ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
คณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ 1" สะพายฤกษ์ยามเข้าประจำการแต่ละกระทรวงเป็นที่เรียบร้อย
เหลือเพียงแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 24-25 ส.ค. ก่อนใส่เกียร์เดินหน้าลุยงานเป็นทางการ
แล้วค่อยไปประเมินผลกันในอีก 6 เดือนข้างหน้าว่าใครสอบผ่าน-ไม่ผ่านตามที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขีดเส้นไว้เอง
อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะยังอยู่ในช่วงการปรับตัวเข้าสู่อำนาจ แต่ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะจับ "จุดอ่อน" ของรัฐบาลได้แล้ว
เห็น ได้จากไม่ทันไรก็มีข่าวออกมาโจมตีรัฐบาลระลอกใหญ่ มุ่งไปที่การเตรียมเดินหน้าแผนช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในหลายเรื่อง
เริ่มตั้งแต่การคืนพาสปอร์ตแดง การล็อบบี้ญี่ปุ่นอนุมัติวีซ่าเข้าประเทศ การแต่งตั้งเป็นทูตการค้า การถอนหมายจับของตำรวจสากล การยกเว้นภาษี เป็นต้น
ซึ่งมีทั้งข่าวจริงข่าวมั่วปะปนกันไป
อย่าง ข่าว นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ เตรียมสั่งคืนพาสปอร์ตแดงให้ พ.ต.ท. ทักษิณนั้น ฝ่ายข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธแล้วว่า ยังไม่มีเรื่องนี้
อีกเรื่องที่เป็นการปล่อยข่าวก็คือกรณีตำรวจสากลเตรียมถอนหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ
ซึ่ง ทาง พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า เป็นแค่ข่าวโคมลอย เนื่อง จากตำรวจสากล ไม่เคยมีหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตั้งแต่แรก
จะมีก็แต่เรื่องที่ทางการญี่ปุ่นยอมออกวีซ่าเข้าประเทศให้พ.ต.ท.ทักษิณ
ที่ งานนี้นายสุรพงษ์ ดูเหมือนจะพลาดเองจังเบ้อเริ่ม เพราะดันเอาเรื่องนี้ไปคุยกับทูตญี่ปุ่น ทั้งที่ตนเองเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้วันเดียว เลยเป็นช่องให้ฝ่ายค้านหยิบเอาไปโจมตี
ก่อนหน้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะ เป็นตัวเป็นตนนั้น หลายคนเตือนไว้ก่อนแล้วว่า อายุขัยรัฐบาลชุดนี้จะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการกับปัญหา "ทักษิณ" ได้เนียนขนาดไหน
จริงอยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณคือ "จุดแข็ง" ช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย แต่ขณะเดียวกัน พ.ต.ท. ทักษิณก็คือ "จุดอ่อน" ของรัฐบาลเพื่อไทยเช่นกัน
การดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
อาจกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองของรัฐบาลเพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 18, 2011
ขุดหลุมฝังตัวเอง
น่าเห็นใจ?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
เภรี กุลาธรรม
พรรคประชาธิปัตย์คงคับอกแค้นใจอย่างมาก ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
คงเคียดแค้นต่อพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
จนหัวขบวนยันท้ายขบวนเก็บอาการไม่อยู่ พร้อมใจกันออกมาฟาดกระหน่ำใส่ไม่ยั้ง
คับข้องใจและไม่อาจทำใจให้ยอมรับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้เวลาเพียง 49 วัน ในการก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ได้รับเลือกจากประชาชนถึง 15.7 ล้านเสียง
ขณะเดียวกัน ก็พ่ายแพ้ต่อถ้อยคำที่ประดิดประดอยขึ้นมาเพื่อห้ำหั่นคนเสื้อแดง แต่กลับใช้ไม่ได้ผล
ไม่ว่าเห็นแก่เงิน ตกเป็นทาสเศรษฐีหมื่นล้าน เผาบ้านเผาเมือง ตายเพราะฆ่ากันเอง จาบจ้วงดูหมิ่นสถาบัน และอยากเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เจ็บช้ำขนาดไหน ก็ให้ดูนายสุเทพ เทือกสุบรรณนั้นเถิด
ถึงขนาดจะนำเอาวิธีการของคนเสื้อแดงเพื่อต่อสู้กับคนเสื้อแดง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หงุดหงิดใจขนาดไหน กรณีชาวบ้านตั้งหมู่บ้านและชุมชนคนเสื้อแดง
ถึงขนาดจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
สำหรับการประกันตัวเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังอยู่ทั่วประเทศกว่า 130 คน
โฆษกพรรคและอดีตโฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคเห็นไปในทำนองเดียวกัน
นั่นก็คือตะโกนตวาดว่าเหิมเกริม กดดันกระบวนการยุติธรรม
แม้ความคิดจะเยียวยาชดใช้ให้แก่ผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปราบปราม
ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาคัดค้านและเสียดสี
ด้วยวาทกรรมแบบเดิมๆ ว่าผู้คนเหล่านั้นถูกจ้างถูกเป่าหู ถูกจูงจมูกมา
เพราะฉะนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังต้องรับผิดชอบ
แต่รัฐบาลซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้เกิดเหตุการณ์ กลับไม่ สำเหนียกว่าจะต้องรับผิดชอบอะไรเลย
กลับอ้างว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ประเทศชาติมีความสุขสงบ
ดังนั้น ขั้นตอนต่อแต่นี้ไป การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องเข้มข้นแบบเดียวกัน
บรรดาคดีความใดๆ ที่แจ้งความให้ดำเนินการกับผู้นำรัฐบาลเก่า
ก็ต้องเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมาเช่นเดียวกัน
เสือหิวเต้น
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
อ่าน พบข้อเขียนวิพากษ์วิจารณ์แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือ โดยมองว่าข้อเรียกร้องให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อหยุดยั้งกระแสน้ำของ ลำน้ำยมนั้น ไม่ต่างจากคนมีหนี้สินแล้วถูกเจ้าหนี้ตามจี้จนหาทางออกไม่ได้
สุดท้ายไปกู้เงินนอกระบบ เพื่อนำมาจ่ายให้กับเจ้าหนี้ที่มาเฝ้ารอทวงอยู่
อาจแก้หนี้ก้อนนี้ได้ แต่ผลตามมาหนักหนากว่า
เป็นคำตอบง่ายๆ ว่าการสร้างเขื่อนเพื่อแก้น้ำท่วมนั้น ต้นทุนคือการทำลายผืนป่าผืนใหญ่
ทั้งที่ป่าคือแหล่งเก็บน้ำธรรมชาติที่ดีที่สุด
หนักกว่านั้นพอถึงหน้าแล้ง ถ้าไร้ผืนป่าไปอีกผืน เราก็จะยิ่งแล้งหนักเข้าไปอีก
แล้วประเทศเราก็จะมีแต่เขื่อนเปล่าๆ เต็มไปหมดในหน้าร้อน
มองในด้านความรู้สึกของชาวบ้านหลายๆ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำยม เป็นเรื่องน่าเห็นใจอย่างมาก
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องเร่งเยียวยาแก้ไขโดยด่วน
แต่ดูเหมือนการเคลื่อนไหวฉับไวทันใจประชาชน ดีกว่ารัฐบาลในอดีตอย่างมาก!
เพียงแต่การตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยการสร้างหรือไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องรอบคอบยิ่ง
ฟัง ดูล่าสุดนายกฯหญิง มีแนวโน้มจะรับฟังข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญที่ให้สร้างจุดรับน้ำเพิ่มใน จังหวัดต่างๆ ไปจนถึงแก้อย่างเป็นระบบไปถึงป่าต้นน้ำ
เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการรักษาป่า ซึ่งเป็น การแก้น้ำท่วมและแก้ภัยแล้งที่ยั่งยืนแท้จริง
เร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ เพิ่มอ่างเก็บน้ำขนาดพอเหมาะแบบง่ายๆ ตามสาขาลำน้ำยม
ถ้าใช้วิธีนี้ เมื่อป่าต้นน้ำคืนสภาพ และป่าผืนใหญ่ในพื้นที่แก่งเสือเต้นยังอยู่ต่อไป
ป่าเหล่านี้จะเก็บกักน้ำอย่างได้ผลมากขึ้นๆ แล้วในหน้าแล้งก็ยังสร้างความชุ่มชื้นได้
รัฐบาลไม่ต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลไปสร้างเขื่อน
ใช้เงินน้อยกว่า ทำอ่างเก็บน้ำที่ชาวบ้านสามารถร่วมดูแลได้ ทำให้มากจุดเพื่อแก้ไขได้ทุกๆ จังหวัด
มองไม่ยากว่า สิ่งที่แอบแฝงในการผลักดันเขื่อนแก่งเสือเต้นของนักการเมืองบางราย ของราชการบางหน่วย
ก็คืองบประมาณมหาศาลในการสร้างเขื่อน และผลประโยชน์มหาศาลในป่าที่จะถูกตัดทำลาย
พูดถึงเสือเต้นก็จะเห็นเสือหิวเต้นไปพร้อมๆ กัน!
ดีเอสไอ ชี้ กระบวนการสรรหา กสทช.ส่อมิชอบ
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ดีเอสไอ สอบสวนพบกระบวนการสรรหา กสทช.ส่อมิชอบด้วยกฎหมาย
เตรียมส่งเรื่องเข้าบอร์ดคดีพิเศษดำเนินคดี...
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ
และ พ.ต.ท. พะเยาว์ ทองเสน ผบ.สำนักคดีอาญา 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ร่วมแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง
กรณีการเรื่องร้องเรียนกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โดย พ.ต.อ. ณรัชต์ เศวตนันท์ กล่าวว่า จากการดำเนินการสืบสวนเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน
เป็นการดำเนินการที่สมควรน่าเชื่อว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ
องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การมีมติคัดเลือกดังกล่าว จึงอาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เพราะเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครอง
ส่งผลให้มติคัดเลือกซึ่งถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ย่อมไม่ชอบด้วย
ประเด็นต่อมา คือ วิธีการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาทิ
กรณี มีผู้สมัครเข้ารับการเลือกเป็น กสทช. ยื่นใบสมัครโดยแสดงความประสงค์สมัครหลายด้าน
แม้กฎหมายจะกำหนดไว้ไม่ชัดเจนว่า จะสมัครหลายด้านได้หรือไม่
เมื่อพิจารณาเทียบเคียงการสรรหาโดยวิธีการคัดเลือกกันเองแล้ว
จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดให้องค์กรที่ขึ้นทะเบียนไว้
สามารถเสนอชื่อบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็น กสทช. ได้ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวเท่านั้น
ดังนั้น การสรรหาโดยวิธีการสรรหา
จึงควรให้ผู้สมัครแสดงความประสงค์สมัครได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น
การที่คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติใหม่ว่าสามารถสมัครเป็นกรรมการ กสทช.หลายด้านได้
โดยไม่มีเกณฑ์กำหนดไว้อย่างชัดเจนและปราศจากเหตุผล
จึงน่าจะเป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้นดีเอสไอ จึงเห็นว่า กระบวนการสรรหา กสทช. ดังกล่าว
เข้าข่ายเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใด
ในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งดีเอสไอจะได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ต่อไป
ด้าน นาย ธาริต กล่าวเสริมว่า ผลการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่า
กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งดีเอสไอจะนำเรื่องดังกล่าว
เข้าคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อทำการสอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
ซึ่งเรื่องนี้ที่สังคมให้ความสนใจมาก
เพราะคณะกรรมการ กสทช. เป็นกรรมการชุดสำคัญของประเทศชาติ
ที่จะจัดสรรทรัพยากรในเรื่องกิจการโทรคมนาคมและวิทยุกระจายเสียง
http://www.thairath.co.th/content/pol/194813
คำร้องต่อไอซีซี ยัง “ดำเนินต่อไป”และมีมูลทางกฎหมายอย่างครบถ้วน
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
กลุ่มผู้จัดงานสัมมนาหัวข้อศาลอาญาระหว่างประเทศกำลังพยายามหลอกลวงประชาชนไทย
ด้วยวิธีการที่น่าตกใจอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจน
-ซึ่งตรงข้ามกับข้อความที่กลุ่มบุคคลผู้จัดงานเลือกใช้คือ
คำร้องของเราต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ยัง “ดำเนินต่อไป”
และมีมูลทางกฎหมายอย่างครบถ้วน สิ่งที่น่ากลัวคือ
กลุ่มองค์กรที่เรียกตนเองว่า “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.)
พยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำลายการท้าทายทางกฎหมาย
ในปัญหาเรื่องการไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทย
และกลุ่มคนที่ร่วมสังหารคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2553
เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่เราต้องย้ำเตือนกสม.อีกครั้งว่า
การที่อดีตนายกรัฐมนตรีนายมาร์ค อภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษ
ทำให้เขาตกอยู่ภายใต้อำนาจการพิจารณาคดีของไอซีซี
กสม. ควรจะตื่นจากภาพลวงตาและรับรู้ว่า
สำนักงานกฎหมายของผมจะยังคงเดินหน้า
และใช้ทุกวิธีการทางกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายในประเทศไทย
เพื่อนำตัวผู้ที่ทำร้ายและสังหารลูกความของผมและครอบครัวของพวกเขามาลงโทษ
กสม.และผู้เข้าร่วมสัมมนานี้สามารถเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
เรื่องการไม่ต้องรับโทษในการกระทำความผิดต่อไป
หรือเข้าร่วมกับกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงในประเทศไทย
ผมยินดีที่จะตอบคำถามทุกคำถามเกี่ยวกับ
คำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศผ่านทางเฟคบุ๊คของผมที่
http://www.facebook.com/robert.amsterdam
คำแปลภาษาไทยของจดหมายเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
120 ชั้น 6 ตึกบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ
ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร 10210
8 สิงหาคม พ.ศ. 2554
หัวข้อ: คำเชิญเพื่อบรรยายในงานสัมมนาหัวข้อ
“ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ”
ถึง เลขานุการพรรคเพื่อไทย
เอกสารที่แนบมา: 1) ตารางงานสัมมนา “ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย:
จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ”
2) ใบตอบรับ
ในหลายปีที่ผ่านมา “ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี)” เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ได้รับการกล่าว
ถึงอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อไอซีซีถูกนำมาใช้ในบริบททางการเมือง (ที่ถูกแต่งขึ้นมา)
และมีการอ้างถึงอำนาจการพิจารณาคดีของศาล
เพื่อนำตัวกลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วนรับผิดชอบต่อความรุนแรงทางการเมืองขนาดใหญ่
ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียต่อประชาชนหลายราย แท้จริงแล้วศาลอาญาระหว่างประเทศ
มีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติปัญหาของวัฒนธรรมการไม่ต้องรับโทษ
ในการกระทำความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง ไอซีซีคือ
กลไกลที่จะป้องกันการสังหารหมู่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
และอาชญากรรมความรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติ
ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาของไอซีซี
ดังนั้นไอซีซีจึงไม่มีอำนาจการพิจารณาในประเทศไทยไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม
ดังนั้นข้ออ้างในอดีตเป็นเพียงการแต่งเรื่องทางการเมือง
เพื่อทำสร้างความสับสนต่อสาธารณชนเท่านั้น
เหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่เป็นสมาชิก
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขั้วอำนาจทางการเมือง หน้าที่และข้อผูกพันที่ไม่ชัดเจนของศาล
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างศาลไทยและไอซีซี
แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ การที่นักการเมืองไทยไม่มีทิศทาง
และความปรารถนาที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ด้วยเหตุผลนี้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
และคณะกรรมาธิการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนจึงจัดสัมมนาหัวข้อ
“ศาลอาญาระหว่างประเทศและสังคมไทย: จากการอธิปรายทางการเมืองไปสู่นโยบายของรัฐ”
เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการเข้าร่วมไอซีซีของประเทศไทย
ดังนั้น เราจึงขอเรียนเชิญท่านหรือตัวแทนบรรยายในหัวข้อ
“ศาลอาญาระหว่างประเทศและประชาชนไทย: ศรัทธา ความคาดหวัง และวัตถุประสงค์”
ในวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14.15-17.00 น.
ที่ ห้องประชุม โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพมหานคร
ด้วยความนับถือ
แท้จริง ศิริพานิช
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
http://robertamsterdam.com/thai/?p=855
การประชุมสมัชชาเครือข่าย นปช. ระดับชาติ จะเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ภาคประชาชน
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
ผมเพิ่งดาวน์โหลดคลิปการแถลงข่าวของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินวันนี้มาฟัง จากเว็บประชาท็อล์ค ก็มีหลายเรื่องที่ล้่วนเป็นการเคลื่อนไหวของการเมืองในภาคประชาชนที่สำคัญ และก้าวหน้า เช่น การประกาศรายชื่อ คณะกรรมการ กองทุนยุติธรรม ที่มีคุณจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นเลขานุการ รวมทั้งมีการแบ่งกรรมการเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายติดตามค้นหาความจริงคนตาย 92 ศพ ที่จะทำงานขนานไปกับกรรมการชุดของนายคณิต ณ นคร ส่วนนี้น่าจะเป็นการดำเนินการเฉพาะหน้า แต่สำหรับผมแล้วไม่ถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เราเคลื่อนไหวกันมา 5 ปีนี้ ถือเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยของ ประเทศ
แต่ที่ผมเห็นเป็นความก้าวหน้าอย่าางยิ่งคือ ได้มีการดำเนินการจัดตั้งสมัชชา นปช. พื้นที่ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบลไปมากแล้ว ในเดือนนี้จะมีการประชุมรับรองกรรมการสมัชชา นปช. ระดับจังหวัดในภาคใต้ และภาคอีสานหลายจังหวัด ผมจำชื่อไม่ได้ แต่ได้มีการจัดตั้งกันในระดับจังหวัดแล้ว
ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดตั้ง สมัชชา นปช. ในระดับโซน แล้วจะรวมเป็นสมัชชา นปช. กรุงเทพมหานครอีกทีหนึ่ง
มีการเคลื่อนไหวจัดตั้งสมัชชา นปช. ระดับภาคกันขึ้น น่าจะมีการประชุมระดับภาคกันในเร็วๆ นี้
ข่าว อีกอันหนึ่งที่แถลงคือ จะมีการเปิดรับทำบัตร นปช. ขึ้นที่อิมโปเรียมลาดพร้าว และให้แกนนำพื้นที่ทำบัตรส่งมาให้ส่วนกลาง นัยยะของเรื่องนี้คือ ยังมีความต้องการของประชาชนที่ตื่นตัวทางการเมืองที่ต้องการทำบัตร นปช.อีกมาก ซึ่งเป็นการบอกถึงการตื่นตัวของประชาชน
หากมีการประชุม สมัชชา นปช. ระดับชาติ ครั้งแรกขึ้นได้ ผมจะถือว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของคนเสื้อแดงเลยทีเดียว เพราะจะเป็นหลักประกันอย่างมั่นคงว่า ต่อไปนี้ อำนาจของประชาชนที่มีการจัดตั้งอย่างสมบูรณ์นั้น จะไม่มีอำนาจใดในประเทศนี้สามารถต่อกรกับอำนาจของประชาชนได้ รวมทั้งอำนาจของกองทัพด้วย และนี่จะเป็นการป้องปรามการทำรัฐประหารอย่างดีที่สุด และอำนาจของอำมาตยาธิปไตยจะลดลงไปทันที
โครงสร้างเช่นนี้ก็เหมือนกับ โครงสร้างของ "พรรคการเมือง" ในประเทศที่เจริญแล้ว คือ มีสมัชชาประชาชนระดับชาติ คอยควบคุมพรรคการเมืองในรัฐสภาอีกทอดหนึ่ง เป็นทั้งองค์กรที่จัดทำนโยบายให้พรรคการเมือง ส่งตัวผู้สมัครในพื้นที่ต่างๆ ให้พรรคการเมือง รวมทั้งการกำกับนโยบายพรรคการเมืองให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนด้วย ที่สำคัญคือ เป็นการผลิตนโยบายของพรรคการเมืองที่มาจากภาคประชาชน จนถึงระดับชาติ
ในประเทศอังกฤษเท่าที่ผมศึกษามา ทั้งพรรคเลเบอร์ และพรรคอนุรักษ์นิยม เขาก็มีสมัชชาภาคประชาชนของพรรคแบบนี้ แต่ของเขาเกิดขึ้นมานานมากแล้ว เป็นการพัฒนามาตั้งแต่สมัยที่ยังต่อสู้กันทางการเมืองในอดีต
ประเทศไทยเพิ่งเกิดขึ้น
สิ่ง ที่อยากเห็นอีกอย่างคือ พรรคประชาธิปัตย์ไปพัฒนา องค์กรแบบนี้ขึ้นบ้าง เพื่อทำให้พรรคประชาธิปัตย์เข็มแข็งในระดับมวลชนเช่นกัน เพื่อการเมืองในประเทศไทยจะได้เป็นระบบสองพรรค สองอุดมการณ์อย่างเต็มที่ เมื่อเป็นระบบสองพรรคแบบนี้แล้ว อำมาตยาธิปไตย หรือกองทัพ ยากที่จะแทรกแซงได้ และการพึ่งพาอำนาจนอกระบบก็คงน้อยลงไป เพราะหากทำแบบนั้นความวุ่นวายก็จะตามมาไม่จบสิ้น เหมือน 5 ปีที่ผ่านมา
สิ่งที่เราเห็นในขณะนี้ในประเทศไทยคือ การเคลื่อนตัวของสังคมไทยครั้งยิ่งใหญ่
สำหรับ ผมแล้ว มอง นปช. ในฐานะองค์กร ไม่ใช่ตัวบุคคล ตัวบุคคลอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่องค์กรต้องมีอำนาจในการกำกับนโยบายของรัฐบาลที่ นปช. สนับสนับสนุน เพราะจริงๆ แล้ว องค์กร นปช. เป็นองค์กรที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
ดังนั้น ภารกิจของ นปช. ต่อไปคือ การจัดตั้งภาคประชาชนให้เข็มแข็ง จัดประชุม สมัชชาแกนนำ ในระดับต่างๆ ให้เสร็จสิ้น
ใน ด้านเงินทุน ผมคิดว่าน่าจะระดมจากสมาชิกได้ เช่น ผมรับข่าวจาก ความจริงวันนี้ เสียเดือนละ 29 บาท ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นของ นปช. หรือไม่ หาก นปช. รณรงค์อย่างจริงจัง ใช้วิธีแบบนี้ เพื่อระดมทุน หากมีคนรับข่าวสัก 1-2 ล้านคน ก็น่าจะมีเงินทุนในการดำเนินงานมหาศาล และง่ายในการช่วยเหลือจากภาคประชาชนด้วย เพราะทุกคนมีมือถืออยู่แล้ว ดีกว่าพรรคการเมืองสมัยโบราณที่หาทุนโดยการออกหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีต้นทุนสูง ทุนปีละ 300 ล้านบาท นั้นน่าจะทำงานใหญ่ได้อย่างสบาย และจะทำให้ นปช. เป็นอิสระจากนักการเมือง หรือแม้แต่คุณทักษิณด้วยในระยะยาว
Re:
จากที่ผมกลับบ้าน ผมทราบว่าชาวบ้านต่างจังหวัดนั้น ดูโทรทัศน์ Asia Update กันมาก ทำให้การเคลื่อนไหวของ นปช. นั้นค่อนข้างเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมากกว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ลุงผมนี่ไม่ดูช่องอื่นเลย ดูแต่ ASIA Update ทั้งวัน ดังนั้น การใส่อุดมการณ์จาก นปช. ผ่านโทรทัศน์ดาวเทียม จึงถือว่าได้ผลมากในช่วงที่ผ่านมา
เห็นมีคนส่งข้อความสั้น คัดค้านการสลายหมู่บ้านเสื้อแดงกันมาก
เรื่อง การสลายหมู่บ้านเสื้อแดงนีั้ ผมได้ยินมานานแล้ว จากเพื่อนที่เล่าให้ฟัง คนที่พูดคนแรก คือ นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำเสื้อแดงอุดร ซึ่งก็สร้างความแตกแยกกันทางความคิดได้มากพอดู แต่แกนนำอื่นๆ ก็ไม่มีใครเห็นด้วย
เข้าใจว่าหมู่บ้านเสื้อแดง เกิดขึ้นขณะที่นายขวัญชัย ยังถูกคุมขังอยู่ เป็นองค์กร ที่ไม่ได้ผ่านการนำของนายขวัญชัย แต่เกิดขึ้นเองของเสื้อแดงหลังจากถูกสลายที่ราชประสงค์ ดังนั้นผมจึงคาดว่า คุณขวัญชัย มีอิทธิพลน้อยลงในการชี้นำมวลชน จึงคิดจะสลายหมู่บ้านเสื้อแดง แต่คงสำเร็จยาก เพราะมันเกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้มีการจัดตั้งจากระดับแกนนำใดๆ ในส่วนกลาง และไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร และยิ่งพยายามสลาย มันจะยิ่งขยายตัวไปเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่ได้มีเฉพาะอุดรธานีแล้ว แต่ขยายไปทั่วอีสาน
แม้แต่คุณยงยุทธ์ รมต.มหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์ว่าคงไปสลายไม่ได้ และไม่ได้มีนโยบายนี้ เพราะเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร ก็เป็นสิทธิของชาวบ้าน
แต่หมู่บ้านเสื้อแดง นั้นน่ากลัวสำหรับฝ่ายอำมาตย์ เพราะมันหมายถึงการขยายตัวของอุดมการณ์ที่ต่อต้านอำมาตย์อย่างเป็นรูปธรรม
Re:
ที่ผ่านมา ผมคิดว่า องค์ นปช. เป็นองค์กรเดียวที่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยได้อย่างมั่นคง จนได้ชัยชนะขั้นต้นในวันนี้
แม้ ว่า แกนนำ นปช. บางคน อาจทำสิ่งที่ผิดพลาด หลายอย่าง แต่ก็เป็นความผิดพลาดของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่ต่อสู้ในภาวะที่ชุลมุนวุ่นวาย และถึงชีวิต ย่อมไม่มีใครที่มีปัญญาลึกล้ำมองเห็นอนาคตได้อย่างชัดเจน แล้วไม่ทำผิดพลาดเลย ในแง่สงครามนั้น ศัตรูคือระบอบอำมาตย์ เขาก็มีพลัง และมีอิสระในการเคลื่อนไหว และกระทำการใดๆ ในการต่อสู้กับคนเสื้อแดง ดังนั้น จะไม่ให้ แกนนำ นปช. ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งนั้น ไม่มีความผิดพลาดเลย มันเป็นไปไม่ได้
แต่ องค์กร นปช. ก็ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงสู้มาถึง 5 ปีแล้ว (นับตั้งแต่เป็น นปก. หรือ คนผ่านฟ้า ของคุณสุชาติ นาคบางไทร) แม้เสื้อแดงจะมีหลายกลุ่ม หลายองค์กร แต่องค์กรนำที่ยืนหยัดได้นั้นจริงๆ คือ นปช. องค์กรอื่นๆ เป็นองค์กรสมทบที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางความคิดเท่านั้น แต่องค์กรนำในการต่อสู้ยืนหยัดจริงๆ คือ นปช.
ก้าวต่อไป ของ นปช. ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงเควรเป็นการสร้างองค์กรให้มีเครือข่ายที่เข็มแข็ง ติดอาวุธทางอุดมการณ์ให้มั่นคง และที่สำคัญคือการ พัฒนากลกลไกของแกนนำ ในการจัดตั้ง ประชุม ผลิตนโยบายระดับชาติ ส่งคนลงสมัครการเมืองในทุกระดับ (ในนามพรรคเพื่อไทยแต่ นปช.เป็นภาคประชาชน)
เมื่อโครงสร้างเข็มแข็ง กลไกชัดเจน สร้างผู้นำทางการเมืองในทุกระดับ ก็จะสามารถป้องกันระบอบอำมาตย์ให้เข้าแทรกแซงได้อย่างเต็มที่
‘ณัฐวุฒิ’เผยทนายนปช.ยื่นประกันแดงพร้อมกันทั่วประเทศ 19 ส.ค.
ที่มา ข่าวสด
เมื่อ 19 ส.ค. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. กล่าวถึงการประกันตัวคนเสื้อแดงที่ยังคงอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศอีกกว่า 100 คน ว่า ต้องขอบคุณกระบวนการศาลสถิตยุติธรรมที่ให้โอกาสพี่น้องคนเสื้อแดงที่ อุดรธานี ทั้ง 22 คนได้รับอิสรภาพ ทั้งนี้กระบวนการของการต่อสู้คดีพวกตนยินดีที่จะเดินหน้าในทุกข้อกล่าวหา และในวันที่ 19 ส.ค.เวลา 09.00 น. ทนายนปช.ก็จะเดินทางไปยื่นประกันตัวต่อศาลพร้อมกันทั่วประเทศทั้งในกทม.และ ต่างจังหวัด
เรือนจำในต่างจังหวัด ประกอบด้วย เรือนจำมหาสารคาม 9 คน และขอนแก่น 4 คน ส่วนที่เรือนจำอุบลฯ ทราบว่ามีจำนวน 21 ราย และผู้ต้องหาทั้งหมดนี้คดีได้เดินมาจนครบกระบวนการสอบพยานทั้งพยานโจทย์ และพยานจำเลย ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 5 ก.ย. ฉะนั้นเฉพาะจังหวัดอุบลฯ จะหารือกับทนายว่าจะดำเนินการยื่นคำร้องขอประกันตัวก่อนในช่วงนี้ได้หรือไม่ ส่วนศาลจะพิจารณาให้มีหลักทรัพย์เพิ่มเติมอย่างไรคงไม่ก้าวล่วงเรายินดีที่ จะปฏิบัติตาม เพื่อให้พี่น้องเราได้ออกมาสู่อิสรภาพโดยเร็วที่สุด
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนการเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนละ 10 ล้านบาทนั้นขณะนี้คงต้องรอรัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาก่อน แล้วค่อยมาหารือกัน และการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเหล่านี้จะมารอช้าไม่ได้ และเชื่อว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องกลุ่มนี้โดยเร็ว ส่วนที่มีการวิพากวิจารณ์เรื่องการจ่ายค่าชดเชย 10 ล้านบาทนั้น เราคงไม่มาโต้แย้งในประเด็นนี้ โดยตัวเงิน 10 ล้านบาทที่เสนอนั้นตนเคยพูดในช่วงการปราศรัย ช่วงที่อยู่ในเรือนจำก็ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปกำหนดให้กรรมการที่จะตั้งขึ้นต้องเดินตามแนว ทางของเราเท่านั้น ก็ต้องเคารพว่าเมื่อมีคณะกรรมการ มีผู้รับผิดชอบก็ต้องดูว่ามีกระบวนการทำงานเป็นอย่างไร ทิศทางเป็นอย่างไรถ้ากรรมการต้องการความเห็น ต้องการมุมมองเราก็ให้ความร่วมมือ จะไปจบตรงไหนก็จะเป็นข้อสรุปสุดท้าย
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า การจ่ายค่าชดเชยนั้นจะต้องให้ความช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการ ชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด ทั้งทหารและตำรวจ
ถ้าผมเป็นนายกฯปู จะตอบ ‘ประเด็นทักษิณ’ ดังนี้
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
บอก ก่อนครับว่าผมเรียก ‘นายกฯปู’ ด้วยความไม่สับสนระหว่างความเป็น ‘นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย’ กับความเป็น ‘ปู’ แต่อย่างใด และหากปูในฐานะนายกฯ จะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ‘ปู’ เวลาพูดกับใครๆ ผมก็ว่ามันไม่ทำให้ ‘แผ่นดินของเรา’ (ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง) ต้องเสียหายอะไร
หมู่นี้ ‘สื่อ’ มักจะถาม ‘ประเด็นคุณทักษิณ’ กับนายกฯปูเป็นรายวัน เรียกว่ากำลัง ‘เมามัน’ กับ ‘กระแสเสี้ยม’ ที่เริ่มจุดติดอันเป็นงานถนัดของสื่อในแผ่นดินของเรา หันไปมองสื่ออังกฤษบ้าง ว่ากันว่าก่อนหน้าจะเกิดเหตุจลาจลเผาห้าง คนผิวสี ราว 2,000 คนออกมาเดินขบวนเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่มีสื่อใดๆ เสนอข่าวสะท้อนความคิดเห็นของพวกเขาเลย แต่หลังเหตุจลาจลแทบทุกสื่อต่างเอาไมค์ไปจ่อปากถามความเห็นของหนุ่มสาวตาม มุมถนนต่างๆ เรียกว่ายังดีที่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว สื่อบ้านเขายังคิดขึ้นได้ว่า ควรจะทำอะไร
แต่สื่อบ้านเราหลังเกิด เหตุการณ์ ยังนึกไม่ออกว่าควรจะทำอะไรต่อไป ไม่เคย ‘สงสัยอย่างจริงจัง’ ว่า ที่ชาวบ้านเขาออกมาต่อสู้ชนิดยอมตายนั้น เขามีความคิดความอ่านของเขาเองอย่างไร สื่อยังทำแบบเดิมๆ คือตามเอาไมค์ไปจ่อปากอภิสิทธิ์ สุเทพเป็นรายวัน ให้อภิสิทธิ์ สุเทพ พูดกล่าวหาชาวบ้านไปวันๆ เช่นว่า คนเสื้อแดงฆ่ากันเอง หมู่บ้านเสื้อแดงเป็นการแบ่งแยกประชาชน (ตอนนี้ประชาธิปัตย์กำลังคิดตั้งโรงเรียนการเมืองเลียนแบบโรงเรียน นปช.) ใช้แนวคิดจัดตั้งแบบคอมมิวนิสต์ อาจส่งผมกระทบต่อสถาบัน และความมั่นคง ฯลฯ
เรา รู้เรื่องราว ความคิดเห็นของหมู่บ้านเสื้อแดงจากสื่อต่างชาติ และสื่อไทยก็ไปแปลมานำเสนออีกที (ฮา ไหม?) เพราะวัฒนธรรมของสื่อไทยถนัดแต่การนำเสนอความเห็น (รวมทั้งไลฟ์สไตล์ ฯลฯ) ของชนชั้นปกครอง คนดัง และการสร้าง ‘กระแสเสี้ยม’ มากกว่า
ช่วงนี้ กระแสเสี้ยม ‘ประเด็นทักษิณ’ กำลังจุดติด ไม่ว่าคุณทักษิณจะไปเยอรมนี เขมร ญี่ปุ่น สื่อไม่ใช่แค่รายงานข่าวการไปไหน ทำอะไร แต่เที่ยวเอาไมค์ไปจ่อปากแบบมีสมมติฐานล่วงหน้าว่าการไปนั้นอาจเป็น ‘ความผิด’ การตั้งคำถามนำจึงออกมาในท่วงทำนองใครอยู่เบื้องหลังการไปนั่นไปนี่ของ ทักษิณ ใครที่อยู่เบื้องหลังนั้นควรรับผิดชอบอย่างไร มีกระบวนการอะไรที่จะทำให้เขารับผิดชอบ เป็นต้น
แต่ถ้าผมเป็นนายกฯปู ผมจะตอบสนอง ‘กระแสเสี้ยม’ ตรงไปตรงมา ดังนี้
สื่อ : คุณอภิสิทธิ์บอกว่า กำลังให้ฝ่ายกฎหมายดูว่า รมต.ต่างประเทศไปบอกทูตญี่ปุ่นให้รัฐบาลเขาออกพาสปอร์ตให้คุณทักษิณเข้า ประเทศผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิดต้องมีผู้รับผิดชอบ
ปู : อ๋อ คุณอภิสิทธ์ก็น่าจะเคยมีประสบการณ์มาบ้างนะคะว่า ตอนเป็นนายกฯ เขาสั่งประเทศอื่นๆให้ทำตามที่ต้องการได้หรือไม่ ปูว่าใน ‘แผ่นดินของเรา’ มันก็มีปัญหาสำคัญที่คนเป็นนักการเมืองควรต้อง ‘แสดงความรับผิด’ ชอบ มากกว่านี้อย่างเทียบกันไม่ได้ไม่ใช่หรือคะ เช่น ‘ต้องรับผิดชอบต่อ 91 ศพ’
สื่อ : คุณอภิสิทธิ์บอกว่า คุณทักษิณเป็นนักโทษหนีคุกที่ต่างประเทศต้องส่งตัวกลับมารับโทษที่ประเทศไทย สมัยรัฐบาลของเขาได้พยายามขอความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้รัฐบาลเพื่อไทยต้องดำเนินการต่อ
ปู : ทราบว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์อธิบายกับประเทศต่างๆ ว่า คุณทักษิณหนีคดีอาญาธรรมดา แต่คุณทักษิณอธิบายว่าเป็นคดีการเมือง เพราะมีการกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ล้มล้างสถาบันเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร สุดท้ายเอาผิดติดคุกด้วยข้อหาเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดิน ผู้นำประเทศต่างๆ เขาก็มีสมอง เขาจึงเชื่อคุณทักษิณมากกว่า มันก็เป็นสิทธิของเขานี่คะ สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องดำเนินการต่อคือต้อง ‘นำตัวฆาตกร 91 ศพ มาขึ้นศาลให้ได้’ ค่ะ
สื่อ : คุณอภิสิทธิ์บอกว่า นิรโทษกรรมเพื่อคนๆ เดียว ยังไงก็ทำไม่ได้
ปู : ถ้าคนๆ เดียว ไม่ว่าใครก็ตาม จะเป็นอภิสิทธิ์ หรือสุเทพก็ได้ ถูกเอาผิดทางกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม การช่วยคนๆ นั้นให้พ้นผิดก็เท่ากับช่วยคนทุกคนนั่นแหละค่ะ เพราะมันเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องว่า หากใครก็ตามถูกเอาผิดอย่างไม่ยุติธรรม สังคมนี้ต้องไม่ยอมรับ ต้องช่วยให้เขาพ้นจากการเอาผิดที่ไม่ยุติธรรมนั้น ภายภาคหน้าหากคุณอภิสิทธิ์ หรือใครก็ตามถูกกระทำแบบนั้น สังคมก็ควรปกป้องด้วยบรรทัดฐานเดียวกันนี้
สื่อ : คุณอภิสิทธิ์บอกว่า นั่นเป็นการไม่เคารพกฎหมาย ทำลายหลักนิติธรรม นิติรัฐ
ปู : นิติธรรม นิติรัฐ หมายถึงการปกครองโดยหลักกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคแก่ทุกคน ซึ่งหลักดังกล่าวนี้เป็นหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่การเอาผิดคุณทักษิณเป็นการใช้กฎหมายภายใต้ระบบอำนาจของฝ่ายรัฐประหารที่ ยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตย ฉะนั้น ภายใต้ระบบอำนาจรัฐประหารที่เอาผิดศัตรูทางการเมืองจึงไม่ใช่การใช้หลักนิติ รัฐ นิติธรรม เช่น คุณอธิบายไม่ได้ว่ากระบวนการสอบสวนเอาผิดโดย คตส.ที่ฝ่ายรัฐประหารตั้งขึ้นให้ดำเนินการตามข้อกล่าวหาของฝ่ายตน เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ ‘เป็นอิสระ’ และ ‘เป็นกลาง’ ตามหลักนิติธรรมอย่างไร
ปูอยากฝากบอกคุณอภิสิทธิ์ด้วยนะคะ การเคารพกฎหมายต้องใช้กฎหมายบนหลักความยุติธรรมค่ะ ที่สำคัญในฐานะเป็นนักการเมืองที่มาจากประชาชนต้องมี ‘ความเป็นมนุษย์’ ด้วย ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคารพต่อ ‘ชีวิตประชาชน’ ด้วย
สื่อ : คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ถ้ารัฐบาลนี้จะนิรโทษกรรมคุณทักษิณ พาคุณทักษิณกลับประเทศ บ้านเมืองจะแตกแยก ไม่มีทางปรองดองกันได้
ปู : คือ เราต้องยุติธรรมกับคำว่า ‘บ้านเมือง’ เหมือนกันนะคะ บ้านเมืองจะไม่ปรองดองหรือคุณอภิสิทธิ์จะไม่ยอมปรองดองเองคะ ถ้าคุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมปรองดองก็เป็นสิทธิของเขาค่ะ ปูคิดว่าคนในบ้านเมืองหรือสังคมเราคงมี ‘วุฒิภาวะ’ พอที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมคุณอภิสิทธิ์รับได้กับการที่ฝ่ายรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตนเอง แต่รับไม่ได้กับการที่ฝ่ายถูกทำรัฐประหารจะถูกนิรโทษกรรม แต่หลักการนิรโทษกรรมก็คือ ‘ใครก็ตามที่ถูกทำรัฐประหารและถูกเอาผิดโดยกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็น อิสระและเป็นกลางซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม เขาก็ไม่สมควรต้องรับโทษตามกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมนั้น’ ปูคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่อธิบายอย่างตรงไปตรงมาให้สังคมเข้าใจได้ค่ะ การนิรโทษกรรมแก่คุณทักษิณ หรือการพาคุณทักษิณกลับบ้าน อาจสร้างความไม่พอใจแก่คนบางกลุ่ม แต่จะไม่ถึงกับทำให้บ้านเมืองแตกแยก หรือแผ่นดินลุกเป็นไฟอย่างที่คนบางกลุ่มพยายามสร้างกระแสหรอกค่ะ
สื่อ : คุณอภิสิทธิ์บอกว่า การตั้ง ครม.หรือการบริหารงานของนายกฯ อาจไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะนายกฯปู เป็น ‘โคลนนิ่ง’ ของคุณทักษิณ
ปู : อ๋อ ปูต้องรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีของประเทศ ต้องทำตามสัญญาประชาคมอยู่แล้วค่ะ แต่ปูก็มีสิทธิ์ที่จะรับคำแนะนำจากคุณทักษิณหรือใครก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการทำงานเพื่อ ‘แผ่นดินของเรา’ ที่สำคัญคือ ถ้าปูในฐานะนายกรัฐมนตรีจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณ ไม่ว่าเรื่องนิรโทษกรรมหรือเรื่องใดๆ ปูก็จะทำกับคุณทักษิณในฐานะที่เขาเป็นคนไทยคนหนึ่ง บนหลักการที่อธิบายได้ว่าเป็น ‘ความยุติธรรมภายใต้หลักความเสมอภาคตามกฎหมาย’ เท่านั้นค่ะ
สื่อ : ขอบคุณมากค่ะ/ครับ นายกฯปู
ปู : ยินดีค่ะ บ๊ายบาย ปูเป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคน รักทุกคนนะคะ จูจุ๊บ จูจุ๊บ!!
กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความสำคัญกับประชาชนไทย
ที่มา ประชาไท
คณะทำงานรายงาน UPR มูลนิธิศักยภาพชุมชน
Universal Periodic Review(UPR) หรือกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นกลไกการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิ มนุษยชนโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 192 ประเทศ จะต้องเข้าสู่กระบวนการเพื่อทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตนเอง ในรอบทุกๆ 4 ปี โดยจะสลับหมุนเวียนกันไปปีละ 48 ประเทศ จนครบแล้วจึงเริ่มกระบวนการรอบใหม่ โดยประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการทบทวนนี้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศสุดท้าย ก่อนที่กระบวนการรอบใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในปีถัดไป
สำหรับประเทศที่ เข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รัฐบาลจะต้องจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิของตนเอง เพื่อรายงานให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ได้รับทราบ นอกจากรายงานในส่วนของรัฐบาลที่มีความยาว 20 หน้า A4 แล้ว ในกระบวนการทบทวนนี้ยังมีรายงานอีก 2 ส่วนที่จะเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับประเทศสมาชิกต่างๆ เพื่อช่วยถ่วงดุลและตรวจสอบข้อมูลในรายงานฉบับของรัฐบาล คือรายงานฉบับของผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) จะเป็นผู้รวบรวมจากรายงานต่างๆ ที่ออกมาจากผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ผู้ตรวจการณ์พิเศษ หรือคณะทำงาน ในประเด็นสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ ของสหประชาชาติ แล้วรวบรวมให้เป็นรายงาน 1 ฉบับ ความยาว 11 หน้า กับรายงานอีกฉบับที่สำคัญมากคือรายงานที่ส่งมาจากภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ ซึ่งรูปแบบของรายงานที่ภาคประชาสังคมส่งเข้าไปจะมี 2 ประเภท คือรายงานร่วมที่มีองค์กรจัดทำตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป ซึ่งอาจจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเดียว หรือครอบคลุมหลายประเด็นก็ได้ ขนาดความยาวไม่เกิน 10 หน้า กับอีกประเภทเป็นรายงานเฉพาะประเด็นที่มีความยาวไม่เกิน 5 หน้า รายงานในส่วนของภาคประชาสังคมนี้ ทาง OHCHR เป็นผู้รวบรวมจากรายงานทั้งหมดที่ส่งเข้าไปให้เหลือเป็นรายงานหนึ่งฉบับที่ มีความยาว 11 หน้า เช่นเดียวกันกับรายงานของผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
ซึ่ง รายงานทั้งสามส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิ ซึ่งจะจัดขึ้นที่สภาคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กระบวนการทบทวนนี้จะใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อประเทศ สำหรับทั้งการรายงานสถานการณ์ของประเทศตน การรับฟังคำถาม ข้อติชม หรือข้อเสนอแนะ จากประเทศสมาชิกอื่นๆ รวมทั้งการตอบข้อสงสัยต่างๆที่มี หลังจากนั้นอีก 6 เดือนจะมีการรวบรวมทั้งรายงาน และข้อเสนอแนะต่างๆ ออกมาเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการให้ประเทศนั้นๆ พิจารณารับข้อเสนอแนะ ซึ่งสำหรับประเทศไทยกระบวนการรับรองข้อเสนอแนะนี้จะจัดขึ้นที่สภาคณะมนตรี สิทธิมนุษยชน ในเดือนมีนาคม 2555 และหากรัฐบาลรับรองข้อเสนอแนะข้อใดในรายงานดังกล่าว จะถือว่าข้อเสนอแนะนั้นเป็นพันธกิจที่รัฐบาลจะต้องปฏิบัติตาม
กระบวน การทบทวนสถานการณ์สิทธินี้ หากดูเผินๆ อาจรู้สึกว่าเป็นกลไกที่ห่างไกลจากตัวประชาชน แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว กระบวนการนี้มีจุดแข็งอยู่หลายประการ อันดับแรกคือการที่เปิดให้มีการรับข้อมูลจากภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม ต่างๆ เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลที่จะใช้ถ่วงดุลกับข้อมูลที่ส่งไปจากภาครัฐ เพื่อเป็นการชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่แท้ จริงในประเทศของเรา นอกจากนี้กลไกนี้ยังครอบคลุมถึงประเทศสมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศ ต่างจากกลไกอื่นๆ ที่เคยมีมา เช่นอนุสัญญาคุ้มครองสิทธิฉบับต่างๆ ที่จะครอบคลุมเฉพาะประเทศที่ได้ลงนามให้สัตยาบรรณกับอนุสัญญาฉบับนั้นเท่า นั้น
ในขณะเดียวกันกลไกตัวนี้อาจจะมีข้อด้อยอยู่บ้าง เช่น การที่ข้อเสนอแนะที่รัฐบาลได้รับจากประเทศต่างๆ นั้น ไม่ได้มีสภาพบังคับใช้อย่างอนุสัญญาอื่นๆ ที่เป็นกฎหมาย ทำให้รัฐบาลอาจเลือกที่จะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ แต่ถึงแม้ว่าข้อเสนอแนะนั้นจะไม่มีสภาพบังคับ หากรัฐบาลย่อมไม่กล้าที่จะปฏิเสธอย่างรุนแรงต่อคำเสนอแนะของประชาคมโลก อีกทั้งนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป ก็สามารถหยิบยกเอาข้อเสนอแนะเหล่านั้น มาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐบาลของตนเองในเวลาต่อไปได้อีกด้วย
และ เนื่องมาจากกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนนี้เป็นกระบวนการที่ ยังคงใหม่มากสำหรับทุกประเทศ ทำให้ประสบปัญหาในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรายงานฉบับภาค ประชาสังคมค่อนข้างต่ำ เนื่องจากประชาชนยังไม่รับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการนี้ สำหรับประเทศไทยที่มีรายงานของภาคประชาสังคมออกมาถึง 27 ฉบับ ก็มิได้หมายความว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะสูงตามไปด้วย การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนถึงตัวกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิ มนุษยชนจึงเป็นอีกงานที่สำคัญสำหรับทั้งภาคประชาสังคมและภาครัฐ เพื่อที่จะ ทำให้กระบวนการนี้สามารถทำงานเป็นกลไกพัฒนาสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศได้ จริง
ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่งเริ่มใหม่ คดีลุงเสื้อแดงฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ที่มา ประชาไท
17 ส.ค. 2554 เวลาประมาณ 10.00 น. ศาลแขวงดุสิต ได้ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ 1171/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 1224/2553 ซึ่งเป็นคดีระหว่าง พนักงานอัยการ โจทก์ กับ นายสมบัติ สุขได้พึ่ง จำเลย ในข้อหา ฝ่าฝืน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
โดยศาล อุทธรณ์ มีคำพิพากษา ว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของนายสมบัติ สุขได้พึ่ง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น จึงพิจารณายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสีย และย้อนสำนวน ไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ให้ถูกต้อง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ทั้งนี้ คดีนี้พนักงานอัยการโจทก์ กล่าวหาว่า นายสมบัติ สุขได้พึ่ง อายุ 61 ปี ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฯ เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2553 และเจ้าพนักงานทหารจับกุมตัวจำเลยได้ที่สี่แยกราชเทวี โดยในชั้นศาลชั้นต้น จำเลยรับสารภาพ ศาลแขวงดุสิตจึงพิพากษาตัดสินจำคุกจำเลย 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น