WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 17, 2011

อดีตเสรีไทยเรียกร้องรัฐฯ บรรจุการกู้เอกราชในหลักสูตรเรียน

ที่มา Voice TV



รายการ Hot topic ประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2554

ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ประเทศไทยนำโดยนายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 ได้ออกประกาศสันติภาพในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 เป็นโมฆะ ซึ่งต่อมาได้กำหนดให้วันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี เป็น "วันสันติภาพไทย"และในวันนี้ (16 สิงหาคม 2554) ก็ครบรอบ 66 ปี วันสันติภาพไทย

รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทย นายอุทัย สุจริตกุล เสรีไทยสายในประเทศ นายบุญชู โรหิตะสุขเสรีไทยสายกองพันพลพรรคนคร และม.ร.ว.สายสวัสดี สวัสดิวัตน์ ลูกสาวเสรีไทยเล่าถึงการทำงานที่เสียสละเพื่อให้ประเทศชาติเป็นเอกราช

อดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยทั้ง 3 คน เห็นตรงกันว่า "วันสันติภาพไทย "จะ มีการจัดงานฉลองขึ้นทุกวันที่ 16 สิงหาคม เพื่อรำลึกถึงคุณูปการ คุณงามความดีของขบวนการเสรีไทย ที่ได้กระทำมาแล้ว ในระหว่างที่ ประเทศชาติอยู่ในช่วงวิกฤติ และยังเป็นอนุสาวรีย์ทางจิตใจที่จะเตือนใจให้ประชาชนชาวไทยรุ่นหลัง ได้ถือเอาเป็นแบบอย่าง ของการต่อต้านสงครามและการรุกรานทุกรูปแบบ การต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชอธิปไตยอย่างไม่ยอมจำนน และ เป็นการปลูกฝังให้ยุวชนรุ่นหลังรักสันติภาพ

สุดท้ายอดีตสมาชิกขบวนการเสรีไทยทั้ง 3 คน ได้ฝากถึงนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่ง ว่า ให้บรรจุประวัติศาสตร์ขบวนการต่อสู้และกอบกู้เอกราชเสรีไทยในหนังสือเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้ กันมา


นอกบท

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2554)

เดือนก่อน ชาวบ้านทุ่งเสือโหยลงมติอย่างท่วมท้นเลือกให้ลิเกคณะ ′แม่ปู เขี้ยวเสน่ห์′ มาเปิดแสดงประจำที่วิกข้างวัดเสือหิว

ด้วยเหตุผลว่า เบื่อลิเกคณะ ′พ่อมาก เขี้ยวลากดิน′ ที่เปิดแสดงประจำมากว่า 2 ปี เนื่องจากร้องไม่เพราะ รำไม่สวย ดีแต่พูดอย่างเดียว

แถมวันดีคืนดี ยังลงจากโรงลงมาตีกับชาวบ้านหัวร้างข้างแตกอีกต่างหาก

แฟนลิเกจำนวนไม่น้อยจึงตั้งความหวังเอาไว้ว่า คณะใหม่ที่มานั้นจะไม่เล่น ′นอกบท′ เหมือนคณะก่อนหน้านั้น

อาศัยว่าแม่ปูนางเอก ตัวชูโรงของคณะล่าสุดนั้น ถึงจะเก่ามาจากคณะอื่น แต่เป็นหน้าใหม่ของที่นี่

กิริยาพาทีก็เรียบร้อยถูกใจพ่อยกแม่ยกทั้งหลาย

แถมเนื้อเรื่องที่จะแสดงซึ่งให้เด็กนั่งรถแห่ไปป่าวประกาศโฆษณา อย่าง "โรงงานสะท้าน ทุ่งนาสะเทือน" ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้น โดยไม่ต้องไปทำอะไรพิลึกกึกกือ

คนจำนวนไม่น้อยจึงตั้งหน้าตั้งตาคอย ว่าคณะแม่ปูจะแสดงฝีไม้ลายมือได้ขนาดไหน

แต่ที่ไหนได้

ตัวเอกยังไม่ทันออกโรง เพราะต้องไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องที่บ้านน้ำท่วมแถวเมืองเหนือ

แถมคณะผู้เขียนบทอย่าง ′พ่อโต้ง′ ก็ยังเห็นหน้าดำคร่ำเคร่งกันอยู่

ตัวประกอบทั้งหลายออกมารำกันป้อ ไม่มีการเขินสะเทิ้นอาย

แต่เล่นเรื่องอะไรไม่รู้-คนดูงง

ตัวหนึ่ง ตามบทกำหนดให้เล่นเป็นเทพารักษ์ ก็ผ่ามาแสดงเป็นคนตัดไม้

จนคนดูก็ชักไม่แน่ใจว่านี่เข้ามาดูลิเกถูกโรงหรือถูกเรื่องหรือเปล่า

อีกตัว ตามบทกำหนดให้เป็นกรมท่า เรือแพนาวาของคณะยังไม่ทันจัดแจงให้เรียบร้อย

ผ่าไปอนุมัติให้สำเภาของอดีตพระเอกสมัยโน้น (ที่คนดูก็ยังสงสัยว่าเป็นนายโรงให้คณะนี้) แล่นฉิวไปเมืองซามูไร

พอคนดูร้องถาม ก็บอกว่าทางโน้นเขาขอมาเอง ทางนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วยเลย

ก็นั่นสิ

แล้วไปเรียกตัวละครซามูไรมาเข้าฉากทำไม?

และเพราะตัวละครทั้งหลาย ไม่ว่าที่ยังเล่นอยู่หรือประกาศลาโรงไปแล้ว ผ่าเล่นบทเด่นเกินหน้านางเอกไปก่อนนี่เอง

คนดูจำนวนหนึ่งก็เลยชักสงสัยว่าจะได้ดูลิเกวิกนี้ไปสักกี่น้ำ

โดยเฉพาะพระเอกและนายโรงเดิมนั้น ถึงคนดูจะรู้กันว่าเกี่ยวดองเป็นญาติพี่น้องใกล้ชิดกับนางเอกปัจจุบัน

แต่ประสาปุถุชนเห่อของใหม่ ใครก็อยากดูนางเอกหน้าตาดีออกมาร้องออกมารำด้วยตัวเอง

เพราะถ้าอยากดูหุ่นกระบอกคงเข้ากรุงไปดูคณะโจหลุยส์

ไม่ต้องมาทนดูลิเกวิกนี้

เพราะเห็นแต่ละองค์แต่ละท่าน ′ตีบทแตก′ กันทั้งนั้นแล้วก็ชักกลุ้มใจ

กลัวเล่นนอกบทกันบ่อยๆ เดี๋ยวชาวบ้านโห่ไล่เร็วกว่าที่คิด

นางเอกที่อุตส่าห์ปั้นกันมา รับเสียงปรบมือเกรียว

จะเหี่ยวจะเฉาเสียก่อนเวลา นะพ่อนะ

เปิดพิมพ์เขียว17นโยบายร้อน ภารกิจเร่งด่วนรัฐบาล′ปู′

ที่มา มติชน


ภาพ :AFP



ที่มา - พิมพ์เขียวนโยบายรัฐบาลที่เตรียมนำแถลงต่อรัฐสภาวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากครม.เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม โดยมีเนื้อหา 34 หน้า แบ่งออกเป็น 8 นโยบาย ในจำนวนนี้ มีนโยบายเร่งด่วน 17 หัวข้อ ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะดำเนินการขับเคลื่อนให้เห็นผลในปีแรกของการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงแต่ต้องรอขัดเกลาถ้อยคำ เนื่องจากรัฐมนตรีบางส่วนท้วงติง ถ้อยคำอาจผูกมัดเกินไป

1.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

- สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมาน สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

- เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิด ทางการเมืองและความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540

- สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ดำเนินการอย่างอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการตรวจ สอบหาความจริงกรณีความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ความเสียหายทางทรัพย์สิน

2.กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ

3.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง

4.เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว

5.เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ

6.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

7.ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

- พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาท

- เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท

- จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ

- ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุนสำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่บ้านหลังแรก

8.ปรับ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน ขยายฐานภาษีและรองรับเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558

9.ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อรายย่อย

- เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 1 ล้านบาท

- จัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพสตรีเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท

- จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงินประมาณ 1 พันล้านบาทต่อสถาบันอุดมศึกษา

10.ยก ระดับสินค้าการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยให้มีการประกันภัยพืชผลและนำระบบรับจำนำสินค้าการเกษตรมาใช้ รวมถึงการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร

11.ส่งเสริมให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการด้วยการสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก

12.เร่ง เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวโดยปี 2554-2555 เป็นปีมหัศจรรย์ไทยแลนด์ (มิราเคิลไทยแลนด์ เยียร์) และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองในพระราชพิธีมหามงคลในช่วงปี 2554-2555

13.สนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างเอกลักษณ์และผลิตสินค้าในท้องถิ่น

- สนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

- บริหารโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพ

14.พัฒนาระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค

15.จัด หาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้โรงเรียน โดยเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในแท็บเล็ต รวมถึงทำอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริการและในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสถานศึกษาที่กำหนดฟรี

16.เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขว้าง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนเห็นชอบโดยการออกเสียงประชามติ

(มติชนรายวัน 17 สิงหาคม 2554 หน้า2)

นายกฯโยนสภาฯพิจารณาแก้ รธน. ชี้เพื่อประชาชนไม่ใช่ช่วย"แม้ว"หลุดคดี

ที่มา มติชน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ว่า หลักการจริงอยากฟังเสียงประชาชน หลักการเรื่องรัฐธรรมนูญยึดอยู่เป็นหลักของประชาชน ส่วนรายละเอียดเป็นหน้าที่ของสภา ส่วนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 3 เดือน ตามที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรานนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหรือไม่นั้น เป็นรายละเอียดคงจะให้ทางสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณา
ถาม ว่า ในช่วงการเลือกตั้งได้หาเสียงว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เหตุใดจึงเร่งรัดหลังจัดตั้งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ไม่หรอกค่ะ คือไม่ได้บอกว่าจะต้องแก้ใน 3 เดือน แต่เป็นงานที่อยากจะเอาเข้ามาพิจารณาร่วมกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าประการสุดท้ายเสร็จแล้ว จะต้องแก้ไขให้เสร็จภายใน 1 ปี เพราะทั้งหมดอยู่บนหลักที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนจะทำประชามติหรือไม่นั้น รายละเอียดให้เป็นหน้าที่ของทางสภาดีกว่า
ถาม ว่า จะถูกมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลุดพ้นคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ไม่ค่ะ เพราะทุกอย่างเป็นแง่ของเสียงส่วนร่วม และแก้เพื่อประชาชนส่วนร่วม"

ถามว่า จะก้าวพ้นได้อย่างไรว่าจะไม่ทำเพื่อพี่ชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ให้ดูรายละเอียดก่อนดีไหม ขอให้มีการชี้แจงในรายละเอียดและนโยบายก่อน

"จตุพร"ไล่พวกชอบค้าน"ไปตายซะ!" จะได้รู้ว่าเงิน 10 ล้านเยียวยา"91ศพ" ไม่ได้มากเกินไป

ที่มา มติชน

ที่รัฐสภา วันที่ 17 สิงหาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการประกันตัวแนวร่วมคนเสื้อแดง หลังศาลจังหวัดอุดรธานีอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวแนวร่วมคนเสื้อแดง 22 คน ว่า ล่าสุดมี ส.ส.พท. 17 คน เตรียมใช้ตำแหน่งขออนุมัติประกันตัวคนเสื้อ 100 คนที่เหลือ และยังมีภาคธุรกิจมอบหลักทรัพย์ให้เพิ่มเติมอีกประมาณ 100 ล้านบาท ในกรณีที่จำนวน ส.ส.ไม่พอประกันตัวคนเสื้อแดงทั้งประเทศ ทั้งนี้ ได้หารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยนายกฯเห็นชอบในหลักการเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบการช่วย เหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมืองใน เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 โดยเริ่มต้นจากผู้ได้รับผลกระทบหนักไปหาเบา โดยผู้เสียชีวิต 91 ศพ อาจได้รับเงินเยียวยา 10 ล้านบาท ผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 2,000 คน และผู้ได้รับผลกระทบอื่นๆ อาจได้รับเงินลดหลั่นกันลงไป

"หาก ใครบอกว่าเงิน 10 ล้านบาทมากเกินไป ถ้าอยากได้ก็ไปตายสิ จะได้ได้เงิน ยืนยันว่าตัวเลข 10 ล้านบาท ไม่มาก หากเทียบกับงบประมาณ 6 พันล้านบาทที่ใช้สลายการชุมนุม" นายจตุพรกล่าว และว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้จะอยู่ในนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา ในหมวดการสร้างความปรองดองแน่นอน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ

นาย จตุพรกล่าวด้วยว่า ในเร็วๆ นี้จะเรียกประชุมแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ กทม. เพื่อหารือเรื่องทิศทางในการเคลื่อนไหว รวมถึงการปรับขบวนทัศน์ โดยยืนยันว่ายังสนับสนุนนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. ทำหน้าที่ต่อไป จากนั้นจะประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในส่วนภูมิภาคต่อไป

ไม่เอาเขื่อน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



มาเป็นประจำพร้อมๆ น้ำท่วม คือปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้น

มีความพยายามมาตลอด ผลักดันสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นในอ.สอง จ.แพร่ มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาทให้ได้

อ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากใน 6 จังหวัดลุ่มน้ำยม (แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก และสุโขทัย)

เพราะแม่น้ำไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่เป็นแนวป้องกั้นน้ำท่วม

พยายามบอกว่ามูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมซ้ำซากที่ผ่านมาหลายปี

มากกว่ามูลค่าการก่อสร้างเขื่อนเสียอีก !?

และเขื่อนแก่งเสือเต้นนอกจากเป็นปราการใหญ่กั้นน้ำแล้ว ยังเป็นอ่างยักษ์กักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้งได้อีก

ถ้าจะว่ากันตามทฤษฎีแล้วก็ใช่

แต่ในความเป็นจริง โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกคัดค้านมาตลอด 30 ปี

เพราะเหตุผลสำคัญที่สุดคือทำลายผืนที่ป่ามากถึง 6 หมื่นล้านไร่

เป็นป่าสักทองผืนสุดท้ายของประเทศกว่า 2.4 หมื่นล้านไร่

มูลค่าความสูญเสียมหาศาล

การทำลายระบบนิเวศ-ทรัพยากรธรรมชาติก็ยิ่งประเมินไม่ได้เลย !!

ล่าสุดเครือข่ายลุ่มน้ำยมยื่นหนังสือถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอให้แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ขอให้ทบทวนแผนการจัดการน้ำ 25 ลุ่มน้ำ

มีทั้งฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ, จัดการน้ำชุมชน, กักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขา, ขุดลอกตะกอนแม่น้ำ, ฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม, บำรุงระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ, การพัฒนาระบบประปา และสนับสนุนสร้างฝายต้นน้ำ

และถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่นายกฯยิ่งลักษณ์ประกาศไม่เอาเขื่อนเสือเต้น

แต่จะทบทวนแผนจัดการน้ำ 25 ลุ่มน้ำแทน

โดยให้ทำเวิร์กช็อปแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างบูรณาการ

เมื่อย้อนกลับไปช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ชาวบ้านและเอ็นจีโอก็เคยเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลยุคก่อนหน้านี้

แต่ไม่มีการตอบสนอง !

จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมในยุคนั้น จึงทำกันแบบ"เฉพาะหน้า"

น้ำท่วมทีก็ไปลุยน้ำเยี่ยมชาวบ้านที

น้ำท่วมทีก็จ่ายเงินชดเชยที

ทุกวันนี้บางหมู่บ้านก็ยังได้เงินชดเชยไม่ครบเลย

ไม่แก้ปัญหาแบบถาวร

ไม่สนใจแผนการจัดการน้ำ 25 ลุ่มน้ำ

เพียงเพราะยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยศึกษาแผนนี้ไว้แล้ว

เพียงเพราะกลัวที่จะลอกเลียนนโยบายทักษิณเท่านั้น !?

ธนาคารโลกปรับฐานะไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง ชี้ยากจนลดลง ฐานะการคลังแน่นปึ้ก !!

ที่มา มติชน



เว็บไซต์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ในแต่ละปี ธนาคารโลกจะทำการทบทวนการจัดกลุ่มประเทศต่างๆ ในโลกจากการประเมินรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Atlas method ณ วันที่ 1 กรกฏาคม 2554 ประเทศที่ถือว่ามีรายได้ปานกลางระดับสูง คือประเทศที่ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 3,976 – 12,275 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 118,662 - 366,337 บาท) ด้วยวิธี Atlas method ดังกล่าว ปัจจุบันรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศไทยเท่ากับ 4,210 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 125,756 บาท)

กิ ริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก กล่าวว่า การปรับเลื่อนฐานะในครั้งนี้แสดงถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไทยในช่วง ทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ขณะที่ความยากจนก็ลดลงไปอย่างมาก ประเทศไทยมีความรอบคอบในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค โดยมีฐานะการคลังที่เข้มแข็ง หนี้ภาคสาธารณะและเงินเฟ้อต่ำ ประเทศไทยมีบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร และประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการสร้างความ หลากหลายเพิ่มมากขึ้นในภาคการผลิตอุตสาหกรรม ทั้งในแง่การผลิตที่เพิ่มมูลค่าในระดับที่สูงขึ้นและการขยายไปยังตลาดส่งออก ใหม่ๆ


“ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นในความสามารถของเศรษฐกิจไทยในการ ปรับตัวเพื่อรองรับวิกฤตทางการเงินโลกเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งทำให้ไทยมีโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์กับอาเซียนและทั่วโลกให้เข้มแข็ง ยิ่งขึ้น” กิริฎากล่าว และว่า

“ในการที่จะรักษาการเติบโต ให้ยั่งยืนและหลีกเลี่ยงการติดกับดักรายได้ ปานกลางนั้น ประเทศไทยก็จะต้องให้ความสนใจกับการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งไม่แต่เฉพาะของภาคการผลิตอุตสาหกรรมเท่านั้น ยังรวมถึงภาคการเกษตรและภาคบริการด้วย สิ่งที่จำเป็นคือระดับการศึกษาและทักษะที่สูงขึ้น ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์ การคิดค้นนวัตกรรมและการแข่งขัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งเสริมไม่เพียงแต่ให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้นเท่า นั้น แต่ยังเป็นการกระจายผลของการขยายตัวนี้สู่ทุกภาคส่วนในสังคมอีกด้วย ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ที่มีอยู่สูงและมีมานานในประเทศ ไทย”


ธนาคารโลกใช้ตัวเลขประเมินรายได้ประชาชาติต่อหัวในการจัดกลุ่มประเทศ ต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติในการกู้ยืม การจัดกลุ่มประเทศต่างๆ ในฐานข้อมูลของธนาคารโลก ตามภูมิภาคและระดับรายได้

เปิดร่างนโยบายรัฐบาลปู16เรื่องเร่งด่วน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เปิดร่างนโยบายรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"
ที่ผ่านการเห็นชอบจากครม.และเตรียมแถลงต่อสภาฯ




หมายเหตุ - เนื้อหาในนโยบายรัฐบาลที่จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 ส.ค.
เพื่อขอความเห็นชอบในวันนี้ได้จัดทำเป็นเอกสารจำนวน 34 หน้า
โดยทุกหน้าประทับคำว่า "ร่างนโยบายรัฐบาล ยังไม่เปิดเผย"
แบ่งเป็น 8 หัวข้อดังนี้ ประกอบด้วย

1.นโยบายเร่งด่วน

2. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ เช่น
เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์,
พัฒนาและเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง

3.นโยบายเศรฐกิจ

4.นโยบายคุณภาพชีวิต

5.นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

6.นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม

7.นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

8.นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

*********************

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มทำในปีแรก แบ่งเป็น

1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย

1.1.1 เสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติ
ให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันิเดียวกัน
และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

1.1.2 เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น
ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชน
ซึ่งได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากควาขัดแย้งทางความคิด ทางการเมืองและความรุนแรง
ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

1.1.3 สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง
เพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ดำเนินการอย่างอิสระ
และได้รับควาร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบหาความจริง
กรณีความรุนแรงทางการเมือง
การละเมิดสิทธิมนุษยชน
การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ความเสียหายทางทรัพย์สิน

1.2 กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ

1.3 ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง

1.4 เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบและนำสันติสุขกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว

1.5 เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ

1.6 แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
และผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

1.7 ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

1.7.1 พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย
ที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี
และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 5 แสนบาท

1.7.2 เพิ่มรายได้รายวันสำหรับแรงงานเป็นวันละ 300 บาท
และรายเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท

1.7.3 จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ

1.7.4 ให้มีมาตรการภาษีเพื่อลดภาระการลงทุน
สำหรับสิ่งจำเป็นในชีวิตของประชาชนทั่วไป ได้แก่บ้านหลังแรก

1.8 ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555
และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน
ขยายฐานภาษีและรองรับเข้าสู่การเป็นประชาคาอาเซียนในปี 2558

1.9 ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อรายย่อย

1.9.1 เพิ่มกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 1 ล้านบาท

1.9.2จัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพสตรีเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท

1.9.3จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงินประมาณ 1 พันล้านต่อสถาบันอุดมศึกษา

1.10 ยกระดับสินค้าการเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน
โดยให้มีการประกันภัยพืชผลและนำระบบรับจำนำสินค้าการเกษตรมาใช้
รวมถึงการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร

1.11 ส่งเสริมให้มีการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ
ด้วยการสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ กลาง เล็ก

1.12 เร่งเพิมรายได้จากการท่องเที่ยวโดยได้ปี 2554 – 2555
เป็นปีมหัศจรรย์ไทยแลนด์ (มิราเคิลไทยแลนด์ เยียร์)
และประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองในพระราชพิธีมหามงคลในช่วงปี 2554-2555

1.13 สนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างเอกลักษณ์และผลิตสินค้าในท้องถิ่น

1.13.1 สนับสนุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปชีพ

1.13.2บริหารโครงการหนึ่งตำบลหนึ่ผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพ

1.14 พัฒนาระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค

1.15 จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แทปเล็ตให้โรงเรียน
โดยเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง
สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2554
ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในแทปเล็ต
รวมถึงทำอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริหาร
และในพื้นที่สาธารณะ รวมถึงสถานศึกษาที่กำหนดฟรี

1.16 เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมือง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขว้าง
โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดยให้ประชาชนเห็นชอบโดยการออกเสียงประชามติ

*********************

นอกจากนี้ในส่วนนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐมีเรื่องการเทิดทูลและพิทักษ์รักษา
ซึ่งสถาบันพระมหากษัติย์ ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งมหากษัตริย์
โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน
โดยการเชิดชู ปกป้อง มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้
รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการสำเอาสถาบันมาใช้อ้างเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
หรือเพื่อแบ่งแยกความจงรักภักดีของประชาชน
อีกทั้งส่งเสริม เผยแพร่โครงการพระราชดำริ
เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้สามัคคี
และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง นอกจากนี้ต้องพัฒนา
และเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศของกองทัพให้มีความมั่นคง
รวมถึงเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนชาติ

เป็นที่น่าสังเกตว่า
นโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้แต่ไม่ได้นำมาบรรจุในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
แต่กลับระบุไว้ว่าเป็นนโยบายในแต่ละด้านแทนนั้น อาทิ

โครงการก่อสร้างระบบรถไฟรางคู่

โครงการศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูง

สายกรุงเทพฯ- เชียงใหม่
สายกรุงเทพฯ- นครราชสีมา และ
สายกรุงเพทฯ- หัวหิน
รวมทั้งเส้นทางที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน

โครงการการขยายเส้นทางรถไฟแอร์พอร์ทลิงก์จากสุวรรณภูมิไปถึงพัทยา
การเร่งรัดโครงการรถไฟฟ้า 10 สายทั้งในกทม.และปริมณฑล
โดยให้ก่อสร้างได้ครบทั้งหมดภายใน 4 ปี และเก็บค่าบริการ 20 บาทตลอดสายทั้งระบบ


http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/105251/เปิดร่างนโยบายรัฐบาลปู16เรื่องเร่งด่วน

เสื้อแดงเฮ!-ศาลปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว 22 แดงอุดรธานี

ที่มา ข่าวสด



เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ศาลจังหวัดอุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร พร้อมด้วยนายชัชวาล ลือคำหาญ ทนายความที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายชมรมคนรักอุดร พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 100 คน เดินทางไปรอฟังคำสั่งศาลในการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องขัง 22 คน ที่ยื่นคำร้องขอไปเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. พรรคเพื่อไทย จ.อุดรธานี ทั้ง 9 คน และบัญชีรายชื่ออีก 1 คน เป็นหลักยื่นประกัน

นายชัชวาล กล่าวว่า ขณะนี้ในห้องพิจารณาศาลจังหวัดอุดรธานี นายปกรณ์ มหรรณพ อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 เป็นประธานในการใช้ดุลยพินิจพิจารณาคำร้อง น่าจะมีคำสั่งออกมาในช่วงบ่ายวันนี้

ล่าสุด เวลาประมาณ 14.00 น. รายงานข่าวเปิดเผยว่า ศาลสั่งให้ฝ่ายจำเลยเพิ่มหลักทรัพย์ประกันตัวอีกคนละ 5 แสนบาท รวมทั้งสิ้น 22 คน 11 ล้านบาท ขณะที่ทนายความชมรมคนรักอุดรฯ กำลังไปหาหลักทรัพย์มาวางเพิ่มเพื่อให้ได้รับการประกันตัวแล้ว

เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานี นำหมายศาลปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหา 22 คน จากศาลจังหวัดอุดรธานี เดินทางถึงเรือนจำกลางอุดรธานี ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจของญาติๆ ผู้ต้องหาและกลุ่มคนเสื้อแดงร่วม 500 คนที่มายืนรอให้กำลังใจตลอดทั้งวันที่ผ่านมา

จากนั้นส.ส.พรรคเพื่อ ไทยอุดรธานี เดินทางมาพบกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อขอตัวบินกลับกรุงเทพฯ มีนายขจิตร ชัยนิคม นายเกียรติอุดม บากบั่น และนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ต่อมา นายขวัญชัย ไพรพนา นำส.ส.อุดรธานีที่เหลือ อาทิ นายวิเชียร ขาวขำ นายศราวุธ เพชรพนมพร พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ นายอนันต์ ศรีพันธ์ นายทองดี มนิสสาร นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม นางเทียบจุฑา ขาวขำ เข้าไปพบผู้ต้องหาทั้ง 22 คนเพื่อพูดคุยถึงแนวทางการปฏิบัติตัวระหว่างที่ออกจากเรือนจำโดยแจ้งให้ทุก คนทราบว่ายังไม่ได้ตัดสินคดีความแต่อย่างใด เป็นการปล่อยตัวชั่วคราวเท่านั้น อย่าไปสร้างปัญหาอีก โดยได้นัดหมายให้ไปรวมตัวกันอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 21 ส.ค.นี้ที่ชมรมคนรักอุดรฯ

เวลา 21.15 น. ผู้ต้องหา 22 คน ออกมาจากเรือนจำ ขณะที่กลุ่มญาติพี่น้อง รวมถึงคนเสื้อแดงที่มารอต่างตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ และโผเข้าสวมกอดให้ดอกกุหลาบเป็นกำลังใจ หลังจากนั้นมวลชนคนเสื้อแดงได้สลายตัวจากเรือนจำกลางอุดรธานี โดยมีรถมารับผู้ต้องหาทั้ง 22 คนไปกราบขอพรศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอุดรธานี เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดลบันดาลให้พ้นโทษและเพื่อความเป็นศิริ มงคล

"ระวังจะพังเพราะคนกันเอง" รัฐบาลยิ่งลักษณ์1

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



กลายเป็น "นารีให้โชค" แบบไม่รู้ตัว เมื่อรถตู้คันที่นายกรัฐมนตรีหญิง
ใช้เดินทางไปไหนมาไหนเป็นประจำ ทะเบียนป้ายแดงที่ลงท้าย 62 ดันไปตรงกับหวยเลขท้าย 2 ตัว
ที่ออกงวดนี้พอดิบพอดี แถมมีคนทักอีกว่า ไปตรงกับเลขอายุปีนี้ของพ.ต.ท.ทักษิณอีก
ถึงตอนนี้ "ยิ่งลักษณ์" ดวงกำลังขึ้น ทำอะไรก็เข้าทางไปหมด ติดลมบนได้เป็นนายกรัฐมนตรี
แถมโชคยังดีอีกต่างหาก แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจนัก



แม้ศึกภายนอกจะยังทำอะไรไม่ได้ แต่กับศึกภายในที่เริ่มระอุ ตั้งเค้าก่อตัวเป็นพายุ
"ระวังจะพังเพราะคนกันเอง" คงจะไม่ถึงกับพูดเกินเลยไป สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1
ที่กำลังจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 24 ส.ค.ที่จะถึงนี้
เสร็จแล้วก็จะเข้ามาทำงาน กุมบังเหียนแก้ปัญหาให้กับประเทศอย่างเป็นทางการ
ด้วยการประเดิมงานแรกคือ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก
ถึงขนาดมีการปลุกผี โครงการก่อสร้าง "เขื่อนแก่งเสือเต้น" ออกมา
รวมทั้งต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบความเดือดร้อนจากอุทกภัย
โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างเร่งด่วน


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ขณะที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีใหม่ 15,000 บาท
ที่ถูกจัดให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ก็ต้องผลักดันต่อไป
งานของรัฐบาลเพื่อไทยข้างหน้าเห็นชัดว่าหนักหนาสาหัสแน่
เพราะเอาเข้าจริง ยังไม่ทราบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่
เนื่องจากต้องยอมรับว่า จะมีปัญหาหลายอย่างติดตามมา
ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จะพุ่งสูงขึ้น
หรือภาคเอกชนที่ออกมาคัดค้าน แต่ถึงอย่างไร
เรื่องนี้ประชาชนก็ยังให้โอกาสรัฐบาลในการทำงานอีกสักระยะหนึ่ง

แต่กับกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำ
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่จุดพลุเรียกร้อง
ให้รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายกับประชาชนผู้เสียชีวิต 91 รายๆ ละ 10 ล้านบาท
รวมไปถึงเยียวยาผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ในเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 นั้น
กลับกลายเป็นประเด็นร้อนเพียงชั่วข้ามคืนของสังคม
เพราะหลายฝ่ายเห็นว่า ไม่เหมาะสมที่รัฐบาลและประเทศชาติจะต้องจ่ายเงินชดเชยถึงขนาดนั้น
แม้แต่ตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีเองก็ยังแสดงความไม่เห็นด้วย


จตุพร พรหมพันธุ์


ขณะที่นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังออกมาระบุ
ให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน ได้สอบสวนและสรุปข้อเท็จจริงก่อน
โดยรัฐบาลจะขอยึดผลการสอบสวนของคณะกรรมการคอป.
จึงจะมีการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม และเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย คือ
ไม่เออออ รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยคนละ 10 ล้าน ตามแกนนำนปช.ระบุ

เริ่มต้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ก็ทำท่าจะขัดแย้งกับกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง
ที่ต้องยอมรับว่าเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
หรือจะเรียกว่าเป็นคนกันเองทั้งนั้นก็ได้
ซึ่งเชื่อแน่ว่า นายกรัฐมนตรีหญิงก็ทราบว่าไม่เป็นผลดีแน่ หากเกิดความขัดแย้งกับแกนนำนปช.
ซึ่งความเป็นจริงอีกสถานะหนึ่งก็คือลูกน้องของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั่นเอง
เพราะมีตำแหน่งเป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) พท. ทั้งนั้น

น่าคิดว่าการที่นายจตุพรออกมา ทวงสัญญาโดยอ้างว่า
พรรคเพื่อไทยเคยให้สัญญากับคนเสื้อแดง สุดท้ายแล้วในความเป็นจริงต้องการอะไรกันแน่
จะเรียกร้องไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต้องการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต
จากเหตุความวุ่นวายทางการเมืองจริง
หรือมีเหตุผลอื่นแฝงอยู่หรือไม่ คงไม่มีใครทราบได้นอกจากเจ้าตัวเท่านั้น


สุรวิทย์ คนสมบูรณ์


หากให้วิเคราะห์ ก็น่าเห็นใจรัฐบาล เพราะหากตกลงให้มีการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายแก่ญาติผู้เสียชีวิต
ตามที่นายจตุพรระบุถึงรายละ 10 ล้านบาทจริง รัฐบาลก็คงยากจะตอบคำถามกับสังคม
และรวมถึงญาติของวีรชนผู้เสียชีวิต
ทั้งจากเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 หรือ 6 ต.ค.2519 รวมไปถึง พ.ค.2535
เกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรม เหตุใดรัฐบาลชุดก่อนถึงไม่มีการเยียวยาให้
และอาจเลยเถิดไปถึงเรียกร้องให้มีการทบทวนจ่ายเงินชดเชยก็เป็นได้

นี่ยังไม่นับรวมกรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
จู่ๆ ก็ออกมาทดลองเรียก "แขกม็อบ" ชี้ช่องให้พรรคเพื่อไทย
ใช้วิธีการเลี่ยงกฎหมายไม่ต้องแก้ไขรธน.มาตรา 291 คือให้คงหมวด 1 และ 2
ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไว้ แล้วเสนอแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา
นำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่เหลือ มาสวมใช้แทน เป็นการเลี่ยงข้อกฎหมาย ซึ่งใช้เวลา 3 เดือนก็จบ

ทำให้รัฐบาลที่นำโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอนนี้อยู่ในอาการที่เรียกว่า "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" แน่
ถ้าแกนนำนปช.ยังคงยืนกรานให้รัฐต้องจ่ายเงินมากถึงรายละ 10 ล้าน
เพื่อเป็นการเยียวยาผู้เสียชีวิต ไม่ใช่ว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะมีมากหรือน้อย
เพราะชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไป แน่นอนว่าไม่สามารถตีเป็นราคาค่างวดได้
แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลก็คงต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมกับประชาชนคนอื่นๆ
ถ้าคิดจะช่วยด้วยการจ่ายค่าชดเชยขนาดนั้น



สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์


ดังนั้นปัญหานี้จึงน่าจะกลายเป็นเสมือนจุดตายรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ที่ดูเหมือนไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว
ยิ่งหากทิ้งให้นายกรัฐมนตรีหญิงเป็นคนแก้อยู่คนเดียว
ในทางกลับกัน ถ้าบริหารจัดการไม่ดี อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อรัฐบาลเพื่อไทยได้



สุดท้าย บุคคลที่จะแก้ปัญหานี้ นอกจากน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่อยู่หน้าฉากแล้ว
ก็คงหนีไม่พ้นพ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่หลังฉาก
และออกมายอมรับกับสื่อต่างประเทศว่าเป็นผู้แนะนำตั้งครม.ปู 1 กับมือ
อาจนับรวมถึงคุณหญิงพจมาน ณ บ้านจันทร์ส่องหล้า
ซึ่งสังคมเชื่อว่าเป็นผู้ถืออำนาจตัวจริง
ทั้งในพรรคเพื่อไทย และในกลุ่มแนวร่วมนปช. จะป็นผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยแทน...
หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง



http://www.thairath.co.th/content/pol/194474