WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 24, 2011

ภาพชุดทักษิณอินJAPANคนที่ญี่ปุ่นอ้าแขนรับ คนอาภัพที่คนไทยส่วนหนึ่งและคนขี้อิจฉาขับไสไล่ส่ง

ที่มา Thai E=News

พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยยิ้มระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศในโตเกียว โดยชี้ว่าเขาอยากนำประสบการณ์แก้พิบัติภัยสึมามิในประเทศไทยมาสนับสนุนแก่ ญี่ปุ่น กับตอบคำถามเรื่องช่างภาพผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตระหว่างเหตุรุนแรง ทางการเมืองในไทยเมื่อปีกลายด้วย โดยชี้ว่า ต้องเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริง (ภาพ:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค Thaksin in JAPAN(by Asia Update)




พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พบ มร. ชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น


ภารกิจของนายกรัฐมนตรีที่คนไทยบางส่วนไม่ต้องการ แต่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นอ้าแขนรับ
พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการต้อนรับจากสตรีญี่ปุ่นรายหนึ่งระหว่างเดินทางมาถึงสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในโตเกียว(ภาพ:AP)

กำหนดการภารกิจเฉพาะวัน 24 สิงหาคม ช่วงเช้า

9.00 - 9.45 รับประทานอาหารเช้าร่วมกับสมาชิกพรรค DPJ
10.00 - 10.45 ให้สัมภาษณ์สื่อ asahi shimbun
11.00 - 11.45 ให้สัมภาษณ์สื่อ NHK

ช่วงบ่าย

12.00 - 14.00 ร่วมรับประธานอาหารกับอดีต รมต. และทีมผู้บริหาร บ ชื่อดัง
14.00 - 14.30 ประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยทามะ
14.30 - 15.30 ประชุมร่วมกับอดีตผู้ว่าเมืองโออิตะ แะสื่อท้องถิ่น
...15.30 - 16.00 เข้าฟังรายงานพิเศษเรื่อง "หัวใจของญี่ปุ่น" จากทีมผู้เชี่ยวชาญ
16.00 - 16.30 สำรวจพื้นที่ประสบภัยสินามิ
17.00 - 18.30 ประชุมร่วมผู้แทนพรรค JFC
18.30 - 21.00 งานเลี้ยงต้อนรับ จัดขึ้นโดย วุฒิสภา ฮาจิเมะ อิชิ แห่งพรรค DPJ






ทักษิณ ระบุ ช่างภาพญี่ปุ่นตาย ต้องหาความจริง !!!


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า เรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ที่ผ่านมานั้น ทุกคนที่มีส่วนสั่งการต้องรับผิดชอบ ส่วนกรณีช่างภาพชาวญี่ปุ่น ที่เสียชีวิต ต้องเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริง ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะเดินหน้าต่อ(ภาพ:AP)

ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME
สรุปเนื้อหาการตอบคำถามของ พ.ต.ท. ทักษณ์ ชินวัตร

ด้านการเมือง

พ.ต.ท. ทักษิณ ระบุว่า ศาลของไทยต้องทำงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอยกตัวอย่างกรณีที่ตนโดนโจมตีด้วยกฏหมาย “หมิ่น” ทั้งที่ตนไม่ได้ทำอะไร ซึ่งตนมองว่าการโจมตีในเรื่องนี้ ก็เพื่อบังคับให้ทหารออกมาแสดงบทบาท นำมาซึ่งการทำลายล้างตนในที่สุด

กับ ราชวงศ์ไทยนั้น เป็นที่รักของประชาชนทุกคน นี่ผ่านมา 5 ปีแล้ว ผมก็ยังรักพระราชวงศ์เหมือนเดิม ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข และจะเป็นแบบนี้ตลอดไป

สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ตนไม่คิดจะแก้แค้น แต่จะให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ให้คำตอบ ทั้งในเรื่องของ คนเสื้อแดงที่เสียชีวิต และ นักข่าวญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนนี้ จะผลักดันรัฐบาลให้ทำหน้าที่หาข้อเท็จจริงให้เร้วที่สุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลับประเทศเลยหรือไม่ เพราะ พท.ชนะแล้ว อดีตนายกฯ ระบุว่า จะไม่กลับแน่นอน ถ้าหากว่ากลับมาแล้ว กลายเป้นชนวนความขัดแย้ง

นอกจากนั้นยังย้ำว่าประเทศไทยต้องมีสี่เสาหลักซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญคือ

1. ประชาธิปไตย
2. เสรีภาพในการพูดและแสดงออก
3. หลักนิติธรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดข้อ 4 การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

นอก จากนั้น ยังได้กล่าวถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีว่า เป็นเหมือนบุตรคนหนึ่ง บทบาทของตนกับการทำงานของน้องสาวนั้น ตนเป็นได้แค่ Encycopedia คอยให้คำปรึกษา แต่ส่วนใหญ่แล้ว น้องสาวจะทำเองได้หมด ไม่ต้องพึ่งใคร

ส่วนประเด็นการขอ Visa เข้าญี่ปุ่น ตนมองว่า เพราะชาติอื่นเข้าใจสถานการณ์ประเทศไทย มากยิ่งขึ้น

พบสนทนาผู้บริหารและสมาชิกพรรคDPJ


ให้สัมภาษณ์พิเศษโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่NHK
พ.ต.ท. ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ มร. นิมูระ ผู้สื่อข่าว NHK ภาคภาษาอังกฤษ


มื้อกลางวันกับนักการเมืองนักบริหารยักษ์ใหญ่
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ร่วมรับประทานอาหารกับอดีตรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ ในญี่ปุ่น เช่น มร. ชิโอกาว่า อดีต รมต. การเงิน, มร. ยานากิซาว่า อดีต รมต. สาธารณสุข, มร. วาตานาเบะ ประธานบริษัท เจแปน ปิโตรเลี่ยม, มร. โมกิ ผู้บริหาร บริษัท คิโคมัน

หารือที่ มหาวิทยาลัยทามะ

หารือกับ ดร.คุมอง ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยทามะ

แนะนำญี่ปุ่นช่วยผู้ประสบภัยซึนามิ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้สนทนาและให้คำแนะนำ มร. ฮิรามัตซึ อดีตผู้ว่าเมืองโออิตะ เกี่ยวกับการเยียวยาผู้ประสบภัยสินามิ เพราะไทยเคยประสบภัยพิบัตินี้เมื่อปี2546 และแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความสนใจของสื่อท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เมืองโออิตะเป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิครั้งใหญ่ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โอ ท่อป มีความหวัง !!!
ต่อ มา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้หารือกับ มร. ฮิรามัตซึ ผู้ว่าเมืองโออิตะ เรื่องการไปพัฒนาโอท่อปไทย ทั้งนี้ เมืองโออิตะ ถือเป็นเมืองต้นแบบโอท่อปของประเทศญี่ปุ่น

มื้อค้ำกับสว.-สส.ญี่ปุ่น
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับ ส.ส., ส.ว. ญี่ปุ่น รวมทั้งรักษาการหัวหน้าพรรคDPJ

บรรยายพิเศษ เรื่องการทำธุรกิจ ในยุคโลกาภิวัตน์ โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

ต่อที่ประชุมเรื่อง Talking Point Special Lecture At Gakushi Kaikan
Organized by ASEAN -China-Japan Economic & Culture Association

ต้อง ขอขอบคุณสำหรับคำเชิญ ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าจะเป็นการเดินทางอย่างเป็นทางการ หรือการเดินทางส่วนตัว

ก่อนอื่นผมขอแสดงความเสียใจสำหรับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น

อาจ จะเป็นการกล่าวอย่างซ้ำซาก ถ้าจะกล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นและไทยนั้นมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกันโดยที่ผมไม่ต้องกล่าว ถึงรายละเอียดในที่นี้ ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นและไทยที่ได้มีการเจรจากันมาตั้งแต่สมัย รัฐบาลของผมในช่วงปี 2548-2549 เป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นหุ้นส่วนพิเศษที่ยังคงอยู่ระหว่างสองประเทศ

ผม รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งกับผลของความร่วมมือระหว่างเราภายใต้โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ผมมั่นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจะยังคงร่วมมือกับประเทศ ญี่ปุ่นต่อไปเพื่อให้โครงการดังกล่าวเป็นต้นแบบของ “การบ่มเพาะเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง” ซึ่งความสำเร็จอย่างสูงของโครงการนี้จะส่งผลต่อเนื่องไปยังส่วนอื่นๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาเชิงคุณภาพและความหลากหลาย

ทั้งประเทศ ญี่ปุ่นและไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน แม้ว่าสถานการณ์จะต่างกัน แต่ในการก้าวข้ามจุดผ่านนั้นย่อมจะต้องสร้างผลกระทบให้กับประชาชนและหน่วย งานต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาเศรษฐกิจในตะวันตกที่ เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ปรากฎออกมาให้เห็นนั้น ปัญหาพื้นฐานของประเทศเหล่านั้นก็คือ ไม่สามารถที่จะ “บ่มเพาะความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเราในที่สุด ปัญหาของตะวันตกจะเป็นแรงกดดันให้เราต้องมาทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับ ตะวันตก และระหว่างเรากันเอง

ผมเชื่อมั่นว่า ประเทศญี่ปุ่นนั้นจะสามารถก้าวผ่านไปได้ ทั้งการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ การแข่งขันกับประเทศเกาหลีและจีนที่รุนแรงมากขึ้นในขณะที่ตลาดยุโรปและสหรัฐ อเมริกาอ่อนแอลงเรื่อยๆ ในด้านของกำลังซื้อ แม้ว่าเอเชียจะแข็งแกร่งขึ้นแต่ทว่ากำลังซื้อต่อหัวของประชากรยังไม่อาจ เทียบเท่าผู้บริโภคในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ประเทศญี่ปุ่นจะ สามารถฟื้นเศรษฐกิจภายในประเทศในแง่ของการบริโภคและการจ้างงานภายใต้ สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านที่เข้าใจได้ยากของโลกเช่นนี้ได้หรือไม่ ผมไม่มีคำตอบ แต่อยากจะได้ยินทางออกที่เป็นไปได้จากท่านสุภาพบุรุษและสุภาพทั้งหลายที่ อยู่ในที่นี้

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดผ่านเช่นกัน ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีนักที่จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงถึงสอง ด้าน ในขณะที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกพร้อมกับความผันผวนของค่าเงิน ที่เป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศ ( ผมยังไม่ได้นับความผันผวนแหล่งพลังงานหลักในแอฟริกาตอนเหนือ) แต่นั่นคือความจริง

ผมรู้สึกเหมือนพวกคุณบางกลุ่มที่เป็น เพื่อนกับประเทศไทย ว่าคนไทยนั้นได้เสียโอกาสในการปรับเปลี่ยนเศรษฐิกจของเราเองไปถึง 6 ปี ในระหว่าง 6 ปีแห่งความไม่แน่นอนนั้น เราได้รับคำร้องเรียนจากนักลงทุนและภาครัฐจากต่างประเทศถึงความไม่แน่นอนใน การตัดสินใจของรัฐบาลไทย แต่ทว่าพวกคุณส่วนใหญ่ก็ยังคงลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผมจึงขอขอบคุณพวกคุณสำหรับวิสัยทัศน์ระยะยาวในประเทศไทย

ประเทศ ไทยได้ผ่านพ้นช่วงของการบริหารประเทศที่ปราศจากกระบวนการตัดสินใจอย่างที่ ควรจะเป็นมาแล้ว ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมานั้นสิ่งที่สร้างความปั่นป่วนมากยิ่งขึ้นไปก็คือ การขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ความตรงไปตรงมาในแง่ของความชัดเจนของหลักนิติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในหมู่คนไทย แต่ยังเกิดขึ้นในกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ เราต้องไม่ยอมให้สถานการณ์เช่นนี้ยังคงอยู่ต่อไป

ดังนั้น การเกิดขึ้นใหม่ของประชาธิปไตย และการบรรลุวุฒิภาวะของหลักนิติธรรมในประเทศไทย เป็นสองสิ่งที่จำเป็นสำหรับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในอนาคต ภายใต้กระบวนการปรองดอง ผมหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถกลายเป็นหุ้นส่วนที่คุ้มค่ากับประเทศญี่ปุ่น ในอนาคตอันใกล้

ในแง่ของเศรษฐกิจ แม้ว่าจะยังคงมีความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของ ประเทศมากนัก และในความจริงการส่งออกของไทยเติบโตได้ค่อนข้างดี ซึ่งต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเหตุผลสำคัญมาจากความสามารถในการบริหารจัดการ ของผู้ผลิตและผู้ส่งออก และต้องยอมรับว่ากลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลชุดก่อนไม่ได้สร้าง อุปสรรคกีดขวางอุตสาหกรรมการส่งออกของไทย
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ปัญหาพื้นฐานเช่นเดียวกับญี่ปุ่น และประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศนั้นพึ่งพาการส่งออก เราจึงเผชิญกับปัญหาเดียวกันว่าจะ “บ่มเพาะเศรษฐกิจในประเทศ” ได้อย่างไร แน่นอนว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมากระหว่างประเทศญี่ปุ่นและอาเซียนในด้าน คุณภาพขององค์ประกอบการผลิตอย่างเช่น ระดับของเทคโนโลยี และทักษะเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทยนั้นเราจำเป็นต้องทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีสัด ส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเพิ่มมากขึ้น การทำเช่นนั้นเราต้องมีการยกระดับองค์ประกอบของการผลิตในทุกด้านสำหรับการ ผลิตและการบริโภคภายในประเทศ ประเทศไทยนั้นโชคดีอย่างน่าประหลาด เพราะเทคโนโลยีการผลิตสำหรับการบริโภคในประเทศยังต้องการการยกระดับอีกมาก เราจึงต้องสร้างแรงจูงใจของภาครัฐเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ

แม้ ว่าการส่งออกในเวลานี้จะไปได้ดี และเรามีการจ้างงานเต็มกำลัง แต่ก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะถ้าหากพิจารณาให้ลึกลงไปในรายละเอียดมากขึ้นจะพบว่า ธุรกิจจำนวนมากในประเทศไทยกำลังจ่ายค่าแรงขั้นต่ำในระดับที่ไม่สอดคล้องกับ ค่าครองชีพ นั่นหมายความว่าอำนาจในการกำหนดราคาของธุรกิจนั้นขึ้นอยู่กับระดับค่าแรง เท่านั้น ธุรกิจบางกลุ่มจึงมีกำไรน้อยมากซึ่งถ้าหากมีการถอนการอุดหนุนด้านพลังงานของ รัฐบาลออก ธุรกิจเหล่านั้นก็จะอยู่ไม่ได้ (อย่างกรณีโรงงานเซรามิกในลำปาง) เมื่อปราศจากเส้นทางที่โรยกลีบกุหลาบสำหรับการส่งออกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์ของเรานั้นควรจะมุ่งไปที่การรักษาสถานะการส่งออกให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ต้องบ่มเพาะเศรษฐกิจในประเทศอย่างเร่งด่วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราจึงต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “การจ้างงานที่ก่อให้เกิดรายได้ที่สามารถดำรงอยู่ได้”

ภาค ชนบทของไทยนั้นไม่ใช่กลุ่มคนยากจนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “เกษตรกรที่มีรายได้ระดับกลาง” ที่จบการศึกษาระดับพื้นฐาน 100% และมีโทรศัพท์มือถือใช้งานมากกว่า 50% และมีความรู้ที่ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และมีความน่าเชื่อถือที่จะมารับใช้ประเทศและผลประโยชน์ในระยะยาวของพวกเขา

ความ บอบช้ำจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิได้สร้างโศกนาฏกรรมแก่มนุษยชาติอย่าง เหลือคณานับรวมถึงการทำลายล้าง ประเทศไทยคงจะไม่มีคุณค่าในฐานะมิตรแท้ของประเทศญี่ปุ่น ถ้าหากเราไม่คิดหาหนทางที่จะช่วยเหลือในการฟื้นฟูและก่อสร้างพื้นที่ที่เสีย หาย

ผมหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเปิดการประชุมในทุกด้านกับรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นที่ได้รับความเสียหาย ตั้งแต่ในประเด็นของการขนย้าย โรงงานที่จำเป็น การขาดแคลนแรงงานในการก่อสร้าง การขาดแคลนอาหารที่อาจเกิดขึ้น สุขอนามัยถ้าหากจำเป็น รวมถึงความเป็นไปได้ในการออกพันธบัตรเอเชียสำหรับการก่อสร้างพื้นที่ที่เสีย หาย

ผมจำได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อภาคใต้ของประเทศไทยถูกกระหน่ำจากสึนามิ ประเทศญี่ปุ่นได้กรุณาให้ความช่วยเหลือกับประเทศไทยในการรับมือกับปัญหา

ความ สัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนระหว่างประเทศญี่ปุ่นและไทยต้องมองถึงความร่วมมือใน อนาคต เราต่างคาดว่าเอเชียจะเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของโลก การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยของนักลงทุนญี่ปุ่นทั้งในปัจจุบัน และอนาคตจะได้รับผลประโยชน์จากเส้นทางถนนเชื่อมโยงฝั่งตะวันออกและตะวันตก ของเอเชีย ผมหวังว่ารัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยนี้จะให้ ความสนใจเป็นพิเศษร่วมกับผู้เกี่ยวข้องรายอื่นเพื่อให้โครงการดังกล่าวนี้ ลุล่วงโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะความสำเร็จของโครงการนี้ หมายถึงการจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น ระบบการขนส่งที่ทันสมัยสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ และเป็นเส้นทางการคมนาคมทางเลือกสำหรับประเทศพม่า ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/08/54 คนตายปลอม..ตายจริง อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


เหยื่อรายวัน ตายไป ไม่รู้จบ
กี่ร้อยศพ ร้อนระอุ ยังคุกรุ่น
เหมือนทั้งภาค ต้องคำสาป ไร้บาปบุญ
จึ่งว้าวุ่น รุมเร้า ดั่งเผาไฟ....

ร่วมกีดกัน การพัฒนา บ้าไปแล้ว
พวกหัวแถว พูดระยำ ทำหวั่นไหว
ลืมสิ่งดี ที่มอบ ตอบแทนไป
เกลียดสิ่งใหม่ ที่ดีกว่า มั่วเกินคน....

จึงปลุกปั่น ยั่วยุ เพื่อกุเรื่อง
เพิ่มแค้นเคือง ใส่ไฟ ให้สับสน
ทั้งโง่เง่า ดักดาน สามานย์ชน
คิดวกวน ซ่อนเร้น เห็นแก่ตัว....

คนตายปลอม-ตายจริง คือสิ่งเกิด
ดูเอาเถิด ใครสนอง ครรลองชั่ว
ผิดเป็นชอบ ตอบโจทย์ โคตรตามัว
ไร้เงาหัว ยังจองหอง ลำพองตน....

จงก้าวข้าม อุปสรรค ที่หมักหมม
แม้นทับถม มากมาย หลายเหตุผล
บูรณาการ คิดทำใหม่ ในบันดล
ให้หลุดพ้น วงจรบาป ถูกสาปมา....

สร้างปรองดอง ทั่วไทย สดใสผ่อง
เพื่อพี่น้อง อยู่กินดี มีคุณค่า
จะภาคไหน "คือไทย" ได้พึ่งพา
ร่วมพัฒนา กันต่อไป ให้ยั่งยืน....

๓ บลา / ๒๔ ส.ค.๕๔

ดร.ทวีศักดิ์อายแทนหมอวิชัยลาออกกก.พิพิธภัณฑ์สุขภาพ ต้านแพทย์สลิ่มเทพเจ้ากาลีก่ออัปยศคดโกง

ที่มา Thai E-News

นพ.วิชัย โชควิวัฒน์

ผมขอลาออกจาก กรรมการของสถาบันพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย เพื่อลดความรู้สึกอับอายตัวเองที่ต้องทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ที่ปราศจากหิริ โอตัปปะ คิดว่าตนเองมีคุณธรรมวิเศษสูงส่งกว่าผู้อื่นๆ สามารถใช้ตนเองตัดสินผู้อื่นได้ตลอดเวลา เพราะคิดว่าผู้ที่เป็นแพทย์คือเทวดาที่ล่วงรู้ทุกเรื่องและอยู่เหนือมนุษย์ ทั่วไป- ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ เผือกสม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 สิงหาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวีศักดิ์ เผือกสม ได้ส่งหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการของสถาบันพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย

โดยรายละเอียดของหนังสือยื่นลาออกมีดังต่อไปนี้

ผมรู้สึกกังวลใจมากและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อบทบาททางการเมืองที่ไม่เป็นกลางอย่างโจ่งแจ้งของ นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ใน กรณีการสอบสวนหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนอย่างมีอคติ ไม่เป็นธรรมและแสดงให้เห็นถึงการเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างชัดเจนของ กลุ่มคณะที่ต้องการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้นเนื่องจาก นพ.วิชัย เป็นกรรมการของสถาบันพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทยที่บังเอิญผมได้รับแต่งตั้งให้เป็น กรรมการอยู่ด้วย ผมจึงคิดว่า ตัวเองควรแสดงออกทางการเมืองของตนต่อบทบาทดังกล่าวของ นพ.วิชัย รวมถึงคนอื่นๆ ที่ผมไม่ใคร่ขอเอ่ยนามถึง ด้วยการขอลาออกจากการเป็นกรรมการที่ตัวเองเป็นอยู่ เพื่อ คัดค้านต่อการกระทำดังกล่าวตามอัตภาพที่ผมสามารถทำได้ และเพื่อลดความรู้สึกอับอายตัวเองที่ต้องทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ที่ปราศจาก หิริโอตัปปะ คิดว่าตนเองมีคุณธรรมวิเศษสูงส่งกว่าผู้อื่นๆ สามารถใช้ตนเองตัดสินผู้อื่นได้ตลอดเวลา เพราะคิดว่าผู้ที่เป็นแพทย์คือเทวดาที่ล่วงรู้ทุกเรื่องและอยู่เหนือมนุษย์ ทั่วไป

ทั้งๆ ที่ความอัปยศคดโกงและความไร้มนุษยธรรมต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในวงการแพทย์อยู่ตลอดเวลา ดังที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอยู่เนืองๆ ซึ่งแม้ว่าจะอ้างว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง แต่ส่วนมากก็มักเกี่ยวข้องกับบรรดาบุคลากรทางการแพทย์ที่มักอวดตนว่าเป็น เทวดาผู้มีคุณธรรมวิเศษทั้งนั้น

ผมคิดว่า หากมีการตรวจสอบเรื่องแบบนี้ นพ.วิชัย ก็ควรจะหันมาตรวจสอบเรื่องการใช้เงินของหน่วยงานตระกูล ส. ทั้งหลาย ที่นำเอาเงินภาษีของประชาชนมาแจกจ่ายให้แก่เครือข่ายคนดีของตนอย่างปราศจาก ความอับอาย ปีๆ หนึ่งหลายพันล้าน


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา


ทวีศักดิ์ เผือกสม

Assistant Professor
Regional Studies Program/ Southeast Asian Studies
School of Liberal Arts
Walailak University

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-เอ๊กซเรย์ขี้ในสมองของหมอสลิ่มตุลย์8หลอดประเวศ150ชูชัย6ศพวิชัยน้ำมันหลวง&พุดเดิ้ล2นัด

หนังสือแพทย์ เทพเจ้ากาลี
ผลงานของ อีวาน อีลิช (Ivan Illich)
แปลโดย น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์

ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของศตวรรษนี้ การแพทย์แผนปัจจุบันได้สถาปนาตนเองเป็นศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทุกคนจะต้องเชื่อถือและคัดค้านมิได้ เสื้อคลุมของแพทย์ สิ่งแวดล้อมที่ปราศจากเชื้อโรค รถพยาบาลและการประกันสุขภาพกลายเป็นเครื่องรางของขลังที่จำเป็นต้องมีไว้ใน การดูแลรักษา

การแพทย์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ผูกขาด และจำกัดความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับปรุงดูแลรักษาตนเอง มนุษย์จึงตกเป็นทาสของบริการแพทย์ เช่นเดียวกับการตกเป็นทาสของบริการอื่นๆ ของระบบอุตสาหกรรม

กระบวนการที่ทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ใต้อาณัติแพทย์นี้จักต้องถูกยับยั้ง

เอ๊กซเรย์ขี้ในสมองของหมอสลิ่มตุลย์8หลอดประเวศ150ชูชัย6ศพวิชัยน้ำมันหลวง&พุดเดิ้ล2นัด

ที่มา Thai E-News

ให้โจรจับโจร?-เมื่อ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เจ้าของทรงผมสีสลิ่ม ซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมกาศอฉ.มาตรวจพิสูจน์ศพ"น้องเกด"ที่โดนทหารใต้ปฏิบัติการของศอ ฉ.ฆ่า-ในที่สุดก็ตามภาพข่าว คือหลักฐานชิ้นสำคัญหายไปไหนก็ไม่รู้..แต่ในการแถลงข่าวหลังปราบปรามผู้ ชุมนุม19พฤษภา53 หมอพรทิพย์แถลงว่าผู้ชุมนุมใช้รถคอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงอย่างสมบูรณ์พร้อมใช้ เป็นคาร์บอมบ์ และได้พยายามเผายางรถยนต์เพราะหวังจุดชนวนระเบิด แต่ระเบิดเกิดไม่ทำงาน (รายละเอียดข่าว)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 สิงหาคม 2554

หลังจากนำเสนอรายงานข่าวเรื่อง เอ๊กซเรย์ขี้ในสมองของหมอการเมืองสลิ่ม เว้ย!คนไทยโง่ทาสเงินแม้วพวกมากลากไปต้องแบบกูสิโว้ยไป เมื่อวานนี้ ท่านผู้อ่านก็ท้วงติงมาว่า ขาดบุคคลสำคัญของโลกในด้านนี้ไปคนหนึ่ง คนที่ต้องเข้ามาเกี่ยวกับทุกเรื่องที่เกิดในประเทศนี้ เพราะSheเป็นกูรู(แปลว่ากูรู้ดีไปทุกเรื่อง)

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

ให้แม่น้องเกดจัดไป...


ตอนไปรับศพน้องเกดที่โรงพยาบาลถามหมอว่า ลูกฉันโดนยิงกี่นัด หมอตอบว่า 2 นัด เราก็นำลูกมาทำพิธี ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่อยู่ในเหตุการณ์บอกว่าน้องโดนมากกว่า 2 นัด เลยนำศพออกจากโลง ให้ช่างภาพถ่ายปรากฎว่าโดนซีกดขวาทั้งแถบ หมอพรทิพย์ออกมาพูดโต้ว่าแค่ 2 นัด แต่มันมีภาพคลิปหลักฐานออกมา หมอพรทิพย์ก็กลายเป็นหมาทันที ทำไมคุณพูดอย่างนั้น เพราะคุณเห็นด้วยกับที่รัฐบาลฆ่าคนหรือ?

หมอตุลย์ผู้สูงส่งกับวีรกรรมไอ้8หลอดของมาร์ค ขู่ตบยิ่งลักษณ์-วาทะทักษิณโกง



คนดีของแมงสาบ-ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก มีการโพสต์รูปถ่ายแฉว่า เมื่อสัปดาห์ก่อนหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ วิ่งรอกรับงานประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่น แล้วรับงานวิ่งไปยื่นหนังสือแถลงการณ์กับICT(ภาพล่าง)เป็นรถคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นรถหาเสียงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยใช้บริการ(ภาพกลาง:จากข่าวสด) เป็นรถกระบะมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน ษต 5386 ลำโพง 8 หลอด


แม้โดนจับได้จะๆขนาดนี้ แต่เมื่อวานนี้หมอตุลย์ก็ยังหน้ามึนพาไอ้8หลอดไปออกงานหน้าสภาอีก เพื่อต่อต้านการแถลงนโยบายของรัฐบาลหน้าตาเฉย แบบไม่ต้องอายใคร

หมอตุลย์เคยเปิดเผย"ทัศนะแบบสลิ่ม"แทบทุกครั้งสะท้อนถึงการเมืองใน อุดมคติ ของเขาคือไม่ชอบใจที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่โง่เขลา ขายเสียงให้"คนโกงแบบระบอบทักษิณ" จึงจำเป็นที่หมอผู้สูงส่งล้ำเลิศกว่าต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะแม้จะเสียงน้อยกว่า ลงคะแนนเลือกตั้งสู้ไม่ได้ แต่ความรู้และคุณธรรมจริยธรรมสูงกว่า

หมอตุลย์เปิดเผยทัศนะทางการเมืองของเขาว่าชิงชังต่อสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกมากเพียงใดผ่านทวิตเตอร์ Sittisomwong@Tullovethailand ของเขา โดยคราวหนึ่งกล่าวถึงเรื่องไล่บี้ยิ่งลักษณ์ว่า

"ข้อหารังแกผู้หญิงน่ะเหรอ เออ ด่ามาเลย ถ้าผู้หญิงโกงชาติผมจะตบให้มันกลิ้งเลย"

กล่าวหาคนอื่นปราศจากหลักฐานด่าได้ว่าดี พอโดนยย้อนศรบ้าง ทำเงียบ...

กรณีนี้ก็คือสาวกของพันธมิตรไปเขียนแฉหมอตุลย์ในเวบไซต์ASTVผู้จัดการว่า

หมอตุลย์ เรื่องที่คุณโกงเงินคอนโด Palm Pavilion ถนนเชื้อเพลิงไป10กว่าล้าน คดีนี้ยังอยู่ชั้นศาลนะ เเต่ไม่รอดเเน่ หลักฐานพร้อมหมด คนในคอนโดทุกคนล้วนเเต่เกลียดคุณที่โกงเงินส่วนกลาง ที่เเต่ละคนจ่ายปีละเป็นหมื่นๆบาท เอาไปใช้จ่ายส่วนตัว คุณรอติดคุกได้เลย ไม่ต้องดิ้นรนหวังที่จะได้เป็น สส เพื่อจะคุ้มครองเหมือนเสื้อเเดงหรอกนะครับ

นอกจากนี้มีผู้ใช้ชื่อว่า "คนใน"เขียนต่อท้ายความเห็นว่า
อยากให้นักข่าวติดต่อมา นิติบุคคล คอนโด Palm Pavilion ถนนเชื้อเพลิง จะได้รู้ความชั่วสักทีครับ

คุณธรรมสูงปรี๊ดของหมอการเมืองสลิ่มคือต้องทำงานรับใช้ปชป.แล้วจะเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ

คุณธรรมสูงปรี๊ด-น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ เขียนจดหมายถึงนายอภิสิทธิ์ฝากน.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่า "นายแพทย์ชูชัย ยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน"..ซึ่งคน ฝากเคยถูกปปช.ชี้ว่าเคยทำความผิดวินัยร้ายแรงเบิกค่าน้ำมันรถของหลวง ส่วนเด็กฝากทำรายงานคณะกก.สิทธิฯกรณี19พฤษภาเข้าข้างมาร์คเหยียบย่ำคนตายทุก กรณี มีกรณีหนึ่งบอกว่า6ศพวัดปทุมฯถูกยิงข้างนอกแล้วลากเข้ามาในวัด ซึ่งตรงเพะกับที่พันเอกสรรเสริญให้สัมภาษณ์BBC

เปิดจดหมายลับหมอวิชัย โชควิวัฒน ส่งถึงมาร์ค

หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงาน ว่า จากกรณีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ในฐานะประธานอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งอีเมล์ของ นักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแต่งตั้งขึ้น ได้สรุปผลสอบสวนไม่พบการกระทำผิด แต่กลับกล่าวหาการเสนอข่าวและภาพของข่าวสดและมติชนว่า เอนเอียงเข้าข้าพรรคเพื่อไทยนั้น จากพยานหลักฐานพบความสัมพันธ์ของนายแพทย์วิชัยที่น่าสนใจบางประการ
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

โดยนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เคยทำจดหมายส่วนตัวทำถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 1 กันยายน 2552 เสนอให้แต่งตั้ง น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ ที่ปรึกษาระดับ 11 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีใจความดังนี้


“กราบเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีที่รักและนับถือยิ่ง

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ อ่อนแอทั้งวิชาการ การบริหาร และคุณธรรม หากไม่มีการแก้ไขนอกจากจะไม่สามารถเผชิญกับปัญหายากๆ อย่างไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอกสอง และไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตำบลได้แล้ว โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ จะเกิดปัญหาการทุจริตซึ่งจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลรุนแรงและร้ายแรงยิ่ง กว่ากรณีทุจริตยา 1,400 ล้าน

กระทรวงสาธารณสุขขณะนี้จึงต้องการผู้นำ โดยเฉพาะปลัดกระทรวงที่ กล้า แข็ง มีความรู้ ความสามารถ บารมีเพียงพอ และเชื่อถือไว้วางใจได้ เข้ามากอบกู้สถานการณ์ ซึ่งมองไปทั่วแล้ว ผมขอกราบเรียนว่า น่าจะถึง นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ลูกหม้อเก่ากระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 11 อยู่ที่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับมาทำหน้าที่นี้

ผมเชื่อมั่นว่า นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนานซึ่งท่านชวน หลีกภัย รู้จักและคุ้นเคยดี

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา”

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์

หมอคนฝากถูกปปช.ฟันโกงน้ำมันรถหลวง-เด็กฝากสาวกไก่อูดั้นเมฆ6ศพตายนอกวัดปทุมฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายแพทย์ชูชัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งล่าสุดถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 91 ศพ โดยปกป้องรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และกล่าวหาว่านปช. เป็นฝ่ายผิดแทบทุกกรณี ซึ่งจะเห็นได้ว่าในจดหมายที่เขียนโดยนายแพทย์วิชัยนั้น ใช้คำว่า“นายแพทย์ชูชัย มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติต่างๆเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้อย่างยิ่ง ข้อสำคัญยังเป็นผู้ที่ทุ่มเททำงานให้พรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยืนหยัดยาวนาน”


ไทยอีนิวส์รายงานข่าวเรื่อง กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิด-ฆาตกรถูก ไล่กลับไปเขียนใหม่ ซึ่ง รายงานจัดทำโดยนายแพทย์ศุภชัย นอกจากเข้าข้างรัฐบาลประชาธิปัตย์ทุกเรื่องแล้วก็ยังให้ข้อมูลใหม่ ว่า"กรณี6ศพวัดปทุม"ถูกฆ่าตายนอกวัดแล้วลากศพเข้ามาในวัด ซึ่งไม่เคยมีใครให้ข้อมูลนี้เลย ยกเว้นพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ตอนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวBBC



ไม่ใช่หมอสลิ่มคิดแบบไก่อูไม่ได้!-พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ให้สัมภาษณ์BBCกรณี6ศพวัดปทุมฯหน้าตาเฉยว่า ตายนอกวัดแล้วถูกลากเข้ามาในวัด เรื่องเดียวกันนี้ปรากฎในรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯของหมอชูชัย ศุภวงศ์เท่านั้น เรื่องแบบนี้หากไม่ใช่หมอสลิ่มผู้เลิศล้ำคุณธรรมสูงส่งยากนะจะคิดหรือทำอะไร ที่"ระยำ"ขนาดนี้ได้
ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย รายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการปปช. ว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เนื่องจากเห็นว่า กระทำผิดระเบียบการใช้รถยนต์ ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงก ล่าวคือในขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. นพ.วิชัย มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมใช้รถประจำตำแหน่ง แต่กลับใช้รถยนต์ส่วนกลางของ อย.และมีการเบิกค่าน้ำมันรถจากทางราชการ แต่ถ้าใช้รถประจำตำแหน่งผู้ดำรงตำแหน่งต้องออกค่าน้ำมันเอง

หมอชูชัยออกมาแก้เกี้ยวรู้จักทั้งปชป.-ชินวัตร สรุปลงท้ายด้วยทัศนะคนอื่นเลวเพราะเป็นทาส"อำนาจเงินของทักษิณ"

เวบไซต์สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นำเสนอข่าวลงวันที่ 22 สิงหาคม หัวข้อเรื่อง หมอชูชัย ยืนยันไม่เคยร่วมงานกับพรรคการเมืองใด เพื่อตอบโต้มติชน-ข่าวสด ดังต่อไปนี้

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ชี้แจงว่า สืบเนื่องจากข่าวการตรวจสอบสื่อมวลชนของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ สภาการหนังสือพิมพ์ แล้วได้พยายามโยงความสัมพันธ์ของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ แล้วทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าตนมีอคติในการจัดทำร่างรายงานเหตุการณ์การชุมนุม ของ นปช. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ตนขอปฏิเสธว่าไม่เคยเข้าร่วมงานหรือกิจกรรมใด ๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ตามที่เป็นข่าว แต่ยอมรับว่าในระหว่างที่เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเคยได้รับมอบหมายให้ ดูแลเรื่องการควบคุมการบริโภคยาสูบจาก นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ขณะเดียวกันตนยังทำหน้าที่เป็นเลขาธิการแพทยสภา ที่ต้องทำงานและเสนอความเห็นต่อนายชวน หลีกภัย ในฐานะ “สภานายกพิเศษ” ของแพทยสภา อาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ โดยส่วนตัวตนมีความเคารพนายชวน หลีกภัย และนายชวน หลีกภัย ก็ให้ความเคารพนับถือพ่อของตนเช่นกัน

นายแพทย์ชูชัย ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมามีเพื่อนจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ขอข้อมูลหรือข้อเสนอแนะมาก็จัดส่งให้ทุกพรรคไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ในอดีตเคยมีพรรคการเมืองหลายพรรคชวนลงสนามเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้อง ถิ่น ซึ่งตนได้ปฏิเสธไปทุกครั้งเพราะถนัดแต่การเมืองภาคพลเมืองเท่านั้น

นายแพทย์ชูชัย วิเคราะห์ต่อไปว่า หนังสือพิมพ์บางสำนักพยายามทำให้สังคมสับสน โดยโยงความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือครอบครัวกับหน้าที่การงาน เป็นการดิสเครดิตตนมาโดยตลอด แต่ไม่ได้ออกมาตอบโต้ใด ๆ หากหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมีวิธีคิดเช่นนั้น ตนอยากบอกว่าครอบครัวของตนมีความสนิทสนมกับครอบครัวคุณป้าพวงเพ็ญ ชินวัตรมากกว่าครอบครัวหลีกภัย เพราะคุณป้าพวงเพ็ญ ชินวัตรเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของแม่ ตนให้ความเคารพคุณป้าพวงเพ็ญเช่นเดียวกับนายชวน หลีกภัย ทุกวันนี้ในยามปัจฉิมวัยคุณป้าพวงเพ็ญกับแม่ยังไปทำบุญด้วยกัน เที่ยวด้วยกันและมานอนค้างที่บ้านเป็นระยะ ๆ สำหรับตนเองเมื่อครั้งไปศึกษาต่อที่มลรัฐแมสซาซูเซสท์ สหรัฐอเมริกา ก็ไปพักอาศัยบ้านของ ดร.วีระเดช ชินวัตร จึงมีความสนิทสนมกันฉันท์พี่น้อง แต่ไม่มีใครนำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาปะปนกับการทำงานในหน้าที่แต่อย่างใด สำหรับตัวเองเคยเชื่อเสมอว่า “หากยืนตรงกลางแดด อย่าได้กลัวเงาคด” แต่บัดนี้อำนาจเงินไม่เพียงแต่ทำให้ผีโม่แป้งได้ ยังทำให้คนที่แตะต้องเกิดอาการโรคสายตาเอียงได้อีกด้วย

นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ กล่าวถึงความคืบหน้าร่างรายงานเหตุการณ์สลายการชุมนุม นปช. ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ขณะนี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร กสม.ทำงานร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 ท่าน ประชุมกันทุกสัปดาห์ โดยที่ตนได้เรียนให้ ศ.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทราบแล้วว่าไม่ขอเข้าประชุมด้วยเพราะอาจนำไปกล่าวอ้างเพื่อทำลายความน่า เชื่อถือของรายงาน แต่ในวันแถลงข่าวเพื่อเสนอรายงานฉบับนี้ต่อสาธารณชน สำนักงาน กสม. จะชี้แจงกลไกและกระบวนการจัดทำรายงานฉบับนี้ทั้งหมด เพราะที่ปรากฏตามหนังสือพิมพ์บางฉบับก่อนหน้านี้ ล้วนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก

วาทกรรมและขี้ในสมองของหมอสลิ่มคือคนรากหญ้ามีค่าต่ำกว่าพวกกู
นี่ ยังไม่รวมหมอขาประจำอย่างศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่หลุดวาทะกรรม ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานถึงวันละ 300 แค่ 150 ก็"พอเพียง"หากนายจ้างจัดหาค่าที่พัก อาหาร พร้อมกินพร้อมอยู่ให้

ทำให้โดนด่าเปิงว่า พวกความรู้สูง เป็นหมอผู้เลิศล้ำ คุณธรรรมจริยธรรมสูงส่งคงจะมองว่า ผู้ใช้แรงงานมันก็แค่ไอ้"คนรับใช้"ตามบ้านหมอๆทั้งหลาย ที่จ่าย150พร้อมห้องคนใช้ กับข้าวผัดปากซอยก็อยู่ได้ ไม่ต้องมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มนาเหมือนหมอๆ จนที่สุดหมอประเวศต้องกลับลำว่า ที่จริง300ยังไม่พอ ต้องมากกว่านั้น

มากกว่านั้นเท่าไหร่ หมอประเวศไม่ได้บอก...มากพอที่จะให้คนไทย คนรากหญ้ามีค่าเป็นคนเท่ากับหมอๆสลิ่มได้หรือไม่?

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-แฉแพทย์พันธมิตรกรี๊ดสลบก่อนบี้ลูกหมอเหวง วอนสอบทหารติดเครื่องหมายกาชาดยิงประชาชนมั่ง

คำผกา วิเคราะห์ สลิ่ม ในสังคมไทย


คำผกา ตำหนิ สลิ่มดูถูกชนบท




สลิ่มอวตาร

เหวง'แย้มอีก3เดือนลุยแก้รธน. ลั่นไม่ให้ทหารฆ่าปชช.อีก

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"เหวง" ย้ำจุดยืน รธน.ปี 50 สุดอัปลักษณ์ แย้มอีก 3 เดือนเดินหน้าแก้ รธน.
แย้มนิรโทษกรรมให้ถามเสียงประชาชนส่วนใหญ่ ลั่นไม่ยอมให้ทหารลั่นกระสุนฆ่าประชาชนอีกต่อไป...

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 ส.ค. นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า
สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำ 2 เรื่องคือ
การคืนความปรองดอง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
ซึ่งการสร้างความปรองดองไม่ใช่การกวาดขยะซุกไว้ใต้พรม
แต่เป็นการชี้ว่าขยะและอาจมอยู่ที่ไหน
มันต้องมีความผิดปกติของประเทศไทย จึงมีการใช้อาวุธสงครามไปสังหารประชาชน
การสร้างความปรองดองต้องสร้างความจริงให้ปรากฏ
จากนั้นจะนิรโทษกรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศลงความเห็น

ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ อยากถามว่า
มีรัฐธรรมนูญฉบับใดในโลกที่รับรองการรัฐประหารว่า
ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น มาตรา 309 มาตราเดียว ก็บอกได้ว่า
รัฐธรรมนูญฉบับนี้อัปลักษณ์ที่สุดในโลก ใครหวงแหนไว้คือ
หวงแหนความอัปลักษณ์ของประเทศไทย หลังจากเราแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ใน 3 เดือนจนเห็นผลแล้ว จะแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป
โดยใช้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง เมื่อส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว
ต้องถามความเห็นประชาชนทั้งประเทศ
นี่เป็นความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้องสร้างความปรองดองในปีแรก
และจำเป็นต้องมีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วนในปีแรก
จากนี้ไปเราจะไม่อนุญาตให้ทหารมาลั่นกระสุนใส่ประชาชนอีกต่อไป.


http://www.thairath.co.th/content/pol/196286

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ: ข้อเสนอในการปรับปรุงการทำงานของ คอป.

ที่มา ประชาไท

นับเป็นเวลากว่าหนึ่งปีเศษที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมื่อ 8 มิถุนายน 2553 โดยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. 2553 รองรับ และมีวาระในการทำงาน 2 ปี

เมื่อ ศ. คณิต ณ นคร ตอบรับการทาบทามเป็นประธาน จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรวม 8 ท่านเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 และตั้งเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการอีกรวมทั้งสิ้น 12 ท่าน นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงจำนวน 19 ท่าน (รวมเลขานุการและผู้ช่วย) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2553 จากนั้นได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริง เฉพาะกรณีขึ้นมาอีก 5 คณะ โดยแยกเป็นการรับผิดชอบในภาพรวมของการตรวจสอบและค้นหาความจริง, กรณีเสียชีวิต 6 ศพ กรณี 10 เมษายน การปะทะทั้งอนุสรณ์สถานและไทยคม, กรณีการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวต่างประเทศและการฆาตกรรมพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล, การปะทะบริเวณบ่อนไก่ สีลม ซอยรางน้ำและการเผาอาคารสถานที่ในกรุงเทพ รวม 37 แห่ง, กรณีการเผาอาคารสถานที่ราชการในต่างจังหวัด เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553

ต่อ มาได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรงในวันที่ 19 สิงหาคม 2553 และได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความรุนแรงเฉพาะกรณีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 ขึ้นอีกคณะหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการศึกษาวิจัยและกิจกรรมทาง วิชาการ (ลงวันที่ 8 กันยายน 2553) และคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง (ลงวันที่ 21 กันยายน 2553)

จะเห็นได้ว่า คอป. ใช้รูปแบบการดำเนินงานในรูปคณะอนุกรรมการเป็นส่วนใหญ่ แต่คณะกรรมการ คอป. และอนุกรรมการคณะต่างๆ ได้ทำงานภายใต้ขีดจำกัดในช่วงบรรยากาศที่ผ่านมา และการขาดความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความไม่ไว้วางใจในบทบาทและท่าทีของ คอป. ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมการของ คอป.

อย่างไรก็ดี เงื่อนไขที่เป็นขีดจำกัดดังกล่าวน่าจะหมดไป เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรเข้ามาบริหารประเทศ ภายใต้เงื่อนไขนี้จึงเหมาะสมแก่กาลที่จะได้ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการตรวจ สอบ ค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองที่สามารถมีคำตอบให้แก่สังคม

ข้าพเจ้า ในฐานะของอนุกรรมการคณะที่ 4 ซึ่งรับผิดชอบตรวจสอบค้นหาความจริงของการปะทะบริเวณบ่อนไก่ สีลม ซอยรางน้ำและการเผาอาคารสถานที่ในกรุงเทพ รวม 37 แห่ง ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากบุคคลหลายฝ่ายจึงใคร่ขอเสนอวิธีการและการปรับแนวทาง เพื่อนำไปสู่การถกเถียงและปรับปรุงการทำงานของ คอป. เพื่อให้เป็นที่ยอมรับต่อสาธารณชนและบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำงาน ดังต่อไปนี้

1. ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการโดยไม่รั้งรอ

1.1 ให้รัฐบาลสำรวจและเปิดเผยข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันมีคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง อยู่กี่มากน้อย เขาเหล่านั้นจะได้รับการดูแล เยียวยาอย่างไร ในแง่รูปคดี จะมีแนวทางพิจารณาอย่างไร เช่นเดียวกับนักโทษการเมืองอื่นๆ (ไม่ว่าจะกรณี 112 หรือคดีก่อการร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน เพราะต้องไม่ลืมว่าความขัดแย้งในปัจจุบันมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร เสียด้วยซ้ำ) ทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและฝ่าย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และประชาชนทั่วไป

1.2 ให้ ศอฉ. ส่งมอบข้อมูลการสั่งการกำลังพล ที่ดำเนินการจำแนกตามหมวดหมู่ของเอกสารทั้งหมดแล้วส่งมอบให้ คอป. รักษา เพื่อทำฐานข้อมูลในการดำเนินการและตรวจสอบการตัดสินใจของ ศอฉ. ในระหว่างวิกฤตการณ์ทางการเมือง (ปัจจุบัน คอป. ยังไม่ได้รับเอกสารจาก ศอฉ. ดังที่ผมได้เคยแถลงไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา)

1.3 ด้านเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกองทัพ จะต้องให้เจ้าหน้าที่ทั้งระดับบังคับบัญชาและปฏิบัติการมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงแก่ทาง คอป. เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏว่ามีระดับบังคับบัญชาเข้ามาให้ข้อมูล คงมีแต่เพียงเจ้าหน้าที่ด้านธุรการของกองทัพมาให้ข้อมูล ซึ่งในความเป็นจริง ตั้งแต่ระดับอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนผู้นำเหล่าทัพและผู้คุมกำลังปฏิบัติการกระชับพื้นที่จะต้องมาให้ปากคำ และเหตุผลในการปฏิบัติงานกับ คอป. รัฐบาลต้องถือเป็นนโยบายหลักที่จะต้องอำนวยความสะดวกและคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ตลอดจนผู้ให้ข้อมูลตามสมควร เพื่อหลักประกันว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงโดยปราศจากการแทรกแซงจากผู้มี อำนาจในการบังคับบัญชาดังกล่าว

1.4 รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอแก่การทำงานของ คอป. โดยไม่ล่าช้า

1.5ให้จัดทำโครงการหอจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนอนุสรณ์สถานความขัดแย้งทางการเมือง และมีกำหนดวาระการทำงานที่ชัดเจนเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจมิให้เกิดการใช้ ความรุนแรงต่อประชาชนและการชุมนุมทางการเมืองในอนาคต

2. ภาพรวมของ คอป.

2.1 ในแง่ระบบการทำงาน ขอให้ คอป. แถลงวิธีการทำงาน ทั้งในภารกิจการแสวงหาความจริงและการปรองดอง ว่ามีกระบวนการทำงานอย่างไร ใครรับผิดชอบอะไร เพื่อสาธารณชนจะได้ตรวจสอบและติดตาม

2.2 ให้ คอป. ชี้แจงว่ามีการประสานงานภายในและระหว่างคณะอนุกรรมการอย่างไร อุปสรรคที่ผ่านมาอยู่ที่ไหน และมีแนวทางแก้ไขอย่างไร เช่น ในการรับฟังข้อมูลจากประชาชน หรือผู้ได้รับผลกระทบ มีการเชื่อมโยงไปยังคณะอนุกรรมการเยียวยาหรือไม่ หรือมีการสื่อสารควบคุมภายในอย่างไรจึงจะสามารถเชื่อมฐานข้อมูลผู้ได้รับผล กระทบที่จะมาให้ปากคำข้อเท็จจริงและรับการเยียวยา สถานะของผู้รับการเยียวยา เป็นต้น และหากระบบอนุกรรมการที่ได้ดำเนินมามีความล่าช้าและไม่สนองตอบต่อปัญหา จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ในระยะยาวอาจต้องให้มีคณะกรรมการภาคประชาชนเป็นผู้นำเสนอ ให้ข้อติติงในการทำงานและจัดทำรายงานเพื่อสรุป ชี้แจงต่อประชาชน เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

2.3 ในกรณีผู้เสียชีวิต ยังไม่มีข้อมูลทางการจากกรมสอบสวนคดีพิเศษครบทุกราย แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีการดำเนินการในสิ่งที่ที่ควรจะจัดทำเป็นฐานข้อมูล เช่น

2.3.1 ประวัติ (profile) ของผู้เสียชีวิต (อายุ อาชีพ รายได้ การศึกษา ภูมิหลังเบื้องต้น) ซึ่งควรจะตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ เลขบัตรประชาชนกับฐานทะเบียนราษฎร์ และเหตุแห่งมรณกรรมทั้งในรูปของบาดแผล เหตุแห่งการตาย แผล หลักฐานทางนิติเวช กระสุน และอื่นๆ เพื่อตรวจสอบกับรายงานผลชันสูตรของตำรวจ แพทย์ตำรวจ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และ/หรือหน่วยงานนิติเวชอื่น

2.3.2 การเยียวยาแก่ทายาทหรือญาติ (การเยียวยาในรูปของค่าตอบแทน การชดเชยค่าเสียหายจากแหล่งต่างๆ สถานภาพของการเยียวยา -กรณีที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาเต็มรูปแบบ)

2.3.3 การจัดการข้อมูลที่ขัดแย้งกัน เช่น ทางรัฐบาลกับ นปช. อ้างถึงผู้เสียชีวิต 91 ศพ แต่ ทาง ศปช. ระบุว่าควรจะนับรวมผู้เสียชีวิตที่ป่วยเรื้อรังจากแก๊สน้ำตาอีกสองรายรวม เป็น 93 ศพ เป็นต้น

2.4 ในกรณีผู้บาดเจ็บกว่าสองพันราย ยังไม่มีการจัดทำข้อมูลอ้างอิงจากหน่วยศูนย์นเรนทร หรือวชิรพยาบาลที่แสดงอาการหรือรูปแบบความบาดเจ็บทางกายภาพ

2.4.1 ในเบื้องต้นยังไม่มีการทำประวัติ (profile) ของผู้บาดเจ็บ (บาดแผล เหตุแห่งการบาดเจ็บ แผล หลักฐานทางนิติเวช กระสุน บันทึกทางการแพทย์ และอื่นๆ)

2.4.2 การเยียวแก่ผู้บาดเจ็บ (การเยียวยาในรูปของค่าตอบแทน การชดเชยค่าเสียหายจากแหล่งต่างๆ สถานภาพของการเยียวยา—กรณีที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือพิการทุพลภาพ ควรจะมีมาตรการดูแลอย่างไร-หรือกรณีที่พบว่ายังไม่ได้รับการเยียวยาเต็มรูป แบบเนื่องจากหวาดกลัวไม่กล้าเข้ามารายงานว่าได้รับผลกระทบจากการชุมนุม หรือสลายการชุมนุม)

2.5 การเผาสถานที่กว่า 37 จุดในกรุงเทพมหานคร ยังไม่มีรูปแบบการทำงานเก็บข้อมูลที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

2.6 เปิดช่องทางการรับข้อมูล เช่น

2.6.1 เปิดรับข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ทางจดหมายอิเล็คทรอนิคส์

2.6.2 เปิดตู้ ปณ. รับข้อมูลทางไปรษณีย์

2.6.3 เปิดการรับฟังเป็นเวทีสาธารณะในบางพื้นที่

2.7 ด้านการเขียนรายงาน บทเรียนจากรายงานฉบับร่างของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนน่าจะเป็นอุทธาหรณ์แก่ คอป. ในการทำงานด้วยความระมัดระวัง คอป. ควรจัดเวทีรับฟังจากภาคประชาชน นักวิชาการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหารูปแบบรายงานและข้อเท็จจริง ข้อถกเถียงที่สังคมต้องการรับรู้ ทั้งนี้การค้นหาความจริงจะต้องเป็นหลักการพื้นฐานในการทำงาน ทั้งนี้ ท่านประธานคณิตได้มีโอกาสจัดทำรายงานกรณีพฤษภาคม 2535 คณะทำงานของ คอป. จึงน่าจะถอดบทเรียนเพื่อนำมาใช้เป็นฐานการค้นหาความจริงเพื่อเปิดเผยต่อ สาธารณชนได้ โดยอาจใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้ความเห็นประกอบ

2.8 ให้มีการขยายหรือยืดระยะเวลาการแจ้งเหตุความเสียหายอันเกิดจากการชุมนุม โดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ ให้ได้มีโอกาสแจ้งเพิ่มเติม เพราะประสบการณ์ในการทำงานเห็นได้ชัดว่าหลายกรณีเข้าไม่ถึงการเยียวยา ไม่รู้ช่องทางการเยียวยา และถูกตำหนิจากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอคติ หรือทัศนะบางประการต่อผู้มาขอรับการเยียวยา

2.9 ให้ คอป. เปิดเผยวิธีการเยียวยาหรือการประสานงาน และให้มีข้อมูลที่เปิดเผยว่าได้มีช่องทางอื่นใดที่จะเข้าถึงผู้เสียหาย บาด เจ็บ เสียชีวิต จากการชุมนุม หรือประชาชนทั่วไป (รวมทั้ง ในกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ ห้างร้าน) 2.10 กรณีที่ผู้ต้องขังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานและยังไม่มีหน่วยงานใดยื่น มือเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้รัฐบาลมอบหมายให้ คอป. จัดทนายและดำเนินการประกันตัว (พร้อมงบประมาณ) โดยไม่ชักช้า กรณีที่ถูกคุมขังและไม่มีการแจ้งข้อหา รัฐบาลต้องให้มีการชดเชยตามความเหมาะสม 2.11 คอป. จะต้องให้มีเวทีไต่สวนสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูล หรือเปิดเผยผลการตรวจสอบ อย่างน้อยทุกๆ สามเดือน หรือจัดทำเว็บไซต์เพื่อแถลงความคืบหน้า ตลอดจนเอกสารเผยแพร่จากการค้นหาความจริง

3. มองผ่านการทำงานของอนุกรรมการ: อุปสรรค และทางออก ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่ารูปแบบการดำเนินงานของ คอป. ยังเป็นการทำงานผ่านคณะอนุกรรมการเป็นส่วนใหญ่ อุปสรรคสำคัญจึงยังอยู่ที่ภาระงานของกรรมการและอนุกรรมการ ทั้งๆ ที่ควรจะกำหนดวาระสำคัญคือการตรวจสอบและค้นหาความเพื่อการปรองดอง แต่การดำเนินงานของ คอป. ในสภาพการทำงานปัจจุบันยังดำเนินไปอย่างล่าช้า และหากไม่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป วิธีการดำเนินงานขณะนี้ไม่น่าจะสำเร็จทันกรอบเวลาที่ตั้งไว้สองปี ดังนั้น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะต้องหารือกับ คอป. เพื่อจัดการกับปัญหาและข้อท้าทายที่กล่าวมาแล้ว

คอป. ควรเปิดการรับฟังเป็นเวทีสาธารณะในพื้นที่ หรือรุกไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ข้อมูลมากกว่าจะนั่งรอให้ประชาชนหรือ เจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลในสำนักงาน ส่งตัวแทนไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบกลุ่มต่างๆ เพื่อรับฟัง เพื่อเยียวยา และเพื่อค้นหาความจริงโดยมีการนัดหมายล่วงหน้า ประสานทำความเข้าใจไปก่อนจะลงพื้นที่ มีตัวแทนคณะอนุกรรมการลงไปรับฟัง และบันทึกการเสวนาเพื่อนำเสนอต่อสาธารณชน

คอป. อาจจัดให้มีนักวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลภาคสนาม ลงพื้นที่สัมภาษณ์เชิงลึกมากกว่าในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้กับคณะอนุกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสัมภาษณ์กลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึก หรือรับข้อมูลทางตรงในแบบอื่นๆ ในระหว่างคณะอนุกรรมการควรจะได้จัดให้มีฐานข้อมูลร่วมเพื่อจะเห็นภาพรอบด้าน ของการค้นหาความจริง

กรณีการเผาสถานที่ น่าจะแบ่งออกเป็นสถานที่ราชการและเอกชน เพื่อแยกแยะรับฟังขอบเขตความเสียหายและการเยียวยา ซึ่งปัญหาที่ยังค้างอยู่ก็คือคดีความและการรับประโยชน์จากการประกันภัยซึ่ง อุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ข้อถกเถียงเรื่องการเป็นหรือไม่เป็นผลจากการก่อการ ร้าย ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจได้รับค่าชดเชยตามสินไหมที่ประกันภัยเอาไว้

ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลและ คอป. ควรตรวจสอบเร่งรัดการส่งมอบเอกสารค้างส่งจาก ศอฉ. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าดำเนินการไปถึงไหน ขัดข้องในขั้นตอนใดในการส่งมอบเอกสาร ไม่เช่นนั้นก็จะมีเอกสารที่หลุดออกมาโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ถูกต้องให้ คอป.และสาธารณชนต้องตรวจสอบว่าจริงหรือไม่จริง อย่างไร

เหนือ สิ่งอื่นใดก็คือการเยียวยารักษาชีวิตและจิตใจของประชาชน และมีการค้นหาความจริงเพื่อทลายวาทกรรมที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสีใน ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

หมายเหตุุ: จากบทความเดิมชื่อ"ข้อเสนอในการปรับปรุงการทำงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ"

ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์: วุฒิภาวะหนังสือพิมพ์กรณีผลสอบอีเมลฉาว

ที่มา ประชาไท

1.วัน ที่ 4 กรกฎาคม 2540เจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ก่อตั้งสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อควบคุมและ ตรวจสอบกันเองในเรื่องปัญหาจริยธรรมแทนที่จะไปอยู่ภายใต้การควบคุมโดยกฎหมาย จากรัฐ ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่า สื่อมีปัญหาในเรื่องจริยธรรมมากมายทั้งเรื่องการนำเสนอภาพที่ไม่เหมาะสมของ ผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งเรื่องอามิสสินจ้าง เรียกรับผลประโยชน์ของคนวงการสื่อ หรือการแสดงตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเสียเองที่หนักหนาสาหัสคือความสัมพันธ์ ระหว่างผลประโยชน์ของธุรกิจสื่อและเสรีภาพในการทำหน้าที่ของนักข่าวว่าควร เป็นเช่นไรดังนั้น 10 กว่าปีที่ผ่านมา สภาการหนังสือพิมพ์ฯก็ถูกตั้งคำถามอย่างท้าทายว่าควบคุม หรือตรวจสอบกันเองได้จริงหรือไม่หรือเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหนีการควบคุมโดย กฎหมายหรือองค์กรอื่นในสังคม

2 ด้วยความท้าทายดังกล่าวคนในสภาการ หนังสือพิมพ์ฯพยายามที่จะหาตัวแบบว่าโครงสร้างของสภาการหนังสือพิมพ์แห่ง ชาติ ควรเพิ่มสัดส่วนบุคคลภายนอกให้มากกว่าคนในวงการสื่อ หรือเปิดกว้างให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสังคมเข้ามาเป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ แห่งชาติได้ เพื่อการควบคุมและการตรวจสอบจะได้มีความเข็มข้นมากยิ่งขึ้น และเพื่อลบคำครหา เรื่องแมลงวันไม่ตอมแมลงวัน สื่อไม่ตรวจสอบสื่อ

3 ด้วยเหตุนี้ กรณีอี เมลล์ฉาว ของนายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ข้อความที่ปรากฎในอีเมลล์ได้ส่งผลสะเทือนกับความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน อย่างมากมายมหาศาล หากปล่อยให้เกิดความคลุมเครือ คำว่า สื่อซื้อได้และจัดการได้จะเปลี่ยนจากความสงสัยในสังคมมาเป็นความเชื่อทันที สภาการหนังสือพิมพ์ฯก็ถูกท้าทายที่ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างโดยเร็ว

4 ถ้าจำไม่ผิด นี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่สภาการหนังสือพิมพิ์แห่งชาติ แต่งตั้งคนจากภายนอกมาตรวจสอบกรณีอีเมลล์ฉาวของนายวิม ซึ่งอนุกรรมการซึ่งประกอบด้วย 1.นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธาน 2. นางบัญญัติ ทัศนียะเวช 3. รศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ 4. ศ.พิเศษ สิทธิโชค ศรีเจริญ 5. ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นเลขานุการ ซึ่งแต่ละคนล้วน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ มีความคิด มีทุนทางสังคม ที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาครอบงำหรือชี้นำไม่ได้โปรดเข้าใจว่า บุคคลเหล่านี้มาทำหน้าที่ตรวจสอบเพราะถูกเลือกจากกรรมการสภาการหนังสือ พิมพ์ฯ มีการส่งคนไปทาบทามให้มาทำหน้าที่ หลายคนอาจรู้ด้วยซ้ำว่าไม่ว่าผลสอบจะออกมาอย่างไรพวกเขาจะตกเป็นเป้าของการ โจมตีอย่างแน่นอน

5 .ผมนับถือความกล้าหาญและความเสียสละของอนุกรรมการชุดนี้และเห็นว่า กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯก็นักเลงเพียงพอ ใจถึงเพียงพอที่ตั้งบุคคลภายนอกเข้ามาสอบเรื่องอีเมลล์ฉาวเท่าที่ได้พูดคุย กับพี่ๆ เพื่อนๆในสภาการหนังสือพิมพิ์ฯ ก็ได้ทราบเหตุผลว่า เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าเรื่องฉาวใหญ่ขนาดนี้คนวงการสื่อก็ พร้อมที่จะทำการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบจากสังคม เพื่อดึงความน่าเชื่อถือของวิชาชีพสื่อกลับมา

6 . ดังนั้น หากเป็นไปได้ ใครก็ตามที่อาจได้รับผลกระทบจากผลสอบ น่าจะเริ่มต้นจากการตรวจสอบกระบวนการ ภายในของสภาการหนังสือพิมพ์ฯว่ามีมติเรื่องนี้ไว้อย่างไร ให้ขอบเขตอำนาจการสอบของอนุกรรมการชุดนี้ไว้อย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการวิจารณ์หรือตอบโต้เรื่องนี้ และน่าจะดีกว่าการมุ่งโจมตีตัวอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริง

7. เท่าที่พูดคุยก็พบว่า กรรมการสภาหนังสือพิมพิ์ฯ ให้ความอิสระอย่างเต็มที่กับอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงในการวางประเด็นและแนว ทางการสอบสวน และให้เวลาสอบเพียง 15 วันเท่านั้นเพื่อให้การสอบเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่างอย่างชัดเจนโดยเร็ว แต่อนุกรรมการสอบก็ขอขยายเวลาออกไปและบอกวันเวลาชัดเจนว่า จะสรุปผลสอบในวัน ที่ 17 สิงหาคมวันนั้นนักข่าวจากทุกสื่อรอบฟังผลสอบอย่างคับคั่ง ข้อเท็จจริงตรงนี้ก็มีความชัดเจนว่า เป็นมติกรรมาสภาการฯให้เปิดผลสอบได้ มิใช่อนุกรรมการเปิดผลสอบตามอำเภอใจตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

8. เท่าที่ติดตามอนุกรรมการมีข้อจำกัดในการสอบเส้นทางเงินว่า มีการใช้จ่ายกันจริงหรือไม่ แต่เมื่อดูจากผลสอบแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้จากผู้ถูกพาดพิงทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับอนุกรรมการแม้ ว่าหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดได้ตรวจสอบมาแล้วว่าไม่พบว่า มีการให้สินบนแต่อย่างใด แต่บุคคลที่ถูกพาดพิงเหล่านี้ก็ยังมี ความกล้าหาญที่เดินทางมาให้ปากคำ ยกเว้นผู้ถูกพาดพิงจากเครือมติชนที่ชี้แจงเป็นหนังสือเท่านั้น

9. อย่างไรก็ตามหากจะให้วิจารณ์อนุกรรมการ ก็มีประเด็นว่า ทำไมอนุกรรมการ ไม่สอบบุคคลอื่นๆที่ได้รับอีเมลล์ฉบับเดียวกันนี้อีกหลายคน ซึ่งได้เมลล์นี้มาก่อน 2 วันก่อนที่จะมาฉาวในผู้จัดการออนไลน์ หากสอบบุคคลทุกคนที่ได้รับเมลล์อาจได้ ข้อมูลที่ลึกซึ้งมากขึ้นเพราะเรื่องนี้มีการพูดกันมากในห้องข่าวพรรคเพื่อ ไทยทำให้จับอารมณ์ของนายวิมและปัญหาความขัดแย้งในทีมงานด้านสื่อของพรรค เพื่อไทยได้เป็นอย่างดี

10. อย่างไรก็ตามนี้คือความใจกว้างของกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯที่ให้ความ อิสระกับอนุกรรมการ ในการตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบแม้จะรู้ว่าจะเนื้อหาในการตรวจสอบอาจ เกิดผลกระทบหรือสร้างความไม่พอใจกับสื่อหรือหนังสือพิมพ์ที่ถูกพาดพิงซึ่ง ตอนนี้เครือมติชนก็ได้ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับผลการตรวจสอบของอนุกรรมการออกมา แล้ว

11. กระบวนการสอบสวนเรื่องอีเมลล์ฉาวครั้งนี้ของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ คือบทพิสูจน์อย่างแท้จริงว่า คนในวงการสื่อพร้อมที่ยอมรับการตรวจ สอบอย่างตรงไปตรงมาได้หรือไม่ แต่เรื่องที่น่าสนใจหลังผลสอบถูกเปิดเผยออก มาแล้วคือ วุฒิภาวะของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับที่ถูกพาดพิง ได้รับมือกับผลสอบครั้งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปฏิกิริยาที่พบนั้นคือ จะนิ่งเงียบรับฟังและรีบสำรวมตัวเอง หรือ จะยืนกล้าตอบโต้ในทำนอง “มึงว่ากูเลว มึงนั้นแหละก็เลวด้วย หรือมึงว่ากูผิด มึงนั้นแหละก็ผิดด้วย “

12. อย่างไรก็ตาม วันนี้สภาการหนังสือพิมพ์ฯเดินมาถึงทางแพร่งที่สำคัญว่าคนวงการสื่อว่า จะร่วมพัฒนาหรือสร้างกลไกการควบคุมกันเองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหรือจะ หันหลังให้กับหลักการควบคุมกันเอง ตรวจสอบกันเอง ซึ่งทุกคนต้องร่วมหาคำตอบ

ที่มา: เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา

อ่านรายงานผู้ตรวจการพิเศษยูเอ็นด้านเสรีภาพการแสดงออก ฉบับเต็ม

ที่มา ประชาไท

รายงานว่าด้วยการสนับสนุนและปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ซึ่งแฟรง ลา รู (Frank La Rue) ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านเสรีภาพการแสดงออก นำเสนอต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งใช้เวลาเก็บข้อมูลในประเทศต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี (มี.ค. 2553 - มี.ค. 2554)

"ประชาไท" เรียบเรียงบทสรุปและข้อเสนอแนะของรายงานมานำเสนอ ดังนี้

0 0 0

"ผู้ รายงานพิเศษเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสุด อย่างหนึ่งในศตวรรษที่ 21 ทำให้เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติของผู้มีอำนาจมากขึ้น มีการเข้าถึงข้อมูลสนเทศ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเรือนในการสร้างสังคมประชาธิปไตย กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ทั่วทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของอินเทอร์เน็ตในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ความเท่าเทียม การตรวจสอบได้ และการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวรัฐทุกแห่งจึงควรกำหนดการส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ของบุคคลทุกคนให้เป็นภารกิจเร่งด่วน โดยให้มีการควบคุมเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตน้อยสุด" (ส่วนหนึ่งจากรายงาน)

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

อิน เทอร์เน็ตต่างจากสื่อกลาง อื่นๆ อินเทอร์เน็ตช่วยให้บุคคลแสวงหา ได้รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดทุกประเภทข้ามพรมแดนโดยทันทีและสิ้นเปลืองค่าใช้ จ่ายน้อย นอกจากนี้ อินเทอร์เน็ตยังมีส่วนส่งเสริมศักยภาพของบุคคลให้บรรลุถึงสิทธิที่มีเสรีภาพ ในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ซึ่งจะเป็น “ปัจจัยส่งเสริม” นำไปสู่สิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ซึ่งเท่ากับช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และทำให้เกิดการพัฒนาของมนุษย์โดยรวม ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้รายงานพิเศษจึงขอกระตุ้นให้ผู้มีอำนาจตามกลไกพิเศษ (Special Procedures) อื่นๆ มีส่วนร่วมในการทำงานด้านอินเทอร์เน็ตตามอำนาจหน้าที่ของตน

ผู้รายงานพิเศษเน้นว่าควรควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตให้น้อยสุด โดย ให้มีข้อยกเว้นไม่มากนักซึ่งเป็นไปตามหลักของกฎบัตรสิทธิมนุษยชนระหว่าง ประเทศ ทั้งยังย้ำด้วยว่า การประกันอย่างเต็มที่ซึ่งสิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงออกจะต้องกำหนดเป็น บรรทัดฐาน และการจำกัดสิทธิให้ถือเป็นกรณียกเว้นเท่านั้น และไม่ควรมีการแก้ไขหลักการดังกล่าวเลย ตามหลักการดังกล่าว ผู้รายงานพิเศษจึงมีข้อเสนอแนะในด้านต่างๆ ดังนี้

ก. การควบคุมเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต

ผู้ รายงานพิเศษตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เช่นเดียวกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอื่นๆ อินเทอร์เน็ตอาจถูกใช้อย่างมิชอบและก่ออันตรายให้ผู้อื่น และเช่นเดียวกับข้อมูลทั่วไป มาตรการ ที่ควบคุมจำกัดเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ตควรกระทำในลักษณะเป็นข้อยกเว้น และจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์สามประการ ได้แก่ (1) ต้องมีกฎหมายรองรับ และเป็นข้อกำหนดที่ชัดเจนและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน (หลักความคาดหมายได้และโปร่งใส) และ (2) ต้องเป็นไปตามจุดประสงค์ข้อใดข้อหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในย่อหน้า 3 ข้อ 19 ของกติกาฯ กล่าวคือเพื่อ (i) คุ้มครองสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่นหรือ (ii) รักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน (หลักความชอบธรรม); และ (3) ต้องใช้เมื่อจำเป็นอย่างยิ่ง และให้นำมาตรการที่ควบคุมจำกัดน้อยสุดมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว (หลักความจำเป็นและชอบด้วยสัดส่วน) นอกจากนั้น หน่วยงานที่ใช้มาตรการตามกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงออก จะต้องเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง พาณิชย์ หรืออิทธิพลภายนอกอื่นใด และกระทำโดยไม่พลการหรือไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ และมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจอย่างมิชอบอย่างเพียงพอ รวมทั้งการเปิดโอกาสให้มีการยื่นคำร้องเพื่อทบทวนและขอรับการเยียวยากรณีที่ มีการนำมาตรการนั้นๆ ไปใช้อย่างมิชอบ

1. การปิดกั้นและคัดกรองเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตโดยพลการ
ผู้รายงานพิเศษกังวลอย่างยิ่งว่ารัฐได้นำกลไกปิดกั้นหรือคัดกรองที่ทันสมัยมากขึ้นมาใช้เพื่อการเซ็นเซอร์ มาตรการ ที่ขาดความโปร่งใสเช่นนี้ทำให้ยากจะตรวจสอบได้ว่าการปิดกั้นหรือคัดกรองเช่น นั้นมีความจำเป็นเพื่อตอบสนองเป้าหมายตามที่รัฐอ้างหรือไม่ ด้วยเหตุดังกล่าว ผู้รายงานพิเศษจึง เรียกร้องให้รัฐที่ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์รายงานเว็บไซต์รายชื่อที่ถูก ปิดกั้น พร้อมกับรายละเอียดที่อธิบายถึงความจำเป็นและความชอบธรรมที่จะต้องปิดกั้น การเข้าถึงเว็บไซต์แต่ละแห่ง และในหน้าของเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นจะต้องมีคำอธิบายอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึง ถูกปิด หลักเกณฑ์พิจารณาว่าควรมีการปิดกั้นเนื้อหาส่วนใด เป็นสิ่งที่พึงกระทำโดยหน่วยงานตุลาการ ผู้มีอำนาจ หรือหน่วยงานที่เป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง พาณิชย์ หรืออิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์อื่นใด

ใน แง่ของภาพอนาจารของเด็ก ผู้รายงานพิเศษสังเกตว่ากรณีดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นที่ชัดเจนที่สนับสนุน มาตรการปิดกั้น แต่จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายในประเทศกำหนดมาตรการป้องกันการใช้กฎหมาย อย่างมิชอบหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ เพื่อป้องกัน “mission creep” อย่างเช่น กำหนดให้มีการกำกับดูแลและตรวจสอบโดยหน่วยงานตุลาการหรือหน่วยงานกำกับดูแล เป็นอิสระและไม่ลำเอียง อย่างไรก็ตาม ผู้รายงานพิเศษเรียกร้องให้รัฐพยายามนำตัวผู้ผลิตและเผยแพร่ภาพอนาจารของ เด็กมาลงโทษ แทนที่จะกำหนดแต่มาตรการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว

2. การเอาผิดทางอาญาต่อการแสดงออกโดยชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ รายงานพิเศษกังวลต่อไปว่ายังคงมีการเอาผิดทางอาญาต่อการแสดงความเห็นในอิน เทอร์เน็ตที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการละเมิดพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของรัฐ ไม่ว่าจะ เป็นการใช้กฎหมายอาญาเพื่อเอาผิดต่อการแสดงความเห็นในอินเทอร์เน็ต หรือการออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อปราบปรามและเอาผิดต่อการแสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ต รัฐมักอ้างว่าจำเป็นต้องใช้กฎหมายเช่นนี้เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคล รักษาความมั่นคงของประเทศ หรือเพื่อต่อต้านลัทธิก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วมักมีการนำมาใช้เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหาที่รัฐบาลและหน่วยงาน ที่มีอำนาจไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบ

ผู้รายงานพิเศษย้ำถึงเสียงเรียกร้องให้รัฐทุกแห่งลดการเอาผิดทางอาญาต่อกรณีหมิ่นประมาท นอกจากนั้น ยังย้ำว่ารัฐ ไม่ควรใช้เหตุผลเพื่อการรักษาความมั่นคงในประเทศหรือต่อต้านลัทธิก่อการร้าย เพื่อสนับสนุนมาตรการควบคุมสิทธิในการแสดงออก เว้นแต่รัฐบาลจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า (ก) การแสดงออกนั้นมุ่งหมายเพื่อยุยงให้เกิดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างแน่ นอน (ข) การกระทำเช่นนั้นมีแนวโน้มเป็นการยุยงให้เกิดความรุนแรง และ (ค) มีความเชื่อมโยงในทางตรงและอย่างชัดเจนระหว่างการแสดงความเห็นเช่นนั้นกับ โอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงดังกล่าว

3. การกำหนดความรับผิดของผู้ที่เป็นสื่อกลาง
ผู้เป็นสื่อกลางมีบทบาทสำคัญช่วยให้ผู้ใช้อิน เทอร์เน็ตสามารถใช้สิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูล สืบเนื่องจากอิทธิพลของผู้เป็นสื่อกลางถึงวิธีการเผยแพร่และข้อมูลที่ต้อง การเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต รัฐจึงได้พยายามควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อกลาง มีการเอาผิดในทางกฎหมายกรณีที่ไม่สามารถป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่ถือว่า ผิดกฎหมายได้

ผู้รายงานพิเศษเน้นว่าไม่ควรมีการผ่องถ่ายการใช้ มาตรการเซ็นเซอร์ให้กับ ภาคเอกชน และไม่ควรเอาผิดทางกฎหมายต่อผู้เป็นสื่อกลางที่ปฏิเสธจะดำเนินการในลักษณะ ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคล การ ขอความร่วมมือใดๆ ต่อผู้เป็นสื่อกลางเพื่อให้ปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาบางอย่าง หรือเพื่อให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเป้าประสงค์ที่จำกัดอย่างเช่น เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานยุติธรรมทางอาญา ควรกระทำโดยผ่านคำสั่งจากศาลหรือหน่วยงานผู้มีอำนาจที่เป็นอิสระจากอิทธิพล ทางการเมือง พาณิชย์ หรืออิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์อื่นใด

นอก จากนั้น แม้ว่ารัฐมีหน้าที่หลักในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ผู้รายงานพิเศษก็ย้ำว่าบรรษัทมีความรับผิดชอบต้องเคารพสิทธิมนุษยชนด้วย หมายถึงว่าต้องมีการตรวจสอบการทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิของบุคคล อื่น ผู้รายงานพิเศษจึงมีข้อเสนอ แนะ ต่อผู้เป็นสื่อกลางให้จำกัดสิทธิเหล่านั้นก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากศาลเท่า นั้น แสดงความโปร่งใสให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีการใช้มาตรการควบคุมอย่างไรบ้าง และควรแจ้งให้สังคมโดยรวมทราบด้วย หากเป็นไปได้ แจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานทราบล่วงหน้าก่อนจะนำมาตรการควบคุมจำกัดมาใช้ และลดผลกระทบให้น้อยสุดด้วยการเซ็นเซอร์เฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น สุดท้าย จะต้องมีมาตรการเยียวยาที่เป็นผลต่อผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งโอกาสที่จะร้องเรียนผ่านกลไกของผู้เป็นสื่อกลางเอง และการร้องเรียนต่อหน่วยงานตุลาการที่มีอำนาจ

ผู้รายงานพิเศษ ชมเชยการทำงานของหน่วยงานและบุคคลเพื่อเผยให้เห็นอุปสรรค ต่อสิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงออกในระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เขากระตุ้นให้ผู้เป็นสื่อกลางเปิดเผยข้อมูลกรณีที่มีการร้องขอให้ลบเนื้อหา และคำร้องขอเกี่ยวกับการเข้าถึงเว็บไซต์ใดๆ นอกจากนั้น ผู้ รายงานพิเศษยังมีข้อเสนอแนะต่อบรรษัทให้กำหนดเงื่อนไขของบริการที่ชัดเจนและ ไม่คลุมเครือ โดยให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานและหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และให้มีการทบทวนผลกระทบของบริการและเทคโนโลยีที่มีต่อสิทธิที่มีเสรีภาพใน การแสดงออกของผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอ หรือช่องว่างที่อาจนำไปสู่การใช้บริการและเทคโนโลยีในทางที่มิชอบ และโอกาสที่อาจมีการนำสิทธิดังกล่าวไปใช้อย่างมิชอบ ผู้รายงานพิเศษเชื่อว่าความโปร่งใสเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมการตรวจสอบได้มาก ขึ้นและการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน

4. การตัดการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต โดยอ้างกฎหมายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
ในขณะที่มาตรการปิดกั้นและคัดกรองทำให้ผู้ใช้ ไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาบางส่วนในอินเทอร์เน็ต แต่รัฐก็ยังได้นำมาตรการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมาใช้เช่นกัน ผู้ รายงานพิเศษมีความเห็นว่าการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะด้วยเหตุผล ของการละเมิดกฎหมายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือด้วยเหตุผลใด เป็นการกระทำที่ไม่มีสัดส่วนเหมาะสม และมีแนวโน้มจะเป็นการละเมิดย่อหน้า 3 ข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

ผู้ รายงานพิเศษเรียกร้องให้รัฐ ทุกแห่งดูแลให้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา รวมทั้งในช่วงที่มีการลุกฮือทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รายงานพิเศษเรียกร้องให้รัฐยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญาที่อนุญาตให้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และให้หลีกเลี่ยงการนำกฎหมายเหล่านี้มาใช้

5. การก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์
ผู้รายงานพิเศษกังวลอย่างยิ่งว่า มีความพยายามมากขึ้นที่จะใช้การก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์ต่อเป้าหมายที่เป็น เว็บไซต์ของหน่วยงานสิทธิมนุษยชน เว็บบล็อกที่เสนอความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ และบุคคลหรือหน่วยงานอื่นที่เผยแพร่ข้อมูลซึ่งทำให้รัฐหรือผู้มีอำนาจเกิด ความอับอาย

กรณีที่พิสูจน์ ได้ว่าการก่อกวน ระบบคอมพิวเตอร์เป็นผลจากการทำหน้าที่ของรัฐ ย่อมถือเป็นการละเมิดพันธกรณีของรัฐที่จะต้องเคารพสิทธิที่มีเสรีภาพในการ แสดงความเห็นและการแสดงออก แม้ว่าในทางเทคนิคเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะจำแนกแหล่งที่มาของการก่อกวนระบบ คอมพิวเตอร์หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่ควรสังเกตว่ารัฐต่างๆ มีพันธกรณีต้องคุ้มครองบุคคลจากการแทรกแซงของบุคคลที่สาม ซึ่งขัดขวางไม่ให้มีการใช้สิทธิที่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ได้ พันธกรณีเชิงบวกเพื่อการคุ้มครองเช่นนี้ กำหนดให้รัฐต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมและเป็นผลสอบสวนการกระทำของบุคคลที่สาม ดังกล่าว ให้นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และนำมาตรการมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต

6. ความบกพร่องในการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูล
ผู้ รายงานพิเศษกังวลว่า แม้ผู้ใช้จะสามารถปกปิดชื่อของตนได้ระดับหนึ่งในระหว่างการใช้งานอิน เทอร์เน็ต แต่รัฐและภาคเอกชนก็มีเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อสอดส่องดูแลและเก็บข้อมูลการสื่อ สารและกิจกรรมของบุคคลที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตได้ การกระทำเช่นนั้นถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อิน เทอร์เน็ต ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจและไม่มีความปลอดภัยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและ เป็นการปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลและความเห็นอย่างเสรีทางอินเทอร์เน็ต

ผู้ รายงานพิเศษย้ำถึงพันธกรณีของรัฐที่จะต้องนำกฎหมายคุ้มครองความเป็น ส่วนตัวและคุ้มครองข้อมูลที่เป็นผลมาใช้ ให้สอดคล้องกับข้อ 17 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และความเห็นทั่วไปที่ 16 ของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงกฎหมายที่คุ้มครองอย่างชัดเจนต่อสิทธิของบุคคลทุกคน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลในไฟล์ข้อมูลแบบอัตโนมัติอย่างไร และเป็นไปเพื่อเป้าประสงค์ใด บุคคลทุกคนยังควรสามารถพิสูจน์ได้ว่าหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนหรือบุคคลอื่น ใดมีอำนาจควบคุมหรืออาจควบคุมไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้หรือไม่

เขา ยังเรียกร้องให้รัฐประกันว่า บุคคลจะสามารถแสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน และหลีกเลี่ยงการนำระบบการลงทะเบียนด้วยชื่อจริงมาใช้ เฉพาะสภาพการณ์ที่เป็นข้อยกเว้นบางอย่างเท่านั้นที่รัฐจะสามารถจำกัดสิทธิ ความเป็นส่วนตัวได้ อย่างเช่น หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานยุติธรรมทางอาญา หรือเพื่อป้องกันอาชญากรรม ถึงอย่างนั้น ผู้ รายงานพิเศษย้ำว่ามาตรการควบคุมที่นำมาใช้จะต้องสอดคล้องกับกรอบสิทธิมนุษย ชนระหว่างประเทศ โดยมีมาตรการป้องกันการใช้อำนาจอย่างมิชอบอย่างเพียงพอ อย่างเช่น การประกันว่ามาตรการจำกัดสิทธิความเป็นส่วนตัวใดๆ ที่นำมาใช้โดยหน่วยงานของรัฐต้องมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน และต้องสอดคล้องกับหลักความจำเป็นและการมีสัดส่วนที่เหมาะสม

ข. การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

เนื่อง จากอินเทอร์เน็ตได้กลาย เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้เพื่อให้เกิดสิทธิมนุษยชนที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมและส่งเสริมการพัฒนาและความก้าวหน้า ของมนุษย์ รัฐทุกแห่งจึงควรกำหนดให้การส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงและ เท่าเทียมเป็นภารกิจเร่งด่วน รัฐแต่ ละ แห่งจึงควรพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ที่เป็นผลและเป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมให้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง และในราคาที่เหมาะสมสำหรับคนทุกคน โดยนโยบายและยุทธศาสตร์เหล่านั้นควรจัดทำขึ้นจากการปรึกษาหารือกับทุกภาค ส่วนในสังคม ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ใน ระดับสากล ผู้รายงานพิเศษย้ำถึงเสียงเรียกร้องให้รัฐต่างๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ปฏิบัติตามพันธกรณีของตน อย่างเช่นพันธกรณีตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ เพื่อให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีมาสู่ประเทศกำลังพัฒนาและกำหนดนโยบายส่งเสริม การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

ใน กรณีที่มีโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผู้รายงานพิเศษกระตุ้นให้รัฐสนับสนุนโครงการเพื่อประกันว่าทุกภาคส่วนของ ประชากร รวมทั้งกลุ่มผู้เสียเปรียบในสังคมอย่างเช่น ผู้พิการหรือชนกลุ่มน้อยด้านภาษา สามารถเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างจริงจัง

รัฐ ควรกำหนดให้มีเนื้อหาส่งเสริมการใช้งานอินเทอร์เน็ตในหลักสูตรของ โรงเรียน และสนับสนุนหลักสูตรที่คล้ายคลึงกันในการศึกษานอกโรงเรียนด้วย นอกจากการฝึกทักษะขั้นพื้นฐานแล้ว หลักสูตรดังกล่าวควรจำแนกประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และข้อมูลที่มีการเผยแพร่อย่างรับผิดชอบ การอบรมควรช่วยให้บุคคลเรียนรู้ที่จะปกป้องตนเองจากเนื้อหาที่เป็นภัย และอธิบายถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนในทางอิน เทอร์เน็ต




...............................................................

หมายเหตุ: ดาวน์โหลดรายงานฉบับภาษาไทย แปลโดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ (พีดีเอฟ) ได้ที่ด้านล่าง

AttachmentSize
อ่านรายงานผู้ตรวจการพิเศษยูเอ็นด้านเสรีภาพการแสดงออก ฉบับเต็ม.pdf191.85 KB

ธานินทร์ ใจสมุทร ‘ผมไม่กลับประชาธิปัตย์’

ที่มา ประชาไท

ทวีศักดิ์ ปิ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)

เชื่อกันมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีมานี้ว่า ผู้แทนราษฎรภาคใต้รายใด หากตัดสินใจก้าวเดินออกจากอ้อมอกพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีวันหวนกลับมาเกิดทางการเมืองในสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้อีกอย่าง เด็ดขาด

ทว่า นับเป็นข้อยกเว้นสำหรับแมวเก้าชีวิตนาม “ธานินทร์ ใจสมุทร” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล ผู้ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน ด้วยความช่ำชองกลเกมการเมืองในระบบตัวแทน จนกลายเป็นนักเลือกตั้งผู้มากฝีมือ ชนิดหาตัวจับยาก

อันเห็นได้จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง เคยให้ใบแดงตัดสิทธิเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง 2 สมัยเลือกตั้ง แต่ธานินทร์ ใจสมุทร ก็ยังผงาดกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ได้ในปัจจุบัน แถมยังล้มนักการเมืองจากพรรคใหญ่ขวัญใจชาวใต้อย่างพรรคประชาธิปัตย์

ทำไมถึงทำได้เยี่ยงนี้ โปรดดูลีลาทางการเมืองของธานินทร์ ใจสมุทร ผ่านคำให้สัมภาษณ์ ณ บัดนี้

0 0 0

ชีวิตทางการเมืองเป็นมาอย่างไร
ผมจบโรงเรียนการไปรษณีย์และโทรคมนาคม เริ่มต้นทำงานไปรษณีย์ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในตำแหน่งนายไปรษณีย์ กระทั่งเลื่อนเป็นหัวหน้าแผนกมีผู้ใต้บังคับบัญชาถึง 90 คน ก่อนจะย้ายไปทำงานที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย

ช่วงเกิดเหตุการณ์พฤษ ภาทมิฬปี 2535 เข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่หาดใหญ่ ในฐานะเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจภาคใต้ หลังจากนั้นลาออกไปลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งปี 2535/1 อยู่กับพรรค ประชาธิปัตย์นานถึง 19 ปี ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล 5 สมัย และได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลอีก 1 สมัย

ใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี 2549 ได้รับใบแดงจากการนำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุม ที่หน้าสถานีตำรวจตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเผยแพร่ให้ประชาชนดู ในระหว่างการปราศรัยหาเสียง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการให้ร้ายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งฆ่าประชาชน และแก้ปัญหา 3 จังหวัดโดยใช้ความรุนแรง ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี

จากนั้น ผมได้รับเลือกเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล 11 เดือน ก็ถูกใบแดงอีกครั้ง เนื่องจากเสนอนโยบาย 1 ตำบล 1 ฮัจย์ ในระหว่างการหาเสียง ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่าศาสนาห้ามนำเงินส่วนอื่นไปประกอบพิธีฮัจย์ จึงเป็นการหาเสียงเกินจริง ไม่สามารถปฏิบัติได้

ตอนหาเสียง ผมไม่ได้ระมัดระวังอะไร เพราะเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง หลักการศาสนาอนุญาตทำได้ กฎหมายไทยก็อนุญาตให้ทำได้ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งกลับบอกว่า ผมเสนอนโยบายผิดหลักการศาสนา เนื่องจากการทำฮัจย์ต้องไปด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่สามารถนำทรัพย์สินของคนอื่นไปทำฮัจย์ได้ ผมนำทั้งพยานบุคคล หลักฐานทางศาสนาไปชี้แจง แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ไม่ฟัง ศาลก็ไม่ฟัง

คณะ กรรมการการเลือกตั้งบอกว่า ผมทำผิดระเบียบ ถ้าทำเรื่อง 1 ตำบล 1 ฮัจย์ ก็เสนอนโยบาย 1 ตำบล 1 อังกฤษได้ไม่ผิด คราวนี้ผมเจอใบแดงอีก 2 ปี ผมจึงกล้าพูดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเสือกมากเกินไป 1 ตำบล 1 ฮัจย์ ผิด เพราะเราเป็นมุสลิมใช่หรือไม่ รัจเกียจกันถึงขนาดนี้เลยหรือ พูดง่ายๆ จงใจให้ใบแดงผม

ชีวิตหลังโดนใบแดง
พอถูกเว้นวรรคทางการเมือง 2 ปี ผมก็หันไปทำงานด้านศาสนา และเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลสตูล

จากประสบการณ์ทางการเมือง มองใบแดงที่ได้รับทั้ง 2 ใบอย่างไร
ใบแดงแรกเรายอมรับ เพราเราทำจริง เราด่าจริง แต่ด่าเรื่องการทำงาน ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี เหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้นจริง รัฐบาลขณะนั้นปฏิบัติกับกลุ่มผู้ประท้วงหน้าสถานีตำรวจตากใบเกินเหตุก็จริง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ใบแดง ผมก็ยอมรับ

ส่วนใบที่สอง ผมไม่ยอมรับ และกล้าพูดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เรื่องของหลักการศาสนา คนนอกเข้ามายุ่งไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ ที่ตัดสินเรื่องการเมืองโดยอ้างหลักการศาสนา แต่ประเทศไทยกลับนำหลักการทางศาสนามาใช้ตัดสินทางการเมือง ผมได้รับใบแดงในเรื่องที่ได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญ ถือเป็นคำตัดสินที่ไม่ยุติธรรมต่อผม

ตอนนี้ช่วงรอมฎอน นักการเมืองเอาลูกอินทผาลัม เอาข้าวสาร เอาอาหารแห้งไปให้ไม่ได้ แต่รัฐให้ได้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ พาไปทำฮัจย์ได้ มันคืออะไร พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกันหรือไม่ ผมขอฝากคำถามไปถึงจุฬารราชมนตรี หรือใครก็ได้ ถ้าการให้เงินงบประมาณของรัฐไปทำพิธีฮัจย์เป็นเรื่องผิดหลักการศาสนา แสดงว่านรกกำลังรอต้อนรับ คนในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งจุฬารราชมนตรีด้วย ถูกไหม เพราะปีนี้ก็นำคนไปทำอุมเราะห์อยู่มิใช่หรือ

ถ้าคิดว่าพุทธทำอะไรก็ ได้ อิสลามทำอะไรก็ไม่ได้ คิดแบบนี้เปรตไหม ผมเบื่อระบบคณะกรรมการการเลือกตั้งมาก ถ้าเป็นเรื่องซื้อเสียง ผมไม่ว่า ทุจริตการเลือกตั้ง ผมไม่ว่า แต่นี่เอาเรื่องบนเวทีปราศรัยมาจับผิด มีที่ไหนใครจะคิดนโยบายที่ผิดหลักการศาสนามาใช้หาเสียง

ผมไม่ได้โกรธ แค้น แต่อยากให้สังคมร่วมกันกำจัดมนุษย์ประเภทนี้ พวกดัดจริต พวกตอแหล พวกนี้มีมากในเมืองไทย พวกที่คิดว่าตัวเองทำถูกคิดถูกอยู่กลุ่มเดียว คนอื่นผิดหมด

ผมกลัว พระผู้เป็นเข้าอย่างเดียว อย่างอื่นผมไม่กลัว

คิดอย่างไรถึงออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติไทนพัฒนาติดต่อมา เหตุผลก็คือว่าชาวสตูลอยากเปลี่ยนผู้แทน เขาไปขอให้พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยน เพราะจะให้เปลี่ยนผู้สมัครของพรรคจากนายอสิ มะหะมัดยังกี มาเป็นผม พรรคประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยนอยู่แล้ว

พูดตรงๆ ผมกับประชาธิปัตย์ไม่ลงรอยกันแล้ว ไม่ใช่คุย ผมเองเบื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้นแล้ว แรกๆ จะไปอยู่กับพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน แต่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ชวนให้มาอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา พูดง่ายๆ การตัดสินใจเลือกผมของคนสตูล ไม่เกี่ยวกับพรรค อยู่พรรคไหนก็ได้ขอให้เป็นนายธานินทร์ ใจสมุทร

ตอนที่อยู่ กับพรรคประชาธิปัตย์อยู่กลุ่มเดียวกับนายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากย้ายพรรคแล้ว ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิมหรือไม่
ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ใช่พอย้ายพรรคแล้วจะคบกันไม่ได้ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

นักการ เมืองภาคใต้ที่เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ พอย้ายพรรคมักจะหมดอนาคตทางการเมือง คุณธานินทร์ ใจสมุทร เป็นคนแรกที่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ ทำได้อย่างไร
เรื่องแรก คนอยากเปลี่ยนผู้แทน เรื่องที่2 คนต้องการได้ผู้แทน ที่สามารถแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ตอนนี้จัดคณะรัฐมนตรีเสร็จแล้ว แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว หลังจากนี้ก็จะได้เห็นอะไรออกมา ผมเองอาสาไปแล้วว่า จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแก้ปัญหายาเสพติด ในฐานะผู้แทนคนเดียวของรัฐบาลในภาคใต้

รัฐบาลประชาธิปัตย์ มีผู้แทนเป็นคนภาคใต้เป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบแก้ปัญหาภาคใต้ ผมนายธานินทร์ ใจสมุทรคนเดียวมาพิสูจน์กัน

ความตั้งใจในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร
ผมตั้งใจอาสามาเป็นผู้แทนครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะความอยาก แต่ต้องการแก้ปัญหาให้พี่น้องมุสลิม ถ้าเป็นไปตามที่คิด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะสามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ตรงจุด ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 5 จังหวัด แทนการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจากส่วนกลาง และเพิ่มจังหวัดใหม่ขึ้นมาอีก 1 จังหวัดคือ จังหวัดนาทวี นี่คือเงื่อนไขการย้ายมาอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนา

ถึงแม้จะอยู่ร่วมรัฐบาล แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายตั้งนครปัตตานี เพราะจะกลายเงื่อนไขนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน

ในส่วนของจังหวัดสตูล มีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร
เดินหน้าสนับสนุนแผนพัฒนา ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์สงขลา–สตูล และท่าเรือน้ำลึกปากบารา รวมแผนพัฒนาสตูลสู่รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย

ผมขอให้กลุ่มต่อต้าน ท่าเรือน้ำลึกปากบารามาคุยกัน ไม่ใช่คอยแต่จะเดินขบวนต่อต้าน อ้างปัญหาโน้นปัญหานี้ ขอให้มามาคุยกัน เรามีเหตุผลที่ต้องสร้าง ไม่ใช่มาชวนกันเดินขบวนต่อต้าน มันไม่ใช่ มาคุยกัน มาบอกเหตุผลว่า ทำไม่ไม่อยากให้สร้าง มีปัญหาอะไรให้มาคุยกัน เราเจ็บปวดกับการเดินขบวนมามากพอแล้ว

ส่วนเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องสอบถามพูดคุยกับชาวบ้าน ชาวบ้านเขาอยู่มาก่อนรัฐ รัฐไม่ควรเอากฎหมายมาล้อมจับเจ้าของบ้าน อ้างว่าเพื่อรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะกฎหมายไปบอกว่า ที่ตรงนี้เป็นอุทยานแห่งชาติ ที่ตรงนี้เป็นป่าชายเลน เป็นสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายที่ต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช จังหวัดสตูลไม่ต้องการกฎหมายแบบนี้

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ใช้กลยุทธ์อะไร ถึงสามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์มาได้
คนสตูลส่วนใหญ่ไม่เอา นายอสิ มะหะมัดยังกี สังเกตุได้จากนายชวน หลีกภัย มาช่วยหาเสียงในเมือง 2 ครั้ง ปกติถ้านายชวน หลีกภัยมา จะมีผลต่อคะแนนเสียง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีผลอะไร

พอย้ายพรรคมีเสียงโจมตีจากคนในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
ไม่เห็นใครโจมตีผม มีก็แต่นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนเดียว ที่โจมตีผมว่า เป็นคนล้มละลาย เป็นมาเฟีย เป็นการพูดโจมตีทั่วๆ ไป ตามสไตล์ของนายกษิต ภิรมย์

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เชิญให้กลับไปอยู่ด้วยจะว่าอย่างไร
ไม่กลับไปแล้ว อายุมากแล้ว อายุเขนาดนี้อยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาทำประโยชน์ให้ชาวบ้านได้มากกว่าอยู่กับ พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าทำงานการเมืองไม่ได้ก็หยุดเล่น ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เล่นไป แต่ถ้ายังทำได้ ผมจะย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขต 2 จังหวัดสตูลต่อ ต้องทำงานแข่งกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างด่า

คราวนี้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล 2 ปี ไม่เคยมีรัฐบาลไหนที่ใช้งบประมาณมากที่สุด หลังเลือกตั้งแพ้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีฝีมือ ออกนโยบายต่างๆ มามากมาย โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมแจกอย่างเดียว ทำไม

ถึงขนาดนี้ประชาชนยังไม่เลือก ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ทำงานไม่เป็น

ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคใต้ ในพรรคร่วมรัฐบาลเพียงคนเดียว รับคิดว่าในอนาคตจะมีโอกาสได้ณํฐตำแหน่งรัฐมนตรีไหม
ตอนนี้เร็วเกินไป ในอนาคตอาจจะเป็นไปได้

อยู่ในแวดวงการเมืองมาหลายปี มองการเมืองไทยอย่างไร
การเมืองไทยไม่พัฒนา มีสาเหตุอยู่หลายปัจจัย แต่ผมไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากปัจจัยตัวไหน

ตั้งเป้าอนาคตทางการเมืองอย่างไร
ขอเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนี้ให้ดีก่อน ถ้ามีโอกาสก็ขอเป็นรัฐมนตรีสมัยหน้า ถึงเวลาไม่ได้เป็นผู้แทน ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านได้ ผมมีจิตวิญญาณอาสาที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน เป็นผู้แทนมุสลิมคนเดียวที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล ก็อยากช่วยแก้ปัญหาให้กับคนภาคใต้ เพราะวันนี้ภาคใต้เจอปัญหาหนัก ปัญหาของชาวมุสลิมคือยาเสพติด เราอยากแก้ปัญหายาเสพติดด้วยหลักศาสนา

ภูมิใจกับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ไหม
ไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไร แค่อยากจะบอกให้พรรคประชาธิปัตย์รู้ว่า ชาวสตูลต้องการเปลี่ยนผู้แทน ผมบอกกับพรรคประชาธิปัตย์ก่อนแล้ว บอกกับคุณนิพนธ์ บุญญามณี แต่นิพนธ์ บุญญามณีบอกผมว่า ในจังหวัดสตูลเขามีผู้แทนเดิมอยู่แล้ว ทั้ง 2 เขต

การ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎคราวนี้ มีข่าวว่านักการเมืองท้องถิ่นระดับบิ๊กในพื้นที่ อย่างนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพราะไม่ต้องการให้กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดสตูล สมัยหน้า

มีกระแสแบบนี้เข้ามา หลังจากผมลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ถ้าคุณสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนผมในทางการเมือง ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนเรื่องอื่นๆ คนคิดกันไปเอง

อารีด้า สาเม๊าะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)

ที่มา ประชาไท

อารีด้า สาเม๊าะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)


Froilan O. Galardo

“ผม เคยมาเป็นวิทยากรอบรมสื่อทางเลือกที่ปัตตานี เมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่จัดโดยศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ก่อนกลับไปฟิลิปปินส์ ผมเห็นสภาพพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พอสมควร”
เป็นคำบอกเล่าของ Froilan O. Galardo ช่างภาพจากสำนักข่าวมินดานิวส์ เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์
ถึงกระนั้น เมื่อฟังประโยคถัดมาก็ดูเหมือน Froilan O. Galardo จะมีหางเสียงเจือความผิดหวังอยู่ไม่น้อย
“ชายแดนภาคใต้ของไทย มีเรื่องราวน่าสนใจ แต่ผมพยายามค้นหาข่าวสารภาษาอังกฤษเกี่ยวกับที่นี่ แทบจะไม่มีเลย”
Froilan O. Galardo ตัดสินใจตอบรับทุน FELLOWSHIP ของพันธมิตรนักข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAPA ในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้พื้นที่ข่าว FELLOWSHIP 2011 ระหว่างนักข่าว 11 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สมาชิกซึ่ง เป็นตัวแทนของประเทศ เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำข่าวในพื้นที่ที่จังหวัดปัตตานี โดยให้ความสนใจพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ประเทศไทยเป็นพิเศษ เนื่องจากมีสถานการณ์ความขัดแย้งคล้ายคลึงกับพื้นที่เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์
SEAPA เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่รณรงค์เพื่อเสรีภาพของการสื่อสาร ก่อตั้งขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 1998 มีเป้าหมายที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างนักข่าวอิสระและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในภูมิภาค
ภายใต้วิสัยทัศน์ของ SEAPA ที่ต้องการเผยแพร่แนวคิดความเป็นเสรีและความเป็นอิสระในการสื่อสารเรื่องราว ที่เกิดขึ้นสู่สาธารณะ มีกฎข้อหนึ่งที่สมาชิกต้องปฏิบัติ คือห้ามเขียนเรื่องราวในประเทศตัวเอง
Amalia H. A’Rofiati จากสำนักงาน Tribun Kaltim บนเกาะกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย ตอบรับทุน FELLOWSHIP โดยเลือกประเทศไทย และเจาะจงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ
“เรื่อง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีเอกสารให้อ่านอย่างที่คิด พยายามจะหาซื้อมาอ่านทั้งที่เป็นภาษามลายูและภาษาอังกฤษก็ไม่มี ไม่มีทั้งข้อมูลเบื้องต้น และประวัติศาสตร์”
Amalia กล่าวระหว่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี
Amalia บอกว่า ความสนใจส่วนตัว คือเรื่องอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเยาวชน โดยตระเวนเดินทางสัมภาษณ์เยาวชนกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสื่อทางเลือกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นักวิชาการ และเยาวชน
กลุ่มบุคคลที่ Amalia สัมภาษณ์มาแล้วก็คือ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักข่าวสำนักข่าว AMANNEWS AGENCY จังหวัดปัตตานี เยาวชน และชาวบ้านในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา
คำถามของ Amalia คือ ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไรบ้าง ในหนึ่งวันใช้กี่ชั่วโมง เข้าถึงอินเตอร์เน็ตง่ายหรือไม่ ต่อจากที่ใด ซึ่ง Amalia บอกว่า สิ่งที่ต้องการทราบคือ คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สื่อสารกันอย่างไร
“เรื่อง ราวของสามจังหวัดจริงๆ แล้วน่าสนใจมาก ทั้งที่เป็นสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม ถ้าไม่ฟังเรื่องราวจากคนในพื้นที่ก็ไม่ค่อยรู้ว่า ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง” Amalia กล่าว
Amalia มองว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องรอนักข่าวจากสื่อกระแสหลัก หรือนักเขียนฝีมือดีนำออกไปเผยแพร่ สิ่งสำคัญคือคนในพื้นที่ต้องเขียนสารส่งออกไป รอให้ใครมาทำให้คงไม่ทันการณ์ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือภาษา อย่างเราสองคนเดินทางมาเพราะสนใจเรื่องราวของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ไม่รู้จะสื่อสารกับคนท้องถิ่นอย่างไร เพราะคนที่นี่พูดเฉพาะภาษาไทยและภาษาท้องถิ่น”
Froilan จากมินดานิวส์กล่าวว่า ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สวยงามมากพอที่จะอธิบายคนทั้งโลกได้ เป็นชุมชนที่ร่ำรวยวัฒนธรรม การสื่อสารกับคนข้างนอก ไม่จำเป็นต้องสื่อเฉพาะเรื่องสงคราม หรือภาพด้านลบเสมอไป
“อุปสรรค สำคัญของนักข่าวต่างประเทศ ที่อยากเสนอเรื่องราวที่นี่คือ ไม่สามารถสื่อสารกับคนในพื้นที่ได้โดยตรง ถ้าสื่อกันได้จะได้อรรถรสในการสื่อสารมากกว่า จากความรู้สึกแล้วคนที่นี่ต้องการสื่อสารกับเรา สังเกตจากความร่วมมือในการให้ข้อมูลและรอยยิ้ม คนที่นี่ชอบให้เราถาม ต่างจากที่อื่นที่ไม่อยากคุยกับคนแปลกหน้า ถ้าสามารถสื่อสารเป็นภาษาที่เข้าใจกันได้ทั้งสองฝ่าย จะดีมากกว่านี้” froila จากมินดานิวส์ กล่าว
สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองคน สัมผัสมาก็คือ คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องการสื่อสารเรื่องภายในออกสู่สังคมภายนอก โดยให้คนต่างประเทศเข้ามาเล่าเรื่องแทน
ขณะที่มินา เนา และกาลิมันตัน พื้นที่ทำงานของคนทั้งสองพบว่า มีปัญหานักข่าวต่างประเทศเขียนเรื่องราวของคนท้องถิ่น ผิดไปจากความจริงค่อนข้างมาก Amalia ถึงกับพูดออกมาว่า…
“น่า แปลกมากที่คนที่นี่ ไว้ใจนักข่าวต่างประเทศ ที่อินโดนีเซียเรามีปัญหากับนักข่าวต่างประเทศ มากกว่าคนในประเทศเดียวกัน ที่นั่งเทียนเขียนข่าวเสียอีก” Amalia กล่าว
จาก การเดินทางตามหาเรื่องราวของ FROILAN และ AMALIA โดยใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ทั้งสองได้สะท้อนปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาค ใต้
“สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้ต่างอะไรกับมินดาเนามากนัก เราเคยเป็นแบบนี้ แต่สิ่งที่เราพยายามทำมาโดยตลอดคือ การทำให้คนจำนวนมากที่สุดรับรู้ความเดือดร้อนของคนที่นั่น นั่นหมายถึงเราต้องเป็นคนเล่าเอง เราระมัดระวังการเล่าเรื่องของเรา โดยคนต่างประเทศ เราต้องติดตามเนื้อหาที่เขานำเสนอว่า ตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า…
“บุคคลสำคัญที่จะขับ เคลื่อนความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นได้ก็คือ คนรุ่นใหม่ เราต้องสร้างพวกเขาขึ้นมา เพราะคนรุ่นเก่าจะมีความคิดแบบเก่า แต่คนรุ่นใหม่มีเครื่องมือใหม่ รู้จักช่องทางสื่อสาร รู้จักใช้ภาษาสากลได้ดีกว่า สามารถใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์…
“นี่เป็นสิ่งเดียวที่เราจะช่วยที่นี่ได้คือ คำแนะนำนี้”
เป็นคำกล่าวก่อนจากลาของ Froilan O. Galardo