WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 9, 2011

'A-Z' อักษร 'ซี๊ด' อธิบาย 'สามัญสู่สูงสุด...!!!' นายกฯหญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



นอกจากประวัติของผู้นำทั้งประเทศ
ที่สื่อส่วนใหญ่ออกมาไล่เรียงตามสื่อมากมายแล้ว
ยังมีอะไรตกค้างสำหรับผู้หญิงคนนี้อีกไหม หลายคนสงสัย...?
ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จับเอาอักษรตั้งแต่ A-Z สไตล์ซี๊ดๆ แล้ว
มาไล่ลึกความลับที่อธิบายความเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ที่ฟังแล้วหลายคนต้องซี๊ดปากรับประกันความมันส์...




A : Amnesty

เรื่องออก “กฎหมายนิรโทษกรรม”
ให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ถือว่าเป็นกระแสในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย แรงมาก
โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ
ที่หมั่นออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมความผิด
ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมกับยอมรับว่า ตนเป็นผู้เปิดประเด็นนี้เอง
เพราะถ้าไม่พูด ประชาชนก็จะไม่เอา ดังนั้นต้องเปิดหน้าชนเลย

อย่างไรก็ดี แม้วันนี้ประเด็นร้อนนี้จะยังไม่มีใครกล้าแตะ เนื่องจากกระแสสังคมไม่ตอบรับ
แต่ใครจะมั่นใจได้ว่า น้องสาวที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่ทำเพื่อพี่ชาย ...!


B : Boy / Billionaire

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่งงานกับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร
(อดีตผู้บริหารในเครือบริษัท ซีพี
และกรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอ็ม ลิงค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์) ปูกับป๊อปแต่งงานกันเมื่อปี 2538 ที่โรงแรมไฮแอท
ครองรักกันแบบไร้ทายาทมายาวนาน 7 ปี ก็มีน้องไปป์
หรือเด็กชาย (Boy) ศุภเสกข์ (แปลว่านักปราชญ์ที่เก่งที่เลื่องลือ)
เธอค่อนข้างจะรักลูกชายคนนี้มาก ขนาดสร้างสนามฟุตบอล 2,500 ตารางเมตรติดกับบ้าน
ถือว่าเป็นการตามใจลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสุดๆ
(“น้องไปค์” ชื่นชอบทีมเชลซี และมีแลมพาร์ดเป็นนักเตะขวัญใจ)

ส่วนเรื่องมั่งคั่งทางการเงิน ที่ดิน และสินทรัพย์ต่างๆ ก็มีมากล้นแทบจะไม่ต้องอธิบายต่อ...!

C : Chiang Mai / Customer

นอกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2510
และครั้งหนึ่งในการปราศัย ยิ่งลักษณ์เคยพลั้งปากเรียกบรรดาผู้สนับสนุนบนเวทีปราศรัยว่า “ลูกค้า”
ซึ่งสื่อต่างชาตินำไปจัดอันดับ 10 เหตุการณ์สุดแปลกในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2554 ของประเทศไทยด้วย



D : Development

เป็นนายกผู้หญิงคนแรกในประเทศไทยที่หลายคนฝากความ “หวัง” มากมาย
เพื่อที่จะให้เธอ “พัฒนา” ประเทศไทยไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และ “พัฒนา” ความสัมพันธ์
ระหว่าง “ไทยกับกัมพูชา”
(มีรายงานข่าวทันทีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย
เหล่าบรรดาผู้นำกัมพูชา ต่างออกมาเปิดแชมเปญฉลองกันเลยทีเดียว)
ที่กำลังอยู่ในภาวะตึงเครียด ที่จะก่อสงครามประหัตประหารกัน
กรณีเขาพระวิหาร และพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร

E : Election

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 ปรากฏว่า "พรรคเพื่อไทย"
โดยการนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย
โดยพรรคเพื่อไทยได้บัญชีรายชื่อ 15.7 ล้านคะแนน ส.ส.รวม 265 ที่นั่ง
ประชาธิปัตย์ได้บัญชีรายชื่อ 11.4 ล้านคะแนน ส.ส. รวม 159 ที่นั่ง

F : First Female Prime Minister of Thailand

เป็นนายกหญิงคนแรกของประเทศไทย
(คนที่ 28 ในทำเนียบประวัติศาสตร์นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย)
และเป็นนายกฯหญิงคนที่ 52 ของโลก
โดย นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกคือ นางสิริมาโว บันดาราไนยาเก ผู้นำของศรีลังกา


G : Gossip

น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้เรื่องส่วนตัวของเธอมากมายนัก
ทำให้ระหว่างการท้าชิงในการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น
มีเรื่องเมาท์ในที่ลับๆ และในที่แจ้ง ผุดออกมามากมาย ตั้งแต่
เรื่องชีวิตคู่
เรื่องการจดทะเบียนสมรส
เรื่องในวงวานญาติเครือ
เรื่องหุ้น
เรื่องธุรกิจ
และ
เรื่องไลฟ์สไตล์
ที่ยังกลายเป็นจุดที่ทำให้คู่ต่อสู้โจมตีอยู่
ตราบใดผู้ที่เป็นผู้นำในประเทศ ที่ต้องการความโปร่งใส ต้องออกมาชี้แจง
ที่สำคัญสังคมไทย เป็นสังคมที่ชอบกล่าวหากัน
ต้องให้โอกาสเธออธิบายความจริง ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อเรื่องเมาท์ๆ ไปซะหมด



H : Harmony

คงจะไม่ผิดหากจะพูดว่า “ความสามัคคีปรองดอง”
เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยขึ้นมาอย่างถล่มทลาย
แต่อย่างไรก็ดี จากวันนี้ จากข่าวคราวของแกนนำเสื้อแดงบนท้องถนน
และแกนนำเสื้อแดงที่เพิ่งเข้าไปในสภา เย้วๆ กันอยู่ จึงยังห่างไกลคำว่า “สามัคคี”

I : Income tax

น่าจับตาว่า นโยบาย “ลดภาษี” เงินได้นิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23% และลดถึง 20%
ภายในปีพ.ศ.2556 เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่คนไทยทั้งประเทศรอคอยว่าจะสามารถทำได้จริง
หรือดีแต่พูด แบบที่พรรคเพื่อไทยเคยกล่าวหาพรรคประชาธิปปัตย์เอาไว้ตลอดการเป็นรัฐบาล...?

J : June

เดือนมิถุนายน คือเดือนเกิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

K : Kentucky State University

เป็นสถานที่ที่เธอจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Management Information Systems
เป็นการปูทางเพื่อเข้ามารับไม้ต่อจากกิจการการสื่อสารของทางครอบครัวชินวัตร



L : Last child

1. นางเยาวลักษณ์ ชินวัตร (เสียชีวิต)
2. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
3. นางเยาวเรศ ชินวัตร
4. นางปิยนุช ลิ้มพัฒนาชาติ
5. นายอุดร ชินวัตร (เสียชีวิต)
6. นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
7. นายพายัพ ชินวัตร
8. นางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล
9. นายทัศนีย์ ชินวัตร (เสียชีวิต)
และ
10. นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือว่าเป็นน้องคนสุดท้อง


M : Military Coup

แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลหลังจากทำ “รัฐประหาร”
แต่พรรคเพื่อไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ก็ถือว่าโดนทำรัฐประหาร สร้างความเจ็บช้ำให้ครอบครัวชินวัตรเป็นอย่างมาก
ล่าสุดเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศชัดว่า ต่อต้านรัฐประหาร
อย่างไรก็ดี เมื่อพวกเขาได้เข้ามาบริหารบ้านเมือง
หลายคนก็ยังลุ้นๆ ว่าเมืองไทยจะปลอดรัฐประหารได้หรือไม่

N : Nominee

เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศตั้งคำถามกับคำนี้มากที่สุด
เพราะก่อนหน้านี้ พี่ชายของเธอเองออกมายอมรับว่า
ยิ่งลักษณ์คือโคลนนิ่งของตัวเอง นอกจากนี้ยังเป็นการพิสูจน์ย้ำชัด
อีกด้วยการหาเสียงว่า “ทักษิณ” คิด “ยิ่งลักษณ์”

ส่งผลให้เธอสลัดคำว่า “นอมินี” ได้ยาก
ดูง่ายๆ การจัดโผรัฐบาลส.ส.เพื่อไทยหลายคน ยังต้องบินไปดูไบ
เพื่อไปหานายใหญ่ กรณีวิ่งเต้นตำแหน่ง
แม้ว่าเธอเองจะให้สัมภาษณ์ว่า 'โผ' รัฐมนตรีอยู่ที่ 'เมืองไทย'
แต่ทว่าผลกลับไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะล่าสุด ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ซีอีโอแห่งไทยพาณิชย์
ที่ตกปากรับคำเขียนใบลาออกเป็นวรรคเป็นเวร
เพื่อไปกินตำแหน่ง รมว.คลัง ดูเศรษฐกิจในฐานะ 'คนนอก' ตามแรงดันของปู
แต่ฟาก 'นายใหญ่' เสี่ยดูไบ ยืนยันว่าจะส่ง 'นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล' ไปเสียบตำแหน่งนี้แทน
หากเป็นเช่นข่าวลือกันจริงๆ แบบนี้จะไม่เรียกว่า 'นอมินี' แล้วจะเรียกว่าอะไร..?

O : Opportunity

เป็นโอกาสที่คนไทยหยิบยื่นให้ผู้หญิงที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง
เป็นโชเฟอร์นำรัฐนาวาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

P : Policy Pu

กล่าวสำหรับนโยบายสวยหรูที่ว่ากันว่าเป็นสิ่งแรกๆ
ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะพรรคประชาธิปปัตย์ขาดกระจุย...!
โดยยิ่งลักษณ์ได้อธิบายวิสัยทัศน์ 2020 ว่าจะกำจัดความยากจน
เธอสัญญาว่าจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล
จาก 30% เหลือ 23% และลดถึง 20% ภายในปี พ.ศ. 2556
และเพิ่มอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน
และค่าแรงขั้นต่ำสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือน
นโยบายด้านการเกษตรของเธอรวมไปถึง
การเพิ่มกระแสเงินสุดจากการดำเนินงาน (Operating Cashflow) ให้แก่ชาวนา
และจัดหาเงินกู้ที่สามารถกู้ได้มาที่สุดถึง 70% ของรายได้ที่คาดว่าจะได้รับ
โดยอาศัยราคจำนำข้าว 15,000 บาทต่อตัน
เธอยังได้วางแผนที่จะจัดเตรียมวายฟายสาธารณะ
และแท็บเบล็ดพีซีแก่เด็กนักเรียนทุกคน
ซึ่งครั้งหนึ่งพรรคไทยรักไทยมีแผนที่จะทำ
แต่ถูกยกเลิกไปเพราะรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549

แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ยังคงถูกสังคมตั้งคำถามย้อนกลับไปด้วยว่า
วิมานสวยหรูทั้งหมด ทำได้จริงหรือดีแต่พูดเช่นเคย



Q : Quick

'ควิก' ในที่นี้ ไม่ได้โฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่อย่างใด
แต่ 'ควิก' นี้ หมายถึงการขึ้นมาเป็นนายกฯหญิงที่รวดเร็ว
สื่อไทยและสื่อต่างประเทศต่างก็ตั้งคำถามตรงกัน
ถึงเส้นทางที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ก้าวเข้ามาในวงการการเมืองไทยนั้น ใช้เวลาเพียง 49 วัน
ในการเป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย


คำถามที่สื่อและประชาชนทั้งประเทศสงสัยก็คือ
ในสังคมเสือ สิงห์ กระทิง แรด เช่นนี้ นายกฯหญิงจะผ่านไปได้ไหม

R : Red shirt

ถ้าเปรียบเป็น 2 ขา นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ คือผู้นำเสื้อแดง “บนท้องถนน” ในห้วงเวลาที่ผ่านมา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เปรียบเสมือนอีกหนึ่งขาของผู้นำฝั่งเสื้อแดง
ที่ “เล่นเกมในสภา” จนในที่สุดผลเลือกตั้งออกมายุทธศาสตร์ 2 ขาของเสื้อแดงในวันนี้
คงไม่ผิดถ้าหากจะบอกว่า ณ วันนี้ประสบความสำเร็จ เพราะแดงคลุมทั้งแผ่นดินจริงๆ

S : Ex-PM Thaksin Shinawatra's sister

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นน้องสาวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
ที่โดนรัฐประหาร จนต้องระเห็จออกจากพื้นแผ่นดินเกิด ตั้งแต่ 19 ก.ย.2549 เป็นต้นมา

T : Twenty Eighth term in Thailand's Prime Minister

นายกรัฐมนตรี คนที่ 1 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
นายกรัฐมนตรี คนที่ 2 พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
นายก รัฐมนตรี คนที่ 3 จอมพลแปลก พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ)
นายก รัฐมนตรี คนที่ 4 พันตรีควง อภัยวงศ์ นายก
รัฐมนตรี คนที่ 5 นายทวี บุณยเกตุ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 6 หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายก รัฐมนตรี
คนที่ 7 นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม)นายก รัฐมนตรี
คนที่ 8 พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวง ธำรงนาวาสวัสดิ์)นายก รัฐมนตรี
คนที่ 9 นายพจน์ สารสิน นายก รัฐมนตรี
คนที่ 10 จอมพลถนอม กิตติขจร นายก รัฐมนตรี
คนที่ 11 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 12 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 13 พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายก รัฐมนตรี
คนที่ 14 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายก รัฐมนตรี
คนที่ 15 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 16 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 17 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 18 นายอานันท์ ปันยารชุน นายก รัฐมนตรี
คนที่ 19 พลเอกสุจินดา คราประยูร นายก รัฐมนตรี
คนที่ 20 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
คนที่ 21 นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี
คนที่ 22 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี
คนที่ 23 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายก รัฐมนตรี
คนที่ 24 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายก รัฐมนตรี
คนที่ 25 นายสมัคร สุนทรเวช นายก รัฐมนตรี
คนที่ 26 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี
คนที่ 27 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ
นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของประเทศไทยชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



U : USA : United States of America

เรื่องลับๆ นี้แหล่งข่าวทางการทูต “สหรัฐฯ” ออกมาแฉเมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีรองนายกสมัยพี่ชายเธอ
เผยกับ อิริค จอห์น ทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยในขณะนั้นว่า
ทักษิณเลือกแล้ว ยิ่งลักษณ์จะเป็นนายกคนต่อไป
เรียกได้ว่าประเทศสหรัฐฯรู้ก่อนประชาชนไทยทั้งประเทศว่า
นายกฯคนต่อไปของตระกูลนี้คือ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวที่ทักษิณระบุว่า โคลนนิ่งเขามา

V : Vote / Victory

ถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ โดนกล่าวหาว่าจัดตั้งลัดมาจากการเลือกตั้ง
จนได้รับชัยชนะท่วมท้น
รัฐบาลเพื่อไทยก็ถือว่าเป็นรัฐบาลล่าสุด ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนทั้งประเทศ
ชนะการเลือกตั้งและเป็นผู้ชนะเหนือพรรคประชาธิปปัตย์

W : Working Women

ในวงการการเมือง เธออาจจะเบบี้ แต่ในวงการธุรกิจ
ยิ่งลักษณ์ถือว่าประสบความสำเร็จมากมาย
เธอเริ่มทำงานเมื่อปี พ.ศ. 2534 บริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย จำกัด มหาชน)
ซึ่งเป็นธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ฐานข้อมูลและการสื่อสาร
ในตำแหน่งพนักงานฝึกหัดด้านการตลาดและการขาย
หลังจากก็เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
และเลื่อนขั้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายผลิตในเวลาต่อมา

พ.ศ.2537 ดำรงผู้จัดการทั่วไปของบริษัทโฆษณา เรนโบว์ มีเดีย
ซึ่งเดิมเป็นแผนกงานหนึ่งของบริษัท ไอบีซี อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
หรือ ทรูวิชั่นส์ ในปัจจุบัน ตำแหน่งสุดท้าย ก่อนลาออกจากบริษัทไอบีซีฯ คือ
ตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ ปี พ.ศ. 2545 เข้าสู่แวดวงธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์และการสื่อสาร
ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรองกรรมการผู้อำนวยการสายงานตลาด
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัท เป็นตำแหน่งสุดท้าย
หลังจากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็ก
ปูลาออกจากตำแหน่งในเอไอเอส โดยก่อนหน้านั้น
เธอได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือทั้งหมดตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2548
เพื่อบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และยังดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม
และเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี อีกด้วย

ซึ่งเมื่อไล่เรียงออกมา เช่นเคย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยมีประสบการณ์เล่นการเมืองเลย...!


X : Generation - X

เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ หมายถึง คนที่เกิดตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 1960
ตั้งแต่ปี 1965 เป็นต้นไปจนถึงปลายทศวรรษ 1970
โดย ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดเมื่อปีค.ศ. 1967
นอกจากนี้ยังมีผู้นำประเทศมากความสามราถ
ที่เกิดมาในยุค Generation – X ด้วยเช่นกัน ได้แก่
นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ เดวิด คาเมรอน ผู้เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1966 เป็นต้น


Y : Yindi Ramingwong (อ่านว่า "ยินดี ระมิงวงศ์")

นายเลิศ ชินวัตร บิดาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่งงานกับ น.ส.ยินดี ชินวัตร
(หรือนามสกุลเดิม ระมิงวงศ์)
ซึ่งเป็นธิดาในเจ้าหญิงจันทร์ทิพย์ (ณ เชียงใหม่) ระมิงวงศ์ (วิกิพีเดีย)

Z : Zigzag

ได้รับการขนานนามตลอดการเดินทางหาเสียงและออกรายการทีวีว่า
เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ที่ตอบคำถามได้คลุมเครือมากที่สุดคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องการนิรโทรกรรมของพี่ชาย เรื่องไม่จดทะเบียนสมรส
เรื่องชี้แจงคำให้การต่อศาลกรณีซุกหุ้นของพี่ชาย
จนมีหลายฝ่ายจ้องจะใช้เหตุผลเหล่านี้
เตะ "สกัด" และ "โค่น" ล้มตั้งแต่เธอยังไม่ได้บริหารประเทศเลย...!

เหนืออื่นใดความหมายผูกโยง A-Z ทั้งหมด จะเป็นจริงได้หรือไหม
หรือนโยบายสร้างฝันของพรรคเพื่อไทยจะทำได้จริงหรือไม่
อีกไม่นานเราคงจะได้เหตุฝีมือของเธอ (และพี่ชาย)...?


Twitter : Fern_Thairath

Twiiter : raydo_Thairaht


http://www.thairath.co.th/content/life/192478

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/08/54 นายกฯ เงา จะตามหลอนนายกฯ จริง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ขอแสดง ความยินดี นารีสวย
ผู้เลอด้วย จารีตงาม ตามสมัย
ผงาดเด่น เป็นเลิศ เชิดชูไทย
มาเติมสุข สดใส ให้ผองชน....

ทั้งปัญหา น้ำท่วม ยังอ่วมอยู่
ให้เป็นผู้ อาสา อย่าล่องหน
อีกปัญหา สารพัน มันปะปน
ให้หลุดพ้น ความทุกข์ยาก ลำบากใจ....

ยังมีเรื่อง ปรองดอง ปากท้องด้วย
ขอจงช่วย สานรัก อย่าผลักใส
อีกปัญหา ที่เห็น เขมร-ไทย
จงแก้ไข เร็วรี่ อย่ารีรอ....

เอาคนผิด มาลงโทษ คนโฉดชั่ว
พวกตามัว หน้าด้าน มารหัวหมอ
ให้ความดี จงประจักษ์ เหมือนถักทอ
เพื่อเกิดก่อ ความรัก สามัคคี....

ส่วนพวกเงา สิ้นคิด จิตวิปลาส
แค่เติมวาด สีสัน วันปล่อยผี
มันแค่แก๊งค์ กวนเมือง เรื่องอัปรีย์
ไร้ศักดิ์ศรี อย่ามองเห็น เป็นสำคัญ....

ประชาชน หวังพึ่งพา อย่าท้อแท้
เดินหน้าแก้ ทุกปัญหา อย่าหุนหัน
พวกเรายัง "ร่วมด้วย" ช่วยฝ่าฟัน
กันและกัน เคียงคู่ สู้ต่อไป....

๓ บลา / ๙ ส.ค.๕๔

สุรชา บุญเปี่ยม: ฮ.ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: การเน้นเป็นการเน้นโดยประชาไท

ปู่ คออี้ กะเหรี่ยงดั้งเดิมแก่งกระจาน พ่อของหน่อแอ ผู้เดินป่าเข้าไปช่วย 4 ตชด.พ้นจากป่านรกบางกลอย เมื่อปี 2535 วันนี้เขาถูกจับกุมฐานบุกรุกป่า เด็กหญิงคือลูกของหน่อแอ หลานปู่คออี้...ขอขอบคุณ หนุ่ม เดลินิวส์ ผู้ถ่ายภาพ

"ในป่าสงวนซึ่งทาง ราชการได้ขีดเส้นไว้ว่าเป็นป่าสงวน หรือป่าจำแนก แต่ว่าเมื่อเราขีดเส้นไว้ประชาชนก็อยู่ในนั้นแล้ว เขาจะเอากฎหมายป่าสงวนไปบังคับคนที่ยังอยู่ในป่าที่พี่งสงวนทีหลัง โดยขีดเส้นบนแผ่นกระดาษ ก็ดูชอบกลอยู่ แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อขีดเส้นแล้ว ประชาชนทีอยู่ในนั้นก็กลายเป็นฝ่าฝืนกฎหมายไป ถ้าดูในทางกฎหมายเข้าก็ฝ่าฝืน เพราะตราเป็นกฎหมายอันชอบธรรม แต่ถ้าดูตามธรรมชาติ ใครเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ก็ผู้ที่ขีดเส้นนั่นเอง เพราะว่าบุคคลผู้อยู่ในป่านั้นเขาอยู่ก่อน เขามีสิทธิในความเป็นมนุษย์หมายความว่า ทางราชการบุกรุกบุคคลไม่ใช่บุคคลรุกบ้านเมือง"

บาง ตอนจากพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวันรพี ณ พระตำหนักจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2516

000

ผม อ่านเอกสารประกอบการเสวนา "ฮ.ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเช้าวันนี้ ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก่อนจะลงชื่อในเอกสารลงทะเบียนสำหรับสื่อมวลชน ผมกรอกชื่อ นามสกุล แล้วชะงัดนิดหนึ่งเมื่อเห็นช่องต้องกรอก "ที่ทำงาน" แล้วตัดสินใจเขียนลงไปว่า "ผู้สื่อข่าว..." ตามด้วย e-mail และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ผมไม่มีสังกัดเป็นผู้สื่อข่าวมานานกว่า 1 ปีแล้วจึงไม่มีที่ทำงาน แต่ผมคิดว่าผมไม่ได้หลอกลวงผู้ใดว่าผมเป็นผู้สื่อข่าว เพราะผมมาที่นี่เพื่อทำข่าวและรายงานข่าว

ห้องนี้เคยใช้จัดงานมอบ รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์ อันเป็นรางวัลสำหรับสื่อมวลชนผู้มีผลงานข่าววิทยุและโทรทัศน์ยอดเยี่ยม เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2548 วันนั้น ผมเดินขึ้นบนเวทีรับรางวัลข่าวสืบสวนสอบสวนยอดเยี่ยมโทรทัศน์จากข่าว "ปล่อยแพะ จอบิ" จาก พล.อ.พิจิตร กุลละวาณิชย์ องคมนตรี ประธานในพิธี ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องและการแสดงความยินดีจากเพื่อนๆร่วมอาชีพสื่อมวล ชน

"เชิญคุณลุงนั่งที่โต๊ะผู้สื่อข่าวค่ะ"

หญิงสาววัย 20 ปีเศษ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมกล่าวและมองไปที่โต๊ะยาวรูปเกือกม้า ด้านโค้งในสุดเป็นที่นั่งสำหรับผู้เข้าร่วมเสวนา 3 คนกับผู้ดำเนินรายการอีก 1 ตามแนวยาว 2 ด้านเป็นที่สำหรับผู้สื่อข่าวด้านละประมาณ 10 ที่นั่ง ในห้องยังมีที่นั่งสำหรับผู้สื่อข่าวอีกหลายแถวประมาณ 20 ที่นั่ง

ผม เลือกที่นั่งไกลสุดด้านขวามือของผู้ร่วมเสวนาซึ่งเป็นเก้าอี้เปล่า ไม่มีโต๊ะเพื่อรองสมุดจดบันทึกการเสวนาที่กำลังจะเริ่มขึ้น ผมกระดากใจที่จะไปนั่งที่เก้าอี้ซึ่งอยู่ที่โต๊ะรูปเกือกม้า โต๊ะนั้นเหมาะสำหรับสื่อมวลชน "ตัวจริง" มากกว่า นักข่าวสาวหลายสำนักนั่งอยู่ที่นั่นพร้อมโน้ทบุ้ค ขณะที่ผมดึงสมุดจดบันทึกข่าวเล่มเก่าจากกระเป๋าสะพาย เป็นสมุดเล่มเก่าที่ใช้บันทึกข่าวครั้งสุดท้ายเมื่อผมยังทำงานอยู่ในสำนัก ข่าวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศนี้

"ผู้ร่วมสัมมนาวันนี้คือ คุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน คุณสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงเพื่อการพัฒนา และคุณวุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคมอำเภอสวนผึ้ง"

คุณชุติมา นุ่มมัน ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชน ผู้ดำเนินรายการกล่าวเมื่อผู้ร่วมเสวนา "ฮ.ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน"

ทั้ง 3 นั่งประจำที่ ช่างภาพข่าวโทรทัศน์ 2 คนต่างสถานีเริ่มบันทึกภาพ

ผู้ ดำเนินรายการเริ่มคำถามแรก ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกล่าวถึงความเป็นมาของยุทธการผลักดัน ชนกลุ่มน้อยออกจากพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ซึ่งตามมาด้วยเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกถึง 3 ลำในเวลาไล่เลี่ยกัน มีผู้เสียชีวิตเป็นทหาร 16 นาย ช่างภาพโทรทัศน์ 1 คน รวม 17 คน บาดเจ็บสาหัสอีก 1 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่รู้กันดีอยู่แล้ว

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวถึงยุทธการผลักดันชนกลุ่มน้อยว่า เนื่องจากมีชนกลุ่มน้อยจากประเทศเพื่อนบ้านคือชาว "กะหร่าง" เข้ามาทำไร่เลื่อนลอยในเขตอุทยานฯมานานแล้ว โดยสภาพป่ามีพื้นที่กว้างใหญ่มาก การเดินป่าเพื่อปฏิบัติงานต้องใช้เวลานานถึง 15 วัน จึงสามารถเดินป่าได้เพียง 1 ใน 4 ของพื้นที่ จึงต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ของทหารเข้าร่วมปฏิบัติงาน

"เมื่อปี 2537-2541 เคยมีการอพยพชาวกะหร่างมาจัดสรรที่ทำกินให้ มีโครงการณ์ในพระราชดำริให้ความช่วยเหลือ หลังจากนั้นไม่มีโครงการณ์อีก ในปี 2552 เจ้าหน้าที่พบว่ามีการทำไร่เลื่อนลอยจากวงเดิมในผืนป่า จึงจำเป็นต้องผลักดันให้คนเหล่านี้ออกไป"

" ตั้งแต่ปี 2552-2554 อุทยานฯได้ปฏิบัติการตามยุทธการผลักดัน 5 ครั้ง โดยครั้งแรกเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวกะหร่างให้เข้าใจว่า เป็นผู้บุกรุกเข้ามาตัดโค่นต้นไม้ทำให้ป่าเสื่อมโทรม ขอให้ออกไป คิดว่าคงได้ผลแต่ไปดูอีกทีก็ยังมีการบุกรุกอยู่เหมือนเดิม เข้าใจว่าคงไม่ไปแน่คงต้องอพยพ ครั้งที่ 3 ชาวกะหร่างก็ยังอยู่เหมือนเดิมอีก จึงสั่งการให้รื้อบ้านทิ้ง 5 หลัง ครั้งที่ 4 ได้ไปกับทหาร ใช้ ฮ.บินเข้าไป ผมสั่งให้เผาบ้าน 5 หลังนั้นที่รื้อไว้ ส่วนชาวบ้านไม่อยู่ คงอยู่แถวๆนั้น ครั้งที่ 5 พบอีก 22 จุด ที่มีการบุกรุกทำไร่ พบบ้าน 7 หลัง บ้านยังอยู่ คนยังอยู่แต่คงหนีออกจากบ้าน เข้าใจว่าชาวกะหร่างคงรู้แล้วว่าอยู่ต่อไปในประเทศไทยไม่ได้แล้ว ที่น่าห่วงก็คือมีการพบแปลงกัญชาบริเวณชายแดนและในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน"

ผม นั่งฟัง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำได้ว่าเมื่อราวต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวในโทรทัศน์ว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับทหารค่ายทัพ พระยาเสือ ปฎิบัติการตามยุทธการอพยพชนกลุ่มน้อยในเทือกเขาตะนาวศรี โดยนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบิน มีการเดินเท้าเข้าไปผลักดันชนกลุ่มน้อย คงเป็นครั้งนี้เองที่เป็นครั้งที่ 4 ที่มีการเผาบ้านของผู้ที่ถูกเรียกว่า"กะหร่าง"

"พื้นที่ที่ผลักดันคือโซน 1"

หัว หน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอธิบาย โดยพับกระดาษขนาดเอ 4 เป็น 4 ส่วน ส่วนบนสุดด้านซ้ายมือคือโซน 1 ผมดูจากแผนที่คือบริเวณพื้นที่ที่เป็นบ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน โซนที่ 3 ใต้โซนที่ 1 คือจุดที่ ฮ.ตกเลยเข้าไปในพม่าไม่มาก

"ตามยุทธการครั้งที่ 3 4 5 ใช้กำลัง 118 นาย ประกอบด้วย ตชด.ตำรวจภาค 7 เจ้าหน้าที่อุทยาน และทหารหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ครั้งที่ 6 วันที่ 11-15 กรกฎาคม มีเจ้าหน้าที่อุทยานร่วมด้วย 4 นาย" ครั้งนี้เป็นครั้งที่นำมาซึ่งการนำเฮลิคอปเตอร์ไปปฏิบัติอีกครั้ง และตามมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ตกถึง 3 ลำ

000

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาเพื่อการพัฒนา ผู้ร่วมเสวนาคนที่ 2 เริ่มเสวนาด้วยการชี้ลงไปชัดเจนเลยว่า ชนกลุ่มน้อยหรือชาวกะหร่างที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอ้างถึงไม่ใช่ ชาวกะหร่างซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างหากแต่อย่างใด หากแท้จริงแล้วคือชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง และเป็นชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมในพื้นที่ป่าแก่งกระจานนั่นเอง

"ผมขอชี้แจงว่า กะหร่างในประเทศไทยไม่มี!!"

เสียง ค่อนข้างดังผ่านไมโครโฟนทำให้ผมต้องเงยหน้าดูสีหน้า ท่าทางของผู้พูด แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ ผมรู้จัก ผอ.สุรพงษ์ดี ว่าเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม นอกจากผมเคยร่วมไปทำข่าวในกิจกรรมของชาวกะเหรี่ยงหลายต่อหลายครั้ง โดยส่วนตัว เรารู้จักกันมานานคั้งแต่เป็นนักศึกษา จนถึงวันนี้ก็นานถึง 30 ปีแล้ว

"คนกะเหรี่ยงในประเทศไทยมีประมาณ 5 แสนคน เผ่าใหญ่คือสกอร์หรือปกากะญอ อีกเผ่าคือโพล่ง หรือโผล่ว "

ผู้ อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาเพื่อการพัฒนา อธิบายต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2539 ได้มีความพยายามของหน่วยงานต่างๆให้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยให้ถูก ต้อง กลุ่มกะเหรี่ยงก็คือกะเหรี่ยง ไม่เรียกว่ากะหร่าง

"กะหร่าง เป็นคำเรียกเหมือนการดูถูก กะเหรี่ยงเผ่าโพล่ง ในกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเผ่าหนึ่งของกะเหรี่ยง และเรียกกะเหรี่ยงสกอร์ว่ากะหร่างเพราะพูดสำเนียงต่างกัน เช่นเดียวกัน ปกากะญอในจังหวัดภาคเหนือเช่นเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก เรียกกะเหรี่ยงโพล่งว่ากะหร่าง แท้จริงคือกะเหรี่ยงเหมือนกัน"

"ในพม่าก็ไม่มีกะหร่าง มีแต่กะเหรี่ยง !!"

"มี หลักฐานชัดเจนว่าชาวกะเหรี่ยงในโป่งลึก บางกลอย คือกะเหรี่ยงดั้งเดิมหรือกะเหรี่ยงติดดิน ปี 2512 และ 2513 ทางการไทยได้สำรวจชาวกะเหรี่ยงและให้เหรียญชาวเขา นั่นคือการยอมรับว่าทางการต้องการให้กะเหรี่ยงยอมรับว่าตัวเองคือคนของ ประเทศไทย"

ถึงตรงนี้ ภาพในจอโปรเจคเตอร์แสดงรูปเหรียญชาวเขา เป็นเหรียญโลหะสีเงิน ก่อนหน้านั้นเป็นภาพบ้านกะเหรี่ยงสร้างด้วยไม้ไผ่ มุงหญ้าแฝกถูกทหาร ผูกผ้าพันคอสีฟ้าเผา ภาพของกลางถูกยึดเป็นอุปกรณ์การเกษตรเช่นเคียวเกี่ยวข้าว มีดพร้า

"อย่าง นายจอบิ คนร้ายคดียิงรถนักเรียนที่ราชบุรี ที่เป็นแพะและศาลปล่อยตัวไป ก็เป็นกะเหรี่ยงในพื้นที่นี้ ปัจจุบันได้บัตรประชาชนเป็นคนไทยไปแล้ว"

คดี คนร้ายยิงรถนักเรียน โรงเรียนบ้านคาวิทยา จังหวัดราชบุรี เมื่อปี 2545 ผมได้ติดตามทำข่าวนี้ยาวนานเกือบ 2 ปี จึงได้รู้ว่านายจอบิ เมื่อจะถูกผลักดันให้ออกนอกประเทศที่จังหวัดกาญจนบุรี เพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนไทย นายจอบิไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาทางไหน เข้ามาในประเทสไทยได้อย่างไร เกิดมาก็อยู่ในป่าแก่งกระจาน ไม่เคยทำบัตรประชาชน การผลักดันนายจอบิออกไปก็เท่ากับว่าผลักดันคนในประเทศไทยไปประเทศอื่น เพียงเพราะว่าเขาพูดภาษาไทยไม่ได้ พูดได้แต่ภาษากะเหรี่ยง หน่วยงานของรัฐเลยเหมาไปเลยว่าเป็นคนจากประเทศเพื่อนบ้าน !

"ไม่ เคยมีใครบอกได้ว่ากะเหรี่ยงเหล่านี้เข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านช่อง ทางไหน เข้ามาเมื่อไหร่ ก็เพราะเขาอยู่กันที่นั่นมานานแล้ว เป็นร้อยปีขึ้นไป อย่างน้อยก็ก่อน 2527 ป่าแก่งกระจานคือบ้านของกะเหรี่ยงดั้งเดิม"

" ชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งคือหน่อแอ ลูกของปู่คออี้ ผู้เฒ่าอายุ 103 ปี คือผู้ที่ช่วย ตชด.จากป่าบางกลอยให้พ้นจากความตายในป่า วันนี้ เขาตกเป็นผู้บุกรุกป่าไปแล้ว " เสียงนายสุรพงษ์ดังขึ้น จนผมต้องเงยหน้ามองอีกครั้ง

"ปี 2535 ผมบอกได้เลยว่า ตชด.เข้าไปปฏิบัติงานในป่าแก่งกระจาน ปะทะกับฝ่ายตรงข้าม เสียชีวิต 4 ศพ ที่เหลืออีก 4 ติดอยู่ในป่าบางกลอย หน่อแอ ลูกปู่คออี้เป็นชาวกะเหรี่ยงที่เข้าไปช่วยค้นหาและเป็นผู้ช่วยชีวิต ตชด.ที่ติดในป่า 35 วัน ขึ้น ฮ.กลับออกมาได้"

เขาชูหนังสือ 35 วันนรกในป่าบางกลอย ของเริงศักดิ์ กำธร นักเขียนชื่อดังโชว์ต่อสื่อมวลชน

ปู่ คออี้ที่อ้างถึงก็คือชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน เจ้าของฉายาจอมขมังเวทย์แห่งเทือกเขาตะนาวศรี ด้วยความเชื่อว่าคนที่เป็น "จอมพราน"นั้น คือผู้ที่สามารถติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติได้ นอกเหนือไปจากฝีไม้ลายมือ และความรอบรู้ในเรื่องของป่า ป่าอันเป็นต้นกำเนิดของชาวกะเหรี่ยง ถ้าเป็นคนไทยที่เชื่อถือในไสยศาสตร์ เรื่องลี้ลับ สิ่งศักดิ์ศิทธิ์ในธรรมชาติก็คือเจ้าป่า เจ้าเขา นั่นเอง

000

บรรยากาศ ในห้องเสวนาดูเหมือนว่าจะร้อนแรงขึ้น ทั้งๆ ที่แอร์เย็นฉำ เมื่อนายวุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคมชาวอำเภอสวนผึ้งถึงคิวพูด เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมและประเพณีกะเหรี่ยง ผู้ที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในความรอบรู้เรื่องของชาวกะเหรี่ยง คนจำนวนมากเรียกเขาว่า "อาจารย์วุฒิ" แม้ว่าจะมีอาชีพเป็นชาวนาก็ตามที

"ผมเป็นกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงโพล่ง"

"มี หลักฐานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว ฝรั่งมาสำรวจป่า เขียนบันทึกเรื่องชาวกะเหรี่ยง เรื่องสัตว์ป่า หน่วยงานของรัฐไม่รู้ว่ากะเหรี่ยงคืออะไร กะหร่างคืออะไร"

"ใน เรื่องพื้นที่ ชาวกะเหรี่ยงอยู่กันมานานแล้ว ตั้งแต่ปากท่อ หนองหญ้าปล้อง ป่าเด็ง บางกลอย ป่าละอู เหรียญชาวเขาปี 2512 ที่ให้กะเหรี่ยงก็บ่งบอกความเป็นไทย บริเวณใจแผ่นดิน เพชรบุรี คือพื้นที่ดั้งเดิมของกะเหรี่ยงในแก่งกระจาน "

"การใช้คำเรียกที่ไม่ชัดเจนว่าชนกลุ่มน้อย เป็นใคร เป็นการสร้างวาทะกรรมคลุมเครือ นำไปสู่การปฏิบัติต่อกลุ่มคนส่วนหนึ่ง (ว่าเป็นคนละพวก) เหมือนกับครั้งหนึ่งที่เคยมีการเรียกคนกลุ่มหนึ่งว่า ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) เช่นการใช้คำว่ากะหร่าง ไม่เรียกกะเหรี่ยง ทำให้มีความชอบธรรมในการทำลายล้าง"

"ส่วนเรื่องการเผายุ้งข้าว มีการเผาจริงๆ!"

ประธานประชาคนสวนผึ้งเน้นเสียงหนักแน่น สั่นเครือคล้ายกำลังสะอื้นไห้

ผม ยังจำได้ดีว่า หลังจากได้รู้ข่าวเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับทหาร ขึ้น ฮ.ไปผลักดันชาวกเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน ผมได้โทรไปหาอาจารย์วุฒิ สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำงานเป็นผู้สื่อข่าวแล้วก็ตาม

"มีเผาบ้าน เผายุ้งฉางข้าว ผมกำลังติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังองค์กรคริสต์ นำข้าวไปช่วยชาวบ้าน ตอนนี้คนที่ถูกผลักดันไปอาศัยญาติพี่น้อง มีปู่ที่ล่าแรดรวมอยู่ด้วย"

อาจารย์วุฒิ หมายถึงเพื่อนเก่าของพ่ออายุ 103 ปี ต่อมาก็รู้กันทั่วว่าคือปู่คออี้ นั่นเอง

"ชาวบ้านไปขอข้าว เจ้าหน้าที่ไม่ให้ บอกว่าดัดนิสัย"

หลัง จากนั้นไม่นาน อาจารย์วุฒิได้เดินทางไปแก่งกระจานเพื่อนำข้าวสาน อาหารแห้งไปให้ชาวกะเหรี่ยงที่เดือดร้อน แต่ไม่ได้นำขึ้นไป คงฝากไว้ที่เจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน

"ฝนตก เข้าไปลำบาก ฝากข้าวไว้ที่อุทยานฯ"อาจารย์วุฒิบอกผมในเวลาต่อมา

ผมเพิ่งมารู้ในวันนี้เองว่า ทำไมข้าวที่อาจารย์วุฒิจะนำไปให้ชาวกะเหรี่ยงจึงไปไม่ถึงมือพวกเขาในวันนั้น

"พี่น้องกะเหรี่ยงบอกผมว่า ข้าวถูกเผา เขามองกะเหรี่ยงไม่ใช่คน !"

ข้าวไปไม่ถึงมือ ไม่ถึงท้องชาวกะเหรี่ยงที่ถูกบอกว่าเป็นกะหร่างก็เพราะติดอยู่ที่อุทยานฯ ไม่ได้เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ

"ผู้นำท้องถิ่นบอกผมว่า พระธุดงค์มีเจ้าหน้าที่ไปรื้อเพิงพักที่จัดไว้ให้พระธุดงค์"

"เรื่อง ฮ.ตก นี่ใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น พอ ฮ.ตก ทหารในสวนผึ้งซึ่งเคยไปร่วมงานงานชาวบ้านกะเหรี่ยงก็ไม่ไป"

"พวก กะเหรี่ยงที่ถูกกระทำก็ถือว่าต้องอดทน อดทนต่อไป ไม่ตอบโต้ ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าทุกสิ่งมีชีวิต มีวิญญาณ คนมีวิชาอาคมเขาจะทำหรือไม่ทำ เขาจะไม่บอก"

อาจารย์วุฒิกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ตกถึง 3 ลำ ที่มีข่าวตามสื่อต่างๆเรื่องอาถรรพณ์ในป่าแก่งกระจาน

"คนกะเหรี่ยงเชื่อเรื่องเลข 7 ซึ่งหมายถึงเรื่องดีและร้ายสุดๆ พอ ฮ.ตกมีผู้เสียชีวิต 17 คน ผมบอกจบแล้ว

000

ใน รอบ 2 ของการเสวนา คุณชุติมา นุ่มมัน ผู้ดำเนินรายการ ให้ผู้ร่วมเสวนาพูดอีกรอบ ผมมองนาฬืกาข้อมือ เพิ่งรู้ว่าได้มีการพูดกันกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว ในรอบนี้จึงเป็นการสรุปเรื่องที่พูดในรอบแรกมากกว่า

"ผมยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่เผายุ้งข้าวชาวบ้าน และกระทำตามหลักมนุษยธรรมด้วยซ้ำ"

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกล่าวในตอนหนึ่ง

"เราจับกุมยึดปืนได้ มีอาวุธสงครามด้วยแต่เราไม่ยึดไว้ มีฐานปืน ค.ด้วย เรายึดปืนมากระบอกเดียว"

"ผมรู้ว่าอาจารย์วุฒินำข้าวของไปแจก ผมไม่เห็นด้วย เท่ากับไปส่งเสริมคนพวกนี้"

"มติ คณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่องนโยบายในการฟื้นฟูชีวิตชาวกะเหรี่ยง ข้อ 2.1 ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็น ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม"

"เรื่อง การจัดการทรัพยากร มติ ครม.ยังได้ระบุให้ส่งเสริมและยออมรับระบบไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรม ของกะเหรี่ยงที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและพอเพียง รวมทั้งผลักดันระบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม มติให้ส่งเสริมไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเพื่อผลักดันให้เป็นมรดกโลก ไม่ใช่ให้ทำลาย" สุรพงษ์ กองจันทึก กล่าว

"ความผิดบาปต่อแม่โพสพ การกระทำรุนแรงต่อข้าว บาปสูงเสียดฟ้า หนักกว่าแผ่นดิน การตอบแทนต่อผู้กระทำก็คือการตอบแทนของธรรมชาติ" อาจารย์วุฒิกล่าวถึงความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง

เวลา 12 นาฬิกา ผมเดินออกจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คิดว่าจะนำเสนอข่าวนี้อย่างไร เวลานั้น ผมยังไม่ยอมรับความจริงว่าผมไม่ใช่ผู้สื่อข่าวอีกต่อไปแล้ว เรื่องที่ผมได้ไปฟังมา นักข่าวรุ่นลูกก็คงกลับสำนักพิมพ์ กลับสถานีโทรทัศน์ เขียนข่าวรายงานกันไปแล้ว ผมนึกถึงโน้ทบุ้คของผู้สื่อข่าวแต่ละคน บางทีพวกเขาอาจจะเขียนข่าวเสร็จตรงนั้น ส่งจากตรงนั้นไปแล้วก็ได้

ผม นั่งรถเมล์กลับมาบ้าน แล้วเขียนรายงานเรื่องนี้เพื่อให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เพิ่งเขียนเสร็จเมื่อเวลา 21 นาฬิกา 15 นาทีนี่เอง ถ้ามีใครกด "ถูกใจ"สัก 10 คน ผมก็พอใจแล้วครับ

คณะปฏิรูปกฎหมายเตรียมเสนอรัฐบาล คว่ำร่าง กม.ชุมนุม

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 54 เวลา 13.00 น. คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจัดโครงการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นการปฏิรูป กฎหมายด้านเสรีภาพทางการเมือง หรือกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ

สุขุมพงศ์ โง่นคำ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะว่า ร่างกฎหมายนี้เสนอโดยคณะรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับหลักการเมื่อ 9 มีนาคม 2554 และมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญเมื่อ 10 มีนาคม 54 ล่าสุดร่างกฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วและได้เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา แต่เมื่อมีการยุบสภา กฎหมายฉบับนี้ต้องถือว่าตกไปชั่วคราว ซึ่งหากรัฐบาลใหม่แถลงนโยบายแล้ว ถ้ารัฐบาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่ ก็จะนำร่างกฎหมายที่ค้างอยู่มาพิจารณาได้ แต่หากไม่เห็นชอบกฎหมายนี้ก็ตกไป
อัคร พงษ์ เวชยานนท์ รองผอ.สำนักวิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวถึงสาระสำคัญในร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯแล้ว ว่า สาระสำคัญคือการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่ถ้าการชุมนุมนั้นมีลักษณะเป็นการกระทบต่อสาธารณะ ก็จะกำหนดให้มีการแจ้งล่วงหน้า 24 ชม.แต่เนื่องการการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช้หลักอนุญาต แต่ใช้หลักการแจ้ง เมื่อปรากฏว่าการชุมนุมดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมได้ และหากศาลตัดสินให้เลิกการชุมนุม ผู้ชุมนุมสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้
นอก จากนี้ ยังมีการกำหนดหน้าที่ของผู้ชุมนุม ว่าต้องทำหน้าที่เป็นผู้ชมนุมที่ดี ไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบต่อประชาชนที่จะใช้พื้นที่สาธารณะ ในส่วนหน้าที่ของรัฐ ก็มีหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่นอำนวยความสะดวกทางจราจร เป็นต้น
ทั้งนี้ นายอัครพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่าควรต้องมีกฎหมายฉบับนี้ในประเทศไทย และการจะรอให้การชุมนุมสาธารณะเป็นวิวัฒนาการทางสังคมดังเช่นประเทศต่างๆ มันคงจะช้าเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ให้มีการให้ความรู้ประชาชนไปเป็นเรื่องคู่ขนานระหว่างที่กฎหมายนี้ยังไม่ บังคับใช้ ซึ่งคณะกรรมการและภาคประชาสังคมต้องให้ความรู้ต่อประชาชนในวงกว้าง
ภาคประชาชนค้าน เป็นไปไม่ได้ที่จะแจ้งให้ทราบก่อนชุมนุม
สม ชาย หอมลออ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า ประเด็นที่กำหนดให้มีการ "แจ้งให้ทราบ" ก่อนการชุมนุม ยังเป็นข้อถกเถียง บางส่วนเห็นว่าจำเป็น บางส่วนเห็นว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ในเรื่องนี้ จินตนา แก้วขาว นักเคลื่อนไหวจากประจวบคีรีขันธ์เห็นว่า เวลาชาวบ้านเวลาชุมนุม เขาเป็นคนละฝ่ายกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ การจะให้มาแจ้งก่อนการชุมนุมเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
โยนให้ศาลตัดสิน ขัดหลักแบ่งแยกอำนาจ
ไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า ในประเทศไทย การชุมนุมนำไปสู่สิทธิ คือถ้าไม่ชุมนุมจะไม่ได้สิทธิ ต้องชุมนุมถึงจะได้สิทธิ ไม่ว่าจะสิทธิที่ทำกิน หรืออื่นๆ การชุมนุมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการตอบสนองต่อเรื่องสิทธิของรัฐมันไม่จริงจัง ถ้าไม่ชุมนุมก็ไม่ได้
ไพโรจน์ เห็นว่า เนื้อหาในกฎหมายไปกำหนดว่าชุมนุมได้ที่ไหน ผู้ชุมนุมทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง ถ้าทำผิด เจ้าหน้าที่จะไปแทรกแซง หมายความว่า กฎหมายนี้อำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ เอาหลักการไปกำหนดหน้าที่ผู้ชุมนุม แล้วค่อยเปิดให้เจ้าหน้าที่ไปควบคุม นอกจากนี้ ยังมีหลักการที่ให้ศาลไปตัดสินว่าชุมนุมแบบไหนทำได้ ซึ่งหลักการเช่นนี้ถือว่าผิด มันคล้ายว่ากลัวฝ่ายบริหารบริหารไม่ได้ ก็ไปให้ศาลคิด แต่คนบังคับก็คือตำรวจ มันเหมือนกล้าๆ กลัวๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
พรนภา มีชนะ เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเห็นว่า ปัญหาใหญ่ในร่างกฎหมายนี้คือเรื่องการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ คือการให้อำนาจศาลในการตัดสิน เช่น เรื่องการให้อำนาจศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยให้ยุติการ ชุมนุม ทั้งที่กฎหมายนี้กำหนดเรื่องการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นการกระทำทาง ปกครอง แต่เมื่อโยนไปให้ศาลแล้ว หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ถือเป็นเรื่องขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ อันอาจขัดรัฐธรรมนูญด้วย
กฎหมายไม่กำหนดหลักปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่
เรือง รวี พิชัยกุล จากมูลนิธิเอเชีย แสดงความเห็นว่า ส่วนที่ขาดหายไปในร่างกฎหมายนี้ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่รู้อยู่ดีว่าต้องทำอะไรบ้าง มันไม่มีคำอธิบายอย่างละเอียด เช่นว่าถ้าให้เลิกการชุมนุมแล้วไม่เลิก ตำรวจต้องทำอย่างไร มันควรมีกติกาออกมาให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร และเป็นไปตามกติกาสากล ซึ่งควรกำหนดทางการบริหารลงไปถึงขั้นที่ว่า ใครจะเป็นผู้จัดการการชุมนุม แต่ในร่างนี้ก็ไม่มีรายละเอียดที่กำหนดมาตรการจากเบาไปหาหนัก
ใช้อะไรแทนได้ ถ้าไม่มีกฎหมายชุมนุม
นพ.นิ รันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายมากมาย แต่กฎหมายที่ไม่ควรจะออกคือกฎหมายชุมนุมสาธารณะ และนี่เป็นความพยายามจะจัดการทางการเมืองมากกว่า ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากผู้ชุมนุม แต่เกิดจากผู้ที่ต้องการความรุนแรงเพื่อนำไปสู่ชัยชนะ ขณะที่การชุมนุมที่เราพูดกันอยู่มันไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง ชาวบ้านชุมนุมเพราะไม่ได้รับความไม่เป็นธรรม สิ่งที่เราพบในคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องการความเป็นธรรม เขาถูกทำร้าย เช่นกรณีชาวบ้านที่ภาคเหนือออกมาชุมนุมแล้วถูกผู้ว่าฯไปฟ้องร้องว่าเขาไปปิด ถนน ถ้าเราออกพ.รบ.ชุมนุมออกมา เมื่อผู้ชุมนุมเขาเดือดร้อน แต่เมื่อเขามาชุมนุม เขากลับถูกฟ้องร้องอีก และน่าสนใจว่าการละเมิดส่วนใหญ่ 99% มันมาจากการที่หน่วยงานของรัฐและกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ไปสร้างความไม่เป็น ธรรมขึ้น
หากเราไม่ออกกฎหมาย แต่สร้างแผนงานขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุมว่าหน่วยงานของรัฐจะมีแผนงานคุ้มครองผู้ชุมนุมอย่าง ไร กรณีการเผาศาลากลาง เป็นเพราะตำรวจและผู้ว่าฯในพื้นที่ไม่มีแผนว่าจะทำอย่างไรในการชุมนุม เขาจะมีมาตรการป้องกันความรุยแรงได้อย่างไร ที่จังหวัดแห่งหนึ่ง ตำรวจบอกว่าตำรวจก็มีแผนจากเบาไปหาหนัก จะหาเสื้อเกราะ กระสุนยาง มีเงินแต่ซื้อไม่ได้ ตำรวจก็มีไม่พอก็ต้องไปใช้หน่วยทหารซึ่งมองทุกคนเป็นศัตรู มาตรการทางทหารที่เอามาใช้นั้น คือการใช้คนไม่ถูกกับสถานการณ์ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น สถานการณ์ทางกาเรมืองที่ลุกลาม มันเกิดเพราะรัฐไม่มีแผนที่จัดการการชุมนุม ไม่มีมาตรการดูแลจากหน่วยงานรัฐ ทั้งที่สามารถดำเนินงานได้
ด้านพรนภา เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าวถึงประเด็นที่ว่า ในบ้านเมืองเราจำเป็นต้องมีกฎหมายชุมนุมไหม การที่เราไม่มีกฎหมายฉบับนี้มันทำให้รัฐเอากฎหมายอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องมา ใช้กับประชาชน เช่นกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาด การไม่มีกฎหมายชุมนุมก็ทำให้หยิบกฎหมายเหล่านี้มา ซึ่งในความเป็นจริง ทุกครั้งที่มีการชุมนุม ย่อมมีเรื่องที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่ถามว่าเอากฎหมายเหล่านั้นมาใช้ได้ไหม มันไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของกฎหมายเหล่านั้น และประชาชนเสียเปรียบแน่นอนเพราะกฎหมายเหล่านี้มีโทษทางอาญา
เงื่อนไขการชุมนุม "โดยสงบและปราศจากอาวุธ"
สุ นัย ผาสุข จากองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า สิ่งที่มักเจอคือคำกล่าวอ้างของผู้บังคับใช้กฎหมายว่า ยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงจะใช้อำนาจตามสั่งจากฝ่ายการเมือง หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เลือกที่จะไม่ทำหน้าที่อะไรเลย เมื่อตำรวจไม่ทำหน้าที่ ภาระก็ถูกยกไปให้เป็นหน่วยงานพิเศษอย่างกองทัพ ซึ่งจะส่งผลเสียมากมายตามมา
ร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนที่น่าสนใจคงเป็นเรื่องการนิยามว่าอะไรคือการชุมนุมสาธารณะ อะไรคือการชุมนุมที่สงบ ปราศจากอาวุธ แม้คำนิยามจะมีประโยชน์ แต่หากคนส่วนใหญ่ (ในที่ประชุม) เห็นว่าร่างควรตกไป แล้วจะทำอย่างไรดี ทางเลือกคือทำให้ร่างนี้ตกไป แล้วร่างกฎหมายขึ้นใหม่โดยภาคประชาชน และกรอบนิยามซึ่งผมเห็นว่าพอใช้ได้ในร่างนี้ ก็น่าจะหยิบไปใช้หากจะมีการร่างกฎหมายต่อไป
บรรเจิด สิงคเนติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่า การพูดเรื่องกฎหมายการชุมนุมขึ้นอยู่กับบริบทในสังคม เช่นหากเรื่องกฎหมายชุมนุมในพม่า แปลว่าเป็นเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้าเราพูดเรื่องนี้ในยุโรป มันจะเป็นเรื่องการดูแลของรัฐ สำหรับบริบทของไทย อาจมีนัยแบบแรก คือ เชิงจำกัด ทั้งนี้ การชุมนุมทางการเมืองในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และมีการกระทบสิทธิคน ซึ่งอาจเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าบางช่วง แต่ในระยะยาวกฎหมายฉบับนี้จะไปกระทบชาวบ้านที่เดือดร้อนเรื่องปากท้อง กฎหมายนี้จึงเป็นอุปสรรคมากสำหรับกระบวนการประชาชน
แต่ หากมองเชิงกฎหมาย ในแง่เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ การที่รัฐธรรมนูญรับรองเสรีภาพในการชุมนุมก็ไมได้หมายความว่ารับรองโดย ปราศจากขอบเขต ขอบวงที่รัฐธรรมนูญรับรองคือ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธในที่สาธารณะ กฎหมายนี้จะตกไปหรือไม่ก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อคือ การที่กลุ่มการเมืองต่างอ้างว่าปราศจากอาวุธนั้น ดังนั้น การทำความเข้าใจประเด็นนี้เป็นให้ตรงกันเป็นเรื่องสำคัญ
ประสานเสียงค้านกฎหมาย
จินต นา แก้วขาวเห็นว่า กฎหมายนี้ควรตกไปเลย เธอเล่าว่าปัจจุบันโดนกฎหมายอาญามาจัดการการชุมนุมแล้วราว 50 กว่าคดี หลายโครงการขนาดใหญ่ทำให้ชาวบ้านทุกข์ยาก และแทนที่จะออกกฎหมายเช่นนี้ น่าจะมีกฎออกมาแทนว่าเวลาชาวบ้านเดือดร้อนแล้วไปยื่นหนังสือ รัฐมีหน้าที่ต้องรับเรื่องและแก้ปัญหา ถ้ามีลักษณะนี้ ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องไปชุมนุมกันเยอะๆ
สาวิทย์ แก้วหวาน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคประชาชนเคยคุยกันว่า ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาลก็น่าจะสนใจผลักดันกฎหมายฉบับนี้ แต่สังคมไทยมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเยอะทั้งในแง่การบังคับใช้และการตีความ บางครั้งกฎหมายเขียนเพื่อพิทักษ์สิทธิ แต่การบังคับใช้กลับใช้เทคนิคเป็นสำคัญ ในส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ แต่หากมีความจำเป็นต้องมีกฎหมาย กระบวนการเริ่มต้นควรเริ่มจากฐานราก ถามจากภาคประชาชนว่าปัญหาอุปสรรคมันอยู่ตรงไหน แต่เราก็พิจารณาแต่จากร่างของรัฐบาล ไม่มีร่างประชาชนเลย กฎหมายนี้ ในหลักการก็พูดว่าให้สิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เนื้อหาหลายส่วนก็ไปจำกัดสิทธิเสรีภาพ
สมชาย หอมลออ กล่าวสรุปว่า ทีประชุมมีมติร่วมกันว่า ร่างกฎหมายนี้ควรตกไป เพราะเนื้อหาในร่างนอกจากจะไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยแล้ว ยังจะกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเสนอปัญหาของตัวเองต่อสาธารณะได้ นอกจากนี้ กฎหมายนี้ก็จะไม่สามารถจัดการการชุมนุมขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งปัจจุบันก็มีกฎหมายต่างๆ หลายฉบับที่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องมีกฎหมายใหม่ และการดำเนินการนั้นสามารถใช้ได้ทั้งในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ ที่ประชุมยังเห็นว่าแม้ในการใช้กฎหมายธรรมดาก็ยังมีปัญหาที่ใช้กฎหมายละเมิด ประชาชน
โดยสรุป ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งได้จากการประชุมครั้งนี้ คือ กฎหมายนี้ควรต้องตกไป ในฐานะที่อาจจะขัดต่อรับธรรมนูญมาตรา 63 วรรคแรก ว่าด้วยเสรีภาพการชุมนุม มาตรา 29 ซึ่งกฎหมายนี้อาจกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญของิทธิเสรีภาพเกินความจำกัด นอกจากนี้ กฎหมายนี้ยังไม่ครบองค์ประกอบเรื่องการตั้งคณะกรรมการ ที่มีกรรมการเพียง 24 คนจาก 36 คน โดยไม่มีพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมด้วย

"สันติประชาธรรม" แถลงค้าน รองอธิการ มก.แจ้งจับลูกศิษย์คดีหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการ นักศึกษา ประชาชนกว่าสี่ร้อยคนร่วมลงชื่อคัดค้านกรณีรองอธิการฯ ม.เกษตรฯแจ้งความจับลูกศิษย์คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและ พรบ.คอมพิวเตอร์ หากจะเป็น “ครูบาอาจารย์”ก็ควรที่จะถอนแจ้งความลูกศิษย์

กลุ่มนัก วิชาการสันติประชาธรรม ออกแถลงการณ์รณรงค์ร่วมลงชื่่อคัดค้านการกระทำของ นายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตฯ มหาวิทยาลัยเกษตร แจ้งความดำเนินคดีต่อนายนรเวศย์ ยศปิยะเสถียร นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ข้อหาผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ และ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 โดยศาลได้อนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พศ.2553 และต่อมา จนท.ตำรวจ สน.บางเขน ได้เข้าทำการจับกุมนายนรเวศย์ ยศปิยะเสถียร เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา

ในแถลงการณ์ ยืนยันว่าการแสดงความคิดเห็นของนายนรเวศย์เป็นไปตามหลักการ แห่งสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นในครรลองของระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเป้าหมายประการหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา และเรียกร้องให้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะถอนแจ้งความในกรณีนายนรเวศย์ นอกจากนั้นทางกลุ่มสันติประชาธรรมยังคงย้ำว่ามาตรา 112 ซึ่งมีปัญหาอย่างมาก ทั้งในส่วนของโครงสร้างบทบัญญัติ อัตราโทษ วิธีการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมไปถึงการพิจารณาการให้ประกันตัว

แถลงการณ์คัดค้านการจับกุมนายนรเวศย์ เศรษฐิวงศ์ ด้วยมาตรา 112


ถึงแม้สถานการณ์การเมืองมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทว่าปัญหาการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 รวมทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กลับเลวร้ายลง เพราะไม่เพียงแต่กิจกรรมไล่ล่าผู้แสดงความคิดเห็นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ใน สื่ออินเตอร์เน็ตยังดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ แม้แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอันเป็นสถาบันที่ควรสนับสนุนสิทธิและเสรีภาพใน การแสดงความคิดเห็นกลับเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีกับนิสิตของสถาบันด้วย กฎหมายดังกล่าวเสียเอง พวกเราซึ่งมีรายชื่อต่อท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้เห็นว่าพฤติการณ์ของผู้บริหาร มหาวิทยาลัยคนดังกล่าวขัดแย้งกับหลักการสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามระบอบ ประชาธิปไตยและไม่เกื้อหนุนต่อการสร้างสังคมแห่งปัญญาให้เกิดขึ้นได้ จึงมีข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้

1) ขอคัดค้านการกระทำของนายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการแจ้งความดำเนินคดีนายนรเวศย์ ยศปิยะเสถียร ตั้งแต่ปี 2553 โดยในขณะนั้นนายนรเวศย์ยังมีสถานะเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ การแสดงความคิดเห็นของนายนรเวศย์เป็นไปตาม หลักการแห่งสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นในครรลองของ ระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายประการหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตบัณฑิตที่มี ความรู้ กล้าแสดงออก และรับผิดชอบต่อสังคม ฉะนั้น หากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยเฉพาะในส่วนของผู้บริหารมีความประสงค์จะรักษา ชื่อเสียงของสถาบันและของตนในฐานะ “ครูบาอาจารย์”ไว้ก็ควรที่จะถอนแจ้งความ และเร่งช่วยเหลือนายนรเวศย์ในฐานะบัณฑิตที่ได้ทำหน้าที่ของเขาตามที่ถูกคาด หวังแล้ว

2) ขอคัดค้านการฟ้องร้องดำเนินคดีบุคคลใดก็ตามด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีปัญหาอย่างมาก ทั้งในส่วนของโครงสร้างบทบัญญัติ อัตราโทษ วิธีการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมไปถึงการพิจารณาการให้ประกันตัว ซึ่งกรณีนายนรเวศย์เป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว รวมถึง ความไร้มาตรฐานในการจับกุมดำเนินคดีเพราะได้มีการแจ้งความไว้ตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2553 แต่เพิ่งจะมาจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลแน่ชัดว่าเป็นเพราะเหตุใด

เพื่อสันติภาพและความเป็นธรรม
เครือข่ายสันติประชาธรรม

1. อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2. ชลิตา บัณฑุวงศ์ นักศึกษาปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาวาย
3. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
4. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
5. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
7. นิรมล ยุวนบุณย์
8. นิธินันท์ ยอแสงรัตน์
9. พรพิศ ผักไหม
10. พัชรี อังกูรทัศนียรัตน์
11. ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
12. อัศวิน วงศ์โกมล
13. นันทา เบญจศิลารักษ์
14. วิภู ชัยฤทธิ์
15. ภมร ภูผิวผา
16. สายชล ปัญญชิต
17. ธิติพงษ์ ก่อสกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
18. อดิศร เกิดมงคล
19. วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์
20. ธีระพล คุ้มทรัพย์
21. ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีราษฎร
22. สืบสกุล กิจนุกร
23. สุเจน กรรพฤทธิ์
24. ณัฐพล พึ่งธรรม
25. สุเทพ ภิญโญสวัสดิ์สกุล
26. รางชาง มโนมัย
27. อาทิตย์ ศรีจันทร์
28. ฐิติพงศ์ นันธโชคทวีชัย
29. ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
30. พุทธิพงศ์ วีระพุฒิกุล

31. รจเรข วัฒนพาณิชย์
32. ธีรมล บัวงาม
33. ภูดิส ทามนตรี การปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
34. วัฒนา สุขวัจน์ (รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร) นักเขียนอิสระ
35. รักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ อุปนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์)
36. ดวงหทัย เอี่ยมพันธ์
37. วีระวัฒน์ ธิปัน
38. พิพัฒน์ วิมลไชยพร
39. นุจรินทร์ อินธิยะ นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
40. กตัญญู สว่างศรี
41. พลพงศ์ จันทร์อัมพร
42. ปัฐนกวินท์ ชูชื่น นักศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
43. เอกพล เธียรถาวร
44. สุชานนท์ สินธิทันยา
45. ปารัชนันท์ ภาวัตโภควินท์
46. ศาสวัต บุญศรี อาจารย์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร
47. วิภาส เจนไธสง
48. เศรษฐศิลป พูนบำเพ็ญ
49. ลักขณา ปันวิชัย นักเขียนอิสระ
50. กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา
51. เยาวลักษ์ อนุพันธุ์
52. น้ำเพชร เชื้อชม นักออกแบบอิสระและเขียนบท
53. ศิริภาส ยมจินดา
54. อังกุศ รุ่งแสงจันทร์
55. ธิดารัตน์ ชำนาญณรงค์
56. อติณัฐ เทวาพิทักษ์ นักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
57. ชัยศิริ จิวะรังสรรค์
58. อัญชลี มณีโรจน์
59. ภาพิตร เพชรรัตน์
60. จิราพร เหล้าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
61. คุปต์ พันธ์หินกอง ประชาชน
62. สมชาย แซ่จิว
63. วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
64. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
65. นีรนุช เนียมทรัพย์
66. ศักดา สถิรเรืองชัย
67. หทัยชนก ศรีสุราช นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
68. วีรฉัตร แก้วประดิษฐ์
69. หทัยกานต์ สังขชาติ
70. ธนู จำปาทอง
71. ธีรวัฒน์ ทัศนภิรมย์
72. สุรพงศ์ จินตนาภรณ์
73. ธณัฐพล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
74. ชญานิน เตียงพิทยากร
75. ธนพร ศรีสุกใส
76. อรวรรณ ราตรี
77. ปรัชญา สุรกำจรโรจน์
78. กล้า สมุทวณิช
79. วัชรินทร์ มีอิ่ม
80. เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
81. สารัตน์ วงศาโรจน์
82. นิติพงศ์ สำราญคง
83. ศิริเกียรติ ดาวสุโข ศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
84. ณภัค เสรีรักษ์
85. ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
86. นรุตม์ สูทกวาทิน
87. วิชญา พรหมสวัสดิ์
88. ซีตีคอรีเย๊าะ อูเซ้ง
89. จิราภรณ์ หิรัญบูรณะ
90. อภิรัฐ เจะเหล่า
91. พีรดา จุ้ยนุช
92. ยอดพล เทพสิทธา
93. วิจักขณ์ พานิช
94. อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู
95. ขวัญชัย เพ็งผอม
96. วลสุดา โพเย็น
97. เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
98. เกียรติศักดิ์ ประทานัง
99. กิตติพงศ์ ทองเกิด
100. ธนันท์ อุนรัตน์
101. นก พรรณวดี ทันสุข
102. จักรพันธ์ บริรักษ์
103. ก้าวหน้า เสาวกุล
104. อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ
105. อรญา คงพูลศิลป์
106. กิตติกร นาคทอง
107. จีระภา มุลคำมี
108. ไพโรจน์ พฤกษ์ปาริชาติ
109. ชุมาพร แต่งเกลี้ยง
110. สุนทร แสงค้า
111. มธุรส ภิรมย์รักษ์ ประชาชน
112. จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์
113. ปิยบุตร บุรีคำ
114. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
115. ปชาบดี พุ่มพวง
116. สุพจน์ เสงี่ยมกลาง
117. กรรัสวฎี กฤตชยา
118. ปุณยนุช เดี่ยวรัตนกุล
119. นครินทร์ กาขันธ์
120. อรรณพ ยศโสภณ
121. ปิยะพร ฉัตรชัย ณ อยุธยา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
122. ดาราณี ทองศิริ
123. อนุสรณ์ ติปยานนท์
124. วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
125. อัฐธาดา ชมสุวรรณ
126. ปิง วิชัยดิษฐ
127. ชญานี ขุนกัน
128. ธเนศ พฤกษ์สมบูรณ์
129. รวี สิริอิสสระนันท์
130. ฟาริส โยธาสมุทร
131. ยุทธพงษ์ พงษ์วัน นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
132. นายอดิเรก พรมเสน นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
133. วสวัตติ์ เถื่อนคำ
134. ประไพ กระจ่างดี
135. พีระวัจน์ เดือนฉาย วิศวกร
136. พรพิมพ์ แซ่ลิ้ม
137. อรุณี พูลสวัสดิ์
138. วันเพ็ญ ก้อนคำ
139. ชวกร บุญอินทร์
140. วิระพงศ์ จันทร์สนาม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
141. ภูมิสิทธิ์ วงศ์ทวีศักดิ์ นักศึกษา ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
142. อานนท์ รชนีกร
143. นายพจน์ กริชไกรวรรณ
144. ชนิดา ห้อยระย้า
145. กัลยาณี ศรีมงคล
146. สายชล แมดพิมาย
147. ภู กระดาษ
148. กมลวรรณ ชื่นชูใจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
149. อาภรณ์ สีมาโรจน์
150. ไกรศร เรืองกูล
151. อริญชัย วิถีธรรมศักดิ์
152. อรุณวนา สนิกะวาที
153. อรัญญา ทิพย์พันธ์
154. กาญจนา แซ่กัง
155. ศุภวิศท์ สุขวดี
156. ภัควดี วีระภาสพงษ์
157. เชฏฐพงศ์ จงภัทรนิชพันธ์
158. ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล
159. พิไลวรรณ กิ่งพิลา
160. นายธนสาร บัวผัน
161. นางอมร บัวผัน
162. น.ส สุรีย์พร บัวผัน
163. พีรพล สุภโตษะ
164. ภาคิไนย์ ชมสินทรัพย์มั่น นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
165. อิทธิพล สุภโตษะ
166. สงวน บัวผัน
167. ปนัดดา สุภโตษะ
168. ภาณุ ตรัยเวช
169. ภัทธา สังขาระ
170. พงษ์ศักดิ์ ภูพาที
171. ลือชา กิจบำรุง
172. พนิดา บุญเทพ
173. กิรพัฒน์ เขียนทองกุล
174. ปราบดา หยุ่น
175. ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์
176. ปุณณดา สายยศ
177. วราภรณ์ วรทัพ
178. อาทิชา ตันธนวิกรัย
179. อัคคพล เชิญศิริ
180. พิชนัน มะลิวรรณา
181. ณภัทร ฐานวาสก์
182. สานุ อร่ามเอกวนิช
183. ประสิทธิ์ชัย มากพิณ
184. ธวัชชัย พัฒนาภรณ์
185. อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
186. จินตนา แหนไธสง
187. เสาวลักษณ์ ป้องกันทรัพย์
188. กิตติพล สรัคคานนท์
189. สุริยา จริงสิริ
190. สุรินทร์ ปัทมาศนุพงศ์
191. รวิ ลิ้มวิวัฒน นักวาดการ์ตูนคอมิคอิสระ
192. อภิเชษฐ์ ตรงจิตอุทัย
193. คัทลียา เผ่าศรีเจริญ
194. สุธิดา วิมุตติโกศล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
195. ดลภาค สุวรรณปัญญา
196. ธีร์วนี วงศ์ทองสรรค์
197. ชัยพงษ์ สำเนียง สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
198. ลิขิต เครือบุญมา ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์
199. ภาคิน นิมมานนรวงศ์
200. บดินทร์ เทพรัตน์
201. จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ
202. สุริยะ ครุฑพันธุ์
203. เทพวุธ บัวทุม
204. วันวนัทธ์ วรภู
205. กฤดิกร เผดิมเกื้อกูลพงศ์
206. โสภัค ไชยชนะ
207. อชิรวิชญ์ อันธพันธ์
208. ศุภกร งอนสระน้อย
209. เกียรติยศ ภู่กาญจน์
210. นายพิเชษฐ์ ปานดำ เครือข่ายชุมชนชายฝั่งอ่าวพ​ังง
211. ณัชชา ภู่กาญจน์
212. ธนพล ฟักสุมณฑา
213. มงคล ขุนจินดา
214. ธัญญ์นรี คชมหิทธิ์
215. เพ็ญพรรณ สนิทวงศ์
216. วันวิสา ตรีปริฉัตร
217. สุรชัย ฉายินทุ
218. เฉลิมอำพล ฉายินทุ
219. นิตยา สนิทวงศ์
220. รุ่งเรือง เฮงฮู้
221. สุรกัณฐ์ อ่ำกลัด
222. วีรวุฒิ เอมทอง
223. จิระศักดิ์ ลิ้มเจริญ
224. ดาวรุ่ง กลิ่นเกสร
225. มนูญ บุญทับ
226. สุวิทย์ มูลืทรงเกียรติ
227. อดิศร เชยโต
228. วันเผด็จ สุทธิจำนง
229. พีรวัส ลี้เกสร
230. พิสิษฐ์ เจริญสุข
231. นพพร เจริญวัย
232. ไวกูล สงสถิตย์
233. ณัฐพงศ์ ทรงประวัติ
234. จรัส โฆษณานันท์
235. ศราวุฒิ วิสาพรม
236. ปริยา รัตนโยธา
237. ภูริทัต ทองปรีชา นักเขียนนักแปลอิสระ
238. พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ
239. ตฤณ ไอยะรา
240. ไกรวุฒิ จุลพงศธร
241. ชีวิน สันธิ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
242. ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์
243. พิมไพร รัตน์ประสาทพร ประชาชน
244. อิฐ อัศนี
245. เกษม รัตน์ประสาทพร ประชาชน
246. จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
247. วิภา มัจฉาชาติ กลุ่มคนงาน try arm
248. สุธีรา ลีประเสริฐสุนทร
249. นัครินทร์ เพชรสิงห์
250. ชมพูนุท ชมพูรัตน์
251. สิริพร บัวสำลี รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
252. ผศ. ดร.สุดา รังกุพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
253. นายพิชิตพงศ์ เมฆวิบูลย์ชัย นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
254. เพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์ MS Environmental Management, NIDA
255. นพดล กุลบุตร พนักงานบริษัท
256. กำพล วงศ์กุหมัด
257. เชาวลิต ป่งแยง
258. กฤษตฌา พรหมรักษา
259. พัชณีย์ คำหนัก นักรณรงค์สิทธิมนุษยชน
260. ยรรยง เที่ยงทิศ ประชาชน
261. น.ส.ณัชชๅ เพ็ชรดี
262. เกียรติยศ ภู่กาญจน์ นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
263. พนิดา อนันตนาคม อาจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
264. สุดไผท เมืองไทย
265. สลินณา ลีประโคน นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
266. ลัดดา สงกระสินธ์
267. นายประทักษ์พล ประจักษ์จิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย
268. กฤช เหลือลมัย
269. นางอารยา ประจักษ์จิตต์ นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
270. นายชาตรี สมนึก
271. ปรีชา แก้วคำปา ประชาชนพลเมือง
272. ธนานุช นัยนะแพทย์
273. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์
274. อารดา ทางตะคุ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
275. อุทัยทิพย์ สุขเกษม
276. สรัช สินธุประมา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
277. เนตรนภิส วรศิริ
278. ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
279. อัญชลี อนันตวัฒน์
280. เนตรดาว เถาถวิล
281. ภากร สุดาทิพย์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
282. นิษฐา อยู่พร้อม
283. วรกร ฤทัยวาณิชกุล
284. ประภาพร มีแทน
285. Kasin Srithongsuk School of Architecture and Design Assumption University
286. ไวยพจน์ ว่องวงศ์ภพ
287. ยศอารีย์ รวยธนพานิช
288. ปานอรุณ ฟ้ามหาสมุทร
289. ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
290. สุรพศ ทวีศักดิ์
291. วนิชา ดิเรกอุดมศักดิ์
292. การะเกตุ ศรีปริญญาศิลป์
293. สุชาติ เศรษฐมาลินี
294. ฌพวัฒน์ ลิขิตวงศ์
295. ธิติ มีแต้ม
296. ศกุนตลา ฤาชา
297. คนึงนิตย์ อุตมา
298. อาจินต์ ทองอยู่คง
299. กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์
300. เอกวิทย์ เตระดิษฐ์
301. ณัฐกานต์ สกุลดาราชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
302. Ornsirinthorn Nawawat
303. ภูริพัศ เมธธนากุล เกษตรศาสตร์
304. จิฬาชัย พิทยานนท์ เกษตรศาสตร์
305. กุณฑสูติ อรุณสุดา เกษตรศาสตร์
306. อัมเรศน์ สิงห์ทวีศักดิ์ เกษตรศาสตร์
307. รัตนาวลี วัฒนไพโรจน์รัตน์ ประชาชน
308. บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
309. สิฐิ์วิภา หาญสิริเพชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
310. อริยา พชรวรรณ
311. สุจิตรา อุ่นเอมใจ
312. นายคณิต กำลังทวี
313. พันธกานต์ ตงฉิน
314. ธนลักษณ์ ทองสันสระ
315. วาทินี ชัยถิรสกุล
316. ศักดิ์ดา ถวัลย์วรกิจ
317. เล็ก มานนท์ ประชาชนตาสีน้ำตาลปนดำ
318. พลภัทร เจริญเวียงเวชกิจ
319. ณัฐพันธุ์ บุญเลิศ
320. ธนาวิ โชติประดิษฐ
321. ภาณุพงศ์ กาญจนอุดมชัย
322. วรวิทย์ ไชยทอง นิสิตภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
323. แก้วตา ธัมอิน
324. ณัฐพจน์ จัตุรเขษม
325. เบญจมาศ บุญฤทธิ์
326. ณัฐพงษ์ ราชมี นิสิตหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ม.มหาสารคาม
327. พัชรสฤษดิ์ กนิษฐเสน รัฐประศาสนศาสตร์ ราชภัฏลำปาง
328. ปิยะพร ศรีแปลก
329. ปรัญวัฒน์ เมืองพูล
330. ปวรรัตน์ ผลาสินธุ์
331. เกียรติศักดิ์ คำสี
332. ธเนศ เพชรเลิศ
333. บัณฑูร ราชมณี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
334. ธีระพล อันมัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
335. นายสมภพ พุ่มจันทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ประยุกต์
สถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง
336. วสมน ชอินทรวงศ์
337. สุภาวดี กลั่นความดี
338. อรรณพ นูเด็น คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
339. ศรวิษฐ์ โตวิวิชญ์
340. อุ่นฮ้ง ลิ้ม
341. ดิน บัวแดง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
342. คชภพ รัศมินธาดา
343. นส.ปิลันกานต์ ฤทธิโต
344. น.ส. อาศิรา พนาราม
345. นันทชัย สามะพุทธิ
346. อุบลกาญจน์ จันทรางกุร
347. ธงชัย อัครสุทธิกร
348. สิรนันท์ ห่อหุ้ม
349. นายประมวล ดวงนิล กลุ่มเถียงนาประชาคม มหาสารคาม
350. ธีระวัฒน์ รุจินธรรม
351. นริศรา แก้ววิไล
352. วีร์ ศานติ
353. พศิน สุนทราธนกุล ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(ประสานมิตร)
354. รวินทร์ คำโพธิ์ทอง
355. บุญครอง พรพนาทรัพย์
356. ภคพล พงษ์สุระ นายสัตวแพทย์ ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ KU 48
357. พัชรินทร์ ดินขุนทด
358. อำนวย ดินขุนทด
359. พัชรนุช สุทธิราช
360. นายวิศรุต นุชพงษ์
361. สุนิสา อิทธิชัยโย
362. เจษฎา ปัญญาศร
363. วริศรา ตั้งค้าวานิช
364. แวววิศาข์ ณ สงขลา นักศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร,คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
365. อัญญนี ทรงเกียรติธนา
366. ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม
367. ศรัณย์ กังวิสวัฒน์
368. ชัยปภัส ไวรักษ์
369. ประวิทย์ วงศ์ละ
370. นายอัศวิน วิบูลย์พงษ์
371. นายวิริยะ วิบูลย์พงษ์
372. นายวิกรม วิบูลย์พงษ์
373. นายณัฐชพล อวมานนท์
374. นายอธิคม คงคล้าย
375. รามพล โสใหญ่
376. ปิยพัฒน์ จันทพันธ์
377. ศักดิ์สิทธิ์ กัลยาณมิตร
378. วรรณพร เนียมกล่ำ
379. ธนเขต สมบูรณ์ทรัพย์
380. วิลันดา ดิสรเตติวัฒน์
381. พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ เครือข่ายพลังลบ
382. วัฒนชัย แจ้งไพร
383. อิงค์ ปรนัย
384. สุกัญญา สายสิงห์ เถียงนาประชาคม
385. ปัญญา สุรกำจรโรจน์
386. ธนรรถวร จตุรงควาณิช คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
387. ธนกฤต โพธิ์จาด
388. เขมิกา จันทกลาง
389. นายสุพล ดีใจ
390. สวรินทร์ ดีหล้า คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา
391. อนุธีร์ เดชเทวพร อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2552-2553, นักศึกษาปริญญาโท Monash University
392. ดนุชเดช แก้วมงคล นักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
393. สรธัญ เหมพิพัฒน์ นักวิชาการอิสระ และ ผู้สื่อข่าวอิสระ
394. ก้องเกียรติ จันทะวงษ์ นักออกแบบอิสระ Architect Of People
395. เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เยาวชนคนสามัญ
396. ธนุต มโนรัตน์ รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
397. สุประวีณ์ รชตพิสิษฐ์ ประชาชน
398. นายพิเชษฐ์ ปานดำ เครือข่ายชุมชนชายฝั่งอ่าวพังงา
399. เพียงคำ ประดับความ
400. นายเดชาวัต ขจรเนติยุทธ
401. นฤมล อนันตกฤตยาธร
402. จิรชาติ สันต๊ะยศ ประชาชน/ นักเขียน
403. ปรามธนี วงศ์พรหมเมศร์
404. กฤษณ์ แป้นพัฒน์
405. ดาวประกาย ฟิลด์
406. ธันย์ ฤทธิพันธ์ นักเขียนอิสระ
407. จักรกฤษณ์ ทิมไสว คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
408. วจี หน้ากาก
409. มนสิริ เพ็ชรแก้ว ครู ชำนาญการ สังกัดกรุงเทพมหานคร
410. ถลัชนันท์ เอ่งฉ้วน นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
411. อติภพ ภัทรเดชไพศาล
412. ขวัญระวี วังอุดม
413. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
414. มุกหอม วงษ์เทศ
415. ไอดา อรุณวงศ์
416. อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
417. จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
418. เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
419. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
420. นายพจน์ กริชไกรวรรณ
421. กานต์ ทัศนภักดิ์ ศิลปินอิสระ
422. นภัทร สาเศียร นิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
423. ธนาพล อิ๋วสกุล
424. สุรัสวดี หุ่นพยนต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
425. ธนศักดิ์ สายจำปา
426. มงกุฏ รัตน์ดำรงกุล
427. รักนิรันดร์ วรรณวีรพงษ์ รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
428. พงศ์พล ชื่นเจริญ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
429. วรงค์ หลูไพบูลย์ รับจ้างทำเว็บ
430. สราวุฒิ เคลือแก้ว คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
431. วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์
432. พงษ์เทพ สุทธิอนันต์
433. สาวิตรี พลอยปัณนาวงค์
434. รัตนพล แตงใย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
435. ภีรเดช โกตมวรีสุรนารถ
436. เมธา เชื้อนาคา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
437. พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปล
438. ประนัย ราตรี
439. อิสราภรณ์ พิศสะอาด
440. เยาวมาลย์ พืชสุวรรณ
441. ดลยา แสงอากาศ
442. อนุชา แหสมุทร์
443. อภิเดช จันทรภูมิ SEAs คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
444. วนิดา เจียมรัมย์
445. เสริม เจียมรัมย์
446. ดวงใจ พวงแก้ว
447. ปกรณ์ อารีกุล กลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา
448. นายวรวุฒิ เทือกชัยภูมิ นิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
449. นพพล อาชามาส
450. นางสาวศศิวิมล รัตนวงษ์ นิสิตวิทยาลัยการเมืองการปก​ครอง มหาวิทยาลัยมหาสรคาม
451. สงกรานต์ รัตน์พลที
452. พิสิษฐ์ จตุรภาพพรชัย
453. นายยุทธนา ลุนสำโรง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
454. ธิติมา สุวรรณรัตน์
455. กอบชัย กอบสุข
456. เวธัส โพธารามิก นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
457. ประเวศ ประภานุกูล ทนายความอิสระ
458. อัจฉรา รักยุติธรรม อักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร
459. เศรษฐบุตร ชมชื่น นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวะศึกษาแพร่
460. ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ นักกิจกรรมด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ
461. ว่าที่ร.ต.กฤชนนท์ แสดงฤทธิ์ ที่ปรึกษากฎหมาย/นักบริหาร


หมายเหตุ:
ผู้ที่ต้องการลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์ฉบับนี้ สามารถเพิ่มชื่อได้ในบอร์ดแสดงความเห็นของประชาไท

วีดีโอ : วุฒิ บุญเลิศ “ที่มาของ ‘กะหร่าง’ และวิถีกะเหรี่ยงแห่งป่าแก่งกระจาน”

ที่มา ประชาไท

ปฏิบัติการผลักดันชนกลุ่มน้อยที่ถูกเรียกว่า “กะหร่าง” ออกจากพื้นที่ป่า นำไปสู่เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ทหาร 3 ลำตกในเขตชายแดนป่าแก่งกระจานนั้น มีประเด็นให้เรื่องของคนกับป่ากลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะในแง่ของความเข้าใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีความหลากหลายและอาศัย อยู่เป็นจำนวนมากบริเวณชายขอบของประเทศ

“ผมเป็นคนกะเหรี่ยงอยู่ที่ สวนผึ้ง เป็นกะเหรี่ยงโผล่ว พ่อผมเป็นปกากะญอ” วุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี กล่าวแนะนำตัวเองในฐานะผู้อภิปรายในการเสวนาเรื่อง “ฮ.ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

วุฒิ บุญเลิศ จะให้ความกระจ่างเกี่ยวกับชาติพันธุ์ “กะหร่าง” ว่ามีตัวตนอยู่ในบริเวณป่าแก่งกระจานหรือไม่ และความเข้าใจต่อการทำ “ไร่เลื่อนลอย-ไร่หมุนเวียน” ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง รวมทั้งความเห็นต่อการแก้ไขความขัดแย้งเรื่องคนกับป่าว่าควรมีทางออกอย่างไร





สัมภาษณ์: อ้อมแก้ว เวชยชัย ‘สีไม่ได้แบ่งแยกเรา’

ที่มา ประชาไท

คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ลูกสาวของนักการเมืองสักคนจะลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมสักอย่าง หากเราไม่พบว่ามีชื่อของ ‘น้องเอม’ จารี ปิ่นทอง บุตรสาวสุดหวงของ ‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ รวมอยู่ด้วย และยังมีลูกนักการเมือง ไฮโซสกุลดังต่างขั้วร่วมอยู่ในคณะเจ้าภาพด้วย

“หากการเมืองเรื่องของสีเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกแตกขั้ว ขึ้นในประเทศไทย แล้วทำไมเราไม่มาร่วมใจใช้สีที่เคยแบ่งแยกเยาวชนไทยให้ กลับมาเป็นหนึ่งเดียว และสร้างรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง” นี่คือประโยคใบเปิดงานกิจกรรมทางศิลปะ ‘ร่วมแรง ร่วมใจให้เมืองไทยในฝัน’ ของคณะเจ้าภาพซึ่งล้วนเป็นศิษย์เก่าขององค์กรสหสากลวิทยาลัย (United World College) หรือ UWC ซึ่ง ‘อ้อมแก้ว เวชยชัย’ บุตรสาวคนโตของ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม นักการเมืองในบ้านเลขที่ 111 ของอดีตพรรคไทยรักไทยเป็นหนึ่งในนั้น

คง ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ลูกสาวของนักการเมืองสักคนจะลุกขึ้นมาจัด กิจกรรมสักอย่างเพื่อแสดงออกซึ่งสถานะทางสังคม หากเราไม่พบว่ามีชื่อของ ‘น้องเอม’ จารี ปิ่นทอง บุตรสาวสุดหวงของ ‘เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง’ ไม้เบื่อไม้เมาของระบอบทักษิณและพวกรวมอยู่ด้วย และยังมีลูกนักการเมือง ไฮโซนามสกุลดังซึ่งที่จุดยืนทางการเมืองตามความรับรู้ของผู้คน (ที่สนใจ) ต่างขั้วต่างความคิดกันร่วมอยู่ในคณะเจ้าภาพด้วย
งานจัดขึ้นในวันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 25541 นี้ เวลา 16.00-22.00 น. ที่ Re-Café ซอยมหาดเล็กหลวง1 ราชดำริ พร้อมๆ กับคำถามที่เกิดขึ้นมากมายจากคนที่ทราบข่าว
อ้อมแก้ว หรือ ‘ฝ้าย’ บุตรสาวคนโตของอดีต ‘สหายใหญ่’ แห่งสำนัก เอ.30 นั่งอยู่ตรงหน้าเพื่อรอตอบคำถามอยู่แล้ว
0 0 0
งานนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เริ่ม จากตัวพวกเรากลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตนักเรียนทุนของ UWC ซึ่งเป็นทุนที่ทาง ก.พ.จัดสรรให้ เรามีความหลากหลายมาก งานนี้จึงรวมคนหลายคนที่มี ทั้งปรัชญาทางการเมือง ไม่อยากให้เห็นงานเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง อยากให้งานออกมาในทางศิลปะมากกว่า
จริงๆ แนวความคิดเรื่องการยอมรับความแตกต่างนี้เราได้มาจากโรงเรียน UWC ซึ่งสอนเราดีมากทีเดียว เพราะโรงเรียนแต่ละที่นี้ เป็นการคัดเลือกคนจากหลายประเทศ ประเทศละคนหรือสองคนมาใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนด้วยกัน และแต่ละคนมีความแตกต่างกันมาก บางคนไม่ชอบอเมริกา มากก็สามารถมานอนอยู่ร่วมห้องกันกับเพื่อนนักเรียนจากอเมริกา มีคนปาเลสไตน์กับคนยิวจากอิสราเอลมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั่งเรียนในห้อง เดียวกัน มีคนอินเดียกับปากีสถาน มาอยู่ร่วมด้วยกัน ซึ่งมันสอนให้เราต้องอยู่รวมกันให้ได้ แม้ว่าจะเกลียดชังกันมาก่อน มีความคิดทางการเมืองที่ไม่เหมือนกัน หรือสภาพสังคมที่แตกต่างกัน
การ แตกต่างทางความคิดสำหรับฝ้าย เราต้องยอมรับกันและกันให้ได้ ยิ่งพอมันเป็นเรื่องการเมืองไทย สีมันไม่ควรแบ่งแยกเราออกจากกัน ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนมันยังคงอยู่
ส่วนราย ละเอียดในงานก็คงให้ทุกคนที่มาร่วมได้แสดงออกในการสร้างงาน ศิลปะ ศิลปะตามความคิดของเขาเลย เรามีกระดาษ มีเฟรมกับสีให้ ใครอยากทำอะไรก็ทำได้เลย มีอิสระเต็มที่
ที่บอกว่า ยอมรับกันได้ เป็นการยอมรับกันได้ในจุดไหน?
ยอม รับในความเป็นมนุษย์ของเขา ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การเมืองมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เราเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มโครงสร้างอำนาจไหน สิ่งที่เราต้องการคือให้คนเข้าใจว่าการที่คนมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง กัน ไม่ได้หมายความว่าเขาผิดหรือเราถูก แต่ละคนมีสิทธิโดยพื้นฐานที่จะคิด บนฐานอุดมการณ์และความเชื่อของตัวเอง
อย่างฝ้ายเป็นเพื่อน กับเอม ก็ไม่ได้คิดว่าทำไมเอม (จารี ปิ่นทอง) ถึงคิดไม่เหมือนเรา หรือทำไมเราไม่คิดเหมือนเอม ก็เพราะว่าเราคิดไม่เหมือนกัน แต่เรามีความสัมพันธ์ในเชิงมิตรภาพด้วยกันมาก่อน เราก็ไม่เอาความเห็นทางการเมืองมาตัดสิน
ที่บอกว่าไม่อยู่ในกลุ่มอำนาจมันขัดกับข้อเท็จจริงหรือเปล่าว่าเราเป็นลูกนักการเมือง?

ลักษณะที่เราจะทำไม่ได้อยากทำบนพื้นฐานของ การแสดงสถานะทางสังคม แต่เราอยากทำเพื่อให้มันเกิดแรงกระเพื่อมในสังคมบางอย่าง จุดประสงค์เราเพื่อต้องการให้เกิดสิ่งดีๆ กับสังคมนี้ ก่อนหน้านี้ก็เคยจัดกิจกรรมกับศิษย์เก่า UWC แต่เป็นเรื่องของการศึกษา นี่เป็นครั้งแรกที่จัดในเรื่องที่ที่เอาความเห็นทางการเมืองมาแสดงออกในรูป แบบศิลปะกัน
การเป็นลูกนักการเมืองก็น่าจะเจอคำถามว่าทำไมไม่หาอะไรอย่างอื่นทำที่มันสบายกว่านี้?
ฝ้าย เป็นลูกนักการเมืองซึ่งครอบครัวนักการเมืองจริงๆ ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากครอบครัวอื่น ฝ้ายโตขึ้นมาตอนพ่อเป็น NGO ไม่ใช่นักการเมือง แม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น จึงไม่ได้เกิดมาสบายเลย เราผ่านชีวิตที่เห็นพ่อทำงานกับชาวบ้านคนยากคนจนมา และพ่อก็สอนเราในเรื่องของจิตอาสา จิตสาธารณะ ที่ฝ้ายเป็นนี่จึงเป็นตัวตนของฝ้ายจริงๆ ฝ้ายก็คิดและเชื่ออย่างนั้น เราโตมากับภาพที่พ่อออกไปทำงานกับชาวบ้าน ฝ้ายเองก็โตมากับงานเพื่อสังคม ช่วงหนึ่งไปทำวิจัยที่พะเยากับเด็กกำพร้า เด็กติดเชื้อ เด็กตกเขียว อยู่ระยะนึง เพราะฉะนั้นเราจึงเป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
ทำไมจึงเป็นเรื่องของศิลปะไม่ใช่เวทีอภิปรายทางการเมือง?

เพราะมันได้ผ่านการถกเถียงกันมาพอแล้ว พอมันเป็นศิลปะทำให้เราได้ Creative ได้แสดงออกในสิ่งที่เราคิดโดยไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เราไม่ได้แสดงตัวตนของเรา เรามีอิสระในการแสดงออกได้เต็มที่ ไม่มีใครมาชี้มาถกเถียงว่ามันผิดหรือถูก แต่ก็มีการเชิญหลายคนมาร่วม แต่ไม่มีเวทีนะ (ยิ้ม) ให้เขามาดูงานและพูดคุยทักทายกันมากกว่า
แล้วการเมืองในทัศนะของอ้อมแก้ว เวชยชัยเป็นอย่างไร?
ความเห็นในเรื่องการเมืองไม่ขอตอบได้ไหม(ยิ้ม) แต่ละคนมีความเห็นอยู่แล้ว
กับ เอม(จารี ปิ่นทอง) ซึ่งคุณพ่อของเธอ(เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง)อยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณพ่อของฝ้าย เราในฐานะลูกๆ เคยคุยเคยสื่อสารกันบ้างไหม?
เราไม่พูดเรื่อง การเมืองด้วยกัน แต่เรื่องทั่วไปก็คุย เอมก็เป็นศิษย์เก่าของ UWC แต่เรียนคนละที่กับฝ้ายนะ เราคุยกันได้ปกติ เรื่องการเมืองไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่จำเป็นเข้ามาเกี่ยวอยู่แล้ว ในชีวิตประจำวันของเราก็ดำเนินไป ใครจะเอาเรื่องนั้นมาคิดตลอดเวลา (ยิ้ม)
หวังผลอะไรจากกิจกรรมนี้?
Send message across (ส่งสารออกไป) เราไม่ได้เอาการเมืองมาเป็นตัวชี้วัดในความเป็นมิตร ถ้ามองข้ามการเมืองไปเราจะเจอข้อดีของคนที่แตกต่างจากเรามากมาย
เตรียม รับมือกับเสียง ที่อาจสะท้อนกลับมาในแง่ลบไว้หรือยัง เพราะขณะนี้การแสดงออกในการเรียกร้องความเป็นกลางมักถูกวิจารณ์จากฝั่งใด ฝั่งหนึ่ง?
ยัง(หัวเราะ) ไม่รู้สิ...ฝ้ายคิดว่าเราคิดดี เราทำในสิ่งที่มันดี ไม่ได้ทำในสิ่งที่ไปซ้ำเติมใคร จุดเน้นของเราคืออยากให้เราอยู่ร่วมกันได้ในความคิดที่แตกต่าง และเคารพความคิดของกันและกัน ก็คิดว่าน่าจะมีผลที่ดีสะท้อนกลับมา เราหวังดีกับประเทศของเรา อยากให้เดินหน้าต่อไปและพบเจอแต่เรื่องดีๆ ส่วนแง่ลบจะออกมาอย่างไร ฝ้ายก็พร้อมรับฟัง
อนาคตอยากเล่นการเมืองไหม?
ตอน นี้ยังไม่คิด(ยิ้ม) ทุกวันนี้สนับสนุนในสิ่งที่คุณพ่อทำ คนรอบตัวทำ แต่โดยส่วนตัวฝ้ายไม่ได้สนใจการเมืองเลยในขณะนี้ อยากทำเรื่องการศึกษา มากกว่า เราสนใจด้านนี้เพราะเคยเรียนทางด้านนี้มา
ได้ปรึกษาคุณพ่อก่อนมาจัดกิจกรรมนี้หรือเปล่า?
ไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่ท่านรับรู้ และสนับสนุนเราด้วยดี คุณพ่อสนับสนุนทุกอย่างในสิ่งที่เราทำ

องค์การสหสากลวิทยาลัย หรือ United World Colleges (UWC) เป็น องค์การนานาชาติอิสระ ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นโดยชาวอังกฤษ โดยมี Lord Mountbatten เป็นประธานคนแรก ส่วนองค์ประธาน UWC ปัจจุบันคือ HM Queen Noor แห่งจอร์แดน มีวิทยาลัยในเครือขององค์การ 12 แห่ง ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สิงคโปร์ แคนาดา สวาซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา อิตาลี เวเนซุเอลา จีน (ฮ่องกง) นอร์เวย์ อินเดีย คอสตาริกา และบอสเนีย เฮอร์เซอร์โกวิน่า
วัตถุ ประสงค์ของ UWC ต้องการส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ โดยมอบทุนแก่นักเรียนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไปศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นเวลา 2 ปี ตามหลักสูตร International Baccalaureate หรือ IB ซึ่งเป็นหลักสูตรเตรียมอุดมศึกษา ที่วิทยาลัยในเครือขององค์การ เมื่อสำเร็จการศึกษาสามารถสมัครเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้เกือบทุก ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย
องค์การสหสากลวิทยาลัย ประจำประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2519 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงาน ก.พ. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ และมี ม.ร.ว. สฤษดิคุณ กิติยากร ดำรงตำแหน่งประธานองค์การสหสากลวิทยาลัยประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน มีนักเรียนไทยได้รับทุนจาก UWC ตั้งแต่ปี 2519 รวม 96 คน มีศิษย์เก่าดังๆ เช่น ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจของ TDRI ประกิต บุณยัษฐิติ ผอ.ฝ่ายกำกับธุรกิจจัดการลงทุน กลต.ฯลฯ ซึ่งฝ้ายเป็นหนึ่งในนั้นสนุกมากค่ะ” เธอบอก
“เพราะ มันเป็นทุนที่ดี และ Movement ของ UWC น่าสนใจมาก แต่ตอนเรียนก็ยากมากเพราะเป็นภาษาอังกฤษหมดเลย แม้ว่าเราเคยเป็นนักเรียน แลกเปลี่ยนมาก่อน แต่ UWC มันยากมาก เราคิดว่าเราเก่งแล้ว ได้เกรด 4 ภาษาอังกฤษ แต่เอาเข้าจริงความเก่งในมาตรฐานเราไปเจอแล้วมันยาก แล้วก็ต้องไปอยู่รวมกันในห้องนอนแคบๆ รับผิดชอบตัวเอง คนที่มาบางคนก็มาจากครอบครัวที่กำพร้า ยากจน คนเก่งระดับอัจฉริยะจากบัลแกเรีย ลูกท่านทูตจากภูฎาน มาจากประเทศแปลกๆ จากแอฟริกา ทุกอย่างแตกต่างหมด แต่พอปรับตัวได้ ได้เรียนรู้ในหลักสูตรนอกห้องเรียน มันก็สนุก ทำให้เราได้ประโยชน์ในการทำความเข้าใจเรื่องการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตก ต่างของเพื่อนมนุษย์ เรื่องความต่างขั้วทางความคิด เราอยู่ร่วมกันได้หมด” อ้อมแก้ว เวชยชัย ทิ้งท้าย.
หาข้อมูลเพิ่มเติม องค์การสหสากลวิทยาลัยได้ที่ www.uwc.org

เสวนา ฮ. ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ที่มา ประชาไท

เสวนาวิวาทะระหว่างหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับนักสิทธิมนุษยชนผู้เชี่ยวชาญด้านกะเหรี่ยงศึกษา กรณีการจับกุมชาวกะเหรี่ยงในผืนป่าแก่งกระจาน ซึ่งมีความเข้าใจต่อประเด็นปัญหาแตกต่างมาก แต่ทั้งหมดถูกกลบไว้ด้วยเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกจำนวน 3 ลำ และมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 17 ราย

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2554 เวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยบร่วมกับสถาบันอิศรามูลนิธิพัฒนา สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมจัดราชดำเนินเสวนา เรื่อง “ฮ. ตก กับปัญหาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน”

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอ้างผลักดันชนกลุ่มน้อยจากพม่า ห่วงปัญหายาเสพติด

โดย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เล่าถึงพื้นที่ป่าแก่งกระจานว่ามีพื้นที่กว้างมากกว่า 1.8 ล้านไร่ ต้องใช้เวลามากกว่า 15 วันจึงจะเดินได้ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ ดังนั้นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการสำรวจพื้นที่ป่า ซึ่งกรณีของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ที่ถูกจับกุมนั้น เป็นคนที่อพยพมาจากประเทศพม่า

ทั้งนี้ เมื่อปี 2537 ทางการเคยอพยพชนกลุ่มน้อยจากป่าลึกมายังบ้านบางกลอย จัดสรรพื้นที่ให้ 7-15 ไร่ และจัดพื้นที่อยู่คนละ 3 งาน หลังจากนั้นไม่มีโครงการพระราชดำริและไม่มีหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเข้าไปดูแล เมื่ออพยพแล้วบ้านที่มีอยู่ก็เป็นบ้านว่าง ชนกลุ่มน้อยจากพม่าก็เข้ามาอยู่แทน และจากที่ใช้เฮลิคิปเตอร์ของโครงการชั่งหัวมัน ก็พบซึ่งไม่ใช้การบุกรุกเพิ่มเติม แต่เป็นการใช้พื้นที่เดิมในการทำไร่ โดยอยู่อาศัยห่างๆ กัน 1-2 กิโล ซึ่งใช้เวลาเดิน 1-2 วันกว่าจะถึงบ้านแต่ละหลัง

สำหรับโครงการอพยพชนกลุ่มน้อยออกจา พื้นที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอดปี 2552-2553 รวมแล้ว 6 ครั้ง โดยเข้าไปเจรจากับชนกลุ่มน้อย 2 ครั้งแต่ไม่ได้ผล จึงเริ่มทำการจับกุมในเดือน พ.ค. และมิ.ย. ที่ผ่านมา โดย 2 ครั้งแรกที่เริ่มการเจรจานั้น ดำเนินการโดยอุทยานฯ จากนั้นครั้งที่ 3-5 เป็นการสนธิกำลังกับทหาร และครั้งที่ 6 เป็นภารกิจของทหาร เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบินตามแนว สันแดนไม่ได้ จึงต้องยกภารกิจให้กองทัพเป็นผู้ปฏิบัติการ กระทั่งเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกต่อเนื่องกัน 3 ลำดังที่เป็นข่าว

ส่วน ข่าวที่ออกมาว่า เจ้าหน้าที่อุทยานไปทำการเผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้านนั้น หัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานปฏิเสธว่า เป็นการเผาทำลายซากบ้านเรือนที่ไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว

โดยนายชัยวัฒน์ ย้ำว่าสิ่งที่เป็นห่วงคือ ปัญหายาเสพติด ที่พบว่ามีการปลูกกัญชาอยู่หลายแปลง พร้อมกล่าวว่า จากการลงพื้นที่หลายครั้งได้พบกองกำลังติดอาวุธแต่ไม่มีการปะทะกัน

สำหรับจุด ฮ. ตก นั้นเป็นการตกที่ตะเข็บชายแดนจริง

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและการพัฒนาระบุ อุทยานฯ ละเมิดมติ ครม. 2553

นาย สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและการพัฒนาชี้แจงความหมายของคำว่า กะเหรี่ยงกับกะหร่างว่า เป็นการใช้คำผิดมาตลอด ซึ่งคำว่า “กะหร่าง” มีนัยยะดูถูกเหยียดหยามกลุ่มชาติพันธุ์เหมือนคำว่าเจ๊ก

โดยนายสุ รพงษ์กล่าวว่าที่มาที่ไปของคำว่ากระหร่าง คือ คนกระเหรี่ยงในประเทศไทยมีประมาณห้าแสนคนแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ สะอร์ หรือที่เรียกตัวเองว่าปากะญอ กลุ่มที่สอง คือกระเหรี่ยงโป ที่เรียกตัวเองโพล่ง หรือโผล่ว

กระเหรี่ยงแถวๆ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เป็นกระเหรี่ยงโป ส่วนปากะญอ เป็นกลุ่มน้อย จึงถูกเรียกว่ากระหร่าง ในความหมายที่ว่า ไม่ใช่กระเหรี่ยงแท้ สำหรับ กระเหรี่ยง บริเวณแม่น้ำเพชรบุรีนี้ ทางมูลนิธิไปสำรวจมาตั้งแต่ปี 2526 พบว่ามีชาวบ้านกระเหรี่ยงอยู่มาก่อนแล้ว จนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 มีการจัดทะเบียนชาวเขาเป็นความร่วมมือระหว่างกะทรวงมหาดไทย ศูนย์พัฒนาชาวเขา พบว่ากระเหรี่ยงบริเวณต้นน้ำเพชรมีมาสอดคล้องกับที่สำรวจมาก กระเหร่ยงในบริเวณป่าแก่งกระจานมีมาหลายร้อยปีแล้ว มีวิถีชีวิตดั้งเดิมมาก และอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่มีหลักฐานว่ากระเหรี่ยงเหล่านี้เข้าประเทศไทยมาตอนไหน นายสุรพงษ์ตั้งคำถามตอปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 3 ประเด็นคือ

ข้อหาที่ 1 หากชาวกระเหรี่ยงกลุ่มนี้ชาวบ้านเข้าเมืองผิดกฎหมาย คำถามคือพวกเขาเข้าอย่างไร บ้านเก่าที่พม่ามาจากไหนอย่างไร เพราะจากการศึกษาเป็นกระเหรี่ยงที่อยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

ข้อหาที่ 2 ทำลายป่า มีหลักฐานอะไรบ้าง

ข้อ อหาที่ 3 กองกำลังของกะเหรี่ยงที่จับได้ มีอาวุธอะไรบ้าง เพราะจากหลักฐานของเจ้าหน้าที่พบว่ากะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวมีเพียงอุปกรณ์ทำ การเกษตรเท่านั้น

นายสุรพงษ์ ยังได้อ้างถึงมติครม. 3 สิงหาคม 2553 ที่ให้ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม โดยให้เรียนรู้อัตลักษณ์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยมีกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วย งานที่รับผิดชอบ และมีมาตรการอื่นๆ ที่รัฐไทยรับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย (อ่านจากเอกสารประกอบ)

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ โต้แย้งว่า กะเหรี่ยงกับกะหร่างนั้นต่างกัน และมีภาษาต่างกัน มีวัฒนธรรมต่างกัน รวมถึงนับถือศาสนาต่างกัน คือกะเหรี่ยงนับถือคริสต์ แต่กะหร่างนับถือพุทธปนพราหมณ์ พร้อมกล่าวด้วยว่า หลักฐานอาวุธของชนกลุ่มน้อยที่จับได้นั้นมีจำนวนมาก เพียงแต่ไม่ได้ถ่ายภาพไว้เท่านั้น

“ที่จับแค่ปืนแก๊ป แต่ไม่เอาลูกปืนคาร์บินมาถ่าย ผมเข้าใจคำว่าสิทธิและคุณธรรมของคน ฐานปืนค. อยู่ในบ้านเขาตั้งสามสี่ตัว พานท้ายปินอาก้า ไม่รู้กี่สิบ อุปกรณ์เสริมแต่งเต็มไปหมด แต่เราจะทำอย่างนั้นทำไม ผมทำงานตรงนี้ เข้าใจคนกลุ่มนี้ไม่น้อยผมเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนมากกว่าคนที่อยู่ใน กรรมการสิทธิด้วยซ้ำ” หัวหน้าอุทยานแห่งชาติโต้

แกนนำประชาคมกะเหรี่ยงสวนผึ้งระบุหน่วยงานรัฐขาดความเข้าใจ นำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง

นายวุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคมอำเภอสวนผึ้ง ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงกล่าวอธิบายข้อขัดแย้งเรื่องความหมายของคำว่ากะเหรี่ยงและกะหร่างว่า

คำ ว่ากะเหรี่ยง ไม่ได้แยก ว่าเป็นพุทธ คริสต์ กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ถูกจำแนกแยกแยะด้วยเสื้อผ่าและศาสนา แต่คำว่ากะหร่างถูกใช่ครั้วงแรกในสมัยรัชการที่ 6 เนื่องจากมีการเข้าไปศึกษาสำรวจกลุมชาติพันธุ์ และใช้คำว่ากะหร่างเพื่อแยกกะเหรี่ยงปากะญอออกจากกะเหรี่ยงกลุ่มอื่นใน พื้นที่ทางตะวันตกของประเทศไทย และมีการใช้ต่อๆ กันมา“คำนี้ทำให้ผมวิตกกังวลว่าพี่น้องสื่อไม่เข้าใจความหมายนัยยะเหล่านี้ และถ้าความสับสนนี้ไปเกี่ยวข้อกับนโยบายและแผนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ก็จะทำให้เกิดความผิดพลาด”

นายวุฒิกล่าวต่อไปว่าป่าโป่งลึกบางกลอย แม่น้ำเพชร เป็นพื้นที่คนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มานานแล้ว การสำรวจทำหลักฐานทะเบียน ปี พ.ศ.2512 ช่วงนั้นรัฐบาลมีความวิตกกังวลต่อประเด็นคอมมิวนิสต์ โดยมีการมอบเหรียญปีให้กับชาวกะเหรี่ยง เสมือนกับการให้สิทธิสถานะกับคนเหล่านั้น

“ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากสิ่งที่เราสร้างวาทกรรม เช่น คำว่าชนกลุ่มนอย เราไม่รู้เลยว่าเผ่าอะไร ภาพหลอนของชนกลุ่มน้อยที่เรามีก็ทำให้มองเห็นเรื่องคนติดอาวุธ เมื่อมองเช่นนั้น ก็เป็นคนละพวกกับเรา เป็นคนละพวกกับรัฐ ความเป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งภาพอธิบายไม่ชัดเจน อาจจะมีความชอบธรรมในการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น กรณีรัฐบาลขัดแย้งทางความคิดกับคนกลุ่มหนึ่งก็เรียกคนเหล่านั้นว่าผู้ก่อการ ร้าย เป็นการให้อำนาจหรือลดทอนอำนาจของคน”

“อีกส่วนคือประเด็นยาเสพ ติด และแหล่งพักพิง เกิดจากหัวหน้าอุทยานไม่เข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่เข้าเข้าใจวิธีคิดภูมิหลังความเชือ่ ไม่เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ และผมเชื่อว่านี่จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนกันเพื่อนำไปสู่การแกปัญหาชาติบ้าน เมือง”

นายวุฒิกล่าว โดยสรุปว่า 1) หากยุทธการตะนาวศรี คือการจัดการกับคนกลุ่มน้อย ที่เรียกว่ากะหร่าง ก็ฟังคล้ายเป็นคนกลุ่มใหม่ เป็นเรื่องที่ไม่สะทกสะท้าน เพราะไม่ใช่กะเหรี่ยง

2) ข้อกล่าวหาที่ว่าชนกลุ่มน้อยเหล่านี้สะสมกำลัง มียาเสพติดและมีแหล่งพักพิงนั้น ถ้ามีอาวุธ หรือหลักฐานอุปกรณ์การผลิตยาเสพติด เจ้าหน้าที่ต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาแสดง ถ้านำมาแสดงได้ ก็เป็นความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ แต่สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเครื่องหมายคำถาม

นายวุฒิเสนอทางออกเฉพาะหน้า ว่า ท่าทีของเจ้าหน้าที่หรือชุมชนที่จะอยู่ร่วมกันต่อไปก็คือ ควรหันไปมองแนวทางการจัดการป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งมีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่หกหมู่บ้าน โดยเจ้าหน้าที่พยายามศึกษาประวัติศาสตร์และดูว่า เจ้าหน้าที่อยู่ได้ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอยู่ได้ และคนก็อยู่ได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าจะเป็นบทสรุปหรือการถอดบทเรียนสำหรับการทำงานของเจ้า หน้าที่ที่จะทำงานกับชุมชนต่อไป

มติคณะรัฐมนตรี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓

16. เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบหลักการแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง
  2. มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงไปปฏิบัติ ดังนี้

1.1 มาตรการฟื้นฟูระยะสั้น ดำเนินการภายใน 6 – 12 เดือน

ประเด็น ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่รับผิดชอบ
1. อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม 1.1 ส่งเสริมและสนับสนุนชาวกะเหรี่ยงในเรื่องอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ (Ethnic identity) และวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาติที่มีความหลากหลาย วธ. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
1.2 ส่งเสริมสังคมให้มีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม โดยให้เรียนรู้อัตลักษณ์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง วธ. พม.
2. การจัดการทรัพยากร 2.1 ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้ง เดิม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
กระทรวงมหาดไทย (มท.)
2.2 จัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อาศัย และการดำเนินวิถีชีวิตตามวัฒนธรรม (Demarcation Committee/Mechanism) เพื่อจัดการข้อพิพาทการใช้ประโยชน์หรือการถือครองพื้นที่ของชุมชนกลุ่ม ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับหน่วยงานรัฐซึ่งมี องค์ประกอบนอกเหนือจากองค์ประกอบของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของ รัฐ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้มีส่วนได้เสีย นักวิชาการ และ ผู้ปฏิบัติงานทางด้านวิถีวัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน ตลอดจนนักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา โดยกำหนดอำนาจหน้าที่มุ่งเน้นการส่งเสริมแนวทางการจัดการความขัดแย้งในเชิง สร้างสรรค์ (Constructive Dialogue) ทส. มท.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงยุติธรรม (ยธ.)
2.3 ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนบนพื้นที่สูง เช่น การรักษาความหลากหลายของการสร้างพันธุ์พืช การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างความสมดุลของนิเวศผ่านกระบวนการระบบไร่หมุนเวียน ทส. มท.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)
3. สิทธิในสัญชาติ 3.1 มีมติคณะรัฐมนตรีให้ชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติ ไทย (บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูงและบัตรสำรวจชุมชนบนพื้นที่สูงเดิม) ที่อพยพเข้าตั้งแต่ วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2528 สามารถขอเป็นคนต่างด้าวมีถิ่นอยู่ถาวรในประเทศไทย และได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้สามารถขอสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ มาตรา 7 ทวิได้ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 40,000 คน มท. สำนักงานสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช.)
3.2 เร่งรัดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาการขอเป็นคนต่างด้าวมีถิ่น ที่อยู่ถาวรในประเทศไทยและได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวรวมทั้งบุตรที่ เกิดในประเทศไทยขอสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ มาตรา 7 ทวิ ที่ได้ยื่นเรื่องขอเป็นเวลานานแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
4. การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม 4.1 ส่งเสริมศูนย์วัฒนธรรมชุมชน โดยเชื่อมโยงและ สอดคล้องกับวิถีชีวิตกับฐานคิดดั้งเดิม ให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมที่มีชีวิต วธ. โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ โดย ศูนย์บูรณาการไทยสายใยชุมชน เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
4.2 สนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมชุมชน และการทำกิจกรรมของกลุ่มเครือข่ายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง วธ. พม.
5. การศึกษา 5.1 ให้ชุมชนมีส่วนในการกำหนดหลักสูตรการศึกษาที่ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง และส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น เช่น งบประมาณ ศธ.
5.2 พัฒนาศักยภาพผู้บริหารการศึกษา ครู คนในท้องถิ่น เช่น กรรมการโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง โดยการฝึกฝนอบรมและศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง และปรับระบบการบริหารของโรงเรียนให้เกิดความเหมาะสมกับชุมชน ศธ.
5.3 สนับสนุนทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาที่จำเป็นในการพัฒนาชุมชน เช่น ด้านสาธารณสุข มท. ศธ.
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

1.2 มาตรการฟื้นฟูระยะยาว ดำเนินการภายใน 1 – 3 ปี

ประเด็น ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่รับผิดชอบ
1. การจัดการทรัพยากร 1.1 เพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้ อนุรักษ์ป่าสงวนซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงที่มีข้อเท็จจริงจากการพิสูจน์อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้อยู่ อาศัย ดำเนินชีวิตและใช้ประโยชน์ในที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน หรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมาย หรือนโยบายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว ทส.
1.2 ส่งเสริมและยอมรับระบบไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นวิถี วัฒนธรรมของกะเหรี่ยงที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและวิถีชีวิตพอ เพียง รวมทั้งผลักดันให้ระบบไร่ หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทส. กษ. วธ.
1.3 ส่งเสริมเกษตรพอเพียงหรือเกษตรทางเลือกที่ไม่ใช่เกษตรเชิงเดี่ยวหรือเกษตรเชิงอุตสาหกรรม กษ. ทส. มท.
1.4 ส่งเสริมสนับสนุนและยอมรับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และการจัดการของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เช่น การออกโฉนดชุมชน มท. ทส.
2. สิทธิสัญชาติ จัด สรรงบประมาณรายหัวตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ชาวกะเหรี่ยงที่ได้ จัดทำประวัติและมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ (สปสช.)
3. การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม กำหนดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโดยมีพื้นที่นำร่อง เช่น
3.1 บ้านห้วยหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
3.2 ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
3.3 บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
3.4 บ้านเลตองคุ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
ทส. มท. พม. ศธ. วธ.
4. การศึกษา 4.1 ปรับระบบการสอบบุคลากรครู โดยการส่งเสริมให้ทุนแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มกะเหรี่ยงใหม่มากขึ้น เพื่อให้สามารถกลับไปทำงานยังชุมชนของตนเอง หากเป็นครูกลุ่มชาติพันธุ์อื่นจะต้องสามารถพูดภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ นั้น ๆ ได้ หรือพร้อมที่จะเรียนรู้ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ศธ.
4.2 รัฐจะต้องผ่อนปรนเงื่อนไขกำหนดคุณวุฒิด้านการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการการสอน และถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ และภาษาของท้องถิ่นนั้น โดยเฉพาะครูที่สอนในระดับเด็กเล็กจนถึงชั้นประถมศึกษา ศธ. วธ.
4.3 ส่งเสริมนโยบาย “พหุภาษา” เพื่อให้เกิดการยอมรับและเข้าใจในภาษาพูดและภาษาเขียนของกลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในความแตกต่างทาง ชาติพันธุ์ ศธ. วธ.
4.4 ปรับเปลี่ยนรูปแบบของโรงเรียนให้เกิดความเหมาะสมกับชุมชน เช่น ปรับเป็นโรงเรียนสาขาโดยไม่ยุบโรงเรียน ไม่ว่าชุมชนแห่งนั้นจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาท้องถิ่นผ่านการร่วมมือระหว่าง โรงเรียน ชุมชน นักวิชาการ องค์กรอิสระ เพื่อพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการทั้งทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ศธ.

สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงวัฒนธรรมรายงานว่า

  1. ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ ของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนลงมาถึงจังหวัดราชบุรีต่างได้รับความเดือดร้อนใน ปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมมายาวนานเกี่ยวกับความไม่เข้าใจในวิถีชีวิตแบบกะเหรี่ยงซึ่งครอบคลุม ถึงการจัดการทรัพยากรแบบธรรมชาติด้วยการทำไร่หมุนเวียน การผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง การให้คุณค่ากับป่าวิธีคิดในเรื่องสิทธิ (ที่มิใช่เป็นกรรมสิทธิ์) และการที่รัฐไทยยังไม่เห็นความสำคัญของวัฒนธรรมและภาษาของชาติพันธุ์ชนกลุ่ม น้อยต่าง ๆ (ซึ่งรวมกะเหรี่ยงด้วย) ที่มีอยู่ในประเทศในการจัดการระบบการศึกษาของท้องถิ่นต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาประเทศในแบบทุนนิยมที่เน้นการเกษตรสมัยใหม่ซึ่งลงทุนสูง และเน้นพืชพาณิชย์เชิงเดี่ยว กีดกันทางเลือกอื่น ๆ เช่น การทำไร่หมุนเวียน ที่ผ่านมากะเหรี่ยงบางส่วนจำต้องยอมรับวิถีชีวิตแบบใหม่และหลายส่วนยังเห็น ว่า “อยู่อย่างกะเหรี่ยงมีคุณค่า ต่อชีวิตมากกว่า”
  2. กระทรวง วัฒนธรรมได้ดำเนินการขับเคลื่อนการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ให้ยั่งยืนด้วยการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ชุมชนและรากฐานทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงมีความเข้มแข็งทั้งในการดำรง ชีวิตและการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเกิดแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิต ชาวกะเหรี่ยง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ผู้แทนจาก ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นกรรมการและ เลขานุการ
  3. คณะกรรมการอำนวยการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน จำนวน 2 คณะ ประกอบด้วย
    1. คณะ อนุกรรมการฝ่ายการศึกษาและวัฒนธรรมเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยมีนายชูพินิจ เกษมณี เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอนุกรรมการ และ นางขวัญชีวัน บัวแดง เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยมีอำนาจหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อสรุปปัญหาด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ของชุมชนกะเหรี่ยงในประเทศไทย จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเพื่อเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการ
    2. คณะ อนุกรรมการฝ่ายทรัพยากรและสิทธิเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยมีนายสุรพงษ์ กองจันทึก เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอนุกรรมการ และ นางมาลี สิทธิเกรียงไกร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ โดยมีอำนาจหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อสรุปปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิทธิของชุมชนกะเหรี่ยงในประเทศไทย จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี และจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการ
    3. คณะอนุกรรม การทั้ง 2 คณะ ได้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริง ปัญหา และจัดทำ แนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและได้เสนอมาตรการ ต่าง ๆ ให้คณะกรรมการอำนวยการฯ เสนอกระทรวง วัฒนธรรมเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
  4. คณะกรรมการอำนวยการฯ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2553 ได้พิจารณา ร่างแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ ได้กำหนดแนวนโยบาย ในการสนับสนุนฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงระยะสั้นและระยะยาวในประเด็นปัญหา 5 ประการ คือ อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม การจัดการทรัพยากรสิทธิในสัญชาติ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษา ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการฯ ได้มีมติให้ฝ่ายเลขานุการนำข้อเสนอแนะของที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯ ไปปรับปรุง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  5. ศูนย์มานุษยสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิต ชาวกะเหรี่ยงได้รับมอบหมายให้นำร่างแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถี ชีวิตกะเหรี่ยงไปปรับแก้ร่างตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ โดยได้ปรับแก้ไขและจัดทำเอกสารแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิต กะเหรี่ยงแล้ว และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อนำเสนอคณะคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อ ไป