WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 25, 2011

คนงานเตรียมขอพบ รมว.แรงงาน หลังนโยบายค่าจ้าง 300 บาทไม่ตรงกับหาเสียง

ที่มา ประชาไท

ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทยเผย สัปดาห์หน้า ตัวแทน 7 สภาองค์การลูกจ้างฯ จะขอพบ รมว.แรงงาน หลังนโยบายค่าจ้าง 300 บาทไม่ตรงกับหาเสียง

24 ส.ค. 54 - สำนักข่าวไทยรายงาน ว่านายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ตรงกับที่ได้หาเสียงไว้ในเรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะรัฐบาลเปลี่ยนถ้อยคำจากค่าจ้างขั้นต่ำมาเป็นรายได้ไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท ซึ่งความหมายของรายได้ คือ ค่าจ้างบวกกับค่าสวัสดิการและค่าโอที ทำให้แรงงานรู้สึกว่า รัฐบาลบิดพลิ้วนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ทั้งนี้ หากพูดถึงรายได้ภาพรวมในปัจจุบันทั้งในเรื่องของเงินเดือนและค่าสวัสดิการ ต่างๆ ลูกจ้างได้มากกว่า 300 บาทต่อวันอยู่แล้ว หากได้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะทำให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะไม่ต้องทำงานล่วงเวลา หรือทำน้อยลดลง

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้า ตัวแทน 7 สภาองค์การลูกจ้างฯ จะขอเข้าพบนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อทวงถามความชัดเจนในเรื่องนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เพราะสิ่งที่แรงงานกังวล คือ รายได้ 300 บาทต่อวัน เป็นการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ไม่ได้เกิดผลเช่นเดียวกับค่าจ้างขั้นต่ำ ที่มีกฎหมายบังคับชัดเจนให้นายจ้างจ่าย

สำหรับวิธีการในการปรับขึ้น ค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันนั้น รัฐบาลสามารถทำได้ โดยแก้ไขมาตรา 78 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในเรื่องการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกำหนดอัตราค่าจ้างแทนคณะกรรมการไตรภาคี เพราะปัจจุบันราคาสินค้ามีการขยับนำหน้าการปรับค่าจ้างแล้ว

"สาทิตย์" อัดนโยบายเพื่อไทยไม่ต่างจากรัฐบาลชุดก่อน

ที่มา ประชาไท

ทั้งที่เคยพาดพิงรัฐบาลก่อนว่าเป็น "อำมาตย์" ชี้เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่รัฐบาลใหม่ไม่แก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง ด้าน "จตุพร" ลุกขึ้นโต้ขอโอกาสรัฐบาลทำงานเพราะเพิ่งเริ่มแถลงนโยบาย ด้าน "กรณ์" วอนรัฐบาลทำให้ชัดเจนว่าจะทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่

"สาทิตย์" อัดนโยบายเพื่อไทยไม่ต่างจากนโยบายรัฐบาลชุดก่อน
ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมัยสามัญทั่วไป เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา 176 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยวันนี้ (24 ส.ค.) ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 2 นั้น

ในวันนี้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามไปถึงรัฐบาล ที่เคยพาดพิงรัฐบาลชุดที่แล้วว่าเป็นรัฐบาลอำมาตย์ แต่เมื่อพิจารณานโยบายรัฐบาลใหม่แล้ว เห็นว่า ไม่มีอะไรแตกต่าง และไม่มีอะไรชัดเจนในการแก้ปัญหาให้ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องน่าผิดหวัง เพราะไม่มีเรื่องการแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง เป็นเพียงเทคนิควาทกรรมทางการเมืองให้ความหวังกับประชาชนเท่านั้น พร้อมขอให้รัฐบาลใหม่ อย่าปฏิเสธนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องโฉนดชุมชน โดยขอให้สานต่อแม้จะมีการเปลี่ยนชื่อเพราะเหตุผลทางการเมือง อย่าเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อดึงมวลชนเท่านั้น

ทั้งนี้หลังการอภิปราย ของ นายสาทิตย์ เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเมื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายขอโอกาสรัฐบาลทำงานเพราะเพิ่งเริ่มแถลงนโยบาย แต่ก็เกิดการประท้วงไปมาระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้านและนายจตุพร และขอให้ถอนคำพูดที่กล่าวพาดพิง แต่ที่สุดแล้ว พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานการประชุม ก็พยายามควบคุมการประชุมให้ดำเนินต่อไปได้

กรณ์วอนรัฐบาลทำให้ชัดเจนว่าจะทำได้ตามที่หาเสียงหรือไม่
ขณะที่คืนก่อนหน้านี้ (23 ส.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายถึงนโยบายพักหนี้เกษตรหรือผู้มีรายได้ต่ำ ไม่เกิน 5 แสนบาท ว่า ได้ประสานไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐ แต่ปัจจุบันมีประชาชนที่เป็นหนี้ 16 ล้านคน ต้องพักหนี้ถึง 300,000 ล้านบาท รวมถึงการดูแลการพักหนี้นอกระบบที่มีประชาชนเป็นหนี้นอกระบบเป็นจำนวนมาก ซึ่งกำลังรอความชัดเจนของรัฐบาลด้วย ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำกับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้มีแนวโน้ม ว่าบางคนจะได้ 300 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้ 300 บาท เนื่องจากมีเงื่อนไขของประสิทธิภาพการทำงานมาเป็นตัวชี้วัด ด้านนโยบาย 15,000 บาท ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่าสุดท้ายแล้วจะได้หรือไม่ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทำให้เกิดความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามที่หา เสียงไว้หรือไม่


หวั่นนโยบายบ้านหลังแรกเอื้อประโยชน์บริษัทพวกพ้องรัฐบาล

ขณะเดียวกันนโยบายรัฐบาลที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ เช่น การสกัดกั้นไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลเงินเฟ้อ ลดภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ ทำให้ชาวบ้านที่ไม่มีรถต้องเสียภาษีแพง รวมถึงนโยบายลดภาษีนิติบุคคล ทำให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องเสียภาษี 1 ใน 3 ของภาษีนิติบุคคลทั้งหมดได้รับประโยชน์ ทั้งที่บริษัทเหล่านี้มีผลกำไรมหาศาล นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังตั้งข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง เช่น นโยบาย บ้านหลังแรก โดยลดภาษีนิติบุคคล ภาษีเฉพาะและภาษีค่าโอนให้กับผู้ประกอบการบ้านจัดสรรที่มีกำไรเพิ่มขึ้นในปี ล่าสุดร้อยละ 33 และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อครหาที่ครอบครัวถือหุ้นในบริษัท เอส ซี แอสเซท บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ขนาดใหญ่

ซึ่งการอภิปรายของนายกรณ์ นั้นทำให้นายกรัฐมนตรี ต้องลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้ง โดยยืนยันว่า วัตถุประสงค์ของนโยบายเพื่อต้องการให้ประชาชนตั้งตัวมีบ้านหลังแรกเป็นของ ตัวเอง โดยลดภาษีให้กับประชาชนโดยตรงไม่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ หากมีความคิดช่วยเหลือผู้ประกอบการก็มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องด้านภาษี

ที่มา: เรียบเรียงจาก
สำนักข่าวแห่งชาติ
[1], [2]

รายงาน ศปช.:เหยื่ออธรรม(1) 21ชีวิตผู้ต้องขัง อุบลฯ

ที่มา ประชาไท

24 สิงหาคม 2554 นี้ ศาลจังหวัดอุบลราชธานีจะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่สังคมเฝ้าจับ ตามองอย่างมากคดีหนึ่ง เพราะมีอัตราโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต นั่นคือ คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี นับเป็นการตัดสินคดีเผาศาลากลางต่างจังหวัดคดีแรกใน 4 จังหวัดภาคอีสานที่มีเหตุการณ์เผาศาลากลางเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 อันเป็นวันเดียวกับที่รัฐบาลเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์

การ ตัดสินเลื่อนเข้ามาจากที่ศาลนัดไว้เดิมในวันที่ 5 กันยายน 2554 ในขณะที่ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 2553 ( ศปช.) และองค์กรเครือข่าย ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลถึงมาตรการฟื้นฟูความยุติธรรมให้แก่ผู้ได้รับผล กระทบจากการปราบปรามประชาชน ซึ่งหนึ่งในข้อเรียกร้องนั้นคือ ให้ชะลอการตัดสินคดีที่มีโทษร้ายแรงเกินกว่าเหตุ และทบทวนคดีการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ไม่ว่าคำ พิพากษาจะออกมาอย่างไร ถึงแม้บริบทต่างๆ ที่นำไปสู่ความรุนแรง และปากคำจำเลย อาจดูไม่มีน้ำหนักนักต่อการใช้ดุลพินิจของศาล แต่รายงานชิ้นนี้ขอทำหน้าที่บันทึกไว้ เพื่อเป็นประโยชน์หากวันใดรัฐบาลจะหยิบเอาข้อเรียกร้องของ ศปช.มาพิจารณา

ย้อน กลับไปดูเหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 สื่อต่างๆ แพร่ภาพผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ ถูกยิงบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนไม่น้อย จนกระทั่งแกนนำประกาศยุติการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. จากนั้น ประมาณ 14.00 น. ที่ศาลากลางจังหวัดอุบล กลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 600 คน รวมตัวกันบริเวณประตูทางเข้าศาลากลางทั้ง 4 ประตู มีการนำยางรถยนต์มาจุดไฟเผาจนลุกไหม้ ที่ประตูด้านหน้ามีการปราศรัยของแกน นำบนหลังคารถ ประณามการกระทำอันโหดร้ายของรัฐอย่างดุเดือด

ขณะที่ ด้านในรั้วศาลากลาง กำลังทหาร ตำรวจ และอป.พร.ประมาณ 200 นาย ประจำการอยู่ เหตุการณ์เริ่มรุนแรงเมื่อทหารด้านใน ยื่นกระบองออกมาตีคนแก่คนหนึ่ง ทำให้คนเสื้อแดงบางส่วนไม่พอใจ และเขย่ารั้วศาลากลางด้านทิศเหนือจนพัง เมื่อรั้วหักลง กลุ่มผู้ชุมนุมจึงพากันเดินเข้าไปบริเวณสนามหญ้า บางคนขว้างก้อนหินใส่ทหาร ขณะนั้นเองก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด มีผู้ชุมนุมล้มลงบาดเจ็บ คนที่บุกเข้าไปเริ่มถอยออกมาด้วยความหวาดกลัว พร้อมทั้งนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลรวม 6 คน

เวลาประมาณ 15.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งคาดว่าผู้ถูกยิงเสียชีวิตแล้ว ทำให้เกิดความเกิดแค้น และพยายามจะบุกเข้าไปยังศาลากลางอีกครั้ง ขณะนั้นก็เกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณอาคารสื่อสารด้านทิศเหนือของอาคารศาลากลาง จากนั้น มีควันไฟพวยพุ่งมาจากบริเวณชั้น 2 ของศาลากลางจังหวัด ซึ่งเป็นห้องทำงานของผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เจ้าหน้าที่หลายคนพยายามนำถังดับเพลิงมาช่วยกันดับไฟ แต่ทหารกลับถอนกำลังออกไป และรถดับเพลิงที่จอดอยู่ 2 คัน อยู่ในสภาพที่ไม่มีน้ำ

หลังเหตุการณ์สงบลง จังหวัดอุบลฯ ประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกว่า 93 ล้านบาท มีการออกหมายจับรวมทั้งสิ้น 242 ราย มีผู้ถูกจับกุม 67 คน อัยการสั่งฟ้องเป็น 16 คดี เฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับศาลากลาง มีผู้ถูกจับกุมและตกเป็นจำเลย 32 ราย แบ่งเป็นคดีบุกรุก 9 ราย คดีเผา 21 ราย และเยาวชนถูกฟ้องในคดีเผาเช่นเดียวกันอีก 2 ราย

คดีบุก รุก ซึ่งมีผู้ถูกยิงบาดเจ็บในเหตุการณ์เป็นจำเลยด้วย 5 คน ศาลพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 9 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 4 ปี ส่วนคดีเยาวชน ศาลพิพากษาให้ส่งฝึกสถานพินิจ 1 ปี และตำรวจได้นำมาเป็นพยานโจทก์ในคดีเผาศาลากลางที่มีจำเลย 21 รายนี้ด้วย

จำเลย คดีเผาศาลากลางทั้ง 21 ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ บุกรุกสถานที่ราชการ ฝ่าฝืน พรก. และขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยมี 2 คน ถูกพ่วงด้วยข้อหายุยงปลุกปั่น และ 1 ในนั้นโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย

จำเลย ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและเป็นเกษตรกร, 14 คน มีอายุมากกว่า 40 ปี, ทุกคนไม่ได้ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ หลังการออกหมายจับ มี 2 คน เข้ามอบตัว ส่วนที่เหลือถูกจับกุม โดยส่วนใหญ่ไม่มีการแสดงหมายจับ จำเลยส่วนใหญ่รับสารภาพในข้อหาร่วมชุมนุมหรือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก. แต่ทุกคนปฏิเสธข้อหาวางเพลิงเผาศาลากลาง

นอกจากนั้น ในการเบิกความในชั้นศาล ไม่มีหลักฐานหรือพยานคนใดชี้ชัดว่า ใครหรือจำเลยคนใดเป็นผู้จุดไฟเผาศาลากลาง

นี่คือปากคำของจำเลยทั้ง 21 ที่บอกเล่าผ่านลูกกรงต่อผู้คนที่เข้าไปเยี่ยมเยียน รวมถึงให้การต่อพนักงานสอบสวนและศาล ซึ่งอาจทำให้เรามองเห็นภาพปัญหา บางอย่างในกระบวนการยุติธรรมได้

1. นายไชยา ดีแสง ถูกจับที่ร้านเย็บผ้าของเขา โดยตำรวจนอกเครื่องแบบไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา แต่บอกว่า มีคนมาแจ้งความว่า ผ้าหายให้มาให้การที่สถานีตำรวจ เมื่อเขาไปให้การก็ถูกจับกุม ไชยาให้การกับ จนท.กรมคุ้มครองสิทธิว่า วันเกิดเหตุเขาทำงานเย็บผ้าอยู่บ้านเช่าหลังศาลากลางจังหวัดอุบลฯ เห็นควันไฟเต็มท้องฟ้า และได้ยินว่าทหารยิงปืนใส่ประชาชนที่มาชุมนุมบาดเจ็บหลายคน จึงเกิดบันดาลโทสะ หยิบก้อนหินขว้างใส่ป้อมยามหน้าศาลากลาง จึงถูกถ่ายภาพไว้ และนำมาเป็นหลักฐานว่าเขาร่วมเผาศาลากลาง

2. นายพงษ์ศักดิ์ อรอินทร์ วันที่เขาถูกจับกุม ตำรวจที่รู้จักกันมานานไปที่บ้านซึ่งเปิดเป็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซด์ โดยนำภาพประกาศจับไปแสดง เขายืนยันว่า ไม่ใช่รูปของเขา ตำรวจเชิญไปให้ปากคำที่โรงพัก และเขาก็หมดอิสรภาพนับแต่นั้นมา พงษ์ศักดิ์อ้างว่า เขาไปที่ศาลากลางเพื่อห้ามปรามผู้ชุมนุมหลังจากที่มีการเผาศาลากลางแล้ว

3. น.ส.ปัทมา มูลมิล ถูกจับกุมที่สถานีขนส่ง จ.สุรินทร์ โดยก่อนหน้านั้นตำรวจได้ควบคุมตัวเพื่อนของปัทมาซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์เผาไปที่โรงพัก จ.สุรินทร์ ข่มขู่ จนถึงตบหน้าเพื่อให้บอกว่าปัทมาอยู่ที่ใด ตัวปัทมาเอง ขณะเข้าจับกุมตำรวจได้จับเธอกดคอลงกับพื้น เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็เห็นปืนกำลังจ่อหัว เมื่อไปถึงโรงพัก เธอถูกข่มขู่ว่า หากไม่รับสารภาพจะแจ้งข้อหากับเพื่อนของเธอว่า ให้ที่พักพิงผู้ต้องหา ปัทมาจึงจำต้องรับสารภาพ หลังจากนั้น เธอก็ถูกบังคับให้แถลงข่าวว่าเป็นคนเผาศาลากลาง แต่เธอเลือกนั่งนิ่งแทน

4. นายถาวร แสนทวีสุข 19 พฤษภาคม 2553 เขาขับรถตุ๊กๆ รับจ้าง มารับนักเรียนที่ถนนนอกรั้วศาลากลางจังหวัดด้านทิศใต้ แต่เข้าไปไม่ได้จึงโทรให้แม่เด็กมารับเอง ถาวรยืนดูเหตุการณ์ประมาณ 10-20 นาที จึงกลับบ้าน แต่ถูกถ่ายภาพเป็นหลักฐาน เขาเข้ามอบตัวหลังจากรู้ว่ามีหมายจับ เนื่องจากคิดว่าตนเองบริสุทธิ์ แต่ถูกตั้งข้อหาอุกฉกรรจ์ โทษประหารชีวิต

5. นายสีทน ทองมา ตำรวจไปที่บ้านสีทนเวลา 20.00 น. โดยไม่มีหมายจับและไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา บอกแต่ว่าไปให้การที่โรงพักแล้วจะปล่อยตัวกลับบ้าน เขายอมรับกับตำรวจว่าไป ร่วมชุมนุมจริง แต่ไม่ได้เข้าไปในศาลากลาง ภาพถ่ายชายใส่ชุดลายพรางที่ตำรวจนำมาเป็นหลักฐานก็ไม่ใช่ตัวเขา แต่ตำรวจก็จับเขาเข้าห้องขัง และไม่มีสิทธิได้ประกันตัวจนถึงวันนี้

6. นายคำพลอย นะมี ตำรวจมาจับที่บ้านด้วยหลักฐานภาพถ่ายขณะเดินอยู่ถนนนอกรั้วศาลากลางด้านทิศ ใต้ ลุงคำพลอยให้การว่าวันเกิดเหตุเขาเข้ามาทำธุระที่ตลาด เห็นการชุมนุมเสื้อแดงจึงแวะเข้ามาดูเหตุการณ์อยู่ภายนอกเท่านั้น และในภาพถ่ายลุงกำลังใช้มือเกาหู แต่ตำรวจบอกว่าลุงกำลังโทรศัพท์สั่งการ

7. นายชัชวาล ศรีจันดา ตำรวจใช้ภาพขาวดำที่เขาร่วมฟังปราศรัยที่ลานโสเหล่ทุ่งศรีเมือง เมื่อปี 2551 เป็นหลักฐานในการจับกุม ส่วนดีเอสไอเอาภาพคนสวมชุดไอ้โม่งมากล่าวหาว่าเป็นเขา ชัชวาลเคยผ่าตัดสมอง เพราะถูกรถชนเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว และต้องกินยาประจำ เพื่อไม่ให้เป็น “ลมชัก” หัวเข่าด้านซ้ายมีเหล็กดาม เขาให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิว่าขณะเกิดเหตุ เขาพักผ่อนอยู่เนื่องจากสภาพร่างกายที่ไม่ดี

8. นายบุญเหรียญ ลิลา สมาชิกกลุ่มชักธงรบ ถูกจับเพราะมีภาพเขาโบกรถให้ทางกับผู้สัญจรไปมา ในวันที่มีการเผาศาลากลาง แต่ที่จริงเขาอยู่ที่ศาลากลางจนถึงเที่ยง จากนั้นก็เดินทางไปโรงพยาบาลวาริน ชำราบ เนื่องจากแฟนโทรมาบอกว่าลูกสาวเข้าโรงพยาบาล เขาไม่ได้เดินทางกลับเข้ามาใน พื้นที่ชุมนุมอีก

9. นายประดิษฐ์ บุญสุข ก่อนถูกจับลุงประดิษฐ์ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจว่าให้ไปจัดสวนที่โรงพัก จากนั้นลุงก็ถูกจับกุมพร้อมถูกตั้งข้อหาหนัก 6 ข้อ ลุงรับว่าเข้าร่วมชุมนุมจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีส่วนเผาศาลากลางจังหวัดแต่อย่างใด

10. นายพิเชษฐ์ ทาบุดดา (อาจารย์ต้อย) ถูกจับกุมหลังศาลากลางถูกเผา 1 วัน โดยตำรวจ 1 กองร้อยและทหาร 2 กองร้อยบุกเข้าจับกุมที่บ้านพัก เพราะเชื่อว่าเขาเป็นผู้ยุยงให้คนเผาศาลากลาง เขาถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย ทั้งที่ในวันนั้นเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และไม่ได้จัดรายการวิทยุ เนื่องจากไม่สบาย จนกระทั่งมีข่าวว่าศาลากลางถูกเผาจึงออกมาจัดรายการโดยให้ คนที่อยู่ใกล้ศาลากลางไปดูเหตุการณ์แล้วรายงานข้อเท็จจริงเข้ามายังสถานี

11. นายสุพจน์ ดวงงาม เข้ามอบตัวหลังจากรู้ว่ามีหมายจับ เพราะมั่นใจว่าตนเองบริสุทธิ์ แต่ตำรวจกลับสร้างสถานการณ์ว่าตามจับกุมเขาได้ที่บ้านขณะกำลังจะหลบหนี ก่อนถูกตั้งข้อหาร่วมวางเพลิง โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายขณะลุงนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์อยู่ข้างกองยางที่กำลัง ลุกไหม้ ลุงสุพจน์มักไปหาเก็บขยะตามที่คนเสื้อแดงชุมนุมเสมอๆ วันเกิดเหตุ 19 พ.ค. 53 เวลาบ่าย ลุงไปที่ศาลากลาง เห็นรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ข้างกองยางที่ลุกติดไฟบริเวณประตูทางเข้าศาลากลาง ด้านทิศใต้ จึงเดินเขยกๆ เข้าไปเข็นออกมา จากนั้น อยู่ดูเหตุการณ์อีกไม่นานก็ขึ้นรถสองแถวกลับบ้าน

12. นางสุมาลี ศรีจินดา ถูกจับหลังจากตำรวจมาที่บ้านและเชิญเธอไปให้ปากคำ เนื่องจากมีภาพของเธออยู่ในเหตุการณ์ เธอให้การว่าวันเกิดเหตุได้ไปที่ศาลากลางจริงและได้เข้าไปพูดคุยกับทหารที่ รู้จักกันหลายนาย ขอร้องว่า “อย่ายิงผู้ชุมนุมเลย พวกเขาไม่มีอาวุธสงสารพวกเขา” แต่แล้วก็มีผู้ชุมนุมที่เดินเข้ามาที่สนามหญ้าหน้าศาลากลางถูกยิง เธอจึงเกิดความกลัว และกลับออกมา ขับรถกลับบ้านขณะที่ศาลากลางยังไม่ถูกไฟไหม้

13. นายอุบล แสนทวีสุข ถูกจับโดยที่ตำรวจมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายขณะเขานั่งอยู่บนซาเล้ง และกล่าวหาว่าเขาใช้ซาเล้งบรรทุกน้ำมันมาเผาศาลากลาง อุบลให้การว่า วันเกิดเหตุเขาได้ขี่รถซาเล้งนำน้ำผลไม้ไปขายในที่ชุมนุมตามปกติ เหมือนทุกวัน ไม่ได้ทำอะไร

14. นายลิขิต สุทธิพันธ์ ถูกจับกุมในข้อหาหนัก หลังตำรวจขอเชิญตัวไปโรงพักและหลอกว่า สอบสวนแล้วจะปล่อยตัวกลับ ในวันเกิดเหตุ ลิขิตเล่าว่าเขาอยู่ในฐานะมวลชนในเหตุการณ์เท่านั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง มีคนถูกยิง เขารู้สึกไม่พอใจ จึงหยิบอิฐตัวหนอนริมฟุตบาทขว้างเข้าไปด้านในเขตริวรั้วของศาลากลาง จึงเป็นเหตุให้ตกเป็นผู้ต้องหาจากภาพถ่าย ข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ เขามีปอดเพียงข้างเดียวไม่มีเรี่ยวแรงวิ่ง ออกแรงหรือใช้กำลังเผาศาลากลางได้อย่างที่ถูกกล่าวหา

15. นายสนอง เกตุสุวรรณ์ ถูกจับระหว่างทำหน้าที่แทนนายท่ารถที่ตลาดเทศบาลเมืองวารินชำราบ ตำรวจนอกเครื่องแบบจับเขาใส่กุญแจมือไขว้หลังโดยไม่มีหมายจับแต่อย่างใด เมื่อไปถึง สภ.เมืองอุบลฯ ตำรวจข่มขู่ให้เขายอมรับว่าเป็นคนเผาศาลากลาง สนองให้การว่า เขาถูกตำรวจและทหารการข่าวขอร้องให้เข้าไปห้ามปรามไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไป ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เขาห้ามผู้ชุมนุมและช่วยดับไฟที่อาคารธนารักษ์สำเร็จ แต่กลับถูกถ่ายภาพ และใช้เป็นหลักฐานกล่าวหาว่าเขาร่วมเผา ซ้ำร้ายตำรวจยังบันทึกคำให้การของ เขาเพี้ยนจาก “อย่าเผาอาคารธนารักษ์ เผายงเผายางอะไรก็เผาไป” กลายเป็น “ไปเผาศาลากลางเลย”

16. จ.ส.อ.สมจิตร สุทธิพันธ์ ถูกจับระหว่างไปเยี่ยมนายพิเชษฐ์ ทาบุดดาที่บ้านโดยไม่ได้รับแจ้งข้อหา ภายหลังพบว่า ตำรวจใช้ภาพถ่ายรถของเขาที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นหลักฐาน เขาให้การปฏิเสธว่า ในวันเกิดเหตุไม่ได้กระทำการใด ๆ เขาขับรถมาที่ศาลากลางเพราะได้ยินข่าวว่าถูกเผาและได้แต่ดูเหตุการณ์อยู่ใน รถเท่านั้น

17. นายธนูศิลป์ ธนูทอง ถูกจับกุมหลังเหตุการณ์กว่า 20 วัน ตำรวจ 5 นาย พร้อมอาวุธมาหาเขาที่ไร่ พร้อมกับเชิญตัวไปที่ สภ.พิบูลมังสาหาร จากนั้น ตำรวจให้เขารับทราบข้อกล่าวหาความยาว 3 หน้า ธนูศิลป์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยืนยันว่า วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เขาปลูกมันสำปะหลังอยู่กับภรรยา ห่างจากศาลากลางจังหวัด 100 กิโลเมตร พร้อมปฏิเสธว่า ภาพถ่ายที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานกล่าวหาเขานั้น ไม่ใช่ภาพเขา ดีเอสไอตรวจหลักฐานแล้วบอกไม่ใช่คนเดียวกับในภาพถ่าย แต่ตำรวจท้องที่กลับ ยืนกรานให้อายัดตัวไว้ก่อน ภายหลัง รอง ผบก.ตำรวจภูธร จ.อุบลราชธานี ยืนยันกับอนุกรรมการ คอป. ว่า กรณีธนูศิลป์ เป็นการ “จับผิดตัว” จริง

18. นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ ถูกจับกุมในเวลาประมาณ 06.00 น. ขณะนอนหลับอยู่ที่บ้าน ตอนแรกตำรวจแจ้งว่าต้องการให้ธีระวัฒน์มาเป็นพยานในคดีเสื้อแดง แต่เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ เขาก็ถูกนำตัวไปกักขัง จากนั้น ตำรวจก็ข่มขู่ ตลอดจนใช้แฟ้มตีศีรษะ เพื่อให้เขารับสารภาพ และเซ็นรับว่าชายชุดดำปิดหน้าในภาพถ่ายเป็นตัวเขา แต่เขาไม่ยอม เพราะไม่ใช่เขาจริงๆ เขายอมรับว่าเขาไปที่ศาลากลาง แต่ไม่ได้แต่งตัวแบบนั้น และได้แต่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ในที่สุด ตำรวจเกลี้ยกล่อมว่าจะกันตัวไว้เป็นพยานแล้วจะปล่อยกลับบ้าน เขาจึงยอมเซ็น แต่แล้วก็โดนตั้งข้อหาร้ายแรง

19. นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ ตำรวจมาที่บ้านพ่อของเขา และเชิญตัวไปให้การที่โรงพักโดยไม่มีหมายศาล สมศักดิ์ให้การต่อศาลว่า เขาเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อป.พร.) และเป็นเหยี่ยวข่าวอาชญากรรมให้กับ สภ.วารินชำราบ ในวันเกิดเหตุ เขาได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากประธาน อป.พร. ให้ไปช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยที่ศาลากลาง เขาไปถึงศาลากลางตอนเที่ยง ต่อมา ในช่วงบ่าย เมื่อผู้ชุมนุมพังรั้วศาลากลางเข้าไป เขาได้ยินเสียงปืน และผู้ชุมนุม 2 คนล้มลงห่างจากเขาเพียง 30 เมตร จึงวิ่งเข้าไปช่วย และนำขึ้นรถเพื่อส่งโรงพยาบาล จากนั้น เขาก็ยังเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่อีกจนกระทั่งศาลากลางไฟไหม้

20. นางสาวอรอนงค์ บรรพชาติ ถูกจับกุมหลังไฟไหม้ศาลากลางได้ 3 วัน โดยตำรวจนอกเครื่องแบบ 10 นายไปที่บ้านพร้อมหมายจับ อรอนงค์ให้การต่อศาลว่า ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้น เธอกับเพื่อนบ้านรวม 5 คน ได้เดินทางเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งที่หน้าบ้านของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เธอได้ขอขึ้นปราศรัยบนเวทีชั่วคราวรถบรรทุก โดยขอร้องผู้ร่วมชุมนุมอย่าได้ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อเหตุการณ์รุนแรง และมีเสียงปืน เธอจึงลงจากรถ และกลับบ้านพร้อมเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ภาพที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานคือภาพที่เธออยู่บนเวทีรถบรรทุกนั่นเอง

21. นายพิสิทธิ์ บุตรอำคา ถูกจับกุมโดยตำรวจนอกเครื่องแบบ พิสิทธิ์รับว่าเขาได้ไปร่วมชุมนุม ที่ศาลากลาง แต่ไม่มีส่วนร่วมในการวางเพลิง หลังศาลอ่านคำพิพากษา อาจมีบางคนได้รับอิสรภาพกลับสู่อ้อมอกครอบครัวที่รอคอยมานานกว่า 1 ปี อาจมีบางคนต้องถูกจองจำต่อ และร้องหาความยุติธรรมด้วยการยื่นอุทธรณ์ต่อไป รายงานชิ้นนี้ ก็ทำหน้าที่ได้เพียงบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 2553 ( ศปช.) กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวผู้ต้องขังคดีการเมืองเชียงใหม่-อุบลฯ (Red Fam Fun)

นักข่าวพลเมือง: หมอตุลย์ยื่นหนังสือค้านแก้112-พบรถจี๊ปคล้ายของทหารจอดเทียบตำรวจเฉย

ที่มา ประชาไท


23 สิงหาคม 2554 เวลา 10.00น. กลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ประมาณ 20 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ด้านข้างรัฐสภา บริเวณแยกคนละฟากฝั่งถนนและอู่ทองใน เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมเข้าเนื่องจากเกรงม๊อบชนม๊อบ ในส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงยืนอยู่คนละฟากถนน แต่ไม่มีการปะทะกันแต่อย่างใด นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี กล่าวว่า ที่มากันในวันนี้เพราะไม่พอใจแถลงการณ์ของรัฐบาลไม่ตรงกับนโยบายที่หาเสียง เช่นเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300 บาท ส่งผลกระทบต่อเจ้าของกิจการที่อาจทำให้เกิดปัญหาการเลิกจ้าง ทำให้คนไทยขาดรายได้ และในกรณีของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยได้เสนอให้ รัฐบาลยกเลิกมาตรา112 โดย นพ.ตุลย์ แถลงยืนยันว่าห้ามไม่ให้มีการแก้ในมาตราดังกล่าว

ทั้งนี้ นพ.ตุลย์ยังได้กล่าวปราศรัยโดยใชโทรโข่ง แสดงความเป็นห่วงต่อการใช้งบประมาณของการคลังในการทำตามนโยบายที่พรรคเพื่อ ไทยใช้หาเสียง เนื่องจากแต่ละโครงการล้วนใช้งบประมาณอย่างมากจึงเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหา วินัยทางการเงิน

นพ.ตุลย์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า นโยบายอีกข้อของรัฐบาล คือ การฟื้นความสัมพันธ์กับนานาประเทศ แต่ที่เป็นห่วงที่สุดคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชา เพราะว่ายังไม่ทันที่รบ.จะแต่งตั้ง ทางกัมพูชาก็ออกมาบอกว่ารอที่จะทำงานกับรบ.พรรคเพื่อไทย ทั้งนี้อดีตที่สมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรบ.ได้เคยร่วมมือกับกัมพูชานำประสาท เขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หากไม่เกิดรัฐประหารขึ้นเสียก่อน เราคงสูญเสียดินแดนไปแล้ว ดังนั้นการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่ควร อยู่บนพื้นฐานการทำให้เสียดินแดนและผลประโยชน์







ในบริเวณหน้ารัฐสภาที่รถเครื่องเสียงของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติมาจอดยัง ได้มีรถจี๊ปลักษณะคล้ายรถทหารมาจอดอยู่ด้วยหนึ่งคัน รถคันดังกล่าวไม่ติดป้ายทะเบียน แต่มีข้อความ อาทิ "ผู้การกบ" ,รบพิเศษ ฉก.51, ‎If I tell you, I have to kill you และยังมีเสี้อชุดปฏิบัติการพิเศษ รือเซาะ51 พาดอยู่ที่พนักพิงด้านข้างผู้ขับ

ใน เหตุการณ์ทั้งหมดบริเวณหน้ารัฐสภาได้มี พล.ต.ต" วิชัย สังข์ประไพ ผบ.ตำรวจนครบาล1 มาควบคุมสถานการณ์ โดยที่ไม่ได้เข้าแสดงตัวและทำการตรวจสอบรถต้องสงสัยที่ไม่ได้มีป้ายทะเบียน ดังกล่าวแต่อย่างใด และในขณะที่ผู้ขับรถคันดังกล่าวจะเคลื่อนรถแต่สตาร์ทไม่ติดยังได้มี จนท.ตำรวจ จากรัฐสภา มาช่วยเข็นเข้าบริเวณข้างทางด้วย

นพ.ตุลย์ กล่าวในกรณีรถปริศนาคันดังกล่าวว่า เมื่อรถขบวนของกลุ่มมาถึงก็ได้พบว่ารถคันดังกล่าวจอดอยู่แล้วไม่ได้มาพร้อม กับกลุ่มตน คาดว่าเป็นรถของทางเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัยไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกัน ระหว่างกลุ่มของตนกับคนเสื้อแดง

11.30 น. นพ.ตุลย์ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มเข้ายื่นหนังสือคัดค้านที่อาคาร1ชั้น2 โดยเข้าประตูด้านข้างอาคาร เพื่อหลบเลี่ยงการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อหลากสีกับกลุ่มคนเสื้อแดง


โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวกันที่ทางเท้าบริเวณกำแพงสวนสัตว์ดุสิต เพื่อแสดงจุดไม่เห็นด้วยที่กลุ่มเสื้อหลากสีจะมาชุมนุมกดดันรัฐบาล ได้มีรถของกรมทหารขับผ่านกลุ่มคนเสื้อแดงได้โห่ร้องขับไล่ พร้อมกันนี้ยังได้ถือป้ายผ้าที่มีข้อความว่า "ปล่อยนักโทษการเมือง นักโทษ 112" และในที่ชุมนุมฝั่งคนเสื้้อแดงก็ยังมีกลุ่มมผู้คัดค้านการกินเนื้อสุนัขมา รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รบ.สนับสนุนพรบ.ป้องกันการทารุณสัตว์


สมราคาหัวหอกคู่ตู่-เต้นจัดเต็มพิทักษ์แดงในสภา

ที่มา Thai E-News

เสียงข้างมากกระหนาบเสียงข้างน้อย-เมื่อ เย็นวานนี้ ที่โถงชั้นล่างอาคารรัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย กับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ประชาธิปัตย์ ลงมาใช้บริการนวดเท้าผ่อนคลายระหว่างอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยนายณัฐวุฒิและนายจตุพร นั่งนวดขนาบข้างนายสาธิตซึ่งนั่งอยู่ตรงกลาง

ทั้ง 3 มีสีหน้าผ่อนคลายใช้เวลานวดกว่า 1 ชั่วโมง แต่นายสาทิตย์ได้ลุกขึ้นออกจากการนวดเท้าก่อน นายจตุพรได้พูดแซวว่า จะรีบไปไหน และว่านี่แหล่ะนะประชาธิปไตย บ่งบอกให้เห็นว่าเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร ซึ่งนายสาทิตย์หัวเราะ และลุกมานั่งที่เก้าอี้อยู่ต่อสักระยะหนึ่ง ท่ามกลางสื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตบรรยากาศและถ่ายภาพที่มักไม่ได้เห็นบ่อยนัก ที่ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลที่นั่งอยู่ข้างๆ กันและพูดคุยอยอกล้อกันอย่างเป็นกันเอง(ภาพข่าว:มติชนนออนไลน์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 สิงหาคม 2554

เวทีใหม่ของ2สหาย-หลัง จากกรำศึกเสื้อแดงติดคุกติดตะรางมาด้วยกัน วันนี้ 2 สหายจตุพร กับณัฐวุฒิพากันเข้าไปทำหน้าที่ในสภา และทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์แดงได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ดูจากคลิปต่อไปนี้


คดีหมิ่นทำลายคนดีๆและเป็นใบอนุญาตฆ่า-ส.ส.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ใช้สิทธิพาดพิงกรณีสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวหาส.ส.เสื้อแดงถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยระบุว่าทักษิณก็โดนข้อหานี้ คนเสื้อแดงโดนออกใบอนุญาตฆ่า92ศพก็ข้อหานี้ ในอดีตดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องไปตายในต่างประเทศก็ข้อกล่าวหานี้


ลบเหลี่ยมมีดโกนจนเข้าตัว-ส.ส.ดร.สุนัย จุลพงศธร กับส.ส.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประท้วงลบเหลี่ยมมีดโกนของชวน หลีกภัย ที่ฉวยโอกาสปรักปรำทักษิณว่าสั่งฆ่า 3จังหวักดชายแดนภาคใต่ ซึ่งตอนท้าย(ไม่มีในคลิป)นายชวนต้องออกมาตอบณัฐวุฒิที่อภิปรายพาดพิงว่านาย อภิสิทธิ์สั่งฆ่าคนเสื้อแดง 92 ศพแต่ไม่ยอมรับ โดยบอกว่า"หากนายอภิสิทธิ์เป็นคนเกี่ยวข้องจริง ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ไม่มีใครอยู่เหนิอกฎหมาย"


พาดพิงลิงอุรังอุตังเสียหาย-ส.ส.จตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ปชป.พาดพิงด้วยการเสี้ยมว่า พรรคเพื่อไทยหลอกลวงคนเสื้อแดง ในที่สุดไปจบด้วยเรื่อง"ลิงอุรังอุตัง"

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อภิปรายตอนหนึ่งว่า วันนี้พูดให้ตาสว่างว่า รัฐบาลที่บอกว่าประชาชนถูกกดขี่ แล้วมาแก้ปัญหาให้ประชาชนนั้น ก็คิดไม่ต่างจากรัฐบาลที่ถูกบอกว่าเป็นอำมาตย์เลย แถมยังคิดล้าหลังกว่าด้วย ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานั้น เพื่อยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงเป็นเนื้อเดียวกันตามที่ รองนายกฯพูดไว้เมื่อวานนี้ แท้จริงแล้วเป็นการสร้างวาทกรรม ซึ่งเป็นเทคนิคทางการเมือง หลอกลวงเรื่องอำมาตย์-ไพร่ และเรื่องของชนชั้น เพื่อเอาคนเหล่านั้นมาปูฐานรองรับการขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนในพรรค สุดท้ายกลุ่มเหล่านี้ก็สุขสบาย เสวยสุข และปล่อยให้พี่น้องไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาความยากจนต่อไป


เราไม่อยากให้วาทกรรมของนักการเมืองนั้น ถูกอธิบายในสภาว่าไม่มีสัญญา และเป็นแค่เทคนิคการหาเสียง เพราะนั่นคือการหลอกคนจน และเป็นบาปที่สุดในความเห็นของตน เพราะคนเหล่านั้นก้าวขึ้นมาสนับสนุนท่าน ไปกับวาทกรรมของท่านทั้งหลาย ซึ่งต้องไม่ทำให้วาทกรรมเหล่านั้นว่างเปล่า

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตามที่นายสาทิตย์ บอกว่า พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงได้หลอกลวงพี่น้องประชาชนด้วยวาทกรรมคำว่า "ไพร่" และ "อำมาตย์" ตนมีสองสถานะทั้งเสื้อแดงและส.ส.พรรคเพื่อไทย การที่มาบอกว่านโยบายรัฐบาลไม่เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ไม่ได้ทำทันทีนั้น ข้อเท็จจริงคือการที่รัฐบาลจะทำงานได้ต้องผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปก่อน แต่กกลับมีการสร้างเรื่องสร้างราวมาเล่นงานกัน ไม่ว่าจะเป็น รมว.ต่างประเทศ ทั้งที่วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ฉะนั้นวาทกรรมคำว่าไพร่-อำมาตย์ เป็นการอธิบายให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำจากการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่ แล้ว

อย่างไรก็ตามพล.อ.ธีรเดช ประธานในที่ประชุมได้ขอให้นายจตุพรได้เข้าประเด็นเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิด การประท้วงเยอะกว่านี้ แต่นายจตุพร ยืนยันว่า เป็นการใช้สิทธิ์พาดพิงและใช้เวลาของพรรคร่วมรัฐบาล ตนอดทนฟังนายสาทิตย์อภิปรายได้แล้ว ทำไมตนจะตอบโต้บ้างไม่ได้ ทำไมต้องทำเหมือนถูกน้ำร้อนลวกกันหมด

ทำให้นายเจ๊อามิง โต๊ะตาหยง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.ปัตตานี ต้องลุกขึ้นประท้วงประธานว่า เป็นการประท้วงไม่ใช่การอภิปราย

ซึ่งนายจตุพร ก็ได้ประท้วงว่า "ผู้ประท้วงคงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง" เพราะในฐานะสมาชิกรัฐสภาตนมีสิทธิ์ประท้วงเมื่อถูกพาดพิง

ทั้งนี้ นายเจ๊ะอามิงได้ใช้สิทธิ์ประท้วงขอให้นายจตุพรได้ถอนคำพูด เพราะตนไม่ใช่อุรังอุตังถึงฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งในที่สุดนายจตุพรได้ยอมถอนคำพูดว่า นายเจ๊ะอามิงไม่ใช่อุรังอุตัง ก่อนประธานในที่ประชุม จะให้สมาชิกรัฐสภาท่านอื่นได้อภิปราย

Wednesday, August 24, 2011

สธ.นำกาแฟสมุนไพรหมามุ่ยเสิร์ฟส.ส. ส.ว.ในสภา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
พร้อมด้วย นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นำกาแฟสมุนไพรหมามุ่ย
มาบริการให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
และเจ้าหน้าที่ระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา
เพื่อสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทย รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งการพัฒนาสมุนไพรไทย ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน
จากข้อมูลวิจัยของประเทศอินเดีย พบว่าหมามุ่ย เป็นพืชเถาพบมากในประเทศไทย
มีสารที่สามารถรักษาโรคพาร์กินสัน
ที่เป็นโรคที่มีความเสื่อมของระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว
ซึ่งทั่วโลกพบผู้ป่วยประมาณ 60 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 1
ส่วนคนไทยพบประมาณ 5 - 6 ล้านคนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ หมามุ่ย ยังมีผลกระตุ้นการสร้างน้ำอสุจิ ใช้รักษาภาวะมีบุตรยาก
จากปัญหาความผิดปกติของการผลิตน้ำอสุจิในผู้ชาย
โดยขณะนี้มีครอบครัวไทยจำนวนมาก ที่ประสบปัญหามีบุตรยาก
และต้องพึ่งพาการแพทย์สมัยใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
และมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เร่งทำการศึกษาวิจัย
และพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์และคลินิก
เพื่อจะนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
ซึ่งอาจทำเป็น 2 รูปแบบ คือ ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
โดยมั่นใจว่า พืชหมามุ่ย จะสามารถนำมาต่อยอดเศรษฐกิจในเชิงอุตสาหกรรมได้


http://www.dailyworldtoday.com/hotnews.php?hotnews_id=47268

ปรองดองหลากคีย์ รื้อรัฐธรรมนูญ - แยกคดี3สีเสื้อ

ที่มา มติชน





หมายเหตุ - ส.ส.พรรค เพื่อไทย (พท.) ได้อภิปรายสนับสนุนนโยบายการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 23 สิงหาคม

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

รองนายกรัฐมนตรี-เดินหน้ารื้อ รธน. เปิดโมเดล ส.ส.ร.77+22

ที่ ฝ่ายค้าน และวุฒิสภาบอกว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้คนหนึ่งคนใด แม้ไม่ได้ระบุชื่อ แต่ผมอนุมานได้ว่าแก้ความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องเป็นเข้าใจผิด ให้อภัยไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ท่านจะแก้ จะเผาอย่างไร มันแก้โทษอาญาไม่ได้ เหตุที่รัฐบาลบรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วน เพราะเมื่อมีการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ไม่เห็นด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่คณะปฏิวัติแต่งตั้งขึ้น จึงรณรงค์โนโหวต โดยยืนหยัดไม่เอารัฐธรรมนูญเผด็จการ จากนั้นได้รณรงค์หาเสียงเพื่อคืนความสุขให้ประเทศไทย โดยบอกว่าถ้า พท.ชนะเลือกตั้งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ที่บอกว่าพวกผมจะแก้ไขมาตรา 309 ที่ระบุให้การรับรองการกระทำใดๆ ก่อนและหลังที่รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นสิ่งที่ชอบนั้น ที่ผ่านมาพวกผมไม่เคยพูด ไม่ได้บอกว่าถ้ายกมาตรานี้ไป คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ที่ใช้อำนาจตามนี้ ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ได้หมายความว่าเมื่อยกเลิกไปแล้ว จะเป็นการเยียวยาความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มันเป็นคนละเรื่องกัน

สมัย ผมเป็น รมว.ยุติธรรม นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกฯ เคยรณรงค์หาเสียงว่าจะแก้รัฐธรรมนูญปี 2534 ที่มีที่มาจากการปฏิวัติเหมือนปี 2550 ท่านบรรหารจึงตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง มีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน ในที่สุดก็แก้มาตรา 211 เปิดช่องให้เลือก ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งจาก 76 จังหวัด ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2540 ผลสำรวจประชาชนเอกฉันท์ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สมาชิกรับรัฐธรรมนูญหมด ในครั้งนี้รัฐบาลจะเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร. โดยจะบอกเลยจะให้มีการคัดสรร ส.ส.ร.ที่มาจาก 77 จังหวัด โดยให้มีประธาน ส.ส.ร. และมีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เขาดำเนินการผลิตรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ใช้เวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี เราบังคับไม่ได้ หากทำ 1 ปี เป็น 2 ปี ใครมาไล่รัฐบาลพวกผม สิ่งเหล่านี้ต้องทำต่อ นอกจากนั้นแล้วจะมีตัวแทนจากนักปราชญ์ราชบัณฑิตอีก 22 คนมาร่วมยกร่างเป็น ส.ส.ร. และเมื่อยกร่างเสร็จแล้วต้องนำไปถามความเห็นประชาชน

ผมพูดเพื่อให้ สบายใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ พท. มีวิธีนี้วิธีเดียว วิธีอื่นไม่เอา และตั้งใจว่าจะทำงานไป 6 เดือน ก่อนที่จะเริ่มการประชุมสภา สมัยสามัญนิติบัญญัติ ส่วนจะยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรมนูญต่อสภาเมื่อใดนั้น ก่อนยื่นผมจะปรึกษากับอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อน เพื่อให้ท่านได้ร่วมสนับสนุน เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นต้นไม้พิษ ลูกหล่นมาจึงตายหมด ขอย้ำว่าแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายที่พวกผมหาเสียง ไม่มีวาระแอบแฝง ไม่ได้ช่วยการกระทำผิด

นายวัฒนา เมืองสุข

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย-ยกคดีเสื้อเหลือง-แดง-ดำเป็นคดีการเมือง

เมื่อ พิจารณาแนวนโยบายแล้วเห็นว่ามีสิ่งที่ต้องทำ 2 ส่วนคือ การสร้างปรองดอง และการฟื้นฟูประชาธิปไตย เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สังคมร้าวลึก ซึ่งข้อเรียกร้องเรื่องความปรองดอง หลายภาคส่วนเรียกร้องให้ทุกพรรคยอมรับ 3 ประการคือ 1.ยอมรับผลการเลือกตั้ง 2.ต้องถือนโยบายปรองดองเป็นสิ่งสำคัญและปฏิบัติตาม และ 3.การปรองดองต้องทำโดยองค์กรที่มีความเป็นกลาง ซึ่งเป็นความกล้าหาญ พท. โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ยอมให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ตั้งโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สอบหาความจริงต่อไป แสดงถึงความเป็นกลาง ยอมรับความปรองดองโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่ในการ สร้างความปรองดองต้องไม่นำแนวทางกฎหมายอาญา มาใช้กับการเรียกร้องทางการเมือง ที่ผ่านมามีการขังนักโทษทางการเมืองรวมกับนักโทษคดีอาญา เพราะองค์กรที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจปัญหา จึงยิ่งสร้างปัญหาเกิดขึ้น หากประเทศไทยไม่มีการสร้างความปรองดองจะเกิดการฆ่ากันอีกรอบแน่นอน

อย่าง พี่น้องเสื้อเหลืองที่ไปยึดสนามบิน ก็ไม่ได้ไปยึดเพื่อขโมยเครื่องบินไปขาย หรือพี่น้องเสื้อดำที่บุกเข้าไปในเอ็นบีที ก็ไม่ใช่ไปขโมยเครื่องส่งโทรทัศน์ เช่นเดียวกับพี่น้องเสื้อแดง แต่เป็นการต่อรองทางการเมือง ดังนั้น จึงต้องประนีประนอม ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปรองดอง มีการเยียวยา ชดใช้ ฟื้นฟูให้ โดยใช้กระบวนการยุติธรรมมาบังคับใช้

สำหรับการที่มีผู้เสียชีวิตจาก เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตเป็นร้อยคนนั้น ถือเป็นการฆ่าที่ขัดหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดอง ทั้งเรื่องปฏิวัติยึดอำนาจ การสลายการชุมนุมทำให้มีคนตาย ซึ่งการที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องทางการเมืองนั้น ไม่ได้เป็นเพราะเห็น พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเทวดา แต่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณเป็นสัญลักษณ์ของการถูกกระทำโดยการรัฐประหารที่ทั่วโลกไม่ให้ การยอมรับ เรื่องนี้ทำให้ประเพณีการทูตถูกลบล้างไปโดยสิ้นเชิง เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ทูตจากประเทศต่างๆ ก็มาแสดงความเคารพ ดังนั้น อย่าได้หากระบวนการโกงมาใช้อีก เพราะเขาไม่ยอมรับ

นั่นคือเหตุผลที่ตำรวจสากลไม่ยอมขึ้นหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเขาไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูก ขออย่าเป็นตัวตลกในสายตาประชาคมโลกอีกต่อไป วันนี้วิธีการสร้างความปรองดองคือ จะต้องสนับสนุนกระบวนการค้นหาความจริง และเร่งรัดการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

นพ.เหวง โตจิราการ

ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง-ทำคลอด รธน.ใหม่ใน 1 ปี

หลัก ของ พท. ต้องการคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน เพราะประชาชนตระหนักยิ่งต่อความไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเราจะทำ 2 เรื่องคือ คืนความปรองดอง และแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย การปรองดองไม่ใช่การกวาดขยะซุกไว้ใต้พรม แล้วมาจับมือชื่นมื่นกัน แต่คือการชี้ว่าขยะและอาจมอยู่ที่ไหน แล้วก็เอาสิ่งปฏิกูลไปทิ้ง มันต้องมีความผิดปกติของประเทศไทยถึงได้มีการใช้อาวุธสงครามไปสังหารประชาชน ซึ่งทั้งโลกอยากรู้ว่าความจริงอยู่ตรงไหน ต้องนำไปสู่หลักนิติธรรม นิติรัฐ แล้วหลังจากนั้นจะนิรโทษกรรมหรือไม่ แล้วแต่ประชาชนทั้งประเทศลงความเห็น พท. ถูกใส่ร้ายมาตลอดว่าทำเพื่อคนคนเดียว เราไม่เคยพูดถึงการนิรโทษกรรมให้คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ

เรื่องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกที่รับรองว่าการรัฐประหารชอบโดยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เพียงมาตรา 309 มาตราเดียว ก็บอกได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อัปลักษณ์ที่สุดในโลก หากใครหวงแหนไว้ก็คือหวงแหนความอัปลักษณ์ของประเทศไทย พท. มีโรดแมปว่าหลังแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องแล้ว ซึ่งใน 3 เดือนเราจะเห็นผล เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป โดย ส.ส.ร.จะมาจากการเลือกตั้งประชาชนโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของ พท. จากนั้นเมื่อ ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ก็ต้องถามความเห็นประชาชนทั้งประเทศ

นี่คือ ความจำเป็นที่ พท.ต้องสร้างความปรองดองในปีแรก และจำเป็นที่ต้องมีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วนในปีแรก จากนี้เราจะไม่อนุญาตให้ทหารมาลั่นกระสุนใส่ประชาชนอีกต่อไป ยุติการฆ่าประชาชนอีกต่อไป

อำนาจพิเศษ เกมใต้ดิน กุศโลบาย "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" บน "พงหนาม" ฝ่ายค้าน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ





ทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร 2 นายกรัฐมนตรี ยังหนีไม่ออกจากพงหนามของฝ่ายค้าน

พ.ต.ท. ทักษิณ ใช้เวลาฝึกงานในกระทรวงการต่างประเทศ 100 วัน ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี 6 เดือน นายกรัฐมนตรี แล้วกระโดดขึ้นหลังเสือ ในตึกไทยคู่ฟ้า เข้าสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาเดินสายหาเสียง ทำกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทย 49 วัน ก้าวกระโดดขึ้นบนเก้าอี้นายก รัฐมนตรีคนที่ 28

วาระ 10 ปีที่ผ่านมาของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" และวาระอีก 4 ปีของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ยังคงอยู่ในพงหนามของพรรคฝ่ายค้านและพันธมิตร

ชีวิตนายกรัฐมนตรี "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ไม่มีกลีบกุหลาบ นับตั้งแต่วันเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ใน ฝ่ายบริหาร มีวาระที่เต็มไปด้วยวงประชุม-วอร์รูม-เวิร์กช็อป การประชุมคณะรัฐมนตรีคราวละไม่น้อยกว่า 50 วาระ, การประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ การนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานบอร์ดระดับชาติ

ทุกวงล้วนเต็มไปด้วยพงหนามอันแหลมคมรออยู่

หลังจาก 49 วันแห่งความสำเร็จผ่านพ้นไป เส้นทางที่เคยปูไว้ด้วย "พรมแดง" ดูเหมือนจะเริ่มสิ้นสุดจบลงเพียงแค่นั้น

เพราะ "พงหนาม" ซึ่งรอทิ่มแทงอยู่เบื้องหน้ากลับงอกเงยขึ้นมา แทรกบนทางเดินที่โรยด้วยกลีบกุหลาบชนิดเร็วเกินคาด

แม้แต่ตัว "ยิ่งลักษณ์" ก็ยังนึกไม่ถึง

เพราะ "ทักษิณ ชินวัตร" ในฐานะ "นายใหญ่" แห่ง "เพื่อไทย" ได้กลายเป็นปัจจัยหลัก ทำให้ "พงหนาม" ผุดขึ้นมา บั่นทอนอายุรัฐบาลของน้องสาวตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกสตาร์ต

ผสมโรงกับ ความ "คลุมเครือ" ของนโยบาย "เพื่อไทย" หลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ เช่น เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ปรับฐานเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ทั้งภาคข้าราชการ-เอกชน การแจกแท็บเลตให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถม 1 ฯลฯ

ยังมีแนวทางการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวม ที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบ ที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องศึกษาให้ช่ำชอง

"พงหนาม" บนเส้นทาง "ยิ่งลักษณ์" ครบเครื่องทั้งเรื่องเศรษฐกิจ-การเมือง

ยังไม่ทันแถลงนโยบายก็มีกุศโลบาย ให้ "ทักษิณ" บินเข้าประเทศญี่ปุ่น เป็นกรณีพิเศษ

ไม่นับรวมการลัดเลาะเข้าประเทศกัมพูชา ที่ยังเป็นปัญหาให้ "ยิ่งลักษณ์" ในนามเจ้านายของ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ ชัยกุล" รมว.ต่างประเทศ

แม้ว่า "สุรพงษ์" และ "ยิ่งลักษณ์" จะประสานเสียงตรงกันว่า ไม่เคยขอให้ญี่ปุ่นออกวีซ่าให้กับ "ทักษิณ"

แต่ ท่าทีอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น กลายเป็นช่องทาง-ลู่วิ่ง ให้พรรคประชาธิปัตย์ ออกสตาร์ตทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมบูรณ์แบบ

ประชาธิปัตย์ ประเดิมงานแรกด้วยการแจ้งความเอาผิดอาญากับ "สุรพงษ์" ฐานทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 และ 192 ที่ระบุว่า ผู้ใดช่วยด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ที่หลบหนีการ คุมตัวตามอำนาจศาล เพื่อไม่ให้บุคคลนั้นถูกจับ ต้องระวางโทษไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ

"กรณีนี้นายสุรพงษ์รู้อยู่แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณกำลังเดินทางเข้าญี่ปุ่น จึงมีหน้าที่ต้องประสานไปทางอัยการ เพื่อให้ตำรวจหรือทางการญี่ปุ่นดำเนินการจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ แต่นาย สุรพงษ์ไม่ได้ดำเนินการเลย กลับช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ถูกจับกุม" เป็น คำแถลงของ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ทีมกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อสื่อมวลชน

ยังมีเรื่องราวที่ "ทักษิณ" ยอมรับกับสำนักข่าวอาซาฮี ชิมบุน สื่อแดนปลาดิบว่ามีส่วนจับวางโผ "ครม.ปู 1"

ถือ เป็นการพูดที่สุ่มเสี่ยงต่อ การ ถูกร้องว่าทำผิดกฎหมายพรรค การเมือง ที่ห้ามไม่ให้ ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเข้ามากระทำการเป็นกรรมการบริหาร พรรค และหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง มีโทษคือ "ยุบพรรค"

ด้าน ปัญหาภายใน "เพื่อไทย" ก็ยังคงคุกรุ่นรอวันปะทุในวันข้างหน้า หลังจากมีบางกลุ่ม บางซุ้มในพรรคชวดเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะถูกซิวเก้าอี้ไปในนาทีสุดท้าย หมายมั่นว่าจะขอแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีในอีก 6 เดือนข้างหน้า

ความ เคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับแรงกระเพื่อมที่เริ่มก่อตัวขึ้น กดดันให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนสถานการณ์ภายในพรรคแบ่งแยกออกเป็น 2 ทาง

ทาง 1 เร่งแก้ทันที เนื่องจากคนในพรรคเริ่มมีความระแวง "อำนาจพิเศษ" ขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่า "เพื่อไทย" จะถูกเชือดทิ้งพ้นกระดาน เฉกเช่นไทยรักไทย-พลังประชาชน เมื่อใด

อีกทาง 1 มองว่า ควรให้รัฐบาลบริหารประเทศไปได้สักระยะ โกยคะแนนนิยมใส่กระเป๋า เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากคนทุกฝ่าย หวังกรุยทางแก้ไขรัฐธรรมนูญชนิดไร้เสียงค้าน

แต่ปฏิกิริยาของแกนนำ คนเสื้อแดง ที่เข้ามาหลบชายคา "ปาร์ตี้ลิสต์" อย่าง "หมอเหวง โตจิราการ" ในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟัน กลับเปิดหน้าชกช่วยผลักดันให้ "เพื่อไทย" แก้รัฐธรรมนูญทันที พร้อมกับเสนอแนว คิดให้รัฐบาลทุ่มทุน 4 พันล้านบาท ทำ "ประชามติ" ถามความเห็นประชาชน 2 ครั้ง

ก่อน "ขาย" ไอเดีย "ยุบ" องค์กรอิสระที่ถูกแต่งตั้งจากปลายกระบอกปืนทั้งหมด โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามทาง การเมืองให้พ้นไปจากทาง

เพราะทั้ง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ คือ 2 โจทก์สำคัญของ "ทักษิณ" ตั้งแต่ยุค "ไทยรักไทย" จนถึง "พลังประชาชน"

แม้ "ยิ่งลักษณ์" จะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ตั้งใจ "แก้ไขทันที" แต่ก็ยังมีคลื่นเสื้อแดงใต้น้ำที่ขยับไหวกระเพื่อม

คำถามสารพัดปัญหา จึงพุ่งเข้าหา "น.ส.ยิ่งลักษณ์" วันละหลายคำถาม

เมื่อ แต่ละคำถามที่พุ่งเข้าหา"ยิ่งลักษณ์" มิได้ผ่านการตระเตรียม โผและสคริปต์กับทีมงานของนายกฯไว้ล่วงหน้า ปัญหาตอบไม่ตรง และประเด็นเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยที่กลายเป็น "พงหนาม" ที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อน ไหวของพี่ชายที่ชื่อ "ทักษิณ"

ยิ่งทำให้ "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้าก้าวย่าง ลงไปเหยียบพงหนาม

วาระ การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 15 วันของ "น.ส. ยิ่งลักษณ์" ยังไม่ได้เผชิญหน้ากับเสือ สิงห์ กระทิง แรด โดยตรงในสภาผู้แทนราษฎร

ยังไม่ได้ตอบกระทู้ ยังไม่ทันเตรียมตัวรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

15 วันที่ผ่านไป "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ยังคลุกอยู่กับปัญหาในพงหนามของ "พ.ต.ท.ทักษิณ"

อำนาจพิเศษ เกมใต้ดิน กุศโลบาย "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" บน "พงหนาม" ฝ่ายค้าน

ที่มา มติชน





ทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร 2 นายกรัฐมนตรี ยังหนีไม่ออกจากพงหนามของฝ่ายค้าน

พ.ต.ท. ทักษิณ ใช้เวลาฝึกงานในกระทรวงการต่างประเทศ 100 วัน ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี 6 เดือน นายกรัฐมนตรี แล้วกระโดดขึ้นหลังเสือ ในตึกไทยคู่ฟ้า เข้าสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีคนที่ 23

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาเดินสายหาเสียง ทำกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทย 49 วัน ก้าวกระโดดขึ้นบนเก้าอี้นายก รัฐมนตรีคนที่ 28

วาระ 10 ปีที่ผ่านมาของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" และวาระอีก 4 ปีของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ยังคงอยู่ในพงหนามของพรรคฝ่ายค้านและพันธมิตร

ชีวิตนายกรัฐมนตรี "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ไม่มีกลีบกุหลาบ นับตั้งแต่วันเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ใน ฝ่ายบริหาร มีวาระที่เต็มไปด้วยวงประชุม-วอร์รูม-เวิร์กช็อป การประชุมคณะรัฐมนตรีคราวละไม่น้อยกว่า 50 วาระ, การประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ การนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานบอร์ดระดับชาติ

ทุกวงล้วนเต็มไปด้วยพงหนามอันแหลมคมรออยู่

หลังจาก 49 วันแห่งความสำเร็จผ่านพ้นไป เส้นทางที่เคยปูไว้ด้วย "พรมแดง" ดูเหมือนจะเริ่มสิ้นสุดจบลงเพียงแค่นั้น

เพราะ "พงหนาม" ซึ่งรอทิ่มแทงอยู่เบื้องหน้ากลับงอกเงยขึ้นมา แทรกบนทางเดินที่โรยด้วยกลีบกุหลาบชนิดเร็วเกินคาด

แม้แต่ตัว "ยิ่งลักษณ์" ก็ยังนึกไม่ถึง

คลิกอ่านรายละเอียด

"เฉลิม"แจง"ปู"ตอบแค่เรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แต่ไม่บริหารการเมือง

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน โจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิมชี้แจงแทนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เเก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้บริหารการเมือง เเต่บริหารบ้านเมืองให้มีเศรษฐกิจดี ประชาชนกินดีอยู่ดี ส่วนนโยบายเศรษฐกิจที่นายกฯยังไม่ได้ตอบนั้น อาจตอบในวันนี้หรืออาจมอบให้รองนายกฯ เเละ รมว.คลัง รวมทั้งบางส่วนชี้เเจง ทั้งนี้ ตนให้คะแนน น.ส.ยิ่งลักษณ์เต็ม เเละเคยมีอดีตนายกฯ คนหนึ่งที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เเต่อยู่ในตำเเหน่งเเปดปีครึ่ง


เมื่อถามว่า นำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปเปรียบเทียบกับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ทราบ อย่าไประบุชื่อ เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะอยู่ถึงเเปดปีครึ่งหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เเล้วเเต่การทำงาน