WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 23, 2011

เมื่อ 'คำ ผกา' รู้เรื่องมิติทางสังคมของพุทธศาสนาดีกว่าพระ

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

ผมเห็นวิจารณ์กันใน เฟซบุ๊ค ทำนองว่า คำ ผกา ด่าท่าน ว. วชิรเมธี พระไพศาล วิสาโล แล้วลามปามมาถึงท่านพุทธทาสอีก ถามว่าคำ ผกา รู้พุทธศาสนาจริงหรือเปล่า รู้ธรรมะหรือเปล่า ปฏิบัติธรรมหรือเปล่า ไม่รู้จริง ไม่ปฏิบัติ วิจารณ์มั่วๆ ไปเรื่อย อะไรประมาณนี้

คำถามคือ เวลาคุณอ่านพระไตรปิฎกคุณไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกพระพุทธเจ้าด่าบ้างหรือ ครับ คือถ้าคุณโกรธแค่คำวิจารณ์ของคำ ผกา ในพระไตรปิฏกมีข้อความที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “บุคคลใด ถ้ายังจิตให้โกรธแม้ต่อโจรที่กำลังใช้อาวุธทำร้ายร่างกายหรือประหารชีวิต บุคคลนั้นย่อมไม่ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของตถาคต”
ข้อ ความในพระไตรปิฏกมีคำด่า “คนเห็นต่าง” เยอะแยะไป เช่น ด่าว่าพวกที่ไม่เชื่อคำสอนพุทธเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นคนโง่ มีปัญญาทราม ฯลฯ และท่านพุทธทาสเองก็วิจารณ์หรือด่าไว้ครอบจักรวาลเช่นกัน หากจะมีใครวิจารณ์หรือด่าท่านบ้างท่านคงไม่ว่าอะไร เพราะท่านสอนให้ละตัวกู ของกู อยู่แล้วมิใช่หรือ
จะว่าไปการด่าในพุทธ ศาสนานี่ก็มี “สองมาตรฐาน” เหมือนกัน เช่นเมื่อพระพุทธเจ้าอนุญาตให้บวชภิกษุณี อนุญาตด้วยเหตุผล “ความเท่าเทียมในความเป็นคน” เพราะเห็นว่าสตรีก็สามารถบรรลุธรรมได้เหมือนบุรุษจึงอนุญาตให้บวชภิกษุณีได้ แต่เงื่อนไขการบวชที่เรียกว่า “ครุธรรม 8” กลับชี้ชัดถึงความเหลื่อมล้ำและความเป็นสองมาตรฐาน เช่น ภิกษุณีบวชมาแล้ว 100 พรรษา ต้องทำความเคารพภิกษุแม้เพิ่งบวชเพียงวันเดียว ภิกษุสอน ด่า บริภาษภิกษุณีได้ แต่ภิกษุณีทำเช่นนั้นกับภิกษุไม่ได้ เป็นต้น
มี ผู้สงสัย "ความขัดแย้ง" ระหว่างเหตุผลที่อนุญาตให้บวชกับเงื่อนไขของการบวชภิกษุณีดังกล่าว จึงวิเคราะห์ออกมาในงานวิชาการชื่อ “เหตุเกิด พ.ศ.1” ตั้งข้อสงสัยว่า “ครุธรรม 8 ไม่น่าจะใช่พุทธพจน์” น่าจะเป็นสิ่งที่บัญญัติขึ้นใหม่ในคราวปฐมสังคายนา เนื่องจากประธานสังคายนาคือพระมหากัสสปะและพระอรหันต์เสียงข้างมากที่ประชุม ทำสังคายนานั้น ล้วนมีภูมิหลังมาจากวรรณะพราหมณ์ ซึ่งเป็นวรรณะที่ยึดถืออย่างเคร่งครัดว่าสตรีต้องมีสถานะต่ำกว่าบุรุษ
ปรากฏ ว่า เจ้าของงานวิชาการนี้คือ พระมโน เมตฺตานนฺโท (จบปริญญาเอกจากอ๊อกฟอร์ต) ถูกชาวพุทธสายปกป้องพุทธศาสนาไปประท้วงให้เจ้าอาวาสขับออกจากวัด ต่อมาก็ลาสิกขาบทไป
ประเด็นคือในทางวิชาการ ไม่มีใครยอมรับว่า ข้อความทุกข้อความในพระไตรปิฎก คือพุทธพจน์ทั้งหมด เรื่องราวในพระไตรปิฎกมีทั้งเรื่อง “ราหูอมจันทร์” หากชาวพุทธยืนยันว่านี่เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าพูดไว้จริง ก็เท่ากับยืนยันว่าพระพุทธเจ้าโกหก เพราะปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์บอกเราว่า ปรากฏการณ์จันทรุปราคาไม่ได้เกิดจากเทพราหูอมดวงจันทร์ ท่านพุทธทาสถึงขนาดพูดว่าฉีกพระไตรปิฎกทิ้งสัก 70 % เหลือไว้แค่ที่เป็นเหตุเป็นผลสัก 30 % ก็เพียงพอสำหรับศึกษาและปฏิบัติเพื่อดับทุกข์แล้ว
ฉะนั้น ความเห็นต่างในการตีความคำสอนพุทธก็ย่อมเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันพระสงฆ์และชาวพุทธก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง และเปิดใจรับคำวิจารณ์ หรือกระทั่งคำด่าจากคนในวงนอกได้ด้วย
แต่ ปัญหาที่เป็นจริงอย่างยาวนานคือ พระสงฆ์และชาวพุทธมักมองว่าคนวิจารณ์พุทธไม่รู้พุทธศาสนาจริง หรือมุ่งทำลายพุทธศาสนา จึงเกิดปรากฎการณ์ที่ไม่น่าเกิด เช่น กรณีโยนบก จิตร ภูมิศักดิ์ และจับขังคุกถึง 6 ปี จากงานเขียนวิจารณ์ความเชื่อและพฤติกรรมที่ผิดจากหลักพุทธศาสนาในความเรียง เรื่อง “ผีตองเหลือง”
และแม้แต่กรณีสันติอโศก กรณีธรรมกายที่ตีความนิพพานเป็นอัตตา ซึ่งเป็นปัญหาวงในของชาวพุทธด้วยกันเอง ก็ทำให้เกิดความแตกแยก เพราะเถียงกันเรื่องใครสอนผิดสอนถูก ใครรู้จริงใครรู้ไม่จริง ถ้ารู้ไม่จริง สอนผิดก็เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นคนบาป เป็นคนทำลายพุทธศาสนา ต้องถูกขจัดออกไปจากความเป็นพระ จากความเป็นชาวพุทธ เป็นต้น
ปัญหา ดังกล่าวเกิดจากอะไรครับ? เกิดจากการศึกษาของสงฆ์ที่เน้นเฉพาะการเรียนรู้ "หลักธรรมของพุทธศาสนา" ไม่เรียนหรือเรียนรู้น้อยมากเกี่ยวกับ “สังคมวิทยาศาสนา” หลักสูตรการศึกษาสงฆ์ตั้งแต่นักธรรมตรีถึงเปรียญ 9 ไม่มีการเรียนพุทธศาสนาในมิติทางสังคมวิทยาเลย มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ไม่เน้นการสอนให้พระเข้าใจสังคม แม้พระเณรส่วนใหญ่จะมาจากคนชั้นล่างของสังคม แต่ขาดความเข้าใจโครงสร้างอันอยุติธรรมทางสังคม จึงทำให้ตกเป็นเครื่องมือหรือกลไกของโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรมนั้นโดยไม่ รู้ตัว (หรือรู้ตัวแต่เสพติดศักดินาพระไปแล้ว)
ฉะนั้น สิ่งที่เถียงกัน ทะเลาะกันมากในวงการสงฆ์หรือชาวพุทธคือเรื่องใครสอนผิด สอนถูก ไม่มีการถกเถียงว่าทำอย่างไรพุทธศาสนาจึงจะเกิดประโยชน์แก่ชีวิต ชุมชน สังคม หากพบว่าใครสอนผิดก็ต้องขับออกไปจากความเป็นพระ จากความเป็นชาวพุทธ โดยไม่พิจารณาว่าเขาทำประโยชน์อะไรแก่ชุมชน แก่สังคมบ้าง จะพูดคุยปรับเปลี่ยนเรื่องที่สอนผิดให้ถูกได้อย่างไร โดยยังถือว่าเป็นชาวพุทธเหมือนกัน ต้องทำประโยชน์สังคมในด้านต่างๆ ที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มถนัดจะทำ โดยไม่ทะเลาะแตกแยกกัน
นี่ คือปัญหาของวงการณ์สงฆ์และชาวพุทธบ้านเราที่คิดแค่ว่า รู้พุทธศาสนาหมายถึงแค่รู้ความถูก-ผิดของคำสอนพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่สนใจเรื่องสังคมวิทยาศาสนา แต่คำ ผกา ดูเหมือนจะเข้าใจสังคมวิทยาศาสนาดีกว่าพระด้วยซ้ำ และดูเหมือนเธอก็วิจารณ์พระสงฆ์บนพื้นฐานความรู้นี้ นอกเหนือจากการยืนยันเสรีภาพและความเท่าเทียมในความเป็นคน
สังเกต ได้จากที่เธอเคยให้สัมภาษณ์วิจักข์ พานิช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและเคารพความเชื่อ และคุณค่าของศาสนาแบบบ้านๆ พระสงฆ์แบบบ้านๆ ที่ในสายตาของพระเซเลบริตี้หรือชาวพุทธชนชั้นกลางมีการศึกษาดีอาจดูถูกว่า นั่นเป็นความงมงาย ไม่ใช่พุทธแท้ เพราะพุทธแท้ต้องสอนเรื่องสมบัติผู้ดี สอนเณรไม่ให้เป็นกะเทย ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน เสียงของคนไร้การศึกษาหมื่นคนสู้เสียงของปราชญ์เพียงหนึ่งคนไม่ได้ หรือต้องใช้สโลแกน “วันนี้คุณนิพพานแล้วหรือยัง” แทน “วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง” เป็นต้น
ถึง เวลาแล้ว ที่พระสงฆ์และชาวพุทธฝ่ายปกป้องพุทธศาสนาต้องเปิดหูเปิดตา เปิดใจรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เปลี่ยนเรื่องเถียงกันแค่เรื่องใครสอนผิดสอนถูก มาเป็นเรื่องทำอย่างไรพุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์แก่การสร้างสังคมที่มีเสรีภาพ เป็นธรรม และมีสันติภาพ โดยพุทธศาสนาสามารถบูรณาการกับความรู้ร่วมสมัยในฐานะเป็นความรู้ที่เท่า เทียมกัน ไม่ใช่ของวิเศษสูงส่งกว่าภูมิปัญญาใดๆ ในโลก

ศาลให้ประกัน4ผู้ต้องขังแดงขอนแก่นหัวละล้านส่วน9ผู้ต้องขังแดงสารคามลุ้นศุกร์นี้

ที่มา ประชาไท

ศาลขอนแก่นให้ประกัน4จำเลยเสื้อแดง หลังขังยาวกว่าปี เหตุผลว่าเป็นการริดรอนเสรีภาพตาม รธน.ฉบับ50 หากไม่ให้ประกัน

ศาล ขอนแก่น ให้ประกัน4ผุ้ต้องขัง เสื้อแดงขอนแก่น ประกอบด้วย นายอุดม คำมูล นายจิรัฐตระกูล สุมมะหา นายอดิศัย วิบูลย์เสข และนายสุทัศน์ สิงห์บัวขาวโดยต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวรายละ 5 แสนบาท รวมวงเงิน 2 ล้านบาท โดยในการยื่นขอประกันดังกล่าวมีเงื่อนไขให้ต้องมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้ตำแหน่งในการประกันตัวร่วมทั้งสิ้น 4 คน

นาง ประสิทธิพร สุมะหา พี่สาวนาย จิรัฐตระกูล สุมะหา ผู้ต้องขังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศาลได้มีคำสั่งให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังทั้งสี่คนได้โดยกำหนดให้ วางหลักทรัพย์ในการประกันตัวรายละ5แสนบาท พร้อมกับต้องมี สส.มาเซ็นต์ค้ำประกันที่ศาลอีก 4คน โดยปัจจุบันได้มี สส.ทางพรรคเพื่อไทยยืนยันที่จะมาค้ำประกันพร้อมแล้วทั้ง 4 คนได้แก่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ นางมุกดา พงษ์สมบัติ นายธนิก มาศรีพิทักษ์ และนางเยาวนิต เพียงเกษ

นายคารม พลทะกลาง ทนายความได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ศาลสั่งให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังอันมีเหตุจากการไต่สวนผู้ร้องว่า จะไม่หลบหนี จำเลยเป็นประชาชนธรรมดาไม่ปรากฏว่าไปยุ่งกับหลักฐานได้ พร้อมกับอัยการสูงสุดยังไม่มีคำสั่งว่าจะให้มีการถอนฟ้องในบางคดีตามที่มี การร้องไปหรือไม่ รวมทั้งหลักฐานยังอยู่ที่อัยการสูงสุด ประกอบกับมีการนัดพร้อมหลายครั้งแต่ไม่สามารถพิจารณาคดีได้เนื่องจากโจทก์ขอ เลื่อนพิจารณาคดีต่อศาลทำให้ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ 2550 จึงมีความเห็นให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้ง 4 คน โดยหากมีการหลบหนีให้ปรับเอาจากนายประกันในวงเงิน 1 ล้านบาท โดยให้นายประกันนำหลักทรัพย์มาวางอย่างต่ำคนละห้าแสนและใช้ตำแหน่งในการ ประกันในอีกส่วนหนึ่ง

นางเบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความของผู้ต้องขังเสื้อแดง ในคดีเตรียมการวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ จ.มหาสารคาม จำนวน 9 คน ซึ่งศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา เป็นเวลา 5ปี 8เดือน -6ปี 8เดือน ได้กล่าวว่าทางคณะทนายและญาติได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยจะรอคำตัดสินในการขอปล่อยตัวชั่วคราวในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2554 นี้

ผู้บริหารโรงงานปลากระป๋องหนุนนโยบายค่าแรง 300 บาท

ที่มา ประชาไท

บิ๊ก "ปุ้มปุ้ย" ระบุธุรกิจโรงงานปลากระป๋องยังเติบโตร้อยละ 15 ต่อเนื่องถึงปี 2555 เชื่อนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น

สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ รายงานวันนี้ (21 ส.ค.) ว่า นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ตรัง ว่าจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่มีความผันผวน รวมทั้งราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดอาหาร ได้แก่ ไก่ หมูและผักสด ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

แต่ ทั้งนี้ ธุรกิจปลากระป๋องยังสดใส เนื่องจากราคาปลากระป๋องยังคงที่ และมีราคาค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่นๆ ส่งผลให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายปลากระป๋องเติบโตขึ้นร้อยละ 10-15 โดยในปี 2554 ยอดขายโตขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 และจะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2555 โดยมีสัดส่วนของตลาดภายในประเทศร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ส่งไปจำหน่ายในประเทศแถบอาเซียน และยุโรป รวมทั้งอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

นายสลิล ยังได้กล่าวถึง ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ วันละ 300 บาทว่า ตนมองว่านโยบายดังกล่าวของรัฐบาล จะทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม โรงงานยังขาดแคลนแรงงานในการผลิตปลากระป๋องอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นจริง ทางโรงงานก็จะใช้วิธีประหยัดในทุกๆ ด้าน

สำนัก ข่าวแห่งชาติ ให้ข้อมูลด้วยว่าบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลากระป๋องรายใหญ่ของประเทศ มีทุนจดทะเบียน 510 ล้านบาท กำลังผลิตไม่ต่ำกว่า 3 แสนกระป๋องต่อวัน มีการจ้างแรงงานและพนักงานในพื้นที่จังหวัดตรังนับพันคน

เอ๊กซเรย์ขี้ในสมองของหมอการเมืองสลิ่ม เว้ย!คนไทยโง่ทาสเงินแม้วพวกมากลากไปต้องแบบกูสิโว้ย

ที่มา Thai E-News



ไม่ใช่หมอสลิ่มคิดแบบไก่อูไม่ได้!-พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ให้สัมภาษณ์BBCกรณี6ศพวัดปทุมฯหน้าตาเฉยว่า ตายนอกวัดแล้วถูกลากเข้ามาในวัด เรื่องเดียวกันนี้ปรากฎในรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯของหมอชูชัย ศุภวงศ์เท่านั้น เรื่องแบบนี้หากไม่ใช่หมอสลิ่มผู้เลิศล้ำคุณธรรมสูงส่งยากนะจะคิดหรือทำอะไร ที่"ระยำ"ขนาดนี้ได้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 สิงหาคม 2554


หมอตุลย์ผู้สูงส่งกับวีรกรรมไอ้8หลอดของมาร์ค ขู่ตบยิ่งลักษณ์-วาทะทักษิณโกง



คนดีของแมงสาบ-ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก มีการโพสต์รูปถ่ายแฉว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ วิ่งรอกรับงานประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่น แล้วรับงานวิ่งไปยื่นหนังสือแถลงการณ์กับICT(ภาพล่าง)เป็นรถคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นรถหาเสียงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยใช้บริการ(ภาพกลาง:จากข่าวสด) เป็นรถกระบะมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน ษต 5386 ลำโพง 8 หลอด จับตาดูว่าวันนี้ไอ้8หลอดจะได้ออกงานอีกหรือไม่ เมื่อหมอตุลย์เผยว่า 09.30น.วันนี้จะบุกสภาไปค้านทุกนโยบายที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แถลง

หมอตุลย์เคยเปิดเผย"ทัศนะแบบสลิ่ม"แทบทุกครั้งสะท้อนถึงการเมืองในอุดมคติ ของเขาคือไม่ชอบใจที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่โง่เขลา ขายเสียงให้"คนโกงแบบระบอบทักษิณ" จึงจำเป็นที่หมอผู้สูงส่งล้ำเลิศกว่าต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะแม้จะเสียงน้อยกว่า ลงคะแนนเลือกตั้งสู้ไม่ได้ แต่ความรู้และคุณธรรมจริยธรรมสูงกว่า

หมอตุลย์เปิดเผยทัศนะทางการเมืองของเขาว่าชิงชังต่อสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกมากเพียงใดผ่านทวิตเตอร์ Sittisomwong@Tullovethailand ของเขา โดยคราวหนึ่งกล่าวถึงเรื่องไล่บี้ยิ่งลักษณ์ว่า

"ข้อหารังแกผู้หญิงน่ะเหรอ เออ ด่ามาเลย ถ้าผู้หญิงโกงชาติผมจะตบให้มันกลิ้งเลย"

กล่าวหาคนอื่นปราศจากหลักฐานด่าได้ว่าดี พอโดนยย้อนศรบ้าง ทำเงียบ...

กรณีนี้ก็คือสาวกของพันธมิตรไปเขียนแฉหมอตุลย์ในเวบไซต์ASTVผู้จัดการว่า

หมอตุลย์ เรื่องที่คุณโกงเงินคอนโด Palm Pavilion ถนนเชื้อเพลิงไป10กว่าล้าน คดีนี้ยังอยู่ชั้นศาลนะ เเต่ไม่รอดเเน่ หลักฐานพร้อมหมด คนในคอนโดทุกคนล้วนเเต่เกลียดคุณที่โกงเงินส่วนกลาง ที่เเต่ละคนจ่ายปีละเป็นหมื่นๆบาท เอาไปใช้จ่ายส่วนตัว คุณรอติดคุกได้เลย ไม่ต้องดิ้นรนหวังที่จะได้เป็น สส เพื่อจะคุ้มครองเหมือนเสื้อเเดงหรอกนะครับ

นอกจากนี้มีผู้ใช้ชื่อว่า "คนใน"เขียนต่อท้ายความเห็นว่า
อยากให้นักข่าวติดต่อมา นิติบุคคล คอนโด Palm Pavilion ถนนเชื้อเพลิง จะได้รู้ความชั่วสักทีครับ

คุณธรรมสูงปรี๊ดของหมอคือต้องทำงานรับใช้ปชป.แล้วจะเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ

คุณธรรมสูงปรี๊ด-น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ เขียนจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ฝากน.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า "นายแพทย์ชูชัย ยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน"..ซึ่งคน ฝากเคยถูกปปช.ชี้ว่าเคยทำความผิดวินัยร้ายแรงเบิกค่าน้ำมันรถของหลวง ส่วนเด็กฝากทำรายงานคณะกก.สิทธิฯกรณี19พฤษภาเข้าข้างมาร์คเหยียบย่ำคนตายทุก กรณี มีกรณีหนึ่งบอกว่า6ศพวัดปทุมฯถูกยิงข้างนอกแล้วลากเข้ามาในวัด ซึ่งตรงเพะกับที่พันเอกสรรเสริญให้สัมภาษณ์BBC

เปิดจดหมายลับหมอวิชัย โชควิวัฒน ส่งถึงมาร์ค

หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงาน ว่า จากกรณีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ในฐานะประธานอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ของ นักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งขึ้น ได้สรุปผลสอบสวนไม่พบการกระทำผิด แต่กลับกล่าวหาการเสนอข่าวและภาพของข่าวสดและมติชนว่า เอนเอียงเข้าข้าพรรคเพื่อไทยนั้น จากพยานหลักฐานพบความสัมพันธ์ของนายแพทย์วิชัยที่น่าสนใจบางประการ
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

โดยนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เคยทำจดหมายส่วนตัวทำถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 1 กันยายน 2552 เสนอให้แต่งตั้ง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ ที่ปรึกษาระดับ 11 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีใจความดังนี้


“กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีที่รักและนับถือยิ่ง

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ อ่อนแอทั้งวิชาการ การบริหาร และคุณธรรม หากไม่มีการแก้ไขนอกจากจะไม่สามารถเผชิญกับปัญหายากๆ อย่างไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสอง และไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลได้แล้ว โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะเกิดปัญหาการทุจริตซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลรุนแรงและร้ายแรงยิ่ง กว่ากรณีทุจริตยา 1,400 ล้าน

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้จึงต้องการผู้นำ โดยเฉพาะปลัดกระทรวงที่ กล้า แข็ง มีความรู้ ความสามารถ บารมีเพียงพอ และเชื่อถือไว้วางใจได้ เข้ามากอบกู้สถานการณ์ ซึ่งมองไปทั่วแล้ว ผมขอกราบเรียนว่า น่าจะถึง นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ลูกหม้อเก่ากระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 11 อยู่ที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับมาทำหน้าที่นี้

ผมเชื่อมั่นว่า นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนานซึ่งท่านชวน หลีกภัย รู้จักและคุ้นเคยดี

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์

หมอคนฝากถูกปปช.ฟันโกงน้ำมันรถหลวง-เด็กฝากสาวกไก่ดั้นเมฆอู6ศพตายนอกวัดปทุมฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายแพทย์ชูชัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งล่าสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 91 ศพ โดยปกป้องรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และกล่าวหาว่านปช. เป็นฝ่ายผิดแทบทุกกรณี ซึ่งจะเห็นได้ว่าในจดหมายที่เขียนโดยนายแพทย์วิชัยนั้น ใช้คำว่า“นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน”


ไทยอีนิวส์รายงานข่าวเรื่อง กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่ ซึ่ง รายงานจัดทำโดยนายแพทย์ศุภชัย นอกจากเข้าข้างรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุกเรื่องแล้วก็ยังให้ข้อมูลใหม่ ว่า"กรณี6ศพวัดปทุม"ถูกฆ่าตายนอกวัดแล้วลากศพเข้ามาในวัด ซึ่งไม่เคยมีใครให้ข้อมูลนี้เลย ยกเว้นพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ตอนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวBBC



ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย รายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการปปช. ว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เนื่องจากเห็นว่า กระทำผิดระเบียบการใช้รถยนต์ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงก ล่าวคือในขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. นพ.วิชัย มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมใช้รถประจำตำแหน่ง แต่กลับใช้รถยนต์ส่วนกลางของ อย.และมีการเบิกค่าน้ำมันรถจากทางราชการ แต่ถ้าใช้รถประจำตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งต้องออกค่าน้ำมันเอง

หมอชูชัยออกมาแก้เกี้ยวรู้จักทั้งปชป.-ชินวัตร สรุปลงท้ายด้วยทัศนะคนอื่นเลวเพราะเป็นทาส"อำนาจเงินของทักษิณ"

เวบไซต์สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอข่าวลงวันที่ 22 สิงหาคม หัวข้อเรื่อง หมอชูชัย ยืนยันไม่เคยร่วมงานกับพรรคการเมืองใด เพื่อตอบโต้มติชน-ข่าวสด ดังต่อไปนี้

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ชี้แจงว่า สืบเนื่องจากข่าวการตรวจสอบสื่อมวลชนของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ สภาการหนังสือพิมพ์ แล้วได้พยายามโยงความสัมพันธ์ของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ แล้วทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าตนมีอคติในการจัดทำร่างรายงานเหตุการณ์การชุมนุม ของ นปช. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ตนขอปฏิเสธว่าไม่เคยเข้าร่วมงานหรือกิจกรรมใด ๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ตามที่เป็นข่าว แต่ยอมรับว่าในระหว่างที่เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเคยได้รับมอบหมายให้ ดูแลเรื่องการควบคุมการบริโภคยาสูบจาก นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ขณะเดียวกันตนยังทำหน้าที่เป็นเลขาธิการแพทยสภา ที่ต้องทำงานและเสนอความเห็นต่อนายชวน หลีกภัย ในฐานะ “สภานายกพิเศษ” ของแพทยสภา อาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ โดยส่วนตัวตนมีความเคารพนายชวน หลีกภัย และนายชวน หลีกภัย ก็ให้ความเคารพนับถือพ่อของตนเช่นกัน

นายแพทย์ชูชัย ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมามีเพื่อนจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ขอข้อมูลหรือข้อเสนอแนะมาก็จัดส่งให้ทุกพรรคไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ในอดีตเคยมีพรรคการเมืองหลายพรรคชวนลงสนามเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้อง ถิ่น ซึ่งตนได้ปฏิเสธไปทุกครั้งเพราะถนัดแต่การเมืองภาคพลเมืองเท่านั้น

นายแพทย์ชูชัย วิเคราะห์ต่อไปว่า หนังสือพิมพ์บางสำนักพยายามทำให้สังคมสับสน โดยโยงความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือครอบครัวกับหน้าที่การงาน เป็นการดิสเครดิตตนมาโดยตลอด แต่ไม่ได้ออกมาตอบโต้ใด ๆ หากหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมีวิธีคิดเช่นนั้น ตนอยากบอกว่าครอบครัวของตนมีความสนิทสนมกับครอบครัวคุณป้าพวงเพ็ญ ชินวัตรมากกว่าครอบครัวหลีกภัย เพราะคุณป้าพวงเพ็ญ ชินวัตรเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของแม่ ตนให้ความเคารพคุณป้าพวงเพ็ญเช่นเดียวกับนายชวน หลีกภัย ทุกวันนี้ในยามปัจฉิมวัยคุณป้าพวงเพ็ญกับแม่ยังไปทำบุญด้วยกัน เที่ยวด้วยกันและมานอนค้างที่บ้านเป็นระยะ ๆ สำหรับตนเองเมื่อครั้งไปศึกษาต่อที่มลรัฐแมสซาซูเซสท์ สหรัฐอเมริกา ก็ไปพักอาศัยบ้านของ ดร.วีระเดช ชินวัตร จึงมีความสนิทสนมกันฉันท์พี่น้อง แต่ไม่มีใครนำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาปะปนกับการทำงานในหน้าที่แต่อย่างใด สำหรับตัวเองเคยเชื่อเสมอว่า “หากยืนตรงกลางแดด อย่าได้กลัวเงาคด” แต่บัดนี้อำนาจเงินไม่เพียงแต่ทำให้ผีโม่แป้งได้ ยังทำให้คนที่แตะต้องเกิดอาการโรคสายตาเอียงได้อีกด้วย

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ กล่าวถึงความคืบหน้าร่างรายงานเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ขณะนี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร กสม.ทำงานร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 ท่าน ประชุมกันทุกสัปดาห์ โดยที่ตนได้เรียนให้ ศ.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทราบแล้วว่าไม่ขอเข้าประชุมด้วยเพราะอาจนำไปกล่าวอ้างเพื่อทำลายความน่า เชื่อถือของรายงาน แต่ในวันแถลงข่าวเพื่อเสนอรายงานฉบับนี้ต่อสาธารณชน สำนักงาน กสม. จะชี้แจงกลไกและกระบวนการจัดทำรายงานฉบับนี้ทั้งหมด เพราะที่ปรากฏตามหนังสือพิมพ์บางฉบับก่อนหน้านี้ ล้วนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก

วาทกรรมและขี้ในสมองของหมอสลิ่มคือคนรากหญ้ามีค่าต่ำกว่าพวกกู
นี่ ยังไม่รวมหมอขาประจำอย่างศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่หลุดวาทะกรรม ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานถึงวันละ 300 แค่ 150 ก็"พอเพียง"หากนายจ้างจัดหาค่าที่พัก อาหาร พร้อมกินพร้อมอยู่ให้

ทำให้โดนด่าเปิงว่า พวกความรู้สูง เป็นหมอผู้เลิศล้ำ คุณธรรรมจริยธรรมสูงส่งคงจะมองว่า ผู้ใช้แรงงานมันก็แค่ไอ้"คนรับใช้"ตามบ้านหมอๆทั้งหลาย ที่จ่าย150พร้อมห้องคนใช้ กับข้าวผัดปากซอยก็อยู่ได้ ไม่ต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มนาเหมือนหมอๆ จนที่สุดหมอประเวศต้องกลับลำว่า ที่จริง300ยังไม่พอ ต้องมากกว่านั้น

มากกว่านั้นเท่าไหร่ หมอประเวศไม่ได้บอก...มากพอที่จะให้คนไทย คนรากหญ้ามีค่าเป็นคนเท่ากับหมอๆสลิ่มได้หรือไม่?

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รวมพลพิทักษ์เจตนา15.7ล้านเสียงกลบเสียงหมาเห่า เครือข่ายแดงอินเตอร์หนุนปูผ่าตัดใหญ่ประเทศ

รวมพลพิทักษ์เจตนา15.7ล้านเสียงกลบเสียงหมาเห่า เครือข่ายแดงอินเตอร์หนุนปูผ่าตัดใหญ่ประเทศ

ที่มา Thai E-News

พิทักษ์เจตนา15.7ล้านเสียง-คน เสื้อแดงนัดหมายกันไปให้กำลังใจรัฐบาลที่ประชาชน15.7ล้านเสียงเลือกมา เพื่อปกป้องจากพวกเสียงข้างน้อยที่ไม่ยอมรับกติกาอย่างหมอตุลย์กับพวกสลิ่ม โหวตโนที่มีรวมกันไม่ถึงล้านเสียง แต่กลับเสียงดังมาไล่รัฐบาลของประชาชนไทย ระหว่างการแถลงนโยบาย 23-24 สิงหาคมนี้ ขณะที่เครือข่ายเสื้อแดงนานาชาติกระตุ้นให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปฏิรูป ประชาธิปไตยอย่างทั่วด้าน ไม่ใช่เน้นแค่แก้เศรษฐกิจปากท้อง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 สิงหาคม 2554

เสื้อแดงคึกขน10เต๊นท์ชุมนุมหนุนรัฐบาลประชาชนแถลงนโยบาย

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 สิงหาคม ที่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้า อาคารรัฐสภา ฝั่งสวนสัตว์ดุสิต ได้มีประชาชนที่สวมเสื้อสีแดง นำเต้นท์เกือบ 10 หลังมากางเพื่อจับจองเป็นที่ขายสินค้า ที่คาดว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดง และอาหาร รวมถึงนำรถกะบะบรรทุกเครื่องขยายเสียง และเครื่องปั่นไฟมาจอดอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่กางเต้นท์ด้วย

ทั้งนี้บริเวณทางเท้าฝั่งสวนสัตว์ดุสิต เจ้าที่ตำรวจได้นำรั้วเหล็กสีเหลืองมากั้นระหว่างทางเท้าและถนน เพื่อเป็นการจัดระเบียบการจราจร เบื้องต้นมีรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐสภาแจ้งว่า ในวันที่ 23ส.ค. จะมีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมาชุมนุมเพื่อให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาเป็นวันแรกด้วย

“หมอตุลย์”ไม่หวั่นปะทะนปช.เหน็บชุมนุมอย่างมีมารยาท

ด้านนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อหลากสีจะเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านต่อรัฐสภา ในวันพรุ่งนี้ (23 ส.ค.) ต่อทุกกรณีที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันว่า ในวันพรุ่งนี้ตนและกลุ่มเสื้อหลากสีจะเดินทางไปหน้าอาคารรัฐสภาประมาณ 09.30 น. หลังจากนั้นประมาณ 11.30 น. จะเข้ายื่นหนังสือคัดค้านพรรคเพื่อไทยต่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร ที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาตินปช.จะออกมาชุมนุมสนับ สนุนพรรคเพื่อไทย บริเวณอาคารรัฐสภาเช่นกัน เนื่องจากกลุ่มเสื้อหลากสีไม่ได้จะไปปะทะกับกลุ่มเสื้อแดงอยู่แล้ว เชื่อว่าสถานการณ์ต้องเป็นไปอย่างเรียบร้อยแน่นอน เพราะคิดว่าทุกคนทุกกลุ่มต้องมีมารยาทเพียงพอในการที่จะออกมาเคลื่อนไหวอะไร และที่สำคัญพรรคเพื่อไทยก็ได้เป็นรัฐบาลแล้วกลุ่มคนเสื้อแดงก็น่าจะทำ ตามนโยบายปรองดองของพรรคเพื่อไทย หากกลุ่มคนเสื้อแดงมีการปะทะหรือเหตุก่อกวนอะไรขึ้นมา แสดงว่าไม่ยอมทำตามนโยบายของพวกตนเองด้วย

คนเสื้อแดงระดมพลพิทักษ์รักษารัฐบาลจากเจตนารมณ์วีรชน

มีรายงานข่าวว่าประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทยจะมาร่วม กัน ชุมนุมที่บริเวณหน้ารัฐสภา เพื่อสนับสนุนและปกป้องรัฐบาล เนื่องจากทราบว่ามีกลุ่มก่อกวนของหมอตุลย์กับสลิ่มจะมาป่วน ในระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาล 23-24 สิงหาคมนี้ และมีการนัดหมายกันตามสื่อโซเชียล มีเดีย ข้อความว่า

ขอเรียนเชิญพี่น้องเสื้อแดงในกรุงเทพฯ นครปฐม ปทุมธานี อยุธยา ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ หัวหิน ปราณ ประจวบฯ กาญจนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และทุก ๆ จังหวัดใกล้เคียง ทุกคนใครมีเพื่อนมีญาติ ขอให้สละเวลามาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาซัก 2 วัน อย่าได้ท้อถอย เพื่อให้วีรชนท่านที่ต้องตายเพื่อให้มีประชาธิปไตย และบริหารโดยพรรคเพื่อไทยในวันนี้ นอนตายตาไ่ม่หลับ

ขอให้พวกเราสละเวลาอันน้อยนิดซึ่งเทียบไม่ได้กับชีวิตของคนเหล่านั้นที่ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขอให้มาร่วมกันชุมนุม เตรียมตัวมาให้พร้อม กลัวร้อนติดร่มมา กลัวฝนเตรียมเสื้อกันฝนมา กลัวหิว เตรียมกับข้าวมา กลัวง่วงเตรียมเสื่้อมา ทนกันอีกแค่ 2 วัน เอาให้มันยิ่งใหญ่ ประกาศไปให้ทั่วทุกทิศว่า "รัฐบาลนี้ ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"

นักรบหน้าจอช่วยคัดลอกข้อความเหล่านี้ไปสู่เวปไซต์เสื้อแดงต่าง ๆให้ด้วย คนไทยในต่างประเทศชวนกันไปชุมนุมในที่สาธารณะหรือหน้าสถานทูต ช่วยกันทำ ใครมีกำลังช่วย Print ไปแจกจ่ายคนเสื้อแดงในถิ่นของท่าน ช่วยกันประกาศออกไป ถ้าคนเสื้อแดงไม่ขยับ แผ่นดินนี้จะไม่สะเืทือน ขอให้ทุกคนช่วยกันออกมา ๆ ๆ ขอย้ำ ขอบพระคุณพี่น้องเสื้อแดงทุกคน"

แต่ก็มีการเตือนว่าขอให้เข้าร่วมชุมนุมโดยสงบและอดกลั้นต่อการยั่วยุ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทางลบต่อรัฐบาลด้วย รวมทั้งเฝ้าระวังพวกมือที่สามที่อาจฉวยโอกาสก่อความปั่นป่วนขึ้น


ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ดุสิต นำแผงเหล็กมาตั้งกั้นบริเวณริมทางเท้าทั้ง 2 ฝั่ง ของถ.อู่ทองใน หน้ารัฐสภา เพื่อป้องกันเหตุที่อาจเกิดจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสี และกลุ่มคนเสื้อแดง ในระหว่างที่จะมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23-24 สิงหาคมนี้ ที่รัฐสภา

ขณะเดียวกัน เครือข่ายแดงนานาชาติ( Thai Red International )ออกจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทย, รัฐบาลไทย และ นายกรัฐมนตรี สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในโอกาสจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และกระตุ้นให้มีการปฏิรูปอย่างทั่วด้านทั้งหลักนิติรัฐ นิติธรรม การสะสางกรณีสังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย กติการัฐธรรมนูญ ระบบยุติธรรมและศาล กองทัพ ยกเลิกองคมนตรี มิให้สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


ในฐานะประชาชนไทยผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ขอส่งจดหมายเปิดผนึกมายังท่าน เพื่อการต้อนรับและแสดงความยินดีต่อพรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาลชุดใหม่แ ละคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากมติร่วมของประชาชนอย่างท่วมท้น รวมทั้งการแสดงความยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมโลก ซึ่งเป็นประจักษ์พยานร่วมรับรู้ให้ขึ้นมาบริหารประเทศ

อนึ่ง เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนของคนไทยที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในต่าง ประเทศ (ตามรายชื่อท้ายจดหมาย) ที่พร้อมยืนยันให้การสนับสนุนและร่วมต่อสู้กับพรรคการเมือง ซึ่งยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตย และยึดมันอย่างแท้จริงต่อผลประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ โอกาสนี้ เครือข่ายแดงนานาชาติ( Thai Red International ) จึงใคร่ขอเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นวัตถุประสงค์และความต้องการ ของประชาชนชาวไทย ต่อพรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาล และคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ที่จะนำไปสู่การแก้วิกฤตและเกิดความปรองดองโดยแท้จริง

1. จากสาเหตุปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา ( 2548 ก่อนการรัฐประหาร - ปัจจุบัน ) ได้มีการกล่าวหา กล่าวโทษ สร้างข้อมูลเท็จ จับกุมคุมขังบุคคลด้วยกฏหมายที่ไม่เป็นธรรม สร้างการละเมิด การริดรอนสิทธิเสรีภาพและหลักสิทธิมนุษยชนที่ขัดต่อกฎหมายและต่อสนธิสัญญา ระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม รัฐบาลต้องดำเนินการโดยทันทีคือ

1.1 ต้องไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อการใช้กฎหมายหรือพระราชกำหนดให้เกิดการนิรโทษกรรมทุกคดีความ

1.2 คดีความทุกคดีที่ฟ้องร้องและยังไม่สิ้นสุด จะต้องดำเนินการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมจนกว่าจะสิ้นสุด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดต้องได้รับสิทธิการปล่อยตัวหรือการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีในศาล

2. จากเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ ( 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 ) ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาหาข้อเท็จจริงเพื่อประกาศให้สังคมรับรู้ และ/หรือนำเอาคนผิดมาลงโทษ

เพื่อการดำเนินการให้เกิดการรับผิดชอบ รัฐบาลต้องดำเนินการโดยทันทีคือ

2.1 ต้องลงสัตยาบันในสนธิสัญญาเพื่อเปิดทางให้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีสิทธิในการพิจารณาคดี

2.2 ต้องไม่ดำเนินการใดๆเพื่อให้เกิดการหยุดยั้งในการหาคนผิดมาลงโทษ หรือใช้กฎหมายและ/หรือพระ
ราชกำหนดเพื่อนิรโทษกรรมยกเว้นความผิด

2.3 เนื่องจากขบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งและ
การไม่ยอบรับในขบวนการการตัดสินจากทุกฝ่าย จะต้องไม่ดำเนินการโดยใช้กระบวนการยุติธรรมในประเทศ เป็นผู้พิจารณาคดี

3. รัฐบาลต้องดำเนินการให้มีขบวนการสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนยอมรับและมีส่วนร่วม ทั้งนี้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อประกาศใช้ภายใน 365 วัน

3.1 ระหว่างการดำเนินการ ให้ประกาศระงับการใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารฉบับปี 2550 และนำ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้แทนชั่วคราวจนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ

3.2 การระงับการใช้รัฐธรรมนูญรัฐประหารฉบับปี 2550 ย่อมมีผลให้องค์กรอิสระ องค์กรอื่นและหน่วยงาน
ของรัฐที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ต้องสิ้นสุดลงโดยทันที

3.3 รัฐธรรมนูณฉบับใหม่ อย่างน้อยจะต้องให้มีการแก้ไขหรือบัญญัติข้อกำหนดคือ

3.3.1 การเปลี่ยนแปลง ล้มล้างอำนาจรัฐที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยกำหนด หรือการล้มล้าง
รัฐธรรมนูญ คือความผิดที่ไม่มีอายุความสำหรับการฟ้องร้องกล่าวโทษ และต้องไม่มีอำนาจอื่นใด
สามารถยกเว้นหรือล้มล้างความผิด

3.3.2 ต้องมีบทบัญญัติที่มิให้สถาบันกษัตริย์ถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทาง
เศรษฐกิจและสังคม

3.3.3 ยกเลิกกฎหมายหมิ่น ม.112

3.3.4 ยกเลิกหมวดองคมนตรีในมาตราที่เกี่ยวกับอำนาจและการดำรงสิทธิในการเป็นผู้สำเร็จราชการ
แทนพระมหกษัตริย์
4. ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยตุลาการและศาลต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และนำระบบลูกขุนมาใช้เพื่อการพิจารณาคดี

5. ปฎิรูปกองทัพให้เป็นองค์กรของประชาชนและใช้ปกป้องประเทศ

เครือข่ายแดงนานาชาติ ( Thai Red International ) ตระหนักดีว่า ภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในทุกด้านของรัฐบาลที่จะต้องแก้ไขในการขึ้น มาบริหารประเทศครั้งนี้ เป็นภาระที่ต้องใช้ขบวนการทางวิสัยทัศน์อย่างกว้างไกล รวมทั้งยังต้องฟันฝ่าอุปสรรคการต่อต้าน ขัดขวางจากอำนาจเก่า

ฉะนั้น การนำพาประเทศให้พ้นวิกฤตและสร้างประชาธิปไตยเพื่อตอบสนองความต้องการแท้ จริงของประชาชน จึงไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จโดยง่ายด้วยการไม่กล้าเผชิญกับปัญหาและทำความ จริงให้ปรากฎ การมุ่งแก้เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำเอาหลักนิติรัฐ นิติธรรม แก้ไขโครงสร้างการบริหาร การปกครองและการตุลาการควบคู่พร้อมกันไป คงไม่สามารถนำประชาธิปไตยมาสู่ประชาชนได้เช่นกัน

ดังนั้น ข้อเสนอตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จึงเป็นทางออกของวิกฤตที่แท้จริง ซึ่งหวังว่าพรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี จะเห็นด้วยและนำไปพิจารณาถึงแนวทางเพื่อการปฎิบัติ

สุดท้ายนี้ เครืข่าย Thai Red International ขอเป็นกำลังใจและแรงสนับสนุน ให้พรรคเพื่อไทย คณะรัฐบาล ท่านนายก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินการบริหารประเทศไปสู่ความสำเร็จตามที่ประชาชนมุ่งหวัง

ด้วยจิตคารวะและศรัทธา

แดงนานาชาติ (THAI RED INTERNATIONAL)
21 สิงหาคม 2554

Thai Red Australia
Thai Red USA
Thai Red Japan
Thai Red in Japan Thai Red Taiwan

ทูต ราล์ฟ แอล บอยซ์ กับกรณีทักษิณประกาศ "เว้นวรรคการเมือง" 4 เมษายน 2549: คำแปลโทรเลขวิกิลีกส์ 5 เมษายน 2549 บางส่วน

ที่มา Thai E-News



ในเวลา 5 ปีต่อมา-สถานีโทรทัศน์NHKรายงานข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงญี่ปุ่นในเวลา 13.30น.วันนี้(วิดิโอ:Youtube คำบรรยาย:ไทยอีนิวส์ เกาะติดข่าวทักษิณในญี่ปุ่นที่เฟซบุ๊คเอเชียอัพเดต)

โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊คสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ผมกำลังเขียนบทความเรื่อง "ข้อมูลใหม่จากโทรเลขวิกิลีกส์-แอนดรู เม็คเกรเกอร์ มาร์แชลล์: เกิดอะไรขึ้น ในการเข้าเฝ้าในหลวงของทักษิณ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549" เนื่องจากบทความนี้ เมื่อเสร็จแล้ว จะยาวพอสมควร ซึ่งคงไม่สะดวกจะเผยแพร่ทาง facebook

ข้างล่างนี้ ผมจึงขอนำส่วนหนึ่งของร่างบทความดังกล่าว มาให้ดูกันก่อน แม้จะไม่ใช่บทความเต็ม แต่น่าจะพออ่านได้ในตัวเองและน่าจะพอมีประโยชน์บ้าง

ใคร ที่อ่านโทรเลขวิกิลีกส์ของช่วงวิกฤติปี 2549 อย่างพินิจพิเคราะห์ ยากจะมองข้ามความจริงที่น่าสะดุดใจมากข้อหนึ่งไม่ได้ คือ ในโทรเลขเหล่านั้น ทูตสหรัฐ ราล์ฟ แอล บอยซ์ ได้แสดงทัศนะทางการเมืองในลักษณะใกล้เคียงกับพันธมิตร และศัตรูทางการเมืองของทักษิณหลายอย่าง

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า บอยซ์ ตระหนักดีกว่าผู้นำพันธมิตร ในประเด็นที่ว่า ข้อมูล ข่าวลือ หรือภาพลักษณ์ใดๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ที่ทำให้ถูกมองได้ว่า มีส่วนเกียวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนั้น เป็นเรื่องที่ส่งผลเสียต่อสถาบันกษัตริย์ เอง (นี่เป็นประเด็นที่สนธิ ลิ้มทองกุล สายตาสั้นอย่างยิ่ง)

เรื่องนี้แสดงออกอย่างชัดเจนในกรณีทักษิณประกาศ "เว้นวรรคการเมือง" หลังจากเขาเข้าเฝ้าในหลวงเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549(หลังการเลือกตั้งทั่วไป 2 เมษายน ที่ ประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆบอยคอต)

ในโทรเลขหลายฉบับที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกรณีนี้ บอยซ์ ขณะที่บันทึกว่าผู้สังเกตการณ์จำนวนมากตีความว่าการที่ทักษิณประกาศ "เว้นวรรคการเมือง" หลังการเข้าเฝ้า เพราะในหลวงทรงแนะให้ทำ ก็พยายามนำเสนอในลักษณะปฏิเสธว่า ไม่น่าจะใช่ ที่สำคัญ ตลอดโทรเลขเหล่านั้น บอยซ์ พยายามลดความน่าเชื่อถือในคำบอกเล่าของทักษิณว่าเกิดอะไรขึ้นในการเข้าเฝ้า ครั้งนั้น โดยขยายความสำคัญของการที่ทักษิณเปลี่ยนเรื่องเล่าของเขา (ทักษิณ และที่ปรึกษาพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เปลี่ยนเรื่องเล่าจริง แต่ไม่ได้มากเท่าที่บอยซ์เสนอ) และให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือกับเรื่องเล่าของคนของฝ่ายราชสำนัก มากกว่าที่ควรจะเป็น

ในโทรเลขฉบับแรกสุดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ฉบับ 06BANGKOK2048 ลงวันที่ 5 เมษายน 2549 บอยซ์ ได้เริ่มต้นสรุปเนื้อหาของโทรเลขดังนี้ (ตัวหนาเน้นคำของผม):

1. (ซี) สรุป: ทักษิณประกาศเมื่อวันที่ 4 เมษายน ว่า เขาจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง. เขาจะยังคงเป็น สส.และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท) ของเขา. แม้เราจะได้ยินมาเป็นสัปดาห์ๆแล้วว่า นี่เป็นหนึ่งในความเป็นไปได้หลังการเลือกตั้ง, ดูเหมือนว่าทักษิณเองเปิดทางเลือกต่างๆไว้จนนาทีสุดท้าย, และการตัดสินใจเว้นวรรคในที่สุดของเขาทำความแปลกใจให้กับหลายคน หลังจากที่เขาออกทีวีเมื่อคืนวันจันทร์ [3 เมษายน]

ด้วยท่าทีกระตือรือร้น [ที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อ]. เพราะทักษิณประกาศ เว้น วรรคหลังการเข้าเฝ้าในหลวงไม่นาน จึงมีการคาดเดากันอย่างกว้างขวางว่า ในหลวงทรง "กระซิบเข้าไปในหูเขา", นั่นคือ ทรงบอกให้เขาออกจากตำแหน่ง. เราไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น.

ฝ่ายประท้วงทักษิณเองก็ตกลงจะ "เว้นวรรค" หลังจากจะจัด "ชุมนุมฉลองชัยชนะ" ในวันที่ 7 เมษายน แต่ขู่ว่า จะกลับมาชุมนุมใหม่ถ้าทักษิณไม่ยอมไปจริงๆภายในสิ้นเดือนนี้.

ทักษิณทำเซอร์ไพรส์อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวันพุธ ด้วยการประกาศว่า เขาจะลาหยุดงาน และปล่อยให้รองนายกรัฐมนตรีของเขาเป็นคนดูแลกิจการแทน.

แม้ว่าการตัดสินเว้นวรรคของทักษิณจะเป็นการลดทอนกระแสความตึงเครียดอัน น่า อันตรายในประเทศลงไปมาก, แต่ก็ยังเหลือปัญหาคั่งค้างอีกมากมายที่ยังต้องได้รับการสะสาง.

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า รัฐสภาใหม่จะได้รับการบรรจุที่นั่งให้เต็มได้อย่างไร หรือรัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศอย่างไร. จบการสรุป


1. (C) SUMMARY: Thaksin announced on April 4 that he would not seek another term as Prime Minister. He will remain as an MP, and as head of his Thai Rak Thai (TRT) party. Although we had heard for weeks that this was one possible outcome, it appears that Thaksin was keeping his options open until the last minute, and his decision surprised many after his feisty TV appearance Monday night. Because he made his announcement soon after an audience with the King, speculation abounds that the King "whispered in his ear," i.e., gave him the word to step aside. We are not inclined to believe this. The opposition protesters also agreed to "take a break" after their "victory rally" on April 7, but threatened to come back if Thaksin isn't really gone by the end of the month. Thaksin sprang another surprise on Wednesday, when he announced that he was taking some leave, and left his DPM to look after the shop. Although Thaksin's decision defused much of the dangerous tension in the country and, as such, was welcomed by a wide spectrum of Thais, there are many, many loose ends to be tied up. It is not clear how the new parliament will be seated or how the new administration will govern. END SUMMARY.

หากอ่านโทรเลขทั้งฉบับต่อจากการสรุปในตอนต้นนี้ จะมองไม่เห็นเลยว่า เหตุใดบอยซ์จึงยืนยันว่า "เราไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น" ตามความเชื่อของผู้สังเกตการณ์จำนวนมากที่ว่า ทักษิณเว้นวรรคเพราะในหลวงบอก นั่นคือ บอยซ์เองหาได้มีข้อมูลอะไรมายืนยันในทางตรงข้าม ผมคิดว่า ต้องอธิบายว่าที่บอยซ์เขียนเช่นนี้ เกิดจากความรู้สึกไม่ดีต่อทักษิณของบอยซ์เองและความตระหนักว่า หากทฤษฎีที่คนจำนวนมากเชื่อนั้นเป็นจริง อาจจะมีผลสะเทือนล่อแหลมในทางลบต่อสถาบันกษัตริย์ได้

ในเนื้อหาโทรเลข บอยซ์บันทึกไว้ดังนี้:

ทักษิณกระโดดลงมาเองหรือถูกผลักลงมา?

3. (ซี) มีการพูดกันอย่างกว้างขวางมาเป็นสัปดาห์ๆแล้วว่าทักษิณอาจจะพิจารณา "เว้นวรรคการเมือง" หลังการเลือกตั้ง. อย่างไรก็ตาม, เป็นที่ชัดเจนว่าพวกสายฮาร์ดไลน์ใน ทรท. พยายามผลักดันให้เขาสู้ต่อ, จนถึงล่าสุดเมื่อวานนี้เอง ก่อนการประกาศเว้นวรรคของทักษิณ. ผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่น่าผิดหวังสำหรับ ทรท, ก็ยากจะถือว่าเป็นหายนะ, เพราะ ทรท.ดูเหมือนจะแน่นอนว่าคงได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ไปลงคะแนน.

การบอยคอตของฝ่ายค้านทำให้เกิดปัญหาทางรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่ง, แต่ดูเหมือนว่าคณะกรรมการเลือกตั้งได้คิดวางแผนไว้แล้วที่จะแก้ไขปัญหาเหล่า นี้ได้เป็นส่วนใหญ่ (ดูโทรเลขอีกฉบับหนึ่ง).

การประเมินของเราคือ ทักษิณได้ชั่งน้ำหนักทางเลือกต่างๆของเขาจนถึงนาทีสุดท้าย. จากคนที่เราสัมพันธ์ด้วยต่างๆใน ทรท. ดูเหมือนว่า พวกเขาเองก็ไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่่าทักษิณจะตัดสินใจ เว้นวรรค.

4. (ซี) ได้มีคนพูดๆให้ความสำคัญกันมากกับการเข้าเฝ้าของทักษิณ ในบ่ายวันอังคาร ก่อนหน้าที่ทักษิณจะประกาศการตัดสินใจเว้นวรรคทางทีวีทั่วประเทศเพียงเล็ก น้อย. สื่อมวลชนในประเทศและต่างประเทศได้รายงาน - และคนไทยจำนวนมากก็ดูเหมือนมีความต้องการที่จะเชื่อ - ว่า ในหลวงทรง "กระซิบใส่หูทักษิณ" บอกให้เขาเว้นวรรคเสีย.

พวกเขาชี้ไปที่ท่าทีต่างกันระหว่าง "คำปราศรัยลาออก" ของทักษิณ [หลังเข้าเฝ้า] กับการพูดแบบกร้าว, ท้าทาย ทางทีวีของเขาในคืนก่อนหน้านั้น เมื่อเขาประกาศชัยชนะจากการเลือกตั้ง, และกล่าวว่า เขาไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของเขา 180 องศาได้ ยกเว้นแต่จะถูกบังคับให้ทำด้วยอำนาจที่สูงกว่า.

แต่เราเห็นว่าความจริงน่าจะเป็นเช่นนี้มากกว่า คือ ทักษิณตัดสินใจทำตามแผนที่คิดเผื่อไว้ก่อนแล้ว, ในกรณีที่ผลการเลือกตั้งไม่ได้ชนะอย่างท่วมท้น, ที่จะ "เว้นวรรคทางการเมือง" เพื่อรอจนกว่ากระแสต่อต้านเขาจะลดความร้อนแรงลง.


DID HE JUMP OR WAS HE PUSHED?
----------------------------

3. (C) Word had been circulating for weeks that Thaksin might be considering "taking a break" after the elections. However, it was clear that hard-liners within TRT were pushing him to fight on, as recently as yesterday prior to his announcement. Sunday's election results, while disappointing for TRT, were hardly catastrophic, as TRT appeared certain to take more than 50 percent of the vote.The opposition boycott contributed to a number of constitutional problems, but Election Committee officials seem to have devised a gameplan to resolve most of them (septel). Our assessment is that Thaksin was weighing his options up until the last minute. From our contacts within TRT, it appears that they also did not have much advance notice of Thaksin's decision.

4. (C) Much has been made already of Thaksin's audience with the King on Tuesday afternoon, shortly before he announced his decision on national television. The domestic and international news media have reported -- and many Thais seem to want to believe -- that the King gave Thaksin "the whisper in his ear" to tell him to take a break. They point to the incongruity between Thaksin's "resignation speech" and his defiant, tough talk on television the previous evening, when he claimed victory, and said that he could not change his position 180 degrees unless he was forced to by a higher authority. More likely, Thaksin was following through on his contingency plan, in case the election was not an overwhelming victory, "to take a break" until the heat dies down.

จะเห็นว่า ณ ขณะนั้น บอยซ์เองไม่ได้มีข้อมูลหรือเหตุผลอะไรที่จะมาแย้งได้จริงๆว่า เหตุผลที่คนจำนวนมากเชื่อว่าในหลวงบอกให้ทักษิณเว้นวรรค ไม่เป็นความจริง เขาใช้คำว่า "More likely" ("น่าจะเป็นเช่นนี้มากกว่า")

แต่ถ้าดูข้อความในประโยคนั้นที่เขาเขียนตามมา เทียบกับเหตุผลของคนอื่นๆที่เขาสรุปมาเองในประโยคก่อนหน้านั้น จะเห็นว่าเหตุผลที่คนทั่่วไปเชื่อ มีน้ำหนักมากกว่า

พูดอีกอย่างคือ บอยซ์เอง (ถ้าใช้คำที่เขาใช้กับคนอื่นๆ) "ต้องการจะเชื่อ" อยู่แล้ว ว่าทักษิณเว้นวรรค ไม่ใช่เพราะในหลวงบอกให้ทำ

ดังนั้น ในโทรเลขฉบับต่อๆมา เมื่อบอยซ์ได้คุยกับคนของราชสำนักที่ให้ข้อมูลในลักษณะคล้ายจะยืนยันในสิ่ง ที่เขา "ต้องการจะเชื่อ" อยู่ก่อนเช่นนี้อยู่แล้ว เขาจึงรีบเชื่อทันที

ตัวอย่างเช่น ในโทรเลข 06BANGKOK2149 วันที่ 12 เมษายน 2549 ที่บอยซ์ตั้งหัวเรื่องว่า "PRIVY COUNCILLOR CONFIRMS - KING DID NOT GIVE THAKSIN THE BOOT" ("องคมนตรียืนยัน - ในหลวงไม่ได้ไล่ทักษิณออก") ซึ่งความจริง ในโทรเลขนี้ คนที่บอยซ์คุยด้วยคือสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นเพียง "ข้อมูลชั้นสอง" คือไม่ได้อยู่ด้วยตอนที่ทักษิณเข้าเฝ้า เพียงแต่ฟังมาจาก อาสา สารสิน อีกทีหนึ่ง

แต่บอยซ์ทำราวกับว่าสิ่งที่สรยุทธพูดไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้ว "We believe that Surayud is a credible and knowledgeable source" - "เราเชื่อว่าสุรยุทธเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้และรอบรู้เรื่องราว ต่างๆ" - บอยซ์บันทึกไว้ในโทรเลขฉบับนั้น

ขณะเดียวกัน บอยซ์จะปฏิบัติต่อคำบอกเล่าของทักษิณ (และพันศักดิ์) ในลักษณะเสียดสีดูถูกอย่างชัดเจน เป็นความจริงที่ว่า ทักษิณสร้างความสงสัยและบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือให้ตัวเองในบางระดับ ด้วยการเปลี่ยนคำบอกเล่า แต่นี่เป็นอะไรที่ "อธิบายได้" มากกว่าที่บอยซ์จะยอมรับ

ในโทรเลขฉบับแรก ความรู้สึกไม่ดีต่อทักษิณของบอยซ์ ยังแสดงออก ด้วยการตั้งหัวข้อเชิงล้อเลียนทักษิณแบบขำๆ เมื่อบอยซ์เล่าถึงการ "ทำเซอร์ไพรส์" ของทักษิณอีกเรื่อง โดยบอยซ์เอาประโยคจากเพลงของเด็กๆอเมริกันมาตั้งว่า "ผมว่า ผมไปกินหนอนดีกว่า" (THINK I GO EAT WORM) เพลงเด็กๆที่รู้จักกันในนาม "เพลงหนอน" หรือ Worm Song นี้ ขึ้นต้นว่า "ไม่มีใครชอบฉันเลย ทุกคนเกลียดฉันหมด ฉันว่า ฉันไปกินหนอนดีกว่า" (ดูเนื้อเพลงเวอร์ชั่นต่างๆ ที่เว็บไซต์หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐได้ที่นี่ http://kids.niehs.nih.gov/lyrics/worms.htm และคลิปวีดีโอตัวอย่างการร้องเพลงนี้ของเด็กอเมริกันคนหนึ่งได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=DnFDpMb6_fc )



ผมว่า ผมไปกินหนอนดีกว่า

6. (ซี) [ตอนประกาศเว้นวรรค] ทักษิณแสดงความตั้งใจที่จะรักษาการณ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกว่ารัฐบาลใหม่จะตั้งขึ้น. อย่างไรก็ตาม, หลังการประชุม คณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธ, 5 เมษายน, เขาทำให้ทุกคนประหลาดใจอีก ด้วยการประกาศว่า เขาจะลาหยุดงาน และจะให้ รองนายกรัฐมนตรี ชิดชัย วรรณสถิตย์ รักษาการณ์ในระหว่างนั้น.


THINK I'LL GO EAT WORMS
-----------------------

6. (C) Thaksin indicated his intention to stay on as caretaker PM until the new government is formed. However, after the Cabinet meeting on Wednesday, April 5, he again surprised everyone by announcing that he was taking leave and would place DPM Chidchai Vanasatidya in charge during the interim. Chidchai was not officially appointed as acting PM, he is just empowered to act on Thaksin's behalf during his absence.

ดังที่ผมจะอภิปรายให้เห็นต่อไปข้างหน้า, การ "ทำเซอร์ไพรส์" อีกครั้งของทักษิณ ในวันถัดมาจากการประกาศเว้นวรรค ด้วยการลาหยุดงานนี้ (เช่นเดียวกับการประกาศเว้นวรรคเอง และการ "กลับมาทำงานใหม่" ในปลายเดือนพฤษภาคม) เป็นเรื่องที่มากกว่าการกระทำแบบ "เด็กๆ" และคำอธิบายในภายหลังของทักษิณและพันศักดิ์ ที่เชื่อมโยงถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ หาได้เป็นอะไรที่น่าดูถูกเสียดสีอย่างที่บอยซ์เข้าใจ

แต่ make sense ("ฟังขึ้น") ไม่น้อย

Monday, August 22, 2011

ชายแดนใต้ขอมีเอี่ยวศพละ 10 ล้าน

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
22 สิงหาคม 2554

ขอนำข่าวสารจาก pyntoday.com บางช่วงบางตอนมานำเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อจะได้เตรียมยาแก้ปวดหัวไว้ทาน

โดยเฉพาะท่านนายกหญิงยิ่งลักษณ์ ขอแนะนำอย่าเพิ่งใช้ยานอนหลับ น่ะครับ ใจเย็นๆ ก็อย่างที่ผมเคยเตือนไปแล้วเมื่อคราวที่กระแสการจะลงมาเล่นการเมือง ว่า โปรดระวังให้ดีในกรณีที่พรรคแมลงสาบ เป็นฝ่ายค้าน สถานการณ์และเหตุการณ์ต่างๆทางภาคใต้ จะเป็นลูกระเบิด ที่รัฐบาลจะต้องคอยเที่ยวเก็บกู้จนครบวาระ

และแล้วเวลานั้นมันก็มาถึง โปรดหาทางแก้เกมส์ให้ดี กลุ่มอสูรกายแมลงสาบทางใต้ มันเริ่มปฎิบัติการแล้ว

ข่าวสารดังกล่าวเริ่มต้นดังนี้ครับ
หลัง จากที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ (นปช.) ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ถึงกรณีที่ นปช. จะขอให้รัฐบาล ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เยียวยาผู้ทีได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์สลายการชุมนุม พ.ค. 53 โดยให้ญาติผู้ที่เสียชีวิต ทั้ง 91 ศพ รายละ 10 ล้านบาท นั้น

ข่าวสารในจุดนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครรักษาดินแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐในส่วนอื่น ๆ และ พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาประเทศชาติ ดูแลรักษาความสงบสุขในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งทางรัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยา เพียงรายละ 200,000 – 500,000 บาท เท่านั้น ซึ่งถ้าหากรัฐบาล ได้ทำตามข้อเสนอของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ ยังเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ (นปช.) ก็จะเกิดคำถามแก่ครอบครัวของผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ แม้แต่ปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคอื่นของประเทศ ว่าจะเป็นการปฏิบัติที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน จะเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบ 2 มาตรฐาน อย่างแน่นอน

นางสุดาพร จอมคำสิงห์ ภรรยาของ นายสนิท จอมคำสิงห์ อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.เมืองยะลา ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต ขณะขับขี่รถ จยย. กลับบ้านพัก หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยครู เหตุเกิดบนถนนสายทางลัดลำใหม่ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.53 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องขาดผู้นำครอบครัว ต้องดูแลแม่ที่แก่ชรา เพียงลำพัง รายนี้ กล่าวว่า การที่มีการเรียกร้องเงินเยียวยา ผู้ที่เสียชีวิต เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ที่กรุงเทพฯ รายละ 10 ล้านบาท มันสิ่งที่ไม่ยุติธรรม และ ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้ เพราะตนเองต้องสูญเสียผู้นำครอบครัว

ในส่วนที่กรุงเทพฯเกิดจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 3 หวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากการดูแลปกป้องบ้านเมือง และเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรคืบหน้า เหตุการณ์ก็เกิดมาหลายปีแล้ว

สำหรับเงินเยียวผู้ได้รับผลกระทบ ตนเองได้รับมาจำนวน 500,000 บาท ถ้าหากว่าทางกรุงเทพ ฯ เรียกร้องเป็นเงินรายละ 10 ล้านบาท ไม่ยุติธรรมเอามากๆ ตนเองอยากให้ทางรัฐบาลลงมาดูแลพื้นที่บ้าง ว่าพื้นที่เป็นยังไง ซึ่งทุกวันนี้คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนถูกทอดทิ้ง ทางรัฐบาลไม่เคยลงมาดูแลจริงๆเลย

นายนิมุ มะกาเจ ผู้ทรงคุณวุฒิจังหวัดยะลา และประธานสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดยะลา ในฐานะผู้นำศาสนาที่เฝ้ามองปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กล่าวว่า กรณีการชดเชยเงินแก่ผู้ที่เสียชีวิต หรือ ผู้เสียหาย ที่ กรุงเทพฯ นั้น ในบัญญัติศาสนาอิสลาม ไม่ได้ระบุถึงค่าตัวราคาชีวิตมนุษย์ในการตาย ชดเชยด้วยราคาเท่าไร เพียงแต่บอกว่า ชีวิตต่อชีวิต ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในกรณีผิดกฎหมายซารีอะห์ คือ ฆ่าเขา เมื่อถูกเขาฆ่า ตัดมือเขาเมื่อเขาตัดมือ มิได้กำหนด ชดใช้ราคากี่บาท

ซึ่งเหตุการณ์ที่มีการชุมนุมที่กรุงเทพฯของกลุ่มเสื้อสีต่างๆ มีการบาดเจ็บ พิการ และ ล้มตาย ก็ได้มีการเรียกร้องราคาผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บ ผู้พิการ และ ผู้เสียชีวิต เป็นเรื่องอำนาจ พลังของกลุ่มผู้เรียกร้อง หรือ บุคคลในการต่อรองเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกลุ่มที่เขามี ถ้าหากรัฐบาลยอมชดใช้จากเหตุการณ์ที่อ้างทำเพื่อบ้านเมือง ก็ต้องกำหนดมาตรฐานทั่วไปเป็นแนวปฏิบัติ โดยขอให้รวมทั้งเหตุการณ์เพื่อบ้านเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปด้วย ผู้ที่ได้รับการชดเชยชดใช้แต่ละคน จะเปรียบเทียบความสมดุลพอดี การได้ที่มากกว่า การได้ที่น้อยกว่า ตั้งแต่การชดเชยชดใช้ ในกรณีเหตุการณ์ ที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี เหตุการณ์การสลายการชุมนุม หน้า สภ.ตากใบ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

ผช.ศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กล่าวว่า ตนเองอยากให้คำนึงถึงมาตรฐาน วันนี้มีการเรื่องร้องแบบ 2 มาตรฐาน ถ้าหากว่าจะมีการทำสักที่หนึ่ง หรือ สักจุดหนึ่ง อย่างเช่น ในกรุงเทพฯ ที่ราชประสงค์ รัฐบาลก็ต้องกลับมามองในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยว่า คนเหล่านี้ที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เกิดการสูญเสีย เช่นกัน มีการสูญเสียของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อส. อรบ. ชรบ. พลเรือน ครู และ ที่สำคัญคือ พี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์

ซึ่งคนเหล่านี้ต้องได้รับมาตรฐานเดียวกันกับในกรุงเทพฯ ได้รับ เพราะฉะนั้น ตนเองอยากให้คำนึงถึงพี่น้องประชาชน และ เจ้าหน้า ที่ ที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะต้องยืนหยัดต่อสู้ปกป้องอธิปไตย เรื่องของแผ่นดิน ที่ต้องเสียสละชีวิต เพื่อทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย คนเหล่านี้ ต้องได้รับเหมือนกับคนกรุงเทพฯเรียกร้องเช่นกัน เป็นอย่างน้อย ถ้าหากในส่วนของคนกรุงเทพฯได้มากขึ้น ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการสูญเสีย ก็ควรจะได้รับเป็นมาตรฐานในส่วนเดียวกันกับกรุงเทพฯ

เป็นยังไงบ้างครับ ความคิดเห็นของบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อเหตุการณ์ ความคิดเห็นของบุคคลผู้อาวุโส และนักวิชาเกิน แบบทางเมืองหลวง กทม. ใครจะเจ๋งกว่าใครระหว่าง จชต.กับ กทม.

ทีนี้เราก็มาลองคำนวณตัวเลขค่าเยียวยาสำหรับทางชายแดนใต้กันบ้าง ว่ามันจะระทึกใจแค่ไหน

จากข้อมูลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เดือน สิงหาคม 2554

ข้อมูลจาก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้รายงานสถิติเหตุรุนแรงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ประกอบด้วยจังหวัด ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ดังนี้...

ปี 2547 มีผู้เสียชีวิตตลอดปี 2547 ทั้งหมด 566 คน บาดเจ็บ 639 คน เจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 179 คน บาดเจ็บ 278 คน ประชาชน เสียชีวิต 271 คน บาดเจ็บ 351 คน และคนร้ายเสียชีวิต 116 คน

ปี 2548 เกิดเหตุการณ์ 1,889 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 574 คน บาด เจ็บ 1,113 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต 209 คน บาดเจ็บ 409 คน ประชาชน เสียชีวิต 355 คน บาดเจ็บ 686 คน คนร้าย เสียชีวิต 10 คน บาดเจ็บ 18 คน

เหตุการณ์ห้วงระยะเวลา รัฐประหาร 2549 จนถึงรัฐบาลชุด “ดีแต่พูด”กระเด็นตกเก้าอี้

ปี 2549 เกิดเหตุการณ์ 2,064 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 648 คน บาด เจ็บ 1,187 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 222 คน บาดเจ็บ 373 คน ประชาชน เสียชีวิต 410 คน บาดเจ็บ 799 คน คนร้าย เสียชีวิต 16 คน บาดเจ็บ 15 คน

ปี 2550 เกิดเหตุการณ์ 2,664 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 943 คน บาด เจ็บ 1,687 คน แบ่งเป็น เจ้า หน้าที่รัฐ เสียชีวิต 221 คน บาดเจ็บ 567 คน ประชาชน เสียชีวิต 678 คน บาดเจ็บ 1.111 คน คนร้าย เสียชีวิต 44 คน บาดเจ็บ 9 คน

ปี 2551 มีเหตุการณ์ 1,067 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 536 คน บาดเจ็บ 970 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 155 คน บาดเจ็บ 504 คน ประชาชน เสียชีวิต 339 คน บาดเจ็บ 455 คน คนร้ายเสียชีวิต 42 คน บาดเจ็บ 11 คน

ปี 2552 มีเหตุการณ์ไม่สงบ 919 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 544 คน บาดเจ็บ 1,035 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 51 คน บาดเจ็บ 305 คน ประชาชนเสียชีวิต 455 คน บาดเจ็บ 728 คน คนร้ายเสียชีวิต 38 คน บาดเจ็บ 2 คน

ปี 2553 มีเหตุการณ์ไม่สงบทั้งหมด 922 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 489 คน บาด เจ็บ 938 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เสียชีวิต 41 คน บาดเจ็บ 334 คน ประชาชนเสียชีวิต 428 คน บาดเจ็บ 604 คน คนร้ายเสียชีวิต 20 คน

ปี 2554 ม.ค.-มิ.ย. ตลอด 6 เดือน มีเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น 479 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ทั้งสิ้น 262 ราย แยกเป็นประชาชน 223 ราย ทหาร 29 นาย และตำรวจ 10 นาย

ผู้เสียชีวิต เฉพาะประชาชน เท่านั้นน่ะครับ รวม 3,159 คน (ไม่นับผู้บาดเจ็บ) ก็ลองเอา 10 ล้านคูณเข้าไป ว่ามันจะเป็นเงินเยียวยามหาศาลแค่ไหน

ปัญหานี้แก้ไขง่ายนิดเดียว ถ้ารัฐบาลจะรักษาไว้ซึ่ง หนึ่งมาตรฐาน ก็เพียงแต่ตัดงบบ้าๆบอๆของ ศอ.บต.ส่วนนึง งบโคตรลับ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนนึง ที่ไม่เกี่ยวกับงบอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เงินค่าเสี่ยงภัย ของเจ้าหน้าที่ เท่านี้รัฐบาลก็พอจะหายใจสะดวกขึ้น มิฉะนั้นแล้วเชื่อขนมกินได้เลย สารพัดปัญหา สารพัด

สถานการณ์ สารพัดเหตุการณ์ความรุนแรง มันจะถาโถมเข้าหารัฐบาล นายกหญิงยิ่งลักษณ์ มากเสียยิ่งกว่าสมัยท่านนายกแม้ว ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ พวกมันเอาจริงๆด้วย จะบอกให้

คอยติดตาม แผนถล่มรัฐบาล “ปู” ในตอนต่อไปน่ะครับ........

ศาลอาญาระหว่างประเทศกระทบเขตอำนาจศาลไทยหรือไม่

ที่มา มติชน



โดย สราวุธ เบญจกุล

ปัจจุบัน มีการกระทำที่ถือว่าเป็นอาชญากรรม ระหว่างประเทศเกิดขึ้นในสังคมประชาคมโลกมากมาย เช่น เมื่อเกิดสงครามก็อาจมีการนำเอาเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเป็นทหารในกองกำลังและให้สู้รบในสงคราม การใช้กำลังทางทหารที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของพลเมืองที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามหรือความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้น การกักขังและลงโทษบุคคลที่มีแนวความคิดตรงกันข้ามกับกลุ่มพวกพ้องของตนอย่าง ไม่เป็นธรรม หรือแม้กระทั่งการค้ามนุษย์ ซึ่งอาชญากรรมเหล่านี้มีลักษณะเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการ คุ้มครองอย่างเป็นสากล และยังถือเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติอย่างร้ายแรงที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

จากแนวคิดดังกล่าว ที่ประชุมทางการทูตขององค์การสหประชาชาติ (UN Diplomatic Conference) จึงได้มีข้อสรุปให้ใช้ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นมา หลังจากมีการให้สัตยาบันของ 60 ประเทศ ในขณะนี้ศาลอาญาระหว่างประเทศมีรัฐที่เป็นภาคีสมาชิกทั้งหมด 116 รัฐ โดยมี 15 รัฐมาจากภาคพื้นทวีปเอเชีย ในส่วนของประเทศไทยได้มีการลงนามรับรองในธรรมนูญกรุงโรมฯ ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2543 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการให้สัตยาบัน

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ถูกจัดตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรมฯ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้จากสถิติที่ปรากฏตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2545 ศาลอาญาระหว่างประเทศได้รับคำร้องขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้อง มากกว่า 8,733 คำร้อง จาก140 ประเทศ โดยคำร้องส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมันนี รัสเซีย และฝรั่งเศส

ศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการ พิจารณาคดีโดยเฉพาะคดีที่ เกิดขึ้นในรัฐภาคี และรัฐอื่นที่ยอมรับอำนาจของศาล และมีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล และมีอำนาจไต่สวน ดำเนินคดี และพิพากษาคดีบุคคลได้ แต่มีข้อจำกัดคือ สามารถพิจารณาเฉพาะอาชญากรรมที่กำหนดไว้ใน ธรรมนูญกรุงโรมฯ อันได้แก่

1. อาชญากรรมอันเป็นการทำลายล้างเผ่าพันธ์ (The Crime of Genocide)
2. อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes Against Humanity)
3. อาชญากรรมสงคราม (War Crimes)
4. อาชญากรรมอันเป็นการรุกราน (The Crime of Aggression)

ในปัจจุบัน ศาลอาญาระหว่างประเทศ มีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา 6 คดี เกี่ยวข้องกับประเทศอูกานดา ประเทศคองโก ประเทศแอฟริกากลาง ประเทศซูดาน ประเทศเคนยา และประเทศลิเบีย จะเห็นได้ว่าบางประเทศอาจไม่ใช่ประเทศที่มีสถานะเป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุง โรมฯ แต่ศาลอาญาระหว่างประเทศก็สามารถมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีได้ ตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญกรุงโรมฯ มาตรา 13 ให้มีการนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ได้ 3 กรณี

1. รัฐภาคีเป็นผู้เสนอคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้แก่กรณีของ ประเทศอูกานดา ประเทศคองโก และประเทศแอฟริกากลาง

2. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (Nations Security Council) เป็นผู้เสนอคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้แก่กรณีของประเทศซูดาน ที่ไม่ได้เป็นรัฐภาคี และกรณีของประเทศลิเบียซึ่งเป็นคดีล่าสุดที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชา ชาติเสนอคดีต่ออัยการให้นำคดีเข้าสู่การพิจารณา เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554

3. อัยการเป็นผู้เสนอคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้แก่กรณีของประเทศเคนยาที่เข้าสู่การพิจารณาของศาล เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 โดย องค์คณะตุลาการที่พิจารณาคดีเบื้องต้น (Pre-Trial Chamber II) ได้อนุญาตให้อัยการดำเนินการสืบสวน สอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดี

นอกจากนี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศยังมีหลักการที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการพิจารณาว่าจะ รับคดีที่มีการร้องขอไว้พิจารณาหรือไม่ โดยอาศัยหลักที่เรียกว่า “หลักการเสริมเขตอำนาจศาลภายในของรัฐ” (Principle of Complementarity) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมเขตอำนาจศาลทางอาญาของรัฐ ในกรณีที่รัฐไม่สามารถดำเนินคดีได้ หรือไม่สามารถดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก หลักการเช่นว่านี้เองทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถเข้ามามีส่วน สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ในการคุ้มครองผู้ถูกคุกคามตามความผิดที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญกรุงโรมฯ โดยมิได้เข้าไปก้าวก่ายเขตอำนาจศาลภายในประเทศ เพียงแต่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและช่วยแก้ไขปัญหา ในกรณีที่กระบวนการยุติธรรมในประเทศนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

ธรรมนูญกรุงโรมฯ มาตรา 17 จึงได้บัญญัติให้มีเงื่อนไขในการรับคำร้องขอนำคดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของ ศาลอาญาระหว่างประเทศไว้ โดยมีสาระสำคัญในกรณีที่ศาลจะไม่รับคดีไว้พิจารณาหากปรากฏข้อเท็จจริงว่า

1. คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีภายในรัฐภาคีที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น เว้นแต่รัฐนั้นจะไม่สมัครใจ หรือไม่มีความสามารถในการสืบสวน สอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีได้อย่างแท้จริง

2. คดีนั้นมีการสืบสวนสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีภายในรัฐที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นแล้ว และรัฐตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่การตัดสินใจนั้นเป็นผลมาจากการที่รัฐไม่สมัครใจ หรือไม่มีความสามารถในการสืบสวนสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีได้อย่างแท้จริง

3. บุคคลที่เกี่ยวข้องได้ถูกดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวข้องนั้นแล้ว และการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนั้นไม่อาจถือว่ายอมรับได้ เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ทำขึ้นในศาลอื่นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อปก ป้องบุคคลที่เกี่ยวข้องจากความรับผิดทางอาญา หรือการพิจารณาคดีนั้นปราศจากความเป็นอิสระหรือเป็นกลาง

4. คดีนั้นไม่มีสาระเพียงพอที่ ศาลอาญาระหว่างประเ ทศจะยกขึ้นมาวินิจฉัย

นอกจากนี้ ธรรมนูญกรุงโรมฯยังได้มีการบัญญัติเพิ่มเติมถึงการพิจารณากรณีของข้อยกเว้น ในเรื่องของ “ความสมัครใจ” ที่จะสืบสวนสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด โดยศาลต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่ามีลักษณะเป็นการกระทำดังต่อไป นี้หรือไม่

1. การดำเนินกระบวนพิจารณาและการตัดสินคดีในรัฐมีขึ้นเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องพ้นจากความรับผิดทางอาญา
2. มีความล่าช้าเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
3. การ ดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีนั้น ขาดความเป็นอิสระและเป็นกลาง อีกทั้งปรากฏว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการนำ ตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

สำหรับการพิจารณาถึงกรณีที่รัฐ “ขาดความสามารถ” ในการสืบสวนสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดนั้น ธรรมนูญกรุงโรมฯบัญญัติให้ศาลต้องพิจารณาถึง ความสามารถของรัฐภาคีในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ความสามารถในการแสวงหาพยานหลักฐาน รวมถึงความสามารถในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมของรัฐ นั้นด้วย

จากบทบัญญัติของธรรมนูญกรุงโรมฯที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการพิจารณาคดีของ ศาลอาญาระหว่างประเทศดังกล่าว จะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของสนธิสัญญาฉบับนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะร่วม มือกันเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ และกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้น เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายจากการกระทำ ความผิดทางอาญาร้ายแรงบางประเภท และสามารถร้องขอความเป็นธรรมต่อศาล ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเป็นการกระทำส่วนหนึ่งของรัฐบาล หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ หรือว่าการกระทำนั้นจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลที่ต่อสู้ ต่อต้าน หรือเป็นขบถ หรือมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือระบอบการปกครองที่ครองอำนาจรัฐอยู่

ในขณะเดียวกันธรรมนูญกรุงโรมฯฉบับนี้ ก็ยังมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เห็นว่า รัฐทุกรัฐมีหน้าที่ที่จะใช้เขตอำนาจในทางอาญาของตนต่อบุคคลที่ต้องรับผิดชอบ ต่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ ส่วนศาลอาญาระหว่างประเทศมีสถานะเป็นเพียงศาลที่ “เสริมเขตอำนาจในทางอาญาของรัฐ” ในกรณีที่รัฐไม่สามารถที่จะดำเนินการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรมที่ร้ายแรงเหล่านี้ขึ้นอีก ประเทศไทยเองก็ได้มีการลงนามรับรองสนธิสัญญานี้ไว้ตั้งแต่ต้น

ดังนั้นหากมีการแสดงเจตนาเพื่อให้สัตยาบันกับธรรมนูญ กรุงโรมฯฉบับนี้ ประเทศไทยก็ไม่ได้สูญเสียเขตอำนาจในทางอาญาของรัฐแต่อย่างใด อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังแสดงถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจจริงของประเทศในการที่จะร่วมมือ เพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีก ด้วย

( เรื่อง สราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม )

...ท่านทักษิณเข้าไปช่วย+มาร์คเข้าไปกู้ๆ

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

รัฐบาลญี่ปุ่นเขาก็บอกว่า ท่านทักษิณจะเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่นและก็เชื่อมความสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่น
ไม่ได้ไปกู้ xxx12 xxx12



กว่าผมจะเป็นวีรบุรุษ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เมื่อขุนพลผู้กุมเมืองหลวงเสื้อแดงภาคอีสานอย่าง "ขวัญชัย" ขยับ จึงต้องติดตาม...

โดย....ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม


"ทุกคนที่ไปหาท่านทักษิณ มีแต่ไปฟ้องด่าขวัญชัยอย่างนั้น คนนี้ฟ้องว่า
ขวัญชัยจะรวบอำนาจ นายก็เครียดนะ ปัญหาทุกอย่างไปรวมอยู่ที่ดูไบหมด
นี่คือสิ่งที่ทำไมนายกฯทักษิณจึงรักผม ไว้ใจผม เพราะผมไม่เคยเอาความทุกข์ไปให้ท่าน
และผมเดือดร้อนทุกวันนี้ ผมต่อสายตรงถึงท่านได้ทุกเวลา


ขวัญชัย ไพรพนา

"ผมโดนรังแกจากไหนต่อไหน แต่ผมก็แก้ไขปัญหาได้ด้วยศักยภาพของผม
แม้แต่เรื่องหมู่บ้านเสื้อแดงที่ลูกน้องผมที่ออกไปเพ่นพ่านอยู่เนี่ย
ก็ไปใส่ผมทางเฟซบุ๊ก ทางอินเทอร์เน็ต ผมก็ไม่เป็นไร ถือว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
ผมเชื่อมั่นผมทองแท้ ผมไม่ใช่ทองเทียม"

ความขัดแย้งในขบวนการเสื้อแดงที่ปะทุขึ้นอีกรอบเป็นที่สนใจอีกครั้ง
หลังจาก ขวัญชัย ไพรพนา หัวหน้าใหญ่แดงอีสาน ออกมาวิจารณ์
การตั้ง "หมู่บ้านเสื้อแดง" อย่างเผ็ดร้อนว่าเป็นพวกหาประโยชน์
ขณะเดียวกันก็เตรียมทำ "เสื้อแดงภาคอีสาน" ให้เข้มแข็ง แยกออกจากแดง นปช.

เมื่อขุนพลผู้กุมเมืองหลวงเสื้อแดงภาคอีสานอย่าง "ขวัญชัย" ขยับ จึงต้องติดตาม...

วันนี้ เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะเป็นรัฐบาลขวัญชัยมองว่า ภารกิจของเสื้อแดงต้องเปลี่ยนไป คือ
ประคับประคองให้กำลังใจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำงาน เพราะเราถือเป็นผู้สร้างรัฐบาล
แต่อีกด้านก็ต้องตรวจสอบการทำงานของ สส. และรัฐมนตรี อะไรไม่ถูกก็ต้องวิจารณ์

โครงการใหญ่ที่ขวัญชัยกำลังทำเพื่อขยายฐานเสื้อแดง คือ
สร้างเสื้อแดงใน 20 จังหวัดภาคอีสานให้แข็งแกร่ง
เป้าหมายเพื่อให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งยกภาคอีสาน
เจ้าตัวเปรียบเหมือนเอาเสาโทรเลขมาลง ก็ได้รับเลือกไม่ต่างจากภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์
แต่โครงการนี้อาจต้องชะลอไว้ก่อน เพราะมีแกนนำ นปช. ขอร้องไว้ กลัวจะเกิดภาพแตกแยก

"เดิมเรานัดแกนนำอีสานมาคุยกันที่อุดรฯในวันที่ 28 ส.ค.นี้
แต่หลังจากออกข่าวก็มีฟีดแบ็กกลับมา เสื้อแดงบางคนโทร.หาณัฐวุฒิว่า
ผมตั้งตัวเป็นใหญ่ในภาคอีสาน
เต้นก็เป็นห่วงว่าภาพมันจะเกิดความแตกแยกระหว่าง นปช. กับเสื้อแดงอุดรฯ
ผมก็เลยโทร.คุยกับเต้น เต้นเลยบอกว่าทาง นปช.กำลังประชุมกัน
ผมเลยบอกว่าอย่างนั้นให้ นปช.ทำไปก่อน แล้วพี่จะทำทีหลัง
เพราะผมรักไอ้ตู่ ไอ้เต้น ไม่อยากผิดใจกับน้องนุ่งเมื่อน้องนุ่งขอร้องมา ผมก็ต้องหยุด"

ตามแผนของขวัญชัย จะเดินสายให้ครบ 20 จังหวัดในภาคอีสาน
เพื่อหาแกนนำที่มีอุดมการณ์ อดทน เสียสละ
เบื้องต้นเล็งไว้จังหวัดที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ชนะยกทีม เช่น
บุรีรัมย์นครราชสีมา อุบลราชธานี จากนั้นถึงมาดูจังหวัดที่เสีย 1 ที่นั่ง เช่น
สุรินทร์ ศรีสะเกษ ชัยภูมิ แล้วค่อยมาทำจังหวัดที่ชนะทั้งหมดหลักการคือ
เสื้อแดงต้องตรวจสอบ สส. เหมือนอย่างชมรมคนรักอุดร
ที่ไม่ใช้ทุนของ สส.จึงอยู่ได้มา 5 ปี แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปขอเงิน สส. เมื่อนั้นก็เจ๊งทันที

เจ้าตัวเล่าว่าแนวทางทั้งหมดได้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณดูแล้วและก็เห็นชอบ
จนได้พิมพ์เป็นเอกสารถึงจุดยืน 2 หมื่นแผ่นแจกให้ชาวอุดรฯทราบ

"วันนี้แกนนำ 20 จังหวัดเขาศรัทธาผมอยู่แล้ว เขาเชื่อมั่นในตัวผม
เพราะการประกาศไม่รับตำแหน่ง สส. ไม่ลงปาร์ตี้ลิสต์ แล้วตำแหน่งต่างๆ
ในสภาผมไม่เคยมาสนใจเลย ผมไม่เคยไปขอเป็นที่ปรึกษาใคร
ผมบอก 'นาย' ไว้แล้วไม่ต้องมาห่วงผม คราวที่แล้วที่ได้ประจำสำนักนายกฯ
ผมก็ไม่ได้ขอเลย เป็นความกรุณาจากคุณหญิงอ้อ (คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร)
ที่เห็นผมทำงานหนัก ก็สั่งเนวินให้มอบให้ผม สองเดือนเท่านั้นที่ผมเป็นอยู่และก็ลาออก"

บทบาทที่เปลี่ยนไปกับการเป็นผู้ตรวจสอบผู้แทนพรรคเพื่อไทยด้วยกัน
ถือเป็นการคุม สส.และรัฐมนตรีอย่างนั้นหรือ ขวัญชัยแย้ง ไม่ใช่คุม เราเป็นฝ่ายสนับสนุน
แต่ถ้าทำไม่ดีออกนอกลู่ ผมจะเป็นคนด่าเอง

"ผมจำเป็นต้องตรวจสอบ สส.เพื่อไทยด้วยกัน
เพราะเขาได้ตำแหน่งโดยไม่ออกแรง ไม่ต้องใช้เงินมาก
และคนเสื้อแดงก็มีหน้าที่อุ้มพวกคุณเข้าสภา
หาเสียงเพื่อคุณโดยไม่ได้รับเงินจากคุณเลย เฝ้าหน่วยเลือกตั้งให้พวกคุณหมด
สส.ทุกคนได้ประโยชน์จากผมหมด แล้วผมก็เป็นองค์กรภาคประชาชน
ผมมีมวลชนอยู่ในมือ ถ้าผมไม่มีบทบาท แสดงว่าผมทำไป
เพื่อขอเงินชาวบ้านกินไปวันๆ ไม่ตอบแทนอะไรสังคมหรือ สส.ต้องไม่คิดอย่างนั้น"

"ถ้า สส.พรรคเพื่อไทยทำงานไม่เข้าตาประชาชน
สมัยหน้าก็อย่าหวังว่าจะได้ลงเพราะผมจะนำเสนอต่อพรรคให้คนเสื้อแดง
ต้องมีส่วนร่วมกำหนดบทบาท สส.ในพื้นที่จะเอาใครลง หรือไม่เอาใครลง
โดยอาจมีระบบไพรมารีโหวต เพราะประชาชนเป็นคนหาเสียงให้พรรคเพื่อไทย
จนสามารถฝ่ากระสุนในอีสานมาได้ถึง 104 ที่นั่ง จาก 126 ที่นั่ง"

"ที่ผมกล้าพูดตำหนิ สส.ได้ เพราะเราไม่เคยขอ สส. 5 ปีมานี้
อาณาจักรเสื้อแดงถึงเกิดขึ้นได้ แต่เวลาผมตำหนิ สส.
ก็เอามาฟ้องผู้ใหญ่ในพรรค ทางผู้ใหญ่ในพรรคก็โทร.มาบอกผมว่า
ขวัญชัยอย่าด่า สส.มากนัก แต่ผมบอกว่าไม่ได้มันไม่ใช่ด่านะ
ชาวบ้านมาร้องเรียนกับผมร้อยเรื่องพันเรื่อง
ถ้าผมไม่วิพากษ์วิจารณ์แล้วผมจะอยู่ได้อย่างไร"

กระนั้นหัวหน้าแดงอีสาน ยอมรับว่า
ในความใหญ่โตของเสื้อแดงก็มีกลุ่มที่เก็บเกี่ยวหาประโยชน์จากเสื้อแดงมาก

ต่างจากเขาที่มีอุดมการณ์ผ่านการต่อสู้ ติดคุกมา 9 เดือน
จนกลายเป็นวีรบุรุษ ที่คนอุดรฯ ยอมรับว่าทำเพื่อส่วนรวม

"มีคนใกล้ตัวนายกฯ ทักษิณมาเป็นนายทุนให้ไอ้พวกคนนี้อยู่
ผมก็ไม่พูดให้กระทบกระเทือนใจกัน เพราะแต่ละคนมีผลประโยชน์ทั้งนั้น
ทำงานเพื่อให้นายเห็นผลงาน เพื่อต่อรองอะไรก็แล้วแต่ผมไม่รู้
แต่ละคนอยากโชว์ผลงาน
เพราะว่ามี สส.บางคนไปหนุนเสื้อแดงอีก ไปหนุนกลุ่มคนขึ้นมาต่อสู้กับผม
ใครที่ออกจากผมไป รับไปอยู่ด้วยหมด เพราะต้องการต่อรอง
จะทำแดงขึ้นมาแข่งกับขวัญชัย เพราะขวัญชัยมันสั่งไม่ได้ สส.ก็สั่งขวัญชัยไม่ได้
ผมไม่อยากเอ่ยชื่อดีกว่า ในจังหวัดอุดรฯ ของผมนี่แหละที่สร้างปัญหาขึ้นมา
มันเริ่มจากจุดนี้และก็ขยายไปเรื่อย"


"เวลาผมให้ สส.อุดรฯ 9 คนขึ้นเวที มีพูดได้คนเดียวสรุปให้ 2-3 นาที
อีก 8 คน ไม่ให้พูด บางคนก็โกรธมาก
แต่มันเป็นเวทีของผมผมไม่ได้เอาเงินคุณมาจ่ายค่าเวที
เป็นเงินของผมและชาวบ้าน
คุณจะมาช่วยผม 2,000-3,000 บาท เป็นเรื่องของคุณ ผมไม่ได้ขอ

"ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ หรือเหลือบในดงแดง
ขวัญชัยบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ รับรู้ลึก
แต่ช่วงที่ได้นั่งคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ 4 ชั่วโมง
ไม่เคยเล่าให้ฟังเพราะสงสารเนื่องจากทุกวันนี้เห็นอดีตนายกฯ ทุกข์ใจ
อยากกลับบ้านแสนสาหัส แล้วจะเอาความทุกข์ไปให้รับรู้ทำไม เดี๋ยว "นาย" จะเครียดเปล่าๆ

"พวกผลประโยชน์มีไม่มาก แต่เสียงมันดังคือ
กลุ่มคนที่ไปจากผมมีคุณภาพทั้งนั้น แต่เผอิญมันพกความเห็นแก่ตัวไปด้วย
เพราะมันอยากจะเด่น ดัง แบบผม แต่ผมดังมาก่อน
ผมเป็นนักจัดรายการบันเทิงมา
ผมมีต้นทุนมาก่อนผมปั้นนักร้องมา ฉะนั้น ความดังมันอิ่มตัวมานานแล้ว
ผมต้องการอยากสร้างผลงาน เพราะเป็นลูกเขยอุดรฯ"

นปช.ต้องลดบทบาทลง

อดไม่ได้ที่ต้องถามว่า
ทำไมช่วงหลัง"แดงอุดรฯ"ต้องแยกกันเดินกับ "แดง นปช."
ขวัญชัย อธิบายว่า ไม่แปลก เพราะชมรมคนรักอุดรเกิดก่อน นปก.
และ นปช.และเป็นกำลังหลักของ นปช. ในการชุมนุมใหญ่ปีที่แล้ว
คนมาที่ผ่านฟ้าฯ ราชประสงค์2,000 คนต่อวัน ตลอด 60 วันของการชุมนุม



ขวัญชัย อธิบายว่า มีความศรัทธาใน "3 เกลอ" มาก
แต่เมื่อ 3 เกลอ ลดบทบาทลง"ตู่-เต้น" ไปเป็น สส.
"พี่วีระ" ไปจัดทีวี เหลือธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน
ซึ่งก็ไม่ได้รับการยอมรับจากแกนนำทั้งหมดจึงเป็นปัญหา

"ผมไม่ศรัทธาอาจารย์ธิดา ผมก็ต้องถอนมา
นี่ผมออกจากคุกมาครึ่งปี ไม่ไปร่วมประชุมแกนนำ นปช.เลยนะ
ตอนที่พวกผมอยู่ในคุก อาจารย์ธิดาเคลื่อนไหวอะไรดูดีไปหมด
แต่หลังจากนั้นผมดูว่าอาจารย์ธิดาไม่ฟังเหตุผลคนอื่น
เขาตัดสินใจเอง เผด็จการเกินไป ไม่ฟังคนอย่างพวกผม
แต่เมื่อพวกผมออกจากคุกมา อาจารย์ธิดาควรลดบทบาทลงบ้าง
ถามพวกผมบ้าง เพราะพวกผมเป็นแกนนำ
เมื่อก่อนแกไม่ได้เป็นแกนนำ แกอยู่เบื้องหลัง ไม่เคยขึ้นเวที"

แต่เวลาแกนนำ นปช. ประชุมก็ยังมีคนเข้าร่วม?
ก็ดูสิว่าใครมีราคาบ้าง ถ้าคนพวกนี้จัดเวทีจะมีคนมาเท่าไหร่
ผมถามหน่อย นอกจากคนที่ไปฟังการแถลงข่าว 100-200 คน ก็หน้าเดิมๆ ทั้งนั้น
แต่ภาพรวมของประเทศพวกคุณได้รับความศรัทธาแค่ไหน
ถ้าไม่มี "ตู่-เต้น" ถามว่าคนจะมาเยอะหรือไม่ ต้องยอมรับความจริงกันบ้าง

"ชินวัฒน์ แรมโบ้ ดร.ประแสง ไวพจน์เขาก็ไม่เอาอาจารย์ธิดาแล้ว
แต่ก็ยังมีกลุ่ม วิสา ไพจิตร วรวุฒิ ที่อยู่กับอาจารย์ธิดา
บางคนก็โทร.หาผมว่า อยู่กันแบบอึดอัดมากเรียกว่าไม่มีความจริงใจต่อกัน
อยู่เพราะอาศัยภาพมวลชนคนเสื้อแดง แต่ความผูกพันของ นปช. กับสมาชิกมันไม่มี"

ขวัญชัย ยังเห็นว่ากิจกรรมของ นปช.ควรลดบทบาทลง
เพราะแกนนำหลายคนได้เป็น สส.แล้ว จึงไม่ควรทำตัวเป็นนกสองหัว
ส่วนอาจารย์ธิดามีแนวคิดเป็นวิชาการ เป็นคอมมิวนิสต์เก่า
ก็ไม่ควรเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ เพราะไม่ใช่นักประชาธิปไตย

ถ้าแกนนำ นปช.อยู่ในสภากันหมด แล้วขานอกสภา
ก็ต้องเป็นขวัญชัยทำมากกว่าอาจารย์ธิดา? "ต้องเป็นทางผมแน่นอน แต่ขอเวลาผมนิดนึง"

สำหรับโครงสร้าง นปช.ที่กำลังเดินหน้าคัดเลือกกรรมการระดับรากหญ้า
ทั้งประเทศไปสู่บอร์ด นปช.ชุดใหม่ที่จะเข้มแข็งกว่าเดิมขวัญชัยไม่เชื่อว่าจะได้ตัวแทนที่แท้จริง

"คนอยากดังมันเยอะ ไปตั้งโดยที่ไม่รู้ความเป็นมาของคนแต่ละคนเลยเนี่ย
และคนเหล่านี้เอาคำว่า นปช.ไปหากิน คนที่น่าสงสารคือคนเสื้อแดงจริงๆ"

"ผมเคยเลือกตั้งมาครั้งหนึ่งตอนตั้งชมรมใหม่ๆ เมื่อปี 2549 มีการโหวตในที่ประชุม
สุดท้ายแต่ละคนก็เอาตำแหน่งไปหาประโยชน์ผมสั่งปลดกลางอากาศเลย
เพราะมีการทุจริตกันขึ้น เงินในบัญชีหายไปหมด มีคนให้เช็คมา 5 หมื่นบาท
แต่ผมไปตรวจสอบบัญชีกลับมีการทุจริตกัน ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน
ผมปลดหมดเลย 3-4 รุ่นแล้ว กระทั่ง 2-3 ปีมานี้ที่ผมเอาเมียผมมาดูแลเรื่องการเงิน
มันจึงกลายเป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งตอนนี้มีเงินอยู่ในชมรม 4-5 ล้านบาท"

หมู่บ้านเหลือบแดง!

เป็นประเด็นร้อน หลังจาก ขวัญชัย ไพรพนาออกมาชำแหละ "หมู่บ้านเสื้อแดง"
ที่ตั้งขึ้นในภาคอีสานว่า เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่หากินกับเงินบริจาค
เขาเล่าว่า วันนี้มีกลุ่มที่ไปหากินกับคนเสื้อแดงเยอะ
เดิมคิดจะพูดตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้งแล้ว
แต่กลัวกระทบ จนมีสื่อถามหลายครั้งจึงพูดปรามไปเบาๆ

ขวัญชัย บอกว่า คนเสื้อแดงเป็นผู้เสียสละใครทำอะไรที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง
เขาบริจาคหมดทั้งข้าวของเงินทอง นี่คือน้ำใจของคนอีสาน
แต่คนที่เข้าไปทำไม่มีจิตวิญญาณของอุดมการณ์ของความเสียสละของความเป็นส่วนรวม
กลับเห็นแก่ตัวเอง คนที่ออกไปเคลื่อนไหวจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง คือ
ลูกน้องเก่าที่อยู่ในชมรมคนรักอุดรฯประมาณ 10 คนที่หาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้

"ผมถามหน่อยจะตั้งทำไมหมู่บ้านเสื้อแดง
ในเมื่ออุดรธานีประกาศเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดงมาแล้ว
และคุณไปที่หมู่บ้าน ก็เป็นการฉวยโอกาสใช่ไหม
คุณจัดคนในหมู่บ้านมา 20-30 คน ปักป้าย ติดธง ติดรูปทักษิณจบเท่านั้นหรือ

คุณได้สัญลักษณ์แต่คุณไม่ได้มวลชน สื่อต่างประเทศซีเอ็นเอ็นก็สนใจมาทำข่าว
เลยกลายเป็นกระแส อย่าง จ.ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา
ก็หลงกระแสไปกับเขา มันจึงเกิดเป็นโดมิโนไปเรื่อยๆ
คนที่ออกมาพูดก็ไม่รู้เรื่องว่าการสร้างหมู่บ้านเสื้อแดงมันเป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่มีมวลชน
คนเหล่านี้ไม่เคยออกมาต่อสู้กับพวกเรา"


"ถามว่าหมู่บ้านเสื้อแดงประกาศรวมคน จะมีคนถึงพันคนไหมมารวมตัวกัน
วันนี้ความสำเร็จที่เกิดขึ้น
เพราะชมรมคนรักอุดรฯ สร้างมวลชนไว้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ 20 อำเภอ
นี่คือของจริง เวลาผมชุมนุมแต่ละทีทำไมได้ถึง 4-5 หมื่นคนตลอด
ไม่ต้องจ้างคนมาฟังคุณยิ่งลักษณ์ไปปราศรัยที่ จ.อุดรธานี
ในนามขวัญไพรพนา เป็นคนดำเนินการให้"

ประธานชมรมแดงอุดรฯ ระบุว่า ที่ออกมาพูดอย่างนี้
อาจกระทบ นปช.บางคนในระดับท้ายแถว ที่ไปหากินกับคนเหล่านี้
อย่างพ.ต.ต.เสงี่ยมสำราญรัตน์ไปทำหมู่บ้านเสื้อแดงที่อุดรธานีและก็ออกมาโวยวายที่ผมคัดค้าน



"คนเหล่านี้ได้ประโยชน์จากเงินบริจาค คุณลงทุนเท่าไหร่ผมถามหน่อย
ซื้อธง ป้ายเท่าไหร่แต่เงินบริจาคคนนี้ 100 คนนั้น 100 ได้ร้อยคนก็หมื่นหนึ่งแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมเป็นห่วงคือเราต้องยอมรับว่า
เสื้อแดงเกิดมาจาก "ไอ้ห้อย"ตั้งแต่ตอนที่เป็น นปก.
ถ้าเกิดเขาสร้างแดงเทียมขึ้นมา แล้วเอาอาวุธไปซ่อนไว้ ปืน 5 กระบอกระเบิด 2 ลูก
เอายาบ้าไปใส่ แล้วเอาตำรวจไปจับ ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่ง
หมู่บ้านเสื้อแดงสะสมอาวุธ ซวยไหม คนเสื้อแดงที่มีอุดมการณ์ทั่วประเทศเสียหมด
และจะเข้าไปสู้คดีล้มเจ้า มันจะเข้าทางเขา นี่คือความห่วงใยของผม"

สำหรับขวัญชัยเห็นว่า ต้องยุติหมู่บ้านเสื้อแดง
เอาภาพ พ.ต.ท.ทักษิณลงให้หมด ไม่ให้เกิดความรู้สึกท้าทาย
และกลับมาทำภาคอีสานให้แดงทุกจังหวัด จากปัจจุบันชนะยกจังหวัด12 แห่ง
แต่ก็ยังเหลืออีก 8 จังหวัดที่หายไปบ้าง

"คุณสร้างภาพกันนี่ คุณอยากได้ประโยชน์และคุณก็ต่อรองไปหานายกฯ ทักษิณ
วันนี้ทุกคนช่วยทักษิณหมด แต่คนที่มีหัวใจแท้จริงรักทักษิณอย่างผมมีไหม
ผมถามหน่อย ที่ไม่ได้เอาประโยชน์ นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันว่าการทำมวลชนคนเสื้อแดงทำได้
แต่ต้องหาแกนนำที่มีหัวใจอย่างผมที่ไม่ได้สนใจตำแหน่ง ไม่สนใจลาภยศ"


ค่าชดเชยอย่าให้มันเว่อร์

ถึงแม้ไม่มีตำแหน่ง สส. หรือ รัฐมนตรี
แต่ขวัญชัยก็ภูมิใจและมีความสุข ที่ได้อยู่อย่างยิ่งใหญ่


“ผมเดินเข้าพรรค ผมเดินอย่างเท่เลย ผมไม่ได้สส. กรรมการบริหารพรรค
แต่ทุกคนก็ให้การต้อนรับผม ผู้ใหญ่เอ็นดูผมหมด คนอุดรก็ยอมรับผมแล้ว
ออกจากคุกมา ผมใส่เสื้อแดงตลอดในอุดรฯ เดินห้าง เดินตลาดไปไหน
เป็นการวัดเรตติ้ง พิสูจน์สายตาคน เขาชื่นชมผมหมด
พ่อค้าคณบดีเมืองอุดรฯ พิสูจน์ได้ ถ้าขวัญชัยเลว
นักธุรกิจการค้าชื่อดัง “เสี่ยต้อยติ่ง” สุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล
ก็คงไม่ช่วยเหลือด้วยเงิน 11 ล้านบาท จากที่ผมโทรศัพท์กริ๊งเดียว
มาให้ประกันลูกน้องผม จนศาลปล่อยตัว นี่คือสิ่งที่คนยังคาดไม่ถึง
ขนาดหัวหน้าศาลอุดร ก็ไม่คิดว่า ขวัญชัยจะทำได้
และเขาก็เห็นแล้วว่าคนอย่างผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

เบื้องหลัง ความช่วยเหลือที่ศาลอุดรฯ ปล่อยตัวชั่วคราว 22 เสื้อแดงข้อหาเผาศาลากลาง
โดยวางหลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาทจนกลายเป็น “อุดรโมเดล”
ที่นำไปสู่การขอยื่นประกันตัวแนวร่วมเสื้อแดงตามเรือนจำต่างๆ
อีก 100 กว่าคนทั่วประเทศ ขวัญชัยเล่าว่า

“เรายื่นประกันไป 5 ครั้งก็ไม่ได้ แต่พอผมใช้กระแสสื่อ
สปอร์ตไลต์ทุกสปอร์ตไลต์ส่องไปที่อุดรฯทั้งหมด
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมถึงได้ประกัน ต้องการกันแบบนี้หรือ
คุณบอกอย่าใช้กฎหมู่ แต่คุณต้องการให้มีกฎหมู่ใช่ไหม
วันจันทร์คนของผมไปที่ศาลประมาณ 400-500 คน
อยู่ที่เรือนจำ 400-500 คน เพื่อรอรับนักโทษผมออกมาจากคุก
แต่ศาลเลื่อนไปเป็นวันอังคาร พอเป็นวันอังคารบ่ายสองมาบอกผมว่า
ให้ประกันแต่ต้องเพิ่มหลักทรัพย์อีกคนละ 5 แสน 22 คน ก็ 11 ล้าน
และต้องเอาสส. 10 คนที่มาเซ็นเมื่อวานนี้กลับมาอีก
นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเป็นบุญวาสนาของพวกผม และของลูกน้องผมที่อยู่ในคุก”

อย่างไรก็ตาม กับ ข้อเสนอของ จตุพร พรหมพันธ์
ที่ให้รัฐจ่ายเงิน 10 ล้านกับศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมปีที่แล้ว
ขวัญชัย กลับเห็นต่างว่า ไม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเงินมากเกินไป
เพราะ มันเป็นแค่ตุ๊กตาที่จตุพร อุปโลกขึ้นมาเพื่อลดความปวดร้าวของญาติผู้เสียชีวิต
จึงประกาศตัวเลขนี้ แต่เมื่อมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ
จะลดลั่นอย่างไรก็ค่อยว่า ตามความเหมาะสม

"อย่าให้มันเว่อร์เกินไป เขาได้รับการชดใช้มาแล้วกี่แสน 4 แสน 8 แสน ก็ว่ากันไป
ควรจะเยียวยาเพิ่มเติมอีกเท่าไรเป็นเรื่องคณะกรรมการ
ครอบครัวคนเสื้อแดงที่เขาต้องการวันนี้ คือ
สะสางประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้ได้ หาข้อเท็จจริงให้ปรากฎในสังคม
อย่าให้มันเป็นเหมือน 14 ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ คนผิดต้องได้รับการลงโทษ”
ประธานชมรมคนรักอุดรปิดทิ้งท้าย"



http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/106187/กว่าผมจะเป็นวีรบุรุษ