WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 25, 2011

ชี้สอบสื่อไม่เป็นธรรม "เจ๊ยุ"นักข่าวอาวุโส เตือน"อนุกก."แล้ว เข้าทางการเมือง

ที่มา มติชน


ยุวดี ธัญญศิริ


ยุวดี ธัญญสิริ

′ เจ๊ยุ-ยุวดี ธัญญศิริ′นักข่าวอาวุโสประจำทำเนียบ เผยเบื้องหลังเตือนกรรมการสภาหนังสือพิมพ์ฯ ชี้ผลสอบไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบวิชาชีพ โดยเฉพาะการเปิดเผยนามปากกา ยอมรับไม่สบายใจ ค้านวิธีนับจำนวนรูป-ข่าวแล้วสรุปสื่อเข้าข้างฝ่ายไหน ติงอนุ กก.ใจร้อน ตั้งข้อสงสัยเร่งเข้าทางใคร

นางยุวดี ธัญญศิริ ผู้สื่อข่าวอาวุโส ประจำทำเนียบรัฐบาล และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ เมื่อ วันที่ 23 สิงหาคม กรณีสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ตั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การส่ง อีเมล์ของนักการเมืองระบุให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ว่า สภาการหนังสือพิมพ์ทำตามระเบียบข้อบังคับของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ มีอำนาจ ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่อง ดังกล่าว โดยที่ประชุมเลือกกรรมการเอง มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน นางบัญญัติ ทัศนียเวช นางดรุณี หิรัญรัตน์ ศาสตราจารย์พิเศษสิทธิโชค ศรีเจริญ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นเลขานุการ มีสื่อมวลชน 2 คน สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ต้องการให้เป็นคนนอกเข้ามาตรวจสอบเพื่อความเป็นกลาง เพราะเป็นกระแสร้อน ในการติดสินบนสื่อ เป็นสิ่งที่สังคมอยากรู้ เพราะภาพของสื่อต่อสังคมต้องเป็นภาพที่เป็นกลางและสามารถเสนอข่าวได้โดยใช้ สิทธิเสรีภาพ และอยู่ในกรอบจริยธรรมสื่อ

"ในฐานะที่ประกอบวิชาชีพ สื่อ รู้สึกไม่สบายใจ แต่เท่าที่ดูอีเมล์ตั้งแต่ต้นมองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะใครจะกล่าวหาใครทำได้ เพราะปราศจากหลักฐาน แต่เมื่อพาดพิงมาถึงบุคคลที่บังเอิญเป็นสมาชิกอยู่ในสภาการหนังสือพิมพ์ฯ อยู่ด้วย โดยเฉพาะเป็นผู้ใหญ่ เชื่อโดยสุจริตว่าคนเหล่านี้เราคบกันมา เป็นรุ่นพี่ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรุ่นน้อง เห็นนิสัยใจคอมาคิดว่าคงไม่เป็นไปตามอย่างที่กล่าวหา" นางยุวดีกล่าว

นาง ยุวดีกล่าวว่า เมื่อมีการสอบก็พร้อมสนับสนุน แต่ผลสอบสรุปออกมารู้สึกตกใจว่าทำไมแนวทางที่สอบถูกต้องแล้วหรือ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารสื่อที่ถูกพาดพิงในช่วงระหว่าง วันที่ 1 มิถุนายน-3 กรกฎาคม เป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

"ประเด็น เหล่านี้เป็นธรรมแล้วหรือ กรรมการ บอกว่าทำถูกต้องแล้ว" เพราะก่อนแถลง หรือชี้แจงของคณะอนุกรรมการ จึงถามว่าคณะกรรมการดูที่แนวนโยบายของหนังสือพิมพ์หรือเปล่าว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในเครือมติชนเท่าที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและอ่านข่าวประจำทุกวันเห็น ว่าในเครือมติชน แต่ละฉบับมีแนวนโยบายที่ไม่ได้ยืนข้างฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ใช่ลักษณะตรงข้ามรุนแรง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่เกิด" นางยุวดีกล่าว

นางยุวดีกล่าวว่า ถ้าติดตามหนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" เท่าที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตในบ้านเมือง 2 ปีที่ติดต่อ ข่าวสดพยายามเป็นตัวแทนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม มีคนตายในบ้านเมืองเยอะแยะ คำตอบต่างๆ ที่สังคมยังไม่ได้รับ และเคลือบแคลง สงสัยรัฐบาล แต่การสงสัยนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม

"คน ที่มีสายตาเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมควรจะมองว่า การเรียกร้องเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของสังคมและเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ รัฐบาลยังอยู่ได้เรียกว่าเก่งมาก อีกทั้งไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอะไร เรื่องนี้ไม่ใช่ไปกล่าวหา แต่ดูตามหลักการของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่เข้ามาแสดงความเห็นต่างไม่ได้หมายความว่ายืนอยู่คนละซีก" นางยุวดีกล่าว

นางยุวดีกล่าวว่า คณะอนุกรรมการแถลงปรารภตั้งแต่ต้นว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการสอบสวนเรื่องจริยธรรม และบอกว่าการตรวจสอบมันอ่อนไหว อาจจะมีคนเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในขณะที่สถานการณ์ยังมีความขัดแย้งสูง สื่อมวลชนเข้าไปอยู่ในวงการขัดแย้งด้วยจะต้องระมัด ระวัง จึงเตือนแล้วเตือนอีกว่าเอาให้แน่ใจนะจะแถลงกัน แต่เวลามันน้อยองค์ประชุมครบ มาสรุปให้คณะกรรมการ ฟังและรับฟังข้อโต้แย้งต่างๆ แล้วบอกว่าไม่มีอะไรสามารถแถลงได้ ทุกคนตกลง

"ดิฉัน ติงอนุกรรมการของสภาหนังสือพิมพ์ อย่างที่บอกว่าท่านมีเวลาน้อย เดี๋ยววันนี้นัดกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้บ่ายโมงจะต้องรีบไป ในที่ประชุมไม่ได้ถามว่านัดเรื่องอะไร ตกกลางคืนเห็นกรรมการไปออกทีวีตก ใจมาก ทำไมรวดเร็วถึงขนาดนี้ แสดงว่า เป็นประเด็นที่สังคมอยากรู้ และอนุกรรมการพยายามป้อนในทันทีอย่างนั้นหรือ แต่บางทีการทำอะไรเร็วๆ อาจขาดความรอบคอบ ส่วนตัวดิฉันเองหากมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้อนและเรื่องใหญ่ควรที่จะดู อะไรให้ละเอียดรอบคอบ ก่อนจะออกข่าวไป" นางยุวดีกล่าว และว่า หนังสือพิมพ์ที่ถูกกล่าวหาแต่ละฉบับไม่ใช่กระจอกงอกง่อย แต่ละคนสร้างฐานะความเป็นปึกแผ่นขึ้นมา ในแง่ของการเสนอข่าวสาร คือเราเป็นนักข่าวในโรงพิมพ์กว่าข่าวจะได้ขึ้นหัวแต่ละข่าวไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องประชุม 3-4 ครั้ง กำหนดว่าข่าวไหนควรขึ้นหน้าหนึ่งโดยเฉพาะข่าวการเมืองที่ส่งเข้ามาปัจจุบัน มีทั้งออนไลน์ อีเมล์ วันๆ ข่าวที่ถูกทิ้งเป็นตะกร้าเป็นเข่ง แต่ละวันกว่าข่าวจะได้รับเลือกไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเรื่องการติดสินบนสื่อเพื่อลงข่าวไม่ได้ติติงคณะอนุกรรมการ ถือว่าเสียสละเข้ามาทำหน้าที่ทำงานให้ต้องขอบคุณ แต่ประเด็นที่สอบอาจแคบไปและการตรวจสอบ แค่ระยะเวลาก็ไม่ควรแล้ว ถ้ากรรมการจะตรวจสอบกันจริงต้องตรวจสอบย้อนหลังว่าที่ผ่านมาข่าวสารเป็น อย่างไรเพื่อดูพฤติกรรมว่าเป็นอย่างไร

นางยุวดีกล่าวว่า ในวงการสื่อส่วนตัวคิดว่าเพื่อนสื่อส่วนใหญ่ทุกคนทำหน้าที่โดยยึดมั่นในหลัก จริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นฉบับเล็กหรือใหญ่ หนังสือที่มีความมั่นคง จริงอยู่ในทุกองค์กรมีทั้งคนดีคนไม่ดี คนไม่ดีก็มี

"พวกเราเองยัง พูดล้อกันเลยว่า วันเกิด ปีใหม่ ไม่มีใครเขาหิ้วของมาเยี่ยมพวกข่าวการเมืองหรอก เขาไปหน้าเศรษฐกิจโน่น ทุกคนก็หัวเราะ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของมิตรจิตมิตรใจ เรื่องการเชิญสื่อไปทำข่าวอะไรเราไม่อยากเปิดโปงเบื้องหลัง มีทุกพรรคการเมืองอย่ามาคุยเลย" นางยุวดีกล่าว และว่า ถ้าเอากันถึงที่สุดและจะสอบสวนยืนยันกันได้ทุกเรื่อง แม้แต่หน่วยราชการใหญ่ๆ ยกตัวอย่างกระทรวงการต่างประเทศเองยังมีงบฯรับรองสื่อ พาสื่อไปต่างประเทศ และมีบางรัฐบาลไม่เอาสื่อไปเลย คนในกระทรวงเอางบฯไปถลุงกันเองแล้วแกล้งมาจัดเลี้ยงน้ำชาแล้วให้สื่อเซ็น ชื่อ เคยสงสัยถามและแอบสืบดูรู้ว่าต้องเอาลายเซ็นไปเป็นหลักฐานว่านี่คือการเอ็น เตอร์เทนเลี้ยงรับรอง

"เขามีงบฯสื่อเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้น เรื่องของพรรคการเมือง ยิ่งเป็นช่วงเลือกตั้งแต่ละคนพยายามให้ตัวเองเป็นข่าว ได้ผลประโยชน์ การเลือกตั้งที่ผ่านมาระหว่างคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฝ่ายคนที่เป็นรัฐบาลและยิ่งถ้าผลงานไม่ดีไม่ถูกใจประชาชนก็ยิ่งเป็นรอง ส่วนฝ่ายค้านเคยมีผลงานเป็นคนที่เชื่อถือได้แม้คนที่เข้ามาไม่ได้เป็นคนทำก็ ตาม แต่ยี่ห้อยังใช้ได้อยู่ คนให้ความเชื่อถือมากกว่า และสถานการณ์ที่ผ่านมา ช่วงเวลา 2 ปี มีแต่เรื่องการเมืองทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น คนเบื่อหน่าย และอย่าคิดว่าคะแนนโหวตที่ประชาชนลงให้ 15 ล้านเสียงเป็นคนพวกสีเสื้อ มันไม่ใช่ คนส่วนใหญ่ที่ไม่พอใจต้องการเปลี่ยนเพื่อให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ" นางยุวดีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะอนุกรรมการสอบแล้ว ไปพูดถึงความผิดปกติ เรื่องของจำนวนข่าวและรูปที่นำเสนอในหนังสือพิมพ์นั้น สามารถวัดความผิดปกติและการเข้าข้างได้หรือไม่ นางยุวดีกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์จะเอาเรื่องพวกนี้มาวัดไม่ได้ อย่างที่พูด การเลือกตั้งคือการแข่งขันสื่อต้องเสนอคนที่เป็นข่าวมากกว่า รูปภาพต้องเลือกตามสถานการณ์

"ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงน้ำท่วมแอ๊กชั่นเป็นอย่างไร คนดูก็อมยิ้มกัน ส่วนฝ่ายค้านเป็นอีกแบบ ทั้งหมดอยู่ที่การจัดการว่าเป็นระบบอย่างไร การพรีเซนต์อยู่ที่ทีมงานมากกว่า ว่าจะจัดให้หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคทำอย่างไร" นางยุวดีกล่าว

เมื่อถาม ว่า สรุปว่าหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งเอียงข้างไปอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งจากผลการ นับจำนวนข่าวหรือรูปภาพนั้น ถือว่ายุติธรรมแล้วหรือ นางยุวดีกล่าวว่า "ช่วงการเลือกตั้ง เมื่ออีกฝ่ายคอยจ้องว่าคุณอย่าพลาดน่ะถ้าคุณพลาดงับทันที มันจึงออกมาเป็นอย่างเช่นวันนี้ ดิฉันเตือนแล้วให้ข้อสังเกตแล้ว โดยบอกว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องเตะเนื้อเข้าปากฝ่ายตรงข้าม เขาไม่ ฟังหรอก ที่คุณตรวจสอบเฉพาะแค่เรื่องของจริยธรรม เพราะฝ่ายตรงข้ามเตรียมงับอยู่แล้ว ดิฉันบอกตรงๆ เลยว่า เมื่อแถลงออกไปเช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจแทนเพื่อนร่วมวิชาชีพ ที่พูดดิฉันไม่ได้เอาใจ แต่เป็นโดยหลักและสำนึกของตัวเองว่าดูแล้วไม่ค่อยเป็นธรรมกับผู้ประกอบ วิชาชีพ โดยเฉพาะไปเปิดเผยชื่อคอลัมน์ต่างๆ ความจริงต้องปกปิดแม้แต่ขึ้นศาลยังไม่ค่อยจะเปิดเผย ยกเว้นตัวบรรณาธิการต้องให้เกียรติกัน" นางยุวดีกล่าว

นางยุวดีกล่าว อีกว่า การนับจำนวนข่าวหรือภาพอย่างนั้นไม่เป็นเหตุเป็นผลเพียงพอ ถ้าจะเอากันจริงๆ ต้องนับย้อนหลังไปด้วยว่า สื่อนั้นๆ เป็นอย่างไรไม่ใช่มาดูกันแค่นี้ หนังสือพิมพ์มติชน เป็นฉบับหนึ่งที่ทุกเช้าคนต้องถือเพื่อมาดูข้อมูล เป็นหนังสือที่น่าเชื่อถือและลงครบถ้วน โดยเฉพาะข่าวสารราชการติดตามต่อเนื่องไม่ปล่อย

"อนุกรรมการน่าจะใจ ร้อนใจเร็วไปออกเป็นขั้นเป็นตอน เลยทำให้คนตกใจว่าเออ ขบวนการอย่างนี้ไปทำเพื่อเร่งให้เข้าทางใครหรือเปล่า" นางยุวดีกล่าว

นาย สุนทร จันทร์รังสี รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ คนที่ 1 เปิดเผยว่า สภาการหนังสือพิมพ์ฯ เลื่อนประชุมคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯ จากวันที่ 13 กันยายน เป็นวันที่ 20 กันยายน

นายสุนทรกล่าวว่า หากมีองค์กรสมาชิกผู้เป็นต้นสังกัด หรือผู้ถูกกล่าวหา ยื่นคำอุทธรณ์ ที่ประชุมคณะกรรมการต้องพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับอุทธรณ์ เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่หากไม่มีผู้ใดยื่น ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯ จะพิจารณากำหนดท่าทีที่เหมาะสมของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ต่อไป

ไม่ใช่แค่หมอวิชัย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องของคณะอนุกรรมการชุด หมอวิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานเท่านั้น สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไม่มีส่วนรู้เห็น

กรณีแถลงรายงานการสอบข้อเท็จจริง "อีเมล์ ซื้อสื่อ"

ทั้ง ที่ในรายงานคณะอนุกรรมการเองก็สรุปไม่ได้ว่ามีการซื้อหรือติดสินบนสื่อจริง แต่แทนที่เรื่องจะจบ อนุกรรมการกลับกระทำการเลยเถิดไปจากหัวข้อตรวจสอบ

กล่าวหาหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ ข่าวสด มติชน และไทยรัฐ เอนเอียงเข้าข้างยิ่งลักษณ์และเพื่อไทย ไม่เข้าข้างอภิสิทธิ์กับประชาธิปัตย์

โดยวัดจากการลงภาพข่าวหน้า 1 การพาดหัวข่าว และการลงโฆษณา

หลัง แถลงผลสอบ หมอวิชัย ยังรีบไปให้การคดีที่ประชาธิปัตย์หยิบเอา "อีเมล์ซื้อสื่อ" นี้มาเป็นมูลเหตุยื่นต่อกกต. เสนอให้ยุบพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ประชาธิปัตย์ก็นำรายงานของอนุกรรมการนี้เข้ายื่นเพิ่มเติมต่อกกต.เช่นกัน

อย่าง ที่บอกตอนแรกนึกว่าสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ในฐานะผู้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ยังไม่ได้ประทับตรารับรองผลสอบตามที่หมอวิชัยแถลง

แต่ปรากฏว่า นายสุนทร จันทร์รังสี รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ยืนยันเองว่า ผลสอบดังกล่าวผ่านการรับรองเห็นชอบของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เรียบร้อยแล้ว

แต่ อ้างว่าเป็นแค่รายงานเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยขั้นสุดท้าย ยังมีขั้นตอนที่หนังสือพิมพ์ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นอุทธรณ์โต้แย้งได้ภายใน 20 วัน

อยากรู้จริงๆ ว่าคนสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ทั้งหมดเห็นชอบในกรณีนี้ด้วยหรือไม่

อีกเรื่องที่แปลกก็คือ นายสุนทร บอกด้วยว่าการนำเสนอข่าวในทำนองต้องการลดความน่าเชื่อถือของคณะอนุกรรมการ เป็นสิ่งไม่ควรกระทำ

เนื่องจากทุกท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เสียสละเวลามาทำงานให้สภาการหนังสือพิมพ์ฯ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เพื่อช่วยขจัดข้อสงสัยทางจริยธรรมที่สังคมกำลังเคลือบแคลงต่อองค์กรสมาชิก และผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ถูกกล่าวหา

ที่ ว่าแปลกก็เพราะ ทีตัวเองเที่ยวกล่าวหาดิสเครดิตคนอื่นได้เป็นวรรคเป็นเวร พอเขาออกแถลงการณ์ตอบโต้บนหลักการของการตรวจสอบอย่างมีเหตุมีผล และเป็นไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

ดันบอกว่าเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ

อย่างนี้ใครกันแน่ที่มีปัญหาทางจริยธรรมให้สังคมต้องเคลือบแคลง

สภาล่ม-ปิดประชุมกลางคัน!

ที่มา ข่าวสด







วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมรัฐสภาแถลงนโยบายของรัฐบาลช่วงดึกตึงเครียดมากขึ้น เมื่อมีการอภิปรายถึงกรณี 91 ศพ ทำให้เกิดการประท้วงกันวุ่นวาย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายพาดพิงการดำเนินคดีเสื้อแดงข้อหาละเมิดสถาบัน ส่งผลให้เกิดการฆ่ากัน และกล่าวหามีการออกใบอนุญาตให้ฆ่าประชาชน ทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธิ์ เวชชชีวะ ประท้วงให้ถอนคำพูด และต้องสั่งพักการประชุมในที่สุด

หลังพักการประชุม 40 นาที และเปิดประชุมอีกครั้งเวลา 23.10 น. นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ขอถอนคำพูด จากนั้นนายประเสริฐ จันทร์รวงทอง เสนอให้ปิดประชุม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน ลุกขึ้นท้วงว่าฝ่ายค้านยังอภิปรายไม่ครบขอให้เปิดประชุมต่อไป แต่นายสมศักดิ์ ประธานได้ขอมติที่ประชุมจะให้เปิดประชุมต่อหรือไม่ ส.ส.ซีกฝ่ายค้านบางส่วน ทยอยออกจากที่ประชุมโดยไม่แสดงตน เมื่อประธานขานคะแนนการนับองค์ประชุมจึงมีจำนวน 308 คน ซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุมที่ต้องมี 325 คน นายสมศักดิ์ จึงสั่งตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้ง โดยบอกว่าเป็นอำนาจของประธาน ทำให้มีเสียงโห่จากฝ่ายค้าน และเมื่อนับครั้งที่สองแล้วก็ยังไม่มีการขานคะแนนได้ ประธานอ้างว่าเครื่องขัดข้องและบัตรมีปัญหา ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่

หลังเวลาผ่านไปนาน 10 นาที มีคะแนนขึ้นที่หน้าจอ มีสมาชิกเพียง 313 ไม่ครบองค์ประชุม ร.ต.อ.เฉลิม ลุกขึ้นประท้วงว่า เรื่องนี้ไม่ใช่กฎหมายสำคัญไม่ต้องลงมติ และการนับองคประชุมก็เป็นเรื่องที่ประชาธิปัตย์เสนอ ทำให้ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่เริ่มทยอยกลับเข้ามาในห้องประชุมส่งสียงโห่ นายสมศักดิ์จึงมีสีหน้าไม่ดีและขานคะแนนว่าองค์ประชุมมี 314 ถือว่าไม่ครบ และสั่งปิดการประชุมทันที เวลา 23.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ญัตติการแถลงนโยบายยังค้างอยู่ในที่ประชุม เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ประธานต้องนัดประชุมใหม่ โดยนัดล่วงหน้า 3 วัน แต่มีปัญหาข้อกฎหมายเนื่องจากการแถลงนโยบายต้องเสร็จภายใน 15 วัน หลังรัฐบาลรับหน้าที่ ซึ่งคือวันที่ 25 ส.ค.

หลังปิดประชุม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า นัดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 25 ส.ค. เวลา 13.00 น. เพื่อลงมติปิดการอภิปราย ยืนยันว่าไม่มีปัญหาว่าจะเกินกรอบ 15 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะภายใน 15 วัน จะเรียกประชุมวันไหนก็ได้ ซึ่งเรียกประชุมไปแล้ว และถ้าบ่ายวันที่ 25 ส.ค. จบก็ถือว่าจบ

"ปชป." เดือด คำพูด "ใบอนุญาตฆ่าปชช." ของ "ณัฐวุฒิ" ประธานสั่งพักประชุม (ชมคลิปปัญหา)

ที่มา มติชน



ในช่วง 22.10 น. นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า เรื่องทักษิณมหาราษฎร์ เกิดจากหลังเลือกตั้งมีคนชั่วขี้เรือนบางคนไปขึ้นป้ายทักษิณมหาราษฎร์ พวกตนไม่ได้กินแกลบ ดังนั้นขอสาปแช่งคนชั่งที่เอาป้ายมาขึ้นขอให้มีอันเป็นไป พวกตนเจ็บปวด ศอฉ.ไปขึ้นฝังล้มเจ้า พวกตนโดยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่เลขาสมช. และโฆษกศอฉ.บอกว่าปลอม

จากนั้น นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคปชป. ประท้วงอย่างมีอารมณ์และชี้หน้านายจตุพร ว่า "ไอ้ขี้เรื้อนนี้ต้องจัดการ เพราะมันแดงเทียม อย่าเดือนร้อน นั่งลงก่อน" ทั้งนี้นายจตุพรไม่ลดละและพูดต่อแม้ประธานจะปิดไมค์แล้ว ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ปชป. ลุกประท้วง ว่า ตนเสียหาย ประธานปล่อยให้นายจตุพรพูดในเรื่องเลยเถิด ว่าศอฉ.ที่ตนกำกับดูแลได้ทำหลักฐานปลอมใส่ร้ายนายจตุพร แต่เนื่องจากมีการล่วงละเมิดต่อสถาบันเบื้องสูง ตนรับผิดชอบดูแลความมั่นคงบ้านเมือง เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรม ก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีทันที ไม่ใช่เรื่องใส่ร้าย เพราะขณะนี้ดีเอสไอสอบสวนเป็นผู้ต้องหาแล้วจำนวน 19 คน มีนายจตุพรอยู่ด้วย เป็นเรื่องจริง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จึงลุกตอบโต้ทันที ว่า ตนก็เป็น 1 ใน 19 คน และเป็นพรรคพวกของนายจตุพร ขอยืนยันความบริสุทธิ์ ไปมอบตัวต่อดีเอสไอ และเซ็นหนังสือรับรองการสละสิทธิ์ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในสมัยประชุม แต่การใส่ร้ายเอาสถาบันเบื้องสูงมาใช้ไม่เป็นส่วนดีต่อใครเลย แม้แต่สถาบันเอง เป็นเรื่องที่ทำลายทุกคนทุกฝ่าย นายกฯที่ได้รับเสียงเลือกตั้งสูงสุดในประเทศก็ล้มเพราะข้อกล่าวหานี้ และที่ตนเจ็บปวดที่สุดคือข้อกล่าวหานี้ใช้ออกใบอนุญาตฆ่าประชาชน ไม่อยากให้คนตายเพิ่มเติมอีก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประท้วงต่อว่า ประเด็นที่นายสุเทพประท้วง ไม่ใช่ความเสียหายต่อตัวพวกของตน แต่เพราะส.ส.ที่ประท้วง เอาประเด็นเรื่องสถาบันไปผูกโยงกับการเสียชีวิต ถ้าไม่จริงไม่เป็นไร ให้สมาชิกคนดังกล่าวลุกมาพูดใหม่ ตนยืนยันการเสียชีวิตในปี 2553 ให้สอบกันตามความจริง ใครผิดก็ลงโทษ แต่คนที่พูดว่าเอาเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสถาบันมาเป็นใบอนุญาตเกี่ยวกับ การเสียชีวิต พูดอย่างนั้นพวกตนไม่เสียหาย แต่สถาบันเสียหาย


นายสุเทพเสริมอีกว่า นายณัฐวุฒิต้องถอนคำพูด ตนยอมไม่ได้ ตนเสียใจจริงๆ ถ้าประธานไม่วินิจฉัยให้ถอน ตนก็ยอมรับประธานไม่ได้เหมือนกัน ตนไม่อยากบอกซ้ำอีก ทั้งนี้ นายสุเทพได้นำถ้อยคำอภิปรายของนายณัฐวุฒิที่ถอดบันทีกไว้ในกระดาษเอ4 มอบให้ประธานอ่าน ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ชี้แจงว่า ขอให้คนทั้งประเทศเข้าใจ ตนพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ และขออย่าเอาข้อหาเกี่ยวกับสถาบันมาใส่ร้ายทางการเมืองอีก เพราะมันเจ็บปวด ตนไม่ได้พูดโยงสถาบันเข้ากับการเสียชีวิต พูดแต่ว่าข้อกล่าวหานี้ทำลายนายกฯมาแล้ว 2 คน ทำให้ส.ส.ปชป.โห่ลั่น

จากนั้น ประธานสภาต้องสักพักการประชุม 10 นาที เพื่อไปวินิจฉัยคำอภิปรายของนายณัฐวุฒิอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง


“นิพิฏฐ์” เรียกแขก จวก “แม้ว” วีดีโอลิงค์บงการพท.-แดง ใช้ยุทธศาสตร์เดินสองขา ประท้วงอุตลุด

ที่มา มติชน



เวลา 21.10 น. น. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคปชป. อภิปรายว่า กลุ่มการเมืองข้างนอกถือเป็นปัจจัยสำเร็จหรืออุปสรรคของการสร้างความปรองดอง เป็นความจริงว่าเมื่อมีการยุบสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วีดีโอลิงค์มายังพรรคเพื่อไทยว่า ต่อไปพรรคเพื่อไทยจะใช้ยุทธศาสตร์เดินสองขา ขาหนึ่งคือพรรคเพื่อไทย อีกขาคือเสื้อแดง และประธานนปช.ก็ตอบรับ ตนเจ็บปวดและขมขื่นเหลือเกิน เพราะนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯไปหลายจังหวัด เข้าพื้นที่ไม่ได้ นักข่าวไปถามน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าจะห้ามคนเสื้อแดงได้ไหม น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่าห้ามไม่ได้และเป็นสิทธิ จึงขอถามนายกฯว่ามีมนุษย์คนไหนห้ามขาตัวเองไม่ได้ มีเพียงประเภทเดียวคือ เป็นอัมพาตท่อนล่าง นโยบายเขียนไว้เรื่องไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วเรื่องถุงขนม 2 ล้านบาทคืออะไร แทรกแซงหรือไม่

ถึง ตอนนี้ นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย อดีตทนายพ.ต.ท.ทักษิณ ประท้วงให้ถอนคำพูด ตามมาด้วย น.พ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ประท้วงเสริมยืนยันนโยบายรัฐบาลไม่มีการพูดเรื่องเดินสองขา เช่นเดียวกับ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ เพื่อไทย ประท้วงให้ถอนคำพูด เพราะในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยไม่มีวีดีโอลิงค์พูดเรื่องเดินสองขา รวมถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย ย้ำให้นายนิพิฏฐ์ถอนคำพูด และที่ว่าคนเสื้อแดงทำผิดกฎหมายจึงชนะเลือกตั้ง แต่ฆ่าคนก็แพ้เลือกตั้งได้เหมือนกัน ทำให้นายนิพิฏฐ์ยอมถอนเรื่องถุงขนมในที่สุด

“ผมขอว่าหยุดวา ทะ มือที่มองไม่เห็น อำนาจนอกรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ผมพูดในฐานะผู้แพ้ เสียงข้างน้อย ไม่ใช่ผู้ชนะ เพราะถ้าไม่ยุติ ก็จะมีอีกฝ่ายออกมาโต้ เรื่องการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยกันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราต้องยอมรับควมจริง หนังสือเรดเพาเวอร์เล่มเดือนสิงหาคมแจกที่พรรคเพื่อไทย ขอฝากพล.ต.อ.โกวิทไปอ่านเนื้อหาที่ไม่ควรไปแพร่หลายในพรรคการเมืองหลักของ ประเทศ เนื้อหาการระบุถึงกิจกรรมเขียนจดหมายถึงฟ้า พล.ต.อ.โกวิทเคยทราบกิจกรรมนี้หรือไม่”นายนิพิฏฐ์กล่าวพร้อมหยิบหนังสือมา ประกอบ ทำให้ร.ต.อ.เฉลิมลุกประท้วงถามว่าได้รับอนุญาตให้แสดงหนังสือดังกล่าวหรือ ไม่ จากนั้นส.ส.ปชป.และเพื่อไทยต่างประท้วงช่วยฝ่ายตัวเองอุตลุด

ปชป. ใส่ร้าย "เขียนจดหมายถึงฟ้า" กิจกรรมดีๆ 19 ก.ย. 53

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



สส. ปชป. ได้กล่าวร้ายในสภาว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรม
"เขียนจดหมายถึงฟ้า" เป็นการหมิ่นเบื้องสูงฯ ไม่จงรักภักดี
เว็บไซต์จึงขอนำภาพและเนื้อข่าวกิจกรรมดังกล่าว นำมาลงอีกครั้ง
เพือยืนยันว่า กิจกรรมดังกล่าว
ไม่ได้มีเนื้องานใดไปในทางหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่อย่างไร

เนื่อความข่าวกิจกรรม "เขียนจดหมายถึงฟ้า"

วันนี้(19 กันยายน 2553)ที่แยกราชประสงค์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์
แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงพร้อมกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 4,000 คน
ได้ทำการปล่อยลูกโป่งเขียนจดหมายถึงฟ้าบริเวณแยกราชประสงค์เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
ท่ามกลางฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่องขณะที่การจราจรทุกเส้นทาง
บริเวณรอบแยกราชประสงค์ถูกปิดลงแล้วเนื่องจากมีมวลชนเป็นจำนวนมาก
ได้เดินลงพื้นผิวจราจร
พร้อมกล่าวร้องเพลงปลุกใจสร้างความคึกครื้นแก่ผู้ร่วมชุมนุมเป็นอย่างมาก

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่
เนื่องจากหวั่นเกิดเหตุมือที่3รอบสร้างสถานการณ์อย่างไรก็ตามเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
ทางผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากทางห้างสรพพสินค้าว่า
ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน,
ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคับเวอร์รี่,
และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวอร์จะปิดให้บริการในเวลา 18:00 น.
เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ดังกล่าว
ส่วนรถไฟฟ้า BTS ยังคงให้บริการปกติ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้เร่งการดำเนินการกิจกรรม
ทั้ง การจุดเทียนแดง การนำผ้ามาขึงเป็นใยแมงมุม ทั่วพื้นที่ราชประสงค์
ให้แล้วเสร็จก่อนเวลา 18.00 น.
เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีความปลอดภัยเกิดขึ้นหากเข้าสู่ยามค่ำคืน



http://www.go6tv.com/2011/08/19-53.html

นิติราษฏร์ ฉบับ 28 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์): การลบล้างคำพิพากษาที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรม

ที่มา ประชาไท

เป็น ที่ยอมรับกันทั่วไปเป็นยุติว่าคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด แล้วนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ขาดว่าสิทธิหน้าที่ของบุคคลในทางกฎหมายมีอยู่อย่างไร คำพิพากษานั้นจะถูกหรือผิดอย่างไรในทางกฎหมายก็ตาม โดยปกติแล้ว ก็ย่อมมีผลผูกพันบรรดาคู่ความในคดี ข้อพิพาททางกฎหมายย่อมยุติลงตามการชี้ขาดคดีของศาลซึ่งถึงที่สุด และคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเป็นฐานแห่งการบังคับคดีตลอดจนการกล่าวอ้างของคู่ ความในคดีต่อไปได้ คุณค่าของการต้องยอมรับคำพิพากษาของศาลก็คือ ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล อันมีผลบั้นปลายในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมาย
อย่าง ไรก็ตาม กรณีย่อมเป็นไปได้เสมอที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นอาจเกิดความผิดพลาดขึ้น ความผิดพลาดดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อ ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม หรือความผิดพลาดนั้น อาจเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัยก็ได้ ระบบกฎหมายที่ดีย่อมกำหนดกฎเกณฑ์ให้มีการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้ว ได้ ในทางกฎหมาย เราเรียกกระบวนการทบทวนคำพิพากษาที่ถึงที่สุดไปแล้ว แต่มีความบกพร่อง และหากปล่อยไว้ไม่ให้มีการทบทวน ก็จะไม่ยุติธรรมแก่คู่ความในคดีว่า การรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ในกรณีที่ปรากฏในกระบวนการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าคำพิพากษาที่ถึงที่ สุดแล้วนั้น เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ศาลที่พิจารณาคดีดังกล่าวนั้น ย่อมต้องยกคำพิพากษาเดิมซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาดเสีย แล้วพิพากษาคดีดังกล่าวใหม่
การรื้อฟื้นคดีขึ้น พิจารณาใหม่ จึงเป็นหนทางของการลบล้างคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่เป็นคำพิพากษาที่ผิดพลาด ทั้งนี้ตามกระบวนการ ขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าในระบบกฎหมายนั้น โดยองค์กรที่มีอำนาจลบล้างคำพิพากษาที่ผิดพลาดดังกล่าว ก็คือ องค์กรตุลาการหรือศาลนั่นเอง
ในทางนิติปรัชญาและใน ทางทฤษฎีนิติศาสตร์ ยังคงมีปัญหาให้พิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาอาศัยอำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดีไปตามตัวบท กฎหมายซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับความยุติธรรม หรือในกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีไปโดยไม่เคารพหลักการพื้น ฐานของกฎหมาย นำตนเข้าไปรับใช้อำนาจทางการเมืองในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ยอมรับสิ่งซึ่งไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้ ให้เป็นกฎหมาย แล้วชี้ขาดคดีออกมาในรูปของคำพิพากษา ในเวลาต่อมาผู้คนส่วนใหญ่เห็นกันว่าคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่ไม่ อาจยอมรับนับถือให้มีผลในระบบกฎหมายได้ และเห็นได้ชัดว่าไม่อาจใช้วิธีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ลบล้างคำ พิพากษานั้นได้เช่นกัน จะมีหนทางใดในการลบล้างคำพิพากษาดังกล่าวนั้น
หลัก การเบื้องต้นในเรื่องนี้ มีอยู่ว่า กฎเกณฑ์ที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างรุนแรง ไม่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายฉันใด คำตัดสินที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความยุติธรรมอย่างชัดแจ้งก็ไม่ ควรจะได้ชื่อว่าเป็นคำพิพากษาฉันนั้น
ในประเทศ เยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ความปรากฏชัดว่า ศาลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลพิเศษที่อดอลฟ์ ฮิตเลอร์จัดตั้งขึ้นเป็นศาลสูงสุดในคดีอาญาทางการเมือง (เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า Volksgerichtshof ซึ่งอาจแปลตามรูปศัพท์ได้ว่า ศาลประชาชนสูงสุด เมื่อแรกตั้งขึ้นนั้น ศาลดังกล่าวนี้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการทรยศต่อชาติ ต่อมาได้มีการขยายอำนาจออกไปในคดีอาญาอื่นๆด้วย เช่น การวิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะในสงครามของรัฐบาลนาซีเยอรมัน ศาลดังกล่าวนี้ก็อาจลงโทษประหารชีวิตผู้วิจารณ์หรือแสดงความสงสัยในชัยชนะ นั้นเสียก็ได้) ได้พิพากษาลงโทษบุคคลจำนวนมากโดยขัดต่อหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและความ ยุติธรรม มีคำพิพากษาจำนวนไม่น้อยที่ศาลได้ใช้วิธีการตีความกฎหมายขยายความออกไป อย่างกว้างขวาง เพื่อลงโทษบุคคล ในหลายกรณีเห็นได้ชัดว่าศาลได้ปักธงในการลงโทษบุคคลไว้ก่อนแล้ว และใช้เทคนิคโวหารในการใช้และการตีความกฎหมายโดยบิดเบือนต่อหลักวิชาการทาง นิติศาสตร์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการลงโทษบุคคลนั้น (เช่น คดี Leo Katzenberger)
มีข้อสังเกตว่า การดำเนินคดีในนามของกฎหมายและความยุติธรรมของศาลในระบบนาซีเยอรมัน เกิดจากแรงจูงใจในทางการเมือง เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ และศาสนา (อาจเรียกให้สมกับยุคสมัยว่า "ตุลาการนาซีภิวัฒน์") อีกทั้งกระบวนการในการดำเนินคดี ขัดต่อหลักการพื้นฐานหลายประการ เช่น การไม่ยอมมีให้มีการคัดค้านผู้พิพากษาที่เห็นได้ชัดว่ามีส่วนได้เสียหรือมี อคติในการพิจารณาพิพากษาคดี การจำกัดสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าหักล้างข้อกล่าวหา การกำหนดให้การพิจารณาพิพากษากระทำโดยศาลชั้นเดียว ไม่ยอมให้มีการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษา การจำกัดระยะเวลาในการต่อสู้คดีของจำเลย เพื่อให้กระบวนพิจารณาจบไปโดยเร็ว มิพักต้องกล่าวถึงบรรยากาศของการโหมโฆษณาชวนเชื่อในทางสาธารณะ และแนวความคิดของผู้พิพากษาตุลาการในคดีว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหา เพียงใด ที่น่าขบขันและโศกสลดในเวลาเดียวกันก็คือ แม้ว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในเวลานั้น จะออกโดยเผด็จการนาซี และศาลในเวลานั้นต้องใช้กฎหมายของเผด็จการนาซีในการพิจารณาพิพากษาคดีก็ตาม แต่ถ้าใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้วไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าว หาได้ เช่นนี้ ศาลก็จะตีความกฎหมายจนกระทั่งในที่สุดแล้ว สามารถพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหาจนได้
เมื่อสงคราม โลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงแล้ว มีเสียงเรียกร้องให้ลบล้างหรือยกเลิกคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมซึ่งเกิด ขึ้นในระหว่างการครองอำนาจของรัฐบาลนาซีเสีย แม้ว่าทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าควรจะต้องลบล้างบรรดาคำพิพากษาดังกล่าวก็ตาม แต่ก็ถกเถียงกันว่าวิธีการในการลบล้างคำพิพากษาเหล่านั้นควรจะเป็นอย่างไร ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะดำเนินการลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีเป็นรายคดีไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรจะลบล้างคำพิพากษาทั้งหมดเป็นการทั่วไป ในชั้นแรก ในเขตยึดครองของอังกฤษนั้น ได้มีการออกข้อกำหนดลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๑๙๔๗ ให้อำนาจอัยการในการออกคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีหรือให้อัยการยื่นคำ ร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งลบล้างคำพิพากษาของศาลนาซีก็ได้เป็นรายคดีไป การลบล้างคำพิพากษาเป็นรายคดีนี้ได้มีการนำไปใช้ในเวลาต่อมาในหลายมลรัฐ อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวมีปัญหาในทางปฏิบัติมาก ทั้งความยุ่งยากในการดำเนินกระบวนการลบล้างคำพิพากษาและการเยียวยาความเสีย หาย ปัญหาดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เรื่อยมาในเยอรมนีเกือบจะตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ
ใน ค.ศ. ๑๙๘๕ สภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์ (Bundestag) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ประกาศว่า ศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมือง (Volksgerichtshof) เป็นเครื่องมือก่อการร้ายเพื่อทำให้ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนาซีสำเร็จผลโดย บริบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ บรรดาคำพิพากษาทั้งหลายที่เกิดจากการตัดสินของศาลดังกล่าวจึงไม่มีผลใดๆใน ทางกฎหมาย และในปี ค.ศ.๒๐๐๒ ได้มีการออกรัฐบัญญัติลบล้างคำพิพากษานาซีที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมในคดีอาญา กฎหมายฉบับนี้มีผลลบล้างคำพิพากษาของศาลสูงสุดคดีอาญาทางการเมืองและศาล พิเศษคดีอาญาทุกคำพิพากษา
ปัญหาการลบล้างหรือยก เลิกหรือประกาศความเสียเปล่าหรือความเป็นโมฆะของ คำพิพากษาเป็นปัญหาที่แทบจะไม่เคยมีการอภิปรายในระบบกฎหมายไทย ทั้งๆที่คำพิพากษาของศาลถือเป็นการแสดงเจตนาในทางมหาชนก่อให้เกิดการเคลื่อน ไหวในสิทธิหน้าที่ของบุคคล ซึ่งหากขัดต่อกฎหมายอย่างรุนแรงแล้ว ก็อาจตกเป็นโมฆะได้ โดยทั่วไปแล้วหากนักกฎหมายไทยต้องการให้คำพิพากษาของศาลไม่สามารถที่จะ บังคับการต่อไปได้ในทางกฎหมาย ก็มักจะใช้วิธีการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษเป็นสำคัญ ทั้งนี้โดยไม่กระทบต่อคำพิพากษานั้น ซึ่งหมายความว่าระบบกฎหมายยอมรับคำพิพากษานั้น แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือเหตุผลในทางรัฐประศาสโนบาย จำเป็นที่ต้องระงับโทษหรือยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำ ความผิดหรือบุคคลที่ถูกพิพากษาว่าได้กระทำความผิด
เป็น ที่รับรู้กันทั่วไปว่าศาลและนักกฎหมายไทยส่วนใหญ่ยอมรับว่าบรรดาคำ สั่ง ตลอดจนประกาศต่างๆของคณะรัฐประหารมีสถานะเป็นกฎหมาย และความเป็นกฎหมายของคำสั่งตลอดจนประกาศของคณะรัฐประหารในสายตาของศาลและนัก กฎหมายไทย ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในห้วงเวลาที่คณะรัฐประหารครองอำนาจเท่านั้น แม้คณะรัฐประหารสิ้นอำนาจลงแล้ว บรรดาคำสั่งตลอดจนประกาศเหล่านั้น ก็มีผลเป็นกฎหมายต่อเนื่องไปด้วย ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ศาลหรือองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคล้ายกับศาลภายหลังการรัฐประหาร เช่น คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ จึงสามารถดำเนินกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีตามคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐ ประหารได้ เช่น การที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ ๒๗ มาใช้บังคับย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล และสามารถทำคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยให้มีผลในระบบกฎหมายได้ ทั้งๆที่ขั้นตอนต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการ“ยุติธรรม” นั้น ในบางขั้นตอนเป็นขั้นตอนที่ถูกกำกับโดยคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร ซึ่งเมื่อตรวจวัดกับหลักการพื้นฐานในทางกฎหมายแล้ว ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น การตั้งปรปักษ์ของผู้ถูกกล่าวหา เป็นกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหา เป็นต้น
นอก จากนี้ หากพิเคราะห์เฉพาะในแง่มุมของตัวบทกฎหมาย โดยยังไม่พิเคราะห์ถึงบรรยากาศทางสังคม ทัศนะของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มพลังต่างๆในทางสังคม เช่น สื่อมวลชน ตลอดจนทัศนะและค่านิยมของผู้พิพากษาตุลาการในดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่ เกี่ยวข้องกับผลได้เสียทางการเมือง การต่อสู้คดีของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหายังไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่ เพราะถูกจำกัดโดยโครงสร้างของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายซึ่งเป็นผล พวงโดยตรงหรือโดยอ้อมของการทำรัฐประหารเอง เช่น การบัญญัติรับรองให้บรรดาคำสั่งหรือประกาศต่างๆของคณะรัฐประหารซึ่งรับรอง ไว้ชั้นหนึ่งแล้วว่าให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญโดยรัฐธรรมนูญฉบับ ชั่วคราว (ดู มาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙) เป็นคำสั่งหรือประกาศ (รัฐธรรมนูญเรียกว่า “การใดๆ”) ที่ “ถือว่า” ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับที่เกิดขึ้นตามมา คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ต้องการให้ใช้บังคับถาวร (ดู มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๕๐) โครงสร้างของรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นฐานทางกฎหมายชั้นดีในการให้ศาลดำเนิน กระบวนพิจารณาไปได้ โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่าบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารซึ่งในทางรูป แบบเป็นคำสั่งหรือประกาศที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมนั้น ในทางเนื้อหาถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่
ประเทศไทยผ่าน เหตุการณ์การฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มองค์กรสูงสุดในทางบริหารและทางนิติบัญญัติอย่างไร้อารยะมาหลายครั้งเต็ม ที และเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ภาวะที่พอจะได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง ก็ไม่เคยมีสักครั้ง ที่องค์กรซึ่งได้รับอาณัติในการปกครองและมีความชอบธรรมสูงสุดในระบอบ ประชาธิปไตย จะได้กลับไปทบทวนบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย คำพิพากษาต่างๆที่เป็นผลพวงไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการรัฐประหารว่าสมควร จะทำให้บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเหล่านั้นสิ้นผลลงในทางกฎหมายหรือทำให้ไม่เคยเกิดผล ในทางกฎหมายเลยอย่างไรได้บ้าง
อาจมีผู้เสนอความ เห็นว่า สมควรที่จะต้องตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเสีย การดำเนินการไปตามความเห็นดังกล่าวเพียงอย่างเดียวอาจมีปัญหาในทางกฎหมายตาม มาอีกว่า ต่อให้ตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารเหล่านั้น บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาที่เกิดขึ้นแล้ว ก็อาจจะไม่ได้ถูกยกเลิกตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ หากคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารนั้นไม่ใช่กฎหมายอาญาสารบัญญัติที่กำหนด ความผิดและโทษขึ้น แต่เป็นคำสั่งหรือประกาศที่กำหนดกระบวนการในการดำเนินคดีหรือเป็นคำสั่งหรือ ประกาศแต่งตั้งบุคคลให้เป็นเจ้าหน้าที่หรือกรรมการสอบสวน นอกจากนี้ในทางหลักการ การตรากฎหมายยกเลิกบรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร โดยไม่ลบล้างบรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาขององค์กรของรัฐไปพร้อมกัน ในทางสัญลักษณ์ยังเท่ากับยอมรับความถูกต้องของคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาขององค์กรของรัฐเหล่านั้นด้วย
การ นิรโทษกรรมบรรดาผู้ที่ต้องคำพิพากษาอันเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร นั้น แม้จะทำให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด แต่ก็อาจมีข้อเสียในแง่ที่หากบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดจริง ก็จะทำให้ผู้กระทำความผิดพ้นจากความผิดไป และในทางสัญลักษณ์ก็เท่ากับยอมรับคำพิพากษาของศาลเช่นกัน ทั้งๆที่เป็นไปได้อีกด้วยที่ในทางเนื้อหานั้นคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำ พิพากษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น ศาลตีความกฎหมายที่มีโทษทางอาญาออกไปกว้างมากจนไม่ใช่แค่การตีความโดยขยาย ความเท่านั้นแต่กลายเป็นการใช้กฎหมายโดยเทียบเคียง (analogy) เป็นผลร้ายต่อบุคคล ซึ่งต้องห้ามในกฎหมายอาญา
สิ่ง ที่วงการกฎหมายไทย ควรตรึกตรองอย่างมีเหตุผล มีความเป็นธรรม ก็คือ การตรากฎหมายลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาที่เป็นผลพวงไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการทำรัฐประหาร โดยถือเสมือนว่าไม่เคยเกิดมีคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือคำพิพากษาเหล่านั้นขึ้น ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ และหลังจากนั้น ถ้าจะดำเนินคดีกับผู้ใดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ก็ให้ดำเนินคดีไปตามความเป็นธรรม ตามกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยโดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ที่ได้รับการปฏิรูปแล้ว แม้จะมีผู้กล่าวว่าในทางความเป็นจริง การกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เช่น การประกาศลบล้างคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคดีที่มีการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเป็นเวลา ๕ ปี จากการบังคับใช้ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ เพราะเมื่อถึงวันนั้น ระยะเวลาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคงจะล่วงพ้นไปแล้ว แต่การประกาศลบล้างคำวินิจฉัยดังกล่าวนอกจากจะมีผลในทางสัญลักษณ์ในการ ปฏิเสธอำนาจรัฐประหารแล้ว ในทางกฎหมายย่อมจะต้องถือว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เลยด้วย
อย่างไรก็ตาม โดยที่บรรดาคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เป็นผลพวงไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากรัฐประหาร เกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ การตรากฎหมายประกาศลบล้างคำสั่ง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาดังกล่าวอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๕๐ อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้บังคับต่อจากรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นผลจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙) วินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเสียก็ได้ อีกทั้งการประกาศความเสียเปล่าของคำสั่ง คำวินิจฉัย ตลอดจนคำพิพากษานั้น บางกรณีก็เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเสียเองด้วย เพราะฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้การตัดสินใจในกรณีนี้มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในระดับสูงสุด กรณีจึงสมควรที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวจึงต้องผ่านการออกเสียงประชามติ
หากเป็นเช่นนั้น นี่จะเป็นการให้คำตอบของเจ้าของอำนาจตัวจริงที่ชัดเจนที่สุดต่อระบบแห่งกฎเกณฑ์ที่เกิดจากการทำรัฐประหาร.

สุรพศ ทวีศักดิ์: เมื่อ ส.ศิวรักษ์ เป่ากระหม่อมให้พระ

ที่มา ประชาไท

ในบรรดาปัญญาชนชาวพุทธในบ้านเรา มีเพียง ส.ศิวรักษ์ เท่านั้นที่ยืนยันมิติทางสังคมของพุทธศาสนาอย่างหนักแน่น

“พระ เสื้อแดง จำนวนมากมาหาผมครับ บอกอาจารย์เป่ากระหม่อมหน่อย เราจะไปสู้กับพวกอำมาตย์ ผมบอกโยมจะไปเป่ากระหม่อมพระได้ไง ท่านบอกไม่เป็นไร ส.ศิวรักษ์เป่า ศักดิ์สิทธิ์ ผมก็เป่ากระหม่อมพระ แต่ขอพระคุณเจ้าอย่าใช้ความรุนแรงนะ ถ้าเผื่อพระเสื้อแดงรวมตัวกันแล้วไม่ใช้ความรุนแรง เรียนจากพระพม่า เรียนจากพระลาว พระธิเบต โอ้โห.. เมืองไทยจะเปลี่ยนเลย นี่คือมิติทางการเมืองจากแต่ละปัจเจกบุคคล ทำความเข้าใจโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง เมื่อมีความเชื่อมั่น มีความกล้าหาญทางจริยธรรม รวมกันเป็นพลัง นั่นจะเป็นการเมือง”

- ส.ศิวรักษ์ http://prachatai.com/journal/2011/01/32502

โปรดเข้าใจว่า “เป่ากระหม่อม” ในที่นี้เป็นคำอุปมาอุปไมย ผมสนใจประเด็นว่า “พระเสื้อแดง” ทำไมเปิดใจรับความคิดของ ส.ศิวรักษ์ ได้ โดยปกติพระสงฆ์ทั่วไป หรือแม้แต่นักวิชาการเปรียญลาพรตบางคนดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับ “ความคิด” ของ ส.ศิวรักษ์ เท่าใดนัก เนื่องจากวัฒนธรรมพุทธเถรวาทไทยในยุคปัจจุบัน มักปลูกฝังให้มองคนที่วิจารณ์พุทธศาสนา และพระสงฆ์ตรงๆ แบบ ส.ศิวรักษ์ เป็น “มาร” มากกว่าเป็น “มิตร”

แต่เท่าที่ผมรู้ พระเสื้อแดงส่วนใหญ่มักเป็นพระแบบบ้านๆ คือพระที่เข้ากับชาวบ้านได้ดี พูดจาตรงๆ โผงผาง ออกแนวลูกทุ่งๆ อาจดูไม่สำรวม บุคลิกภาพเยี่ยม เปี่ยมสมบัติผู้ดี มีความสง่างามน่าเลื่อมใส สมดังเป็นผู้นำทางปัญญาและจิตวิญญาณเหมือนพระสงฆ์ใน “จินตนาการ” ของคนชั้นกลางในเมือง

โดยปกติพระแบบบ้านๆ จะไม่รังเกียจการถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนัก อย่างน้อยก็ไม่ด่วนสรุปว่าคนวิจารณ์ตัวเองคือศัตรู เพราะพระแบบบ้านๆ รู้ตัวว่าตนเองไม่ได้วิเศษไปกว่าญาติโยม สมัยเป็นเณรอยู่ชนบทผมมักจะเห็นพระเกรงใจมรรคทายก พระรู้ตัวเองว่าเป็นลูกชาวบ้าน รู้ว่ามรรคทายกเคยบวชเรียนมาก่อน มีความรู้พุทธศาสนามากกว่า เวลาเทศน์งานบุญพระเวส พระรูปไหนอ่านใบลานตะกุกตะกัก ก็จะโดนโยมปาด้วยข้าวต้มมัด

นอกจาก นี้ยังมีข้อมูลเชิงสถิติเล็กๆ จากประสบการณ์ที่เห็นมาคือ ผมบวชเณรอยู่บ้านตัวเอง 1 ปี เห็นชาวบ้านจับเจ้าอาวาสสึก ไป 1 รูป เพราะเมคเลิฟกับสีกา มาอยู่วัดในเมืองขอนแก่น 3 ปี ชาวบ้านจับผู้ช่วยเจ้าอาวาสสึกไปอีก 2 รูป เพราะเรื่องเมคเลิฟกับสีกาอีกนั่นแหละ

แต่เชื่อไหมครับว่า ผมมาอยู่วัดในกรุงเทพฯ ตั้ง 7 ปี ไม่เคยเห็นชาวบ้านจับพระสึกเลย (แต่เสียงซุบซิบเรื่องพระผู้ใหญ่ ผู้น้อยแอบเมคเลิฟกับสีกานี่ หนาหูกว่าต่างจังหวัดมาก) ทั้งที่สังคมเมืองพูดถึงเรื่องโปร่งใสๆ ตรวจสอบๆ มากกว่าสังคมชนบท

ปีที่แล้วตอนเก็บข้อมูลวิจัย มีโอกาสกลับไปที่ขอนแก่น ทราบข่าวเรื่องชาวบ้านล้อมกุฏิพระจับได้คาหนังคาเขากับสีกา ผมยังพูดกับพระที่นั่นว่า “บ้านเรายังรักษามาตรฐานการตรวจสอบพระเอาไว้อย่างมั่นคง”

พระ บ้านๆ และชาวบ้านที่ใกล้วัดจะแยกแยะได้ดีว่า อะไรคือพุทธศาสนา อะไรคือพระ พระจะไม่สำคัญผิดว่าตนเป็นพุทธศาสนาเสียเอง จะไม่โวยวายว่าใครมาวิจารณ์ตรวจสอบพระแล้วจะเป็นการทำลายความมั่นคงของพุทธ ศาสนา ขณะที่ชาวบ้านจะรู้ว่า “พระเสื่อม ไม่ใช่พุทธศาสนาเสื่อม”

จะ ว่าไปแล้วการอยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันและกัน เป็น “วิถีชาวพุทธ” ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีข้อมูลมากมายในพระไตรปิฎกที่บอกว่า ชาวบ้านวิจารณ์พฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระ ไปฟ้องเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระต่อพระพุทธเจ้า

มีแม้กระทั่ง เรื่องราวของพระ (ชาวเมืองโกสัมพี) ทะเลาะกันแบ่งออกเป็น 2 ก๊ก ก๊กละ 500 พระพุทธเจ้ามาไกล่เกลี่ยให้ปรองดองกันถึงสามครั้งสามครา แต่ภิกษุเหล่านั้นไม่เชื่อฟัง แถมยังบอกอีกว่า “พระองค์โปรดอย่ามายุ่ง เรื่องนี้พวกข้าฯ ขอจัดการกันเอง” ทำให้พระพุทธเจ้าต้องปลีกวิเวกไปอยู่ป่าตามลำพัง จนชาวบ้านต้องออกมาแสดงพลังสยบความแตกแยกของพระด้วยมาตรการ “คว่ำบาตร” คือประกาศเลิกใส่บาตรจนกว่าจะปรองดองกัน พระกลัวอดตายก็เลยหันมาปรองดองกัน

เห็น หรือยังครับว่า พลังอำนาจการตรวจสอบของชาวบ้านในบางกรณีมีประสิทธิภาพกว่า “บารมี” ของพระพุทธเจ้าเสียอีก ฉะนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นของชาวบ้าน อยู่ภายใต้การกำกับตรวจสอบของชาวบ้านมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล

แต่ เมื่อพุทธศาสนาโดยองค์กรสงฆ์สนิทกับ “เจ้า” จนเกิดมีระบบ “พระราชาคณะ” และระบบการจัดการศึกษา การปกครอบแบบรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ตั้งแต่สมัย ร.4 หรือ ร.5 เป็นต้นมานั้นดอก อำนาจการตรวจสอบของชาวบ้านจึงลดความสำคัญลง นึกถึง “ข่าวยันตระ” เมื่อหลายปีที่แล้วไหมครับ เมื่อมีการฟ้องร้อง (เรื่อง “ต้องอาบัติปาราชิก” เพราะมีความสัมพันธ์กับสีกาจนมีลูกโตเป็นเด็กหญิงแล้ว) ตามขั้นตอนของสายการปกครองสงฆ์ จนมาถึงมหาเถรสมาคม ปรากฏว่ามีการใช้เส้นสายช่วยเหลือกันจนทำอะไรไม่ได้

ฉะนั้น หากระบบของพระสงฆ์ไม่เป็นแบบระบบราชการ พระเป็นของประชาชนจริงๆ เหมือนในอดีต พระสงฆ์กับชาวบ้านอาจใกล้ชิดกัน มองกันและกันตามความเป็นจริงมากกว่านี้

การมองกันและกันตามความเป็น จริง จะทำให้มีถ้อยทีถ้อยอาศัยกันทั้งในเรื่องปัจจัยสี่ ความรู้ ภูมิปัญญา เรื่องบางเรื่องชาวบ้านอาศัยความรู้จากพระ บางเรื่องพระอาศัยความรู้จากชาวบ้าน พึ่งปัญญาของชาวบ้าน ดูเหมือน ส.ศิวรักษ์ จะเข้าใจวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวพุทธดังกล่าวนี้ดี เขาจึงทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพระ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้พระในเรื่องต่างๆ มากมาย

โดยเฉพาะเตือนให้พระไม่ลืม “กำพืด” ตนเองว่า มาจากชนชั้นล่างของสังคม ต้องเรียนรู้เข้าใจ “ทุกขสัจจะของสังคม” อันมีสาเหตุมาจากโครงสร้างอันอยุติธรรมทางสังคมที่ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำ ทางอำนาจต่อรองในทางการเมือง และความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ พระสงฆ์ที่มาจากลูกชาวบ้านควรมองไปที่ชาวบ้าน ร่วมสุขร่วมทุกข์ เป็นที่พึ่งของชาวบ้านมากกว่าที่จะมองขึ้น “เบื้องบน” กระเสือกกระสนเพื่อลาภสักการะและสมณศักดิ์

ในขณะเดียวกัน ศ.ศิวรักษ์ ก็กระตุ้นเตือนให้พระสงฆ์เปิดใจเรียนรู้พุทธศาสนานิกายอื่น เช่นมหายาน วัชรยาน เซ็น เรียนรู้พุทธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้าน เข้าใจมิติทางสังคมของพุทธที่มีมาในประวัติศาสตร์ โดยวิพากษ์ให้เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง อย่างตรงไปตรงมา

และในอีกด้าน ถึงแม้เขาจะวิจารณ์พระสงฆ์หรือวงการพุทธแรงอย่างไรก็ตาม แต่เขาก็โปรโมทคำสอนของพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ดังที่เขากล่าวว่า

“ศาสนา พุทธ หรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นคำสั่งสอนที่ให้ประโยชน์แก่แต่ละบุคคลด้วย และให้ประโยชน์แก่สังคมด้วย และให้ประโยชน์แก่สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย ครบทั้งองค์สาม สิกขาบทโดยเฉพาะศีลห้านั้น เป็นการช่วยแต่ละบุคคลให้มีบทบาทในสังคมที่ถูกต้อง ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ไม่ให้มีเอารัดเอาเปรียบกัน และเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ”

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับมิติทาง สังคมของพุทธศาสนาตามทัศนะข้างบนนี้หรือ ไม่ก็ตาม แต่เป็นความจริงว่า ในบรรดาปัญญาชนชาวพุทธในบ้านเรา มีเพียง ส.ศิวรักษ์ เท่านั้นที่ยืนยันมิติทางสังคมของพุทธศาสนาอย่างอย่างหนักแน่น และพยายามนำเสนอมิติทางสังคมพุทธศาสนาทั้งในรูปของความคิด และผ่านกิจกรรมทางสังคมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระแบบบ้านๆ คือพระเสื้อแดงบางส่วน ยินดีให้ ส.ศิวรักษ์ “เป่ากระหม่อม” เพื่อเปิดโลกทัศน์ทางปัญญามองเห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม และเห็นว่าควรจะนำมิติทางสังคมของพุทธศาสนาส่วนไหนบ้างไปสนับสนุนความคิด และอุดมการณ์ในการต่อสู้เพื่อสังคมที่เป็นธรรม

จำคุก 4 เสื้อแดงอุบล 33 ปี 4 เดือน-ปล่อย 9 ผู้บริสุทธิ์หลังขังฟรีปีกว่า

ที่มา ประชาไท

ศาลอุบลฯ สั่งจำคุกตลอดชีวิต 4 เสื้อแดงฐานก่อการร้าย ร่วมวางเพลิง ฯ ลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน อายุน้อยสุด 21 ปี ขณะที่ศาลพิพากษายกฟ้องอีก 9 ราย ทนายเตรียมยื่นประกันพรุ่งนี้

24 ส.ค.2554 ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ได้ออกนั่งบัลลังก์แบบองค์คณะโดยมีอธิบดีศาลภาค 3 อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานสอบสวน สภ.อ.เมือง อุบลราชธานี ได้ยื่นฟ้องกลุ่มคนเสื้อแดง ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดต่อเจ้าพนักงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน บุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลางจังหวัด เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยมีผู้ต้องหาถูกส่งฟ้องรวมทั้งสิ้น 21 คน

คดีดังกล่าว เป็นที่สนใจของกลุ่มเสื้อแดงจำนวนกว่า 200 คน ที่เข้าร่วมรับฟังผ่านทีวีวงจรปิดที่ศาลได้ติดตั้งไว้เพื่อถ่ายทอดการอ่านคำ พิพากษาบริเวณข้างบันไดทางขึ้นศาล โดยศาลได้อ่านรายละเอียดการเบิกคำให้การของพยานแวดล้อมที่อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษและยกคำฟ้องจำเลย โดยใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ชั่วโมง

โดยสรุปศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต 4 ราย ประกอบด้วย นายสนอง เกตุสุวรรณ อายุ45ปี นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ อายุ 45 ปี น.ส.ปัทมา มูลนิล อายุ25ปี นายธีรวัฒน์ สัจจสุวรรณ 21 ปี แต่ทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์กับรูปคดี จึงลดโทษเหลือจำคุกหนึ่งในสาม เป็นเวลา 33 ปีกับ 4 เดือน

ส่วนผู้ต้องหาให้จำคุก 3 ปี แต่ลดโทษเหลือ 2 ปี มี 4 ราย ประกอบด้วย นายประดิษฐ์ บุญสุข นายลิขิต สุทธิพันธ์ นายไชยา ดีแสง นายพิสิทธิ์ บุตรอำคา และให้ลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ลดเหลือ 8 เดือน มี 3 ราย คือ นายอุบล แสนทวีสุข นายสุพจน์ ดวงงาม และ นางอรอนงค์ บรรพชาติ

สำหรับนายพิเชษฐ์ ทาบุดดา ซึ่งเป็นแกนนำและถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ส่งฟ้องข้อหาเป็นผู้ก่อการร้าย ศาลมีคำพิพากษาว่า พฤติกรรมนายพิเชษฐ์ ไม่เข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้าย แต่กระทำผิดฐานโฆษณาออกอากาศชักชวนให้มีการชุมนุมและการกระทำความผิด แต่ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า เป็นผู้ปลุกปั่นให้เกิดการเผาทำลายอาคารศาลากลางจังหวัด จึงพิพากษายกฟ้องข้อหาเป็นผู้ก่อการร้าย และให้ลงโทษฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ส่วนผู้ต้องหา ที่เหลืออีก 9 ราย ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะหลักฐานของโจทก์มีเพียงภาพถ่ายของผู้ต้องหาขณะเข้าร่วมชุมนุม แต่ไม่มีหลักฐานอื่นที่แสดงว่าโจทก์ได้ร่วมกระทำความผิดอื่นตามฟ้อง

หลัง ศาลอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดลงจากบัลลังก์ นำกลับเข้าไปควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี โดยผู้ต้องหาที่ถูกปล่อยตัวในค่ำวันเดียวกัน มีทั้งสิ้น 12 ราย เป็นผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวจนครบอัตราโทษจำนวน 3 คน และอีก 9 คนเป็นผู้ต้องหาที่ศาลยกฟ้อง สำหรับนายพิเชษฐ์ ทาบุดดา ที่ถูกจำคุก 1 ปี พนักงานสอบสวนในคดีเผาเรือที่ชุมชนราชธานีอโศก ได้ขออายัดตัวไว้ดำเนินคดีต่อไป

นายวัฒนา จันทรสิงห์ ทนายความกล่าวว่า ในวันที่ 25 ส.ค.เวลา 09.00 น. กลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทยใน จ.อุบลฯ จะมายื่นประกันตัวผู้ต้องหาที่เหลือในชั้นอุทธรณ์ทั้ง 9 คน ส่วนจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลอุทธรณ์ต่อไป

ใน ส่วนของผู้ต้องหาที่ศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องนายวัฒนากล่าวว่า หากเจ้าหน้าที่ๆทำการจับกุมตัวมีสำนึกรับผิดชอบควรจะต้องมาติดต่อเพื่อแสดง ความรับผิดชอบต่อผู้บริสุทธิ์ที่ถูกพวกเขาใช้อำนาจจับกุมคุมขังโดยไม่ได้รับ การประกันตัวกว่า 1 ปี โดยที่ไม่ต้องให้ผู้เสียหายต้องแจ้งความดำเนินคดีก่อน

หมายเหตุ: ข้อมูลบางส่วนจาก กรุงเทพธุรกิจ

คณาจารย์แถลงจี้ยกเลิกระบบประเมินคุณภาพ TQF ด่วน เตรียมบุกยื่นหนังสือนายกฯ

ที่มา ประชาไท

คณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมหารือปัญหา “TQF” ระบบประเมินคุณภาพการศึกษาใหม่ของ สกอ. เร่งบังคับใช้อย่างครอบคลุมตุลานี้ อาจารย์เดือดสร้างภาระงานโดยไร้ประโยชน์ ชี้ล้าหลัง ซ้ำซ้อน ละเมิดเสรีภาพวิชาการ เตรียมยื่นหนังสือค้านกับนายกฯ ใหม่ - องค์กรที่เกี่ยวข้องเร็วๆ นี้

24 ส.ค.54 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ มีกาจัดประชุมนานาชาติเรื่องความเป็นเลิศของอุดมศึกษาไทยกับการแข่งขันการ จัดอันดับมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานนานาชาติ: สิทธิ อำนาจ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยภายในการประชุมมีการยกตัวอย่างการจัดระบบการศึกษาและระบบการประกันคุณภาพ การศึกษาจากต่างประเทศ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์แนวทางในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กำหนดให้ใช้ “กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา” ( มคอ.) หรือ ทีคิวเอฟ (TQF:Thai Qualifications Framework for Higher Education) จนเกิดกระแสคัดค้านในหมู่คณาจารย์อย่างกว้างขวางในปี 2553 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการล่ารายชื่อคณาจารณ์พร้อมออกแถลงการณ์ต่อต้านระบบดังกล่าว
ภาย หลังการประชุม กฤตยา อาชวนิจกุล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหดิล ตัวแทนผู้จัดงาน ได้อ่านแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุม ซึ่งระบุว่าจะทำเป็นจดหมายเสนอต่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสำเนาถึง กกอ., สกอ., อธิการบดีทั่วประเทศ,ที่ประชุมอธิการบดี รวมถึงที่ประชุมสภาคณาจารย์ทั่วประเทศ และอาจจะมีการนัดหมายเพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี
กฤตยา กล่าวถึงเนื้อหาของแถลงการณ์ว่า ประการแรก เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการพัฒนาคุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม เราย้ำถึงสิ่งเหล่านั้นและยืนยันว่าสิ่งเหล่านั้นต้องมาพร้อมกับเสรีภาพทาง ปัญญา เราจึงปฏิเสธอำนาจครอบงำจาก สกอ. หรือจากรัฐบาลก็ตามแต่
“เรา จะทำอะไร เราต้องเสนอ กกอ. ให้เขารับรอง แต่โดยกฎหมาย ถ้าสภามหาลัยอนุมัติแล้วไม่จำเป็นต้องไปขอการรับรองจะ กกอ.” กฤตยา กล่าวและว่า ดังกรณีของสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ลงมติแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จะไม่กรอกแบบฟอร์ม TQF
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังไม่เห็นด้วยมาตรฐานเชิงเดี่ยวในการจัดอันดับ และหลักประกันเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวของ สกอ.
ประการ ที่สอง สกอ.ควรปรับบทบาทการบริหารรวมศูนย์ และการควบคุมบังคับ กระทั่งลงโทษ เช่น หลักสูตรไม่ผ่านการอนุมัติ เปิดสอนไม่ได้ ทั้งที่หากสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว สกอ.จะมาระงับการเปิดสอนไม่ได้ เป็นต้น ให้กลับมาที่การกระจายอำนาจ และควรสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษา สมาคมวิชาการต่างๆ ได้มีอิสระ และมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพ โดยเฉพาะต้องส่งเสริมให้กับการพัฒนาคุณภาพทางเลือกแบบอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่มีกรอบแบบเดียว หวังว่า สกอ.จะให้ความสำคัญกับความหลากหลายของคุณภาพทางวิชาการ ตลอดจนเป้าหมายที่แตกต่าง
ประการที่สาม ขอให้มีการทบทวน ซึ่งมีการสอบถามที่ประชุมในภายหลังและปรับเป็น “การยกเลิก” ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือ TQF เพราะซ้ำซ้อนกับการประเมินของ สมศ.และการประกันคุณภาพภายในที่มีอยู่แล้ว และขอให้ประมวล รวบรวมปัญหาของระบบประกันคุณภาพของอุดมศึกษาไทย เปิดให้มีการระดมสมองเรื่องการประกันคุณภาพที่มีความแตกต่าง
ทั้ง นี้ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า งานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบ TQF บังคับให้คณาจารย์ต้องมีการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้เพื่อเร่งเข้าสู่ตลาดอาเซียน ทั้งที่กำหนดบังคับใช้จริงๆ เป็นปีหน้า ทำให้หลักสูตรใหม่ การปรับปรุงหลักสูตรใดๆ ต้องกรอกเอกสารมากมายเป็นร้อยๆ หน้า โดยไม่เห็นประโยชน์อันใด ส่งผลกระทบกับอาจารย์เป็นรายบุคคล ก่อให้เกิดกระแสไม่พอใจขึ้น นอกจากนี้ช่วงปีที่ผ่านมามีการคัดค้านเรื่องนี้กันเยอะ และมีการให้เหตุผลต่างๆ มากมาย ซึ่ง สกอ.ไม่เคยตอบในประเด็นต่างๆ ได้ แต่กลับมีจดหมายออกมาว่า อาจารย์จำนวนมากยังไม่เข้าใจ
ส่วน ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์จากคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในวงประชุมถึงปัญหาของ TQF ว่า ปัญหาใหญ่ คือ 1.ใช้มาตรฐานเชิงเดี่ยวโดยไม่เข้าใจความแตกต่างของแต่ละสาขาวิชา หรือจุดเน้นของแต่ละสำนัก ฯ 2.คุกคามเสรีภาพทางวิชาการ เนื่องจากระบุว่าจะติดตามอย่างต่อเนื่อง และการประเมินต้องเป็นไปตามแนวทางของ สกอ. 3.ล้าหลังทางวิชาการ ไม่ได้มาตรฐานสากลเช่น การกำหนดในผลลัพธ์ว่า นศ.มหาวิทยาลัยต้องซาบซึ่งในค่านิยมของไทยและระบบคุณธรรม จริยธรรม ฯ หรือการแยกการสื่อสารออกจากการวัดความรู้ ดังนั้นนักศึกษาตามเกณฑ์ของ TQF จะฉลาด คิดเลขเก่ง แต่เชื่อง ไม่รู้จักความซับซ้อนของโลก ดังนั้น จึงขอเสนอว่าให้แต่ละมหาวิทยาลัยสามารถมีดุลยพินิจในการประเมินแบบอื่น ที่ไม่ต้องเป็นไปตาม แบบกำหนดของ สกอ.เท่านั้น
ขณะ ที่ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กล่าวในเวทีภาคภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่า โลกาภิวัตน์ทำให้คนชั้นกลางเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรี ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา อุดหนุนเงินแก่มหาวิทยาลัยน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คือเพียง 20-30% เท่านั้น ที่เหลือมหาวิทยาลัยต้องหาเงินเอง มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นธุรกิจ และเกิด Liberization, Privatization, Marketization, Reform of university ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง (autonomy) พร้อมกับมี accountability (ความรับผิดชอบ) หากไม่มีอย่างแรกมีแต่อย่างหลังดังที่ปรากฏในระบบการศึกษาไทย มันก็คือ การควบคุม (control) ทั้งนี้เป็นเพราะเรามักลอกเลียนระบบหรือเครื่งอมือมาจากคนอื่นเฉพาะบางส่วน โดยไม่ได้เข้าใจระบบนั้นจริงๆ ทำให้เกิดภาวะสมัยใหม่แต่ไม่พัฒนา (modernization without development)
นอกจากนี้ ธงชัย ยังเห็นว่า เราอาจไม่จำเป็นต้องเน้นหรือมุ่งสู่การจัดอันดับสากล เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกมหาวิทยาลัยจะไปสู่จุดนั้น แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีพันธกิจที่แตกต่างกันไป มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดจำนวนมากก็มีพันธกิจที่จะรับใช้ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม มาตรฐานเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่ที่ทำอยู่ไม่น่าจะเป็นทิศทางที่ถูก เพราะเน้นปริมาณมากกว่าประสิทธิภาพ เน้นการรวมศูนย์ และยังมีความไม่เหมาะกับบริบทไทย โดยเฉพาะกับประเทศที่ใช้ภาษาไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ในแง่หนึ่งอาจเป็นกำแพงเชื่อมต่อกับความคิดภายนอก และเสียเปรียบต่อประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เราจึงไม่ควรเน้นการแข่งขันเพื่อจัดอันดับสากลจนเกินไป และแทนที่เราจะเน้นการจัดอันดับอาจเปลี่ยนเป็นเน้นความร่วมมือระหว่างกันแทน
อย่างไรก็ตาม แม้อาจารย์จะประสบปัญหากับระบบ TQF อย่างมากแต่คาดว่าภายใน 2 ปีก็จะเลียนรู้ที่จะ copy and paste ได้
ธง ชัยสรุปว่า หน้าที่หลักของ สกอ. ไม่ใช่การเข้าไปควบคุมมหาวิทยาลัย ส่วนการปฏิรูปอุดมศึกษาไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ระบบการประเมินคุณภาพเป็นเพียงปัจจัยส่วนเดียวเท่านั้น ยังมีเรื่องของการกระตุ้นการวิจัย การสร้างอาจารย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว และต้องมีการปรับเปลี่ยนกลไกภายในให้เหมาะสมกับบริบทของเราเอง
ทั้ง นี้ งานดังกล่าวจัดโดย โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา , สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา, สมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม, สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย โดยได้รับความสนใจจากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมการประชุมกว่าร้อยคน