ที่มา Thai E-News
ฆ่าประชาชนตอน 14 ตุลา 16 ตอน 6 ตุลา 19 และ 17 พฤษภา 35 แล้ว ก็มีการสร้างอนุสาวรีย์ให้คนที่ถูกฆ่า แต่ทหารที่ลงมือฆ่านั้นไม่เคยสักครั้งที่ต้องถูกลงโทษ
แต่เหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 ต้องเป็นครั้งสุดท้ายเสียที คราวนี้ไม่เอาอนุสาวรีย์อีกแล้ว เพราะคราวหน้ามันก็จะฆ่าอีก เสร็จก็ทำอนุสาวรีย์ให้อีกแล้วฆ่าใหม่
คราวนี้ขอความยุติธรรม คนฆ่าคนบงการ รัฐบาลที่สั่งฆ่าต้องได้รับโทษต้องติดคุก ผู้มีอำนาจต้องได้รับบทเรียน เพื่อจะไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญต่อประชาชนต่อไปอีก
คนฆ่า ทั้งอภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธ์และกองทัพต้องสำนึกผิด ต้องมาขอขมาคนตาย และต้องติดคุก ต้องเอาโซ่ตรวนไปแขวนคอพวกมัน นี่แหละน้องเกดและคนตายถึงจะตายตาหลับ และไม่เกิดเหตุสังหารหมู่กลางเมืองซ้ำซากอีกต่อไป
ที่มีข่าวว่าจะให้เงินญาติผู้เสียชีวิตรายละ10ล้าน ก็ไม่ทำให้ฉันต้องหยุดต่อสู้ ฉันก็จะนำเงิน10ล้านนั่นแหละมาเคลื่อนไหวต่อสู้จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม จนกว่าคนฆ่าคนสั่งสังหารหมู่ ผู้อยู่เบื้องหลังจะได้รับการลงโทษให้เป็นบทเรียน ต้องลดอำนาจทหารลงมา ต้องมีทหารของฝ่ายประชาชนเสียที
ขอแบบนี้ได้ไหม ไม่เอาแล้วนะอนุสาวรีย์วีรชน-เพยาว์ อัคฮาด แม่ของน้องเกด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตในวัดปทุมฯเมื่อ19พฤษภาคม 2553 กล่าวในเวทีสัมมนาวันอาทิตย์สีแดง เนื่องในโอกาสวันแม่ 12 สิงหาคม 2554
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 15, 2011
แม่น้องเกด:ไม่เอาอนุสาวรีย์วีรชน เพราะสร้างเสร็จมันก็ฆ่าใหม่ แต่ต้องเอาคนฆ่ามาลงโทษให้หลาบจำ
Sunday, August 14, 2011
สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ(2):สมพงษ์ ศัลยพงษ์ 'ผมทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรฆ่าผมเลย'
ที่มา Thai E-News
สมพงษ์ ศัลยพงษ์ (แซล)ในชุดนายทหารเสรีไทย เขาได้รับมอบภารกิจลับเล็ดลอดเข้าประเทศเพื่อประสานงานกับเสรีไทยในประเทศ เพื่อกอบกู้ชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครองอยู่ แต่ถูกตำรวจไทยยิงหายไปกลางลำน้ำโขง แม้ในปัจจุบันญาติๆยังหวังว่าเขาอาจจะยังไม่ตาย
สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ ทั้งนี้แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่น ล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง
เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
14 สิงหาคม 2554
หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 66 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากความเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพ และอุทิศตัวอย่างยืนหยัดเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้
นอกจากนั้นยังเป็นการย้ำเตือนว่าการรักษาเอกราชของชาติไว้ให้สมบูรณ์ ไม่ได้เป็นเพราะกองทัพหรือชนชั้นนำดังที่ปลูกฝังกันมาเลย แต่ด้วยเลือดเนื้อชีวิตการอุทิศตนของสามัญชนที่มีน้ำใจรักชาติ ด้วยจิตใจเสียสละอาจหาญ กล้าต่อสู้กล้าเอาชนะ อดทนต่อความยากลำบากอย่างยืนหยัดต่างหาก
คลิปรายการห้องเรียนประชาธิปไตย66ปีวันสันติภาพ:รู้ไหมครั้งหนึ่งทำเนียบรัฐบาลไทยเคยมีชื่อ"ตึก16สิงหา"
สมพงษ์กับครอบครัวไปพักผ่อนที่ชายทะเลหัวหินเมื่อเดือน เมษายน2481ก่อนเดินทางไปศึกษาที่อเมริกา จนทุกวันนี้ญาติของสมพงษ์ยังหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาอาจยังไม่เสียชีวิต จากคราวปฏิบัติงานเสรีไทย โดยหากมีชีวิตอยู่เขาจะมีอายุ 93 ปีในตอนนี้
สมพงษ์ ศัลยพงศ์( แซล ):ผมเป็นคนไทยแท้ๆไม่ควรยิงผมเลย ผมมาทำงานเพื่อชาติ
วีรประวัติ-สมพงษ์ ศัลยพงษ์ ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกอีก2รายคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีจำกัด พลางกูร รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้
ชาตะ- 16 มิถุนายน 2461
มรณะ-11 มิถุนายน 2487 ขณะอายุ 26 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 93 ปี
กำเนิด-บุตรของร.ต.เกียรติ ศัลยพงษ์ (ผู้พิพากษา) และนางบุญมี ศัลยพงษ์
การศึกษา-มัธยม สวนกุหลาบวิทยาลัย สหรัฐอเมริกา
-อุดมศึกษา เป็นนักเรียนแพทย์ที่สอบชิงทุนมาศึกษาวิชาเภสัชกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฟิลาเดเฟีย สหรัฐอเมริกา
การปฏิบัติงานเสรีไทย-หลังจากไทยถูกญี่ปุ่นยึดครองในวัน ที่8ธันวาคม2484 ในปีรุ่งขึ้นสมพงษ์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกเสรีไทยในอเมริกา ที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯเป็นหัวหน้าและก่อตั้งเสรีไทยและมีพ.ท.หม่อมหลวง ขาบ กุญชร เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายสหรัฐฯฝ่ายทหาร เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยทหารอเมริกันคือO.S.S.นาน9เดือน ต่อมาได้รับยศร้อยโท ชื่อรหัส"แซล"
นักเรียนแพทย์สมพงษ์เป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก สอบชิงทุนหลวงได้ไปศึกษาต่อทางด้านเภสัชกรรมศาสตร์ ฟิลาเดลเฟีย ก่อนสมัครเป็นเสรีไทย ภายหลังประเทศถูกญี่ปุ่นยึดครอง
-มีนาคม2486 แซลซึ่งอายุย่าง26ปีเดินทางออกจากสหรัฐฯร่วมกับเสรีไทย19นายเพื่อเล็ดลอดสู่ มาตุภูมิประเทศไทย ด้วยเรือลิเบอร์ตี้ผ่านคลองปานามาไปมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดเข้าตอนใต้ออสเตรเลีย ย้อนขึ้นเหนือผ่านมหาสมุทรอินเดียขึ้นบกที่บอมเบย์ ฐานที่มั่นฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียช่วงกลางเดือนมิถุนายน2486 ใช้เวลาเดินทางรวม 95 วัน ฝึกเพิ่มเติมกับO.S.S.ที่ชายแดนพม่า
-สิงหาคม2486 ย้ายไปจุงกิงนครหลวงของจีนคณะชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และย้ายไปที่คุนหมิง จีนตอนใต้
-มกราคม2487 ฐานปฏิบัติการO.S.S.จัดตั้งที่ซือเหมาตอนใต้ของยูนนาน ใกล้พรมแดนลาว(ซึ่งตอนนั้นหลายเมืองของลาวเป็นอาณาเขตของไทย)และวางแผนส่ง เสรีไทย10นายเล็ดลอดเข้าประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือนำสารจากรัฐบาลสหรัฐฯไปรับรองขบวนการเสรีไทยใน ประเทศว่ากำลังต่อสู้เพื่อเอกราช และไทยจะมีรัฐบาลพลัดถิ่นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองไทย
-ปลายเดือนกุมภาพันธ์2487 ร.ท.สมพงษ์ และร.อ.การเวก(ยศขณะนั้น)กับเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก10คนได้รับภารกิจเล็ด ลอดเข้าประเทศไทย โดยออกจากซือเหมาเดินทางไปพำนักที่เมืองลา สิบสองปันนาราวเดือนเศษ ที่รอนานเพราะทางจีนคณะชาติหน่วงเหนี่ยวไม่สนับสนุนภารกิจตามที่ให้คำมั่น สัญญาไว้ จึงต้องหาผู้นำทางคนไทยเชื้อสายจีนพาไปเมืองพงสาลี ล่องเรือตามลำน้ำโขงถึงเมืองหลวงพระบาง
การปฏิบัติภารกิจนี้เสียงอันตรายรอบด้าน เพราะต้องหลบหลีกทหารญี่ปุ่น ขณะที่ไม่ได้รับการสนับสนุนภารกิจแต่ถ่วงรั้งจากจีนคณะชาติที่เป็นเจ้าของ พื้นที่ ส่วนเสรีไทยในประเทศก็ยังติดต่อกันไม่ได้เลย ประเทศอยู่ภายใต้การบริหารของจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งร่วมมือกับญี่ปุ่น และโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนและกำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นจับกุมตัว จารชนไทยที่ลักลอบเข้าประเทศ
-10 มิถุนายน 2487 ข้ามโขงเข้าแดนไทยที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง(ขณะนั้นเป็นดินแดนของไทยที่ได้คืนจากฝรั่งเศส) มีเป้าหมายจะเดินทางต่อไปที่หนองคาย แต่คนนำทางพาไปพบสารวัตรกำนันในตอนเย็น และกำนันได้ขอยึดปืนไว้ เพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามให้จับกุมจารชน
แผนที่ปฏิบัติงานของเสรีไทยสายอเมริกาเล็ดลอดเข้าไทย และบริเวณที่2วีรชนเสียสละพลีชีพ
-11 มิถุนายน 2487 ตำรวจเชียงแมนจับกุมการะเวกและสมพงษ์ข้อหาจารชนและยึดปืนพกไว้ ตามคำสั่งรัฐบาลต้องส่งทั้งสองไปที่กรุงเทพฯ แต่ตำรวจกลับควบคุมตัวเป็นเชลยลอยเรือไปกลางลำน้ำโขง เมื่อเวลาราว15.40น.ส.ต.ท.สมวงษ์ จันทศร และพลตำรวจถึง มูลพิชัย ได้ยิงปืนใส่ทั้งสอง และผู้นำทาง ร.อ.การะเวกกับผู้นำทางเสียชีวิตทันที
ส่วนร.ท.สมพงษ์ยังไม่ตายร้องครวญครางอยู่ และเนื่องจากได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการมอบอาวุธปืนให้ตำรวจไปแล้วก็ไม่ คิดว่าจะถูกยิง และคิดว่าไทยด้วยกันควรมีน้ำใจรักชาติปกป้องมาตุภูมิ ร.ท.สมพงษ์จึงพูดขึ้นว่า"ผมเป็นคนไทยแท้ๆผมมาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"
แต่ตำรวจทั้งสองไม่ปรานีมุ่งค้นสมบัติที่เสรีไทยทั้งสองนำติดตัวมา และเมื่อได้ทองคำที่ทั้งสองได้รับจากO.S.S.มาใช้ในงานกู้ชาติก็โยนร.ท.สม พงษ์ลงน้ำโขงเพื่อให้ตาย แต่ความที่ร่างใหญ่แข็งแรงร.ท.สมพงษ์ได้ว่ายเข้ามาเกาะเรือไว้ พลตำรวจถึงเอาปืนจ้องคนพายเรือสั่งให้เอาไม้พายค้ำไปที่ตัวร.ท.สมพงษ์ให้จม น้ำตาย แต่เขาก็ดิ้นหลุดดำน้ำไปเกาะอยู่ที่แก่งหินกลางน้ำ คนพายเรือถูกสั่งใพยเรือตามไป แล้วพลตำรวจถึงยิงใส่ร.ท.สมพงษ์2-3นัด แล้วร่างของร.ท.สมพงษ์ก็จมหายไปท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว
เรือลำนั้นกลับมาที่สถานีตำรวจเชียงแมนเวลา17.00น.แล้วอ้างว่าจารชนขัดขืน ต่อสู้แย่งชิงปืนตำรวจจึงถูกวิสามัญฆาตกรรม จากนั้นยึดปืน,กระสุนปืน,พันธบัตร,ทองคำ,เครื่องรับส่งวิทยุไว้ ศพของ"แครี่"การะเวกกับคนนำทางถูกทิ้งไว้หน้าสถานีตำรวจ จนเย็นวันรุ่งขึ้นจึงนำไปขุดฝังไว้หลังสถานี ส่วนศพของสมพงษ์ไม่มีผู้พบเห็นทำให้ญาติยังฝังใจมาจนทุกวันนี้ว่าเขายังไม่ ตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
แม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ ญาติตระกูลศัลยพงษ์ทุกคน ยังหวังเต็มเปี่ยมว่า สมพงษ์ น่าจะยังไม่ตาย และอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ปรากฏตัวไม่ได้ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาจะมีอายุ 93 ปี
-เวลาไล่เลี่ยกันร.อ.โผนเดินทางตามหลังทั้งสองมา2สัปดาห์ และก่อนข้ามโขงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของทั้งสองและแจ้งข่าวไปยังเสรีไทย สายอเมริกาในอีก1เดือนต่อมา ทำให้เสรีไทยในไทยทราบจึงแต่งตั้งข้าราชการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจมายัง ชายแดนเพื่อคอยช่วยเหลือเสรีไทยให้เล็ดลอดเข้าประเทศได้สำเร็จ
16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้
-30 ตุลาคม 2488 หลังสงครามยุติลงมีการรื้อฟื้นคดีสังหาร 2 เสรีไทย แต่ 2 ตำรวจมือสังหารโหดหลบหนีข้ามไปฝั่งลาว มีการขุดศพแครี่กลับสู่มาตุภูมิกรุงเทพฯ
-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า
"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"
10 กุมภาพันธ์ 2497-รัฐบาลสหรัฐฯมอบเหรียญ"เมดัล ออฟ ฟรีดอม"ให้แก่เสรีไทยผู้เสียสละชีวิตทั้งสอง ถ้อยความตอนหนึ่งว่า
"วีรกรรม และการเสียสละอันใหญ่หลวงเป็นพิเศษของร้อยโทสมพงษ์นั้นย่อมปรากฎเป็น เกียรติคุณความดียิ่งแก่ตนเอง แก่ประเทศ และแก่สหรัฐอเมริกาด้วย"
เจือ ศัลยพงษ์ ผู้พี่ชายรับเหรียญกล้าหาญ"เมดัลออฟฟรีดอม"จากทูตวิลเลียม โดโนแวน 10 ปีหลังการเสียสละชีพเพื่อชาติของสมพงษ์
ท่วงท่าบุคคลิกของสมพงษ์-ร้อยเอกนิคอล สมิธ นายทหารอเมริกัน พี่เลี้ยงเสรีไทยชุดแรกที่ลักลอบเข้าปฏิบัติภารกิจลับในประเทศ บันทึกถึงเขาว่า "แซลมีน้ำหนักเกินกว่า70ก.ก.(160ปอนด์)ร่างใหญ่สมบูรณ์ด้วยกล้ามเนื้อ ใจเร็ว และฉุนเฉียวประเภทไม่กลัวใครหรือสิ่งใดทั้งนั้น ก่อนมาปฏิบัติงานเสรีไทยเขาเป็นนักเรียนแพทย์ที่สอบชิงทุนมาศึกษาวิชา เภสัชกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฟิลาเดเฟีย
ส่วนกำนันที่แจ้งตำรวจมาจับเสรีไทยทั้งสองพูดถึงสมพงษ์ว่า"พูดคล้ายกับคนลาว แต่พูดลาวไม่ชัด หน้าตาก็เหมือนคนไทย"
ความเป็นคนรูปร่างใหญ่น้ำหนักเกิน70ก.ก.ฉุนเฉียวไม่กลัวใครทั้ง สิ้น เขาจึงถูกจับคู่กับการะเวก ศรีวิจารณ์(แครี่)ซึ่งร่างเล็กหนักเพียง 55 ก.ก.เล็ดลอดเข้าประเทศไทย แต่ทั้งสองต้องเสียสละชีพเพื่อชาติในคราวนั้น
********
16 สิงหาคม2554-ครบ 66 ปีวันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ
รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศ สงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น
**********
เชิญร่วมงานครบรอบ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย
ภาคเช้า -ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เวลา 08.00 น. - ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก - ชมนิทรรศการ “ประวัติความเป็นมาของเสรีไทย”
เวลา 09.00 น. - พิธีเปิดงานครบรอบ 66 ปี วันสันติภาพไทย
ภาคบ่าย- ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. - พิธีเปิดงานครบรอบ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วางช่อดอกไม้คารวะเสรีไทยและผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ณ สวนประติมากรรมกำแพงประวัติศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสันติภาพ เดินจากสวนประติมากรรมมาที่จุดชมนิทรรศการใต้โถงห้องอนุสรณ์ฯ (ด้านสนามฟุตบอล)
- ชมนิทรรศการ เรื่อง “ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย” ณ บริเวณโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรับประทานอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม
เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. ลงทะเบียน/รับหนังสือ ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒
- ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย” โดย คุณหญิงอัมพร มีศุข คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.- เสวนาวิชาการเรื่อง “มองขบวนการเสรีไทยในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน” โดย พันโท ดร. สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ อาจารย์ประจำกองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลเกล้า และ อาจารย์ ดร.ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
ดำเนินรายการ โดย คุณสันติสุข โสภณศิริ กรรมการกลางมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์
เวลา ๑๗.๐๐ น. - จบรายการ
คดีหมิ่นฯ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ที่มา Thai E-News
โดย กาหลิบ
ที่มา คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
ความเป็นเผด็จการในรัฐบาลเผด็จการไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด เหมือนความเลวในหมู่โจรที่ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ความเป็นเผด็จการของรัฐบาลที่ถือกันว่าเป็นประชาธิปไตย ย่อมทำให้ความด่างพร้อยนั้นผุดเด่นขึ้นมาราวกับรอยเปื้อนบนกระโปรงสีขาวที เดียว
คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นคำตลาดของ “ความผิด” ตามมาตรา ๑๑๒ และ มาตรา ๑๑๖ ของประมวลกฎหมายอาญา ปัจจุบันได้เร้ากระแสวิพากษ์วิจารณ์ในเมืองไทยและระดับโลกอย่างไม่เคยปรากฏ มาก่อน สิ่งที่ครั้งหนึ่งคือเส้นที่ไม่มีใครกล้าข้าม จนเสมือนเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทยไปแล้วนั้น ขณะนี้กลายเป็นเครื่องมือดีเยี่ยมในการประเมินระบอบไทยว่าเป็นประชาธิปไตย หรือมิใช่
บารมีของสถาบันกษัตริย์กลายเป็นต้นทุนที่ถูกนำมาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่คนใช้ก็ห่วงแต่การแก่งแย่งแข่งขันที่จะสำแดง “ความจงรักภักดี” ให้คนเห็น และไม่ได้ใส่ใจเลยว่าผลกระทบบั้นปลายของสถาบันที่ตนนำมากล่าวอ้าง จนเสมือนเป็นอนิจจังท่ามกลางสิ่งที่เป็นนิจจังทั้งหลายนั้นจะเป็นเช่นไร
เอาเป็นว่า ได้เกิดการลองเครื่องลองของกันอย่างมโหฬารกันในสังคมไทย ตัวตัดสินไม่ใช่พวกที่คอยสอพลอตอแหลด้วยความจงรักภักดีปลอมๆ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากหมัดสุนัข
แต่อยู่ที่ปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศว่าจะตัดสินว่าอะไรผิดและอะไรถูก อะไรสำคัญและไม่สำคัญ
การตัดสินใจนั้น จู่ๆ ก็จะเกิดขึ้น โดยไม่เตือนใครและไม่ให้โอกาสกลับตัวกับใครเลย
ผู้ที่เราห่วงใยจึงไม่ใช่คนในระบอบเผด็จการนั้นๆ ซึ่งในที่สุดก็จะถูกตัดสินโดยกฎเหล็ก ๓ ข้อคือ กฎหมาย กฎเกณฑ์ทางสังคม (โดยเฉพาะวิวัฒนาการทางสังคม) และกฎแห่งกรรมอยู่แล้ว
แต่เราห่วงรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งต้องยืนหยัดอยู่บนทางสองแพร่ง เหมือนคนว่ายน้ำที่ต้องแข็งแรงอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำสองสายที่ไหลสวนทางกัน อยู่รอบตัว จนแทบจะขืนไม่อยู่ ประชาชนทุกคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยากเห็นความจำเริญของรัฐบาล ประชาธิปไตยทุกชุดอยู่แล้ว แต่การวางตัวในระยะ “ปรองดอง” ระหว่างสิ่งที่ปรองดองได้ยากเย็นแสนเข็ญนั้น ก็กลัวว่ารัฐบาลนั้นจะเสียหายไปด้วย
จุดนี้เองที่คดีหมิ่นฯ ก้าวเข้ามาแทรกตรงกลาง ทั้งคดีเดิมและคดีใหม่
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นในระหว่างทำคลอดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางเขนได้จับกุม นายนรเวศย์ ยศปิยะเสถียร อายุ ๒๓ ปี ผู้เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามหมายจับศาลอาญา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒
การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคมที่ผ่านมา
ข้อกล่าวหาได้แก่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๓ ขณะผู้ต้องหายังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้คัดลอกข้อความบนเว็บไซต์แห่งหนึ่งทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นข้อความ “ที่มีลักษณะหมิ่นเบื้องสูง” โดยคัดลอกมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว
ต่อมาเมื่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ICT ตรวจสอบพบ จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนของสถานีตำรวจบางเขน ให้ติดตามจับกุม ในการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนพร้อมส่งฝากขังต่อศาลอาญาจนได้รับการประกันตัว
สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือผู้แจ้งความดำเนินคดีกับนายนรเวศย์ฯ ผู้เป็นนิสิตก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็นอาจารย์ฝ่ายบริหารเองเลย
เขาคือ นายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คดีนี้จึงเป็นคดีคลาสสิคที่ละม้ายคล้ายคลึงกันแทบทุกครั้ง นั่นคือ ดำเนินการจับกุมตัวแทนของกลุ่มสังคมต่างๆ ให้กว้างขวางทั่วถึง คราวนี้ถึงคิวของตัวแทน “คนรุ่นใหม่” ที่กำลังทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมรอบตัวและสว่างทางปัญญามากขึ้นทุกวัน
จุดประสงค์ใหญ่ก็คือ กดขี่คนรุ่นหลังให้เกรงกลัวมหาภัยที่จะเกิดกับตน หากค้นหาความจริงได้มากพอ วิธีการก็คือการใช้มือเปื้อนเลือดของ “ผู้ใหญ่” ที่เป็นเครื่องมือรุ่นเก่าจนลืมไปแล้วว่าครั้งตนก็เคยมีอุดมการณ์และความ ปรารถนาดีต่อมวลมนุษยชาติมาเช่นเดียวกันลูกศิษย์ของตน
อย่าลืมว่าคดีนี้หมูหมากาไก่ก็อ้างตัวเป็นผู้เสียหายและเข้าแจ้งความได้ ตามกลยุทธ์การเมืองที่ทำให้ประชาชน “ฆ่า” ประชาชนกันเองเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
คดีนี้ถือเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคดีแรกภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
วิธีการของรัฐบาลในการจัดการกับคดีนี้ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จึงจะเป็นบรรทัดฐานว่ารัฐบาลประชาธิปไตยจะเลือกปกป้องประชาชนบริสุทธิ์ที่ เลือกตนเข้ามาสู่อำนาจอย่างไร ซึ่งจะมีคนจับตาอยู่มาก
นี่คืองานชนิดเกิดหรือดับทีเดียว.
ข้อตกลงระหว่างเพื่อไทยกับอำมาตย์
ที่มา Thai E-News
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
14 สิงหาคม 2554
เราเริ่มเห็นภาพของ “ข้อตกลง” ไม่ว่าจะทางการหรือไม่ ระหว่างอำมาตย์กับพรรคเพื่อไทย เพื่อให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้ และเพื่อให้แกนนำเพื่อไทยถูกกลืนกลับไปเป็นพรรคพวกของอำมาตย์เหมือนเดิม เพราะพรรคไทยรักไทยในอดีตก็เคยเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์ก่อนที่จะทะเลาะกัน
อำมาตย์กีดกันไม่ให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาลยาก เพราะเสียงประชาชนชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยแสดงความยินยอมที่จะ “ปรองดอง” แบบยอมจำนนต่ออำมาตย์ เพื่อแลกกับการไม่ถูกล้ม โดยการสัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนอะไรมากมายในสังคมไทย สรุปแล้วในอดีตเราเห็นรัฐประหาร ๑๙ กันยา ตามด้วยรัฐประหารผ่านศาล และปัจจุบันเราเห็นรัฐประหารที่สาม ผ่านการกดดันและการปรองดองจอมปลอม และผ่านการหักหลังเสื้อแดง
ลองมาพิจารณาประเด็นสำคัญๆ เช่น กรณี 112 กรณีภาคใต้ กรณีคดีการเมืองเนื่องจากการชุมนุม และกรณีทหาร
คดี 112
๕ สิงหาคม ตำรวจจับนักศึกษาที่พึ่งจบจากม.เกษตร นรเวศย์ ยศปิยะเสถียร ในข้อหา 112 เพราะดาวน์โหลดข้อความจากอินเตอร์เน็ท นักศึกษาคนนี้โดนฟ้องโดยเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเองคือ นายนิพนธ์ ลิ้มแหลมทอง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝ่ายกิจการนิสิต เป็นผู้มาแจ้งความดำเนินคดี
๑๓ สิงหาคม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เปิดเผยว่า นับจากนี้ไป จะมีการกำชับให้ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ในทุกระดับ มีการเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ในการกำกับดูแลปราบปรามการกระทำผิด พ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และการหมิ่นสถาบันผ่านเว็บไซต์ต่างๆ โดยจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด สรุปแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น อาจแย่ลง และการเซ็นเซอร์สื่อยังมีอยู่เหมือนเดิม
นักโทษการเมืองคดี 112 ทุกคน เช่นคุณสมยศ อ.สุชัย คุณดาร์ตอร์บิโด และคนอื่นๆ อีกมากมายยังติดคุกอยู่ ทั้งคนที่ผ่านกระบวนการศาลสองมาตรฐาน และคนที่ยังรอคดีในศาล
สส. และรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ด้วยการหมอบ คลาน แต่ยังไม่มีการแสดงความจงรักภักดีต่อประชาชนที่เลือกเขามา
112 สำคัญสำหรับทหารเผด็จการ เพราะเป็นวิธีอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์แล้วปิดปากผู้ที่คัดค้านทหาร การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยรณรงค์ใช้ 112 ต่อไปแสดงว่ายอมรับอิทธิพลของทหาร และยอมรับการใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อกดขี่ประชาชน โดยอาจหวังว่าในอนาคตพวกทหารจะเลิกกล่าวหาทักษิณว่าเป็นพวก “ล้มเจ้า” นี่คือการปรองดองตามเงื่อนไขอำมาตย์
สงครามกลางเมืองในภาคใต้
ภาคใต้เป็นเรื่องแหลมคมทางการเมือง พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะใช้การเมืองแก้ไขปัญหา โดยพูดถึงนครปัตตนี แต่ในเรื่องความยุติธรรมยังไม่ทำอะไรเลย ทุกอย่างเหมือนเดิม ซึ่งทำให้หลายคนนึกกลับไปสู่การที่รัฐบาลไทยรักไทยปราบปรามประชาชนที่กรือ แซะและตากใบ
นายซูดีรือมัน มาเละ เหยื่อการถูกตำรวจทรมานในคดี “ปล้นปืน” ที่นราธิวาสเมื่อปี ๒๕๔๗ ซึ่งยื่นฟ้องให้มีการสืบสวนตำรวจ โดยมีทนายสมชาย นีละไพจิตร ให้ความช่วยเหลือ โดนลงโทษจำคุกสองปีในวันที่ ๑๐ สิงหาคม เพราะ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา ยื่นฟ้องกลับข้อหา “แจ้งความอันเป็นเท็จ” เกี่ยวกับตนเองทั้งๆ ที่ยังไม่มีการสอบสวนเรื่องการทรมานเลย นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า การร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการกระทำความผิดกรณีการซ้อมทรมาน ผู้ร้องเรียนโดยสุจริตควรได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้เสียหายที่ได้ร้องเรียนโดยสุจริต มีความกล้าเผชิญในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อนำผู้กระทำผิดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐมาลงโทษ อันเป็นการส่งเสริมมิให้เกิดวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวล สรุปแล้วเหยื่อที่ถูกตำรวจทรมานโดนจำคุก และทนายของเขาโดนฆ่าตายโดยตำรวจในยุครัฐบาลทักษิณ กรณีแบบนี้ไม่ช่วยสร้างสันติภาพในภาคใต้เลย และส่งเสริมวัฒนธรรมเจ้าหน้าที่รัฐลอยนวล
๑๑ สิงหาคม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปล่อยให้ทหารใช้สไนเปอร์ยิงนักโทษในคุกที่นราธิวาส โชคดีไม่ใครตาย เหตุเกิดเพราะตำรวจบุกเข้าไปค้นยาเสพติดในคุก ประเด็นสำคัญคือ 1. ใครๆ ก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่คุมคุกทั่วประเทศเป็นผู้นำยาเสพติกเข้ามาในคุกแต่แรก ทำไมเอาตำรวจเข้าไปค้นที่พักนักโทษ? 2.ทำไมไม่เจรจาใช้วิธีอื่นแก้ปัญหา ทำไมใช้สันดานดิบอำมาตย์คือใช้ทหารติดอาวุธสงครามเพื่อสู้กับคนไม่มีปืน? เมื่อไรจะหยุดวัฒนธรรมเลวๆ แบบนี้สักที? 3. คุกในไทยมีไว้ขังใครและสภาพคุกทำไมจึงเลวร้ายถึงขนาดนี้ ทำไมคนมีเส้นไม่เคยติดคุก? 4. เหตุการณ์นี้จะช่วยสร้างสันติภาพในภาคใต้ได้อย่างไร? และ 5. รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะสั่งหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่รัฐบาลสามารถออกมาประกาศว่าการใช้ทหารไม่เหมาะสม และสามารถวางนโยบายใหม่ แต่เลือกที่จะเงียบเฉยแทน
ในกรณีภาคใต้ทหารอำมาตย์ต้องการใช้ทหารนำการเมืองต่อไปเหมือนเดิม เราทราบดีจากคำพูดของ ผบทบประยุทธ์ เราคงต้องรอดูว่ารัฐบาลของยิ่งลักษณ์จะทำอะไรเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์หรือไม่ และถ้าไม่ทำเสื้อแดงควรออกมารณรงค์
คดีการชุมนุมของเสื้อแดง
นักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ติดคดีเนื่องจากการชุมนุมเรียกร้อง ประชาธิปไตย ยังถูกจำคุก ยังถูกฟ้อง และยังถูกปฏิเสธการประกันตัว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยังไม่มีการสอบสวนผู้ที่สั่งฆ่าประชาชนเมื่อปีที่แล้ว
รัฐมนตรีและ สส.พรรคเพื่อไทยไว้ทุกข์ให้ญาติกษัตริย์ ยอมใช้เงินรัฐที่มาจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาลในงานศพ แต่ยังไม่มีการไว้ทุกข์ให้ประชาชนผู้เสียชีวิตในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และยังไม่มีการปลดอธิบดี DSI
ข้อตกลงกับอำมาตย์แปลว่ายากที่จะเห็นใครโดนลงโทษในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน เมื่อปีที่แล้ว เราคงต้องรอดูต่อไป และพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหว
ทหาร
การตั้งรัฐมนตรีกลาโหมที่เป็นทหาร ตรงข้ามกับการสร้างวัฒนธรรม “พลเรือนคุมทหารผ่านการเลือกตั้ง” และนายทหารคนนี้อาจมีประวัติเกี่ยวข้องกับการปราบประชาชนในอดีต และแน่นอนยังไม่มีการปลดผบทบ.ประยุทธ์
เสื้อแดงกับประชาธิปไตย
ถ้าเราต้องการสร้างประชาธิปไตยแท้ สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจสังคม เสื้อแดงต้องเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่อง “ข้อตกลงกับอำมาตย์” อันนี้ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อต้านทั้งอำมาตย์และรัฐบาลพร้อม กัน เราอาจมีความหวังได้ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนใจถ้าเรากดดันเพียงพอ ถ้าเป็นเช่นนั้น เราน่าจะสนับสนุนมาตรการดีๆ ของรัฐบาล แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนใจอะไรเลย และยึดติดกับ “ข้อตกลงกับอำมาตย์” เราต้องสู้กับรัฐบาล
อย่าลืมว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีความสำคัญในประเด็นเดียวเท่านั้น คือการพิสูจน์ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เอาทหารเผด็จการและอภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด การมีรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทยจะมีความหมายเป็นสูญ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
--
Giles Ji Ungpakorn
UK mobile:+44-(0)7817034432
UK landline +44(0) 1865-422117
http://redthaisocialist.com/
see YOUTUBE videos by Giles53
โลกไม่ลืมผู้หญิงยิงฮ. ฮึดอีกเฮือกไขว่คว้าอิสรภาพ
ที่มา Thai E-News
ผู้หญิงยิงฮ.โลกไม่ลืม-หลัง จากติดคุกมา 1 ปี 3 เดือนเรื่องราวของ"ผู้หญิงยิงฮ."จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ เริ่มเป็นที่รับรู้ของพี่น้องเสื้อแดง จึงมีการนัดกันไปให้กำลังใจเธอและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 2 ราย รวมทั้งการระดมความช่วยเหลือทั้งสาม กับลูกๆของจ๋าอีก 7 ตัว
โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าฟังการพิพากษาคดี "ผู้หญิงยิงฮ." คดีบันลือโลกอีกหนึ่งคดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
กว่า 1 ปี 3 เดือน ที่ถูกจองจำ ความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่พี่จ๋าสัมผัสได้และแสดงความรู้สึกออกมาคือ ...ไม่เห็นมีใครเหลียวแลเลย จะมีก็แต่ป้านินจา สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มการเมืองยุคแรกๆที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร19กันยาฯ และเพื่อนๆญาติๆอีกไม่กี่คน ที่คอยมาเยี่ยมบ้าง ส่งข้าวส่งน้ำบ้าง ตามมีตามเกิด
วันที่ 3 พ.ค. 2553 พี่จ๋า-นฤมล วรุณรุ่งโรจน์(สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ฯ) พี่ปลา-สุรชัย นิลโสภา และพี่หนู-ชาตรี ศรีจินดา(คนขับแท็กซี่) ถูกชุดปฎิบัติการกองบังคับการสายตรวจปฎิบัติการพิเศษ (191) สน.คลองตัน และกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 บุกเข้าจับกุม
โดย ศอฉ.เป็นผู้ออกหน้าสื่ออย่างภาคภูมิใจว่ารวบได้แล้วคนยิงฮ.ทหาร
พี่จ๋าและเพื่อนอีก 2 คน ถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ก่อการร้าย ยิงเฮลิคอปเตอร์เมื่อเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 และถูกยัดอาวุธพ่วงคดีสะสมอาวุธสงครามมาอีก 25 รายการ - -'
และก็พิจารณาคดีกันมาอย่างเงียบๆ ติดคุกกันมาอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครเข้ามาสนใจเยียวยาหรือช่วยเหลือใดๆ ทั้งๆที่ ทั้งสามคนก็เป็นคนเสื้อแดงที่ถูกยัดเยียดข้อหาร้ายแรงทางการเมือง
โดยเฉพาะยิ่งคุณหนู ชาตรี ศรีจินดา เป็นแค่คนขับแท็กซี่ ตอนแรกยังเป็นคนธรรมดาไม่รู้เรื่องการเมืองด้วยซ้ำ แต่พอมาโดนกรณีนี้ ถูกจับถูกป้ายสีคดีร้ายแรงแบบนี้ ต้องถูกขังในเรือนจำมาปีกว่าโดยไม่ได้ทำอะไรผิด ตอนนี้เลยเข้าขั้น"แดงแจ๊ด"ไปแล้ว
มีเรื่องตลกร้ายที่เกิดขึ้นในคดีนี้มากมาย ป้านินจา กลุ่มคนวันเสาร์ฯ ที่คอยดูแลช่วยเหลือนักโทษการเมืองทั้งสามคนนี้เล่าเอาไว้ว่า
ตอนที่จับ...นายทหารใหญ่นำมาแถลงออกสื่อทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ มีอาวุธสงครามเต็มโต๊ะ...
ในวันที่สืบพยาน..ปรากฎว่า...อาวุธทั้งหมดไม่มีลายนิ้วมือแฝงแม้แต่ชิ้น เดียว! แถมพยานโจทก์(พยานของอัยการ)บอกว่า อาวุธอยู่ในถุงกอล์ฟ ซ่อนอยู่ในท่อน้ำหน้าบ้าน
แต่ในทางความเป็นจริง...ท่อน้ำหน้าบ้านพี่จ๋า(นฤมล)..กว้างแค่ 14 เซนติเมตร..ถุงกอล์ฟยัดไม่ลงค่ะ!!
และในวันที่พรรคประชาธิเปรตไปหาเสียงที่ราชดำเนิน ไอ้เมือกก็เอาชื่อและภาพขึ้นจอ...บอกว่า เป็นกลุ่มคนเสื้อดำที่ยิงทหารเมื่อวันที่ 10 เมษา'53
ตอนนั้น...ทางญาติของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน (พี่จ๋าและสุรชัย นิลโสภา และชาตรี ศรีจินดา) โทรมาคุยท้อใจมาก...ว่าหากพรรคเปรตได้รับ เลือก...ทั้ง 3 คนต้องกลายเป็นแพะแน่นอนที่สุด!
อีกเรื่อง..ที่ความจริงป้าไม่อยากพูดมากคือเรื่อง
อ.ธิดา...ทำไมถึงมาตีข่าวในตอนนี้คะ? คุณมาตอนที่เค้าสืบพยานกันจบไปหมดแล้ว (ใครจะว่าเสี้ยมเชิญนะคะ...แต่นี่คือความจริง...)
เพราะทั้ง 3 คนติดคุกร่วมปีกว่าไม่มีใครเหลียวแลเลย..ย้ำค่ะว่าไม่มีเลย !
มีแต่คนเสื้อแดงไม่กี่คนที่ไปเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือตามกำลังของแต่ละคน
...ถามว่า...ได้มีการติดต่อขอความช่วยเหลือไปทางนปช.มั้ย?
...ตอบ... ญาติของจำเลยทั้ง 3 คน ไปร้องเป็น 10 เที่ยว แต่ทุกอย่างก็เงียบ!!
ที่ศาลเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ น้องสาวของปลา(สุรชัย นิลโสภา)กล่าวเสริมอีกว่า
ไป ศูนย์เยียวยาของพรรคเพื่อไทยมาบ่อยแล้วนะ ไปจนคุณสมหวัง อัสราษี เขาเบื่อหน้าแล้วมั๊ง เห็นหน้าหนูก็คงจำได้ดีล่ะ แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย...
ป้านินจาเล่าเสริมว่า
ตอนสู้คดีกันมาเนี่ย ลำบากกันมาก ตอนเขาจับพี่ปลา เขามาอายัดรถCRVที่ผ่อนกันมาไม่เคยขาดซักงวด แล้วกล่าวหาว่าพัวพันอาวุธสงคราม ไฟแนนซ์ก็มาอายัดรถไปขายทอดตลาด นั่งน้ำตาร่วงเลย เพราะทำงานหาเงินผ่อนกันมาไม่เคยขาดส่งซักงวด แถมยังโดนสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังจนหมดเนื้อหมดตัวเช้า วันนี้มีพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ละแวกบางนา พระโขนง มารอคุยรอให้กำลังใจพี่จ๋าหลายสิบคน เพราะคดีผู้หญิงยิงฮ.เริ่มเป็นที่สนใจ และพี่หนิง-จิตรา คชเดช เจ้าของวลี "ดีแต่พูด" ได้ประกาศไว้ในเฟสบุคว่าจะมาร่วมฟังคดีด้วย และข่าวDNN กับVoiceTV ก็ตามมาช่วยทำข่าว
พอมีเรื่องมีราวก็ได้รับแต่ความสูญเสีย ความผิดหวังมาตลอด ปรึกษาทนายที่พรรคก็ช่วยอะไรเราไม่ได้
บรรยากาศ หน้าห้องพิจารณาคดีเริ่มอื้ออึงไปด้วยคนเสื้อแดง เมื่อพี่จ๋าขึ้นมานั่งในห้องแล้ว ต่างก็เข้าไปชูไม้ชูมือให้กำลังใจพี่จ๋ากันอย่างล้นหลาม แต่ละคนก็ใส่เสื้อลายเจ็บๆกันมาทั้งนั้น
พอถึงเวลานัดหมาย(ศาลนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาช้ากว่ากำหนดชั่วโมงกว่า ไม่รู้ว่าเพราะกลัวคนเสื้อแดงรึปล่าว) โดยศาลแจ้งเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีนี้ไปเป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2554 โดยอ้างว่า ส่งร่างคำพิพากษาให้อธิบดีภาคพิจารณายังไม่ส่งกลับมา
จากนั้นเราก็ได้ลงไปคุยกับพี่จ๋าและพี่ปลา กับพี่หนู ข้างล่างศาล เพื่อนๆ ญาติๆซื้อข้าวซื้อน้ำให้กินกัน พี่จ๋ากินข้าวไปสองกล่อง และเป๊ปซี่อีกสองกระป๋อง พูดคุยสนทนากับคนที่ไปเยี่ยมเสียงฉะฉานเหมือนเดิม เข้าไปอยู่ข้างในผิวพี่จ๋าขาวขึ้น ผมยาวและตัวใหญ่ขึ้นนิดหน่อย พี่จ๋าเป็นคนพูดเยอะ พูดคุยสนุก พูดได้ไม่หยุด
มีคนตะโกนถามแกมหยอกๆไปว่า
จ๋าอยู่ข้างในแล้วยังแอบไปยิงอีกฮ.สามลำตกได้ด้วยหรอ ?พี่จ๋าตอบพลางหัวเราะ ว่า
เดี๋ยวถ้ามันไม่ให้ออกนะ อาจจะตกเยอะกว่านี้อีก ฮ่ะๆๆถาม ถึงเรื่องความช่วยเหลือเยียวยา พี่จ๋าก็ตอบฉะฉานในเชิงตัดพ้อ เกี่ยวกับการไม่เคยได้รับความเหลียวแลช่วยเหลือจากนปช. หรือศูนย์เยียวยาอะไรเลย มีแต่คนรู้จักที่สู้ด้วยกันมานานมาเยี่ยม มาช่วยเหลือ เรื่องคดี
ตอนนี้ไม่ห่วงอะไร ห่วงอย่างเดียว ว่าลูกๆจะเป็นไงบ้าง ลูกๆทั้ง 7 มันจะอยู่ยังไง คิดถึงมันมากๆ(พี่จ๋ากล่าวถึงสุนัขทั้ง 7 ตัวที่พี่จ๋าเลี้ยงไว้และพาไปเดินในม็อบด้วยบ่อยๆหากใครจำได้)
อยากเจอพวกมันใจจะขาดแล้ว
ผมก็สอบถามไปเรื่องว่าคดีที่พี่จ๋าโดนเนี่ย หากยื่นประกันต้องใช้หลักทรัพย์เท่าไหร่ ผมก็ถามว่าพี่จ๋าโดนคดีอาวุธสงคราม 25 รายการ ไอ่คดีฆ่าคนตายเนี่ย หลักทรัพย์ประกันมัน 5 แสน ของคดีพี่จ๋าต้องใช้เท่าไหร่ เพราะในวันที่ 25 นี้ ศาลชั้นต้นจะพิพากษา หากเรามีหลักทรัพย์พอ เราอาจจะสามารถยื่นประกันได้
พี่จ๋าตอบมาว่าตอนโน้นเคยยื่นไปแล้ว 5 แสน มันไม่ให้ประกัน มันบอกคดีความมั่นคงร้ายแรง ผมก็ถามว่าหลักทรัพย์ประกันใช้มากกว่าคดีฆ่าคนตายเลยหรอ
พี่จ๋าตอบว่า ก็ลองยื่นดูสัก 6 แสนน่ะ เผื่อมันจะให้ แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือเงินเลย ช่วยกันหน่อยได้ไหม?
ผมก็ตอบไปว่า ผมจะลองช่วยดูนะ ไม่รับปากนะฮะ จำนวนเงินมันสูงมาก แต่ก็จะลองดู หากไม่ได้ผมก็ต้องต้องขอโทษไว้ล่วงหน้านะฮะพี่จ๋า
ในตอนนั้น รับปากพี่จ๋าไปว่าจะช่วย เพราะสงสารพี่จ๋ากับความอยุติธรรมที่ได้รับ และเห็นแววตาของ"นักสู้ที่มีอุดมการณ์"คนหนึ่ง ที่ยังทอประกายให้คนข้างนอกได้รับรู้
พอคิดทบทวนดู คดีนี้โดนฟ้องร่วมกัน 3 คน ถ้าต้องยื่นคนละ 6 แสน เฮ้ย! มัน 1.8 ล้านนี่หว่า!! ซวยแระเนี่ย รับอะไรมาวะเรา เป็นแค่คนตัวเล็กๆ จะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินช่วยคนได้ขนาดนั้น!
แต่มานั่งนึกในใจ... พี่ๆเขาเสื้อแดงทั้งนั้น คนบริสุทธิ์ทั้งนั้น ถูกกลั่นแกล้งกันทุกคน หลายคนสู้มาตั้งแต่ต้านรัฐประหารยุคแรกๆ เขาติดคุกยากลำบากกันมาเป็นปีแล้ว มันไม่มีสิ่งใดในประเทศนี้มาช่วยแล้วนี่นา เออ ถ้าเราถอดใจตั้งแต่แรกอีกคน แล้วใครมันจะมาทำมาช่วยพี่น้องเราล่ะ เอาแค่เคสอื่นๆที่รับบริจาคช่วยคนข้างใน ชาวบ้านที่เขาอยากช่วยก็ควักเนื้อคัวกกระเป๋าจนแทบจะเลี่ยนกับการบริจาคกัน แล้ว
แต่ในเมื่อมันไม่มีใคร ยังไงก็จะต้องทำ เพราะในการต่อสู้ เราทิ้งใครที่ร่วมต่อสู้กับเราไว้เบื้องหลังไม่ได้
ผมก็ปรึกษากับพี่จ๋า ว่าเรื่องบัญชีเอายังไงดี จะระดมทุนมาช่วยประกันพี่จ๋าออกมา ไม่รู้จะทันวันที่ 25 นี้รึปล่าว แต่ก็จะพยายาม ถามพี่จ๋าไปว่าพี่จ๋ามีบัญชีส่วนตัวมั๊ย ผมจะได้เอามาโพสต์ให้คนช่วยกัน
พี่จ๋าบอกว่าไม่มีเลย แล้วก็ชี้ไปที่ป้านินจา คนวันเสาร์ฯ บอกว่างั้นให้ป้านินจาช่วยละกัน ให้ป้านินจาเปิดบัญชีให้หน่อย ก็คุยกันว่าโอเคตกลง
ป้านินจาบอกว่าจริงๆชื่อป้านินจาใ้ช้เปิดบัญชีช่วยน้าชาติ-สุชาติ นาคบางไทร ไปแล้ว จริงๆไม่ค่อยอยากแตะอยากยุ่งเรื่องเงินเท่าไหร่
ผมก็ตอบกลับไปว่า เข้าใจนะฮะเรื่องเงินไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งอยากถือหรอก แต่ป้านินจาดูแลพี่จ๋ามาตลอด ช่วยๆหน่อยละกันนะฮะ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ ?
และผมก็เสนอว่า เอาอย่างนี้ ยังไงให้ทางน้องสาวของพี่ปลา(สุรชัย นิลโสภา ที่ถูกข้อหาร่วม)ไปร่วมเปิดบัญชีด้วย เพราะเงินส่วนนี้ก็เอามาช่วยทั้งสามคนที่โดนคดีนี้กันอยู่แล้ว ไม่ได้เอาไปทำส่วนอื่น ถ้าศาลไม่ให้ประกัน หรือเราได้มาไม่พอยื่น ก็ถือเป็นเงินดูแลทั้งสามคนในเรือนจำ และช่วยเหลือทางครอบครัวของเหยื่อการเมืองทั้งสามคนนี้ก็แล้วกัน
ผมก็เลยขอทางป้านินจาและน้องสาวของพี่ปลาไปร่วมกันเปิดบัญชีกองทุนเพื่อ ช่วย เหลือเป็นเงินประกันตัวทั้งสามคนในคดี"ผู้หญิงยิงฮ." ขึ้นมา
ป้านินจาแจ้งมาว่า วันนี้มีป้านิด เลขาของอ.ธิดา มานั่งร่วมฟังคำพิพากษาด้วย ป้านิดก็รับปากว่าจะนำเรื่องเงินประกันตัวในวันที่ 25 นี้ ไปเสนอเข้าที่ประชุมให้อ.ธิดา ช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง
หากทางนปช.ต้องการแสดงความจริงใจในการช่วยเหลือเรื่องเงินประกันของ พี่ๆ นักโทษการเมืองคดี"ผู้หญิงยิงฮ."ทั้ง 3 คนนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องน่ายินดีมากๆ
หากแต่ว่าก่อนที่เราจะไปหวังพึ่งใคร เราต้องพยายามพึ่งพาตัวเราเองให้ได้มากที่สุดเสียก่อน ผมจึงต้องออกมาขอเรี่ยไรเงินบริจาคจากพี่น้องที่มีความพร้อมจะช่วยเหลือใน การประกันตัวพี่้น้องเราทั้ง 3 คน ในคดี "ผู้หญิงยิงฮ."
สามารถร่วมบริจาคได้ทางบัญชีกองทุนช่วยเหลือนักโทษการเมืองคดี"ผู้หญิง ยิง ฮ." ซึ่งเปิดบัญชีโดยป้านินจา และน้องสาวของคุณปลา ซึ่งจะทำการอัพเดทกันเป็นระยะ
ชื่อบัญชี นางภัทรภร ชวนะสุนทร และน.ส.รุ่งฤดี นิลโสภา ธนาคารกสิกรไทย ออมทรัพย์ สาขาสี่แยกบางนา เลขบัญชี 056-2-50302-3
หากการยื่นประกันไม่สำเร็จ เงินส่วนนี้จะใช้เยียวยาช่วยเหลือครอบครัว พี่จ๋า พี่ปลา และพี่หนู จำเลยทั้งสามในคดีนี้ต่อไป
และอีกเรื่องสำคัญที่อยากจะขอความกรุณาก็คือ
ทางเราขอรับบริจาคอาหารสำเร็จรูปของสุนัขแบบกระสอบควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากท่านใดมีความประสงคืจะช่วยเลี้ยงลูกๆของพี่จ๋า(สุนัข) ทางป้านินจายินดีเดินทางไปรับบริจาคอาหารสำเร็จรูปสุนัขถึงที่บ้านท่าน และนำส่งให้กับคนดูแลต่อไป
ลูกๆของพี่จ๋ามี 7 ตัว ตอนนี้มีเหลือเพียง 6 ตัว อยู่ที่บ้านพี่สาวพี่จ๋า 2 ตัว ที่บ้านเพื่อนพี่จ๋าอีก 4 ตัว ...อีก 1 ตัวได้จากไปแล้ว (เรื่องนี้ให้พี่จ๋ารู้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นอาจมีการร้องไห้แหกคุกออกมาก็เป็นได้ เพราะพี่จ๋ารักลูกๆของเธอมาก)
ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงมาร่วมฟังคำพิพากษาคดีนี้กันอีกครั้งที่ ศาลจังหวัดพระโขนง เวลา 10 โมงเช้า มาร่วมเป็นกำลังใจให้กันและกันกับคดีบันลือโลก"ผู้หญิงยิงฮ."
เราขอขอบคุณในน้ำใจไมตรีพี่น้องทุกๆคนที่มีให้กับพี่น้องที่ประสบชะตากรรมอันโหดร้ายในชีวิตทุกๆท่าน
ขอขอบคุณจากใจแทนพี่จ๋า พี่ปลา และพี่หนู 3 นักโทษการเมือง คดี"ผู้หญิงยิงฮ." กับเงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์ที่พี่น้องร่วมช่วยเหลือกันผมจะทำการอัพเดทยอด บัญชีลงทางหน้าเฟสบุคเป็นระยะ ๆ นะครับ และจะติดตามช่วยเหลือเคสนี้และเคสอื่นๆต่อๆไป
อาจจะเหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่ขอยืนยันด้วยหัวใจ ว่าในทุกการต่อสู้มีคนบาดเจ็บ มีคนมีแผล มีคนต้องมลทิน "แต่พวกเราจะไม่ทิ้งใครเอาไว้เบื้องหลัง"
และเราต้องร่วมกันรณรงค์เพื่อการ"ปล่อยนักโทษการเมือง"เพื่อให้พี่น้องเราได้รับอิสรภาพอีกครั้งร่วมกัน
*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-โลกลืมเธอ..'จ๋า'ผู้หญิงยิงฮ.ข้อหาบันลือโลก
-ผู้หญิงยิงฮ. หัวใจเธอมันน่ากราบ
ณัฐวุฒินัดส.ส.เสื้อแดงยื่นประกันนักโทษเสื้อแดง รมต.ยุติธรรมแย้มถึงเวลาคืนความยุติธรรมปล่อยตัวชั่วคราว
กำเนิดวันหยุดราชการ12สิงหาคม ไทยเป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มีหยุดวันเกิดคู่สมรสประมุขประเทศ
ที่มา Thai E-News
โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
หมายเหตุ: บทความสั้นๆนี้ เขียนและเผยแพร่ครั้งแรก ในกลางเดือนมีนาคม 2548 (ดูเหมือนจะที่บอร์ด ม.เที่ยงคืน) ผมนำมาเผยแพร่ซ้ำ เผื่อจะเป็นประโยชน์ กับใครที่ยังไม่เคยอ่านและสนใจในแง่ข้อมูล ผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อความที่เล่า เช่น เรื่องผมเจอการประดับประดาถนนราชดำเนินในปีนั้นอย่างไรในตอนต้น เพราะคิดว่าถือเป็นการทบทวนบรรยากาศทั้งการเตรียมงานในช่วงนั้น และลักษณะงานเขียนของผมเอง ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีกว่ามาแล้ว
เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน (ประมาณกลางกุมภาพันธ์) ระหว่างขับรถไปทำงานที่ท่าพระจันทร์ ผมอดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นบริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน เริ่มมีการก่อสร้างโครงไม้ขนาดใหญ่ แบบที่ไว้สำหรับติดภาพ "คัดเอ๊าท์" เวลามีงานหรือวันสำคัญๆทางราชการ
ที่ประหลาดใจก็เพราะนึกไม่ออกว่า ในช่วงใกล้ๆนี้จะมีงานหรือวันสำคัญๆอะไร วันสำคัญที่ใกล้ที่สุดที่ผมนึกออกคือ 12 สิงหาคม แต่นั่นก็อยู่ห่างออกไป 6 เดือน
และที่ผมจำได้ เมื่อ 5 ปีก่อน ในช่วงงาน 72 พรรษา 5 ธันวา การติด "คัดเอ๊าท์" เกาะกลางถนนราชดำเนิน ก็ไม่ได้เริ่มล่วงหน้า 6 เดือน (เหตุที่จำได้ เพราะสนใจเรื่องนี้ และที่สำคัญ อาศัยการคิดแบบตรรกะธรรมดา เพราะการติด "คัดเอ๊าท์" 5 ธันวา จะต้องไม่ก่อน กลางสิงหา - ต้องหลัง 12 สิงหาไปแล้ว - คืออย่างมากก็ติดก่อนได้ไม่ถึง 4 เดือน อันที่จริงเท่าที่จำได้ ดูเหมือนปีนั้นจะติดไม่ก่อนเดือนตุลา)
เมื่อไม่กี่วันก่อน ระหว่างขับรถไปท่าพระจันทร์ จึงพบว่า โครงไม้เหล่านั้น ไว้สำหรับติด "คัดเอ๊าท์" 12 สิงหา จริงๆ ซึ่งขณะนี้ได้ติดตั้งเสร็จหมดแล้ว ผู้ผ่านไปมาบริเวณนั้นคงได้เห็นแล้ว . . .
ผมเพิ่งเสร็จบทความเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์วันชาติไทย" ซึ่งอาจจะนำบางส่วนมาโพสต์ในไม่กี่วันข้างหน้า จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อมูลประวัติศาสตร์บางอย่างที่ได้จากการเขียนบทความ นั้น
คือในบทความ ผมจะพูดถึงวันหยุดราชการต่างๆ ในช่วงหลัง 2475 มาจนถึงสมัยสฤษดิ์ การกำหนดให้วันที่ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการนั้น เพิ่งมีขึ้นครั้งแรกในปี 2495 มีการประกาศหลังผ่าน 12 สิงหา ปีนั้นไม่กี่วัน (ประกาศลงวันที่ 25 สิงหาคม 2495 ลงใน ราชกิจจานุเบกษา 9 กันยายน)
ความน่าสนใจ หรือความสำคัญของเรื่องอยู่ที่ว่า การกำหนดให้วันประสูติของพระราชินีเป็นวันหยุดราชการนี้ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชยังไม่มี การกำหนดวันหยุดราชการสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช (ซึ่ง ร.6 กล่าวว่า มีไว้เพื่อเหตุ 3 ประการ คือ "สำหรับพักผ่อนร่างกาย", "แสดงความเคารพต่อพระบรมราชวงษ์" และ "เคารพต่อพระสาสนา") มีอยู่ 2 ครั้งใหญ่ คือ สมัย ร.6 กับสมัย ร.7
สมัย ร.6 มีวันหยุดราชการ ดังนี้ (ผมเปลี่ยนตัวสะกดให้เป็นแบบปัจจุบันเพื่ออ่านง่าย)
สงกรานต์.....................19 วัน(สำหรับผู้ที่แปลกใจว่า สงกรานต์หยุดนาน ความจริง ร.6 มีประกาศเพิ่มวันหยุดให้เฉพาะข้าราชการกระทรวงยุติธรรมในช่วงสงกรานต์เป็น 30 วัน!)
วิสาขะบูชา.....................3 วัน
เข้าพรรษา......................7 วัน
ทำบุญพระอัฐิ ร.5..............1 วัน (คือที่มารู้จักกันปัจจุบันว่า "วันปิยะ" 23 ตุลา)
ฉัตรมงคล......................4 วัน
เฉลิมพระชนมในหลวง.........5 วัน
มาฆะบูชา.......................1 วัน
วันหยุดสมัย ร.7 เป็นดังนี้
สงกรานต์................................4 วัน (ร.7 บอกว่าของ ร.6 หยุดมากไป!)
จักรี (เป็นครั้งแรก)......................1 วัน
วิสาขะบูชา...............................3 วัน
เข้าพรรษา................................3 วัน
สวรรคตพระพุทธเจ้าหลวง (23 ตุลา)....1 วัน
เฉลิมพระชนมในหลวง..................3 วัน
ฉัตรมงคล................................3 วัน
ผมสงสัยด้วยว่า (แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ ใครขยันลองเช็คดูก็ได้) การกำหนดให้วันเกิดของ spouse ของกษัตริย์เป็นวันหยุดราชการ น่าจะไม่ใช่เรื่องทั่วไป แม้ในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข (อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เสปน) แต่เฉพาะกรณีของไทย จะเห็นว่า เป็นสิ่งใหม่
ซึ่งผมเสนอในบทความนั้นว่า ต้องอธิบายสาเหตุจากบริบททางการเมืองขณะนั้น คือ (สิ่งที่ผมเรียกว่า) ภาวะ "ความว่างเปล่าทางอุดมการณ์" ของคณะรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการล่มสลาย (dissolution) ของ "คณะราษฎร" ในระหว่างสงคราม เปิดทางให้อุดมการณ์แบบนิยมเจ้ากลับเข้ามามีบทบาทได้ และคณะรัฐประหารต้องยอมอ่อนข้อ ต่อกลุ่มและอุดมการร์นิยมเจ้าหลายอย่าง
ในแง่วันหยุดราชการเอง ผมจะไม่อธิบายหรือให้ตัวอย่างวันหยุดราชการของคณะราษฎรก่อนสงครามในที่นี้ เพราะจะยาว แต่อยากชี้ให้เห็นว่า หลัง 2490 จอมพล ป.สั่งลดวันหยุดทั้ง 10 ธันวา และ 24 มิถุนา จากกรณีละ 3 วันเหลือกรณีละ 1 วัน (กรณี 10 ธันวาเป็นครั้งแรกหลัง 2475)
ต่อมาแม้จะกลับเป็น 3 วันแบบเดิมทั้ง 2 กรณี แต่ในช่วงเดียวกัน ก็เพิ่มวันหยุดเฉลิมพระชนม์ เป็น 3 วัน (เป็นครั้งแรกหลัง 2475) และเพิ่มวันหยุดที่มีลักษณะที่เรียกว่า "จารีต" (traditional) เช่น สงกรานต์ (นำกลับมาหลังเลิกไปสมัยหลวงพิบูลยุคแรก), เข้าพรรษาและมาฆะ (เพิ่มวัน), ฉัตรมงคล และพืชมงคล (มีครั้งแรกหลัง 2475) ในบริบทเช่นนี้เองที่มีการกำหนดให้ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการด้วย
อันที่จริง ประกาศฉบับที่กำหนดให้ 12 สิงหา เป็นวันหยุดราชการครั้งแรกนั้น (2495) ต้องนับว่าเป็นประวัติการณ์สำหรับหลัง 2475 เพราะมีวันหยุดมากที่สุด ถึง 14 รายการ รวม 28 วัน ต่อมาจึงต้องสั่งลดเหลือวันเดียวหมด
การให้เป็นวันหยุดราชการ เป็นวิธีหรือระดับการให้ความสำคัญอย่างหนึ่งแก่วันของรัฐบาล ความจริง มีวิธีหรือระดับการให้ความสำคัญ 4 ระดับ เรียงจากน้อยไปมาก คือ
ประดับธง
หยุดราชการ
ประดับไฟ
งานมหกรรม (มหรสพ, งานแสดงกลางแจ้งต่างๆ ฯลฯ)
2 ระดับแรก คือ ประดับธง กับ หยุดราชการนั้น ส่วนใหญ่มีคำสั่งควบคู่กันไป เกือบเหมือนๆกัน เช่น หยุด 3 วัน ก็ให้ประดับธง 3 วัน แต่ก็มีบางกรณีที่ให้ประดับธงเฉยๆ ไม่หยุด
ประดับไฟนั้น เป็นการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีก
ถ้าสำคัญมากๆ ก็จะให้มีงานมหกรรมด้วย
สมัยสมบูรณาญาสิทธราช ก็มีวันเฉลิมฯของในหลวง ที่มีประดับไฟ กับ จัดมหกรรมด้วย แต่เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำสมัย ร.7 ก็เลิกมหกรรมไป
เมื่อคณะราษฎรขึ้นสู่อำนาจ มีอยู่ 2 งาน ที่ถูกให้ความสำคัญถึง "ระดับ 4" คือ 10 ธันวา และ 24 มิถุนา
กรณี 24 มิถุนา นั้น มีมหกรรมอยู่ได้เพียง 5 ปี (ถึงปี 2486) ก็เลิกเพราะสงคราม และหลังสงครามก็ไม่ได้กลับมาจัดอีก
ส่วน 10 ธันวา นั้น งานมหกรรม เมื่อเกิดสงครม ถูกเลิกไปก่อน 24 มิถุนา แต่พอหลังสงคราม ก็รื้อฟื้นใหม่ และเป็นวันสำคัญวันเดียวทั้งปี ที่ถูกให้ความสำคัญถึงระดับนี้ วันเฉลิมพระชนมในหลวงนั้น หลัง 2475 ไม่เคยมีงานระดับมหกรรม
เมื่อสฤษดิ์เป็นใหญ่ และประกาศรื้อฟื้นประเพณีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นระบบ (ช่วงจากครึ่งหลังของ 2502 ถึงต้นปี 2504 ซึ่งผมกล่าวในบทความว่าเป็น ช่วงปีเศษที่เปลี่ยนสถานะของสถาบันกษัตริย์ในวัฒนธรรมการเมืองไทยหลัง 2475) ก็รื้อฟื้นงานเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวง (ที่เลิกไปตั้งแต่ก่อน 2475) ขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี (5 ธันวา 2502) และเลิกงาน 10 ธันวาไปพร้อมๆกัน แต่สฤษดิ์เองไม่ได้ "รื้อฟื้น" งานเฉลิมฯพระราชินี เพราะอย่างที่เห็นกันว่า ไม่มีประเพณีให้ความสำคัญกับพระราชนีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ให้ "รื้อฟื้น" ได้ อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจว่า การให้ความสำคัญระดับ ประดับไฟ สำหรับ 12 สิงหา คงเกิดขึ้นในสมัยสฤษดิ์หรือถนอมนี้เอง ตรงนี้ยังไม่ยืนยัน
แต่เฉพาะระดับมหกรรม ที่ปัจจุบันรู้จักในนาม "12 สิงหา มหาราชินี" นั้น ความจริง ต้องนับว่าเป็นสิ่งใหม่มาก เพราะเพิ่งจัดครั้งแรกในปี 2542 นี้เอง งาน "5 ธันวา มหาราช" เริ่มจัดครั้งแรกปี 2520 ซึ่งต้องนับว่าเป็นผลผลิตของการเมืองในช่วง 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา โดยตรง
แม้จะมีการจัด 12 สิงหา ในระดับ "มหกรรม" ครั้งหนึ่ง ในปี 2535 แต่ถือเป็นกรณีพิเศษครั้งเดียว (one-off) เพราะเป็นปี 60 พรรษา
ผมได้รับการบอกเล่าว่า ความจริง ผู้จัดงาน "5 ธันวา มหาราช" คือ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช มีความต้องการจัด "12 สิงหา มหาราชินี" ตั้งแต่ก่อนปี 2542 (งานปี 2535 รัฐบาลเป็นคนจัดให้เป็นพิเศษ)
แต่ทางสำนักพระราชวังเอง เกรงว่าจะทำให้ดูเหมือน "ใหญ่" เทียบกับงาน "5 ธันวา มหาราช" จึงไม่สนับสนุน สำนักพระราชวัง เพิ่งมา "ไฟเขียว" ให้มูลนิธิฯจัด "12 สิงหา มหาราชินี" ด้วยได้ในปี 2542 โดยถือเอาช่วงครบ 50 ปี ราชาภิเศกสมรส นั่นเอง
และจัดต่อมาจนถึงปัจจุบัน (มูลนิธิฯ เป็นเจ้าภาพจัด แต่ตั้งเป็นคณะกรรมการคนละชุด กับ "5 ธันวามหาราช")
*****
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ส่วนเรื่องต่อไปนี้ดร.สมศักดิ์เขียนเพิ่มเติมในเฟซบุ๊ค เมื่อ 12 สิงหาคม 2554ข้อมูล อันหนึ่งที่ผมเขียนเมื่อ 7 กว่าปีก่อนว่า ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้ ผมได้เช็คแล้ว ยืนยันสิ่งที่เขียนแบบเดาๆไว้ คือ เรื่องวันหยุดราชการสำหรับคู่สมรสของกษัตริย์ หรือราชินีที่เป็นประมุขในประเทศสำคัญๆอื่นๆ ว่า ไม่มีจริงๆ
ดังที่ผมเขียนในบทความดังกล่าว
ประเทศไทย ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ไม่เคยมี วันหยุดราชการสำหรับพระราชินี
ที่อยากจะเขียนเพิ่มเติมในทีนี้คือ ในประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับวันเกิดของกษัตริย์ (หรือราชินีที่เป็นประมุข) ด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคู่สมรสของกษัตริย์หรือราชินีที่เป็นประมุข (แม้แต่ สหราชอาณาจักร วัน Queen's Birthday ก็ไม่นับเป็นวันหยุดราชการพิเศษ special public holiday - ดูคำอธิบายข้างล่าง)
ยกเว้นญี่ปุ่น ที่มีวันหยุดราชการ วันเกิดจักรพรรดิ (แต่ก็ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับจักรพรรดินี) และ เนเธอร์แลนด์ มีวันที่เรียกว่า Queen's Day อยู่ แต่ไมใช่วันเกิดจริงๆของ ควีนเบียทริกซ์ - เป็นวันเกิดของแม่ของเธอ ผุ้ล่วงลับไปแล้ว - แต่ก็นับเป็นวันหยุดในฐานะ "วันเกิดราชินี" ทีเป็นทางการให้ แต่เช่นเดียวกับญี่ปุ่น เนเธอแลนด์ ไม่มีวันหยุดราชการสำหรับคู่สมรสของประมุข เช่นกัน
เบลเยี่ยม
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_Belgium
เดนมาร์ค
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_Denmark
ญี่ปุ่น
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_Japan
เนเธอร์แลนด์
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_the_Netherlands
สเปน
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_Spain
สวีเดน
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_Sweden
สหราชอาณาจักร
http://en.wikipedia.org/wiki/Public_holidays_in_the_United_Kingdom
กรณีที่ Queen's Birthday ไม่ใช่วันหยุดราชการพิเศษ หรือ special public holiday นั้น ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า Queen's Birthday ไมใช่วันเกิดจริงๆของควีน เป็นวันที่เขากำหนดให้เป็นวัน Queen's Birthday โดยกำหนดไว้ให้ตรงกับวันเสาร์แรกหรือ เสาร์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นวันหยุดโดยปกติ ไม่ใช่วันทำงานอยู่แล้ว จึงไม่นับเป็นวันหยุดราชการพิเศษ
http://en.wikipedia.org/wiki/Queen's_Official_Birthday#United_Kingdom
แน่นอน สหราชอาณาจักร ไม่มีวันหยุดราชการ หรือไม่มีการให้ความสำคัญสำหรับวันเกิดของคู่สมรสควีน (ปริ้นซ์ฟิลลิปส์) เช่นกัน
ทำSubภาษาไทยอย่างง่ายๆด้วยตัวท่านเองเพื่อดูสารคดีBBCกระหึ่มโลก:ความยุติธรรมใต้กระบอกปืน
ที่มา Thai E-News
Voice TVได้สรุปย่อใจความสำคัญของสารคดีBBCกระหึ่มโลกเรื่อง ที่นี่ประเทศไทย:ความยุติธรรมใต้เปลวเพลิงไปแล้ว แต่หลายท่านเรียกร้องอยากอ่านพากษ์ภาษาไทยเป็นซับไตเติ้ล ถ้าหากรอไม่ไหว ท่านสามารถจัดทำSubภาษาไทยได้ด้วยตัวท่านเองแบบง่ายๆแล้ว ส่วนจะกลายเป็นSubนรกหรือไม่ อันนี้ต้องลองดูเอง...
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 สิงหาคม 2554
บีบีซีเพิ่งออกอากาศสารคดีชุด Thailand - Justice Under Fire ซึ่งเป็นเรื่องราวการทวงถามความจริงให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้งชาวไทยและต่าง ประเทศ จากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมา
โดยผู้ถ่ายทอดเป็นนักข่าวชื่อดัง ของบีบีซี เจ้าของรางวัลสารคดียอดเยี่ยมมากมาย
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ช่องบีบีซี ทู ออกอากาศสารดีเรื่อง Thailand - Justice Under Fire หรือ ประเทศไทย - ความยุติธรรมภายใต้เปลวเพลิง(หมายเหตุไทยอีนิวส์: บางท่านเสนอว่าควรแปลว่า ความยุติธรรมภายใต้กระบอกปืน หากจะแปลคำว่าFireเป็น"ยิง") ซึ่งสารคดีชิ้นนี้ ดำเนินเรื่องโดยนายเฟอร์กัล คีน ผู้สื่อข่าวของบีบีซี ที่คว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมมาแล้วจากหลายสำนัก
หลังการออกอากาศ สารคดีชิ้นนี้ ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สารคดีฉบับเต็ม ก็ถูกนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ชื่อดังอย่างยูทูบ โดยแบ่งออกเป็น 4 ตอน ตอนละ 15 นาที
ล่าสุดVoiceTVสรุปความไว้ดังที่จะเสนออยู่ในแต่ละคลิปต่อไป
แต่หากท่านใดอยากอ่านพากษ์ไทย(Subไทย)มีเคล็ดลับวิธีทำด้วยตัวท่านเองอย่างง่ายๆดังต่อไปนี้ (เครดิต:คุณพิราบ dang)ใช้ได้กับทุก youtube ที่มี cc แต่ก็จะออกไปในทางซับนรก แต่อาจช่วยได้ในระดับหนึ่งสำหรับท่านที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ
1. เปิดยูทูป ด้านล่างขวามือจะเห็นคำว่า cc
2. ใช้ เม้าท์ ไปชี้จะเห็นคำว่า transcrib Audio
3. คลิ๊ก กด OK
4. ไปที่ cc อีกครั้ง
5. คลิ๊ก translate Captions
6. ชี้ เม้าท์ ไปที่บรรทัดแรกแล้วคลิ๊ก
7. เลื่อนลงมาด้านล่าง เลือก thai-ไทย อยู่ด้านล่าง เรียงตามตัวอักษร
8. จะขึ้น sub ภาษาไทย
เริ่มต้นสารคดี พูดถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งภารกิจหลัก หลังเข้ารับตำแหน่งมีหลากหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ในมุมมองของบีบีซี สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ การสะสางคดีความให้กับผู้เสียชีวิต จากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งรวมถึงนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาเลียน
ซึ่งก่อนจะพูดถึงคดีความของนายฟาบิโอนั้น นายคีนได้เล่าย้อนไปถึงรากเหง้าของสังคมไทย เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสถาบัน ทหาร นักการเมืองและประชาชน ก่อนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตร จนถึงการรัฐประหารและการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ในตอนที่ 2 ผู้สื่อข่าวบีบีซี เจาะไปที่เหตุการณ์การสลายการชุมนุมมากขึ้น โดยมีเอลิซาเบ็ตต้า โปเลนกี น้องสาวของฟาบิโอ ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชาย ที่นายมาซายูกิ ไซโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในเหตุการณ์ และเป็นผู้ถ่ายภาพฟาบิโอหลังถูกยิงไว้ได้ ซึ่งนายมาซายูกิ ไซโตะยืนยันว่า เขาเห็นทหารยิงปืนใส่ประชาชน
ส่วนสารคดีตอนที่ 3 และ 4 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการค้นหาความจริงให้กับผู้เสียชีวิต โดยเอลิซาเบ็ตต้า เข้าไปทวงถามความคืบหน้ากับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ แต่คำตอบที่ได้รับ กลับเป็นว่า ดีเอสไอยังไม่รู้ว่าการยิงเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และที่บริเวณไหน
หนึ่งปีให้หลัง เอลิซาเบ็ตต้า กลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง คำตอบของดีเอสไอก็ยังไม่แตกต่างไปจากเดิม นั่นคือยังคงไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ลงมือสังหารพี่ชายของเธอ แม้ว่ารายงานขององค์กร Human Rights Watch จะมีการระบุว่า ทหารคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน แต่กองทัพยังคงปฏิเสธ และยืนยันว่าว่า กองทัพต้องใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อยุติความรุนแรงอันเกิดจากกลุ่มคนเสื้อแดง
ความสูญเสียจากเหตุสลายการชุมนุม ไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวต่างชาติ อย่างฟาบิโอ โปเลนกี หรือ ฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพข่าวของรอยเตอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวไทยมากกว่า 90 ชีวิต ที่วันนี้ยังไม่ได้รับคำตอบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตกันแน่
สารคดีชุดนี้ ระบุว่าความหวังในขณะนี้จึงอยู่ที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าจะนำพาความยุติธรรมกลับคืนสู่สังคม ด้วยการนำตัวผู้กระทำผิดไปลงโทษได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่ทหารต้องรับโทษจากการปราบปรามประชาชน
แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ จะถูกตั้งข้อกังขาจากนายพอล แชมเบอร์ส อาจารย์มหาวิทยาลัยพายัพว่าพี่ชายของเธอก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยละเมิดสิทธิ มนุษยชนในการปราบปรามยาเสพติด หรือกรณีตากไบ จนนโยบายนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลใจ
แต่อย่างไรก็ตาม สารคดีชุดนี้ สรุปว่า การค้นหาความจริง เพื่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสลายชุมนุมเมษา - พฤษภา 53 ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวของฟาบิโอ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จะต้องเดินหน้าต่อไป และท้ายที่สุดผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษ
สดุดีวีรประวัติสามัญชน 66 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่1):การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยกู้เอกราช
ที่มา Thai E-News
สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่น ล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง
เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดยดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร และบทความ60ปีเสรีไทย โดยธนาพล อิ๋วสกุล ในนิตยสารสารคดี
13 สิงหาคม 2554
หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 66 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้
นอกจากนั้นยังเป็นการย้ำเตือนว่าการรักษาเอกราชของชาติไว้ให้สมบูรณ์ ไม่ได้เป็นเพราะกองทัพหรือชนชั้นนำดังที่ปลูกฝังกันมาเลย แต่ด้วยเลือดเนื้อชีวิตการอุทิศตนของสามัญชนที่มีน้ำใจรักชาติ ด้วยจิตใจเสียสละอาจหาญ กล้าต่อสู้กล้าเอาชนะ อดทนต่อความยากลำบากอย่างยืนหยัดต่างหาก
คลิปรายการห้องเรียนประชาธิปไตย66ปีวันสันติภาพ:รู้ไหมครั้งหนึ่งทำเนียบรัฐบาลไทยเคยมีชื่อ"ตึก16สิงหา"
แผนที่ปฏิบัติงานของเสรีไทยสายอเมริกาเล็ดลอดเข้าไทย และบริเวณที่2วีรชนเสียสละพลีชีพ
การะเวก ศรีวิจารณ์ ( แครี่ ):เราคนไทยไม่พอใจไม่ว่าชาติใดก็ตามที่เป็นภัยต่อเอกราชของเรา
วีรประวัติ-การะเวก ศรีวิจารณ์ ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกอีก2รายคือพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ และพันตรีจำกัด พลางกูร รายนามของทั้ง3ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้
ชาตะ- 7 สิงหาคม 2461
มรณะ-11 มิถุนายน 2487 ขณะอายุย่าง 26 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 93 ปี
กำเนิด-เกิดที่บ้านพักราชการหลังที่ว่าการอำเภอบางระจัน สิงห์บุรี บุตรนายกลิ่น นางนวม เป็นน้องชายนายฟุ้ง อดีตอธิบดีกรมศาสนา
การศึกษา-ประถมถึงมัธยมต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดอ่างทอง
-มัธยมปลาย โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์
-โรงเรียนเทฆนิคทหารบกรุ่น2 รุ่นเดียวกันที่มีชีวิตอยู่เป็นนายพล19คน เช่น พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสตร์ พล.อ.ประลอง วีระปรี
-เดินทางไปเรียนสถาบันMITสหรัฐฯ สำเร็จปริญญาตรีวิศวกรรมโยธาในปี2484 และสำเร็จปริญญาโทวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ในปี2485
การปฏิบัติงานเสรีไทย-หลังจากไทยถูกญี่ปุ่นยึดครองใน วัน ที่8ธันวาคม2484 ในปีรุ่งขึ้นแครี่เข้าเป็นสมาชิกเสรีไทยในอเมริกา ที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯเป็นหัวหน้าและก่อตั้งเสรีไทยขึ้น เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยทหารอเมริกันคือO.S.S.นาน9เดือน
-เป็นเสนาธิการของเสรีไทยในอเมริกา โดยยกร่างแผนปฏิบัติการสำหรับเสรีไทยสายอเมริการุ่นที่1 ที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิ
-มีนาคม2486 แครี่ซึ่งอายุย่าง25ปีเดินทางออกจากสหรัฐฯร่วมกับเสรีไทย19นายเพื่อเล็ดลอด สู่มาตุภูมิประเทศไทย ด้วยเรือลิเบอร์ตี้ผ่านคลองปานามาไปมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดเข้าตอนใต้ออสเตรเลีย ย้อนขึ้นเหนือผ่านมหาสมุทรอินเดียขึ้นบกที่บอมเบย์ ฐานที่มั่นฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียช่วงกลางเดือนมิถุนายน2486 ใช้เวลาเดินทางรวม 95 วัน ฝึกเพิ่มเติมกับO.S.S.ที่ชายแดนพม่า
-สิงหาคม2486 ย้ายไปจุงกิงนครหลวงของจีนคณะชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และย้ายไปที่คุนหมิง จีนตอนใต้
-มกราคม2487 ฐานปฏิบัติการO.S.S.จัดตั้งที่ซือเหมาตอนใต้ของยูนนาน ใกล้พรมแดนลาว(ซึ่งตอนนั้นหลายเมืองของลาวเป็นอาณาเขตของไทย)และวางแผนส่ง เสรีไทย10นายเล็ดลอดเข้าประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือนำสารจากรัฐบาลสหรัฐฯไปรับรองขบวนการเสรีไทยใน ประเทศว่ากำลังต่อสู้เพื่อเอกราช และไทยจะมีรัฐบาลพลัดถิ่นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองไทย
-ปลายเดือนกุมภาพันธ์2487 ร.อ.การะเวก และร.ท.สมพงษ์(ยศขณะนั้น)ออกจากซือเหมาเดินทางไปพำนักที่เมืองลา สิบสองปันนาราวเดือนเศษ จากนั้นได้ผู้นำทางชาวจีนไปเมืองพงสาลี ล่องเรือตามลำน้ำโขงถึงเมืองหลวงพระบาง
-10 มิถุนายน 2487 แล้วข้ามโขงเข้าแดนไทยที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง(ขณะนั้นเป็นดินแดนของไทยที่ได้คืนจากฝรั่งเศส) มีเป้าหมายจะเดินทางต่อไปที่หนองคาย คนนำทางพาไปพบสารวัตรกำนันในตอนเย็น และกำนันได้ขอยึดปืนไว้ เพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามให้จับกุมจารชน
-11 มิถุนายน 2487 ตำรวจเชียงแมนจับกุมการะเวกและสมพงษ์ข้อหาจารชนและยึดปืนพกไว้ ตามคำสั่งรัฐบาลต้องส่งทั้งสองไปที่กรุงเทพฯ แต่ตำรวจกลับควบคุมตัวเป็นเชลยลอยเรือไปกลางลำน้ำโขง เมื่อเวลาราว15.40น.ส.ต.ท.สมวงษ์ จันทศร และพลตำรวจถึง มูลพิชัย ได้ยิงปืนใส่ทั้งสอง และผู้นำทาง ร.อ.การะเวกกับผู้นำทางเสียชีวิตทันที ส่วนร.ท.ยังไม่ตายร้องขึ้นว่า"ผมเป็นคนไทยแท้ๆผมมาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"
แต่ตำรวจทั้งสองไม่ปรานีมุ่งค้นสมบัติที่เสรีไทยทั้งสองนำติดตัวมา และเมื่อได้ทองคำที่ทั้งสองได้รับจากO.S.S.มาใช้ในงานกู้ชาติก็โยนร.ท.สม พงษ์ลงน้ำโขง เมื่อว่ายขึ้นมาก็ใช้ไม้ค้ำคอลงไปในลำน้ำ ขณะที่กำลังว่ายหนีไปอยู่ที่แก่งหินกลางน้ำ พลตำรวจถึงยิงใส่ร.ท.สมพงษ์จมหายไปท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว
เรือลำนั้นกลับมาที่สถานีตำรวจเชียงแมนเวลา17.00น.แล้วอ้างว่าจารชนขัด ขืน ต่อสู้แย่งชิงปืนตำรวจจึงถูกวิสามัญฆาตกรรม จากนั้นยึดปืน,กระสุนปืน,พันธบัตร,ทองคำ,เครื่องรับส่งวิทยุไว้ ศพของ"แครี่"การะเวกกับคนนำทางถูกทิ้งไว้หน้าสถานีตำรวจ จนเย็นวันรุ่งขึ้นจึงนำไปขุดฝังไว้หลังสถานี ส่วนศพของสมพงษ์ไม่มีผู้พบเห็นทำให้ญาติยังฝังใจมาจนทุกวันนี้ว่าเขายังไม่ ตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
-เวลาไล่เลี่ยกันร.อ.โผนเดินทางตามหลังทั้งสองมา2สัปดาห์ และก่อนข้ามโขงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของทั้งสองและแจ้งข่าวไปยังเสรีไทย สายอเมริกาในอีก1เดือนต่อมา ทำให้เสรีไทยในไทยทราบจึงแต่งตั้งข้าราชการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจมายัง ชายแดนเพื่อคอยช่วยเหลือเสรีไทยให้เล็ดลอดเข้าประเทศได้สำเร็จ
16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้
-30ตุลาคม2488 หลังสงครามยุติลงมีการรื้อฟื้นคดีสังหาร2เสรีไทย 2ตำรวจมือสังหารโหดหลบหนีข้ามไปฝั่งลาว มีการขุดศพแครี่กลับสู่มาตุภูมิกรุงเทพฯ
-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า
"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"
10 กุมภาพันธ์ 2497-รัฐบาลสหรัฐฯมอบเหรียญ"เมดัล ออฟ ฟรีดอม"ให้แก่เสรีไทยผู้เสียสละชีวิตทั้งสอง
ท่วงท่าบุคคลิกของการะเวก-แครี่เป็นคนร่างเล็กมี น้ำหนัก เพียง55กิโลกรัม เป็นคนขรึม กำลังกายปานกลาง และรู้จักชั่งใจ แต่มีความเป็นผู้นำสูง แม้ผู้นำทางการของเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก19คนมีโผน อินทรทัตเป็นผู้นำ แต่เพื่อนทั้งหมดกลับให้ความนับถือแครี่มากที่สุด
อุดมคติเรื่องชาติของแครี่-ร.อ.นิคอล สมิธ นายทหารอเมริกันพี่เลี้ยงเสรีไทยชุดนี้บันทึกการสนทนากับเขาไว้ว่า แครี่เชื่อมั่นว่าคนไทยในประเทศก็เช่นเดียวกับเขาที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์
"ไทย เราเป็นเอกราชมากว่า 700 ปี เป็นไปไม่ได้ที่คนไทยจะทนญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองเราไปได้นาน คนไทยมีสติพอที่จะรู้จักว่า เป็นอิสรชนไม่ได้ตราบใดที่ประเทศถูกยึดครองโดยต่างชาติ เราคนไทยไม่พอใจไม่ว่าชาติใดก็ตามที่เป็นภัยต่อเอกราชของเรา เราไม่ต้องการใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออเมริกาที่จะมาบงการเราให้ทำอะไรหรือไม่ทำอะไร และหากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ยังใช้วิธีการครอบครองแบบเก่าต่อไปหลังสงคราม ครั้งนี้.."แครี่เน้นเบาๆ"ผมเกรงว่าต้องนองเลือดแน่ๆ"
หนังสือเล่มที่กล่าวถึงรายละเอียดคดีตำรวจไทยสังหารเสรีไทยเพื่อหวังชิงทองคำที่นำมากู้ชาติ หน้าปกเป็นรูปของการะเวก
เปิดปฏิบัติการเสรีไทยสายอเมริกา
"ปัญญาชนชั้นหนึ่งเท่าที่ O.S.S. เคยมีมา แต่ละคนมีปริญญาเอก ปริญญาโท จากฮาวาร์ด เอ็มไอที และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ ในสหรัฐ"-นิคอล สมิธ
คณะนักเรียนไทยได้รับการจัดตั้งเป็น "กองทหารเสรีไทย" ซึ่งเป็นหน่วยทหารไทยที่ใช้เครื่องแบบของไทย มีธงไทยเป็นเครื่องหมาย มีฐานะทัดเทียมกับทหารฝ่ายสัมพันธมิตร โดยมี ม.ล. ขาบ กุญชร เป็นผู้แทน กองกำลังเสรีไทยสายอเมริกาแบ่งได้เป็นสี่รุ่น คือ
รุ่นแรก มี ม.ล. ขาบ กุญชร ทูตทหาร เป็นหัวหน้าประสานงานร่วมกับ พ.ท. นิคอล สมิธ ผู้เป็นตัวแทนหน่วย O.S.S. คณะนักเรียนไทยชุดแรกจำนวน ๒๑ คนนี้เข้าฝึกการรบพิเศษในวิชาการต่าง ๆ เช่น วิชาแผนที่ วิชาเดินเรือ วิชาสื่อสาร โดยกำหนดหลักสูตรเวลา ๔ เดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการในประเทศไทย เป้า ขำอุไร เล่าถึงการฝึกไว้ว่า
"เราเข้าฝึกในค่ายของ U.S. Marrine ซึ่งเป็นค่ายลับอยู่ในป่าใน Maryland หลายแห่งฝึกหนักยิ่งกว่าทหารธรรมดาหลายเท่าในด้านการรบ การใช้อาวุธการต่อสู้ทุกรูปแบบ ในด้านการจารกรรม ก่อวินาศกรรม ฝึกเป็น Jame Bond กันเลย ทำการฝึกหนึ่งปีจนจบหลักสูตร ทางสถานทูตก็ทำการประดับยศให้เป็นร้อยตรีทุกคน... พิธีประดับยศนี้เป็นการประกาศให้อเมริกันทราบว่า เรามิใช่เป็นเสรีไทยแต่ปากเท่านั้น เรามีกำลังรบด้วย"
หลังจากนั้นได้แบ่งเป็นสองสาย
-สายที่ ๑ นำโดย ม.ล. ขาบ กุญชร และ พ.ต. เคฟแลน นายทหารอเมริกา ได้เดินทางล่วงหน้าไปที่เมืองจุงกิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลเจียงไคเช็ค และเป็นที่ตั้งของหน่วย O.S.S. ประจำประเทศจีน เพื่อจัดตั้งหน่วยต่อต้านในประเทศไทย
-สายที่ ๒ ทหารเสรีไทยที่เหลืออีก ๑๙ คน นำโดย พ.ท. นิคอล สมิธ และนายทหาร O.S.S. ๓ นาย เดินทางมายังค่ายฝึก ๑๐๑ ของ O.S.S. ที่ตั้งอยู่ในแคว้นอัสสัมเพื่อฝึกเพิ่มเติม ภารกิจของหน่วยนี้คือการสืบเหตุการณ์ภายในประเทศไทยให้แก่หน่วย O.S.S. ส่งอาวุธและทหารมาช่วยฝึกแบบกองโจร การบ่อนทำลายกองทหารญี่ปุ่น ตลอดจนแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับจีนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น
รุ่นที่ ๒ มีจำนวน ๓ คน คือบุญมาก เทศะบุตร วิมล วิริยะวิทย์ อานนท์ ศรีวรรธนะ สมัครเข้าฝึกกับหน่วย O.S.S. โดยตรง ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษในประเทศไทย เพื่อหาทางติดต่อกับขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทย วิมล วิริยะวิทย์ เล่าถึงการฝึกว่า
"เพื่อรับภารกิจเร่งด่วน... ผมต้องฝึกการจารกรรมทั้งหมด การฝึกหนักมากเพื่อจุดประสงค์ที่จะให้เข้าไปเป็นแนวที่ ๕ (Fifth Column) ฝึกการใช้วิทยุรับส่ง... การจู่โจมข้าศึก และป้องกันตัวเองการฝึกเอาตัวรอดหรือให้อยู่รอด สอดแนม สะเดาะกุญแจ โจรกรรม ฯลฯ เป็นการฝึกที่หนักมาก ตื่นแต่เช้าตรู่ จมอยู่ในน้ำทั้งวัน แทบจะไม่รู้สึกว่าแดดร้อน น้ำจืดหรือว่าน้ำเค็ม...ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะออกไปทำภารกิจที่แลกด้วยชีวิตกับความ สำเร็จ"
แม้ว่าเสรีไทยสายอเมริกาจะเดินทางถึงจุงกิง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๖ แต่เนื่องจากความไม่มั่นใจซึ่งกันและกันระหว่าง ม.ร.ว. เสนีย์กับ ม.ล. ขาบ ทำให้การปฏิบัติการในประเทศไทยต้องล่าช้าออกไป หลังจากนั้นเสรีไทยสายอเมริกา ได้มาตั้งฐานปฏิบัติการสำหรับส่งทหารเข้าปฏิบัติการ ในประเทศที่เมืองซือเหมา โดยชุดแรกออกเดินทางในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๗ ซึ่งประกอบด้วย
"ปอล (โผน อินทรทัต) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสอายุกว่าเพื่อนจะเดินทางโดยลำพัง เขาเป็นคนที่ได้รับการศึกษาทางวิชาทหารมากที่สุด เป็นคนผิวคล้ำ สูงขนาดธรรมดา ...หน้าที่ของเขาคือหาทางเดินประจำจากชายแดนอินโดจีนไปอุตรดิตถ์ ศูนย์กลางทางรถไฟในภาคกลางสยาม เขาจะเป็นผู้ติดต่อกับผู้สื่อข่าวอื่น ๆ นำสิ่งของที่ต้องการไปให้ ถือเอกสารสำคัญที่ส่งทางวิทยุไม่ได้
แครี่ (การะเวก ศรีวิจารณ์) รู้จักชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างดี เขาเป็นคนขรึม กำลังกายปานกลางและรู้จักชั่งใจ พ.อ. ขาบถือว่าเขาเป็นสื่อสารดีที่สุด คู่ของเขา คือ ทาซานแซล (สมพงษ์ ศัลยพงศ์) ขี้โกรธและใจเร็ว ไม่กลัวใครหรือสิ่งใด ทั้งสองทำงานร่วมกันดี แครี่สามารถนำกำลังของแซลให้เป็นประโยชน์
เอียน (การุณ เก่งระดมยิง) เคยอยู่ลำปางหลายปี เคน (เอี่ยน ขัมพานนท์) และเอียนจะไปเข้าทำงานในเขตนี้ สองคนตรงกันข้ามทางจิตต์ เอียนช่างคิดและเป็นนักทฤษฎีแต่เคนเป็นนักปฏิบัติ เอียนเป็นสมาชิกไฟบีตาแคปปา ฝันแต่ในการหาวิธีทำเครื่องวิทยุให้ดีขึ้น และเคนเป็นวิศวกรรมเมคานิกซ์จะทำให้มันใช้ได้"
ในการเดินทาง ทุกคนแต่งตัวเป็นชาวพื้นเมือง มีเครื่องวิทยุขนาดเล็ก ซึ่งดัดแปลงให้สามารถส่งได้ถึง ๕๐๐ ไมล์ติดตัวไปด้วย พร้อมทองคำไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ปรากฏว่าคนนำทางชาวจีน พยายามถ่วงเวลาการเดินทางให้ช้าลง ทำให้ โผน อินทรทัต ต้องรายงานกลับไปยัง ม.ล. ขาบ เพื่อให้ส่งเสรีไทยชุดที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วย "บันนี่ (บุญเย็น ศศิรัตน์) เพา (เป้า ขำอะไร) พีท (พิสุทธ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา) แซม (สวัสดิ์ เชี่ยวสกุล) ปลอมตัวเป็นคนขายของ" เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นชุดต่อไป ทางการจีนจึงไม่สามารถหน่วงเหนี่ยว ไม่ให้เสรีไทยสายอเมริกาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อีกต่อไป
เนื่องจากเป็นการเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นครั้งแรกของเสรีไทยสายอเมริกา โดยที่ยังไม่มีการประสานงานมาก่อน ทำให้คณะของการะเวกและสมพงษ์ ที่มีนายบุญช่วยเป็นผู้นำทาง ถูกตำรวจคุมตัวที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง (ซึ่งเป็นของไทยในขณะนั้น) ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๘๗ ระหว่างทางทั้งสามถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต โดยอ้างว่าบุคคลทั้งสามขัดขืนและต่อสู้เจ้าหน้าที่ แต่จากคำให้การของ โล่ห์ โจ๊ะทอง ซึ่งเป็นนายท้ายเรือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้การต่อศาลในเวลาต่อมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าคนทั้งสามเพื่อชิงทรัพย์
แต่การเสียชีวิตของการะเวกและสมพงษ์ไม่สูญเปล่า เพราะการที่ตำรวจได้นำหลักฐานเช่นวิทยุและเอกสารต่าง ๆ รายงานให้ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รับทราบ จึงรู้ว่ามีความพยายามในการติดต่อจากต่างประเทศเข้ามา
ขณะที่อีกสาม คนถูกตำรวจไทยจับเช่นกัน และนำมาคุมตัวไว้ที่กองสันติบาล กรุงเทพฯ ที่นั่นเอง การุณและนายเอียนได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ให้ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รับทราบ
๙ กันยายน ๒๔๘๗ วิมล วิริยะวิทย์ และ บุญมาก เทศะบุตร เสรีไทยสายอเมริกาที่ไปฝึกรุ่นพิเศษ ได้กระโดดร่มลงกลางป่าอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ วิมลถูกคุมตัวมาพบ พล.ต.อ. อดุล ภายหลังจากแจ้งภารกิจให้ทราบ ทั้งคู่ได้เดินทางไปพบ ปรีดี พนมยงค์ วิมลแจ้งให้ทราบว่าทางอเมริกา ยินดีให้การสนับสนุนเสรีไทยทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นทางการทหารหรือในทางการเมือง รวมทั้งรับทราบด้วยว่ามีปฏิบัติการต่อต้านญี่ปุ่น เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
ต่อมาเสรีไทยชุดที่ ๒ ก็ถูกตำรวจไทยจับเช่นกัน แต่ถูกคุมตัวมาไว้ที่กองสันติบาล กรุงเทพฯ และจุดนี้เองที่ทำให้ทหารเสรีไทยสามารถติดต่อวิทยุกลับไปยังซือเหมาได้ เพราะ พล.ต.อ. อดุลให้ความร่วมมือ นิคอล สมิธ ได้กล่าวถึงความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า
"ภายในหนึ่งชั่วโมง ข่าวถูกส่งต่อไปยังคุนหมิง เดลลี จุงกิง แคนดี และวอชิงตัน อาณาจักรไทยสองแสนสองหมื่นตารางไมล์ ไม่เป็นจุดมืดสำหรับข่าวต่อไปแล้ว ได้มีโคมไฟจุดขึ้นในเมืองหลวงของสยามกว่าห้าร้อยไมล์ไปทางทิศใต้ และเรารู้ว่ามันจะส่องแสงสว่างขึ้นทุกที"
0000
16 สิงหาคม-วันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ
รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศ สงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น
*******
กำหนดการงานครบรอบ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย
ภาคเช้า -ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เวลา 08.00 น. - ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก - ชมนิทรรศการ “ประวัติความเป็นมาของเสรีไทย”
เวลา 09.00 น. - พิธีเปิดงานครบรอบ 66 ปี วันสันติภาพไทย
ภาคบ่าย- ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. - พิธีเปิดงานครบรอบ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- วางช่อดอกไม้คารวะเสรีไทยและผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ณ สวนประติมากรรมกำแพงประวัติศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
- วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสันติภาพ เดินจากสวนประติมากรรมมาที่จุดชมนิทรรศการใต้โถงห้องอนุสรณ์ฯ (ด้านสนามฟุตบอล)
- ชมนิทรรศการ เรื่อง “ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย” ณ บริเวณโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรับประทานอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม
เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. ลงทะเบียน/รับหนังสือ ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒
- ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย” โดย คุณหญิงอัมพร มีศุข คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.- เสวนาวิชาการเรื่อง “มองขบวนการเสรีไทยในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน” โดย พันโท ดร. สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ อาจารย์ประจำกองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลเกล้า และ อาจารย์ ดร.ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
ดำเนินรายการ โดย คุณสันติสุข โสภณศิริ กรรมการกลางมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์
เวลา ๑๗.๐๐ น. - จบรายการ
ณัฐวุฒิลั่นเยียวยาเหยื่อสะสาง91ศพต้องทันทีคู่แก้ปากท้อง นัดส.ส.เสื้อแดงประกันตัวคนคุกการเมือง
ที่มา Thai E-News
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นัดหมายส.ส.เสื้อแดงใช้ตำแหน่งประกันตัวนักโทษการเมืองร้อยกว่าคนทั่วประเทศ ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก มีความเห็นว่า คนเสื้อแดงควรจะได้รับสิทธิความยุติธรรมในเบื้องต้น คือการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (อ่านรายละเอียดในข่าว)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Voice TV
13 สิงหาคม 2554
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ให้สัมภาษณ์รายการHot Topicกับจอม เพชรประดับ ทางสถานีโทรทัศน์Voice TVเมื่อค่ำวันก่อน(12สิงหาคม)ว่า การที่แกนนำคนเสื้อแดงไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมตรีหรือมีตำแหน่งทางการ เมืองแม้เพียงคนเดียวนั้น เราเคารพการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย เพราะเราก็แสดงท่าทีมาตลอดว่า ไม่เคยเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด เราเดินมาด้วยการต่อสู้ ทุกวันนี้และต่อไปก็ยังเป็นสถานการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การฮันนี่มูนทางการเมือง
"พี่น้องคนเสื้อแดงก็เอาใจช่วย พอทราบผลหลายคนผิดหวังโทรมาร้องไห้ ผมก็ต้องอธิบายว่า เราต้องเคารพการตัดสินใจของพรรค และเรายังต้องต่อสู้ทางการเมืองร่วมกันต่อไป พวกเรายังเป็นคนเสื้อแดง"
เมื่อประชาชนหนุนให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ รัฐบาลก็ควรเดินหน้าให้เป็นประชาธิปไตย ทำตามนโยบายที่ไปประกาศหาเสียงไว้ให้ได้ แต่นอกจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องแล้ว ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงก็ยังคาดหวังว่า รัฐบาลต้องทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาช่วง 4-5ปีที่ผ่านมานี้ ต้องพูดเรื่องนิติธรรม ความยุติธรรม การเยียวยาผู้สูญเสีย การสะสางปัญหา ประเทศชาติประชาชนก็จะได้ประโยชน์
ภาระหน้าที่ของรัฐบาลนอกจากเรื่องปากท้อง และปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลต้องมีภารกิจสำคัญดังนี้
หลักนิติธรรม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ยังใช้ฉบับปี2250ที่มาจากรัฐประหาร และเป็นเผด็จการหลายเรื่อง
การอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายให้เท่าเทียมกัน เช่น คนถูกฆ่า 92 ศพ จนป่านนี้ยังไม่มีการดำเนินคดีเลย หัวหน้าทำคดี(ธาริต เพ็งดิษฐ์)ก็เป็นกรรมการ ศอฉ.ที่มีหน้าที่ออกคำสั่งปราบปรามสลายการชุมนุม แล้วเอามาเป็นหัวหน้าคดี แบบนี้ขัดหลักนิคิธรรมหรือไม่ แล้วบอกว่าย้ายไม่ได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล หรือคนของใคร แต่เป็นเรื่องหลักนิติธรรม
ส่วนการทำงานของรัฐบาลไม่ใช่ว่าต้องแก้ปัญหาเศรษฐกืจปากท้องก่อน แต่ทำไปพร้อมๆกับปัญหาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องหลักนิติธรรม การเยียวยาผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ห้างร้านที่เสียหาย ทำไปพร้อมๆกันได้เลย และต้องทำโดยเร็ว หากเราไม่ทำเรื่องนี้ให้คลี่คลายได้เร็วจะเป็นปัญหา
"รัฐบาลอย่ามัวแต่หันไปมองว่าใครหน้าตาดีหรือไม่ดี หรือไปเกี้ยเซี้ยซูเอี๋ยกับอำนาจนอกระบบ แต่ให้หันหน้ามามองหน้าประชาชนที่เลือกท่านเข้ามาเป็นรัฐบาล และกล้าเปลี่ยนโครงสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีการกดขี่กันต่อไป แต่หากยังเต็มไปด้วยการกดขี่สันติภาพก็ไม่มีทางเกิดได้จริง"
เรื่องเสื้อแดงมีตำหนิ แน่นอนครับนักรบย่อมมีบาดแผล ถูกใส่ร้ายถูกกล่าวหา แต่เราภาคภูมิใจกับการต่อสู้ทุกบาทก้าวที่ร่วมมากับคนเสื้อแดง เราเดินมาบนเส้นทางพลาดก็ตายพ่ายก็คุก แล้วทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ เราก็ภาคภูมิใจ
เรื่องหน้าตาของรัฐบาลนั้นไม่ควรวิจารณ์ แต่ดูว่าที่มาจากประชาชนหรือไม่ และทำงานแล้วดีหรือไม่ หากพิจารณาหน้าตาก็ดูตอนรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คนก็ไชโยโห่ร้องว่าหน้าตาดี แต่มีที่มาจากการทำรัฐประหาร ผลสุดท้ายก็ได้ชื่อว่าเป็นครม.ขิงแก่เท่านั้น
นอกนั้นแกนนำนปช.ต้องทำงานจัดตั้งทำงานความคิดและเคลื่อนไหวร่วมกับพี่น้อง ต่อไป แต่ไม่ได้แปลว่าจะออกมาชุมนุม อาจเป็นการจัดปราศรัย ให้การศึกษากันไป
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปตั้งโรงเรียน หรือจัดตั้งมวลชนนั้น เขามีจุดยืนผิด ไม่ได้อยู่ข้างประชาชนหรือประชาธิปไตย แต่ฉกฉวยประโยชน์จากความไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่นปช.นั้นคิดว่าโรงเรียนประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดคือสถานการณ์ที่ไม่ เป็นประชาธิปไตยของประเทศ เราเพียงแต่นำไปเสนอเท่านั้น
คำถามว่าเสื้อแดงจะถอนตัวจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ตอนนี้ยังเร็วและไกลเกินไป แต่ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตาของพี่ น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมา เป็นรัฐบาล ท่านจะบอกว่าหน้าตาแกนนำเสื้อแดงไม่ดีมีรอยตำหนิมีบาดแผลอย่างไรก็ว่าไป พวกผมไม่ขอตัดพ้อ แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง วันนี้ประชาชนเดินมาไกลกว่าจะเอาการต่อสู้ไปผูกไว้กับใคร คือเลือดเนื้อ ชีวิต อิสรภาพตลอด 4-5 ปี เขาไม่ได้ผูกพันกับผมหรือคุณจตุพรหรือพรรคเพื่อไทย
ในสัปดาห์หน้าผมจะนัดแกนนำนปช.ทั้งที่เป็นส.ส.และไม่ใช่ส.ส.มาประชุมกัน ประเด็นสำคัญคือเอาตำแหน่งแกนนำนปช.คนที่เป็นส.ส.ไปประกันตัวพี่น้องเสื้อ แดงที่ยังติดคุกจากการต่อสู้ร้อยกว่าคนทั้งประเทศ เพราะเงินค่าประกันสูงมาก แต่ละคดีเป็นเงินห้าหกแสนบาท ก็ต้องเอาตำแหน่งส.ส.ที่พวกผมได้มาจากการต่อสู้ของประชาชนไปแลกอิสรภาพให้ พี่น้องของเรา
จันทร์นี้ประกันคนคุกการเมืองอุดร-แย้ม"ประชา-รมต.ยุติธรรม"เผยถึงเวลาคืนยุติธรรม
สำนักข่าวไทย รายงานวันนี้(13สิงหาคม)ว่า
นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 15 ส.ค.นี้ เวลา 15.00 น. ตนจะยื่นประกันตัวผู้ต้องหาคนเสื้อแดง 25 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางอุดรธานี อีกครั้ง หลังจากที่เคยยื่นประกันไปแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เพราะถึงวันนี้บ้านเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่การปรองดอง และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เห็นว่าเหตุการณ์ที่ผ่านไป 1 ปีกว่า คนเสื้อแดงควรจะได้รับสิทธิความยุติธรรมในเบื้องต้น คือการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
ส่วนเรื่องของคดีให้ว่ากันไปตามกระบวนการ ส่วนพรรคฝ่ายค้านจะออกมาโจมตี รมว.ยุติธรรม หรือไม่ นายขวัญชัย กล่าวว่า ต้องว่ากันด้วยเหตุด้วยผล ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (คอป.) ระบุชัดเจนแล้วว่าการยัดเยียดข้อหาให้กับคนเสื้อแดง มันรุนแรงเกินกว่าเหตุ ดังนั้น ถึงตอนนี้ต้องคืนความชอบธรรมให้กับผู้ต้องขังเสื้อแดง 132 คน ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มต้นที่ จ.อุดรธานี ก่อน จากนั้นจะดำเนินการที่ จ.อุบลราชธานี และไปยังทุกจังหวัดที่มีคนเสื้อแดงถูกคุมขัง
สำหรับคนเสื้อแดง 25 คน ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำอุดรธานี ถูกดำเนินคดีในข้อหาโฆษณาชักชวนให้กระทำผิดกฎหมาย , บุกรุกสถานที่ราชการโดยมีอาวุธ , ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน , วางเพลิงเผาสถานที่ราชการ และทำให้เสียทรัพย์อันเป็นสาธารณประโยชน์ และร่วมกันพยายามเผาที่ว่าการ อ.เมืองอุดรธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53
แม้วปลอบคนอกหักไม่หนักเท่าเจ็บตายติดคุกปลุกเยียวยาด่วน คอป.จี้ปูเร่งประกันหวั่นเครียดฆ่าตัว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวกับนปช.ยุโรป ที่เยอรมนีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า "วันนี้อยากบอกว่าให้ใจเย็นๆสำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่ง อย่าเพิ่งอยากเป็นโน่นเป็นนี่กัน วางความอยากไว้ก่อน วันนี้ต้องมาคิดอันดับแรกว่า จะช่วยพี่น้องเราที่ติดคุกอย่างไร อันที่สองจะเยียวยาคนที่บาดเจ็บ คนที่ตายไปอย่างไร คนที่ติดคุกโดนคดีจะแก้ไขอย่างไร และอันที่สามจะช่วยประชาชนที่ลำบากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างไร"
คอป.ชี้ชัดการยัดคุกเสื้อแดงก่อร้าย-วางเพลิงเกินจริงเพราะมีใบสั่ง เร่งยิ่งลักษณ์รีบให้ประกันตัว
เมื่อวานก่อนนี้(11ส.ค.)คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.)จัดเสวนาในหัวข้อ เรื่อง “การเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงตามหลักสากล” โดยได้เปิดเผยรายงานฉบับที่ 2 พร้อมข้อเสนอแนะถึง รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการการเยียวยา ฟื้นฟู และ ป้องกันความรุนแรง คอป.เปิดเผยในการเสวนาว่า ผู้ที่ร่วมชุมนุมและเกี่ยวข้อง ที่ถูกคุมขัง จำนวน 105 คน นั้น จากการเข้าไปสำรวจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 54 พบว่า ร้อยละ 10 มีอาการเครียดสูงมาก ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี 2 คนที่มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตาย จึงเสนอให้เร่งช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุมขัง ตามแนวทางของกฎหมาย เพราะบางรายมีภาวะของความเครียด ซึมเศร้า และมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย โดยรัฐบาลต้องเร่งรัดการประกันสิทธิ์ ผู้ที่ถูกคุมขัง รวมถึงตรวจสอบ จำแนกโทษที่แท้จริง
นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานอนุกรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในงานด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกคุมขังนั้น ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งมีมากถึง 53 คน ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และวางเพลิง ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษถึงประหารชีวิต
ทั้งนี้จากการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน คือตำรวจ-DSI และพนักงานอัยการพบว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวนั้นเกิดจากแรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย อีกทั้งการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหายังเป็นในลักษณะของการเหวี่ยงแห ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการยังไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐาน
นปช.ตั้งคณะทำงานสะสางคดี92ศพพุธหน้า
นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. เปิดเผยว่า ในวันพุธที่ 17 ส.ค.เวลา 13.00 น. จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวคณะกรรมการที่จะเข้ามาทำงานคดี 92 ศพ อย่างเป็นทางการ เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้เป็นระบบมากขึ้น โดยจะมีเครือข่ายทั้งในและนอกประเทศ โดยจะดึงคนของเราที่เป็นแกนนำไม่ได้เป็นรัฐมนตรีมาร่วมบริหารงานในคณะ กรรมการชุดนี้ด้วย
นักวิชาการจี้ยิ่งลักษณ์รีบรับข้อเสนอคอป.พร้อมชี้แนวทางเร่งเอาคนออกจากคุก
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการเขียนในเฟซบุ๊คของเขา ว่า จากการที่ คอป. แถลงว่า รัฐบาลควรเร่งให้สิทธิในการประกันตัวแก่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ถูกขังคุก และชี้ว่าข้อหาก่อการร้ายนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุและจับแบบเหวี่ยงแหนั้น ก็ยิ่งทำให้มีน้ำหนักว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะในนามคุณยิ่งลักษณ์เอง หรือในนาม รมต.ยุติธรรม (คุณประชา พรหมนอก) ควรต้องทำหนังสือถึง ตำรวจ, อัยการ, ศาล โดยเร็วที่สุดทันที
โดยควรทำ "หนังสือเวียน" ถึงองค์กรด้าน "กระบวนการยุติธรรม" ทั้ง 3 ระดับ (ตำรวจ, อัยการ, ศาล) ว่า รัฐบาลใหม่ มีนโยบาย ทีต้องการเห็นการ "ปรองดอง" ดังนั้น จึงมีความเห็นว่า คดีต่างๆที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในระยะ 5 ปีทีผ่านมา (รวมทั้งคดี 112) สมควรที่จะให้มีการประกันตัวผู้ต้องหาได้
การทำเช่นนี้ ไมใช่เรื่องการ "แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม" แต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ทำได้ ตามหลักสากล เพราะรัฐบาลเอง เป็นตัวแทนของ "อำนาจอธิปไตย" หนึ่งเหมือนกัน และได้รับ "สิทธิธรรม" (mandate) มาโดยตรงจากประชาชน โดยเฉพาะในกรณีเรื่อง "ปรองดอง" นี้ เป็นนโยบายสำคัญหนึ่งในการหาเสียงด้วย
นี่ไมใช่ การ "สั่ง" องค์กรใน "กระบวนการยุติธรรม" ทีต้องมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติด้านกฎหมาย แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ และนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับเจตนารมณ์มาจากประชาชนโดยตรง (การปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในแง่ของการตีความ การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาต่างๆ เป็นเรื่องของ "สังคม" ของประชาชนด้วย ไมใช่เรื่องในแง่ "ตัวบท" กฎหมายเท่านั้น)
แน่นอน ในทีสุดแล้ว องค์กรใน "กระบวนยุติธรรม" มีสิทธิในการตัดสินใจได้ในเรื่องนี้ แต่รัฐบาลเอง ก็มีสิทธิโดยชอบธรรม และเป็นสิ่งที่ควรทำ ในกรณีแบบนี้เช่นกัน
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ และควรทำอย่างยิ่ง โดยไม่ต้องอ้างว่า"ต้องรอให้รัฐบาลทำงานเรื่องอื่นๆก่อน"
"ข้อเสนอเรื่องประกันของผมนี่ เบามากๆ เทียบกับเรื่องที่คอป.ชี้ไปในทำนองว่า ปชป. "กดดัน" ตำรวจ-อัยการในกรณีนี้ ผมยืนยันแบบ"หัวชนฝา" อีกทีครับว่า เสื้อแดง ต้องช่วยกันเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ หาทางรีบทำอะไรให้คนเสื้อแดงที่อยู่ในคุกกว่า 100 คนตอนนี้ ได้รับสิทธิในการประกันตัวในการสู้คดี"
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า สิทธิในการประกันเป็นสิทธิ ที่ พธม.ที่โดนคดียึดสนามบินได้รับ (ไม่ต้องพูดถึงคดีอื่นที่พวกนี้โดน - 112 ด้วย) ไมมีเหตุผลอะไรที่ รัฐบาลจะต้อง "รอ" ไม่แก้ไขเรื่องนี้
ทางด้านทนายอานนท์ นำภา เชียนในเฟซบุ๊คของเขาว่า ปัญหาต่อมาของผู้ต้องหาเสื้อแดงคือการหาหลักทรัพย์เพื่อยื่นประกันในขั้น ตอนที่อัยกา่รจะยื่นฟ้องต่อศาล ข้อเสนอเฉพาะหน้าของผมคือ "การชลอฟ้อง" หรือเลื่อนการยื่นฟ้องผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนหรือชั้นอัยการออกไป อย่างที่เชียงใหม่ มีคดีที่อัยการนัดฟ้องในสับดาหน้าอีก ๑ คดี ซึ่งต้องใช้หลักทรัพย์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ตอนนี้ยังไม่มีเลย....
จัดคอนเสิร์ตเสาร์นี้ที่ลำลูกกาคลอง3หาทุนซื้อของขวัญสีแดงแด่นักโทษเสื้อแดงทั่วประเทศ
ใน วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคมนี้ เวลา 14.00-21.00น.ที่บริเวณสถานีวิทยุชุมชนบ้านเรือนไทย ลำลูกกาคลอง 3 ทีมงานเวทีราษฎร ร่วมกับ สถานีวิทยุชุมชนบ้านเรือนไทย 102.25 จะร่วมกันจัดงานคอนเสิร์ตเพื่อระดมทุนช่วยเหลือนักโทษการเมืองสบทบทุนใน กิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง" โดยได้จัดในรูปแบบงานคอนเสิร์ตการกุศล ซึ่งรับเชิญศิลปินเสื้อแดงมากมาย การอ่านบทกวี การแสดงละครเวทีการเมือง แนวรบวัฒนธรรม และกิจกรรมเสวนาประเด็น"ปลดปล่อยนักโทษการเมือง"
รายได้จากการบริจาคทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น จะร่วมสมทบทุนในโครงการ"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง ครั้งที่ 2" ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ณ เรือนจำทั่วประเทศที่มีพี่น้องเสื้อแดงถูกจองจำอยู่ โดยสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์จะเป็นแม่งานใหญ่ ร่วมกับกลุ่มพี่น้องอีกหลายๆกลุ่มเช่น เรดแคมฟร็อค ไทยฟรีนิวส์ สหายสีแดงห่วงลูกหลาน ฯลฯ
ซึ่งในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้จะได้พบกับบทกวีสลับดนตรีจากศิลปินมากมาย อาทิเช่น ซันซิโร่ เจ้าของคอกม้า แก้ว มดคันไฟ ชาย อิสระชน อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ โอเล่ 24มิถุนาฯ กอล์ฟ คีตธาร สุรกี้ บัวศรี ฮาเมอร์ ชาวาลา จรูญ บุญมี วิศรุต บุญยา ป้อม กรองทอง สหายเดียร์ หัวกบฎ สาน สีมา และประกายไฟการละคร
เวทีเริ่มเวลาบ่าย 2 โมง
4 โมงเย็น กิจกรรมเสวนา "ปลดปล่อยนักโทษการเมือง" โดยอ.หวาน(รศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์) และพี่หนิง -จิตรา คชเดช เจ้าของวลีเด็ด"ดีแต่พูด"
1 ทุ่มครึ่ง จุดเทียนรำลึก 15 เดือน การลอบสังหารเสธ.แดง
2 ทุ่มตรง พบกับละครเวทีจากคณะ ประกายไฟการละคร
สำหรับศิลปินหรือร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเปิดบูธขายของ สามารถติดต่อทีมงานได้โดยตรง และไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อรายละเอียดที่อีเมล์ mosquito_kae@hotmail.com














