WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 17, 2011

"ยิ่งลักษณ์" ลั่นขอเวลา 1 ปีเห็นผลงานเป็นเนื้อหนัง ชี้อย่าดูแค่หน้าตาครม. ให้ดูที่คุณสมบัติ

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO ชมคลิป

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการสรยุทธ เจาะข่าวเด่น ออกอากาศทางสถานี โทรทัศน์ ช่อง 3 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบคำถามประเด็นที่สังคมถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ว่า เมื่อสังคมถามถึงก็ต้องอดทนมีหน้าที่ชี้แจง คนที่ฟังก็มีวิจารณญาณในการตัดสิน ซึ่งเมื่อถามว่าจะวางบทบาทอย่างไร เมื่อต้องเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นนายกฯด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทำหน้าที่ของส่วนรวมไม่ทำเพื่อบุคคล ใดคน หนึ่ง การบริหารประเทศก็ต้องคำนึงถึงประชาชนทุกคน เรื่องคุณทักษิณก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการโดยตนไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ผู้ทำงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ บนหลักนิติธรรม และให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกัน


เมื่อพิธีกรถามว่า หากรัฐมนตรีคนอื่นเข้าไปยุ่งก็ต้องย้อนกลับมาหานายกฯอยู่ดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ต้องอยู่ในดุลพินิจของแต่ละส่วน ตนไม่มีนโยบายต้องบอกว่าทำเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว ครม.ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ปัญหาเรื่องปากท้องต้องแก้ไขเร่งด่วน ขณะที่เรื่องวีซ่าที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เอกชนได้เรียนเชิญคุณทักษิณไปบรรยายก่อนที่ตัวพรรคเพื่อไทยจะเข้าเป็นรัฐบาล อีก ก็เป็นเรื่องทางญี่ปุ่นเอง การให้อนุญาตทางการทูตก็เป็นเรื่องของญี่ปุ่นเอง รมว.ต่างประเทศที่บอกว่า อนุเคราะห์ให้นั้น ท่านเองบอกว่าก็ว่ากันไปตามกระบวนการเป็นดุลยพินิจของประเทศญี่ปุ่นเองว่าจะ พิจารณาอย่างไร

รมว.ต่างประเทศ "ขี้เหร่"?


สำหรับประเด็นเรื่อง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อย่าดูที่หน้าตา หรือประวัติแต่ให้ดูที่คุณสมบัติ ที่สำคัญคือ นายสุรพงษ์ เคยผ่านงานระดับนานาประเทศ สามารถเข้าใจการติดต่อเป็นอย่างดี ที่ผ่านมานายสุรพงษ์มุ่งมั่น และมีตำแหน่งเป็นดร. ด้วย เชื่อว่าเรื่องคุณสมบัติ จะสามารถทำให้รมว.ต่างประเทศคนใหม่ทำงานได้อย่างดี เช่น เรื่องการค้า นอกจากจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศอย่างเดียว อยากให้โอกาสแต่ละท่าน ขอเวลาสักช่วงหนึ่งในการทำงาน


เมื่อพิธีกรถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เลือกรัฐมนตรีเองกี่คน นายกฯ ตอบว่า ตนเลือกเองทั้งหมด มีการแนะนำมาบ้างแต่ก็รับรายละเอียดมาแต่สุดท้ายต้องตัดสินใจเองเพราะต้องทำ งานด้วยกัน คิดว่าในส่วนที่พอใจคิดว่า 70 เปอร์เซ็นต์แต่ 30 เปอร์เซ็นต์ คิดว่าอาจเป็นหน้าใหม่ เรื่องประสบการณ์ แต่จากที่สัมผัสก็มีความเชื่อมั่นเชื่อว่า มีความสามารถ ความรู้ ความสามารถเฉพาะตัว ไม่เป็นรองใคร

เสื้อแดงชวดเก้าอี้ ครม.


กรณีคนเสื้อแดงไม่ได้ตำแหน่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่ได้เลือกนั้นไม่มีความสามารถ แต่คนที่มาดูแลประชาชนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในภาคบริหาร คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่กระทบของการปรองดอง ซึ่งวัตถุประสงค์ คือแสดงความปรองดอง บทบาทการทำงานก็ทำในสภา ดูแลพี่น้องอย่างใกล้ชิด โดยแกนนำเสื้อแเดงแต่ละคนก็มีความสามารถ ซึ่งเรามองหลายด้านได้สำหรับคนที่ต้องเข้ามาทำงาน


สำหรับเรื่องนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ไม่มีชื่อนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มองว่านายณัฐวุฒิ เป็นคนมีความสามารถวันนี้ก็ต้องช่วยเรื่องสภา และทำงานในพื้นที่ในเรื่องส.ส. ด้วย ไม่ติดค้างกัน เขาเป็นคนเก่ง กล่าวได้ว่า การเลือกครม.ยากมากทุกคนก็มีความสามารถ การเลือกให้เหลือ 30 คนนั้นบางครั้งก็ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แต่ก็คือให้โอกาสให้คนได้มาทำงาน


"ด้านเรื่องนโยบายค่าจ้าง 300 บาทนั้นเรียนว่า เราทำ แต่ในภาคปฎิบัติก็ต้องคุยไตรภาคี ดังนั้น เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ต้องมาคุยเรื่องความพร้อมว่าจะมาทำงานอย่างไร ซึ่งเป็นแผนเรื่องปฏิบัติ และงบ รวมถึงเรื่องเวลา ต้องมาหารือกัน ซึ่งตัวภาพงบประมาณที่ใช้ได้จริงคิดว่าใช้ได้จริงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เรื่องลดภาษีก็อยากลดในปีภาษีหน้า ซึ่งดูความพร้อมมีแนวทำได้ ส่วนเงินเดือน 15,000 บาทนั้นคิดว่า ภาคราชการทำได้ แต่ภาคเอกชนก็ต้องดูความพร้อมด้วย"


"เรื่องที่แถลงสภาชัดเจนก็น่าจะเห็นลดราคาน้ำมัน เรื่องค่าครองชีพ ซึ่งน้ำมันเป็นส่วนเริ่มต้นทุกอย่าง สองคือ เรื่องสินค้าอุปโภค บริโภคให้เป็นไปตามกลไก และการดูแลค่าใช้จ่าย พักหนี้ รวมถึงเรื่องรายได้ 300 บาทหรือ 15,000 บาทก็ต้องหารือให้เกิดกลไก สุดท้ายที่สำคัญคือ สร้างบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติจะทำให้ระบบหมุนเวียนดีขึ้น"

ปรองดอง


สำหรับเรื่องปรองดอง นั้น พิธีกรถามว่าจะมีเข้าพบพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือไม่ ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ยัง ไม่ได้ขอพบ แต่ถ้าท่านตั้งใจจะให้โอกาสก็ไป คิดว่า จะขอคำแนะนำ หารือ แลกเปลี่ยนกันว่ามีท่านจะแนะนำอะไรบ้าง ตนก็ยินดีจะรับฟังทุกความคิดเห็น


"มีความมั่นใจว่า จะทำงานให้ดีที่สุด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาค โอกาสต่างๆเริ่มหันมา สหรัฐฯมาที่เอเชียแล้วก็ไม่ควรพลาดโอกาส จุดอ่อน ณ ขณะนี้คือเรื่องความเข้าใจ จะขอโอกาส และทำหน้าที่ด้วยความอดทน ไม่เบื่อกับการชี้แจงให้หลายฝ่ายเข้าใจ คิดว่าขอโอกาสที่จะทำผลงานให้เห็นเป็นเนื้อเป็นหนังก็คงขอเวลา 1 ปี แต่เชื่อว่า 3-6 เดือนก็จะต้องทำให้เห็นว่าพยายามผลักดันแม้มักมีเงื่อนไขต่างๆก็ตาม" ยิ่งลักษณ์กล่าว

"ทักษิณ"บอกสื่อยุ่น-เยือนญี่ปุ่นเก็บข้อมูลช่วยเหลือฟื้นฟูเหยื่อสึนามิ

ที่มา ข่าวสด

เว็บไซต์ข่าว ดีพีเอ รายงานข่าวเรื่อง "Thailand ex-premier says he wants to help Japan′s reconstruction" มีเนื้อหาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าวเกียวโด ประเทศญี่ปุ่น ที่นครดูไบ ถึงวัตถุประสงค์การเดินทางเยือนญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 22-28 ส.ค.นี้ ว่า เป้าประสงค์การเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิของญี่ปุ่นก็ เพื่อสำรวจดูว่า ประเทศไทยจะช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างไร


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยสามารถช่วยเหลือภาคธุรกิจญี่ปุ่นด้วยการเปิดให้ภาคธุรกิจญี่ปุ่น ย้ายฐานการผลิตมาอยู่ในไทย และออกวีซ่าพำนักระยะยาวให้กับชาวญี่ปุ่นที่ต้องการมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อเยียวยาจิตใจหลังต้องเผชิญกับพิบัติภัยสึนามิ

อดีต นายกฯทักษิณระบุว่าภายหลังจากสำรวจพื้นที่ประสบภัยสึนามิในญี่ปุ่นเรียบร้อย แล้วตนก็จะเขียนจดหมายขอให้รัฐบาลพิจารณาดูว่าจะร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อฟื้นฟูความเสียหายได้อย่างไรบ้างอีกด้วย

อย่าวางใจว่าเขาปลดบล็อค .. ICT ยุคเพื่อไทย ท่านยังมัวมาดักไอพีอยู่หรือ

ที่มา thaifreenews

โดย bigmaxx

อย่าวางใจว่าเขาปลดบล็อค

ที่บ้านใช้เน็ต TOT อยู่ ซึ่งปกติจะเข้า TFN นี้ไม่ได้ ต้องมุดเข้ามา
แต่วันนี้มาแปลก กลับเข้าได้ แต่จะช้ากว่าการมุดเข้ามา
ยัง ครับ ยังไม่พอ จากการสังเกต active link จะพบว่า
มันจะไปที่ server นรก mict.go.th ก่อนที่จะมาหา TFN
ผมเข้าใจว่าเป็นการดัก IP ของ TOT หรือ ICT ใครโพสต์อะไร
ก็ระวังหน่อยก็แล้วกันนะครับ ในยุคประชาธิปไตยแหว่งๆ
อะไรมันเกิดได้ทั้งนั้นแหละครับ


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/08/54 ห่วงใยคนเป็น..เห้นใจคนตาย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ร้อยปัญหา ถาโถม โหมเข้าใส่
ทั้งเหนือนใต้ ออก-กลาง ไม่ว่างเว้น
เรื่องปากท้อง เร่งรุด สุดจำเป็น
ทำให้เห็น ว่าทำได้ ไม่รอรี....

คำห่วงใย คนเป็น เห็นแล้วปลื้ม
ไม่คิดลืม เดินหน้า หาน้อง-พี่
ความมุ่งมั่น แข็งแกร่ง แห่งสตรี
เกินศักดิ์ศรี พวกปากหมา มาหยันเธอ....

เร่งเยียวยา คนตาย ให้คลายหม่น
แม้นทุกข์ทน ยังอุ่นใจ ได้เสมอ
ไม่ทอดทิ้ง หาเวลา มาพบเจอ
น้ำตาเอ่อ คนทำจริง ไม่ทิ้งกัน....

ทั้งคนเจ็บ มากมาย หายสาบสูญ
ยังเพิ่มพูน ส่งมอบ ช่วยปลอบขวัญ
อีกร้อยแปด พันปัญหา สารพัน
ยังยืนยัน แลเหลียว มาเยียวยา....

คำแน่วแน่ แก้ไข ไม่แก้แค้น
กี่หมื่นแสน การกระทำ อันล้ำค่า
คือช่วยเหลือ พี่น้อง ผองประชา
เพื่อเดินหน้า รุ่งเรือง เมืองวิไล....

อย่าสน..พวกต่ำทราม พูดหยามหยัน
เพราะตัวมัน ต่ำช้า พวกสาไถย
สมปากชั่ว คิดชั่ว ตัวจัญไร
ปล่อยมันไป อย่าได้สน คนสามานย์....

Pmove เสนอ 19 นโยบาย ร้องยิ่งลักษณ์สร้างกลไก 'ครม.สังคม'

ที่มา ประชาไท

เกริ่นนำ
สภาพความขัดแย้งในสังคมไทย ที่ปะทุอยู่ในปัจจุบัน ล้วนมีที่มาจากปัญหาความไม่เท่าเทียม อันเกิดเป็นความเหลื่อมล้ำในสังคม และเกิดเป็นบาดแผลร้าวลึกหยั่งรากลงสู่กลุ่มคนต่าง ๆ จำนวนมาก เกิดขบวนการแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย แต่ทั้งหมดนี้มีพื้นฐานมาจากสภาพช่องว่างของความมั่นคงต่อการดำเนินชีวิต และเป็นที่มาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านรายได้ ด้านสิทธิ ด้านโอกาส ด้านอำนาจ และด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคม ที่เป็นธรรม (ขปส.) เป็นเวทีกลางของขบวนการของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และผู้ได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มคนจน ๔ เครือข่าย ๓ กรณีคือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี จำนวน ๕๔๐ กรณีปัญหา ได้รวมตัวกันเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาความยากจน ความไม่เป็นจากนโยบายการพัฒนา และโครงการพัฒนาของรัฐ

ปัญหาความยากจน ซึ่งกำลังแพร่ขยายอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยากจนของภาคเกษตรหรือชนบท สาเหตุสำคัญของปัญหามาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาเชิงนโยบายด้านการเกษตรและการพัฒนาของรัฐ ปัญหาการทำให้ยากจนโดยฉับพลันจากการให้สัมปทานที่ดินเพื่อกิจการอื่นของรัฐ ที่ไปทำลายอาชีพเดิมลง และการชดเชยที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งปัญหาจากการสร้างเขื่อนหรือระบบชลประทานที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบ อย่างรอบด้านต่อประชาชน

ปัจจุบันเกษตรกรกำลังเผชิญอันตรายอย่างยิ่ง อันเกิดจากนโยบายการเกษตร เพื่อขายและส่งออกของรัฐที่เน้นการค้าเสรี การแข่งขันกันอย่างเสรี โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างทุนและปัจจัยการผลิตของเกษตรกรที่ยากจน กับเกษตรกรที่ฐานะดีร่ำรวย บริษัทพืชผลการเกษตรขนาดใหญ่ หรือบรรษัทพืชผลการเกษตรข้ามชาติ โดยไม่มีกฎหมายคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรรายย่อยในการแข่งขันกับ ยักษ์ใหญ่ที่เหนือกว่าหลายเท่าตัว แต่กลับเปิดโอกาสให้บรรษัทเหล่านั้นมามาผลิตสินค้าที่เป็นฐานอาหารโดยใช้ เทคโนโลยีสมัย เบียดขับ และทำลายเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้กลายเป็นคนยากจนที่ทวีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความ จนเป็นปัญหาใหญ่ทางโครงสร้างสังคม ซึ่งเกี่ยวโยงกระทบเป็นลูกโซ่ จากจำนวนคนยากจนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนี้สินรุงรัง ไร้ที่ทำกิน ต้องดิ้นรนอพยพเข้าเมืองเป็นผู้ใช้แรงงาน อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนแออัดที่รัฐ ไม่สนใจดูแล ทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณอยู่ทุกขณะในเมืองใหญ่หรือเมืองสำคัญ อันนำไปสู่ ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบจากคนเมือง ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการบีบคั้นทางเศรษฐกิจและจิตใจ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมในลักษณะต่างๆ รวม ไปถึงการบุกรุกหรือเป็นเครื่องมือของนายทุนในการบุกรุกป่า ก่อให้เกิดปัญหาระบบนิเวศน์เสื่อมโทรม ฯลฯ ปัญหาทั้งหมดดังกล่าวล้วนสืบเนื่องจากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่ได้วางแผนการ แก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง ไม่มีนโยบายในการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากร และการมีวิสัยทัศน์การพัฒนาแบบองค์รวมที่เน้นความหลากหลายและการมีส่วนร่วม ของคนจน

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่พยายามศึกษาและเข้าใจฐานะของคน จน เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งจากการเรียกร้องของคนจน การประท้วงของ เกษตรกร หรือการบีบบังคับให้คนจนเสียสละเพื่อสังคม รัฐบาลประชาธิปไตยมักใช้ การแก้ไขปัญหาด้วยอำนาจความรุนแรง การข่มขู่คุกคาม การจับกุมคุมขัง หรือใช้ กฎหมายอย่างไร้ความเมตตา อันเป็นการสร้างปัญหาใหม่แก่ประชาชน

ปัญหา คนจนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงโครง สร้างเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นองค์รวม และจะต้องยกระดับปัญหาไปสู่การวางแผน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

สรุป พวกเราตระหนัก ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สุดในการดำรงชีวิตและการพัฒนา แต่นโยบายและมาตรการเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐที่ผ่านมา ซึ่งกระทำในโครงสร้างการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ที่เปิดโอกาสให้กับอำนาจของกลุ่มทุนใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการตักตวง ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงความสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากร และมีความไม่เป็นธรรม ส่งผลอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตคนไทยและสิ่งแวดล้อม จนเกิดปัญหาตามมามากมาย ผู้คนจำนวนมากถูกกีดกันออกไปจากการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น ทำให้ชีวิตตกต่ำลงในทุกด้านและยากที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดแก่ผู้คนอย่างมาก เพราะเข้าไม่ถึงทรัพยากรธรรมชาติ จึงยิ่งยากจนลง และไร้โอกาสในด้านอื่นๆ

ความ ยากจนจึงไม่ใช่เป็นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ หรือเกิดจากอุปนิสัยความขี้เกียจของผู้คน ความยากจนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างพัฒนา ที่มีพื้นฐานมาจากการไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อการใช้และการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรเสียใหม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรม คือเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงทรัพยากรด้านต่างๆ ได้อย่างทั่วหน้า อันจะเป็นประตูนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ ขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นที่จะต้องสะสางปัญหาที่เกิดการจากความขัดแย้งใน การเข้าถึงทรัพยากร เช่น คดีบุกรุก คดีการชุมนุมเรียกร้อง และคดีโลกร้อน นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้าง อำนาจอย่างแท้จริง

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) คือเวทีกลางของผู้ประสบชะตากรรมอันเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาประเทศที่มุ่ง สู่ความเป็นอุตสาหกรรม ละเลยภาคเกษตรกรรม แนวทางดังกล่าวได้ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ชุมชนไม่สามารถดำรงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมได้ ทรัพยากรตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ที่ดินอันเป็นปัจจัยหลักของเกษตรกรถูกแย่งชิง นโยบายการประกาศใช้พื้นที่ป่าทับที่ทำกินของชาวบ้าน การสร้างเขื่อนต่างๆ ได้ทำลายทรัพยากรและชุมชน คนหนุ่มสาวถูกสภาพเศรษฐกิจบีบรัดให้ต้องเข้ามาขายแรงงานในเมือง เกิดแหล่งชุมชนแออัด และเกิดคนเร่ร่อนไร้บ้านที่นอกจากจะมีปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกของครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาสังคมซ้อนทับลงไปด้วย ซึ่งก็ถูกละเลยจากรัฐเช่นเดิม

ดัง นั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเดินหน้าต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) อันเป็นประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ผู้เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนปากมูล และเครือข่ายประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายและโครงการพัฒนาของรัฐ จึงได้จัดทำข้อเสนอนี้ขึ้น เพื่อเป็นให้พรรคเพื่อไทยนำไปเป็นนโยบายของรัฐบาล สำหรับใช้แก้ไขปัญหาของภาคประชาชน ต่อไป

ด้วยจิตคารวะ
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๔

ข้อเสนอสำหรับจัดทำเป็นนโยบายของรัฐบาล

ใน ช่วงของการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้ง พวกเราซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายองค์ประชาชนทั้งคนจนจากชนบท คนจนเมือง กลุ่มผู้ใช้แรงงาน จากทั่วประเทศ ได้จัดเวทีสัญญาประชาคมพบพรรคการเมืองขึ้น เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๔ ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ในงานดังกล่าวได้มีพรรคการเมืองหลายพรรค ส่งตัวแทนเข้าร่วมเวทีด้วย ซึ่งรวมทั้งพรรคเพื่อไทย โดยหัวหน้าพรรคได้มอบหมายให้นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนไปรับข้อเสนอของประชาชน รวมทั้งได้ลงนามเป็นสัญญาประชาคม ท่ามกลางสักขีพยานคือประชาชนกว่า ๒,๐๐๐ คน และสื่อมวลชนหลายสำนัก

ต่อมาหลังการเลือกตั้งขบวนประชาชนเพื่อ สังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และองค์กรสมาชิกทั่วประเทศได้ส่งไปรษณียบัตรถึงท่าน พร้อมทั้งยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานสาขาพรรคเพื่อไทย ประจำจังหวัด เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปบรรจุไว้เป็นนโยบาย ของรัฐบาล โดยมีข้อเสนอเพื่อนำไปบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนี้

๑. รัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ตามเจตนารมณ์ของสังคม เพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง โดยเฉพาะการกระจายอำนาจบริหารจัดการไปสู่ชุมชนท้องถิ่น โดยสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม และกลไกร่วมในการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างชุมชน ประชาสังคม กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ กระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสู่ประชาชน ชุมชน และภาคประชาสังคม

๒. รัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐาน ด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และปฏิรูปความยุติธรรม เพื่อลดสภาพที่คนทั่วไปเรียกว่า"สองมาตรฐาน" ลดปรากฏการณ์ที่สะท้อนความผิดปรกติของกระบวนการยุติธรรม

๓. รัฐต้องยกเลิก ทบทวนการดำเนินการทางกฎหมาย และคดีการเมือง คดีการชุมนุม รวมทั้งคดีโลกร้อน ที่เกี่ยวข้องกับกรณีข้อพิพาทความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน เอกชน (กลุ่มทุน) อันเกิดจากนโยบายที่คนจนได้รับการเลือกปฏิบัติจากกลไกรัฐ ราชการที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งรัฐจะต้องดูแลค่าจ่ายใช้ทั้งหมดอันเกิดจากคดีที่รัฐฟ้องร้องประชาชน

๔. รัฐต้องเร่งรัดผลักดันนโยบายการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน กำหนดมาตรฐานในการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า จัดเก็บภาษีทรัพย์สินมรดก สร้างหลักประกันในการคุ้มครองเกษตรกรและส่งเสริมที่ดินเพื่อการทำการ เกษตรกรรม และเร่งออกนโยบายจำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน เร่งปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรยากจนมีที่ดินทำกินไม่เพียง พอ

๕. จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร เสนอให้รัฐจัดตั้งกองทุนธนาคาร ที่ดินเพื่อการเกษตรเพื่อนำเงินทุนไปซื้อที่ดินที่ถือครองเกินขนาดจำกัด รวมทั้งจัดซื้อที่ดินที่เป็นทรัพย์ประกันหนี้เสียของธนาคารและสถาบันการเงิน มาบริหารให้กระจายไปยังเกษตรกรที่ไร้ที่ดินและที่มีที่ดินไม่พอทำกิน

๖. ออกพระราชบัญญัติโฉนดชุมชน แทนระเรียบสำนักนายรัฐมนตรี รองรับพื้นที่ขอจัดทำโฉนดชุมชน เพื่อเป็นหลักประกันในความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการถือครองที่ดินให้ เกษตรกร รวมทั้งเป็นการแก้ไข้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างหน่วยรัฐที่ดูแลพื้นที่กับผู้ใช้ ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตร ให้เกิดผลประโยชน์อย่างสูงสุด

๗. สานต่อนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง โดยอนุมัติงบประมาณในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งงบอุดหนุนเรื่องที่ดิน การสร้างบ้าน และงบพัฒนาสาธารณูปโภค

๘. โครงการที่อยู่อาศัยคนจน ให้การไฟฟ้า และการประปา มีหน้าที่จัดหาสาธารณูปโภคให้ โดยไม่คิดงบประมาณลงทุนเพิ่ม และในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างตามโครงการ ให้คิดค่าบริการน้ำ ไฟ ในอัตราปกติ

๙. อุดหนุนงบประมาณรายปี เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ถูกไฟไหม้ ไล่รื้อ ภัยพิบัติ สภาพชุมชนเสื่อมโทรม เพื่อใช้สำหรับปลูกบ้านพักชั่วคราว น้ำ/ไฟ การโยกย้าย การปรับปรุง เป็นต้น

๑๐. โครงการพัฒนาที่กระทบเรื่องที่อยู่อาศัย ต้องคำนวณงบประมาณการแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยเป็นต้นทุนของโครงการด้วย และต้องให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และกำหนด แนวทางการแก้ปัญหา

๑๑. ให้มีนโยบายนำที่ดินรัฐมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับคนจน เช่น ที่ดินการรถไฟ ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินสาธารณะ หรือที่กรมศาสนา เป็นต้น โดยให้เช่าในอัตราต่ำ ใช้ระบบกรรมสิทธิ์ และการบริหารจัดการร่วมกันโดยชุมชน หรือดำเนินการในรูปแบบโฉนดชุมชน ทั้งนี้แล้วแต่สภาพความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่และความต้องการของแต่ละชุมชน

๑๒. ให้มีนโยบาย และกลไกในการแก้ปัญหาคนเร่ร่อนไร้บ้านอย่างชัดเจน ในเรื่องที่อยู่อาศัย และการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนเป็นสำคัญ

๑๓. รัฐต้องประเมินความคุ้มค่าของเขื่อนทั่วประเทศ โดยศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม หากไม่คุ้มค่า เกิดความเสียหาย ให้ยกเลิกการดำเนินโครงการนั้นๆ ทันที กำหนดแผนงานและมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างพัฒนาของรัฐ เขื่อนทุกประเภท โดยยึดหลักการว่าผู้รับผลกระทบต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม และต้องตั้งกองทุนประกันความเสียหาย เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาของรัฐ สร้างเขื่อนทุกด้าน โดยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จะต้องมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ทั้งนี้ให้ใช้การแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล เป็นพื้นที่นำร่อง โดยนำแนวทางการดำเนินการ ตามข้อสรุปของคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลงานวิจัยและข้อเท็จที่เกี่ยวกับการ แก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ประกอบกับบันทึกการเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่ เป็นธรรม (ขปส.) เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เป็นกรอบในการปฏิบัติ

๑๔. ให้ทบทวน ยกเลิก ยุติ การดำเนินการเหมืองแร่ทุกประเภท ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะเหมืองแร่ที่กำลังมีความขัดแย้งกับชุมชนต้องยุติทันทีและให้การ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และหยุดการขยายสัมปทานเพื่อให้เกิดการศึกษาผลกระทบ ต่อวิถีชีวิตชุมชน ทั้งจัดทำยุทธศาสตร์แร่ทั้งระบบ

๑๕. ให้ยกเลิกการสร้างพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศอย่างถาวร ให้ทบทวนแผนพีดีพี ๒๐๑๐ และรัฐบาลต้องสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมในการพิจารณาจัดทำแผนฯ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยให้ประชาชนเข้าร่วมเวทีตั้งแต่เริ่มแรกและให้มีการจัดเวทีในทุก ภูมิภาค สนับสนุน ให้พลังงานหมุนเวียนให้เป็นพลังงานหลัก รวมทั้งการปรับปรุงระบบสายส่งในการรองรับพลังงานหมุนเวียน โดยมีการบริหารจัดการที่หลากหลาย และเคารพสิทธิของชุมชนอย่างเป็นธรรม และการใช้พลังงานที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

๑๖. ให้มีมาตรการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศ ไทย ตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ๑๖๙ ประเทศ “ว่าด้วยปวงชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศราช” โดยการออกกฎหมายและมาตรการมารับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยอย่าง ชัดเจน และรัฐบาลไทยประกาศรับรองให้วันที่ ๙ สิงหาคม ของทุกปีเป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย” และผลักดันมติครม.เขตพื้นที่สังคมและวัฒนธรรมพิเศษชาวเล/ชาวเขา ให้เป็นรูปธรรม

๑๗. เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสถานะกลุ่มคนที่เข้าเกณฑ์ ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ(ฉบับที่ ๔) ๒๕๕๑ ให้เป็นไปตามปฏิญญาสากล พร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ.คืนสัญชาติคนไทย (ฉบับที่๕) พ.ศ. .....ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว

๑๘. ให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.การชุมนุม โดยทันที

๑๙. ปรับปรุง แก้ไข และยกเลิก ระเบียบ กฎหมาย นโยบาย และมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นอุปสรรคในการรองรับสิทธิ์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในการ จัดการที่ดิน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้สอดคล้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ รวมทั้งกฎหมายป่าไม้ทั้ง ๔ ฉบับ

ข้อเสนอสำหรับสร้างเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหา

อย่าง ไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ ก็ควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสานต่อข้อตกลงหรือแนวทางที่เคยมีไว้แล้ว ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามเจตจำนง และลุล่วงไปได้ด้วยดี ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) มีข้อเสนอเพื่อสร้างกลไกการแก้ไขปัญหา ต่อฯพณฯนายกรัฐมนตรี ดังนี้

๑. สร้างกลไกร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็น ธรรม (ขปส.) ในรูปแบบของ ครม.สังคม เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา โดยมี ฯพณฯนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

๒. คณะกรรมการฯ อนุกรรมการฯ หรือคณะทำงาน ซึ่งเป็นกลไกการแก้ไขปัญหาซึ่งมีอยู่แล้ว ให้ใช้กลไกนั้นดำเนินการต่อ

๓. กรณีกลุ่มปัญหาใดที่ยังไม่มีกลไกการแก้ไขปัญหา ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดตั้งกลไกขึ้นโดยเร็ว

**************************

AttachmentSize
ข้อเสนอกรณีปัญหาปัญหาเร่งด่วน.doc67.5 KB

อนาคตของอียิปต์ โค่นผู้นำแล้วไงต่อ?

ที่มา ประชาไท

ในคืนอันแสนอบอ้าวก่อนวันรอมฎอน กลุ่มภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ก็ออกเดินขบวนรณรงค์ทางการเมืองใน ชิบิน เอลคอม เมืองแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ชาวกรุงไคโรส่วนใหญ่แทบจะไม่สามารถขับผ่านเมืองหลวงของเขตปกครองตนเองโมนูเฟียนี้ได้เลย เว้นแต่พวกเขาจะมีครอบครัวอยู่ที่นี่ พื้นที่หนองบึงในแถบนี้มีแต่คนที่ทำอาชีพการเกษตร มีคูคลองและแม่น้ำสายต่างๆ ไหลผ่านจนอาจเรียกว่าเป็น "ตะกร้าขนมปัง" ของอียิปต์เลยก็ว่าได้

เกษตรกร หรือที่เรียกว่า 'เฟลาฮีน' ตามภาษาชาวมุสลิมที่ทำการเกษตรอยู่ในพื้นที่นี้เป็นผู้ที่นับถือศาสนา ชาตินิยม และมีแนวคิดทางสังคมในเชิงอนุรักษ์นิยม ชนชั้นนำที่ปกครองอียิปต์ก็มีราก เหง้ามาจากที่นี่ ประธานาธิบดี 2 คนก่อนหน้านี้คือ ฮอสนี มูบารัค และ อันวาร์ ซาดัท ต่างก็ถือกำเนิดในโมนูเฟีย แต่พอได้ดิบได้ดีอยู่ในตำแหน่งแล้วก็ลืมทิ้งบ้านเกิดตัวเองไปเสีย อย่างไรก็ตามในหมู่นักเล่นการเมืองของอียิปต์ กลุ่มภราดรภาพมุสลิมทำตัวต่างจากผู้นำรายอื่น ความสามารถเชิงผู้นำของพวกเขามาจากมวลชนที่เป็นชนชั้นกรรมชาชีพที่มีการศึกษา และเสริมภาพลักษณ์ว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่มเฟลาฮีน

การเดินขบวนใน ชิบิน เอลคอม เป็นการรณรงค์เปิดตัว 'พรรคเสรีภาพและความยุติธรรม' ปีกใหม่ของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม กลุ่มมุสลิมกลุ่มนี้ก็พยายามทำให้คนอื่นเข้าใจว่า พวกเขาไม่ใช่กลุ่มที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งตอนนี้ได้กลับมายืดพื้นที่จัตุรัสทาห์เรียเป็นที่ชุมนุมอีกครั้ง พวกเขากล่าวหาว่า กลุ่มภราดรภาพเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต่อต้านการปฏิวัติของพวกเขาด้วยซ้า กลุ่มนักกิจกรรมพากันมาสร้างวิมานสวรรค์แบบตั้งเต็นท์ที่จัตุรัสกลางกรุงไคโร พยายามป่าวร้องถึงแนวคิดเรื่องประชารัฐ และประกาศว่า หลังจากมูบารัคลงจากตำแหน่งไปแล้วครึ่งปี แต่ประเทศก็ยังคงอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร นักกิจกรรมเหล่านี้ชุมนุมกันไปหนึ่งเดือนแล้ว มีคนมาน้อยลงเรื่อยๆ สารของพวกเขาถูกกลืนกินไปโดยคำประกาศของคณะมนตรีกองทัพและคำวิพากษ์วิจารณ์จากชาวมุสลิม

ภาพการประท้วงคงดูไม่ต่างกันเท่าไหร่ในเขตสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำ กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเลือกจะรณรงค์ท่ามกลางถนนฝุนโคลนห่างไกลตัวเมือง ผู้คนนับพันคนส่วนใหญ่เป็นคนจากสาขาวิชาชีพต่างๆ เป็นพ่อค้า หรือเกษตรกร ต่างก็มากับครอบครัว มีอาสาสมัครคอยบริจาคเลือดที่รถพยาบาล บนเวทีปราศรัยหัวหน้าพรรคกล่าวยกย่องครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ แล้วถึงเข้าเรื่อง ประธานกลุ่มสตรีพูดถึงบทบาทของสตรีในพรรค เกษตรกรพูดถึงความร่วมมือในภาคการเกษตร สุดท้ายคือหัวหน้าพรรคโมฮาเม็ด มอร์ซี ขึ้นกล่าวบนเวทีอย่างเผ็ดร้อน "ประชาชนได้มอบการปฏิวัติของพวกเขาให้ทหารเก็บรักษาไว้" เขากล่าวด้วยเสียงอันดัง "สิ่งที่ชอบธรรมในประเทศนี้มาจากประชาชน" ในช่วงท้ายเขาได้สั่งให้ผู้เขาชมปราศรัยแสดงวินัยและความใจกว้างกับเพื่อนบ้าน...ด้วยการเก็บขยะ

หกเดือนหลังจากที่มูบารัคยอมแพ้ต่อชาวอียิปต์นับล้านคนไปแล้ว แต่นายพลหน้าเก่าๆ ก็ยังคงปกครองประเทศอยู่ การใช้อำนาจจับกุมและความเป็นไปได้ที่จะมีการทรมานผู้ต้องขังเป็นเรื่องสามัญ เพียงแต่เกิดน้อยกรณีกว่าก่อนหน้านี้ สื่อของรัฐยังคงทำให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารดูเป็นพวกชั่วร้าย และกองทัพที่ไม่ฟังความเห็นของมวลชนก็จะจัดการเรื่องกระบวนการเลือกตั้งและรัฐบาลพลเรือนในแบบของพวกเขาเอง เหล่านักปฏิวัติและนักปฏิรูปทั้งหลายต่างก็หวาดกลัวว่ากองทัพซึ่งตอนนี้เข้มแข็งขึ้นกว่าช่วยสมัยที่มูบารัคยังอยู่จะทำตัวฉวยโอกาส พวกเขายังกลัวว่ากลุ่มมุสลิมจะกลายเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นและควบคุมการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้อียิปต์กลายเป็นไม่ใช่รัฐฆราวาสหรือรัฐเสรีนิยม

สรุปปัญหาคือ นักปฏิวัติผู้มีแนวคิดอุดมคตินิยมฝันถึงประชาธิปไตยในโลกอาหรับที่สะท้อนการเห็นคุณค่าของประชาชนและเปิดรับชาวมุสลิม ชาวคริสต์ และคนที่ต้องการรัฐฆราวาสในเวลาเดียวกัน แต่พวกเขากลับถูกช่วงชิงไปโดยฝ่ายขวาผู้นับถือศาสนาที่ต้องการการปกครองโดยเสียงข้างมาก และเห็นได้ชัดจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีประชาชนนับล้านคนมาชุมนุมที่จัตุรัสทาห์เรียเรียกร้องให้ประเทศเป็นรัฐอิสลาม ขณะเดียวกันเหล่านายพลก็ได้ใจเมื่อเห็นว่า มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มผู้นับถืออิสลามกับกลุ่มฆราวาสซึ่งเป้นกระโยชน์กับพวกเขา

ภาพการชุมนุมที่จัตุรัสทาห์เรียในช่วงที่เหตุการณ์สงบลงแล้วนั้น ทำให้เห็นว่า การปฏิวัติมีความเป็นชายขอบมากขึ้นและไม่ถือเป็นภัยอีกต่อไป แก่นแกนของการปฏิวัติจริงๆ แสดงให้เห็นถึงพลังในการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจ อดกลั้นต่อความหลากหลาย มากกว่าการแสดงความเห็นของผู้ที่อยู่ในกระแสหลัก

กลุ่มผู้ชุมนุมที่ต่อสู้กับตำรวจปราบจลาจลนั้นมีอยู่สามจำพวกหลักๆ ที่คาบเกี่ยวกับ พวกแรกคือกลุ่มนักกิจกรรม นักจัดตั้งทางการเมืองและทางศาสนาที่หันมาเชื่อใจกันจากการประท้วงเล็กๆ น้อยๆ และการถูกตามจับกุมตัวเมื่อหลายปีที่ผ่านมา พวกที่สองคือกลุ่มคนที่มีความรู้ทางการเมืองซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กล้าท้าทายอำนาจรัฐบาล แต่ก็ถูกชักพาเข้ามาในการชุมนุมเนื่องจากมีวาระเดียวกัน คนกลุ่มนี้มีทั้งนักสหภาพแรงงาน นักสังคมนิยม เอ็นจีโอสายเสรีนิยม และนักกิจกรรมทางศาสนาที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม พวกสุดท้ายคือผู้คนชาวอียิปต์กว่าแสนคนที่ไม่ได้มีวาระทางการเมือง เพียงแค่โกรธแค้นและไม่อาจทนรับได้กับรัฐตำรวจในแบบของมูบารัค

ผู้ชุมนุมที่เคยทะลักท่วมจัตุรัสทาห์เรียจนกระทั่งประธานาธิบดีมูบารัคออกจากตำแหน่งไปในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ไม่เคยกลับมามีจำนวนเท่าเดิมอีกเลย ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กลุ่มทหารก็พยายามยับยั้งการปฏิรูปใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น มีเพียงแค่เห็นชอบกับการกำหนดวันเลือกตั้งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและเลื่อนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ออกไปจนกว่ารัฐบาลพลเรือนจะถูกเลือกตั้งเข้ามา ที่สำคัญกว่านั้นคือ มูบารัคยังคงอยู่ดีจนต้องมีมวลชนออกมาเรียกร้องที่ทาห์เรียอีกครั้งทหารถึงจะยอมจับกุมตัวเขาในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็ยังคงอยู่อย่างสะดวกสบายในโรงพยาบาลจนกระทั่งประชาชนต้องออกมาย้ำให้เจ้าหน้าที่จัดการดำเนินคดีกับเขา ซึ่งหลายคนมองว่าเขาต้องถูกฟอกจนใสสะอาดแน่ๆ

ท่าทีของทหารอียิปต์ที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ และการประท้วงที่กลับมาหลายรอบทำให้ขบวนการปฏิวัติอ่อนล้าและมิตรภาพในที่ชุมนุมเริ่มจืดจาง นักกิจกรรมบางกลุ่ม เช่นกลุ่มที่ติดดินอย่าง "กลุ่ม 6 เมษายน" (กลุ่มที่วางแผนนัดหยุดงานผ่านเฟสบุ๊ค โดยให้สวมเสื้อชุดดำอยู่กับบ้านในวันที่ 6 เม.ย.) ที่มีรากเหง้ามาจากกลุ่มแรงงานหยุดงานประท้วง กลุ่มนี้พยายามเน้นที่ข้อเรียกร้องหลักๆ ของผู้ประท้วงและอยู่ให้ห่างจากการเมือง กลุ่มอื่นๆ เช่นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองสายกลางแอบพูดจิกกัดว่า น่าจะเอาเวลาที่นั่งจับเจ่าอยู่ในเต็นท์ผู้ชุมนุมที่ทาห์เรียมาใช้รณรงค์หาเสียงดีกว่า

"พวกเรากลัวว่าจะสูญเสียมวลชนไป" โมอัซ อับ เอลคารีม เภสัชกรอายุ 29 กล่าว เขาเป็นนักจัดกิจกรรมบนท้องถนนให้กับกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขามีเป้าหมายร่วมกันกับสหายอย่างเช่น แซลลี่ มัวร์ นักสังคมนิยมชาวคริสเตียน, เพื่อนนักกิจกรรมสายแรงงาน และผู้เคยมีประวัติทางการเมือง เอลคารีมฝ่าฝืนคำสั่งของภราดรภาพมุสลิมเพื่อช่วยเหลือการประท้วง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเขาไปไกลกว่านั้น ถึงขั้นตั้งกลุ่มใหม่อย่าง "กระแสมวลชนชาวอียิปต์" (Egyptian Current) ที่มีกลุ่มเยาวชนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมมาร่วมด้วย เนื่องจากพวกเขาต้องการให้อียิปต์เป็นประชารัฐมากกว่ารัฐศาสนา พวกเขาให้คำมั่นว่า สมาชิกจะเป็นผู้ที่กำหนดโครงสร้างในกระบวนการประชาธิปไตยรากหญ้า มีหลายพันคนสมัครเข้าร่วม และพบว่าพวกเขาได้เข้าร่วมพรรคที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีเป้าหมาย หรือผู้นำ เนื่องจากกลุ่มสมาชิกยังไม่ได้เลือกตั้งผู้นำกัน การย้อนคืนลานประท้วงทาห์เรียเมื่อเดือนที่แล้ว กลุ่มกระแสมวลชนชาวอียิปต์ก็ตั้งท่าจะล่ม จากความพยายามอย่างไม่เป็นผลที่จะเทศนาสั่งสอนผู้คน "พวกเราควรจะอยู่ที่นี่" เอลคารีมกล่าว "พวกเราไม่สามารถไปที่อื่นได้ สุดท้ายแล้วพวกเราก็คือการปฏิวัติ"

จัตุรัสทาห์เรียในช่วงเดือนกรกฎาคมนั้น ก่อนที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่ละจากไปในช่วงรอมฎอน และกลุ่มที่ยังทนอยู่จะถูกไล่ไปโดยทหาร มีบรรยากาศแบบไม่ต่อเนื่องกับจิตที่พยายามเอาชนะคะคาน ผู้นำทางการเมืองอย่างเอลคารีมไม่ค่อยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มปัญญาชนรุ่นเยาว์ที่ตั้งโรงเรียนสอนเด็กตามถนนแบบไม่ได้ตระเตรียม พวกนี้ตบตีกับพวกคนขายชาและคนเร่ขายของที่ถูกหาว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรงและทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลกับตำรวจ มีกลุ่มผู้รักษาความสงบที่จัดตั้งกันเองเดินตระเวณไปทั่วจัตุรัสคอยเตือนเรื่องผู้แฝงตัวเข้ามา และบางครั้งก็ยึดทรัพย์และทุบตีผู้ต้องสงสัย ผู้ชุมนุมที่รู้ทันเริ่มสงสัยว่าจริงๆ แล้วคนกลุ่มนี้เป็นนักยั่วยุที่รัฐบาลส่งมา หรือไม่ก็อาจเป็นแค่พวกตัวป่วนที่วันๆ ไม่มีอะไรทำก็ได้ และเมื่อกลุ่ม "กระแสมวลชนชาวอียิปต์" กับผู้นำกิจกรรมรายอื่นๆ จัดการกับข้อขัดแย้งตรงนี้ได้แล้ว ศัตรูของพวกเขาก็กำลังจัดระเบียบความเห็นของประชาชนและวางแผนจะหากินกับรัฐบาลชุดถัดไป

แล้ว "การปฏิวัติอียิปต์" ในตอนนี้เป็นอย่างไรแล้ว อียิปต์ในทุกวันนี้กลายเป็นเกมที่ใครจะเล่นก็ได้ ทุกคนต่างอ้างถึงเหตุการณ์วันที่ 25 มกราคม (วันที่ 25 ม.ค. 2011 ชาวอียิปต์ออกมาประท้วงกันใน หลายพื้นที่จนเรียกว่าเป็น "วันแห่งการปฏิวัติ" หรือบ้างก็เรียกว่า "วันแห่งความโกรธ") ไม่ว่าจะมีวาระใดๆ ก็ตาม แต่อย่างหนึ่งที่เชื่อขนมกินได้คือ ตอนนี้กองทัพกุมอำนาจไว้อยู่ เมื่อนายพลมัมดูห์ ชาฮีน ประกาศว่าจะดูแลการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส เขาก็ปฏิเสธไม่ตอบคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์จากนักข่าว ที่ถามว่าทางกองทัพมีใครเป็นที่ปรึกษาบ้างในการจัดเลือกตั้งและมีมาตรการที่รับรองว่าผลการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ยุติธรรมและไม่มีการโกงหรือการซื้อเสียงซึ่งมีมานานแล้วในประเทศนี้ และพรรคการเมืองก็บ่นว่า กฏการเลือกตั้งในคราวนี้ชวนให้สับสน แต่ท่านนายพลก็ยิ้มเยาะ ตอบเพียงว่า "พวกเราเป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรทีดีที่สุดในประเทศของเรา แล้วจึงปฏิบัติตามนั้น"

การเปลี่ยนขั้วอำนาจเป็นลางร้ายสำหรับการปฏิรูปในระยะยาว และปัญหาก็ทับซ้อนเป็นสองทบ อย่างแรกคือความรู้สึกว่ากองทัพเป็นผู้ที่คอยตระเตรียมการเปลี่ยนขั้วอำนาจจากมูบารัค ซึ่งตัวกองทัพเองเป็นฝ่ายที่คับแคบในเรื่องผลประโยชน์ ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกับความมั่นคงของประเทศ เป็นผู้มีสิทธิพิเศษในการใช้อำนาจและมีความเชื่อว่ากองทัพเป็นผู้ปกครองประเทศที่ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียใดๆ อย่างที่สองคือ ฝ่ายคณะมนตรีของกองทัพดูจะเชื่อว่าการประท้วงขั้นเกิดมาจากชนกลุ่มน้อยที่ไม่พอใจและส่วนใหญ่แล้วเป็นฝีมือของสายลับต่างประเทศ โดยพวกเขาใช้จุดนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้เห็นผลกระทบที่ตามมาคือความหวาดกลัวบุคคลภายนอกในหมู่มวลชนระดับกว้างและในสายตาของผู้ชุมนุมที่มองกลุ่มสนับสนุนจากนานาชาติอย่างหวาดระแวง ทางกองทัพยังได้ประกาศห้ามผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งจากต่างชาติ และบอกให้ธนาคารรายงานเรื่องเงินทุนที่นักกิจกรรมและเอ็นจีโอได้รับจากนานาชาติ และล่าสุดก็กล่าวหาว่ากลุ่มเยาวชน 6 เมษาฯ เป็นเพียงเบี้ยหมากของพวกต่างชาติด้วย

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. มีการชุมนุมประท้วงโดยมีเป้าหมายประท้วงกองทัพเป็นครั้งแรก มีการเดินขบวนไปยังกระทรวงกลาโหม มีกลุ่มต่อต้านการประท้วงจโจมพวกเขาทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 300 ราย และดูเหมือนว่ามีสารวัตรทหารถูกจัดตั้งมาเป็นนักเลงนอกชุดเครื่องแบบ คอยไล่ตามผู้ชุมนุม

การปะทะในครั้งดังกล่าวทำให้การชุมนุมอย่างยาวนาน ณ จัตุรัสทาห์เรียค่อยๆ ฝ่อลง มีผู้ประท้วงส่วนหนึ่งที่ยังคงยืนยันปักหลักอยู่จนกว่าข้อเรียกร้องจะบรรลุ แต่เมื่อกลุ่มภราดรภาพมุสลิมถอนตัวออกไป มวลชนก็ดูบางตาลงจนแทยไม่พอยึดพื้นที่จัตุรัส จนกระทั่งเมื่อกลุ่มอิสลามจัดตั้งขบวนผู้ชุมนุมล้านคนของพวกเขาได้เอง เหล่าผู้ชุมนุมที่ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ ก็พากันกลับบ้าน

แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการปฏิวัติครั้งนี้ล้มเหลว การดำเนินคดีกับมูบารัคก็ถือเป็นจุดหนึ่ง ประชาชนชาวอียิปต์ยังคงมีความปรารถณาร่วมกันอยู่ เช่นที่ นาซ อับบาสผู้ค้าชิ้นส่วนรถรายหนึ่งกล่าวไว้คือ การได้เห็นมูบารัคถูกแขวนคอที่จัตุรัสทาห์เรีย แต่ทางกองทัพดูเหมือนจะตัดสินใจละเว้นอดีตผู้นำไว้ ดังนั้นการที่มูบารัคไปปรากฏตัวในศาล บนเตียงในโรงพยาบาล หรือในกรงขังเช่นผู้ต้องหารายอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรมของอียิปต์ที่ถูกหมิ่นหยามความเป็นมนุษย์ ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกพึงพอใจ แต่นักปฏิวัติจำนวนมากก็ยังกังวลว่ากองทัพเพียงแค่จัดฉากละครการดำเนินคดีแล้วจะปล่อยให้เขารอดไปง่ายๆ และเห็นได้ชัดว่าทางกองทัพจริงๆ แล้วอยากหลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์แบบนี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

อับบาส เป็นตัวแทนของผู้ที่ท้าทายความเห็นของคนทั่วไป เขาไม่ใช่คนที่มีการศึกษา เป็นคนที่ทำงานหนักเพื่อให้ได้ค่าจ้างเล็กน้อย เขาสนับสนุนการปฏิวัติและไม่เชื่อใจทหาร ไม่เชื่อที่พวกเขาบอกว่าอัตราอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจกำลังถดถอย "ประชาชนเป็นเหมือนยักษ์ในตะเกียงวิเศษ" เขาบอก "ตอนนี้พวกเราเป็นอิสระแล้ว ก็เหมือนกันเราปลูกต้นไม้ พวกเราฝังเมล็ดเอาไว้แล้วก็ต้องรอเวลา"

นี่เป็นสิ่งเดียวกับที่เอลคารีมและนักฝันคนอื่นๆ อยากได้ยิน เนื่องจากพวกเขาเริ่มตั้งพรรคการเมืองที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการออกดอกออกผล และวางแผนการปกครองด้วยระบอบที่ประชาชนจะมีอธิปไตยเหนือรัฐและทหาร แต่อับบาสก็ไม่ได้เป็นพวกเสรีนิยมอะไรขนาดนั้น เขายังคิดว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังวางแผนยึดอียิปต์เป็นเมืองขึ้น และบอกว่าโมฮาเม็ด เอลบาราดีย์ หนึ่งในผู้สมัครประธานาธิบดีเป็นสายลับพวกยิว ในทางหนึ่งเขาก็อยู่ฝ่ายปฏิวัติและต้องการให้มีการลงโทษมูบารัคและลูกสมุนโดยเร็ว แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งเขาก็ต้องการผู้นำที่เข้มแข็งและชาตินิยม ดังเช่นกามาล อับเดล นาสเซอ เจ้าหน้าที่ทหารผู้ทำการรัฐประหารในปี 1952 ที่ปูทางให้อียิปต์เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ภายใต้การนำของทหาร

ก่อนหน้าที่จะมีการเดินขบวนของกลุ่มอิสลามไม่กี่วันพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยก็มีการเดินขบวนเปิดตัวที่เมือง คาฟ เอลชีค เมืองกสิกรรมลุ่มน้ำไนล์อีกเมืองหนึ่ง บัสเซม คาเมล เป็นสถาปนิกอายุ 40 ที่เพิ่งเข้าเล่นการเมืองเขามีใบหน้ากลมดูเหมือนเด็กและมีรอยยิ้มที่ทำให้คนหายโกรธ เขาดูกระตือรือร้นมากในการนำขบวน การเดินขบวนของพรรคนี้มีคนเข้าร่วมอย่างมากสุด 150 คน ผู้สนับสนุนท้องถิ่นรายหนึ่งที่เป็นศิลปินและวิศวกรชื่อคาเล็ด เอล บาร์กี กล่าวถึงสิ่งที่ตนกลัวว่าการปฏิวัติของพวกเสรีนิยมในตอนนี้อยู่ไกลเกินเอื้อม "พวกเขายังคงไม่รู้จักวิธีการทำงานกับมวลชนบนท้องถนน ในเขตสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำนี้ผู้คนกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ พวกเขาไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง"

เป็นธรรมดาที่จะมีการเปรียบเทียบจำนวนผู้มาเข้าร่วมชุมนุมของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยกับพรรคภราดรภาพมุสลิม พรรคของชาวมุสลิมนั้นเริ่มฝึกปรือการสื่อสารและยุทธวิธีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1928 แล้ว นักเสรีนิยมกำลังขอโอกาสแก้ตัวขณะที่กำลังต่อสู้เพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่า พวกเขามีเจตนาดี แต่เป็นการเล่นเกมยาว และเมื่อเมล็ดพันธุ์ฝังราก ในตอนนั้นอียิปต์ก็ได้รัฐบาลใหม่ไปแล้ว รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศการควบคุมอย่างหนักของทหารและความได้เปรียบของพรรคอิสลาม ผู้นำใหม่จะเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในยุคหลังมูบารัคและเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป

บนเวทีปราศรัย คาเมล พยายามกระตุ้นเร้ามวลชนจำนวนไม่มากนัดของเขา "พวกเรามีรัฐบาลที่ย่ำแย่ แต่พวกเราก็มีคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ ทุกครั้งที่ผมเห็นพวกเขา ผมก็กลับมามองโลกในแง่ดีอีกครั้ง" หลังจากนั้นในสำนักงานสาขาของพรรคเขาก็พูดถึงการรับสมัครลูกพรรคและบัญชีรายชื่อผู้สมัครเลือกตั้ง

"นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี" เขาพูดออกมาในตอนเที่ยงคืนขณะกำลังขึ้นรถกลับไปยังไคโร "ตอนนี้ผมก็กลับไปที่จัตุรั

สทาห์เรียแล้ว"

ประชาชนไม่ใช่สลิ่มทั้งหมด (นะท่าน รมต.)

ที่มา ประชาไท

August Ha

บทความถึง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต. ไอซีทีคนใหม่ หลัง ประกาศจะบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ให้เข้มงวดมากขึ้น

“น.อ.อนุ ดิษฐ์ นาครทรรพ รมต. ไอซีทีคนใหม่ ประกาศจะบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ให้เข้มงวดมากขึ้น, ส่งสัญญาณไฟเขียว 3G”

จาก ข่าวพาดหัวตามเว็บไซด์ข่าวต่างๆ ได้นำความสงสัยไปสู่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง และนำไปสู่การตั้งกระทู้ถามสดที่หน้าเพจของท่านรมต.ไอซีที ก่อนที่การทำงานของฝ่ายค้านจะเริ่มต้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
“ถึงท่านรมต.ไอซีทีที่เคารพ การที่ท่านออกมาพูดหน้าสื่อแสดงความเห็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลและ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ได้พูดคุยถกกันเรื่องของการแก้ไขกฏหมายหมิ่น ม.112 เสียก่อน นั้นหมายความว่าคุณกำลังแสดงตนให้เสื้อแดงในสายวิพากษ์ศักดินาเชิงปฏิรูปได้ เห็นว่า คุณกำลังจะจับมือส่งสัญาณเข้าร่วมขบวนการล่าแม่มดออนไลน์เหมือนเมื่อช่วงต้น ปีที่แล้ว ให้สามารถกระทำการล่าล้างเสื้อแดงในสายนี้ได้อย่างเสรี”

Anudith Nakornthap (คุณอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต.ไอซีที - เพิ่มเติมโดยผู้เขียน)
“สิ่งที่ผมให้สัมภาษณ์ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้กฎหมาย แต่เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นคำตอบก็ต้องมีความชัดเจนว่า เราจะบังคับใช้กฎหมายหรือไม่ ซึ่งผมก็ตอบไปตามสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง แต่ตอนนี้ท่านกลับก้าวข้ามไปสู่อีกเรื่องที่ผมไม่ได้แสดงความเห็นแต่อย่างใด ท่านลองทบทวนดูก็ได้ครับว่า ถ้ามีคนถามว่ามีคนทำผิดกฎหมายและท่านเป็นผู้ใช้กฎหมาย ตรงนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเนื้อหากฎหมายเป็นอย่างไรนะครับ ท่านจะตอบคำถามให้ตรงกับที่เขาถามอย่างไร ด้วยความเคารพครับ”

Karnt Thassanaphak
“เรื่องเดียวกันครับ, เพราะคุณอนุดิษฐ์ ยืนยัน "การบังคับใช้กฎหมาย" ที่ยังเป็นปัญหาอย่างที่บอก ผมจึงจำเป็นต้องถามว่า เพื่อไทยมีนโยบายจะพิจารณาแก้หรือไม่”

Anudith Nakornthap (คุณ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมต.ไอซีที - เพิ่มเติมโดยผู้เขียน)
“@Karnt Thassanaphak เรายึดกติกาปัจจุบันที่ใช้อยู่อย่างเท่าเทียมครับ ผมเองก็ทราบว่ามีเว็บการเมืองจำนวนมากที่โดนบล็อคอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นถ้าเราเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้บริสุทธิ์และผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งด้วยครับ”

Karnt Thassanaphak
“@‎Anudith Nakornthap ขอบคุณมากครับ ยังไงก็ต้องรบกวนฝากด้วยนะครับ เพราะ กม.ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ต่อให้ใช้อย่างเท่าเทียมก็ไม่ทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นมาได้ -- คงเป็นได้แค่ "สิทธิในการถูกลงโทษอย่างเสมอหน้า" เท่านั้นเอง”

Andy Toey Nanthapob
“เรียนท่านรัฐมนตรีครับ การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ต้องทำครับ พวกเราสู้กับความเป็นสองมาตรฐานเป็น point หลักในหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและโหมกระแสใส่ร้ายเอาข้างเดียวโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่เคารพกฎหมายครับ แต่อยู่ที่การพิจารณาว่าความเป็นธรรมที่แท้จริงในตัวกฎหมายคืออะไร เสรีภาพและความเท่าเทียมใช่หรือไม่ ?”

0 0 0

ข้าง บนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการถาม-ตอบกระทู้สดในหน้าเพจของ รมต.ไอซีทีคนใหม่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของมวลชนไปอีกระดับหนึ่ง ไม่มีอีกแล้วประชาชนที่คอยเออออตามไปกับนโยบายหรือแนวคิดของฝ่ายบริหาร ไม่มีอีกแล้วประชาชนที่ก้มหน้าก้มตารับสิ่งที่พวกท่านมอบให้โดยไม่ปริปาก ไม่มีอีกแล้วประชาชนที่มองท่านทั้งหลายเป็นเจ้าคนนายคน

ในเวลานี้มี เพียงแต่มวลชนที่ตระหนักถึงอำนาจในมือของพวกเขา ตระหนักได้ว่าพวกเขาต่างหากคือเจ้านายที่แท้จริง พวกเขาคือคนที่ท่านต้องใส่ใจรับฟัง และพวกเขาพร้อมที่จะลุกขึ้นมาตรวจสอบการทำงานใดๆของท่านตลอดเวลา

เมื่อ แนวทางการบริหารงานของท่านเป็นสิ่งที่มวลชนติดใจสงสัย พวกเขาจะไม่รีรอที่จะตั้งคำถาม ไม่รีรอที่จะท้วงติง ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการขัดขวางการทำงานของท่าน แต่พวกเขาเพียงต้องการทราบถึงแนวทางที่ชัดเจนว่าคนหรือกลุ่มคนที่เขาได้มอบ อำนาจให้ไปนั้น จะจัดการอย่างไรกับอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

หน้าที่ของ พวกท่านคือการบริหารงาน และจัดสรรผลประโยชน์ของ “ทุกกลุ่ม” ในสังคมให้ลงตัว ท่านจะต้องมีเหตุผลและหลักการที่หนักแน่นพอจะชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบว่า เหตุใดท่านจึงกระทำ หรือไม่กระทำในเรื่องต่างๆที่ประชาชนเรียกร้อง ให้ประชาชนได้หายสงสัย

พวกเขาต้องการให้คนที่พวกเขาส่งมอบอำนาจให้ นำอำนาจที่มีอยู่ในมือไปใช้ในทางที่พวกเขาต้องการ และพวกท่านต้องทำให้ได้ จะเรียกว่าความคาดหวังก็คงจะได้ หาไม่แล้วคงไม่มีคำว่า “สมัยหน้า” สำหรับพวกท่านแน่ๆ นี่แหละคือกระบวนการทำงานของ ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนในยุคปัจจุบัน

หมดสมัยเสียแล้วกับคำว่า “ผมยังไม่ได้รับรายงาน” เมื่อประชาชนถาม ท่านต้องหาคำตอบออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เตรียมทีมงานของท่านให้ดี เตรียมตัวเตรียมใจของท่านให้ดี มิเช่นนั้น ท่านจะถูกประชาชนที่เลือกท่านมาเองกับมือ ไล่ต้อนจนมุมแน่ๆ

ช่วงกว่า สองปีที่ผ่านมาอดีตรมต. ชุดก่อนโชคดี(?) เหลือแสนที่มีกลุ่มผู้สนับสนุนเป็นประชากรชาวสลิ่ม ที่คอยอวย คอยสนับสนุน คอยโดดออกมาปกป้องไม่ว่าจะกระทำเรื่องใด ไม่ว่าถูก ไม่ว่าผิด ชาวสลิ่มจะสนุบสนุนท่านอย่างสุดจิตสุดใจ

แล้วดูสิว่าผลงานที่พวกเขาทิ้งไว้นั้นมีอะไรบ้าง?

ใน ทางกลับกัน พวกท่าน รมต.ทั้งหลายอาจจะคิดว่า เหตุใดท่านไม่โชคดีเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านระลึกไว้ว่า แม้คำตำหนิติเตียน ในการทำงานของพวกท่านที่ออกมาจากประชาชนมันจะไม่หวานชื่น รื่นหู แต่มันจะทำให้พวกท่านสามารถบรรลุถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อสมัยก่อนที่จะเข้า มารับตำแหน่งได้ดีกว่า

แม้ในวันนี้และต่อๆไป เส้นทางเดินของ รมต. ทั้งหลายจะไม่ได้โปรยปรายด้วยคำชม คำสรรเสริญเช่นเดียวกับเมื่อสมัยที่ผ่านมา แต่ผลงานที่พวกท่านทั้งหลายทำออกมานั่นแหละจะเป็นตัวชี้วัดได้อย่างดีที เดียวว่าพวกท่านสอบผ่านหรือสอบตกในการนั่งตำแหน่งทั้งหลาย มิใช่เสียงสรรเสริญเมื่อครั้งพวกท่านยังนั่งอยู่บนเก้าอี้

“ข้อเตือน ใจ รมต ทั้งหลายคือ ให้นึกถึงวันที่ต้องเก็บของกลับบ้าน ว่าอยากให้ประชาชนจดจำผลงานอะไร บ้าง” นพดล ปัทมะ อดีต รมต.ต่างประเทศ ได้โพสไว้ในเฟสบุ๊ค

นักวิชาการจัดงาน 100 เอกสาร ขุดราก‘ประวัติศาสตร์ปาตานี’

ที่มา ประชาไท

นาย พุทธพล มงคลวรวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ลังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า เวลา 10.00–14.30 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2554 ภาควิชาประวัติศาสตร์ แผนกวิชามลายูศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมกับหน่วยวิจัยภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิเอเชีย จะจัดโครงการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์จังหวัดชายแดนใต้: ร้อยเอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปัตตานี หรือ 100 Important Documents about Patani History Project ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)รูสะมิแล ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

นายพุทธพล เปิดเผยต่อไปว่า โครงการดังกล่าว เกิดขึ้นจากนักวิชาการที่ศึกษาประวัติศาสตร์ปัตตานี มีความอึดอัดและคับข้องใจเกี่ยวกับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของปัตตานี โดยแยกออกเป็น 3 โครงการย่อย ประกอบด้วย โครงการนำเสนอบทความทางวิชาการจากนักวิชาการ เน้นบทความที่เกี่ยวข้องกับสังคมและวัฒนธรรม ตามด้วยโครงการไทม์ไลน์เชิงประชาสัมพันธ์ เป็นการนำเสนอผ่านโปสเตอร์เชื่อมโยงให้เห็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ปัตตานี ประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“โครงการ สุดท้ายคือ โครงการร้อยเอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ปาตานี เนื่องจากที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ปัตตานีเป็นรองประวัติศาสตร์ไทยมาตลอด โครงการฯ นี้ จะส่งผลให้เกิดการรับรู้ และกระตุ้นให้มีการพูดคุยถึงประวัติศาสตร์ปัตตานีมากขึ้น ไม่ได้ต้องการปลุกระดมทางการเมือง หรือต้องการกล่อมเกลาทางอุดมการณ์โดยรัฐ และจุดที่เริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ การเรียนรู้จากเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความสำคัญในการนำมาอธิบาย เพื่อทำให้คนยุคปัจจุบันเห็นภาพรัฐปาตานีในอดีต” นายพุทธพล กล่าว
นาย พุทธพล เปิดเผยด้วยว่า เอกสารส่วนหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในยุคดังกล่าว เช่น เอกสารข้อเรียกร้องต่อรัฐไทย 7 ข้อ ของหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ที่ทราบกันเฉพาะในหมู่ของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ภาคใต้ ประวัติศาสตร์มุสลิม หรือประวัติศาสตร์ปัตตานีเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเอกสารภาษาไทยเกี่ยวกับปัตตานี ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารสมัยต่างๆ เอกสารบันทึกของชาวต่างชาติ ทั้งคนจีน ฮอลันดา อังกฤษ ที่แวะเวียนผ่านปัตตานี ตำราทางศาสนาเกี่ยวกับการฟัตวาถึงฟาตอนียะห์ หนังสือพิมพ์ภาษารูมี ในประเทศมาเลเซีย และเอกสารท้องถิ่นภาษายาวี เป็นต้น
นาย พุทธพล เปิดเผยอีกว่า ในการจัดโครงการฯ ครั้งนี้ จะมีการนำเสนอข้อมูลจากนักวิชาการ และร่างประวัติศาสตร์ปัตตานีที่มีอยู่แล้ว 60 ร่าง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงความคิดเห็น หรือนำเสนอร่างเอกสารเพิ่มเติม หลังจากรับฟังข้อมูลจากชาวบ้าน ประชาชน หรือผู้สนใจทั่วไป จะมีการนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำเอกสารเพิ่มเติมอีก 40 ร่าง เพื่อรวบรวมเอกสารให้ได้ 100 ร่าง เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า มีเอกสารเกี่ยวกับปัตตานี ที่ยังไม่เคยพบเห็นอีกมาก พร้อมกับเปิดโอกาสให้ทุกเสียงได้สะท้อนผ่านเวที
“ก่อน หน้านี้ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม นายอัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นายอิสมาแอ เบญจสมิทธิ์ หรือนายครองชัย หัตถา แต่ข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอ จึงต้องจัดกิจกรรมเวทีสาธารณะขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อจะได้รวบรวมข้อมูลและร่างเอกสารได้มากขึ้น” นายพุทธพล กล่าว

มาม่ากำไรฮวบ40%ต่อเนื่องอีกไตรมาส อ้างต้นทุนพุ่งแต่หันไปชูยี่ห้อใหม่'ซื่อสัตย์'หลังโดนบอยคอตหนัก

ที่มา Thai E-News







ยางหัวยังไม่ออก-แม้โดนเครือข่ายเสื้อแดงบอยคอตมาม่า อย่างหนัก จนส่งผลให้กำไรทรุดฮวบ41%ในงวดครึ่งปีแรก2554 แต่เครือสหพัฒน์ยังไม่สำนึก ล่าสุดส่งคนตระกูลโชควัฒนาไปเป็นสว.ลากตั้งอีกราย และชูบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ใหม่"ซื่อสัตย์"ออกมาทำตลาดแทนมาม่า ดังนั้นแบบนี้ต้องโดนจัดหนักต่อไป

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 สิงหาคม 2554

มาม่ากำไรทรุดฮวบ40%ต่อเนื่องไตรมาส2ยังปากแข็งเพราะต้นทุนพุ่ง


นางรวงทอง ธนรังสีกุล ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)หรือ มาม่า ได้แจ้งผลการดำเนินงานใน ไตรมาสที่ 2 ( 1 เมษายน-30มิถุนายน 2554)ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ ว่า งบการเงินรวมบริษัทย่อยมีผลกำไรสุทธิ 227.94 ล้านบาท เทียบจากช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 360.99 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น1.27บาท เทียบจากปีก่อน2.01บาท

ส่วนงวด 6 เดือน(1มกราคม-30มิถุนายน2554)กำไรสุทธิ413.57ล้านบาท งวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ678.96 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น2.30บาท งวดเดียวกันของปีก่อน3.77บาท/หุ้น

ส่วนผลการดำเนินงานเฉพาะกิจการของมาม่า กำไรงวดไตรมาส 2 ปีนี้ 190 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น1.06บาท ปีก่อนกำไรสุทธิ317ล้านบาท กำไรต่อหุ้น1.76บาท งวด6เดือนกำไรสุทธิ348ล้านบาท กำไรต่อหุ้น1.94บาท เทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิ587ล้านบาท กำไรต่อหุ้น3.26บาท

มาม่าแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มเติมว่า ในงวดไตรมาส2ปีนี้งบการเงินรวมมีผลดำเนินงานกำไรลดลง36.86% และงบกาสรเงินเฉพาะกิจการมาม่าลดลง40.14% โดยมีสาเหตุดังนี้

1.รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น8.07% โดยเพิ่มจากงบเฉพาะกิจการ 8.28%
2.แต่ต้นทุนขายสูงขึ้นกว่างวดเดียวกันของปีก่อน10.74%
3.ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น โดยแป้งสาลีสูงขึ้น11% และปาล์มน้ำมันสูงขึ้น98%

ทรุดต่อเนื่องจากไตรมาสแรกปีนี้กำไรฮวบ41%

ก่อนหน้านี้เมื่อสิ้นไตรมาส1/2554 บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า แจ้งผลดำเนินงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่1(มกราคม-มีนาคม2554)กำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 158 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีกลายที่กำไรสุทธิ 270 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นลดเหลือ0.88บาท จากปีก่อน1.50บาท

ส่วนงบการเงินรวมก็กำไรสุทธิลดลงเหลือเพียง 185 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีกลายที่กำไรสุทธิ 315 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้นลดเหลือเพียง 1.03 บาท จากปีก่อน 1.77 บาทต่อหุ้น

อมเลือดอ้างยอดขายยังดีแต่ต้นทุนพุ่ง

นางรวงทอง ธนรังสีกุล ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของมาม่า ได้ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า กำไรเฉพาะกิจการลดลง 41.31% กำไรงบรวมลดลง 41.62% โดยมีสาเหตุดังนี้

1.รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 9.29% โดยเพิ่มจากส่วนของงบการเงินเฉพาะกิจการ 8.75%
2.ต้นทุนขายต่อยอดขายจากงวดเดียวกันของปีก่อน 10.82%
3.ต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นผลจากราคาวัตถุดิบหลักของบริษัทฯสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง เช่น แป้งสาลี น้ำมันปาล์ม ราคาสูงขึ้น 3%และ126%ตามลำดับ

ราคาหุ้นร่วงหนักจาก158ลงมา125บาท

ทางด้านราคาหุ้น TF หรือหุ้นมาม่า ซึ่งเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 158 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน ล่าสุดลงมาอยู่เขต125บาท ด้วยการซื้อขายที่ซบเซา

ยังไม่กล้าขึ้นราคาจากที่เคยขู่เอาไว้

ทั้งนี้มาม่าเคยขู่ว่าจะขึ้นราคา โดยกำหนดไว้ภายใน 2 เดือน ต่อมาได้ประกาศตรึงราคาต่อไป จนล่าสุดในเดือนสิงหาคมก็ยังไม่ได้ขึ้นราคา แต่มีการออกแบรนด์ใหม่"ซื่อสัตย์"มาทำตลาดและโฆษณาแทนแบรนด์"มาม่า"ที่โดน บอยคอตหนัก

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "มาม่า" ให้สัมภาษณ์เมื่อ 12 มกราคมที่ผ่านมา อ้างว่า น้ำมันปาล์มหนึ่งในวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประวัติศาสตร์ อาจต้องขึ้นราคามาม่าภายใน 2 เดือน

ต่อมานายพิพัฒ ให้สัมภาษณ์ในวันที่ 23 เมษายนว่า บริษัทมีแผนที่จะตรึงราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าต่อไป แม้จะยังได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบหลักในการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือ แป้งสาลีปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันปาล์มราคาได้อ่อนตัวลงแล้วตามที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเห็นว่าช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการปรับเพิ่มราคาสินค้า เพราะสินค้าบริโภคอื่นขึ้นราคาเพิ่มกันถ้วนหน้า หากปรับราคาเพิ่มในช่วงนี้เท่ากับไปซ้ำเติมผู้บริโภค

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงเย้ยเจอบอยคอตทำมาม่าทรุด จนเปลี่ยนยี่ห้อเป็น"ซื่อสัตย์"
การรณรงค์บอยคอตมาม่าและสินค้าเครือสหพัฒน์อย่างจริงจังของคนเสื้อแดงทั้งในและต่างประเทศ

ทางด้านเครือข่ายผู้บริโภคสีแดง เปิดเผยว่า การที่มาม่าอ้างว่าเพราะต้นทุนสูงขึ้น แต่ยอดขายไม่ลดลง ทำให้กำไรทรุดไป41%นั้น ความจริงคงเพราะไม่กล้ายอมรับว่าเป็นผลมาจากการที่เครือข่ายผู้บริโภคเสื้อ แดงได้รณรงค์ให้คนเสื้อแดงทั่วประเทศและทั่วโลกเข้าร่วมการรณรงค์ขั้นต่ำ 20ล้านคนเพื่อบอยคอตมาม่า เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่องค์กรธุรกิจต่างๆในการทำตนรับใช้เผด็จการ ไม่สำนึกบุญคุณต่อประชาชนผู้บริโภค ซึ่งได้จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส1ของปีนี้ เป็นต้นมา

"เห็นได้ชัดว่ามาม่ายังไม่มีสำนึกกลับตัวกลับใจ ยังเกาะเกี่ยวหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากอำมาตย์ ท่ามกลางการกดขี่คนทั้งประเทศ ล่าสุดยังส่งนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูล ไปเป็นสว.ลากตั้งอีก และหาทางแก้ไขด้วยการโฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตัวใหม่ภายใต้แบรนด์"ซื่อ สัตย์"เพื่อหลอกตาผู้บริโภค แต่ก็คือมาม่าตัวเดิมแค่เปลี่ยนสลากเท่านั้น ดังนั้นเราจึงเห็นสมควรให้บอยคอตมาม่า และสินค้าในเครือสหพัฒน์ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะสำนึกได้"เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงระบุ

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-วิวาทะประธานมาม่า VS เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง:สงครามคว่ำบาตรก่อผลสะเทือนฐานเผด็จการ

-คว่ำบาตร1เดือนสะเทือนมาม่า ยกระดับบอยคอตสินค้าเครือสหพัฒน์ เริ่มทันทีหยุดซื้อ'เปา'+90แบรนด์

-นิธิ เอียวศรีวงศ์:มาม่ากับเสื้อแดง

ปากคำ22นักโทษการเมืองอุดรหลังสู่อิสรภาพ วอนส.ส.พท.ประกันเหยื่อ112พร้อมเสื้อแดงอีก110ราย

ที่มา Thai E-News



บรรยากาศต้อนรับ22นักโทษการเมืองอุดรฯเยี่ยงวีรบุรุษสู่อิสรภาพ วันนี้ส.ส.เพื่อไทยจะเดินหน้าประกันนักโทษที่เหลือ เป้าหมายต่อไปคือนักโทษการเมืองในกรุงเทพฯ 30 คน แต่รอบนี้ยังไม่รวมคดี112(คลิปวิดิโอ:เหยี่ยวข่าวอาสา พิทักษืประชาธิปไตย)



กลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี เดินทางมารอรับนักโทษการเมืองที่ได้รับการประกันตัว 22 ราย หลังจากส.ส.อุดรธานีใช้ตำแหน่งประกันนตัวในวันนี้(ภาพ:เฟซบุ๊คอานนท์ แสนน่าน)


สู่อิสรภาพ-'นาย'วิจิตต์ ตรีกุล ลาออกจากงานเข้าร่วมชุมนุม และถูกตำรวจซ้อมให้สารภาพว่าลักทรัพย์ห้างเซเว่นฯโดนขังคุก1ปี3เดือนเพิ่ง พ้นโทษเช้านี้ สิ่งแรกที่เขาจะทำคือเข้าร่วมชุมนุมรำลึกวีรชน 19 สิงหาคมที่จะถึงนี้ที่ราชประสงค์(ภาพข่าว:เฟซบุ๊คป๋าจอมตั๊บฯ)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 สิงหาคม 2554

นักโทษการเมืองอุดรธานี 22 รายถูกปล่อยตัวชั่วคราวออกจากคุกแล้วเมื่อค่ำวานนี้ ท่ามกลางการต้อนรับจากคนเสื้อแดงเยี่ยงวีรบุรุษ โดยพวกเขาได้กล่าวขอบคุณส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ใช้ตำแหน่งประกันตัว มีกรณีหนึ่งที่เข้าไปติดคุกพร้อมกันทั้งสามี-ภรรยา โดยนับวันเวลาติกคุกอยุติธรรมจนขึ้นใจว่าเป็นจำนวนเวลาสูญสิ้นอิสรภาพ 454วัน หรือ1ปี2เดือน 26วัน"เราเป็นครอบครัวประชาธิปไตย ชีพนี้เพื่อประชาธิปไตย ขอบคุณที่พวกเราไม่ทิ้งกัน"

สัมภาษณ์ทนายอานนท์ นำภา:นักโทษเสื้อแดงกับสิทธิการประกันตัว



เผยคดี112ยังไม่ได้ประกันตัวในช่วงนี้

ทนายอานนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผมทราบข่าวจากส.ส.เพื่อไทยที่เป็นแกนนำ นปช.ว่า พรรคมีแนวทางให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังเสื้อแดงที่ยังติดคุกอยู่ทั่วประเทศ ร่วมร้อยคน ซึ่งได้เริ่มใช้ตำแหน่ง ส.ส. ในแต่ละพื้นที่ประกันแล้ว เช่น จ.อุดร ประกันเมื่อวานได้ ๒๒ คน และวันนี้ ส.ส. พรรคเพื่อไทยอีก ๑๖ คน ก็จะไปขอใบรับรองเงินเดือน เพื่อยื่นประกันพี่น้องเสื้อแดงใน กทม.อีก ๓๐ คน ทั้งนี้ คนที่ต้องโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว คงต้องใช้ขั้นตอนทางราชทัณฑ์ คือเรื่องการพักโทษ หรือ ขออภัยโทษ ต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ หรือคดี112ทราบว่ายังไม่ได้รับการประกันในช่วงนี้"

"ในความคิดของผมซึ่งทำคดีหมิ่นฯอยู่หลายคดี ผมเห็นว่า คนที่โดนคดีหมิ่นเกือบทั้งหมดนั้น คือคนที่ออกมาเคลื่อนไหวภายหลังจากรัฐประหาร 19 กันยา 2549 และมาถี่ๆตอนที่มีการสลายการชุมนุมในเหตุการร์ เมษา- พฤษภา ๕๓ และเมื่อพิจารณาถึง ข้อความ หรือ พฤติการณ์ที่ผู้ต้องหา(ที่สารภาพ) ได้กล่าวแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นประเด็นทางการเมือง มิได้เกิดจากการด่าทอ หรือ เป็นการล้อเลียนแต่อย่างใด

และอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างชัดเเจน เช่นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ( อ.สุรชัย พี่สมยศ) เหล่านี้เป็นนักโทษทางการเมืองโดยแท้

และยังมีกลุ่มที่ไม่ได้กระทำผิดเลย และเป็นแพะ สังเวยคดีหมิ่นฯ เช่น อากง ฯลฯ เป็นต้น เหล่านี้ถูกบรรยากาศอึมครึม และ พิษคดีหมิ่นฯ เล่นงานทั้งนั้น

ฉะนั้น เราซึ่งเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง /นักโทษ ทางความคิด ต้องไม่ลืมพวกเขาเหล่านั้น คนที่ต่อสู้เคียงข้างกับเราตั้งแต่ต้น เพราะเอาเข้าจริงๆ เขาเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้เราเข้าใจอะไรๆมากขึ้น หรือไม่ จริง ?"

22นักโทษแดงอุดรฯเฮ ศาลให้ประกันตัว ตีราคาคนละ1ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.30 น. เมื่อวานนี้ นายคารม พลทะกลาง ทนายความของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้มีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว แนวร่วม นปช. 22 คน จำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปปลุกปั่นยุยงแล้ว โดยตีราคาประกันคนละ 1 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีขณะนี้ตนได้ประสานแจ้งให้ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย 9 คน ประกอบด้วย นายศราวุธ เพชรพนมพร ส.ส.อุดรธานี เขต 1 , พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.อุดรธานี เขต 2 , นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี เขต 3 , นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี เขต 4 , นายทองดี มนิสสาร ส.ส.อุดรธานี เขต 5 , นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี เขต 6 , นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี เขต 7 , นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี เขต 8 และ นางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี เขต 9 และ นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เซ็นชื่อเพิ่มวงเงินจากเดิมที่ เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.) ในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. ของทั้ง 10 คน เป็นหลักทรัพย์วงเงินคนละ 500,000 บาท

นายคารม ทนายความ กล่าวว่า หลังจากยื่นประกันกลุ่ม 22 คน ที่จ.อุดรธานี เสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือกลุ่มแนวร่วม นปช. ประมาณ 110 คนจากเดิม 132 คนที่ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำในจังหวัดต่างๆ อาทิ จ.อุบลราชธานี ขอนแก่น และสารคาม ซึ่งจะใช้ตำแหน่ง ส.ส. เป็นหลักทรัพย์ยื่นประกันเช่นกัน ขณะนี้คดีดังกล่าวของกลุ่มแนวร่วม จ.อุดรธานีทั้ง 22 คน ที่ถูกฟ้องรวม 4 คดี ได้สืบพยานเสร็จสิ้นและศาลนัดพิพากษาคดีเดือน ต.ค.นี้


ส.ส.อุดรธานี 9 คน ใช้ตำแหน่งพร้อมเงินสดกว่า 23 ล้านบาท ประกันตัว 22 เสื้อแดง ออกจากเรือนจำแล้ว


ต่อมา ที่ศาลจังหวัดอุดรธานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี จำนวน 9 คน ได้เดินทางมาเซ็นเอกสาร เพื่อขอยื่นประกันตัวคนเสื้อแดง ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางอุดรธานี โดยใช้ตำแหน่งประกันคนละ 1,100,000 บาท ร่วมกับหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากธนาคารออมสิน ของ นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล คหบดีชื่อดังของจังหวัดอุดรธานี อีก 12 ล้านบาท รวมเป็นกว่า 23 ล้านบาท

จากนั้นศาลจังหวัดอุดรธานี ก็จะมีหมายถึงผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี ให้ปล่อยตัวชั่วคราว คนเสื้อแดงทั้งหมด 22 คน ซึ่งหลังจากปล่อยตัวก็จะไปกราบเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกอบไปด้วย ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และจะเดินทางไปพักผ่อน และรับประทานอาหาร ที่ชมรมคนรักอุดร โดยมี นายขวัญชัย ไพรพนา ให้การต้อนรับ

6 ส.ส.เพื่อไทยขอใช้ตำแหน่งส.ส.ร่วมประกันเสื้อแดง


เวลา 12.00 น. เมื่อวานนี้ มีสส.เพื่อไทยจำนวน 6 คน ประกอบด้วย 1.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.น.ส.ภูวนิดา คุณผลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4.นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5.น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ส.ส.กทม. และ6.นางสมหญิง บัวบุตร ส.ส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย แสดงความจำนงขอใช้ตำแหน่งประกันตัวเสื้อแดง

นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้รวบรวมกลุ่มคนที่เคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อไปประกันตัวคน เสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศนั้น ตนจึงตั้งใจที่จะใช้ตำแหน่งส.ส.ของตนไปประกันตัวคนเสื้อแดงที่ติดคุกมา ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน และ19 พฤษภาคม 2553 ด้วย เนื่องจากประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด และไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้าย การประกันตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะมีประมาณ 100 คน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ส.ส.เพื่อไปประกันตัวเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะล่ารายชื่อเพิ่มเติมด้วย ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวของพวกตนถือเป็นเอกสิทธิส่วนตัว และไม่ได้แจ้งให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยทราบด้วย

ด้านนายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่จะสร้างความปรองดอง ดังนั้นตามหลักของกฎหมายแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ก็สมควรที่จะได้รับการประกันตัวออกจาก เรือนจำ ที่สำคัญคือ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้ใจจากประชาชนจนชนะการเลือกตั้งพรรคก็ต้อง ช่วยเหลือประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอดด้วย ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นจะสะท้อนให้เห็นว่า จากนี้ไปประเทศจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

น.ส.ภูวนิดา คุณผลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น เราอยากเห็นทุกคนมีความสุข ร่วมกันสร้างความสุข สลายความทุกข์ แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ตาม เพราะเมื่อวันนี้เราสามารถจะทำได้พวกเราที่เป็นส.ส.อยู่ตรงนี้ก็ขออาสายื่น ประกันตัวให้พวกเขาเหล่านั้นได้ออกมาอยู่กับครอบครับและต่อสู้เพื่อความ ยุติธรรมต่อไป

ขณะที่น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นมติของส.ส.กลุ่มหนึ่งที่อยากจะคืนความสุข และประชาธิปไตยให้กับประชาชนที่มาร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของความปรองดอง


"ณัฐวุฒิ"ลั่นเดินหน้าขอประกันเสื้อแดงในกทม.ต่อ


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช. กล่าวภายหลังศาลให้ประกันตัวคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี ว่า ส.ส.กลุ่มคนเสื้อแดงอีก 12 คนอาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง มีข้อสรุปร่วมกันว่า จะเดินหน้าขอยื่นประกันตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำต่างๆ ในกทม.ประมาณ 30 คนต่อทันที

โดยส่วนใหญ่เป็นคดีปลุกปั่น ยุยง สร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งอาจจะยื่นประกันได้ภายใน 1-2 วันนี้ สำหรับคนเสื้อแดงที่ติดอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศนั้น ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 132 คน

ส่วนความคืบหน้าในการขอค่าเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการ เมืองปี 2553 รวมทั้งสิ้น 91 ราย ซึ่งจะรวมถึงคนเสื้อแดง ทหาร ตำรวจ และประชาชน รายละ 10 ล้านบาทนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล โดยควรจะตั้งคณะกรรมการเยียวยาขึ้นมากำหนดหลักเกณฑ์ว่า ผู้เสียหายรวมถึงผู้ประกอบการนั้นควรจะได้รับการเยียวยาเท่าไหร่ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เนื่องจากคอป.จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ต้องมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นมาดูข้อกฎหมายและคดีความต่างๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าค่าเยียวยารายละ 10 ล้านบาทนั้นเหมาะสมหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่อยากนำเรื่องตัวเลขมาเป็นตัวตั้ง แต่หากเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในการปราบปรามประชาชนที่รัฐบาลชุดที่แล้วใช้ไป หลายพันล้านบาทโดยไม่มีการแจกแจงรายละเอียดแล้วนั้น ถือว่าเทียบไม่ได้กับงบประมาณที่จะนำมาชดเชยให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตเลย เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับการดูแลประชาชนที่เสียชีวิต

ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินที่สูงถึงรายละ 10 ล้านบาทนั้น ตนไม่อยากให้คิดว่าใครสู้เพื่อพรรค แต่เป็นเรื่องที่เราต้องเยียวยาประชาชนที่สู้เพื่อประชาธิปไตย เพราฉะนั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนจะมีการเยียวยาอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องแยกว่าไม่เกี่ยวกับความสำเร็จของพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะเข้าใจเป็นอย่างดี

ต้อนรับพี่น้องกลับบ้าน "วิจิตต์ ตรีกุล" ความอยุติธรรมพรากเสรีภาพเขาไป 1 ปี 3 เดือน กับพรก.ฉุกเฉินและคดีลักทรัพย์ที่ไม่ได้ก่อ

ขณะเดียวกันเช้าวานนี้(16 สิงหาคม 54) มีพี่น้องเสื้อแดงของเรา 1 คน พ้นโทษออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ "นายวิจิตต์ ตรีกุล"ซึ่งถูกจับในวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงจากการเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบ สภา และเขาถูกตัดสินจำคุก 1ปี 3เดือน โดยไม่รอลงอาญา

เฟซบุ๊คของป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร รายงานเรื่องนี้ว่า เช้าวันนี้ภรรยาของพี่"นาย" และทีมงานเตรียมมารอต้อนรับพี่นายกลับบ้าน ได้เสื้อผ้าบริจาคส่วนนึงมาจากสำนักงานวันอาทิตย์สีแดง และรองเท้าคู่ใหม่เบอร์ 42 จากกลุ่มพี่นกแดงที่ช่วยกันเรี่ยไรเงินมาช่วยเหลือนักโทษ พี่นกแดงตามมาสายหน่อยเพราะต้องไปดูแล"เอนก สิงขุนทด" อีกหนึ่งนักโทษเสื้อแดงที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดดวงตาทั้งสองข้างที่โรง พยาบาลตำรวจ

พี่นายถูกปล่อยตัวออกมาเวลาประมาณ 9 โมงครึ่ง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และบอกกับพวกเราว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับเลย ตั้งแต่ตีหนึ่ง มันตื่นเต้นมาก ก่อนจะออกมานี่ก็เพื่อนๆข้างในเขาหาเสื้อใหม่มาให้ใส่กัน รวมบุหรี่มาให้เป็นของขวัญตั้ง 4 ซอง(ข้างในมีค่ามาก) เป็นธรรมเนียมของเขาว่าใครได้ออก เขาก็ร่ำลากันด้วยสิ่งเหล่านี้

ราพูดคุยกันอยู่สักพักใหญ่ๆ ก่อนจะเข้าตีเยี่ยมพี่หนุ่ม ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ร่วมกันทั้ง 5 คน แล้วก็พากันไปถ่ายรูปกันข้างหน้าเรือนจำ เพื่อรำลึกถึงความอยุติธรรมที่ได้รับและต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นแรมปี โดยไม่ได้ทำอะไรผิด

ผมได้สอบถามเรื่องราวว่าพี่นายมาร่วมชุมนุมตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร โดนจับได้ยังไง ทำไมถึงโดนคดีลักทรัพย์ด้วย ได้ไปขโมยของอะไรด้วยหรือ?

พี่นายเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นคนอำเภอวารินทร์ชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตัวเขาเมื่อก่อนนั้นมีอาชีพเป็นยาม อยู่ที่ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ พอเริ่มมีการชุมนุมเสื้อแดงกัน เราเห็นว่ามันมีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคมในช่วงนั้น ก็เลยลาออกจากงานเลย มาร่วมชุมนุมอยู่กับเสื้อแดงตั้งแต่ปี 52 ตอนปีแรกก็อยู่ที่สามเหลี่ยมดินแดง ปี่ที่โดนจับก็โดนจับที่สามเหลี่ยมดินแดงเนี่ยแหล่ะ

ปี 53 วันที่ 13 พฤษภาคม พี่นายได้เดินทางกลับที่พักเพื่อมาอาบน้ำอาบท่าพักผ่อน เตรียมตัวไปชุมนุมต่อในวันรุ่งขึ้น แต่ทว่าพอวันต่อมากลับถูกปิดเส้นทางเข้าออกข้างในราชประสงค์ ตัวพี่นายเข้าไปข้างในไม่ได้ ก็มาร่วมชุมนุมอยู่ที่สามเหลี่ยมดินแดงกับชาวบ้านแถวนั้นอีกจำนวนมาก

ในวันที่ 18 ซึ่งอยู่ในช่วงที่ทหารไล่ยิงไล่จับคนเสื้อแดงอย่างไม่รามือ เขากระซิบว่าที่มันน่าเจ็บใจเนี่ย คือไอ้คนที่เป็นการ์ดเนี่ยแหล่ะมาล็อคตัวพี่จับส่งตำรวจ คิดว่ามันเป็นสายให้กับพวกทหารนั่นแหล่ะ พี่จำหน้าได้แม่นเลย ตอนที่คุณเต้น ณัฐวุฒิอยู่ข้างใน พี่บอกเรื่องนี้กับคุณเต้นเอาไว้แล้ว คุณเต้นบอกว่าโอเคเรื่องนี้เดี๋ยวถ้าได้ออกไปจะไปชี้ตัวสืบหากันว่าเป็น การ์ดคนไหน

ทีนี้พอมันจับพี่มาให้ตำรวจนะ จับส่งมาที่สน.ดินแดงนั่นแหล่ะ ตอนนั้นในมือในกระเป๋าพี่มีหนังสติ๊ก ลูกแก้ว แล้วก็หัวน๊อตเบอร์1 ไว้ใช้ยิงสู้กับพวกทหารมัน พอไปถึงสน.
ไอ้ตำรวจมันปัดทิ้งเลย มันไม่เอา แล้วมันเอาของที่ไหนไม่รู้จากเซเว่นมากองเต็มโรงพักเลย แล้วไอ้ตำรวจนอกเครื่องแบบคนนั้นมันก็ซ้อมบ้าง เตะบ้าง และก็ขู่บอกว่ามึงรับสารภาพมาเดี๋ยวนี้ ว่าของพวกนี้เนี่ยมึงขโมยมา ไม่งั้นกูฆ่ามึงตรงนี้แหล่ะ พร้อมทั้งในมือถือถุง เตรียมจะเข้ามาคลุมหัวพี่แล้ว ไอ้เราถ้าโดนจับมาพร้อมกันซักสามสี่คนก็อาจจะพอสู้ พอโวยวายได้ นี่มันเอาตัวมาเดี่ยวๆ เราก็กลัวมันจะฆ่าเราเลยต้องยอมๆรับสารภาพไป ไม่งั้นก็คงจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะ

ผมได้ฟังแล้วตัวผมเองก็ได้แต่นึก"แค้น" อยู่ในใจ มันทำกันขนาดนี้เชียวหรือ แล้วที่เคยตามเคสเคยรับรู้เรื่องราวมา มันเกิดขึ้นแบบนี้กับคนเสื้อแดงจริงๆในช่วงเวลาการสลายการชุมนุมนั้น แทบทุกคนโดนซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐ บางคนก็โดนหนักโดนเบาลดหลั่นกันไป เพื่อให้ยอมจำนนต่อความบอบช้ำของร่างกายและจิตใจ จนต้องยอมรับสารภาพในสิ่งที่ตนไม่ได้กระทำ เพื่อรักษาชีวิตจากกระบวนการซ้อมทรมานของเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้

และได้ถามพี่นายต่อไปว่า พอเข้าไปข้างในเป็นอย่างไรบ้าง?

พี่นายเล่าว่ามันก็ลำบากอ่ะนะ อย่างที่รู้ๆ ชีวิตในเรือนจำ จะกินจะนอนจะขี้จะเยี่ยว ลำบากมากๆ ไม่มีอะไรสบายหรอก ยิ่งวันแรกที่เข้าไปนะ พวกข้างในนี่ตะโกนกันเลยว่า เฮ้ยไอ้เด็กใหม่นั่นเสื้อแดงเข้ามาแล้วโว้ย กระทืบมันเลยดีมั๊ย! คือข้างในเขาดูข่าวดูอะไรแล้วเขารู้สึกไม่ชอบคนเสื้อแดงกัน ดีว่าวันนั้นรอดมาได้ ยังมีผู้คุมดีๆหลายคนคอยช่วยดูแล ในนั้นมันตีกันบ่อย แทงกันตายก็มี ผู้คุมเขาก็บอกว่าเวลาพวกตีกันหรือมีเรื่องกันให้ถอยมาให้ห่างๆเลยนะ อย่าไปยุ่ง อย่าไปมีเรื่องกับเขา นายบางคนก็ดี นายบางคนก็คอยช่วยเหลือเราบ้าง ผมอยู่แดน 5 แดนนี้นายที่ดูแลค่อนข้างนิสัยดี ก็พอโอเคอยู่

ผมก็ถามไปว่า แล้วพี่ได้ออกมาเนี่ย พี่ยังคิดจะสู้ต่อมั๊ยครับ?

พี่นายก็ตอบสวนกลับมาทันควัน ต้องสู้สิ เราได้ออก แต่หมู่เพื่อนเราอยู่ข้างในยังไม่ได้ออกมา ยังไงก็ต้องช่วยเพื่อน ยังไงต้องช่วยกันออกมาให้ได้ ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าข้างในมันลำบากทรมานขนาดไหน

แต่ว่าอาจจะขอกลับไปพักผ่อนที่บ้านที่อุบลก่อนสักสองสามวัน เดี๋ยวจะลงมาหางานทำ มาสู้ต่ออยู่นี่แหล่ะ ไม่ไปไหนหรอก ยังไงก็ทิ้งไม่ได้อยู่แล้วเสื้อแดง

ผมก็ถามว่า วันที่ 19 นี้จะมีเวที พี่จะกลับจากอุบลมาร่วมด้วยกันมั๊ยครับ?

พี่นายถามว่า อ้าวมีเวทีเหรอ ที่ไหนเนี่ย

ผมตอบไปว่าที่ราชประสงค์ครับ

พี่นายรีบตอบว่า เอ้อ งั้นผมไม่กลับแล้ว จะอยู่ชุมนุมก่อน เดี๋ยวค่อยหาเวลากลับทีหลัง

ผมนึกในใจ โอ้โห พี่คนนี้ ใจสู้ว่ะ! พลางเอ่ยปากชวนในฐานะคนหนึ่งที่เป็นทีมงานร่วมจัดเวที ให้พี่นายได้ขึ้นเวทีมาพูด มาเล่าประสบการณ์ข้างใน ให้พี่น้องเสื้อแดงได้รับรู้รับทราบกัน

พี่นายก็ตอบว่า โอย ผมพูดไม่ค่อยเก่งหรอก ไม่พูดได้มั๊ย ให้ร้องเพลงแทนได้ไหม ตอนอยู่ข้างในผมแต่งเพลงเอาไว้ด้วย

นับเป็นเรื่องน่ายินดี ที่ผมจะมีโอกาสได้ฟังเพลงที่แต่งเนื้อร้องมาจาก"นักโทษการเมืองเสื้อแดง"ที่ เพิ่งพ้นโทษมาคนนี้ ผมจึงตอบตกลงเลย วันนั้นเดี๋ยวจะหาคิวให้พี่ได้ร้องเพลงจากเรือนจำให้กับพี่น้องทุกคนได้ฟัง ครับ พี่หรั่งก็ยิ้ม พลางร้องเพลงที่ตนได้แต่งเอาไว้คลอให้ผมฟัง แม้จะเป็นทำนองจากเพลงอื่นมาใส่เนื้อร้อง แต่เนื้อหาของเพลงก็ทำให้ผมขนลุก ซาบซึ้งกับอารมณ์ของผู้ที่ถูกพรากเสรีภาพไปจากชีวิตมากว่า 1 ปี 3 เดือน

วันี้ได้เห็นรอยยิ้มที่พี่นายได้กลับมาอยู่กับภรรยาอีกครั้ง ได้กลับมากินอาหารพื้นบ้านอย่างเต็มอิ้มอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม ก็มีความสุขมากมายแล้วซึ่งหากท่านผู้ใดพอมีงานหรือต้องการจ้างงานหนุ่มเสื้อ แดงผู้เป็นนักสู้นิรนามที่เสียสละอิสระภาพของตนในการต่อสู้เพื่อความเป็น ธรรมของเราคนนี้สามารถแจ้งมาทางหน้าหน้าเพจผม หรือทนายอานนท์ นำภา หรือพี่นกแดง เสรีภาพ และทีมงานสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ได้ทุกๆคนนะครับ

เราขอสดงความยินดีกับอิสระภาพที่ได้รับกลับมาอีกครั้งหลังถูกความอยุติธรรมแห่งรัฐไทยช่วงชิงเอาไป 1 ปี กับอีก 3 เดือน
แล้วเราจะได้พบกับบทเพลงจากเรือนจำของ"นักโทษการเมืองเสื้อแดง"คนนี้ ได้บนเวทีประชาชน ที่ราชประสงค์ วันที่ 19 สิงหาคมนี้ครับ

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง: "ศ.ดร.ธงชัย" วิเคราะห์มาตรา 112









นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ยอมรับว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม เนื่องจากถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม เพราะมีโทษสูงและศาลมักจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว แต่หากแก้ไขปัญหานี้ได้อาจกลายเป็นกุญแจสู่ปัญหาอื่นๆ ในสังคมไทย

แม้การรณรงค์ให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ จะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในช่วง 3-4 ปีนี้ แต่สำหรับ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา มีความเห็นว่า ควรแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายมาตรานี้มานานแล้ว เนื่องจากถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหลายครั้ง

ศ.ดร.ธงชัย เชื่อว่าหากมีการถกเถียงเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างเปิดกว้าง และนำไปสู่การทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ จะกลายเป็นกุญแจสำคัญสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในสังคมไทย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี ซึ่งหลังเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549 กฎหมายมาตรานี้ถูกนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด ทั้งการสั่งปิดเว็ปไซต์ และจับกุมตัวบุคคล โดยส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวต่อสู้คดีนอกเรือนจำ เนื่องจากมีโทษสูง

ณัฐวุฒิลบคราบน้ำตานักสู้ธุลีดินเหยื่อ10เมษา53