WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 16, 2011

ณัฐวุฒิลบคราบน้ำตานักสู้ธุลีดินเหยื่อ10เมษา53

ที่มา Thai E-News

พวก เราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
ที่มา เฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯ

วันดีๆของคนเสื้อแดงที่ชื่อ คุณ หรั่ง "พรหมมินทร์ เก็มกาแมน" นักสู้นิรนามที่ต้องเผชิญกับมะเร็งทางเดินหายใจระยะสุดท้ายจากอุบัติเหตุใน การสลายการชุมนุม วันที่ 10 เมษา 2553

ณ วันนี้ เขาได้รับกำลังใจต่อชีวิต จากผู้ชายที่ชื่อ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

-เข้าเยี่ยม
-มอบดอกไม้
-พูดคุยให้กำลังใจ
-มอบเสื้อที่เคยใส่ขึ้นเวที
-ร้องเพลงปลอบโยน
-ปลุกใจให้ยืนหยัดต่อสู้กับโรคร้าย

วันนี้ขอยกให้พี่เต้นเป็นพระเอกนะครับ

..และขอขอบคุณทุกๆคนที่ลงมาช่วยเหลือพี่หร​ั่งด้วยครับ ทั้งคุณทอง(ลุงทอง) ทีมคุณเพ็ญและคุณเก้(เจ้าของรูปภาพ) คุณวงษ์(เรือนไทยเรดิโอคลอง3) และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม และขอบคุณกำลังใจจากพี่น้องเสื้อแดงทุกๆคน​มา ณ ที่นี้

หากใครสนใจสามารถไปเยี่ยมคุณหรั่งได้ที่ 18/1001 หมู่ที่ 2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี

เร็วๆนี้คุยกันกับทางที่บ้านพี่หรั่งว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

จากแนวหน้าสู่ชะตาอันโหดร้าย ขอสักนิดได้ไหม กำลังใจสุดท้ายก่อนจาก เพื่อต่อชีวิตให้นักสู้นิรนาม..."หรั่ง พรหมมินทร์ เก็มกาแมน"

คุณเรียมพี่สาวของเขาเล่าว่า ใน วันเกิดเหตุชุมนุม 10 เมษายน 53 หรั่งเขาไปชุมนุมอยู่ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตอนช่วงเย็น ช่วงพลบค่ำ เขาโดนแก๊สน้ำตาเข้าไปเต็มๆเลย แล้วก็ช่วงที่ชุลมุนปะทะกับทหารนั้น ตอนที่ดันกันไปมาเขวี้ยงของอะไรต่างๆสู้กัน หรั่งเขาโดนลูกหลงเป็นก้อนหินเข้าที่ใบหน้า ตรงใต้ตา

เบื้องต้นได้รับความช่วยเหลือจากเต๊นท์เยียวยาผู้บาดเจ็บ หน้าโรงพยาบาลรามาฯ จำนวน 20,000 บาท

แล้วก็มารักษาปฐมพยาบาลกันเบื้องต้น ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอะไรมาก

หรั่งย้ายไปอยู่กับเถ้าแก่ที่อุดรธานี เพราะกลัวว่าจะโดนทางการตามจับตัว เพราะไปปะทะกับทหารในวันที่ 10 นั้น ส่วนแผลก็อักเสบ เป็นๆหายๆ จนมันเป็นตุ่มคล้ายๆฝีขึ้นมา

เราก็บอกให้หรั่ง ไปรักษาจริงๆจังๆเถอะ เดี๋ยวมันจะเป็นหนักกว่านี้ หรั่งเขาก็ไม่ยอมไป เขาบอกว่าไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่อุดรฯ ปฏิบัติธรรมเยอะๆเดี๋ยวก็น่าจะหายได้เอง

จนในที่สุดฝีเล็กๆนั้นมันก็ลุกลาม ขยายใหญ่จนผิดปกติ พอไปตรวจอีกทีตอนหลังถึงรู้ว่ามันกลายเป็นมะเร็งไปแล้วเรื่องการรักษาพยาบาล เราก็ใช้สิทธิ์บัตรทอง ไปทำOPDฉายรังสี ที่โรงพยาบาลมา ทั้งหมดก็ 20 รอบแล้ว

เรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่ จะหนักก็พวกค่าเดินทาง ค่าน้ำเกลือล้างแผล ค่าเบ็ดเตล็ดแต่ละครั้ง เราก็คนหาเช้ากินค่ำน่ะนะ

ผมก็สอบถามถึงอาการและการรักษาล่าสุดที่ผ่านมา พร้อมทั้งสภาพความเป็นอยู่ คุณเรียมบอกกับเราว่าล่าสุดที่ไปทำคีโมมา หมอเขาบอกว่า ทำ ใจไว้นะ หรั่งเขาจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 เดือนนะ แต่หรั่งเขาสู้ไง เขายังอยากต่อสู้ อยากไปชุมนุม อยากไปกับเสื้อแดง อยากไปร่วมงานที่โบนันซ่า เพราะใจเขาสู้ กำลังใจเขาดี จากวันที่ทำคีโมนั้นเขาอยู่ต่อมาได้ 7 เดือนแล้ว
ข้าง ผนังกำแพงมีเสื้อยืด ทรู้ธ ทูเดย์ แขวนเอาไว้ และมีเสื้อแจ็คเก็ตสีแดงปักลายอักษรนปช.แขวนอยู่ บนหัวเตียงประดับด้วยดอกไม้สีแดง มีพัดรูปคุณทักษิณปักอยู่เหนือปฏิทิน เขียนว่า "เรารัก...ทักษิณ ยังอยู่ในใจเสมอ"

เวลามีพี่ๆน้องๆเสื้อแดงมาเยี่ยมเนี่ย เขาจะดีใจมาก ใจเขายังอยากไปชุมนุมตลอด นี่เมื่อวันก่อนดิ้นตะกายตกเตียงออกมาตรงเนี๊ยะ(พร้อมทั้งชี้ไปที่พื้น) เขาบอกเขาจะไปโบนันซ่า จะไปงานเสื้อแดง

ตอนวันที่เราไปเยี่ยม พี่หรั่งพยายามยิ้ม แล้วยกมือขึ้นไหว้ แล้วถามคุณเรียมว่า
"เขามารับแล้วหรอ เขามารับไปโบนันซ่าแล้วใช่มั๊ย" พี่เรียมตอบไปว่า "เนี่ยๆเดี๋ยวเขาก็จะพาไปโบนันซ่ากัน รอหน่อยนะ"

พี่เบียร์หัวหน้ากลุ่มสหายสีแดงก็บอกไปว่า "โอเค เดี๋ยวมีโอกาสเราจะพาไปแน่ๆ อดทนเอาไว้" แล้วพี่หรั่งก็สงบลง ด้วยความเหนื่อยจากการออกแรงพูดในแต่ละครั้ง

เร็วๆนี้คุยกันกับทางที่บ้านพี่หรั่งว่า พวกเราจะเอาเวทีเสื้อแดงไปตั้งที่หน้าบ้านของพี่หรั่ง ให้พี่หรั่งได้หยิบตีนตบขึ้นมาตบอีกสักครั​้ง ได้ร่วมเวทีชุมนุมอีกสักหน ก่อนจะต้องจากลากันไปด้วยโรคภัยร้ายแรงที่ต้องเผชิญอยู่

******
คลิปจตุพรพูดถึง"หรั่ง"และการเยียวยาผู้บาดเจ็บ และตายจากการชุนุม




สำหรับท่านที่อยากส่งกำลังใจเยียวยาให้หรั่ง ตามเบอร์บัญชีพี่สาวของเขา

วิกิลีกค์:สถาบันฯ,ม.7และการแทรกแซงการเมือง

ที่มา Thai E-News



คลิปวิดิโอในหลวงมีพระราชดำรัสกับพลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2535 เพื่อทรงระงับวิกฤตการณ์ทางการเมืองกรณีพฤษภาทมิฬ 2535

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 สิงหาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:คุณดวงจำปา ได้แปลบทความจากเวปไซต์ PPT ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมาลงในเวบไซต์Internet Freedom ในหัวข้อเรื่อง "วิกิลีกค์, สถาบันฯ, มาตรา 7 และ การแทรกแซงทางการเมือง" โดยไทยอีนิวส์ได้เซ็นเซอร์บางถ้อยคำที่ละเอียดอ่อนออกในการเผยแพร่ครั้งนี้

กับได้นำบทความที่เขียนโดยดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ไทยอีนิวส์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในหัวข้อเรื่อง "ข้อมูลใหม่จากโทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์: กรณีทีวีพูลเอาคลิปในหลวงพบสุจินดา-จำลอง ออกฉาย 12 มีนาคม 2549" เพื่อความสมบูรณ์ในการติดตามของท่านผู้อ่าน

ต่อเนื่องจากซีรี่ย์ของ PPT ในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเคเบิ้ลของวิกิลีกค์, เอกอัครราชฑูต ราล์ฟ “สกิ๊พ” บอยซ์ ได้รายงานในเคเบิ้ลฉบับหนึ่งของ การสนทนาระหว่างตัวเขากับเจ้าหน้าที่ในสำนักพระราชวัง – ราชเลขาธิการในพระองค์ นายอาสา สารสิน และผู้ช่วยของเขา คือ นายเตช บุนนาค - ในความคิดเห็นที่เกี่ยวกับ(เซ็นเซอร์)ทางการเมือง ในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2549 (เคเบิ้ลลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549), มันคือสิ่งที่เราคิดว่า เป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงการเข้าไปยุ่งโดยทางฝ่ายวัง, การเคลื่อนไหวของฝ่ายองคมนตรี และ การกระทำอย่าง(เซ็นเซอร์)อีกหลายระดับ.

สิ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างดีต่อการเริ่มต้นของเคเบิ้ลฉบับนี้ ก็คือ การสรุปขั้นต้นของเอกอัครราชฑูตบอยซ์และความคิดเห็นในตอนท้ายของเขา:

ในการสรุปของเอกอัครราชฑูตบอยซ์นั้น, เขาได้บันทึกไว้ว่า
“ทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)ได้ พยายามที่จะลบล้างความเกรี้ยวกราด ซึ่งเกิดจากการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ 12 มีนาคม 2549 ซึ่งเกี่ยวกับ การแทรกแทรงของ(เซ็นเซอร์) ตามมาด้วยความรุนแรงซึ่งเป็นผลมาจากการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2535.”

ในความคิดเห็นของเขานั้น, เขาได้กล่าวว่า:
“ย่อหน้าที่ 7 ส่วน ซี.... เราได้มีความงุนงงเป็นอันมากต่อความง่ายดายซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน ที่บุคคลสองคน ซึ่งใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ กำลังสนุกสนานบันเทิงใจกับความคิดที่ว่า จะให้ทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)นั้น นำเอามาตรา 7 มาใช้ในการแทรกแทรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง(เซ็นเซอร์)เอง ได้สงวนท่าทีอย่างที่สุดต่อการที่จะนำเรื่องนี้มาพูดคุยกันแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

เรากลับมาด้วยความฝังใจที่ว่า, ถ้าการเลือกตั้ง ( 2 เมษายน 2549 - ผู้แปล) ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก ไม่สามารถหาจำนวนผู้สมัคร ได้พอถึงเกณฑ์ 20 เปอร์เซ็นต์ตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ (ตามข้ออ้างอิง บี) หรือจากเหตุผลอื่นๆ ใดๆ ก็ตาม, ดังนั้น เรื่องนี้ก็เป็นที่ยอมรับได้ ที่จะเปิดทางให้(เซ็นเซอร์) ได้ใช้อำนาจทางรัฐธรรมนูญในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์... การแทรกแทรงโดยฝ่ายวังนั้น อาจจะเกิดขึ้นได้, แต่มันยังไม่ถึงเวลาในตอนนี้....”

ความคิดเห็นอื่นๆ :

ในการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง:
“นายอาสาได้ยอมรับว่า การออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่12 มีนาคม 2549 ในภาพยนต์สารคดีที่โดดเด่นของการที่(เซ็นเซอร์)ได้ เข้ามาแทรกแทรงทางการเมือง หลังจากการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2535 ได้กระตุ้นให้เกิดทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกัน (อ้างอิง ฉบับ A). นายอาสาได้อ้างว่า ตัวองค์พระมหากษัตริย์เอง ทรงมีพระประสงค์ให้นำเอาภาพยนต์เรื่องนั้นมาออกอากาศ เพื่อเน้นให้เห็นถึงความต้องการความสงบและการปรองดอง..”
ดังนั้น องค์พระมหากษัตริย์ก็ได้ทรงเสนอแนะความคิดนี้ขึ้นมาและทรงมีพระราชประสงค์ให้เกิดขึ้นด้วย
“นาย อาสา... ก็ต้องกุลีกุจอ เพื่อที่จะต้องสร้างแถลงการณ์ว่า เพื่อจะให้ทางฝ่ายวังนั้น ให้ไปอยู่นอกสายตาจากเรื่องทั้งหมดนี้ อย่างแรกที่เขาได้กระทำก็คือ, พวกเขาได้ออกแถลงการณ์ โดยกล่าวว่า ทางฝ่ายวังนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นแต่ประการใดกับการออกอากาศเมื่อคืนวัน อาทิตย์ ”
เขาได้โกหกกับสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ในความพยายามที่จะปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของเขา เมื่อรู้ตัวว่า ความกำลังจะแตกอย่างเห็นได้ชัด (ประชาชนจับได้), ดังนั้น นายอาสาก็ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองตามมา ในเวลาติดๆ กัน. แถลงการณ์ฉบับนั้นได้ระบุว่า ภาพยนต์นั้น เป็น “ข่าวทางสาธารณะ” และสถานีโทรทัศน์สามารถออกอากาสได้ตามความประสงค์ของสถานีเอง โดยมีเงื่อนไขว่า ทางสถานีนั้นจะต้องเป็นผู้กระทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุด ดังนั้น นายอาสาก็ยังพยายามที่จะคลี่คลายฝ่ายวังออกมาจากมรสุมทางการเมือง” เขาได้โกหกถึงสองครั้ง

ในเรื่องการขอร้องให้มีการแทรกแทรงเกิดขึ้น:
“นายอาสาได้พร รณา ว่า ทั้งสองฝ่ายนั้น ‘ไม่ยอมประนีประนอมกัน’ ทั้งสองฝ่ายต้องการดึงองค์พระมหากษัตริย์ลงมาสู่เวทีทางการเมือง นายอาสากล่าวว่า องค์พระมหากษัตริย์ยังไม่ทรงพร้อมที่จะกระทำการ ในตอนนี้... นายอาสากล่าวว่า ถ้านายกรัฐมนตรี (ทักษิณ) และคณะรัฐมนตรีของเขา ไม่สามารถที่จะปฎิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้, ฉะนั้น ก็อาจจะมีอ้างใช้เหตุผล ในการที่จะให้พระมหากษัตริย์ทรงเข้ามา ‘แทรกแทรง’ ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เพื่อแก้ไขยุติข้อขัดแย้งทั้งหมดนี้

ในเรื่องระหว่างพระมหากษัตริย์และนายกฯทักษิณในเวลานั้น:
“ความ สัมพันธ์ระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับนายกฯทักษิณนั้น มีความเป็นไปอย่าง ‘ปรกติดี’ นายกรัฐมนตรีสามารถเข้าเฝ้าฯ องค์พระมหากษัตริย์ได้ทุกเวลา เมื่อเขาต้องการที่จะพบกับพระองค์. อย่างไรก็ตาม เมื่อล่าสุดนี้, องค์พระมหากษัตริย์ ทรงเพียงแต่เป็น ‘ผู้รับฟังเท่านั้น’ พระองค์ไม่ได้ทรงตรัสอะไร เนื่องจากว่า ‘พระองค์ทรงเกรงว่า นายกฯทักษิณจะ กล่าวอ้างถึงพระองค์” เขายังเพิ่มต่อไปว่า “โดยทั่วไปแล้ว นายกฯทักษิณ เป็นบุคคลที่ไม่เคารพนบนอบผู้ใดเลย ที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเขา”

ในเรื่องของคณะองคมนตรี: นายเตช บุนนาค
“ได้ชี้ให้เห็นว่า ทางฝ่ายสื่อมวลชนได้รายงานการประชุมของคณะองคมนตรีเมื่อวานนี้ ‘องคมนตรีคนหนึ่ง’ ได้แอบเอาข่าวไปปล่อยว่า คณะองคมนตรีได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งนำไปถึงการคาดคะเนให้เกิดน้ำหนักมากขึ้นว่า ทางฝ่าย(เซ็นเซอร์)นั้น กำลังพิจารณาถึงการแทรกแทรงอยู่ นายเตชได้เน้นว่า เรื่องนี้ เป็นเพียงการประชุมอย่างธรรมดาตามกำหนดการที่มีอยู่ และไม่ได้มีความหมายว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในการวางตัวของทาง ฝ่าย(เซ็นเซอร์)”
เมื่อเอกอัครราชฑูตบอยซ์ ได้ถามว่า
“ทาง ประชาชนทั่วไปจะมีทัศนคติแท้จริงเป็นอย่างไร ถ้ามีการการแทรกแทรงโดย(เซ็นเซอร์)ได้เกิดขึ้น" นายเตชเห็นพ้องว่า ถึงแม้ว่า ความนิยมชมชอบของนายกฯทักษิณจะอยู่ในถิ่นชนบท ถ้า(เซ็นเซอร์)มีความเห็นว่า ถึงคราวแล้ว ที่ควรถอดถอนเขา (นายกทักษิณ) ออกจากตำแหน่ง เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถยอมรับกันได้”

เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่า, การแทรกแทรงของ(เซ็นเซอร์)ในการขัดแย้งทางการเมืองในสมัยหนึ่งนั้น เป็นทางเลือกซึ่งสามารถมานำเข้ามาวางอยู่บนโต๊ะเจรจาและพิจารณากันอย่างจริง จัง

และก็เป็นที่เห็นกันอยู่แล้วว่า, มันได้ถูกนำมาใช้ในเดือนถัดมาจริงๆ

******

ข้อมูลใหม่จากโทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์: กรณีทีวีพูลเอาคลิปในหลวงพบสุจินดา-จำลอง ออกฉาย 12 มีนาคม 2549

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ปัจจุบัน คงมีน้อยคนจะจำได้ว่า ในท่ามกลางวิกฤติต้นปี 2549 ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ต่างๆมากมาย

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549 จู่ๆ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือทีวีพูล ได้พร้อมใจกันเผยแพร่คลิปสุจินดา-จำลอง เข้าเฝ้าในหลวง ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 ทีรู้จักกันดี

ขณะนั้น อยู่ในระหว่างช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง 2 เมษายน ที่ ประชาธิปัตย์ บอยคอต และการเคลื่อนไหวของพันธมิตร ภายใต้ข้อเรียกร้องให้มี "นายกพระราชทาน" ตามมาตรา 7 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น


คืนวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม ในช่วงข่าว 2 ทุ่ม ทีวีทุกช่องได้นำคลิปดังกล่าวออกฉาย โดยมีโฆษก กล่าวนำ ด้วยข้อความ ดังนี้

โดยที่ในขณะนี้ มีสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย และหลายฝ่ายมีความวิตกกังวลว่า จะเกิดเหตุความไม่สงบในบ้านเมือง เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจให้ทุกฝ่ายทุกคน

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขออัญเชิญพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2535 มาเพื่อรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม

(ดูรายงานข่าวของ คม-ชัด-ลึก วันที่ 12 มีนาคม 2549 ได้ที่นี่ http://news.sanook.com/crime/crime_17098.php
และ ผู้จัดการ ได้ที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033911 หลังการแพร่ภาพในคืนวันที่ 12 พร้อมกันทุกช่องแล้ว วันถัดมายังมีการแพร่ภาพซ้ำอีกในหลายช่อง)



ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดขณะนั้น ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมจึงมีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวอีก และอะไรคือ "สาร" (message) ของการเผยแพร่นั้น

ทุกฝ่ายได้ตีความไปต่างๆนานา ฝ่ายรัฐบาล คือทักษิณเอง อธิบายว่า เป็นการดำเนินการของสำนักพระราชวัง ไม่่ใช่รัฐบาล (วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า ใครทำ ว่า "ไม่ทราบ ให้ไปสอบถามทีวีพูล" สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาลก็กล่าวทำนองเดียวกัน)

ขณะที่ฝ่ายพันธมิตร ตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะเป็นฝีมือรัฐบาล เพื่อต้องการให้พันธมิตรยุติการชุมนุมกดดันรัฐบาล (หรือไม่ก็เพื่อโจมตีเรือ่ง "จำลอง พาคนไปตาย")

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่าย ก็พยายาม "อ่าน" การเผยแพร่คลิปนั้น ในลักษณะกว้างๆว่า คลิปดังกล่าวเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายสามัคคี

ดูที่นี่ ซึ่งรวบรวมความเห็นของฝ่ายต่างๆ - แม้จะไม่ให้ภาพที่ครบถ้วนนัก เช่น ประเด็นพันธมิตร สงสัยรัฐบาล http://goo.gl/WLfDX

ในส่วนพันธมิตร ที่ออกมาตั้งข้อสงสัย และพยายามตอบโต้ประเด็น "จำลองพาคนไปตาย" ดูที่นี่ http://news.sanook.com/crime/crime_17099.php ที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033979 และที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033976 )

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้สัมภาษณ์ในขณะนั้น เปรียบเทียบการออกอากาศคลิปดังกล่าว เป็น การรัฐประหารทางทีวี เหมือนการรัฐประหารทางวิทยุ ในปี 2494 (ดูที่นี่ - ต้องใช้ proxy ช่วย เพราะยังถูกบล็อก อยู่ - http://www.prachatai.com/node/7722/talk )

ในส่วนของบุคคลทีใกล้ชิดราชสำนักเอง น่าสังเกตว่า การออกอากาศนี้ทำให้บางคน "เซอร์ไพรซ์" และไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง ได้ให้สัมภาษณ์ในวันต่อมาที่มีการออกอากาศคลิป (13 มีนาคม) ว่า "โดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วย เพราะปกติอยู่ดีๆ อยู่แล้ว ทำไมถึงทำให้ยุ่ง ประเทศไทยและคนไทยรักสงบ เพราะฉะนั้นอย่าไปยุ่งกับพระองค์ท่าน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)" เขายังยืนยันว่า การแพร่ภาพนั้นไม่ใช่มาจากหน่วยงานที่เขาดูแลอยู่ (ดูรายงานสัมภาษณ์ ใน ผู้จัดการ ที่นี่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000034167 )

การที่เรื่องบางอย่างที่มีกำเนิดจากแวดวงราชสำนักเอง (ดังจะอธิบายต่อไป) แต่คนในแวดวงนั้น หรือคนใน "ฝ่ายเจ้า" ด้วยกันเองบางคน ไม่รับรู้ หรือไม่ได้รับ "สัญญาณ" และอาจจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ด้วยซ้ำนั้น เป็นเรื่องที่เราจะได้เห็นอีกโดยตลอดของวิกฤติครั้งนี้ (เช่น กรณีพันธมิตรชุมนุมปี 2551 แล้วมีคนอย่างดิสธร วัชโรทัย ออกมาบอกว่า "ผมอยู่พรรคในหลวง ... เป็นตัวจริงเสียงจริง รับพระราชกระแสมาเอง" และเรียกร้องให้พันธมิตร "อยู่บ้าน" ไม่ต้องไปชุมนุม แต่กลับถูกพันธมิตรโจมตีอย่างหนัก)

ในกรณีทีวีพูลนั้น ไม่เพียง แก้วขวัญ จะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เท่านั้น ไม่กี่วันต่อมา ยังมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ในที่ประชุมองคมนตรีวันที่ 14 มีนาคม เปรม ได้แสดงความไม่เห็นด้วยและสั่งให้ยุติการแพร่ภาพ (ผมหาข่าวนี้จากเว็บไซต์ นสพ.ขณะนั้นโดยตรงไม่ได้แล้ว แต่ดูได้ที่นี่ http://www.manager.co.th/Mwebboard/listComment.aspx?QNumber=181190&Mbrowse=9 ที่นี่ http://tnews.teenee.com/politic/714.html และที่นี่ http://www.maama.com/znews/view.php?id=001113 )

ผลจากการที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยางกว้างขวางไปต่างๆนานา ว่าใครสั่งให้แพร่คลิป 17 พฤษภา และต้องการจะสื่ออะไร ในที่สุด วันที่ 14 มีนาคม สำนักราชเลขาธิการ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง (ดูใน 2 links หลังสุดที่เพิ่งอ้าง) ดังนี้ (ผมทำตัวหนาเน้นคำเอง)

สำนักราชเลขาธิการขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่า พระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลข่าวสารซึ่งได้รับการเผยแพร่ต่อ สาธารณะทั่วไปอยู่แล้ว และประชาชนก็รับรู้มาโดยตลอดว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2535 เพราะฉะนั้นการที่หน่วยงานหรือสื่อมวลชนใดจะนำออกมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเองนั้นก็สามารถกระทำได้ จึงขอแถลงข่าวมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

จะเห็นว่า แม้แถลงการณ์จะไม่ได้ปฏิเสธโดยตรง แต่ลักษณะการเขียนก็ชวนให้เข้าใจว่า การฉายคลิปทางทีวีพูลไม่เกี่ยวกับราชสำนัก แต่เป็น "ความรับผิดชอบของตนเอง" ของหน่วยงานหรือสื่อมวลชนที่นำออกฉาย ดังที่จะเห็นข้างล่าง นี่คือจุดประสงค์ของแถลงการณ์นี้จริงๆ วันต่อมา (15 มีนาคม)

เมื่อมีข่าวเรื่องปรมพูดในที่ประชุมองคมนตรีว่า อยากให้ยุติการฉายคลิป (ที่กล่าวถึงข้างต้น) สำนักราชเลขาธิการ ก็ออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งมาปฏิเสธว่า "สำนักราชเลขาธิการขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่าในการประชุมคณะองคมนตรีในวันดัง กล่าวไม่ได้มีการกล่าวถึงกรณีดังกล่าวตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่ประการใด" (ดู http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000035639)

ใครสั่งให้ทีวีพูลแพร่คลิป 20 พฤษภา และอะไรคือสารของการแพร่คลิปดังกล่าว?

เช่นเดียวกับหลายกรณี ฝ่ายอเมริกันจะรับรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าสาธารณชนไทยเอง ในโทรเลข 06BANGKOK1546 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ทูตอเมริกันได้บันทึกไว้ว่า อาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ได้บอกกับทูตว่า "ในหลวงทรงสั่งให้ฉายคลิปดังกล่าวด้วยพระองค์เอง" (the King himself ordered the film to be shown) โดย อาสา กล่าวว่า จุดประสงค์ของพระองค์คือ "เพื่อสนับสนุนการหาทางออกที่สันติให้กับความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้" (in order to encourage a peaceful resolution to the current political conflict) อย่างไรก็ตาม ทูตได้บันทึกไว้ดังนี้

Although Asa says the intent of the broadcast was not to favor either side, the initial analysis is that it works against the Prime Minister, since everyone knows that part of the solution in 1992 was for the PM under siege to step down. This was the view expressed to DCM by a military aide of Privy Councillor General Suryayud Chulanont.

แม้อาสาจะกล่าวว่า ความตั้งใจของการฉายคลิป ไมใช่เพื่อเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง, การ วิเคราะห์เบื้องต้น คือ การฉายคลิปนี้เป็นผลเสียต่อนายกรัฐมนตรี [ทักษิณ] เพราะทุกคนรู้ว่า ส่วนหนึ่งของทางออกเมื่อปี 2535 คือนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกโจมตีขณะนั้น ลาออก. นี่เป็นความเห็นที่ ทหารคนสนิทขององคมนตรี สุรยุทธ จุลานนท์ บอกกับอัครราชทูตที่ปรึกษา.

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ตีความการฉายคลิปแบบเดียวกับสถานทูตและทหารคนสนิทของสุรยุทธ จุลานนท์ เช่นกัน ในการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรในคืนที่มีการฉายคลิป (12 มีนาคม) สนธิ (ตามพาดหัวของ ผู้จัดการ) "ชี้ทีวีแพร่ภาพประวัติศาสตร์ มีนัยบอก ทักษิณ ควรลาออก" (ดู http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000033944 ) สนธิ ได้กล่าวไว้ดังนี้ (การเน้นคำย่อหน้าแรกเป็นของ ผู้จัดการ เอง ที่เหลือเป็นของผม):

ย้อนกลับไปก่อน 4 ก.พ. จำได้ไหมที่ทักษิณสั่งให้ตำรวจที่อยู่ในมือตัวเองแจ้งความจับผมกับคุณสโรชา เกือบทั่วประเทศ เสร็จแล้ววันที่ 4 ก็มีพระราชดำรัสออกมาทักเขาถึงต้องถอนฟ้อง ฉะนั้น โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ที่ออกมา นัยที่แท้จริงคือว่า เมื่อสังคมเกิดวิกฤตแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย เพื่อให้เหตุการณ์ที่สงบ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก และพล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออกหรือเปล่า ... นัยที่แท้จริงอยู่ตรงนี้

นี่กำลังส่งสัญญาณให้คนที่จบด็อกเตอร์รู้ว่าถึงเวลาจะลาออกแล้ว นัยของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์วันนี้มีส่วนละม้ายคล้ายเหตุการณ์วันนั้น เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเผด็จการทหาร เราต่อสู้กับเผด็จการนักการเมือง ฉะนั้นแล้ว ถ้า พล.อ.สุจินดายอมลาออก แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณไม่ลาออกเพราะอะไร

นัยที่แท้จริงได้ถูกส่งออกมาแล้ว โดยผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ให้พี่น้องในประเทศได้รู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่มีวิกฤตในประเทศ โดยยกตัวอย่างพฤษภา 35 ให้ดู ว่าในที่สุดแล้ว ความสงบเรียบร้อยจะเกิดขึ้นได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต้องลาออก

ในตอนท้ายโทรเลขฉบับเดียวกันนี้ ทูตได้บันทึกว่า "The broadcast message is very much the King's preferred style, vague enough to be interpreted in different ways by different audiences." (สารจากคลิปที่ได้รับการนำออกฉาย เป็นสไตล์ที่ในหลวงชอบ คือ คลุมเครือพอที่จะให้กลุ่มคนฟังต่างกัน ตีความออกไปต่างกัน)

ในโทรเลขอีกฉบับหนึ่ง 06BANGKOK1601 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2549 ทูตได้บันทึกการสนทนากับอาสา ในวันเดียวกันนั้น ว่า

Arsa admitted that the Sunday evening broadcast of the iconic film of the King's intervention following the 1992 pro-democracy demonstrations had provoked a wave of conspiracy theorizing (ref A). Arsa claimed that the King himself had wanted the film broadcast to emphasize the need for peace and reconciliation. Following the broadcast, however, both sides seized on the film to justify their positions. The confusion was compounded because no one knew who had authorized or encouraged the TV stations to show the footage. The PM and the government denied any role.

อาสา ยอมรับว่า การฉายคลิปที่เป็นสัญลักษณ์อันมีชื่อเสียง เมื่อคืนวันอาทิตย์ กรณีในหลวงทรงเข้าแทรกแซงหลังการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2535 นั้น ได้ก่อให้เกิดคลื่นทฤษฎีสมคบคิดขึ้น อาสา อ้างว่า ในหลวงเองต้องการให้ฉายคลิปนั้น เพื่อย้ำความจำเป็นของความสงบและการปรองดอง. แต่หลังการฉายคลิปนั้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ยกเอาคลิปมาสนับสนุนความชอบธรรมในจุดยืนของฝ่ายตน. ความสับสนเพิ่มมากขึ้นเนื่องจาก ไม่มีใครรู้ว่า ใครใช้อำนาจหรือกระตุ้นให้สถานีโทรทัศน์นำคลิปนั้นออกฉาย. นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ทำ.

อาสา แสดงความกังวลให้ทูตฟังว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังใช้ประโยชน์จากการฉายคลิปนั้น เขาจึงต้อง "ตะเกียกตะกายรีบออกแถลงการณ์ [ฉบับวันที่ 14 มีนาคม] เพื่อกันราชสำนักให้ห่างออกมา" (he had scrambled to issue a press statement to distance the Palace from all of this) ซึ่งทูตได้สรุปว่า "อาสากำลังพยายามแยกราชสำนักออกมาจากการเข้าไปอยู่ในพายุทางการเมือง" (Arsa had tried to extricate the Palace from the political storm) และ "ราชสำนักกำลังพยายามยุติเสียงดังกระหึ่ม ที่เกิดจากการฉายคลิปเมื่อคืนวันอาทิตย์" (The Palace is trying to undo the furor caused by the broadcast Sunday night)

...........................


ดังที่กล่าวแต่ต้นว่า เมื่อมองย้อนหลังไป ในท่ามกลางเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นระหว่างวิกฤติปี 2549 กรณีทีวีพูลนำคลิป 17 พฤษภา ออกฉาย คงกลายเป็นเรื่องที่ "เล็ก" เกินกว่าคนส่วนมากจะจดจำได้ แต่เรื่องนี้มีความน่าสนใจในฐานะเป็นกรณีหนึ่งของบทบาทของสถาบันกษัตริย์ใน วิกฤตินั้น และ "ลักษณะ" หรือ characteristics ของบทบาทนั้น

ในขณะที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผ่านไปในเวลาค่อนข้างรวดเร็ว (ไม่กี่วัน) และมีความสำคัญและผลสะเทือนไม่มาก (โดยเปรียบเทียบ) โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ถึงข้อมูลที่เป็นเบื้องหลังของเรื่อง จนกระทั่งมาเกิดการเผยแพร่โทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ บางฉบับข้างต้น

แต่บางเหตุการณ์อื่นที่ตามมาจะมีความสำคัญยิ่งกว่า โดยที่ขณะเกิดเหตุการณ์คนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบข้อมูลเบื้องหลังเช่นกัน (โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์) ผมกำลังพูดถึงกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นราว 3 สัปดาห์ คือการเข้าเฝ้าของทักษิณ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 ที่ หลังการเข้าเฝ้า เขาได้ออกมาประกาศ "เว้นวรรค" ทางการเมือง ซึ่งโทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ก็ได้ทำให้เรารู้ข้อมูลเบื้องหลังเป็นครั้งแรกเช่นกัน ....

ซึ่งผมจะนำมาเล่าในคราวหน้า

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


วิกิลีคส์:ฑูตอเมริกาชี้ปมต้านรัฐประหาร19กันยาจืดชืด
-โชคดีที่เกิดเป็นคนไทยใต้ร่มบรมโพธิสมภารยิ่งแล้ว

สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ(4):จำกัด พลางกูร กับภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ

ที่มา Thai E-News


เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"


เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

16 สิงหาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 66 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพ และอุทิศตัวอย่างยืนหยัดเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้

คลิปรายการห้องเรียนประชาธิปไตย66ปีวันสันติภาพ:รู้ไหมครั้งหนึ่งทำเนียบรัฐบาลไทยเคยมีชื่อ"ตึก16สิงหา"





จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยเช่นเดียวกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายที่พลีชีพคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว

ส่วนจำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อ ต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี

ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 97 ปี

กำเนิด-บุตรคนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์



ผู้สืบสานภารกิจเพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉล บชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา และยังคงผูกพันกับขบวนการนักศึกษา6ตุลาคมมาถึงปัจจุบัน (ในภาพ:[ฉลบชลัยย์ยืนกลาง]กับอดีตนักศึกษายุค6ตุลา19ในโอกาสทำบุญให้วีรชน 6ตุลาและทำบุญอุทิศในโอกาสวันเสียสละชีพของจำกัด ผู้สามี เมื่อ7ตุลาคม2552)



สมรส-กับนางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 95 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่

เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ใน ขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน

การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ

-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดมศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)

การทำงาน-หลังกลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูล สงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่าย ปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483

การปฏิบัติงานเสรีไทย


-8 ธันวาคม 2484 ไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอม สละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

ควรบันทึกคั่นไว้ด้วยว่า ในเวลานั้นนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ ในห้วงเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ 8 รวมทั้งพระชนนี สมเด็จพระอนุชา(ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน) ประทับอยูที่สวิตเซอร์แลนด์

พระราชวงศ์ชั้นสูงในเวลานั้นที่ประทับในเมืองไทยมีสมเด็จพระพันวสา อัยยิกา เจ้า นายปรีดีได้เชิญเสด็จอพยพไปประทับที่อยุธยา ระหว่างที่เสด็จอพยพหลบภัยอยู่นี้ สมเด็จฯ ทรงมีพระราชหฤทัยนึกถึงสมเด็จพระราชนัดดาอยู่เสมอ ได้ตรัสว่า

“ดีใจ๊ ดีใจ หลานอยู่เมืองนอกไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงเอาไม่รอด ห่วงหลาน”

การถวายความอารักขาให้พ้นภัยสงครามครั้งนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้ทรงซาบซึ้งพระทัยดี และเมื่อสิ้นสงคราม ได้รับสั่งเรียกนายปรีดี ไปที่ประทับและขอบใจ ซึ่งคณะเสรีไทยถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง (อ่านรายละเอียด)

-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อ ประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ

1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น


-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"

-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่า แขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง


-19 มีนาคม 2486 เดินทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง

-7 เมษายน โทรเลขถึงเสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัว ไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว

-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่อง ทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย

จีนทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้ว ให้ ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่ หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ

-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้ง นี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา

-ปลายเดือนพฤษภาคม จีนปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทาง มาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.

-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้

-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด

-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน

-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดีส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ

-7 ตุลาคม 2486 ระหว่างรอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับ เสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ ในแผ่นดินอื่น ..

สงวนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม

-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

หลังสิ้นสุดสงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี

อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ

เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."


-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


ปัจจุบัน-อัฐิของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 95 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ สานต่อภารกิจอย่างยืนหยัดมั่นคง

0000000000000

16 สิงหาคม-วันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศ สงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

***
ซีรีส์ชุดเดียวกันนี้

-สดุดีวีรประวัติสามัญชน 66 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่1):การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยกู้เอกราช

สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ ทั้งนี้แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่น ล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง

-สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ(2):สมพงษ์ ศัลยพงษ์ 'ผมทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรฆ่าผมเลย'

สมพงษ์ ศัลยพงษ์ (แซล)ในชุดนายทหารเสรีไทย เขาได้รับมอบภารกิจลับเล็ดลอดเข้าประเทศเพื่อประสานงานกับเสรีไทยในประเทศ เพื่อกอบกู้ชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครองอยู่ แต่ถูกตำรวจไทยยิงหายไปกลางลำน้ำโขง แม้ในปัจจุบันญาติๆยังหวังว่าเขาอาจจะยังไม่ตาย


-สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ(ตอนที่3):จิตใจเสียสละรักชาติรักประชาชนของขุนพลภูพาน



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยสดุดีน้ำใจรักชาติรักประชาชน ต่อสู้กอบกู้เอกราชและประชาธิปไตยของครูเตียง ศิริขันธ์ และอดีตนักการเมืองเลือดอีสาน(ดูตั้งแต่นาทีที่47เป็นต้นไป)

Monday, August 15, 2011

สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ(3):เชิดชูจิตใจเสียสละรักชาติรักประชาชนขุนพลภูพาน

ที่มา Thai E-News



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปราศรัยสดุดีน้ำใจรักชาติรักประชาชน ต่อสู้กอบกู้เอกราชและประชาธิปไตยของครูเตียง ศิริขันธ์ และอดีตนักการเมืองเลือดอีสาน(ดูตั้งแต่นาทีที่47เป็นต้นไป)


ประวัติศาสตร์-ประวัติศาสตร์เป็นเครื่อง มือสำคัญของรัฐ การปลูกสร้างประวัติศาสตร์เพื่อปลูกความทรงจำให้กับพลเมืองในเรื่องที่อยาก ให้จดจำ แม้กระทั่งการสร้างขึ้นมาใหม่บนความว่างเปล่า เพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้พลเมืองฝังหัวตามที่รัฐต้องการ ขณะเดียวกันหลายเรื่องรัฐก็ลบทิ้งออกจากความทรงจำของพลเมือง กรณีวีรบุรุษครูเตียงและวีรกรรมกู้ชาติของขบวนการเสรีไทย เป็นตัวอย่างที่ดีในประการหลังนี้


เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร

15 สิงหาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 66 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากการเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพ และอุทิศตัวอย่างยืนหยัดเพื่อชาติในขบวนการหลายท่าน ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้

คลิปรายการห้องเรียนประชาธิปไตย66ปีวันสันติภาพ:รู้ไหมครั้งหนึ่งทำเนียบรัฐบาลไทยเคยมีชื่อ"ตึก16สิงหา"








สหายศึก-เตียง ศิริขันธ์ กับทหารอังกฤษ พันตรีเดวิด สไมเลย์(ซ้าย)และสิบเอก"กันเนอร์"คอลลินส์ พนักงานวิทยุของผู้พันสไมเลย์


ไทยมีอิสรภาพและมีเอกราชสืบมาถึงวันนี้ น้ำใจเสียสละอาจหาญอุทิศตัวไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวตายของเตียงกับคณะพลพรรคเสรีไทยอีสาน มีส่วนสำคัญที่ชาวไทยในรุ่นเราพึงน้อมสำนึกในบุญคุณ


ภารกิจของกองบัญชาการเสรีไทยภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง"พลพรรคเสรีไทย"สามารถ บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ก็ด้วยความร่วมมืออย่างเอาชีวิตเข้าแลกของ บรรดาผู้แทนราษฎรที่มีความรักชาติและมีความศรัทธาในตัวนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย

โดยรับคำสั่งและนโยบายไปปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังและมีประสิทธิภาพ ผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมในขบวนการเสรีไทยส่วนใหญ่เป็นส.ส.จากภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภารกิจของขบวนการเสรีไทยมีความหลากหลาย มีความเป็นปึกแผ่นของพลพรรค มีการจัดสร้างสนามบินลับเพื่อรับส่งบุคคลากร ตลอดจนอาวุธยุมโธปกรณ์จากฝ่ายสัมพันธมิตร

เตียงขณะปฏิบัติภารกิจลับเสรีไทยกู้ชาติบนเทือกเขาภูพาน

นายเตียง ผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครเป็นเสรีไทยที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดผู้หนึ่ง จนกระทั่งได้รับสมญาว่า"ขุนพลภูพาน"

นายเตียงเป็นคนหนึ่งที่ได้ไปพบนายปรีดีที่บ้านถนนสีลมในตอนค่ำของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 หลังจากญี่ปุ่นบุกเข้ายึดประเทศไทยในรุ่งสางวันนั้น และรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามได้มีมติยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไป โจมตีมลายูและพม่า อาณานิคมของอังกฤษ

การประชุมในวันนั้นทุกคนได้ตกลงร่วมมือกันจัดตั้ง"องค์การต่อต้านญี่ปุ่น"ขึ้น และมอบให้นายปรีดี ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สำเร็จราชการ เป็นหัวหน้า

ผู้ที่มาพบนายปรีดีเพื่อร่วมกันก่อตั้งหน่วยใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นค่ำวัน นั้น ประกอบไปด้วย หลวงบรรณกรโกวิท(เปา จักกะพาก) หลวงเดชาติวงศ์วราวัตน์(ม.ล.กรี เดชาติวงศ์) นายสงวน ตุลารักษ์ นายจำกัด พลางกูร นายวิจิตร ลุลิตานนท์ นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร นายถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด เป็นต้น

ทั้งหมดมอบหมายคณะกู้ชาติให้อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายปรีดีโดยเด็ดขาด และกระทำสัตย์สาบานว่า จะอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งอุทิศตัว หรือแม้กระทั่งชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

ควรบันทึกคั่นไว้ด้วยว่า ในเวลานั้นนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ ในห้วงเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่ 8 รวมทั้งพระชนนี สมเด็จพระอนุชา(ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน) ประทับอยูที่สวิตเซอร์แลนด์

พระราชวงศ์ชั้นสูงในเวลานั้นที่ประทับในเมืองไทยมีสมเด็จพระพันวสา อัยยิกา เจ้า นายปรีดีได้เชิญเสด็จอพยพไปประทับที่อยุธยา ระหว่างที่เสด็จอพยพหลบภัยอยู่นี้ สมเด็จฯ ทรงมีพระราชหฤทัยนึกถึงสมเด็จพระราชนัดดาอยู่เสมอ ได้ตรัสว่า

“ดีใจ๊ ดีใจ หลานอยู่เมืองนอกไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงเอาไม่รอด ห่วงหลาน”

การถวายความอารักขาให้พ้นภัยสงครามครั้งนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้ทรงซาบซึ้งพระทัยดี และเมื่อสิ้นสงคราม ได้รับสั่งเรียกนายปรีดี ไปที่ประทับและขอบใจ ซึ่งคณะเสรีไทยถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง (อ่านรายละเอียด)



องค์การใต้ดินนี้ ซึ่งต่อมาคือเสรีไทย มีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติอยู่ 3 ด้านคือ
1.ต่อสู้ ญี่ปุ่นผู้รุกรานโดยพลังของคนไทยผู้รักชาติและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร และ2.ปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าเจตนารมณ์อันแท้จริงของคนไทย นั้นไม่ได้เป็นศัตรูต่อสัมพันธมิตร และ3.การปฏิบัติการเพื่อให้สัมพันธมิตรรับรองว่าประเทศไทยจะไม่ตกเป็นฝ่าย แพ้สงคราม และการผ่อนหนักเป็นเบาเมื่อสงครามยุติ


นายปรีดีได้ขอให้ผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการรักษาความลับและปฎิบัติตามวินัย อย่าง เคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้ศัตรูทำลายขบวนการได้ และให้ถือว่าเขตปฏิบัติการของขบวนการภายในประเทศคือ ดินแดนของประเทศไทยที่ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น และรัฐบาลไทยที่อยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลของญี่ปุ่น ทั้งนี้จนกว่าจะยึดพื้นที่นอกกรุงเทพฯได้ แล้วจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น การต่อสู้จึงจะกระทำการอย่างเปิดเผย

หลังจากพยายามจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในหลายที่ใกล้เคียงกับไทย รวมทั้งพม่าไม่บรรลุผล ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2486 นายปรีดีตัดสินใจส่งนายจำกัด พลางกูร นักเรียนนอกอังกฤษ บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นผู้แทนขององค์การเล็ดลอดออก จากประเทศไทยไปนครจุงกิงของจีน เพื่อประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร คือจีน อังกฤษ สหรัฐฯ เพื่อขอการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอินเดียขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น

หัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้มอบหมายให้เตียงเป็นผู้นำทางจำกัดไปยังจังหวัด นครพนมเพื่อลงเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงไปยังเมืองท่าแขกของลาว และเล็ดลอดเข้าประเทศจีน

เตียงกับจำกัดเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเป็นคนต้นคิดตั้งขบวนการองค์การต่อต้านญี่ปุ่นด้วยกัน ก่อนจะไปขอให้ปรีดีเป็นหัวหน้าขบวนการ

เตียงกับภรรยา นางนิวาศน์ ศิริขันธ์

เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขาที่สวมอยู่ให้จำกัดเอาไว้ขายยาม ที่ ต้องการใช้เงิน นอกจากนั้นได้ขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ศิริขันธ์ ผู้ภรรยาให้จำกัดนำไปใช้ติดตัวในภารกิจกู้ชาติ ก่อนส่งจำกัดข้ามโขง

คุณฉลบชลัยย์ พลางกูร ( ภรรยาของจำกัด พลางกูร ) กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า...

"...ตอนนั้นคุณเตียงให้คุณนิวาศน์ ถอดเครื่องประดับทั้งหมด มีสายสร้อย ล็อกเกต แหวน รวมทั้งแหวนของตัวเองด้วย มอบให้จำกัดเผื่อว่าจะไปตกทุกข์ได้ยาก เพราะการเดินทางนั้นมืดมนเต็มที ญี่ปุ่นอยู่เต็มไปหมด ดิฉันเชื่อว่าถ้าคุณเตียงรู้ตัวก่อนนั้น คงจะรวบรวมเงินทองให้จำกัดอีกเป็นแน่ และของเหล่านี้ (จำกัดเขียนไว้ในสมุดบันทึก) ว่าได้ช่วยเขาอย่างมากจริงๆ..." (จาก คำเกริ่นนำโดย ฉลบชลัยย์ พลางกูร ในหนังสือ เตียง ศิริขันธ์ วีรชนนักประชาธิปไตย ขุนพลภูพาน โดย ศ.วิสุทธ์ บุษยกุล หน้า 17)


นั่นเป็นหนสุดท้ายที่สหายร่วมอุดมการณ์ได้พบกัน เพราะหลังจากไปปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในจีนอย่างยากลำบาก จำกัดได้เสียชีวิตลงในจีนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2486 นั่นเอง

แต่ด้วยผลงานของจำกัดที่ไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรจนสำเร็จ ในกลางปี2487 กองบัญชาการเสรีไทยในกรุงเทพฯสามารถติดต่อกองบัญชาการสูงสุดของพันธมิตรได้ ทางฝ่ายสัมพันธมิตรจึงเริ่มจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์มาให้เสรีไทย โดยทิ้งร่มลงมาทางเครื่องบิน

เตียงกับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สหายร่วมรบเสรีไทย 1 ใน 4 รัฐมนตรีอีสานที่ถูกสังหารโหดทางการเมืองในเวลาต่อมา

นายเตียงได้รับมอบหมายจากปรีดีให้เป็นหัวหน้าเสรีไทยอีสาน ทำงานร่วมกับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.อุบลราชธานี จำลอง ดาวเรือง ส.ส.มหาสารคาม ถวิล อุดล ส.ส.ร้อยเอ็ด โดยเตียงใช้รหัสลับว่า"พลูโต"เป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการทั้งหมด

เตียงได้จัดตั้งค่ายพลพรรคเสรีไทยหน่วยแรกขึ้นที่บ้านโนนหอม อยู่ห่างจากจังหวัดสกลนครไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ต่อมาจัดตั้งหน่วยอื่นๆขึ้นที่บ้านเต่างอย และบ้านตาดภูวง เป็นต้น และร่วมกับจำลอง ดาวเรือง จัดตั้งค่ายที่บ้านนาคู กุจินารายณ์ กาฬสินธุ์ เชิงเทือกเขาภูพาน และสร้างสนามบินลับนาคูขึ้นเพื่อใช้สำหรับการขึ้นลงของเครื่องบินฝ่าย สัมพันธมิตร

การจัดตั้งพลพรรคเสรีไทยอีสานนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากส.ส.อีสานที่รักชาติ ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำครู รวมทั้งครูครอง จันดาวงศ์ (ซึ่ง ต่อมาถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ สั่งยิงเป้าข้อหาคอมมิวนิสต์) และสงวน ตุลารักษ์ ซึ่งเดินทางกลับจากจีนได้มาร่วมมือกับเตียงในการตั้งสถานีรับส่งวิทยุที่ เทือกเขาภูพาน

นายทหารเสรีไทยสายอังกฤษ และสหรัฐฯที่เดินทางเล็ดลอดเข้ามาร่วมภารกิจกู้ชาติกับนายเตียง เช่น ร.อ.กฤษณ์ โตษยานนท์ ร.อ.ฉลอง ปึงตระกูล ร.อ.อำนวย พูนพิพัฒน์ เป็นต้น

ภารกิจเสรีไทยนั้นเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย เพราะกองทหารญี่ปุ่นกระจายไปยึดครองทั่วประเทศ ไม่ใช่การใช้ประเทศไทยเป็นทางเดินทัพผ่านอย่างที่พูดกัน

นายสุจิต โรจนชีวะ อดีตครูโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล เขียนบันทึกไว้ว่า ในเดือนมกราคม 2488 นายเตียงเป็นหัวหน้าใหญ่มาอบรมให้พวกเราเป็นกองโจรกู้ชาติ ต้องทนต่อความลำบากหลายอย่าง ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2488 ขณะหัวหน้าใหญ่(เตียง)กำลังฝึกอบรมอยู่ก็มีรายนงานว่าทหารญี่ปุ่น 12 นายเดินทางมาใกล้ค่ายของเรา หัวหน้าใหญ่ได้รวมพลและสั่งให้พวกเรารักษาค่าย และออกสกัดจับทหารญี่ปุ่นทั้ง 12 นายให้ได้ โดยเราติดตามทหารญี่ปุ่นไปจนเวลาตีหนึ่งกว่าจึงทราบพิกัด และวางแผนจับในเช้าวันรุ่งขึ้น หากพบญี่ปุ่นคนใดขัดขืนก็คงต้องยิงกัน และจับไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว แต่ราว16.00น.ก็มีรายงานว่าญี่ปุ่นเล็ดรอดดงหลวงเข้าไปตัวเมืองสกลนครเสีย แล้ว เราจึงถอนตัวกลับเข้าค่าย

ในวันที่ 28 กรกฎาคมเมื่อหัวหน้าใหญ่(เตียง)ได้กลับจากสนามบินลับนาคู พวกเราก็รายงานเรื่องนี้ให้ทราบ หัวหน้าใหญ่กล่าวว่า ที่พวกเรามิได้ทำอันตรายใดๆให้แก่ญี่ปุ่นเป็นการดีแล้ว เพราะถ้าญี่ปุ่นได้รับอันตรายกจะเป็นชนวนให้เกิดเรื่องใหญ่ระดับชาติ "รูธ"(ปรีดี)หัวหน้าใหญ่เสรีไทยได้สั่งการมาว่าอย่าเพิ่งทำอันตรายแก่ญี่ปุ่นเป็นอันขาด

รุ่งขึ้นพวกเราต้องอพยพย้ายค่ายไปยังถ้ำผาด่าง,ถ้ำผานาง เพราะญี่ปุ่นสงสัยว่ามีกองโจรต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ที่ค่ายนี้ ส่วนรัฐบาลไทยอ้างว่าเป็นที่หลบภัยของรัฐบาลไทย เมื่อพวกเราอพยพไปแล้วก็ได้ดัดแปลงให้เป็นที่หลบภัยของฝ่ายรัฐบาลไทยตามที่ อ้างไว้กับญี่ปุ่น การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะต้องขนยุทโธปกรณ์ไปด้วย การอยู่ในถ้ำก็ลำบากมาก เพราะอยู่ในชะเง้อหินใต้เขายาวไปตามไหล่เขา อีกข้างเป็นเหวลึก เมื่อโผล่ออกจากถ้ำจะเห็นพื้นดินชันลง45องศา กลางวันแทบไม่เห็นพระอาทิตย์

ต่อมาทหารญี่ปุ่น200นายขอเข้าค้นค่ายกองโจรของเรา เราก็เตรียมปะทะเต็มที่ แต่พอถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2488 ได้รับทราบจากวิทยุสนามของอังกฤษว่าญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามแล้วหลังจากถูก สัมพันธมิตรทิ้งระเบิดปรมาณู วันที่15สิงหาคมข้าพเจ้าพร้อมกับหัวหน้าใหญ่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองที่ ญี่ปุ่นยอมยุสงครามในโรงเรีบนประจำอำเภอพรรณานิคม

ในปลายเดือนกันยายน2488เมื่อสงครามสงบลง มีการสวนสนามของพลพรรคเสรีไทยทั่วประเทศ จังหวัดสกลนครได้ร่วมขบวนสวนสนามจำนวน 4 กองร้อย เดินสวนสนามจากสนามหลวงมาตามถนนราชดำเนินใน ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถึงพระบรมรูปทรงม้า เป็นการสิ้นสุดสวนสนาม นับเป็นอันสิ้นสุดภารกิจเสรีไทย

การเดินสวนสนามของเสรีไทย ณ ถนนราชดำเนิน เมื่อ 25 กันยายน 2488

ต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็กลับไปรับราชการครู โดยมิได้รับอะไรเป็นเครื่องตอบแทนในการทำงานเสรีไทยแต่ประการใด มีแต่ความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เมื่อมีความจำเป็นก็ต้องพร้อมสละกระทั่งชีวิต โดยมิได้หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น นอกจากเพื่อความเป็นเอกราชของชาติ

ส่วนผู้ปฏิบัติงานเสรีไทยที่สนามบินลับนาคูเล่าว่า ในภารกิจกู้ชาติร่วมกับเตียงและส.ส.ถิล ส.ส.จำลองนั้นเกิดการปะทะกับทหารญี่ปุ่น2ครั้ง ครั้งแรกพลพรรคเสรีไทยที่เป็นครูประชาบาลเสียสละชีพ 1 นาย ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตหมด หนที่สองปะทะกันที่บ้านหนองห้างห่างจากสนามบินลับ 17 กิโลเมตร ทหารญี่ปุ่นถูกสังหาร 18 นาย พลพรรคเสรีไทยปลอดภัย

ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองเอกราชอธิปไตยของชาติไทย รับรองคุณูปการของเสรีไทยและรับรองฐานะผู้นำขบวนการเสรีไทย

หลังญี่ปุ่นประกาศยอมยุติสงคราม นายปรีดีได้ประกาศสันติภาพในวันที่ 18 สิงหาคม 2488 วีรกรรมของเสรีไทยทำให้ประเทศไทยพ้นจากสภาพประเทศแพ้สงคราม ไม่ต้องถูกมหาอำนาจผู้ชนะต้องยึดครอง หรือแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็นเสี่ยงๆเหมือนที่กระทำกับประเทศผู้แพ้สงครามโดย ทั่วไป

ไทยมีอิสรภาพและมีเอกราชสืบมาถึงวันนี้ น้ำใจเสียสละอาจหาญอุทิศตัวไม่กลัวความยากลำบาก ไม่กลัวตายของเตียงกับคณะพลพรรคเสรีไทยอีสาน มีส่วนสำคัญที่ชาวไทยในรุ่นเราพึงน้อมสำนึกในบุญคุณ

ปฏิทิน 102 ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

'ข้าพเจ้าเป็นราษฎรไทย ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความเป็นราษฎรจึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชา'-เตียง ศิริขันธ์ ( 5 ธันวาคม 2452-12 ธันวาคม 2495,นสพ.เสรีราษฎร 9 กรกฎาคม 2479 )

-5 ธันวาคม 2452 เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร หากมีชีวิตถึงวันนี้จะอายุครบ 102 ปี
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2490 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด

เตียงได้เขียนบันทึกถึงกรณีนี้ไว้ว่า...

"...การตายของพวกนาย ทำให้เราเศร้าใจและว้าเหว่มาก แต่เมื่อนึกถึงการตายในสภาพเดียวกันของนักการเมืองและบุคคลสำคัญทางประวัติ ศาสตร์อีกหลายคนก็พอจะทำให้เราคลายความขมขื่นลงไปบ้าง ส่วนด้านประชาชนแล้วรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องทำลายขวัญกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประชาชนชาวอีสานการตายของพวกนายมิใช่เป็นการหลู่เกียรติกันอย่าง เดียว แต่เป็นการท้าทายประชาชนชาวอีสานทั้งมวล...ถึงแม้พวกนายจากไปแล้วก็ตาม เรายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์สละชีพอยู่อย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ชีวิตและความเป็นอยู่ของเราขณะนี้ ทั้งในด้านส่วนตัวและการเมือง ตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด มันเป็นอุปสรรคอันสำคัญยิ่งที่เราไม่สามารถปฏิบัติงานใดๆ ได้ดังปรารถนา ถ้าหากว่าเรามีอิทธิพลทางการเมืองขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะดำเนินงานตามอุดมคติของเราทันที" (จากข้อความปกหลังหนังสือ เตียง ศิริขันธ์ ลับสุดยอดเมื่อข้าพเจ้าเป็นเสรีไทย โดย สวัสดิ์ ตราชู)


-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี เมื่อ14 ธ.ค.2495 เสียชีวิตในวัยเพียง 43 ปี

ศรีบูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้กล่าวถึงนายเตียง ตอนหนึ่งความว่า "บุคคลที่มีความสุจริต จริงใจ และบากบั่นในการทำหน้าที่ของตนนั้น เป็นบุคคลที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรเป็นผู้แทนราษฎรอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าแน่ใจว่า ข้าพเจ้าได้พบคุณสมบัติสาระสำคัญนี้ใน เตียง ศิริขันธ์ ผู้แทนของชาวสกลนคร"

สุภา ศิริมานนท์ นักหนังสือพิมพ์อุดมคติ กล่าวถึงครูเตียงว่า "ในจำนวนผู้แทนราษฎรทั้งหมด…เตียง ศิริขันธ์ เป็นบุคคลที่ดี ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน เตียง ศิริขันธ์ เป็นนักรัฐธรรมนูญที่แท้จริง เขาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรชาวสยาม สมหน้าที่โดยสมบูรณ์"


ส่วนเตียงพูดถึงตัวเองในวัยหนุ่มว่า “...ข้าพเจ้าเป็นคนไทย ข้าพเจ้าเป็นไทแก่ตนเอง ข้าพเจ้าเป็นราษฎรไทยราษฎรสยาม ทั้งข้าพเจ้าต้องการให้ทุกๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง...จึงเป็นอุดมคติที่ข้าพเจ้าบูชาอีกอันหนึ่ง” (จากบทความ เตียง ศิริขันธ์ เผยแพร่ใน นสพ.เสรีราษฎร 9 ก.ค.2779)

5 ธันวาคม 2554 ที่จะงครบ 102 ปีชาตกาลของเตียง ดูเหมือนอุดมคติที่เขาบูชายังอยู่ห่างไกล แต่ประชาชนชาวไทยยังยืดหยัดสืบสานเจตนารมณ์ให้สมบูรณ์





**********
16 สิงหาคม-วันสันติภาพไทย-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศ สงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

**********
เชิญร่วมงานครบรอบ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย

ภาคเช้า -ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เวลา 08.00 น. - ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก - ชมนิทรรศการ “ประวัติความเป็นมาของเสรีไทย”

เวลา 09.00 น. - พิธีเปิดงานครบรอบ 66 ปี วันสันติภาพไทย

ภาคบ่าย- ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. - พิธีเปิดงานครบรอบ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

- วางช่อดอกไม้คารวะเสรีไทยและผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ณ สวนประติมากรรมกำแพงประวัติศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

- วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสันติภาพ เดินจากสวนประติมากรรมมาที่จุดชมนิทรรศการใต้โถงห้องอนุสรณ์ฯ (ด้านสนามฟุตบอล)

- ชมนิทรรศการ เรื่อง “ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย” ณ บริเวณโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรับประทานอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่ม

เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. ลงทะเบียน/รับหนังสือ ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ชั้น ๒

- ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ ๖๖ ปี วันสันติภาพไทย” โดย คุณหญิงอัมพร มีศุข คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เวลา ๑๔.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.- เสวนาวิชาการเรื่อง “มองขบวนการเสรีไทยในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน” โดย พันโท ดร. สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ อาจารย์ประจำกองวิชาประวัติศาสตร์ ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลเกล้า และ อาจารย์ ดร.ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

ดำเนินรายการ โดย คุณสันติสุข โสภณศิริ กรรมการกลางมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์

เวลา ๑๗.๐๐ น. - จบรายการ

********

ซีรีส์ชุดเดียวกันนี้

-สดุดีวีรประวัติสามัญชน 66 ปีวันสันติภาพ(ตอนที่1):การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยกู้เอกราช

สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ ทั้งนี้แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่น ล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง

-สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ(2):สมพงษ์ ศัลยพงษ์ 'ผมทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรฆ่าผมเลย'

สมพงษ์ ศัลยพงษ์ (แซล)ในชุดนายทหารเสรีไทย เขาได้รับมอบภารกิจลับเล็ดลอดเข้าประเทศเพื่อประสานงานกับเสรีไทยในประเทศ เพื่อกอบกู้ชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครองอยู่ แต่ถูกตำรวจไทยยิงหายไปกลางลำน้ำโขง แม้ในปัจจุบันญาติๆยังหวังว่าเขาอาจจะยังไม่ตาย

นารีขี่ฮ.ขาว+แบล็กฮอว์ก เหล่บุรุษอก3ศอก..บรึ๋ยส์!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 สิงหาคม 2554

เวบไซต์ ไทยรัฐออนไลน์
เสนอภาพข่าว นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้น ฮ.แบล็กฮอว์ก ที่กองทัพบกจัดเตรียมไว้ให้ มุ่งหน้าตรวจเยี่ยม-มอบถุงยังชีพผู้ประสบอุทกภัยที่ รร.มัธยมโขงเจียม อุบลราชธานี เมื่อวานนี้

ภาพบรรยากาศนายกฯยิ่งลักษณ์ไปช่วยน้ำท่วมที่โขงเจียม(ที่มา:บอร์ดประชาทอล์ก)



ก่อนหน้านั้นวันหนึ่งนายกฯยิ่งลักษณ์เช่าฮ.เอกชนสีขาวคาดส้ม บินไปแก้ไขน้ำท่วมที่ภาคเหนือ ตามรายงานข่าวของโทรทัศน์ช่อง 3

ทหารอกสามศอกขวัญหนีเอารถลากฮ.ไม่กล้าขี่ไปซ่อม

ก่อนหน้านี้หลังเหตุการณ์ฮ.3ลำตกใหม่ๆ เวบไซต์ASTVผู้จัดการนำเสนอภาพข่าวเรื่อง ใช้รถขน ฮ. 2 ลำจากนราฯ กลับลพบุรี ผวาตกซ้ำไม่กล้าบิน


โดยรายงานข่าวแจ้งว่า หน่วย ฉก. นราฯ ใช้รถพ่วง 18 ล้อ ขน ฮ. 2 ลำ ไปตรวจซ่อมบำรุงยังศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี แทนการใช้ ฮ.บินไปตามปกติ หวั่นตกซ้ำหลังเกิดเหตุ ฮ.ตกที่แก่งกระจานติดกัน 3 ลำ เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยคาดว่าใช้เวลา 3 วันจึงจะถึงที่ซ่อม

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ จ.นราธิวาส หน่วยเฉพาะกิจ นราธิวาส จะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ตรวจตราทางอากาศทุกวัน แต่หลังจากเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ได้มีการหยุดใช้เฮลิคอปเตอร์ โดยไม่มีการขึ้นบินอีกจนกระทั่งมีการส่งไปตรวจสอบ

มีการวิพากษ์วิจารณ์ตามเว็บบอร์ดต่างๆว่าข นาดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก นายใหญ่ยังไม่กล้านั่งฮ.แล้วจะไม่ทำให้ลูกน้องเสียขวัญได้อย่างไร

นารีขี่ทั้งฮ.ขาวและแบล็กฮอว์ก อกสามศอก...บรึ๋ยยยส์

เหตุการณ์ ที่พลเอกประยุทธ์ไม่กล้านั่งฮ.ไปงานศพลูกน้องนั้น โดนวิจารณ์จากนางสาววาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร เจ้าของหนังสือ"ลับลวงพราง"ทางทวิตเตอร์ว่า

บิ๊กๆทบ. นั่งรถไปงานศพทหารฮ.ตก ที่กาญจนบุรี แทนการนั่งฮ....บรึ๋ยส์

สภาพอากาศไม่ดีฝนตก พล.อ.ประวิตร กับพล.อ.ประยุทธฺ บิ๊กๆทบ. นั่งรถไปงานศพทหารฮ.ตก ที่กาญจนบุรี แทนการนั่งฮ....บรึ๋ยส์

ส่งผลให้พลเอกประยุทธ์ออกมาตอบโต้อย่างเกรี้ยวกราด โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการแสดงความเข้มแข็งของชายชาติทหาร!

ที่นี่ความจริงกับ2อาจารย์สาว:เสื้อแดงไม่ต้องการนิรโทษกรรม แต่ต้องการทำความจริงให้ปรากฏ

ที่มา Thai E-News


ที่มา ASIA UPDATE TV


รายการที่นี่ความจริง ตอนล่าสุด ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ดำเนินรายการโดย 2 นักวิชาการสาวหัวใจประชาธิปไตย ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) กับ รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม)

รายการที่นี่ความจริง วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2554: นิรโทษกรรม, ล้างมลทิน, อภัยโทษ







ทำความรู้จักกับ “นิรโทษกรรม, ล้างมลทิน, อภัยโทษ”

“นิรโทษกรรม” คือ “เสมือนไม่เคยทำความผิดเลย” ขอโดยรัฐสภา ออกเป็นพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม การขอนิรโทษกรรมทำได้ทุกขั้นตอนของคดีความ โดยไม่จำเป็นคดีต้องสิ้นสุดก่อน

“ล้างมลทิน” ออกเป็นพระราชบัญญัติ ใช้กับข้าราชการที่กระทำความผิดทางวินัย

“อภัยโทษ” อภัยโทษโดยพระมหากษัตริย์เท่านั้น และมีคำพิพากษาศาลฎีกา พิพากษาเป็นเด็ดขาด การอภัยโทษเป็นการลดโทษ จากมากไปน้อย

มีการกล่าวหาว่า คนเสื้อแดงต้องการ นิรโทษกรรม ซึ่งไม่เป็นความจริง คนเสื้อแดงไม่ต้องการการนิรโทษกรรม แต่ต้องการให้เรื่องต่างๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อความจริงจะได้ปรากฏ แล้วหลังจากนั้น จะเป็นการขออภัยโทษ หรือล้างมลทิน ก็แล้วแต่กรณี

รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 9 สิงหาคม 2554: รัฐบาลใหม่ต้องยกระดับยุติธรรมไทยสู่มาตรฐานสากล









กระบวนการความยุติธรรมของศาลไทย ในปัจจุบัน ศาลไทยใช้องค์คณะในการพิพากษาคดีความ แต่ศาลในต่างประเทศใช้คณะลูกขุนในการพิจารณาคดี ในการพิจารณาว่าผิดหรือไม่จะต้องมีมติของคณะลูกขุนเป็นเอกฉันท์เท่านั้น ซึ่งประชาชนมีความต้องการอยากเห็นศาลไทยมีคณะลูกขุน แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ อาจารย์ทั้งสองจึงเสนอว่า ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณากับผู้พิพากษา โดยเฉพาะในคดีทางด้านการเมือง เพราะปัจจุบันคนทั่วไปมีความเคลือบแคลงใจในคำพิพากษาของศาล ว่าอาจจะมีอคติหรือความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นได้

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยบิดเบี้ยวไป กลไกหนึ่งของรัฐธรรมนูญปี 2550 คือ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี2540

หนึ่งในผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาให้สัมภาษณ์ทางสื่อว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ถ้าหากทำไม่ได้ก็ต้องออกไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นการกระทำเกินกว่าอำนาจหน้าที่ เพราะยังไม่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของรัฐบาลชุดใหม่ และรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่เริ่มทำงานเลย การกระทำเช่นนี้จึงถือเป็นการทำเกินอำนาจหน้าที่ที่ได้รับ

องค์กรอิสระ ต้องอิสระจากอำนาจทางการเมือง อิสระจากระบบราชการ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล และที่สำคัญที่สุดจะต้องยึดโยงกับประชาชน

ปัญหาความวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

เวทีราษฎรผนึกวิทยุบ้านเรือนไทยหาทุน ได้หมื่นสี่สมทบซื้อของขวัญเยี่ยมนักโทษการเมือง19สิงหาฯ

ที่มา Thai E-News

โดย เวทีราษฎร
15 สิงหาคม 2554

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มเวทีราษฎรร่วมกับสถานีวิทยุบ้านเรือนไทย FM 102.35 ลำลูกกาคลองสาม ได้ร่วมกันจัดงานระดมทุนช่วยเหลือเพื่อนนักโทษการเมือง


ภายในงานมีการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เสื้อ แดง รวมทั้งมีการเสวนาเกี่ยวกับนักโทษการเมือง โดยผู้เข้าเสวนาประกอบไปด้วย คุณจิตรา คชเดช , คุณนกแดง , รศ.ดร.สุดา รังกุพันธุ์ , คุณวงษ์ รามอินทรา ดำเนินรายการโดย จ.เจตน์

นอกจากนี้เวลา 19.00 น.ได้จุดเทียนรำลึกถึงเสธแดง ซึ่งครบรอบ 1 ปี 3 เดือนที่เสธ.แดงโดนยิงเสียชีวิต ภายในงานมีประชาชนนับร้อยทยอยกันเข้าร่วมงาน และมีแกนนำ นปช ดร.ประแสง มงคลศิริ เข้าร่วมงานด้วย

สำหรับรายได้จากระดมทุนจำนวนทั้งสิ้น 14,639 บาท ทางกลุ่มเวทีราษฎรมอบให้สำนักงานทนายความราษฎรประสงค์ เพื่อเข้าร่วมโครงการ
"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนเสื้อแดง" ซึ่งจะกิจกรรมเยี่ยมให้กำลังใจพี่รน้องวนักโทษคดีการเมือง ทั้งนักโทษเสื้อแดง และคดี112 ที่จะขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2554 นี้ พร้อมกันทุกเรือนจำทั่วประเทศ

ทักษิณเข้าญี่ปุ่น สะเทือนไทยกี่ริกเตอร์ ?

ที่มา Voice TV



Wake Up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- ญี่ปุ่นให้วีซ่าทักษิณ ผลงาน รมว.ต่างประเทศ ?
- ภารกิจนายกฯ หญิง ตรวจน้ำท่วมเหนือ - อีสาน ยันไม่มีนโยบายคืนพาสปอร์ตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
- ดุสิตโพลล์ ชี้ สุรพงษ์ ไม่เหมาะ รมว.ตปท. ส่วน กท.ศึกษา , คมนาคม ไม่ค่อยรู้จัก
- เอแบคโพลล์ ให้โฉมหน้า ครม.6 เต็ม 10 ความนิยม นายก ฯ ปู แซง ทักษิณ
- จับตานโยบายรัฐ ทิศทางสื่อ ลูกผีลูกคน
- เสื้อแดงเร่งรัดรัฐบาลจ่ายชดเชยผู้ญาติผู้เสียชีวิต 91 ศพ รายละ 10 ล้านบาท
- รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับภารกิจการกำกับดูแลสื่อ
- สำรวจคดีความ และเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น
- อังกฤษจ่อตั้งอดีตตำรวจมะกัน ควบคุมเหตุจราจล