ที่มา AsiaUpdate
Related posts:
- คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 9-8-54
- คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 10-8-54
- คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 13-8-54
- คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 15-8-54
- คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 17-8-54
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา มติชน
โดย ปราปต์ บุนปาน
ที่มา มติชน
วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล
โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
(มติชนรายวัน ฉบับ 25 ส.ค.2554 หน้า 6)
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ มาแนวใหม่ แบ่งงานรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2 ท่าน โดยแยกความรับผิดชอบให้ดูแลเป็นรายภูมิภาค
แตกต่างจากแนวทางเดิมของ ทุกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ซึ่งแบ่งความรับผิดชอบดูแลเป็นรายหน่วยงาน 5 แท่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา สภาการศึกษา และสำนักปลัดกระทรวง
แนวคิดใหม่ที่ว่า โดยยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area Base) เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ร่วมมือส่งเสริม ประสานงานการจัดการศึกษาแต่ละระดับ ในพื้นที่ร่วมกัน ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
แนวทางดังกล่าวทำให้อำนาจความรับผิดชอบใน เรื่องการบริหารบุคคล แต่งตั้งโยกย้าย และการบริหารงบประมาณ เบ็ดเสร็จอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการฯ ยกเว้นแต่มอบอำนาจหรือเปิดช่องให้รัฐมนตรีช่วยฯ มีส่วนร่วมในสองเรื่องนี้ด้วย
จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจติดตาม ว่าผลทางปฏิบัติจะเป็นไปอย่างไร ดีกว่าแนวทางเดิมที่ผ่านมาหรือไม่
โดย เฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาหลักทางการศึกษา อันได้แก่ โอกาส ความเป็นธรรมทางการศึกษา กับคุณภาพ มาตรฐานทางการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และคุณสมบัติของเด็กไทยที่คาดหวัง
ภายใต้แนว คิดพื้นฐานเดียวกันนี้ ยังจะมีการปรับการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการบูรณาการแผนและยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา ระดับชาติ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน
และกรรมการระดับเขต ตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ 13 เขต ทั่วประเทศ เป็นกลไกในการเคลื่อนไหว ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการบริหารการศึกษา
แนวคิดและกลไก ทำนองเดียวกันนี้ เคยปรากฏขึ้นมาในกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ มีสำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษา สังกัดสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวจักรสำคัญ ดำเนินงานก้าวไปถึงขั้นมีแผนการศึกษาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแล้ว กำหนดตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพทางการศึกษา 7 ตัวชัดเจน
เสียดายในช่วง ที่นายชิณวรณ์ บุญเกียรติ เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ เรื่องนี้แผ่วไป เนื่องจากไปเน้นที่บทบาทของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษ ที่สอง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเช่นเดียวกัน เป็นสำคัญ
การฟื้นบทบาทของคณะกรรรมการบูรณาการและยุทธศาสตร์ด้านการ ศึกษา ขึ้นมาเป็นกลไกขับเคลื่อนผลักดันความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่น่าจะเป็นความขัดแย้งทางแนวทาง นโยบาย หากสามารถดำเนินการให้เกิดการสอดรับ ต่อเนื่องจากที่ผ่านมาได้
เพราะ โครงสร้าง องค์ประกอบภายในของคณะกรรมการขับเคลื่อน กับกรรมการยุทธศาสตร์ มีผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 5 แท่งหลักในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ร่วมด้วยเช่นเดียวกัน น่าจะดำเนินการเคลื่อนไหวผลักดันการบริหารการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินมาให้เดินหน้าต่อไปได้
ยิ่ง พิจารณาในรายละเอียดนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล ที่แถลงต่อรัฐสภา ประเด็นที่เขียนไว้ชัดเจน ได้แก่ สร้างโอกาสทางการศึกษาและกระจายโอกาสทางการศึกษา และปฏิรูปครู เป็นต้น
คณะ กรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา และคณะกรรมการขับเคลื่อน ที่ผ่านมาได้ตั้งลำ ดำเนินงานคืบหน้ามาพอสมควร โดยเฉพาะการปฏิรูปครู กลไกการบริหารในห้วงเวลารัฐบาลนี้ จึงน่าจะสอดรับ สอดประสานกันต่อไป
สำคัญ ที่อย่าเอาการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นทางการเมืองระหว่างพรรคเป็นตัวตั้ง อีกทั้งการประสานแนวคิด การปฏิบัติระหว่างหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการด้วยกัน อันได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักบริหารยุทธศาสตร์ กับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งเป็นกลไกรองรับ จะทำงานเป็นเอกภาพ กลมกลืนและกลมเกลียวกันเพียงไร
เวทีที่จะเป็นตัวช่วยให้เกิดความต่อ เนื่องในการแก้ไขปัญหาและผลักดันนโยบายทางการศึกษาให้ไปสู่เป้าหมายที่ควรจะ เป็น ก็คือ เวทีสมัชชาการศึกษาจังหวัด
หากดำเนินการราบรื่น นั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความต่อเนื่องในการบริหารจัดการการศึกษา ที่มุ่งเน้นเด็กไทย คนไทยส่วนใหญ่เป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้เกิดขึ้น คือ การทุจริต หาประโยชน์จากการดำเนินนโยบายที่ยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นประชานิยม และการแต่งตั้งโยกย้ายในทุกระดับ จะเป็นตัวบ่อนเซาะการปฏิรูปการศึกษาให้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะใช้โมเดลใดๆ ในการบริหารจัดการก็ตาม
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
คาดเชือก คาถาพัน
อนุสนธิจากกรณี "สอบสื่อ" ของอนุกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ที่ "ข่าวสด-มติชน" ออกมาฟ้องร้องกับสังคม
ว่าตรรกะ หลักการ วิธีการไม่ชอบมาพากลอย่างไร และพฤติกรรมของผู้สอบสวนพิลึกกึกกือแค่ไหน
ยังไม่จบครับ
แต่ยิ่งนานไปก็ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเล่นกันเป็นขบวน การ
เป้าหมายคือทำให้เกิดการความปั่นป่วน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยวิธีพิเศษอีกรอบหนึ่ง
บังเอิญหนนี้มีหนังสือพิมพ์ยืนอยู่บนเส้นทาง ก็เลยต้องสอยกันให้ร่วงไปด้วย
ส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าเล่นกันเป็นขบวนการ ก็เพราะมีคนมาเกี่ยวข้องด้วยหลายหน้าหลายหน่วย
เปิดตัวเต็มๆ ก็มี ที่เป็นอีแอบก็เยอะ
ที่ตลกแกมสมเพชอย่างหนึ่งก็คือ ในจำนวนนี้มีคนที่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นนักข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์รวมอยู่ด้วย
ทำไมถึงใช้คำว่า"เคย"
ก็เพราะถ้าเป็นนักข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์ของแท้ สิ่งแรกที่ต้องเคารพเป็นอย่างยิ่งก็คือข้อมูลข้อเท็จจริง
ต้องมีความสามารถและมีวิจารณญาณแยกแยะได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรจริงอะไรไม่จริง
และต้องมีความกล้าหาญ (ทางจริยธรรม-อย่างที่ท่านผู้ชอบใช้คำพูดหรูๆ นำมาใช้กันอยู่บ่อยๆ) พอที่จะเลือกยืนข้างที่เชื่อว่าถูก
แม้ในบางครั้ง (หรือหลายครั้ง) จะถูกเข้าใจผิด ถูกย่ำยีอย่างไม่เป็นธรรม ถูกอำนาจไม่ชอบธรรมข่มขู่คุกคาม
ก็ยังต้องยืนยันในหลักการและข้อเท็จจริงที่เชื่อถือ
ที่ สำคัญคือต้องไม่เผลอ ไม่เคลิ้ม และไม่อาศัยวิชาชีพสื่อหรือหนังสือพิมพ์ ที่จริงๆ แล้วให้ประโยชน์ให้โอกาสที่ดีกว่าคนจำนวนมาก ไปใช้ในทางมิชอบ
หรือเห็น"อาชีวะปฏิญาณ"นี้เป็นกระดานกระดกไปสู่ลาภยศหรือผลประโยชน์อื่น-ซึ่งทำได้ง่าย เพราะโอกาสที่วิชาชีพมอบให้
แต่อย่างว่าครับ หลักการนั้นยึดไปนานๆ ก็เมื่อย อุดมคติกินแล้วก็ไม่ค่อยอิ่ม
ก็เลยมีตัวอย่างของคนที่ใช้วิชาชีพหนังสือพิมพ์เป็นกระดานกระดกไปแสวงหาประโยชน์หรือตำแหน่งอื่นๆ อยู่บ่อยๆ
พอหลุดไปแล้ว ก็ลืมหมดว่าวิชาชีพนี้สอนอะไรไว้
บางคนร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ หันกลับมาเผาวิชาชีพเผาบ้านตัวเองด้วย
ประเภทนี้เพื่อนร่วมวิชาชีพส่วนใหญ่รู้ไส้กันดี และหนักไปทางสงสารมากกว่าหมั่นไส้
สงสารว่าอวัยวะบางอย่างเช่น"ใจ"ต้องทำงานหนัก เพราะขนาดไม่สมกับตัว
ใจเล็กกว่ามดหรืออวัยวะมด
เห็นแล้วก็สงสารไปขำไป
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ที่มา มติชน
คณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้งนายบัณฑูรย์ สุภัควณิช เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนางสาวฐิติมา ฉายแสง เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด พิธีกรรายการทีวีของคนเสื้อแดง และ นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
กำหนดการของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ประจำวันที่ 25 สิงหาคม(ช่วงเช้า)
9.00 ออกจากสนามบินฮาเนดะ
10.00 ถึงสนามบินเซนได
10.30 - 12.00 ดูพื้นที่ประสบภัยสินามิ
(เวลาท้องถิ่น)
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ถึงเมืองเซนได และเตรียมเข้าดูพื้นที่ ที่ประสบภัยสินามิ
ถึงเซนได
โดย Thaksin in JAPAN(by Asia Update) ( อัลบั้ม )
http://www.facebook.com/pages/Thaksin-in-JAPANby-Asia-Update/159779640768459?sk=wall#!/media/set/?set=a.162881717124918.43743.159779640768459&type=1
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
ขอ ต้อนรับสู่หน้า FB ของสถานีเอเชียอัพเดท ซึ่งจะถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่ท่านพำนัก ณ ประเทศญี่ปุ่น ตลอด 24 ชั่วโมง โปรดติดตามได้ ระหว่างวันที่ 22 - 31 สิงหาคม ห้ามพลาด
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ได้ใช้เครื่องบินส่วนตัวเป็นพาหนะไปเมืองเซนได แต่ใช้รถไฟแทน
ความเคลื่อนไหวล่าสุด โดยเอกวรัญญู อัมระปาล
่natori
http://www.youtube.com/watch?v=6evTDt61p5g&feature=youtu.be
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ อดีตนายกกำลังลงพื้นที่เมืองซาโตริ ชานเมืองเซนได เพื่อสำรวจพื้นที่ประสบภัยสินามิ โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่าที่นี่ได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว สะท้อนการทำงานที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลญี่ปุ่น
ทั้งนี้ แม้เมืองซาโตริจะได้รับการฟื้นฟู จนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกกว่า 2000 คน ที่ยังไร้ที่อยู่อาศัย และต้องมาใช้บริการบ้านพักชั่วคราว ที่รัฐสร้างขึ้น
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะลงพื้นที่เมืองนาโตริชานกรุงเซนได เพื่อดูพื้นที่ประสบภัยสึนามิ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะให้คำปรึกษากับนายกเทศบาลเมืองนาโตริ
เอกวรัญญู อัมระปาล ถ่ายรูปร่วมกับนายกเทศมนตรีเมืองนาโตริ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ชี้ไปที่นาฬิกา ซึ่งหยุดทำงานขณะสึนามิเข้าถล่มเมือง
ที่เมืองนาโตริ
โดย Thaksin in JAPAN(by Asia Update) •
http://www.facebook.com/pages/Thaksin-in-JAPANby-Asia-Update/159779640768459?sk=wall#!/media/set/?set=a.162924957120594.43749.159779640768459&type=1
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ณ เมือง ซาโตริ จังหวัด เซ็นได โดย เอกวรัญญู อัมระปาล
Thaksin. 25-08
http://www.youtube.com/watch?v=lr-Ok0-cuEE&feature=youtu.be
อัปโหลดโดย deedood1 เมื่อ 24 ส.ค. 2011
In natori at 14:00
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ลงพื้นที่เมืองนาโตริ จังหวัดเซนได เพื่อตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยสึนามิ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะลงตรวจสอบพื้นที่ประสบภัยสินามิ ที่เมืองนาโตริ จ. เซนได
สภาพบ้านเรือนที่เมืองนาโตริ หลังจากประสบภัยสึนามิ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มอบเงินช่วยเหลือให้นายกเทศบาลเมืองนาโตริ
ลงพื้นที่นาโตริ
โดย Thaksin in JAPAN(by Asia Update) ( อัลบั้ม )
http://www.facebook.com/pages/Thaksin-in-JAPANby-Asia-Update/159779640768459?sk=wall#!/media/set/?set=a.162976937115396.43758.159779640768459&type=1
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
ขณะ นี้ พตท ทักษิณ ชินวัตร ได้อยู่ที่ ม. โทโฮคุ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 มหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น มหาลัยแห่งนี้มีจุดเด่นที่วิชาวิศวะกรรมศาสตร์ ด้านการโยธา - ก่อสร้าง ทั้งนี้ ได้รับรายงานว่าจุดประสงค์ที่อดีตนายก ต้องมาพบกับผู้บริหาร ม. ก็เพื่อหารือเรื่องการดำเนินนโยบายเมกะโปรเจ็กของรัฐบาลไทย
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
กำหนดการของ พตท ทักษิณ ชินวัตร ประจำวันที่ 25 สิงหาคม(ช่วงบ่าย)
13.00 - 13.30 ลงพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ที่จังหวัดเซนได
14.30 - 15.15 ประชุมร่วมผู้บริหาร ม. โทโฮคุ
15.30 - 16.00 พบผู้ว่า จังหวัดมิยางิ
...16.30 - 17.00 ให้สัมภาษณ์สื่อ
17.00 - 18.00 ลงพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ที่จังหวัดเซนได
18.30 - 21.00 รับประทานอหารเย็นร่วมกับคณะผู้บริหาร ม. โทโฮคุ
(เวลาท้องถิ่น)
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวขณะเดินทางลงพื้นที่สึนามิ ว่า การลงพื้นที่ เพราะตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดกับประเทศญี่ปุ่น และเป็นการตอบแทนที่ญี่ปุ่นเคยช่วยไทย ครั้งที่ไทยต้องประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน เท่าที่ได้สัมผัสผู้ประสบภัย พบว่า จำนวนมากยังอาศัยในบ้านพักชั่วคราว ดังนั้น ตนจึงผลักดันให้รัฐบาลไทยยอมให้คน เหล่านี้ เข้าไปอาศัยในประเทศก่อน พร้อมต่อวีซ่าให้นานขึ้น เป็นการแสดงไมตตรีระหว่าง 2 ชาติ และหากมีเรื่องไหน ที่ไทยช่วยได้ เป็นประโยชน์กับ 2 ชาติ ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
Thaksin in JAPAN(by Asia Update)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการลงพื้นที่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้งวันนั้น ได้รับความสนใจจากนักข่าวกว่า 200 คน จากทั่วโลก
ที่มา มติชน
นายอำพล กิตติอำพล เลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนของการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรองนายกรัฐมนตรีอันดับที่ 1 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลงานด้านการปกครอง การต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานพุทธศาสนา สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต. )
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรีอันดับที่ 2 ดูแลงานด้านกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานกฤษฎีกา กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรีอันดับที่ 3 ดูแลงานด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ราชบัณฑิตยสถาน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 4 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
และ นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 5 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดูแลงานด้านการท่องเที่ยว และการเกษตร สำนักงานจัดประชุมนิทรรศการ และองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ที่มา ประชาไท
โดย fee-faw-fum
เปิดพิมพ์เขียวท่าเรือทวาย เมกะโปรเจ็กต์ 5.8 หมื่นล้านเหรียญ
หลัง จากฤาษีผมขาวแห่งบ้านหลายเสา ได้ประกาศด้วยเสียงอันดังก้องโลก “พอแล้ว” “ไม่เอาแล้ว” ขอลาจากการเป็นนายรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งถึงสองสมัย เลยไปรับตำแหน่งที่ถูกยกไว้บนหิ้งเฉยๆ ไม่ต้องจุดธูป จุดเทียนบูชา ก็คือ “รัฐบุรุษอาวุโส” ที่ถูกกำหนดให้เป็นตัวละครตนหนึ่งของคนหลายคนในแวดวงการเมืองในสมัยนั้น
สาย สัมพันธ์เชิงลึกของกลุ่มอิตาเลี่ยนไทยกับเตมีร์ใบ้คนนั้น ก็ค่อยๆผ่อนคลายลงเหมือนดั่งเชือกสัมพันธ์นั้น ถูกใยเส้นของเชือกที่เกาะติดยึดโยงแน่นมายาวนาน ถึงเวลาที่มันเปื่อยและควรจะต้องสลัดหลุดจากกัน ที่เคยกระโดดโลดโผนโจนทะยานอยู่ในวงบู้ลิ้มด้านการก่อสร้างของประเทศนี้มา ยาวนาน ก็ได้เริ่มแผ่วเบาลงไม่อึกทึกดั่งแต่ก่อนและทยอยถอนสมอ เปลี่ยน ปรับเข็มทิศและแนวทาง มุ่งสู่เนื้องานภายนอกราชอาณาจักร
บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด ก็ค่อยๆลดระดับเพดานการก่อสร้างในประเทศไทยลง ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ถนน สะพานลอย ตึกรามบ้านช่อง สาธณูปโภคด้านประปาและอื่นๆ ได้เบนเข็มทิศทางด้านการก่อสร้าง มุ่งสู่ประเทศเพื่อนบ้าน จากการเคยมี Reference ของผลงานงานเก่าๆในมาเลเซีย เช่นถนนมอเตอรเวย์ในมาเลเซียจากสุไหงปัตตานีไปบัตเตอร์เวิอร์ธหรือผลงาน ประปาชนบท 50 กว่าแห่งในกัมพูชา แค่สองผลงานก็สามารถหอบโปรเจคต์เข้าสู่การก่อสร้างระดับสากลได้แล้ว
หลัง การได้รับสัมปทานที่ดินบริเวณชายฝั่งทะเลอัมดามันบริเวณการก่อสร้างโครงการ ท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตรหรือ 2 แสนไร่ ในประเทศเมียนมาร์ เม็ดเงินลงทุนที่กำลังถูกจับจ้องมองมากที่สุดของโครงการเมกะโปรเจคต์นี้ มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา จนหนังสือพิมพ์ Newyork Time เคยระบุว่า…โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็นโปรเจ็กต์ที่เปลี่ยนแปลงสหภาพ เมียนมาร์
ว่ากันว่าท่าเรือน้ำลึกทวายเปิดใช้วันใด จะกลายเป็นประตูเชื่อมโลกฝั่งตะวันตกและตะวันออก ที่เคยอยู่ในแนวคิดของคนญี่ปุ่นมาตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไทยจะได้รับอนิสงส์จากโครงการนี้ไปเต็มๆ และเส้นทางสัญจรเพื่อการขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยวจะถูกบุกเบิกลุยไปชมวิวทะเลอัมดามัน จากกรุงเทพฯถึงทะเลฝั่งกระโน้นไม่เกิน 400 กม.เท่านั้น ถนนที่จะต้องตัดใหม่จาก เขตอ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ตรงดิ่งร่นระยะเดินทางไปถึงกาญจนบุรี และจะไปประส่านกับเส้นทางโครงการใหม่สร้างในทะเล จากเพชรบุรีสู่ท่าเรือแหลมฉบังฝั่งตะวันออก เข้าสู่ท่าเรือกำพงโสม ประเทศกัมพูชาที่ จ.ตราดหรือจากกาญจนบุรีมุ่งสู่ประตูอีสานไปถึงจ.มุกดาหาร ผ่านประเทศลาวออกสู่เมืองท่าดานัง ประเทศเวียตนาม
มีรายละเอียดท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศเมียนมาร์จาก-
ที่มา http://www.wiseknow.com/blog/2011/01/27/13033/#axzz1W0Y7nb1o
ที่มา ประชาไท
นิธิ เอียวศรีวงศ์ปาฐกถาหัวข้อ ‘นิสัยการอ่านของคนไทยในมิติด้านวัฒนธรรม’ ในการประชุมวิชาการประจำปี Thailand Conference on READING 2011 จัดโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) วันที่ 25 ส.ค. 2554
โด ยอ.นิธิระบุว่า สังคมไทยเดิมนั้นไม่ใช้ตัวอักษร วรรณกรรมของไทยจึงพิ่งเกิดมาในสมัยหลังๆ มานี้เอง และมีจำนวนเทียบไม่ได้เลยกับวรรณกรรมมุขปาฐะ คนไทยจึง “อ่าน” ผ่านการ “ฟัง” และส่งต่อความรู้โดยอาศัย “ความจำ”
เมื่อ ก้าวเข้าสู่ยุคของการมี หนังสือบันทึกเรื่องราวและความรู้ลงเป็นตัวอักษร ซึ่งต้องอ่านโดยการตีความ แต่คนไทยก็ยัง “อ่าน” ในรูปแบบเดิมคือ อ่านแล้วจำ การศึกษาไทยยังมีส่วนสำคัญต่อการผลิตคนที่อ่านออกเขียนได้แต่ไม่ใช่นักอ่าน เพราะยังคงสอนความจริงเพียงมิติเดียว ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ การส่งเสริมการอ่าน ก็ดูจะไร้ความหมาย
รายละเอียดดังนี้.....
สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่ใช้ตัว อักษร หรือตัวหนังสือมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป จีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ในระบบการปกครองไทยสมัยโบราณแทบจะไม่มีเอกสารราชการสักเท่าไหร่ เราอาจจะอธิบายว่าเอกสารถูกพม่าเผา แต่ถ้าดูตั้งแต่แต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็จะพบว่ามีเอกสารราชการน้อยมาก คือส่วนกลางแทบไม่ส่งหนังสือถึงหัวเมืองเลยในปีหนึ่งๆ บางเมืองส่งเพียงฉบับหรือสองฉบับเท่านั้น
ดังนั้นหนังสือไม่ใช่สื่อ กลางในการบริหารราชการแผ่นดิน การค้าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ตัวอักษรในหลายแห่งทั่วโลก แต่ในเมืองไทย มีใช้ตัวหนังสือในการทำสัญญาน้อยมาก ที่มีมากที่สุดคือหนังสือสัญญาค้าทาสเท่านั้นเอง นอกจากนั้นก็มีเอกสารเกี่ยวกับคดีที่ปรากฏในศาลเรื่องเช่าที่นา โคกระบือเป็นต้น ซึ่งพบว่าไม่มีหนังสือสัญญาการเช่าระหว่างกัน แม้แต่การยืมเงิน
ที่มีการใช้หนังสือมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเอกสาร ด้านศาสนา ซึ่งส่วนหนึ่งลอกมาจากภาษาบาลีทั้งหลาย มีส่วนที่แปลบ้าง และที่ใช่ตัวหนังสือมากจริงๆ คือหนังสือเทศก์ ที่พระเตรียมเทศก์ให้กับอุบาสกอุบาสิกา
แม้ว่าวรรณกรรมไทยที่เหลือตก ทอดเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีอยู่พอสมควร แต่วรรณรกรรมในส่วนที่ไม่เหลือตกทอดเพราะเป็นวรรณกรรมมุขปาฐกหายนั้นไป มากกว่าที่เหลืออยู่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า
สิ่ง ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้จะเขียนเป็นตัวหนังสือ แต่วิธีเสพวรรณกรรมของคนโบราณไม่ได้เสพโดยการอ่าน แต่เขาเสพโดยการฟัง เช่ยประเพณีของเจ้านายสมัยโบราณ มีคนขับเสภากล่อมพระบรรทม ดังปรากฏในหนังสือกฎหมายตราสามดวง
พูดอีกนัยหนึ่งคือวิธีการอ่านให้ฟังเป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมไทย เป็นการอ่านทำนองเสนาะ เป็นการขับ หัวใจสำคัญของวรรณกรรมต่างๆ ของไทยไม่ใช่มาจากการอ่าน แต่เป็นการฟังอันเป็นเหตุผลที่พบว่าวรรณกรรมที่เป็นความเรียงมีไม่ค่อยมาก นัก เพิ่งเริ่มมีมากขึ้นนิดหน่อยเมื่อตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง เหตุผลงายๆ คือความเรียงเป็นหนังสือสำหรับการอ่านมากกว่าการฟัง เพราะความเรียงต้องการการคิดใคร่ครวญบางอย่างไปกับการอ่านด้วย
ที่ น่าสังเกตอีกอย่างคือ เราติดต่อกับจีนมาไม่รู้กี่ศตวรรษแล้ว แต่นำเอาเครื่องพิมพ์มาจากฝรั่งมาใช้ในสมัยถึงรัชกาลที่ 4 แต่ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยลอกเลียนเอาแทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้เลย แต่ถ้าเราเป็นชาตินักอ่านจริง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้นเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่รับเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ก่อนที่จะมีระ บยบการพิมพ์แบบฝรั่ง
การอ่านในสังคมไทยจึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เราฟังมากกว่าอ่าน และถึงแม่ว่าจะมีหลักฐานในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่ามีมิชชันนารีที่เข้ามาเปิด คลินิกสอนศาสนาและรักษาผู้ป่วยด้วยใรกรุงเทพฯ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 และเขาขยันพอที่จะเก็บรวบรวมสถิติว่ามีคนไข้อ่านออกเขียนได้กี่เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าเขาทำสถิตืคือคนไทยอ่านออกเขียนได้ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูจากตัวเลขนี้จะพบว่าคนไทยอ่านออกเขียนได้พอสมควสร แต่ความจริงเมื่อเขาไม่ได้ใช้การอ่านในชีวิตประจำวันก็น่าสงสัยว่าการ อ่านออกเขียนได้นั้นทำหน้าที่ได้จริงหรือไม่ เพราะอาจจะไม่ได้อ่านคล่องอย่างที่เราอ่านกันทุกวันนี้
ในสังคมที่มี การอ่านน้อย และมีการเขียนน้อย คำถามคือเราสามารถส่งทอดความรู้ ความงาม ความจริงกันอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือส่งทอดผ่านความจำ ซึ่งก็ไม่ใช่องประหลาดอะไร เพราะในระบบการศึกษาแบบโบราณเกือบทุกแห่งก็ส่งทอดความจริง ความงามเหล่านี้ผ่านความจำทั้งนั้น
ขณะเดียวกันพุทธศาสนา (รวมถึงศาสนาอื่นๆ ด้วย) ที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในสังคมโบราณ ก็เสนอว่าความจริงมีอย่างเดียว ทำให้ไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์อะไรมากนัก การศึกษาสังคมโบราณทุกแห่งจึงสอนให้จำ เพราะมีความจริงให้จำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ที่ผมพูดมาถึงตรงนี้ เพื่อเตือนให้ระลึกว่า เวลาที่เราพูดถึงการอ่านในสังคมปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเราไม่ได้ให้ความหมายเดียวกับที่ คนโบราณอ่านหนังสือดังๆ ให้ฟัง ดังที่เราจะเห็นว่าคนเก่าคนแก่จำนวยไม่น้อยที่อ่านแล้วต้องทำเสียงในลำคอ หรือทำปากขมุบขมิบ เพราะการรับความหมายต้องผ่านเสียงก่อนที่จะเข้าไปสู่สมอง
ที่เราเรียกว่าอ่านในปัจจุบันหมายถึงอะไร
ประการแรกสุดผมอยาก เตือนว่าแม้ภาษาไทยมีตัวสะกด แต่เราไม่ได้สะกด เราทำเหมือนกับที่คนจีนหรือญี่ปุ่นทำกับภาษาของเขา คือเรามองคำทั้งคำเป็นสัญลักษณ์ คำว่าอ่าน คือการซึมเข้ามาโดยที่เราไมได้ไปสะกดมัน เราจำตัวหนังสือเป็นคำๆ หรือเป็นวลีหรือเป็นประโยคด้วยซ้ำเหมือนว่าเป็นสัญลักษณ์
การที่เรา สามารถอ่านได้รวดเร็ว อ่านข้ามไปเวลาอ่านเอกสารบางอย่าง ความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นโอกาสที้จะทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ ความหมายจากตัวสัญลักษณ์เหล่านี้ไปได้พร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างทีเป็นรูปธรรม เช่น เวลาที่เห็นป้ายห้ามเข้า ซึ่งมีวงกลมและขีดตรงกลาง เราคิดต่ออีกหลายอย่าง ว่าเราจะอ้อมไป หรือเข้าทางไหนได้ หรือมีตำรวจแถวนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ฝ่าเข้าไป เป็นต้น
เมื่อเห็น สัญลักษณ์เราจะคิดวิเคราะห์และรับความรู้สึกด้วย เวลาที่เราอ่านหนังสือเราสามารถรับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว การกระทำทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘การอ่าน’ หัวใจของการทำสิ่งเหล่านี้ได้คือ ความเพลิดเพลิน ผมรู้สึกว่าในประเทศไทยเวลาพูดถึงการอ่าน เราเครียดจังเลย เราพูดถึงประโยชน์ของการอ่านว่าจะมีการพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่พูดว่ามันสนุกดี ซึ่งนี่เป็นหัวใจของการอ่าน และการสนุกดีจากการอ่านได้ ก็จะต้องอ่านแบบที่กล่าวมา แต่ถ้าจะสนุกจากการอ่านสุนทรภู่ ต้องฟัง คือผ่านสิ่งอื่นมากกว่าผ่านตัวเอกสารโดยตรง
ความสามารถในการ วิเคราะห์นี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการอ่านในความหมายแบบใหม่ ซึ่งถ้าเอาความสามารถนี้ไปอ่านหนังสือโบราณ คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรขัดๆ อยูตลอดเวลา เพราะคนโบราณไม่ได้เขียนด้วยความคิดว่าผู้เสพจะอ่านแบบปัจจุบัน เขาจึงไม่สนใจที่จะรักษาตรรกะ จากเหตุไปหาผลได้เพื่อที่จะทำให้คนอ่านคล้อยตาม หรือมองเห็นเหตุผบต่างๆ นานาได้
ดังนั้นการที่เราอ่านแบบปัจจุบัน ถ้าเรากลับไปอ่านสุนทรภู่ ก็จะพบว่ามีอะไรขาด หรือกระโดดไป จะไม่ได้รสชาดของการอ่านแบบโบราณ
การอ่านของไทยหลังการพิมพ์แบบตะวันตก
ทั้งหมดที่พูดคือ การอ่านก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการพิมพ์และการอ่านหลังการพิมพ์
การ อ่านในประเทศไทยหลังจากได้รับการพิมพ์แบบตะวันตกคือการศึกษาแผนใหม่ เกิดโรงเรียนแบบใหม่ แต่โรงเรียนแบบใหม่ก็ยังคงรักษาจุดมุ่งหมาย หรือวิธีการศึกษาแบบโบราณ นั่นคือมุ่งที่จะให้ผู้เรียนจดจำอะไรบางอย่างที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริง เพียงอย่างเดียว เช่นโลกกลม หรือการแบ่งภูมิภาคต่างๆ ของโลก
กล่าว ได้ว่า การศึกษาของไทยในสมัยโบราณความจริงเอามาจากบาลี ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่เอาความจริงมาจากภาษาอังกฤษ แต่ยังใช้วิธีการเดียวกันคือ ‘จำ’ สิ่งที่เชื่อว่าเป็น ‘ความจริง’ เอาไว้ ดังนั้น ในแบบเรียนภาษาไทยจะค่อนข้างสั้นและสรุปรวมสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงแท้แน่ นอนสำหรับเด็กอ่านและจดจำได้
ผมคิดว่าวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่าง ที่เห็นชัด ตำราวิชากวิทยาศาสตร์ของไทยเทียบกับอเมริกันจะเห็นว่าแตกต่างชัดเจน เพราะตำราของอเมริกันหนามาก เพราะเขาจะอธิบายว่าความจริงเป็นแบบนี้ทำไมเป็นแบบนี้ และคนที่ไม่คิดแบบนี้เขาคิดอย่างไร เพราะการเรียนไม่ใช่การเรียนเฉพาะตัวข้อเท็จจริง แต่เป็นการเรียนวิธีคิด วิธีคิดที่ผิดจึงให้การศึกษาและให้ความรู้กับตัวเราสูงมาก สรุปง่ายๆ คือวิชาวิทยาศาสตร์จึงเต็มไปด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับการค้นหาคงวามจริง ไม่ใช่ตัวความจริงที่ยัดไว้ในแบบเรียนเป็นหลัก
ถึงวันนี้การศึกษาของ ไทยก็ยังไม่ต่างจากโบราณ คือสรุปความจริงให้กระทัดรัด ง่ายต่อการจดจำ ในสภาพการเรียนแบบนี้ คำถามที่ชัดคือ อ่านทำไม เพราะไม่รู้จะอ่านสิ่งที่นอกเหนือจากตำราไปทำไมเนื่องจากเป็นความจริงมิติ อื่น ที่ไม่ปรากฏในตำรา
ที่เราบอกว่านักเรียนนักศึกษาควรอ่านให้มาก เพราะความจริงมันสลับซับซ้อนมากกว่า ถ้าเราคิดว่าความจริงเป็นของง่ายๆ ตามตำรา ก็ไม่รู้จะอ่านหนังสือไปทำไม และการเขียนแบบนี้จึงทำให้ครูบังคับให้เด็กอ่านแบบเคร่งเครียดมาก ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นหลังนี้ให้อ่านแบบที่ผมเคยเจอหรือเปล่า คือถูกบังคับให้อ่านตั้งแต่ปกรอง คำนำของกระทรวงฯ ถ้าคุณสอนให้เด็กอ่านแบบนี้เขาจะไม่อ่านอีกเลยตลอดชีวิต เพราะมันน่าเบื่อ เหนื่อย ไม่ทำให้รู้สึกว่าการอ่านทำให้เกิดความเพลิดเพลิน และอ่านแล้วคิดไม่เหมือนกันได้ เอามาแลกเปลี่ยนกันได้ เหมือนการดูละครทีวี เรานับถือตัวหนังสือเกินไป ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาก่อนการพิมพ์ คือชินกับการฟังข้อเท็จจริงมากกว่าการอ่านข้อเท็จจริง
เหตุดังนั้นสง คมไทยในแง่ความสำเร็จของรัฐไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จใน การให้คนอ่านออกเขียนได้มาก แต่เป็นชาติที่มีคนอ่านหรือซื้อหนังสืออ่านน้อยมาก เคยมีหัวข้อถามในเว็บไซต์แห่งหนึ่งเปรียบเทียบระหว่างคนไทยกับคนพม่า ว่าใครเป็นนักอ่านมากกว่ากัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือพม่ากับไทยไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักในสมัยโบราณ พบว่าผู้แสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งที่ได้คลุกคลีกับทั้งคนไทยและคนพม่าเป็นเวลานาน ลงคะแนนว่าคนพม่าโดยพื้นฐานแล้วมีความเป็นนักอ่านมากกว่าคนไทย เพียงแต่ระยะหลังไม่มีอะไรให้อ่าน
เราไม่ใช่ชาตินักอ่าน และตราบเท่าที่เราไม่ทำสองอย่างคือทำให้การอ่านเป็นการหาความสุขในชีวิต อย่างหนึ่ง อ่านสิ่งที่เขาอยากจะอ่าน ไม่จำเป็นต้องอ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์ และประการที่สองคือ การอ่านผูกพันอยู่กับการศึกษาตราบเท่าที่เราไม่ได้ปฏิรูปการศึกษามากไปกว่า การแจกแท็บเบล็ตหรือโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษา ทำให้เด็กพบว่าความจริงมองได้หลายชั้น สนุกในการคิดวิเคราะห์ที่แตกต่างจากครูและตำรา ไม่ถูกลงโทษถ้าคิดวิเคราะห์แตกต่างไปจากครูและตำรา ถ้าไม่ทำเช่นนี้ สังคมไทยก็จะไม่ใช่สังคมนักอ่านตลอดไป
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51