WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 20, 2011

อ่าน status นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ กรณีผลสอบมติชน

ที่มา ประชาไท

บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วิพากษ์สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสะท้อนอาการปากว่าตาขยิบ สองมาตรฐานขององค์กรวิชาชีพสื่อไทย เสนอสอบสื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย

บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วิพากษ์ผลการสอบสวนสื่อเครือมติชนโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สะท้อนอาการปากว่าตาขยิบ สองมาตรฐานขององค์กรวิชาชีพสื่อไทย เสนอสอบสื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย

นิธิ นันท์ ยอแสงรัตน์ บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นผ่านสเตตัสในเฟซบุ๊ก วิพากษ์สองมาตรฐานสื่อไทย กรณีอนุกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งระบุว่า สื่อในเครือมติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสื่อที่เอียงข้างเผด็จการบ้าง

ทั้ง นี้ คณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนกรณีที่มีข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจ่ายเงินให้กับผู้สื่อข่าวเพื่อให้มีการสนับสนุนพรรคในช่วงเวลา หาเสียงเลือกตั้ง โดยมีการเผยแพร่อีเมล์ที่อ้างว่าเป็นของนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุรายละเอียดในการจ่ายเงินให้กับสื่อมวลชน

โดยคณะอนุกรรมการฯ สอบแล้วไม่พบว่าบุคคลที่ปรากฏในข่าวมีการกระทำผิดตามที่กล่าวหา แต่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สื่อเครือมติชนนำเสนอข่าวมีลักษณะเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย และวานนี้ นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการมติชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ผลการสอบสวนดังกล่าว “น่าสงสัยในวิธีการและเจตนาหลายประการ โดยเฉพาะการสรุปว่า สื่อในเครือมติชน ได้แก่ ข่าวสด มติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย โดยนำภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงในสื่อ มาเปรียบเทียบจำนวน และตำแหน่งในการวางภาพ”

ประชาไทขออนุญาตนิธินัน ท์ นำสเตตัสที่โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวมาเผยแพร่อีกครั้งโดยรวบรวมและเรียบเรียง สเตตัสที่นิธินันท์เขียนขึ้นในวันที่ 18 ส.ค. 2554 จำนวน 14 ข้อความ โดยเธอแสดงความเห็นด้วยต่อการตั้งข้อสังเกตของกรรมการผู้จัดการมติชนว่าผล การสอบสวนดังกล่าว “มีปัญหา” และเธอขอเสนอเพิ่มเติมว่าองค์กรวิชาชีพสื่อไทยควรมีการสอบสวนสื่อมวลชนอีก ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากคือ สื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย

เห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ว่าการผลการสอบดังกล่าวมีปัญหา

“เห็น ด้วยว่าผลสอบมีปัญหา อ่านแล้วคลื่นไส้มาก สรุปว่าถ้าเป็น "พวกเรา" ทำอะไรก็ถูกหมด ดีหมด ถ้าทำท่าว่าไม่ใช่พวกเรา พวกมันต้องทุจริตแน่ๆ สื่อเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ เชียร์กลุ่มอภิสิทธิชนออกนอกหน้า หรือด่าพรรคเพื่อไทยและชาวบ้านที่ไม่เอาด้วยกับอภิสิทธิชนอย่างสาดเสียเท เสีย ใส่ร้ายป้ายสีเขาชนิดไม่มีความเที่ยงธรรมแม้แต่น้อยก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา ถือเป็นสื่อดีวิเศษ แต่สื่อที่ทำต่างจากนี้ มีปัญหา พวกมันมีแนวโน้มโกง เลว.....

“การที่แต่ละพรรคการเมืองมีนโยบาย บริหารจัดการสื่อ ไม่ได้แปลว่า สื่อต้องไปรับนโยบายของพรรคการเมือง การบริหารจัดการของพรรคก็เป็นเรื่องของพรรค เช่นวางแผนว่าช่วงนี้พรรคจะเสนอเรื่องอะไร จะทำอะไร จะบอกอะไรกับสาธารณะ พรรคการเมืองเป็นองค์กร ถ้าไม่มีแผนบริหารจัดการกระทั่งด้านสื่อสารมวลชน ประชาสัมพันธ์ ต้องเรียกว่าห่วย ทำงานไม่เป็น”

“สื่อขายตัว” “ รับเงิน” ล้วนเป็นคำใหญ่โตเอาไว้หลอกด่า เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น

“สื่อ ทุกวันนี้ก็เหมือนกันหมด ไอ้เรื่องประเภทสื่อขายตัว รับเงิน ฯลฯ งี่เง่าเหล่านั้น มันเป็นคำใหญ่โตเอาไว้หลอกด่า เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นทุกสื่อทำมาหากินแบบธุรกิจ และอาจ "เลือกข้าง" แนวคิด อุดมคติทางการเมือง สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าสื่อทำหน้าที่สื่อหรือไม่แม้คุณจะเลือกข้างก็คือ คุณรายงานข่าวรอบด้านอย่างเที่ยงธรรมเพียงใด หรือคุณระงับใจคุณไม่ให้อคติจนกลายเป็นไส่ร้ายป้ายสี สร้างข่าวขึ้นมาเองเพื่อให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างไรมากกว่า ไอ้ประเภทมาชี้หน้าหาเรื่องกันว่า คนนั้นคนนี้เป็นสื่อเลวเพราะทักษิณ อันนี้ทุเรศ เพราะคนที่เชียร์ฝ่ายตรงข้ามทักษิณอย่างออกนอกหน้าก็มีเยอะ ทำไมไม่ด่ากันบ้างละคะ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของสองมาตรฐานในสังคมไทยที่ไร้หลักการ”

ข้อสังเกตถึงกรณีอีเมล์รั่ว “ไม่เป็นธรรมชาติ” มากๆ

“เคส นายวิม นึกๆ ก็ประหลาดใจนะ เขียนเมลถึงหัวหน้าตัวเอง "สั่งการ" ให้ไปบอกทักษิณอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่เป็น "ธรรมชาติ" มากๆ ใครสั่งทักษิณได้หรือ ทักษิณคนที่ภาพลักษณ์ชัดเจนว่า ไม่รู้จักนิ่ง ไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนนี่นะ สั่งได้ แถมเงินที่ว่าจ่าย "ซื้อนักข่าว" รายละสองหมื่นนี่ก็ "ตลกมาก" และอ่านในผลสอบก็ชัดๆ ว่า แต่ละคนที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้รับผิดชอบข่าวประจำวันของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ เลย มองดีๆ สิคะ มันเป็นรายการ "สร้างเรื่อง" "หาเรื่อง" ชัดๆ หาเรื่องและสร้างเรื่องบนความอ่อนไหวเชิงดรามาของคนไทยเรื่อง "อุดมคติและจริยธรรมอันยิ่งใหญ่ของคนดี"

“คนไทยโดยเฉพาะคนชั้นกลางใน กรุงเทพฯ ที่คิดว่าชีวิตของฉันต้องดีพร้อมนั้น ตื่นตระหนกตกใจง่าย เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ไม่ค่อยคิดใคร่ครวญ มองทุกอย่างเป็นสูตรสำเร็จ

“ทั้งสมาคมฯ ทั้งสภาฯ....น่าคลื่นไส้ ทำท่าจริยธรรมกันสูงส่ง แต่ปากว่าตาขยิบกันมากมาย ฉันทำได้ เธอทำไม่ได้”

ความเกลียดชังทักษิณทำให้คนทำสื่อไร้หลักการ และข่มทับคนอื่นด้วยคำว่า จริยธรรม

“ที่ กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า สื่อ "รับเงิน"-ขายตัว" เป็นเรื่องธรรมดาตามที่ว่ากันมาเป็น cliche (ความคิดที่คร่ำครึ/ข้อกล่าวอ้างซ้ำซาก) แต่หมายความว่า ข้อกล่าวหาอย่างนั้น เป็นเรื่องตลกไปเสียแล้ว สื่อก็ทำงานรับเงินเดือน บริษัทสื่อก็ทำธุรกิจ การทำงานสื่อก็เป็นองค์กร เป็นระบบกองบรรณาธิการ ดังนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องประเภท นักการเมืองไปเรียกคนทำสื่อมาสักคน จ่ายเงินแล้วบอกว่า เขียนเชียร์ฉันหน่อยนะ เพราะรูปแบบอย่างนั้นเป็นเรื่องตื้นเกินไป

“ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ คือบริษัทสื่อรับเงินโฆษณา ฝ่ายธุรกิจซื้อพื้นที่สื่อลงโฆษณาสินค้าของตน ธุรกิจสื่อก็อยู่รอด และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องรับซอง เป็นเรื่องธุรกิจ สมัยก่อน ฝ่ายโฆษณาไม่บอกฝ่ายบรรณาธิการว่าช่วยทำข่าวเรื่องนั้นเรื่องนี้ แยกกันเด็ดขาด แต่สมัยนี้ บางทีฝ่ายโฆษณาก็มาบอกฝ่ายข่าวว่าทำเรื่องนั้นนี้ให้บ้าง เส้นแบ่งข่่าวกับธุรกิจมันก็ค่อยๆ บางลง

“พอถึงยุคการเมืองเข้ม ก็มีอีก สมัยที่รัฐบาลทักษิณยังไม่ถูกรัฐประหาร สื่อบางกลุ่มก็ไปประชุมร่วมกับฝ่า่ยจะล้มรัฐบาล วางแผนกันเสร็จสรรพ จะทำทุกวิธีล้มให้ได้ ฝ่ายธุรกิจที่เกลียดรัฐบาลก็สนับสนุนซื้อพื้นที่สื่อนั้น สื่อนั้นก็ได้โฆษณาจากฝ่ายธุรกิจที่เป็นพวกเดียวกัน พอรัฐบาลใหม่มา ก็มีงบจากกระทรวงต่างๆ ให้สื่อมาจัดกิจกรรมหาเงินที่เรียกว่าจัด event อีก ถ้าไม่เกี่ยวกับทักษิณ ทำได้ ไม่มีผิดเลย ไม่มีการกล่าวหาใดๆ เลย เพราะบอกกันว่า นี่แหละธุรกิจ

“แต่พอจะหาเรื่องกัน ก็บอก นี่พวกทักษิณนี่ บริษัททักษิณ พรรคทักษิณมาซื้อพื้นที่สื่อนี้เยอะ มันต้องเข้าข้างทักษิณแน่เลย...อ้าว แล้วพวกที่ได้จากอีกฝ่ายละคะ พวกทีร่วมประชุมวางแผนล้มรัฐบาลทักษิณละ ???

“สื่อที่รับโฆษณาจาก ฝ่ายที่เกลียดทักษิณก็บอกว่า โอ๊ย ฉันเที่ยงธรรม ฉันไม่เชียร์ประชาธิปัตย์ออกนอกหน้าหรอก ซึ่งเขาก็อาจจะพยายามเที่ยงธรรมจริง แต่ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่คิดละคะว่า สื่อที่รับโฆษณาจากฝ่ายชอบทักษิณเขาก็พูดได้เหมือนกันว่าเขาเที่ยงธรรม

“เห็น ไหมว่า ความเกลียดทักษิณในสังคมไทยนี้มันทำให้คนไทยโง่และบ้ากันหมด ไร้หลักการโดยสิ้นเชิง แถมยังงี่เง่าพอที่จะยกหลักการหรู ๆ คำพูดสวยๆ ใหญ่โตต่างๆ มาอ้างว่าตนเป็นคนดีกว่า มีจริยธรรมกว่า ไปข่มทับคนอื่นแบบไร้หลักการด้วย

“แน่นอนว่าคนก็อ้าง "อุดมการณ์" กันทั้งนั้น แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ นะ ควรจะตาสว่างฉลาดเฉลียว มองให้เห็นความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยม ยอมจำนน ให้อภิสิทธิชนซึ่งอ้างตัวเป็นคนดีควบคุมดูแลประเทศกับอุดมการณ์เสรีนิยม ประชาธิปไตย ที่เชื่อมั่นและเคารพในเสรีภาพของปัจเจก เคารพในสิทธิเสียงของสามัญชน คนเกิดมามีเสรีภาพ เราก็มีสิทธิเลือกอุดมการณ์ของเรา มันเรื่องอะไรเอาสื่อไปมอมเมาผู้คนให้ยอมจำนน และสื่อที่อ้างอุดมการณ์เหล่านั้นก็ได้เงินสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม อย่างนี้จะถือว่า ขายตัวให้อนุรักษ์นิยมไหม หรือถือว่ามีอุดมการณ์ร่วมกัน ถ้าอย่างนั้น มันเรื่องอะไรไปชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นที่มีอุดมการณ์แตกต่างว่าขายตัว”

สื่อยัดเยียดความเชื่อเรื่อง “คนโง่ ซื้อได้ ผลประโยชน์คือความเลว” แต่สื่อเองก็ทำมาหากินเพื่อผลประโยชน์

“ความ คิด cliche หนึ่งที่สื่อไทยใส่หัวคนในสังคมมาตลอดเพราะคนทำสื่อจำนวนหนึ่งก็ดัน "โง่" เชื่ออย่า่งนั้นจริงจังก็คือ คนซื้อได้ คนไม่มีหัวคิดเป็นของตัวเอง ใครคิดอะไรไม่เหมือนเรา ไม่คิดถึงสถาบันชาติในแนวเดียวกับเรา แปลว่า มัน "ขายตัว".....คิดอัตโนมัติกันแบบนั้น จึงไม่มีทางมองเห็นภาพรวมเลย ไม่เห็นประเด็นปัญหาจริงๆ เลย เพราะมันฝังหัวอยู่แค่นั้น ในกรอบจำกัดแค่นั้น

“cliche อีกอย่างที่คนทำสื่อยัดเยียดใส่หัวคนก็คือ เงิน และ ผลประโยชน์ เป็นความเลว แต่ขอโทษ สื่อก็ทำมาหากินเพื่อเงินและผลประโยชน์ ทุกคนก็ทำงานเพื่อเงินเป็นตัวกลางในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต แต่ถ้าจะส่งเสริมในแง่ว่า เราทุกคนก็ควรใช้เงินและคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้อย่างพอดี ก็สื่อเองอีกนั่นแหละที่เชิดชูบูชาความฟุ่มเฟือยหรูหราต่างๆ นานา...ปากว่าตาขยิบที่สุดในโลกจึงเป็นสื่อนี่เอง”

ลำดับเหตุการณ์กรณีสอบสวนสื่อเครือมติชน

30 มิถุนายน เว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ เสนอข่าวอีเมล์ 2 ฉบับ ระบุว่า มีอีเมล์หัวข้อ "จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์" ส่งเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 และหัวข้อ "ข้อเสนอ วิม?" ส่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยพาดหัวว่า "กุนซือปู ซื้อสื่อที่ละ 2 หมื่น มีเนื้อหาพาดพิงถึงบุคคลหลายคน โดยเป็นบุคคลในสังกัดหนังสือพิมพ์"

5 กรกฎาคม คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน นางบัญญัติ ทัศนียะเวช รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นกรรมการ

หลังจากนั้น ทางคณะอนุกรรมการส่งจดหมายเชิญผู้ถูกพาดพิงถึงไปให้ปากคำ โดยมีผู้เดินทางไปให้ปากคำ 5 คน และไม่ได้เดินทางไปให้ปากคำ 3 คน แต่ใช้วิธีส่งจดหมายไปให้แทน นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการยังได้เชิญนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ตลอดจนผู้ควบคุมการเสนอข่าวทางเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ มาให้ข้อมูลด้วย ผลการตรวจสอบสรุปว่า คณะอนุกรรมการเชื่อว่า อีเมล์ทั้ง 2 ฉบับน่าจะส่งมาจากบัญชีและรหัสผ่านของนายวิมจริง ส่วนผู้ที่ถูกพาดพิงทั้งหมดไม่สามารถสรุปได้ว่าเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อ ไทย

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการ มีข้อสรุปเกี่ยวกับการเสนอข่าวของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โดยระบุว่า 1.ภาพข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และข่าวสด นำเสนอภาพข่าวสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 2.ข่าวเลือกตั้ง ข่าวสด มติชน ไทยรัฐ สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 3.บทสัมภาษณ์พิเศษ รายงาน สกู๊ปข่าว มติชนสัมภาษณ์ฝ่ายพรรคเพื่อไทย 4 ครั้ง แต่สัมภาษณ์ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ 2 ครั้ง เป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จักเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย หนังสือพิมพ์ข่าวสดเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่แปลบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.คอลัมน์การเมืองหนังสือพิมพ์ข่าวสด มีเนื้อหาโจมตีนายอภิสิทธิ์ ชัดเจนและมากที่สุด และยังสนับสนุนภาพลักษณ์เชิงบวกแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5.โฆษณาพรรคการเมืองในหนังสือพิมพ์ โดยพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่โฆษณามากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และมีข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์เครือมติชนเท่านั้น

"จากผลการศึกษาดังกล่าว เชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีการบริหารจัดการสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบ" รายงานของคณะอนุกรรมการระบุ

18 สิงหาคม นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการมติชน เปิดเผยว่า ได้เห็นผลการสอบของคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอี เมล์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวล ชน ที่มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมีมติแต่งตั้งขึ้นแล้ว ผลการสอบระบุว่า บุคคลที่ถูกพาดพิงในอีเมล์ ไม่ได้กระทำผิด ข้อหารับสินบนตามอีเมล์นั้นตกไป เป็นเรื่องเข้าใจได้ และมติชนได้ยืนยันความบริสุทธิ์มาตั้งแต่ต้น แต่การตั้งประเด็นตรวจสอบการเสนอข่าวของสื่อ มีข้อน่าสงสัยในวิธีการและเจตนาหลายประการ โดยเฉพาะการสรุปว่า สื่อในเครือมติชน ได้แก่ ข่าวสด มติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย โดยนำภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงในสื่อ มาเปรียบเทียบจำนวน และตำแหน่งในการวางภาพ


ส.ส.เพื่อไทยประกันคดีหมิ่นเบื้องสูง “สมยศ-สุรชัย” ยังแห้ว ด้านแดงภูมิภาครอประกันอีกสัปดาห์หน้า

ที่มา ประชาไท

ส.ส.เพื่อไทยประกันแดงคดีหมิ่นเบื้องสูง “สมยศ-สุรชัย” ยังแห้วประกัน พร้อมส่งศาลอุทรณ์พิจารณาคำสั่งปล่อย 6 นปช. "ธวัชชัย เอี่ยมนาค" ให้ประกันปล่อยตัวชั่วคราว ขณะที่ทนายจะยื่นประกันตัวอีกครั้งในวันที่ 23 ส.ค.นี้ ด้าน 20 นปช.อุบลฯ ยังไม่ประกัน รอศาลตัดสิน 24 ส.ค. นปช.มหาสารคามคาดขอประกันสัปดาห์หน้า ส่วนศาลเลื่อนตัดสินประกันตัวแดงขอนแก่น
"ณัฐวุฒิ" นำทัพ ส.ส.เพื่อไทยประกันแดงคดีหมิ่นเบื้องสูง
19 ส.ค. 54 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,น.พ.เหวง โตจิราการ , นายก่อแก้ว พิกุลทอง , นายพายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เดินทางมายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยตัวชั่วคราว นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือแซ่ด่าน และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูง และจำเลยอีก 7 คน สำนวนคดีหมายเลขดำที่ อ.1678/2554 , อ.2440/2553 , อ.2417/2553 , อ.1610/2553 , อ.1814/2553 และ อ.2274/2553 ข้อหาร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปปลุกปั่นยุงยุงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย 8 คน ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ นายพายัพ ปั้นเกตุ น.ส.ภูวนิดา คุนผลิน นายสุชาติ ชาดาธำรงเวช นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ซึ่งเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ส.ส.กทม. พร้อมเงินสดอีกรายละ 500,000 บาท
โดย นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวว่า สำหรับเหตุผลในการยื่นประกันตัว เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้สถานการณ์การเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แล้ว ประกอบกับคดีมีความชัดเจนระดับหนึ่ง ดังนั้นเพื่อความสมานฉันท์ปรองดอง จึงต้องการให้ผู้ต้องหาได้ออกมาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ขณะที่วันเดียวกันนี้ทีมทนายความจะยื่นแนวร่วม นปช. อีก 20 คนที่ถูกยื่นฟ้องคดีลักษณะเดียวกันนี้ ประกอบด้วยศาลอาญากรุงเทพใต้ 8 คนซึ่งมีคดีเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย ศาลจังหวัดพระโขนง 4 คน ศาลจังหวัดมีนบุรี 4 คน ศาลจังหวัดสมุทรปราการ 2 คน และศาลจังหวัดนนทบุรี 2 คน โดยจะใช้ตำแหน่ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และ ส.ส.เขต พรรคเพื่อไทย และเงินสดอีกรายละ 500,000 บาท ในการยื่นขอประกันตัวเช่นกัน
ศาลไม่ให้ประกันแนวร่วมเสื้อแดง "สุรชัย-สมยศ"
ล่า สุด เมื่อเวลา 15.00 น.ศาลอาญา ถ.รัชดาฯ มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัว แนวร่วม นปช. 6 คน ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป และให้ปล่อยตัวชั่วคราว 1 คน คือ นายธวัชชัย เอี่ยมนาค 37ปี ผู้ต้องหาคดีมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต และกรณีพกวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง เตรียมก่อเหตุบริเวณที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2554 โดยตีราคาประกัน 3 แสนบาท
ส่วน อีก 2 ราย คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยคดีหมิ่นเบื้องสูงนั้น ศาลยกคำร้อง เนื่องจาก เห็นว่าศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย กรณีจึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ให้ยกคำร้อง สำหรับ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ แซ่ด่าน นั้น ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยยังถูกคุมขังในคดีหมิ่นเบื้องสูง และคดีอื่นอีก กรณีจึงไม่มีเหตุให้ปล่อยตัวชั่วคราว
เช่นเดียวกับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แนวร่วมนปช.2 คน ไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาประกันตัว
ขณะ ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว แนวร่วม นปช. 2 คน เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวมาแล้ว จึงให้ยกคำร้อง
ส่วนศาลจังหวัดมีนบุรี พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแนวร่วม นปช. 4 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีมีวัตถุระเบิดและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับ อนุญาต โดยศาลตีราคาประกัน คนละ 2.5 แสนบาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ
ด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช.กล่าวว่า การยื่นประกันตัวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ รวม 8 คนนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล ขณะที่การยื่นคำร้องขอประกันตัว แนวร่วม นปช.ต่อศาลจังหวัดพระโขนง 4 คนนั้น ไม่มีการยื่นคำร้องในวันนี้เนื่องจากรวบรวมเอกสารไม่แล้วเสร็จ โดยจะยื่นประกันตัวอีกครั้ง ในวันอังคารที่ 23 ส.ค.นี้
ยังไม่ยื่นประกันตัว 20 นปช.อุบลฯ รอศาลตัดสิน 24 ส.ค.
เมื่อ เวลา 10.00 น. วันนี้ (19 ส.ค.) นายวัฒนา จันทศิลป์ ทนายความของกลุ่ม นปช. จังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมายังศาลจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมชี้แจงกับญาติของผู้ต้องหาแนวร่วม นปช. กรณี ส.ส.เพื่อไทยเขตอีสานใต้ นัดหมายกันไว้ก่อนหน้านี้จะใช้ตำแหน่ง ส.ส.ประกันตัวผู้ต้องหา 20 คน ที่ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำกลางอุบลราชธานี คดีเหตุการณ์ชุมนุมและเผาสถานที่ราชการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 นั้น
กลุ่ม ส.ส.เห็นว่าศาลจังหวัดอุดรธานีจะมีคำพิพากษาในวันที่ 24 ส.ค. นี้ จึงยังไม่ขอยื่นประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 20 คน โดยจะรอฟังคำตัดสินก่อน ซึ่งเป็นการตัดสินของศาลชั้นต้นว่าจะออกมาอย่างไร ทั้งนี้ หลังฟังคำชี้แจงทางญาติของผู้ต้องหาจึงพากันเดินทางกลับ
นปช.มหาสารคามคาดสัปดาห์หน้าพร้อมยื่นขอประกันตัว 9 ผู้ต้องหา
ด้าน นางรังสิมา เจริญศิริ ส.ส. มหาสาร คาม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมนายอดิศร วัฒนบุตร แกนนำแนวร่วม นปช. และนายคม รม พลพรกลาง ทนายความ เยี่ยมผู้ต้องหา นปช. จำนวน 9 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมหาสารคาม
โดยนายคารม กล่าวว่า คดีเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีแนวร่วมของ นปช. อีก 110 คน ทั่วประเทศ ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหลายจังหวัด และเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาที่จังหวัดอุดรธานีแล้วจำนวน 22 คน ซึ่งกลุ่ม นปช. จะดำเนินการยื่นประกันตัวผู้ต้องหากลุ่มแนวร่วมคนเสื้อแดงทุกจังหวัด ในส่วนของจังหวัดมหาสารคามมีผู้ต้องหาแนวร่วม นปช. อยู่จำนวน 9 คน คือ นายคมกฤษ คำวิแสง นายภานุพงษ์ นวลเสน นายสมโภชน์ สีกากุล นายอุทัย คงหา นายไพรัช จอมพรรษา นายมนัส วรรณวงศ์ นายสุชล จันปัญญา นายชรัญ เอกสิริ และ นายเดชอดุลย์ เดชบุรัมย์ ซึ่งทั้งหมดถูกศาลตัดสินเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ข้อหาวางเพลิง-ตระเตรียมการวางเพลิง ถูกจำคุก 5 ปี 8 เดือน จากเหตุการณ์เตรียมเผาที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม แต่วันนี้ยังไม่สามารถยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้กับผู้ต้องขังทั้ง 9 คนได้ เนื่องจากจังหวัดมหาสารคามมี ส.ส.อยู่ 6 คน ซึ่งจะต้องใช้ ส.ส. ทั้งหมด 9 คน และเงินประกันอีกคนละ 1 ล้านบาท โดยได้ประสานกับ ส.ส.ร้อยเอ็ด แล้วอีก 3 คน คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถยื่นขอประกันตัวได้
ศาลเลื่อนตัดสินประกันตัวแดงขอนแก่น
ที่ จ.ขอนแก่น ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพิจารณาคดีแกนนำกลุ่ม นปช. ของศาลจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ประทับรับคำร้องการยื่นขอประกันตัวและอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว กลุ่มเสื้อแดงทั้ง 4 คน ที่ถูกคุมขังภายในเรือนจำกลางขอนแก่น จากคดีการลอบวางเพลิง เผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น และสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งทนายกลุ่ม นปช. ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส. 6 คน ประกันตัวแกนนำทั้ง 4 คน โดยศาลจังหวัดของแก่น ได้ประทับรับคำร้องและมีการไต่สวน โดยที่อัยการเจ้าของคดี ไม่มีการคัดค้านการประกันตัวดังกล่าว โดยศาลจังหวัดของแก่น จะมีการให้ฟังคำพิพากษา ว่าจะอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ ในวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม นายธนิต มาสีพิทักษ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยังคงมั่นใจว่า ศาลจะใช้ดุลยพินิจ พิจารณาในการปล่อยตัวชั่วคราว ในวันจันทร์นี้
เสื้อแดงเชียงใหม่ชุมนุมหน้าคุก ร้องปล่อยตัว “นักโทษแดง”
ที่ จ. เชียงใหม่ กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 20 คนเดินทางมายังเรือนจำกลางเชียงใหม่ เพื่อเข้าเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำกลาง พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 7 คนออกจากเรือนจำ
การ รวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการรำลึกถึง เหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงยังต้องการแสดงออกเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ต้องหา ทั้ง 7 ราย ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงมองว่าเป็นนักโทษในคดีการเมืองออกจากเรือนจำกลาง เชียงใหม่ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับความยุติธรรมจากการตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทางการ เมือง รวมทั้งยังไม่ได้รับการประกันตัวเพื่อออกมาต่อสู้คดีในสมัยของรัฐบาลชุดที่ ผ่านมาแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ก่อนการชุมนุม มีรายงานว่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ จ.เชียงใหม่บางคนเข้าร่วมในการชุมนุมดังกล่าวด้วย รวมทั้งอาจจะมีการติดต่อเพื่อขอยื่นประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย เช่นเดียวกับที่มีการเคลื่อนไหวประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องโทษของ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยที่ จ.อุบลราชธานีในช่วงที่ผ่านมา
อย่าง ไรก็ตาม เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาถึงเรือนจำกลางเชียงใหม่ ได้มีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมโดยมาชุมนุมกันบริเวณหน้าที่ทำการเรือนจำกลาง พร้อมกับชูป้ายข้อความ “ปล่อยตัวนักโทษการเมือง” แทน ส่วนการยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหานั้นได้เปลี่ยนเป็นนำเรื่องมอบให้กับตัวแทน ส.ส.ไปดำเนินการต่อ เนื่องจากตามกระบวนการยื่นขอประกันตัวนั้น ผู้ต้องหาต้องเป็นฝ่ายยื่นเรื่องขอให้ ส.ส.ช่วยประกันตัวก่อน จากนั้น ส.ส.จึงจะสามารถดำเนินการใช้ตำแหน่งในการยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาได้ โดย ส.ส. 1 คนสามารถยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย
รายงาน ข่าวแจ้งว่า หลังจากมีตัวแทนของ ส.ส.มารับเรื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงในวันนี้แล้ว คาดว่าจะมีการหารือกันในกลุ่ม ส.ส.เชียงใหม่ต่อไป ก่อนจะสรุปว่า ส.ส.คนใดบ้างที่จะเป็นผู้ยื่นขอประกันตัวให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องโทษ อยู่ในเรือนจำในขณะนี้
ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, เนชั่นทันข่าว, ไอเอ็นเอ็น, ASTV ผู้จัดการออนไลน์

เปิดนโยบาย "ยิ่งลักษณ์" 8 นโยบายหลัก 16 เรื่องด่วน

ที่มา ประชาไท

เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" หนา 59 หน้า 8 นโยบายหลัก 16 เรื่องด่วน เน้นสร้างปรองดอง ปราบยาเสพติด

19 ส.ค. 54 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงาน ว่าสำหรับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะแถลงต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 23-24 ส.ค.นี้ เป็นกระดาษ ขนาด เอ 4 มีความหนา 59 หน้า โดยแบ่งเป็นนโยบาย 8 ด้าน คือ 1.นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก 2.นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ 3.นโยบายเศรษฐกิจ4.นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต 5.นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวิจัย และนวัตกรรม 7.นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ8.นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก มี 16 เรื่อง ดังนี้

1.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้แก่

1.1 เสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของคนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเป็นอัน หนึ่งอันเดียวกันและยึดมั่นใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

1.2 เยียวยาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องแก่บุคคลทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความเห็นที่แตกต่างและความรุนแรงที่ก่อตัว ขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

1.3 สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ดำเนินการอย่างเป็นอิสระและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ในการ ตรวจสอบและค้นหาความจริงจากกรณีความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต บาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจรวมทั้งความเสียหายทางทรัพย์สิน

2.กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ”

3.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง

4.ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายพื้นที่ชลประทาน

5.เร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

6.เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ

7.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

8.ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค

9.ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล

10.ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน

11.ยกระดับราคาสินค้าเกษตรกรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน

12.เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ โดยจะประกาศให้ปี 2554-55 เป็นปี “มหัศจรรย์ไทยแลนด์” Miracle Thailand Year

13.สนับสนุนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการสร้างเอกลักษณ์และการผลิตสินค้าในท้องถิ่น

14.พัฒนา ระบบประกันสุขภาพ 15.จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท๊บเล็ตให้แก่โรงเรียน โดยเริ่มทดลองดำเนินการในโรงเรียนนำร่องสำหรับเด็กระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา พ.ศ.2554 16.เร่งรัดและผลักดันการปฎิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประชาชนเห็นชอบผ่านการออกเสียงประชามติ.

สมาคมพุทธประทีปแจงข้อเท็จจริงส่งศพไปฝังที่ระยอง

ที่มา ประชาไท

นายกสมาคมพุทธประทีปหลังสวนแจง 165 ศพ ส่งไปร่วมทำบุญกุศลป่าช้าใน จ.ระยอง ไม่เกี่ยวเหตุการณ์ม็อบแดง และการส่งศพปฏิบัติกันมาตามประเพณีหลายปี มีหลักฐานเก็บไว้ชัดเจน

19 ส.ค. 54 - สำนักข่าวไทยรายงาน ว่า นายสงวน นิลรัตโนทัย นายกสมาคมพุทธประทีปหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ชี้แจงกรณีมีข่าวพบศพนับร้อยที่จังหวัดระยองมาจาก จ.ชุมพรว่า ศพดังกล่าวถูกนำไปฝังไว้เพื่อเตรียมงานพิธีล้างป่าช้าที่จะมีขึ้นปี 2555 ของสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ใน จ.ระยอง ซึ่งเป็นสมาคมเครือข่ายกับสมาคมพุทธประทีปหลังสวน หรือที่รู้กันทั่วไปว่าเป็นสมาคมพี่และสมาคมน้อง ที่ผ่านมามีประเพณีปฏิบัติสืบทอดกัน ถ้าจะจัดการล้างป่าช้า หรือกรณีจำนวนศพที่จะล้างป่าช้าในช่วงปีนั้นมีน้อยก็จะนำศพไร้ญาติจากสมาคม ในเครือข่ายไปร่วมพิธีด้วยเพื่อสร้างบุญกุศล และเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ใน จ.ระยอง ได้ติดต่อมายังสมาคมพุทธประทีปหลังสวนที่จัดตั้งหน่วยกู้ภัยเก็บศพที่เกิด จากเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งอุบัติภัยธรรมชาติ โดยมีทั้งศพชาวต่างด้าวและบุคคลไม่ทราบชื่อกลายเป็นศพไร้ญาติจำนวน 165 ศพ ที่เคลื่อนย้ายไปที่ จ.ระยอง

นายสงวน กล่าวว่า ช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีศพจำนวนมากเก็บไว้ภายในสุสานของสมาคมพุทธประทีปหลังสวน เพื่อรอญาติหรือรอการดำเนินคดีกรณีมีญาติมาขอตรวจสอบ และเมื่อไม่มีญาติ พอได้ระยะเวลาจะล้างป่าช้า โดยจะแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทางราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาเผาศพตามพิธีทาง ศาสนา แล้วจะเก็บเถ้ากระดูกไว้ รวมถึงบันทึกภาพถ่ายรายละเอียดศพไว้ครบถ้วน อีกทั้งขณะนี้สถานที่เก็บศพของสมาคมพุทธประทีปหลังสวนเริ่มเต็ม จึงนำศพส่วนหนึ่งไปร่วมกับสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ที่ระยอง ซึ่งขนย้ายไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยได้ชี้แจงกับสื่อจนเป็นที่เข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว

นายสงวน กล่าวว่า กรณีที่มีการนำศพไร้ญาติไปร่วมในพิธีล้างป่าช้า ตามคำขอของสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ที่ระยองนั้น สมาคมพุทธประทีปหลังสวนได้ขออนุญาตจากทางราชการ และบันทึกภาพถ่ายของศพไร้ญาติเหล่านั้นไว้ทุกศพ ซึ่งเป็นศพที่มีอายุการเก็บยาวนานมาก บางศพเกือบ 10 ปี เรียกได้ว่าแทบจะเหลือ แต่โครงกระดูกแล้ว เป็นศพที่เก็บได้จากหลายสถานที่ เช่น เสียชีวิตกลางทะเลกรณีเกิดภัยธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ช่วงเกิดพายุเกย์ เพราะศพจากพายุเกย์ได้ผ่านการล้างป่าช้าไปหลายปีแล้ว ขอยืนยันว่าเป็นศพไร้ญาติเพื่อรอการล้างป่าช้าในปี 2555 เท่านั้น ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่มีเอกสารยืนยันได้ ไม่ใช่เป็นศพใหม่ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือ นปช. ทั้งสิ้น

ด้าน พ.ต.อ.สุพจน์ บุญชูดวง ผกก.สภ.สวี อ.สวี จ.ชุมพร อดีต ผกก.สภ.หลังสวน กล่าวว่า เดือนสิงหาคม 2553 ช่วงขนย้ายศพไร้ญาตินั้น ทางสมาคมพุทธประทีปหลังสวน ได้มีหนังสือขออนุญาตนำโครงกระดูกของศพไม่มีญาติ ไปบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดทางภาคตะวันออก แต่จำไม่ได้ว่ามีจำนวนทั้งหมดกี่ศพ และได้ตรวจสอบแล้วก็พบว่าเป็นโครงกระดูกจริง และมีหนังสือขออนุญาตถูกต้องตามระเบียบจึงลงนามในหนังสืออนุญาตให้ขนย้ายไป ได้

“ทราบจากคณะกรรมการสมาคมพุทธประทีปหลังสวนว่า โครงกระดูกทั้งหมดเป็นศพไม่มีญาติที่ถูกฝังไว้ในป่าช้าจำนวนหลายศพ ตามหาญาติไม่พบจนคดีสิ้นสุดอายุความแล้วบ้าง เป็นศพของแรงงานต่างด้าวบ้าง แต่รายละเอียดคิดว่าคงต้องสอบถามที่สมาคมพุทธประทีปหลังสวน เพราะตอนนี้ผมย้ายมาเป็น ผกก.สวีแล้ว จึงไม่มีรายละเอียดอยู่ในมือ”

สำหรับ สุสานสมาคมพุทธประทีปหลังสวน ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหลังสวน เนื้อที่ราว 15 ไร่ ส่วนหนึ่งเป็นสุสานที่ใช้ฝังศพคนไทยเชื้อสายจีนที่เก็บศพบรรพบุรุษไว้ในฮวง จุ้ย อีกส่วนหนึ่งไว้เก็บศพไร้ญาติที่มาจากพื้นที่ต่าง ๆ

มาร์ค-ตุลย์กับไอ้8หลอด จับได้จะๆยื่นยุบซะปชป.

ที่มา Thai E-News




จับได้จะๆต้องยุบพรรคปชป.มั้ย?-ที่เว็บบอร์ดประชา ทอล์ก มีการโพสต์รูปถ่ายแฉว่า เมื่อวานก่อนหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ วิ่งรอกรับงานประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่น แล้วรับงานวิ่งไปยื่นหนังสือแถลงการณ์กับICT(ภาพล่าง)เป็นรถคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นรถหาเสียงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยใช้บริการ(ภาพกลาง:จากข่าวสด) คือรถกระบะมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน ษต 5386 ลำโพง 8 หลอด หลักฐานแบบนี้ยื่นยุบปชป.ซะเลยดีมั้ย เพราะเห็นเอะอะอะไรปชป.ก็ยื่นยุบพท.ท่าเดียวอยู่ตลอด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 สิงหาคม 2554

นพดลบอกปชป.เลิกหมกมุ่นกับการเดินทางของแม้วได้แล้ว

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปประเทศกัมพูชาก่อนเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นว่า ได้มีโอกาสพูดคุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดย พ.ต.ท.ทักษิณมีความกังวลว่าประเด็นดังกล่าวจะเกิดความสับสนจนทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ต้องมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าข่าวที่ออกมาไม่เป็นความจริง ดังนั้นตนจึงต้องออกมาแถลงในเรื่องนี้

นายนพดลกล่าวว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ขอฝากไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า การจะถอดถอนอะไรก็ควรดูข้อมูลให้ดี เพราะหากเป็นการถอดถอนเท็จ อาจมีความผิดตามกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านควรเลิกหมกมุ่นกับการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณได้แล้ว และควรนำเวลาไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนจะดีกว่า เพราะเราจะไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองใดๆ และการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณในขณะนี้ก็เป็นไปตามปกติ เหมือนกับการเดินทางในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

เปิดจดหมายเชิญจากญี่ปุ่นให้ไปบรรยาย


ประชาไท ได้ลงคำแปล จดหมายแจ้งข่าวการปาฐกถาของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย แปโดย "นักเรียนเก่าญี่ปุ่น" และ "Pop Anan" จากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น(คลิ้กที่นี่)
ดังต่อไปนี้

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยมีกำหนดการเดินทางมาเยี่ยมเยือนประเทศญี่ปุ่นในช่วง ปลายเดือนสิงหาคมเพื่อแสดงปาฐกถาและให้ความกระจ่างเกี่ยวกับจุดยืนของตนเอง ต่อไปหลังจากนี้ ตามคำเชิญขององค์กรนิติบุคคลสถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน อาเซียน

เป็นที่ทราบกันดีว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้นำพรรคเพื่อไทยและน้องสาวคนสุดท้องของนายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้กำชัยชนะในศึกเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยในช่วงต้นเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของประเทศในไม่ช้านี้ กล่าวกันว่าที่จริงแล้วมีผู้สนับสนุนนายทักษิณอยู่ในพรรคเพื่อไทยเป็นจำนวน มาก ถึงแม้ว่าเขาจะโดนใส่ร้ายในคดีความผิดโทษฐานคอร์รัปชั่น จน ณ บัดนี้ก็ยังกลับประเทศไทยไม่ได้ ต้องลี้ภัยไปพำนักอยู่ที่รัฐดูไบในเขตตะวันออกกลาง แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าอิทธิพลของเขาในการเมืองไทยนับต่อจากนี้ไปจะยิ่ง ชัดเจนขึ้น

ด้วยความปรารถนาที่จะได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ จากนายทักษิณ ทางสถาบันของเราจึงพยายามดำเนินเรื่อง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับในการเดินทางมาประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างดีมาโดยตลอด งานปาฐกถามีกำหนดจัดขึ้นในคืนวันที่ 23 สิงหาคม ณ หอประชุมเมืองคันดะจิมโบโฌ จังหวัดโตเกียว จึงใคร่ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยและองค์กร การค้าที่ทำธุรกิจกับประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้โดยทั่วกัน

อนึ่ง ในการโอกาสมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ นายทักษิณยังมีกำหนดการไปเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยพิบัติใน จังหวัดมิยะงิซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายครั้งใหญ่จากภัยสึนามิและ แผ่นดินไหวทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นเมื่อไม่นานมานี้ด้วย ในงานปาฐกถานี้ ทางสถาบันของเราจึงใคร่ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมบริจาคเงินสมทบทุนให้ กับผู้ประสบภัยร่วมกัน


เดือนสิงหาคม ปี 2011


องค์กรนิติบุคคล สถาบันเศรษฐกิจและวัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน อาเซียน

ประธานสถาบัน นาย มิซึโนะ คิโยะชิ

ผู้แทนคณะกรรมการบริหาร นาย ฮิงุราชิ ทะกะโนะริ


หมายเหตุ : ประธานสถาบัน เป็นนักการเมือง ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลมาก่อนหลายตำแหน่ง รวมทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง Ministry of Construction (กระทรวงโยธาธิการ - มติชนออนไลน์)
ด้วย

คนไทยในญี่ปุ่นทุกสารทิศแห่รับทักษิณ-ใครมาไกลหาที่พักให้ฟรี
กลุ่มTHAI RED JAPAN หรือคนเสื้อแดงในประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศเชิญชวนชาวไทยในญี่ปุ่นต้อนรับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเยือนญี่ปุ่น โดยกลุ่มTHAI RED JAN ขอเชิญชวนชาวไทยที่พำนักอาศัยในประเทศญี่ปุ่นทั้งพี่น้องเสื้อแดง และคนที่ท่านทักษิณ หรือคนไทยที่รักความเป็นธรรมใฝ่หาประชาธิปไตยทุกท่าน เราขอเชิญพี่น้องทุกคนที่มีหัวใจเดียวกัน ไปต้อนรับท่านทักษิณ ในการมาเยือนประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 22/8/54

และในวันที่ 27/8/54 กลุ่มพี่น้องเสื้อแดงทุกกลุ่มและทุกท่านก็จะ รวมตัวกันไปเข้าพบท่าน เราจึงขอเชิญชวนพี่น้อง ทั่วประเทศญี่ปุ่น ทุกจังหวัด เรามีที่พักแบบคนเสื้อแดงรากหญ้าแบบชาวบ้านๆค่ะ เราคนไทยหัวใจสีแดง เราไม่ทิ้งกันค่ะ

โดยการนี้THAI RED JAPAN in OSAKA จะมีพี่น้อง รวมตัวกันเช่ารถบัสมา THAI RED JAPAN in YOKOHAMA ติดต่อคุณเจน 080-5451-1962 และในเขตTOKYOหรือจังหวัดอื่นติดต่อได้ที่ 090-9368-2121 หรือที่ท่านรู้จักได้ทุกกลุ่ม

สงครามแมลงวัน:สอบสื่อเอียงข้างเผด็จการบ้างสิ

ที่มา Thai E-News


กนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ดำเนินรายการทีวีเครือเนชั่น:"เดี๋ยวนี้เห็นหนังสือพิมพ์หัวนี้วางอยู่ จะถ่มถุย..ยังเสียดายน้ำลาย"

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น :ถ้าสอบสวนว่าสื่อเครือมติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย ก็ขอมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสื่อที่เอียงข้างเผด็จการต่อต้าน ประชาธิปไตย


ที่มา ประชาไท


หมายเหตุไทยอีนิวส์:ชื่อรายงานดั้งเดิมในประชาไทคือ"อ่าน status นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ กรณีผลสอบมติชน"


บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วิพากษ์สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติสะท้อนอาการปากว่าตาขยิบ สองมาตรฐานขององค์กรวิชาชีพสื่อไทย เสนอสอบสื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย

บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วิพากษ์ผลการสอบสวนสื่อเครือมติชนโดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สะท้อนอาการปากว่าตาขยิบ สองมาตรฐานขององค์กรวิชาชีพสื่อไทย เสนอสอบสื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นผ่านสเตตัสในเฟซบุ๊ก วิพากษ์สองมาตรฐานสื่อไทย กรณีอนุกรรมการ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งระบุว่า สื่อในเครือมติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย พร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสื่อที่เอียงข้างเผด็จการบ้าง

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนกรณีที่มีข่าวว่า พรรคเพื่อไทยจ่ายเงินให้กับผู้สื่อข่าวเพื่อให้มีการสนับสนุนพรรคในช่วงเวลา หาเสียงเลือกตั้ง โดยมีการเผยแพร่อีเมล์ที่อ้างว่าเป็นของนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุรายละเอียดในการจ่ายเงินให้กับสื่อมวลชน

โดยคณะอนุกรรมการฯ สอบแล้วไม่พบว่าบุคคลที่ปรากฏในข่าวมีการกระทำผิดตามที่กล่าวหา แต่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สื่อเครือมติชนนำเสนอข่าวมีลักษณะเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย และวานนี้ นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการมติชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ผลการสอบสวนดังกล่าว “น่าสงสัยในวิธีการและเจตนาหลายประการ โดยเฉพาะการสรุปว่า สื่อในเครือมติชน ได้แก่ ข่าวสด มติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย โดยนำภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงในสื่อ มาเปรียบเทียบจำนวน และตำแหน่งในการวางภาพ”

ประชาไทขออนุญาตนิธินันท์ นำสเตตัสที่โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวมาเผยแพร่อีกครั้งโดยรวบรวมและเรียบเรียง สเตตัสที่นิธินันท์เขียนขึ้นในวันที่ 18 ส.ค. 2554 จำนวน 14 ข้อความ โดยเธอแสดงความเห็นด้วยต่อการตั้งข้อสังเกตของกรรมการผู้จัดการมติชนว่าผล การสอบสวนดังกล่าว “มีปัญหา” และเธอขอเสนอเพิ่มเติมว่าองค์กรวิชาชีพสื่อไทยควรมีการสอบสวนสื่อมวลชนอีก ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากคือ สื่อที่มีพฤติกรรมสนับสนุนเผด็จการและต่อต้านประชาธิปไตย

เห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ว่าการผลการสอบดังกล่าวมีปัญหา

“เห็นด้วยว่าผลสอบมีปัญหา อ่านแล้วคลื่นไส้มาก สรุปว่าถ้าเป็น "พวกเรา" ทำอะไรก็ถูกหมด ดีหมด ถ้าทำท่าว่าไม่ใช่พวกเรา พวกมันต้องทุจริตแน่ๆ สื่อเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ เชียร์กลุ่มอภิสิทธิชนออกนอกหน้า หรือด่าพรรคเพื่อไทยและชาวบ้านที่ไม่เอาด้วยกับอภิสิทธิชนอย่างสาดเสียเท เสีย ใส่ร้ายป้ายสีเขาชนิดไม่มีความเที่ยงธรรมแม้แต่น้อยก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา ถือเป็นสื่อดีวิเศษ แต่สื่อที่ทำต่างจากนี้ มีปัญหา พวกมันมีแนวโน้มโกง เลว.....

“การที่แต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายบริหารจัดการสื่อ ไม่ได้แปลว่า สื่อต้องไปรับนโยบายของพรรคการเมือง การบริหารจัดการของพรรคก็เป็นเรื่องของพรรค เช่นวางแผนว่าช่วงนี้พรรคจะเสนอเรื่องอะไร จะทำอะไร จะบอกอะไรกับสาธารณะ พรรคการเมืองเป็นองค์กร ถ้าไม่มีแผนบริหารจัดการกระทั่งด้านสื่อสารมวลชน ประชาสัมพันธ์ ต้องเรียกว่าห่วย ทำงานไม่เป็น”

“สื่อขายตัว” “ รับเงิน” ล้วนเป็นคำใหญ่โตเอาไว้หลอกด่า เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น

“สื่อทุกวันนี้ก็เหมือนกันหมด ไอ้เรื่องประเภทสื่อขายตัว รับเงิน ฯลฯ งี่เง่าเหล่านั้น มันเป็นคำใหญ่โตเอาไว้หลอกด่า เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นทุกสื่อทำมาหากินแบบธุรกิจ และอาจ "เลือกข้าง" แนวคิด อุดมคติทางการเมือง สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าสื่อทำหน้าที่สื่อหรือไม่แม้คุณจะเลือกข้างก็คือ คุณรายงานข่าวรอบด้านอย่างเที่ยงธรรมเพียงใด หรือคุณระงับใจคุณไม่ให้อคติจนกลายเป็นไส่ร้ายป้ายสี สร้างข่าวขึ้นมาเองเพื่อให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างไรมากกว่า ไอ้ประเภทมาชี้หน้าหาเรื่องกันว่า คนนั้นคนนี้เป็นสื่อเลวเพราะทักษิณ อันนี้ทุเรศ เพราะคนที่เชียร์ฝ่ายตรงข้ามทักษิณอย่างออกนอกหน้าก็มีเยอะ ทำไมไม่ด่ากันบ้างละคะ นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของสองมาตรฐานในสังคมไทยที่ไร้หลักการ”

ข้อสังเกตถึงกรณีอีเมล์รั่ว “ไม่เป็นธรรมชาติ” มากๆ

“เคสนายวิม นึกๆ ก็ประหลาดใจนะ เขียนเมลถึงหัวหน้าตัวเอง "สั่งการ" ให้ไปบอกทักษิณอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่เป็น "ธรรมชาติ" มากๆ ใครสั่งทักษิณได้หรือ ทักษิณคนที่ภาพลักษณ์ชัดเจนว่า ไม่รู้จักนิ่ง ไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนนี่นะ สั่งได้ แถมเงินที่ว่าจ่าย "ซื้อนักข่าว" รายละสองหมื่นนี่ก็ "ตลกมาก" และอ่านในผลสอบก็ชัดๆ ว่า แต่ละคนที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้รับผิดชอบข่าวประจำวันของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ เลย มองดีๆ สิคะ มันเป็นรายการ "สร้างเรื่อง" "หาเรื่อง" ชัดๆ หาเรื่องและสร้างเรื่องบนความอ่อนไหวเชิงดรามาของคนไทยเรื่อง "อุดมคติและจริยธรรมอันยิ่งใหญ่ของคนดี"

“คนไทยโดยเฉพาะคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่คิดว่าชีวิตของฉันต้องดีพร้อมนั้น ตื่นตระหนกตกใจง่าย เพ้อเจ้อ เพ้อฝัน ไม่ค่อยคิดใคร่ครวญ มองทุกอย่างเป็นสูตรสำเร็จ

“ทั้งสมาคมฯ ทั้งสภาฯ....น่าคลื่นไส้ ทำท่าจริยธรรมกันสูงส่ง แต่ปากว่าตาขยิบกันมากมาย ฉันทำได้ เธอทำไม่ได้”

ความเกลียดชังทักษิณทำให้คนทำสื่อไร้หลักการ และข่มทับคนอื่นด้วยคำว่า จริยธรรม

“ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า สื่อ "รับเงิน"-ขายตัว" เป็นเรื่องธรรมดาตามที่ว่ากันมาเป็น cliche (ความคิดที่คร่ำครึ/ข้อกล่าวอ้างซ้ำซาก) แต่หมายความว่า ข้อกล่าวหาอย่างนั้น เป็นเรื่องตลกไปเสียแล้ว สื่อก็ทำงานรับเงินเดือน บริษัทสื่อก็ทำธุรกิจ การทำงานสื่อก็เป็นองค์กร เป็นระบบกองบรรณาธิการ ดังนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องประเภท นักการเมืองไปเรียกคนทำสื่อมาสักคน จ่ายเงินแล้วบอกว่า เขียนเชียร์ฉันหน่อยนะ เพราะรูปแบบอย่างนั้นเป็นเรื่องตื้นเกินไป

“ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่คือบริษัทสื่อรับเงินโฆษณา ฝ่ายธุรกิจซื้อพื้นที่สื่อลงโฆษณาสินค้าของตน ธุรกิจสื่อก็อยู่รอด และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องรับซอง เป็นเรื่องธุรกิจ สมัยก่อน ฝ่ายโฆษณาไม่บอกฝ่ายบรรณาธิการว่าช่วยทำข่าวเรื่องนั้นเรื่องนี้ แยกกันเด็ดขาด แต่สมัยนี้ บางทีฝ่ายโฆษณาก็มาบอกฝ่ายข่าวว่าทำเรื่องนั้นนี้ให้บ้าง เส้นแบ่งข่่าวกับธุรกิจมันก็ค่อยๆ บางลง

“พอถึงยุคการเมืองเข้ม ก็มีอีก สมัยที่รัฐบาลทักษิณยังไม่ถูกรัฐประหาร สื่อบางกลุ่มก็ไปประชุมร่วมกับฝ่า่ยจะล้มรัฐบาล วางแผนกันเสร็จสรรพ จะทำทุกวิธีล้มให้ได้ ฝ่ายธุรกิจที่เกลียดรัฐบาลก็สนับสนุนซื้อพื้นที่สื่อนั้น สื่อนั้นก็ได้โฆษณาจากฝ่ายธุรกิจที่เป็นพวกเดียวกัน พอรัฐบาลใหม่มา ก็มีงบจากกระทรวงต่างๆ ให้สื่อมาจัดกิจกรรมหาเงินที่เรียกว่าจัด event อีก ถ้าไม่เกี่ยวกับทักษิณ ทำได้ ไม่มีผิดเลย ไม่มีการกล่าวหาใดๆ เลย เพราะบอกกันว่า นี่แหละธุรกิจ

“แต่พอจะหาเรื่องกัน ก็บอก นี่พวกทักษิณนี่ บริษัททักษิณ พรรคทักษิณมาซื้อพื้นที่สื่อนี้เยอะ มันต้องเข้าข้างทักษิณแน่เลย...อ้าว แล้วพวกที่ได้จากอีกฝ่ายละคะ พวกทีร่วมประชุมวางแผนล้มรัฐบาลทักษิณละ ???

“สื่อที่รับโฆษณาจากฝ่ายที่เกลียดทักษิณก็บอกว่า โอ๊ย ฉันเที่ยงธรรม ฉันไม่เชียร์ประชาธิปัตย์ออกนอกหน้าหรอก ซึ่งเขาก็อาจจะพยายามเที่ยงธรรมจริง แต่ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่คิดละคะว่า สื่อที่รับโฆษณาจากฝ่ายชอบทักษิณเขาก็พูดได้เหมือนกันว่าเขาเที่ยงธรรม

“เห็นไหมว่า ความเกลียดทักษิณในสังคมไทยนี้มันทำให้คนไทยโง่และบ้ากันหมด ไร้หลักการโดยสิ้นเชิง แถมยังงี่เง่าพอที่จะยกหลักการหรู ๆ คำพูดสวยๆ ใหญ่โตต่างๆ มาอ้างว่าตนเป็นคนดีกว่า มีจริยธรรมกว่า ไปข่มทับคนอื่นแบบไร้หลักการด้วย

“แน่นอนว่าคนก็อ้าง "อุดมการณ์" กันทั้งนั้น แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ นะ ควรจะตาสว่างฉลาดเฉลียว มองให้เห็นความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยม ยอมจำนน ให้อภิสิทธิชนซึ่งอ้างตัวเป็นคนดีควบคุมดูแลประเทศกับอุดมการณ์เสรีนิยม ประชาธิปไตย ที่เชื่อมั่นและเคารพในเสรีภาพของปัจเจก เคารพในสิทธิเสียงของสามัญชน คนเกิดมามีเสรีภาพ เราก็มีสิทธิเลือกอุดมการณ์ของเรา มันเรื่องอะไรเอาสื่อไปมอมเมาผู้คนให้ยอมจำนน และสื่อที่อ้างอุดมการณ์เหล่านั้นก็ได้เงินสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม อย่างนี้จะถือว่า ขายตัวให้อนุรักษ์นิยมไหม หรือถือว่ามีอุดมการณ์ร่วมกัน ถ้าอย่างนั้น มันเรื่องอะไรไปชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นที่มีอุดมการณ์แตกต่างว่าขายตัว”

สื่อยัดเยียดความเชื่อเรื่อง “คนโง่ ซื้อได้ ผลประโยชน์คือความเลว” แต่สื่อเองก็ทำมาหากินเพื่อผลประโยชน์

“ความคิด cliche หนึ่งที่สื่อไทยใส่หัวคนในสังคมมาตลอดเพราะคนทำสื่อจำนวนหนึ่งก็ดัน "โง่" เชื่ออย่า่งนั้นจริงจังก็คือ คนซื้อได้ คนไม่มีหัวคิดเป็นของตัวเอง ใครคิดอะไรไม่เหมือนเรา ไม่คิดถึงสถาบันชาติในแนวเดียวกับเรา แปลว่า มัน "ขายตัว".....คิดอัตโนมัติกันแบบนั้น จึงไม่มีทางมองเห็นภาพรวมเลย ไม่เห็นประเด็นปัญหาจริงๆ เลย เพราะมันฝังหัวอยู่แค่นั้น ในกรอบจำกัดแค่นั้น

“cliche อีกอย่างที่คนทำสื่อยัดเยียดใส่หัวคนก็คือ เงิน และ ผลประโยชน์ เป็นความเลว แต่ขอโทษ สื่อก็ทำมาหากินเพื่อเงินและผลประโยชน์ ทุกคนก็ทำงานเพื่อเงินเป็นตัวกลางในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต แต่ถ้าจะส่งเสริมในแง่ว่า เราทุกคนก็ควรใช้เงินและคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้อย่างพอดี ก็สื่อเองอีกนั่นแหละที่เชิดชูบูชาความฟุ่มเฟือยหรูหราต่างๆ นานา...ปากว่าตาขยิบที่สุดในโลกจึงเป็นสื่อนี่เอง”

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-แถลงการณ์ เครือมติชน-ข่าวสด ต่อรายงานคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมลของ นักการเมืองฯ:ไม่สามารถรับผลการสอบสวนและข้อสรุปของคณะอนุกรรมการฯได้ ขอสงวนสิทธิตามกฎหมายในฐานะพลเมืองไทย ในอันที่จะปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของตนเอง หากถูกกล่าวหาโดยเลื่อนลอยและไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะจากองค์กรหรือบุคคลใดก็ตาม


-มติชนออนไลน์:2 มุมมอง จาก "2 ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเครือเนชั่น": กนก รัตน์วงศ์สกุล และ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

-โชว์สันดานประจานสื่อเนชั่นอีกแว้วคู่หูนรกกนก-ธีระ

-คุณธรรมสูงปรี๊ดหมอวิชัยเชียร์หมอชูชัยรับใช้ปชป. คนฝากโกงน้ำมันรถ-เด็กฝากสาวกอู6ศพตายนอกวัด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 20/08/54 อยู่สูงๆ อย่าตาสั้น..หูตึง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


ยามเดินถึง ฝั่งฝัน วันฟ้าสวย
อบอวลด้วย อำนาจล้น คนอิจฉา
บนเก้าอี้ แสนงาม อร่ามตา
ทรงคุณค่า ล้ำเลิศ คนเชิดชู....


นโยบาย ปากท้อง สนองตอบ
กี่เรื่องชอบ กี่เรื่องชัง ฟังเลิศหรู
นำบทเรียน ที่ล้ำค่า มาเป็นครู
ให้คงอยู่ คู่ความจริง กับสิ่งดี....


อยู่ที่สูง มุ่งมองดู ให้รู้เห็น
กี่ประเด็น ภาพลวงตา พาหมองศรี
คำว่า"คน" หลายหลาก มันมากมี
บ้างคิดดี คิดชั่ว มั่วกันไป....


อย่าตาสั้น อย่าหูตึง พึงวิเคราะห์
เอาให้เหมาะ ความพอดี ที่รับไหว
อีกทั้งพวก เย้ายวน คอยกวนใจ
ค่อยแก้ไข ให้สำเร็จ เสร็จทันการ....


ด้วยสังคม แบ่งแยก แตกหลายสี
ทั้งคนดี ทั้งชั่วช้า อย่าหักหาญ
ให้นิ่งบ้าง รุกบ้าง อย่างเชี่ยวชาญ
สร้างตำนาน หญิงแกร่ง แห่งชาติไทย....


อยู่ที่สูง มุ่งมอง ควรต้องเห็น
แม้นยากเย็น จงอดกลั้น อย่าหวั่นไหว
อีกหลายล้าน ประชาชน คนห่วงใย
ไว้วางใจ ร่วมเดินหน้า ช่วยฝ่าฟัน....


๓ บลา / ๒๐ ส.ค.๕๔

Friday, August 19, 2011

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์:คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย

ที่มา Thai E-News

ทั้ง หมดนี้คือการเตรียมพร้อมกองทัพนอกสภา เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมที่จะกระทำต่อรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์อย่างแน่นอน

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
19 สิงหาคม 2554
1. เผด็จการมุ่งตอกลิ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย

การที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี และสามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลผสมได้สำเร็จ ถือเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นการถดถอยที่เกินความคาดหมายของฝ่ายเผด็จการ

ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากอาศัยพลังการนำที่ขาดเสียมิได้ของ ทักษิณ ชินวัตรและยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแล้ว ที่สำคัญยังเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนเสื้อแดงหลายล้านคนทั่วประเทศ ที่เคลื่อนไหวรณรงค์สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างทุ่มเทชีวิต

ฝ่ายเผด็จการตระหนักแล้วว่า แนวร่วมคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้พรรคเพื่อไทยฆ่า ไม่ตาย ทำลายไม่หมด ตราบใดที่แนวร่วมนี้ยังคงอยู่และเข้มแข็ง ฝ่ายเผด็จการจะไม่มีวันได้ชัยชนะในเวทีการเลือกตั้งภายใต้เสื้อคลุมรัฐสภา

ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ประการหนึ่งของฝ่ายเผด็จการในการทำลายขบวนประชาธิปไตยคือ ต้องทำลายแนวร่วมคนเสื้อแดง-พรรคเพื่อไทย

ในระหว่างการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ฝ่ายบริหาร ได้มีความสับสนถึงบทบาทของขบวนคนเสื้อแดง แกนนำนปช. กับพรรคเพื่อไทย

เกิดการถกเถียงและความเข้าใจผิดในหมู่คนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนที่มี ต่อ พรรคเพื่อไทย เปิดช่องให้ฝ่ายเผด็จการใช้สื่อมวลชนในมือและสายลับบนสื่อออนไลน์ ปล่อยข่าวลือ สร้างข่าวเท็จ ยุแหย่ตอกลิ่มเพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย

ในการนี้ คนเสื้อแดงต้องหนักแน่น มีสติ ยึดภาพรวมทั้งหมดของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง มองทะลุภาพลวงตาของการเลือกตั้งและเสื้อคลุมรัฐสภา ให้เห็นถึงเนื้อในที่ยังเป็นระบอบเผด็จการปัจจุบัน มุ่งหน้าไปให้ถึงเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริงในขั้นสุดท้าย จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อการยุแหย่และสงครามจิตวิทยาของฝ่ายเผด็จการอย่างเด็ด ขาด

คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยนั้นต้องการซึ่งกันและกัน ขาดจากกันมิได้ในการต่อสู้เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยที่ปราศจากคนเสื้อแดงจะแพ้เลือกตั้ง จะถูกกระบวนการตุลาการและอำนาจทหารทำลายได้โดยง่าย

ส่วนคนเสื้อแดงที่ปราศจากพรรคเพื่อไทยจะอ่อนแอ ไม่มีที่ยืนในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ไม่มีกำลังที่จะต่อกรกับเผด็จการในแนวรบรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง ไม่มีอาวุธในมือใด ๆ ที่จะสกัดอำนาจในระบบของฝ่ายเผด็จการ

ความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยคือความพ่ายแพ้ของขบวนประชาธิปไตย

2. พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นระบอบเผด็จการแฝงเร้นของพวกจารีตนิยม พรรคเพื่อไทยจึงถูกจำกัดขอบเขตและมัดมือมัดเท้าทั้งในด้านกิจกรรม การเคลื่อนไหวและตัวบุคคลด้วยโซ่ตรวนทางกฎหมายของพวกเผด็จการ

ถึงกระนั้น สนามรบการเลือกตั้งก็เป็นการต่อสู้ที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีจุดแข็งและมีโอกาสชนะได้มากที่สุด

อีกทั้งเป็นสนามรบที่ฝ่ายเผด็จการจะต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ช้าก็เร็ว เว้นแต่จะหันไปก่อรัฐประหารและปกครองด้วยเผด็จการที่เปิดเผยยาวนาน

ในแนวรบการเลือกตั้ง หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยคือ ต้องชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากที่สุด จึงจะสามารถจัดตั้งคณะรัฐบาลได้

ในการนี้ พรรคเพื่อไทยต้องโน้มน้าวจูงใจคนจำนวนมากที่สุดให้หันมาลงคะแนนเสียง ในสภาวะปัจจุบัน คนเสื้อแดงยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ลำพังแต่คะแนนเสียงของคนเสื้อแดงนั้นไม่พอที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการ เลือกตั้งได้ ยังต้องอาศัยคะแนนเสียงของประชาชนจำนวนมากที่มิใช่คนเสื้อแดงแต่มีจิตใจที่ เป็นธรรม หรือประชาชนทั่วไปที่เบื่อหน่ายความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประ ชาธิปัตย์ และคาดหวังการแก้ปัญหาของประเทศจากพรรคเพื่อไทย

ฉะนั้น ในการหาเสียงเลือกตั้ง การออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการจัดตั้งคณะรัฐบาลและการคัดสรรรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจึงต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงทั้งหมด มิใช่คะแนนเสียงของคนเสื้อแดงเท่านั้น และรัฐบาลที่จัดตั้งโดยพรรคเพื่อไทยต้องเป็น “รัฐบาลของคนไทยทุกหมู่เหล่า” ที่มุ่งบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งประเทศ

ภารกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงเป็นการเดินนโยบายสองขาคือ

ด้านหนึ่ง ก็บริหารประเทศ แก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างรีบด่วนและได้ผล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและเพิ่มความนิยมในหมู่ประชาชนส่วนข้างมาก ยึดกุมชัยชนะในสนามรบการเลือกตั้งไว้ให้มั่นเพื่อสู้กับฝ่ายเผด็จการในระยะ ยาวต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องดำเนินการต่อสู้ทางประชาธิปไตย เสริมความเข้มแข็งให้กับขบวนคนเสื้อแดง เพื่อเป็นอาวุธในการรับมือและตอบโต้การรุกทำลายของฝ่ายเผด็จการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในการนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องดำเนินมาตรการรูปธรรมหลายประการ ได้แก่ การปลดปล่อยคนเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกคุมขังอยู่ทั่วประเทศ การชดเชยและเยียวยาแก่ประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม 2553 ดำเนินการสอบสวนเปิดเผยความจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่ประชาชนใน ครั้งนั้น

นำเอาผู้สั่งการฆ่าประชาชนมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญคือ เริ่มต้นขั้นตอนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ เพื่อขจัดเผด็จการ สร้างประชาธิปไตยที่ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

แต่ในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมิอาจกระทำได้แต่ลำพัง แม้จะชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่คะแนนเสียงในรัฐสภายังก้ำกึ่ง และรัฐบาลก็มีอำนาจแท้จริงที่จำกัด ต้องบริหารงานอยู่ในกรงเล็บของตุลาการและกองทัพที่ฝ่ายเผด็จการอาจใช้เพื่อ โค่นล้มรัฐบาลในโอกาสที่เหมาะสม

ขบวนคนเสื้อแดงต้องเรียกร้อง กดดัน และประสานหนุนช่วยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยให้ไปดำเนินการต่อสู้ทางประชาธิปไตย อย่างมีจังหวะก้าวและเด็ดเดี่ยว

3. คนเสื้อแดง แกนนำ นปช.

ในการคัดสรรตัวบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีนั้น ไม่มีแกนนำนปช.ได้เข้าสู่ฝ่ายบริหารเลย ทำให้คนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนแสดงความไม่พอใจ ด้วยอ้างเหตุว่า การกีดกันคนเสื้อแดงจากฝ่ายบริหารแสดงว่า พรรคเพื่อไทย “ประนีประนอมและมีข้อตกลงลับกับเผด็จการ” หรือ “พรรคเพื่อไทยเห็นคนเสื้อแดงมีภาพพจน์เผาบ้านเผาเมือง จึงต้องกันออกไป” เป็นต้น

แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นผลจากการเข้าใจผิดของคนเสื้อแดงและแกนนำนปช.บางคนในสาระสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะกันแกนนำนปช.ออกไปจากฝ่ายบริหารด้วยเหตุผลใดก็ตาม

แต่เมื่อมองจากผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ของภาพรวมทั้งหมดแล้ว ต้องถือว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ประการแรก จุดประสงค์ของการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.โดยแกนนำนปช.คือ ต้องการ “สิทธิ์คุ้มครองทางสภา” เพื่อรักษาสถานะการนำขบวนคนเสื้อแดงไว้ได้แม้ในยามคับขัน ดังเช่นที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ได้แสดงให้เห็นมาแล้ว แต่การได้เป็น สส.แล้วเข้าไปสู่ตำแหน่งทางบริหารอีกนั้นเป็นการขัดต่อจุดประสงค์นี้โดยตรง เพราะแกนนำนปช.ที่มีตำแหน่งบริหารจะไม่อาจเป็นแกนนำนปช.ได้อีกต่อไป

ประการที่สอง การนำเอาแกนนำนปช.เข้าสู่ฝ่ายบริหารในขณะนี้เป็นการเปิดศึกข้อขัดแย้งที่เผชิญหน้าเร็วเกินไปและโดยไม่จำเป็น คือได้ใจคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่ไม่มองภาพใหญ่ แต่เผชิญแรงต่อต้านทั้งจากสื่อมวลชน ชนชั้นกลางในเมืองและฝ่ายเผด็จการทันที

คณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการเวลาในการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชน และ สร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับตนเอง รวมทั้งต้องการเวลาให้คนเสื้อแดงได้ปรับขบวน เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการ

ประการที่สาม แนวรบนอกสภากับแนวรบในสภานั้น แยกจากกันแต่ก็เดินควบคู่ไปด้วยกัน ขบวน คนเสื้อแดงเป็นกองทัพนอกสภาที่เข้มแข็งและกว้างใหญ่ไพศาล เป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก” ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรและของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สองแนวรบ สองกองทัพ มีหน้าที่ต่างกัน แต่ประสานกันไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว จุดมุ่งหมายของการได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จไม่ใช่ เพื่อให้แกนนำคนเสื้อแดงบางคนได้เป็นรัฐมนตรี แต่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่เป็นมิตรกับฝ่ายประชาธิปไตย เปิดช่องให้คนเสื้อแดงได้ปรับขบวน พัฒนาตนเอง ยกระดับความคิดและการจัดตั้ง เสริมความเข้มแข็งและมีความพร้อมยิ่งขึ้น เพื่อเผชิญกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนใน อนาคตอันใกล้

แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะมีอำนเจบริหารจำกัด แต่ก็เป็นเงื่อนไขเพียงพอที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้อาศัยเป็นประโยชน์ ยิ่งฝ่ายประชาธิปไตยขยายตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมตัวจัดตั้งเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ชัยชนะขั้นสุดท้ายของประชาธิปไตยก็ยิ่งใกล้เข้ามา

สิ่งที่ขบวนประชาธิปไตยต้องเร่งกระทำโดยเร็วคือ ขยายจำนวนคนที่ “รู้ความจริง” ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ขยายการจัดตั้งในระดับรากฐานให้กว้างขวาง เช่น “หมู่บ้านเสื้อแดง” ในภาคอีสาน และ “บ้านธงแดง” ในภาคเหนือ บนพื้นฐานของภาษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่นพื้นบ้าน ประสานกับกระบวนประชาธิปไตยระดับรากหญ้า ตลอดจนการรวมกลุ่มเสื้อแดงในภาคกลางและเมืองใหญ่ตามสภาพสังคมวัฒนธรรมแต่ละ ท้องที่

เร่งขยายผลสะเทือนของประชาธิปไตยไปในหมู่ทหาร ตำรวจและข้าราชการให้มากที่สุด ขยายเครือข่ายสังคมออนไลน์เชื่อมกับเครือข่ายบนดินให้ทั่วถึง จัดตั้งวิทยุชุมชนให้เพิ่มขึ้นครบทุกอำเภอและตำบลทั่วประเทศ จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเพิ่มขึ้นอีกในประเทศเพื่อนบ้าน ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ภาษา และวัฒนธรรมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้คือการเตรียมพร้อมกองทัพนอกสภา เพื่อรับมือกับการรุกกลับของฝ่ายเผด็จการจารีตนิยมที่จะกระทำต่อรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์อย่างแน่นอน

บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการได้ใช้สรรพาวุธที่มีอยู่จนหมดแล้ว พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องซ้ำรอยเดิมคือ การใช้อันธพาลการเมืองบนท้องถนน ใช้พรรคประชาธิปัตย์ก่อการภายในสภา ทำให้รัฐบาลไม่อาจบริหารงานได้ แล้วใช้ตุลาการในมือมาทำลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์

และในที่สุด ถ้าล้มเหลว หนทางสุดท้ายก็คือ รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง

คุณธรรมสูงปรี๊ดหมอวิชัยเชียร์หมอชูชัยรับใช้ปชป. คนฝากโกงน้ำมันรถ-เด็กฝากสาวกอู6ศพตายนอกวัด

ที่มา Thai E-News

คุณธรรมสูงปรี๊ด-น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ เขียนจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ฝากน.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า "นายแพทย์ชูชัย ยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน"..ซึ่งคน ฝากเคยถูกปปช.ชี้ว่าเคยทำความผิดวินัยร้ายแรงเบิกค่าน้ำมันรถของหลวง ส่วนเด็กฝากทำรายงานคณะกก.สิทธิฯกรณี19พฤษภาเข้าข้างมาร์คเหยียบย่ำคนตายทุก กรณี มีกรณีหนึ่งบอกว่า6ศพวัดปทุมฯถูกยิงข้างนอกแล้วลากเข้ามาในวัด ซึ่งตรงเพะกับที่พันเอกสรรเสริญให้สัมภาษณ์BBC


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 สิงหาคม 2554

เปิดจดหมายลับหมอวิชัย โชควิวัฒน ส่งถึงมาร์ค

หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงาน ว่า จากกรณีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ในฐานะประธานอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ของ นักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งขึ้น ได้สรุปผลสอบสวนไม่พบการกระทำผิด แต่กลับกล่าวหาการเสนอข่าวและภาพของข่าวสดและมติชนว่า เอนเอียงเข้าข้าพรรคเพื่อไทยนั้น จากพยานหลักฐานพบความสัมพันธ์ของนายแพทย์วิชัยที่น่าสนใจบางประการ
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

โดยนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เคยทำจดหมายส่วนตัวทำถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 1 กันยายน 2552 เสนอให้แต่งตั้ง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ ที่ปรึกษาระดับ 11 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีใจความดังนี้


“กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีที่รักและนับถือยิ่ง

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ อ่อนแอทั้งวิชาการ การบริหาร และคุณธรรม หากไม่มีการแก้ไขนอกจากจะไม่สามารถเผชิญกับปัญหายากๆ อย่างไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสอง และไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลได้แล้ว โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะเกิดปัญหาการทุจริตซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลรุนแรงและร้ายแรงยิ่ง กว่ากรณีทุจริตยา 1,400 ล้าน

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้จึงต้องการผู้นำ โดยเฉพาะปลัดกระทรวงที่ กล้า แข็ง มีความรู้ ความสามารถ บารมีเพียงพอ และเชื่อถือไว้วางใจได้ เข้ามากอบกู้สถานการณ์ ซึ่งมองไปทั่วแล้ว ผมขอกราบเรียนว่า น่าจะถึง นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ลูกหม้อเก่ากระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 11 อยู่ที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับมาทำหน้าที่นี้

ผมเชื่อมั่นว่า นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนานซึ่งท่านชวน หลีกภัย รู้จักและคุ้นเคยดี

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายแพทย์ชูชัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งล่าสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 91 ศพ โดยปกป้องรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และกล่าวหาว่านปช. เป็นฝ่ายผิดแทบทุกกรณี ซึ่งจะเห็นได้ว่าในจดหมายที่เขียนโดยนายแพทย์วิชัยนั้น ใช้คำว่า“นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน”

คุณธรรมหมอศุภชัยกรณี6ศพวัดปทุมฯเห็นตรงเพะกับไก่อู

ไทยอีนิวส์รายงานข่าวเรื่อง กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่ ซึ่ง รายงานจัดทำโดยนายแพทย์ศุภชัย นอกจากเข้าข้างรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุกเรื่องแล้วก็ยังให้ข้อมูลใหม่ ว่า"กรณี6ศพวัดปทุม"ถูกฆ่าตายนอกวัดแล้วลากศพเข้ามาในวัด ซึ่งไม่เคยมีใครให้ข้อมูลนี้เลย ยกเว้นพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ตอนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวBBC



ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย รายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการปปช. ว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เนื่องจากเห็นว่า กระทำผิดระเบียบการใช้รถยนต์ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงก ล่าวคือในขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. นพ.วิชัย มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมใช้รถประจำตำแหน่ง แต่กลับใช้รถยนต์ส่วนกลางของ อย.และมีการเบิกค่าน้ำมันรถจากทางราชการ แต่ถ้าใช้รถประจำตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งต้องออกค่าน้ำมันเอง

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:โชว์สันดานประจานสื่อเนชั่นอีกแว้วคู่หูนรกกนก-ธีระ


"เครือมติชน" ชี้แจงผลสอบสภาการนสพ. เผยข้องใจเจตนาของคณะอนุกก.ชุด "หมอวิชัย"


เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการมติชน เปิดเผยว่า ได้เห็นผลการสอบของคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอี เมล์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวล ชน ที่มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมีมติแต่งตั้งขึ้นแล้ว ผลการสอบระบุว่า บุคคลที่ถูกพาดพิงในอีเมล์ ไม่ได้กระทำผิด ข้อหารับสินบนตามอีเมล์นั้นตกไป เป็นเรื่องเข้าใจได้ และมติชนได้ยืนยันความบริสุทธิ์มาตั้งแต่ต้น แต่การตั้งประเด็นตรวจสอบการเสนอข่าวของสื่อ มีข้อน่าสงสัยในวิธีการและเจตนาหลายประการ โดยเฉพาะการสรุปว่า สื่อในเครือมติชน ได้แก่ ข่าวสด มติชน เสนอข่าวเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อไทย โดยนำภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ลงในสื่อ มาเปรียบเทียบจำนวน และตำแหน่งในการวางภาพ

นายปิยะชาติกล่าวว่า การสรุปว่าสื่อเสนอข่าวเอนเอียง โดยนับจำนวนรูป ตำแหน่งที่วางภาพ โดยให้รายละเอียดว่า วางตำแหน่งซ้ายขวาบนล่าง แม้กระทั่งระบุลักษณะของภาพ เป็นประเด็นที่น่าสงสัยในมาตรฐานความรู้ความเข้าใจของคณะกรรมการ เนื่องจากใช้การเปรียบเทียบเชิงปริมาณ ที่ไม่สามารถชี้วัดความเป็นกลางได้เลย และยังมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ภาพข่าวทั้งหมด นำเสนอไปตามเหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น เป็นการทำงานวันต่อวัน การเลือกภาพเลือกข่าว การพาดหัวข่าว เป็นไปตามกระแสข่าว และความน่าสนใจของข่าวในแต่ละวัน โดยทีมงานด้านข่าวของแต่ละฉบับ

นายปิยะชาติกล่าวด้วยว่า ผลสอบของคณะอนุกรรมการยังพุ่งเป้าไปที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีอีเมล์เลย โดยสรุปจากวิธีการพาดหัวข่าวและภาพข่าวว่าเอนเอียง เข้าข้างพรรคเพื่อไทยถือว่าไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับภาคีสมาชิกสภาการ หนังสือพิมพ์ และยังพยายามจับเอาเรื่องของการลงโฆษณาพรรคการเมือง อันเป็นวิถีทางปกติมากล่าวหาสื่อในเครือมติชน การลงโฆษณาพรรคการเมือง เป็นเรื่องที่กระทำได้เป็นปกติ พรรคการเมืองหลายพรรคได้ซื้อพื้นที่ลงโฆษณา เป็นเรื่องของฝ่ายโฆษณาที่แยกต่างหากจากกองบรรณาธิการ นอกจากนี้ การสรุปของอนุกรรมการ ยังเปิดเผยนามปากกาของผู้เกี่ยวข้องทุกคน เท่ากับกระทำขัดกับหลักจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเสียเอง ต่อปัญหาเหล่านี้่ ทางเครือมติชน กำลังศึกษาข้อสรุปของอนุกรรมการ เพื่อจะทำความเข้าใจต่อเจตนาของคณะอนุกรรมการ และเพื่อแสดงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลสรุปของอนุกรรมการ นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ในที่ประชุม นายปราโมทย์ ฝ่ายอุประ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ถูกพาดพิงในอีเมล์ ไม่ได้เข้าประชุม เช่นเดียวกับตัวแทนที่มาจากสื่อฉบับที่มีผู้สื่อข่าวถูกสอบสวน ไม่ได้เข้าประชุม อาทิ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ จากมติชน นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล จากเครือเนชั่น นายพรชัย ปุณณวัฒนาพร จากเครือเดลินิวส์ ส่วนผู้เข้าประชุม มีอาทิ นายสุนทร จันทร์รังสี รองประธาน จากหนังสือพิมพ์โคราชรายวัน นายสมนึก กยาวัฒนกิจ นายสมาน สุดโต นายจักรกฤษณ์ แววคล้ายหงส์ นายสุภชัย ปกป้อง นายบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ รศ.จุมพล รอดคำดี ฯลฯ หลังจากนั้น นพ.วิชัย โชควิวัฒน ได้นำผลการสรุปไปเปิดการแถลงข่าว

ขณะที่นายสุนทร จันทร์รังสี รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ได้กล่าวว่า สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ยังไม่ได้วินิจฉัยความผิดของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ เพียงแต่ดำเนินการตามขั้นตอนของธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์ฯ และจะพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปในการประชุมของสภาการหนังสือพิมพ์ฯครั้งหน้า คือวันที่ 13 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์Œบางคนแสดงความสงสัยต่อผลการสอบ ที่ตั้งประเด็นสอบเรื่องอีเมล์พรรคเพื่อไทยพาดพิงบุคคลในวงการสื่อ แต่กลับสรุปประเด็นเรื่องการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน เสนอข่าวอีเมล์ 2 ฉบับ ระบุว่า มีอีเมล์หัวข้อ "จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์Ž" ส่งเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 และหัวข้อ "ข้อเสนอ วิม?"Ž ส่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยพาดหัวว่า "กุนซือปู ซื้อสื่อที่ละ 2 หมื่นŽ มีเนื้อหาพาดพิงถึงบุคคลหลายคน โดยเป็นบุคคลในสังกัดหนังสือพิมพ์" กระทั่งวันที่ 5 กรกฎาคม คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน นางบัญญัติ ทัศนียะเวช รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นกรรมการ

หลังจากนั้น ทางคณะอนุกรรมการส่งจดหมายเชิญผู้ถูกพาดพิงถึงไปให้ปากคำ โดยมีผู้เดินทางไปให้ปากคำ 5 คน และไม่ได้เดินทางไปให้ปากคำ 3 คน แต่ใช้วิธีส่งจดหมายไปให้แทน นอกจากนี้ ทางคณะอนุกรรมการยังได้เชิญนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ตลอดจนผู้ควบคุมการเสนอข่าวทางเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์ มาให้ข้อมูลด้วย ผลการตรวจสอบสรุปว่า คณะอนุกรรมการเชื่อว่า อีเมล์ทั้ง 2 ฉบับน่าจะส่งมาจากบัญชีและรหัสผ่านของนายวิมจริง ส่วนผู้ที่ถูกพาดพิงทั้งหมดไม่สามารถสรุปได้ว่าเอนเอียงเข้าข้างพรรคเพื่อ ไทย

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการ มีข้อสรุปเกี่ยวกับการเสนอข่าวของกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ โดยระบุว่า 1.ภาพข่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน และข่าวสด นำเสนอภาพข่าวสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 2.ข่าวเลือกตั้ง ข่าวสด มติชน ไทยรัฐ สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 3.บทสัมภาษณ์พิเศษ รายงาน สกู๊ปข่าว มติชนสัมภาษณ์ฝ่ายพรรคเพื่อไทย 4 ครั้ง แต่สัมภาษณ์ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ 2 ครั้ง เป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จักเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทย หนังสือพิมพ์ข่าวสดเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่แปลบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.คอลัมน์การเมืองหนังสือพิมพ์ข่าวสด มีเนื้อหาโจมตีนายอภิสิทธิ์ ชัดเจนและมากที่สุด และยังสนับสนุนภาพลักษณ์เชิงบวกแก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 5.โฆษณาพรรคการเมืองในหนังสือพิมพ์ โดยพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่โฆษณามากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และมีข้อสังเกตว่า พรรคเพื่อไทยลงโฆษณาเฉพาะในหนังสือพิมพ์เครือมติชนเท่านั้น

"จากผลการศึกษาดังกล่าว เชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีการบริหารจัดการสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบŽ" รายงานของคณะอนุกรรมการระบุ

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังมีข้อเสนอแนะต่อสภาการหนังสือพิมพ์ฯ 5 ข้อ สรุปได้ว่า 1.ตักเตือนให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก ยึดถือและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดย เคร่งครัด 2.ขอความร่วมมือให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิกกำกับดูแลให้ผู้ประกอบ อาชีพหนังสือพิมพ์ ยึดถือและปฏิบัติตามข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดย เคร่งครัด 3.ขอความร่วมมือให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก ปฏิบัติตามข้อ 10 ของข้อบังคับด้านจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติโดยอนุโลม ในกรณีที่มีการใช้ภาพและคำบรรยายประกอบภาพที่ได้รับมาจากภายนอก โดยให้กำกับแหล่งที่มาประกอบกับภาพข่าวนั้นอย่างแจ้งชัด 4.ตักเตือนให้หนังสือพิมพ์ที่เป็นองค์กรสมาชิก ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวและแหล่งข่าวที่ได้รับมาอย่างรอบคอบรัดกุม ก่อนนำเสนอข่าว 5.ร่วมมือกับองค์กรสื่อและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนจัดทำแนวทางปฏิบัติ (guideline) ว่าผู้ประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์ ควรมีความใกล้ชิดกับแหล่งข่าว โดยเฉพาะนักการเมืองและนักธุรกิจเพียงใด จึงจะมีความเหมาะสม

โชว์สันดานประจานสื่อเนชั่นอีกแว้วคู่หูนรกกนก-ธีระ

ที่มา Thai E-News



ธีระ:อย่าว่าแต่10ล้านเลย 10บาทก็ไม่ควรได้รับสำหรับพวกเผาบ้านเผาเมือง

กนก:หนังสือพิมพ์บางคนที่ทรยศวิชาชีพ เสียชาติเกิดเป็นนักหนังสือพิมพ์ เข้าข้างพวกเผาบ้านเผาเมือง ก่อตั้งหนังสือพิมพ์คุณภาพมากว่า 30 ปีกลับต้องมาเสียผู้เสียคน

สันดานเด็กนรกเครือเนชั่น


ผิดจากนี้กูให้เหยียบ-การนำเสนอ เล่าข่าวด้วยความอคติ ลำเอียง ยืนเคียงเผด็จการ ขายวิญญาณให้ปีศาจ ขาดการตรวจสอบรอบด้าน พิพากษาชี้นำทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ไร้ความเป็นวิชาชีพ หากผิดจากนี้ก็ไม่ใช่เรา


โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา ไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา ว่า"รัก ในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เคยนำเสนอเผยแพร่ไปแล้วครั้งหนึ่ง การนำมาเสนออีกครั้งเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของข่าวเจาะเชิงสืบสวนประเด็นNBC-เนชั่นปั่นหุ้นจอง ที่นำเสนออย่างเกาะติดในขณะนี้


สรยุทธ-กนก-ธีระ:หุ่นยนต์พิฆาตค่ายเนชั่น

ใน3-4ตัวนี่ว่าไปแล้ว สรยุทธ์น่าเห็นใจมันนะ ชั่วดีถี่ห่างมันก็ยังพยายามจะบอกว่ามันคือมืออาชีพ แต่อีก2ตัวนั่นมันเบ๊หยุ่นเขาหนะ เบ๊ก็ต้องอ่านว่าเบ๊แปลว่าเบ๊ จะให้มันทำเหี้ยอะไรมากกว่านี้ก็คงลำบาก

สรยุทธ์นี่ว่าไปแล้ว อย่างน้อยมันก็ยังมีพื้นฐานเป็นคนข่าวมามั่ง อย่างน้อยก็ไปหาข่าวใต้ถุนสภาปี2ปี ไปทำข่าวรังนกกระจอกอยู่ปี2ปี ก่อนจะมาเล่าข่าวได้ อย่างน้อยมันก็ร่ำเรียนมา หรือเคยอยู่งานสนามมามั่ง แต่อีก2ตัวนี่แม่งไม่มีพื้นฐานงานข่าวสนามมาเลยซักนิด

อันนี้ผมแทรกหน่อยนึง คนข่าวรุ่นลุงรุ่นพ่อนี่ไม่ใช่ทำข่าว2-3ปีมาเป็นบก.ได้นะ เริ่มต้นก็ต้องเป็นนักข่าวตระเวณก่อน ไปตามโรงพัก ไปตามที่มีเรื่องปล้นจี้กัน แล้วค่อยไปทำข่าวกระทรวง มือดีก็ไปทำข่าวกรมตำรวจ เจ๋งขึ้นมาก็สภา ทำเนียบ สายทหารอะไรงี้

อยู่จนโชกโชนเป็น10ปี ชักแก่ถึงได้ประจำกองบก. แล้วไม่ใช่เป็นบก.หรือบรรณาธิการเลยนะ มึงก็ต้องไปเริ่มที่ตรวจปรู๊ฟก่อน แล้วมาเป็นรีไรเตอร์(คือเรียบเรียงข่าวที่ไอ้พวกนักข่าวสนามส่งเข้ามา แล้วเอามายำ หรือรับข่าวทางโทรศัพท์จากนักข่าวสนามแล้วเรียบเรียง) ฝีมือดีหน่อยก็มาเป็นหัวหน้าข่าว ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยบก. เป็นบก. สุดท้ายแก่ได้ที่ไปหาข่าวเองไม่ไหว เป็นบก.ก็ชักหูตาลาย ก็ไปเป็นคอลัมนิสต์...แล้วอย่านึกว่าเป็นลุงแก่ๆประจำโรงพิมพ์นะ ไอ้พวกคอลัมนิสต์นี่ตัวมีอิทธิฤทธิ์เลยนะสัดด....นักการเมืองใครไปใครมาเป็น รัฐบาล ต้องขอกินข้าวมาซูฮกไอ้พวก18อรหันต์นี่หมด ไม่งั้นเจอรุม

ทีนี้ยุคหลังสื่อต้องเบ่งให้ตัวพอง ทำแค่หนังสือพิมพ์ไม่พอ มันก็แตกหน่อเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน เข้าไปทำวิทยุ ไปทำทีวีสารพัดที่เรียกว่าmulti-media มันไม่มีคนพอใช้ จะทำไงดี ก็ต้องเอาไอ้พวกวิ่งข่าวสนามนี่แหละมาเป็นมะม่วงบ่มแก๊ส คือลากมาประจำกองบก.หรือออกทีวีแม่งเลย



สรยุทธ์เขาก็มาเกิดในสถานการณ์ยังงี้ คือตอนนั้นหยุ่นไปได้สัมปทานITVแล้วออกหนังสือพิมพ์หัวสีคมชัดลึกมาแข่งไทย รัฐ เดลินิวส์ อยากจะโฆษณาแฝง ก็ไปมีรายการคมชัดลึกทางITV แรกๆหยุ่นก็ทำเอง แต่มันเป็นนายทุนมัวออกทีวีไม่ไหว เพราะเดี๋ยวต้องนัดป๋า นัดทหาร ตำรวจม นักการเมืองพอ่ค้ากินข้าวเย็น business talk ก็เลยบอก เฮ้ย!ไอ้เผือก(ชื่อเล่นสรยุทธ์) เอ็งมาทำทีวีคู่พี่หน่อยวะ คมชัดลึกนะ

ไอ้เผือกก็ไปไม่ค่อยเป็นตอนแรก ตื่นกล้องก็ตื่นกล้อง หน้าตาแม่งก็ออกตี๋ๆ หยุ่นก็บอกเอางี้ให้ช่างแต่งหน้าทำผมเอ็งนี่ หวีเรียบแปล้ขึ้นไปข้างบน น้ำมันชโลมหน่อย เอ็งก็ออกมาดูแก่แล้ว แว่นก็หาหนาๆหน่อย ดูแล้วแม่งมีภูมิ

ไอ้เผือกก็เลยมีlookอย่างที่ว่า แต่ก็เงอะๆงะๆตื่นกล้อง แล้วก็ต้องเดินแนวทางกับหยุ่นคือทำสีหน้าท่าทางมือไม้ให้แม่งดูเครียด คนดูก็ดูไปจะหงิกแดกตามมันไป...หยุ่นก็บอกไอ้เผือกท่าจะไม่รอดแล้วเว้ย คนดูบอกดูมึงแล้วไม่บันเทิง รายการทีวีที่ดีแม่งต้องบันเทิง มึงลดความเครียดลงหน่อยซิวะ

ไอ้เผือกก็ไปไม่ค่อยเป็น ไอ้เชี่ยก็กูเห็นพี่หยุ่นออกแนวเครียดๆ"นะกรั๊บๆ พูดมาฟันธงให้ชัดๆเลยกรั๊บ"กูก็เอาอย่างมั่ง ทำไมคนดูชอบพี่หยุ่น มาดูกูเสือกบ่นเครียด...สรุปคือตอนแรกไอ้เผือกก็ไม่ได้แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้าง นะ คือมันก็พยายามจะเป็นสุทธิชัยหยุ่น2 แล้วใครมันจะไปก๊อปปี้ใครได้

หยุ่นเลยแก้ปัญหาให้ว่า เอางี้ลดโทนจากเครียดๆวิเคราะห์การเมืองแบบฮาร์ดคอร์นี่ลงมาให้มันดูบันเทิง ให้entertainคนดูหน่อย เอาเป็นแบบnews talkแล้วกัน หยิบข่าวมาพูดแล้วแสดงความเห็นหยอกมุกอะไรเข้าไป..ไอ้เผือกบอกพี่ผมเล่นไม่ เป็น เอาไงดี

หยุ่นก็เลยไปลากเอากนกนี่มาเป็นตัวชงมุกให้ไอ้เผือกเป็นคนตบ ไอ้หนกชง ไอ้เผือกตบหน้าเน็ต...คนดูก็ชอบเพราะมันแปลกใหม่ อันนี้คือรายการเก็บตกจากเนชั่น แต่มาแจ้งเกิดนี่ทางNation channelคือTTVของลุงไกรวัฒน์นะ คนดูก็จำกัดเขตกรุงเทพฯปริมณฑล

ไอ้หนกนี่จบวารสาร ธรรมศาสตร์ เอกหนังสือพิมพ์ แต่จบมาแม่งไม่มีแวว เคยไปเป็นเด็กฝึกงานที่เนชั่น เขาก็ไม่เอาหนกทำงาน มันก็ไปสมัครที่ไหนเขาก็ไม่เอา ก็เลยไปเป็นดีเจจัดเพลงทางวิทยุ พวกเพลงป๊อบทั้งหลาย แล้วก็เอาข่าวนู่นนี่มาพูดหน่อยพอกล้อมแกล้ม ก็เงียบๆไม่ดัง หลังๆมาก็มาสมัครทำเป็นดีเจจัดข่าวกับหยุ่น

หยุ่นเห็นว่าเสียงไอ้หนกออกแนวFMก็ให้มันจัด เพราะเนชั่นก็ขยายงานไปสารพัดอย่างที่ว่าไปแล้ว ต่อมาก็เลยลากมันมาเป็นตัวชงให้ไอ้เผือกทางเนชั่นแชนัล แต่ชงไปชงมายังไงไม่รู้ ด้วยความที่ไอ้หนกมันไม่มีพื้นฐานเป็นนักข่าวสนามมาเลย มันก็ออกทะเลอยู่เรื่อย ไอ้เผือกตอนแรกก็เริ่มหงุดหงิด ก็กัดแม่งกลางจอ

กัดทีงี้เหวอะ...กะจะเอาให้ตายคาจอ เพราะไอ้เผือกติดนิสัยลูกพี่หยุ่นมา กูเอาใครมาออกทีวีนี่ขอกรูทำตัวเป็นนักฆ่าหน้าจอต้อนแม่งจนกระดาน หรือกัดมันเลือดสาดออกจอ สะใจคนดูซาดิสม์

แต่ไอ้เรื่องที่ไอ้เผือกกัดไอ้หนกเหวอะ กลายเป็นเรื่องคนดูทีวีเนชั่นเสือกชอบเว้ยเฮ้ย...ไอ้คนดูแม่งก็ซาดิสม์ได้ เรื่องเหมือนกัน จากที่เริ่มมาจะเป็นตัวชง ไอ้หนกเลยกลายเป็นตัวลูกไล่ให้เผือกกัด...คนดูก็ออกแนวสงสารเห็นใจมัน เห็นตัวเล็กๆเตี้ยๆเท่าลูกหมา เสียงก็FMหน้ามันก็ออกทางหนูไม่รู้ประจำ คนก็เอ็นดู ก็เลยกลายเป็นรายการบันเทิงชนิดหนึ่งขึ้นมา...

กัดกันไปกัดกันมาจนดังได้ที่ ก็ไปเข้าตามิ่งขวัญตอนนั้นมาปลุกปั้นแดนสนธยาช่อง9ให้เป็นโมเดิร์นไนน์ มิ่งขวัญก็ช็อปตัวสรยุทธไปทำรายการคล้ายๆคมชัดลึกเดิม รอบค่ำ4ทุ่ม

ตอนบินหนีจากเนชั่นไปอยู่ช่อง9ทำรายการ"ถึงลูกถึงเมีย” เอ๊ย ถึงลูกถึงคนนี่ ไอ้เผือกก็เป็นเผือกnew lookแล้ว คือไม่ใช่ไอ้ตี๋หน้าจืด เสยผมเรียบแปล้ ยกมือไม้พูดจาทีคนดูหงิกแดก เพราะเครียดกับมันอย่างตะก่อนแล้ว

ไอ้เผือกรู้แล้วว่า การทำทีวี แม้จะเป็นเรื่องจริงจังอย่างเล่าข่าว มันก็ต้องEntertainคนดูด้วย

ที่สำคัญต้องจับประเด็นที่ผู้คนสนใจ หรือที่วงการเรียกว่าhuman interesting พูดง่ายๆคือหากเทียบการทำหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบNation หรืออย่างกรุงเทพธุรกิจ มติชน มันต้องจับกลุ่มเป้าหมายใหญ่แบบบ้านๆอย่างไทยรัฐ เดลินิวส์

คนที่เอามาสัมภาษณ์ก็ไม่จำเป็นต้องผูกไท ใส่สูท อย่างพวกท่านปลัด อธิบดี รัฐมนตรี นายกฯห่าเหว แต่ต้องหาคนสนุกๆมีสีสันอย่างชูวิทย์อ่าง หมอพรทิพย์พุดเดิ้ล เจ๊เจ้าของบ้านสีดำ ยายไฮพังเขื่อน หรือผู้การวิสุทธ์มือปราบน้องแน็ตอะไรประมาณนี้....ไอ้เผือกก็เลยดังระเบิด ด้วยเรื่องบ้านๆ การมงการเมืองนี่ก็นานๆที แต่ขออย่าง กูต้องไม่หาศัตรูแบบหยุ่นทำ

หยุ่นก็แค้นตาแม้น กูอุตส่าห์ปั้นมา ไอ้เผือกหนีไปแจ้งเกิดรวยซะแล้ว ก็ดันไอ้หนกขึ้นเป็นเบอร์1ของเก็บตกเนชั่น แล้วก็หาคู่หูมาให้ หาใครก็ไม่ได้ เลยเหล่ไปเจอเด็กที่เคยยกกล้องแบกกล้อง ต่อมาให้เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์(คือตำแหน่งขี้ข้าสารพัดในรายการทีวีหนะแหละ เช่น โทรนัดแขกมาออกรายการ ยกน้ำเสิร์ฟแขก เตรียมออกรายการ ประสานกล้อง ช่างทำหน้าทำผม ชงกาแฟให้คนดำเนินรายการ"

"เฮ้ย!ไอ้ฮุย พี่จะให้เอ็งออกกล้องมึงสนมั๊ย"หยุ่นพูดขึ้นในวันหนึ่ง หลังจากเหล่หาใครไม่เจอว่าจะเอาใครมาเป็นลูกไล่ให้ไอ้หนก

ไอ้ฮุยที่ว่านี้ มีชื่อจริงตามสำเนาทะเบียนบ้านว่า ธีระ ธัญไพบูลย์


คุณๆสังเกตกันไหม แก๊งเด็กนรกเนชั่นนี่จะมีความเหมือนๆกันอยู่2-3อย่างคือ

1.ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาก่อน(ยกเว้นไอ้เผือก-สรยุทธ มีประสบการณ์ข่าวสนามมาบ้าง2-3ปี) อย่างไอ้หนกนี่เป็นดีเจจัดรายการเพลงอัสนี-วสันต์ อ้อมสุนิสา พี่เบิร์ดมา ไอ้ฮุย-ธีระนี่เด็กยกฉากแบกกล้องชงกาแฟ โทรสายต่อแขก จอมขวัญก็มาจากแปลข่าวต่างประเทศก๊อกๆแก๊กๆ อันนี้มันก็ทำให้พื้นไม่แน่น โดยเฉพาะหากมึงต้องมาว่าด้วยเรื่องข่าวการบ้านการเมือง คือพวกมึงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มันก็เลยฟ่ามๆ

2.ไม่ได้เป็นactivistหรือเด็กกิจกรรมมาก่อน ซึ่งอัน นี้จะ ต่างจากหลายๆค่าย อย่างผู้จัดการ มติชน อาทิตย์ของชัชรินทร์ แนวหน้า ไทยรัฐ เดลินิวส์ INN บางกอกโพสต์ ไทยโพสต์ เขาจะเลือกเด็กActivistมาก่อน ข้อดีคือไอ้พวกนี้มันกระฉับกระเฉงลุยงาน ข้อเสียคือไอ้พวกนี้มันมีชุดความคิดบล็อกในหัวมาแล้ว พูดง่ายๆว่าปกครองยาก ล้างสมองก็ยาก เพราะเด็กมันแก่แดด หยุ่นเอาอย่างแก๊งเด็กนรกที่ไม่ใช่Activistมาทำงานก็สบายยังงี้ คือพวกนี้มันเด็กว่าง่าย เอาอะไรใส่หัวให้มัน มันก็รับไว บอกให้มึงศรัทธาใคร เกลียดใคร ให้พวกมันไปกัดใครแทน มันก็ทำถวายชีวิต...

จะต่างจากพวกเด็กกิจกรรมมหาลัย ไอ้พวกนี้ไม่ได้ทำงานให้ใครเพราะมันศรัทธา แต่มันจะซักจะถามจะสงสัย และมีกรอบแนวคิดชนิดหนึ่งว่า ที่มันต้องทำลงไปนั้น เป็นประโยชน์หรือผลเสียแก่บ้านเมืองส่วนรวม...คนอย่างนี้ไม่ได้เกิด ที่Nation คือมันก็เป็นเวรกรรมของหยุ่น คือตอนมันหนุ่มๆมันไปทำกับเจ้านายเก่าไว้มาก หักเขาไปทั่ว แก่ตัวมามันเลยหาเด็กๆโนเกี๊ยะหัวอ่อนมาใช้ดีกว่า เอาอะไรยัดใส่กบาลมันก็รับหมด จะให้มันเป็นม้าใช้ ส่งไปกัดใคร มันเหมือนหุ่นยนต์พิฆาต ไม่ต้องเคยถามว่า ที่เราทำๆนี่มันไม่เหี้ยหรือครับพี่ บ้านเมืองเสียหายนะพี่...ไม่มี!

3.ทั้งหมดนี่เป็นคนกรุงเทพฯ สเป็คตี๋หมวยถูกจริตคนกรุงเทพฯ ถึงหยุ่นจะเป็นคนสงขลาบ้าสะตอ แต่พอจะหาเด็กออกหน้าจอนี่เห็นไหม ไม่มีเลยที่เป็นเด็กสะตอ จะต่างจากค่ายอื่นๆ หากคุณๆว่างไปเดินเล่นใต้ถุนสภา หรือรังนกกระจอกทำเนียบนี่ ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่าภาษาทองแดงถือเป็นภาษาราชการของนักข่าว ส่วนภาษากลางนี่เอาไว้ใช้ถามแหล่งข่าวก็พอ พวกมันคุยกันเองก็สะตอแตกทั้งนั้น...

เด็กกรุงเทพฯไม่พอ ต้องมีเชื้อด้วย คือต้องกากี่นั้งทั้งไอ้เผือก ไอ้หนก ไอ้ฮุย จอมขวัญอะไรพวกนี้กากี่นั้งหมด เพราะมันต้องทำรายการเอาใจคนดูชาวกรุง แล้วก็คนเมือง ซึ่งเป็นกากี่นั้งด้วยกัน ส่วนพวกทองแดง หรือออกลาวนี่หยุ่นก็มีไว้มั่งเป็นไม้ประดับไว้ออกข่าวภูมิภาคอะไรกัน ไป...ไม่เคยมีใครดูพวกมันหรอก

4.ไอ้พวกนี้ต้องแสดงออกทางสีหน้าท่าทางกวนตีนกันทุกตัว อัน นี้มันก็ไม่ได้เป็นมาแต่เกิดนะ พ่อหยุ่นสอนมัน พ่อหยุ่นบอกว่าการทำรายการทีวีมันต้องมีภาษากายแบบรายการทีวีฝรั่ง พวกมึงจะมานั่งทื่อมะลื่อนี่ไม่ได้ เอาให้คนดูเห็นๆว่าพวกมึงเกลียดโกรธ บูชาๆคนที่มึงสัมภาษณ์ หรือกำลังพูดถึงให้เห็นตำตาเลย

ดังนั้นเวลาแก๊งเด็กนรกนี่ออกหน้าจอมันก็ทำตามพ่อหยุ่นมันฝังใส่กบาลมานั่นแหละ...

เดี๋ยวไปว่าต่อแต่ละตัว อันนี้ถือว่าแทรกมุก ให้รู้จักแบ็คกราวนด์ตัวละครพอสังเขป



พื้นฐานไอ้ฮุยนี่ก็ไม่ได้เป็นนักข่าวสนามมาเหมือนไอ้หนก ความคิดความอ่านการเมืองก็ไม่มีห่าอะไรเลย ก็เหมือนเด็กทั่วๆไปที่เกิดแล้วรู้ความสมัยป๋าเป็นนายกฯ คือวันๆก็โดนกรอกหูกรอกตาด้วยเรื่องซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก

ไอ้ฮุยนี่เป็นเอามากถึงขั้นเมียมันจะคลอดวันที่14ธันวานะ แล้วมันนี่ได้ชื่อว่าเป็นคนกลัวมอสระเอียชนิดได้โล่กับเขาคนหนึ่ง ยังอุตส่าห์พาเมียไปผ่าลูกออกก่อนกำหนด คุณๆเดาไม่ผิดหรอกมันผ่าออกตอนวันที่5ธันวาคมพอดี๊พอดี

เพราะงั้นเวลาไอ้ฮุยเล่าข่าวว่าไอ้เหลี่ยมจะล้มล้าง หรืออีเพ็ญจะจับอาวุธลุยถั่วล้มล้าง หรือไอ้พวกเสื้อแดงหมิ่นอะไรต่างๆนี่ มันก็เลยจะออกมาธรรมชาติมากๆ อันนี้พ่อหยุ่นไม่ต้องล้างสมองมา มันเป็นงี้มาแต่เกิด

แล้วเพราะความฟ่ามของไอ้ฮุย ไอ้หนก จอมขวัญที่ว่ามันไม่มีพื้นฐานงานข่าวสนามมาก่อนหนึ่งหละ แล้วก็ไม่เคยผ่านการเป็นเด็กแอ๊คทิวิสต์ในมหาลัยมาด้วยหละ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าconceptual frameworkของมันเรื่องของกิจการบ้านเมือง เรื่องในเชิงidealisticsอะไรทั้งหลายแหล่เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง เพื่อสังคมส่วนรวม เพื่อคนด้อยโอกาสคนยากคนจนนี่เลยไม่ต้องมี

ไอ้สองตัวเหี้ยนี่ เวลามันมองไปเจอพวกเสื้อแดงมาม็อบทีกันเป็นแสนหลายแสนนี่ ที่มันคิดคือพวกห่านี่มากันตั้งสามแสนคน หัวห้าร้อย คูณกันแล้ว ไอ้เหลี่ยมต้องควักจ่ายเท่าไหร่วะ?....

ขี้ชัดๆนะในหัวไอ้พวกเหี้ยนี่

การทำรายการทางเนชั่นมันก็เลยออกมาอย่างเห็นๆ แม่งจะแสดงภูมิปัญญาอะไรได้เพื่อประเทศชาติบ้านเกิด คุณคิดเหรอว่างาช้างมันจะงอกออกมาจากปากหมาเน่าๆอย่างไอ้เหี้ยสองตัวนี่

ไอ้หนกก็นะ ตอนแรกทำรายการไอ้เผือก เป็นลูกไล่ไอ้เผือกออกแนวหงิมๆคนก็เอ็นดูสงสารมัน มันก็เอาใหญ่อ้อนแฟนๆว่า ผมเป็นคนจีนก็จริงแต่ยากจนอนาถา ตอนเด็กมีแฟนอยู่คน มีปัญญาแค่ซื้อแอ็ปเปิ้ลให้กิ๊กกินลูกเดียว จากนั้นก็พลัดพรากจากกัน...พอมามีหนังแฟนฉันเข้าโรงดังบึ้ม ไอ้นี่ก็เข้าไปเขียนประกาศในห้องเฉลิมไทย เวบไซต์พันทิป สะดีดสะดิ้งบอกอยากพาแฟนฉันสมัยเด็กไปตีตั๋วดูหนังรำลึกความหลังกัน....ไอ้ ดอก!ลูกผัวเค๊ามีมันคิดมั่งมั๊ย


นอมินีของกนก-ลักขณา รัตน์วงศ์สกุล อดีตเลขานุการผู้บริหารเครือNATION ภรรยาของกนก รัตน์วงศ์สกุล ตอนนี้เป็นกรรมการบริหารบริษัทเนชั่นบรอดแคสติ้ง จำกัด(มหาชน)-NBCหุ้นน้องใหม่ที่กำลังเปิดขายในตอนนี้ และจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นMAIในวันที่11พ.ย.นี้ ขณะที่"เมีย"เป็นกรรมการบริหารบริษัทนั้น กนกซึ่งเป็น"สามี"สวมบทคนเล่าข่าวของเนชั่นได้โหมโฆษณาผ่านทางทีวีและวิทยุ เนชั่นเกินจริงให้คนซื้อแล้วจะ"รวยเละ รวยไม่รู้เรื่อง" ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีโทษจำคุก 2 ปี ที่สำคัญคือ"น่าเกลียด"!(อ่านรายละเอียดข่าวนี้ คลิ้่กที่นี่)


ไอ้พวกเฉลิมไทยก็สะดีดสะดิ้งตอแหลลุ้นไปกับไอ้เหี้ยหนกกันยกใหญ่ ติดตามกันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าวพระราชสำนัก เอาไปเอามาไอ้หนกต้องเอาจริงเพราะแรงยุของพวกสะดีดสะดิ้งปัญญาสะตึในเหลิ มไทย ผู้หญิงเขาไม่ยอมออกมา ไอ้ห่ารากนี่เอารถไปตามเขาถึงบ้าน ลากเมียเขาออกมา...ผัวเขาก็นั่งกัดฟันกรอดๆรออยู่ที่บ้าน ไอ้เชี่ย แฟนฉันก็จริง แต่อีนี่มันเมียกูนะสัดดด...!

ส่วนเมียไอ้หนกก็เรื่องรัยจะปล่อยแม่งไปแหววกับแฟนฉันสองต่อสอง แฟนฉันก็ใช่ แต่ไอ้หนกนี่ผัวกูนะอีดอก มันก็เลยไปนั่งคั่นกลาง...คนทั้งโรงก็ดูไปฮากันไป ส่วนไอ้หนกกับเมียพร้อมกิ๊กนี่นั่งหายใจฟืดฟาดๆๆ กว่าจะจบเรื่องได้ ลงท้ายไอ้เจี๊ยบอีน้อยหน่าไม่แฮปปี้เอ็นดิ้งยังไง

ไอ้หนกกับเมียมัน รวมทั้งแฟนฉันและผัวเขา ก็แทบจะบ้านแตกฉันนั้น...

กลับมาฝั่งไอ้เผือกมั่ง ตอนนี้ต้องใช้คำว่าเสี่ยนำหน้าแล้ว เพราะรายการถึงลูกถึงเมียฮิตระเบิด เจ๊มิ่งก็เลยจะเปิดรายการใหม่ให้เป็นเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ไอ้เผือกเลยต้องไปทาบไอ้หนกมาเป็นลูกไล่ที่ช่อง9 ไอ้หนกเลยได้อาศัยเกาะไอ้เผือกดัง เพราะมันทำตัวน่าเอ็นดูให้ไอ้เผือกสับโขกเล่นเป็นที่บันเทิงของคนดู

ไอ้เผือกก็สร้างวีรกรรมไว้เยอะที่ช่อง9อย่างรู้ๆกัน เรื่องเงินๆทองๆทั้งนั้น ทั้งอมเงินค่าโคดสะนา100กว่าล้าน ทั้งเรื่องให้คนดูส่งSMSมารายการแล้วแทนที่มันจะแบ่งให้ช่อง9เขา ไอ้ห่ารากนี่อมซะเอง ไหนจะเรื่องtry in หรือโคดสะนาแฝงเวลาเชิญแขกเชิญใครมาออกรายการที่พอจะมีตังค์ไถได้

แต่คุณงามความดีมันก็มากคือมันสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้วงการเยอะมาก แล้วก็ให้ผมพูดตรงๆนะ มันสลัดเงาของหยุ่นได้พอสมควร คือไม่ต้องเป็นขี้ตีนรับใช้เป็นหุ่นยนต์พิฆาตให้หยุ่น ดังนั้นพวกเสื้อแดงอาจจะไม่ถูกใจมัน แต่อย่าลืมว่าไอ้พวกเสื้อเหลืองก็ด่ามันยับ หาว่ามันเป็นคนของระบอบทักษิณ...ผมว่ามันก็ตรงไปตรงมา อย่างตอนไอ้พวกเหี้ยเหลืองยึดสนามบิน มันก็เล่นตรงๆว่า80ลำนะเว้ยเฮ้ย พวกมึงยึดเขาไว้ มันก็กดดันให้เหี้ยเหลืองปล่อยเครื่องบินตัวประกันได้ พวกมุสลิมก็ได้ไปเมกกะห์ก็เพราะมันออกแรง ไม่งั้นก็แห้งตายอยู่สุวรรณภูมิ....

ไอ้เผือกนี่อย่างน้อยมันก็มีพื้นฐานนักข่าวสนามมา มันมีconceptualของมัน ถึงใครจะด่าว่าออกดัดจริต แต่การที่มันเน้นเรื่อง”สามัคคีประเทศไทย รักในหลวง บลาบลาบลา”…ผมก็ว่ามันไม่ได้เหี้ยเหมือนไอ้หนก ไอ้ฮุยที่มีแต่”คอนเซ็ปชั่ว”ลูกเดียวนะ ว่ามั๊ยสัดดด?

ว่ากันตรงๆคือมันก็คือ”พ่อค้า”คนหนึ่งแหละ มันถือตำรากากี่นั้งว่า”กินขี้หมาดีกว่าค้าความ”มันไม่อยากหาศัตรู จะได้ทำมาหาแดกไปได้เรื่อยๆ แสดงออกว่ากรูเดินสายกลาง ไม่เข้าใครออกใคร

แต่อย่ามีลูกหลุดถึงตีนกูนะ อย่างรถแก๊สดินแดงตอนสงกรานต์ มันก็ต้องตามน้ำว่า”ก็นี่แหละครับ!”ซักหน่อย....ไอ้เรื่องจะเหี้ยก็คือว่า การที่จะสืบเสาะหาข้อเท็จจริงนี่เสือกไม่ทำ ว่ากันไปตามกระแส ไม่รู้แม่งจริงไม่จริง มันก็ตามน้ำไปก่อน..”ก็นี่แหละครับ คุณผู้ชมครับ”...มึงก็ทำการบ้านหน่อยซีว้าไอ้เผือก....อย่าเสือกมักง่าย มึงมักง่ายก็ต้องโดนกูด่า ...ก็นี่แหละครับ

หลังรัฐประหาร19กันยา เจ๊มิ่งไป ไอ้เผือกก็หลุดช่อง9 ไปประจำช่อง3มันก็ไม่เดือดร้อนหรอก ก็ยังเป็นเสี่ยเหมือนเดิม จะเดือดร้อนหน่อยก็ไอ้เตี้ยหนกนี่เสือกด่าไล่หลังเพื่อนว่า”กูทำงานกับคนโกง ไม่ได้”

..อ้าว!ไอ้เตี้ยนี่ออกลายเนรคุณเพื่อน มาได้เกิดช่อง9ก็ไอ้เผือกลากมา ไม่งั้นก็แคระตายอยู่ช่องเนชั่น พอเพื่อนล้มไอ้เตี้ยโดดข้ามไม่พอ แม่งขอตื้บฟรี1ดอก ไอ้สัดดด

พอหลัง19กันยาก็อย่างที่เห็นคือไอ้หนกคนเดียวไม่พอ ไอ้ฮุยตามมาด้วย จอมขวัญตามมาติด หยุ่นตัวพ่อก็มาโผล่ เล่นแม่งเป็นลูกระนาด3 5 7 9 NBT ส่วนTPBSนี่ให้หย่องแดกเรียบ เพราะมันมีข้อตกลงกับปีศาจอย่างที่ผมว่ามาก่อนๆนี้

บางทีหาเรื่องเล่นไม่เจอ ไอ้ฮุยก็มามุกด้านๆเลย บอกได้ฟอร์เวิร์ดเมล์จากทางบ้าน(ก็ไอ้พวกเหี้ยเหลืองนะแหละ)บอกวันนี้ให้ใส่ เสื้อเหลืองทั้งประเทศนะ เพราะหมอผีเขมรเล่นของสะกดเมืองไทยให้ยกเขาพระวิหารให้มัน....ขอเชิญชวน ประชาชนไทยนะครับทั้งชาติแค่รวมใจใส่เสื้อเหลืองแก้เคล็ด วันนี้เห็นมั๊ยผมยังใส่เสื้อเหลืองออกทีวีเลย

วีณารัตน์ แซ่เล้านั่งจัดคู่ด้วยอายก็อาย ทุเรศก็ทุเรศเลยแขวะไอ้ฮุยว่าเธอนี่ก็เป็นเอามากนะ จะเล่นของไปถึงไหน เมืองไทยก็มีพระสยามเทวธิราชปกป้องคุ้มครองอยู่แล้ว ไอ้ฮุยนี่มีเคืองออกหน้าจอให้เห็น พอพักโคดสะนากลับมามันก็แก้ตัวดิบๆเลยว่า หันไปเล่นมุมว่ากูนี่ไม่ได้บ้าไสยศาสตร์เว้ย กูนี่ก็วิทยาศาสตร์เหมือนกัน

ว่าแล้วไอ้ฮุยก็เล่าข่าวว่า นอกจากเรื่องไสยดำมนต์เขมรแล้วเนี่ย พอดีวันนี้เกิดสุริยุปราคาด้วย แล้วก็เล่าว่าอันนี้เป็นปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์นะ โลกบังดวงจันทร์บังอาทิตย์กี่องศาฟิลิปดาห่าเหวยาวเลย วีณารัตน์ แซ่เล้าได้ทีแขวะว่า”อ่า ไปดูสุริยุปราคานี่ไม่ต้องใส่เสื้อเหลืองดูหรอกนะ...”

ไอ้ฮุยเสือกไม่ขำ รายการจบพอดี วีณารัตน์ แซ่เล้าโดนไอ้ฮุยตบคว่ำหรือเปล่า ข่าวไม่ได้แจ้ง

*****
สาวสัมพันธ์โฉ่หยุ่น+เปรม+มาร์ค


สงขลาคอนเน็คชั่น-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยเชียร์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่า เป็นโชคดีของคนไทยที่ได้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงก็คงใช่ โดยเฉพาะคนไทย ชาวสงขลาบ้านเดียวกับเปรมที่ชื่อว่าสุทธิชัย หยุ่น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2552

รายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news)ชุด"เปิดโปงเนชั่นปั่นหุ้นจองNBC" เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายในวันนี้ หากให้ว่ากันตามตรงแบบปลงๆก็คงต้อง"ชี้ลงไปให้ชัดๆ"ว่า เราไม่ได้หวังว่าจะพึ่งพาก.ล.ต.หรือกระบวนการยุติธรรมประเทศนี้ได้หรอก แต่ผู้อ่านทุกท่านนั่นเองที่จะช่วยกันใช้พลังทางสังคมกดดันให้เกิดความ ยุติธรรมทางสังคมได้ เราไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆหากท่านผู้อ่านจะเผยแพร่ข่าวชิ้นนี้ออกไปให้มากที่ สุด เป้าหมายสำคัญอันดับแรกคือเพื่อน หรือครอบครัว หรือคนที่ท่านรู้จักที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และสาธารณชนชาวไทยที่เสียหายร่วมกันจากพฤติการณ์ของเนชั่นกับรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ และเปรมผู้มีเงาทอดทมึนอยู่ฉากหลัง


องครักษ์พิทักษ์เปรม ล่าสุดแก้ต่างให้กรณีสัมพันธ์ล้ำลึกหนุ่มเสก

กล่าวกันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคน ใน ภูมิภาคอื่นๆ และว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากสุดๆ และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจ สอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."

เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด


อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"คราใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลังรัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วง นี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่น หรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็ พี่มา นิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซ ส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็ รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด


หลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่ง ชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก

เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐ ประหาร

ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบทความชุด"ลาก ไส้ สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะ ร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการ เมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกันเขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียด เหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนักข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงิน เดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า
"ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."


เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอกจากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสด รายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

***********
ไม่อยากตกเป็นเหยื่ออย่าหลงเชื่อสื่อโล้น มิฉะนั้นอาจเป็นเช่น"รุ่งเรืองกิจ"


ทางโลก+ทางธรรม-สุทธิชัย หยุ่น แสดงตนว่าหันมาสมาทานทางธรรม โดยมีบทบาทใกล้ชิดพระว.วชิรเมธี เจ้าของวาทะ"ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน" และพระติช นัท ฮันท์ สงฆ์เวียดนามที่กำลังเดินทางเยือนไทยในช่วงนี้ ส่วนทางโลกนั้นเขาแสดงบทบาทโดยเปิดเผยว่าเป็นอริกับทักษิณ ชินวัตรและเครือข่าย และเลือกข้างพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งสมุนบริวารอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างแนบแน่น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เผยแพร่ครั้งแรก 13 ตุลาคม 2553

"สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ"สาปส่งขายหุ้นเนชั่นยอมขาดทุน200ล.ขายทิ้ง โอดโดนหลอกมาติดดอย

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG และประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ขายหุ้นเนชั่นฯ ซึ่งถืออยู่ 29.44 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 17.87% ของทุนจดทะเบียน ในราคาหุ้นละ 9 บาท หรือคิดเป็นเงินประมาณ 260 ล้านบาท โดยเป็นการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นางสมพรกล่าวว่า ขาดทุนจากการขายหุ้นครั้งนี้มากกว่า 200 ล้านบาท หากเทียบกับราคาหุ้นที่เข้าซื้อครั้งแรกเมื่อตอนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทแห่งนี้ประมาณปี 2546 ที่ระดับ 11.50-17.50 บาท หรือซื้อมาประมาณ 500 ล้านบาท

ประธานกลุ่มไทยซัมมิทกล่าวว่า เข้ามาถือหุ้นของบริษัท เนชั่นฯเพราะได้รับการชักชวนจากผู้บริหารของกลุ่มเนชั่นให้เข้ามาซื้อโดย บอกว่าผลประกอบการดีจะมีปันผล แต่ปรากฏว่าได้เงินปันผลเพียง 10 ล้านบาท ในปี 2547 เพียงปีเดียว และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ได้รับเงินปันผลอีกเลย จึงตัดสินใจขายหุ้นเพื่อนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า กว่า

นายเสริมสิน สมะลาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แนเชอรัลพาร์ค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เขาและกลุ่มเข้าชื้อหุ้น NMG หรือ เนชั่น จาก นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 17.8 % ว่า เป้าหมายของกลุ่ม ต้องการลงทุน เนื่องจากมองว่าธุรกิจสื่อ มีอนาคตสดใส และเนชั่นเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อที่มีความหลากหลายทั้งด้านเนื้อหา และช่องทาง อีกทั้งเป็นสถาบันสื่อ ที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และจัดโครงสร้างธุรกิจเช่นเดียวกับ บรรษัทข่าวระดับโลกอย่างนิวส์คอร์ปของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก

เปิดปูมเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น

ก่อนหน้านั้นคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่านักการเมืองเครือข่ายทักษิณ ชินวัตรเข้าไปพยายามเทกโอเวอร์เนชั่นจากนายสุทธิชัย หยุ่น เพื่อครอบงำกิจการ เพราะไม่พอใจที่เนชั่นมักโจมตีทักษิณตลอดเวลา แต่เมื่อปีที่แล้วไทยอีนิวส์ได้เปิดเผยเบื้องหลังการเข้าซื้อกิจการของนาง สมพร จึงรุ่งเรืองกิจว่า ความจริงถูกกลุ่มนายสุทธิชัยชักชวนเข้าไปเอง โดยอาศัยความมสัมพันธ์ทางการแต่งงานของ2ฝ่าย อ้างว่าผลประกอบการดีมีปันผลสม่ำเสมอ แต่พอเข้าไปซื้อแล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะได้ปันผลหนเดียว ผลดำเนินงานแย่ลงต่อเนื่อง กลุ่มสุทธิชัยยังขายตึกเนชั่นทิ้ง และปล่อยให้กิจการแย่ลง ราคาหุ้นร่วงต่ำ ขณะที่ได้ไปตั้งบริษัทย่อยในเครือขึ้นใหม่ชื่อNBC และยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปที่บริษัทใหม่แทนNMG

ไทยอีนิวส์เปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2552 ดังรายละเอียดต่อไปนี้

"จึงรุ่งเรืองกิจ"โอดครวญเสียท่า ถูกประธานเนชั่นหว่านล้อมให้เข้ามาซื้อหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย(NMG) หลังเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานหวังเป็นทองแผ่นเดียวกัน จากนั้นโดนตลบหลังโชว์ผลขาดทุนอ่วม แถมขายตึกNATION TOWERทิ้ง จนไม่เหลืออะไรมีค่าแล้ว ตอนนี้ขาดทุนทางบัญชี50%ติดแหง็กบนดอย พ้นทุนเมื่อไหร่ขอขายทิ้งสาปส่ง เผยของดีๆมีกำไรยักย้ายไปให้NBCบริษัทลูกหมด สุดท้ายบริษัทแม่ทำสิ่งพิมพ์กำลังกลายเป็นอดีต ส่วนอนาคตคือเนชั่นทีวี


สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่NMG:บริษัท ไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น


นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของสมพร: เราเข้ามาซื้อหุ้นNMGเพราะพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ไม่ใช่เพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร ไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลย ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ


บริษัทแม่เนชั่นกำลังทรุด แต่เนชั่นทีวีคืออนาคตของสุทธิชัย หยุ่น?


ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจสื่อสารมวลชนเคยตกตลึงเมื่อเครือเน ชั่น ของสุทธิชัย หยุ่น ประกาศขายตึกเนชั่นที่บางนาเพื่อชำระหนี้ ถึงกับทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นขมิ้นกับปูนกับสื่อถึงกับ"โพล่ง"ออกมาในช่วงเขาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า"เนชั่นขายตึกใช้หนี้ กำลังล้มละลายแล้วหรือ?" ต่อมามีสื่อบางฉบับลงข่าวทำนองว่าเนชั่นมีฐานะกิจการสั่นคลอน ซึ่งในที่สุดก็ต้องลงแก้ไขข่าวในที่สุด เพราะเนชั่นมีการดำเนินการตามกฎหมาย และต้องลงข่าวแก้ไขว่าฐานะกิจการยังมั่นคงแข็งแรงดี

จากการตรวจสอบของไทยอีนิวส์พบว่า ก็น่าให้นายสมัคร หรือสื่อบางฉบับตั้งข้อสงสัยทำนองนั้นได้ เพราะเวลาไล่เลี่ยกันนั้นหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจได้ขายตึกออกมาชำระหนี้ และดูเหมือนฐานะกิจการจะไม่มั่นคงดังแต่ก่อน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา ฐานเศรษฐกิจถึงกับต้องปลดพนักงานออกชุดใหญ่ 60 คน สะท้อนถึงฐานะกิจการได้ดี

เนชั่นก็มีการเปิดโอกาสให้พนักงานเกษียณโดยสมัครใจเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นปลดชุดใหญ่แบบฐานเศรษฐกิจ เนชั่นพยายามหาเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการทุกทาง แม้แต่พาทัวร์ไปไหว้แดนพุทธภูมิที่อินเดีย จัดกิจกรรมสอนคนที่อยากเป็นนักข่าวแล้วเก็บเงินค่าอบรม หรือประเภทที่ว่าหาได้ทางไหนก็ต้องเอา แม้เป็นเงินเล็กเงินน้อย อย่างขายวีซีดีสุทธิชัยไปเที่ยวต้นแม่น้ำโขง เป็นอาทิ

สิ่งที่ทำให้เนชั่นต่างจากฐานเศรษฐกิจก็คือ"เส้นสาย"และการแทงข้างทาง การ เมืองที่ชัดเจนและเนชั่นอยู่ข้างชนะในที่สุด ผลจึงปรากฎว่าหลังรัฐประหาร19กันยา เนชั่นได้เข้าไปทำรายการฟรีทีวีแทบทุกช่อง คือ 3 5 9 11 (ไม่นับTPBSที่เทพชัย หย่อง น้องสุทธิชัย หยุ่น เข้าไปบริหารเต็มตัว) เพราะการเอื้อเฟื้อต่างตอบแทนจากผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมไปถึงงบการโฆษณาจากรัฐบาลที่ทุ่มเทมาให้ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ(event)ที่ค่ายเนชั่นแทบจะผูกขาดเหมาจัด และถ่ายทอดสดผ่านทีวีเนชั่น แล้วเก็บเงินจากรัฐบาลเป็นกอบเป็นกำ

แต่จุดสำคัญของเรื่องนี้คือ ผลประโยชน์นั้นตกกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-NBCที่เนชั่นตั้งขึ้นมาใหม่ และนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดMAI เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2552 ไม่ได้่ตกเป็นผลประโยชน์ของบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือNMG บริษัทแม่ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทร้พย์มาก่อนแต่อย่างใด

NBC จึงเป็นเสมือน"ฟูกนิ่มๆ"สำหรับ สุทธิชัย หยุ่น ส่วนNMGนั้น มีกตระกูล"จึงรุ่งเรืองกิจ"มหาเศรษฐีแบกรับภาระไว้ด้วยความอ่วมอรทัย ชนิดที่กลืนก็ไม่เข้า คายก็ไม่ออก ได้แต่กลอกตา

พนักงานเนชั่นรายหนึ่งที่ขอสงวนนามได้ยินดีเปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า ยอดขายสิ่งพิมพ์ในเครือตกหนักมากในช่วง 4 ปีมานี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษTHE NATION หนังสือพิมพ์คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ และเนชั่นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เนื่องจากคนใน2ภาคดังกล่าวมองว่าเครือเนชั่นเลือกที่จะเอียงข้างฝ่ายอำมาตย์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ มีอคติต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้สนับสนุนทักษิณ รวมทั้งพวกเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

"ยอดขายแย่มาก ขนกลับมากองพะเนินตลอด พนักงานเนชั่นขวัญกำลังใจตกต่ำมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเองต้องโดนบีบออก ขนาดบริษัทขายตึกที่บางนาแล้วก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการณ์ดีขึ้นเลย"พนักงานเน ชั่นกล่าว

ขณะนี้เนชั่นต้องหารายได้ทุกทาง เช่น การจัดทัวร์ไปเที่ยวไหว้พระตามรอยพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดีย การจัดโครงการสอนอบรมนักข่าวเพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงกิจการ แต่ที่ได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆคือการจัดอีเว้นต์ให้กับรัฐบาลชุดนี้ และโฆษณาผ่านรายการที่รัฐบาลให้เวลาไปทำทางฟรีทีวีช่องต่างๆหลังรัฐ ประหาร19กันยา แต่เนชั่นไปบันทึกลงบัญชีเป็นกำไรของNBCที่เป็นบริษัทลูก ส่วนNMGที่เป็นบริษัทแม่แสดงผลขาดทุน

ขายตึกเนชั่นหวังฟัน1,380ล้าน แต่จบที่ราคา955ล้าน


เมื่อวันที่ 2 5มกราคม 2551 วงการสื่อก็ตกตลึง เมื่อนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)-NMG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีมติอนุมัติขายสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่า 1,379.75 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดิน 4 ไร่ 3 งาน 72 ตร.ว. พร้อมอาคารสำนักงานใหญ่ พื้นที่รวม 14,212 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานอาคารเนชั่นทาวเวอร์ ซึ่งเป็นห้องชุดจำนวน 191 ห้องชุด พื้นที่รวม 44,950.32 ตารางเมตร ในอาคารชุดชื่อ อาคารชุดเนชั่นทาวเวอร์

นายธนะชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการขายสินทรัพย์ดังกล่าว เพื่อการปรับปรุง process ในการดำเนินงาน และเพื่อนำเงินที่ได้รับไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้สินและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น

ต่อมา NMG แจ้งว่า ได้ลงนามในสัญญาจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท ในส่วนที่เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ (พร้อมด้วยที่ดินที่อาคารตั้งอยู่) และพื้นที่สำนักงานซึ่งเป็นห้องชุดในอาคารเนชั่น ทาวเวอร์แล้ว โดยขายให้กับบริษัท ช.ชนะอนันตพาณิชย์ จำกัดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 คาดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 30 เมษายน 2551 มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน 955 ล้านบาท ชำระเงินงวดเดียวในวันโอนกรรมสิทธิ์

การขายตึกครั้งนี้เนชั่นขายถูกกว่่าที่ตั้งไว้ถึง 425 ล้านบาททีเดียว สำหรับบริษัทช.ชนะอนันต์ เป็นกิจการในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้วงการสื่อมองว่าเนชั่นน่าจะถูกกดราคาลงมาก เพราะ"ร้อนเงิน"

ขายตึกแล้วแต่NMGอาการหนักกว่าเก่าขาดทุนเพิ่ม แต่บริษัทลูกทำทีวีรวยขึ้่น

ผู้บริหารNMGบอกว่าหลังขายตึกแล้ว ในงวดปี2552น่าจะพลิกมาเป็นกำไร แต่เรื่องจริงคือครึ่งแรกปี2552นี้ขาดทุนหนักกว่าเก่า ในงวด6เดือนแรกปีนี้ บริษัทแจ้งผลขาดทุนสุทธิ 111 ล้านบาทจากปีก่อนกำไรสุทธิื1.11ล้านบาท

NMGแจ้งว่า สำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้ ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิและอื่นๆจำนวน 68.22 ล้านบาท หากรวมภาษีเงินได้ 16.17 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมสุทธิ 25.03 ล้านบาท และรายการตั้งค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยของสินค้าคงเหลือ 1.51 ล้านบาท ผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกของปี2552 จะแสดงเป็นขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

รายได้จากการขายและบริการในช่วง 6 เดือนแรก 2552 ลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อย ละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33 นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 35

สุทธิชัยเจอฟูกนิ่มNBCรองรับ แต่"จึงรุ่งเรืองกิจ"ติดดอยบ่นอุบ

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าสุทธิชัยถือหุ้นใหญ่NMG แต่ความจริงเป็นสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งไทยซัมมิต ออโตพาร์ต บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งเป็นพี่สะไภ้ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

คนมักเข้าใจผิดอีกว่า ทักษิณ ชินวิตร เป็นแบ็คให้สุริยะกับพวกจึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามาซื้อNMGเพื่อเทกโอเวอร์กิจการเนชั่น เพราะหมั่นไส้ที่ถูกเนชั่นตามล้างตามราวี

สรุปคือผิดทั้ง 2 เรื่อง

นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง NMG กล่าวเปิดเผยว่า กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเข้าไปซื้อหุ้นเนชั่นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท และปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 20% นั้น หากราคาหุ้นเนชั่นขึ้นมาถึงต้นทุนที่ราคา 10 บาทต้นๆ ก็พร้อมจะขายทิ้ง

สาเหตุที่ตัดสินใจอยากขายหุ้นเนชั่นทิ้ง นางสมพร กล่าวว่า แม้บริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่บริษัทไม่เหลืออะไรแล้ว เพราะมีการขายทรัพย์สินเพื่อใช้ชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่ก่อมานานแล้ว ทั้งนี้กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจเป็นเพียงผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนร่วมบริหารแต่อย่างใด

“ในฐานะผู้บริหารบริษัทมหาชน ควรจะบริหารธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งทำไม่ถูกที่ขายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไปใช้หนี้ ซึ่งไม่ว่าองค์กรไหน ถ้าทำธุรกิจดี หากขายสินทรัพย์ไปแล้วก็ซื้อใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เนชั่น” นางสมพร กล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลูกชายของนางสมพร และหลานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดทักษิณคนหนึ่ง และเขาเป็นผู้ถือหุ้นเนชั่นมัลติมีเดียอยู่ด้วย เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดี ถึงเบื้องหลังการเข้าไปซื้อหุ้นNMGว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยครับ คือพี่สาวผมแต่งงาน คนที่พี่สาวผมแต่งงานด้วยคือหลานชายของคุณธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ [ประธานNMG] คุณธนาชัยเข้ามาคุยกับคุณแม่ว่า อยากให้ครอบครัวปรองดองกัน นั่นคือจุดแรกที่เราเข้าไปซื้อหุ้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรซับซ้อน คือไม่มีเหตุผลเชิงธุรกิจ คุณแม่ไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นเนชั่นเพื่อเข้าไปยึดครอง หรือเพื่อทำกำไร และตั้งแต่วันที่ซื้อจนถึงวันนี้ มันไม่เคยมีอยู่ในหัวของคนในครอบครัวเราเลยว่าจะซื้อเพื่อทำกำไร หรือเพื่อเข้าไปยึดครอง

"คืออย่างนี้ครับ ผมคิดว่าสื่อไม่ใช่ธุรกิจที่อยู่ๆ คุณจะเข้าไปเทกโอเวอร์ เข้าไปบริหารง่ายๆ ผมคิดว่าด้วยความเป็นสื่อ อย่างแรกที่สุดคุณจะต้องมีภาพลักษณ์อะไรบางอย่างในการที่จะเข้าไปบริหารสื่อ ได้ และเรารู้อยู่แล้วว่าด้วยภาพลักษณ์ด้วยนามสกุลของเรา เราไม่สามารถเข้าไปได้ เราไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อเข้าไปยึดครอง ทั้งหมดนั้นเป็นความเข้าใจผิดของคนอื่น"
********

อ่านซีรีส์สุดมันส์ทั้งชุด ลากไส้วงการสื่อทุกขด:

-Investigative News:เปิดโปงสื่อโล้นNATIONช็อตต่อช็อต


-ร้องกลต.ฟันกนกคุก2ปีลูกพี่หยุ่นโดนด้วย ซี้ปึ๊กมาร์คเย้ยกฎหมายปั่นหุ้นเนชั่นกลางอากาศ
-ใครทุบหุ้นยังไม่แน่ แต่คนปั่นหุ้นคาหนังคาเขา มันเป็น"พวกเรา"-มาร์คว่าไง?!
-กนกปั่นหุ้นคุก2ปีไม่พอ กฎหมายชี้ต้องโดนเฉดหัวด้วย รู้แกวส่งเมียเป็นนอมินี จี้กลต.เร่งฟัน
-เอาอีกแล้วสื่อโล้นกระบอกเสียงมาร์ค ไม่กลัวเสือกระดาษกลต. ตีปี๊บขายหุ้นผิดกม.โจ่งครึ่ม
-ไม่รู้จะรวยหรือซวยเละ หุ้นใหม่เนชั่นเสกพ้วงเดียว จากเน่าๆเอาล้างน้ำเข้าตลาดหุ้นเฉยเลย!
-จำนนหลักฐานเนชั่นจ๋อย หยุดแล้วโฆษณาขายหุ้น สาวลึกเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาดขายแมงเม่า
-เบื้องหลังโชคมหาศาลของเนชั่น มันคืออาชญากรรมย่ำยีชาติและประชาธิปไตย
-ลากไส้สื่อโล้น:ผิดจากนี้กรูให้เหยียบ!
-เนชั่นเล่นกลเสกหุ้นเน่าเข้าตลาด เตือนแมงเม่าจองซื้อต้องระวัง ปัจจัยเสี่ยงการเมืองพลิกขั้ว
-กลต.เงื้อฟันเนชั่นปั่นหุ้นจอง กนกหายซ่าคุก2ปี
-สื่อโล้นเย้ยกฎหมายซ้ำซาก เอาอีกแล้วขึ้นป้ายหราออกทีวีขายหุ้นจอง ไม่หวั่นเสือกระดาษกลต.
-โบรกฯคุกคามสื่อ!เตือนแมงเม่าอย่าซื้อหุ้นจองNBC
-แฉ'เวชชาชีวะ'สมคบสื่อโล้นงาบผลประโยชน์ชาติ
-ทิ้งเนชั่นหักเหลี่ยมจึงรุ่งเรืองกิจ NBCที่มั่นใหม่หยุ่น
-ลากไส้แก๊งเด็กนรกNATION
-เดินหน้าเปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล
-ปิดฝาโลงเนชั่น เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค

-อ่านรวมฮิต"ลากไส้สื่อเห้"โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html