WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 16, 2011

‘นายกฯปู’ มอบ ‘กิตติรัตน์’ ถกอสส.-บัวแก้ว-คลัง-คมนาคม สู้คดีหลักวอลเตอร์ บาว

ที่มา ข่าวสด

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 16 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้รายงานต่อที่ประชุมครม. ให้ทราบว่าตามที่ครม.ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้มีการวางเงินค้ำประกันในการต่อสู้ข้อพิพาทบริษัท วอเตอร์ บาว 38 ล้านยูโร และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมเป็นคณะทำงานร่วมกับอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดรายงานว่า ได้วางเงินประกันในคดีหลัก ที่ศาลกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เรียบร้อยแล้ว ทำให้ศาลยกเลิกคำสั่งอายัดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ที่เมืองนครมิวนิค เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมครม.เห็นชอบให้ยุติการดำเนินการให้ด้านคดีที่ศาลนครมิวนิค ในกรณีการอายัดเครื่องบินดังกล่าว ดังนั้นจึงเหลือเพียงการดำเนินการในส่วนของคดีหลัก ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายอำพน กล่าวต่อว่า จากการที่อัยการสูงสุดได้มีการร้องขอให้ตั้งคณะทำงานในเรื่องดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ หารือกับอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดท่าทีและวิธีการ ว่าจะดำเนินคดีหรือยุติคดีแล้วให้นำข้อมูลที่ได้ กลับมารายงานต่อครม.อีกครั้ง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวว่า ต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเยอรมนี และต้องยึดหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนใน ประเทศไทยด้วย

เมกาวตี ซูการ์โน บุตรี กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มา มติชน

เทศมองไทย

"อินเตอร์ เนชั่นแนล บิสสิเนส ไทม์" ใหม่อย่างยิ่งสำหรับผม และอาจจะยังคง "ใหม่" อยู่อย่างนั้นหากไม่บังเอิญปรากฏข้อเขียนของ นาตาชา ท็อปโน เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เปรียบเทียบ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีใหม่หมาดของไทยกับผู้นำสตรีคนสุดท้ายก่อนหน้าเธอในภูมิภาคอุษา คเนย์ คือ เมกาวตี ซูการ์โน บุตรี อดีตประธานาธิบดี "2 ปี" ของอินโดนีเซีย

"ไอ บีที" บอกว่า ตัวเองเป็น "องค์กรข่าว" เชิงธุรกิจนานาชาติ ระดับ "หัวแถว" ซึ่งก็อาจต้องยอมรับกันไปตามนั้น ณ เวลานี้ จนกว่าจะมีข้อมูลคิดเห็นเป็นอย่างอื่น ถามว่า "นาตาชา ท็อปโน" เล่า? ก็ไม่มีคำตอบให้ในเวลานี้เช่นเดียวกัน ขอใช้ข้อมูลของเธอเป็นเครื่องตัดสินเบื้องต้นก็แล้วกัน

นาตาชา ท็อปโน เริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ มีผู้นำสตรีในภูมิภาคเดียวกันก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของ ประเทศ เช่นเดียวกันกับที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังได้รับ

เธอพบว่า "ภูมิหลังทางการเมือง" ของผู้นำสตรีทั้งคู่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง คำถามที่เธอถามไว้กับตัวเองก็คือ แล้วชะตากรรมของ "ยิ่งลักษณ์" จะลงเอยในรูปแบบเดียวกันกับชตากรรมของ "เมกาวตี" หรือไม่?

เมกาวตี กับ ยิ่งลักษณ์ คลับคล้ายกันในแง่ที่ว่า ทั้งคู่เป็นผู้นำสตรีที่ "หาได้ยาก" ในประเทศของตนเอง ต่างคนต่าง "แบกยี่ห้อ" มรดกทางการเมืองของครอบครัวและวงศ์ตระกูลเหมือนๆ กัน

ยิ่งลักษณ์ เป็นน้องคนสุดท้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกรัฐประหารโค่นลงจากตำแหน่งเมื่อปี 2006 ในขณะที่ เมกาวตี เป็นบุตรีของ อดีตประธานาธิบดีซูการ์โน ประธานาธิบดีผู้นำพาอินโดนีเซียสู่อิสรภาพเมื่อปี 1945

ก่อนที่จะถูกโค่นล้มด้วยการรัฐประหารนองเลือดเมื่อปี 1965



ความ คล้ายคลึงกันอีกประการของคนทั้งสองก็คือ ความ "ใหม่" ในทางการเมือง นาตาชา ท็อปโน นับเวลาจนถึงตอนที่เธอเผยแพร่ต้นฉบับว่า เส้นทางทางการเมืองของ ยิ่งลักษณ์ เริ่มต้นเพียงแค่ 11 สัปดาห์ก่อนหน้าได้รับการลงมติให้เป็นนายกรัฐมนตรี เมกาวตี ก็ตกอยู่ในสภาวะใกล้เคียงกันนั้นในตอนที่เธอลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

ในขณะที่ ยิ่งลักษณ์ มี "ชินวัตร" เป็นเครื่องการันตี เมกาวตี ก็มีชื่อสกุล "ซูการ์โน" ที่บันดาลความรู้สึกชาตินิยมและมีพลังลึกลับอยู่ในตัว ทำให้กลายเป็น "ผู้มีชื่อเสียง" และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2001

ทั้ง คู่ไม่เคยมีความทะเยอทะยานทางการเมืองปรากฏให้เห็นมาก่อน เมกาวตี บอกกับใครๆ ว่า ก่อนหน้าจะเผยโฉมในทางการเมือง เธอเป็นเพียงแค่ "แม่บ้านธรรมดาๆ" คนหนึ่ง และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เมกาวตี เพลี่ยงพล้ำในทางการเมืองให้กับ อับดุล ราห์มาน วาฮิด ทั้งๆ ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในปี 1999

ยิ่งลักษณ์ เป็นนักธุรกิจหญิง และเคยส่ายหน้าไม่ยอมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแล้วเมื่อครั้งที่พรรค การเมืองพรรคนี้เพิ่งก่อรูปขึ้นมาใหม่ๆ

เมกาวตี รับตำแหน่งในยามที่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียอยู่ในสภาพเปราะบางอย่างยิ่ง สภาพว่างงานระบาดไปทั่ว เธอจัดการจนสามารถเอาเศรษฐกิจของประเทศให้ "นิ่ง" ได้ในปีแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เริ่มโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไว้หลายประการ และฟื้นฟูสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ขึ้นมาใหม่ หลังจากแทบไม่มองหน้าไม่เห็นหัวกันในยุคของประธานาธิบดีวาฮิด

อย่าง ไรก็ตาม รัฐบาลของเมกาวตี ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพระยะยาวหรือสร้างความก้าวหน้าให้กับระบบเศรษฐกิจของ ประเทศได้ เมื่อถึงวาระที่เธอลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ำอีกครั้งนั้น คำบรรยายถึง 2 ปีในตำแหน่งของเธอก็คือ "ไร้ประสิทธิภาพ และ ไร้ความต่อเนื่องคงเส้นคงวา"

แล้วเธอก็พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แบบย่อยยับ



นา ตาชา ท็อปโน บอกว่า เมกาวตี ซูการ์โน บุตรี ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแล้ว และถูก "พิพากษา" ไปแล้ว แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพิ่งจะเริ่มต้นนับหนึ่ง

ทั้ง คู่มีปูมหลังทางการเมืองคล้ายคลึงกันก็จริง แต่ความกังวลต่อ ยิ่งลักษณ์ นั้น ชัดเจนกว่า เป็นรูปธรรมมากกว่ามากถึงระดับของ "อิทธิพล" ที่ผู้เป็นพี่มีต่อตัวเธอ

นาตาชา บอกว่า ยิ่งลักษณ์จะกลายเป็นเพียง "โฆษก" ของพี่ชาย หรือจะเป็นตัวของตัวเองได้หรือไม่ ชะตากรรมทางการเมืองในบั้นปลายของเธอจะลงเอยเยี่ยงเดียวกันกับเมกาวตี หรือไม่ยังต้องรอดูกันต่อไป

อย่างน้อยที่สุด นาตาชา ท็อปโน ก็ยังไม่ "ติเรือทั้งโกลน" ในเวลานี้ครับ

สื่อญี่ปุ่นเผย"ทักษิณ"ยอมรับให้คำปรึกษา"ยิ่งลักษณ์"จัดโผ ครม. เตือนแดงอย่าเคลื่อนไหวรุนแรง

ที่มา มติชน

หนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่น เปิดเผยคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ทักษิณยอมรับว่า ให้คำปรึกษากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่กล่าวยืนยันว่า แม้จะให้คำปรึกษาแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเอง


ส่วนนโยบายมุ่งเน้นสร้างความปรองดองระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มให้ การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า มีกลุ่มการเมืองหลายกลุ่มต้องการให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ และได้บอกไปยังกลุ่มสนับสนุนแล้วว่าอย่าเคลื่อนไหวรุนแรง


เมื่อถามถึงกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่ว่าอยู่ที่ใดจะคิดถึงบ้านเสมอ

เสธ.ทบ.ตอบโจทย์ ทำไม! ทหารต้องสลายม็อบ (ชมคลิปวีดีโอ)

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO


หมาย เหตุ - พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างนำคณะนายทหารเข้าหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่น คงกับคณะผู้บริหารในเครือมติชน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม

เรา คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะทำให้ความแตกแยกที่มีขยับเข้ามาใกล้ขึ้น เราคาดหวังแบบนั้น เพื่อให้คนไทยเป็นสยามเมืองยิ้มเหมือนเดิม ตรงนี้สำคัญ ผมเข้าใจบทบาทของสื่อดีว่าต้องทำหน้าที่อย่างไร แต่คนไทยใช้ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง ดังนั้นการมาวันนี้เพื่อเปิดหน้าให้เข้าใจความรู้สึกของเรา

ปัญหา การควบคุมม็อบ ต้องมองว่าก่อนหน้านี้ยังไม่มี พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 โดยที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี มีความพยายามจะใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯอีกครั้ง โดยจะเข้าไปสลายคนเสื้อเหลืองในทำเนียบรัฐบาล แต่ทำไม่ได้ ถ้าทำบาดเจ็บแน่ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เกษียณอายุราชการพอดี ซึ่งท่านสมัครมีสิทธิลงโทษได้เลย แต่ว่าคำสั่งการของนายกฯก็ห้วนๆ ไปนิดหนึ่ง ให้ ผบ.ทบ.รับผิดชอบไปเลย แต่เมื่อถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ พ.ร.บ.มั่นคงฯก็มี แต่ท่านไม่ได้ใช้เรา แต่ให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาดูแล และสั่งการต่อตำรวจเป็นส่วนใหญ่ มาถึงสมัยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านหยิบเรามาใช้ตามอำนาจของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) ทำให้เราต้องเข้าไป ท่านสมัคร หรือท่านสมชายก็มีสิทธิแต่ไม่ใช้เองครับ

ท่าน นายกฯอภิสิทธิ์มีสิทธิที่จะใช้ได้ทั้งทหาร ตำรวจ ซึ่งเท่าที่เห็นก็ใช้ตำรวจก่อน แต่เมื่อกำลังไม่พอ เพราะตำรวจเราไม่ได้ออกแบบเพื่อมารับสถานการณ์ขนาดนี้ ไม่ไหวแน่ ทั้งประเทศไทยมีกองร้อยควบคุมฝูงชนแค่ 2 กองร้อย มีคนอยู่ 300 คน ที่เหลือคือ ตำรวจตามโรงพักที่เกณฑ์มา ดังนั้น ทำให้ต้องเอาทหารเข้ามา ซึ่งนำ พ.ร.บ.มั่นคงฯเอาทหารออกไปใช้การประชุมที่ จ.ภูเก็ต และ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พอใช้ทหารมาเรื่อยๆ จนคล่อง เพราะทหารมีโครงสร้างผู้บังคับบัญชาที่ดี เป็นธรรมดาที่ผู้บริหารมองว่าใช้ใครทำงานได้

แต่เราระวังตัวมาก เรารู้ว่าคนที่เรากลัวที่สุดคือ ประชาชน ไม่เคยกลัวโจร ไม่เคยกลัวศัตรูที่ไหนเลย ยกกองทัพมาไม่เคยกลัว แต่กลัวประชาชนที่สุด และตำรวจไทยถูกออกแบบให้จับโจร ผู้ร้าย ไม่ได้ถูกออกแบบเจอสถานการณ์อย่างที่เขาเจอ เลยเป็นภาพที่เราเข้าไปร่วมกับรัฐบาลด้วยกฎหมายจริงๆ ถ้าไม่มีกฎหมายตัวนี้เขาก็ไม่มีสิทธิ

@ แนวคิดตั้งทบวงความมั่นคงเป็นอย่างไร

ใน การประชุม กอ.รมน. ที่มีนายกฯในฐานะ ผอ.รมน.เป็นประธาน ซึ่งเรามองเห็นว่าความมั่นคงภายในปัจจุบันมีความรวดเร็วมากขึ้น อีกทั้ง กอ.รมน.ถูกระแวงว่าเป็นทหารบก แต่จริงแล้วในโครงสร้าง กอ.รมน.ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อพลเรือน ตำรวจ ทหาร ภัยความมั่นคงที่เรามองเห็นขณะนี้ คือ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว การก่อการร้ายสากลข้ามชาติ การบุกรุกทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการพระราชดำริ ดังนั้น 6 เรื่องที่เราเลือกมาทหารทำส่วนใหญ่ โดยที่ยาเสพติดให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหัวหน้าใหญ่ ส่วนแรงงานต่างด้าวให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าใหญ่ การก่อการร้ายอาชญากรรมข้ามชาติให้ผู้การสันติบาลเป็นหัวหน้า แต่ในทางปฏิบัติท่านไม่มาเลย เราจึงเล่นเองตลอด ภาพจึงกลายเป็นกองทัพบก คนก็มาระแวง กอ.รมน.เพราะมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.รมน. มี เสธ.ทบ.เป็นเลขาฯ กอ.รมน.

พล.อ.ประยุทธ์ก็มาคุยกับผมว่า ทำไงเมื่อมีการระแวงกัน แต่วันนี้ภัยความมั่นคงมีมากขึ้น หากเป็นทบวงแบบเมืองนอกจะเป็นอย่างไร เขาจะได้มาดูแลกันเต็มๆ แต่ทั้งหมดเป็นแนวคิดจุดเริ่มเล็กๆ ใช้เวลา 5-10 ปีก็ยังไม่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะไปเร็วขนาดนั้น แต่ กอ.รมน.ถูกระแวงทั้งประชาชน ฝ่ายการเมือง ข้าราชการด้วยกันเอง ว่าจะเข้าไปทุบหม้อข้าวเขา

กฎหมาย เขียนไว้ว่า กอ.รมน.มีหน้าที่บูรณาการ เวลาของบประมาณเขาจะอ้างว่าเราไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ คุณเป็นผู้บูรณาการ เอาไปแค่ 600 ล้านบาทพอ ดูแลทั้งประเทศ ผมมี 600 ล้านบาทที่จะดูภัยความมั่นคงทั้ง 77 จังหวัด ทั้งนี้ ที่เราได้งบประมาณในปีนี้ 6,000 กว่าล้านบาท แต่เป็นงบประมาณภาคใต้ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยเลี้ยง 4,000 ล้านบาท ดังนั้น ตัวเลข 30,000 กว่าล้านบาท ที่เหลือเป็นของกระทรวง ทบวง กรมอื่นที่ลงใต้ แต่คนพูดว่า กอ.รมน.เอาไป 30,000 ล้านบาทนั้นคงไม่ตรง

@ ชุดเฉพาะกิจ 315 (ฉก.315) ปราบปรามยาเสพติดจะทำต่อหรือไม่

ลอง ไปถามประชาชนดู ซึ่งเรื่อง ฉก.315 รัฐบาลที่แล้วมีนโยบายทำเรื่องนี้กับ ป.ป.ส. โดยไปคุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ซึ่งท่านมีตำรวจไม่พอ เพราะเอาตำรวจออกมาทำหน้ารักษาความปลอดภัยที่ทำเนียบรัฐบาล ผมจึงบอกว่าหากจะเอาทหารไปอย่าให้ทหารเป็นหัวหน้า เพราะใกล้เลือกตั้งไม่เช่นนั้นจะระแวงกันตายเลย ดังนั้น ตำรวจจึงเป็นหัวหน้า ฉก.315 ทั้งหมด ทหารเป็นลูกทีมเท่านั้น ขนาดกลัวอยู่แล้วแต่ก็ยังไม่วายโดน โดยที่แผนงานของ ฉก.315 ก็มีการระดมในช่วงนั้น แต่จะเป็นแทคติกของรัฐบาลที่จะระดมก่อนเลือกตั้งก็เป็นเรื่องปกติ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร หากพูดกันตรงๆ

@ หลังการเลือกตั้งกองทัพวิเคราะห์ 2 สีจะจบลงหรือไม่

ผม ยังไม่วิเคราะห์เรื่องนี้เลย (หัวเราะ) ที่ปวดหัวและเบาใจลงคือ เรื่องกัมพูชา เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลใหม่เขาดีกัน ซึ่งน่าจะเบาลงทำให้ทหารจะมีเวลาดูแลเรื่องภาคใต้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราก้าวหน้า 5 ยุทธศาสตร์ แต่เหลือยุทธศาสตร์เดียวที่เราเหนื่อย คือการรักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน เขาก็รู้เพราะเขาแพ้ในยุทธศาสตร์ทั้งหมด เขาจึงเหลือยุทธศาสตร์เดียวคือ สร้างความหวาดกลัว ไม่มีทางเลือกอื่น เผอิญเรื่องนี้เป็นอิมแพค (มีผลกระทบ) ข่าวที่ออกไปไม่ครอบคลุม แต่ก็เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ด้วยที่ไม่ให้ข่าวเขาเอง

@ เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลทิศทางนโยบายของผู้ปฏิบัติในการแก้ปัญหาภาคใต้จะมีผลกระทบหรือไม่

ผม คิดว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดในเขตปกครองพิเศษภาคใต้ เรื่องนี้เราต้องคุยกับรัฐบาลในรายละเอียดอีกที เพราะเรามีข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างไร ถ้าเกิดแบ่งออกไปจะเกิดอะไรขึ้น มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และรัฐบาลนี้ที่ประกาศนโยบายนี้ออกมาก็ยังไม่มีรายละเอียดในพื้นที่จะลงลึก ขนาดไหน เราจะชี้ให้รัฐบาลเห็นว่าความเสี่ยงท่านจะรับได้แค่ไหน ถ้าท่านรับได้ก็เป็นนโยบาย เราคงไม่มีทางเลือกอื่น

@ ความเสี่ยงที่ว่ามีแค่ไหน

ความ เสี่ยงของผมจะอย่างหนึ่ง แต่ถ้าถามนักธุรกิจ นักการเมือง หรือประชาชนเขาจะมองความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่ง ผมจะมองในมิติของผม เหมือนกับคนไทยขอใช้คำว่าถ้าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา นั้นแปลว่าหลายๆ ภาคส่วนไม่ได้ตระหนักข้อมูลภัยพวกนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความสำคัญมาก แต่ถ้าไม่มองถึงภัยความมั่นคง คิดถึงแต่เด็กที่จะมาศึกษาอย่างเดียวคงไม่ครบด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดคิดแต่จะให้เป็นที่ท่องเที่ยวแต่ลืมมองเรื่องความมั่นคง ถ้าจังหวัดท่านไม่มีความเรียบร้อยสิ่งที่ท่านคิดคงไปไม่ถึงจุด

สิ่ง ที่เรามอง เราจะรู้ว่าอะไรก้าวหน้าไม่ก้าวหน้า กราบเรียนต่อหน้าพระก็ได้ เราไม่นั่งเทียนมองว่าก้าวหน้า 6 ยุทธศาสตร์ที่เราทำมีความก้าวหน้าจริง แต่ถามว่าสำเร็จหรือไม่ ผมไม่กล้าใช้คำนั้น แต่ต้องใช้เวลา แน่นอนถ้าให้เขาปกครองตนเองเขาจะหยุดยิงแน่ หรือถอนทหารก็หยุดยิง แต่เมื่อหยุดยิงคงไม่มีใครไปอยู่กับเขา

กอ.รมน.โดยกองทัพบก มองว่าทหารที่มาจาก กทม. อีสาน เหนือ ที่ลงไปใต้ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น เดือนตุลาคมนี้จะปรับเปลี่ยนกำลังทหารได้ 4 กองพัน โดยนำทหารหลักขึ้นมา โดยให้ทหารพรานดูพื้นที่แทน ค่อยๆ ทยอยๆ ไป

7 ปีที่ผ่านมา การทำความเข้าใจใน 2 ปีแรกตั้งแต่ปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 จ.นราธิวาส ข้าราชการทุกส่วนเข้าไปหมู่บ้านไม่ได้เลยหากเขาไม่ให้เข้า แปลว่าเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจเขา และเขาก็ไม่เข้าใจเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเราเลยใช้เวลา 2-3 ปีแรก ช่วงพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เราสร้างความเข้าใจ จากนั้นสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. เราเริ่มเข้าถึง แต่เขามีความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่คุ้มครองเขาไม่ได้ พล.อ.อนุพงษ์ จึงขยายฐานปฏิบัติการ 7-8 ร้อยฐานเกาะตามหมู่บ้านเพื่อคุ้มครองและเข้าถึง เมื่อเวลา 3 ปีผ่านไปเราคิดว่าทำสำเร็จ รถทหารผ่านเด็กก็เริ่มโบกมือให้ เมื่อมาถึงรอยต่อระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาลก็เอางบฯไทยเข้มแข็งลงเพื่อพัฒนา ดังนั้น หากย้อนไปดู "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" จริงๆ (ยกมือไหว้) ยุทธศาสตร์พัฒนาเป๊ะ

เราจะหยุด ความรุนแรงได้เมื่อไร ผมคงตอบไม่ได้จริงๆ แต่จุดศูนย์ดุลหัวใจของเราคือ ประชาชน ทหารใช้คำนี้ และมุ่งไปที่ประชาชนในพื้นที่กว่า 2 ล้านคน ซึ่งผู้ก่อเหตุรุนแรงลดลงเรื่อยๆ

ภารกิจต้องห้ามรัฐบาล วิบาก "นารีขี่เสือแดง"

ที่มา มติชน





"...ที่ ผ่านมาพวกเราไม่เคยออกมาพูดอะไรเลย เพราะต้องการให้ตั้งรัฐบาลได้ ต้องการให้การจัดตั้งรัฐมนตรีเสร็จสิ้นเสียก่อน แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว พวกเราจำเป็นต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือทั้ง 91 ศพที่เสียชีวิตเป็นเรื่องแรก..."

คือเสียง "ขอร้อง" แกม "บังคับ" ที่หลุดจากปาก "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ด้านหนึ่งเพื่อกระตุกต่อมความคิด-กระตุ้นเตือนความทรงจำรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าอย่าลืมดูแล "มวลชนคนเสื้อแดง"

ทั้ง "เสื้อแดงไร้อิสรภาพ" ที่ต้องนอนในคุกประมาณ 130 คน

และ "เสื้อแดงไร้วิญญาณ" รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐรวม 91 ศพ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

แต่ อีกด้านหนึ่งมีการถอดรหัสคำพูด-ความเคลื่อนไหวของแกนนำ นปช. ที่ออกมาในช่วงนี้ว่า น่าจะเป็น "ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ" กรณีไม่ปรากฏชื่อ "แกนนำคนเสื้อแดง" ร่วมวง "ครม.ชุดที่ 60"

ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ "วีรกานต์ มุสิกพงศ์" อดีตประธาน นปช. เคยออกมา "ฟันธง" ก่อนโผ ครม. "ปูแดง" จะคลอดออกมาว่า "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พท. และ "ดาวไฮด์ปาร์กแดง" มีโอกาสขึ้นแท่นรัฐมนตรี เพราะมีคุณสมบัติเหมาะสม และเป็นได้

แม้แต่ตัว "ณัฐวุฒิ" เองก็คงแอบหวังลึกๆ ว่าจะเข้าไปครอบครองสักตำแหน่งในรัฐบาล และความหวังมาเปล่งประกายเมื่อมีชื่อในโผ "รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" กำกับดูแลสื่อ

แต่ท้ายที่สุดกลับ "หลุดโผ-ตกขบวน" ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการลบภาพครหา "รัฐมนตรีสีเสื้อ-เสนาบดีต้องคดี" เหมือนเมื่อครั้ง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีคนก่อน แต่งตั้ง "รัฐมนตรีเสื้อเหลือง-ผู้ต้องหาคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิ" นาม "กษิต ภิรมย์" เป็น รมว.ต่างประเทศ

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดประโยค "ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" ขึ้นกับ "รัฐบาลโคลนนิ่ง" "นายใหญ่" จึงตัดใจ-ตัดชื่อ "ณัฐวุฒิ" ออกจากโผ ครม.

สร้างความหวั่นใจให้เหล่า "3 เกลอ" ว่าอาจถูกหลอกใช้-ถูกเขี่ยทิ้งหรือไม่?

จึง ไม่ใช่เรื่องแปลก หากแรงกดดันให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" เร่งช่วยเหลือ "เหยื่อกระชับพื้นที่" หัวละ 10 ล้านบาท จะเกิดขึ้นหลังจาก "ว่าที่รัฐมนตรีแดง" พลาดท่าตก "ขบวนแรก" ไป

เกิดขึ้นก่อน "ขบวนอำนาจ" อื่นจะมาเกย

สะท้อน ผ่านแรงกดดันให้เพิ่มยอด "ดาวแดง" ในสภา ด้วยการบีบรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 12 ชีวิต ให้เลิกถ่างขา-ควบ 2 สถานภาพ เพื่อเปิดทางให้ผู้สมัคร ส.ส.ลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมา โดยพบว่ามี "แกนนำคนเสื้อแดง" อย่างน้อย 2 คนจ่อคิวรอเข้าไปเป็น ส.ส. เพราะอยู่ในลำดับที่ 62-72

การช่วงชิงเก้าอี้ "เลขานุการ-ที่ปรึกษา-กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี" ซึ่งคาดว่าจะคลอดได้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม หลังเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 24 สิงหาคม โดยปัจจุบันมี "แกนนำแดง" ฝังตัวอยู่ใน "บัญชี 2-3" ของ พท.หลายคน

เพราะวันนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ "นักรบกลางถนน" อาจไม่ใช่ "ที่ยืนบนเวที" หากแต่เป็น "ที่ยืนบนขบวนอำนาจ"

อย่าง ไรก็ตาม "แกนนำ นปช." มิอาจออกมาโหวกเหวกโวยวาย หลังพลาดท่าเสียทีตก "ขบวน ครม." เพราะยิ่ง "ดิ้น" ยิ่ง "ดับ" สังคมจะมองว่าการออกมาปลุกม็อบล้ม "อำนาจเก่า" เพื่อเข้าไปมีอำนาจเสียเอง

แต่ครั้งนี้ "แกนนำ นปช." ใช้อนาคต "แดงนอนคุก" มาเปิดเกมต่อรองกับรัฐบาล "ปูแดง" โดยตรง

พร้อมขู่นัดประชุมใหญ่คนเสื้อแดงในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดทิศทางเคลื่อนไหวในอนาคต

โดย "วรรคทอง" ที่ "จตุพร" ยกขึ้นมาคู่ "นักรบห้องแอร์" อย่างสม่ำเสมอคือ "เพื่อไทยเป็นหนี้ผู้เสียชีวิต"

และเป็น "หนี้" ที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" มิอาจปฏิเสธการชำระได้

ทั้งๆ ที่ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" รู้อยู่เต็มอกว่าหากหยิบ 3 ภารกิจขึ้นมาทำเมื่อไร รัฐบาลจะพบความเสี่ยงต่อการมีอันเป็นไปก่อนวัยอันควร 1.เรื่อง 91 ศพ 2.เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และ 3.เรื่องคดีความ พ.ต.ท.ทักษิณ

หากครั้ง นี้รัฐบาล "ปูแดง" ยอมทำตามแรงกด ชิงปลดปล่อยแดงก่อน "ขี่ม้าขาว" เข้าไปแถลงนโยบายรัฐบาล ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการถูกคนเสื้อแดง "ดัน" ให้ทำวาระถัดๆ ไป

หากไม่ยอมทำ ก็จะเพิ่มความไม่พอใจแก่ "มวลชนนอกสภา"

"ยิ่งลักษณ์" ในวันที่ถูกมวลชนของตัวเองกดดันตัวเอง จึงไม่ต่างอะไรจาก "นารี" ขึ้นขี่หลังเสือ (แดง)!!!


(มติชนรายวัน ฉบับ 16 สิงหาคม 2554 หน้า11)

‘เหลิม’ยันรบ.ไม่ละเมิดสิทธิปชช. ยกเลิกหมู่บ้านแดง

ที่มา ข่าวสด

‘เหลิม’ยันรบ.ไม่ละเมิดสิทธิปชช. ยกเลิกหมู่บ้านแดง
เมื่อ เวลา 09.00น. ที่ทำทเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการเยียวยาให้กับกลุมคนเสื้อแดง โดยเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตรายละ 10 ล้านบาทว่า ขอไม่แสดงความเห็นใดๆ เพราะการเข้ามาทำหน้าที่ครั้งนี้ตั้งใจเข้ามาทำงานไม่ตั้งใจมาตอบโต้หรือขัด แย้งกับใคร ส่วนกรณีกระแสข่าวว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ต้องการให้ยกเลิกหมู่บ้านสีแดง เพื่อสร้างความความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาตินั้น ส่วนตัวไม่อยากจะแสดงความเห็น เพราะไม่ใช่หน้าที่
“แต่จะทำอะไรต้อง ดูกรอบของกฎหมาย จะเอาอำนาจอะไรไปทำหรือบอกว่าคุณติดสีแดง สีดำ สีเหลืองไม่ได้ มันไม่มีอำนาจ ผมคิดว่า ท่านยงยุทธคงไม่ทำ เพราะถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน อะไรก็ตามที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแล้วไม่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายรัฐบาลเรา จะไปทำอะไรเขาได้ และไม่คิดว่าท่านนายกฯ จะลงไปลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และอย่าไปคิดเลยเพราะไม่มีใครทำแน่นอน”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
เมื่อถามว่าจะ กลายเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะแค่โยนหินถามทางกลุ่มแดงในบางจังหวัดก็เริ่มออกมาต่อต้านแล้ว รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน เพราะรัฐบาลจะไม่ไปทำอะไรที่ไปละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ได้ ส่วนเรื่องการสร้างความปรองดองนั้นมันอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่สัญลักษณ์ การกระทำนั้นต้องมีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การที่ชาวบ้านติดธงสีแดงไว้หน้าบ้านหรือหมู่บ้านนั้นก็เป็นเรื่องของ สัญลักษณ์ จะไปห้ามไม่ได้และตนเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 16/08/54 มีหลวงพ่อดี..ไม่กลัวกับระเบิด

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เร่งเดินหน้า แก้ปัญหา ประชารัฐ
มีร้อยแปด สารพัด ที่ขัดข้อง
ขอเพียงใจ มุ่งมั่น ตามครรลอง
รีบสนอง ประชาชน คนเลือกไป....


หลวงพ่อดี คุ้มอยู่ ให้รู้บ้าง
ช่วยส่องทาง เดินหน้า พาสดใส
มิตรประเทศ ยิ้มแก้มปริ สุดดีใจ
สู่ยุคใหม่ เป็นนิมิตร คิดแล้วทำ....


เหมือนบ้านพี่ เมืองน้อง ต้องข้องแวะ
ใครเคยแขวะ ตีรวน ชวนชอกช้ำ
เคยค้าขาย อยู่เย็น เป็นประจำ
กลับตกต่ำ มุ่งหน้า เพื่อฆ่าฟัน....


บอกผิดฝา ผิดตัว มั่วใส่ไคล้
เสียงคำพูด พวกจัญไร ไม่สร้างสรรค์
ทั้งฝ่ายแค้น ทั้งโพลล์ โง่พอกัน
พูดเอามัน ทำไม่ได้..ไร้ฝีมือ....


รีบเดินหน้า สร้างศรัทธา อย่าท้อถอย
ลบด่างพร้อย ก้าวให้ไว ได้เชื่อถือ
สานนโยบาย เร่งทำ สมคำลือ
ยังเชื่อมือ คนมีไฟ ทำได้ดี....


แม้นยังมี พวกมาร สันดานต่ำ
สร้างระยำ รุกไล่ ให้หมองศรี
จงเข้มแข็ง เดินหน้า อย่ารอรี
ทำสิ่งดี เพื่อเมืองไทย ได้รุ่งเรือง....


๓ บลา / ๑๖ ส.ค.๕๔

คำเตือนก่อนคุณทักษิณไปญี่ปุ่น: ใครฉลาด? ใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดน?

ที่มา ประชาไท


พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่ามีความผิด เกี่ยวกับการทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี แต่คุณทักษิณเห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่เป็นธรรม จึงปฏิเสธการจับกุมโดยหลีกไปอาศัยอยู่ ณ ต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้มีข่าว ว่าคุณทักษิณได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องเศรษฐกิจที่ ประเทศญี่ปุ่น และมีการให้สัมภาษณ์ว่าการเดินทางดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย แม้จะมีรายงานข่าวว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ยอมรับว่า ได้หารือเรื่องดังกล่าวกับทูตของญี่ปุ่นก็ตาม (http://bit.ly/p91HBp)
ล่า สุด (15 สิงหาคม 2554) สำนักข่าว Kyodo ประเทศญี่ปุ่นรายงานการแถลงข่าวโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลญี่ปุ่นว่า กงสุลใหญ่แห่งญี่ปุ่น ณ ดูไบ ได้ออกหนังสือตรวจลงตรา (วีซ่า) เพื่ออนุญาตให้คุณทักษิณสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เป็นกรณีพิเศษ หลังได้รับการร้องขอจากรัฐบาลไทย (“in response to a request from Thailand” http://bit.ly/qVFL8h)
สำนัก ข่าว AFP รายงานคำแถลงข่าวของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นในทางเดียวกันว่า รัฐบาลไทยได้แจ้งว่าไม่มีนโยบายห้ามคุณทักษิณเดินทางไปประเทศอื่น และขอให้ประเทศญี่ปุ่นออกวีซ่าให้คุณทักษิณ (“The Thai government… takes a policy of not prohibiting former prime minister Thaksin from visiting any country and requested that Japan issue a visa” http://bit.ly/mRPUg2)
หาก คำพูดของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นพอเชื่อถือได้ สื่อมวลชนไทยสมควรต้องกลับมาถามรัฐบาลไทยที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่กี่วันว่า ที่มีคนบอกว่ารัฐบาลไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกวีซ่าครั้งนี้นั้น ใครพูดจริง ใครโกหก???
ความจริงหากจะพูดให้ดูดี หน่อย ก็น่าจะบอกว่า กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (ข้อ 12 แห่งสนธิสัญญา ICCPR ซึ่งทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องเคารพ) ก็รับรองสิทธิเสรีภาพของคุณทักษิณให้สามารถเดินทางได้อย่างเสรีภายในประเทศ ใดประเทศหนึ่งได้ หากคุณทักษิณเข้าไปในประเทศนั้นโดยถูกกฎหมาย
อีก ทั้งรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 82 ก็สื่อความให้รัฐบาลไทยต้องเคารพสิทธิมนุษยชนข้อนี้ แน่นอนว่าหากคุณทักษิณเดินทางเข้ามาสู่เขตบังคับของกฎหมายไทย ไทยก็ย่อมต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย
ใน เมื่อสุดท้ายคุณทักษิณก็ยังคงเป็นมนุษย์ กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งติดตัวคุณทักษิณอยู่แต่เดิมก็มิ ได้หายไปไหน การที่คุณทักษิณได้รับวีซ่าญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายเพื่อเดินทางไปแสดงความคิด เห็นด้านเศรษฐกิจ หรือแสดงความห่วงใยต่อผู้ประสบภัยธรรมชาติ จึงมิใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย และก็คงอยู่นอกอำนาจที่รัฐบาลไทยจะไปห้ามญี่ปุ่นได้ ไทยจะไปยุ่มย่ามเรื่องภายในก็จะหาว่าแทรกแซงและผิดกฎบัตรสหประชาชาติ
อีก ทั้งกฎหมายว่าด้วยการตรวจคนเข้าเมืองและผู้ลี้ภัยของประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1953 แก้ไขล่าสุด ค.ศ. 2009 มาตรา 5-2 ได้เปิดช่องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถออกวีซ่าพิเศษให้กับผู้ ที่ต้องโทษจำคุก เช่น คุณทักษิณ ให้เข้าญี่ปุ่นได้ หากเห็นว่าเป็นกรณีสมควร
แต่ เมื่อรัฐบาลไทยไม่เคยชินกับการอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน และดันมีคนใจดีไปช่วยขอวีซ่าจนกลายเป็นข่าว จนมีผู้ตั้งประเด็นว่า เป็นการทำให้การจับกุมคุณทักษิณลำบากขึ้นและผิดกฎหมายนั้น เป็นการฉลาดหรือไม่ ก็น่าคิดอยู่!
ใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดน?
เกิดคำถามตามมาว่า ในเมื่อคุณทักษิณมีความผิดตามกฎหมายไทย ถูกศาลฎีกาไทยพิพากษาจำคุก 2 ปี แล้วหากคุณทักษิณเดินทางไปญี่ปุ่น ไทยจะขอให้ญี่ปุ่นส่งตัวคุณทักษิณกลับมารับโทษในประเทศไทยในลักษณะการส่ง ผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่?
ตอบว่าไทยขอได้ แต่ญี่ปุ่นจะส่งตัวคุณทักษิณมาหรือไม่ เป็นไปได้ยาก หากตอบโดยไม่ต้องนึกถึงข้อกฎหมายใดๆ การที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้คุณทักษิณเข้าเมืองมากล่าวสุนทรพจน์และเยี่ยมผู้ ประสบภัยเป็นกรณีพิเศษแล้วค่อยเข้าจับกุมส่งตัวนั้น คงจะดูแปลกอยู่
และหากพิจารณาในข้อกฎหมาย ก็จะพบอุปสรรคหลายด่าน ดังนี้
ด่านที่ 1: ไทยและญี่ปุ่นยังไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
จริง อยู่ว่าเมื่อปี พ.ศ. 2552 ไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามสนธิสัญญาอีกฉบับ คือสนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาและความร่วมมือในการบังคับให้ เป็นไปตามคำพิพากษา ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดว่า เป็นสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ความจริงสนธิสัญญา ฉบับนี้เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกรณีที่ไทยจับคนญี่ปุ่น ที่ทำผิดกฎหมายไทย แล้วอาจส่งตัวคนญี่ปุ่นนั้นกลับไปจำคุกที่ญี่ปุ่นตามโทษกฎหมายไทย ในทางเดียวกัน ญี่ปุ่นก็อาจส่งตัวคนไทยที่ทำผิดกฎหมายญี่ปุ่นกลับมาจำคุกที่ไทย
แต่ กรณีคดีของคุณทักษิณนั้น เป็นกรณีที่คนไทยต้องโทษจำคุกตามกฎหมายไทย จึงไม่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาดังกล่าว (นอกจากคุณทักษิณเข้าญี่ปุ่นแล้วดันทะลึ่งทำผิดกฎหมายบ้านเขาแล้วถูกจำคุก ไทยก็อาจขอให้ส่งตัวมาได้)
ด่านที่ 2: ไม่มีสนธิสัญญาก็ส่งได้ แต่ส่งยาก
การ ที่ไทยและญี่ปุ่นไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ไม่ได้แปลว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะทำไม่ได้ เพียงแต่ทำได้ยาก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างต้องอาศัยกฎหมายภายในประเทศและ “วิถีทางการทูต” (diplomatic channel)” ซึ่งอาศัยดุลพินิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสำคัญ
ด่านที่ 3: กฎหมายไทยให้อำนาจนักการเมือง ไม่ใช่อัยการ
พระ ราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 30 ให้อัยการสูงสุดของไทยมีอำนาจวินิจฉัยว่าจะร้องขอให้ญี่ปุ่นส่งผู้ร้ายข้าม แดนหรือไม่ แต่กระนั้น กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้ “คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นอย่างอื่น” ได้ กล่าวคือหากอัยการสูงสุดต้องการขอ แต่คณะรัฐมนตรีไม่ต้องการให้ขอ สุดท้ายก็ขอไม่ได้
ด่านที่ 4: กฎหมายญี่ปุ่นไม่ให้ส่งฟรีๆ
แม้ หากสุดท้ายคณะรัฐมนตรีไทยไม่ขัดข้อง ก็มิได้แปลว่าไทยขอแล้วญี่ปุ่นจะให้ทันที แต่กฎหมายภายในของประเทศญี่ปุ่น คือ กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ค.ศ. 1953 แก้ไขล่าสุด ค.ศ. 2004 กำหนดว่า นอกจากฝ่ายไทยต้องส่งคำขอพร้อมเอกสารรายละเอียดที่เข้าเงื่อนไขต่างๆ แล้ว มาตรา 3 ยังบังคับว่า ไทยต้องให้คำมั่นว่าจะส่งตัวผู้ร้ายจากไทยไปที่ญี่ปุ่นในลักษณะต่างตอบแทน อีกด้วย (reciprocity) กล่าวโดยง่ายก็คือ หากไทยไม่มีผู้ร้ายไปสัญญาแลก ญี่ปุ่นก็ไม่ส่งให้
ด่านที่ 5: รัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องพอใจ
ไทย ต้องเอาผู้ร้ายไปสัญญาแลกเท่านั้นไม่พอ กฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของญี่ปุ่น มาตรา 4 ยังกำหนดว่า ในกรณีที่ไทยและญี่ปุ่นไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของญี่ปุ่นมีดุลพินิจพิจารณาอย่างกว้าง ขวางว่า “หากเป็นการไม่เหมาะสม” (deemed to be inappropriate) ญี่ปุ่นก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคำขอของไทย ซึ่งอะไรจะเหมาะสมหรือไม่นั้น ก็คงสุดแท้แต่ที่ท่านรัฐมนตรีของญี่ปุ่นจะคิด
ด่านที่ 6: กฎหมายญี่ปุ่นระบุข้อห้ามไม่ให้ส่งตัว
แม้ ท่านรัฐมนตรีของญี่ปุ่นจะมองว่าเป็นการเหมาะสมที่จะส่งคุณทักษิณ กลับมาประเทศไทย ก็มิใช่ว่าจะส่งได้ แต่ต้องผ่านด่านกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของญี่ปุ่น มาตรา 2 ซึ่งกำหนดข้อห้ามไม่ให้ส่งตัวคุณทักษิณไว้อีกหลายกรณี หากเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง ก็ส่งไม่ได้ อาทิ
- ห้ามส่งตัวหากเห็นว่าความผิดของคุณทักษิณเป็นความผิดทางการเมือง (political offense) หรือการขอให้ส่งตัวคุณทักษิณเป็นการพยายามนำตัวคุณทักษิณมาลงโทษทางการเมือง
(เช่น คุณทักษิณอาจต่อสู้ว่า คดีความทั้งหมดนั้นมุ่งเล่นงานคุณทักษิณตั้งแต่กระบวนการรัฐประหารโค่นอำนาจ ทางการเมือง ฯลฯ แต่คุณทักษิณก็ต้องไม่ลืมว่า คดีที่ศาลฎีกาตัดสินนั้นเป็นเรื่องการทุจริตเกี่ยวกับการประมูลที่ดิน ญี่ปุ่นอาจไม่มองว่าเป็นเรื่องการเมือง)
- ห้ามส่งตัวหากความผิดคุณทักษิณตามกฎหมายไทยเป็นความผิดที่มีโทษเบา กล่าวคือกฎหมายญี่ปุ่นกำหนดว่า หากโทษความผิดคุณทักษิณเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ก็ห้ามส่งตัว
(เช่น คุณทักษิณอาจต่อสู้ว่า คุณทักษิณถูกศาลไทยพิพากษาจำคุกเพียง 2 ปี จึงเป็นกรณีโทษเบาที่ไม่ให้ส่งตัว แต่อย่าลืมว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ศาลไทยใช้ลงโทษคุณทักษิณนั้น มาตรา 122 ได้บัญญัติให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ว่าญี่ปุ่นจะตีความกฎหมายอย่างไร)
- ห้ามส่งตัวหากความผิดของคุณทักษิณตามกฎหมายไทยเป็นความผิดที่ไม่สามารถเอาผิดหรือลงโทษตามกฎหมายของญี่ปุ่นได้ (double criminality)
(เช่น คุณทักษิณอาจต่อสู้ว่า ความผิดเรื่องการทุจริตที่เกิดจากการประมูลที่ดินโดยภรรยานายกรัฐมนตรีนั้น แม้กฎหมายไทยจะมองว่าผิด แต่กฎหมายญี่ปุ่นอาจไม่ถือว่าเป็นความผิด ก็ห้ามส่งตัว)
หากจะบอกว่าคุณทักษิณมั่นใจในข้อ กฎหมายว่าไม่ถูกส่งตัวกลับไทย ก็พอเข้าใจอยู่ แต่ที่น้องคุณทักษิณต้องมานั่งตอบคำถามว่า ทำไมถึงไม่ขอส่งตัว หรือทำไมขอแล้วส่งมาไม่ได้ ก็อาจเข้าใจยากหน่อย
หรือกล่าวอีกทางหนึ่ง สุดท้ายใครเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ข้อนี้ตอบง่าย แต่งานนี้ใครฉลาดหรือไม่ ข้อนี้ตอบยาก!

ศาลให้22ผู้ต้องขังอุดรได้ประกันเรียกหลักทรัพย์หัวละล้าน

ที่มา ประชาไท

16 สิงหาคม 2554 เวลา14.00น. นายชัชวาลย์ ลือคำหาญ ทนายความที่ได้รับมอบหมายเข้าทำการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว 22 ผู้ต้องขังในคดีเผาศาลากลาง จ.อุดรธานี จากเหตุการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาได้แจ้งต่อประชาไทว่า ศาลจังหวัดอุดรได้พิจารณาเหตุผลในการขอประกันตัวแล้ว ได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังทั้ง22รายโดยได้กำหนดหลักทรัพย์ ที่ใช้ในการประกันตัวรายละ 1ล้านบาท

นายชัชวาลย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่ม เติมว่า ปัจจุบันได้มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ได้แสดงตนในการประกันผู้ต้องหาแล้วทั้ง สิ้น11คน โดยทางผู้ต้องขังยังขาดหลักทรัพย์อีก 11 ล้านบาท จึงจะสามารถประกันผู้ต้องขังทั้งหมดออกมาได้

อนึ่งผู้ต้องขังจากกรณี ดังกล่าวในเรือนจำอุดรมีจำนวนทั้งสิ้น 22 คน แยกเป็น ชาย18คน และหญิง 4 คน ทั้งหมดถูกจับกุมหลังเหตุการณ์เผาศาลากลาง และเทศบาล จ.อุดร โดยทั้งหมดพึ่งรับสิทธิประกันตัวหลังถูกกักขังเป็นเวลากว่าปี

สภาที่ปรึกษาฯ เสนอนโยบายชุดใหญ่ ต่อ ครม.

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (15 ส.ค.) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ สภาที่ปรึกษาฯ จัดแถลงข่าวข้อมูลสาระสำคัญ เกี่ยวกับ การยื่นความเห็นและข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี เรื่อง “นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ” เพื่อให้เกิดการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดย มีนายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาฯ และนายสมควร รวิรัช รองประธานสภาที่ปรึกษาฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ต่อข้อเสนอทั้ง 19 ข้อ เพื่อประกอบการพิจารณาเป็นนโยบายของรัฐบาล

นายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาฯ กล่าวว่า จากการที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 จำเป็นที่จะต้องมีการนำนโยบายหาเสียงไปสู่นโยบายของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่เป็นลักษณะการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้เม็ด เงินอัดฉีด ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการเพิ่มราคาสินค้าเกษตร, การเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ และภาคครัวเรือน

นโยบายของพรรคเพื่อไทย หากแปลงเป็นนโยบายของรัฐบาลจะต้องใช้เม็ดเงินในการ อัดฉีดในระยะเวลา 5 ปี กว่า 1.8 ล้านล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จัดเป็นนโยบายแบบก้าวกระโดด หลายนโยบายเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทาง เศรษฐกิจ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งภาคการจ้างแรงงาน กลไกราคาสินค้าเกษตร และกลไกราคาแบบรุนแรง เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ “Change Policy” ประเด็นก็คือ นโยบายของพรรคเพื่อไทยหลายนโยบายเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะนโยบายด้านสังคม ทั้งด้านปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาคนยากจน, การให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุข และการรักษาพยาบาล รวมถึง ด้านเบี้ยเลี้ยงคนชรา ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องสนับสนุน เพียงแต่ว่าจะมีวิธีการทำอย่างไร ที่ไม่ไปกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ

ทั้งนี้ข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯ ต่อการกำหนดนโยบายเร่งด่วนมีดังนี้

1. นโยบายการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมรายกลุ่ม

การ เพิ่มผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมรายกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งการเพิ่มผลิตภาพอย่างเป็นรูปธรรมต้องมีการเสริมสร้างทักษะและจัดหา เทคโนโลยี เครื่องจักรที่เหมาะสม และการวิเคราะห์จัดหาหรือปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการใช้เทคโนโลยีแต่ละภาค อุตสาหกรรมร่วมถึงภาคอุตสาหกรรมการเกษตร

2. นโยบายแรงงานต่างด้าว

ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะขาดแคลนแรงงาน เห็นได้จากอัตราการว่างงานต่ำกว่า ร้อยละ 0.8 และมีแนวโน้มจะต่ำไปสู่ร้อยละ 0.65 การปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไปสู่ “STI Industry” ต้องการระยะเวลาในการผ่อนถ่าย จำเป็นที่จะต้องมีการใช้แรงงานต่างด้าวเข้ามาในระบบการผลิต โดยต้องจัดเป็นวาระแห่งชาติ นำแรงงานต่างด้าวนอกระบบ เข้าสู่ระบบการผลิต มีการกำหนดพื้นที่และหรือลักษณะงาน ที่ให้ทำหรือไม่ให้ทำชัดเจน ปัญหาแรงงานต่างด้าวเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาช้านาน ต้องรีบดำเนินการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดเจน โดย

(1) ผลักดันให้เกิดศูนย์การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองอย่างเป็นระบบ ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว โดยใช้ฐานข้อมูลและทะเบียนประวัติที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ทุกเวลา เพื่อความคล่องตัวและความมีประสิทธิภาพในการทำงาน

(2) เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวประเทศอื่นเข้ามาทำงานในประเทศไทย เช่น อินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดีย และบังคลาเทศ เป็นต้น เพื่อให้มีการแข่งขันมากขึ้นในระหว่างแรงงานต่างด้าวด้วยกัน และมีทางเลือกสำหรับนายจ้างมากขึ้น

(3) เร่งรัดการออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้เกี่ยวกับการจัดระบบแรง งานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาทำงานในลักษณะเช้ามา-เย็นกลับ และตามฤดูกาลที่เป็นรูปธรรม เช่น โดยให้กระทรวงแรงงานจัดทำบัตร Smart card สำหรับแรงงานต่างด้าวประเภทเช้ามา-เย็นกลับ และตามฤดูกาลมาใช้ โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตร smart card ให้นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวเป็นผู้จ่าย หรือให้แรงงานต่างด้าวเป็นผู้จ่ายเอง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ในมาตรา 14 ให้มีผลบังคับใช้เป็นรูปธรรม

(4) ให้เข้มงวดการเปลี่ยนนายจ้างของแรงงานต่างด้าวในทางปฏิบัติ เฉพาะกรณีที่มีเหตุจำเป็น เช่น ถูกนายจ้างทารุณกรรม หรือนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในกรณีที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ให้นายจ้างใหม่เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ แทนนายจ้างเดิม รวมถึงภาระค้ำประกันแรงงานต่างด้าวที่เปลี่ยนนายจ้างด้วย

(5) ควรสร้างความตระหนักว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาและมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อย่างถูกกฎหมาย เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องยอมรับสำหรับภาคการผลิตไทย และผลักดันให้เกิดการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อไม่เป็นภาระต่อสังคมและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยต่อ ไป

3. นโยบายด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

(1) พลังงานไฟฟ้าและพลังงานด้านขนส่ง รัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ดังนี้
(1.1) ด้านพลังงานในภาคอุตสาหกรรม จะส่งเสริมให้มีการนำเศษชีวมวลจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐจะมีวิธีการส่งเสริมอย่างไร

(1.2) ด้านพลังงานในภาคขนส่ง การใช้ก๊าช NGV หรือไบโอดีเซล ก๊าซโซฮอล์ ภาครัฐจะต้องมีความชัดเจน เนื่องจากนโยบายด้านพลังงานทดแทนในภาคขนส่งที่ผ่านมารัฐบาลขาดความชัดเจน โดยเฉพาะไบโอดีเซลและ NGV รวมถึงการใช้ LPG ในรถส่วนบุคคลและรถบริการสาธารณะ

(1.3) ด้านพืชพลังงานที่เกี่ยวกับอาหาร จะต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่าพืชพลังงานประเภทใดบ้างที่จะนำมาใช้สำหรับด้านพลังงาน และพืชชนิดใดบ้างใช้เป็นอาหาร หากยังไม่ชัดเจนอนาคตจะทำให้ประเทศไทย มีต้นทุนด้านอาหารที่สูง เพราะเกษตรกรจะใช้พื้นที่ปลูกพืชพลังงาน

(1.4) ด้านการใช้พลังงานธรรมชาติ ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ โดยเฉพาะด้านกระแสไฟฟ้าประเทศไทยต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านการกำหนดยุทธศาสตร์ ระยะยาวจะเป็นอย่างไร

(2) นโยบายด้านพลังงานทดแทน
เนื่องจากปัจจุบัน พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความต้องการใช้พลัง งานฟอสซิล รัฐบาลจึงต้องมีนโยบาย จุดยืน การเลือกและกำหนดนโยบายที่ชัดเจนต่ออนาคตพลังงานของชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้มีพลังงานใช้อย่างพอเพียงและยั่งยืน ดังนี้

(2.1) รัฐต้องส่งเสริมให้มีการนำเศษหรือของเหลือชีวมวลจากภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรมมาผลิตเป็นพลังงานซึ่งในระยะยาวรัฐควรสนับสนุนอย่างต่อเนื่องให้ เป็นอุตสาหกรรมผลิตพลังงานทางเลือกที่สำคัญของประเทศ

(2.2) รัฐต้องมีจุดยืนและนโยบายการใช้พลังงานในภาคการขนส่งระยะยาวจาก (ก) ก๊าซ NGV (ข) Gasohol และ (ค) ไบโอดีเซล ที่ชัดเจน รวมถึงมีข้อกำหนดและขอบเขตที่ชัดเจนว่าด้วยการนำก๊าซ LPG เข้ามาใช้เพื่อการขนส่งส่วนบุคคลและสาธารณะ

(2.3) รัฐต้องกำหนดกรอบและขอบเขตทางเลือกการใช้พลังงานจากพืชและพืชที่ใช้เป็น อาหารให้ชัดเจนโดยคำนึงถึงการจัดโซนพื้นที่เพาะปลูกที่เป็นพืชพลังงานและพืช อาหาร ปัญหาความไม่สมดุลในเรื่องนี้จะก่อให้เกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารอย่าง รุนแรงได้

(2.4) รัฐต้องมีนโยบายที่กำหนดสัดส่วนที่สมดุลต่อการพึ่งพาพลังงานจากต่าง ประเทศ และการแสวงหาหรือสร้างพลังงานเอง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ ลม และแสงแดด โดยเฉพาะส่งเสริมให้ทุกชุมชนมีการผลิตพลังงานทดแทนได้อย่างเต็มศักยภาพของ ชุมชน

(2.5) รัฐต้องสนับสนุนงานวิจัยด้านการมีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ทุกรูปแบบที่มีความเหมาะสมต่อประเทศ ได้แก่ พืชพลังงาน แสงแดด น้ำ ลม พลังงานชีวมวล เป็นต้น รวมทั้ง กระจายรายได้ให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์จากการเป็นเจ้าของกิจการด้านพลังงาน โดยรัฐมีมาตรการส่งเสริมอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ รัฐต้องให้ความสำคัญกับมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 “ ... การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ ประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว...”
- พัฒนาวิธีการจัดการและส่งเสริมงบประมาณในการบริหารจัดการชีวมวลเพื่อใช้เป็นพลังงาน
- สนับสนุนกฎระเบียบที่จะให้มีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
- ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมโดยให้มีความเข้มงวดในการจัดทำ EIA และ HIA

4 นโยบายด้านการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

(1) การส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ด้วยการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย เมืองชายแดนที่มีศักยภาพในการกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมชายแดน เพื่อให้อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงแรงงานเข้มข้นสามารถย้ายฐานการผลิตไปอยู่ ตามตะเข็บชายแดนในเมืองที่มีศักยภาพ เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก บ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี อำเถอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ฯลฯ โดยให้มีการจัดระบบแรงงานต่างด้าวแบบเช้าไปเย็นกลับ และโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นการเปิดด่านชายแดน ในฐานะเป็น Gate Way ของประเทศ ยกระดับด่านชายแดนที่มีศักยภาพให้เป็น Gate Way และส่งเสริมให้เป็น Border Town คือเมืองเศรษฐกิจชายแดน เพื่อในการจัดทำผังเมืองอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ โดยการพัฒนาเมืองต้นแบบ Model Town

(2) รัฐต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบข้ามพรมแดนระหว่างประเทศอันเกิดจากการลงทุน สร้างโรงงานที่อยู่ตามชายแดน เช่น การสร้างโรงไฟฟ้า หรือ สร้างเขื่อนในชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน

(3) รัฐต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบอันเกิดจากการตัดถนนเชื่อมต่อเขตการค้าชายแดนที่กระทบต่อเขตอุทยานหรือเขตป่าสงวน

(4) รัฐต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งเดิมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน

5 นโยบายด้านขับเคลื่อนศักยภาพในการแข่งขันรายอุตสาหกรรม

(1) โดยการกำหนดประเภทอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการสร้างอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน (Niche Industry) เช่น การส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอาหารไปสู่การเป็นครัวโลก กลุ่มยานยนต์ กลุ่มยางและผลิตภัณฑ์จากยาง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ ฯลฯ โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้จะต้องกำหนด ทิศทางและเป้าหมายที่ต้องการ โดยต้องทำเป็นแผนปฏิบัติการและให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาเป็นพันธมิตร ดังเช่น ที่มีสถาบันอาหาร สถาบันสิ่งทอ ฯลฯ

(2) รัฐต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งเดิมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน

6. นโยบายด้านโลจิสติกส์ (Logistic) แห่งชาติ

(1) รัฐจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อให้มีการขับเคลื่อนด้าน โลจิสติกส์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ต้นทุนที่ต่ำสอดคล้องกับการเป็น ศูนย์กลางของภูมิภาคและการเชื่อมโยง AEC และ GMS โดยเสนอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการพาณิชย์นาวี และ คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ให้มีการบูรณาการ มีเจ้าภาพ และมีการประเมินผล รวมถึงการส่งเสริมให้มีรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงเป็นเครือข่ายครอบคลุมทั่ว ประเทศ

(2) การใช้ศักยภาพของทะเลอันดามันทางภาคใต้ เช่น การสร้างท่าเรือปากบาราสำหรับการขนส่ง และเชื่อมต่อสะพานเศรษฐกิจ (Land bridge) ไปสู่ฝั่งอ่าวไทย

7. นโยบายด้านการส่งเสริมความเข้มแข็งและขีดความสามารถ SME ไทยภายใต้บริบทการเปิด AEC

(1) ด้วยการส่งเสริมทั้งด้านทักษะ เทคโนโลยี นวัตกรรม ทุน และการส่งเสริมให้ SME ไทยไป ลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าในประเทศไทย จัดให้มีกองทุน SME FUND อย่างจริงจัง รวมทั้งการปรับโครงสร้าง สสว., BOI, SME Bank, ธนาคารออมสิน และกรมพัฒนาผีมือแรงงาน ให้มีความบูรณาการและผลักดันศักยภาพของ SME ไทย อาจยกระดับให้มีหน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าภาพ

(2) รัฐต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งเดิมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน

(3) โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก (Kitchen of the world) โดยมุ่งส่งเสริมให้อาหารไทยเป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก พร้อมทั้งสนับสนุน การเปิดธุรกิจ ร้านอาหารไทยในต่างประเทศให้มีมาตรฐานสากล

8. นโยบายด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคและประเทศที่สาม

(1) การค้าชายแดนในปัจจุบันได้ยกระดับไปสู่การค้าข้ามแดน เนื่องจากการขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มใช้การขนส่งทางถนน และจะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านทางถนนใน 2 ปีข้างหน้าอาจใกล้เคียง 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะประเทศ GMS ปัจจุบันมีหน่วยของรัฐที่เกี่ยวข้อง ขาดการบูรณาการกันและขาดเอกภาพ จึงควรจัดตั้งเป็นกรมการค้าข้ามแดน (ไม่ใช่ชายแดน) สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานส่งเสริมการส่งออกนำเข้าสำหรับสินค้าที่มีการขนส่งทางถนน ทั้งค้าชายแดนและข้ามแดนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งดูแลถึงภาคบริการโลจิ สติกส์ ทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกทางการค้า และเป็นหน่วยงานในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาการค้าอย่างเป็น เอกภาคและควรให้ทำหน้าที่เลขานุการในคณะกรรมการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้าน (คพบ.)

(2) รัฐต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งเดิมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียน

9. นโยบายด้านการพัฒนาภาคการเกษตร

(1) การพัฒนาองค์กรเกษตร สหกรณ์ภาคการเกษตรให้มีความเข้มแข็ง การพัฒนาอาชีพของเกษตรกรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จัดให้มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึง และการจัดการหนี้สินเกษตรกรโดยยึดหลักการรักษาที่ดินทำกินให้เกษตรกร

(2) การจัดสรรที่ทำกินให้กับเกษตรกรที่ไร้ที่ทำกินเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

(3) การส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนกับสถาบันการเงินที่ไม่ต้องยึด หลักความเสี่ยงแบบเดียวกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เนื่องจาก ความเสี่ยงของภาคเกษตรขึ้นอยู่กับธรรมชาติเป็นหลัก

(4) การมีหลักประกันหรือกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายจากภัยธรรมชาติให้กับ เกษตรกรหากประสบภัยธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและอาชีพของเกษตรกร

(5) การรักษาสมดุลระหว่างพืชพลังงานกับพืชอาหาร ให้มีความสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงด้านอาหาร

(6) การจัดทำยุทธศาสตร์ภาคเกษตรรองรับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ เนื่องจากภาคเกษตรจะเป็นภาคที่รองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อภาค อุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยภาคเกษตรจะเป็นภาคที่รองรับแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมและบริการ

(7) การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยการส่งเสริมการแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตร ปรับตัวให้ภาคเกษตรไทยจากเดิมที่เน้นขายสินค้าเกษตรเชิงวัตถุดิบ มาเป็นผู้นำผู้บริหารตลาดอาหารและธุรกิจต่อเนื่องภาคเกษตร

(8) การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต โดยการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เครื่องทุนแรงขนาดเล็กที่เหมาะสมในไร่นา เพื่อชดเชยการใช้แรงงานคนที่ขาดแคลน

(9) รัฐต้องบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการทำการเกษตร

10. นโยบายขอให้ทบทวนระยะเวลาการใช้นโยบายของรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นโยบาย ของพรรคเพื่อไทยหลายนโยบายเป็นสิ่งที่ดี แต่การผ่อนถ่ายต้องมีขั้นมีตอนรวมถึงการเยียวยาช่วยเหลือภาคธุรกิจบางกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งภาคเศรษฐกิจไทยมีหลายระดับหลากหลายมิติ มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกัน ประเทศไทยต้องพึ่งพิงการส่งออก ราคาสินค้าต้องมีการแข่งขัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขอให้รัฐบาลมีการทบทวนโดยเฉพาะการแทรกแซงกลไกราคา และต้นทุนการผลิต จะเป็นการลดขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของไทย

11. นโยบายการจัดตั้งหน่วยงานในการป้องกันและเยียวยาภัยพิบัติจากธรรมชาติ

(1) ปัจจุบันภัยธรรมชาติ น้ำท่วมภัยแล้ง แผ่นดินไหว จัดเป็นความเสี่ยงต่อประชาชนและภาคธุรกิจ หน่วยงานที่ดูแลช่วยเหลือกระจัดกระจาย ขาดความบูรณาการให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์เฉพาะหน้า จึงควรจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพซึ่งควรเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงหรือ องค์กรอิสระ มีแผนงานงบประมาณ ในการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาการป้องกัน และให้การช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ครอบคลุมในทุกมิติของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ทั้งภาคโลจิสติกส์ การผลิต เศรษฐกิจ และสังคม

(2) รัฐต้องมีการประเมินความล่อแหลม ความเปราะบาง (Vulnerability Assessment) ของชุมชนต่อความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ เพื่อให้การปรับตัวของชุมชน มีความสอดคล้องกันสถานการณ์ เหมาะสมกับวิถีและชุมชนของไทย

(3) พัฒนากลไกการสื่อสารที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และความสามารถในการใช้งาน รวมถึงเตรียมความพร้อมของชุมชนในพื้นที่เสียงภัย ตลอดจนบุคลากร เครื่องมือ ด้านการเตือนภัยให้มีสมรรถนะสูงเพื่อป้องกันและให้พร้อมรับกับภัยธรรมชาติ

12. นโยบายการรับมือเศรษฐกิจโลกถดถอย

แนว โน้มเศรษฐกิจจะมีการชะลอตัวและถดถอยต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ปี และอาจกระทบเป็นวงกว้าง กว่าที่คาดคิด ขอให้รัฐบาลมีการเตรียมมาตรการและหรือสำรองเครื่องมือการเงินการคลังสำหรับ ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาภาคเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

(1) นโยบายทบทวนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการทางภาษีการเงินที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ของให้รัฐบาลชะลอไว้ก่อนเพื่อใช้ในสถานการณ์ที่จำเป็นหากเศรษฐกิจโลกถดถอย ซึ่งจะกระทบการส่งออก และการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ขอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการการรับมือเป็นขั้นเป็นตอน การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันการผันผวนในตลาดทุนและอัตราแลกเปลี่ยน

(2) การเตรียมมาตรการช่วยเหลือภาคการผลิต หากจะต้องมีการลดการจ้างงาน จากการที่ภาคส่งออกต้องได้รับผลกระทบ

(3) การหามาตรการร่วมกันในระดับภูมิภาค โดยการจัดทำเป็น Policy Collaborate

(4) ขอให้ภาครัฐมาตรการรองรับการผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งเกิดจากปัญหาราคาน้ำมันโลกมีการปรับตัวสูงขึ้น ยังเป็นข้อกังวลของภาคธุรกิจหากยกเลิกกองทุนน้ำมัน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันซึ่งมีการปรับตัวสูงขึ้น อันเกิดจากปัญหาความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือ

(5) เสนอให้รัฐบาลแก้ไขภาพลักษณ์ให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในการลงทุน

13. นโยบายทบทวนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท แบบขั้นบันไดในการปรับ

หาก รัฐบาลจะดำเนินการจริงควรจะให้ระยะเวลาก้าวขึ้นไปเป็นขั้นบันไดหรือ ให้เอกชนรับส่วนหนึ่งและรัฐบาลชดเชยในรูปแบบของค่าครองชีพอาจจะโอนเงินผ่าน นายจ้างหรือ โอนเงินเข้าผ่านทางประกันสังคมให้กับลูกจ้างโดยตรง และเงินค่าครองชีพนี้จะทยอยลดลงโดยให้เป็นภาระของภาคเอกชนภายใน 3 ปี หากรัฐบาลจะให้เอกชนรับทีเดียวจะทำให้อุตสาหกรรมที่พึ่งพิงแรงงานเข้มข้นได้ รับผลกระทบอย่างรุนแรง และเรื่องภาษีนิติบุคคลหากจะทำต้องไม่ใช่สิ่งแลกเปลี่ยนการเพิ่มค่าจ้าง เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่มขณะที่ SMEs ยิ่งจะเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำและลดขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs อนึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งนำอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในแต่ละสาขาอาชีพมาใช้ โดยจะต้องมีระบบการอบรม การเทียบโอนประสบการณ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาด้านค่าจ้างแรงงานอย่างยั่งยืน

14. นโยบายรองรับสถานการณ์ด้านเงินเฟ้อ

ซึ่ง อาจเกิดจากการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลซึ่งใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก จะส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 กดดันทำให้ต้นทุนการผลิตมีการปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลต่อขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ (เฉพาะต้นทุนการผลิตรวมการปรับค่าแรง 300 บาทต่อวัน ทำให้ต้นทุนการผลิตรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 – 16)

15. นโยบายการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

กฎหมาย หลายฉบับใช้มาตั้งแต่อดีตมีความล้าสมัย ไม่รองรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน โดยให้มีหน่วยงานราชการเป็นเจ้าภาพและเป็นเลขานุการ และควรมีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน

16. นโยบายด้านการกีฬาและนันทนาการ

(1) จัดระบบบริหารจัดการกีฬาให้เป็นเอกภาพ โดยจัดตั้งคณะกรรมการกีฬาแห่งชาติ เกี่ยวกับนโยบาย มาตรการ กำกับ ดูแลและสนับสนุน การปฏิบัติงานตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ

(2) การจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ และมีวิทยาเขตกระจายทั่วทุกภูมิภาค

(3) ส่งเสริมขยายกิจกรรมกีฬาและนันทนาการ อย่างกว้างขวาง

17.นโยบายการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจภาคบริการและการท่องเที่ยว

(1) พัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการเข้าสู่ตลาดของประเทศในกลุ่มอาเซียน จัดตั้งระบบกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs โดยตรง ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ทรัพย์สินทางปัญญา

(2) เตรียมความพร้อมรับมือในภาคบริการด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ดังนี้
(2.1) มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ ในการปฏิบัติตามข้อตกลงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ AEC

(2.2) ผลิตบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาของกลุ่มประเทศอาเซียน การให้บริการมาตรฐานวิชาชีพ และการบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยว มากขึ้น

(2.3) พัฒนาผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมในด้านการบริหารจัดการ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

(2.4) พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขีดความสามารถการบริการ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการบริการ กิจกรรมท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับศักยภาพเชิงวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติใน แต่ละพื้นที่

(2.5) ฟื้นฟูและบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นอัตลักษณ์พื้นถิ่นเพื่อสร้างความเป็นตัวตนที่เฉพาะตัวของแต่ละ พื้นที่ให้เกิดความโดดเด่น และเกิดการกระจายรายได้การท่องเที่ยวไปยังทุกพื้นที่ โดยส่งเสริมให้จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชนและชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดการและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

(2.6) สร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยมุ่งเน้นผู้ ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) มากยิ่งขึ้น เน้นอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(2.7) ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นความร่วมมือแบบไตรภาคี ( รัฐ(ส่วนกลาง/ส่วนท้องถิ่น) , เอกชน/ผู้ประกอบการ และชุมชน/ประชาชน) ให้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ การกำหนดงบประมาณ การร่วมดำเนินการ และการร่วมติดตามผล

(3) ปฎิรูปการศึกษาและและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในลักษณะเฉพาะทางมากขึ้นให้ สอดคล้องกับความต้องการสาขาบริการไทยที่มีศักยภาพ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ บัญชี วิศวกร เป็นต้น

(4) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดความสะดวกและเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็น ระบบ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการค้า การบริการและการท่องเที่ยว

นโยบายเพิ่มความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจบริการ
1. พัฒนาคุณลักษณะของเยาว์ชนไทย ให้พร้อมก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน โดยเฉพาะความพร้อมด้านภาษา เพื่อการสื่อสารและการใช้สื่อเทคโนโลยี

2. ส่งเสริมความเข็มแข็งในแหล่งเรียนรู้ภาคอื่นๆ เช่น สถาบันทางศาสนา ต้องมีบทบาทในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ให้กับสังคม ปรับปรุงหลักสูตรให้มีรายวิชาที่ชัดเจน

3. ส่งเสริมการพัฒนางานวิจัย ให้สอดคล้องกับลำดับความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาประเทศ เช่น วิจัยด้านการศึกษา วิจัยด้านสื่อเทคโนโลยี

4. พัฒนาศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นสถานที่ใช้ทดสอบ วัดความรู้ระดับมาตรฐานวิชาชีพไทย (ควรเพิ่มในสาขาอาชีพต่างๆ ให้มากกว่าที่ดำเนินการอยู่ ปัจจุบันมีการจำแนกมาตราฐานฝีมือเป็น 3 ช่วง คือชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง ควรมีการปรับเทียบกับมาตราฐานฝีมือเพื่อกำหนดค่าแรงต่อไป) สาขาอาชีพที่ เปิดทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน (ปัจจุบัน)
1. สายอาชีพช่างเชื่อมและโลหะแผ่น
2. สายอาชีพช่างกลโรงงาน
3. สายอาชีพช่างก่อสร้าง|
4. สายอาชีพช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
5. สายอาชีพธุรกิจและอุตสาหกรรมศิลป์
6. สายอาชีพช่างยนต์
7. สายอาชีพอื่น ๆ
5. นโยบายการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน
5.1 นักเรียนมีความพร้อมหรือในการใช้ไม่
5.2 แท็บเล็ตจะใช้แทนหนังสือเรียนได้มีคุณภาพจริงหรือไม่
5.3 ระบบที่สนับสนุน เช่น อินเตอร์เน็ตในการรองรับมีความพร้อมแล้วหรือไม่

6. วางแผนการผลิตกำลังคนทางด้านการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ
6.1 ขณะนี้ประเทศขาดแรงงานกำลังคนชั้นกลางเพราะฉะนั้นต้องส่งเสริมการศึกษา ในระดับอาชีวศึกษาในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น
6.2 ปรับทัศนคติในการเรียนต่ออาชีวศึกษาของทุกภาคส่วน เช่น แนะแนวการประกอบอาชีพตั้งแต่นักเรียนเริ่มเข้าสู่การศึกษาในระดับต้น
1. รัฐบาลควรกำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มในสังคม โดยขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพของคน ผ่านกลไกลของการปฏิรูปการศึกษา ทั้งในด้านความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสังคม เช่น ความรู้ด้านกฎหมาย และความรู้ที่จำเป็นต่อสร้างเสริมความมั่นคงให้กับชิวิต เช่นความรู้ในการประกอบอาชีพต่างๆ
2. รัฐบาลควรทบทวนกฎหมายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มเติม โดยเฉพาะกฎหมายที่มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เช่นจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูผู้ประกอบอาชีพคนกลางคืน โดยนำเงินภาษีที่เรียกเก็บจากสถานบริการฯ มาพิจารณาจัดตั้งเป็นกองทุน ทั้งนี้รัฐบาลต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลสถานบริการ และข้อมูลในส่วนของพนักงานที่ประกอบอาชีพในสถานบริการภาคกลางคืน
ผลักดันนโยบายการแก้ไขป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่ไปกับ นโยบายส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้เป็นวาระแห่งชาติ

18. นโยบายด้านสังคมและการศึกษา คุณภาพชีวิต การปองดอง คอร์รัปชัน

(1) การแก้ปัญหาคอรัปชั่น
(1.1) ปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ลดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทย ขอให้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างจัดหา มีความโปร่งใส่ มีการตรวจสอบ และโอกาสที่เท่าเทียมกัน
(1.2) รัฐต้องนำหลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางในการบริหารงานในทุกๆ ด้านอย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทของรัฐที่สำคัญนั้น คือ รัฐเป็นผู้มีบทบาทในการวางรากฐาน และรักษากฎระเบียบต่างๆ การสร้างธรรมาภิบาลของรัฐนั้นจำเป็นต้องอาศัยระบบการจัดการภาครัฐที่มี ประสิทธิภาพ มีภาระรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย และนโยบายที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องจะใช้ธรรมาภิบาลเป็นเสมือน เครื่องมือในการพัฒนาขีดความสามารถ โดยมีการส่งเสริมบทบาทให้เกิดการทำงานที่ปราศจากการคอร์รัปชัน หรือการไม่นำผลประโยชน์ของสาธารณะมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

(2) ด้านสังคม
(2.1) ลดความเหลื่อมล้ำ
(2.2) การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ
ทั้งนี้ เน้นการสอนให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมตั้งแต่ระดับมัธยม อุดมศึกษา มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาศักยภาพของ “คน” ให้มีคุณภาพ เก่งดีฉลาดและมีคุณภาพและส่งเสริมการวิจัย ในด้านต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลและแก้ไขปัญหาในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ
(2.3) การส่งเสริมป้องกันโรค การมีมาตรฐานการรักษาเดียวกัน
(2.4) ให้มีนโยบายระบบสวัสดิการทุกกลุ่มคน

19.นโยบายด้านเศรษฐกิจพอเพียง

รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกำหนดให้ประเทศไทย
เป็นแผ่นดินของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถวายเป็นพระราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา กำหนดให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบายของชาติและวาระของชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลเป็น รูปธรรม

ซึ่งในช่วงท้าย นายโอกาสฯ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลหากจะนำมาใช้จริงก็ขอให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก และสถานะของภาคธุรกิจ และมีความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนนโยบายที่อาจมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในระยะยาวควรจะมีการทบทวนหรือ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์และจัดทำเป็นแผนหรือ Road Map มีระยะเวลาที่ชัดเจนเพื่อให้ภาคการผลิตมีระยะเวลาผ่องถ่ายและปรับตัวซึ่งจะ ส่งผลต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย