WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 24, 2011

“พีมูฟ” หนุนค้าน “แผนพัฒนาใต้” – หยุด “เขื่อนแก่งเสือเต้น”

ที่มา ประชาไท

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) แถลง 2 ฉบับต่อเนื่อง ชี้หยุดเขื่อนแก่งเสือเต้น หยุดทำลายประชาธิปไตย พร้อมหนุนคนใต้ค้านแผนพัฒนาภาคใต้ จี้หยุดการทำร้ายทรัพยากร-วิถีชีวิตชุมชน

วันนี้ (23 ส.ค.54 ) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ P-move ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 29 “หยุดเขื่อนแก่งเสือเต้น หยุดทำลายประชาธิปไตยและความแตกแยก” ระบุถึงโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นว่าเป็นกรณีความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง ที่ผลักดันให้มีการสร้างเขื่อน โดยมีชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ กับชาวบ้านสะเอียบและนักวิชาการที่พยายามปกป้องป่าสักทอง ซึ่งมีการถกเถียงกันมานานกว่า 20 ปี ขณะที่ข้อเท็จจริงจากงานวิชาการจำนวนมากระบุว่าโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ไม่คุ้มทุน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งไม่ได้ อีกทั้งยังมีมติ ครม.หลายฉบับจากหลายรัฐบาลที่ให้ยุติการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น แต่นักการเมืองบางคนกลับไม่รับฟังข้อมูล จับจองแต่ผลประโยชน์จากไม้สักทอง และฉวยโอกาสสร้างกระแสตลอดมา
เพื่อปกป้องระบอบ ประชาธิปไตย และรักษาหลักการการมีส่วนร่วมของคนในสังคม P-Move ระบุข้อเรียกร้อง 2 ข้อ คือ 1.รัฐบาลในฐานะผู้กุมอำนาจบริหารต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตย และยับยั้งบุคคล คณะบุคคล ที่กำลังทำลายระบอบประชาธิปไตยและสร้างความแตกแยกของคนในสังคม โดยเฉพาะคนจากพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคชาติไทยพัฒนา) 2.รัฐบาลต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น แล้วใช้แนวทางหนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งกักเก็บน้ำ ในรูปแบบอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่ไม่มีผลกระทบแทนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
นอก จากนี้ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา P-Move ได้ออก แถลงการณ์ฉบับที่ 28 “หยุดแผนพัฒนาภาคใต้ หยุดการทำร้ายทรัพยากร และวิถีชีวิตชุมชน” ประณามแผนพัฒนาภาคใต้ ว่าโดยแท้จริงแล้วเป็นแผนการทำลายวิถีชีวิตชุมชน และแย่งชิงทรัพยากรไปจากท้องถิ่นอย่างไม่เคารพสิทธิของชุมชนดั้งเดิม และนี่คือแผนกำจัดคนจน
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลในการนำของพรรคเพื่อไทย กำลังยัดเหยียดสิ่งที่อ้างว่าเป็นการพัฒนา ลงไปกดข่มประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งหากแผนการพัฒนาภาคใต้ถูกนำไปปฏิบัติ ชะตากรรมคนภาคใต้ก็จะไม่ต่างจาก คนปากมูลที่เดือดร้อนมากว่า 20 ปี ไม่ต่างไปจากชาวบ้านที่ต้องทนสูดสารพิษจากเหมืองแร่ทองคำ ถ่านหิน แคดเมียม (cadmium) และถูกผลักให้เป็นคนชายขอบดังที่คนไทยพลัดถิ่นเป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญคือการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมทับหลังคา ดังเช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลคำสร้างไชย อีกทั้งยังมีการใช้กฎหมายเข้าควบคุมแย่งที่ดินไปจากชาวบ้านที่อยู่มาก่อนไป ให้นายทุนแล้วกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุก เช่นชาวบ้านโป่ง เชียงใหม่ ชาวบ้านบ่อแก้วที่คอนสาร และอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
“แด่ ความทุกข์ยาก ที่ถูกยัดเหยียดจากการพัฒนาของรัฐ ที่ไม่ได้เคารพและเห็นหัวคนจน พวกเราขอประกาศว่า เราจะต่อสู้เคียงข้างพี่น้องภาคใต้ ตราบจนกว่าชัยชะนะจะเป็นของพวกเรา...ประชาชน” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ฉบับที่ 28
หยุดแผนพัฒนาภาคใต้ หยุดการทำร้ายทรัพยากร และวิถีชีวิตชุมชน
พวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) ซึ่งเป็นเครือข่ายของเกษตรกรชนบทและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับผลกระทบอันเลวร้าย จากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มคนจน 4 เครือข่าย 3 กรณีปัญหา คือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล, เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี ซึ่งล้วนตกเป็นเหยื่อของการพัฒนา การพัฒนาของรัฐที่ยื้อแย่งทรัพย์ธรรมชาติไปจากพวกเรา การพัฒนาที่ไม่เคารพผู้อยู่มาก่อน การพัฒนาที่แย่งยื้อแผ่นดินที่ฝั่ง สายรก บรรพบุรุษของพวกเราไปจากเรา
พวก เราได้รับรู้ว่า ขณะนี้รัฐบาลโดยการนำของพรรคเพื่อไทย กำลังยัดเหยียดสิ่งที่อ้างว่า “การพัฒนา” ลงไปกดข่มพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งพวกเรามั่นใจว่า หากแผนการพัฒนาภาคใต้ดังกล่าว ถูกนำไปปฏิบัติ ชะตากรรมของพี่น้องภาคใต้ก็คงไม่ต่างจากพวกเรา เขาจะทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี เฉกเช่นพี่น้องปากมูลที่เดือดร้อนมากว่า 20 ปี ไม่ต่างไปจากพวกเราที่ต้องทนสูดสารพิษจากเหมืองแร่ทองคำ ถ่านหิน แคดเมียม และถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ ดังที่ คนไทยพลัดถิ่นเป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญพวกเขาจะสร้างโรงงานอุตสาหกรรมทับหลังคาของเรา ดังเช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลคำสร้างไชย พวกเขาจะใช้กฎหมายเข้าควบคุมแย่งที่ดินไปจากเราผู้อยู่มาก่อนไปให้นายทุน แล้วกล่าวหาว่าเราเป็นผู้บุกรุก เช่นชาวบ้านโป่ง เชียงใหม่ ชาวบ้านบ่อแก้ว ที่คอนสาร และอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พวกเราขอให้พี่น้องภาคใต้ อย่าได้หลงคำโอ้อวดว่าทันสมัยที่ไม่จริงของรัฐบาล
แด่ พี่น้องภาคใต้ ผู้หาญกล้า พวกเราล้วนเป็นห่วงท้องทะเล สีครามที่คราคลั่งไปด้วยปู ปลา พะยูน และโลมา ทั้งพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายอันเป็นอัตลักษณ์แห่งแดนใต้ ทั้งหมดนี้จะพินาศเมื่อแผนพัฒนาฉบับนี้ถูกปฏิบัติ
พวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) ขอประณามแผนพัฒนาภาคใต้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว นี่คือแผนการทำลายวิถีชีวิตชุมชน และแย่งชิงทรัพยากรไปจากท้องถิ่น อย่างไม่เคารพสิทธิของชุมชนดั้งเดิม นี่คือแผนกำจัดคนจน
อย่าง ไรก็ตาม เราขอวิงวอนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้กรุณาตระหนักและให้ความสำคัญแก่ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่น และกระทำแก่พวกเขาเสมือนหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติคนหนึ่ง
แด่ ความทุกข์ยาก ที่ถูกยัดเหยียดจากการพัฒนาของรัฐ ที่ไม่ได้เคารพและเห็นหัวคนจน พวกเราขอประกาศว่า เราจะต่อสู้เคียงข้างพี่น้องภาคใต้ ตราบจนกว่าชัยชะนะจะเป็นของพวกเรา...ประชาชน
คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(ขปส.)
22 สิงหาคม 2554
แถลงการณ์ฉบับที่ 29
หยุดเขื่อนแก่งเสือเต้น หยุดทำลายประชาธิปไตยและความแตกแยก
เขื่อน แก่งเสือเต้น ได้กลายเป็นประเด็นทางสาธารณะอีกครั้ง ระหว่างนักการเมืองที่ผลักดันให้มีการสร้างเขื่อน โดยใช้ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมเป็นตัวประกันสร้างน้ำหนักความน่าเชื่อถือ กับชาวบ้านสะเอียบและนักวิชาการที่พยายามปกป้องป่าสักทอง ข้อถกเถียงนี้ดำเนินการเป็นเวลากว่า 20 ปี ขณะที่ข้อเท็จจริงว่าเขื่อนแก่งเสือเต้นสมควรสร้างหรือไม่นั้น ก็มีข้อสรุปจากงานวิชาการจำนวนมากว่าไม่คุ้มทุนและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งไม่ได้ และยังมีมติ ครม.หลายฉบับจากหลายรัฐบาลที่ให้ยุติการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ชัดเจนแล้ว มีเพียงนักการเมืองน้ำเน่าหน้าเก่าไม่กี่คนที่ดันทุรัง ไม่รับฟังข้อมูลใด ใด จับจองผลประโยชน์จากไม้สักทอง และฉวยโอกาสสร้างกระแสตลอดมา
ต่อสถานการณ์ดังกล่าว ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) เห็นว่า
1) นักการ เมืองผู้ผลักดันให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ได้ทำลายหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียลงแล้ว ด้วยการใช้หลักกูเหนือหลักการ
2) นักการเมืองผู้ผลักดันให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ได้สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนแล้ว
3) ชาว บ้านสะเอียบผู้ปกป้องป่าสักทอง ได้รับผลกระทบโดยตรงแล้ว เพราะตกเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัด ของนักการเมืองที่ผลักดันให้มีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งรวมถึงโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานของชุมชน ที่ถูกชะลอและยกเลิก เพราะไม่มั่นใจต่อทิศทางในอนาคต
สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ สัญญาณอันตราย กล่าวคือ
1) การปกครองในระบอบประชาธิปไตย กำลังถูกท้าทายและเริ่มสั่นคลอนโดยนักการเมืองน้ำเน่า
2) อำนาจนักการเมือง เหนือข้อเท็จจริงและเหตุผลทางวิชาการ ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวซ้ำซาก
3) นักการเมือง กำลังฉีกรัฐธรรมนูญ ที่คุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการเลือกถิ่นที่อยู่
ดัง นั้นสิ่งที่เกิดขึ้น จึงแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ของนักการเมืองตกยุค ที่เข้ามามีอำนาจในการบริหารและกุมชะตากรรมประเทศ ที่กำลังแสดงความอหังการใช้อำนาจบาตรใหญ่ ความคิดคับแคบ กำลังลากจูงประเทศให้ถอยหลังลงคลอง ซึ่งเป็นการถ่วงความก้าวหน้าของสังคมไทย
เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย และรักษาหลักการการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) ข้อเรียกร้อง ดังนี้
1) รัฐบาล ในฐานะผู้กุมอำนาจบริหารต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตย และยับยั้งบุคคล คณะบุคคล ที่กำลังทำลายระบอบประชาธิปไตยและสร้างความแตกแยกของคนในสังคม โดยเฉพาะคนจากพรรคร่วมรัฐบาล (พรรคชาติไทยพัฒนา)
2) รัฐบาลต้องยกเลิกการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น แล้วใช้แนวทางหนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งกักเก็บน้ำ ในรูปแบบอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่ไม่มีผลกระทบแทนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
23 สิงหาคม 2554

Tuesday, August 23, 2011

เริ่ม"ยุคอัสดง"บูรพาพยัคฆ์" "กม.จัดระเบียบกห."ที่พึ่งสุดท้าย

ที่มา มติชน





เข้าสู่ฤดูกาลโยกย้ายนายทหารระดับนายพลประจำปี 2554 ในครั้งนี้มีความสำคัญไม่น้อยเพราะเป็นช่วงรอยต่อของการเมืองที่เปลี่ยนขั้ว

รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บอกต้องการความปรองดอง "แก้ไข ไม่แก้แค้น" ทำให้เชื่อว่าอย่างน้อยในปีนี้คงไม่แตะ "ผบ.เหล่าทัพ" โดยเฉพาะ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. รวมถึง "บิ๊กเฟื่อง" พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ผู้ถูกจัดอันดับยกให้เป็น "เบอร์หนึ่ง" ที่ยืนอยู่ตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

แม้จะไม่แตะ "ผบ.เหล่าทัพ" แต่ไม่ได้หมายถึงว่า ปล่อยให้รายชื่อที่เสนอขึ้นมาผ่านสะดวกโยธิน ดังเช่นสมัยรัฐบาลเทพประทานที่มี "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น รมว.กลาโหม

ทำให้ได้คำตอบว่าทำไม "พ.ต.ท.ทักษิณ" ได้เลือก "บิ๊กอ๊อด" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นั่งเก้าอี้ "รมว.กลาโหม" อย่างน้อยก็เป็น "นายด่าน" เขย่าโผทหาร คัดกรองให้ละเอียด และสกัดกั้น ผบ.เหล่าทัพ ในเบื้องแรกในการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "6 เสือ ทบ." และเหล่าทหาร "บูรพาพยัคฆ์" ที่อยู่ในตำแหน่งหลัก หรือเตรียมเข้าสู่ตำแหน่งคุมกำลังรบ

บิ๊ก กองทัพเริ่มกังวลใจ เพราะในสมัย "บิ๊กอ๊อด" นั่งในตำแหน่ง "ปลัดกลาโหม" หรือ "รมช.กลาโหม" นั้นได้ชื่อว่าเป็น "จอมล้วง" ให้ "นายใหญ่" เป็นอย่างดี เรียกว่าขอให้ทำอะไร "ได้หมด" ไม่มีการคัดค้าน

"บิ๊กอ๊อด" พูดเป็นนโยบายกับ "ผบ.เหล่าทัพ" ว่า "ต้องให้ความเป็นธรรมทุกกลุ่ม จะเลือกแต่บูรพาพยัคฆ์ฝ่ายเดียวไม่ได้ ให้ดูที่ความรู้ความสามารถ ความอาวุโส ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าหากความเห็นของผมกับ ผบ.เหล่าทัพไม่ตรงกันก็จะต้องคุยกัน ...ในตำแหน่งปลัดกลาโหม ผมต้องเป็นคนเลือกเพราะต้องมาทำงานร่วมกับผม"

ตามรายงานข่าวโผโยก ย้ายที่ปรากฏตามสื่อ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม "บิ๊กหมู" พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องรักของ "ประวิตร" ได้เสนอชื่อ "บิ๊กออด" พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษา กห.ขึ้นเป็น ปลัดกลาโหม แต่ทาง รมว.กลาโหมได้เลือก "บิ๊กอู๊ด" พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกลาโหม "ตท.11" ขึ้นนั่งปลัดกลาโหม ที่ถือว่าเหมาะสมมีความอาวุโสและเป็นลูกหม้อเติมโตมาในสายงาน แต่ก็ยังมีข่าววิ่งเต้นของ "นักรบ-นักวิ่ง"

ส่วนกองบัญชาการกองทัพ ไทย "บิ๊กตุ้ย" พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. เพื่อนรัก "พ.ต.ท.ทักษิณ" ตัดสินใจเสนอชื่อ "บิ๊กเปี๊ยก" พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ประธานที่ปรึกษา บก.ทท. "ตท.11" ขึ้นเป็น "ผบ.สส." 1 ปีก่อนเกษียณอายุราชการ เพื่อให้ชะลอ "บิ๊กเจี๊ยบ" พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เสธ.ทหาร "ตท.12" แคนดิเดต เบอร์ 1 "ผบ.สส." รอไปปีหน้าเพราะมีอายุราชการอีกถึง 3 ปี

สำหรับกองทัพ เรือ (ทร.) "บิ๊กติ๊ด" พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. เพื่อน "ตท.10" ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะส่ง "บิ๊กหรุ่น" พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. "ตท.13" ขึ้นเป็น "ผบ.ทร." ตามคาด ส่วนกองทัพอากาศ (ทอ.) ยังนิ่งเพราะ "บิ๊กเฟื่อง" เกษียณปีหน้า มีแค่ปรับเปลี่ยนภายใน ทอ.เท่านั้น แต่แค่ลุ้นว่าการเมืองจะแทรกแซงย้ายฟ้าผ่า "แม่ทัพฟ้า" แห่งทุ่งดอนเมืองหรือไม่

ขณะที่กองทัพบก (ทบ.) เก้าอี้ "6 เสือ ทบ." ที่จะว่างลง 3 ตำแหน่ง ทำให้ "บิ๊กตู่" จะขยับ "บิ๊กหนุ่ย" พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ "ตท.12" ขึ้นเป็น "รอง ผบ.ทบ." รวมถึงเลือกเพื่อนและน้องที่ไว้ใจหลายคนขึ้นมาทำงาน รวมถึงปรับเปลี่ยนนายทหารที่คุมกำลังรบหลายตำแหน่งด้วยกัน แต่ล่าสุด "ประยุทธ์" ได้ชี้แจงในที่ประชุม "มอร์นิ่งบรีฟ" ประชุมภาคเช้าของ ทบ. แล้ว "ผมยืนยันว่าจะยึดหลักความเป็นธรรม มีคณะกรรมการดูแลอยู่ แต่เมื่อบางคนเขาก็เป็นระดับรองๆ แล้วจะให้ย้ายไปไหน ก็ต้องให้เขา ไม่ใช่เพราะเขารุ่นผม แต่เพราะเขาขึ้นมาแล้ว"

ทำให้การประชุมสภา กลาโหมวันที่ 25 สิงหาคมนี้ วาระหารือโยกย้ายนายทหารระดับนายพล เป็นเรื่องที่สังคมจับตา เพราะต้องมีการกางรายชื่อในโต๊ะประชุมให้ "บิ๊กอ๊อด" สแกนละเอียดยิบ โดยยังไม่รวมถึงรายการ "คุณขอมา" จากฝ่ายการเมืองอีกหลายตำแหน่ง ที่ทำให้โผของ "ผบ.เหล่าทัพ" ส่งขึ้นมาต้องถูกเปลี่ยนแปลง

และหากตกลงกันไม่ได้ ก็อาจใช้ "ไม้ตาย" พ.ร.บ.จัดระเบียบของกระทรวงกลาโหม ที่ระบุว่า การโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล อยู่ภายใต้คณะกรรมการ ตามมาตรา 25 ที่ประกอบด้วย 7 ตำแหน่ง คือ รมว.กลาโหม, รมช.กลาโหม, ผบ.สส., ผบ.เหล่าทัพ และปลัดกลาโหม ต้องมา "ยกมือโหวต" ตัดสินตำแหน่งที่ไม่ลงตัวเกิดขึ้น

หาก ปรากฏว่า "ทหารแตงโม" จะพาเหรดขึ้นมาได้ดิบได้ดี จากการเมืองเปลี่ยนขั้วครั้งนี้ ก็คงจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "ยุคบูรพาพยัคฆ์เริ่มอับแสง" ก็ว่าได้

(มติชนรายวัน 23 สิงหาคม 2554 หน้า11)

'ณัฐวุฒิ' ลั่นพร้อมอภิปรายป้องนายใหญ่-นายกฯ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"ณัฐวุฒิ" ลั่นพร้อมป้อง "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" เย้ยฝ่ายค้านเองที่ไล่จับเงานายใหญ่
ยันรัฐบาลไม่มีนโยบายจ่าย 1 ล้านให้หมู่บ้านแดง เชื่อเสื้อแดงก็ไม่ต้องการแบบนั้น ...

วันที่ 23 ส.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง
การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์
ในขณะที่ฝ่ายค้านก็น่าจะนำเนื้อหาของนโยบายเป็นหลัก
เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางนโยบายเป็นไปอย่างยุติธรรม
ตนพร้อมที่จะทำหน้าที่และยืนยันว่าจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์และตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า หากมีการอภิปรายกล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ในประเทศนี้ จะมาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้อย่างไร
ตนก็จะใช้สิทธิ์ในการปกป้องนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
รวมไปถึงบุคคลที่สามที่ไม่มีโอกาสมาชี้แจงในสภา ซึ่งไม่ใช่แต่เพียง พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น

“ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถแสดงออกว่าก้าวผ่านให้พ้นเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ
จะได้รู้ว่าจักรวาลชีวิตเป็นอย่างไรและจะได้รู้ว่าฝ่ายค้านเอง
ที่ไล่จับเงา พ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่านโยบายที่เป็นความจริง” นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ
ที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้ รมว.ต่างประเทศ สามารถชี้แจงได้
และขอให้การอภิปรายดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินให้กับหมู่บ้านเสื้อแดงหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่งและรัฐบาลดูแลทุกหมู่บ้านไม่เลือกสี
รวมทั้งที่ผ่านมาไม่มีนโยบายแบบนั้น จะเป็นการรวบรวมรับเงินบริจาคกันเองมากกว่า
และกลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษจากรัฐบาล
โดยตนเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ต้องการแบบนั้น.



http://www.thairath.co.th/content/pol/196237

กกต.มีมติแจกใบแดง"บุญจง" เกณฑ์คนไปจัดเลี้ยงแจกสิ่งของเลือกตั้งซ่อม ปี 53 ชี้ส่อถึงขั้นยุบพรรค"ภท."

ที่มา มติชน



นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ว่า ในการประชุม กกต.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียงให้เสนอต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) แก่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา เขต 10 พรรคภูมิใจไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี จากกรณีที่ถูกร้องว่า กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 จากกรณีให้พัฒนาการ จ.นครราชสีมา นำผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 300 คนไปอบรมที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน จ.ระยอง และจัดเลี้ยงแจกสิ่งของที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยขั้นตอนจากนี้ อยู่ระหว่างสำนักวินิจฉัยและคดีของสำนักงาน กกต.กำลังดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยเพื่อให้ กกต.ทั้ง 5 คนลงนามก่อนที่จะส่งศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งต่อไป


นายสมชัยกล่าวว่า แม้กรณีดังกล่าว กกต.จว.นครราชสีมาจะเสนอให้ กกต.กลางยกคำร้อง เพราะเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในวันที่มีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เลือกตั้ง แต่ใน พ.ร.ฎ.เลือกตั้งกำหนดว่า พ.ร.ฎ.เลือกตั้งที่ออกมานั้นให้มีผลใช้บังคับในวันถัดไป แต่ กกต.เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 49 (2) บัญญัติให้ กกต.เข้าไปควบคุมดูแลการหาเสียงเลือกตั้งนับตั้งแต่วันที่ได้มีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ดังนั้นการกระทำที่เกิดขึ้นในวันที่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง กกต.จึงถือว่ามีความผิด และเมื่อหลักฐานและการให้ถ้อยคำของพยานยืนยันว่า นายบุญจงเป็นผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ทั้งการจัดสถานที่พัก การจัดให้มีการจับรางวัล และการให้ค่าเงินค่าตอบแทนกับประชาชนที่เข้าร่วมงาน กกต.จึงมีมติให้ใบแดง ซึ่งเมื่อศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้พิจารณา นายบุญจงก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษา หากคำพิพากษาที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ กกต.เสนอเรื่องก็จบ


เมื่อถามว่า มติ กกต.จะนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เพราะนายบุญจงเป็นกรรมการบริหารพรรค นายสมชัยกล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต ต้องดูว่าศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งจะมีคำพิพากษาอย่างไร หากเห็นตามที่ กกต.เสนอก็อาจนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เนื่องจากในขณะนั้น นายบุญจงเป็นกรรมการบริหารพรรค ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกต.มีมติให้ใบแดงแก่นายบุญจงเป็นผลจากการที่นายบุญจงได้รับเลือกตั้งจากการ เลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลงที่ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายบุญจงพ้นจากความเป็น ส.ส.กรณีถือหุ้นเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ โดยนายบุญจงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 จ.นครราชสีมา จนได้รับเลือกตั้งในที่สุด

"สำนักเลขาธิการ"แจง "เมนุอาหารของนายกฯ"?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon




ตามที่เว็บไซต์ บล็อคเนชั่น
ได้นำเมนุอาหารจากเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาลงในเว็บไซต์
และเผยแพร่ข้อความไปในทำนองว่า
นายกฯ ได้สั่งอาหารดังกล่าวมาทานกันในหมู่คณะผู้ร่วมงาน ทีมงาน

วันนี้ได้มีเอกสารฉบับหนึ่ง ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ ชี้แจงเรื่อง "เมนูนายฯ"

ทางเว็บไซต์ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของเอกสารได้อย่างชัดเจน
แต่เห็นสมควรที่จะนำเสนอข้อมูลทั้งสองด้านอย่างเท่าเทียม
จึงขอนำเสนอเอกสารไว้เพื่อเป็นการพิสูจน์ต่อไป


http://www.go6tv.com/2011/08/blog-post_389.html

เปิดคลิปแอ๊ดบาวชูมาร์คฮีโร่สงสารทหารโดนฆ่า หงาสะเทือนใจกบฎบ้าแดงเผาเมืองทำชาวกรุงขวัญผวา

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 สิงหาคม 2554

คลิปนี้แอ๊ด คาราบาว กล่าวสนับสนุนการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า ที่นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจทำนั้นเข้าตาผมมาก ที่ตัดสินใจสมานฉันท์มีโร้ดแม็ป ซึ่งพอประก่าศก็มีระเบิดลง เพราะมีพวกทหารแก่ไม่ยอมให้บ้านเมืองสงบ ออกมาปั่นป่วน แต่นายอภิสิทธิ์แม้ไม่ได้เป็นทหารเก่าแต่กล้าหาญมากกว่าพวกลอบยิงทหารตำรวจ ลอบยิงประชาชน

จากนั้นได้ร้องเพลง"66/53"มีเนื้อหายกย่องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกล่าวตำหนิฝ่ายชุมนุมเสื้อแดง

คลิปดังกล้าวไม่ได้ระบุว่าแอ๊ดพูดวันไหน หรือที่ใด แต่จากเนื้อหาคาดว่าน่าจะเป็นหลังเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เพราะเนื้อเพลงตอนหนึ่งบอกว่า"ตายกว่าครึ่งร้อย"ด้วยการโจมตีว่ามีคนยิงทหาร ตำรวจตาย และพูดสนับสนุนตอนที่นายอภิสิทธิ์แถลงแผนโร้ดแม็ปเพื่อความสมานฉันท์ในต้น เดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์ก่อนนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจใช้กองทัพเข้าปราบปราม ประชาชนระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553



วนนักร้องเพื่อชีวิตอีกรายคือหงา คาราวานได้ร้องเพลงชื่อ "สันติภาพ"ด้วยสายตา"ของสลิ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ"ที่ได้แต่ติดตามข้อมูล ข่าวสารจากสื่อกระแสหลักแล้วเห็นว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะการประท้วงในกรุงเทพฯเป็นสงครามกลางเมืองของพวกกบ ฎที่ก่อการโค่นรัฐบาลเพราะความ"บ้าสี"แตกคอกัน แล้วขนคนจากภาคเหนือีสานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านร้านค้าในกรุงเทพฯไม่กล้าออกจากบ้าน ซึ่งที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดมีชัยชนะ เราขอสันติภาพได้ไหม

โดยการร้องเพลงนี้ในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้วส่งให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดาเผยแพร่ทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3

เป็นที่น่าสังเกตว่านักร้องเพื่อชีวิตทั้งสองไม่เคยแสดงทัศนะเรื่อง การที่รัฐบาลใช้กองทัพปราบปรามประชาชนด้วยกำลังอาวุธแต่อย่างใด

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-เปิดคำพิพากษาศาลให้ทหารชดใช้ค่าเสียหายเหยื่อเสื้อแดง เหตุยิงคนมือเปล่าไร้อาวุธผิดกฎใช้กำลัง

-เอ๊กซเรย์ขี้ในสมองของหมอการเมืองสลิ่ม เว้ย!คนไทยโง่ทาสเงินแม้วพวกมากลากไปต้องแบบกูสิโว้ย

ช็อตเด็ดวันนี้:เงากับเหงา

ที่มา Thai E-News

คนละอารมณ์-รอยเตอร์เสนอ ภาพข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านกล่าวอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า ทำอย่างไรนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จึงจะก้าวข้ามพ้นเงาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้พี่ชาย ขณะที่นายกรัฐมนตรีฟังด้วยท่าทีผ่อนคลายขำๆ






เงาที่ปชป.กับสลิ่มก้าวไม่พ้น-ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ต่อที่ประชุมสื่อมวลชนในญี่ปุ่น ความเคลื่อนไหวของเขาทุกฝีก้าวยังเป็นเรื่องที่ฝ่ายต่อต้านเขาไม่เคยก้าวพ้น ทุกลมหายใจเข้า-ออกของปชป.กับสลิ่มยังคิดว่าพวกตนกำลังต่อสู้กับทักษิณคน เดียว ขณะที่คนเสื้อแดงก้าวพ้นประเด็นบุคคลไปสู่เป้าหมายประชาธิปไตย ความยุติธรรมและเท่าเทียมมาหลายก้าวแล้ว(ภาพข่าว:รอยเตอร์ อ่านข่าวประกอบ: ทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อยุ่น ยันยังไม่กลับเมืองไทย จนกว่าจะสมานฉันท์ ชี้รบ.ไทยบังคับญี่ปุ่่นไม่ได้ )


มาเป็นแสน(สาหัส)ของหมอตุลย์-หลังจากหมอตุลย์ระดมพลจะมาต้านการ แถลง นโยบายหน้าสภา ปรากฎว่ามาเท่าที่เห็น บรรยากาศสุดเหงาหงอย เลยหลบกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาปกป้องรัฐบาลไปที่อีกประตูหนึ่ง พอเข้าไปยื่นหนังสือให้เป็นข่าวแล้วก็ขะแว้บ..


พิทักษ์เจตนา15.7ล้านเสียง-กอง ทัพแดงพากันไปปักหลักหน้ารัฐสภาถนนอู่ทองในทั้งหนุนและเรียกร้องรัฐบาล พร้อมกับป้ายแขวะหมอตุลย์ว่า"ปีก่อนปิดสนามบิน ปีนี้มาปิดสนามบิน ปีหน้าปิดฝาโลงพ่อง" ขณะที่บางป้ายชูเสียดสีว่าหมอตุลย์ถูกกล่าวหาโกงค่าส่วนกลางคอนโดฯแห่งหนึ่ง ให้ไปเคลียร์ตัวเองก่อน(ชมภาพชุดเสื้อแดงกับหมอตุลย์หน้าสภาที่เฟซบุ๊ค)

อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุม2กลุ่มหลีกเลี้ยงที่จะเผชิญหน้ากัน เพราะไปชุมนุมคนละฝั่ง ฝั่งแดงหน้าสภาด้านถนนอู่ทองใน ฝ่ายหมอตุลย์ที่ถนนราชวิถี

หรือประตูข้างที่เรียกกันว่าทางหมาลอด

เปิดคำพิพากษาศาลให้ทหารชดใช้ค่าเสียหายเหยื่อเสื้อแดง เหตุยิงคนมือเปล่าไร้อาวุธผิดกฎใช้กำลัง

ที่มา Thai E-News

เมื่อ โจทก์ทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่าไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมถืออาวุธปืนไม่ว่า ชนิดใด โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำ กายต่อโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทยตามเอกสารหมาย ล.12 ผนวก จ.ข้อ 5.8 ทหารที่ปฏิบัติการปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงจากกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธเท่า นั้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด
23 สิงหาคม 2554

หมายเหตุ - จากเหตุการณ์สลายม็อบนปช.เมื่อเดือนเม.ย.2552 มีผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ต่อมานายไสว ทองอุ้ม และนายสนอง พานทอง ผู้ร่วมชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งให้ดำเนินคดีจำเลย 5 ราย ได้แก่ จำเลยที่ 1 สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 กองบัญชาการกองทัพไทย จำเลยที่ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จำเลยที่ 4 พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ และจำเลยที่ 5 กองทัพบก ในข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย 2,857,534 บาท และ 2,245,205 บาท ตามลำดับ ศาลรับฟ้องแค่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ก่อนมีคำพิพากษาออกเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2554 และจากนี้คือคำพิพากษาบางส่วน...



โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันที่ 13 เมษายน 2552 เวลา 2 นาฬิกา มีการสั่งการให้ใช้กำลังทหารบกเข้าระงับเหตุและเปิดการจราจรบริเวณสี่แยกใต้ ทางด่วนดินแดง ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งร่วมชุมนุมอยู่ด้วยถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ที่ 1 ถูกยิงที่ไหล่ซ้ายเป็นเหตุให้ไม่สามารถกลับมาใช้แขนซ้ายได้ตามปกติอีก โจทก์ที่ 2 ถูกยิงหัวเข่าขวาลูกสะบ้าแตกไม่สามารถใช้ขาข้างขวาได้ตามปกติอีก โจทก์ทั้งสองจึงกลายเป็นผู้พิการ

ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การต่อสู้ว่า ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 13 เมษายน 2552 ดังกล่าว กองกำลังทหารได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนปช. โดยใช้ระเบิดเพลิง แก๊สน้ำตา และใช้พลซุ่มยิงด้วยปืนพก การปฏิบัติภารกิจของทหารจึงเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จึงไม่มีความรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และทางวินัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า กองกำลังทหารบกกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองตาม ฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ ประกอบด้วย กองกำลังทหารจากสองกองพัน คือ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

ฝ่ายโจทก์เบิกความว่า กองกำลังทหารตั้งแถวเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม แถวแรกเดินถือไม้เคาะโล่เข้าหาผู้ชุมนุม แถวที่สองและแถวที่สามซึ่งถือปืนบางส่วนยิงปืนขึ้นฟ้า บางส่วนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง โจทก์ที่ 1 จึงตามรถแกนนำไป แต่ขณะที่โจทก์ที่ 1 เอี้ยวตัวกลับเพื่อหันมามองทหารที่อยู่ด้านหลัง จึงถูกยิงที่หัวไหล่ซ้ายล้มลงหมดสติ

โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า เห็นแถวทหารเดินเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม โดยยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ เมื่อผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว จึงยิงในแนวระนาบ แล้วกระจายตัวตีโอบล้อมกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เกิดการอลหม่าน ผู้ชุมนุมบางส่วนล้มลง โจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกยิงล้มลงจึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ถูกยิงเข้าที่หัวเข่า และทหารกรูกันเข้ามาเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุมแตกกระเจิง โจทก์ที่ 2 จึงกระโดดหนีลงในคลองริมถนนวิภาวดีรังสิต

พยานโจทก์บรรยายให้เห็นเหตุการณ์ที่โจทก์ทั้งสองประสบว่า เป็น เหตุการณ์ที่เกิดอย่างต่อเนื่องกันมาว่ากองกำลังทหารตั้งแถวเข้ายึดคืน พื้นที่ โดยเดินมุ่งเข้ากลุ่มผู้ชุมนุม มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ให้ฝ่ายผู้ชุมนุมยอมล่าถอย เมื่อฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว ทหารจึงหันมายิงในแนวระนาบ จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายผู้ชุมนุมแตกกระเจิงและเกิดการอลหม่าน ขึ้น โจทก์ที่ 1 วิ่งหนีกลุ่มทหารตามรถของแกนนำไป แต่ขณะที่กำลังหันกลับมามองกลุ่มทหารที่อยู่ด้านหลัง จึงถูกยิงที่หัวไหล่ซ้ายดังกล่าว

ส่วนโจทก์ที่ 2 เบิกความให้เห็นภาพการปฏิบัติการของฝ่ายทหารได้อย่างสอดคล้องตรงกับข้อเท็จ จริงที่โจทก์ที่ 1 ในขณะนั้นโจทก์ที่ 2 เห็นผู้ชุมนุมคนหนึ่งถูกทหารยิงล้มลง จึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ถูกยิงที่หัวเข่า ทหารกรูกันเข้ามา โจทก์ที่ 2 กลัวถูกทำร้ายอีก จึงวิ่งกระโดดลงคูน้ำข้างถนนวิภาวดีรังสิต และเบิกความต่อไปว่ากลุ่มทหารยังไล่ตามมาปาก้อนอิฐก้อนหินและอื่นๆ เข้าใส่ จนกระทั่งมีนายทหารคนหนึ่งมาบอกให้กลุ่มทหารเหล่านั้นหยุด และส่งไม้ให้โจทก์ที่ 2 เกาะขึ้นฝั่งมา

เมื่อฟังประกอบข้อเท็จจริงว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 และที่ 5 มีคำสั่งให้กองกำลังทหารซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาและสังกัดของตนตามลำดับขั้น เข้าปฏิบัติภารกิจเพื่อยึดคืนพื้นที่และเปิดผิวการจราจรในบริเวณที่เกิดเหตุ ในยามวิกาล ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยหลักสากล แม้จะได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งอนุญาตให้ใช้อาวุธจริงได้ในการปฏิบัติภารกิจ

แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยืนยันว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอาวุธ และฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้ง ทั้งยังเบิกความตอบคำถามค้านรับว่าไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมถืออาวุธปืนไม่ว่า ชนิดใด โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่บุคคลที่จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายทหารใช้กำลังอาวุธประจำ กายต่อโจทก์ทั้งสองได้ เพราะตามกฎการใช้กำลังของกองทัพไทยตามเอกสารหมาย ล.12 ผนวก จ.ข้อ 5.8 ทหารที่ปฏิบัติการปราบจลาจลจะใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นจากอันตรายใกล้จะถึงจากกลุ่มบุคคลที่มีอาวุธเท่า นั้น

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวโดยใช้กำลังทหารติดอาวุธ โดยสภาพย่อมต้องกระทำโดยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการใช้วิธีการดังกล่าวย่อมเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิต และร่างกายของผู้ชุมนุมโดยสุจริตได้ เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังทหารในบังคับบัญชาตามคำสั่งและในสังกัด ของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ก่อผลให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

เมื่อฟังได้ว่าบุคคลในกองกำลังทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในวันเกิดเหตุ ซึ่งพยานจำเลยที่ 2 และที่ 5 รับว่ามีเฉพาะกองกำลังทหารบกเป็นผู้ยิงโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเพราะการนั้น จึงเป็นการเพียงพอที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดตามลำดับชั้นต้องรับผิดจากผลแห่งการละเมิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

โจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียโอกาสจากการประกอบการงานเป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 2,400,000 บาทนั้น เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างตามจำนวนดังกล่าวนั้นจริง และโจทก์ที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพอื่นได้บ้าง เห็นสมควรกำหนดค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าทนทุกขเวทนาขณะรับการรักษาและต้องพิการ เห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้ตามนั้น

สำหรับโจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียโอกาสจากการประกอบการงานเป็นเวลา 25 ปี เป็นเงิน 1,800,000 บาท แต่เห็นว่าโจทก์ที่ 2 มิได้เสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งหมด จึงกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้จำนวน 800,000 บาท ส่วนค่าทนทุกขเวทนาดังกล่าวเห็นสมควรกำหนดให้ตามที่ขอ

พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,200,000 บาท และร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2552 เป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

40 ต่อ 1 ที่รัฐสภา...41 ต่อ 1 ที่เพชรเกษม

ที่มา Voice TV



Wake Up Thailand ประจำวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554

นำเสนอประเด็น

- 40ขุนพล 'ปชป' ลุยอัดรัฐบาลศึกแถลงนโยบายดุ
- ยิ่งลักษณ์ครวญผ่าน Facebook : ถูกสร้างข่าวกลบภารกิจหลัก
- รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบาย - ฝ่ายค้านยันไม่ต้องกลัวพาดพิงคนนอก
- ประวัติการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา
- สภาพัฒน์ ปรับเป้า ศก.ไทยปี 54 ลงมาที่ร้อยละ 3.5-4.0 เหตุปัจจัยเสี่ยง ศก. สหรัฐ - ยุโรป
- ทักษิณ in japan ปาฐกถาพิเศษ - พบฑูตต่างประเทศ และซีอีโอ
- ผบ.ทบ. ยันโผโยกย้ายต้องผ่านบอร์ด ทบ. ยึดพรบ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมปี 51
- เปิดรายชื่อโผแต่งตั้ง-โยกย้าย ปิ๊ก"อัยการ"
- กกต.แจงคดีสินบนสื่ออยู่ในชั้นอนุกก.สืบสวน ยันไม่มีธงตัดสินยุบพรรคการเมือง
- ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลลิเบีย ยึดเมืองหลวง ทริโปลีได้แล้ว - ชะตากรรม กัดดาฟี หลังลูกชาย 2 คนถูกจับ
- สู่สัปดาห์ที่ 2 ของการอดอาหารประท้วงของ อันนา ฮาซาเร่ ที่อินเดีย

หงิม หงิม

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2554)


น้อยเสียเมื่อไหร่ กับการย้ายข้าราชการระดับ 9-10 ถึง 22 คน

แต่ทุกอย่างเงียบเชียบ-เรียบร้อยโรงเรียนมหาดไทย

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนอง "ล้างบาง" แผ่วเบายิ่ง

และตอนนี้ การย้ายระลอก 2 กำลังจะเกิดขึ้น

คราวนี้ เป็นตำแหน่ง "นายอำเภอ" ที่ว่าง และนายอำเภอชั้น 1 ที่ถูกมรสุมลดชั้นไปเป็นชั้น 3 และชั้น 4

ถ้าไปถาม นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องนี้

รับรองซื้อหวยถูกเป๋ง

เพราะคำตอบที่น่าจะได้จาก นายยงยุทธ ก็คือ "เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ที่นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองดำเนินการ"

แล้ว นายยงยุทธ ก็เร้นหายไปจาก "หน้าสื่อ"

ขณะที่ ในกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการที่โตพรวดพราดในช่วงพรรคภูมิใจไทยครองอำนาจ "ระทึกขวัญ" อย่างเงียบๆ กันต่อไป

ถามว่า ทำไม "การล้างบาง" ในมหาดไทย จึงเงียบเชียบ

ถามว่าทำไม "กระทรวงมหาดไทย" ที่ควรจะเป็นกระทรวงที่ "ดุเดือดเลือดพล่านที่สุด" เพราะพรรคเพื่อไทยต้องชำระล้างอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยอย่างถอนรากถอนโคน กลับนิ่งสงบ

คำตอบน่าจะอยู่ที่ "ท่วงท่าและลีลา" ของ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมหาดไทย "นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ" เป็นสำคัญ

หากให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือให้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มากุมบังเหียน

รับรอง ถึงจะจุดธูปสาบานว่าเรื่อง (ล้างบาง) นี้ผมไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ก็คงไม่มีใครเชื่อ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ คงกระหึ่มไปแล้ว

ถึง ตรงนี้ ก็อดจะสงสารนายสุรพงษ์ไม่ได้ เพราะเพียงแค่ใช้ล่าม เพื่อตอบคำถามนักข่าวต่างประเทศ ก็เป็นประเด็นให้สื่อหยิบไปดิสเครดิตเสียซะอย่างงั้น

เพราะเหตุนี้ สไตล์และท่วงท่าของ รัฐมนตรี จึงสำคัญ

กล่าวสำหรับ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ไม่ใช่เพิ่งมาทำตัวเงียบๆ ตอนที่มานั่ง "มท.1" เท่านั้น

หากแต่เมื่อตอนเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่โดยตำแหน่งแล้ว สามารถ "โชว์" อะไรได้มากมาย แต่ นายยงยุทธ ก็วางจุดยืนของตนเองอยู่เพียง "คนแถวหลัง"

เมื่ออยู่แถวหลัง ก็ย่อมไม่เป็นเป้า ไร้ศัตรู ไร้แรงเสียดทาน

และที่สำคัญ สามารถเดินเกมแบบ "จอมยุทธ์ไร้ร่องรอย" ได้อย่างน่าทึ่ง

ตอนจัดตั้งรัฐบาล เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นที่หมายปองของหลายคน จากชื่อนั้น เปลี่ยนมาเป็นชื่อนี้

แต่พอปรากฏชื่อ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ขึ้นมาเท่านั้น ทุกอย่างก็สงบนิ่ง

โผไม่พลิกไปจากชื่อคนคนนี้เลย

ถือว่า "มั่นคง" ยิ่ง

สะท้อนว่า การนิ่งสงบ และรอคอยอย่างอดทน เป็น "จุดแข็ง" อันสำคัญ

เพราะที่สุด หงิม-หงิม อย่าง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ก็หยิบชิ้นปลามันไปครอง อย่างที่หลายคนอิจฉา

"จุดแข็ง"
นี้ รัฐมนตรีมือใหม่ และผู้ขยันขันแข็งในการพูดและเคลื่อนไหว ของพรรคเพื่อไทย ควรจะต้องศึกษา จะได้ไม่ช่วยกันต่อ "สายล่อฟ้า" ให้สูงโดดเด่น "ล่อ" ศัตรูให้วิ่งเข้าหา อย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้

ซึ่งก็น่าประหลาดใจ ยังไม่ทันแถลงนโยบาย เพื่อเข้าบริหารงานอย่างเต็มตัว คณะรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูก "จัดหนัก" ถึงขั้น "ถอดถอน" แล้ว

ต้องยกนิ้วให้กับการเป็น "ผู้แสวงหาศัตรู" ดีเด่นจริงๆ

ว่าที่จริง หากคนพรรคเพื่อไทย ซึ่งคงจะรวมถึง "ผู้อยู่แดนไกล" มองเห็น จุดแข็งที่ตัวเองมีอยู่นั่นคือ

"ความนอบน้อม" ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้นำรัฐบาล

และผสานเข้ากับ การรู้จัก "สงบนิ่ม" ของนายยงยุทธ ผู้นำพรรค

เชื่อว่า คงจะไม่เหน็ดเหนื่อย เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้!!