะเกาะติดนโยบายกระทรวงที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวงอย่างใกล้ชิด
- ความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนกับสื่อมวลชน ในการติดตามนโยบายรัฐบาล กำหนดตัวผู้ประสานงานหลัก
กิจกรรมต่อเนื่อง
- วันที่ 6 ส.ค. ภาคเหนือ เครือข่ายที่ดินและทรัพยากร จะเคลื่อนขบวนมอเตอร์ไซด์จากลานครูบาศรีวิชัยเชียงใหม่ แวะศาลากลางจังหวัดต่างๆ เพื่อยื่นข้อเสนอ แวะพิษณุโลกค้างคืนและรวมขบวนกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือล่าง
- วันที่ 7 ส.ค.ภาคอีสาน เครือข่ายที่ดินและทรัพยากร เคลื่อนขบวนด้วยมอเตอร์ไซค์ เช่นกัน นัดเจอกับภาคเหนือที่สระบุรี เพื่อมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ หยุดพักที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต
- วันที่ 8 ส.ค. ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ด้วยขบวนมอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อรวมขบวนกับเครือข่ายประชาชนใน กทม.กว่า 1,000 คน จากนั้นจะเดินทางไปพบ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รัฐสภา เพื่อเสนอนโยบายและทวงสัญญาประชาคมที่พรรคการเมืองต่างๆลงนามไว้ที่ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อ 24 กรกฎาคม2554
145 องค์กรเครือข่ายประชาชน
เป็น การรวมตัวกันของเครือข่ายประชาชน อันได้แก่ เครือข่ายองค์กรประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ, เครือข่ายผู้พิการ, เครือข่ายผู้ ติดเชื้อฯ, เครือข่ายผู้บริโภค, เครือข่ายผู้สูงอายุ, เครือข่ายสลัม 4 ภาคและคนไร้บ้าน, เครือข่ายเกษตร, เครือข่ายองค์กรสตรีฯ, เครือข่ายการ ศึกษา, เครือข่ายแรงงานนอกระบบ, เครือข่ายแรงงานสมานฉันท์, เครือข่ายเยาวชน และ สภาองค์กรชุมชน
ที่มา: เฟซบุ๊ก สุนี ไชยรส

สมศักดิ์ เจียมฯ:การได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาคุ้มค่ากับคนตาย เจ็บ พิการ ติดคุกหรือไม่?-คำตอบคือ"ไม่"!

ที่มา Thai E-News

หาก เปรียบเทียบคำแถลงรับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ 4 คนหลังสุด สิ่งทีน่าสะดุดใจคือ ถ้ามองในแง่ "ตัวบท" (text) ยิ่งลักษณ์ "ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณ" มากสุด มีการ quote พระราชดำรัส พระราชทานปริญญาที่เธอเข้าร​ับ ที่ ม.ช. ด้วย ดูเหมือนคราวนี้ ทีม "เพื่อไทย" speech writer ทำงานซีเรียสมาก

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ผมเห็นใจ คุณยิ่งลักษณ์(ทักษิณ), เห็นใจ นักการเมืองเพื่อไทย นะ

แต่คนที่ผมเห็นใจยิ่งกว่า คือคนทีตาย บาดเจ็บ พิการ ติดคุก

และผมเห็นว่า ก่อนที่ใครจะรีบพูดเรือ่ง "ต้องประคับประคองรัฐบาลให้อยู่รอดก่อน" "ต้องแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจก่อน" "ต้อง ..." ฯลฯ

โปรดหยุดคิดสักนิด ถึงชีวิต (ของคนตาย) ความเป็นอยู่ (ของคนเจ็บพิการ) และอิสรภาพ (ของคนติดคุก) ...

ผมยังเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ มีค่าและสำคัญยิ่งกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ กับความอยู่รอดปลอดภัยของนักการเมือง-รัฐบาล

....

ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจ ความรู้สึกของผมคือ การเมืองระดับการตั้งรัฐบาล และสิ่งที่ดูเหมือนรัฐบาลจะทำ (ที่พูดๆกันเรื่อง "ปากท้อง เศรษฐกิจ" อะไรแบบนั้น) เมื่อเทียบกับ ความสูญเสีย-การเสียสละ (90 กว่าศพ หลายพันพิการ) ต้องบอกว่า "ห่างกัน" เยอะมาก

หรือพูดแบบภาษาการค้าแบบไม่เกรงใจคือ เป็นการ "ลงทุน" ที่ "ไม่คุ้ม" หรือ "ขาดทุน" อย่างย่อยยับมหาศาล

- จะมีการปลดนายทหาร และปฏิรูปกองทัพหรือไม่ (ตอบ: คงไม่)
- จะมีการปฏิรูประบบตุลาการ ศาล หรือไม่ (ตอบ: คงไม่)
- จะมีการทำอะไรกับปัญหาองคมนตรี และในที่สุด คือ ปัญหาสถานะ/อำนาจ ของสถาบันฯ ในลักษณะปฏิรูป ให้เป็นประชาธิปไตย หรือไม่ (ตอบ: ฝันไปก่อน)

สรุป: ร่วมร้อยชีวิต และอีกนับพันที่พิการ เป็น อะไรที่น่าเสียดาย และ "ไม่คุ้ม" อย่างยิ่ง

Monday, August 8, 2011

The Timesอ้างการสัมภาษณ์1ใน4พี่น้องวิวัชรวงศ์ยืนยันเป็นเจ้าของจดหมายลงวันที่29ก.ค.54จริง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 สิงหาคม 2554

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊คของเขาว่า "จม.จาก 4 พี่น้อง วิวัชรวงศ์ เป็นของจริง (ขอบคุณ Richard Lloyd Parry จากโพสต์ใน New Mandala)

Richard Lloyd Parry ผู้สื่อข่าว The Times ได้อีเมล์ถาม วัชเรศร (คนที่ 2) ซึ่งเป็นทนายใน สนง. กม. รัฐนิวยอร์ค ยืนยันว่าจริง แต่ไม่อยากคุยอะไรเพิ่มเติม)

The Times ปัจจุบัน ไม่ให้ดูฟรีแล้ว ต้องเป็นสมาชิก แต่สามารถดูหัวข้อ โดยเข้าไปตาม link พิมพ์ search คำว่า Thailand หัวข้อข่าวของวันที่ 5 สิงหาคม มีคำว่า ".... Thai prince..."

ก่อนหน้านี้มีข้อสงสัยกันว่าจดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์เป็นของแท้หรือ ไม่? เนื่องจากมีเนื้อหาซึ่งขัดกันกับข้อมูลที่วิกิลีกส์นำเสนอก่อนหน้านี้

โดยวิกิลีกส์อ้างบันทึกของเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยใน ขณะ นั้น คือ เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ บอยซ์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ซึ่งมีใจความว่า

9.เปลี่ยนเรื่องไปที่อดีตภรรยาของ(เซ็นเซอร์) คือ หม่อม(เซ็นเซอร์) [หรือที่เรียกกันว่า หม่อม เบนซ์] ผมได้โทรศัพท์ไปคุยกับ ดร. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ดร.จิรายุได้กล่าวว่า เมื่อการเดินทางครั้งล่าสุดของ(เซ็นเซอร์)ย่าของทั้งสี่คน ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อนุญาตให้หม่อมเบนซ์และลูกๆ ของเธอได้เข้าพบได้

แต่หม่อมเบนซ์ไม่ได้ติดต่อกับคณะผู้ติดตาม ต่อมาภายหลัง ย่าของทั้งสี่ได้ขอร้องให้เอกอัครราชฑูต ศักดิ์ทิพย์ (ไกรฤกษ์) เดินทางไปที่รัฐฟลอริด้า เพื่อที่จะพบกับหม่อมเบนซ์ และ ลูกๆ ของเธอ แต่หม่อมเบนซ์ได้ปฎิเสธการขอพบอีกเช่นกัน

ที่เห็นได้ชัดก็คือ มีเรื่องประเด็นในเรื่องค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เรื่องหนึ่งกับลูกชายคนที่สาม ของหม่อมเบนซ์ (คุณจักรีวัชร์) มีรายงานว่า (เซ็นเซอร์)ที่เป็นพ่อของทั้งสี่ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดแจ้งว่า จะเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วยตัวเอง และไม่ต้องการให้(เซ็นเซอร์-ย่า) หรือ(เซ็นเซอร์-ปู่) ของทั้งสี่ มาเป็นภาระเกี่ยวกับประเด็นในอดีตครอบครัวของเขา

***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-จดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ ลงวันที่ 29 ก.ค. 54

-จดหมายถึงเมืองไทย:มุมมองนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาฝรั่งต่อจดหมายจากตระกูลวิวัชรวงศ์ฉบับล่าสุด

วงศาคณาญาติ

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 8 สิงหาคม 2554)


สำนัก ข่าว TCIJ รายงานว่า ในสภาที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งมาครั้งนี้ มี ส.ส.89 คนที่มีญาติอยู่ในสภาเดียวกัน เพราะต่างมาจากตระกูลการเมือง 42 ตระกูล

คอลัมนิสต์ท่านหนึ่งของบางกอกโพสต์บอกว่า ที่จริงมีมากกว่านี้เสียอีก เพราะมี ส.ส.ที่นามสกุลไม่ตรงกัน แต่เป็นญาติกันอีกจำนวนหนึ่ง ซ้ำหากมองให้กว้างกว่านั้นขึ้นไปอีก คือรวมไปถึงนักการเมืองที่ถูกห้ามเล่นการเมือง ก็ยังมีพ่อ, เมีย และญาติสายอื่นๆ เข้ามานั่งในสภาอีกจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน

การเมืองในระบบสภาของเรา จึงเป็นเรื่องของการต่อรองกันระหว่างกลุ่มตระกูลหรือครอบครัว (และเครือข่าย) เพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น

ใครๆ ก็คงเห็นพ้องต้องกันว่า นี่เป็นอาการเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะของประชาธิปไตยไทยแน่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าความเจ็บป่วยนี้เกิดขึ้นจากอะไร หลายคนคงยกความผิดให้แก่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งฝ่ายเดียว คนเหล่านี้มี "บารมี" อย่างสูงในท้องถิ่นของตน เป็นที่พึ่งของคนในท้องถิ่น ทั้งครอบครัวและเครือข่ายได้รับความภักดีจากคนในท้องถิ่น จนสมัคร ส.ส.เมื่อไรก็ได้รับเลือกตั้งเมื่อนั้น

นี่เป็นวิธีมองที่ว่า การเถลิงอำนาจของครอบครัวการเมืองเป็น "กิริยา" กล่าวคือเป็นการกระทำของนักการเมือง (ชั่วๆ) เอง แต่เราอาจมองในทางกลับกันได้ว่า การเถลิงอำนาจของครอบครัวการเมืองเหล่านี้เป็น "ปฏิกิริยา" กล่าวคือครอบครัวตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง โดยการรวมพลังของกลุ่มใกล้ชิดที่เรียกว่าครอบครัว เพื่อเข้าไปหาประโยชน์ในเงื่อนไขดังกล่าว

ถ้ามองให้กว้างกว่าสภา (และการเมือง) ครอบครัวคือสถาบันที่เข้มแข็งที่สุดของสังคมไทย เพราะสามารถปรับตัวรองรับเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด ดีกว่าสถาบันใดๆ ในประเทศไทยทั้งสิ้นด้วย

จากการร่วมแรงและเฉลี่ย ทรัพย์สินในครอบครัว เพื่อการผลิตพอยังชีพในอดีต เผชิญกับภัยพิบัติตามธรรมชาติ และภัยจากโจรและรัฐมาจนถึงยุคทุนนิยม ครอบครัวไทย (และไทยจีน) ปรับตัวมาตลอด ร่วมทุนเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างมีพลัง ส่งสมาชิกไปหาเงินสดในเมือง หรือเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ ใช้ครอบครัวเป็นฐานในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและอำนาจ (นับตั้งแต่ลูกสาวได้เป็นเจ้าจอมไปจนถึงได้เป็นเมียเก็บผู้มีอำนาจ)

ไม่ เฉพาะแต่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น หากมองไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหมดในประเทศไทย ไม่ใช่ครอบครัว (และเครือข่าย) หรอกหรือที่กุมทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบริษัทไว้ในมือมาหลายชั่วคน แม้ระเบียบของธนาคารชาติและตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่เคยสามารถละลายการยึดกุมธุรกิจสาธารณะเหล่านี้จากครอบครัวได้

มอง การเมืองให้ไกลจากสภา แล้วสังเกตนามสกุลของ "ผู้ใหญ่" ในกรมกองราชการกับกองทัพให้ดี ไม่เคยได้ยินนามสกุลอย่างนี้มาก่อนหรือ เหตุใดคนนามสกุลอย่างนั้นๆ จึงได้ดีเด่นดังมาเป็นชั่วโคตรได้อย่างนี้ แล้วยังสถาบันทางการเมืองอื่นๆ นอกสภาอีกมาก ไม่ใช่ครอบครัวหรอกหรือ

การเมือง (ในความหมายกว้าง) ของไทยทั้งหมด คือธุรกิจครอบครัวทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว

ยิ่ง ไปกว่านี้ ยังน่าสนใจอย่างยิ่ง หากวิเคราะห์ลงไปถึงว่า ครอบครัวซึ่งกุมอำนาจทางการเมืองไทยเป็นใครมาจากไหน สร้างสายสัมพันธ์ข้ามไปสู่ครอบครัวอื่นๆ หรือไม่อย่างไร ก็จะมองเห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงและความไม่เปลี่ยนแปลง และนี่คือการวิเคราะห์ "ชนชั้นนำ" ท้องถิ่นของไทย ในบริบทของ "ชนชั้นนำ" ระดับประเทศ หรือภาวะการนำระดับประเทศ

และดังที่กล่าวแล้วว่า นี่เป็นการมองบทบาทของครอบครัวในเงื่อนไขทางสังคม ไม่ใช่มองระดับปรากฏการณ์ว่าครอบครัวใดแผ่อิทธิพลอย่างไร ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงจึงไม่น่าสนใจเท่าความไม่เปลี่ยนแปลง

นับแต่ การเลือกตั้งครั้งแรกๆ ส่วนใหญ่ของ ส.ส.ประเภทหนึ่งที่มาจากต่างจังหวัดคือชนชั้นนำท้องถิ่น และจำนวนไม่น้อยของคนเหล่านี้ สัมพันธ์เชื่อมโยงกับชนชั้นนำตามประเพณีในท้องถิ่น เช่นเป็นลูกหลานเจ้าเมืองเดิม ชนชั้นนำตามประเพณีในท้องถิ่นเคยมีสายสัมพันธ์โยงไยมาถึงชนชั้นนำตามประเพณี ในส่วนกลาง จึงไม่แปลกอะไรที่บางคนในกลุ่ม ส.ส.ชนชั้นนำท้องถิ่นร่วมสร้างพรรค ปชป.ขึ้นด้วย

นี่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวเหมือนกัน

ใน เวลาต่อมา ส.ส.เริ่มมีชนชั้นนำท้องถิ่นรุ่นใหม่เข้ามาปน คนเหล่านี้เป็นครูหรือผู้มีการศึกษาในท้องถิ่น บางคนอาจเชื่อมโยงกับชนชั้นนำท้องถิ่นตามประเพณี แต่ก็เป็นรุ่นหลังซึ่งสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำตามประเพณีในส่วนกลางเจือจางลง แล้ว คนเหล่านี้หันมาสนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นชนชั้นนำรุ่นใหม่ ซึ่งแม้เชื่อมโยงกับชนชั้นนำตามประเพณีของส่วนกลางอยู่บ้าง แต่ก็ค่อนข้างห่าง และไม่ได้รับความไว้วางใจจากชนชั้นนำตามประเพณีนัก

อัน ที่จริงไม่ใช่เฉพาะท่านปรีดี แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของท่านอื่นๆ ในคณะราษฎร ก็ล้วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชนชั้นนำตามประเพณีเพียงห่างๆ เหมือนกัน แต่คณะราษฎรยังสามารถกำราบชนชั้นนำตามประเพณีในส่วนกลางได้ ก็ด้วยเหตุผลสองประการ คือคณะราษฎรยังคุมกองทัพได้อยู่ และในขณะนั้น มีความแตกร้าวในหมู่ชนชั้นนำตามประเพณีอย่างสูง

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาเกิดขึ้นจากนโยบายพัฒนาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะก่อให้เกิดการแตกตัว (diversification) ของชนชั้นนำทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นอย่างมโหฬาร

ใน ส่วนกลาง ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ของเขาทำให้กองทัพเข้ามาเป็นแกนกลางของการเมืองไทยเต็ม ตัว ครอบครัวและเครือข่ายของนายทหารจำนวนมากสร้างฐานะจากระดับรองๆ หรือปลายแถวของชนชั้นนำ ขึ้นมาเป็นระดับแนวหน้า รวมถึงข้าราชการพลเรือนบางครอบครัว และ "นักวิชาการ" ที่สฤษดิ์ดึงเข้าไปทำงานในหน่วยงาน "พัฒนา" ใหม่ๆ ด้วย

ในขณะเดียว กัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ของตน สฤษดิ์ก็ฟื้นฟู "ภาวะการนำ" เชิงสัญลักษณ์ให้แก่ชนชั้นนำตามประเพณี เป็นโอกาสให้คนเหล่านี้สามารถขยายเครือข่ายออกไปอย่างกว้าง ดังนั้นจึงเกิดขั้วของภาวะการนำขึ้นสองขั้วในส่วนกลาง

ได้แก่ขั้วของ "ขุนนางใหม่" ของระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ขั้วหนึ่ง และขั้วของชนชั้นนำตามประเพณีอีกขั้วหนึ่ง

ที่ น่าสนใจคือการที่ชนชั้นนำตามประเพณีสามารถผนวกกลืนเอาอีกขั้วหนึ่ง เข้าไปให้เชื่อมโยงกันได้อย่างสนิทแนบแน่น มีการแต่งงานข้าม "ชนชั้น" กันหลายกรณีในช่วงนี้ จนเราเคยชินที่จะเห็น ม.ร.ว.นามสกุลเจ๊ก จะว่าไปความสำเร็จสุดยอดของชนชั้นนำตามประเพณี ที่สามารถขยายอำนาจของตนในเศรษฐกิจและการเมืองได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และผันผวนครั้งนี้ ก็คือการสร้างสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเหล่าคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนได้ อย่างสนิทแนบแน่น กลายเป็นกลุ่มครอบครัวชนชั้นนำที่ยึดกุมเศรษฐกิจและการเมืองไทยสืบมาจนถึง ทุกวันนี้

บทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นนำจึงมีฐานที่ครอบ ครัวและเครือข่ายของครอบครัว แต่น่าเสียดายที่การแตกตัวของชนชั้นนำไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้เกิดชนชั้นนำรุ่นใหม่ในส่วนกลางตามมาอีก อย่างไม่หยุดหย่อน

ชนชั้นนำตามประเพณีต้องขยายเครือข่าย ของตนออกไปเรื่อยๆ ในขณะที่เหมือนสถาบันชนชั้นนำในทุกสังคม กล่าวคือมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยน "สถานะ" ของตนเองไปเป็น "ชนชั้น" การผนวกกลืนจึงทำได้ยากขึ้น และอาจไม่ประสบความสำเร็จในหลายกรณี

เช่นเดียวกับในส่วนกลาง ในท้องถิ่นก็เกิดการแตกตัวของชนชั้นนำอย่างรวดเร็วเหมือนกัน การผลิตเชิงพานิชย์อย่างเข้มข้นขึ้นเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้เกษตรกรรมไทยเปลี่ยนไป และภายใต้เงื่อนไขใหม่นี้ก็เกิดชนชั้นนำรุ่นใหม่ขึ้นทั่วไป ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

คนเหล่านี้ ไม่เกี่ยวข้องสืบเนื่องอย่างไรกับชนชั้นนำตามประเพณีในท้อง ถิ่น เป็นคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายตีนที่ไม่ได้ผ่านการอบรมของกระบวนการการศึกษาแบบ ที่ชนชั้นนำตามประเพณีได้วางเอาไว้ (เช่นไม่ได้จบจุฬาฯ, หรือจปร. หรือออกซ์ฟอร์ด)

และคนเหล่านี้แหละที่ส่งตนเองหรือคนในครอบครัวและ เครือข่ายมาเป็น ส.ส. ซ้ำเป็น ส.ส.ส่วนใหญ่ในสภาด้วย แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกผนวกกลืนเข้าไปในกลุ่มชนชั้นนำส่วนกลาง และด้วยเหตุดังนั้น สภาจึงเป็นเครื่องมือควบคุมการเมืองของชนชั้นนำได้น้อยลง ส.ส.เหล่านี้น่ารังเกียจเย้ยหยัน และสภาก็เป็นเวทีตลกร้ายของชนชั้นนำตามประเพณีและเครือข่ายของตนมากขึ้น ทุกที

ในขณะที่ปัญหาเก่าซึ่งเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทาง เศรษฐกิจ-สังคมยังแก้ไม่ได้ ชนชั้นนำที่ส่วนกลางกลับต้องเผชิญปัญหาใหม่ การเลือกตั้งที่ผ่านมาสองครั้ง ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้สมัครจะอาศัยเครือข่ายของครอบครัว แต่ประชาชนผู้เลือกตั้งอาจไม่ได้เลือกจากเครือข่ายอุปถัมภ์ระหว่างครอบครัว ของนักการเมืองกับครอบครัวของตนอีกแล้ว (อย่างน้อยก็ประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งมีทีท่าว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย) ผู้เลือกตั้งจำนวนหนึ่งในท้องถิ่นเริ่มกลายเป็นปัจเจกบุคคล แทนที่จะเป็นสมาชิกของครอบครัวและเครือข่าย

ตรงตามอุดมคติ ประชาธิปไตยที่ชนชั้นนำส่วนกลางชอบอ้าง (แม้ว่า ตัวชนชั้นนำเองกลับใช้ครอบครัวเป็นฐานในการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจและการ เมือง) แต่เพราะใช้วิจารณญาณในการเลือกตั้งแบบปัจเจกนี้แหละ ที่ทำให้คนซึ่งได้เป็น ส.ส.นับวันก็จะไร้หัวนอนปลายตีนมากขึ้น

เวลานี้ หัวหน้า "ไพร่" ได้เป็น ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ครั้งหน้าก็จะมีหัวหน้า "ไพร่" ได้เป็น ส.ส.เขต

ความไม่เปลี่ยนแปลงของการเมืองระบบครอบครัวของชนชั้นนำที่ส่วนกลาง จึงน่าสนใจตรงนี้

โปรดเกล้าฯ‘ยิ่งลักษณ์" ‘ปู’ขอเป็นนายกฯสร้างสุขสลายทุกข์-ไม่ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ที่มา ข่าวสด











วันที่ 8 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า ภายหลังจากนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนทน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อเวลา 18.08 น. นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯ มายัง สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสมชาย พฤติกัลป์ ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้มารอรับ เพื่อดำเนินการขั้นตอน การลงตราพระราชลัญจกร (พระราชลัญจกร คือ ตราประจำรัชกาล ที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ประทับ กำกับพระปรมาภิไธยและประทับกำกับเอกสารสำคัญ ที่ออกในพระปรมาภิไธย) โดยใช้เวลาประมาณ 18 นาที เมื่อเสร็จแล้ว เลขาธิการธิการสภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระบรมราชโองการไปยังสถานที่จัดพิธี รับสนองพระบรมราชโองการ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย


สำหรับบรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทยนั้น คึกคักตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยกลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากทยอยเดินทางมาปักหลักติดตามชมพิธีที่บริเวณโถงชั้น ล่างของพรรคจนแน่นขนัด จนเจ้าหน้าที่เปิดห้องประชุมชั้น 2 สำหรับพักผ่อนอิริยาบท และติดตั้งโทรทัศน์สำหรับถ่ายทอดบรรยากาศให้รับชม เตรียมไว้ให้เป็นสัดส่วน ระหว่างรอเวลากลุ่มเสื้อแดงรวมตัวด้านหน้าพรรคพร้อมตะโกน “ยิ่งลักษณ์ นายกๆ” และบางส่วนถ่ายรูปร่วมกับส.ส. ขณะที่ภาคประชาชนนำกระเช้าดอกไม้มาแสดงความยินดี โดยเจ้าหน้าที่พรรคนำเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยคอยตรวจกระเช้าดอกไม้อย่าง ละเอียด ทั้งนี้พล.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เดินทางมาตรวจความเรียบร้อย ในการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ชุดปะฉะดะ และหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรืออีโอดี โดยรอบที่ทำการพรรค

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวหลังเสร็จสิ้นพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ มีเนื้อหาโดยสรุป ว่า ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เพื่อรับสนองพระบรมราชโองการ รับใช้เบื้องพระยุคลบาท ประเทศชาติและประชาชน ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดและเป็นมิ่งมงคลแก่ชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้ ตนพร้อมทุ่มเท มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ และจะอุทิศตนเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชนตลอดไป


และขอปวารณาตนที่จะนำความรู้ ความสามารถและสติปัญญาทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและตั้งใจอย่าง เต็มที่ เพื่อนำพาประเทศชาติของเราไปสู่ความสงบสุข ความสามัคคีปรองดอง และมีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ตระหนักดีว่าการเป็นนายกฯหญิงในสถานการณ์ขณะนี้ เป็นความท้าทายและความคาดหวังอย่างมากจากพี่น้องประชาชน แต่เชื่อมั่นว่าความเป็นผู้หญิงจะไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน ในทางตรงข้ามความเข้มแข็งที่ควบคู่กับความอ่อนโยน การรับฟังปัญหาทัศนะที่แตกต่างจะช่วยให้เราเห็นทางเลือกใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น


“ดิฉันจะมุ่งมั่น สร้างสุข สลายทุกข์ ให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างสุดกำลังความสามารถ จะไม่ทำเพื่อกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง แต่จะทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน”

สุภัตรา ภูมิประภาส: ผู้หญิงกับการเมือง (2)

ที่มา ประชาไท

สุ ภัตรา ภูมิประภาส นำเสนอบทความซีรีส์ตอน “ผู้หญิงกับการเมือง” ว่าด้วยสตรีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทเป็นผู้นำในเวทีการเมือง สตรีเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร มีแรงบันดาลใจอย่างไรที่ผลักดันพวกเธอให้เข้าสู่การเมือง

ปักกึนเฮ (เกาหลีใต้)

สุภัตรา ภูมิประภาส: ผู้หญิงกับการเมือง (2)

ปักกึนเฮ กับคอนโดลิซา ไรซ์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ

ปักกึนเฮ (Park Geun-hye) เป็นนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของเกาหลีใต้

เธอ เป็นธิดาคนโตของอดีตประธานาธิบดีปักจุงฮี (Park Chung-hee) แห่งเกาหลีใต้ และเธอกำลังได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนให้ก้าวขึ้นสู่ ตำแหน่งเดียวกับบิดา ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในอีก 18 เดือนข้างหน้า

ปักกึนเฮ เกิดปี 1952 จบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจาก College of Engineering, Sogang University ที่กรุงโซล

ปี พ.ศ.2517 ระหว่างที่เธอกำลังศึกษาต่ออยู่ที่ฝรั่งเศส มารดาของเธอถูกลอบสังหาร ปักกึนเฮต้องทิ้งการเรียนกลางคัน เพื่อกลับมาอยู่เคียงข้างบิดาปฏิบัติหน้าที่สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งเกาหลีใต้ แทนมารดา เธออายุเพียง 22 ปีในขณะนั้น

บันทึกของทูตสหรัฐ ประจำเกาหลีใต้เมื่อปี พ.ศ. 2522 ระบุว่าปักกึนเฮในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งมีความสนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนและ สวัสดิการสังคม

เดือนตุลาคม 2522 ปักกึนเฮต้องสูญเสียบิดาไปอีกหนึ่งคน ประธานาธิบดีปักจุงฮีถูกเจ้าหน้าที่คนสนิทลอบสังหาร

หลัง อสัญกรรมของบิดา ปักกึนเฮไม่ได้ก้าวเข้าสู่การเมืองโดยทันที เธอเลือกไปทำงานองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆที่บิดาเป็นผู้ก่อตั้ง ตราบจนเกือบสองทศวรรษต่อมา เธอถึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในนามThe Grand National Party (GNP) เธอบอกว่าแรงจูงใจที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่การเมืองเพราะประเทศได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540

ปักกึนเฮชนะการเลือกตั้ง เข้าเป็น ส.ส.สมัยแรกในปี 2541และได้รับเลือกเป็น เป็น ส.ส. ต่อเนื่องกันมาถึงสี่สมัยนับตั้งแต่การลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2541 จนถึงปัจจุบัน ระหว่างปี 2547-2549 เธอได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค GNP ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ ปักกึนเฮนำพรรคชนะการเลือกตั้งจนได้รับฉายาว่า “นางพญาแห่งการเลือกตั้ง”

อย่างไรก็ตาม เธอเคยถูกลอบสังหารในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2549

ปี 2550 ปักกึนเฮเคยเป็นคู่แข่งของลี เมียง บัค (Lee Myung-bak ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน) ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนจากพรรค GNP เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เธอชนะโหวตภายในพรรค GNP แต่ต้องพ่ายแพ้คะแนนโหวตในระดับชาติไปอย่างเฉียดฉิว

แต่รายงานผล โพลล์หยั่งเสียงล่าสุดระบุว่าชาวเกาหลี 48.8% ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และส่วนใหญ่ต้องการให้ปักกึนเฮเป็นผู้นำแทนประธานาธิบดีคนปัจจุบันซึ่งมาจาก พรรคเดียวกัน

ในสายตาของสื่อมวลชนเกาหลี ปักกึนเฮเป็นนักการเมืองที่ต่างจากนักการเมืองคนอื่น เธอไม่พูดมาก แต่ทุกคำพูดของเธอมีความหมาย ปักกึนเฮมีคุณสมบัติในการจัดการความขัดแย้งที่เธอได้พิสูจน์ให้เห็นในช่วง ที่พรรค GNP เผชิญปัญหาการแบ่งขั้วการเมืองภายในพรรค สื่อมวลชนวิเคราะห์ว่าหากขึ้นเป็นผู้นำ ปักกึนเฮจะไม่เดินตามรอยเผด็จการแบบบิดา ดูเหมือนว่าเธอมุ่งมั่นกับการที่จะสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ และมีแนวโน้มที่จะสร้างความสมานฉันท์กับเกาหลีเหนือ

000000

Sri Mulyani Indrawati (อินโดนีเซีย)

สุภัตรา ภูมิประภาส: ผู้หญิงกับการเมือง (2)

ศรีบุลยานี อินทราวาตี ผู้นำหญิงที่ชาวอินโดนีเซียรอคอย

ศรีมุลยานี อินทราวาตี (Sri Mulyani Indrawati) เป็นผู้หญิงที่สื่อมวลชนและประชาชนอินโดนีเซียรอคอยการกลับมาสู่เวทีการเมืองของประเทศ

ปี 2551 ศรีมุลยานี ได้รับคัดเลือกจาก Forbes Magazine ให้เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลอันดับที่ 23 ของโลก และเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของประเทศอินโดนีเซีย

เธอเป็นอดีต รัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซีย ระหว่างปี 2548 - 2553 ปัจจุบัน ศรีมุลยานี ดำรงตำแหน่ง Managing Director ของ World Bank ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี

ศรี มุลยานี เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2505 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Universitas Indonesia ได้รับปริญญาโทและเอกสาขาเศรษฐศาสตร์จาก University of Illinois at Urbana-Champaign เคยทำงานเป็นที่ปรึกษายูเสด (USAID)ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อินโดนีเซียในการปกครองตัวเอง ประจำสำนักงานที่ Atlanta, Georgia นอกจากนั้นยังเป็นนักวิชาการรับเชิญบรรยายพิเศษที่ Andrew Young School of Policy Studies at the Georgia State University และเป็นอดีตผู้อำนวยการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศภาคพื้นเอเซียตะวัน ออกเฉียงใต้ ในระหว่างปี พ.ศ.2545-2547 ก่อนที่จะถูกประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุทโธโยโน (Susilo Bambang Yudhoyono) เชิญมารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง

บทบาท ของศรีมุลยานีในฐานะรัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซียได้รับความชื่นชมจาก ประชาชนทั่วประเทศ เศรษฐกิจอินโดนีเซียในยุคของเธอฟื้นตัวสูงสุดนับจากภายหลังการเกิดวิกฤตการ ทางการเงินในเอเซียเมื่อปี 2540

ศรีมุลยานีได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีคลังอีกเมื่อประธานาธิบดีซูซิโลได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาบริหารประเทศเป็นสมัยที่สอง
เมื่อศรีมุลยานีตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีคลังเพื่อไปรับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ World Bank Group ในเดือนพฤษภาคม 2553 นั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับภาวะความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศต่อเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซียที่จะไม่มีเธอเป็นผู้กุมบังเหียนอีกต่อไป

แต่ทั้งนี้ มีเสียงวิจารณ์กันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของศรีมุลยานีมาจากแรงกดดันทางการ เมือง โดยเฉพาะจากนักธุรกิจคนสำคัญและทรงอิทธิพลของประเทศที่สูญเสียผลประโยชน์ จากนโยบายทางด้านภาษีของเธอ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ศรีมุลยานีไม่ยอมประนีประนอมกับเครือข่ายธุรกิจที่ทรงอิทธิพล ทั้งยังดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจังในคดีที่เกี่ยวกับการเลี่ยงภาษีของ อาณาจักรธุรกิจของเขาอีกด้วย

นอกจากแรงกดดันจากผู้ทรงอิทธิพลทาง ธุรกิจของประเทศแล้ว การเดินหน้าจัดการกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่นโดยเฉพาะทางด้านภาษีของศรีมุลยานี นั้นยังกระทบผลประโยชน์ของบรรดานักการเมืองจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้เธอถูกกดดันจากสภาผู้แทนฯอีกด้วย

แต่สื่อมวลชนและ ประชาชนอินโดนีเซียต่างชื่นชมยกย่องเธอ และมองเธอเป็นความหวังที่จะเข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการเมืองของประเทศ ที่อื้อฉาวไปด้วยเรื่องทุจริตคอรัปชั่น

ในการประชุม รัฐมนตรีคลังอาเซียนที่บาหลีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ ผ่านมา ศรีมุลยานีเป็นจุดรวมความสนใจของสื่ออินโดนีเซีย ด้วยกระแสความคาดหวังที่จะเห็นเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของประเทศในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกสามปีข้างหน้า

เว๊บไซต์ thaigov.go.th เปลี่ยนยุค ขึ้นข่าวนำ"ยิ่งลักษณ์"นายกฯคนที่ 28 ทันที

ที่มา มติชน




เว๊บไซต์ สำนักนายรัฐมนตรี www. thaigov.go.th ได้เปลี่ยนจากข่าวนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นข่าวนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว พร้อมลงประวัตินายกฯใหม่ละเอียดยิบ

ข่าวแรกที่ปรากฏเป็นข่าวนำใช้หัวข่าวว่า...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น ได้ขึ้นข่าวถัดมาในหัวข่าวว่า นายกยิ่งลักษณ์ปวารณาตน ทุ่มเททำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจอย่างเต็มที่

ขณะที่ข่าวของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค่อยๆ หายไป

เว๊บสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข่าวอย่างละเอียดว่า

วันนี้ (8 สิงหาคม 2554) เวลา 18.39 น. นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการมายังที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ อมรฉัตร (คู่สมรส) เด็กชายศุภเสกข์ อมรฉัตร (บุตรชาย) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาล และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รออยู่ ณ บริเวณห้องพิธี ชั้น 7 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อได้เวลา เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนี้

พระบรมราชโองการ

ประกาศ
แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
----------------------

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดย ที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแล้ว คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ต้องพ้นจากตำแหน่ง และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ผู้แทนราษฎร

จึงทรงพระราชดำริว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน

ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554
เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จากนั้น เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว แล้วอัญเชิญพระบรมราชโองการไปวางที่โต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับ กลับไปยืนประจำที่ นายกรัฐมนตรีถวายคำนับ แล้วเดินออกไปยืนตรงกลางหน้าโต๊ะหมู่บูชา ถวายคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เปิดกรวยกระทงดอกไม้แล้วกราบราบ ลุกขึ้นยืนถวายคำนับ เสร็จพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ประวัตินางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28

วัน/เดือน/ปี เกิด : 21 มิถุนายน 2510
การศึกษา : 2533 Master of Public Admin Kentucky State University , U.S.A.
2531 ปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประวัติการทำงาน

มีนาคม 2549 : ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในประเทศไทยและได้รับการจัด อันดับจากคณะกรรมการบรรษัทภิบาล ของตลาดหลักทรัพย์ ให้อยู่ในกลุ่ม"ดีเลิศ" ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภาพลักษณ์และสินค้า


ประสบความสำเร็จในการ Re-Branding จากภาพลักษณ์บริษัทเทเลคอม เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างชัดเจน รวมทั้งปรับรูปแบบสินค้าและบริการของบริษัทให้ตรงต่อ ความต้องการของลูกค้าซึ่งสามารถทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 30% อย่างต่อเนื่องทุกปี ประสบความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมให้พนักงานมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับค่านิยม และนำค่านิยมสู่การปฏิบัติงานทุกจุดบริการ การบริหารจัดการ


ปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความเหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เปิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อบริษัท


ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับการเติบโตของ ธุรกิจ เช่น ระบบ SC System (กระบวนการก่อสร้างและต้นทุนการก่อสร้าง) กระบวนการ CRM และกระบวนการบริการ

ประสบการณอื่นๆ : มีประสบการณ์ในธุรกิจบริหารทรัพย์สิน และธุรกิจกอล์ฟ
2545 : ประธานกรรมการ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
2544 : กรรมการผู้อำนวยการอาวุโส-สายงานการวางแผนธุรกิจโทรคมนาคมไร้สาย บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
2542 : กรรมการผู้อำนวยการ - สายงานปฏิบัติการ สินค้าและบริการ บริษัท แอ็ดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
2540 : Vice President - Shinawatra Directories Production บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด
2538 : General Manager - Shinawatra Directories Production
2537 : บริษัท เรนโบว์ มีเดียส์ จำกัด ผู้จัดการทั่วไป
2536 : บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด Production Director

การฝึกอบรมและสัมมนา

2554 : Capital Market Academy (วตท.) รุ่นที่ 12
2550 : New Culture on Brand
2549 : Executive Committee Program
- Director Accreditation Program
- Finance for Non - Finance Director
- Director Certification Program
2548 : Mastery Development Program
: Executive Shared Learning Forum
2547 : Leadership Through TQM
2546 : Continuous Process Quality Improvement for Executive
2545 : Program for Management Development Harvard Business School ( USA ) : Executive Coaching Program
2544 : The 4 Roles of Leadership
: Balanced Scorecard for Executive Program
: Broadening the Manager′s skill
2542 : Problem Solving & Decision Making
2540 : Financial Management for Executive Program
2539 : The Managerial Grid
2538 : Financial Management Program : Mini MBA ( Chulalongkorn University )
2537 : Leadership Personality in Global Business
2536 : Effective Presentation Skill
2535 : Objective Setting Workshop
2534 : Advanced Marketing

ไทยฟรีนิวส์ยินดีต้อนรับ ฯพณฯท่าน นายกรัฐมนตรีหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปคุณยิ่งลักษณ์ชินวัตร ก็ได้เป็น ฯพณฯท่าน นายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แล้วครับ มีศักดิ์และสิทธิ์ รวมทั้งอำนาจในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารอย่างสมบูรณ์

ณ วันนี้ ความเท่าเทียมกันทางเพศ ของประเทศไทยนับว่าเสมอภาคกันโดยสมบูรณ์แล้ว ผู้หญิงสามารถเป็นได้ทุกตำแหน่งในประเทศไทยแล้ว แม้แต่ ตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก หากมีความเหมาะสมในอนาคต และมีนายพลหญิงอยู่ฝ่ายคุมกำลัง

หนทางพันลี้เริ่มจากก้าวก้าวแรกเสมอ ไม่มีก้าวแรก ก็จะไม่มีก้าวที่สองที่สาม และก้าวที่หนึ่งพันตามมา ดังนั้นวันนี้จึงนับว่าเป็นก้าวก้าวแรกของสตรีไทยทั้งหมดในการเข้าสู่ ตำแหน่งในทุกตำแหน่งในสังคมนี้อย่างทัดเทียมกับบุรุษ

ผมไม่ฝากการทำ งานใดๆ ต่อ ฯพณฯท่าน นายกรัฐมนตรีหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นะครับ เพราะถือว่านโยบายต่างๆ แนวทางต่างๆ ได้เปิดเผยไปหมดแล้วในช่วงตอนหาเสียง ดังนั้น ต่อไปก็ใช้ความสามารถเฉพาะตน พลังในการนำหมู่คณะให้บรรลุเป้าหมายก็แล้วกัน

วันนี้ผมถือว่าเป็นวัน แห่งชัยชนะของประชาชน ที่ลงทุนลงแรงมากว่า 5 ปี เสียทั้งเลือดเนื้อ ชีวิต อิสระภาพ แรงกายแรงใจ หยาดเหงื่อน้ำตา เพื่อให้มีวันนี้ วันที่ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้นำของตนเอง มีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเอง ด้วยสองมือและหนึ่งเสียงของเขาอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครที่จะขัดขวางเจตนารมย์ของประชาชนได้ หากมีใครต้องการขัดขวางเจตนารมย์ของประชาชน ประชาชนก็พร้อมที่จะสู้ เพื่อยืนยันความตั้งใจของเขา

ขอต้อนรับ ฯพณฯท่าน นายกรัฐมนตรีหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรครับ

ประชาชนจงเจริญ

ลูกชาวนาไทย
8 สิงหาคม 2554

Re:

วันนี้ ผมไม่กลัวว่าจะมีนักการเมืองคนใด กล้าทรยศต่อประชาชน เพราะหากเขาทำอย่างนั้น อีกสี่ปีข้างหน้าประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะกระชากเขาลงมาเช่นกัน เหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดคนที่ผ่านมาก

ใครฆ่าประชาชนเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในอำนาจ คนๆ นั้นไม่มีทางได้ครอบครองอำนาจตลอดไป และมีวันหนึ่งที่ประชาชนจะดึงเขาลงมาจนได้

ดังนั้น ในวันนี้ประชาชนเท่านั้นที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
แม้มีอุปสรรคบางประการกีดขวาง แต่ในที่สุดก็ไม่อาจต้านทานประชาชนได้

โปรดเกล้า ฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯแล้ว

ที่มา Voice TV



Voice News ประจำวันที่ 8 ส.ค. 54 (19.00 น.)


-โปรดเกล้า ฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯแล้ว

-ราคาทองคำผันผวนหนัก

-8888 ตัวเลขแห่งการต่อสู้ในพม่า

โปรดเกล้า ฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโอการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม นางสาวยิ่งลักษณ์ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 แล้ว ส่วนที่พรรคเพื่อไทยส.ส.และประชาชนเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก


ราคาทองคำผันผวนหนัก

ราคาทองคำวันนี้ผันผวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ราคาปรับขึ้นลงรวม 10 ครั้งเหตุจากนักลงทุนซื้อทองมากขึ้นเพราะราคาน้ำมันลด เศรษฐกิจโลกตกต่ำ

8888 ตัวเลขแห่งการต่อสู้ในพม่า

ครบรอบ 23 ปี วัน8888 การต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าที่เริ่มต้นจากปัญหาปากท้อง สู่ความคับข้องใจที่ถูกปิดกั้นสิทธิทางการเมือง


ประชาชนสนทนา 7-8-54

ที่มา Asia Update

part 1


part 2


part 3


part 4