WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 15, 2011

โอกาส

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2554)

เห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุด "ยิ่งลักษณ์ 1" แล้ว ทำให้ผมนึกถึงรูปปั้นแกะสลักที่ประเทศกรีกที่โดนทุบทำลายไปแล้ว

เป็นผู้ชายที่ยืนเขย่งเท้า มีผมยาวด้านหน้า แต่ด้านล่างล้านเกลี้ยง มีปีกที่เท้า

ใต้รูปปั้นมีคำบรรยายแบบ "ถาม-ตอบ" ตามสไตล์นักปราชญ์ชาวกรีก

"เหตุใดท่านจึงเขย่งเท้า"

"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"

"ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"

"เพื่อให้คนที่พบฉันจะได้จับฉวยได้ง่าย"

"ทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้านโล่ง ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"

"เพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"

ช่างแกะสลักรูปปั้นนี้ชื่อ "ลีซีปัส"

เขาตั้งชื่อรูปปั้นว่า "โอกาส" ครับ

ประโยคถาม-ตอบนั้น บอกถึงความหมายของ "โอกาส" ได้เป็นอย่างดี

"โอกาส" นั้นจะมาอย่างรวดเร็ว และเมื่อผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย

ต้องรอ "โอกาส" ใหม่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไร

ผมไม่รู้ว่าช่างแกะสลักชื่อ "ทักษิณ" หรือ "ยิ่งลักษณ์" เคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่

เพราะรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แม้จะไม่เลวร้ายกว่ารัฐบาลชุดก่อน

แต่ต่ำกว่า "ความคาดหวัง" ของคนส่วนใหญ่

"ทักษิณ" และ "ยิ่งลักษณ์" ได้ปล่อยให้ "โอกาส" ที่จะสร้างความประทับใจและความแตกต่างอย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกหลุดมือไป

ตอนนี้จึงต้องรอ "โอกาสใหม่" ที่ชื่อ "ผลงาน"

พรรคเพื่อไทยนั้นค่อนข้างโชคดี เพราะคนที่เลือกส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ "ผลงาน" มากกว่า "หน้าตา" รัฐมนตรี

ทุกคนรอดูว่านโยบายที่ประกาศไว้นั้นจะเป็นจริงหรือไม่

และด้วย "หวัง" ที่ "ผล" มากกว่า "บุคคล" จึงทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบแบบหนักๆ เกิดขึ้นน้อยมาก

ถือว่าเป็น "ความโชคดี" ของ "ยิ่งลักษณ์"

แต่เป็น "โชคดี" ที่แฝงด้วย "ความน่ากลัว"

เพราะการวิ่งไล่ "ความคาดหวัง" ที่สูงยิ่งนั้นเหนื่อยมาก และอาจเกิดกระแสตีกลับได้ง่าย

ยิ่งใครเห็นผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยิ่งหวาดเสียวแทน "ยิ่งลักษณ์"

เพราะดัชนีความเชื่อมั่นของคนไทยสูงที่สุดในรอบ 6 ปี

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจโดยรวม โอกาสการหางาน และรายได้อนาคต

สรุปว่า ตั้งแต่รัฐบาล "ทักษิณ" ในปี 2548 เป็นต้นมา เดือนกรกฎาคมนี้ดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด

ในเชิงจิตวิทยาการตลาดนั้น "ความเชื่อมั่น" เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะถ้าคนเชื่อมั่นว่าอนาคตข้างหน้าจะดีกว่าวันนี้

คนจะยอมจับจ่ายใช้เงิน

นี่คือ "ความโชคดี" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะเงินจะไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งที่รัฐบาลใหม่ยังไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย

แต่ยิ่งมีคนหวังมากเท่าไร ก็ยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น

รูปปั้น "ความคาดหวัง" นั้นอาจเหมือนกับ "ลมใต้ปีก"

ที่พร้อมจะทำให้ลอยขึ้นสูง

และพลิกตกลงได้ถ้าไม่เป็นไปตามที่หวัง

มือใหม่

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา : คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม 2554)



"มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับต้อนรับคณะรัฐมนตรีใหม่ พร้อมคำพาดปก "ประทานโทษ มือใหม่หัดขับ" นั้น

ด้านหนึ่ง ต้องการสะท้อน ความต้องการ "ขอโอกาส" ทำงาน ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ด้านหนึ่ง ต้องการสะท้อน สถานการณ์ที่อาจทำให้รัฐมนตรี "มือใหม่หัดขับ" เผชิญปัญหาโดยไม่คาดฝันได้

ทั้งนี้ หากไล่เรียงชื่อรัฐมนตรีทั้งหมด จะพบว่าสิ่งขาดโดยสิ้นเชิงคือ "นักกฎหมายมืออาชีพ"

จะโดยตั้งใจ หรือเพราะปัญหาคนเยอะ เก้าอี้น้อย เลยต้องตัดในส่วน "เนติบริกร" ออกไป ก็ไม่ทราบได้

แต่ ถ้าหากได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ ของเจ้าตำรับ "เนติบริกร" ตัวจริงเสียงจริง นายวิษณุ เครืองาม ใน "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับเดียวกันแล้ว จะพบว่าไม่ควร"ขาด" ประเด็นนี้เลย

สิ่งที่เนติบริกรเป็นห่วงมาก คือ "ฐานความผิดใหม่" ที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2550

เป็นความผิด ที่นายวิษณุเรียกว่า ความผิดอันเนื่องจาก ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลัก "นิติธรรม"

หรือในรัฐธรรมนูญปี 2550 เขียนไว้ว่า

"...ส่อ ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง"

จะเห็นว่า ครบครันทั้ง "การยุติธรรม"

ทั้ง "จริยธรรม"

ซึ่งกว้างขวาง และกินความไปมากมาย

ผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษหนักถึงขั้น "ถอดถอนออกจากตำแหน่ง" เลยทีเดียว

นาย วิษณุบอกว่า "รัฐบาลต้องท่องไว้ในใจตลอดว่าต้องยึดหลักนิติธรรม ซึ่งจะท่องแบบสวดมนต์ไม่ได้ เพราะมันมีผล ถ้าคุณไม่ทำตรงนี้ เขาจะฟ้องเอง จะกล่าวหาเอา กล่าวหาในสภาไม่เป็นไรคุณเสียงข้างมากคุณชนะ (แต่) กล่าวหาในสื่อมวลชนคนจะคล้อยตาม คุณจะอยู่ยาก กล่าวหาในศาลคุณต้องไปแก้คดี วันนี้คุณอยู่ในอำนาจ เขาอาจไม่กล่าวหาวันนี้ แต่กล่าวหาวันหน้า ต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก มากกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เพราะจะนำไปสู่ความผิดอื่นๆ มากโข"

"เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ต้องระวังมาก และโอกาสพลาดพลั้ง สะดุด มีมากเหลือเกิน มีทุกวัน วันนี้คุณยิ่งลักษณ์ยังสง่างาม ยิ่งมองยิ่งน่ารัก แต่พอเป็นรัฐบาลเข้า ปัง! โอกาสพลาดพลั้งมีตั้งแต่วันรุ่งขึ้นเป็นต้นไป"

"ถ้าคุณยิ่งลักษณ์นั่งลงแล้วถามว่า แล้วมันคืออะไรละคะ"

"คนอธิบายให้ฟังก็พูดยาก อาจจะบอก ก็ลองทำดูก่อนสิแล้วจะบอกให้ นี่แหละที่อันตราย"

นายวิษณุเตือนความจำว่า "ขนาดสมัยคุณทักษิณไม่มีบทบัญญัติในเรื่องนี้ ยังโดนขนาดนี้เลย"

"จุด อ่อนของรัฐบาลทักษิณ คือคิดไวทำไว พอคิดปุ๊บทำปั๊บ แล้วก็ผิด ตอนทำไม่มีใครบอกว่าผิดแต่พอวันหนึ่งมีเรื่อง ทุกคนก็ย้อนกลับไปว่าผิด"

"ผมไม่อยากให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ มาเจอปัญหาแบบเดียวกัน ทำอย่างไรจะทำให้ถูกเสียแต่แรก และปิดทางผิด"

นี่เป็นเสียงเตือนของ "เนติบริกร" ที่ต้องรับฟัง

และหาทางป้องกัน โดยเฉพาะใคร หรือกลไกอะไรจะคอยยกธงเตือน

รวมทั้งจะอุดช่องโหว่ ที่ไม่มีมือกฎหมายยืนข้างคณะรัฐมนตรีอย่างไร

การขอโอกาสแบบ "ขออภัยมือใหม่หัดขับ" อาจจะได้รับการตอบสนองง่ายๆ หากเรื่องนั้นไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

แต่ถ้าหากพลาดไปในเรื่องกฎหมายแล้ว จะอ้างเรื่อง "มือใหม่" ก็คงไม่มีใครให้อภัยได้โดยง่าย

ต้องไม่ลืมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มี "โจทก์" ตกค้างมาจากรุ่นพี่ "แม้ว" ยุบยั่บไปหมด

และโจทก์เหล่านี้มีไม่น้อยที่เห็นว่าเมื่อโค่นในสภาไม่ได้ ก็โค่นด้วยเทคนิคทางกฎหมายนี่แหละ

โอกาสรัฐบาลปูจ๋าจะแพ้ฟาล์ว จึงมีตลอดเวลา หาก "รมต.มือใหม่" ทั้งหลายไม่ระวังตัว

แค่เรียกตัวเองว่า "ปู" ก็ผิด! ปัญหา "สรรพนามบุรุษที่ 1" ของ "ยิ่งลักษณ์" และ "สตรีเพศ" ในสังคมไทย

ที่มา มติชน







นอก จากกระแสตอบรับที่มีต่อ "ครม.ยิ่งลักษณ์ 1" จะไม่สวยสดงดงามเท่าที่ควร เพราะภาพลักษณ์ของสมาชิกคณะรัฐมนตรีค่อนข้างผิดไปจากความคาดหวังของหลายต่อ หลายคนแล้ว

ยังมีปัญหาเล็กๆ (ที่ไม่น่าเป็นเรื่อง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่อง) อีกประการหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่าง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ต้องเผชิญหน้า

นั่นก็คือ ปัญหาการใช้ "สรรพนามบุรุษที่ 1" แทนตัวเองว่า "ปู"

เมื่อ วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา "สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล" ผอ.สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งหนึ่งว่า

"น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ เป็นนายกฯ คนแรกและคนเดียวที่เรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น มันสะท้อนว่ายังไม่แยกแยะระหว่าง "การเป็นนายกฯ" กับ "การเป็นปู" มันต่างกันอย่างไร ตนคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เมื่อถึงวันหนึ่งเราอาจมีนวัตกรรมใหม่ คือมีนายกฯ เรียกชื่อเล่นตัวเองในการพูดกับแขกบ้านแขกเมืองซึ่งก็ดี แต่กังวลว่าการไม่แยกแยะแบบนี้จะเป็นการไม่แยกแยะในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย หรือเปล่า อันนี้ตั้งคำถามไว้เล่นๆ วันหนึ่งคุณปูต้องแยกแยะ "ความเป็นปู" กับ "ความเป็นนายกฯ" ให้ได้"

ก่อนหน้านี้ สุธาดาคนเดียวกัน เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีภายหลังยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยได้รับ ชัยชนะในการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคมว่า "จะให้พวกเราภูมิใจได้อย่างไร คนทั้งโลกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของชายที่ชื่อทักษิณ"

และระบุด้วยว่า ว่าที่นายกฯ หญิงในขณะนั้น ไม่เคยเอ่ยถึงการเรียกร้องสิทธิสตรีเลยสักครั้งในแคมเปญหาเสียง


คําวิจารณ์ เรื่องการเรียกตัวเองว่า "ปู" ของนายกฯ หญิง โดยสุธาดา ได้รับปฏิกิริยาสนองตอบอย่างทันทีทันควันจากสมาชิกเฟซบุ๊กบางส่วน ดังเช่น ตัวอย่างบทสนทนาของผู้ใช้เฟซบุ๊กกลุ่มหนึ่งที่ตั้งวงพูดคุยกันในประเด็นนี้ ว่า

"ความจริงเราก็เคย "รู้สึก" ว่า การแทนตัวด้วยชื่อเล่น มันดู "หน่อมแน้ม" เพราะเราเป็นคนรุ่นเก่าที่ถูกอบรมมาอย่างนั้น แต่พอตัดความรู้สึกออก แล้วมองแบบกลางๆ มันตลกมาก ที่เราจะ "ต้องเชื่อ" ว่าการพูดสรรพนามแทนตัวด้วยชื่อเล่นเป็นความไม่เหมาะสม กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็มนุษย์สมมุติ เหมือนที่สมมุติว่าควายเป็นสัตว์โง่ แล้วก็เที่ยวได้ด่าคนว่าโง่เหมือนควาย แต่ควายไม่รู้เรื่องด้วย"

"แต่ ความจริงเท่าที่ติดตามมา คุณยิ่งลักษณ์เธอก็แทนตัวว่า "ดิฉัน" เวลาพูดเป็นทางการ และแทนตัวเองว่า "ปู" กับเพื่อนๆ หรือในยามเป็นกันเอง เห็นด้วยกับผู้หญิงที่ภูมิใจความเป็นผู้หญิงหลายๆ คนแต่ไม่ใช่เฟมินิสต์ว่า ผู้หญิงแทบไม่มีคำกลางที่เหมาะสมในการเรียกชื่อแทนตัวเองเลย "ดิฉัน" ก็ดูทางการมากมาย "หนู" ก็ดูเด็กมากมาย"

"อ่านแล้วตกใจค่ะ ที่ "ผอ.สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายฯ ชี้ ปู เรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น สะท้อนยังไม่แยกแยะระหว่างการเป็นนายกฯ กับการเป็นคนธรรมดาต่างกันอย่างไร หวั่นจะลามไปถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่แยกแยะด้วย" คนอยู่ในตำแหน่งนี้ คิดได้แค่นี้เองจริงๆ น่ะนะ ในมุมมองส่วนตัวของคนธรรมดาอย่างเราคิดว่า

"1. คนที่เป็นนายกฯ ควรตระหนักและสำเหนียกไว้ด้วยว่า ตนเป็นคนธรรมดา

"2. อย่าเอาเรื่อง 1 เรื่องมาสะท้อนภาพใหญ่ทั้งหมด

"3. คนเราพอเมื่อ "ใส่หมวก" แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความเคยชินเดิมๆ ที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด (กฎหมาย ประเพณี และศีลธรรม) ยังคงอย่างเดิมไว้

"4. ผอ.ควรไปทำวิจัยเล็กๆ ด้วยตัวเอง ว่าด้วยเรื่องสรรพนามของผู้หญิงในภาษาไทย ทำได้ง่ายๆ ด้วยการไปคุยกับผู้หญิงรอบๆ ตัว แม่ ป้า ย่า ยาย พี่สาว น้องสาว ลูกสาว ลูกน้อง เพื่อนผู้หญิง แม่ค้า ฯลฯ เพื่อที่จะได้ "เข้าใจความจริง" ยิ่งขึ้นในเรื่องนี้"

และ "สรรพนามบุรุษที่ 1 ของผู้หญิงไทยมันยากจริงๆ จำได้ว่าแม่บ่นเคยให้ฟังตั้งแต่ผมยังเล็ก ไม่นานมานี้แฟนก็บ่นให้ฟังอีก - ขณะที่ผู้ชาย "ผม" คำเดียวได้เกือบทุกสถานการณ์"



ขณะที่มติชนออนไลน์ได้ผลิต รายงานข่าวชื่อ ""สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ชี้ การเรียกตัวเองว่า "ปู" ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมไทย" ซึ่งสรุปย่อความเห็นของ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยปัญหาการใช้คำสรรพนามบุรุษที่ 1 ของยิ่งลักษณ์ มาเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์โดยมีเนื้อหาดังนี้

"คุณ "ปู" น่ะ เขาพูดภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น เวลาเขาพูดกับ "แขกบ้านแขกเมือง" เขาเรียกตัวเองว่า "I" ครับ

"อัน ที่จริง โดยส่วนตัวผมเฉยๆ (ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์) เรียกตัวเองว่า "ปู" ที่ผ่านมา ในขณะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่นายกฯ ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นประเด็นในการ "แยกบทบาทตัวเองไม่ออก" ได้อย่างไร ที่ผ่านมา ผมฟังคุณ "ปู" ก็ยังไม่เห็นเขาพูดเรื่องในลักษณะ "ส่วนตัว" อะไร จะบอกว่า เป็นการสะท้อนการ "แยกบทบาทไม่ออก" ยังไงไม่ทราบได้

"ผมเดา ว่า เมื่อเป็นนายกฯ คุณปู คงเรียกตัวเองว่า "ดิฉัน" มากกว่า แต่ต่อให้เรียก "ปู" ผมก็มองไม่เห็นว่า จะเป็นประเด็น "แยกบทบาทไม่ออก" อยู่ดี

"ป.ล. ทำไมผู้หญิงไทย ที่มีอายุหน่อย ชอบเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น ปัญหาคือ คำเรียกตัวเองของผู้หญิงในภาษาไทย มีปัญหาอยู่ เรียก "ดิฉัน" จะใช้กับหลายคนก็ไม่ได้ เพราะ "ประเพณีวัฒนธรรม" เช่น "นักการ" จนท. ประจำชั้น 8 คณะผม เธอจะเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นประจำ ไม่ยอมเรียก "ดิฉัน" เพราะเธอคงรู้สึกว่า ไม่เหมาะที่จะใช้กับ "อาจารย์" ครั้นจะใช้ "หนู" เธอก็อายุมาก 60 เศษแล้ว จะ "หนู" ก็ชอบกล (แต่ผมเคยเจอ หลายคนอายุมากๆ เจอผมในฐานะ "อาจารย์" ก็ยังอุตส่าห์เรียกแทนตัวเองว่า "หนู" เพราะไม่กล้าจะใช้คำว่า "ดิฉัน" หรือ "ชื่อเล่น")

"เพื่อนอาจารย์ของ ผมที่เป็นผู้หญิง เวลาคุยกับผม ก็นิยมใช้ชื่อเล่นเรียกแทนตัวเอง เช่น อ... ที่จุฬาฯ เรียกตัวเองว่า "เล็ก" อะไรแบบนี้ อ... ที่ภาควิชาผม เรียกตัวเองว่า "นก" ฯลฯ คนเหล่านี้ จะว่า "แยกบทบาทตัวเองไม่ออก" ยังไง ผมก็นึกไม่ได้เหมือนกัน อาจารย์บางคนที่อายุมากกว่าผม ก็จะเรียกตัวเองว่า "พี่" อายุน้อยกว่าผมมากหน่อย ก็จะเรียกตัวเองว่า "หนู" ไปเลย (ความจริง "อ.เล็ก" กับ "อ.นก" ก็อายุน้อยกว่าผม แต่ไม่มาก ก็เลยคงรู้สึกว่า การเรียกตัวเองด้วยคำว่า "ดิฉัน" หรือ "หนู" มันชอบกล)

"สรุปแล้ว ปัญหาการเรียกตัวเองของผู้หญิง เป็นปัญหาที่สะท้อนวัฒนธรรมบางอย่างที่เป็นปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ปัญหาว่า คนโน้นคนนี้ ชอบเรียกตัวเองด้วยชื่อเล่น"


สําหรับผู้นำประเทศมือ ใหม่อย่างยิ่งลักษณ์ ซึ่งเริ่มจะเรียกตนเองว่า "ดิฉัน" ต่อหน้าสาธารณชนบ่อยครั้งขึ้น ภายหลังรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ก็ยังใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ว่า "ปู" อยู่ ยามเมื่อสนทนากับ "เพื่อนๆ" ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก "Yingluck Shinawatra"

ดังเช่นข้อความบนหน้าแฟนเพจดังกล่าวซึ่งถูกพิมพ์ขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ว่า

""ปู" ขอขอบคุณทุกกำลังใจและการสนับสนุนค่ะ "ปู" จะทำหน้าที่ที่พี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจให้อย่างดีที่สุด จะทำงานให้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ และ "ปู" คนนี้จะยังเป็น "ปู" ยิ่งลักษณ์ คนเดิมของพี่น้องประชาชนและเพื่อนๆ ใน facebook ค่ะ :)"

ไม่แน่ใจว่านายกฯ "ปู-ยิ่งลักษณ์" จะมีโอกาสได้อ่านวิวาทะที่ผู้อื่นกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับการใช้สรรพนาม บุรุษที่ 1 ว่า "ปู" ของตัวเธอเองบ้างหรือไม่?

แต่การเรียกตัวเองว่า "ปู" ก็คงจะไม่ต่างอะไรกับ "ภาพลักษณ์" ของ "ครม.ยิ่งลักษณ์ 1" ซึ่งล้วนมีความสำคัญน้อยกว่า "ผลงาน" ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐบาลของเธอ

.....


ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 12-18 สิงหาคม 2554 คลิกสมัครสมาชิก

นายกฯสักการะท้าวมหาพรหม-ศาลพระภูมิเจ้าที่ ทำงานวันแรกตึกไทยคู่ฟ้า

ที่มา มติชน



น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สักการะท้าวมหาพรหมและศาลพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เป็นวันแรก วันที่ 15 สิงหาคม

"ปู"ถือฤกษ์เลข"9"สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ดีใจ-ภูมิใจนั่งเก้าอี้นายกฯ ตัวเดียวกับ"แม้ว"


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้า สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำทำเนียบรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 ส.ค. โดยในเวลา 09.19 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งรถตู้โฟล์กสวาเกนสีดำ ป้ายแดง เลขทะเบียน ว 1662 เข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ใส่ชุดสูทสีเทา-กระโปรงสีดำ ได้ก้าวเท้าซ้ายลงจากรถ ก่อนจะก้าวเท้าขวา ซ้าย และขวา ขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า

ยุคมาร์คไม่มี

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



หลังจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 เข้ามาบริหารประเทศเต็มตัว เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที 2 เรื่อง

อาจบอกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในแง่บวก

เรื่องแรกปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชามีแนวโน้มดีขึ้นทันที

นายกฯฮุนเซน ส่งสารแสดงความยินดีกับนายกฯยิ่งลักษณ์ทันทีที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ

ระบุ ว่าความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศจะดีขึ้น และกัมพูชามั่นใจว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะแก้ปัญหาข้อขัดแย้งตามแนวชายแดนได้ โดยยืนยันว่าทั้ง 2 ประเทศจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

พล.อ.เตีย บัน รองนายกฯและรมว.กลาโหมกัมพูชา ติดต่อกลาโหมไทยขอให้รีบจัดประชุมร่วม "จีบีซี" เพื่อแก้ปัญหาชายแดน

ท่าทีของกัมพูชาในเวลานี้ อาจจะมองเป็นเรื่องน่าประหลาดใจก็ได้

เพราะไม่เคยเกิดขึ้นเลยในช่วง 2 ปีที่ไทยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ

อีกเรื่องที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. โดยนายสมชาย หอมละออ ทำรายงานถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ระบุว่ามีการเหวี่ยงแหจับคนเสื้อแดงขังเป็นจำนวนมาก

มีคนเสื้อแดงที่ยังถูกจองจำอยู่ถึง 53 คนถูกตั้งข้อหา "เกินเลยจากความเป็นจริง"

ทั้งก่อการร้ายและวางเพลิง ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต

นายสมชายยังระบุว่าจากการตรวจสอบพนักงานสอบสวนดีเอสไอและอัยการ

พบว่าการตั้งข้อหารุนแรงดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจาก "แรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย"

อีกส่วนมาจากแรงกดดันทางการเมือง !?

ความจริงคอป.เคยเสนอแผนเยียวยาคนเสื้อแดงต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มาแล้ว

เสนอให้ปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว

แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากนายอภิสิทธิ์เลย !?

คอป.จึงจำเป็นต้องนำเสนอแผนเยียวยานี้ต่อรัฐบาลใหม่

ถึงตรงนี้ก็คงรู้ชัดเจนแล้วว่าทำไมคดี 91 ศพถึงอืดอาดล่าช้ามานับปี

ทำไมคนเสื้อแดงจึงรู้สึกว่าเป็นแค่พลเมืองชั้น 2 ในยุครัฐบาลที่แล้ว

แต่จากนี้ไปเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว

และมีแนวโน้มจะออกมาในทางที่ดีขึ้น

ความหวังที่จะทวงความยุติธรรม 91 ศพคงจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

คนสั่งการจนเกิดความรุนแรงต่อประชาชนต้อง ได้รับโทษทัณฑ์

เมื่อชวน หลีกภัย เป็น รมว.กห.ได้ อภิสิทธิ์ คุม สตช.ได้ แล้วไยมีปัญหากับ ดร.สุ

ที่มา thaifreenews

โดย ปลายอ้อกอแขม

ดูจะเป็นเดือดเป็นแค้นเสียนักหนา กับการได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.)ของ ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ของผม ทำเหมือนกับว่าประเทศไทยนี้ จะต้องถึงแก่กาละพินาศลงภายใน 3 วัน 7 วันทำการทีเดียว..พ่อคุณแม่คุณเอ๊ย

เบาๆ หน่อยก็ได้ เกรงอกเกรงใจกันบ้างเถอะ เพราะพวกคุณๆก็ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยกันอยู่แล้วมิใช่หรือ? แต่พอเขาจะเลือกคนนั้นคนนี้ ดันทะลึ่งทำเป็นเดือดร้อน ทำท่าจะเป็นจะตายเสียให้ได้..รู้ทันหรอก !


ขอ วิงวอน ฯพณฯท่านทั้งหลาย ขอได้โปรดให้คนที่เลือกพรรคเพื่อไทย “ตัวจริงเสียงจริง”อย่างผมๆทั้งหลาย เดือดร้อนกันเองดีกว่า ไม่ต้องมาแสดงความปรารถนาดี “เดือดร้อน”แทนพวกผมหรอก พวกผมมีสติปัญญาจะเดือดร้อนกันเองได้ ..ไหว้ละนะ !


ถ้า จะมากล่าวหา “ดร.ปึ้ง”ของผมไม่รู้เรื่องการต่างประเทศ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการทูต แถมหน่อมแน้มบ้างอย่างนี้ ถ้าผมจะย้อนให้บ้างว่าแล้วอีตากษิต ภิรมย์ ของท่านผู้มีประสบการณ์ทางการทูตอันสูงส่งล่ะ วันนี้ ประเทศไทยภายใต้ท่านอดีตทูตกษิตเป็นอย่างไร? ความสัมพันธ์ทางการทูตกับเพื่อนบ้านยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวหรือไม่ ..วานบอก !

ผมเคยได้ข่าวไม่ได้กรองมาว่า อีตากษิตถูกทูตรัสเซีย เรียกไปตบโต๊ะ ชี้หน้าด่าว่า “เอ็งจะมายุ่งก๊ะตูทำซากอะไรวะ ตูจะให้ใครเข้าหรือไม่เข้าประเทศ ก็เรื่องของตู เดี๊ยะๆ บ้องหู”..ประมาณนี้

ในข่าวบอกว่า กษิตเดินคอตกจากสถานทูตรัสเซีย ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เนื่องจากทูตรัสเซียตัวใหญ่กว่า แถมได้เปรียบทั้งน้ำหนักและช่วงชก เลยไม่กล้าเสี่ยง นับแต่นั้นมา ทักษิณจะไปไหนในรัสเซีย กษิตก็ทำเอาหูไปนาเอาตาไปสวน ม่ายรู้ม่ายชี้..เกรงทูตรัสเซียบุกต่อยคากระทรวง

การที่คนไม่มี ประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆมาก่อน แล้วจะไปเหมาเอาว่าเขาจะทำเรื่องนั้นๆไม่ได้ ที่โบราณเรียกว่า “ติเรือทั้งโกรน” อันเป็นการดูถูกคนอื่นที่ถือว่าเป็นการดูถูกตนเองนั่นแหละ ..กบในกะลา

ตาม ข้อเท็จจริง สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ มักจะไม่ค่อยได้ทำงานตรงกับสายวิชาชีพที่ตนเองได้เรียนมาสักเท่าไหร่ เรียนมาอย่างหนึ่ง แต่ทะลึ่งไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง..ถามตัวเองดู


ยก ตัวอย่าง ในสภาผู้แทนราษฎรของไทย จะมี สส.สักกี่คนที่จบด้านรัฐศาสตร์ หรือการเมืองการปกครอง ประเภทตั้งใจมาเป็น สส. แล้วก็ได้เป็น สส. ..สัก 10 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ?


ประเทศไทย ยังไม่มีโรงเรียน สส. เปิดสอนหลักสูตรการเป็นผู้แทนราษฎร ฉะนั้น ก็เห็นมีแต่ สส.ที่เป็นทนายความ,นายแพทย์,ครูบาอาจารย์,วิศวกร,นักธุรกิจ,ทหาร,ตำรวจ,ข้า ราชการอื่นๆ,ผู้ใหญ่บ้าน,กำนันและเมียกำนัน..ที่เป็นสส.

การที่ บอกว่ากระทรวงต่างประเทศต้องได้คนที่มีประสบการณ์ ต้องใช้คนที่มีชั้นเชิงในการเจรจาความเมือง เพราะต้องติดต่อกับชาวโลก นั่น มันเป็นเพียงความเชื่อถือแบบเดิมๆ หรืออาจเป็นเพียงข้ออ้างที่จะพยายามทำให้กระทรวงการต่างประเทศเป็น “เมืองลับแล”ที่มีเพียงลูกท่านหลานเธอไปอยู่กันเท่านั้น มันเป็นปัญหาของพวกคุณ ..ไม่ใช่ปัญหาของ ดร.สุรพงษ์


แต่ผมจะไม่ เห็นด้วยอย่างยิ่ง และจะคัดค้านด้วยกันกับคุณๆอย่างถึงที่สุด ถ้าใครก็ตามแต่งตั้งนายชวน หลีกภัย หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปเป็น รมว.ต่างประเทศ..เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้


อีกอย่างที่สำคัญ ดร.ปึ้ง เป็นรัฐมนตรีคุมนโยบาย ซึ่งก็ไม่ได้ทำงานคนเดียว ยังมีทีมงานอีกยั๊วะเยี๊ยะ มีข้าราชการประจำกระทรวงซึ่งรู้งานดีอยู่แล้ว แถมยังมี “ครูใหญ่”อดีตอภิมหารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ทักษิณ ชินวัตร เป็น “แบ็คอัพ”อยู่อีก..งานนี้ฉลุย


ดีไม่ดี เมื่อผ่านการประเมินผลงานรัฐมนตรีครบ 6 เดือนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดร.ปึ้ง สุรพงษ์ อาจจะได้รับการโหวตจาก AF ให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแห่งโลกก็ได้..แต่คงไม่ไปถึงนอกโลก


ว่า มาก็ว่าไป ก็เมื่อนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่มีความรู้ด้านการทหารแม้สักนิด ปืนก็ไม่เคยยิง รถถังก็ไม่เคยขับ ยังอุตส่าห์สะแหลนมานั่งเป็น รมว.กลาโหมหน้าตาเฉย..รอรับรายงานอย่างเดียว



ซ้ำ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบัน ก็ไม่เคยรู้เรื่องกิจการของตำรวจ แม้แต่จะตั้ง ผบ.ตร.ก็ยังไม่ได้ ถูก กตช.ตบเด้งหน้าเด้งหลังหัวฟาดพื้น ก็ยังมีหน้ามานั่งคุม สตช.อยู่ได้ 2 ปี..ตำรวจยังเกลียดไม่หาย


ก็แล้วไฉน คนที่มีดีกรีถึงระดับด็อกเตอร์เหนือชั้นกว่านายชวนและนายอภิสิทธิ์อย่าง ดร.สุรพงษ์ จะมานั่งเป็น รมว.ต่างประเทศกับเขาบ้างไม่ได้เชียวหรือ..หื๋อม์ ?


มั่น ใจว่าพรรคเพื่อไทยได้คัดสรรบุคคลที่เหมาะสมแล้วสำหรับกระทรวงต่างๆมานั่ง เป็นรัฐมนตรี แม้แต่นักวิชาการตรงกันข้ามอย่าง ดร.ไชยยันต์ ไชยพร ยังบอกว่าหน้าตารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยดีกว่ารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ เสียอีก..จะไม่เชื่อได้ไง


แต่โดยส่วนตัวของผม เชื่อมั่นล้านเปอร์เซ็นต์สำหรับ ดร.ปึ้ง สุรพงษ์ ว่างานของกระทรวงต่างประเทศ จะต้องราบรื่น โปร่งโล่ง ปราศจากอุปสรรคและปัญหา เพราะแค่ทูตของประเทศต่างๆที่มาเข้าพบท่านดร.สุรพงษ์ ได้เพียงเงยหน้าขึ้นสบตาท่านรัฐมนตรีและอาจมองเลยขึ้นไปสักนิดเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่เคยติดขัด คลุมเครือ ก็จะมีอันแนบแน่น สว่างใสขึ้นอย่างทันทีทันใด..คนอาไร๊ โหงวเฮ้งดีจริงๆ ผับผ่าซิ !!!

ญี่ปุ่น “จัดเต็ม”ให้ทักษิณเข้าประเทศได้ เอาแล้วไง !

ที่มา thaifreenews

โดย ปลายอ้อกอแขม

เรื่องนี้ ผมลงไว้ในเวปพันทิปและบ้านราษฎร์แล้ว หากใครได้อ่านแล้ว ก็ขออภัยด้วย..เพื่อไทยฟรีนิวส์

เครียด กันเป็นแถบๆ แสบกันเป็นแถวๆ เมื่อนายนพดล ปัทมะที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาเปิดเผยชนิดยักคิ้วหลิ่วตายิ้มมุมปากเก๊กหล่อว่า เอกชนญี่ปุ่นจะเชิญ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ไปดูสึนามิและไปแสดงวิสัยทัศน์ให้คนญี่ปุ่นฟังอีกด้วย..แหม๊ ญี่ปุ่นนี่ก็ !

ญี่ ปุนทำอย่างนี้ ก็แสดงว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับรัฐบาล คมช.และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เลยสักนิด เพราะเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลยังไม่ทันข้ามวัน ก็มีท่าทีจะยอมให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณเข้าประเทศซะแล้ว ..ไม่ไหวจริงๆ

ทำเป็นเยอรมันไปได้ รายนี้แค่เลือกตั้งเสร็จ ยังไม่ทันได้ตั้งรัฐบาลสักหน่อย ก็รีบ “จัดหนัก”ให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณเข้าประเทศซะแล้ว ตัดหน้าสหรัฐ อังกฤษชนิดไม่ไว้หน้า ..เสือปืนไว

ทำเอาสหรัฐและอังกฤษค้อนตาคว่ำ ที่เยอรมันดันทะลึ่งตัดหน้า ทำอะไรไม่ปรึกษาหารือกันก่อน ข่าวว่าถึงกับมีการเรียกทูตมาแจกใบเหลือง แล้วคาดโทษว่าทีหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ..ถ้าทำ มีเคือง !

กรณี ญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นมิตรประเทศในแถบเอเชียด้วยกันกับไทย มีทีท่าจะยอมให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณเข้าประเทศได้ โดยไม่ยอมปรึกษาหารือกับอดีตนายกฯสุรยุทธ์แห่งคมช. และอดีตนายกฯอภิสิทธิ์แห่งประชาธิปัตย์แม้แต่น้อย ถือว่า “ตบหน้า”กันอย่างแรง...ในทางการเมือง

จนทำให้คนของพรรคประชาธิปัตย์ ออกแนวดิ้นเร่าๆ เหมือนไส้เดือนถูกน้ำร้อนลวก ตาเหลือกตาปลิ้น หอบแฮ่กๆน้ำหลายไหลยืดๆ หูตูบหางตก ออกมาบอกให้พรรคเพื่อไทย ชี้แจงกับสังคมหน่อยซิว่าทำอย่างนั้นทำไม ..ไม่เข้าใจ !

ถ้าเป็นผม ผมจะตอบว่า ตูจะไปรู้เร๊อะ แล้วเมิงทำไมไม่ไปถามทูตญี่ปุ่นเองละ มาถามตูทำไม ก็แล้วถ้าเขาจะอนุญาตให้เข้า มันก็เรื่องของเขา เอ็งมาเฉือกอะไรด้วยล่ะ..ทำนองนี้ !

คนอย่างนายอภิสิทธิ์ จบเศรษฐศาสตร์จากอ็อกฟอร์ดแท้ๆ เป็นถึงอดีตนายกฯแถมยังมีสัญชาติผู้ดีอังกฤษ ทั้งเป็นนักพูดที่คนไทยให้ฉายาว่า “ดีแต่พูด”อีกด้วย คนญี่ปุ่นกลับไม่สนใจเชิญไปแสดงวิสัยทัศน์ แต่ดันมาเชิญ พ.ด.ท.ดร.ทักษิณ ที่จบทางด้านอาชญาวิทยา ไปแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจให้นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นฟัง..แปลกนะ

แล้วอย่าง นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะคิดยังไง หรือจะกล่าวหาญี่ปุ่นว่าไม่มีสมองคิด ประเทศถึงได้ตกต่ำไม่พัฒนาไปถึงไหน คนดีมีวิสัยทัศน์ขั้นเทพอย่างอภิสิทธิ์กลับไม่เชิญ ไปเชิญคนอย่างทักษิณ สมน้ำหน้า ..อย่างนี้หรือเปล่า?

อาจเดือดร้อนถึงอดีตรัฐมนตรีต่าง ประเทศ “นักชกขวัญใจชาวไทย”อย่างท่านกษิต ภิรมย์ ที่คงต้องนัด “ตะบันหน้า”กับทูตญี่ปุ่นตัวต่อตัว..หลังป่าช้าวัดดอน

มันแสดงให้ เห็นว่า ญี่ปุ่นหรือทุกประเทศในโลกนี้ เขาไม่ได้สนใจข้อกล่าวหาที่ทักษิณได้รับ แต่ที่เมื่อก่อนไม่ให้เข้าเพราะเขามองเพียงว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่กับ ประเทศของเขาเท่านั้น เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง..ซึ่งก็ไม่ผิด !

โดย เฉพาะข้อหาติดคุก 2 ปีคดีที่ดินรัชดานั้น ถือว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อน เป็นการถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เขาไม่สนใจสักนิด ถ้าจะว่าไปแล้ว พวกเขารู้เรื่องในประเทศไทยลึกซึ้งดีกว่าคนไทยบางพวกเสียอีก..แต่ไม่พูด !

คง ไม่เฉพาะญี่ปุ่นและเยอรมันเท่านั้น ที่เลิกห้ามทักษิณเข้าประเทศ ต่อไปคงได้เห็นอีกหลายๆประเทศที่เคยห้ามเข้า จะทยอยกัน “ยกเลิกการห้ามทักษิณเข้าประเทศ” ..จัดเต็มและจัดหนัก !

อีกไม่นาน ก็จะมีนักข่าวไปถามทูตสาวคริสตี้ เคนนี่ย์ของสหรัฐ และอาซีฟ อาหมัด ทูตอังกฤษในไทยว่า “จะยกเลิกการห้ามทักษิณเข้าประเทศอีกหรือไม่ ?” แล้วก็จะได้ยิน 2 ทูตนี้ พูดภาษาอังกฤษเป็นเสียงเดียวกันว่า.."โอ๊ว ! โน พล็อมแพล็ม !"

ผมว่างานนี้ ต้องมีคนช็อคตายกันบ้างละ..ไม่เชื่อคอยดู!!!

แรงปรารถนา "ทักษิณ" เรื่องเหนือคาด "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" วัน "รมว.ต่างประเทศ" มาเกย

ที่มา มติชน


ภาพ AFP

สัมภาษณ์พิเศษ โดย สุเมศ ทองพันธ์




"...คน ในพรรคก็ต้องการให้ท่านนายกฯทักษิณกลับมา เพราะท่านสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เยอะ แต่เราก็ต้องมาดูในรายละเอียดต่างๆ ด้วยว่าข้อกฎหมายต่างๆ เป็นอย่างไร..."

พลันที่โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ปรากฏสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ

ตำแหน่ง "รมว.ต่างประเทศ" ปรากฏชื่อ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งผลให้เกิดเสียง "ยี้" และ "คำถาม" ไปทุกหัวระแหง

"ฝ่ายตรงข้าม" อย่าง "พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)" ใช้เป็น "จุดสำคัญ" ในการโจมตีว่าเป็น "ครม.ขี้เหร่"

"ฝ่ายวิชาการ" และ "ผู้รู้-ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ" บอกทันทีว่าเป็น "จุดอ่อน" ของรัฐบาล

ด้วย ความที่ "สุรพงษ์" ดำรงสถานะเพียง "ส.ส." ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ชำนาญงานด้านการต่างประเทศ ไม่เคยก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าในฐานะ "แกนนำกลุ่มก๊วนการเมือง" ไหน

เรียกว่าแทบไม่อยู่ในความทรงจำของคนทั่วไปเลย

คน ส่วนใหญ่อาจจำบทบาทเขาได้เลาๆ ว่าครั้งหนึ่งเคยลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ "รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)" ของ "รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์"

และมาได้ยินชื่อกันอีกครั้งใน "โผ ครม.ยิ่งลักษณ์" ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตในหลายกระทรวง

สุดท้ายจบลงที่เก้าอี้ "รมว.ต่างประเทศ" ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเซอร์ไพรส์!

หลัง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. "ยิ่งลักษณ์ 1" ไม่กี่ชั่วโมง... "สุรพงษ์" ที่ยังตื่นเต้นกับ "เสียงผู้ประกาศ" ทาง "สถานีโทรทัศน์" ที่อ่านประกาศซ้ำไปซ้ำมาว่า "เขา" ได้ขึ้นเป็น "รัฐมนตรี" ครั้งแรกในชีวิต ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงที่มา-ที่ไป- เบื้องลึก-เบื้องหลังการได้ขึ้นเป็น "บัวแก้ว 1" ในจังหวะที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ต้องการกลับประเทศไทยเป็นที่สุด?

ที่มาที่ไปของการได้รับสนับสนุนให้เป็น รมว.ต่างประเทศ

ผม รู้สึกตื่นเต้น แล้วก็ยินดีที่ได้รับตำแหน่งนี้ ผมเชื่อว่าคณะกรรมการบริหารพรรคคงดูประวัติ ดูอะไรของผมแล้ว ก็คงเชื่อว่าผมจะทำงานในตำแหน่งนี้ได้ ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรหรอก ผมรู้ตัวตอนเย็น หลังประชุมพรรควันที่ 10 สิงหาคมเสร็จ เพื่อนบอกก็ยังไม่เชื่อ กลับไปบ้านถึงได้ยินว่าเป็นจริงจากสถานีโทรทัศน์ ตามที่เพื่อนๆ บอก พอเช้ามาก็ฟังจากวิทยุอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศ ก็ต้องน้อมรับคำวิจารณ์ จะถือว่าเป็นคำชี้แนะ เป็นเหมือนคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ห่วงใยเรา เพราะตระหนักอยู่แล้วว่าตำแหน่งนี้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ต้องเข้ามารับงานหนักจริงๆ ก็จะตั้งใจ และใช้ความสามารถที่มีอยู่ทำให้ดีที่สุด

เหตุที่ผู้ใหญ่ของ พท.ตัดสินใจมอบตำแหน่งนี้ให้ คิดว่ามองจากอะไร

ผม คิดว่าความไว้วางใจ (ตอบสวนทันที) เพราะการทำงานของ รมว.ต่างประเทศ ต้องประสานงานกับนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการประชุมระดับโลก เวทีไหน ก็ต้องใช้คนที่ไว้วางใจได้ รมว.ต่างประเทศเหมือนเป็นประตูหน้า ที่ต้องเดินไปพบกับโลกก่อน และเชื่อว่าการค้าขายระหว่างประเทศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะประวัติการทำงานของผม ก็เคยค้าขายมาก่อน เคยทำงานด้านการตลาดของบริษัทคอมพิวเตอร์รายใหญ่ ก็น่าจะมีส่วนช่วยในการสนับสนุนเรื่องธุรกิจการค้า และเรื่องเทคโนโลยีด้วย

ที่บอกว่าผู้ใหญ่ในพรรคไว้ใจเนี่ย หมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณต้องไว้ใจใช่หรือไม่

ต้อง เรียนตรงๆ ว่า ผมยังไม่ได้คุยกับอดีตนายกฯทักษิณเลย ทั้งหมดทั้งมวล คือหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผมได้เจอกับท่านนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นคนแรกที่รัฐสภา ท่านก็บอกว่ายินดีด้วย ตอนนั้นแหละผมก็เพิ่งรู้ว่าผมได้เป็น มันเป็นตำแหน่งที่ผมได้มาแบบตกใจเหมือนกันนะ

มีการวิจารณ์อย่างหนักถึงขั้น รมว.ต่างประเทศคือจุดอ่อนของรัฐบาล

ก็...ก็... ก็...ก็... แล้วแต่มุมมองของนักวิชาการต่างๆ แต่อย่างที่ผมบอก คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นจะเป็นเหมือนตำรา หรือหนังสือ หรือครูที่สอนผม ผมต้องแก้ไขปัญหาจุดอ่อนเหล่านั้น เพราะไม่มีใครรู้เรื่องไปเสียหมด การทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีจะมีผู้ช่วย หรือผู้สนับสนุนที่ดีที่สุดคือข้าราชการในกระทรวง ผมเชื่อว่าข้าราชการจะเป็นผู้ชี้นำ และนำทางเราได้

ข้างหน้ามีปัญหาที่จะต้องให้ รมว.ต่างประเทศมาจัดการแก้ไข รวมไปถึงปัญหาส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เราต้องรื้อฟื้นให้กลับคืนมาอยู่แล้ว แต่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ แต่เรื่องอื่นๆ อีกหลายๆ เรื่อง เราก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมาย ผมยึดความถูกต้อง ไม่มีการเข้าไปเอาพวก ไปล้างแค้น หรืออะไร ไม่เอา เพราะเชื่อว่าข้าราชการทุกคนพร้อมที่จะทำงาน แต่ขอให้ทำงานอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง แต่ถ้าเกียร์ว่าง ก็ถือว่าทำงานด้วยกันไม่ได้ ใช่ไหม

พ.ต.ท.ทักษิณมีความฝันว่าจะกลับประเทศไทยให้ได้ ซึ่งนั่นอาจต้องอาศัย รมว.ต่างประเทศที่ไว้ใจได้

ก็ ดู... ต้องดูในส่วนประกอบอื่นๆ ด้วย (พูดตะกุกตะกัก) แม้กระทั่งในพรรคเอง คนในพรรคก็ต้องการให้ท่านอดีตนายกฯทักษิณกลับมา เพราะท่านสามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เยอะ แต่เราก็ต้องมาดูในรายละเอียดต่างๆ ด้วยว่าข้อกฎหมายต่างๆ เป็นอย่างไร วันนี้พอมารับตำแหน่งใหม่ ก็ไม่อยากจะไปพูดถึง ขอให้ผมได้ไปพูดคุย ไปประชุม ไปดูในรายละเอียดและศึกษาอย่างถ่องแท้ก่อน ค่อยพูดกันนะ

พท.มักบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมในช่วงที่ผ่านมา

ในสังคมก็คงเห็นสิ่งเหล่านี้ (ตอบสวนทันที) แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกนิด ที่จะต้องดูในข้อมูลต่างๆ ด้วย

นโยบายของรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ที่ไปบล็อกประเทศต่างๆ ไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปได้ จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร

เดี๋ยว ต้องไปดูในรายละเอียดที่เขาไปดำเนินการว่าดำเนินการกันอย่างไร ถูกต้องไหม เป็นไปตามข้อกฎหมายอะไรหรือไม่ หรือไปทำกันเอง ต้องขอดูในรายละเอียดอีกที แต่ถ้าเขาทำไปตามนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว สมมุติว่าเป็นนโยบาย ในเมื่อเรามาเป็นรัฐบาล และไม่มีนโยบายอย่างนั้นเราก็ต้องไปชี้แจงกับนานาประเทศให้รู้และเข้าใจ เหมือนกัน แต่ก็ต้องขอดูในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะตอนที่เขาทำ เราไม่ได้ไปดูในรายละเอียดเลย

ถามจริงๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณส่งมาเป็น รมว.ต่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือให้ได้กลับประเทศไทยหรือเปล่า

ก็ คิดกันไปเอง ผมไม่ได้คิดในมุมนั้น วันนี้เขามอบหมายให้มาทำหน้าที่ ก็ทำทุกอย่างด้วยความถูกต้อง ยึดความถูกต้องเป็นหลัก คือถ้าอดีตนายกฯทักษิณจะได้กลับประเทศไทย ก็ต้องเป็นเพราะความถูกต้อง ไม่ใช่ว่าไปทำในสิ่งที่เขาพยายามจะกล่าวหาก่อน ไม่อยากจะทำอย่างนั้น เราต้องยึดความถูกต้อง เพราะเราเป็นผู้บริหาร

กล้ายืนยันหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่เป็นผู้ส่งมารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ

ผม ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาคัดเลือกกันอย่างไร แต่ผมตื่นเต้นมาก เซอร์ไพรส์ แปลกใจ ผมแปลกใจว่าทำไมผมถึงได้มาอยู่ในตำแหน่งนี้ เพราะผมไม่ได้คาดคิดเลย (ยิ้มกว้าง)

ตอนแรกคิดว่าจะไปอยู่ตำแหน่งไหน

ตอนแรกยังคิดว่าจะไปอยู่กระทรวงไอซีที แต่พอขยับไปขยับมาไปโผล่เป็น รมช.คลัง

จนวันนี้รู้คำตอบหรือยังว่าทำไมได้มาเป็น รมว.ต่างประเทศ

ยังๆ... ยังไม่ได้คุยกับใครเลย (ยิ้มแก้มปริ)

อยากได้คำตอบหรือไม่ว่าทำไมถึงมาจบตรงนี้

ยังไม่อยากถาม (ยิ้ม) ไว้ว่างๆ ค่อยถามว่าทำไม (ทำท่ากระซิบ)

วางแผนดูแลคนไทยในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ชื่อ พ.ต.ท. ทักษิณอย่างไร

ก็ ทุกคนที่เป็นคนไทย เราก็ต้องดูแลนะ เราถือว่าเป็นคนไทย เพราะคนไทย โดยจิตใจแล้วเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารี และเป็นคนที่ไม่ได้ผูกพยาบาท โดยธรรมชาติของคนไทย ก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้โอกาสอยู่แล้ว ไม่ได้ผูกใจเจ็บในเรื่องต่างๆ ดูในอดีต สมัย 14 ตุลาคม 2516 ก็มีผู้ใหญ่ทางทหาร ที่เคยกระทำการกับเด็กนักศึกษา ในที่สุดก็กลับมาสู่สังคมไทยได้ มีการให้อภัยกัน แล้วคนไทยก็เป็นอย่างนี้มาตลอด

จากสถานการณ์การเมือง ดูเหมือนกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม จะเป็นกระทรวงที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ในการโจมตี พท. และฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณบ่อยครั้ง

ก็ถูกต้อง กระทรวงการต่างประเทศก็เคยเกิดปัญหาสมัยท่านนพดล ปัทมะ มันก็ต่อเนื่องกันมาละนะ รุนแรงกันมา แต่ก็หวังว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราจะหันหน้าเข้าหากัน ผมคงต้องเข้าไปพิสูจน์ตัวเอง แต่ผมก็ลูกพ่อค้าในตลาด เกิดในตลาด แม่ก็เป็นช่างเย็บผ้า ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการต่างประเทศมา บังเอิญไปเรียนหนังสือที่เมืองนอกด้านคำนวณเท่านั้น ไม่ได้จบมาด้านการต่างประเทศโดยตรง...ผิดวิชา (เน้นเสียง) แต่ก็ขอให้ได้ไปพูดคุย ปรึกษาหารือกับข้าราชการ หลายๆ ฝ่ายอาจจะยังไม่รู้จักมักคุ้นกับผม อาจจะเป็นภาพผมในสภา เวลาอภิปรายก็อาจจะเข้าใจผิด หากไม่ได้สัมผัสกับตัวตนผมจริงๆ เวลาอยู่ในสภา ผมอาจจะต้องแอ๊กชั่นหน่อย ในการอภิปราย เดี๋ยวได้เข้าไปพูดคุย ปรึกษาหารือกัน รับฟังความคิดเห็นกัน ผมคิดว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องยาก

จะต้องลดแอ๊กชั่นอย่างนั้นลงหรือไม่

แน่ นอนๆ ผมจะไปทำแบบที่เคยอยู่ในสภาคงไม่ได้ เพราะเราเป็นผู้บริหารแล้ว แล้วยิ่งเป็นหน้าตาของประเทศด้วยนะ (อมยิ้มแก้มปริ) ผมจะใช้ความเป็นตัวของตัวผม ไปทำให้คนในกระทรวงการต่างประเทศรักผม ผมเป็นคนพูดตรงๆ จบเป็นจบ ไม่ใช่พวกที่จะไปฝังจิตฝังใจว่าคนนั้นต้องเป็นอย่างนี้ คนนี้ต้องเป็นอย่างนั้น ที่สำคัญคือผมเป็นคนฟังเหตุผล ตอนผมอยู่ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งของบริษัทเอกชน ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งนี่ต้องระดับเพรสิเดนต์นะ ถึงได้อยู่ฝ่ายนี้ และจะถูกเทรนให้ฟังเหตุผล เราถกเถียงกันเวลาประชุม ออกนอกห้องทุกอย่างต้องจบ เราถกเถียงกับโดยไม่มีความรู้สึกส่วนตัว แล้วที่ผมเรียนหนังสือมาตอนทำงานวิจัยอะไร ผมก็ตรงไปตรงมา ไม่ได้ไปขอให้ใครช่วยให้เรียนจบมานะ

งานกระทรวงการต่างประเทศ เป็นงานหนัก ก็หนักใจเหมือนกัน แต่เมื่อพรรคไว้วางใจมาแล้ว ผมก็ต้องทำเต็มที่ แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ที่ข้าราชการ จะช่วยเทรนให้ผมด้วย ผมอยากทำให้กระทรวงนี้มีชีวิตจิตใจ เป็นที่เชิดหน้าชูตา เพื่อนๆ ในสภาก็คงจะไม่คิดจะอภิปรายไม่ไว้วางใจผมหรอกนะ

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2554 หน้า 11)

รบ.ปัดฝุ่น ผุดรายการ"ก้าวใหม่กับนายกฯยิ่งลักษณ์"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



รัฐบาลปัดฝุ่นรายการนายกฯคุยกับปชช. ย้อนยุคทักษิณ
ให้นายกฯยิ่งลักษณ์สื่อสารกับปชช.โดยตรง
“สุรวิทย์”คุยรัฐบาลยุคนี้ไม่มีแทรกแซงสื่อฯ โอ่จะดึงองค์กรสื่อเป็นตัวหลักแก้ปัญหาประเทศ

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00น. นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการแบ่งงานที่ชัดเจน แต่จากการพูดคุยกันภายในระบุว่า
จะมอบหมายให้ตนกำกับดูแลสื่อของรัฐ ทั้งนี้รัฐบาลคงจะมีการจัดรายการ
ที่มีรูปแบบคล้ายกับ”รายการนายกฯทักษิณคุย กับประชาชน”
เพราะเห็นว่าเป็นรายการที่ดี ได้มีโอกาสทำความเข้าใจกับประชาชน

ส่วนรูปแบบรายการจะเป็นอย่างไรนั้นคงจะต้องหารือกันอีกครั้ง
เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสสื่อสารพูดคุยกับประชาชนโดยตรง
เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่ารายการดังกล่าวเป็นการใช้สื่อของรัฐกำหนดทิศทางทำให้เกิด
ความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า
เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงจะไม่พูดคุยออกมาในลักษณะนั้นแต่จะเป็นการพูดคุย สื่อสาร
เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแนวทางการทำงาน และนโยบายของรัฐบาล
และถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยหรือมีข้อเสนอแนะรัฐบาลก็จะได้รับมาพิจารณา

รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามตนมั่นใจว่ารัฐบาลนี้จะไม่มีการแทรกแซงสื่อ
แต่จะมีการหารือกัยเกี่ยวกับกรอบการทำงาน เพื่อให้สื่อเป็นองค์กรกลางสื่อสาร
ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และถ้าตนมีโอกาสได้ทำงานตรงนี้จริง
ก็จะผลักดันดึงองค์กรสื่อให้เข้ามาเป็น องค์กรหลักในการร่วมแก้ไข พัฒนาประเทศด้วย
ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ท่องเที่ยว การปราบปรามยาเสพติด

เมื่อถามว่า หากฝ่ายค้านจะขอเวลามาจัดรายการผ่านสื่อของรัฐบ้างเช่นกัน
นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนรายการที่วิพากษ์วิจารณ์โจมตีรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ เช่น
รายการคลายปมจะต้องถูกถอดออกจากรายการหรือไม่นั้น
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คงต้องหารือกัน ตอนนี้ตนยังไม่ได้รับมอบหมายงาน
และรัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
สำหรับรูปแบบการจัดรายการ นายกฯคุยกับประชาชน ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั้น
ทางทีมงานของนายกฯได้ประสานเป็นการภายในกับเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์
และสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง11)ได้เตรียมพร้อมที่จะให้ออกอากาศเป็นครั้งแรก
ภายหลังที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ในเบื้องต้นได้มีการเสนอชื่อรายการเอาไว้ 3-4 ชื่อ
แต่ชื่อที่มีแนวโน้มว่านายกฯจะชอบและเป็นไปได้ที่จะใช้เป็นชื่อรายการใหม่ คือ
ชื่อรายการ ”ก้าวใหม่กับนายกฯยิ่งลักษณ์”


http://www.thairath.co.th/content/pol/194102

ตระกูลชินวัตรสร้างนายกรัฐมนตรีไทย 3 คน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

www.siamintelligence.com รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
โดยเฉพาะหนังสือ “เผ่าพงศ์วงศาตระกูลชินวัตร” เรียบเรียงโดย “ธนวัฒน์ ทรัพย์ไพบูลย์”
หลังจาก “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28
และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
ทำให้ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องบันทึกว่า “ตระกูลชินวัตร” เป็นตระกูลนักการเมืองชั้นนำของไทย
ที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนคือ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะเขยของตระกูล
และ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ซึ่งเป็นการฝังรากเหง้าความเป็นนักการเมืองมายาวนานของ “นายเลิศ ชินวัตร”
บิดาของ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ “ตระกูลชินวัตร”
ยังมีบุคคลที่มีตำแหน่งระดับสูงในแวดวงข้าราชการ ทหาร และตำรวจ

ต้นตระกูลชินวัตร : เส็ง แซ่คู

ต้นตระกูลชินวัตรคือ นายเส็ง แซ่คู (คูชุนเส็ง) เป็นคนจีนแคะ อาศัยอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง
เดินทางหนีความลำบากในประเทศจีนมายังประเทศไทยเช่นเดียวกับตระกูลคนจีนอื่นๆในไทย
โดยคาดว่านายเส็งมาถึงเมืองไทยประมาณ พ.ศ. 2403 หรือสมัยรัชกาลที่ 5

นายเส็งขึ้นฝั่งที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และประกอบอาชีพรับจ้างใช้แรงงานทั่วไป
จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เขายังมีอาชีพเป็น “นายอากรบ่อนเบี้ย”
คอยเก็บภาษีบ่อนพนันและภาษีสุราส่งให้ทางการ
เขาแต่งงานกับหญิงไทยชื่อ “ทองดี” และมีบุตรรวมทั้งหมด 9 คน
บุตรคนโตมีชื่อว่า “นายเชียง ชินวัตร” เกิดเมื่อ พ.ศ. 2434

นายเส็งย้ายจากจันทบุรีมาประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่ตลาดน้อย เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
เมื่อ พ.ศ. 2447 อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปที่เชียงใหม่
และลงหลักปักฐานที่อำเภอสันกำแพงเมื่อ พ.ศ. 2453

ชินวัตรรุ่นที่ 2 : เชียง ชินวัตร

นายเชียง แซ่คู หรือเชียง ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายเส็ง
ถือเป็นแกนหลักที่ช่วยให้ตระกูลชินวัตรตั้งหลักปักฐานได้ที่เชียงใหม่
เมื่ออายุได้ 20 ปี เขาช่วยบิดาคือนายเส็งประกอบอาชีพ “นายฮ้อย”
หรือการค้าฝูงสัตว์ระหว่างไทยกับพม่า
ระหว่างการเดินทางค้าสัตว์พ่อลูกชินวัตรได้ซื้อผ้าไหมจากพม่ากลับมาขายที่สันกำแพงด้วย
ซึ่งภายหลัง “การค้าไหม” กลายเป็นกิจการหลักของตระกูลชินวัตรนั่นเอง

ตระกูลชินวัตรค่อยๆเปลี่ยนจากการค้าสัตว์มาเป็นค้าไหม
และขยายกิจการมาทำเกี่ยวกับผ้าไหมแบบครบวงจร ใน พ.ศ. 2481
นายเชียงเปลี่ยนนามสกุลใหม่จากเดิม “แซ่คู” มาเป็น “ชินวัตร”
โดยว่ากันว่าบุตรชายคนโตของนายเชียงคือ
“พ.อ.(พิเศษ) ศักดิ์ ชินวัตร” (บิดาของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร) เป็นผู้นำการเปลี่ยนนามสกุล
เนื่องจากรับราชการทหารและต้องการเปลี่ยนแซ่แบบจีนมาเป็นนามสกุลแบบไทย
เพื่อลดแรงต้านคนจีนในขณะนั้น

นายเชียงสมรสกับนางแสง สมณะ มีบุตรรวมทั้งสิ้น 12 คนคือ
1.นางเข็มทอง ชินวัตร (โอสถาพันธุ์)
2.พ.อ.(พิเศษ) ศักดิ์ ชินวัตร (บิดาของ พล.อ.ชัยสิทธิ์)
3.นายบุญสม ชินวัตร
4.นายเลิศ ชินวัตร (บิดาของ พ.ต.ท.ทักษิณ)
5.นายสุเจตน์ ชินวัตร
6.นางสาวจันทร์สม ชินวัตร
7.นางสมจิตร ชินวัตร (หิรัญพฤกษ์)
8.นางเถาวัลย์ ชินวัตร (หอมขจร)
9.นายสุรพันธ์ ชินวัตร
10.นายบุญรอด ชินวัตร
11.นางวิไล ชินวัตร (คงประยูร)
และ
12.นางทองสุข ชินวัตร (โครชาติเย่ร์)

ตระกูลชินวัตรรุ่นที่ 2 เน้นการปักหลักในเชียงใหม่
และการบุกเบิกกิจการผ้าไหมอย่างจริงจังในเขตภาคเหนือ
จากเดิมที่กิจการผ้าไหมเป็นเพียงหัตถกรรมพื้นบ้าน
ก็ได้ “ชินวัตรไหมไทย” มาแปรรูปให้เป็นอุตสาหกรรมท้องถิ่น

ชินวัตรรุ่นที่ 3 : เริ่มเข้าสู่การเมือง

ตระกูลชินวัตรรุ่นที่ 3 สายของนายเชียงได้ขยายกิจการผ้าไหมออกไป
โดยภายหลังพี่น้องแต่ละคนได้แบ่งกิจการผ้าไหมแบรนด์ “ชินวัตร” ออกเป็นแบรนด์ย่อยๆ
และดำเนินกิจการกันเอง เช่น
นางเข็มทอง บุตรคนโต ได้เปิด “ท.ชินวัตรไหมไทย” ที่กรุงเทพฯ
ส่วนนางสมจิตร บุตรคนที่ 7 เปิด “ส.ชินวัตรไหมไทย” ที่เชียงใหม่ เป็นต้น

ตระกูลชินวัตรรุ่นที่ 3 ไม่มีแกนกลางแบบนายเชียงในรุ่นที่ 2
พี่น้องแต่ละคนมีกิจการของตัวเอง ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวกับผ้าไหม

สิ่งที่น่าสนใจคือ “ชินวัตรรุ่นที่ 3” เริ่มเข้าสู่การเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติหลายคน
โดยเริ่มจากนายเลิศ (ชื่อเดิม “บุญเลิศ”) บิดาของ พ.ต.ท. ทักษิณนั่นเอง

เลิศ ชินวัตร

นายเลิศเป็นบุตรคนที่ 4 ของนายเชียง เกิดเมื่อ พ.ศ. 2462 ศึกษาชั้นประถมฯและมัธยมฯที่เชียงใหม่
และเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ธรรมศาสตร์
แต่เรียนไม่จบเพราะต้องกลับมาสืบทอดกิจการของครอบครัว
เขาเปลี่ยนไปดูแลกิจการรับเหมาก่อสร้างร่วมกับนายสุเจตน์ บุตรคนที่ 5 ช่วงหนึ่ง

พอปี 2495 แยกตัวจากกงสีของตระกูล เปลี่ยนมาขายกาแฟที่ตลาดสันกำแพง
โดยนายเลิศเป็นคนโม่กาแฟด้วยตัวเอง นายเลิศได้บุกเบิกรูปแบบธุรกิจใหม่ๆหลายอย่าง เช่น
ซื้อเครื่องโม่กาแฟจากสหรัฐอเมริกา
ซื้อเครื่องปั่นมะพร้าวจากกรุงเทพฯมาทำมะพร้าวบดขายที่สันกำแพง นำเครื่องแช่เย็นมาแช่หวานเย็นขาย

พ.ศ. 2498 นายเลิศหันมาบุกเบิกการทำสวนส้มในอำเภอสันกำแพงเป็นคนแรก
ส่วนร้านกาแฟนั้นภรรยารับหน้าที่ดูแลต่อและเลิกทำไปในภายหลัง
จากนั้นนายเลิศไปทำงานเป็นหัวหน้าแผนกสินเชื่อของธนาคารนครหลวงไทย สาขาเชียงใหม่
จากคำชักชวนของนายสุเจตน์ที่ตอนนั้นเป็นผู้จัดการธนาคารสาขาเชียงใหม่
โดยทำกิจการด้านเกษตรควบคู่ไปด้วย

ต่อมานายเลิศหันไปทำกิจการโรงภาพยนตร์ “ศรีวิศาล”
ซื้อกิจการเดินรถเมล์เหลือง จากนั้นขยายตัว
ซื้อกิจการตัวแทนจำหน่ายรถไดฮัทสุ ฮอนด้า บีเอ็มดับเบิลยู และปั๊มน้ำมัน

พ.ศ. 2510 เมื่อนายเลิศอายุ 48 ปี ก็เริ่มเข้าสู่การเมืองท้องถิ่น
โดยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่ เขตสันกำแพง ร่วมกับเจ้าชัยสุริยวงศ์ ณ เชียงใหม่
และนายไกรสีห์ นิมมานเหมินทร์ (บิดาของนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์)
ตั้งกลุ่ม “เชียงใหม่ก้าวหน้า” โดยนายเลิศได้เป็นประธานสภาจังหวัดเชียงใหม่อีกตำแหน่งด้วย

นายเลิศก้าวสู่การเมืองระดับชาติในการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ พ.ศ. 2512
ได้เป็น ส.ส.หน้าใหม่รุ่นเดียวกับนายชวน หลีกภัย และนายอุทัย พิมพ์ใจชน
เขาร่วมก่อตั้ง “พรรคอิสระ” โดยมีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

นายเลิศรับเลือกตั้ง ส.ส. อีกครั้งในปี 2518 แต่หลังรัฐบาลคึกฤทธิ์ ปราโมช ยุบสภาในปี 2519
นายเลิศก็เลิกเล่นการเมือง และสนับสนุนน้องชายคือ
นายสุรพันธ์ บุตรคนที่ 9 เป็น ส.ส. แทน
ซึ่งเติบโตได้เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

ผลงานเด่นของนายเลิศสมัยเป็น ส.ส. คือ
ร่วมร่างกฎหมายตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง เหมืองฝายแม่ออน
และคัดค้านการขึ้นภาษีน้ำมันในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

นอกจากนายเลิศและนายสุรพันธ์ที่เข้าสู่วงการการเมืองระดับชาติจนได้เป็น ส.ส. แล้ว
นายสุเจตน์ภายหลังยังได้เป็นเทศมนตรีนครเชียงใหม่ด้วยอีกคนหนึ่ง
เท่ากับว่าตระกูลชินวัตรรุ่นที่ 3 มีคนที่เข้าสู่วงการการเมืองถึง 3 คน

ชินวัตรรุ่นที่ 4 : สู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ตระกูลชินวัตรรุ่นที่ 4 ที่น่าสนใจมี 2 สายคือ
สายของ พ.อ.(พิเศษ) ศักดิ์ บุตรคนที่ 2
และสายของนายเลิศ บุตรคนที่ 4

สายของ พ.อ.(พิเศษ) ศักดิ์

พ.อ.(พิเศษ) ศักดิ์มีบุตรทั้งหมด 4 คน โดยคนที่น่าสนใจที่สุดคือ
พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร (เกิดเมื่อ พ.ศ. 2488) ซึ่งไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่ง
ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ตอนนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ยังมีบทบาทในพรรคเพื่อไทย
แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ส.ส.ราชบุรี เขต 1 ครั้งล่าสุดให้กับผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย

ครอบครัวสายของ พ.อ.(พิเศษ) ศักดิ์ล้วนแต่รับราชการทหาร โดยเฉพาะบุตรคนที่ 2 คือ
พล.อ.อุทัย ชินวัตร ได้เป็นถึงปลัดกระทรวงกลาโหม

สายของนายเลิศ

นายเลิศสมรสกับนางสาวยินดี ระมิงค์วงศ์ มีบุตรรวม 10 คน ซึ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุตรคนที่ 2 และเป็นบุตรชายคนโต
ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นบุตรคนสุดท้อง คือ
1.นางเยาวลักษณ์ ชินวัตร (คล่องคำนวณการ)
2.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
3.นางเยาวเรศ ชินวัตร (วงศ์นภาจันทร์)
4.นางปิยนุช ชินวัตร (ลิ้มพัฒนาชาติ)
5.นายอุดร ชินวัตร (เสียชีวิตแล้ว)
6.นางเยาวภา ชินวัตร (วงศ์สวัสดิ์)
7.นายพายัพ ชินวัตร
8.นางมณฑาทิพย์ (ชื่อเดิม “เยาวมาลย์”) ชินวัตร (โกวิทเจริญกุล)
9.น.ส.ทัศนีย์ ชินวัตร (เสียชีวิตแล้ว)
และ
10.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

คงไม่ต้องพูดถึงเส้นทางชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณที่โดดเด่นทั้งในด้านธุรกิจและการเมือง
จนได้เป็น “นายกรัฐมนตรี” คนแรกของตระกูลชินวัตร
แต่บุตรคนอื่นๆของนายเลิศก็มีความสามารถไม่น้อยเช่นกัน
โดยเฉพาะในด้านการเมืองที่ “รุ่นที่ 4” สายของนายเลิศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลายคน

นางเยาวลักษณ์ ชินวัตร บุตรคนโต เคยเป็นถึงนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
และเป็นสตรีคนแรกที่ได้ตำแหน่งนี้ เสียชีวิตแล้วเมื่อ พ.ศ. 2552

นางเยาวเรศ ชินวัตร บุตรคนที่ 3 ประกอบกิจการผ้าไหม
ที่จังหวัดภูเก็ต “ชินวัตรภูเก็ต” และพัทยา “ชินวัตรพัทยา”
ภายหลังขายกิจการไปและมาทำธุรกิจนำเข้าโทรศัพท์มือถือ
ต่อมาขยายไปทำกิจการอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง
มีตำแหน่ง “ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์”
ปัจจุบันดูแลพื้นที่ภาคใต้ของพรรคเพื่อไทย

นางเยาวภา ชินวัตร บุตรคนที่ 6
ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักเธอในนาม “เจ๊แดง” แห่ง “กลุ่มวังบัวบาน”
จบการศึกษาด้านพยาบาล ทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่
สมรสกับผู้พิพากษา “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์”
ภายหลังหันมาทำการค้า โดยก่อตั้งบริษัท “เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย”
ทำหน้าที่นำเข้าโทรศัพท์มือถือให้กับกลุ่มชินคอร์ป
นายสมชาย สามีของเธอรับราชการมาหลายกระทรวง
ขึ้นถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมและปลัดกระทรวงแรงงาน
ก่อนจะบุญหล่นทับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย
แม้จะทำหน้าที่เป็นช่วงเวลาสั้นๆและไม่ได้เข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลเลยก็ตาม

ทั้งนายสมชายและนางเยาวภาถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จากคดียุบพรรคพลังประชาชน
อย่างไรก็ตาม นางเยาวภายังมีบทบาทดูแลพรรคเพื่อไทย โดยคุมพื้นที่ภาคเหนือ
บุตรสาวของทั้งคู่คือ ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ปัจจุบันเป็น ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย
ถือเป็นการเริ่มต้นทางการเมืองของ “รุ่นที่ 5”

นายพายัพ ชินวัตร บุตรคนที่ 7 ทำงานในบริษัทชินวัตรไหมไทย
แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ
ภายหลังผันตัวมาเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯและถูกโจมตีว่า “ปั่นหุ้น”
เข้าสู่การเมืองโดยเป็น ส.ส.เชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548
ปัจจุบันมีตำแหน่งคุมทัพภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย มีบุตรชาย 4 คน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บุตรคนที่ 10 ทำงานในเครือชินคอร์ปและเอสซี แอสเสทฯ
ก่อนจะเข้าสู่การเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

ตระกูลดามาพงศ์ : สายสัมพันธ์ที่ไม่อาจมองข้าม

ตระกูลชินวัตร “เกี่ยวดอง” กับตระกูลดามาพงศ์
ผ่านการสมรสของ พ.ต.ท.ทักษิณกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์
(ปัจจุบันใช้นามสกุล ณ ป้อมเพชร ของมารดา)

ครอบครัว “ดามาพงศ์” ของคุณหญิงพจมานเป็นครอบครัวตำรวจ
โดยบิดาคือ พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ (อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ)
และมารดาคือ นางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร

ครอบครัวของ พล.ต.ท.เสมอมีบุตรทั้งหมด 5 คน
โดยเป็นบุตรแท้ๆ 4 คน และบุตรบุญธรรม 1 คนคือ
1.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ (บุตรบุญธรรม)
2.นายพงศ์เพชร ดามาพงศ์
3.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์
4.พล.ต.ต.นพ.พีระพงศ์ ดามาพงศ์ และ
5.คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร

5 พี่น้องตระกูลดามาพงศ์ไม่เลือกรับราชการตำรวจ
ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองและธุรกิจกลุ่มชินที่มาจากการสมรสของคุณหญิงพจมาน

นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ บุตรบุญธรรมคนโต เป็นคนใกล้ชิดของคุณหญิงพจมาน
มีเอี่ยวในคดีซุกหุ้นชินคอร์ปช่วงก่อน พ.ต.ท.ทักษิณชนะเลือกตั้ง
ภรรยาของนายบรรณพจน์คือ “บุษบา ดามาพงศ์” เป็นคนสนิทของคุณหญิง
และเคยบริหารบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ธุรกิจของครอบครัวมาช่วงเวลาหนึ่ง
ล่าสุดบุษบากลับมาเป็นซีอีโอของเอสซี แอสเสท อีกครั้งแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ลาออกไปเล่นการเมือง

นายพงศ์เพชร ดามาพงศ์ เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองระดับชาติ
โดยเป็นอดีตผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทย จังหวัดเชียงราย

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ถ้าไม่นับคุณหญิงพจมานที่โดดเด่น
ในฐานะคู่สมรสของนายกรัฐมนตรีและ “ผู้มีบารมีตัวจริง” ของพรรคไทยรักไทย
ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มพี่น้องตระกูลดามาพงศ์ก็คือ
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เคยถูกวิจารณ์ว่าได้เลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาลทักษิณด้วยเหตุผลว่า
เป็นเครือญาติด้านภรรยา

ภรรยาของ พล.ต.เพรียวพันธ์คือ นางเพ็ญโสม ดามาพงศ์
ยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ด้วย

พล.ต.ต.นพ.พีระพงศ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ

สรุปบทเรียน “ตระกูลชินวัตร” กับนายกรัฐมนตรี 3 คน

หลังจากย้อนรอยสายตระกูลชินวัตรแล้ว
เราสามารถสรุปบทเรียนเบื้องหลัง “ความยิ่งใหญ่” ของตระกูลชินวัตรได้หลายประเด็น ดังนี้

มีบุตรหลานและผู้สืบทอดเป็นจำนวนมาก จากต้นตระกูลคือนายเส็ง แซ่คู
ที่มายังประเทศไทยเพียงลำพังคนเดียว จนถึง
ชินวัตรรุ่นที่ 5 ที่แยกสาแหรกไปมากมายนับเป็นหลักร้อยคน
รุ่นที่ 1 นายเส็งมีบุตร 9 คน รุ่นที่ 2 นายเชียงมีบุตร 12 คน
และรุ่นที่ 3 นายเลิศมีบุตร 10 คน การมีบุตรมากๆช่วยสร้างทรัพยากรบุคคลให้กับตระกูลในช่วงสร้างตัว
ดังที่ตระกูลจีนอื่นๆในไทยได้ประสบความสำเร็จมาแล้ว เช่น ตระกูลจิราธิวัฒน์ หรือตระกูลเจียรวนนท์

มี กิจการที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตระกูล ในที่นี้คือ “ธุรกิจผ้าไหม” ที่สร้างความมั่งคั่งสะสมให้กับตระกูลชินวัตรตั้งแต่รุ่นที่ 2 เฉกเช่นเดียวกับตระกูลจีนอื่นๆในไทยที่สะสมความมั่งคั่งในรุ่นแรกๆจากการค้า (จิราธิวัฒน์, เจียรวนนท์) การเงิน (ล่ำซำ, โสภณพนิช, หวั่งหลี) จนมีอิทธิพลและเข้าสู่วงการการเมืองได้ในรุ่นถัดๆมา

มีสายงานอาชีพที่หลากหลาย ถึงแม้ตระกูลชินวัตรจะมีรากเหง้ามาจากการค้าไหม
แต่ลูกหลานของตระกูล (รวมถึงตระกูลที่ดองกันจากการสมรส)
ก็หันไปประกอบวิชาชีพอื่นๆ และได้ดิบได้ดีในสายอาชีพนั้นๆ
ทำให้ยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมาครองอำนาจ
มีคนตระกูลชินวัตรทำงานในตำแหน่งระดับสูงมากมาย สามารถขับเคลื่อน
และผลักดันวาระของตระกูลได้ง่ายขึ้น เช่น
พล.อ.ชัยสิทธิ์ (สายทหาร)
นายสมชาย (สายงานยุติธรรม)
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ (ตำรวจ)

การส่งมอบประสบการณ์ทางการเมือง
ตระกูลชินวัตรนั้นเป็นเฉกเช่นเดียวกับตระกูลการเมืองอื่นๆของโลก นั่นคือ
รุ่นแรกที่เข้าสู่การเมืองยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
แต่มีกระบวนการสรุปบทเรียนและถ่ายทอดประสบการณ์ทางการเมืองไปยังรุ่นถัดๆไป
เพื่อลดขั้นตอนในการเรียนรู้และก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญ
จะเห็นว่านายเลิศถ่ายทอดประสบการณ์ให้น้องชายจนได้ขึ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย
และสมัยที่นายเลิศเป็น ส.ส. ก็ดึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณและบุตรคนอื่นๆไปช่วยงานหลายอย่าง
จนเป็นประสบการณ์ด้านการเมืองให้กับลูกหลานรุ่นถัดมา

ตระกูลทางการเมืองที่สำคัญของโลก เช่น
ตระกูลเคนเนดี้ของสหรัฐ
หรือตระกูลเนห์รู-คานธีของอินเดีย
ต่างก็มีประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกัน นั่นคือต้นตระกูลรุ่นแรกๆ
ผู้มี “ความทะเยอทะยานทางการเมือง” จะยังไม่ประสบความสำเร็จในถนนการเมือง
แต่คนรุ่นถัดมาจะก้าวบนเส้นทางและผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ
ก่อนจะสร้างฐานอำนาจและส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป
ตัวอย่างคือประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกผลักดันให้เล่นการเมืองโดยบิดาผู้เป็นนักธุรกิจ
และนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ชวาหระลาล เนห์รู
ก็เป็นบุตรของนักการเมืองคนสำคัญที่สร้างพรรคคองเกรสของอินเดีย

เส้นทางของตระกูลชินวัตรในตอนนี้ต้องบอกว่า “ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว”
หลังส่ง พ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของตระกูล
ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็พยายามสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของตัวเองในระยะยาว
ถึงแม้จะเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก
แต่ก็ยังสามารถส่ง “น้องเขย” นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
และ “น้องสาว” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก 2 ครั้ง

น่าจับตามองว่าในระยะยาวอีก 20-30 ปีข้างหน้า
ตระกูลชินวัตรจะส่งต่ออำนาจทางการเมืองได้นานแค่ไหน
และในเวลานั้นเราจะได้เห็น “ชินวัตรรุ่นที่ 5” ขึ้นมารับบทบาท
ในการเมืองระดับชาติอย่างที่ “ชวาหระลาล-อินทิรา-ราจีฟ”
สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีอินเดีย 3 รุ่นตั้งแต่ตายันหลานได้หรือไม่?

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 323 วันที่ 13 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554 หน้า 5 - 7
คอลัมน์ ข่าวไร้พรมแดน โดย siamintelligence.com


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=11751