WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 11, 2011

ความคาดหวัง

ที่มา มติชน



โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2554)

เลือกตั้งใหญ่ จัดรัฐบาลทีไร ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดไหน จะมีเสียงเรียกร้อง ครม.แบบที่เรียกว่า "ดรีมทีม" เกือบทุกครั้ง

แต่รายชื่อ ครม.ที่คลอดออกมา มักจะกลายเป็นหนังคนละม้วน สุดท้ายต้องไปวัดกันที่ผลงาน

รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาเที่ยวนี้ ดูจากคะแนนเลือกตั้งต้องถือว่าฟอร์มหรูไม่น้อย

และเป็นที่คาดหวังของประชาชนไม่น้อย

ไม่งั้นคงไม่เลือกเข้ามาถล่มทลายขนาดนั้น

ในเรื่องการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ระยะแรกๆ เมื่อเกิดความเคลื่อนไหวคึกคักที่ดูไบ จนถามกันว่าใครจะเป็นคนจัดรัฐบาลกันแน่

น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศว่า โผ ครม.จะทำในประเทศไทย และจะจัด ครม.แบบหน้าตาดีด้วย

ใครได้ฟังก็เชื่อกันว่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะเพื่อไทยได้ ส.ส.เข้ามาถึงครึ่งสภา น่าจะสร้างความแตกต่างได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

อย่างน้อยๆ ก็เป็นของขวัญให้ชาวบ้านที่สะบักสะบอมกับพิษการเมืองมานาน

ช่วงนั้น มีโผน่าสนใจ โดยเฉพาะชุดที่ไปทาบ "คนนอก" มานั่งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ และกลาโหม

แต่สุดท้ายได้ข่าวว่า แขกรับเชิญไม่เล่นด้วย

อย่างทูต จุลพงศ์ โนนศรีชัย ที่จริงปฏิเสธมาจากนอร์เวย์ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น

แต่ข่าวก็ตอกย้ำทุกวัน จนกลายเป็น รมต.ต่างประเทศไปพักใหญ่

หรืออย่าง "หม่อมอุ๋ย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่มีชื่ออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีข่าวว่า ขอถอนตัวออกไป เพราะปัญหาเรื่องนโยบายข้าว

สุดท้าย รายชื่อ ครม.ก็ออกมาอย่างที่เห็น

ขณะที่มีข่าวสะพัดออกมาอธิบายว่า การจัด ครม.มีข้อจำกัดพอสมควร

เพราะอีกฝ่ายตามเสียบสกัด จนคนที่พรรคเพื่อไทยทาบทาม ถอดใจบอกเลิกราไปตามๆ กัน

บางคนบางกระทรวงบอกว่า กรอกประวัติไปเรียบร้อยแล้วด้วย ต้องถอนตัวกลางอากาศ

แต่ข่าวอีกกระแสย้อนกลับมากล่าวหาว่า ทางเพื่อไทยเองก็ผิดข้อตกลง เลยวงแตกไป

จริงเท็จประการใด ข้อเท็จจริงเบื้องหลังคงจะค่อยๆ เปิดเผยออกมา

อย่างไรก็ตาม รายชื่อ ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ที่ออกมา เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของการเมืองไทย

สะท้อนกรอบเก่าๆ ที่กำหนดการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย

นั่นคือ การเมืองที่ยังต้องพูดกันด้วยระบบโควตา การเมืองที่กลุ่มอำนาจเก่ายังไม่เลิกรา

ด้านไหนเป็นหลัก เป็นข้อเท็จจริงที่พรรคเพื่อไทยรู้ดี

เป็นกรอบการเมืองเก่าๆ ที่น่าจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือยัง ก็เป็นการบ้านที่พรรคเพื่อไทยจะต้องนำไปคิดต่อ

และสำหรับ ครม.ชุดใหม่ ก็คงเดินเข้าสู่ร่องรอยเดิม ต้องไปวัดกันที่ "ผลงาน"

ต้อง "งาน" ล้วนๆ ด้วย ไม่มี "เส้น"

เซอร์ไพรส์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



หาก ใครติดตามข่าวโผรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ 1" ตั้งแต่ช่วงหลังเลือกตั้งใหม่ๆ เรื่อยมา กระทั่งมีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันอังคาร

จะเห็นว่ารายชื่อตัวเก็งทั้งในส่วนที่เป็น "คนใน" และ "คนนอก" พรรคเพื่อไทย มีการเปลี่ยนแปลงชนิดรายชั่วโมงในแต่ละวัน แสดงให้เห็นถึงการต่อรองกันดุเดือด

บางคนมีชื่อมาตลอดว่าจะได้เป็นรัฐมนตรีแต่ก็หลุดวงโคจรไปในนาทีสุดท้าย

ในจำนวนนี้คนในก็อย่างเช่น นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคที่หลายสำนักข่าวฟันธงแต่แรก ว่าไม่น่าพลาดเก้าอี้รมว.แรงงาน

เพราะ จากคุณสมบัติและประวัติการทำงานที่เคยเป็นถึงปลัดกระทรวงนี้มาก่อน จึงเหมาะสมด้วยประการ ทั้งปวง การที่ชื่อหลุดไปจึงพลิกความคาดหมาย

หรือ อย่าง นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ผู้บริหารใหญ่แบงก์ไทยพาณิชย์ ที่ตอนแรกค่อนข้างแน่นอนว่าคือคนนอกที่จะมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในตำแหน่ง รองนายกฯ ไม่ก็รมว.คลัง

แต่ 2-3 วันก่อนสรุปโผ ปรากฏว่าชื่อหลุดหายไป ท่ามกลางกระแสข่าวว่าตกลงเงื่อนไขบางประการ กับคนที่อยู่ต่างประเทศไม่ได้

พร้อมกับปรากฏชื่อ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เข้ามาแทน

กระทรวงกลาโหมเป็นอีกกระทรวงหนึ่งที่มีการ "โยนหินถามทาง" มากที่สุด ถึงขนาดข่าวนายกฯหญิง จะนั่งควบเก้าอี้นี้เอง ยังเคยมีมาแล้ว

แต่สุดท้ายหวยก็มาออกที่ "บิ๊กอ๊อด"พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา

อีกตำแหน่งที่ประชาชนเฝ้าลุ้น คือ รมว.การต่างประเทศ เนื่องจากมีทั้งงานหลวง-งานราษฎร์สำคัญรออยู่คือ

การ กระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศที่หมางเมินกันไปในช่วง 2-3 ปีหลัง กับการอำนวยความสะดวกให้บางคนที่อยู่ต่างประเทศ จนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน

ซึ่งเป็นภารกิจทั้งยาวทั้งใหญ่ของรัฐบาลเพื่อไทย

กระทรวงนี้ตอนแรกมีชื่ออดีตทูต วิกรม คุ้ม ไพโรจน์ ต่อมาก็มีชื่อท่านทูต จุลพงษ์ โนนศรีชัย

แต่ไม่รู้ถอดเข้าถอดออกอย่างไร สุดท้ายถึงมาลงเอยที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

กรณีนายสุรพงษ์ จึงถือเป็นเซอร์ไพรส์ประจำ ครม.ชุดนี้

เซอร์ไพรส์พอกับการไม่มีชื่อแกนนำนปช.ได้เป็นรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียว

เปิดคฤหาสน์ 250 ล้าน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯหญิงคนแรกของไทย กับสองคนที่ห่วงที่สุด !!

ที่มา มติชน











ทันทีที่วินาทีแห่งประวัติศาสตร์ ผ่านพ้นไป ลมหายใจแห่งการลุ้นระทึกก็จบสิ้นลง พร้อมกับการเริ่มต้นนับหนึ่งในชีวิตใหม่ของ "คุณปู" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย"

รอย ยิ้มและเสียงหัวเราะของสาวเชียงใหม่วัย 44 ปี น้องสาวสุดท้องของตระกูล "ชินวัตร" ท่านนี้ จะรื่นรมย์หรือขมขื่น ล้วนเป็นสิ่งที่สังคมคอยจับจ้อง

แม้เธอจะผ่านบททดสอบครั้ง แล้วครั้งเล่า ทั้งชีวิตครอบครัว การงานและการเมือง จนขึ้นสู่ความเป็น "ผู้หญิง" แถวหน้าของเมืองไทย เรื่องราวของเธอก็ยังน่าติดตาม

...คลิกอ่านรายละเอียด

จารีต-ธรรมเนียม-ราชสำนัก อำนาจในทำเนียบ ที่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่อาจปฏิเสธ ...คลิกอ่าน

‘น้องไปค์’นำมาลัยกราบแถมบอกรักวันแม่ ทำ‘ยิ่งลักษณ์’น้ำตาคลอ

ที่มา ข่าวสด





ที่โรงเรียน ณ ดรุณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปมาร่วมกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ ของโรงเรียน ณ ดรุณ ซึ่งเป็นโรงเรียนภาคภาษาไทยที่ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ “น้องไปค์” บุตรชาย ศึกษาอยู่ในระดับประถม 4 ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งทางโรงเรียนได้จัดให้บรรดาลูก ๆ นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบแม่ ซึ่งในระหว่างที่ “น้องไปค์” นำพวงมาลัยไปกราบนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะแม่ถึงกับน้ำตาคลอ ก่อนที่จะสวมกอดบุตรชาย ขณะที่น้องไปค์ก็ได้กอดมารดาก่อนที่จะหอมแก้มกันและกัน พร้อมบอกว่า “ไปค์รักแม่ครับ”

ทั้งนี้ ภายหลังร่วมกิจกรรมวันแม่ ด.ช.ศุภเสกข์ ได้บอกรักแม่ต่อหน้าสื่อมวลชนอีกครั้ง ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงกับน้ำตาคลอ และพูดด้วยเสียงสั่นเครืออย่างตื้นตันใจว่า “คุณแม่ก็รักไปค์ครับ” ขณะที่ด.ช.ศุภเสกข์ เปิดเผยว่า “คุณแม่สอนในหลายเรื่อง แต่ที่ไปค์จำได้ขึ้นใจคือการสวัสดี เวลาที่เจอคนที่รู้จักหรือผู้ใหญ่กว่า คุณแม่ก็สอนให้ไปค์สวัสดีทักทาย ซึ่งเป็นคำสอนที่ดี ทำให้ไปค์เป็นคนมีมารยาท ส่วนของขวัญวันแม่ในปีนี้ไปค์ทำแหวนเป็นรูปคุณแม่ พร้อมเขียนกลอนให้” ด.ช.ศุภเสกข์ กล่าว ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ได้โชว์แหวนที่บุตรชายทำให้ ต่อหน้าผู้สื่อข่าว

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงวันแม่แห่งชาติ ว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง และเป็นแม่ของลูก ก็อยากเห็นโอกาสนี้ที่ลูก ๆ ทุกคนจะแสดงความรักกับพ่อแม่ แม้ว่าอาจจะเคยแสดงความรักทุกวัน แต่อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นสัญลักษณ์อีกวันหนึ่งที่จะแสดงความรักของแม่ หรือผู้ที่มีพระคุณกับเรา โดยเฉพาะแม่หลวงคือสมเด็จพระราชินีของพวกเรา ก็อยากให้ประชาชนทุกคนแสดงความจงรักภักดีต่อต่อพระองค์ท่าน ซึ่งตนก็ขอถือโอกาสเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศรับฟังพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระ นางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในเวลา 16.00 น. วันนี้

นายกฯ วอนฝ่ายค้านให้โอกาสทำงานก่อน เลี่ยงตอบปมคืนพาสปอร์ตพี่ชาย

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว หลังจากที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมวันแม่ที่โรงเรียนของบุตรชาย โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ว่า จะมีการแจกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้กับคณะรัฐมนตรีทุกคน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และเพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำงาน โดยจะให้คณะรัฐมนตรีทำตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้

ส่วนการหารือใน คณะรัฐมนตรีวันนี้ จะไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่จะหารือในส่วนของงานที่ต้องทำต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว

นอก จากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาระบุ คณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นคณะรัฐมนตรีต่างตอบแทน ว่า ขอให้ฝ่ายค้านใจเย็นๆ และให้โอกาสคณะรัฐมนตรีได้ทำงานก่อน เช่นเดียวกับการที่มองว่านายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นจุดอ่อน เพราะนายสุรพงษ์ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์และมีความสามารถ ซึ่งเชื่อว่าจะดำเนินงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดี

ขณะ ที่การคืนพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนกรณีอื่นๆ ให้ว่าไปตามกระบวนการ

"ภูมิธรรม" ทวิตให้กำลังใจ "ยิ่งลักษณ์" ป้อง ครม.ไม่สวยเพราะถูกยุบมา 2 หน

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทวิตในเวปทวิตเตอร์ @phumtham ถึงการแต่งตั้ง ครม.ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าหน้าตาไม่สวยเหมือนนายกฯ ว่า หน้าตาครม.แม้ "ไม่สวยสมใจ" ใครหลายคน แต่ต้องยอมรับว่าเป็นการตั้งภายใต้แรงกดดันรอบด้านและบนข้อจำกัดของเพื่อไทย ที่ถูกยุบมา 2 ครั้งจนแทบไม่เหลือคน พูดได้คำเดียว.."เข้าใจคนตั้ง เห็นใจคนเชียร์"..หนทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนสบายใจคือการทำงาน ผลงานที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไปคือจุดชี้ขาดครับ คนทำงาน ถ้าหน้าตาธรรมดาๆ แต่หัวใจงาม...คนไทยเข้าใจและยอมรับได้ครับ ผลวิจัยหลายสำนัก สะท้อนตรงกันประชาชนส่วนใหญ่อยากให้ครม.ใช้ความรู้ ความสามารถ ทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศโดยรวมครับ ผลโพลล์บอก ประชาชนอยากให้รัฐบาลทำงานครบวาระ และเบื่อหน่าย ต่อการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ชอบทำลายภาพพจน์และป้ายสีโดยไม่มีมูลความจริง จากนี้ไปจึงเป็นหน้าที่ของนายกฯ และ ครม. ที่จะทำงาน พิสูจน์ฝีมือ ให้ประชาชนได้ชื่นใจ การทำงานให้ได้ ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และการบริหารคนรอบข้าง ให้สามารถบริหารนโยบาย ให้เกิดผลสำเร็จ คือสิ่งสำคัญที่ประชาชนรอคอยครับ อุปสรรคข้างหน้ายังอีกมา การเป็นนายกฯในช่วงบ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงต้องมุ่งมั่นที่สัมฤทธิผลของ งานการใช้ความเข้มแข็ง ควบคู่ความอ่อนโยน คือทางออก พร้อมสนับสนุนที่นายกฯบอกจะตอบแทนคุณแผ่นดินทำงานอย่างมีเป้าหมาย ใช้ความเป็นมืออาชีพ "สร้างสุข สลายทุกข์" ให้คนไทยทุกคน ให้กำลังใจครับ วันนี้ ต้องท่องคาถาเดียวให้มั่นครับ ฟังให้มาก ทำให้มาก ยึดประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งประชาชนจะสนับสนุนครับ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/08/54 สร้างสุข..สลายทุกข์..อันดับแรก

ที่มา blablabla

ประชาชน ข้นแค้น แสนสาหัส
จงเร่งรัด ช่วยเขา เอาใจใส่
อีกปัญหา ปากท้อง พี่น้องไทย
รีบแก้ไข เร็ววัน ทันท่วงที....

ยุคข้าวยาก หมากแพง แรงถดถอย
ต่างรอคอย ความจริง ทุกข์สิ่งนี้
คนทุกข์ยาก หมองหม่น จนทั้งปี
อย่ารอรี ช่วยเขา อย่างเข้าใจ....

ทั้งหมูเห็ด เป็ดไก่ ขึ้นไม่หยุด
ต้องรีบฉุด รีบสั่ง ช่วยรั้งไว้
อีกปัญหา น้ำท่วม อ่วมอรทัย
เหนือจรดใต้ ทุกข์ตรม ระทมนัก....

กี่ปัญหา ร้อนพัน มันรอแก้
อย่าท้อแท้ รีบแก้ไข ให้ประจักษ์
สมกับเป็น "ยอดหญิง" นาม"ยิ่งลักษณ์"
จงแน่นหนัก เดินหน้า ร่วมฝ่าฟัน....

กำลังใจ ส่งมา วันฟ้าใส
ทั่วถิ่นไทย ยิ้มร่า นำพาฝัน
นำความสุข คืนมา ทั่วหน้ากัน
ด้วยเชื่อมั่น คนจริง "ผู้หญิงไทย"....

อย่าขัดแข้ง ขัดขา บ้าอำนาจ
จงมุ่งมาด เดินหน้า อย่าหวั่นไหว
ให้ลือเลื่อง สมชื่อ ระบือไกล
ทุกหย่อมหญ้า สว่างไสว นำไทยเจริญ....

๓ บลา / ๑๑ ส.ค.๕๔

Ted Vallance : จลาจลข้ามยุคสมัยในอังกฤษ

ที่มา ประชาไท

9 ส.ค. 2011 - ดร.เท็ด วาลานซ์ ผู้บรรยายจากสาขาวิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยโรแฮมตัน และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "A Radical History of Britain" ได้แสดงความเห็นผ่านบทความ "ลอนดอนเนอร์ จลาจลข้ามยุคสมัย" ซึ่งเห็นว่า แม้ว่าอังกฤษจะมีเรื่องการลุกฮือของประชาชนอยู่ในประวัติศาสตร์เป็นเวลายาว นาน แต่การจลาจลที่เกิดขึ้นในอังกฤษช่วงที่ผ่านมายังขาดสำนึกทางการเมืองและทาง จริยธรรมที่ชัดเจน โดยเนื้อหาของบทความมีดังนี้

0 0 0

ย้อน ไปในช่วงฤดูร้อนของปี 2010 รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษ จอร์จ ออสบอร์น ประกาศตัดค่าใช้จ่ายการบริหารของภาครัฐ ผู้สื่อข่าวจำนวนมากสงสัยว่าเหตุใดอังกฤษถึงต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค ยุโรปที่เฉื่อยชาต่อมาตรการตัดงบประมาณเช่นนี้ หรือนี้จะเป็นตัวอย่างของชาวอังกฤษผู้ "หน้าตาย" ผู้ไม่นิยมออกอาการ และไม่นิยมอารยะขัดขืน?
คำถามเหล่านั้นกลายเป็น เรื่องตลกไปเลยในตอนนี้ ขณะที่การประท้วงอย่างสงบโดยสมาพันธ์สหภาพแรงงานในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมากลายเป็นเหตุรุนแรงเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับตำรวจที่จัตุรัสทรา ฟัลการ์
การฉกชิงและทำลายข้าวของเกิดขึ้นทั่ว ลอนดอน รวมถึงเมืองอื่นๆ ในอังกฤษ เป็นการประกาศให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนได้อย่างน่าสะพรึง แต่ในครั้งนี้ต่างจากการประท้วงโดยมวลชนกลุ่มใหญ่หรือการจลาจลในหมู่นัก เรียนนักศึกษาซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ การก่อความวุ่นวายในช่วงสองสามวันที่ผ่านมามีแบบอย่างให้เห็นน้อยมากใน อังกฤษ และในความจริงแล้ว เหตุจลาจลในครั้งนี้ก็ขาดบริบท (ทางสังคม, ประวัติศาสตร์ หรืออื่นๆ) ทำให้พวกเขายิ่งดูน่ากลัว
กบฏไร้ข้อเรียกร้อง?
การลุกฮือก่อจลาจลโดยประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกในอังกฤษ หลายพื้นที่ในอังกฤษมีการปล้นชิงทำลายข้าวของเช่น ในท็อกเท็ธของลิเวอร์พูล และบริซตันของเซาธ์ ลอนดอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การก่อจลาจล เรื่องความตายของมาร์ค ดักแกน ที่เป็นชนวนให้เกิดการจลาจลในทอตเทนแฮมนั้น ดูเป็นไปในทางเดียวกับเหตุการณ์เมื่อปี 1985 ที่ความตายของซินเธีย จาร์เร็ท เป็นชนวนให้เกิดการจลาจลบอร์ดวอเตอร์ฟาร์มในเขตปกครองตนเองฮาร์ลิงจี
แต่ ในกรณีของการจลาจลบอร์ดวอเตอร์ฟาร์มและเหตุที่เกิดขึ้นในบริซตันและ ทอซเทธเมื่อปี 1981 การจลาจลทั้งสองเหตุการณ์นี้เน้นย้ำให้เห็นถึงการใช้กำลังของตำรวจและการ เหยียดสีผิวอย่างชัดเจน ข้อกล่าวหาในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งมีข้อมูลสนับสนุนจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ เช่น รายงานของสการ์แมนในปี 1981 ขณะที่รายงานของแม็กเฟอสันในปี 1999 ซึ่งเป็นการรายงานต่อสำนักงานตำรวจของอังกฤษในคดีฆาตกรรมสตีเฟน ลอว์เรนซ์ มีการตั้งข้อหาอย่างชัดเจนว่าเป็นการ "เหยียดเชื้อชาติโดยสถาบันของรัฐ" นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางด้านการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่อังกฤษ จากการถกเถียงหารือกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับชุมชนในช่วงการ จลาจลที่ทอตเทนแฮม แฮกนีย์ และบริกซ์ตัน ส่วนใหญ่เห็นว่ามีพัฒนาการมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ไม่ ว่าชาวอังกฤษบางคนจะมีมุมมองด้านลบต่อสำนักตำรวจขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่โดดเด่นในเหตุการณ์คราวนี้คือความคิดเห็นของนักวิจารณ์ที่มองว่าความ ตายของ มาร์ก ดันแกน ถูกนำมาอ้างมากกว่าเป็นการแก้ตัวให้กับกลุ่มที่ออกมาทำลายข้าวของในช่วงสุด สัปดาห์นี้
แน่นอนว่าการทำลายข้าวของเป็นส่วนหนึ่ง ของการประท้วงอย่างรุนแรงของ อังกฤษตั้งแต่ในอดีตมาแล้ว การประท้วงเพื่อสิทธิในการลงคะแนนของสตรี (Suffragettes) ก็รู้จักกันในแง่ที่มีการทำลายชุดแต่งกายของเหล่าสุภาพบุรุษเพื่อแสดงถึง สัญลักษณ์ของการกดขี่แบบปิตาธิปไตย ในช่วงที่ผ่านมาเปล่าผู้ประท้วงต่อต้านทุนนิยมก็พุ่งเป้าหมายไปที่แบรนด์ ดังๆ ของโลกอย่างแม็กโดนัล์และสตาร์บักส์
แต่การ ก่อเหตุวุ่นวายของเหล่าวัยรุ่นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้มีทั้งการ ทำลายข้าวของทั้งร้านแฟรนไชล์และร้านที่เป็นธุรกิจอิสระโดยไม่แยกแยะ สิ่งที่พอจะจำแนกได้คือมูลค่าของสินค้าที่อยู่ในร้าน ซึ่งมักเป็นสินค้ายอดนิยมของวัยรุ่นในเมือง ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบใหม่แกะกล่อง สมาร์ทโฟน เสื้อผ้า ซึ่งทุกอย่างนี้ถูกปล้นออกมาหมด ถ้าหากพวกเขาจะมีอุดมการณ์ ก็คงเป็นแนวคิดในแบบเด็กอนุบาลที่เรียกได้ว่า "ฉันเป็นคนเจอ ฉะนั้นฉันถึงเป็นเจ้าของ" (Finders Keepers)
ถ้า หากนี่เป็นแค่การฉกชิงวิ่งราวทั่วไป ทั่วทั้งประเทศคงไม่รู้สึกระคนตื่นตระหนกกันเช่นนี้ แต่พวกกลุ่มนักฉกชิงก็ออกพล่านไปทั่วอังกฤษ มีนักวิเคราะห์พยายามชี้ให้เห็นถึงความคล้ายคลึงกันของการเคลื่อนไหวนี้ว่า เกือบจะเหมือนปรากฏการณ์ "ดอกไม้บานในอาหรับ" ที่มีการใช้โซเชียลมีเดียในการเชื่อมต่อสื่อสารกัน แต่แม้ว่ากลุ่มแก๊งค์เหล่านี้จะเคลื่อนไหวโดยส่งข้อความผ่านแบล็กเบอร์รี่ แมซเซนเจอร์ (BBM) ซึ่งเป็นระบบการสื่อสารเครือข่ายทางสังคมที่ปิดมาก การเปรียบเทียบกรณีอังกฤษกับอาหรับนั้นดูเหมือนเป็นการลดทอนคุณค่าของการ เคลื่อนไหวในอาหรับมากกว่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้น ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่นักรณรงค์ผู้กล้าหาญ และสถานีรถรางรีฟส์คอร์เนอร์ในครอยเดนก็คงไม่ใช่จัตุรัสทาห์เรีย [1] สำหรับชาวอังกฤษแน่ พวกวัยรุ่นที่ฉวยเครื่องกีฬาจากร้านค้าทั่วอังกฤษไปจนเกลี้ยงก็เทียบไม่ได้ สักนิดกับกบฏของอังกฤษในยุคก่อน พวกเขาไม่มีแถลงการณ์หรือประกาศเจตนารมณ์ใดๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือพวกเขาไม่มีข้อเรียกร้องใดๆ ให้รัฐบาลอังกฤษได้บรรลุเพื่อทำให้เหตุการณ์สงบ แต่กระนั้นก็ตาม แม้กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้ดูไม่มีวาระทางการเมืองใดๆ แต่พวกเขาก็เป็นอันตรายต่อรัฐบาลอังกฤษ
ใครปกครอง?
ใน ช่วงสงครามกลางเมืองของอังกฤษในปี 1642-1646 ความรุนแรงของฝูงชนมีบทบาทสำคัญในการทำให้พระเจ้าชาร์ลที่ 1 หนีออกจากเมืองหลวง มีเหตุการณ์ในแบบเดียวกันเกิดขึ้นช่วง "การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์" (Glorious Revolution) ในปี 1688 เมื่อผู้ประท้วงทำให้พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ต้องหนีไป
จาก ประวัติศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าความวุ่นวายที่เกิดจากประชาชนจะเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างมาก ในเดือนกุมภาพันธ์ 1974 เมื่อมีการประท้วงหยุดงานของสหภาพคนงานเหมืองแร่ของอังกฤษ นายกรัฐมนตรีเอ็ดเวิร์ด ฮีธ จากพรรคอนุรักษ์นิยมผู้ที่อ่อนแรงลงก็จัดให้มีการเลือกตั้งภายใต้สโลแกน "ใครกันที่ปกครองอังกฤษ?" ใครก็ตามที่ปกครองอังกฤษอยู่คนผู้นั้นมิใช่เอ็ดเวิร์ด ฮีธ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งช่วยกันก่อตั้งรัฐสภาอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1929 และระบอบอุตสาหกรรมก็ลุกลามไปทั่วประเทศในอีกทศวรรษถัดมา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายกฯ จากพรรคแรงงาน เจมส์ คาลลากันพ่ายการเลือกตั้งไปในปี 1979
11 ปีต่อมา การลุกฮือของประชาชนทำให้นายกรัฐมนตรีต้องสละเก้าอี้อีกครั้ง เมื่อมีเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านการคิดภาษีระบบใหม่ที่เรียกว่า "คอมมิวนิตี้ชาร์จ" ของรัฐบาลมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ ในช่วงเดือน มี.ค. 1990 ซึ่งในตอนแรกเริ่มต้นจากการชุมนุมอย่างสงบแต่ต่อมาก็กลายเป็นการจลาจลในจัตุ รัสทราฟัลการ์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ้บนับร้อยและมีผู้ถูกจับกุม 339 ราย แม้ว่าความรุนแรงจะถูกประณามทั้งจากรัฐบาลและจากนักกิจกรรม แต่การต่อต้านระบบภาษีใหม่ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้รัฐบาลของมาร์กาเร็ต แทชเชอร์อ่อนแรงและทำให้มีการยกเลิกระบบภาษีนี้ในที่สุด "หญิงเหล็ก" ของอังกฤษผู้ที่ไม่เคยยอมอ่อนข้อปรับเปลี่ยนนโยบายก็จำต้องยอม "ยูเทิร์น" อย่างเสียหน้า
นายกฯ คนปัจจุบัน เดวิด คาเมรอน ก็ต้องกลับประเทศเร็วกว่ากำหนดหลังไปพักร้อนช่วงวันหยุดที่เมืองทัสคานี เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เริ่มวิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ คาเมรอนเข้าใจดีว่าหากตอบโต้เหตุการณ์นี้ด้วยความอ่อนข้อเกินไปอาจทำให้เขา ต้องออกถูกเด้งจากเก้าอี้เช่นเดียวกับนายกฯ รายอื่นๆ ในที่สุด ความยากอยู่ตรงที่ เหตุการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่าการตอบโต้อย่างหนักหน่วงรุนแรงก็นำมาซึ่ง ผลลัพธ์ที่เป็นหายนะเช่นกัน
จาก "โอบอุ้ม" เป็น "จับแขวน"
ประชาชน ทั่วไปรู้สึกไม่พอใจกับการได้เห็นภาพการปล้นชิงทำลายข้าวของและ การใช้ความรุนแรงในช่วงวันที่ 6-8 ที่ผ่านมา และเรียกร้องให้ตำรวจของอังกฤษใช้ยุทธวิธีที่เข้มงวดกว่านี้ โดยการใช้ปืนน้ำและไม้กระบอง รวมถึงต้องการให้กองทัพเข้าแทรกแซงสถานการณ์
ก่อน หน้านี้ในปี 2006 คาเมรอนพยายามให้เหล่าผู้สนับสนุนของเขาทำตัวเป็นผู้ "โอบอุ้มชาวเสื้อคลุมหัว" [2] ซึ่งเป็นการปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้กับพรรคอนุรักษ์นิยมให้ดูเป็น "นักอนุรักษ์นิยมผู้แสนดี" แต่ตอนนี้ภาพของวัยรุ่นในชุดคลุมที่ออกปล้นอย่างดุร้ายในจอโทรทัศน์ ทำให้สิ่งที่คาเมรอนเคยพูดไว้ดูไม่จืด อย่างไรก็ตามจนบัดนี้คาเมรอนก็ยังไม่ยอมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด แต่ใช้วิธีการเทกำลังเจ้าหน้าที่ลงตามท้องถนนของลอนดอนเพื่อยับยั้งเหตุ จลาจล
ประวัติศาสตร์สอนว่านี้เป็นการตอบโต้ที่ดูมี เหตุผล เว้นแต่ว่ากองกำลังเจ้าหน้าที่ของอังกฤษจะทำเกินเลยไปจนถึงจุดที่เกินกว่า ฉันทามติของนานาชาติจะยอมรับได้ และทำให้เกิดผลกระทบต่อนโยบายตัดงบของรัฐบาล และประวัติศาสตร์ของการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงเพื่อปราบปรามการก่อจลาจลของ ประชาชนนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าพิสมัยเลย
ก่อนหน้า ศตวรรษที่ 19 ที่มีการจัดตั้งหน่วยงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจในท้องที่ กองทัพเป็นอาวุธอย่างเดียวที่รัฐบาลอังกฤษใช้ในการปราบปรามผู้ต่อต้าน ครั้งสุดท้ายที่อังกฤษเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบข้ามวันข้ามตืนจนเทียบได้กับ เหตุการณ์ครั้งนี้ คือกลุ่มกบฏกอร์ดอนเมื่อวันที่ 2-9 มิ.ย. 1780 พระเจ้าจอร์จที่ 3 ตัดสินใจใช้กองทัพที่แม้จะปราบปรามเหตุไม่สงบได้ แต่ก็ทำให้ประชาชนต้องล้มตายไปมากกว่า 200 ราย
การ ใช้กองทัพปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในเซนส์ปี เตอร์สฟิลด์ แมนเชสเตอร์เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 1819 ก็นำมาซึ่ง "เหตุปะทะปีเตอร์ลู" ที่มีประชาชน 15 รายเสียชีวิตและอีกหลายร้อยรายได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ที่ใกล้เข้ามาหน่อยแต่ก็น่าขมขื่นไม่แพ้กัน คือการส่งกองทัพเข้าไปในไอร์แลนด์เหนือที่ยิ่งเป้นการย้ำเตือนว่า ยังไงทหารก็ไม่ใช่ตำรวจ และการมีอยู่ของทหารก็ยิ่งเป็นชนวนให้เกิดการปะทุมากกว่าเป็นการช่วยบรรเทา ความตึงเครียด
การฟื้นคืนยุทธวิธีอย่างการใช้ กฏหมายค้นตัวผู้ต้องสงสัย (sus laws) ที่ให้อำนาจการค้นแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็มีการลือกันว่าเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรงในแฮกนีย์ และมีความเป็นไปได้ว่าการใช้ปืนน้ำและกระสุนยางก็อาจก่อให้เกิดเหตุแบบเดียว กันโดยเฉพาะจะทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ แต่หากว่าเราควรหักห้ามไม่ให้ใช้วิธีการปราบที่รุนแรงกับกลุ่มก่อจลาจลเช่น นี้แล้ว คำถามคือเราควรจะใช้วิธีการใดแทน ไม่ใช่คำตอบที่ง่ายดายเลย
นัก วิจารณ์ฝ่ายเสรีนิยมมักจะเสนอว่า มาตรการลดงบประมาณของรัฐบาลเป็นเหตุทำให้เกิดความวุ่นวายในครั้งนี้ แต่ถ้าจะให้อธิบายจริงก็ถือว่าถูกแค่ส่วนเดียว ผู้คนเพิ่งได้รับรู้ถึงผลกระทบของนโยบายตัดงบเมื่อไม่นานมานี้เอง การตัดงบมากกว่านี้อาจจะยิ่งทำให้เกิดการจลาจลบานปลายขึ้นไปอีก แต่ความจริงที่ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันมานี้เป็นผลผลิตมานานนับทศวรรษ ไม่ใช่เพียงแค่หลายเดือนที่ผ่านมา นั่นคือช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่ถ่างกว้างขึ้น อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษในการกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมที่ว่านี้
อย่าง ไรก็ตามประเทศอังกฤษก็ต้องหาทางแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมในเมือง มิเช่นนั้นแล้วอังกฤษอาจต้องพบกับภัยทางสังคมที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ เพราะการจลาจลในครั้งนี้ ไม่เหมือนการก่อกบฏในอดีต พวกเขาไม่มีสำนึกทางการเมืองหรือสำนึกด้านจริยธรรม พวกเขามีแต่ความปรารถนาที่จะดื่มกินและทำลายล้าง

เชิงอรรถ
[1] จัตุรัสทาห์เรีย เป็นแหล่งชุมนุมสำคัญของชาวอิยิปต์ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลเมื่อกลางปี 2011 นี้
[2] Hug a Hoodie - ในวัฒนธรรมอังกฤษคนที่ใส่เสื้อคลุมหัวหรือ Hood นั้นดูไม่น่าไว้วางใจและต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากร ขณะเดียวกันก็เป็นที่นิยมของเด็กวัยรุ่นชนชั้นล่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฮิปฮอปของสหรัฐฯ โดยคาเมรอนกล่าวไว้ว่า "วัยรุ่นที่สวมเสื้อคลุมหัวนั้นเขาสวมในเชิงปกป้องตัวเองมากกว่าจะมีเจตนาทำ ร้ายคนอื่น" (อ้างจาก http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/politics/5166498.stm)
ที่มา
Londoners: Rioting through the ages, Ted Vallance, Aljazeera, 09-08-2011
http://english.aljazeera.net/indepth/opinion/2011/08/2011891626155535.html

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: ว่าด้วย ครม.ยิ่งลักษณ์: 5.5 เต็มสิบ เสียของ!

ที่มา ประชาไท

5.5 หรือ 5.1 ก็ได้ ขอให้เกิน 5 หมายความว่าไม่ถึงกับยี้ แต่แย่!

พูด อย่างให้ความเป็นธรรมหน่อย คะแนนสูงสุดจริงๆ ที่ผมเตรียมไว้คือ 7 เพราะเรารู้กันอยู่ว่าในระบบพรรคการเมือง โควตายังมีความสำคัญ แต่ถ้าจัดคนให้ตรงกับความสามารถบ้าง ผสมโควตาบ้าง ก็ยังพร้อมจะให้ 7

แต่ พอเห็นรายชื่อที่ผิดฝาผิดตัวไปหมด ผมก็ได้แต่ส่ายหัว สงสารธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล กับกิตติรัตน์ ณ ระนอง ทั้งสองคนคงไม่เห็นชื่อ ครม.อีก 32 คนก่อนตกปากรับคำมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

นั่นคือชื่อบวกที่มีอยู่ ไม่กี่คน ส่วนที่พอไปวัดไปวาได้ ก็เช่น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พิชัย นริพทะพันธ์ รมว.พลังงาน โอเค เพราะทำงานให้พรรคมาตลอด อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที โอเค เพราะมีผลงานเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน

แต่ ที่ผิดฝาผิดตัวก็เช่น ปลอดประสพ สุรัสวดี ซึ่งควรเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับไปเป็น รมว.วิทยาศาสตร์ โดยปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข มาจากไหนไม่ทราบ มาเสียบแทน (ว่ากันว่าเป็นโควตาของยุทธ ตู้เย็น)

วิทยา บูรณศิริ อดีตประธานวิป ทำงานหนักให้พรรค ควรได้เป็นรัฐมนตรี แต่หาที่ให้ลงไม่ได้รึไง ถึงส่งไปกระทรวงสาธารณสุข (มืออย่างวิทยาเนี่ยนะ จะไปลองของกับพวกหมอพันธมิตรและสานุศิษย์หมอประเวศ เตรียมเก็บศพได้เลย)

วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ก็เป็นอีกคนที่ทำงานให้พรรคมาตลอด สมควรได้เป็นรัฐมนตรี ตามที่ตกลงกันก่อนเลือกตั้งจะให้เป็น รมว.เกษตร ซึ่งยังนับว่าเหมาะสม แต่พอยกกระทรวงเกษตรฯ ให้พรรคชาติไทยไป หาที่ลงไม่ได้ พ่อเลี้ยงวรวัจน์ก็กลายเป็นครูวรวัจน์หน้าตาเฉย ทั้งที่บุคลิกไม่ให้เลย (บุคลิกเอาไว้ไล่จับนักเรียนตีกัน) ทั้งที่พรรคมีคนเหมาะสมอยู่แล้วคือ อ.ภาวิช ทองโรจน์

รายที่ผิดฝามากที่สุดเหมือนเอาฝาขนมถ้วยมาใส่ขนม ครก คือสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ยินชื่อแล้วแทบหงายหลัง จะเอาสุรพงษ์ไปรบกับใคร ถามว่าสุรพงษ์ควรได้เป็นรัฐมนตรีไหม จากบทบาทที่ผ่านมา ก็ควรได้เป็น แต่ไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างที่สุด ในแง่ของการสานต่อภาพลักษณ์รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ที่นานาประเทศกำลังอ้าแขนรับ เปิดแนวรบทางสากลกลับมาโอบล้อมฝ่ายอำมาตย์ ปิดโอกาสรัฐประหารในอนาคต

รัฐมนตรีต่างประเทศควรเป็นนักการทูต หรือมีบุคลิกของนักการทูต เป็นที่ยอมรับของข้าราชการ และมีเกียรติประวัติเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ มองยังไงสุรพงษ์ก็ไม่มีลิ้นการทูต ไม่มีบุคลิกสุขุมนุ่มลึก (หรือนุ่มตื้นซักนิดก็ยังดี) และไม่ทะเลาะกับข้าราชการก็บุญโขแล้ว

พูด อย่างให้ความเป็นธรรมหน่อย คือการตั้งรัฐบาลที่ต้องรอ กกต.เล่นว่าวอยู่ 1 เดือนเต็ม ทำให้สื่อไม่มีงานทำ พากันออกโผออกโพลล์แทงเต็งแทงโต๊ดกันดาษดื่น จริงมั่งเท็จมั่ง แต่มีชื่อคนนั้นคนนี้ให้ประชาชนคาดหวัง ว่า ครม.ยิ่งลักษณ์จะมีภาพลักษณ์ที่สวยหรู เช่นรัฐมนตรีต่างประเทศจะเป็นคนนอก เป็นทูตคนนั้นคนนี้ พอออกมาจริงๆ ก็ทำให้ประชาชนร้องยี้ มากกว่าเลือกตั้งปุ๊บตั้งรัฐบาลปั๊บ

แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าจัดสรรให้เหมาะ มันก็ยังดูดีกว่านี้ คือยังไงๆ ประชาชนก็ไม่ได้หวังสูงเลิศลอย เราพอยอมรับกันได้หรอกน่า กับชื่ออย่างสุรวิทย์ คนสมบูรณ์, ภูมิ สาระผล, กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์, บุญรื่น ศรีธเรศ, สุรพงษ์ อึ้งอำพรวิไล, ชูชาติ หาญสวัสด์, ฐานิสร์ เทียนทอง, พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ, นาย ก. นาย ข. จอห์น โด ฯลฯ ที่มาเป็นรัฐมนตรีช่วย

แต่ตำแหน่งหลัก อย่างน้อยก็จัดให้เหมาะสมบ้างสิครับ ไม่ใช่เอาเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ไปดูแลนโยบายหลัก ค่าแรง 300 บาท ทั้งที่พรรคมีตัวบุคคลเหมาะสมอยู่แล้วคือจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตปลัดกระทรวง

แม้มีเสียงนินทาว่า จารุพงศ์ก็มีเส้น เป็นสายตรงพจมาน แต่ถ้าจัดคนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ว่ามาจากระบบโควตาหรือเส้นสายใคร ก็ยังพอรับได้ เหมือนวิกรม คุ้มไพโรจน์ แม้ได้ชื่อว่าใกล้ชิดทักษิณ แต่อดีตทูตลอนดอนก็ยังเหมาะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมากกว่าจอมลุยอย่างสุ รพงษ์

กระทรวงกลาโหม เป็นอีกกระทรวงที่สำคัญที่สุด เพราะต้องคุมทหารให้อยู่ รัฐมนตรีต้องมีบารมี พร้อมกับมีหัวคิดเรื่องปฏิรูปกองทัพ หรือถ้าไม่มีบารมี ก็ต้องมีจุดยืนที่เข้มแข็ง ในการต่อสู้กับ “อำมาตย์” แม้ไม่ถึงขั้นหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ถามว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ไม่มีเลย เคยเป็น รมช.กลาโหมมาแล้วก็เป็นประเภทความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ ซึ่งก็เหมือนชีวิตราชการของ พล.อ.ยุทธศักดิ์นั่นเอง ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นน้องชายเสธแอ๊ว พล.อ.ยุทธศักดิ์ก็เป็นเหมือนพลเอกธรรมดาที่มีอยู่ทั่วไปแทบทุกซอยในกรุงเทพฯ

ที่ ตท.10 ติงว่าไม่มีความสามารถด้านความมั่นคง วิสัยทัศน์ไม่ดีพอ และไม่เคยช่วยเหลืองานพรรค เป็นความจริงทุกอย่าง สมัยเป็นฝ่ายค้าน พล.อ.ยุทธศักดิ์เข้าพรรคไม่กี่ครั้ง และเข้าทางประตูหลัง แต่พอมีชื่อเป็นแคนดิเดทรัฐมนตรี ก็โผล่มาเข้าประตูหน้าเพื่อให้นักข่าวสัมภาษณ์

เทียบกับชื่ออื่นๆ ที่มีโผมาก่อนหน้านี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์อยู่ที่โหล่ แม้แต่นายทหาร ตท.10 อย่าง พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ยังเหมาะสมกว่า

แต่ แน่นอนว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทักษิณ (เสธแอ๊วก็มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับทักษิณ) สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ก็เป็นญาติทักษิณ หลายคนใน ครม.เช่น พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ล้วนเป็นสายตรงทักษิณ อีกหลายคนเป็นคนในสายพจมาน หรือเจ๊แดง เช่น สันติ พร้อมพัฒน์ (ลดชั้นจากคมนาคมไปพัฒนาสังคม)

ภาพรวมของ ครม.แม้จะบอกว่าส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานให้พรรค เป็น ส.ส.ที่ไม่ทิ้งพรรค แต่ที่ซ้อนกันอยู่ในนั้นคือ เป็นคนที่ทักษิณไว้วางใจเป็นส่วนตัว กับเป็นตัวแทนระบบโควตา ซึ่งทั้งสองส่วนเข้ามากลบภาพแรก สิ่งที่ขาดหายไปคือคนทำงานให้พรรคที่ไม่ได้เป็นผู้ใกล้ชิดทักษิณ ไม่ได้บินไปหา “นายใหญ่” ถึงดูไบบ่อยๆ ซึ่งพรรคการเมืองก็ไม่ต่างจากบริษัทหรือราชการ คนที่ใกล้ชิดนายไม่ใช่คนทำงานเสมอไป มีหลายคนที่เขาทำงานจริงโดยไม่สอพลอเสนอหน้า

เสื้อแดงผิดตรงไหน

อีกส่วนสำคัญที่ขาดหายไปคือความเชื่อมโยงกับฐานมวลชนของตัวเอง นั่นคือคนเสื้อแดง

ที่ พูดเช่นนี้ไม่ได้บอกว่าต้องตั้งณัฐวุฒิเป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าแกนนำ นปช.คนไหนมีความสามารถมีความเหมาะสมทำไมจะตั้งให้ดำรงตำแหน่งไม่ได้ ถ้าหาคนที่เหมาะกว่าได้จะไม่ว่าเลย แต่กลับไปเอาสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ มาแทนณัฐวุฒิ

หรืออย่างที่พวกหมอพยาบาลออกมาต่อต้านพ่อไอ้ปื๊ดไม่ให้ เป็น รมว.สาธารณสุข ถามว่าใครในพรรคเพื่อไทยที่เหมาะจะเป็น รมว.สาธารณสุขที่สุด หมอเหวงไงครับ อย่างน้อยหมอเหวงกับพวกหมอชนบท และสานุศิษย์ทั้งหลายของหมอประเวศ ก็พูดภาษาเดียวกัน ร่วมมือกันได้เมื่อเป็นการทำงานเพื่อประชาชน และรู้ทันกัน ดักคอกันได้ ในทางการเมือง

แต่แน่นอน หมอเหวงเพิ่งเป็น ส.ส.สมัยแรก จะข้ามรุ่นไปเป็นรัฐมนตรีก็กระไรอยู่

คน ที่ใกล้ชิดผูกพันกับมวลชนเสื้อแดง ที่เหมาะจะเป็นรัฐมนตรีมากที่สุด คือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เพราะเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง พร้อมกับทำงานให้พรรคอย่างเข้มแข็ง

อันที่จริง พ.อ.อภิวันท์เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นประธานรัฐสภา เพราะการทำหน้าที่รองประธานตลอดสมัยที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย พ.อ.อภิวันท์เป็นเสื้อแดง แต่นั่งบัลลังก์แล้วทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ไว้หน้าใคร แม้แต่ ส.ส.เพื่อไทยด้วยกันก็ยังโวย แต่แน่นอน พอเป็นแคนดิเดท ฝ่ายตรงข้ามอย่าง ปชป.หรือพวกสลิ่ม ก็ออกมาดิสเครดิต พ.อ.อภิวันท์ด้วยข้อหา “เสื้อแดง” “โรมานอฟ” เพื่อทำลายตัวบุคคลที่เหมาะสมที่สุด

ถ้าวัดกันด้วยความเข้มแข็ง มั่นคง มีบุคลิกผู้นำ พ.อ.อภิวันท์เหนือกว่า “ขุนค้อน” ทุกเม็ด แต่ถ้าวัดกันด้วยระบบโควตา (และจำนวนเที่ยวบินไปดูไบ) “ขุนค้อน” ย่อมเหนือกว่า ผมเข้าใจว่า พ.อ.อภิวันท์ไม่อยากเป็นประธานสภาด้วยนั่นแหละ อยากเป็นรัฐมนตรีมากกว่า จึงถอนตัว แต่ท้ายที่สุด ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีที่เหมาะสม พ.อ.อภิวันท์ก็ถอนตัวอีก

อันที่ จริง เสธเปียน่ะเป็น รมว.กลาโหมได้สบายๆ นะครับ เพราะเป็นนายร้อย จปร.เหรียญทอง ซึ่งมีแค่ 2 คนในประวัติศาสตร์ จปร.อีกคนคือ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมยิ่งลักษณ์-ทักษิณต้องแคร์กระแสไม่ เอาเสื้อแดงเป็น รัฐมนตรี ซึ่งจุดมาจากพวกสลิ่ม และกระพือต่อโดยพวก ส.ส.เพื่อไทยเองที่กลัวแกนนำ นปช.แย่งโควตา ที่พูดอย่างนี้ผมไม่ได้ต่อสู้เพื่อณัฐวุฒิ และไม่ได้บอกว่าณัฐวุฒิคือตัวแทนของมวลชนเสื้อแดงทั้งประเทศ แต่อย่างน้อย ถ้ามีชื่อณัฐวุฒิใน ครม.ก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่ารัฐบาลยังแคร์มวลชนเสื้อแดง ผู้ถือโควตาใหญ่ที่สุดในพรรคเพื่อไทย

พอโผชัดเจนตอนเย็น บังเอิญผมเปิดวิทยุเจอรายการพชรกับวิสุทธิ์ 96.5 วิสุทธิ์ถามว่า อย่าง พล.ต.ท.ชัจจ์ ไม่ใช่เสื้อแดงหรือ พชรบอกว่า “เสื้อดำมากกว่า” แล้วก็ฮากลิ้งทั้งคนพูดคนฟัง

นั่นคือการเลือกแบบทักษิณ

ซึ่ง เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ผมชักจะเชื่อว่า ทักษิณไม่อยากกลับบ้าน เพราะรายชื่อ ครม.อย่างนี้ ทำให้กระแสตอบรับที่มีต่อนายกฯหญิง เปลี่ยนจากลำไม้ไผ่เป็นบ้องกัญชา ลดอายุรัฐบาลตัวเองลง สมมติวางแผนยุบสภาใน 2 ปี ก็อาจเหลือปีครึ่ง หรือเผลอๆ ฉิบหายก่อนหน้านั้น

ชัยชนะถล่ม ทลายที่ได้มาด้วยพลังประชาธิปไตยของประชาชน ด้วยกระแสที่อยากเห็นประเทศกลับเข้าสู่ภาวะประชาธิปไตยปกติ กลายเป็น “เสียของ” ด้วยระบบโควตาที่ต้องแบ่งสันปันเก้าอี้ให้กลุ่มก๊วน และการปูนบำเหน็จให้เฉพาะคนไว้วางใจใกล้ชิด

ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาล จะทำงานด้วยความยากลำบาก เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาลและกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดอำนาจฝ่ายอำมาตย์ (มิพักต้องพูดถึงการนิรโทษกรรมที่ยิ่งไกลออกไปอีก ไม่ต้องกลับเมืองไทยแล้วมั้งชาตินี้)

ตรงกันข้าม นี่คือการเปิดจุดอ่อนช่องโหว่ให้ฝ่ายอำมาตย์และสมุนสลิ่มเริ่มตีโต้ เตะสกัด ขัดขา ซึ่งถ้ารัฐบาลล้มเพราะกลไกตุลาการภิวัตน์หาเรื่องถอดถอน ยุบพรรค ก็ยังกลับมาได้ แต่ถ้าล้มเพราะความไร้ประสิทธิภาพหรือความฉ้อฉลของนักการเมืองพรรคเพื่อไทย เอง ก็อาจแพ้ทั้งกระดาน

ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าวแล้ว จากที่ตั้งท่าสวยหรู ก้าวต่อไปต้องดูว่าจะกล้าปฏิรูปประชาธิปไตยแค่ไหน เพียงไร เพราะนักการเมืองพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจนักหรอก อยู่ที่กระแสมวลชนเท่านั้นว่าจะผลักดันได้เพียงไร

นี่เป็นภาระหนัก ของนักประชาธิปไตยและมวลชนเสื้อแดงที่ยกระดับคุณภาพแล้ว เพราะต้องสนับสนุนและต้องต่อสู้เรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไปพร้อมๆ กัน แต่เราเชื่อมั่นในมวลชน ไม่ใช่เชื่อมั่นนักการเมือง พลังมวลชนจะไม่ถอยกลับ เหมือนอย่างกระแสต้าน ม.112 ที่เข้มแข็งและกว้างขวางขึ้นทุกวัน โดยไม่แยแสว่ายิ่งลักษณ์พูดอย่างไรหลังรับพระบรมราชโองการ

ใบตองแห้ง
10 ส.ค.54

กวีประชาไท: ป่านี้ชี้ชัดรัฐครอง

ที่มา ประชาไท

ป่านี้ชี้ชัดรัฐครอง
ประชา แม่จัน

หักล้างถางพงไพรป่า
ชั่วนาตาปีนานแสน
ทำนาทำกินดินแดน
ถิ่นแคว้นแดนนี้เราจอง
ปู่ย่าตายายฟูมฟัก
ลงหลักปักฐานเจ้าของ
อิ่มบ้างอดบ้างครรลอง
พี่น้องพ้องกันนานมา
วันหนึ่งซึ่งหลวงทวงถาม
อ้างนามตามกฎสรรหา
มิสนคนอยู่คู่นา
ตีตรามาให้หลวงครอง
กฎบัตรกฎหมายว่าไว้
ป่าไม้ไพรพงทั้งผอง
มอบไว้ให้รัฐจับจอง
ปกป้องครองไว้ในนาม
ใครอยู่คู่ดินถิ่นฐาน
แสนนานปานใดไม่ถาม
ออกไปไกลแคว้นเขตคาม
ยอมตามยอมด้นโดยดี
อย่าขัดขืนกล้าท้าทาย
อย่าหมายมุ่งรักศักดิ์ศรี
กลไกเกื้อรัฐยังมี
ป่านี้ชี้ชัดรัฐครอ