WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 19, 2011

เผย....ทำไมทักษิณต้องไปญี่ปุ่น:จดหมายข่าวการปาฐกถาของทักษิณ ชินวัตร

ที่มา ประชาไท

แปลโดย :นักเรียนเก่าญี่ปุ่น และ คุณ Pop Anan

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยมีกำหนดการเดินทางมาเยี่ยมเยือนประเทศญี่ปุ่นในช่วง ปลายเดือนสิงหาคมเพื่อแสดงปาฐกถาและชี้แจงจุดยืนของตนเอง ตามคำเชิญของ สถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน อาเซียน

เป็นที่ทราบกันดี ว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้นำพรรคเพื่อไทยและน้องสาวคนสุดท้องของนายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้กำชัยชนะในศึกเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยเมื่อต้นเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของประเทศในไม่ช้านี้ กล่าวกันว่าที่จริงแล้วมีผู้สนับสนุนนายทักษิณอยู่ในพรรคเพื่อไทยเป็นจำนวน มาก ถึงแม้ว่าเขาจะโดนใส่ร้ายในคดีความผิดโทษฐานคอร์รัปชั่นจน ณ บัดนี้ก็ยังกลับประเทศไทยไม่ได้ ต้องลี้ภัยไปพำนักอยู่ที่ประเทศดูไบในเขตตะวันออกกลาง แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าอิทธิพลของเขาในการเมืองไทยนับต่อจากนี้ไปจะยิ่ง ชัดเจนขึ้น
ด้วยความปรารถนาที่จะได้รับฟังเรื่อง ราวต่างๆจากนาย ทักษิณ ทางสถาบันของเราจึงพยายามดำเนินเรื่องซึ่งก็ได้รับการตอบรับในการเดินทางมา ประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดีมาโดยตลอด งานปาฐกถามีกำหนดจัดขึ้นในคืนวันที่ 23 สิงหาคม ณ หอประชุมเมืองคันดะจิมโบโฌ จังหวัดโตเกียว

จึงใคร่ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยและองค์กร การค้าที่ทำธุรกิจกับประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้โดยทั่วกัน

อนึ่ง ในการโอกาสมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นายทักษิณยังมีกำหนดการไปเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยพิบัติใน จังหวัดมิยะงิซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายครั้งใหญ่จากภัยสึนามิและ แผ่นดินไหวทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

ในงานปาฐกถานี้ ทางสถาบันของเราจึงใคร่ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมบริจาคเงินสมทบทุนให้กับผู้ประสบภัยร่วมกัน

เดือนสิงหาคม ปี 2011
สถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน อาเซียน(องค์กรนิติบุคคล)
ประธานสถาบัน นาย มิซึโนะ คิโยะชิ
ผู้แทนคณะกรรมการบริหาร นาย ฮิงุราชิ ทะกะโนะริ

หมายเหตุ
: สถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน อาเซียน เป็นกลุ่มของข้าราชการเกษียณและอดีตนักการเมือง นาย มิซึโนะ คิโยะชิ ประธานสถาบัน เป็นนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาลมาหลายตำแหน่งรวมทั้งตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง Ministry of Construction

ศปช.แถลง จี้ รบ. ทบทวนกระบวนการยุติธรรม ยังขังลืมอีก86ราย เสนอปฏิรูป คอป.

ที่มา ประชาไท

ชี้ปัญหากระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่กระบวนการจับกุมจนถึงศาล จี้ คอป.ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในการแสวงหาความจริงและความยุติธรรม และสามารถเรียกพยานเอกสารได้จากทุกฝ่าย

18 สิงหาคม 2554 เวลา 13.3o น. ณ ห้องประชุม บุญชู โรจนเสถียร ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 2553 ( ศปช.) และองค์กรเครือข่าย ได้จัดให้มีการแถลงข่าวถึงกรณ๊ผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินคดี จับกุม คุมขัง จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในเดือนเมษา-พฤษภา 2553

พวง ทอง ภวัครพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กรรมการ ศปช. ได้รายงานถึงข้อมูลตัวเลขผู้ต้องขังจาก15เรือนจำทั่วประเทศ ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกันตัวว่า ปัจจุบัน (18 สค. 2554) ยังมีผู้ต้องขังที่ยังไม่ได้ประกันตัวไม่ต่ำกว่า 86 คน จากยอดผู้ถูกจับกุมคุมขังทั้งหมดกว่า 700คน โดยผู้ต้องขังทั้งหมดแบ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด 79 คน และผู้หญิง 7 คน โดยยังมีชายชาวกัมพูชารวมอยู่ดัวย 1 ราย ส่วนสถานะทางคดีนั้น อยู่ในศาลชั้นต้น 41 ราย ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา 19 ราย ถูกตัดสินไปแล้ว 26 ราย นอกจากนี้ผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง นับตั้งแต่การรัฐประหารกันยายน พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น 20 คน ในที่นี้ถือสองสัญชาติ 2 คน

สำหรับภาพรวมปัญหาในกระบวนการยุติธรรมหลังการสลายการชุมนุมเมื่อเม.ย.-พ.ค. 2553 นั้น สามารถแยกเป็นปัญหาดังต่อไปนี้

การจับกุม/คุมขัง เจ้าหน้าที่ได้มีการจับประชาชนโดยการตั้งข้อหาว่ากำลังจะไปร่วมชุมนุม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าไปในวันชุมนุม เช่น รปภ.นายหนึ่งถูกจับกุมในวันที่เขาจะเข้าไปทำงาน จากการตั้งด่านตรวจเพียงพบว่าเขา พกบัตร นปช.จึงทำการจับกุมและส่งตำรวจ ทั้งนี้ยังมีการนำของกลาง เช่น หนังสติ๊ก, หัวน็อต, เหล็ก,ไม้ ,ลูกแก้ว, หมวกคลุมหน้า, ลูกระเบิด, ระเบิดขวด, สินค้าจากร้านเซเว่นฯ ซึ่งไม่ได้พบในที่เกิดเหตุ แต่ถูกมาวางไว้ต่อหน้าผู้ถูกจับและให้นักข่าวมาทำข่าว และบังคับให้ชี้ว่าของกลางเป็นของผู้ถูกจับเอง มีการซ้อมทรมานในระหว่างการจับกุม เช่น การจับกุมในเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี และมุกดาหาร

จับผิดตัว เจ้าหน้าที่สั่งฟ้องโดยอาศัยเพียง ภาพ ถ่ายในบริเวณที่ชุมนุม โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงว่า ได้กระทำผิดจริงหรือไม่ เช่น กรณี ด.ต.สันติเวช ภูตรี ไปตามหาลูกสาวก่อนถูกตำรวจถ่ายภาพไว้ ต่อมาตำรวจสั่งฟ้องโดยอาศัยเพียงแค่ภาพถ่าย ทำให้ด.ต.สันติเวช ถูกต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ากระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือกรณีเผาศาลากลางในต่างจังหวัด ได้มีประชาชนจำนวนมากถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและตกเป็นจำเลย เพียงเพราะมีภาพถ่ายอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมเท่านั้น

สร้างภาระหนี้สินให้ครอบครัว จากเหตุการณ์ชุมนุม หลายครอบครัวต้องหาหลักทรัพย์ไปประกันตัวด้วยเงินกู้นอกระบบ แต่หลังจากนั้นปรากฎว่าอัยการไม่สั่งฟ้อง กรณีเช่นนี้ รัฐจะไม่จ่ายค่าชดเชยให้ เพราะยังไม่ตกเป็นจำเลย แต่ผู้ถูกจับกุมได้รับผลกระทบต่างๆ ในช่วงที่ถูกคุมขัง และมีหนี้สินจากการกู้เงินมาประกันตัวระหว่างดูแลผู้ที่ถูกจับกุมจำนวนมาก

ชี้ถูกซ้อม ถูกหลอก ให้สารภาพ เนื่องจากคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ดังนั้น ในทางกฎหมายวางหลักไว้ว่า หากจำเลยรับสารภาพ ศาลก็จะอาศัยเพียงคำรับสารภาพของจำเลย โดยที่ไม่ต้องสืบพยานและหลักฐานประกอบคำรับสารภาพ ดังนั้น คดีของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ต้นตอของการรับสารภาพจึงมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ หลายรายถูกข่มขู่และซ้อมทรมาน, ไม่มีโอกาสได้พบญาติหรือปรึกษาทนายความ, ตำรวจจูงใจว่า หากรับสารภาพ ศาลก็จะรอลงอาญาเพราะโทษไม่สูง ขณะที่บางรายถูกบังคับให้เซ็นเอกสารในการจับกุมและสอบสวนโดยไม่มีโอกาสได้ อ่านเอกสารหรืออ่านไม่ออก เช่น ในคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร

ตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง การตั้งข้อหาของชั้นตำรวจหรือดีเอสไอ ได้มีการตั้งข้อหาร้ายแรงเกินความเป็นจริง เช่น ร่วมกันปล้นทรัพย์เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีหรือใช้อาวุธยิงต่อสู้เจ้าพนักงาน หรือวางเพลิงเผาศาลากลางหรือเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นเหตุให้คนตาย ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต อีกทั้งพบว่า คดีที่ดีเอสไอทำสำนวนสอบสวนจะมีข้อหาหนักมาก กระบวนพิจารณาชั้นศาล ในคดีที่จำเลยรับสารภาพไม่มีทนายความ และไม่ประสงค์ให้ตั้งทนายความ เพราะกลัวว่าทนายจะไม่ทำคดีให้เต็ม ที่เนื่องจากไม่รู้จัก ส่งผลให้คดีเด็ดขาดมีจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีโทษสูงถึง 1 ปี 2 เดือน ส่วนคดีที่จำเลยปฎิเสธ ศาลมักลงโทษในอัตราสูง เช่น กรณีของนายประสงค์ มณีอินทร์ และนายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ ศาลอาญาตัดสินจำคุก 11 ปี 8 เดิอน

ไม่ให้ประกันตัว/วงเงินประกันสูง สำหรับในคดีที่ยังไม่เด็ดขาดนั้น จำเลยขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลก็ไม่ให้ประกันตัว แม้จำเลยจะได้รับความช่วยเหลือเรื่องเงินประกันจากกองทุนยุติธรรม และวงเงินในการประกันตัวก็สูงมาก ศาลมักอ้างว่าคดีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนี เป็นต้น จำเลยบางคนถูกฟ้องมากกว่า 1 คดี วงเงินประกันก็สูงขึ้น เป็นเหตุให้จำเลยบางคนไม่เคยใช้สิทธิในการยื่นขอประกันตัวเลย เพราะไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์

ถูกขังฟรี จากการที่ศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหานั้น ทำให้ผู้บริสุทธิ์หลายคนถูกคุมขังเป็น เวลานาน ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด หรือถูกขังเกินโทษของตน เช่น นายอำนวย ชำนาญแก้ว, นายไสว ยางสันเทียะ ถูกขังรวม 10 เดือน ก่อนที่ศาลจะพิพากษายกฟ้อง รวมถึงกรณีของนายสมพล แวงประเสริฐ ถูกขังนาน 5 เดือน สุดท้ายศาลยกฟ้อง และนายธนูศิลป์ ธนูทอง คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ซึ่งนายตำรวจผู้รับผิดชอบออกมายอมรับต่อ คอป.ว่าจับผิดตัว ศาลก็ยังไม่ให้ประกัน

ฟ้องเด็กโทษประหาร กรณีเซ็นทรัลเวอลด์ ดีเอสไอ ได้สั่งฟ้องเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีเป็นจำเลย ด้วยข้อหาร้ายแรงมีโทษถึงประหารชีวิต ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์จนเป็นเหตุให้คนตาย, ร่วมกันปล้นทรัพย์เซ็นทรัลเวิลด์โดยใช้อาวุธ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน แม้ว่าเยาวชนทั้งสองคนจะได้ประกันตัว แต่ก็ยังได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เช่น ไม่สามารถไปเรียนหนังสือได้เต็มที่ ขณะที่รายหนึ่งแม่เสียชีวิตแล้ว ส่วนพ่อมีภรรยาใหม่ ต้องทำงานหาเลี้ยงตนเอง อย่างไรก็ตาม เมือมาขึ้นศาลตามหมายเรียก ก็จะไม่ได้รับค่าแรงในวันนั้น

การเยียวยา ในส่วนของปัญหาการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ทั่วถึงนั้น พบว่า ชาวบ้านในต่างจังหวัดไม่รู้ว่ามีหน่วยงานใดบ้าง และไม่รู้ขั้นตอนว่ามีเงื่อนไขเรื่องเวลา หรือจำนวนเงินที่ช่วยเหลือไม่เพียงพอ

โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตหรือพิการ บางรายแพทย์ไม่ร่วมมือใน การออกใบรับรองแพทย์ หรือรายงานไม่ตรงกับอาการ เช่น นางสมพาน พุทธจักร ถูกยิงบริเวณบ่อนไก่ กระสุนเข้าที่หลัง โดนลำไส้เล็ก ตับ และไต ได้เงินเยียวยาจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพียง 2,800 บาท เพราะใบรับรองแพทย์ระบุว่ารักษาอยู่ในรพ.แค่ 14 วัน ซึ่งในความเป็นจริงต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีภาระต้องดูแลลูกอีก 3 คน นอกจากนี้ขั้นตอนในการพิจารณาและการเบิกจ่ายเงินยังล่าช้าหรือมีการหยุดจ่าย อีกด้วย

ประสบการณ์จากผู้ต้องขัง

จากประสบการณ์การถูกจับกุมจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง นายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ นศ.ปริญญาโท หนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมและศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี ด้วยข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว เล่าว่า ตนเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งที่ต้องการเข้าไปแสดงความคิดเห็นทางการ เมือง โดยขึ้นปราศรัยที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่16พ.ค.53 แต่ในระหว่างเดินทางกลับบ้านกับรุ่นน้องอีก 2 คน มีด้านตั้งสกัดจับ ซึ่งตนเข้าใจว่าถูกชี้เป้ามาก่อนหน้านี้

ซ้อมโหด หลัง ถูกจับกุมบริเวณแยกปทุมวัน ตนได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้ความรุนแรง ทั้งตบ เตะ ใช้วาจาข่มขู่ มีการมัดมือมัดเท้า ให้หันหน้าเข้ากำแพงและปิดตา ใส่ผ้าคลุมหน้า แล้วเข้ามาบีบคอ ราดน้ำมันรดตนเเละเพื่อน เตรียมที่จะจุดไฟ โดยอ้างว่าเคยทำแบบนี้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน และก่อนที่สื่อมวลชนมาถึง ก็ยังมีการข่มขู่อีกว่า ไม่ให้เล่าเรื่องในสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ

เมื่อคดีนี้ถึงตำรวจในเวลาต่อมาก็ถูกยัดเยียดข้อหาเพื่อให้คดีถึงที่สุด รวมถึงการดำเนินคดีของตำรวจนั้นจะเป็นไปตามที่ทหารต้องการเลยก็ว่าได้ เสมือนเป็นการหนีเสือปะจระเข้ และวันต่อมาก็ถูกส่งไปศาลเพื่อพิพากษาคดี แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่า สำนวนที่สั่งฟ้องเป็นอีกสำนวนไปเลย และได้รับการตัดสินแบบไม่มีอ่านคำพิพากษาด้วย นายกฤษณะ ถูกตัดสินจำคุก 1 ปี

นายกฤษณะเล่าถึงช่วงที่อยู่ในเรือนจำว่าตนได้ยื่นจดหมายร้องเรียนขอ ความเป็นธรรมไปที่กรรมการสิทธิ์นั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก นอกจากที่คำร้องของตนถูกเพิกเฉย ไม่ได้รับความสนใจแล้ว ยังมีนักสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งเข้ามาที่เรือนจำทั้งๆ ที่เป็นวันเสาร์ โดยได้มาบอกตนเองว่าอย่าพูด สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงถึงความไม่เป็นกลางของกรรมการสิทธิ และยังมีความผิดปกติในการทำงานของคณะกรรมการสิทธิซึ่งตนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

หลัง จากการบอกเล่าประสบการณ์ของอดีตผู้ต้องขังแล้ว ศปช.และองค์กรร่วมจัดเช่น กลุ่มกองทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขัง (Red Family Fund) กลุ่มประกายไฟ ฯลฯ ได้ร่วมกันอ่านแถลงการดังมีเนื้อหาดังนี้

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>


ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงมาตรการฟื้นฟูความยุติ
ธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามประชาชน เม.ย.-พ.ค. 53

สมาชิกพรรคเพื่อไทยย่อมไม่ สามารถปฏิเสธว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดใน การเลือกตั้งนั้น คือ ความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรมทางการเมือง นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 93 ราย บาดเจ็บกว่า 1,800 คน และมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 700 คน ยังไม่รวมคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองก่อน หน้านั้นอีกหลายราย
กระนั้นผู้ที่ออกคำสั่งใช้กำลังปราบปรามประชาชนกลับไม่ถูกดำเนินคดีเลย แม้แต่คนเดียว พรรคเพื่อไทยต้องตระหนักว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากที่สนับสนุนท่านกำลังเฝ้าจับตามองว่าพวกท่านจะฟื้นฟูความ ยุติธรรมให้แก่พวกเขาหรือไม่ อย่างไร แม้ว่าศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) จะตระหนักว่ารัฐบาลใหม่มีภารกิจท้าทายอยู่ตรงหน้าหลายประการ โดยเฉพาะจากกลุ่มอำนาจนิยมที่รอคอยจังหวะเข้าแทรกแซงและโค่นล้มรัฐบาลที่มา จากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่ ศปช. ก็เห็นว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพของ รัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจ ความปรองดอง และความยุติธรรม ประการสำคัญ การสร้างความปรองดองและการฟื้นฟูความยุติธรรมในบางกรณี สามารถกระทำได้ในทันที ดังต่อไปนี้
1.ในขณะนี้ประชาชนคนเสื้อแดงเกือบร้อยคนยัง ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือน เม.ย.- พ.ค. 53 และอีกหลายรายที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้ พวกเขาถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของอย่างกว้างขวางจริง เช่น เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ ตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง เช่น ก่อการร้าย จับกุมแบบเหวี่ยงแห ขาดหลักฐาน หลายกรณีมีเพียงภาพถ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นหลักฐานเท่านั้น มีการซ้อมและทรมานผู้ต้องขัง สร้างหลักฐานเท็จ บังคับให้รับสารภาพเพื่อแลกกับการลดโทษ โดยศาลมักปักใจเชื่อเจ้าหน้าที่และพยานโจทก์ หรือในกรณีที่จำเลยรับสารภาพ ก็ไม่มีการสืบพยานหลักฐานและเร่งตัดสินลงโทษเลย
ผู้ต้องขังจำนวนมากยังไม่ได้รับสิทธิให้ประกันตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ หลายคนไม่สามารถประกันตนได้เพราะศาลตั้งหลักทรัพย์ประกันตัวไว้สูงลิบลิ่ว พวกเขาและครอบครัวต้องเดือดร้อนจาก การขาดรายได้ หลายคนเจ็บป่วยอย่างหนัก เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว เป็นโรคเครียดรุนแรง บางคนถึงขึ้นเป็นอัมพฤกษ์ บางคนเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมรับว่าจับผิด เพราะไม่ได้อยู่ในที่ชุมนุม การถูกจองจำทำให้หลายครอบครัวตก อยู่ในภาวะหนี้สินท่วมตัว จนต้องสูญเสียบ้านและที่นา บางรายไม่มีที่อยู่ที่ปลอดภัย ลูกสาวถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์ ความทุกข์ยากที่พวกเขาได้รับมีมากมายเกินกว่าจะสาธยายในที่นี้ได้หมด
การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลที่ผ่านมาและของเจ้าหน้าที่ในกระบวน การยุติธรรมจึงเป็นการตอกย้ำความอยุติธรรมและความเกลียดชังในสังคม ฉะนั้น ภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จักต้องกระทำคือ
1.1 แจ้งแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ได้แก่ ตำรวจ อัยการ และศาล ว่ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดความปรองดองในสังคมที่เคารพหลักสิทธิมนุษย ชนขั้นพื้นฐานของพลเมืองเป็นสำคัญ โดยเห็นว่าผู้ต้องขังทุกคนที่เป็นผลจากความรุนแรงทางการเมืองควรได้รับสิทธิ ที่จะประกันตน โดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ค้ำประกันการประกันตนแก่บุคคลเหล่านี้
1.2 สิทธิที่จะได้รับประกันตนควรครอบคลุมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทาง การเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 อื่นๆ ด้วย คือ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
1.3 ให้ชะลอการตัดสินคดีที่มีโทษร้ายแรงเกินกว่าเหตุ และทบทวนคดีการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง หากพบว่าการดำเนินคดีเหล่านั้นไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการรื้อฟื้นคดีเพื่อพิจารณาคดีใหม่ และหากพบว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ รัฐบาลต้องคืนความยุติธรรมและชดใช้ให้แก่พวกเขา
1.4 ให้กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกแจ้งข้อหาและควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และข้อหาตามกฎหมายอื่นว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าใด และขณะนี้มีสถานภาพอย่างไร เพื่อให้สาธารณชนสามารถติดตามตรวจสอบได้
2.ห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ศอฉ. เข้ามารับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการสลายการ ชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียมีอำนาจบิดเบือนแทรกแซงผลการสอบสวน ได้
3.แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว แต่การสืบสวนสอบสวน รวมทั้งกระบวนการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต เพื่อนำไปสู่การไต่สวนการตาย กลับไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวน การชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนการตายตามกฎหมายโดยเร็ว
4.จัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับ ผลกระทบจากการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 โดยรัฐบาลต้องปรับปรุงเกณฑ์ให้เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเหยื่อที่เสีย ชีวิตและบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมอย่างสมเหตุสมผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหรือพิการ ซึ่งกลายเป็นภาระอันหนักหน่วงแก่ครอบครัว เนื่องจาก แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐจำนวนหนึ่งจะได้ให้เงินช่วยเหลือแก่พวกเขาไปบ้าง แล้ว แต่ด้วยวิธีปฏิบัติและกฏระเบียบของทางราชการ ทำให้เงินช่วยเหลือเยียวยาที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง ยังมีผู้ได้รับผลกระทบอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ
5.รัฐบาลควรปรับปรุงการทำงานของ คอป. ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยแถลงว่าต้องการให้ คอป. ทำหน้าที่สืบหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุม เม.ย.- พ.ค.53 ต่อไป แม้ว่า ศปช. จะมีข้อกังขาต่อการทำงานของคอป.อยู่ไม่น้อย แต่ก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อแก้ไขให้คอป.มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และสามารถนำมาซึ่งความยุติธรรมและความปรองดองได้อย่างแท้จริงศปช.ขอเสนอให้ มีการปรับปรุงการทำงานของ คอป. ดังต่อไปนี้
5.1 คอป.ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการแสวงหาความจริงและความยุติธรรม ซึ่งทั้งสองหลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการปรองดอง คอป.ต้องลงความเห็นว่ามีการกระทำผิดอย่างใดเกิดขึ้นในเหตุการณ์สลายการ ชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 และใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำผิดนั้น ซึ่งสมควรดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
5.2 รัฐบาลต้องสนับสนุนให้คอป. สามารถเรียกพยานและเอกสารหลักฐานจากทุกฝ่ายได้ โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของศอฉ.ทั้งหมด รัฐบาลควรมีคำสั่งและนโยบายแน่ชัดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย โดยเฉพาะทหารและตำรวจ ร่วมมือให้ข้อมูลกับ คอป. และหากบุคคลหรือหน่วยงานปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ คอป. สามารถเอาผิดทางวินัยกับบุคคลหรือหัวหน้าหน่วยงานนั้นได้
5.3 ให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคอป.ให้มีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสัดส่วนที่เหมาะสม และกรรมการ คอป.ที่สวมหมวกหลายใบ ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ควรพิจารณาถอนตัว
5.4 คอป.ต้องมีพันธะหน้าที่ต่อสาธารณะ เนื่องจากการทำงานของคอป.ที่ผ่านมายังไม่เปิดเผยในหลายเรื่อง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปราม และไม่สนใจรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชน ดังนั้น คอป. จะต้องเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าร่วมฟังการไต่สวนหาความจริง ต้องแถลงความคืบหน้าอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งผ่านสื่อสาธารณะ และข้อมูลจากการไต่สวนของ คอป. จะต้องไม่เป็นความลับทางราชการ ด้วยวิธีการที่เปิดเผยโปร่งใสต่อสาธารณะชนเช่นนี้เท่านั้นที่จะช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดการปกปิด-บิดเบือนข้อเท็จจริง ดังเช่นที่เกิดกับร่างรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีก
5.5 ในเมื่อไม่มีข้ออ้างใดๆ ในเรื่องความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ข้าราชการคอป.ต้องเร่งทำงานอย่างไม่ ยักเยื้องลังเล ต้องประกาศระยะเวลาสิ้นสุดการทำงานที่ชัดเจนให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อเป็นเกณฑ์ตรวจสอบความคืบหน้าในการทำงานของ คอป.ต่อไป
6.รัฐบาลควรอนุญาตและให้ความร่วมมือกับองค์กร ต่างประเทศที่ประสงค์จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการ สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 รวมทั้งเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆ เช่น ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติด้านการสังหารนอกกฎหมายและการต่อต้านการก่อการ ร้าย และองค์กรกาชาดสากล เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการแสวงหาความจริงเพื่อความยุติธรรมและความปรองดอง และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอีกทางหนึ่ง
จริงอยู่ว่าเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองในสังคม คือการประนีประนอมยืดหยุ่นของฝ่ายต่างๆ แต่ ศปช. เห็นว่าเรื่องบางเรื่องไม่อาจประนีประนอมได้ นั่นคือ"ความจริง"เกี่ยวกับการปราบปรามประชาชน แต่เราอาจประนีประนอมในเรื่องการลงโทษผู้มีส่วนร่วมในการปราบปราประชาชนได้ โดยมุ่งไปที่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงเท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งพึงถูกละเว้นจาก ความผิด ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัตินอกคำสั่งและก่อความรุนแรงแก่ประชาชน
ศปช. จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เร่งฟื้นฟูความยุติธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามประชาชน เม.ย.-พ.ค.2553 โดยเร็ว
18 สิงหาคม 2554
ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53
เครือข่ายญาติผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภา 53
กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองเชียงใหม่-อุบลฯ (Red Fam Fund)
กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
กลุ่มมรสุมชายขอบ
กลุ่มครอบครัวคดีเสื้อแดงเชียงใหม่
องค์การแรงงานเพื่อประชาธิปไตย
กลุ่มประกายไฟ
กลุ่มคนงานสตรีสู่เสรีภาพ
Try arm
เครือข่ายสันติประชาธรรม
กลุ่มนิติราษฎร์
สถาบันต้นกล้า

ภัควดี วีระภาสพงษ์ วิพากษ์สื่อหลักจากสายตาคนอ่านสื่อ

ที่มา ประชาไท

ภัค วดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนนักแปลอิสระ กล่าวในการเสวนา “สื่อพลเมืองความจำเป็นแห่งยุคสมัย” วิพากษ์ข้อจำกัดสื่อหลักคือ การเซ็นเซอร์ตัวเอง ด้วยข้อจำกัดเรื่องทุน สปอนเซอร์ และการเซ็นเซอร์ตัวเอง ขณะที่คำว่า “ความเป็นกลาง” เพิ่งถูกใช้เมื่อข่าวถูกธุรกิจครอบงำโดยภัควดี ตั้งข้อสังเกตว่า แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าสื่อหลักขายข่าวให้กับคนอ่าน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น

"สื่อกระแสหลักไม่ได้ขายข่าว ให้ผู้บริโภค แต่ขายผู้บริโภค (คนอ่าน) ให้กับบริษัทธุรกิจเพื่อซื้อโฆษณา” ภัควดีตั้งข้อสังเกตพร้อมกล่าวต่อไปว่า การอยู่รอดของสื่อหลักไม่ได้อยู่ที่ผู้ซื้อข่าว หากแต่อยู่ที่บริษัทที่จะซื้อโฆษณา และนี่เป็นข้อจำกัดข้อแรกของสื่อหลักคือการไม่สามารถปฏิเสธทุนนิยมได้

ข้อ จำกัดประการต่อมา คือ พื้นที่สื่อมีจำกัด และตัดสินปัญหาเป็นขาวเป็นดำ การนำเสนอต้องง่าย และหากเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ หรือนิตยสารก็ถูกจำกัดความยาว ถ้าเป็นโทรทัศน์ก็ถูกจำกัดเวลาในการนำเสนอ ซึ่งภัควดีเห็นว่าสื่อนอกกระแส มีโอกาสในเรื่องการนำเสนอมากกว่าในแง่การนำเสนอยาวๆ

ปัญหาสื่อกระแส หลักอีกอย่างคือ มีสาระมากไม่ได้ ต้องบันเทิงควบคู่ไป “เราสังเกตได้ว่าทอล์กโชว์ในสื่อกระแสหลักจะจริงจังมากไม่ได้ ต้องมีตลกโปกฮาเข้ามาด้วย รายการถึงจะดังและมีคนดู แม้แต่รายการของสรยุทธ์ (สุทัศนะจินดา)”
ภัควดี กล่าวต่อไปว่า สื่อกระแสหลักของไทยมีลักษณะคล้ายอเมริกา คือสนใจแต่ปัญหาในบ้านตัวเอง แต่รู้เรื่องต่างประเทศน้อยมาก

“ข่าว ในบ้านตัวเองนั้นทำข่าวละเอียดมาก เช่นประยุทธ์ (จันทร์โอชา)พูดอะไร เฉลิม (อยู่บำรุง)พูดว่าอะไร แต่เรารู้เรื่องต่างประเทศน้อยมาก และจะรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านน้อยลงอีก ข่าวที่ทำก็จะเกาะตามซีเอ็นเอ็นไป เรารู้เรื่องเพื่อนบ้านน้อยมากทั้งๆ ที่ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อเรา และเมื่อเรารู้เกี่ยวกับต่างประเทศน้อย ก็ไม่มีข้อมูลที่จะเปรียบเทียบ ไม่สามารถเข้าใจเรื่องในแง่มุมอื่นๆ เช่น กรณีที่อาจารย์เคร็ก เรย์โนลด์ตั้งคำถามว่า การพูดว่าเมืองไทยซื้อเสียงมาก ขณะที่สิงคโปร์เลือกตั้งเสร็จเอาเงินเข้าบัญชีประชาชนเลย อย่างนี้ซื้อเสียงหรือเปล่า”

ข้อ สังเกตอีกประการคือ สื่อกระแสหลักสะท้อนทัศนคติของชนชั้นนำ เช่นเรื่อง การค้าเสรี ระบบทุนนิยม การบริโภค เศรษฐกิจพอเพียง กลายเป็นไฟต์บังคับที่ต้องนำเสนอ ขณะที่ประชาชนคิดอย่างไร เห็นด้วยกับเศรษฐกิจพอเพียงไหม ความคิดที่โต้แย้งเหล่านี้ไม่มีพื้นที่ในสื่อกระแสหลัก

ประการต่อมา คือการเน้นการกระตุ้นอารมณ์มากกว่าเหตุผล “อะไรที่ดรามา ฟูมฟาย แม้แต่รายการข่าวทีวีไทยนี่ชอบมาก เช่น กรณีน้องเคอิโงะ มันโยงประเด็นไปใหญ่กว่านี้ได้ เช่นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง แต่ไปจับประเด็นที่ทำให้น้ำหูน้ำตาไหลไว้ก่อน”

อีกประการคือ ไม่มีค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนอ่าน แม้ว่าหลังๆ จะมีการเปิดพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น แต่คนที่ทำได้สำเร็จพอสมควรคือเว็บไซต์เมเนเจอร์ คือการดึงคนเข้ามาทำให้คนได้รู้สึกว่ามีปฏิสัมพันธ์ โดยเฉพาะคอลัมนิสต์อย่างซ้อเจ็ด

'ผู้จัดการ' ฉลาดในการใช้ช่องทางพวกนี้ และทำให้คนอ่านที่แม้จะไม่เห็นด้วยก็ต้องการจะตอบโต้ แต่เมื่อก่อนนี้โอกาสที่คนดูจะตอบโต้กับการเสนอข่าวน้อย หรือทำไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันทำได้มากขึ้นโดยสื่อสิ่งพิมพ์ทำออนไลน์มากขึ้น หรือกรณีที่รายการโทรทัศน์เปิดให้คนดูแสดงความเห็น เช่น sms แต่ก็ถูกเซ็นเซอร์”

ประเด็นต่อมาคือการเซ็นเซอร์ตัวเอง ที่มาจากหลายปัจจัย เช่นกลัวไม่ได้สปอนเซอร์ทั้งจากภาคธุรกิจ จากรัฐบาลที่มีความเป็นเผด็จการ หรือแม้แต่ปัญหาของนักข่าวที่ไม่เป็นกลาง แต่อยากทำตัวให้เหมือนเป็นกลาง แต่ข่าวบางด้านไม่ได้รับการนำเสนอ หรือในบางกรณีที่นักข่าวต้องใช้เส้นสายในการเข้าถึงแหล่งข่าวทำให้เกิด ประโยชน์ต่างตอบแทน เขียนข่าวบางอย่างที่แหล่งข่าวอยากให้เขียน หรือไม่เขียนบางอย่างที่แหล่งข่าวไม่อยากให้เขียน เป็นต้น

ภัควดี กล่าวว่า แม้สื่อทางเลือก และนักข่าวพลเมืองจะพยายามเข้าไปใช้พื้นที่ของสื่อกระแสหลักในการนำเสนอ ปัญหาของประชาชน แต่กลับล้มเหลวในการผลักดันประเด็น หรือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการแก้ปัญหา เพราะกลไกรัฐไทยมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ทำให้ข่าวเล็กๆ จากพื้นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายได้

“ปัจจุบันปัญหาก็คือ ทุกอย่างไปขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ไปขึ้นอยู่กับที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าเปลี่ยน เช่น หากเรานึกถึงญี่ปุ่น คือการตัดสินใจในประเด็นหลายอย่าง เกิดขึ้นที่ศาลากลางจังหวัด การทำข่าวจะมีผลมากต่อความเปลี่ยนแปลง การทำข่าวจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเลย การทำข่าวจะมีอิทธิพลได้ และกำหนดนโยบายได้ทันที และเมื่อทุกอย่างขึ้นกับส่วนกลาง การผลักดันนโยบายก็ทำไม่ได้ เพราะการต่อรองเป็นลำดับชั้นลงมา” ภัควดีกล่าวและย้ำว่า ดังนั้นแล้ว สำหรับสื่อภาคพลเมืองนั้น ต้องทำเรื่องที่ใหญ่กว่าประเด็นในพื้นที่ด้วย

สำหรับวิธีเขียนข่าว ของสื่อพลเมืองที่อาจกังวลเรื่องความน่าสนใจของ เรื่องนั้น ภัควดี กล่าวว่า การเขียนให้น่าสนใจขึ้นกับวัฒนธรรมการอ่านของประเทศ และไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งของประเทศ ที่คนในประเทศไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ

ภัควดีกล่าวในประเด็นสุดท้ายว่า เรามักได้ยินว่าจรรยาบรรณนักข่าวคือความเป็นกลาง แต่ตั้งคำถามว่า ความเป็นกลางที่ว่านั้นเกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่ โดยภัควดีกล่าวว่า อาชีพนักข่าวหรือสื่อมวลชนเพิ่งเกิดขึ้นมาในศตวรรษที่ 18-19 นี่เอง และผู้สื่อข่าวในยุคแรกๆ เช่น จอร์จ ออร์เวล ที่ทำข่าวสงครามกลางเมืองสเปน หรือติโต อาดี สุรโย ในอินโดนีเซีย ไม่เคยมีความเป็นกลาง รายงานข่าวโดยเข้าข้างฝ่ายที่เขาคิดว่าถูกอย่างชัดเจน คือพูดถึงความยุติธรรมและความถูกต้อง

“ความเป็นกลางเกิดขึ้นเมื่อ ธุรกิจครอบงำสื่อหมดแล้ว ต้องการให้นักข่าวเกิดความเป็นกลาง ไม่ยอมให้ตัดสินอะไร ต้องให้นักข่าวรายงานเฉยๆ แต่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ที่คนจะเป็นกลาง ลึกๆ แล้วต้องเข้าข่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และคำว่าเป็นกลางยังกลายมาเป็นข้ออ้างในการเซ็นเซอร์ประเด็นที่ตัวเองไม่ เห็นด้วย”

ภัควดีกล่าวว่า สำหรับสื่อท้องถิ่นนั้น ต้องเป็นปากเป็นเสียงให้คนที่ไม่เคยมีเสียง และพยายามชี้ถูกชี้ผิด และบอกชัดเจนเลยว่าเข้าข้างฝ่ายไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายที่ตนเองเข้าข้าง

“พูด ให้ชัดๆ ไม่มีลักษณะปกปิด แต่เวลาพูดว่าไม่เป็นกลาง ไม่ได้แปลว่าไม่วิพากษ์วิจารณ์นะคะ เช่น เราสนับสนุนการปฏิรูปที่ดิน หรือการใช้โฉนดชุมชน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่วิจารณ์ข้อเสียของโฉนดชุมชน” ภัควดีกล่าวในทึ่สุด

การ เสวนา “สื่อพลเมือง ความจำเป็นแห่งยุคสมัย” เป็นส่วนหนึ่งของการอบรมเชิงปฏิบัติการ นักข่าวพลเมือง TCIJ (ภาคเหนือ) ที่โรงแรม สินธนารีสอร์ต เชียงใหม่ โดยศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนสอบสวนแห่งประเทศไทย (TCIJ) ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค.54

หมอตุลย์นำ "เสื้อหลากสี" ประท้วงสถานทูตญี่ปุ่น

ที่มา ประชาไท

"ตุลย์ สิทธิสมวงศ์" นัดกลุ่มเสื้อหลากสีรวมตัวกันที่สถานทูตญี่ปุ่นเพื่อคัดค้านการออกวีซ่าให้ กับ "ทักษิณ ชินวัตร" ก่อนไปกระทรวงไอซีทีเพื่อสอบถาม "อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" ว่าจะปราบเว็บไซต์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่กล่าวไว้หรือไม่

มติชนออนไลน์ รายงานว่า ในเวลา 10.00 น. วันนี้ (18 ส.ค.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือ กลุ่มเสื้อหลากสี นัดรวมตัวกันที่สถานทูตญี่ปุ่น ถนนวิทยุ เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการออกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จากนั้นในเวลา 14.00 น. กลุ่มคนเสื้อหลากสีจะเดินทางไปให้กำลังใจ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ประกาศว่า จะปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน โดยจะไปสอบถามว่าเรื่องดังกล่าวจะทำจริงหรือไม่ เพราะเท่าที่ผ่านมา นพ.ตุลย์ ยังไม่ได้มีการพูดคุยโดยตรงกับ น.อ.อนุดิษฐ์ แต่อย่างใด

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: ห้าเหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ควรกำจัดประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่มา ประชาไท

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ชี้เหตุผลทำไมนายกฯ ยิ่งลักษณ์จึงสมควรไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากการเป็นผบ.ทบ. เพื่อประโยชน์ดีของสังคมไทยในอนาคต

ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา เขียนบทความ “It’s Time the Army Learned to Stay out of Politics for Good” (ถึงเวลาแล้วที่กองทัพจะต้องเรียนรู้เพื่ออยู่นอกเกมการเมืองตลอดไป) ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยปวินอภิปรายเหตุผลห้าประการว่า เหตุใดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงจำเป็นต้องกำจัดพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไปจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก...

ปวิน ระบุว่า เป็นความจริงที่ยิ่งลักษณ์พยายามอย่างมากในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกอง ทัพ เมื่อพี่ชายของเธอ ผู้ซึ่งพยายามจะเข้าไปแทรกแซงทหาร ถูกทำการโค่นล้ม อย่างไรก็ตาม ปวินมองว่า ในขณะนี้ สถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังจะเห็นจากความสนับสนุนจากประชาชนอย่างมหาศาลที่มีต่อยิ่งลักษณ์ช่วงหลัง การรัฐประหารที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงความไม่พอใจของสาธารณชนต่อการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ยิ่งลักษณ์ จึงจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ ที่รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจควบคุมเหนือกองทัพ

ในการทำเช่นนั้น ยิ่งลักษณ์คงต้องเจอกับคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อกับเธออย่างแน่นอน เนื่องจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เพียงทหารที่จงรักภักดีทั่วไป และต่อต้านทักษิณ ชินวัตรอย่างเปิดเผยเท่านั้น แต่เขายังมีบทบาทในการแทรกแซงทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งลักษณ์อาจจะพบว่า ในการทำงานร่วมมือกับคนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็นพอสมควร คำถามจึงมีอยู่ว่า ถ้าเช่นนั้น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมควรไล่ประยุทธ์ออกในฐานะผู้บัญชาการกองทัพบกหรือไม่ ปวินเห็นว่า มีเหตุผลห้าประการที่ยิ่งลักษณ์ควรทำเช่นนั้น

ประการแรก พลเอกประยุทธ์ ไม่เป็นกลางทางการเมือง ทั้งๆ ที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก เขาไม่ควรจะเลือกข้าง เนื่องจากการทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้สังคมไทยแบ่งขั้วมากขึ้นไปอีก ดังจะเห็นที่จากที่ พล.อ. ประยุทธ์ ออกมาประกาศทางโทรทัศน์ต่อประชาชนไทย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ก่อนการเลือกตั้งว่า ให้เลือก”คนดี” เข้ามาทำงาน การประกาศดังกล่าว ทำให้ทางพรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นการโจมตีความนิยมของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งปวินมองว่า ในความเป็นจริงแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ไม่ควรจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ ออกมาเลยเสียด้วยซ้ำ

ประการ ที่สอง พล.อ. ประยุทธ์ ยังคงดึงสถาบันฯ ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเขาเองจะเป็นผู้ออกมาเตือนนักการเมืองว่าไม่ให้ทำเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์อ้างว่า มีความพยายามรณรงค์เรื่องการต่อต้านสถาบันฯ อยู่ในกลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ และยังอ้างด้วยว่า หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้พบหลักฐานที่หมิ่นสถาบันฯ อยู่จำนวนมาก

ปวิ นมองว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาโดยตลอด เช่นเดียวกับกองทัพ ที่ใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อปกป้องรักษาจุดยืนทางการเมืองของตนเอง และการที่พล.อ. ประยุทธ์ อ้างถึงกฎหมายดังกล่าวอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้ จะเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการสร้างความปรองดองของรัฐบาล

ประการที่สาม ปวินมองว่า ตัว พล.อ. ประยุทธ์นั้นเล่นการเมืองมากเกินไป ทำให้เราไม่สามารถหาความสม่ำเสมอในการกระทำและคำพูดของเขาได้มากเท่าใดนัก ซึ่งในฐานะทหารผู้ที่ออกมาประกาศศัตรูอย่างชัดเจนในทางสาธารณะนั้น เขาสมควรจะต้องรักษาคำพูด โดยในขณะที่เขาออกมาเตือนคนไทยก่อนการเลือกตั้งว่า ไม่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย แต่ทันใดที่ผลการเลือกตั้งออกมา พล.อ. ประยุทธ์ก็รีบไปแสดงความยินดีกับยิ่งลักษณ์ทันที เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังหีบเลือกตั้งปิดลง

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พล.อ. ประยุทธ์ยังกล่าวว่า “สิ่งเดียวทีเราขอร้อง คือให้ทุกฝ่ายอย่าหมิ่นสถาบัน หรือดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง” แต่ดังที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ในบทความว่า พล.อ. ประยุทธ์ต่างหากที่เป็นผู้ดึงสถาบันฯ ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง และกล่าวหาสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางส่วนว่า ไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน

ประการ ที่สี่คือ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทในการปราบปรามประชาชนในเดือนเมษายนและพฤษภาคมปีที่ แล้ว โดยมีรายงานว่า เขาอาจเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งการดังกล่าว และจนปัจจุบัน ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารคนใดที่ต้องออกมารับผิดชอบกับอาชญากรรมที่กระทำต่อ ผู้ชุมนุมมือเปล่า และสารคดีของสำนักข่าวบีบีซีโดยเฟอร์กัล คีน ที่เผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ ก็ยังชี้ว่า ทหารเป็นผู้ที่มีส่วนรับรับผิดชอบกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่าง แน่นอน

อย่างไรก็ตาม กองทัพภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ์ กลับมองว่า เรื่องที่ต้องทำมากที่สุด คือการกำจัดศัตรูภายในประเทศ หากแต่การสมานแผลในสังคมไทยจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่าเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม และวิธีคิดดังกล่าวของกองทัพ จะไม่ช่วยทำให้สภาพการณ์ของสังคมไทยที่ปราะบางอยู่แล้วดีขึนแม้แต่น้อย

ประการ สุดท้าย ปวินชี้ว่า พล.อ. ประยุทธ์ ขาดความคิดที่เหมาะสมทางด้านการทูต จะเห็นจากการที่เขา “ประกาศสงคราม” กับกัมพูชา และนำนโยบายต่างประเทศที่ยึดความมั่นคงเป็นศูนย์กลาง และล้าหลังกลับมาใช้ นอกจากนี้ ทัศนคติที่ก้าวร้าวต่อกัมพูชาของพล.อ. ประยุทธ์ ที่มีส่วนมาจากประเด็นทางการเมืองของกรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร จะเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของรัฐบาลใหม่ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีต่อ รัฐบาลกัมพูชา และสร้างสันติภาพและความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศที่อยู่บริเวณชายแดน

"ถึงเวลาแล้วที่นายกฯ สตรีผู้นี้ จะปฏิบัติตนเฉกเช่นนักรบที่กล้าหาญ และไล่ผู้ที่ทำความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของชาติผู้นี้ออกไป" นักวิชาการด้านการระหว่างประเทศระบุในท้ายบทความ

1ปี3เดือนฆ่าหมู่ราชประสงค์ ฮิวแมนไรต์ฯกดดันปูเอาผิดฆาตกร-ฟันหัวโจกพธม.หลังดองคดี3ปีลอยนวล

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 สิงหาคม 2554

1ปี3เดือนรำลึกนักสู้ธุลีดิน,ให้กำลังใจนักโทษการเมือง,ยื่นประกันทั่วประเทศ


ในวันนี้( 19 สิงหาคม ) ครบรอบ 1 ปี 3 เดือน การสลายการชุมนุม ณ ราชประสงค์ มีกิจกรรมหลายอย่าง คือกลุ่มญาติวีรชน นำโดยคุณพะเยาว์ อัคฮาด คุณแม่น้องเกด ร่วมกับ กลุ่มนักกิจกรรมเสื้อแดงอีกหลากหลายกลุ่ม ร่วมกันจัดกิจกรรมทำบุญ ที่วัดปทุมในเวลา 10 โมงเช้าที่บริเวณวัดปทุมวนาราม

นักกิจกรรมกลุ่มต่างๆร่วมกันจัดพิธี เผากงเต็กให้วีรชน หน้าป้ายราชประสงค์ ในเวลา 5 โมงเย็น และตั้งเวทีปราศัยรำลึกวีรชน พิธีจุดเทียนแดง ร่วมร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน การปราศรัยของภาคพลเมืองโดยเวทีราษฎร

กิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง"ครั้งที่ 2 แสดงพลังและแสดงน้ำใจเพื่อเพื่อนเราในเรือนจำทั่วประเทศ พร้อมๆกัน และจะมอบน้ำใจ เป็น ของใช้ที่จำเป็นแด่เพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำ

รวมไปถึงกิจกรรมส.ส.พรรคเพื่อไทยรวมพลังยื่นประกันนักโทษการเมืองทั่วประเทศที่ยังติดคุกอยูมากกว่า 100 รายทั่วประเทศ

เตรียมขุดศพที่ระยอง100กว่ารายตรวจพิสูจน์เป็นศพเสื้อแดงหรือไม่


สำนักข่าวไทย รายงาน ว่า เมื่อเวลา 16.30 น.วานนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการสำนักกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ จ.ระยอง เพื่อตรวจสอบศพที่ฝังอยู่ตามวัดต่างๆ ในเขตอำเภอแกลง จ.ระยอง หลังได้รับการร้องเรียนจากนายระพินทร์ พรานนท์สถิต แกนนำคนเสื้อแดงระยอง ว่ามีการนำศพกว่า 100 ราย มาฝังตามวัดต่างๆ ในเขตอำเภอแกลง ซึ่งศพดังกล่าวอาจจะเป็นศพคนเสื้อแดงที่หายไป

จากการตรวจสอบวันนี้ พบว่าบริเวณป่าช้าของวัดต่างๆ ที่มีการฝังศพจำนวนมากดังกล่าวรวม 3 วัด แยกเป็นวัดคลองตากวา หมู่ 1 ต.ซากพง จำนวน 72 ศพ วัดสมอโพรง 32 ศพ และวัดห้วยยาง 61 ศพ ทั้งนี้ จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ทราบว่าศพจำนวนมากดังกล่าวถูกนำมาฝากฝังไว้ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2553 ไม่มีหลักฐานการตายที่ชัดเจน โดยทางมูลนิธิพุทธศาสตร์สงเคราะห์ อ.แกลง นำมาจาก จ.ชุมพร มาฝากฝังไว้ และจะทำการขุดในปี 2555 เบื้องต้นได้สั่งอายัดศพทั้งหมดไว้เพื่อจะขุดขึ้นมาตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอและ ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่หายไปหรือไม่ คาดว่าจะเริ่มขุดในวันพรุ่งนี้

ฮิวแมนไรต์ว็อชต์ยื่นหนังสือนายกฯยิ่งลักษณ์ให้อำนาจคอป.เอาผิดผู้บงการสังหารหมู่-เร่งเอาผิดแกนนำเสื้อเหลือง



3 พฤษภาคม 2554 ฮิวแมนไรท์ว็อตช์แถลงยันทหารฆ่าเสื้อแดง แต่กลับไม่ถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ฮิวแมนไรท์วอทช์ องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำของโลกที่เคยชี้ชัดว่า ทหารได้สังหารคนเสื้อแดงและเรียกร้องอย่าปล่อยคนผิดลอยนวล เพราะไม่เคยมีการดำเนินคดีกับทหารและรัฐบาล ได้ส่งข้อเสนอนโยบายสิทธิมนุษยชนถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร (รายละเอียดของคำแปลภาษาไทยของจดหมายฉบับเต็มตามเอกสารแนบด้านท้ายข่าวนี้) โดยมีประเด็นสำคัญที่ขอให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ ในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ดังต่อไปนี้ คือ

1.ให้ออกคำสั่งอย่างชัดเจน และเปิดเผยให้กองทัพ, ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลรวมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวนรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2.ผ่านมติคณะรัฐมนตรีที่มอบอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานแก่ คอป. และมอบทรัพยากรที่จำเป็นต่อการที่ คอป. จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ

3.ประเมินสถานะของผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการ ชุมนุม ประท้วงของ นปช. และคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับรองว่า บุคคลเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามหลักนิติรัฐ และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยประกันตัว

4.ยุติมาตรการปิดกั้นสื่อทั้งหมดที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ในการ แสดงออกทันที และประกาศนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชกำหนดการบริหาราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน,พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยมีรายละเอียดของหนังสือที่ยื่นต่อนายกฯยิ่งลักษณ์ ดังต่อไปนี้


เรื่อง วาระด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับรัฐบาล
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ขอแสดงความยินดีต่อชัยชนะในการเลือกตั้งของท่าน และการที่ท่านรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อ

ฮิวแมนไรท์วอทช์ เป็นองค์การเอกชนที่ตรวจสอบ และรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ ในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยเราได้รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเกือบสามทศวรรษ

ในระหว่างที่ท่านกำลังเตรียมร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภานั้น เราขอเรียกร้องในท่านระบุแนวทางแก้ไขประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญๆ ในประเทศไทย ดังต่อไปนี้

การรับผิดต่อความรุนแรงทางการเมือง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกันกับเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง
ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2553 ประเทศไทยเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่การชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านรัฐบาลทหารเมื่อปี 2535 โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน และบาดเจ็บอีกมากกว่า 2,000 คน

การวิจัยของฮิวแมนไรท์วอทช์พบว่า ปัจจัยที่นำไปสู่การสูญเสียดังกล่าวประกอบด้วย การ ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลใช้กำลังในระดับที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต อย่างเกินกว่าเหตุ และปราศจากความจำเป็น, การโจมตีที่เกิดขึ้นจากกองกำลังติดอาวุธภายในแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อแดง”, และการที่แกนนำบางคนของ นปช. ปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง (ดูรายละเอียดในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ “Descent into Chaos” (http://www.hrw.org/reports/2011/05/03/descent-chaos)

อย่างไรก็ตาม ขณะที่แกนนำผู้ชุมนุมประท้วง และสมาชิกระดับต่างๆ ของนปช. ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำความผิดร้ายแรง กลับปรากฏว่า มีความคืบหน้าน้อยมากในการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตำรวจในการดำเนินคดีกับทหาร และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เราขอเรียกร้องให้ขั้วการเมืองฝ่ายต่างๆ ให้การสนับสนุน และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการสอบสวนที่มีความน่าเชื่อถือ, เป็นอิสระ และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน
รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องนำตัวผู้ที่รับ ผิดชอบมาลงโทษเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งยังจะช่วยยุติวงจรของความรุนแรง และวัฒนธรรมการไม่รับผิดที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่สอบสวน และนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553

อย่างไรก็ตาม คอป. กลับไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในการซักถามพยานที่ไม่เต็มใจที่จะร่วมมือด้วย โดยเฉพาะตำรวจ และทหาร นอกจากนี้ คอป. ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับแผนการจัดกำลัง และปฏิบัติการ, รายงานการชันสูตรศพ, ปากคำของพยาน, ภาพถ่าย และวิดีโอจากกองทัพ และ ตำรวจ

เรายินดีที่ท่านกล่าวระหว่างการรณรงค์หาเสียง และภายหลังการเลือกตั้งว่า รัฐบาลของท่านจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการสอบสวนของ คอป. ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดอง

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านมอบอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลัก ฐานแก่ คอป. และจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพของ คอป. พร้อมกันนั้น รัฐบาลของท่านควรรับรองว่า กองทัพบก และเหล่าทัพต่างๆ, ตำรวจ และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับ คอป. และกระบวนสอบสวนของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านอนุญาตให้ คอป. สามารถรับ การ สนับสนุนด้านต่างๆ อย่างเต็มที่จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และหน่วยงานอื่นๆ ของสหประชาชาติ, รัฐบาลต่างชาติ และองค์การสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย และต่างประเทศ

การสอบสวนของ คอป. พบว่า มีคนนับร้อยที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วง ทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วนั้น โดยถูกตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงอย่างเหวี่ยงแห และปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ อันเป็นผลมาจากแรงกดดันทางการเมืองของรัฐบาลชุดที่แล้ว

บุคคลเหล่านั้นจำนวนไม่ได้รับการประกันตัว รัฐบาลของท่านควรเร่ง ดำเนิน การตรวจสอบสถานของบรรดาผู้ที่ถูกควบคุมตัวดังกล่าว และรับรองว่า พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิในการมีที่ปรึกษาทางกฎหมาย และสิทธิในการได้รับการประกันให้ปล่อยตัวชั่วคราวในกรณีที่ไม่เหตุผลที่ เชื่อได้ว่า บุคคลเหล่านนั้นจะหลบหนี, แทรกแซงพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายต่างๆ

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความสำเร็จในการสอบสวนอย่างจริงจังเกี่ยวกับการ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และการกระทำความผิดทางอาญาของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสื้อเหลือง” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2551 การดำเนินคดีกับแกนนำ และสมาชิกของ พธม. มีความล่าช้า โดยหลายคดียังไม่มีการไต่สวนในศาล เช่นเดียวกันกับความล่าช้าในการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงของ พธม.

ขณะเดียวกันรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีความคืบหน้าในการเอาผิดกับนักการ เมือง ที่ถูกระบุว่า เป็นผู้รับผิดชอบสั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุในการสลายผู้ ชุมนุมประท้วง พธม. ที่บริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้ท่านจัดให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ, โปร่งใส และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นระหว่างความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2551 ด้วย

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการส่งเสริมความยุติธรรม และความปรองดองทางการเมือง
รัฐบาล ไทยควรจัดให้มีการชดเชย และเยียวยาอย่างรวดเร็ว, เป็นธรรม และเพียงพอแก่เหยื่อ และครอบครัวของพวกเขาจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง, การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการกระทำความผิดอื่นๆ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขณะเดียวกันก็ควรจะต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่เสียชีวิต, ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญเสียทรัพย์สินเนื่องจากการชุมนุมประท้วงด้วย

ประการสุดท้าย เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการปฏิรูปหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับใช้ กฏหมายอย่างจริงจังเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับมือกับการชุมนุมประท้วงได้ อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงหลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลัง และอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

ทั้งนี้ การปฏิรูปดังกล่าวควรจะต้องครอบคลุมถึงการจัดการฝึกอบรม และการฝึกทบทวนเป็นระยะๆ เพื่อให้ตำรวจสามารถรับผิดชอบสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ เช่น การควบคุมเหตุการณ์จลาจล และการชุมนุมประท้วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันก็จะต้องดำเนินการเอาผิดกับให้เจ้าหน้าที่คนใดก็ตามที่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างปฏิบัติการสลายการชุมนุมประท้วง

ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จังหวัดปัตตานี, ยะลา และนราธิวาสที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกลายเป็นฉากของความขัดแย้งที่มีการ ใช้กำลังอาวุธอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 4,000 คน โดยประมาณร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือน ทั้งไทยพุทธ และมลายูมุสลิม กลุ่มนักรบเพื่อเอกราชปัตตานี (Pejuang Kemerdekaan Patani) ในเครือข่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (Barisan Revolusi Nasional-Coordinate) ก่อเหตุโจมตี และสังหารพลเรือนเป็นประจำ จนสร้างความหวาดกลัวแผ่ไปในวงกว้าง

รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง “No One Is Safe” (http://www.hrw.org/en/reports/2007/08/27/no-one-safe) ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือขับไล่ชาวไทยพุทธ, ควบคุมชาวมลายูมุสลิม และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของทางการไทย

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการของรัฐบาลในการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ส่งผลให้เกิดการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก เช่น การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม, การบังคับให้สูญหาย, การคุมขังโดยพลการ และการทรมาน รวมทั้งการที่บุคลากรบางส่วนในกองกำลังฝ่ายความมั่นคง และหน่วยอาสาสมัครของรัฐบาลปฏิบัติการแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟันเพื่อตอบโต้การ โจมตีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่กลับยังไม่มีนำตัวเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้มาดำเนินคดีลงโทษได้สำเร็จแม้แต่รายเดียว จนถึงขณะนี้

รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาล้มเหลวในการแก้ไขคดีเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้ สูญ หายที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุไว้ในรายงานเรื่อง “It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed” (http://www.hrw.org/reports/2007/03/19/it-was-suddenly-my-son-no-longer-existed)

พระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีการบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ปี 2548 ปกป้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่งคง และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของรัฐไม่ให้ถูกลงโทษจากการกระทำส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจฉุกเฉิน ปัญหาที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ขอรัฐยังคงดำเนินไปอย่างต่อ เนื่อง และปราศจากการรับผิดนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนำมาใช้ อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุโจมตีต่างๆ และการรับสมาชิกใหม่เข้าร่วมขบวนการ

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลของท่านควรจัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างรอบด้านที่สอดคล้องกับ กฏหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และด้านมนุษยธรรม ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่รัฐบาลของท่านจะต้องสถาปนาอำนาจที่ชอบธรรมของฝ่าย พลเรือนในการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการต้องมีการสอบสวนอย่างรวดเร็ว, เป็นอิสระ และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดยเมื่อพบตัวผู้กระทำความผิดก็จะต้องดำเนินการลงโทษ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมียศ หรือตำแหน่งอะไรก็ตาม
เพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ เกิด ขึ้นระหว่างการควบคุมตัว รัฐบาลของท่านควรจะรับรองว่า บุคคลทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวโดยตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงนั้นจะถูกนำตัวไปไว้ในสถานที่ควบคุมตัวอย่าง เป็นทางการ และจะต้องไม่ถูกซ้อมทรมาน หรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายปราศจากมนุษยธรรม หรือถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวควรจะได้รับอนุญาตให้สามารถติดต่อกับครอบครัวอย่างสมํ่า เสมอ และสามารถติดต่อกับทนายความได้อย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวางใดๆ นอกจากนี้

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านเร่งลงนาม และให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหาย และพิธีสารรับ เลือกของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน รวมทั้งควรจะต้องดำเนินการให้กฎหมาย และมาตรการปฏิบัติต่างๆ ของประเทศไทยมีความสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศดังกล่าวด้วย

ขณะที่ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินไปเช่นนี้ รัฐบาลของท่านควรจัดให้มีการเยียวยาอย่างรวดเร็ว, เป็นธรรม และเพียงพอแก่เหยื่อ และครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้า หน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ นอกจากนี้ รัฐบาลของท่านยังควรจะให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบด้วย

นโยบายปราบปรามสิทธิมนุษยชนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เราเห็นด้วยว่า การเสพ และการค้ายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงในประเทศไทย แต่เราร้องขอให้ท่านอย่านำเอานโยบายที่ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลชุดก่อนๆ มาใช้ เราขอแนะนำให้ท่าน และรัฐบาลของท่านหลีกเลี่ยงที่จะกำหนดเป้าหมายในการ “กำจัด” ยาเสพติดให้หมดสิ้นไปภายในหนึ่งปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดในโลกก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง การกดดันเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตอบสนองต่อเส้นตายที่ไม่สมเหตุสม ผลดังกล่าวจะนำไปสู่การฆาตกรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ดังที่ฮิวแมนไรท์วอทช์บันทึกไว้ในรายงานเกี่ยวกับนโยบาย “สงครามต่อต้านยาเสพติด ปี 2546” เรื่อง “Not Enough Graves” (http://www.hrw.org/reports/2004/07/07/not-enough-graves)
ในชั้นต้น

รัฐบาลของท่านควรจะรับรองว่า นโยบายด้านการปราบปรามยาเสพติดจะต้องไม่ซํ้ารอยความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นใน อดีต คณะกรรมการอิสระตรวจสอบศึกษาวิเคราะห์การกำหนดนโยบาย และปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด (คตน.) ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 พบว่า การกำหนดนโยบาย และการประเมินผล “สงครามยาเสพติด” ถูกผลักดันจากเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าที่จะยึดกรอบการเคารพสิทธิมนุษยชน และกระบวนการนิติรัฐ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านดำเนินการตามคำแนะนำของ คตน. ด้วยการจัดให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่มีคนถูกฆาตกรรมไปมากถึง 2,819 คนในระหว่างการทำ “สงครามต่อต้านยาเสพติด” เมื่อปี 2546 เพื่อที่จะนำตัวคนผิดมาลงโทษ และยุติวงจรของการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการไม่รับผิดที่ดำรงอยู่ในปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด นอกจากนี้ รัฐบาลของท่านยังควรที่จะมีนโยบายเกี่ยวกับการชดเชยอย่างรวดเร็ว, เป็นธรรม และเพียงพอแก่เหยื่อ และครอบครัวของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริบทของปฏิบัติการปราบปรามยา เสพติด

นอกจากนี้ เรายังมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้วเกี่ยวกับการ บังคับให้ผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัดในศูนย์ที่ควบคุมโดยกองทัพ และกระทรวงมหาดไทย โดยแต่ละปีมีคนประมาณ 10,000 ถึง 15,000 คนถูกส่งตัวเข้าไปรับการบำบัดการเสพยาเสพติดในศูนย์ที่ใช้วิธีการออกกำลัง แบบการฝึกทหารเป็นหลัก

คนจำนวนมากที่มีอาการลงแดงระหว่างอยู่ที่ศูนย์บำบัดดังกล่าวไม่ได้รับ การ รักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ และคนจำนวนมากหวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีกครั้งหนึ่งภายหลังจากที่ถูกปล่อยตัว ออกจากศูนย์บำบัด

เราขอแนะนำให้รัฐบาลของท่าน ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการลดความหวาดกลัวของผู้ใช้ยาเสพติดในการที่ จะเข้ารับบริการสาธารณสุขด้วยการประกาศว่า ผู้ใช้ยาเสพติดที่ไปแสดงตัวขอรับบริการดังกล่าวจะไม่ถูกดำเนินคดีลงโทษ หรือบังคับให้เข้ารับการบำบัดโดยไม่สมัครใจ นอกจากนี้ รัฐบาลของท่านยังควรจะยกเลิกนโยบายใดๆ ที่มีผลในทางที่กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่นจับกุมผู้ที่ต้องสงสัยว่าใช้ยาเสพติด เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก

เสรีภาพในการแสดงเป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการส่งเสริมประชาธิปไตย และการปรองดองทางการเมืองในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ได้มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ และคัดค้านรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา และเพื่อตอบโต้ต่อการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลโดย นปช.

เมื่อปีที่แล้ว ทางการไทยได้ยังคับใช้อำนาจฉุกเฉินปิดเว็บไซต์มากกว่า 1,000 เว็บไซต์, สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม, สถานีโทรทัศน์ออนไลน์, สิ่งพิมพ์ และสถานีวิทยุชุมชนมากกว่า 40 สถานี ถึงแม้จะมีการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินไปเมื่อเดือนธันวาคม 2553

รัฐบาลชุดที่แล้วก็ยังคงมุ่งปิดกั้นสื่อต่างๆ ของ นปช. ต่อไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการวิทยุโทรทัศน์ (กสทช.) บุกปิดสถานีวิทยุชุมชนในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง 13 สถานี เนื่องจากกองทัพบกร้องเรียนว่า สถานวิทยุชุมชนเหล่านั้นเผยแพร่รายการที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันพระมหา กษัตริย์

ทางการไทยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา (ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์) เป็นเครื่องมือเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ต และดำเนินคดีกับผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับ นปช. โดยกล่าวหาว่า บุคคลเหล่านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเมินว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า 400 คดีในปี 2553 ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้านั้นมากกว่าสามเท่า (164 คดี)

ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาว่า กระทำความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ ประกันตัว และจะถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำนานหลายเดือนระหว่างที่รอการพิจารณาคดี โดยมีหลายกรณีที่การพิจารณาคดีดำเนินไปอย่างปิดลับ และมีการพิพากษาลงโทษอย่างรุนแรงในหลายกรณี เช่น ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี และธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี

รัฐบาลของท่านควรยุติมาตรการปิดกั้นสื่อทั้งหมดที่มีลักษณะเป็นการ ละเมิด สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทันที และดำเนินการแก้ไขพระราชกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ เรายังขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐาน หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อกำหนดให้การฟ้องร้อง และการดำเนินคดีสามารถกระทำได้โดยภาครัฐเท่านั้น เพราะการปล่อยให้ประชาชนทั่วไปสามารถกล่าวหาบุคคลอื่นว่า กระทำความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ใน

ขณะนี้นั้นเปิดโอกาสให้มีการนำเอากฏหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และยังเป็นเรื่องยากที่เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธไม่รับดำเนินการ เนื่องจากกลัวว่า ตนเองจะกลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาไปเสียเองว่า ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
การคุ้มครองผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน

การสังหารผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมในภาคส่วนต่างๆ ของ ประชาสังคมเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของประเทศไทย โดยตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา มีผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมถูกฆาตกรรมไปแล้วมากกว่า 20 คน

แต่การสอบสวนคดีส่วนใหญ่กลับเผชิญอุปสรรคจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ ต่อ เนื่อง และไม่มีประสิทธิภาพของตำรวจ, ความล้มเหลวในการคุ้มครองพยาน และความล้มเหลวในการเอาชนะอิทธิพลทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีเหล่านี้

แม้แต่คดีร้ายแรงที่ถูกมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่มีความคืบหน้า ในการ นำตัวคนร้ายมาดำเนินคดีลงโทษ เช่น คดีพระสุพจน์ สุวโจ นักอนุรักษ์ป่าที่ถูกแทงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 และคดีทนายสมชาย นีละไพจิตรที่บังคับให้สูญหายโดยตำรวจกลุ่มหนึ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ภายหลังจากที่เขาเปิดโปงการซ้อมทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ โดยตำรวจในปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐบาลของท่านควรปฏิบัติตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยผู้พิทักษ์สิทธิ มนุษยชน ด้วยการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนต่อสาธารณะว่า จะคุ้มครองประชาชนที่อุทิศตนในการปกป้องสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

การคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัย และการป้องกันไม่ให้มีการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย

ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 2494 และพิธีสาร ปี 2510 รวมทั้งยังไม่มีกฏหมายภายในประเทศเกี่ยวผู้ลี้ภัย ทางการไทยละเมิดข้อห้ามระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย และผู้ที่แสวงหาการคุ้มครองไปยังประเทศที่พวกเขาอาจจะเผชิญกับการถูกประหัต ประหาร ดังเช่นกรณีที่ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุไว้ในรายงานเรื่อง “Out of Sight, Out of Mind” (http://www.hrw.org/reports/2004/02/24/out-sight-out-mind)

ถึงแม้จะมีการประท้วงอย่างรุนแรงจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสห ประชา ชาติ และเลขาธิการสหประชาชาติ แต่เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 กองทัพบกก็บังคับส่งตัวชาวลาวม้ง 4,689 คน ซึ่งรวมถึงผู้ที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติกำหนดให้เป็น “บุคคลในความห่วงใย” จำนวน 158 คน กลับไปยังประเทศลาว นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2553 ทางการไทยก็ส่งชาวพม่านับพันคนที่หลบหนีภัยจากการสู้รบที่บริเวณพื้นที่

ชายแดนกลับไปยังประเทศพม่าก่อนที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชา ชาติ จะสามารถตรวจสอบ และประเมินว่า บุคคลเหล้านั้นต้องการเดินทางกลับอย่างสมัครใจหรือไม่

ในสมัยรัฐบาลของอภิสิทธิ์ ทางการไทยไม่ได้ปฏิบัติตามคำสัญญาที่จะจัดให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อปี 2551, 2552 และ 2554 ซึ่งกองทัพเรือผลักดันเรือที่บรรทุกชาวโรฮิงญาจากประเทศพม่า และประเทศบังคลาเทศกลับออกไปยังน่านนํ้าสากล จนเกิดข้อกล่าวหาว่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

ประเทศไทยไม่อนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติสามารถ ดำเนิน การตรวจสอบสถานะของชาวโรฮิงญาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของตำรวจตรวจ คนเข้าเมืองว่า บุคคลเหล่านั้นควรจะได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัยหรือไม่ และในขณะเดียวกัน ชาวโรฮิงญาเหล่านี้ก็ถูกควบคุมตัวอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากรัฐบาลพม่าปฏิเสธไม่ยอมรับว่า พวกเขาเป็นพลเมืองของประเทศพม่า (ดังนั้น ทางการไทยจึงไม่สามารถส่งชาวโรฮิงญาตัวกลับไปยังประเทศพม่า)

เหตุการณ์ข้างต้นเหล่านั้นทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นประเทศที่คุ้มครองดูแลผู้ลี้ภัย เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านเคารพพันธะระหว่างประเทศเกี่ยวกับการไม่ บังคับส่งกลับผู้ลี้ภัย โดยในเรื่องนี้ เรามีข้อเรียกร้องที่เฉพาะเจาะจงที่ขอให้รัฐบาลของท่านประกาศต่อสาธารณะว่า จะไม่บังคับผู้ลี้ภัยชาวพม่ามากกว่า 140,000 คนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนประเทศไทย-ประเทศพม่าให้ต้องเดิน ทางกลับไปยังประเทศพม่าอย่างไม่สมัครใจ นอกจากนี้

รัฐบาลของท่านยังควรที่จะรับรองว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติจะสามารถดำเนินการตรวจสอบสถานะของ ผู้ที่ขอความคุ้มครอง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ก่อนที่จะเนรเทศ หรือส่งตัวบุคคลเหล่านั้นกลับประเทศ นอกจากนี้ ในขณะที่ยังไม่มีกลไกของรัฐที่จะตรวจสอบประเมินคำขอลี้ภัยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รัฐบาลของท่านควรจะอนุญาตให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติกลับ เข้าทำหน้าที่ดังกล่าวตามอาณัติเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ลี้ภัย

ท้ายที่สุด เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ ภัย ปี 2494 และพิธีสาร ปี 2510 ในทันที เพื่อให้เป็นการสอดรับกับภาระความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงของประเทศไทยในการ คุ้มครองผู้ลี้ภัย
การส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าว

แรงงานต่างด้าวจากประเทศพม่า, ประเทศกัมพูชา และประเทศลาวยังคงถูกละเมิดสิทธิโดยนายจ้าง, ตำรวจ และ เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีการนำตัวคนผิดมาลงโทษ ดังที่ปรากฏในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง “From the Tiger to the Crocodile” (http://www.hrw.org/en/reports/2010/02/23/tiger-crocodile) ส่วนระบบการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวนั้นก็ถูกออกแบบมาไม่ดี และมีปัญหาในการนำไปปฏิบัติ จนทำให้แรงงานต่างด้านหลายแสนคนสูญเสียสถานะทางกฏหมาย นอกจากนี้ แรงงานต่างด้านที่เป็นผู้หญิงยังมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงทางเพศ และการค้ามนุษย์ด้วย

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านจัดให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส, เป็นอิสระ และไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้น เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างด้าวโดยตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่ดังกล่าวควรที่จะมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐาน และรายงานผลการสอบสวนต่อสาธารณะ รวมทั้งยังควรจะสามารถเสนอแนะให้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทำความผิด และเสนอแนะให้มีการแก้ไขกฎหมาย, ระเบียบ และนโยบายต่างๆ ที่ลิดรอน และละเมิดสิทธิของแรงงานต่างด้าว

เราขอเรียกร้องรัฐบาลของท่านให้ดำเนินมาตรการทุกอย่างที่จำเป็นต่อการ ยุติ การซ้อมทรมาน และการเละมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ของแรงงานต่างด้านที่เกิดขึ้นระหว่างที่บุคคลเหล่านั้นถูกควบคุมตัว รวมทั้งรับรองว่าจะมีการสอบสวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีลงโทษ

รัฐบาลไทยควรแก้ไขมาตรา 88 และมาตรา 100 ของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 เพื่ออนุญาตให้บุคคลทุกสัญชาติสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน และสามารถได้รับการยอมรับทางกฎหมายว่าพวกเขามีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของสหภาพ แรงงาน นอกจากนี้ยังควรจะมีการรับรองว่า การแก้ไขพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์นั้นจะเป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐาน ระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หมายเลข 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม

การสนับสนุนคณะกรรมการของสหประชาชาติที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายในประเทศพม่าทำให้ผู้ลี้ภัย และแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทะลักเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่รัฐบาลใหม่ของประเทศพม่าเข้าสู่ตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ ผ่านมา ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ คือ การเคารพเสรีภาพในการแสดงออก, เสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการชุมนุม, สถานการณ์เกี่ยวกับนักโทษการเมือง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล และกองกำลังของชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ที่มีการสู้รบ

รายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์เรื่อง “Dead Men Walking” (http://www.hrw.org/news/2011/07/12/burma-war-crimes-against-convict-porters)

กองกำลังฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลพม่าบีบบังคับให้นักโทษคดีอาญาจำนวน หลาย ร้อยคนทำงานเป็นลูกหาบในหน่วยทหารในพื้นที่สู้รบในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ลูกหาบที่เป็นนักโทษเหล่านั้นให้ทำหน้าที่เป็น “โล่มนุษย์” ด้วยการบังคับให้เดินฝ่าเข้าไปบริเวณที่มีกับระเบิดฝังไว้อย่างหนาแน่น และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้กองกำลังฝ่ายรัฐบาลพม่าถูกซุ่มโจมตี ลูกหาบเล่านี้ตกเป็นเหยื่อของการสังหารนอกเหนือกระบวนการยุติธรรม, การซ้อมทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ในฐานะที่ที่ประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดของประเทศพม่า และร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งยึดหลักการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลงในประเทศพม่าได้

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลของท่านแสดงท่าที่ที่แข็งขัน และชัดแจ้งในการสนับสนุนให้มีคณะกรรมการระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า เพื่อให้เกิดการรับผิดขึ้นในที่สุด โดยคณะกรรมการดังกล่าวควรสอบสวนรายงานเกี่ยวกับการละเมิดกฏหมายระหว่าง ประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และด้านมนุษยธรรมโดยทุกฝ่ายตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งหลายกรณีเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เราเชื่อว่า นอกจากการสอบสวนเช่นนี้จะช่วยสนับสนุน และคุ้มครองเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และยุติวงจรของการไม่รับผิดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในประเทศพม่าแล้ว ยังจะเป็นการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน และการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในประเทศพม่าด้วย

จากประเด็นต่างๆ ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น รัฐบาลของท่านควรเร่งดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้โดยด่วน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย

• ออกคำสั่งอย่างชัดเจน และเปิดเผยให้กองทัพ, ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลรวมมืออย่างเต็มที่กับการสอบสวนรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน
• ผ่านมติคณะรัฐมนตรีที่มอบอำนาจในการออกหมายเรียกพยานหลักฐานแก่ คอป. และมอบทรัพยากรที่จำเป็นต่อการที่ คอป. จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ
• ประเมินสถานะของผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ประท้วงของ นปช. และคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับรองว่า บุคคลเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามหลักนิติรัฐ และมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยประกันตัว
• ยุติมาตรการปิดกั้นสื่อทั้งหมดที่มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการ แสดงออกทันที และประกาศนโยบายที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชกำหนดการบริหาราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน, พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

เราเชื่อมั่นว่า ท่านจะพิจารณาข้อเสนอข้างต้น และให้ความสำคัญกับการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาล โดยเรายินดีที่จะหารือกับท่านโดยตรง รวมทั้งให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือต่างๆ เท่าที่จะสามารถทำได้ เราขอขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจพิจารณาความเห็นของเรา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบสนองด้วยดีจากท่าน

ขอแสดงความนับถือ

แบรด อดัมส์

ผู้อำนวยการแผนกเอเชีย

ฮิวแมนไรท์วอทช์

ใช้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้านทำภารกิจล่าแม่มด จิรายุ-ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯไม่กลัวจะโฉ่งฉ่างไปหรือ?

ที่มา Thai E-News


มือขวาจิรายุมาเอง-บทบาทของเสี่ยต้อย ในวาระนี้ ที่สวมบทบาทไล่ล่าแม่มดด้วยข้อหาหมิ่นฯนั้นดูหมิ่นเหม่มากเกินไปไหม เพราะใครในประเทศนี้ที่จะไม่รู้บ้างว่าเขามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผอ.สำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดร.จิรายุอย่างไร แนบแน่นขนาดไหน

และดร.จิรายุนั้นเป็นใคร?

ลำพังแค่คำถามและความสงสัยเพียงนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงแล้ว ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือไรในการให้ม้าใช้ใกล้ชิด-เสี่ยต้อยร้อยล้านรับงานนี้ ...หาคนไกลๆตัวหน่อยถามเสี่ยต้อยดูได้ ประเภทที่เนียนๆไม่โฉ่งฉ่าง ไม่มีบูมเมอแรงระดับนี้

ด้วยความห่วงใยดร.จิรายุ และด้วยความอยากร่วมเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ




สำนักงานของ TNews ตั้่งอยู่บนอาคารของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และตัวสนธิญาณ ผู้บริหารก็เป็นที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินฯ(บก.ลายจุด:โพสต์ลงเฟซบุ๊ค)


ผู้แทนของสำนักงานทรัพย์สินฯ-นายสนธิญาณ หนูแก้ว ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ขวาสุด)เมื่อครั้งเป็นตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯไปร่วมกิจกรรมการกุศลนัด หนึ่ง(ภาพข่าว:positioningmag)

-อ่านข่าวเพิ่มเติม:สนธิญาณ ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบเงินชวยเหลือทหารพลีชีพชายแดนเขมร 24 เมษายน 2554

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 สิงหาคม 2553

นักข่าวร้อยล้าน-เสี่ยต้อยกับชีวิตพอเพียงในคฤหาสถ์พื้นที่ 1 ไร่ริมทะเลสาบ และทรัพย์สินที่มีมากกว่า 100 ล้านในวันนี้


สำนักข่าวT-NEWSของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสนธิญาณ หนูแก้ว ได้ปักหลักทำสกู๊ปทาง"ช่องหอยม่วง"โทรทัศน์ช่อง 11 ให้ร้ายว่าเสื้อแดงเคลื่อนไหวล้มสถาบันเบื้องสูง อย่างต่อเนื่อง ในเวลานี้วิทยุเครือข่ายกองทัพบกเปิดช่องให้เขากล่าวหาฝ่ายเรีบกร้อง ประชาธิปไตยเป็นพวกล้มสถาบัน และวันนี้เขาใช้มวลชนจัดตั้งนี้ไปกดดันให้ปิดสิ่งที่เขาเรียกว่า"เว็บไซต์ หมิ่นฯ"

โดยวันนี้องค์กรมวลชนจัดตั้งนี้ได้ยื่นแถลงการณ์ ขอให้กำลังใจและสนับสนุน รมต.ICT ปราบเว็บหมิ่นอย่างเด็ดขาด โดยมีเนื้อหาแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ ขอให้กำลังใจและสนับสนุน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการถวายความจงรักภักดี โดยการปราบปรามเวปไซด์และเครือข่ายโซเชียล มีเดีย ที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒


ตามที่ได้มีเวปไซด์และเครือข่ายโซเชียล มีเดีย ของกลุ่มขบวนการที่จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น เวป นปช.ยูเอสเอ , ไทยอีนิวส์ ,ไทยฟรีนิวส์, Democray100 Percent เป็นต้น ได้ทำการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มาโดยตลอด

ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ประกาศว่ามีนโยบาย จะดำเนินการปราบปรามเวปไซด์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างเด็ดขาด นั้น

ประชาชนและเครือข่ายมวลชนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ดังมี รายนามข้างล่างนี้ เห็นว่า การประกาศนโยบายนี้ ได้เห็นในความตั้งใจจริงของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นนายทหารที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๒๓ เป็นนายทหารอากาศที่ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวมาแล้ว และท่านยังเป็นหัวหน้าฝูงบินขับไล่ F 16 ครั้งแรกนอกประเทศของกองทัพอากาศไทย และยังได้รับโล่เชิดชูเกียรติรางวัล “เชิดวุฒากาศ”จากโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการทหาร เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ฉะนั้นพวกเราจึงมาให้กำลังใจและสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ
เครือข่ายพิทักษ์จักรีวงศ์เขตกรุงเทพฯ


โดนจับได้ อุ๊ยตาย!อายจังหมอตุลย์รับงานสนธิญาณไปICTใช้รถคันเดียวกับปชป.หาเสียง



ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก มีการโพสต์แฉว่า รถคันที่หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ รับงานนายสนธิญาณไปยื่นหนังสือแถลงการณ์กับICTวันนี้(ภาพล่าง)เป็นคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นรถหาเสียงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยใช้บริการ(ภาพบน:จากข่าวสด) คือรถกระบะมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน ษต 5386 ลำโพง 8 หลอด
*********
น่าประหลาดที่ว่าชายผู้นี้ในอดีตเคยคุยกับใครต่อใครว่าเคยเข้าป่าจับปืน กับพรรคคอมมิวนิสต์ฯหวังพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สร้างสังคมใหม่ที่ไม่มี"เจ้า" เป็นอริราชศัตรูต่อราชบัลลังก์มาก่อน มาวันนี้เมื่อเป็นนักข่าวที่มีคำว่า"เสี่ย"100ล้านนำหน้า กลับใช้ข้อหาเดียวกับที่พวกฝ่ายขวาสุดโต่งเคยใช้เมื่อยุค30กว่าปีก่อน มาให้ร้ายขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเสื้อแดง...

นอกจากการทำสกู๊ปข่าวป้ายสีผ่านช่องหอยม่วงแล้ว เวบไซต์ tnewsของเสี่ยต้อยร้อยล้านก็โหมกระพือเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

กลางใจอำมาตย์-เมื่อไวๆนี้สนธิญาณให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขาเป็นสื่อที่เลือกข้างน้อยที่สุดแล้ว ค่อนข้างจะเป็นกลางมากที่สุด


ในซีรีส์ชุด"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่นที่เคยลงเผยแพร่ในไทยอีนิวส์ ผู้เขียนคือคุณ"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"กล่าวในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า สนธิญาณ หนูแก้ว ดูจะมี"ภารกิจลับ"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯใน การเปิดข่าวสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นายกฯ นำไปสู่การประท้วงขับไล่สุจินดาออก จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทานรอบ 2 และเขาเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ได้ แต่หุ้นส่วนแตกคอกันเสียก่อน

การกลับมาของสนธิญาณหนนี้ในการใช้สื่อช่อง 11 โจมตีว่าเสื้อแดงจะล้มสถาบัน และประกาศโจมตีทางเวบไซต์tnewsของเขาจึงน่าจับตามองว่าต้อยสนธิญาณได้รับ ภารกิจลับระดับสูงอะไรมาอีกหรือไม่?

ด้านล่างนี้คัดมาจากซีรีส์ลากไส้สื่อเหี้ย ตอน"จากไดโนเสาร์วิวัฒนาการมาเป็นเหี้ย"

*นอกจากรายการทีวีทางช่องหอยม่วงแล้ว เสี่ยต้อยร้อยล้านยังออกหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คให้ร้ายขบวนการประชาธิปไตยด้วย


สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว) ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวINNซึ่งมีบทบาทสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่สุดบิ๊กสุต้องเสียสัตย์เพื่อชาติมาเป็น นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเขาต้องตามไปแก้ไขในตอนจบของเหตุการณ์แบบลึกลับ

ทีนี้เพื่อตอบคำถามว่าทำไมชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เพื่อนผู้พี่ของต้อย ตอนนี้ดูจะออกแนวเหลืองๆ ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เป็นเรื่องที่ชัชรินทร์เคยบอกคนใกล้ชิดว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้ให้ตายไปกับตัว ...

อย่างที่ผมเล่าไปว่าชัชรินทร์ชอบคบคนไม่มีอำนาจ หรือหมดอำนาจแล้ว มันก็มีองค์กรหนึ่งเคยมีอำนาจ ดันมาหมดอำนาจเพราะป่าแตก ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์...ชัชรินทร์ก็ไปเอาพิรุณ ฉัตรวณิชกุล กรรมการกลางพรรคฯมาลงสัมภาษณ์ในหนังสือรายสัปดาห์ของเขา พิรุณก็พูดไปหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องสมัชชา4พคท.ที่ทำให้ป่าแตก แล้วก็แนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ

แต่ความซวยมาเยือน ทางการจับพิรุณได้พร้อมกับเมียคืออาจารย์ชล ตอนนั้นตั้งท้องแก่อยู่เป็นที่น่าอนาถมาก ชัชรินทร์ก็ต้องไปนอนคุกด้วย ตรงนี้จะเห็นว่าชัชโดนคุกข้อหาเป็น”แดง” มาวันนี้เสือกออก”เหลือง”นี่คนคงงองู2ตัวแดก

ชัชรินทร์ยังมีความสนิทสนมกับพวกป่าแตกอีกหลาย ในนั้นรวมทั้งคนเขียนหนังสือเรื่อง”จากดอยยาวถึงภูผาจิ”ชื่อนามปากกาจันทนา ฟองทะเล ฟังแล้วออกหญิงแต่แกเป็นผู้ชายนะฮะ แล้วก็ไปทำงานที่มหาลัยรังสิต กลายเป็นมือขวาดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ไป

ในยุครสช.มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมขึ้นพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ เป็น หัวหน้าพรรค ส่วนประธานสภาดร.อาทิตย์ได้เป็น และเป็นหนแรกในรอบหลายสิบปีที่ให้ประธานสภาผู้แทน เป็นประธานรัฐสภา มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อทูลเกล้าใครเป็นนายกฯ

ตามคิวก็ต้องเป็นพ่อเลี้ยงณรงค์ แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ดันโดนสำนักข่าวINNที่เพิ่งตั้งได้หมาดๆแฉว่าแกค้าผงขาวตราสิงโตคู
่เหยียบลูกโลก จนอเมริกาไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ


สำนักข่าวINNนั้นก่อตั้งโดยเพื่อนผมคือไอ้ต้อย-สนธิญาณ หนูแก้ว(ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นชื่นฤทัยในธรรม เพราะมันชักแก่วัด) ไอ้ต้อยนี่เป็นคนปักษ์ใต้ ตัวดำสะตอพันธุ์แท้ เข้าป่ามาออกมายังไงไม่รู้ เสือกไปสนิทกับอาจารย์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาซะงั้น อาจารย์จิรายุก็คือผู้อำนวยการทรัพย์สินฯไง พูดง่ายๆคือคนหาเงินให้ข้างบน

ไอ้ต้อยก็ให้อาจารย์จิรายุหนุนตั้งสำนักข่าวขึ้นมา ส่วนว่าINNไปเล่นพ่อเลี้ยงณรงค์จนชวดเก้าอี้นายกฯ เลยไปจบที่สุจินดา จนบานปลายเป็นพฤษภาทมิฬนี่ถือเป็น”แผนสมคบคิด”กันหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากเดา เพราะไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่มันมีความเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ ใครจะอยากสงสัยก็เชิญ ผมไม่เกี่ยว

พอเกิดพฤษภาทมิฬ ไอ้ต้อยก็ไปม็อบลุยกันใหญ่วันที่ยิงกันหน้าโรงแรมรอแยล ใครจะหนีก็ช่าง แต่ไม่ใช่ไอ้ต้อย ไอ้นี่บัญชาการลุยแถวหน้าเลยทีเดียว มันบอกมี"พระดี"เลยรอดมาได้

พอพฤษภาทมิฬจบ ในหลวงเรียกเด็กๆเข้าไปหมอบ แล้วฟาดก้นคนละป๊าบให้เลิก แต่ปัญหาไม่จบ เพราะต้องตั้งนายกฯใหม่ พวกพรรคสามัคคีธรรมก็หน้าด้านบอกว่า ก็พวกประท้วงอยากได้นายกฯจากการเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ งั้นพวกกูก็ขอใช้สิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคคนใหม่คือพล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ เป็นนายกฯ คนก็ยี้กันทั้งประเทศ ขอให้ยุบสภา แต่ตอนนั้นนายกฯก็ไม่มี มันก็ต้องหา หาไม่โดนใจเดี๋ยวมีม็อบภาค2อีก เพราะม็อบยังไม่แตกสนิท ไอ้ตู่จตุพรพาคนหลบไปสมรภูมิม.รามฯอยู่

อันนี้เรื่องของเรื่องเลยมาถึงบทตัวพระออกโรง คือชัชรินทร์นี่รู้จักกับจันทนา ฟองทะเล มือขวาของดร.อาทิตย์ที่เป็นประธานสภา อีกฟากก็สนิทกับไอ้ต้อย มือขวาอาจารย์จิรายุชนิดเป็นพี่น้องรักกันมาก ชัชรินทร์เลยต้องเป็นmatch makerไป

ชัชรินทร์เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาก็ได้ตัวประธานสภามาอยู่กับเขา แล้วเขาก็ได้ดร.จิรายุพาเข้าวัง ตอนเข้าวังไปนี่ชัชรินทร์ซึ่งเคยถูกจับข้อหาคอมฯก็บอกว่าทึ่งมาก เพราะในห้องทรงงานเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ไฮเทค ชนิดที่ว่าแฟ็กซ์นี่เพิ่งมีกันในเมืองไทยตอนนั้น แต่ห้องทรงงานนั้นน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันแล้ว...อย่าลืมว่าเป็นพ.ศ.2535 นะ

ขอข้ามเรื่องวงในไป เดี๋ยวผมจะซวยฐานรู้มากแล้วเอามาเผยในที่แจ้ง สรุปก็คือตามที่คนไทยและชาวโลกตกตะลึงกันตอนนั้นคือ แทนที่รถของวังจะนำตราตั้งพระบรมราชโองการไปบ้านพล.อ.อ.สมบุญที่แต่งตัวชุด ขาวรออยู่ท่ามกลางสำนักข่าวเพียบ และเสียงคนด่าแม่ทั้งประเทศ ก็ขับเลยไปบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน และก็เรียบร้อยโรงเรียนจิตรลดาอย่างที่รู้กัน อานันท์เป็นนายกบร๊ะราชทานรอบ2!

ความสัมพันธ์ของชัชรินทร์กับสนธิญาณก็เหนียวแน่นยาวนานมาป่านนี้ ตอนนี้สนธิญาณก็ตั้งกลุ่มห่าเหวอะไรซักอย่างมั้ง ที่ให้สินบน1ล้านจับไอ้เหลี่ยมนั่นแหละ ส่วนชัชรินทร์ก็มาสัมพันธ์กับพี่เปลว ไทยโพสต์ที่แกเกลียดเหลี่ยมยังกะขี้ด้วย ก็เลยอาจจะเหลืองไปด้วย

คนหนังสือพิมพ์นี่อย่างผมด่าไปหากไม่ขายวิญญาณให้ซาตานเพราะกลายเป็นหมา หิวเงิน ก็อาจขายด้วยเหตุผลพิเศษอื่นๆ อย่างกรณีของชัชรินทร์นี่ไม่รู้ขายไปหรือยัง ก็ลองสดับดู...

และส่วนว่าไอ้ต้อยคัมแบ็คมามีบทบาททางการเมืองหนนี้มันมีมิชชั่นลับ"ระดับสูง"เหมือนตอนพฤษภาทมิฬหรือไม่ ก็คอยดูๆกันไป




ในแวดวงนักข่าวแล้วต้อยมีสายสัมพันธ์แน่นเหนียวกับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ นอกจากนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุนันท์ ศรีจันทรา ที่ตอนนี้จัดรายการทางทีวีวิทยุให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดงทุกวัน และมักชวนคนดูคนฟังของสุนันท์ให้เตรียมใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง รวมทั้งสนิทสนมกับสำราญ รอดเพชร โฆษกพันธมิตรด้วย

ต้อยยังแนบแน่นกับเอ๋-สมชาย แสวงการ ในยุคทำงานINN ทั้งสองถึงขั้นเปิดผับแถวซอยรางน้ำร่วมกัน ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋ มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์

ขณะที่ในสำนักข่าวINNในปัจจุบันยุคของ"ลุงชาวใต้"ซึ่งเป็นทายาทที่เสี่ย ต้อยสร้างไว้ ดูจะได้รับอิทธิพลจากเสี่ยต้อยลูกพี่เก่าไม่น้อย สังเกตจากพาดหัวข่าว หรือข่าวที่ส่งทางSMSมักจะมีธงมีทางที่คอยดิสเครดิสเสื่อแดง ฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และอิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC

ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน-ต้อยกับ เอ๋-สมชาย แสวงการ(ซ้าย)ยุคทำงานINN ทั้งสองถึงขั้นเปิดผับแถวซอยรางน้ำร่วมกัน ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋ มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์



ต้อย สนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าวรวยระดับ100 ล้านในวันนี้ ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร ดังความข้างล่างนี้

สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวี และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็นไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2

ไม่นาน สนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHz
แม้ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง แต่สนธิญาณยังได้รับเชิญจากกองทัพบกไปจัดรายการในนามเครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์ปกป้องสถาบัน นั่นแสดงถึง"เส้นสายใหญ่โต"ของอำนาจรัฐที่ซ้อนวงอำนาจรัฐที่ประชาชนเลือกมา อีกวงใหญ่มหึมา

ว่าแต่บทบาทของเสี่ยต้อยในวาระนี้ ที่สวมบทบาทไล่ล่าแม่มดด้วยข้อหาหมิ่นฯนั้นดูหมิ่นเหม่มากเกินไปไหม เพราะใครในประเทศนี้ที่จะไม่รู้บ้างว่าเขามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผอ.สำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดร.จิรายุอย่างไร แนบแน่นขนาดไหน

และดร.จิรายุนั้นเป็นใคร?

ลำพังแค่คำถามและความสงสัยเพียงนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงแล้ว ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือไรในการให้ม้าใช้ใกล้ชิด-เสี่ยต้อยร้อยล้านรับงานนี้ ...หาคนไกลๆตัวหน่อยถามเสี่ยต้อยดูได้ ประเภทที่เนียนๆไม่โฉ่งฉ่าง ไม่มีบูมเมอแรงระดับนี้

ด้วยความเป็นห่วงดร.จิรายุ และด้วยความอยากร่วมเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ
*****
รู้จักเครือข่ายของเสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน:

-ไอ้คลั่งสุนันท์ปลุกระดมผ่านสื่อฆ่าหมู่เสื้อแดง พฤติกรรมเลียนแบบวิทยุแห่งความตายรวันดา

-อดีตผู้นำนศ.6ตุลาคลั่งยุปราบเศษมนุษย์เสื้อแดง

-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..

-ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-ดร.สมเกียรติ-พญาไม้-ไพศาล แต่ประชัยเจอตอเบ้อเร่อเลย

-รู้จักหัวโจกสำนักข่าวINN


-ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(18ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้ยมม.ม้าหาย

Thursday, August 18, 2011

คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 18-8-54

ที่มา Asia Update



Related posts:

  1. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 9-8-54
  2. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 10-8-54
  3. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 13-8-54
  4. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 15-8-54

ศาลปกครองยุคใหม่!! "รับประกัน "ยุติธรรม รวดเร็ว ตรงไปตรงมา"

ที่มา มติชน




นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด


ดร.ฤทัย หงส์สิริ อธิบดีศาลปกครองกลาง



นายไชยวัฒน์ ธำรงศรีสุข รองอธิบดีศาลปกครองกลาง



นายกมล สกลเดชา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง



น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ และนายวชิระ ชอบแต่ง รองโฆษกศาลปกครอง



จุดรับฟ้องศาลปกครองกลาง



จุดรับฟ้องศาลปกครองกลาง



ห้องปรึกษาคดี



ห้องไต่สวน



ห้องพิจารณาคดี



เข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดี






เปิด ตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการสื่อมวลชนพบศาลปกครอง เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ อาคารที่ทำการศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ โดยมีนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวเปิดงาน พร้อมกับมีการบรรยายพิเศษ ถึงกระบวนการพิจารณาคดีปกครอง....เรื่องที่น่ารู้สำหรับสื่อมวลชน จากดร.ฤทัย หงส์สิริ อธิบดีศาลปกครองกลาง รวมถึงการพบปะสนทนากับ นายกมล สกลเดชา รองอธิบดีศาลปกครองกลาง (รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม) นายไชยวัฒน์ ธำรงศรีสุข รองอธิบดีศาลปกครองกลาง (รับผิดชอบเรื่องการละเมิดทางปกครอง,เวนคืนที่ดิน) น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ และนายวชิระ ชอบแต่ง รองโฆษกศาลปกครองด้วย

ประธาน ศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงการดำเนินงานของศาลปกครอง องค์กรทางตุลาการที่เพิ่งเปิดขึ้นมารับพิจารณาคดีต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญปี 40 จนถึงปัจจุบัน เพียง 10 ปี เท่านั้น ว่า ยังค่อนข้างใหม่ หลายอย่างยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน อยู่ในขั้นตอนที่ต้องพัฒนาองค์กรอีกมาก เพื่อให้ศาลปกครองเป็นเสาหลักของบ้านเมือง จากผลงานที่ผ่านมารู้สึกค่อนข้างพอใจ แต่ยังมีจุดอ่อนบาง เช่น ความล่าช้าของคดี ซึ่งบริหารพยายามบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความรวดเร็วขึ้น โดยยึดหลักทำตามความสามารถด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา ยุติธรรม ภายใต้การนำของตนที่สืบทอดการดำเนินงานมาตั้งแต่ประธานศาลปกครองสูงสุดคน เก่า ต้องพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพ ไปสู่เป้าหมายขยายให้ทั่วถึงประชาชนด้วยความรวดเร็ว สะดวกมากขึ้น อย่างเป็นธรรม ในขอบเขตที่แก้ไขได้


นายหัสวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ศาลปกครองมีแผนกประชาสัมพันธ์ รวมถึงโฆษกศาล ที่คอยทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารขององค์การให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งสื่อมวลชนเป็นภาคหนึ่งที่สำคัญในการให้การสนับสนุนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการเผยแพร่คำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครอง เพราะในคำสั่งมีแนวปฏิบัติที่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องนำไป ปฏิบัติ หากเป็นเช่นนั้นได้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและเอกชนก็มีโอกาสลดน้อยลง


เมื่อไม่นานมานี้ ศาลปกครองเพิ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องถือว่า กระแสตอบรับจากประชาชนเข้ามายื่นเรื่องฟ้องร้องจำนวนมาก

นายหัสวุฒิ เผยถึงวัตถุประสงค์ก็เพื่อบริหารจัดการคดีสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อส่วน รวมได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว เพียงแค่เปิดรับพิจารณาคดีวันแรกก็มีประชาชนมายื่นเรื่องถึง 4 รายด้วยกันที่ศาลกลาง ซึ่งกว่าจะมีการเปิดแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นมานั้นทางศาลปกครองได้มีการ เตรียมความพร้อมมานานพอสมควร โดยมีการอบรมองค์คณะตุลาการให้ความรู้ เรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เพื่อความเชี่ยวชาญ รู้ลึก รอบด้าน ในการไต่สวนคดี ตอนนี้กำลังแก้ไขปรับปรุงคือการพิจารณาคดี ในอนาคตตุลาการอาจลงมารับฟ้องเรื่องเอง ตรวจความสมบูรณ์ของคำร้องและให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ถุกต้องได้เลย สอดคล้องกับนโยบาย รวดเร็ว ลดขั้นตอน ยุติธรรม


"จริงๆเราทำแผนกคดีสิ่งแวดล้อมมา ตั้งแต่เริ่มเปิดศาลปกครองแล้วเมื่อกว่า10 ปีที่แล้ว เน้นความสำคัญให้เห็นว่า คนโดยรอบพื้นที่ได้รับผลกระทบด้วยไม่เฉพาะแต่ผู้เดือดร้อนในพื้นที่เท่านั้น ต่อมาเราจึงแยกเป็นแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้น เพื่อให้เป็นคดีที่ได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน มีองค์คณะพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ซึ่งคดีดังกล่าวมักมีปัญหาทางด้านเทคนิค ดังนั้นตุลาการจึงต้องมีความรู้มากๆ มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งทางเราใช้ระบบไต่สวน จริงๆ ขอบเขตของสิ่งแวดล้อมมันกล้างขวางมาก ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องมลพิษเท่านั้น" ประธานศาลปกครองสุงสุดเผย


ในระยะเวลาอันใกล้ ศาลปกครองก็กำลังเปิดแผนกคดีบริหารงานบุคคล ที่ว่าด้วยเรื่องของการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ ซึ่งเป็นคดีอีกประเภทหนึ่งที่จะต้องรีบดูแล เพราะผลคำตัดสินสามารถแก้ไขปัญหาในภาพรวมได้ อีกทั้งคดีในลักษณะดังกล่าวนี้มีการฟ้องร้องเป็นจำนวนมากจึงต้องเร่งพิจารณา คดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วมิเช่นนั้นแล้วจะไม่สามารถเยียวยาผู้ฟ้องคดีได้ เนื่องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบอาจจะเกษียณอายุราชการไปก่อนที่จะมีคำพิพากษา



เป้าหมายต่อไปของศาลปกครอง นายหัสวุฒิ ว่า จะเร่งพิจารณาคดีที่มีการฟ้องร้องก่อนปี 50 ให้เสร็จสิ้นภายในปี 54 นี้ ส่วนคดีที่มีการฟ้องร้องในปี 51-52 จะเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นภายในปี 55 และต่อไปศาลปกครองจะมีคดีค้างย้อนหลังไม่เกิน 2 ปี และคำพิพากษาที่ออกมาจะต้องตรงไปตรงมา สามารถอธิบายประชาชนให้เข้าใจ อย่างไรก็ตามศาลต้องวางตัวเป็นกลางตั้งแต่ต้นเป็นสำคัญ ซึ่งตนอยากจะบอกว่า กรณีที่นักข่าวไปสอบถามความคิดเห็นของตุลาการในคดีต่างๆนั่นเป็นเพียงความ คิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความคิดเห็นของศาล ซึ่งศาลต้องวางตัวให้ได้รับความไว้วางใจจากคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย

"คำ สั่ง คำพิพากษาของเราจะถูกต้องยุติธรรม ตรงไปตรงมา มีเหตุผลอธิบายได้อันเป็นคุณภาพของงาน ตัดสินภายใต้ของกรอบกฎหมาย ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะลำบาก ส่วนระยะเวลาการพิจารณาไต่สวนไม่มีมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อพิพาทคดี คำให้การคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าตุลาการมีความเชี่ยวชาญเท่าไหร่ การตัดสินคดีก็รวดเร็วเท่านั้นตุลาการตระหนักความาเร่งด่วนของแต่ละคดี และฟังความทุกฝ่าย ดังนั้นจึงขอให้ความเชื่อมั่นว่า ศาลปกครองให้หลักประกันความยุติธรรมต่อประชาชนได้"


ส่วนคดีการยื่นฟ้องร้องกรณีการบุกรุกป่า อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังตามหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ได้มีการยื่นเรื่องมายังศาลปกครองหรือยัง ประธานศาลปกครองสุงสุดว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายใดยื่นเรื่องเข้ามา เพราะกำลังอยู่ในขั้นตอนของฝ่ายปกครอง ที่ออกคำสั่งให้มีการรื้อถอน 22 รีสอร์ทที่บุกรุกพื้นที่ป่าอยู่ จึงไม่สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้ เพราะต้องมีการอุทธรณ์คำสั่งของฝ่ายปกครองก่อนจนมีการวินิจฉัยคำสั่งฝ่าย ปกครอง หลังจากนั้น หากผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่พอใจก็สามารถนำมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายหลัง ซึ่งนั่นก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาในแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ และที่ดิน

ขณะที่ ดร.ฤทัย อธิบดีศาลปกครองกลาง ได้อธิบายถึงความหมายของศาลปกครองว่า เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร ศาลปกครองและศาลยุติธรรม ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาคพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรับด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง...


อธิบดีศาลปกครองกลาง อธิบายต่อว่า โครงสร้างของศาลปกครองจะมี 2 ส่วนใหญ่ คือ ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้น ด้วยการใช้ระบบยื่นฟ้อง ระบบไต่สวน การแสวงหาข้อเท็จจริงของศาล การพิจารณาคดี และ การพิพากษา ข้อควรรู้ คือ คดีของศาลปกครองไม่มีโจทย์ ไม่มีจำเลย ไม่มีคู่พิพาท แต่ จะเรียกเป็น ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้อง และคู่กรณีเท่านั้น


ในช่วงบ่ายคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ศาลปกครอง ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินเยี่ยมจุดรับฟ้อง ห้องปรึกษาคดี ห้องไต่สวน รวมถึงห้องพิจารณาคดี ซึ่งงานนี้ คณะสื่อยังได้เข้าไปร่วมฟังการอ่านคำตัดสินพิจารณาคดีหนึ่ง ที่ต้องขอบอกว่า บรรยากาศดูน่าเกรงขามมากๆด้วย

จุดรับฟ้อง

ห้องปรึกษาคดี

ห้องไต่สวน