WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 19, 2011

น้ำลด ตอผุด! (ปืน-อินเตอร์โพล-ศพไร้ญาติ-หมอ-ปชป.)

ที่มา Voice TV



Wake Up Thailand ประจำวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- 169 ศพนิรนาม ฝัง 3 วัด และ ปม '51นปช.' หาย
- ปชป. เดินเครื่อง ยื่นถอด สุรพงษ์ เหตุช่วยทักษิณ
- ส.ว. เชิญสุเทพ ชี้แจงเหตุสลายการชุมนุม
- สภาหนังสือพิมพ์ กับ งานวิจัยสื่อเลือกข้างการเมือง
- ศาลปกครอง พิจารณาคดีสรรหา กสทช.
- ทักษิณ จะบินไปมาเก๊า เลื่อนเข้ากัมพูชา-ญี่ปุ่น
- สื่อญีปุ่นตีข่าว ทักษิณเข้าประเทศ
- บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจจากหนังสือรายสัปดาห์
- ลือ โอบามา มาไทย
- ผู้นำสหรัฐฯ กร้าว ปธน.ซีเรีย ขัดขวางแนวทางประชาธิปไตย

′เสื้อแดง′ หลังเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2554)

ภายหลังการเลือกตั้งและช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

มีกระแสข่าวความแตกแยกระหว่าง "คนเสื้อแดง" กับ "รัฐบาลพรรคเพื่อไทย" เกิดขึ้นมาไม่น้อย

ทั้งความขัดแย้งอันเกิดจากข่าวคราวที่แกนนำ นปช. ซึ่งเป็น ส.ส.เพื่อไทย อย่าง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พลาดตำแหน่งใน ครม.

หรือข่าวคราวการมีแนวคิด "สลายหมู่บ้านเสื้อแดง" ของคน "พวกเดียว" กันเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็น "ข่าว" กระแสหนึ่ง

เพราะยังมี "ข่าว" อีกด้าน ที่แสดงให้เห็นถึงการประสานงานกันของ "พรรคเพื่อไทย" กับ "คนเสื้อแดง"

เมื่อ 9 ส.ส.อุดรธานี และอีก 1 ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวคนเสื้อแดง 22 ราย ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดอุดรธานี

ก่อนจะมีนักธุรกิจท้องถิ่นนำสลากออมสินมูลค่า 11 ล้านบาท มายื่นประกันสมทบ

หลังศาลอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องขังเหล่านั้น โดยต้องเพิ่มหลักทรัพย์

นอก จากนี้ ส.ส.เพื่อไทยอีกจำนวนหนึ่งยังประกาศใช้เอกสิทธิ์ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เพื่อยื่นขอประกันตัวคนเสื้อแดงอีก 110 คน ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ก็ดูคล้ายจะมีนโยบายเยียวยาคนเสื้อแดงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างเป็น "รูปธรรม" มากยิ่งขึ้น

โดยมีข้อเสนอเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 รายละ 10 ล้านบาท ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย

เป็นหนึ่งใน "ตัวตั้ง" เบื้องต้น

การได้รับสิทธิประกันตัวที่เพิ่งเกิดขึ้นและมีวี่แววจะดำเนินต่อไป รวมถึงการเยียวยาในอนาคต อาจไม่ใช่ "ก้าวกระโดด" ทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง

แต่นี่ก็เป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ของความเป็นมนุษย์ ที่พวกเขากว่าร้อยคนไม่เคยได้รับมากว่า 1 ปี

ดังนั้น แม้ไม่อาจมี "ตัวแทนโดยตรง" เข้าไปใช้อำนาจรัฐเพื่อร่วมกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ ในฐานะฝ่ายบริหาร

ทว่าการได้รับความเป็นธรรมกลับคืนมาบ้างในฐานะ "มนุษย์" ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหวของผู้แทนราษฎรที่พวกเขาลงคะแนนเสียงให้

ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ก่อความเปลี่ยนแปลงให้แก่ความสัมพันธ์ทางอำนาจรูปแบบเดิมในสังคมการเมืองไทย

คง เหมือนกับนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท-เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท หรือนโยบายแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่เด็กนักเรียนของรัฐบาลเพื่อไทย

ที่ถูกตั้งคำถามมากมายถึง "ความเป็นไปได้" และ "ความจำเป็น"

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถทำนโยบายเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงและมีประสิทธิภาพมากพอสมควร

รูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมการเมืองไทยก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล

โดยยังไม่ต้องแตะประเด็น "การเมือง" ที่อ่อนไหว แต่อย่างใดเช่นกัน

มือไม่พาย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



เริ่มเห็นเค้าลางการปรองดองแล้วหลังศาลให้ประกันตัว 22 ผู้ต้องขัง"นปช."

เพราะมี 10 ส.ส.พรรคเพื่อไทย ใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันตัวจนได้ออกจากเรือนจำอุดรธานี

นอกจากนี้นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังเร่งรวบรวมส.ส. เตรียมยื่นขอประกันเพิ่มอีก 110 คน

ให้มีโอกาสออกมาสู้คดีนอกคุก !

ตรงนี้ถือได้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เพราะ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามประชาชนในยุคที่แล้ว ถือว่าเป็นพันธสัญญาที่ "ยิ่งลักษณ์" เคยให้ไว้กับคนเสื้อแดงทั้งประเทศ

รวมถึงการจ่ายเงินชดเชยให้ญาติ 91 ศพและผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน

ก็ต้องเร่งดำเนินการว่าจะเยียวยาศพละ 10 ล้านหรือไม่

ผู้บาดเจ็บ-ทุพพลภาพควรได้รับเท่าไหร่

ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจองจำต้องได้รับการเยียวยาอย่างไร

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำให้เห็นว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ถูกละเลย

เพราะคนเสื้อแดงถูกทอดทิ้งมาเกือบ 2 ปี

จึงไม่แปลกใจเลยที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะคัดค้านการจ่าย 10 ล้านชดเชย 91 ศพ

ทั้งยังโจมตีว่าพรรคเพื่อไทยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

เข้ามาเป็นรัฐบาลไม่กี่วัน นักโทษนปช.ก็ได้ประกันตัว

เลยต้องถามย้อนกลับไปว่าทำไมก่อนหน้านี้ นักโทษนปช.ถึงไม่ได้รับการเหลียวแล

ทั้งที่ นักโทษเหล่านี้ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิพากษา

รัฐบาลประชาธิปัตย์มัวทำอะไรอยู่

มีข้อมูลยืนยันเหตุผลนี้ !

นายสมชาย หอมละออ ซึ่งเป็น 1 ในคอป.เพิ่งเปิดโปงว่าเคยทำรายงานเสนอรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ยกเหตุผลทั้งปัญหาด้านสังคม-ด้านจิตใจ เสนอว่าควรเยียวยาและเร่งให้ประกันตัวผู้ต้องหา"นปช."

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สนใจ

ปล่อยให้คนเสื้อแดงติดคุกกันเป็นปี

ส่วนประเด็นการจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ก็ไม่ปฏิเสธว่ารัฐบาลปชป.ก็จ่ายจริง

แต่ให้รายละไม่กี่แสน

เทียบไม่ได้เลยกับค่าชีวิตและความสูญเสีย

และยิ่งต่างกันลิบลับเมื่อไปเทียบกับงบฯกว่า 5-6 พันล้านที่ใช้ในการสลายม็อบแดง

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมความปรองดองถึงไม่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อน

เพราะเหตุผลง่ายๆ คือใครบางคนมองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู

เป็นแค่พลเรือนชั้น 2 !?

เปิดใจเหยื่อสลายชุมนุมแดงทั้ง"โหด-หิน-อยุติธรรม" ถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เปิดใจเหยื่อสลายชุมนุมแดงทั้ง"โหด-หิน-อยุติธรรม"
ถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"ในการเยียวยา









ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


นางเล็ก บุญวิจิตร ภรรนายประยุทธ์ บุญวิจตร
ผู้ที่ถูกจับระหว่างการชุมนุมเมื่อปี2553 ที่จ.เชียงใหม่


นางอุดม เมฆขุนทด ภรรยานายสมศักดิ์ อ่อนไสว
ถูกจับในคดีความขัดแย้งทางการเมืองปี 2551 ที่จ.เชียงใหม่


นายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ หนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมและศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี
ด้วยข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อเดือนพ.ค.ปี2553


นางสมศรี สงวนศรี ภรรยานายคำหล้า ชื่นชม ถูกจับข้อหาปล้นปืน
บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงระหว่างการชุมนุมพ.ค.ปี2553


รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1313668033

วันที่ 18 ส.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)
ได้มีการแถลงข่าวรวมถึงแถลงการณ์เรียกร้องต่อรัฐบาล



ในการนี้ ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้รายงานข้อมูลผู้ต้องขังที่เกี่ยวเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองว่า
ปัจจุบันมีตัวเลขผู้ต้องขังทั่วประเทศที่ถูกจับกุมนับตั้งแต่วันที่12มี.ค.53
ทั้งหมด 15 เรือนจำ รวมทั้งสิ้น 86 คน แบ่งเป็นชาย 78 คน หญิง 8 คน
ในนี้เป็นชาวกัมพูชาด้วย 1 คน




ส่วนสถานะทางคดีนั้น อยู่ในศาลชั้นต้น 41 ราย ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา 19 ราย
ถูกตัดสินไปแล้ว 26 ราย ส่วนผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง
นับตั้งแต่การรัฐประหารกันยายน พ.ศ.2549 มีทั้งสิ้น 20 คน ในที่นี้เป็นต่างด้าว 2 คน



สำหรับภาพรวมปัญหาในกระบวนการยุติธรรมหลังการสลายการชุมนุม
เมื่อเม.ย.-พ.ค. 2553 นั้น สามารถแยกเป็นปัญหาดังต่อไปนี้



การจับกุม/คุมขัง


เจ้าหน้าที่ได้มีการจับประชาชนโดยการตั้งข้อหาว่ากำลังจะไปร่วมชุมนุม
ทั้งๆ ที่ไม่ได้เข้าไปในวันชุมนุม เช่น
รปภ.นายหนึ่งถูกจับกุมในวันที่เขาจะเข้าไปทำงาน จากการตั้งด่านตรวจเพียงพบว่า
เขาพกบัตร นปช.จึงทำการจับกุมและส่งตำรวจ ทั้งนี้ยังมีการนำของกลาง เช่น
หนังสติ๊ก, หัวน็อต, เหล็ก,ไม้ ,ลูกแก้ว, หมวกคลุมหน้า, ลูกระเบิด, ระเบิดขวด,
สินค้าจากร้านเซเว่นฯ ซึ่งไม่ได้พบในที่เกิดเหตุ
แต่ถูกมาวางไว้ต่อหน้าผู้ถูกจับและให้นักข่าวมาทำข่าว
และบังคับให้ชี้ว่าของกลางเป็นของผู้ถูกจับเอง มีการซ้อมทรมานในระหว่างการจับกุม เช่น
การจับกุมในเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี และมุกดาหาร


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สั่งฟ้องโดยอาศัยเพียงภาพถ่ายในบริเวณที่ชุมนุม
โดยไม่ได้ดูข้อเท็จจริงว่า ได้กระทำผิดจริงหรือไม่ เช่น
กรณี ด.ต.สันติเวช ภูตรี ไปตามหาลูกสาวก่อนถูกตำรวจถ่ายภาพไว้
ต่อมาตำรวจสั่งฟ้องโดยอาศัยเพียงแค่ภาพถ่าย
ทำให้ด.ต.สันติเวช ถูกต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ากระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
หรือกรณีเผาศาลากลางในต่างจังหวัด
ได้มีประชาชนจำนวนมากถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและตกเป็นจำเลย
เพียงเพราะมีภาพถ่ายอยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมเท่านั้น



จากเหตุการณ์ชุมนุม หลายครอบครัวต้องหาหลักทรัพย์ไปประกันตัวด้วยเงินกู้นอกระบบ
แต่หลังจากนั้นปรากฎว่าอัยการไม่สั่งฟ้อง กรณีเช่นนี้ รัฐจะไม่จ่ายค่าชดเชยให้
เพราะยังไม่ตกเป็นจำเลย แต่ผู้ถูกจับกุมได้รับผลกระทบต่างๆ ในช่วงที่ถูกคุมขัง
และมีหนี้สินจากการกู้เงินมาประกันตัวระหว่างดูแลผู้ที่ถูกจับกุมจำนวนมาก


การรับสารภาพของจำเลย


เนื่องจากคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ดังนั้น
ในทางกฎหมายวางหลักไว้ว่า หากจำเลยรับสารภาพ
ศาลก็จะอาศัยเพียงคำรับสารภาพของจำเลย
โดยที่ไม่ต้องสืบพยานและหลักฐานประกอบคำรับสารภาพ ดังนั้น
คดีของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ต้นตอของการรับสารภาพจึงมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่
หลายรายถูกข่มขู่และซ้อมทรมาน,
ไม่มีโอกาสได้พบญาติหรือปรึกษาทนายความ,
ตำรวจจูงใจว่า หากรับสารภาพ ศาลก็จะรอลงอาญาเพราะโทษไม่สูง
ขณะที่บางรายถูกบังคับให้เซ็นเอกสารในการจับกุมและสอบสวน
โดยไม่มีโอกาสได้อ่านเอกสารหรืออ่านไม่ออก เช่น ในคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร


การตั้งข้อหาของชั้นตำรวจหรือดีเอสไอ


ได้มีการตั้งข้อหาร้ายแรงเกินความเป็นจริง เช่น
ร่วมกันปล้นทรัพย์เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมี
หรือใช้อาวุธยิงต่อสู้เจ้าพนักงาน
หรือวางเพลิงเผาศาลากลางหรือเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นเหตุให้คนตาย
ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต
อีกทั้งพบว่า คดีที่ดีเอสไอทำสำนวนสอบสวนจะมีข้อหาหนักมาก


กระบวนพิจารณาชั้นศาล


ในคดีที่จำเลยรับสารภาพไม่มีทนายความ และไม่ประสงค์ให้ตั้งทนายความ
เพราะกลัวว่าทนายจะไม่ทำคดีให้เต็มที่เนื่องจากไม่รู้จัก
ส่งผลให้คดีเด็ดขาดมีจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีโทษสูงถึง 1 ปี 12 เดือน
ส่วนคดีที่จำเลยปฎิเสธ ศาลมักลงโทษในอัตราสูง เช่น
กรณีของนายประสงค์ มณีอินทร์
และนายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ ศาลอาญาตัดสินจำคุก 11 ปี 8 เดิอน


ในคดีที่ยังไม่เด็ดขาดนั้น จำเลยขอประกันตัวหลายครั้ง แต่ศาลก็ไม่ให้ประกันตัว
แม้จำเลยจะได้รับความช่วยเหลือเรื่องเงินประกันจากกองทุนยุติธรรม
และวงเงินในการประกันตัวก็สูงมาก ศาลมักอ้างว่าคดีอัตราโทษสูง
หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนี เป็นต้น
จำเลยบางคนถูกฟ้องมากกว่า 1 คดี วงเงินประกันก็สูงขึ้น
เป็นเหตุให้จำเลยบางคนไม่เคยใช้สิทธิในการยื่นขอประกันตัวเลย
เพราะไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์ เช่น นายสายชล แพบัว


จากการที่ศาลไม่ให้ประกันนั้น ทำให้ผู้ชุมนุมหลายคนถูกคุมขังเป็นเวลานาน
ทั้งๆ ที่ไม่มีความผิด หรือถูกขังเกินโทษของตน เช่น
นายอำนวย ชำนาญแก้ว,
นายไสว ยางสันเทียะ ถูกขังรวม 10 เดือน
ก่อนที่ศาลจะพิพากษายกฟ้อง รวมถึงกรณีของ
นายสมพล แวงประเสริฐ ถูกขังนาน 5 เดือน สุดท้ายศาลยกฟ้อง
และนายธนูศิลป์ ธนูทอง คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ
ซึ่งนายตำรวจผู้รับผิดชอบออกมายอมรับต่อ คอป.ว่าจับผิดตัว ศาลก็ยังไม่ให้ประกัน


กรณีรัฐฟ้องเยาวชน


รัฐได้สั่งฟ้องเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีเป็นจำเลย
ด้วยข้อหาร้ายแรงและมีโทษถึงประหารชีวิต
ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาเซ็นทรัลเวิลด์จนเป็นเหตุให้คนตาย,
ร่วมกันปล้นทรัพย์เซ็นทรัลเวิลด์โดยใช้อาวุธ,
ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน แม้ว่าทั้งสองคนจะได้ประกันตัว
แต่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต เช่น
ไม่สามารถไปเรียนหนังสือได้เต็มที่
ขณะที่รายหนึ่งแม่เสียชีวิตแล้ว ส่วนพ่อมีภรรยาใหม่ ต้องทำงานหาเลี้ยงตนเอง


อย่างไรก็ตาม ในการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึงนั้น พบว่า
ชาวบ้านในต่างจังหวัดไม่รู้ว่ามีหน่วยงานใดบ้าง
และไม่รู้ขั้นตอนว่ามีเงื่อนไขเรื่องเวลา หรือจำนวนเงินที่ช่วยเหลือไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะกรณีที่หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตหรือพิการ
บางรายแพทย์ไม่ร่วมมือในการออกใบรับรองแพทย์
หรือรายงานไม่ตรงกับอาการ เช่น
นางสมพาน พุทธจักร ถูกยิงบริเวณบ่อนไก่ กระสุนเข้าที่หลัง โดนลำไส้เล็ก ตับ และไต
ได้เงินเยียวยาจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพียง 2,800 บาท
เพราะใบรับรองแพทย์ระบุว่ารักษาอยู่ในรพ.แค่ 14 วัน
ซึ่งในความเป็นจริงต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง
และมีภาระต้องดูแลลูกอีก 3 คน
นอกจากนี้ขั้นตอนในการพิจารณาและการเบิกจ่ายเงินยังล่าช้าหรือมีการหยุดจ่ายอีกด้วย


จากประสบการณ์การถูกจับกุมจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง
นายกฤษณะ ธัญชัยพงศ์ หนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมและศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี
ด้วยข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว เล่าว่า
ที่ผ่านมาตนไม่ได้รับความยุติธรรมเลย
เพราะเท่าที่ไปชุมนุมก็ไม่ได้ทำผิดอะไร อีกทั้งตนเป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่ง
ที่ต้องการเข้าไปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
โดยขึ้นปราศรัยที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่16พ.ค.53
แต่ในระหว่างเดินทางกลับบ้านกับรุ่นน้องอีก 2 คน มีด้านตั้งสกัดจับ
ซึ่งตนเข้าใจว่าถูกชี้เป้ามาก่อนหน้านี้


สิ่งที่ได้พบหลังจากนั้นก็คือว่า ทหารได้เค้นถามเพื่อต้องการความจริงบางอย่าง
และพยายามเค้นถามถึงเหตุการณ์ในการชุมนุม มากกว่านั้นก็คือว่า
ทหารเหล่านั้นได้ใช้ความรุนแรง ทั้งตบ เตะ ใช้วาจาข่มขู่
มีการมัดมือมัดเท้า ให้หันหน้าเข้ากำแพงและปิดตา
ขณะเดียวกันก็มีหน่วยโหด 4-5 คน ตามที่กลุ่มทหารเหล่านั้นเรียกกัน ใส่ผ้าคลุมหน้า
แล้วเข้ามาบีบคอ เตรียมจุดไฟขู่ และอื่นๆ อีกสารพัด
และอ้างว่าเคยทำแบบนี้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน


ก่อนที่สื่อมวลชนมาถึง ก็ยังมีการข่มขู่อีกว่า
ไม่ให้เล่าเรื่องในสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ
เหมือนมีการทำตามใบสั่ง เพียงแค่ตนได้ปราศรัยบนเวทีโจมตีกลุ่มอำมาตย์
และเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทหารซุ่มยิงประชาชน ซึ่งตนเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว
เมื่อคดีนี้ถึงตำรวจในเวลาต่อมาก็ถูกยัดเยียดข้อหาเพื่อให้คดีถึงที่สุด
รวมถึงการดำเนินคดีของตำรวจนั้นจะเป็นไปตามที่ทหารต้องการเลยก็ว่าได้
เสมือนเป็นการหนีเสือปะจระเข้ และวันต่อมาก็ถูกส่งไปศาลเพื่อพิพากษาคดี
แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่า สำนวนที่สั่งฟ้องเป็นอีกสำนวนไปเลย
และได้รับการตัดสินแบบไม่มีอ่านคำพิพากษาด้วย



ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก
ซึ่งตนคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
เพราะจากการยื่นจดหมายร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปนั้น
ถูกเพิกเฉย ไม่ได้รับความสนใจ มากกว่านั้น
ได้มีคณะกรรมการสิทธิฯคนหนึ่งเข้ามาที่เรือนจำ
ทั้งๆ ที่เป็นวันเสาร์ เพียงเข้ามาบอกว่าอย่าพูดอย่างนั้นอย่างนี้
ซึ่งแสดงถึงความไม่ยุติธรรม
ขณะเดียวกันยังมีความผิดปกติในการทำงานของคณะกรรมการสิทธิ


นอกจากนี้ ภรรยาของผู้ที่ถูกคุมขัง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
อยากเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ เข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว
เนื่องจากว่าครอบครัวขาดเสาหลักในการหารายได้ ทั้งนี้
การถูกจับกุมนั้นมองว่า ไม่ได้ความเป็นธรรม
ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเข้าไปทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด
เพียงแค่ไปร่วมกิจกรรมตามปกติ
แต่สิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็นการยัดเยียดความผิด และถูกดำเนินคดีในที่สุด



.....................


ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงมาตรการฟื้นฟูความยุติธรรม
ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามประชาชน เม.ย.-พ.ค. 53



สมาชิกพรรคเพื่อไทยย่อมไม่สามารถปฏิเสธว่า
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด
ในการเลือกตั้งนั้น คือ ความโกรธแค้นต่อความอยุติธรรมทางการเมือง
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง
ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 93 ราย บาดเจ็บกว่า 1,800 คน
และมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 700 คน ยังไม่รวมคนเสื้อแดง
ที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองก่อนหน้านั้นอีกหลายราย



กระนั้นผู้ที่ออกคำสั่งใช้กำลังปราบปรามประชาชนกลับไม่ถูกดำเนินคดีเลยแม้แต่คนเดียว
พรรคเพื่อไทยต้องตระหนักว่า
คนเสื้อแดงจำนวนมากที่สนับสนุนท่านกำลังเฝ้าจับตามองว่า
พวกท่านจะฟื้นฟูความยุติธรรมให้แก่พวกเขาหรือไม่ อย่างไร
แม้ว่าศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)
จะตระหนักว่ารัฐบาลใหม่มีภารกิจท้าทายอยู่ตรงหน้าหลายประการ
โดยเฉพาะจากกลุ่มอำนาจนิยมที่รอคอยจังหวะเข้าแทรกแซงและโค่นล้มรัฐบาล
ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่ ศปช. ก็เห็นว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล
ที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพของรัฐบาล
ปัญหาเศรษฐกิจ ความปรองดอง และความยุติธรรม ประการสำคัญ
การสร้างความปรองดองและการฟื้นฟูความยุติธรรมในบางกรณี สามารถกระทำได้ในทันที ดังต่อไปนี้


1.ในขณะนี้ประชาชนคนเสื้อแดงเกือบร้อยคนยังถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือน เม.ย.- พ.ค. 53
และอีกหลายรายที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้
พวกเขาถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของอย่างกว้างขวางจริง เช่น
เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้าจับกุมและคุมขังตามอำเภอใจ
ตั้งข้อหาร้ายแรงเกินจริง เช่น ก่อการร้าย จับกุมแบบเหวี่ยงแห ขาดหลักฐาน
หลายกรณีมีเพียงภาพถ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นหลักฐานเท่านั้น
มีการซ้อมและทรมานผู้ต้องขัง สร้างหลักฐานเท็จ
บังคับให้รับสารภาพเพื่อแลกกับการลดโทษ
โดยศาลมักปักใจเชื่อเจ้าหน้าที่และพยานโจทก์
หรือในกรณีที่จำเลยรับสารภาพ ก็ไม่มีการสืบพยานหลักฐานและเร่งตัดสินลงโทษเลย



ผู้ต้องขังจำนวนมากยังไม่ได้รับสิทธิให้ประกันตัว
อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
หลายคนไม่สามารถประกันตนได้เพราะศาลตั้งหลักทรัพย์ประกันตัวไว้สูงลิบลิ่ว
พวกเขาและครอบครัวต้องเดือดร้อนจากการขาดรายได้
หลายคนเจ็บป่วยอย่างหนัก เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว เป็นโรคเครียดรุนแรง
บางคนถึงขึ้นเป็นอัมพฤกษ์ บางคนเจ้าหน้าที่ตำรวจยอมรับว่าจับผิด
เพราะไม่ได้อยู่ในที่ชุมนุม
การถูกจองจำทำให้หลายครอบครัวตกอยู่ในภาวะหนี้สินท่วมตัว
จนต้องสูญเสียบ้านและที่นา บางรายไม่มีที่อยู่ที่ปลอดภัย
ลูกสาวถูกข่มขืนจนตั้งครรภ์
ความทุกข์ยากที่พวกเขาได้รับมีมากมายเกินกว่าจะสาธยายในที่นี้ได้หมด


การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลที่ผ่านมาและของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม
จึงเป็นการตอกย้ำความอยุติธรรมและความเกลียดชังในสังคม
ฉะนั้น ภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จักต้องกระทำคือ


1.1 แจ้งแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ได้แก่
ตำรวจ อัยการ และศาล ว่ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดความปรองดองในสังคม
ที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพลเมืองเป็นสำคัญ
โดยเห็นว่าผู้ต้องขังทุกคนที่เป็นผลจากความรุนแรงทางการเมืองควรได้รับสิทธิที่จะประกันตน
โดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ค้ำประกันการประกันตนแก่บุคคลเหล่านี้


1.2 สิทธิที่จะได้รับประกันตนควรครอบคลุมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
ของความขัดแย้งทางการเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 อื่นๆ ด้วย คือ
ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์


1.3ให้ชะลอการตัดสินคดีที่มีโทษร้ายแรงเกินกว่าเหตุ
และทบทวนคดีการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
หากพบว่าการดำเนินคดีเหล่านั้นไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม
รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการรื้อฟื้นคดีเพื่อพิจารณาคดีใหม่
และหากพบว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์ รัฐบาลต้องคืนความยุติธรรมและชดใช้ให้แก่พวกเขา


1.4 ให้กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกแจ้งข้อหา
และควบคุมตัวตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และข้อหาตามกฎหมายอื่นว่ามีจำนวนทั้งหมดเท่าใด
และขณะนี้มีสถานภาพอย่างไร เพื่อให้สาธารณชนสามารถติดตามตรวจสอบได้


2.ห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ศอฉ. เข้ามารับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดี
ที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนได้เสียมีอำนาจบิดเบือนแทรกแซงผลการสอบสวนได้



3.แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว แต่การสืบสวนสอบสวน
รวมทั้งกระบวนการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต
เพื่อนำไปสู่การไต่สวนการตาย กลับไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น
รัฐบาลต้องเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวน
การชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนการตายตามกฎหมายโดยเร็ว


4.จัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
จากการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553
โดยรัฐบาลต้องปรับปรุงเกณฑ์ให้เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเหยื่อ
ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมอย่างสมเหตุสมผล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหรือพิการ
ซึ่งกลายเป็นภาระอันหนักหน่วงแก่ครอบครัว เนื่องจาก
แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐจำนวนหนึ่งจะได้ให้เงินช่วยเหลือแก่พวกเขาไปบ้างแล้ว
แต่ด้วยวิธีปฏิบัติและกฏระเบียบของทางราชการ
ทำให้เงินช่วยเหลือเยียวยาที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง
ยังมีผู้ได้รับผลกระทบอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ



5.รัฐบาลควรปรับปรุงการทำงานของ คอป. ทั้งนี้
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เคยแถลงว่าต้องการให้ คอป. ทำหน้าที่สืบหาข้อเท็จจริง
เหตุการณ์สลายการชุมนุม เม.ย.- พ.ค.53 ต่อไป
แม้ว่า ศปช. จะมีข้อกังขาต่อการทำงานของคอป.อยู่ไม่น้อย
แต่ก็เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น
เพื่อแก้ไขให้คอป.มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น
และสามารถนำมาซึ่งความยุติธรรมและความปรองดองได้อย่างแท้จริง
ศปช.ขอเสนอให้มีการปรับปรุงการทำงานของ คอป. ดังต่อไปนี้


5.1 คอป.ต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการแสวงหาความจริงและความยุติธรรม
ซึ่งทั้งสองหลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการปรองดอง คอป.ต้องลงความเห็นว่า
มีการกระทำผิดอย่างใดเกิดขึ้นในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53
และใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำผิดนั้น ซึ่งสมควรดำเนินการทางกฎหมายต่อไป



5.2 รัฐบาลต้องสนับสนุนให้คอป. สามารถเรียกพยานและเอกสารหลักฐานจากทุกฝ่ายได้
โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของศอฉ.ทั้งหมด
รัฐบาลควรมีคำสั่งและนโยบายแน่ชัดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย
โดยเฉพาะทหารและตำรวจ ร่วมมือให้ข้อมูลกับ คอป.
และหากบุคคลหรือหน่วยงานปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ คอป.
สามารถเอาผิดทางวินัยกับบุคคลหรือหัวหน้าหน่วยงานนั้นได้



5.3 ให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคอป.ให้มีตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบ
โดยเฉพาะญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมทั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องในสัดส่วนที่เหมาะสม และกรรมการ คอป.ที่สวมหมวกหลายใบ
ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ควรพิจารณาถอนตัว


5.4 คอป.ต้องมีพันธะหน้าที่ต่อสาธารณะ เนื่องจากการทำงานของคอป.ที่ผ่านมา
ยังไม่เปิดเผยในหลายเรื่อง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปราม
และไม่สนใจรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชน ดังนั้น
คอป.จะต้องเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าร่วมฟังการไต่สวนหาความจริง
ต้องแถลงความคืบหน้าอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งผ่านสื่อสาธารณะ
และข้อมูลจากการไต่สวนของ คอป. จะต้องไม่เป็นความลับทางราชการ
ด้วยวิธีการที่เปิดเผยโปร่งใสต่อสาธารณะชนเช่นนี้เท่านั้น
ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปกปิด-บิดเบือนข้อเท็จจริง
ดังเช่นที่เกิดกับร่างรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีก


5.5 ในเมื่อไม่มีข้ออ้างใดๆ ในเรื่องความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ข้าราชการคอป.
ต้องเร่งทำงานอย่างไม่ยักเยื้องลังเล ต้องประกาศระยะเวลาสิ้นสุด
การทำงานที่ชัดเจนให้ประชาชนได้รับทราบ
เพื่อเป็นเกณฑ์ตรวจสอบความคืบหน้าในการทำงานของ คอป.ต่อไป


6.รัฐบาลควรอนุญาตและให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศที่ประสงค์
จะเข้ามาตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 53
รวมทั้งเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆ เช่น
ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติด้านการสังหารนอกกฎหมาย
และการต่อต้านการก่อการร้าย
และองค์กรกาชาดสากล เป็นต้น
เพื่อสนับสนุนการแสวงหาความจริงเพื่อความยุติธรรมและความปรองดอง
และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอีกทางหนึ่ง



จริงอยู่ว่าเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่จะนำไปสู่การปรองดองในสังคมคือ
การประนีประนอมยืดหยุ่นของฝ่ายต่างๆ แต่ ศปช. เห็นว่า
เรื่องบางเรื่องไม่อาจประนีประนอมได้ นั่นคือ
"ความจริง"เกี่ยวกับการปราบปรามประชาชน
แต่เราอาจประนีประนอมในเรื่องการลงโทษผู้มีส่วนร่วมในการปราบปราประชาชนได้
โดยมุ่งไปที่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงเท่านั้น
ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งพึงถูกละเว้นจากความผิด
ยกเว้นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัตินอกคำสั่งและก่อความรุนแรงแก่ประชาชน


ศปช. จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เร่งฟื้นฟูความยุติธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามประชาชน เม.ย.-พ.ค.2553 โดยเร็ว



18 สิงหาคม 2554


ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53
เครือข่ายญาติผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภา 53
กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองเชียงใหม่-อุบลฯ (Red Fam Fund)
กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
กลุ่มมรสุมชายขอบ
กลุ่มครอบครัวคดีเสื้อแดงเชียงใหม่
องค์การแรงงานเพื่อประชาธิปไตย
กลุ่มประกายไฟ
กลุ่มคนงานสตรีสู่เสรีภาพ
Try arm
เครือข่ายสันติประชาธรรม

กลุ่มนิติราษฎร์

สถาบันต้นกล้า



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1313668033&grpid=01&catid=&subcatid=

Re:

เปิดใจ'เสื้อแดง'พ้นคุกอุดร

รายงานพิเศษ



หมายเหตุ- กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 22 คน
ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางอุดรธานี นานกว่า 1 ปี
และได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา
ได้เปิดใจหลังได้รับอิสรภาพ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนำมาซึ่งการถูกจับกุม



1.ปฐมาวดี วินิจจามร หรือดีเจ.ศุภารัตน์ หัตถีจร

นักจัดรายการสถานีวิทยุกระจายเสียง จ.อุดรธานี

ตอนนี้รู้สึกโล่งไปหมด หลังจากโดนขังมา 1 ปี 3 เดือน 15 วัน
วันแรกๆ ที่เข้าไปถูกจับขังซอยหรือขังเดี่ยวเลย 12 วัน
เขาหาว่าเป็นแกนนำ ผู้คุมเข้มมาก ห้ามใครในเรือนจำเข้าไปพูดคุยด้วย
ทำให้ดิฉันน้อยใจมาก คิดว่าเป็นบุคคลที่สังคมรังเกียจ รับประทานอาหารไม่ได้เลย

จากนั้นจึงออกมาขังรวมกับคนอื่นที่เป็นหญิงกว่า 400 คน
และเจ้าหน้าที่เห็นว่าดิฉันมีความรู้ดี จึงให้เป็นบรรณา รักษ์ ในห้องสมุด

สังคมในเรือนจำนั้น รู้สึกกดดันมาก นึกว่าชีวิตจะไม่รอดแล้ว
ต้องหาหมอโรคจิตมาบำบัดแน่
แล้วคดีที่ดิฉันกับเพื่อนๆ โดนนั้น เป็นคดีที่ใหม่ต่อเขามาก มีแต่สายตาที่ไม่เป็นมิตร

พวกเราอยู่ท่ามกลางอึมครึม ถูกรังเกียจว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง
เป็นพวกขบถ เป็นพวกทรราช ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องการบ้านการเมืองเลย
ได้รับฟังข่าวทางเดียวจากเจ้าหน้าที่ แม้แต่โทรทัศน์ก็ไม่ได้ดูเลย
แต่พวกเราพยายามไม่สร้างปัญหา พยายามเป็นมิตร
ซึ่งต่อมาเขามาถาม มาพูดคุยด้วย เราก็ชี้แจงให้ฟัง

สำหรับแดนขังหญิงนั้นคับแคบมาก
เนื้อที่ไม่น่าจะถึง 1 ไร่ แต่มีผู้ต้องขังถึง 400 กว่าคน
ต้องนอนบนพื้นกระเบื้องเลย ทุกอย่างต้องแย่งชิงกันหมด
แม้แต่ราวตากผ้า น้ำก็ไม่พออาบกัน
บางวันได้อาบเพียง 3 ขันเท่านั้น น้ำก็ขุ่น แดง ก็ต้องทำใจ

ดิฉันได้ทราบข่าวว่าจะได้รับประกันในวันจันทร์ที่ 15 ส.ค.
ก็พากันตั้งหน้าตั้งตารอ จนถึงเวลา 21.00 น.คืนวันอังคารที่ 16 ส.ค.
จึงมีเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบและเก็บข้าวของ
แล้วนำมาพบนายขวัญชัย ไพรพนา และส.ส.ที่ห้องรวม
เมื่อมากันพร้อม เจ้าหน้าที่จึงนำออกมาจากที่คุมขัง

หลังจากนี้ขออยู่กับลูกสาว และสามีก่อน
จากนั้นจะทำหน้าที่จัดรายการวิทยุ ต่อไป
และในวันอาทิตย์ที่ 21 ส.ค.นี้ พวกเราทั้งหมดจะไปรวมกันที่ชมรมคนรักอุดร
เพื่อฟังคำชี้แนะของนายขวัญชัย ในการทำงานต่อไป

ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยประกันตัวพวกเราออกมาในครั้งนี้
รวมทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วย ยืนยันว่า
เราทำเพื่อความเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้คิดมุ่งร้ายกับใครทั้งสิ้น




2.แสงทอง ประจำเมือง

ชาวต.หมากแข้ง อ.เมือง อุดรธานี

ผมมีอาชีพเปิดร้านขายของชำอยู่ที่บ้าน
ในวันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ไปยืนถ่ายวิดีโอบันทึกเหตุการณ์
อยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุดรธานี
ซึ่งหลังจากสิ้นเสียงปืน ทุกคนพากันหนีหมด แต่ผมยังยืนถ่ายวิดีโออยู่
และถูกทหารคนหนึ่งมากระชากกล้องแล้วทำลายกล้องจนพังหมด
ก่อนจะควบคุมผมและคนอื่นๆ ไปที่ค่ายทหารพระยาสุนทรธรรมธาดา ต.โนนสูง อ.เมืองอุดร

โดนควบคุมตัวอยู่ 2 วัน ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนผมและเพื่อนๆ ทั้ง 22 คน
ซึ่งตำรวจบอกว่าพวกผมโดนคดีกระทำผิด พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ซึ่งเป็นคดีไม่ร้ายแรง ให้รับสารภาพ เสียแค่ค่าปรับเท่านั้น
ซึ่งทุกคนก็รับสารภาพกันหมด

จากนั้นทหารบอกให้ญาติไปเสียค่าปรับที่ศาล
และบอกว่าจะนำตัวส่งศาล แต่กลับนำพวกผมเข้าห้องขังที่เรือนจำกลางอุดรฯ
เมื่อมาถึงในคุก ทางศาลแจ้งว่าพวกผมต้องโทษอีก 2 คดีคือ
พยายามวางเพลิงเผาทรัพย์อาคารสาธารณะ สมบัติของแผ่นดิน
และคดีบุกรุกโดยมีอาวุธหรือร่วมกันกระทำผิดเกิน 2 คนขึ้นไป

เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำ รู้สึกกดดันมาก
ถูกขังซอย 7 คนต่อห้องที่มีขนาด 3 x 2 ตร.ม. ไม่ได้ออกไปไหน
อยู่ในห้องประมาณ 2 สัปดาห์ เขาก็นำมาขังรวมกันที่มาด้วยกัน 18 คน
(เฉพาะชาย ส่วนหญิงอีก 4 คนแยกไปขังซอยหญิง) จึงค่อยดีขึ้น

ทุกเช้าที่แถวหน้าเสาธง พวกผมจะรู้สึกกดดันมาก
เพราะจะมีเจ้าหน้าที่เรือนจำออกมาพูดหน้าแถวว่า
พวกผมเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง เป็นพวกขบถ เป็นทรราช
ทำให้พวกนักโทษในเรือนจำ พากันเยาะเย้ยถากถางเป็นประจำ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ให้ผมไปอยู่ ฝ่ายการศึกษา ได้เรียนหนังสือ ทำงานอยู่ในห้องสมุด
และได้ทราบข่าวว่าจะมีคนเสื้อแดงมาช่วยประกัน จนมาเสร็จในคืนวันอังคารที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา
ก็ดีใจมาก ตอนนี้ต้องออกมาดูแลร้านต่อ ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยประกันตัว




3.กิตติพงษ์ ชัยกัง

ชาวต.หนองไฮ อ.เมือง อุดรธานี

ผมเพิ่งอายุ 19 ปี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป วันเกิดเหตุ
ผมไปยืนดูจุดที่เผาสำนักงานเทศบาลนครอุดรฯ อยู่ใกล้ศาลากลาง
และมาถูกจับกุมในวันที่ 16 มิ.ย. 2553 พร้อมกับ
นายเดชา คมขำ และนายบัวเรียน แพงสา

เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับกุมที่บ้าน บอกว่ามีรูปผมอยู่ในรูปภาพในวันเผาศาลากลาง
ซึ่งผมโดน 3 ข้อหาเช่นกัน และโดนขังที่สภ.เมืองอุดรฯ อยู่ 2 วัน
ก็นำไปฝากขังที่เรือนจำกลางอุดรฯ อยู่รวมกับนักโทษทั่วๆ ไป

ยอมรับว่าลำบากมาก ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่ทุกอย่าง
และรู้สึกกดดันมาก เพราะถูกคนในเรือนจำพูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่า
เป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง เป็นพวกทรราช
และมีการกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลอย่างละเอียด

อีกทั้งพวกนักโทษที่ไม่ชอบคนเสื้อแดง ก็ด่าว่ากระทบกระแทกทุกวัน
แต่ผมยังโชคดีที่นายทองชัย ชัยกัง พ่อของผมซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองหูลิง
บอกให้สงบสติอารมณ์ไว้ขณะมาเยี่ยม และซื้อสิ่งของมาฝาก

ขณะที่อยู่ในเรือนจำ เขาให้ผมไปอยู่ที่งานฝึกอาชีพ
ทำหน้าที่สานอวน หรือถักอวน ทำอยู่กับเพื่อน 3 คน ถักอวนคนละหลัง




4.มงคล ชมคุณ

ชาวอ.เมือง อุดรธานี

ผมอาศัยอยู่กับมารดาคือนางเตือนจิต สีกุลนาวา
ซึ่งผมช่วยแม่ขายข้าวมันไก่
ซึ่งในวันเกิดเหตุ เพื่อนชวนผมมาดูเหตุ การณ์ที่เผาศาลากลางจังหวัด
ขณะที่ยืนดูกันอยู่ที่หน้าศาลากลาง ก็ถูกทหารเข้ามาจับกุม
โดยทหารได้ใช้พานท้ายปืนตีเข้าที่หน้าผาก และเหนือคิ้วซ้าย จนทำ ให้ปวดตามาก

ช่วงที่ถูกจับกุม ผมรู้สึกห่วงแม่มาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
ซึ่งแม่บอกว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแจ้งให้ทราบว่าลูกชายถูกจับจากเหตุเผาศาลากลางจังหวัด

อีกทั้งแม่ยังบอกด้วยว่าตอนนี้รู้สึกเกลียดทหารมากที่ทำร้ายผม
และจะไม่ขายข้าวมันไก่ให้กับทหารโดยเด็ดขาด




5.ธนพล มาดีประเสริฐ

ชาวต.หนองบัว อ.เมืองอุดรธานี

ผมมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งโดนจับไปพร้อมกับนายมงคล ชมคุณ พ่อค้าข้าวมันไก่
ช่วงแรกๆ เข้าไปในห้องขังซอย นั่งร้องไห้ทุกวัน คิดถึงลูกชายที่มีอายุ 7 เดือนเศษ
ข่าวคราวข้างนอกก็ไม่รู้เรื่องเลย มีเจ้าหน้าที่บางคนที่ดีๆ เข้ามาปลอบใจบอกให้ทำตัวดีๆ

ตอนนั้นจิตใจแย่มาก ต้องหันมาพึ่งบุหรี่ เขาทำเหมือนกับเราไม่ใช่คนไทยเลย
โดนขังซอยถึง 10 วันก็ได้มาอยู่ห้องขังรวม 18 คน พวกเดียวกัน ก็ดีขึ้น
และทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่อยากปล่อยไปรวมกับนักโทษอื่น
กลัวว่าพวกเขาจะทำร้ายเอา เนื่องจากมีบางพวกเกลียดพวกเสื้อแดงมาก

ส่วนอาหารการกินต้องพึ่งญาติ เพราะอาหารในนั้นกินไม่ได้เลย
สถานที่คับแคบมาก ผ้าห่ม หมอน เสื้อผ้าต้องอาศัยญาตินำเข้าไปให้

วันที่พวกผมเข้าไป พวกนักโทษที่ได้รับอภัยโทษพากันโกรธมาก
เพราะทางเรือนจำต้องรับพวกเสื้อแดงก่อน
ทำให้นักโทษที่ได้รับอภัยโทษต้องเลื่อนวันออกมา
พวกเขาดุด่าพวกเรามาก แต่พวกเราเข้าใจ

คนเสื้อแดงไม่ได้ทอดทิ้งเรา พยายามจะช่วยเหลือมาตลอด
เราไม่กลัวตรงจุดนี้แต่เรากลัวจะไม่ได้รับความยุติธรรม
เหมือนเราสู้กับรัฐบาล ต้องขอบคุณนายขวัญชัย ส.ส.อุดรฯ
นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล หรือเสี่ยต้อยติ่ง และคนเสื้อแดง
ที่ช่วยเหลือพวกผมมาตลอดขณะอยู่ในคุกจนมีวันนี้



http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakU1TURnMU5BPT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1TMHdPQzB4T1E9PQ==

"สุเทพ" เบี้ยวแจงเหตุ "สลายชุมนุมเสื้อแดง" หนที่สอง - ส.ว.เตรียมเชิญ "มาร์ค" 22 ส.ค.

ที่มา มติชน

ที่อาคารรัฐสภา2 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมาการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง กรณีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในช่วง วันที่ 10 เมษายน โดยเชิญตัวแทนผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศอฉ.ขณะนั้น นายพินิจ จันทรสมบูรณ์ อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย และนายกฤตภาส เพ็งสุข ช่างภาพอิสระ มาร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานัดหมาย ปรากฏว่า นายสุเทพ ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุม โดยให้เหตุผลผ่านทางเลขาฯส่วนตัวว่าติดภารกิจ โดยถือว่าเป็นครั้งที่ 2 ที่นายสุเทพอ้างว่าติดภารกิจและไม่เข้าชี้แจงคณะกรรมการ ซึ่งนายจิตติพจน์ ได้แจ้งต่อที่ประชะมุว่า จะเชิญนายสุเทพ มาร่วมชี้แจงอีกครั้งในการประชุมวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 13.30 น. ในขณะที่ได้ทำหนังสือเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงในวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายอภิสิทธิ์ หากไม่ติดภารกิจการประชุมสภาจะมาชี้แจงคณะกรรมการแน่นอน

ด้านนายกฤตภาส ชี้แจงเหตุการณ์โดยได้แสดงภาพถ่ายหลักฐานชายชุดดำ โดยระบุว่าเป็นผู้ที่ถ่ายภาพดังกล่าวเองในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งเป็นภาพกลุ่มบุคคลใส่ชุดอำพรางที่ภายนอกใส่ชุดทหาร แต่ภายในใส่ไอ้โม่งชุดดำ โดยส่วนตัวไม่ทราบแน่ชัดว่าชายชุดดำเป็นคนกลุ่มใด รู้แต่ว่าถ่ายภาพดังกล่าวในช่วงเวลาประมาณ 14.00-15.00 น.ของวันเกิดเหตุ ขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลสถานการณ์เดินทางจากบริเวณสะพานพระปิ่น เกล้ามารวมตัวกันที่บริเวณกองสลาก ถนนราชดำเนิน และตั้งข้อสังเกตว่าในจุดดังกล่าวมีกลุ่มทหาร 3 ชุด คือ ชุดปราบจลาจล ชุดสั่งการบังคับบัญชา และชุดหน่วยระมัดระวังป้องกันการต่อสู้ซึ่งมีอาวุธประจำกายโล่ กระบอง ปืนลูกซอง รวมถึงอาวุธปืน เอ็ม16


ด้านพล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมการฯ กล่าวว่า จากการชี้แจงภาพหลักฐานทำให้ต้องตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่า ในทางปฏิบัติระบบการจัดการปราบจลาจลของทหารเป็นอย่างไร การมีทีมเจ้าหน้าที่ทหารทั้ง 3 ชุด อาจแสดงให้เห็นว่า มีการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังอาวุธต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็คงคาดว่าฝ่ายตรงข้ามคือฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดงก็คงมีการ ใช้อาวุธที่รุนแรงเช่นกัน แต่ก็ไม่น่าจะต้องใช้อาวุธปืนขนาด เอ็ม16 ทั้งที่เป็นปืนสำหรับกรณีเฉพาะที่ใช้ในการปฏิบัติรบเท่านั้น ทำให้ตนเห็นว่าในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการใช้วิธีการสลายการชุมนุมที่รุนแรงเกิน ความจำเป็น

ขณะที่นายพินิจ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า การที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการ ชุมนุมเป็นจำนวนมาก อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด หรือทำให้หายแค้นได้ เพราะความแค้นก็ยังอยู่ในใจคน แต่อย่างน้อยก็จะสามารถช่วยชโลมจิตใจได้ส่วนหนึ่ง หากเพียงรัฐบาลชุดก่อนกล้าที่จะออกมายอมรับ พูดคำว่าผมขอโทษแก่ผู้ที่สูญเสียครอบครัว ญาติพี่น้อง และผมขอขมาดวงวิญญาณที่ได้รับผลกระทบให้อโหสิกรรม เท่านั้น ญาติผู้เสียชีวิตก็คงจะรู้สึกดีบ้างแล้ว

อายัด169ศพนิรนาม ฝัง 3 วัด! คลี่ปม'51นปช.'หาย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo




ทั้งนี้ จากรายงานของศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์
มูลนิธิกระจกเงา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมาระบุว่า
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบและสลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.53-7 มิ.ย.53
มีกลุ่มแนวร่วม นปช.หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยรวม 51 ราย
เป็นชาย 48 ราย และหญิงอีก 3 ราย
ซึ่งแกนนำนปช.ได้เคยออกมาป่าวประกาศเรียกร้อง
ให้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ติดตามค้นหามาตลอด
แต่ไม่มีความคืบหน้า กระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย
ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีการเร่งรัดให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว


http://www.thairath.co.th/content/pol/195157

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/08/54 สองแผ่นดิน..สองอารมณ์

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

สองปีกว่า ไล่ล่า อย่างบ้าเลือด
หวังจับเชือด ด้วยเล่ห์กล พวกคนชั่ว
เอาความโกรธ ริษยา จนตามัว
จึงรวมหัว แอบแฝง แสดงละคร....


สองแผ่นดิน สองอารมณ์ เชิญชมเถิด
ล้วนก่อเกิด เรื่องจริง สิ่งสังหรณ์
เมืองหนึ่งตาย เมืองหนึ่งรัก จักสังวรณ์
ดั่งอนุสรณ์ ของมนุษย์ สุดบรรยาย....


คนญี่ปุ่น ถูกฆ่า เรื่องน่าเศร้า
เหลือแค่เงา อยู่ตรงนี่ ไม่หนีหาย
ยังอยากดู พวกสั่งล่า ฆ่าคนตาย
ที่ลอยชาย เย้ยหยัน ทุกวันคืน....


อีกแผ่นดิน โอบล้อม พร้อมคำรัก
ผูกสมัคร ดั่งมิตร สถิตชื่น
เขาตบหน้า ฉาดใหญ่ ให้กล้ำกลืน
ทางราบรื่น สดใส ด้วยไมตรี....


เหมือนตอกย้ำ ฆาตกร กระฉ่อนโลก
เพิ่มวิปโยค รุมเร้า เศร้าโศกศรี
สู้อุตส่าห์ ล่า-จับ นับแรมปี
ไฉนมี แต่คนรัก รัก..มากมาย....


นับถอยหลัง เถิดอำมาตย์ พวกชาติสถุน
สร้างว้าวุ่น หมองหม่น จนชิบหาย
เพราะทาสแท้ คือระยำ ทำวุ่นวาย
เหลือละคร ฉากสุดท้าย ตายยกพวง....


๓ บลา / ๑๙ ส.ค.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 18/08/54 หน้าที่พ่อบ้าน...ดูดความชั่วร้าย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



สิ่งปฏิกูล หมักหมม ทับถมอยู่
มองก็รู้ มีมากมาย หลายปัญหา
ด้วยระบอบ โอบเอื้อ เพื่อศักดินา
ต่างเสาะหา ล่าไล่ เพื่อได้มัน....

เหมือนกลเกม กลลวง จากบ่วงบาป
แล้วสร้างภาพ ฉาบฉวย ด้วยกระสัน
ทั้งซื้อขาย ตำแหน่ง แก่งแย่งกัน
เพื่ออำนาจ จึงหุนหัน ไม่หวั่นกลัว....

ดั่งขยะ กองใหญ่ ซ่อนในบ้าน
พวกสามานย์ สร้างระยำ ทำปวดหัว
หลงอำนาจ วาสนา อย่างตามัว
ละเลงชั่ว ต่อหน้า ประชาชน....

เชิญพ่อบ้าน คนใหม่ ไล่เก็บกวาด
แม้นเจ็บปวด แค่ไหน อย่าได้สน
ทั้งทุจริต ไม่เป็นธรรม ช้ำเหลือทน
มันแหลกเหลว ปี้ป่น จนระอา....

ส่วนเรื่องดี เขาสร้าง เปิดทางเถิด
อย่าเตลิด หลงทาง เป็นดั่งว่า
หมู่บ้านแดง เขาสร้างสวย ด้วยศรัทธา
อย่าบากหน้า ขู่เข็ญ ให้เป็นความ....

สิ่งปฏิกูล หมักหมม ถมหัวโขน
แม้นอ่อนโยน ใช่ลดละ ให้หละหลวม
เพื่อประโยชน์ ผองไทย ได้ส่วนรวม
หมวกที่สวม คือความหวัง..หรือพังทลาย....

๓ บลา / ๑๘ ส.ค.๕๔

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย

ที่มา ประชาไท

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
19 สิงหาคม 2554

1. เผด็จการมุ่งตอกลิ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย
การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี และสามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลผสมได้สำเร็จ ถือเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นการถดถอยที่เกินความคาดหมายของฝ่ายเผด็จการ ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากอาศัยพลังการนำที่ขาดเสียมิได้ของทักษิณ ชินวัตรและยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว ที่สำคัญยังเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนเสื้อแดงหลายล้านคนทั่วประเทศ ที่เคลื่อนไหวรณรงค์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างทุ่มเทชีวิต

ฝ่ายเผด็จ การตระหนักแล้วว่า แนวร่วมคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยฆ่า ไม่ตาย ทำลายไม่หมด ตราบใดที่แนวร่วมนี้ยังคงอยู่และเข้มแข็ง ฝ่ายเผด็จการจะไม่มีวันได้ชัยชนะในเวทีการเลือกตั้งภายใต้เสื้อคลุมรัฐสภา ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ประการหนึ่งของฝ่ายเผด็จการในการทำลายขบวนประชาธิปไตยคือ ต้องทำลายแนวร่วมคนเสื้อแดง-พรรคเพื่อไทย

ใน ระหว่างการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ฝ่ายบริหาร ได้มีความสับสนถึงบทบาทของขบวนคนเสื้อแดง แกนนำนปช. กับพรรคเพื่อไทย เกิดการถกเถียงและความเข้าใจผิดในหมู่คนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนที่มีต่อ พรรคเพื่อไทย เปิดช่องให้ฝ่ายเผด็จการใช้สื่อมวลชนในมือและสายลับบนสื่อออนไลน์ ปล่อยข่าวลือ สร้างข่าวเท็จ ยุแหย่ตอกลิ่มเพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย ในการนี้ คนเสื้อแดงต้องหนักแน่น มีสติ ยึดภาพรวมทั้งหมดของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง มองทะลุภาพลวงตาของการเลือกตั้งและเสื้อคลุมรัฐสภา ให้เห็นถึงเนื้อในที่ยังเป็นระบอบเผด็จการปัจจุบัน มุ่งหน้าไปให้ถึงเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริงในขั้นสุดท้าย จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อการยุแหย่และสงครามจิตวิทยาของฝ่ายเผด็จการอย่างเด็ด ขาด

คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยนั้นต้องการซึ่งกันและกัน ขาดจากกันมิได้ในการต่อสู้เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยที่ปราศจากคนเสื้อแดงจะแพ้เลือกตั้ง จะถูกกระบวนการตุลาการและอำนาจทหารทำลายได้โดยง่าย ส่วนคนเสื้อแดงที่ปราศจากพรรคเพื่อไทยจะอ่อนแอ ไม่มีที่ยืนในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่มีกำลังที่จะต่อกรกับเผด็จการในแนวรบรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง ไม่มีอาวุธในมือใด ๆ ที่จะสกัดอำนาจในระบบของฝ่ายเผด็จการ ความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยคือความพ่ายแพ้ของขบวนประชาธิปไตย

2. พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นระบอบเผด็จการแฝงเร้นของพวกจารีตนิยม พรรคเพื่อไทยจึงถูกจำกัดขอบเขตและมัดมือมัดเท้าทั้งในด้านกิจกรรม การเคลื่อนไหวและตัวบุคคลด้วยโซ่ตรวนทางกฎหมายของพวกเผด็จการ ถึงกระนั้น สนามรบการเลือกตั้งก็เป็นการต่อสู้ที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่าย ประชาธิปไตยมีจุดแข็งและมีโอกาสชนะได้มากที่สุด อีกทั้งเป็นสนามรบที่ฝ่ายเผด็จการจะต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ช้าก็เร็ว เว้นแต่จะหันไปก่อรัฐประหารและปกครองด้วยเผด็จการที่เปิดเผยยาวนาน

ใน แนวรบการเลือกตั้ง หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยคือ ต้องชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากที่สุด จึงจะสามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลได้ ในการนี้ พรรคเพื่อไทยต้องโน้มน้าวจูงใจคนจำนวนมากที่สุดให้หันมาลงคะแนนเสียง ในสภาวะปัจจุบัน คนเสื้อแดงยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ลำพังแต่คะแนนเสียงของคนเสื้อแดงนั้นไม่พอที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการ เลือกตั้งได้ ยังต้องอาศัยคะแนนเสียงของประชาชนจำนวนมากที่มิใช่คนเสื้อแดงแต่มีจิตใจที่ เป็นธรรม หรือประชาชนทั่วไปที่เบื่อหน่ายความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประ ชาธิปัตย์ และคาดหวังการแก้ปัญหาของประเทศจากพรรคเพื่อไทย ฉะนั้น ในการหาเสียงเลือกตั้ง การออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐบาลและการคัดสรรรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจึงต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงทั้งหมด มิใช่คะแนนเสียงของคนเสื้อแดงเท่านั้น และรัฐบาลที่จัดตั้งโดยพรรคเพื่อไทยต้องเป็น “รัฐบาลของคนไทยทุกหมู่เหล่า” ที่มุ่งบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งประเทศ

ภารกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงเป็นการเดินนโยบายสองขาคือ ด้านหนึ่ง ก็ บริหารประเทศ แก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างรีบด่วนและได้ผล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและเพิ่มความนิยมในหมู่ประชาชนส่วนข้างมาก ยึดกุมชัยชนะในสนามรบการเลือกตั้งไว้ให้มั่นเพื่อสู้กับฝ่ายเผด็จการในระยะ ยาวต่อไป ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องดำเนินการต่อสู้ทางประชาธิปไตย เสริมความเข้มแข็งให้กับขบวนคนเสื้อแดง เพื่อเป็นอาวุธในการรับมือและตอบโต้การรุกทำลายของฝ่ายเผด็จการที่จะเกิด ขึ้นในอนาคต ในการนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องดำเนินมาตรการรูปธรรมหลายประการ ได้แก่ การปลดปล่อยคนเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกคุมขังอยู่ทั่วประเทศ การชดเชยและเยียวยาแก่ประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม 2553 ดำเนินการสอบสวนเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่ประชาชนใน ครั้งนั้น นำเอาผู้สั่งการฆ่าประชาชนมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญคือ เริ่มต้นขั้นตอนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพื่อขจัดเผด็จการ สร้างประชาธิปไตยที่ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

แต่ในการ ปฏิรูปรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมิอาจกระทำได้แต่ลำพัง แม้จะชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่คะแนนเสียงในรัฐสภายังก้ำกึ่ง และรัฐบาลก็มีอำนาจแท้จริงที่จำกัด ต้องบริหารงานอยู่ในกรงเล็บของตุลาการและกองทัพที่ฝ่ายเผด็จการอาจใช้เพื่อ โค่นล้มรัฐบาลในโอกาสที่เหมาะสม ขบวนคนเสื้อแดงต้องเรียกร้อง กดดัน และประสานหนุนช่วยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ไปดำเนินการต่อสู้ทางประชาธิปไตย อย่างมีจังหวะก้าวและเด็ดเดี่ยว

3. คนเสื้อแดง แกนนำ นปช.
ในการคัดสรรตัวบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีนั้น ไม่มีแกนนำนปช.ได้เข้าสู่ฝ่ายบริหารเลย ทำให้คนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนแสดงความไม่พอใจ ด้วยอ้างเหตุว่า การกีดกันคนเสื้อแดงจากฝ่ายบริหารแสดงว่า พรรคเพื่อไทย “ประนีประนอมและมีข้อตกลงลับกับเผด็จการ” หรือ “พรรคเพื่อไทยเห็นคนเสื้อแดงมีภาพพจน์เผาบ้านเผาเมือง จึงต้องกันออกไป” เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นผลจากการเข้าใจผิดของคนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนในสาระสำคัญของการ เลือกตั้งครั้งนี้

ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะกันแกนนำนปช.ออกไป จากฝ่ายบริหารด้วยเหตุผล ใดก็ตาม แต่เมื่อมองจากผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ของภาพรวมทั้งหมดแล้ว ต้องถือว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ประการแรก จุดประสงค์ของการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.โดยแกนนำนปช.คือ ต้องการ “สิทธิ์คุ้มครองทางสภา” เพื่อรักษาสถานะการนำขบวนคนเสื้อแดงไว้ได้แม้ในยามคับขัน ดังเช่นที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ได้แสดงให้เห็นมาแล้ว แต่การได้เป็น สส.แล้วเข้าไปสู่ตำแหน่งทางบริหารอีกนั้นเป็นการขัดต่อจุดประสงค์นี้โดยตรง เพราะแกนนำนปช.ที่มีตำแหน่งบริหารจะไม่อาจเป็นแกนนำนปช.ได้อีกต่อไป

ประการ ที่สอง การนำเอาแกนนำนปช.เข้าสู่ฝ่ายบริหารในขณะนี้เป็นการเปิดศึกข้อขัดแย้งที่ เผชิญหน้าเร็วเกินไปและโดยไม่จำเป็น คือได้ใจคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่ไม่มองภาพใหญ่ แต่เผชิญแรงต่อต้านทั้งจากสื่อมวลชน ชนชั้นกลางในเมืองและฝ่ายเผด็จการทันที คณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการเวลาในการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนและ สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับตนเอง รวมทั้งต้องการเวลาให้คนเสื้อแดงได้ปรับขบวน เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการ

ประการที่สาม แนวรบนอกสภากับแนวรบในสภานั้น แยกจากกันแต่ก็เดินควบคู่ไปด้วยกัน ขบวนคนเสื้อแดงเป็นกองทัพนอกสภาที่เข้มแข็งและกว้างใหญ่ไพศาล เป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรและของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สองแนวรบ สองกองทัพ มีหน้าที่ต่างกัน แต่ประสานกันไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว จุดมุ่งหมายของการได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จไม่ใช่ เพื่อให้แกนนำคนเสื้อแดงบางคนได้เป็นรัฐมนตรี แต่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่เป็นมิตรกับฝ่ายประชาธิปไตย เปิดช่องให้คนเสื้อแดงได้ปรับขบวน พัฒนาตนเอง ยกระดับความคิดและการจัดตั้ง เสริมความเข้มแข็งและมีความพร้อมยิ่งขึ้น เพื่อเผชิญกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนใน อนาคตอันใกล้

แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะมีอำนเจบริหารจำกัด แต่ก็เป็นเงื่อนไขเพียงพอที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้อาศัยเป็นประโยชน์ ยิ่งฝ่ายประชาธิปไตยขยายตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมตัวจัดตั้งเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ชัยชนะขั้นสุดท้ายของประชาธิปไตยก็ยิ่งใกล้เข้ามา สิ่งที่ขบวนประชาธิปไตยต้องเร่งกระทำโดยเร็วคือ ขยายจำนวนคนที่ “รู้ความจริง” ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขยายการจัดตั้งในระดับรากฐานให้กว้างขวาง เช่น “หมู่บ้านเสื้อแดง” ในภาคอีสาน และ “บ้านธงแดง” ในภาคเหนือ บนพื้นฐานของภาษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นพื้นบ้าน ประสานกับกระบวนประชาธิปไตยระดับรากหญ้า ตลอดจนการรวมกลุ่มเสื้อแดงในภาคกลางและเมืองใหญ่ตามสภาพสังคมวัฒนธรรมแต่ละ ท้องที่ เร่งขยายผลสะเทือนของประชาธิปไตยไปในหมู่ทหาร ตำรวจและข้าราชการให้มากที่สุด ขยายเครือข่ายสังคมออนไลน์เชื่อมกับเครือข่ายบนดินให้ทั่วถึง จัดตั้งวิทยุชุมชนให้เพิ่มขึ้นครบทุกอำเภอและตำบลทั่วประเทศ จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีกในประเทศเพื่อนบ้าน ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ภาษา และวัฒนธรรมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้คือการ เตรียมพร้อมกองทัพนอกสภา เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมที่จะกระทำต่อรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์อย่างแน่นอน บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการได้ใช้สรรพาวุธที่มีอยู่จนหมดแล้ว พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องซ้ำรอยเดิมคือ การใช้อันธพาลการเมืองบนท้องถนน ใช้พรรคประชาธิปัตย์ก่อการภายในสภา ทำให้รัฐบาลไม่อาจบริหารงานได้ แล้วใช้ตุลาการในมือมาทำลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และในที่สุด ถ้าล้มเหลว หนทางสุดท้ายก็คือ รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล: โลกแสนสุขของนักกฎหมายรัฐ

ที่มา ประชาไท

ขณะที่ข้าราชการจำนวนมากกำลังตกอยู่ในภาวะรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่สำหรับบรรดานักกฎหมายในระบบราชการถือได้ว่าเป็นยุคที่อิ่มหนำสำราญมากที่ สุด

อันมีความหมายว่าค่าตอบแทนโดยรวมของนักกฎหมายอยู่ในระดับที่สูงกว่าข้า ราชการประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมายที่ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ซึ่งกำลังจะรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบรรดาบุคลากรในองค์กรอิสระทุกองค์กรก็ต่างอยู่ในฐานะที่ “ล่ำซำ” ไม่ต่างไปจากกัน

โดยค่าตอบแทนของบุคลากรในองค์กรเหล่านี้ แม้ว่าฐานเงินเดือนจะไม่สู้มีความแตกต่างไปจากข้าราชการอื่นทั่วไป แต่จะมีเงินประจำตำแหน่งเป็นพิเศษตั้งแต่ระดับเริ่มต้นในหลักพันไปจนถึง ประมาณถึงสี่หมื่นบาท ทำให้เงินเดือนตอบแทนของบุคลากรในระดับกลางอันมีอายุราชการประมาณสิบปี สามารถมีค่าตอบแทนได้ในหลักแสน

(ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่ารถประจำตำแหน่ง อีกประมาณ 40,000 บาท ซึ่งจะจ่ายตอบแทนให้แก่บุคลากรบางตำแหน่งโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะไม่ได้มีหน้าที่ที่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนมาไหนก็ตาม แม้ในตำแหน่งซึ่งทำหน้าหลักอยู่ในสำนักงานเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม)

หากเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ ในระบบราชการไทย การจะสามารถได้รับค่าตอบแทนในลักษณะนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อขึ้นดำรง ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ เท่านั้น หรือหากเป็นข้าราชการในหน่วยงานอื่นต่อให้ทำงานจนเกษียณอายุราชการก็ยังไม่ สามารถมีรายได้สูงเทียบเท่ากับที่บรรดานักกฎหมายได้รับอยู่ แม้ว่านักกฎหมายเหล่านี้จะมีอายุราชการน้อยกว่ามากก็ตาม

มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ตำแหน่งนักกฎหมายในระบบราชการสามารถได้รับผลตอบแทนที่แตกต่างไปจากข้าราชการฝ่ายอื่น

ในปัจจุบันมีการจ่ายตอบแทนเป็นเงินเพิ่มพิเศษให้แก่ข้าราชการบางตำแหน่ง เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ หรือข้าราชการด้านอื่น ทั้งนี้เหตุผลสำคัญก็คือว่าเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอันมีความหมายว่าไม่มีคน สนใจที่จะมาทำงาน เนื่องจากภาคเอกชนให้ผลตอบมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด จึงจำเป็นต้องสร้างแรงดึงดูดใจกับบุคลากรในส่วนนี้

แต่เหตุผลดังกล่าวนี้ก็ไม่สามารถใช้กับตำแหน่งทางด้านกฎหมายได้ สถาบันการศึกษาแทบทุกแห่งล้วนมีการเปิดสอนหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ซึ่งสามารถกระทำได้โดยหาอาจารย์ประจำสักสี่ห้าคนส่วนที่เหลือก็เชิญอาจารย์ พิเศษมาเป็นผู้ร่วมสอน ผู้จบการศึกษาในแต่ละปีจึงมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ในการเปิดสอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่ใช้วุฒินิติศาสตร์ก็จะมีผู้สมัครอย่างท่วมท้น พูดได้เต็มปากว่านักกฎหมายเป็นตำแหน่งที่มีผู้ต้องการทำงานอย่างมหาศาล

ถ้าเช่นนั้นจะเป็นด้วยเหตุผลใดสำหรับค่าตอบแทนให้กับบุคลากรในกระบวนการ ยุติธรรม เหตุผลหนึ่งที่มักกล่าวถึงกันบ่อยครั้งก็คือค่าตอบแทนที่สูงจะเป็นผลให้เกิด การทำงานที่สุจริตมากขึ้น เหตุผลเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากความเชื่อแบบรวยแล้วไม่โกง ซึ่งก็เป็นชัดเจนแล้วมิใช่หรือว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้อครหาในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมาต่อกระบวนการยุติธรรมก็ล้วนเกี่ยวพันกับนัก กฎหมายในระดับสูงมิใช่หรือ

หน่วยงานรัฐบางแห่งที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่รัฐบาลก็เกาะกระแส ความล่ำซำของกระบวนการยุติธรรม ด้วยการผลักดันให้ขึ้นค่าตอบแทนของตนในช่วงเวลาหลังจากการยึดอำนาจโดยคณะรัฐ ประหารเมื่อ พ.ศ. 2549 นับเป็นสิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฝ่ายนิติบัญญัติในยุครัฐประหารก็ผ่านกฎหมายให้สมใจหน่วยงานนี้

สถานะอันสุขสบายในบางหน่วยงานของระบบราชการไทยได้ส่งผลอย่างสำคัญต่อบรรดา นักกฎหมายในหน่วยงานอื่น สิ่งที่พบเห็นกันจนเป็นปกติและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปก็คือ นิติกรประจำหน่วยงานอื่นก็จะทำงานประจำและ “แบ่ง” เวลาบางส่วนในการทำงานเพื่อเตรียมตัวสำหรับการไปสอบเพื่อให้เข้าไปอยู่ในดิน แดนอันแสนสุข ก็เห็นกันอยู่ว่าต่อให้ทุ่มเทให้กับหน่วยงานตนเองแค่ไหนก็ไม่มีวันพ้นไปจาก ความ “ดักดาน” เช่นเดียวกับข้าราชการคนอื่น

แน่นอนว่าประสิทธิภาพของการทำงานของบุคคลคนนั้นย่อมไม่เทียบเท่ากับหากว่า ได้ทำงานอย่างเต็มที่ถ้าเห็นอนาคตอยู่ในหน่วยงานตนเอง

หากมองในแง่ความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการที่มีความรู้ความ เชี่ยวชาญด้านอื่น ถ้าให้คำอธิบายว่างานทางด้านกฎหมายมีความสำคัญเป็นอย่างมาก คำถามที่ติดตามมาก็คือว่าแล้วงานทางด้านปกครอง งานทางด้านเศรษฐศาสตร์ ครูอัตราจ้าง นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักสังคมสงเคราะห์ งานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ นักประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งลูกจ้างของอุทยานแห่งชาติที่ต้องบุกป่าฝ่าฝนเพื่อนำศพของทหาร ออกมาจากป่าลึก มีความหมายเพียงน้อยนิดเท่านั้นหรือ พวกเขาจึงควรได้รับเงินเดือนประมาณสี่พันกว่าบาท

ทั้งหมดนี้ก็ควรถูกประกาศออกมาให้ชัดเจนเลยว่าเป็นงานชั้นสอง ระบบราชการไทยไม่ให้ความสำคัญเทียบเท่ากับบุคคลที่ทำการศึกษาด้านกฎหมาย

งานแต่ละด้านล้วนมีความสำคัญในตัวของมันเองโดยที่ยากจะเอามาเปรียบเทียบ ดังนั้น ในแง่ของการบริหารจัดการค่าตอบแทนจึงต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมหรือความเท่า เทียมระหว่างสาขาวิชาชีพต่างๆ อย่างสมดุล หากมีจะมีความแตกต่างอยู่บ้างคงต้องสามารถให้เหตุผลได้อย่างชัดเจนไม่ใช่ เป็นเรื่องที่มุบมิบหรือแอบกระทำกัน ดังเช่นการให้เงินเพิ่มพิเศษนานาประเภทแก่บุคลากรภายในองค์กรอย่างที่ได้ เกิดขึ้น

(แว่วๆ มาว่าหน่วยงานบางแห่งซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมามีเรื่องฉาวโฉ่ถึงความไม่ โปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่เกิดขึ้นหลายครั้งต่อสาธารณะ ก็กำลังเตรียมขออนุมัติเพื่อเพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้กับบุคลากรในองค์กรของ ตน)

แต่ที่น่าสนใจมากก็คือว่าการให้ค่าตอบแทนเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่นักกฎหมาย รวมทั้งสถาบันทางกฎหมายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง รวมทั้งความน่าเชื่อถือที่กำลังถูกสั่นคลอนอย่างสำคัญในประวัติศาสตร์ของแวด วงนิติศาสตร์ไทย แต่กลับไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อสถานะของนักกฎหมายแม้แต่น้อย สภาวะเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกเป็นอื่นใดไปได้นอกจากเป็นโลกอันแสนสุขของโดยแท้ ที่ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดต่อสังคมแม้จะกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนก็ตาม

.........................................
เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์กฎเมืองกฎหมาย วันที่ 18 สิงหาคม 2554