WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 29, 2011

“สมยศ” ร่อนจดหมาย หวังนักสิทธิ-นักสหภาพฯ ทั่วโลก จี้ไทยปล่อยนักโทษการเมือง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2554

สมยศ พฤษภาเกษมสุข บรรณาธิการเรด พาวเวอร์ ถูกจับกุมที่ด่านอรัญประเทศ ระหว่างนำลูกทัวร์เดินทางไปเสียมเรียบ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ในข้อหาหมิ่นพระบรเมเดชานุภาพ จากบทความในวารสารเรดพาวเวอร์ เขาถูกนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และการขอประกันตัวเขาหลายครั้งถูกปฏิเสธ เครือข่ายแรงงานทั่วโลกได้เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวสมยศ มาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน


วันที่ 20 สิงหาคม 2554

ผมถูกจองจำอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554 เป็นต้นมาด้วยข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือ ละเมิดต่อมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ผมขอขอบพระคุณทุกท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้ร่วมกันแสดงความห่วงใย มาเยี่ยมเยือนที่เรือนจำและได้ร่วมกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองใน ประเทศไทย

ผมได้ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงานมากว่า 20 ปี เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานรอดพ้นจากความยากจน หิวโดย มีชีวิตความเป็นอยู่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาทิเช่น สิทธิการประกันสังคมในปี 2533 สิทธิการลาคลอด 90 วันได้รับค่าจ้าง และสิทธิการทำงานที่ปลอดภัยในปี 2536 สิทธิการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง และประกันการว่างงานในปี 2546 สิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และการนัดหยุดงานในปี 2548

สิทธิของผู้ใช้แรงงานในด้านต่าง ๆ เกิดจากการต่อสู้ที่เข้มแข็งของขบวนการแรงงาน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้ว่าความก้าวหน้าด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานได้มาภายใต้ การเมืองประชาธิปไตย มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นมักจะทำลายสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ตัวอย่างเช่น การรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผู้นำแรงงานนายทะนง โพธิ์อ่าน ถูกอุ้มฆ่าตาย มีการยกเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งจำกัดสิทธิการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงาน ในขณะที่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานเพื่อให้มีการจ้างงานเหมาค่าแรงขยายตัวมากขึ้น และมักจะกดค่าจ้างให้ต่ำอยู่เสมอ

ดังนั้นเมื่อมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้น ผมจึงไปเข้าร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยการจัดทำนิตยสารการเมืองวิพากษ์วิจารณ์รัฐประหาร เมื่อประชาชนได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีการชุมนุมเดินขบวนหลายครั้งจนกระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารปราบปรามอย่างป่าเถื่อนในเดือนพฤษภาคม 2553 มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ รัฐบาลได้สั่งปิดนิตยสารแล้วจับกุมผมไปขังไว้ที่ค่ายทหารจังหวัดสระบุรี โดยไม่มีความผิดเป็นเวลา 21 วัน

หลังจากได้รับการปล่อยตัวผมก่อตั้งนิตยสาร Red Power วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลด้านต่าง ๆ ได้เปิดโปงรัฐบาล ซึ่งให้สัญญาจะเพิ่มค่าจ้างขึ้นต่ำวันละ 250 บาทเท่ากันทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2553 แต่ไม่ได้ทำตามสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้เปิดโปงเบื้องหลังการสั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ ในเดือนตุลาคม 2553 รัฐบาลสั่งปิดโรงพิมพ์ที่รับจ้างพิมพ์งานให้กับ Red Power ทำให้ผมต้องไปทำการผลิตที่ประเทศกัมพูชา

นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา มีประชาชนทุกสาขาอาชีพ อาทิเช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักกิจกรรมแรงงาน นักศึกษา นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ฯลฯ ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองในคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลายคนถูกซ้อมทุบตีในเรือนจำ หลายคนต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศหลายคนต้องถูกเนรเทศออกไปจากประเทศไทย

มีนักกิจกรรมแรงงาน 3 คนด้วยกันซึ่งถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือ อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ และภรรยา ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่อังกฤษ นางสาวจรรยา ยิ้มประเสริฐ หัวหน้าโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย (Thai Labour Compaign) ไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้อีกต่อไปอีกต่อไป นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (Center for Labour Information Service and Training)

ประชาชนคนไทยถูกปลูกฝังให้ยอมรับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบการปกครองประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” โดยที่ใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ผมเป็นเพียงสื่อมวลชนที่เป็นเวทีความคิดอิสระที่ทุกคน ทุกฝ่าย มีสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือกระทั่งมีความใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่แตกต่างไปจากสังคมปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผมถูกดำเนินคดีในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกระทำความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา

กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิด เห็นทางการเมือง และเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชน นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวยังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวอีกด้วย อันเป็นการละเมิดต่อหลักปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

การถูกคุมขังเป็นนักโทษการเมือง สูญเสียอิสรภาพในทุกด้าน ทำให้ชีวิตของผมเหมือนกับ “สัตว์เลี้ยงในกรงขัง” ผมได้รับความเจ็บปวดทุกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นักโทษการเมืองคนอื่น ๆ หลายคนสูญเสียชีวิตครอบครัวและอาชีพการงานไปอย่างน่าเสียดาย

ผมได้รับทราบข่าวจากผู้มาเยี่ยมเยียนว่าเพื่อน ๆ นักสิทธิมนุษยชนและนักสหภาพแรงงานทั่วโลกได้ร่วมกันประท้วงต่อรัฐบาลไทย เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่มีคุณค่าความหมายของประชาชนคนไทย และประชาชาติทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันของสังคมสันติสุข ที่มีความเสมอภาค มีสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตยที่แท้จริง

ผมเชื่อมั่นอย่างเต็มที่เปี่ยมว่าพลังแห่งความร่วมมือและการสมานฉันท์ สากลของสหภาพแรงงานและผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกจะได้ร่วมกันเรียกร้องต่อ รัฐบาลไทยให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเป็นผลสำเร็จซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการ ก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยต่อไป


ด้วยจิตใจสมานฉันท์

(นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข)

ลูกกำพร้าวีรชนส่งสาส์นถึงนายกฯปูรักเด็ก

ที่มา Thai E-News

เมื่อ เห็นภาพนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อุ้มน้องพอมแพมด้วยท่าทีจริงใจไร้จริตมารยาใด ก็ได้แต่เฝ้าหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่มูลนิธิไทย คมดูว่า ได้ช่วยเหลือเยียวยาเด็กๆลูกหลานของวีรชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ผู้พิการสูญเสีย จนทำให้เด็กเหล่านี้ขาดอุปการะแล้วหรือยัง

เด็กๆเหล่านี้เสียพ่อไป เพื่อแลกให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย และได้คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ

โดย ฟอร์ด เรดทรู้ธ เส้นทางสีแดง

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มเส้นทางสีแดงได้ไปที่มูลนิธิไทยคมเพื่อยื่นหนังสือขอการสนับสนุน กิจกรรมเส้นทางสีแดง : No Coup, Fair Election ซึ่งเป็นโครงการปั่นจักรยานทางไกลทั่วประเทศไทย 3,793 กม.เพื่อต้านรัฐประหารและรณรงค์เลือกตั้ง

กลุ่มเส้นทางสีแดงได้ดำเนินกิจกรรมนี้ตั้งแต่ต้นจนจบตามที่กำหนดไว้ และเมื่อพวกเราไปเยี่ยมเยียนผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ภาคอีสาน พวกเราได้พบกับครอบครัวที่สูญเสียซึ่งมีทั้งเด็กกำพร้า พ่อแม่พิการ หรือเสียชีวิตจากการชุมนุม รวมถึงเด็กที่ด้อยโอกาสที่ต้องการทุนการศึกษา เด็กๆเหล่านี้ได้เขียนจดหมายถึงคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานมูลนิธิไทยคมเพื่อขอให้ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก(ในเวลาที่ จัดกิจกรรมนี้ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554นั้น)ได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่พวกเขาเหล่านั้น
ราย แรกเป็นดญ.อายุ 9 ขวบที่จ.ขอนแก่น พ่อแม่เสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อ HIV ปัจจุบันอยู่กับป้าที่เธอเรียกว่าแม่ เธอเล่าให้กับผมฟังว่าเธอมีความฝันที่จะเป็นนางพยาบาลเพื่อรักษาคนที่ป่วย ไข้ เธอได้เล่าเรื่องราวผ่านทางคลิปวีดีโอ http://www.youtube.com/watch?v=pWo8JSRM2qY และได้อ่านจดหมายของเธอในคลิปวีดีโอ http://www.youtube.com/watch?v=kZH5XmbJ8fY

รายที่สองเป็นบุตรของคุณเกียรติศักดิ์ซึ่งเป็นผู้พิการในจ.อุดรธานี คุณเกียรติศักดิ์เดิมเป็นผู้พิการทางสายตา ตาซ้ายบอดตั้งแต่กำเนิด เมื่อปี 2553 คุณเกียรติศักดิ์ได้เดินทางไปชุมนุมที่ผ่านฟ้าและในวันที่ 10 เมย.ถูกแก๊สน้ำตาที่โยนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ส่งผลให้ดวงตาขวาที่เหลือเพียง ข้างเดียวได้รับบาดเจ็บและค่อยๆบอดสนิทในที่สุด คุณเกียรติศักดิ์เล่าเรื่องราวผ่านทางคลิป http://www.youtube.com/watch?v=RSVx9XJJkmo และ http://www.youtube.com/watch?v=h7NZKFnEQhg



ขณะนี้คุณเกียรติศักดิ์ได้รับการดูแลจากบุตรสาวซึ่งได้เขียนจดหมายขอสนับสนุนทุนการศึกษาจากมูลนิธิไทยคม (ภาพประกอบ 3-4)



รายที่สามเป็นครอบครัวของเด็กกำพร้าที่อ.ปาดคาด จ.หนองคาย ครอบครัวนี้มีบุตร 3 คน คนโตเป็นผู้ชายอายุ 11 ขวบ คนกลางเป็นหญิงอายุ 8 ขวบ คนเล็กเป็นผู้ชายอายุ 3 ขวบ เด็กน้อยทั้งสามสูญเสียบิดาในระหว่างการชุมนุม ได้รับผลกระทบทางจิตใจ เศร้าซึม เหม่อลอย ลูกคนเล็กสุดไม่ทราบและไม่เข้าใจว่าคุณพ่อเสียชีวิต โดยทุกวันนี้ยังจินตนาการว่าคุณพ่อมาเยี่ยม มาหาและพาเขาไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆเสมอ ผู้ที่ดูแลครอบครัวนี้ได้แก่มารดา ปู่ และตาซึ่งช่วยกันดูแลและให้ความอบอุ่นแก่เด็กน้อยทั้งสาม คลิปการเยี่ยม http://www.youtube.com/watch?v=39oVIHMOcZs (ภาพประกอบ 5)

ผมได้นำเรื่องราว คลิปและภาพของทั้ง 3 ครอบครัวส่งให้กับเวปไทยอีนิวส์เพื่อทำการเผยแพร่ (เรื่องของดญ.ปลายฟ้าที่ขอนแก่นและคุณเกียรติศักดิ์ที่อุดร http://thaienews.blogspot.com/2011/05/no-coup-fair-election.html) และเรื่องของครอครัวเด็กกำพร้าที่หนองคาย (http://thaienews.blogspot.com/2011/05/red-path.html)

ครอบครัวทั้ง 3 ได้ฝากจดหมายให้กลุ่มเส้นทางสีแดงนำมาให้กับมูลนิธิไทยคม จดหมายทุกฉบับมีที่อยู่ขอผู้รอความช่วยเหลือ ผมได้ส่งจดหมายทั้ง 3 ฉบับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ หากมูลนิธิประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือกรุณาติดต่อได้โดยตรงตามรายละเอียด และที่อยู่ที่ระบุในจดหมาย

เมื่อผมเห็นภาพนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อุ้มน้องพอมแพมด้วยท่าทีจริงใจไร้ จริต มารยาใด ผมก็ได้แต่เฝ้าหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ไทยคมดูว่า ได้ช่วยเหลือเยียวยาเด็กๆลูกหลานของวีรชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ผู้พิการสูญเสีย จนทำให้เด็กเหล่านี้ขาดอุปการะแล้วหรือยัง

เด็กๆเหล่านี้เสียพ่อไป เพื่อให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย และได้คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ แต่เราจะปล่อยให้พวกเขาเป็นผู้เสียสละ โดยไร้การเยียวยาฟื้นฟูต่อไปไม่ได้แล้ว

จึงฝากความหวังไว้กับท่านนายกฯยิ่งลักษณ์มา ณ โอกาสนี้ครับ

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รายงาน ภาพข่าวกิจกรรมNo Coup, Fair Election รณรงค์เลือกตั้ง-ต้านรัฐประหาร 3,693กม.ทั่วประเทศ เยี่ยมเยือนครอบครัววีรชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553





Sunday, August 28, 2011

ทีมข่าว "แตกประเด็น" ช่อง 3 สัมภาษณ์ "ฐากูร บุนปาน" มาตรฐานการทำงาน "มติชน-ข่าวสด"

ที่มา มติชน




นายฐากูร บุนปาน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)

รับชมข่าว VDO (ชมคลิป กระบวนผลิตข่าวนสพ.มติชน)


เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 26 สิงหาคม รายการแตกประเด็น ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้นำเสนอทิศทางและนโยบายการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน และข่าวสด หลังผลสอบของ คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริง ของสภาการหนังสือพิมพ์ กรณีการส่งอีเมลของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งเห็นว่า การนำเสนอข่าวสารและบทความในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งของหนังสือพิมพ์ที่ถูก พาดพิงบางฉบับโดยเฉพาะข่าวสด และรองลงมาคือ มติชน น่าจะมีความเอนเอียงในการก่อให้เกิดประโยชน์แก่พรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งการพาดหัวข่าว การเลือกภาพที่นำมาลง การนำเสนอข่าว คอลัมน์การเมืองและบทสัมภาษณ์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย จนเป็นเหตุให้ หนังสือพิมพ์ในเครือมติชน-ข่าวสด หนึ่งในผู้ถูกพาดพิงต้องออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2554 คัดค้านรายงานดังกล่าวทันที และยังมีการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ตอบโต้แถลงการณ์ของคณะอนุกรรมการที่ออกมาอีกฉบับเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา


ทั้งนี้ นายฐากูร บุนปาน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้ย้ำถึงสาเหตุที่ไม่ยอมรับผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการดังกล่าว กับผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยระบุว่า


"กระบวนการทั้งหมดนี้รวมอยู่กับ ตัว บุคคลซึ่งถูกสอบ ท่านไม่เคยบอกก่อนว่าจะตรวจสอบองค์กรด้วย ไม่มีตรงไหนของหนังสือที่แจ้งมาว่า เนื่องจากผลสอบไม่พบพฤติกรรมของบุคลากรรวมถึงองค์กรคุณด้วยนะ ไม่มีไม่ได้บอก เราถึงตั้งขอสงสัยว่าเลยธง หรือเปล่า วิธีการสอบสวนของคณะอนุกรรมการมีปัญหาในตัวมันเอง ท่านมองปัญหาเป็นจุด ไม่มองที่มาที่ไป ว่าก่อนเลือกตั้งเป็นไง หลังเลือกตั้งแล้วเป็นไง จับมาจุดเดียวแล้วลงมติว่า ผมเป็นคนอย่างไร "


นอกจากนี้ ทีมข่าวแตกประเด็น ยังนำเสนอสกู๊ปข่าวการพาไปดูกระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์มติชน กระบวนการทำงานของหนังสือ รวมถึงการประชุมข่าวประจำวันของหนังสือพิมพ์มติชน เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า ถ้าหากมีการติดสินบนให้นักข่าวคนใดคนหนึ่ง กระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์ในแต่ละวันจะสามาารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ซึ่งจากการประชุมข่าวประจำวันของหนังสือพิมพ์มติชนจะเป็นห้องที่บรรณาธิการ โต๊ะข่าวในแต่ละโต๊ะร่วมกันนำเสนอข่าวและคัดเลือกโดยจะมีหัวหน้าข่าวหน้า หนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีการประชุมถึง 3 ครั้งต่อวัน

ทั้ง นี้ นายฐากูร ยืนยันว่า ไม่สามารถที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถกำหนดทิศทางใดทิศทางข่าวในแต่ละวันเพียง คนเดียวได้ ขณะที่การคัดเลือกข่าวก็เป็นไปตามระบบวิชาชีพของผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์


"ข่าวถูกตัดสินด้วยหลัก 2 อย่าง 1. ผลกระทบของข่าวนั้นกว้างขวางหรือไม่ อาจเป็นข่าวที่ชาวบ้านไม่สนใจก็ได้ แต่ข้อมูลน่าสนใจให้ต้องระวัง กับอีกประเภทหนึ่งคือ ข่าวที่คนทั่วไปให้ความสนใจ ไม่ได้วัดว่าใครรับสินบนใครมา" ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เผย


ทั้งนี้ ทางทีมข่าว"แตกประเด็น" ยังได้ปิดท้ายสกู๊ปข่าว โดยระบุว่า ทางมติชน และข่าวสด ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์ ยังยินดีให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาผ่านอีเมลของนักการเมืองว่าหนังสือพิมพ์ใน เครือรับสินบน เพื่อความเป็นธรรม แต่เมื่อไม่ปรากฎหลักฐานแทนที่คณะอนุกรรมการฯ จะยุติ กลับนับภาพข่าวและจำนวนคอลัมน์ รวมถึงเปิดชื่อและนามสกุลของคอลัมนิสต์ จึงถือเป็นการปฏิบัตินอกเหนือจากหน้าที่และละเมิดจรรยาบรรณของนักสื่อสารมวล ชน

เปิดแผน "เพื่อไทย" ปราบโกงฝ่ายค้าน ตรวจสอบ172แฟ้ม 17 กระทรวง 1 สำนักงาน สมัย"มาร์ค" !!

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ





ฝ่ายเพื่อไทยยังจำเป็นต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าควบคู่การปิดหน้าให้พ้นจากหมัดของฝ่ายค้าน

วาระ ในสภาผู้แทนฯถูกมอบหมายให้ "เฉลิม อยู่บำรุง" รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจง-ตอบโต้ฝ่ายค้านแทน "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ทุกเรื่อง ทุกประเด็น "เฉลิม" ประกาศภารกิจว่า "นายกฯไม่ใช่จุดอ่อน ไม่จำเป็นต้องตอบทุกเรื่อง เพราะบางเรื่องมีคนตอบแทนได้"

การวางหมาก-แก้เกมในสภาของ "เพื่อไทย" กับยุทธศาสตร์ปกป้อง "ยิ่งลักษณ์" ซึ่งนับว่าเป็น "หัวใจ" และเป็น "ศูนย์รวม" เส้นประสาทของพรรค

จึงผุด "คณะกรรมการตรวจสอบข้อร้องเรียนการทุจริต" มีหน้าที่เอกซเรย์ทุกโครงการที่รัฐบาลยุค "อภิสิทธิ์" กดปุ่มไฟเขียว หวังใช้เป็นหมัดน็อก พุ่งเป้า "จับตาย" ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์และพวก

หัวหอกของทีมมีทั้ง "ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" และโทรโข่ง "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์"

มี กองหนุนชื่อ "พิชิต ชื่นบาน" ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตทนายความมือพระกาฬของ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่ว่าความคดีซุกหุ้นจนถึงคดีที่ดินรัชดาฯ คอยเป็นมันสมองตรวจเช็กหาช่องกฎหมายดำเนินคดี

ยังมีทีมงานอีกนับสิบ ทั้งทีมกฎหมายพรรค ข้าราชการสายใกล้ชิด "ทักษิณ-สมชาย-เยาวภา" ทั้งยังไม่เกษียณอายุและอำลาชีวิตราชการไปแล้วคอยให้ข้อมูลลับ ๆ รวมถึง ส.ส.อีกจำนวนหนึ่งที่พร้อมร่วมให้ข้อมูลในพื้นที่ต่างจังหวัด

คณะ กรรมการมีการแบ่งแนวทางตรวจสอบชัดเจน หากแฟ้มไหนข้อมูล-เอกสาร-ลายเซ็น พร้อมเอาผิด "พร้อมพงศ์" ก็จะรับหน้าที่ "พร้อมซอง" ยื่นเรื่องรวดเดียว 4 หน่วยงาน อันได้แก่

1.นายกรัฐมนตรี 2.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 3.แจ้งความเอาผิดอาญาที่กองปราบปราม หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 4.กรรมาธิการคณะที่เกี่ยวข้องกับต้นเรื่อง

แต่ถ้าแฟ้มไหนข้อมูลยัง ไม่เพียงพอต่อการเอาผิด ก็จะมีทีมงานส่วนหนึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก คู่ขนานกับการขอข้อมูลต่อหน่วยงานราชการต้นสังกัด

คณะกรรมการตรวจสอบ ฝ่ายค้านประกาศว่า มีแฟ้มโกงกว่า 172 เรื่องที่ "ผู้หวังดี" ส่งเอกสาร-หลักฐานมาให้พรรคตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 17 กระทรวง จากทั้งหมด 19 กระทรวงกับ 1 สำนักงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)

คณะ กรรมการชุดนี้ทำงานควบคู่ "สำนักงานปราบโกง" หรือ ส.ป.ก.401 ที่มี "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" รมว. กระทรวงไอซีที เป็นผู้อำนวยการศูนย์

หัวหน้าสำนักปราบโกงฝ่ายค้านยืนยันว่า "ถึงฝ่ายเราจะเป็นรัฐบาล แต่ ส.ป.ก.401 ก็ยังไม่หยุดดำเนินการ ยังคงทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง"

น.อ.อนุ ดิษฐ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีบอกว่า "ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้นำข้อมูลการตรวจสอบ ของ ส.ป.ก.401 มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดก่อน ในวันที่เพื่อไทยเป็น ฝ่ายค้าน ทำให้เรื่องทุจริตต่าง ๆ ได้ถูกบรรจุให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโดยอัตโนมัติ ดังเช่นโครงการทุจริตชุมชนพอเพียงที่เป็นข่าว"

น.อ.อนุดิษฐ์อธิบาย เพิ่มว่า "ขณะเดียวกันยังมีเรื่องร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 3 ประเภท คือ 1.ตรวจสอบแล้วมีมูลเชื่อว่ามีการทุจริต เพราะมีหลักฐาน แต่ยังไม่สมบูรณ์ 2.ตรวจสอบแล้วเชื่อว่าทุจริต แต่ยังขาดพยานหลักฐาน ซึ่งทีมงานจะต้องตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกต่อไป และ 3.เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบใหม่ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อนุมัติในช่วงปลายรัฐบาลอภิสิทธิ์"

ลายแทงการค้นคดีโกงในยุค "อภิสิทธิ์" จะเริ่มที่ต้นทาง ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้าย 12 ชั่วโมง ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2554

"โครงการ เหล่านี้ ส.ป.ก.401 เห็นว่าอาจมีความไม่ชอบมาพากล ในกรอบการอนุมัติโครงการที่หน่วยงานราชการ มีการขอจากที่ประชุม ครม. แม้เราไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการทุจริตเกิด ขึ้นหรือไม่ แต่ก็จะต้องตรวจสอบเพื่อ ให้เกิดความโปร่งใส เพราะการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ตลอดวันนั้นเป็นไปด้วยความรีบเร่ง หากตรวจสอบแล้วไม่พบการทุจริต พรรคเพื่อไทยก็จะไม่รื้อโครงการ แต่หากพบทุจริตทาง ส.ป.ก. 401 ก็ต้องยื่นดำเนินการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป" น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

ไม่เว้นแม้แต่กระทรวงไอซีที ซึ่งเขาเป็นรัฐมนตรีอยู่ "หากมีการตั้งข้อสังเกตว่าเกิดเรื่องทุจริตขึ้นในไอซีที รัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความมั่นใจ เพื่อให้โครงการที่ออกมามีความถูกต้อง หากไม่ถูกต้องก็ต้องกลับมาทบทวนหาเหตุผลสำหรับยับยั้งโครงการ ทุจริตก็จะไม่เกิดขึ้น"

"ส่วนกระทรวงอื่นที่นอกเหนือจากไอซีที หากมีผู้ร้องมายังพรรคก็พร้อมจะตรวจสอบทุกเรื่อง ไม่ใช่เราเป็นรัฐบาลแล้วจะไม่ปฏิบัติหน้าที่ เพราะการตรวจสอบกันเองนำมาสู่เสถียรภาพของรัฐบาลให้ดียิ่งขึ้น เชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาและรอบคอบ ซึ่งหาก มีการทุจริตเกิดขึ้นและเราปล่อย ไปไม่ตรวจสอบ" น.อ.อนุดิษฐ์สรุป ปิดท้าย

เพื่อ ไทยหวังทำให้ฝ่ายค้านห่วงหน้าพะวงหลัง คอยแก้ต่างผลการตรวจสอบข้อครหาด้านลบ จนกลบข่าวกลืนเวลาในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านมืออาชีพไปโดยปริยาย

ใช้สื่อเป็นเหยื่อ วางกับดักล่อ"ปู"

ที่มา ข่าวสด



การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาที่เสร็จสิ้นลง

คือ หลักประกันว่าจากนี้ไปรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หญิงคนแรกของไทย ที่ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส�ของต่างประเทศ จัดให้อยู่อันดับที่ 59 จาก 100 อันดับสตรีผู้ทรงอิทธิพลในโลก

จะก้าวเข้าสู่โหมดการทำ งานเต็มตัว ตามปรัชญาสร้างสุข สลายทุกข์ และไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข โดยมุ่งผลลัพธ์ที่จะส่งมอบนโยบายถึงมือประชาชน มากกว่ามุ่งตีความตามลายลักษณ์อักษร

อย่างไรก็ตามจากบรรยากาศประชุม รัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 23-25 ส.ค.ที่ผ่านมา พอจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นกันเนิ่นๆ ว่า

เส้นทางการบริหารประเทศของรัฐ บาลยิ่งลักษณ์ ไม่ได�โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน เพราะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านด้วยกัน

สิ่งแรกเลยก็คือการต้องปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ทั้ง 2 ส่วน แยกเป็นนโยบายเร่งด่วนปีแรก กับนโยบายที่จะดำเนินการภายใน 4 ปี

สำหรับนโยบายเร่งด่วน ส่วนใหญ่คือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จนได้รับชัยชนะถล่มทลาย

ทั้ง เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท แจกแท็บเล็ตพีซีให้เด็กนักเรียน รับจำนำข้าว แก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างความปรองดอง ปราบยาเสพติด แก้ปัญหาไฟใต้ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ เป็นต้น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรี "มือใหม่หัดขับ" ยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบชนิดเข้มข้นพิเศษ จากฝ่ายค้าน "มือโปร" อย่างพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

นอกจากจะตรวจสอบในส่วนของ "เนื้อ" นโยบายตามที่รัฐบาลแถลง กระทั่งในส่วนที่เป็น "น้ำ" ฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ละเว้น

ทั้งหลายทั้งปวงเพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยบิดพลิ้วสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

พยายามโยนภาพลักษณ์ "ดีแต่พูด" กลับคืนไปให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์และรัฐบาล

ความปั่นป่วนวุ่นวายในสภาระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาล

ยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าลีลาชั้นเชิงการอภิปรายในสภา รัฐบาลเพื่อไทยยังเป็นรองขุนพลฝ่ายค้านอยู่หลายช่วงตัว

ขนาด มาดเข้มๆ ของท่านประธาน "ขุนค้อน" ก็ยังคุมเกมไม่อยู่ ทั้งยังก่อความผิดพลาดทำให้ถูกฝ่ายค้านโจมตีว�าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เสียศูนย์ไปพอสมควร

ในส่วนของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่าการแถลงนโยบายนี้ จะเป็นบททดสอบแรกในการพิสูจน์ภาวะความเป็นผู้นำ

เท่า ที่ภาพปรากฏออกมาก็คือนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ถนัดในการใช้คำพูดตอบโต้พรรคฝ่ายค้านแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ทำให้ภาระหน้าที่นี้ตกเป็นของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ

ตรงจุดนี้เองทำให้บรรดากองเชียร์เป็นห่วงเป็นใยนายกฯ หญิงมาดนุ่มนิ่ม

จะ รับมือพรรคฝ่ายค้านที่แน่นขนัดไปด้วยบรรดาขุนพลปากตะไกรได้ขนาดไหน ในอนาคตหากมีการยื่นกระทู้ถามสดในสภา ไปจนถึงการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับเหตุการณ์ "นอกสภา" มีหลายคนตั้งข้อสังเกตกว้างๆ ของการเมืองขณะนี้ ว่าเริ่มมีความเคลื่อนไหวก่อรูปเป็นขบวนการเตะสกัดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ให้ทำงานได้สะดวก

เนื่องจากเกรงว่าหากรัฐบาลที่ได้รับเสียงสนับ สนุนจากประชาชนเกือบ 16 ล้านเสียง สามารถเดินหน้านโยบายต่างๆ ได้ตามที่ประกาศไว้ ก็จะเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงฝ่ายตรงข้ามโดยปริยาย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ

แต่ถึงหวั่นไหวขนาดไหน ฝ่ายต่อต้านทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถพึ่งพาบริการกองทัพเพื่อแก้ไขความอับจนทางการเมืองของตนเองได้อีก เหมือนเมื่อปี 2549 เพราะประชาชนไม่ยอมรับ

ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนไปหาหน่วยสนับสนุนอื่นมาเป็นเครื่องมือจัดการกับรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ โดยประสานเข้ากับเกมยุบพรรคเพื่อไทยที่ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต. ไว้แล้ว

ทั้งกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ว่าด้วยการช่วยเหลือทักษิณบินเข้าประเทศญี่ปุ่น

และ กรณี "อีเมล์ซื้อสื่อ" ที่คณะกรรมการผู้ตรวจสอบ และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กำลังถูกตั้งคำถามถึงขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบว่า ได้กระทำตามหลักเหตุผล ข้อกฎหมาย และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโดยแท้จริง

หรือเป็นเพียงเครื่อง มือให้กับบางพรรคการเมืองใช้ทำลายศัตรูคู่อาฆาต เหมือนอย่างที่กรรมการสภาการหนัง สือพิมพ์ฯ บางคนยังอดทักท้วงในประเด็นนี้ไม่ได้

ตามข้อกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยมีการบริหารจัดการสื่ออย่างเป็นระบบในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

ในทางกลับกันฝ่ายตรงข้ามมีการประสานกำลัง ในการขุดรากถอนโคนพรรคเพื่อไทย อย่างกว้างขวางและเป็นระบบมากยิ่งกว่า

หาก มองย้อนกลับไปก็จะเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ การปฏิวัติรัฐประหารปี 2549 การยุบพรรค การพลิกขั้วการ เมือง การปล่อยข่าวดิสเครดิตต่างๆ นานา

รวมถึงกรณีการสอบ "อีเมล์ซื้อสื่อ" ในปัจจุบัน ที่มีการแตกประเด็นกล่าวหาออกไปเป็นเรื่องความเอนเอียงทางการเมือง หลังจากสอบแล้วไม่พบพยานหลักฐานยืนยัน ว่าพรรคเพื่อไทยจ่ายสินบนให้กับสื่อหนังสือพิมพ์ที่ถูกกล่าวหาจริง

ไม่ ว่าจะบังเอิญหรือเจตนาก็ตาม แต่ทุกอย่างสอดรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับขบวนการยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ที่ดำเนินการโดยนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การค้นหาเบื้องหลัง ความจริงในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยจะทำได้ไม่ยาก

แต่การจัดการกับปัญหาเครือข่ายโยงใยเหล่านี้ รัฐบาลเองก็จำต้องดำเนินการด้วย ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เช่นนั้นต่อให้รัฐบาลหลุดรอดจากข้อหา "ซื้อสื่อ" ไปได้ แต่ก็อาจหลงเข้าไปติดกับข้อหา "คุกคามสื่อ" แทน

อย่างที่มีขบวนการวาง "กับดัก" เรื่องนี้รอไว้อยู่แล้ว

อิหร่านเตือน หากล้มผู้นำซีเรีย จะเกิดวิกฤติภูมิภาค

ที่มา ประชาไท

อิหร่านประเทศพันธมิตรซีเรียเตือนหากล้ม ปธน. อัสซาด จะเกิดวิกฤติภูมิภาค วอนต่างชาติอย่าแทรกแซง เจ้าหน้าที่รัฐซีเรียยังคงปราบประชาชน ล่าสุดบุกจู่โจมมัสยิดด้วยแก็สน้ำตาและอาวุธปืน คณะสืบสวนของยูเอ็นสรุป แม้จะยังไม่มีวิกฤติระดับกว้างทั่วประเทศ แต่ควรรีบช่วยประชาชนซีเรียจากการถูกปราบอย่างรุนแรง

27 ส.ค. 2011 - สำนักข่าว AP รายงานว่าประเทศพันธมิตรของซีเรียอย่างอิหร่านได้ออกมากล่าวแสดงความเห็นว่า ภาวะปราศจากผู้นำในซีเรียอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤติในพื้นที่ตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้ประท้วงหลายพันคงยังคงปักหลักชุมนุมโดยไม่หวั่นรถถังและกระสุนปืน จนกว่าประธานาธิบดีอัสซาดจะยอมลงจากตำแหน่ง

รัฐมนตรีต่างประเทศของ อิหร่าน อาลี อัคบาร์ ซาเลฮี กล่าวผ่านสำนักข่าว ISNA (Iranian Students' News Agency) ของอิหร่านเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่า "หากมีภาวะสูญญากาศทางการปกครองซีเรียเกิดขึ้นจะทำให้เกิดผลสะท้อนอย่างที่ ไม่เคยมีมาก่อน" เนื่องจากซีเรียมี "ประเทศเพื่อนบ้านที่อ่อนไหวง่าย" และการเปลี่ยนแปลงในซีเรียอาจทำให้เกิดวิกฤติต่อภูมิภาค

AP ระบุว่าอิหร่านมีความสัมพันธ์กับซีเรียเกินกว่าประเทศที่มีมิตรภาพมายาวนาน จนเป็นที่สงสัยในหมู่ประเทศอาหรับว่าทางการอิหร่านมีจุดมุ่งหมายอะไรอยู่ และหากรัฐบาลอัสซาดล่มลงก็จะทำให้อิหร่านขาดพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ในภูมิภาค ตะวันออกกลางซึ่งตอนนี้หลายประเทศมีการลุกอือเรียกร้องเสรีภาพและ ประชาธิปไตยมากขึ้น

ทางด้านสำนักข่าว ISNA ของอิหร่านได้รายงานคำกล่าวของซาเลฮีอีกว่า การพัฒนาในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้นทำให้ประชาชนเกิด ความไม่พอใจ ขณะเดียวกันก็บอกให้ประเทศในแถบภูมิภาคนี้คอยจับตามองการแทรกแซงกิจการภายใน โดยต่างชาติ และขอร้องให้ชาวต่างชาติเลิกกระทำการแทรกแซงดังกล่าวเพื่อไม่ให้มีการใช้ อำนาจอย่างผิดๆ

นอกจากนี้ซาเลฮียังได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีอัส ซาดปฏิบัติตามข้อเรียก ร้องของประชาชนที่เป็นไปอย่างถูกกฏหมายและใช้ความอดทน ระมัดระวังในการปฏิบัติต่อประชาชนมากกว่านี้ แต่ก็ระบุว่าควรให้การสนับสนุน ปธน.อัสซาดและ "ความต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในซีเรียนั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามแบบแผน และเชื่อว่ามีจุดประสงค์ร้ายแฝงอยู่"

เจ้าหน้าที่ซีเรียบุกถล่มมัสยิดในดามากัส

สำ นักอัลจาซีร่า รายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลซีเรียบุกเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมในมัสยิดกรุงดามา กัสเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

นัก กิจกรรมกล่าวว่า มีประชาชน "หลายพัน" คนออกเดินขบวนไปตามท้องถนนเขตคาฟาโซเซฮ์ เขตชานเมืองฝั่งตะวันตกของดามากัส เพื่อประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีอัสซาด หลังจากเข้าทำพิธีทางศาสนาในช่วงเช้าวันที่ 27 ส.ค.

ผู้เห็นเหตุกาณ์ กล่าวกับอัลจาซีร่าว่า มีเจ้าหน้าที่และนักเลงของรัฐบาลเข้ามาในพื้นที่และใช้ระเบิดเสียงกับแก็ส น้ำตาในการสลายการชุมนุม ด้านผู้ชุมนุมก็ได้ขว้างปาก้อนหินและแก็สน้ำตากลับเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่โต้ตอบกลับด้วยการยิงปืนเข้าใส่จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย

ผู้ เห็นเหตุการณ์เล่าต่อว่า หลังจากนั้นผู้ชุมนุมก็ได้ถอยร่นกลับเข้าไปในมัสยิด ซึ่งมีกลุ่มเจ้าหน้าที่และแก็งค์นักเลง "ชาบีฮา" (แก๊งค์ติดอาวุธของอัสซาด) เข้าล้อม

นักกิจกรรมรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าไปในตัวมัสยิด จู่โจมอิหม่ามอายุ 80 ปี จนถูกนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา มีอาคารภายในบางส่วนได้รับความเสียหาย และมีประชาชนกว่า 150 รายถูกจับกุม

ขณะ ที่มัสยิดถูกล้อมอยู่นั้น ประชาชนก็ได้รวมตัวกันประท้วงอยู่ที่ลานกลางมัสยิด โดยนักกิจกรรมรายงานว่ามีประชาชน 5 รายได้รับบาดเจ็บเมื่อเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและยิงปืนใส่เพื่อสลายผู้ ชุมนุม

นักกิจกรรมยังได้ระบุอีกว่าในวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้ยิงกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองทางตะวันออกและทาง ตินใต้จนมีผู้เสียชีวิต 12 ราย

ทีมสืบสวนยูเอ็น สรุปต้องรีบปกป้องประชาชนจากความรุนแรงของรัฐบาล

ขณะ เดียวกัน ทีมสืบสวนของสหประชาชาติ ก็ได้กล่าวสรุปหลังการไปเยือนซีเรียว่า แม้จะมีความต้องการอย่างเร่งด่วนในการปกป้องประชาชนจากการใช้ความรุนแรงใน การปราบปราม แต่ทางคณะของสหประชาชาติก็ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ได้เต็มที่เนื่อง จากการห้ามปรามของรัฐบาลซีเรีย

"การที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลอยู่ใน พื้นที่ตลอดเวลานั้น ทำให้ถูกจำกัดไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้เต็มที่ และขาดอิสระในการเข้าไปสำรวจสถานการณ์" ฟาร์ฮาน ฮัค โฆษกของสหประชาชาติกล่าว

"ทางคณะทำงานได้สรุปว่าแม้จะยังไม่มีวิกฤติ เชิงมนุษยธรรมกว้างในระดับ ประเทศ แต่ก็มีความต้องการเร่งด่วนในการปกป้องประชาชนจากการใช้ความรุนแรงเกินกว่า เหตุ"

เมื่อตัวแทนของสหประชาติมาเยือนเมืองฮอมส์ ก็มีประชาชนหลายร้อยมาชุมนุมที่จัตุรัสตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาล แต่ไม่นานหลังจากที่ตัวแทนของสหประชาชาติออกจากเมืองไป เจ้าหน้าที่ก็เปิดฉากยิงผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 3 รายจากปากคำของนักกิจกรรม

ที่มา

Iran warns of regional crisis if Syria falls, AP, 27-08-2011
Iran's Salehi warns of vacuum in Syrian gov't, ISNA , 27-08-2011
Syria security forces 'storm Damascus mosque' , Aljazeera, 27-08-2011

ปวดตับกับแอ๊ด-หงามาดูโน้ตอุดมอำมาร์ค-ปู

ที่มา Thai E-News





รัฐไม่เคยเปลี่ยนแปลง- อยู่ห่างๆอย่างหน่วงๆห่วงๆปู -คลิปโน้ต อุดม ร้อง"รัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง"เสียดสีรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่า รับมรดกซื่อสัตย์มาจากชวน แต่ว่าไม่ยอมจัดการกับเนวินพรรคร่วมรัฐบาลที่คอร์รัปชั่น อำนาจการตัดสินใจไม่มี จนลาวมี3Gแซงหน้าไทยไปแล้ว น้ำท่วมชาวบ้านเดือดร้อน 8 วันแล้วค่อยลงพื้นที่ น่าจะให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา เป็นนายกฯซะยังจะดีกว่า

ส่วนคลิปเสียงด้านล่างเป็นเดี่ยว 9 ชื่อตอน อยู่ห่างๆอย่างหน่วงๆห่วงๆปู ฟังแล้วจะฮาหรือไม่ฮาดี...อิอิ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2554

แม้โน้ตจะเป็นศิลปินตลก แต่หากเทียบกับศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่อย่างแอ๊ดกับหงาแล้ว ต้องบอกว่า"มองขาด"กว่ากันเยอะ...ถ้าไม่เชื่อก็ไปดูกัน



คลิปนี้แอ๊ด คาราบาว กล่าวสนับสนุนการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่า ที่นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจทำนั้นเข้าตาผมมาก ที่ตัดสินใจสมานฉันท์มีโร้ดแม็ป ซึ่งพอประก่าศก็มีระเบิดลง เพราะมีพวกทหารแก่ไม่ยอมให้บ้านเมืองสงบ ออกมาปั่นป่วน แต่นายอภิสิทธิ์แม้ไม่ได้เป็นทหารเก่าแต่กล้าหาญมากกว่าพวกลอบยิงทหารตำรวจ ลอบยิงประชาชน

จากนั้นได้ร้องเพลง"66/53"มีเนื้อหายกย่องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกล่าวตำหนิฝ่ายชุมนุมเสื้อแดง

คลิปดังกล้าวไม่ได้ระบุว่าแอ๊ดพูดวันไหน หรือที่ใด แต่จากเนื้อหาคาดว่าน่าจะเป็นหลังเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เพราะเนื้อเพลงตอนหนึ่งบอกว่า"ตายกว่าครึ่งร้อย"ด้วยการโจมตีว่ามีคนยิงทหาร ตำรวจตาย และพูดสนับสนุนตอนที่นายอภิสิทธิ์แถลงแผนโร้ดแม็ปเพื่อความสมานฉันท์ในต้น เดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์ก่อนนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจใช้กองทัพเข้าปราบปราม ประชาชนระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553



ส่วนนักร้องเพื่อชีวิตอีกรายคือหงา คาราวานได้ร้องเพลงชื่อ "สันติภาพ"ด้วยสายตา"ของสลิ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ"ที่ได้แต่ติดตามข้อมูล ข่าวสารจากสื่อกระแสหลักแล้วเห็นว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะการประท้วงในกรุงเทพฯเป็นสงครามกลางเมืองของพวกกบ ฎที่ก่อการโค่นรัฐบาลเพราะความ"บ้าสี"แตกคอกัน แล้วขนคนจากภาคเหนือีสานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านร้านค้าในกรุงเทพฯไม่กล้าออกจากบ้าน ซึ่งที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดมีชัยชนะ เราขอสันติภาพได้ไหม

โดยการร้องเพลงนี้ในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้วส่งให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดาเผยแพร่ทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3

เป็นที่น่าสังเกตว่านักร้องเพื่อชีวิตทั้งสองไม่เคยแสดงทัศนะเรื่อง การที่รัฐบาลใช้กองทัพปราบปรามประชาชนด้วยกำลังอาวุธแต่อย่างใด

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เมื่อนกสีเหลือง14ตุลา2516 และน้องโบว์+สารวัตรจ๊าบพันธมิตร7ตุลา2551เป็นวีรชน แต่นกสีแดง19พฤษภา2553เป็นทรชนในทัศนะของหงา คาราวาน




ถามหงา คาราวาน คุณจำได้ไหม?ครั้งหนึ่งพวก"เผาบ้าน เผาเมือง"ถูกยกย่องเป็น"วีรชน" และได้รับพระราชทานเพลิงศพมาแล้ว
ความแตกต่างระหว่างพ.ศ.-ชายเสื้อดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่ บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล คอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้น บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก

หากเรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

ว่าไปแล้ว.. ข้อเรียกร้องทางการเมืองของคนเสื้อแดง จากการต่อสู้ ในเดือน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 คือ "ขอให้รัฐบาล ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่" เมื่อเทียบกับข้อเรียกร้องทางการเมืองของ นักเรียน นักศึกษา ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือ "ขอรัฐธรรมนูญ ขอการเลือกตั้ง และขอให้ รัฐบาลเผด็จการออกไป" แล้ว จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา คนเดือนตุลา ใหญ่หลวง หนักหน่วงสำหรับชนชั้นปกครอง ยิ่งกว่าข้อเรียกร้องให้ "ยุบสภา" ของคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก

แต่คนเดือนตุลา ถูกยกย่องให้เป็น วีรชน ในขณะที่คนเสื้อแดง ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย

ในแง่ของความรุนแรง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการใช้อาวุธต่อต้านการปราบปรามของเจ้าหน้าที่แบบที่พอหาได้ เผาสถานที่ราชการ และ ลุกลามขยายไปหลายที่ เกิดเหตุจลาจลไปทั่วกรุง และเราต่างก็รู้เห็นกันชัดเจนว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นคนเผา เราเรียกสิ่งนั้นว่า "วีรกรรม" และเรียกผู้กระทำการวันนั้นว่า "วีรชน"

ในขณะที่เหตุการณ์ เผาเซ็นทรัลเวิร์ด ยังมีข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงมากมาย จากเจ้าของสถานที่ และ รปภ. กล้องวงจรปิด ที่บ่งชี้ว่าเกิดจากฝีมือของคนมีอาวุธหนัก และมีข้อเท็จจริงอีกมากที่บ่งชี้ว่า ไม่ใช่เป็นฝีมือของคนเสื้อแดง

แต่คนเสื้อแดงถูกรวบรัดให้เป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้าน เผาเมือง

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม "เผาบ้าน เผาเมือง" ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้อง "รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และขับไล่รัฐบาลเผด็จการ" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้รับการเรียกขานว่า "วีรกรรม" และ"วีรชน" ผู้เสียชีวิตในวันนั้นได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ

ในโอกาสนี้จึง นำเสนอภาพ "การเผาบ้าน เผาเมือง" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และผลลัพธ์ที่ตามมา

1.ชายชุดดำยุค14ตุลา2516
ชาย ที่ใส่เสื้อสีดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล ซุ่มยิงตำรวจ โดยมีพรรคพวกคอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้นเอง(15ต.ค.2516) บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก

หากเรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

2.พันเอกร่มเกล้ายุค14ตุลา16
ทหาร ราบ 11 เริ่มนอนหมอบหลังจากถูก Sniper อาชีวะยิง ด้วยปืนไรเฟิ่ล นายทหารคนซ้ายมือ กำลังมองหาที่มาของจุดยิงปืนไรเฟิ่ล ที่ยิงทหารจนทะลุหมวกเหล็ก ล้มทั้งยืน

หากเรื่องนี้มาเกิดในปีพ.ศ.2553ทหารที่ถูกยิงจนทะลุหมวกเหล็กจะกลายเป็นพล เอก และสลิ่มในเฟซบุ๊คจะเขียนยกย่องวีรกรรม แต่เรื่องนี้เกิดในปี2516พวกเขาจึงถูกเรียกว่า"สมุนทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน"

3.การระบายความคับแค้นของประชาชนยุค14ตุลาฯ
การ เผาทำลายสถานที่ราชการ เช่น ที่ทำการกรมประชาสัมพันธ์ ตึกกตป. ตึกบชน. การเผารถเมล์เพื่อใช้ควันไฟพลางทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถูกอธิบายว่าเป็นการระบายความคับแค้นของประชาชนที่มีต่อสัญลักษณ์ของระบอบ เผด็จการ จึงถือเป็นวีรกรรม
ของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 แต่หากมาเกิดในปัจจุบันจะถูกเรียกว่า "เผาบ้าน เผาเมือง"



วิดิโอนี้ เสนอภาพ "เผาบ้าน เผาเมือง"(หากเป็นมิติในปัจจุบัน)ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากจอมพลถนอมประกาศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (องคมนตรี) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศ จะให้มีรัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

4.การพระราชทานเพลิงศพวีรชน
15 ตุลาคม 2517 ภาพเหตุการณ์ ณ เมรุสนามหลวง สถานที่พระราชทานเพลิงศพ
"วีรชน 14 ตุลาคม 2516" (ปกติสนามหลวงไม่ใช่เป็นสถานที่ ฌาปณกิจ สามัญชน)
ริ้ว ขบวน นิสิต นักศึกษา ประชาชน แห่แหน ศพ "วีรชน" อย่างยิ่งใหญ่ (หากเรื่องนี้มาเกิดในปี2553 พวกเขาจะกลายเป็นศพที่ยังไม่รู้ว่าใครฆ่า อาจถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกสังหาร และผู้นำการประท้วงของพวกเขาอาจถูกดำเนินคดีก่อการร้าย)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงจุดฝักแค พระราชทานเพลิงศพ "วีรชน 14 ตุลาคม 2516"

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ข้อมูลใหม่จากช่างภาพ 14 ตุลา 16:ผู้ชุมนุมยุคนั้นอาจจะมีอาวุธ+ยุทธวิธีที่ดีกว่ายุค 19 พฤษภา 53


-เปิดคำพิพากษาศาลให้ทหารชดใช้ค่าเสียหายเหยื่อเสื้อแดง เหตุยิงคนมือเปล่าไร้อาวุธผิดกฎใช้กำลัง

-เอ๊กซเรย์ขี้ในสมองของหมอการเมืองสลิ่ม เว้ย!คนไทยโง่ทาสเงินแม้วพวกมากลากไปต้องแบบกูสิโว้ย

คำต่อคำทักษิณให้สัมภาษณ์THE TIMES:ประยุทธ์กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรม

ที่มา Thai E-News

ทักษิณ ขณะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเดอะไทมส์ในญี่ปุ่น

(Q)ท่าน(พลเอกประยุทธ์)ถูกสอนให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนอย่างนั้นน่ะเหรอ

(A)ใช่ ใช่

(Q)อย่างนั้นท่านพลเอกประยุทธ์ก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 53

(A)ใช่ครับ คนตายทั้งหมด รัฐบาลชุดก่อนก็ต้องรับผิดชอบในการออกคำสั่งด้วย

(Q)คุณทักษิณกำลังหมายความว่า พวกนั้นมีความผิดฐานอาชญากรรม

(A)ใช่ครับ นี่เป็นอาชญากรรมที่รัฐบาลก่อนหน้ากังวลมาก พวกเขาไม่ได้กังวลว่าจะเป็นฝ่ายค้าน แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ได้ก่อไว้



ที่มา เวบไซต์ The Times
แปลโดย สำนักข่าวTnews

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หนังสือพิมพ์ เดอะไทมส์ โดยผู้สื่อข่าว ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่โตเกียว ญี่ปุ่น เมื่อ 24 สิงหาคมนี้ และสำนักข่าวทีนิวส์ถอดคำต่อคำออกเผยแพร่ ไทยอีนิวส์เห็นว่ามีเนื้อหาที่สาธารณชนไทย ไม่สว่าจะเป็นผู้สนับสนุนหรือต่อต้านทักษิณพึงจะต้องรับทราบ จึงนำฉบับที่ทีนิวส์นำเสนอมาเผยแพร่ ดังต่อไปนี้
ทักษิณอินเจแปน
ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ (ขวามือ)

ริชาร์ด ลอยด์ แพรี่ : ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้วใช่มั้ยครับสำหรับคุณทักษิณ นับตั้งแต่การเลือกตั้งสิ้นสุดลง (ด้วยชัยชนะของน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)

ทักษิณ ชินวัตร : ค่ำคืนนั้นผ่านมาแล้วครับ

(Q)คุณทักษิณคาดหวังอะไรไว้กับประเทศไทย

(A)ผมคิดว่าประชาชนมีทัศนคติในทางด้านบวกมากขึ้น มีส่วนน้อยยังคงมีทัศนติด้านลบ โดยคนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา (ในอดีต) ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เป็น 5 ปีที่ไม่ได้อะไรเลย นอกจากการสร้างภาระและปัญหาและความยากลำบากให้กับประชาชน

(Q)ตอนนี้ถ้าจะพูดว่า คุณทักษิณได้กลับมาแล้วในฐานะนักการเมืองและผู้นำ ถูกต้องใช่มั๊ยครับ?

(A)เขากลับมาด้วยการเมือง แต่ไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือว่าผู้นำ แต่กลับมาด้วยการเมือง

(Q)หมายถึงอะไรครับในทางปฏิบัติ

(A)ในทางปฏิบัติหมายถึง(ประชาชนชาวไทย)เข้าใจผมดีขึ้น คนไทยพูดกันว่า ผมถูกรังแกมานาน เป็นการกลั่นแกล้งและความเข้าใจผิด

(Q)ตอนที่คนไปเลือกตั้งกันเขาไปเลือกคุณทักษิณใช่มั้ยครับ

(A)แค่บางส่วนครับ แต่ทั้งนี้ก็เพราะน้องสาวผม เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ(ในช่วงที่ลงเล่นการเมือง)เธอ ต้องยอมรับความนิยมชิมชอบที่มีในตัวผม

(Q)แต่ว่านี่เป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เขาสนับสนุนคุณทักษิณนะ

(A)ใช่ ใช่

(Q)คุณทักษิณคงอดทนรอไม่ไหวที่จะกลับประเทศไทย

(A)แน่นอนครับ ผมอยากจะกลับเมื่อวานนี้ด้วยซ้ำ แต่ผมรอได้ เพราะว่าผมไม่อยากจะเพิ่มความขัดแย้ง มันเป็นสิ่งที่ผมกลัว ผมไม่รู้ว่าทำไม ศัตรูของผมก็กลัว แน่นอน ผมอ่อนแอมากมาก ผมไม่ได้แข็งแกร่ง

(Q)โดยในหลักการแล้ว ตอนนี้ใครเป็นศัตรูคุณทักษิณ

(A)อ่า! บางทีก็อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมอยากจะปรองดองกับเขา

(Q)คุณทักษิณถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี

(A)ใช่ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

(Q)และก็เป็นเหตุผลด้วยใช่มั๊ยว่าคุณยังไม่กลับประเทศไทยตอนนี้

(A)ใช่ ใช่

(Q)คุณทักษิณจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ

(A)ก็ มีหลายวิธี ถ้าเรามีข้อมูลใหม่ เราสามารถที่จะขอศาลอุทธรณ์ได้ นั่นคือวิธีที่หนึ่ง ส่วนวิธีที่สองก็จะเป็นอีกกระบวนการหนึ่ง ยกตัวอย่าง เช่น อาจจะเป็นการนิรโทษกรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับผลของการปรองดอง (และก็ขึ้นอยู่กับ) ว่าพวกเขาต้องการผมหรือไม่

ถ้าเขายังต้องการผม ผมก็กลับได้ แต่ถ้าเขาไม่ต้องการ ผมก็โอเค ผมก็เลิกอยู่ในต่างประเทศ

(Q)คุณทักษิณหวังการอภัยโทษมั้ยครับ

(A)อ่า! คุณรู้มั้ยว่ามันเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ มันเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ไปคาดเดาอะไรไม่ได้

(Q)เมื่อไรคุณทักษิณจะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

(A)น้องสาวผมเราห่างกัน 18 ปี (ตามอายุ) (และ) กำลังเป็นนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้เป็นคนรุ่นเดียวกัน ผมอายุ 62 ดังนั้นผม(จะ)ไม่กลับไปเป็นนายกฯอีกครั้ง

(Q)แต่ในเอเชีย อายุ 62 นี่ยังเป็นผู้นำที่หนุ่มมากนะครับ

(A)ถ้าน้องสาวผมไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมก็มีโอกาสเป็น แต่ว่าน้องผมอยู่ที่นั่น ดังนั้นผมต้องปูทางให้กลับคนรุ่นใหม่ และผมก็ให้คำปรึกษา แบ่งปันประสบการณ์ให้ ดีกว่าที่ผมจะไปทำด้วยตัวเอง

(Q)แล้วถ้าเกิดว่าน้องสาวคุณพูดว่า “กรุณารับไป” คุณทักษิณจะตกลงมั๊ย

(A)ไม่ ถ้า(มันเป็น)คำร้องขอของน้องสาวผม ไม่เอา...แต่ถ้าเป็นคำร้องขอจากประชาชน ผมต้องรับเพราะผมเป็นหนี้พวกเขา เป็นหนี้จำนวนมาก เพราะว่าเขาไม่เคยลืมผม และยังคงลงคะแนนให้ผม นั่นแหละ(ทำไม)ผมถึงเป็นหนี้พวกเขา ถ้ามันเป็นคำร้องขอจากประชาชน ผมต้องแสดงออกมาซึ่งความกตัญญูด้วยการรับมันไว้

(Q)ถ้าประชาชนขอร้อง คุณทักษิณเป็นนายกอีกครั้งนะ

(A)ใช่ถูกต้อง แต่ผมไม่อยากไง ถ้ามันไม่จำเป็น

(Q)คุณทักษิณรู้ได้ยังไงว่าประชาชนอยากให้คุณเป็นนายกอีกครั้ง

(A)ธรรมดา! มันรู้ได้หลายวิธี ประชาชนอาจจะขอร้องมา คุณเข้าใจมั๊ย ด้วยจำนวนมากๆ หรือไม่ก็ขอให้ผมไปเลือกตั้งอีกครั้ง และเขาก็ลงคะแนน(ให้ผม) บางทีผมอาจจะลองทดสอบลงไปเลือกตั้งเป็นส.ส. ไม่จำเป็นต้องถึงนายกรัฐมนตรี

(Q)เอาตามความเป็นจริง เมื่อไรที่คุณทักษิณจะสามารถกลับประเทศไทยได้

(A)อยู่ที่ข้อพิสูจน์ว่าผมผิด ซึ่งยังไม่ชัดเจน ผมไม่ยอมรับคำพิพากษา นี่ไม่ใช่อาชญากรรม

(Q)ในเดือนธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุครบ 84 พรรษา และเป็นวันสำคัญมาก ในโอกาสนี้ คุณทักษิณจะเข้าถวายพระพรแบบส่วนตัวหรือไม่

(A)ปกติผมจะถวายพระพรอยู่แล้ว ผมจะส่งดอกไม้และคำถวายพระพร แต่ไม่ได้เป็นการส่วนตัว

(Q)ในเดือนธันวาคมเอาตามความเป็นจริงนะ เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่คุณทักษิณจะกลับประเทศใช่หรือไม่

(A)(หัวเราะ)ผมพูดไม่ได้ ผมพูดไม่ได้ มันอ่อนไหว

(Q)ใครที่คุณทักษิณใกล้ชิดที่สุดในกองทัพ

(A)ส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นเรียนเดียวกับผม(ในสมัยโรงเรียนเตรียมทหาร)แต่ก็ เกษียณไปหมดแล้ว มีอยู่ส่วนน้อยที่ยังรับราชการอยู่ และหลังจากรุ่นผม ผมก็ไม่รู้จักใคร เพราะผมเลือกเรียนตำรวจ ผมจะรู้จักเฉพาะที่เรียนตำรวจ รู้จักมากกว่าคนในกองทัพ แต่ว่าบางคนเขาก็จะรู้จักผมนะ ส่วนใหญ่เคารพผมและยังเรียกผมว่าพี่

(Q)แล้วคนในกองทัพอยู่ตรงข้ามคุณรึป่าว

(A)ถ้ายังมีความเข้าใจผิดกันอยู่ ก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ถ้าความไม่เข้าใจนั้นจบกันไป เขาก็จะกลับมาเคารพผมอีกครั้ง เพราะว่าผมอาวุโสกว่า แต่ว่า คนในกองทัพมักจะได้รับข้อมูลผิดๆ ว่าผมต้านสถาบัน ซึ่งมันไม่เป็นความจริง นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญ

(Q)ตอนนี้มีใครในกองทัพมั้ยที่เข้าใจในตัวคุณ

(A)มีหลายคนที่เป็นกุญแจสำคัญยังคงพูดคุยถึงเรื่องผม แล้วก็เห็นใจผม และบางครั้งก็ช่วยเคลียร์ความไม่เข้าใจในตัวผม เป็นคนในกองทัพซึ่งมีความกล้า ที่จะเริ่มเคลียร์(ความไม่เข้าใจ)เพราะเขารู้ว่านี่จะส่งผลเสียต่อประเทศหาก ปล่อยไว้อย่างนี้

(Q)คนเหล่านั้นรับใช้ผู้บัญชาการในกองทัพใช่หรือไม่

(A)ใช่ครับ

(Q)แล้วเมื่อครั้งที่คุณทักษิณได้พูดคุยกับพวกเขา คุณพูดเรื่องอะไรกัน

(A)ปกติผมจะพูดคุยเรื่องคำอวยพรที่มีต่อประเทศและสถาบันพระมหากษัตริย์ และผมก็จะอธิบายว่าผมไม่ได้เป็นคนประเภทนั้น เราจบมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร เราถูกฝึกทุกวันให้รักประเทศและสถาบัน

(Q)ผู้อาวุโสในกองทัพเขาหนุนให้คุณทักษิณกลับประเทศมั้ย

(A)ก็ถ้าเพราะข้อพิสูจน์ว่าผมผิดออกมาเป็นแบบนั้น คงจะไม่มีใครอยากให้ผมกลับหรอกครับ

(Q)คุณทักษิณบอกได้มั้ยว่าใครในกองทัพที่ใกล้ชิดและติดต่อกันอยู่

(A)(หัวเราะ)กรุณา อย่า เดี๋ยวพวกเขาจะเดือดร้อน

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ (ผู้บัญชาการกองทัพบก) เขาเปิดเผยแล้วว่า ไม่ได้ชอบคุณ นี่จะเป็นปัญหาต่อประเทศไทยมั้ย

(A)อ่า! คุณรู้มั้ยว่าลักษณะนิสัยของคนในกองทัพนี่ เมื่อคุณมีอำนาจในการบังคับบัญชา คุณจะต้องแสดงออกมาซึ่งภาวะผู้นำ แต่ว่าบางครั้งภาวะผู้นำในความหมายของโลกสมัยใหม่จะต้องแตกต่างจากในอดีต ซึ่งคนในกองทัพยังทำแบบอย่างเช่นในอดีต นั่นก็คือผู้นำต้องแสดงความพร้อมในการต่อสู้ ความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจไม่ว่าอะไรก็ตาม แน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่แบบอย่างของผู้นำสมัยใหม่

(Q)อย่างนั้นก็แสดงว่าท่านพลเอกประยุทธ์เป็นคนหัวสมัยเก่า มีทัศนคติก้าวร้าว ล่ะสิ

(A)ใช่ครับ แต่ว่าท่านจะดีขึ้นและดีขึ้นมากกว่านี้ จะดีขึ้นเรื่อยๆ จะมีความเข้าใจดีขึ้นเรื่อยๆ ท่านประยุทธ์ถูกสอนมาโดยรัฐบาลก่อนหน้าว่าให้จัดการและใช้อาวุธปราบปรามประชาชน ตอนนี้ท่านเข้าใจดีขึ้นแล้ว

(Q)ท่าน(พลเอกประยุทธ์)ถูกสอนให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนอย่างนั้นน่ะเหรอ
(A)ใช่ ใช่

(Q)อย่างนั้นท่านก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 53

(A)ใช่ครับ คนตายทั้งหมด รัฐบาลชุดก่อนก็ต้องรับผิดชอบในการออกคำสั่งด้วย


(Q)พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบอย่างนั้นเลยเหรอ

(A)ไม่ใช่แค่ท่านเท่านั้น บรรพบุรุษของท่านด้วย

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องถูกนำตัวมาอธิบายเรื่องนี้ให้ได้ ใช่มั๊ยครับ

(A)ตอนนี้เรากำลังรอผลสรุปจากคณะกรรมการตรองสอบหาความจริงและสร้างความ ปรองดอง ซึ่งมีการเก็บรวบรวมบทสัมภาษณ์ การไต่สวน และหลักฐานที่กองทัพมอบให้กับ DSI และตำรวจ นี่แหละจึงเป้นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้กลัวเรื่องแพ้การเลือกตั้ง เพราะต้องการที่จะปกปิดสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไว้กับประชาชน

(Q)คุณทักษิณกำลังหมายความว่า พวกนั้นมีความผิดฐานอาชญากรรม

(A)ใช่ครับ นี่เป็นอาชญากรรมที่รัฐบาลก่อนหน้ากังวลมาก พวกเขาไม่ได้กังวลว่าจะเป็นฝ่ายค้าน แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ได้ก่อไว้

(Q)แล้วประเทศไทยจะสร้างสมดุลระหว่างความยุติธรรมกับความปรองดองได้อย่างไร

(A)นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก

(Q)อย่างไหนสำคัญกว่า

(A)นั่นแหละจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีการเปิดเผยความจริง ซึ่งเมื่อความจริงเปิดเผยออกมาเราก็ต้องการฟังคำให้การ...คำให้การว่าใคร เป็นเหยื่อ...และเราก็จะกลับมาสู่คำว่ายุติธรรมเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความ ปรองดอง

(Q)พล.อ.ประยุทธ์ ควรได้รับโอกาสให้กลับมาทำงานอีกครั้งมั้ย

(A)เราต้องหาคนบริสุทธิ์ก่อนที่จะหาคนผิด ดังนั้นตอนนี้เราต้องมาดูว่าเรื่องทั้งหมดจะมีการพิสูจน์ออกมาได้มั้ย

(Q)แล้วถ้ามีการพิสูจน์แล้วว่าท่านประยุทธ์สั่งให้ยิงคนเสื้อแดง อะไรจะเกิดขึ้น

(A)ถ้าพิสูจน์ได้แล้ว ประชาชนเองจะเป็นคนบังคับให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติให้เกิดผล (ตามภาวการณ์เมืองไทย)


ถ้าคุณมองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้ง และเราชนะถึง 5 ครั้ง และเรามี 6 นายกรัฐมนตรี 4 ใน 6 มาจากฟากเรา และ 2 ใน 6 มาจากฟากของทหาร ผมต้องพูดแบบนั้น 1 คนมาจากการรัฐประหาร 1 คนมาจากในค่ายทหาร

(Q)คุณทักษิณจะสร้างองคมนตรีใหม่มั้ย

(A)(หัวเราะ)นั่นเป็นการตัดสินพระทัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครไปคาดเดาได้

(Q)แล้วถ้าคุณทักษิณได้มีโอกาสเข้าใกล้หละ คุณไม่สนใจเหรอ

(A)(หัวเราะ)เราพูดอะไรไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นการตัดสินพระทัยของพระองค์ท่าน

(Q)ใกล้จะถึงวันครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน ในวันนั้นคุณทักษิณจะทำอะไร


(A)ตัวผมเองคงไม่ทำอะไร เพราะว่าผมไม่ได้เป็นนายกรํฐมนตรี แต่ผมเคยบอกหัวหน้าคณะรัฐประหาร ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพ ผมเคยโทรไปหาเขาหลังรัฐประหารว่า “ผม(เชื่อในความ)เป็นนักกีฬา นั่นหมายถึงเมื่อทุกอย่างจบ ทุกสิ่งจบ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น มันก็เสร็จสิ้น แต่อย่ารังแกผมด้วยการเมือง (ถ้าคุณ) รังแกผมด้วยการเมือง ผมก็จะต่อสู้กลับไปด้วยการเมือง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพราะพวกเขาไม่ยอมเชื่อในคำพูดของผม

แต่เขาทำเยอะเหลือเกิน-เขาตั้งศัตรูของผมมาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ (ในข้อหาคอร์รัปชั่น) พวกนั้นใช้ข้อกล่าวหาเท็จทั้งหมดทำร้ายผม

ดังนั้นในวันครบรอบ 5 ปี รัฐประหารไม่มีความจำเป็นสำหรับผม (จะต้องทำสัญลักษณ์อะไร) เพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว แต่ทว่าอาจจะมีประชาชนออกมาเพื่อแสดง (ความประสงค์) ว่าไม่เอารัฐประหาร-เราเจ็บช้ำมา 5 ปีแล้ว คนอาจจะออกมาเพราะต้องการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย

...พวกเขากลัวว่าผมจะสู้ ก็เลยทำบางอย่าง ให้ผมอยู่นอกประเทศ ริบเงิน อายัดเงิน (ทรัพย์สินทักษิณในประเทศไทย) ไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้ผมอยู่นอกประเทศ แต่นี่ไม่ใช่เหตุของปัญหา แต่เป็นผลกระทบ เพราะว่าประชาชน ไม่ใช่ผม-ประชาชนไม่ชอบความอยุติธรรม ไม่ชอบความเป็นสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นกับคดีการเมือง ประชาชนไม่ชอบและเกลียดสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาทำไม่ได้หรอกที่จะมายับยั้ง(ความนิยม)ด้วยการเอาเงินผมไป หรือทำให้ผมอยู่นอกประเทศไทย มันช่วยอะไรไม่ได้เลย

(Q)คุณทักษิณเข้าใกล้(เงินที่ถูกอายัด)ไว้แล้วหรือยัง หลังจากน้องสาวเป็นนายกรัฐมนตรี

(A)คุณรู้มั้ย ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย ถ้ามันเป็นเงินผม มันคงกลับมาเอง แต่ถ้าไม่ใช่ มันก็ไม่กลับมา ผมเชื่อในกรรม ถ้าเงินเหล่านั้นเป็นของผมเดี๋ยวมันก็กลับมาเอง

(Q)มีแผนไปอังกฤษมั๊ย

(A)มีครับ

(Q)ไปเมื่อไร

(A)ตอนนี้ยังไม่รู้ ขึ้นอยู่กับการออกวีซ่า ในหลักการมันแยกกันแต่กระบวนการกำลังเดินหน้าอยู่ ผมสั่งให้ทนายให้ไปพูดคุยที่สำนักงานออกวีซ่า เพื่อให้เข้าใจเรื่องทั้งหมด และในเวลาเดียวกันเราก็ติดต่อกับทางสถานทูตไว้ด้วย ซึ่งในหลักการเขาก็รู้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด เขามีความเข้าใจดีขึ้น ซึ่งก็น่าจะยอมรับได้ แต่อาจต้องมีกระบวนการ

(Q)มีตารางเวลาออกมาแล้วหรือยัง-อาจจะเป็นไปดูนัดชิง เอฟเอ คัพ ก็ได้

(A)ก็อาจจะก่อนหน้านั้น(หัวเราะ)ผมอยากไปดูแมนเชสเตอร์ ซิตี้

(Q)ถ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง ตอนนี้คุณทักษิณทำธุรกิจอะไร

(A)ผมทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะทอง แพลตตินั่ม ผมมีเหมืองในอูกานดา แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย ซิมบับเว และก็มีอีกในหลายๆประเทศ ตอนนี้ก็ทำแล้วเช่น เอธิโอเปีย ซูดาน แอฟริกากลาง หลายประเทศ มองโกเลียก็มี

(Q)คุณทักษิณมีทรัพย์สินเท่าไรที่อยู่นอกประเทศไทย

(A)ฟอร์บส(แมกกาซีน)บอกว่า-อะไรนะ?- 900 ล้านดอลลาร์ นั่นก็เป็นผลสำรวจฟอร์บสซึ่งเขาก็พยายามมาถามผมนะ ผมก็บอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ ผมยังไม่ยืนยัน เพราะมันเป็นของลูกและภรรยา ทรัพย์สินผมมีน้อยมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าผมทำไมถึงต้องทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะอยู่ เพื่อฐานะการเงิน และเพื่อการเดินทาง

(Q)ตอนที่ผมสัมภาษณ์คุณทักษิณในปี 2552 คุณทักษิณบอกว่ามี 100 ล้านดอลลาร์

(A)เงินสด(ตอนนี้)น้อยกว่านั้น เพราะว่าผมเอาไปลงทุน แต่ว่าทรัพย์สินนี่อาจจะมากหน่อย

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เกาะติดทักษิณอินเจแปน ที่เฟซบุ๊ค Thaksin in JAPAN (by Asia Update)





27 ส.ค.54-คนไทยต้อนรับทักษิณอบอุ่น โดยมีชุมชนคนไทยในญี่ปุ่น ที่ทราบข่าวเดินทางมาต้อนรับจำนวนมาก : พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวไทยในกรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ขณะเดินทางไปยังวัดพระธรรมกายในกรุงโตเกียวเพื่อทำบุญและปฏิบัติธรรม

- โดยกลุ่มคนไทยในญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีโอกาสพบอดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อสอบถามถึงภารกิจของเขาในญี่ปุ่น ไปจนถึงปรึกษาเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ

- ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจคนไทยในญี่ปุ่น ก็ฝากอดีตนายกรัฐมนตรีไปถึงรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ช่วยสนับสนุนและดูแล ซึ่งพ.ต.ท ทักษิณให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในต่างประเทศอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะเร่งดำเนินการให้อย่างเต็มที่

คลิป Thaksin speech (27 ส.ค.54) พ.ต.ท. ทักษิณ กล่าวในการพูดคุยกับคนเสื้อแดง ว่า... "คนเสื้อแดง เป็นผู้ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าใกล้ประชาธิปไตยที่แท้จริง...มีคนบอกว่า ตนจ้างคนเสื้อแดง ซึ่งไม่จริงเลย / วันนี้..คนเสื้อแดงจ้างผม ให้ผมได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ"



พูโลแฉปชป.กวาดเรียบชายแดนใต้ทุ่มหัวพันห้า รักษาขุมทรัพย์ศอ.บต.ทำแท้งนครรัฐปัตตานี

ที่มา Thai E-News

กระบอก เสียงของPULOกล่าวหาว่า อดีตรัฐบาลพรรคแมงสาบใช้ศอ.บต.หว่านซื้อมวลชนสารพัด แถมยังกวาดซื้อเสียงหัวละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้ เพื่อเอาชนะอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ศอ.บต.ต้องโดนยุบ และสกัดกั้นนโยบายจัดตั้งนครรัฐปัตตานีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

โดย ปาแด งา มูกอ
ที่มา เว็บไซต์PULO

27 สิงหาคม 2554

ขาประจำชายแดนใต้ ครับ.. วันนี้ขอนำบทความใน http://puloinfo.net/ กระบอกเสียงของกลุ่ม ที่อ้างว่าเป็นกลุ่มขบวนการปลดปล่อยสหรัฐปาตานี-Patani United Liberation Organization(PULO-พูโล) ในการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงรายวันชายแดนใต้

แต่หน่วยงานของรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับไม่ให้ความสนใจซักเท่าไหร่

แต่ผมกลับมองว่า นี่คือ “สงครามไซเบอร์” ของฝ่ายตรงข้าม ที่ก้าวล้ำไปกว่าหน่วยงานภาครัฐ จะจริงเท็จอย่างไร ขบวนการนี้มีจริงหรือไม่ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

แต่ที่สำคัญมากๆก็คือ เว็ป puloinfo ดังกล่าว มันได้เพาะเชื้อ “นักรบไซเบอร์” ให้เกิดขึ้นอย่างมากมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ประเด็นนี้แหล่ะครับ ที่ทำให้ หน่วยงานของรัฐจับทางในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ผิดพลาดมาโดยตลอด (หรือแกล้งโง่ก็ไม่รู้)

เว็ปดังกล่าว ได้ลงบทความติดต่อกัน 2 บทความในเดือน สิงหาคม เหมือนกับเป็นการต้อนรับ รัฐบาลชุดใหม่ และไว้อาลัย รัฐบาลชุดเก่า

แต่เท่าที่สังเกตผู้เขียนบทความที่สองเรื่อง สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นคนไทยแบบเต็มร้อย เพราะปรากฏเห็นการใช้เลขไทย ที่ปัจจุบันหาดูและชมได้ยากมาก

รวมถึงการ “อู้คำเมือง” ตบท้าย ก็ขอฝากชมผู้เขียนบทความดังกล่าว ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มอะไรก็ตามก็อุตส่าห์เขียนไทยได้ขนาดนี้ บทความที่นำมาให้อ่านนี้ ไม่ใช่ว่าจะให้เห็นดีเห็นงามไปด้วยนะครับ เข้าตำรารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งบ่มิพ่าย ลองไปทัศนากันดู

ไปดู บทความแรก เรื่อง ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง 3 กรกฏา (สะกดตามต้นฉบับของเวบพูโลครับ) ลงเผยแพร่เมื่อ 16 สิงหาคม ความว่า...

ด้วยภาวะขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม ธรรมเนียมความไม่รับผิดชอบ หมิ่นศักดิ์ศรีหรือวาทะที่ส่อแสดงถึงความไม่รู้เรื่องของผู้นำรัฐไทยต่อ สถานะภาพของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานียังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน บ่งบอกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพี้นฐาน การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการลอบสังหารชนชาวมลายูปาตานีโดยรัฐไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายปรองดองหลังเลือกตั้งที่รัฐไทยได้ตั้งไว้จึงไร้ความหมายสำหรับชนชาว มลายูปาตานี

หากย้อนกลับไปก่อนประกาศวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวันคือวันที่ 3 พ.ค. 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประณามผู้ก่อเหตุว่าทารุณ โหดร้ายไร้มนุษยธรรมที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงยิงร้านน้ำชาบริเวณบ้านกาโสด บันนังสตา จ.ยะลาที่มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชราและผู้หญิง

แต่ในเมื่อครั้งนี้ชาวบ้านมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวตัวถึงอาชญากร ที่แท้ได้ สามวันต่อมานายสุเทพ (พร้อมด้วยนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาฯศอ.บต.) จำต้องฝืนใจเปิดเผยว่านายธีรพล ปานดำ คนไทยพุทธในพื้นที่มามอบตัวและรับสารภาพแล้ว (ว่าเป็นผู้กระทำผิด)

เช่นเดียวกับกรณีนายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ (คนไทยพุทธในพื้นที่และพรรคพวก) กราดยิงชาวบ้านไอร์ปาแยที่กำลังทำการละหมาดที่มัสยิดอัลฟุรกอน เจาะไอร้อง นราธิวาส (8มิ.ย.52)นั้น (อดีต) ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดาปัดความรับผิดชอบทันทีทันใด (เหมือนๆกับการโยนความผิดไปมั่วที่ไร้ความรับผิดชอบของนายสุเทพที่ได้กล่าว มาแล้วข้างต้น) ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่าง ศาสนา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นข้ออ้างลอยๆไร้เหตุผลและพลิกแพลง

ก่อนที่นายสุทธิรักษ์จะปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ(14ม.ค.53) พล.อ. อนุพงศ์เปิดเผยเมื่อวัน 28 ธ.ค.2552 ว่าเขา(นายสุทธิรักษ์)ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว ซึ่งที่แท้จริงก็คือ หลังก่อคดีเขาได้ไปฝากเนื้อฝากตัวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้ารัฐไทย ชาติพันธุ์เดียวกันที่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯนั่นเอง ทั้งสองกรณีอาชญากรรมที่ยกมานี้มาจากหลายร้อยคดีร้ายแรง (ที่ไม่สามารถชี้แจงทุกกรณีในเนื้อที่อันจำกัดนี้ได้) และผู้ก่อคดีทั้งสองคนคืออดีตอาสาสมัครทหารพรานเอง (ตามที่อ้างโดยรัฐไทย) ที่ปลดประจำการแล้ว

แสดงว่ารัฐไทยใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหา ทั้งๆที่มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและไม่ว่าจะปลดประจำการแล้ว หรือไม่ ทางรัฐไทยมีแต่เพิกเฉยต่อการกระทำของไทยพุทธที่ร้ายกาจไม่ว่าคดีนี้และคดี อื่นๆ ก็เท่ากับว่าคนไทยพุทธที่มาตั้งถิ่นฐานแถวนี้ย่อมมีเอกสิทธิ์และได้รับการ คุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอง มิฉะนั้นคงไม่กล้าบังอาจที่จะก่อเหตุการณ์วิสามัญกรรมเสียเอง และใช้กำลังเกินขอบเขต ซึ่งแท้จริงแล้วกฏหมายไทยมีการประกาศใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงชนชาวมลายูและใบ เบิกทางสำหรับเจ้าหน้ารัฐไทยใช้อำนาจเต็มอัตราอาศัยอำนาจสิทธิพิเศษพ.ร.บ. ฉุกเฉินตามอำเภอใจ

ในเมื่อการกระทำของรัฐไทยที่ผ่านๆมาที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัวเอง การปกครองของรัฐไทย ณ ดินแดนแห่งอดีตรัฐมลายูปาตานีจึงเป็นระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ (arbitrary rule) ไร้ชอบธรรมไปโดยปริยาย และเมื่อเหตุการณ์อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แท้จริงแล้วรัฐไทยเองคือผู้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธาของชนชาวมลายูปาตานีซึ่งก็คือรัฐไทยก็ทำลายความชอบธรรม ของตนเองลงเสียเอง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของสถาบันรัฐไทยตามที่ได้โฆษณาให้ชวนเชื่อไว้นั้น ธาตุแท้ก็คือเต็มไปด้วยความอ่อนแอนั่นเอง

ความสงบสุขก็เสื่อมสลายตามไปด้วยเพราะมัวแต่ใช้ "อำนาจที่ผิดพลาด" แล้วยังหวังที่จะเข้ามาแทนที่ "การยอมรับ" อีกเช่นนั้นหรือ? ตรงกันข้าม ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าในส่วนกลางหรือความรุนแรงใน เขต"ปาตานีรายา"ที่ยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ

เหล่านี้คือผลลัพท์ที่รัฐไทยไม่พร้อมที่จะเข้าใจ ในเมื่อตั้งสติไม่ได้ จึงต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองไปก่อคดีอาญาร้ายแรงก็เหมือนที่ทำ ประเด็นข้างต้นที่ว่าทหารพรานปลดประจำการไปแล้วบ้างหรืออะไรบ้างต่างๆนานา

หารู้ไม่ว่า ชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถเจาะลึกถึงกระบวนการทุจริตและคอรัปชั่นของเจ้าที่รัฐ ไทยในพื้นที่ได้เช่นกัน แบบฟอร์มต่างๆรวมทั้งหมายจับที่เพรียบพร้อมด้วยข้อหายาวเหยียดเสร็จสรรพ มีพร้อม แค่กรอบชื่อทหารพรานหรือชื่อชาวบ้านคนไหนด้วยข้อหาหนักหรือเบา แล้วแต่ใจชอบ

ขนาดแม่บทกฏหมายที่ยกร่างกันเองก็ยังทำลายกันได้ในชั่วพริบตา ประสาอะไรกับแค่กฏระเบียบเบี้ยล่าง จะถือปฎิบัติหรือทำเพิกเฉย จะไปกวาดต้อน เหวี่ยงแห่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดก็ย่อมทำได้ ยิ่งมากยิ่งดีเงินทองจะได้สะพัดเข้ากระเป๋าหนายิ่งขึ้นเท่านั้น จะได้คุ้มกับการที่ได้เสียเงินใต้โต็ะเพื่อจะได้มาซึ่งโอกาสรับตำแหน่งไปโกย ทรัพย์สมบัติ ณ ที่ที่มีขนานนามว่า"จังหวัดชายแดนภาคใต้" เพื่อร่วมขบวนรับส่วยส่วนแบ่งปั่นผลจากงบประมาณมหาศาลที่ส่วนกลางจัดให้และ จากธุรกิจนอกระบบในท้องที่

รวมแล้วเสมือนธุรกิจSMEของฝ่ายมั่นคงของรัฐไทยที่นำมาซึ่งความมั่งคั่ง ใน หมู่เจ้าหน้าที่รัฐไทยและนี่คือสาเหตุที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐไทยที่แท้ จริงด้วยน้ำมือนักปกครองที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงและไม่เชิงนิติรัฐแม้แต่น้อย

ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนไม่สามารถปฎิ บัติตนเยี่ยง "นิติรัฐ" ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ "รัฐไทย" ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลงโดยไม่รู้ตัว ในทางปฎิบัติจึงมีแต่การบังคับขู่เข็น เกิดการละเมิดสิทธิ์ต่างๆนานา อย่างเช่นการเกิดการจลาจลในเรื่อนจำนราธิวาสถึงสองครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสอง เดือน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เอาไหนของรัฐไทยในทุกกๆด้าน ถึงจะเป็นนักโทษ แต่หาใช่ว่าสิทธิของความเป็นมนุษย์จะถูดริดรอนไปด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรื้อค้นหาของสิ่งต้องห้ามหรือผิดกฏหมายแล้วทำ คัมภีร์อัล-กุรอานหล่นกับพื้น แทนที่จะรีบๆเก็บตั้งที่เดิม กลับเหยียดหยามเขี่ยด้วยรองเท้า จึงเป็นชนวนการจลาจลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา

ส่วนการจลาจลสองวันระลอกสองเมื่อวันที่ 11-12 ส.ค. 2554 นั้น น่าจะเป็นกลอุบายของฝ่ายเรือนจำเองมากกว่าเพื่อจะร้องเรียนไปยังรัฐบาลใหม่ ทางอ้อมในการของบประมาณเพื่อย้ายไปสร้างเรือนจำที่แห่งใหม่ที่ได้คาราคาซัง มาตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ

แต่นักโทษต้องรับกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียบาดเจ็บล้มตายแทน อีกอย่าง ถ้าเพียงแค่การตรวจตราตามปกติ ทำไมถึงขนาดต้องไปเกณท์รปภ.เรือนจำจากสงขลาด้วย และกับชุมชนสังคมเรือนจำขนาดเล็กแค่ประมาณ 1200 คน ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ แถมปล่อยปละละเลยเกิดสาระพัดปัญหา แล้วรัฐไทยจะมีปัญญาที่ไหนที่จะสามารถประกันความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพชนชาวมลายูปาตานีทั้งมวลได้?

และในเมื่อชนชาวมลายูปาตานีลุกฮือต่อสู้ตอบโต้ทุกรูปแบบและทวีคูณที่นำสู่การสูญเสียแก่รัฐไทยไม่น้อย ใน
ขณะเดียวกัน กระบวนการศึกษาสถานการณ์ในภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติแบบ ยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีมากขึ้นและหลากหลาย ประชาพิจารณ์ในหลายๆเวทีทั้งในภาคเอกชน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนพรรคการเมืองต่างๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อพล อ.ชวลิตเสนอความคิดเขตปกครองพิเศษในนาม"นครปัตตานี"เป็นนโยบายของพรรคเพื่อ ไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามพลักดัน พ.ร.บ.กฏหมายว่าด้วยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.ให้ ผ่านทั้งสองสภาของรัฐไทย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งนโยบาย"นครปัตตานี"และพ.ร.บ.ศอ.บต. ก็คือส่วนหนึ่งมาจากการประชาพิจารณ์และผลสะท้อนของคนบางกลุ่ม บวกกับแนวทางของรัฐบาล(อภิสิทธฺ์)ที่สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่พอจะสนองตอบ ความต้องการของคนท้องที่บางกลุ่มซึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้นที่ เป็นประโยชน์แก่รัฐไทยอย่างท้วมท้น

เพราะโดยรวมแล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆมันสิ้นสุดอยู่ที่การขยายอำนาจรัฐไทย ใน อีกรูปแบบหนึ่งที่เสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากทฤษฏีล้มเหลวที่รัฐไทยเคยปฎิ บัติมาในอดีต มาเป็นโครงสร้างใหม่เพื่อสร้างปัญหาในอนาคตอันไกลต่อไป เพราะมิได้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชนส่วนใหญ่ของชนชาวมลายูปา ตานีที่รัฐไทยเองยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ ถึงสิทธิและชาติพันธุ์มลายู-อิสลาม และการไม่ให้มีพื้นที่สำหรับแตกต่างหลากหลายอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของ ความเป็นมนุษย์ด้วยกันนี้

กอปรด้วยความรุนแรงที่รัฐไทยก่อสะสมปัญหาขึ้นเองจนทุกวันนี้นี้เอง ที่จะไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฏาคมที่แล้ว ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่เก้าอี้เดียวในเขตปาตานีรายา "นครแห่งสันติ" ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กลับประสบชัยชนะขาดลอยเพราะอยู่ในช่วงโอกาสที่ดี และเหมาะเจาะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งถือกำเนิด พ.ร.บ. ศอ.บต.และได้ใช้ศอ.บต.เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าอีกทอดหนึ่งในทางอ้อมที่มี กำนันและผู้ใหญ่บ้านตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล/ท้องถิ่น ช่วยเป็นผู้ประสานงานไปยังหัวคะแนน

และการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทุจริตซี้อคะแนนอย่างแนบเนียนในขณะปฎิ บัต ิหน้าซึ่งเป็นการยากที่กรรมการการเลือกตั้งจะเอาผิดได้ เพราะในหลายกรณีก็มีการทุจริตทับซ้อนไปในรูปของโครงการพัฒนาตามนโยบายรัฐไทย ที่กุมบังเหียนโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้ว่าราชการใน 5 จังหวัด เป็นอีกแขนงหนึ่งของขบวนการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐไทยที่ผุดขึ้นมาใหม่เพิ่อ ผสมโรงกับฝ่ายความมั่นคงที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ที่คอยแต่จ้องแทะเศษเนื้อ ที่กระจัดกระจายทั่วๆไปมานานนับปี

และเนื่องด้วยพรรคประชาธิปัตย์ชนะขาดลอยในเขตปาตานีรายา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่ากลุ่มชนที่ลงคะแนนด้วยเม็ดเงินที่ หว่านซื้อโดยหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เอาด้วยกับนโยบายเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทย และอีกนัยยะหนึ่งก็อาจจะเป็นข้ออ้างแก่พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ว่า ในเมื่อเขาไม่เลือกเราก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามสัญญาตอนหาเสียงว่า จะประกาศเขตปกครองพิเศษในเขตปาตานีรายา และจะยุบศอ.บต.ด้วย

ทั้งนี้ ในสภาพการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในขณะที่ชนชาวมลายูปาตานีไม่แยแสกับสัญญาประชาคมอันนี้ แต่ฝ่ายที่กลับร้อนเนื้อร้อนตัวแทนกลับเป็น ศอ.บต.ถึงขนาดประชุมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 และตั้งกระทู้ถามความชัดเจนสถานะพวกเขาต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า จะยุบอีกครั้งหรือไม่ หรือว่าที่อยากจะอยู่ทำภารกิจต่อเพราะยังไม่สะใจที่จะทำให้สังคมมลายูปาตานี รายาเละเทะบุสลายไปมากกว่านี้

ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยิ่งชุกชุมทุกซอกทุกมุม ก็มีเจ้าน้าที่สายศอ.บต.หรือท้องถิ่นบางหน่วยนั่นเองที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ กับการที่กลุ่มเครือข่าย อบต./ท้องถิ่นลับลอบค้ายาเสพติดเอง ขนาดในย่านตลาดเก่าในต้วเมืองยะลามีผู้ค้ารายย่อยอย่างน้อง 30 ราย (ประมาณการณ์ว่าซอยละ 1 หรือ 2 ราย) บางกลุ่มที่ทนดูไม่ได้กับสภาพสังคมที่เลวร้าย ถึงอยากให้มีการใช้นโยบายปราบปรามขั้นเด็ดขาดเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ

อันนี้ยิ่งไปใหญ่ ยิ่งทำให้อำนาจวิสามัญกรรมแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยเกินไปกว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินเสียอีก ชนชาวมลายูปาตานีจะมิอาจอนุโลมรัฐไทยทำลายล้างอนุชนรุ่นนี้ด้วยประการทั้ง ปวงอีกต่อไป

การที่รัฐไทยประสบความผลสำเร็จในการทำให้สังคมมลายูปาตานียากจนลงและเยาวชน ด้อยการศึกษาในอดีตเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแล แล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้อที่ 13 ความว่า.
"เร่ง นำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากรและปรับปรุง บูรณาการการบริหารจัดการทั้งปวงตามแนวพระราชดำริพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของศาสนาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย พร้อมอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง"
นั้น หรือคือยาขนานแท้ชนิดใหม่ที่จะนำมาปฎิบัติใช้หรือเพียงแค่เหล้าเก่าในขวด ใหม่เพื่อซื้อเวลาซื้อใจเพื่อมอมเมาชนชาวมลายูปาตานีอีกต่อไป?

จริงหรือที่ว่าจะคืนความยุติธรรมให้ เสมือนว่าความอยุติธรรมของรัฐไทยในอดีตต่อชนชาวมลายูปาตานีซึ่งเป็นผู้ ถูกกระทำด้วยวีธีทางรุนแรงต่างๆนานามาตลอดตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณจนถึง รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เพิ่งวางมือลงนั้น ผิดพลาดมาตลอดและเพียงพอแล้ว (หรือยังไม่เพียงพออีกเพราะยังมีแผนการอื่นที่จะสานต่อ) และที่ว่าจะไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข(สิ่งผิดพลาดทั้งปวง)

นั้นหรือคือความพร้อมที่จริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะหันหน้าเข้าหากันในการแก้ป้ญหาแบบถาวร ยั่งยืนและเป็นธรรม

บทความที่สอง เรื่อง สารัตถะแห่งนิยาม "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา" เผยแพร่เมื่อ 25 สิงหาคม

ถ้าหากว่ารัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐใน"จังหวัดชายแดนภาคใต้"รู้จักกับนิยามของ คำว่า "เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา"ในความหมายที่แคบๆด้วยความเข้าใจอย่างตื้นๆผิวเผิน แค่รู้ว่าที่นั่นพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายู แต่งกายแบบอิสลาม แล้วพยายามเข้าถึงด้วยการเยี่ยมเยียนแสดงไมตรีจิต และอัธยาศัยที่ดี ยื่นมือช่วยเหลือพัฒนาเขาไว้บ้างหากโอกาสอำนวย

แต่ด้วยความหยิ่งและทรนงหลังหลอกของรัฐไทยที่รู้ๆกันนั้น ไม่มีวันเข้าถึงพริกถึงขิงแน่นอน

ประการแรกอันเนื่องมาจากรัฐไทยถูกครอบงำด้วยชาตินิยมจอมปลอมและสุดโต่ง ยึดมั่นอยู่กับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ยอมเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ความคิดแบบนี้เท่านั้นที่ยังไม่หมดไป

หากแต่รัฐไทยก็ยังคาดหวังการยอมรับจากชนชาวมลายูปาตานีเสียด้วยซ้ำ ปาตานีดารุสซาลามที่ยังอยู่ในความปกครองของรัฐไทย ที่จริงๆแล้วหมดความชอบธรรมมาเนิ่นนานแล้วนั้น กลายเป็นแค่สถานที่กำจัดขยะของรัฐไทยเสมอมา ณ จุดนี้ รัฐไทยน่าจะเข้าใจแล้วว่าข้อนี้ชนชาวมลายูปาตานียังตระหนักดีอยู่เสมอ

ชนชาวมลายูปาตานีที่กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากอุ้งมือของทรราชรัฐไทย ในขณะนี้ อยู่ในภาวะการณ์ที่คล้ายๆกับรัฐไทยครั้นในนาม "สยามเทศ"ที่ต้องต่อสู้ปลดแอกจากการอยู่ภายใต้การปกครองของเขมร(ก่อนก่อตั้ง นครรัฐสุโขทัย)

การต่อสู้กอบกู้เอกราชจากพม่าถึง ๒ ครั้ง และขบวนการใต้ดิน"เสรีไทย"ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือเหล่าชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่รัฐไทย(ใหม่)ภูมิใจตนเอง

แต่กับชนชาวมลายูปาตานีกลับปฎิบัติตนเยี่ยงเจ้าอาณานิคมตราบเท่าทุก วันนี้ โดยมีศูนย์บัญชาการอาณานิคมที่ยะลาที่รู้จักกันในนาม "ศอ.บต."

นับตั้งแต่ผนวกดินแดนปาตานีเมื่อปี ๑๙๐๒ รัฐไทยมิได้แค่อ้างเรื่องสิทธิ อำนาจอธิปไตยที่มิชอบเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้อ้างถึงดินแดนยึดครองแถบนี้คุ้มครองโดยพระสยามเทวาธิราชอีกด้วย

ซึ่งท้าทายความเชื่อถือทางศาสนาอิสลามของชนชาวปาตานีอย่างชัดเจน และความเชื่อผิดๆนี้เองที่ผสมผสานกับการหลงไหลในชาตินิยมสุดโต่งที่เป็น เสมือนธรรมเนียมถือปฎิบัติบรรดาข้าราชการที่อนุโลมกระทำตนเป็นขุนศึกขุนนาง และศักดินา ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขมเหงรังแกและดูถูกเหยียดหยามชนชาวมลายูปาตานีและการแสวงหายศฐานะและผล ประโยชน์กันเองอีกทางหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจที่ก้าวสู่ตำแหน่งหน้าที่แบบก้าวกระโดดต่างก็ยึดหากินบนเลือดเนื้อและ ชีวิตของชนชาวมลายูปาตานีเป็นเดิมพัน

ล่าสุดอดีตวีระบุรุษของรัฐไทยอย่าง"จ่าเพียร"ก็เคยป่าวประกาศอย่าง ภาคภูมิใจ ที่ได้เข่นฆ่าเยาวชนปาตานีถึง ๒๓ คนก่อนที่เขาเองจะถึงจุดจบ

ความเป็นนิติรัฐจึงไม่เกิดขึ้นกับชนชาวปาตานี แต่กับชนชาติพันธุ์เดียวกัน ถึงจะมีคดีติดตัวฐานกบฏหรือผู้ก่อการร้ายก็มีอภิสิทธุ์ได้ดิบได้ดีถึงฝ่าย นิติบัญญัติ และในเมื่อได้มาเจอกับปัญหาปาตานีก็ต่อเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่างๆทั้งข้า ราชการประจำ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ โดยไม่เคยสัมผัสกับความรับผิดชอบผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเสมอภาคและให้ เกียรติ

ไม่ว่าจะมาจากอบรมสั่งสอนจากสถาบันรัฐเอง หรือสังคมตั้งอยู่บนฐานความจริง ชนชาวมลายูปาตานีจึงได้เจอกับนักปกครองที่แปลกหน้าไม่สิ้นสุด

แต่วันนี้ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะประกาศนโยบายต่อรัฐสภารัฐไทย ชนชาวมลายูปาตานีจะสามารถวัดปรอทความเข้าใจของรัฐบาลชุดนี้ว่า ในสายตาพวกเขา ชนชาวมลายูปาตานีอยู่ในสถานะอะไร หรือว่า จะ เหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ดำเนินการตามแผนซ้อนแผนของรัฐไทยที่กวาดซื้อเสียงละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้เพื่อที่จะสกัด กั้นนโยบายของพรรคเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามที่จะประกาศเขตปกครองพิเศษ หรือว่า จะเหมือนรัฐบาลทักษิณ ที่มีทั้งละเมิดสิทธิ์และเคยประกาศที่จะพัฒนาปาตานีดารุสซาลามด้วยงบแสนล้าน หลังประชุมคณะรัฐบาลเคลื่อนที่ที่นราธิวาส ผลสุดท้ายก็แค่สร้างเศรษฐีเงินล้านแก่บริวาร

หรือความเข้าใจแบบ พล.ท.อุดมชัย แม่ทัพภาค 4 ที่อ้างว่า ชนชาวมลายูปาตานีที่ต่อต้านรัฐไทยตอนนี้มีแค่ระหว่าง ๗๐๐๐-๑๐๐๐๐ คน โดยหารู้ไม่ว่าจำนวนนี้คือหน่วยปฎิบัติการที่น่าจะเพียงพอที่จะพิทักษ์คุ้ม ครองชนชาวปาตานี ๒-๓ ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าทหารเกณท์รัฐไทยที่มีแค่ไม่ถึง ๒ แสนต่อประชากร ๖๓ ล้านกว่า

ปัญญารัฐไทยมีเพียงเท่านี้หรือ ที่จะเทียบกับปัญญาชนปาตานีที่รอบรู้อย่างน้อย ๔ ภาษา เพราะฉะนั้นท่านพิจารณาตนเองก็แล้วกันว่าใครน่าจะได้รับการพัฒนาก่อน

แล้วท่านจะเข้าถึงชุมชนมลายูได้อย่างไรในเมื่อท่านรู้แต่ภาษาเงิน บ่ฮู้ภาษาใจ แม้แต่น้อย
******
ครับแม้ว่าข้อความจากบทความข้างต้นของเวบไซต์พูโลจะเป็นข้อความ ทำนองpropaganda หรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่ก็มี"มูล"ที่รัฐบาลชุดใหม่น่าจะลองไปศึกษาดูน่ะครับ เพราะมีข้อคิดอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์.........

โดยเฉพาะที่ว่าพรรคแมงสาบวางยาไว้เพียบ ใช้ทั้งซื้อเสียงทั้งซื้อมวลชนข่มขู่สารพัด เพื่อยึดเสียงไว้ให้ได้หมด จะได้ทำแท้งนโยบายนครรัฐปัตตานี

ที่พูโลแฉมานี่น่ารับฟัง

Saturday, August 27, 2011

เสียงจากผู้นิยมกษัตริย์ในอเมริกา

ที่มา มติชน



โดย เกษียร เตชะพีระ

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2554)


J. Anthony McAlister & Charles A. Coulombe

แกนนำสันนิบาตนิยมกษัตริย์สากล สาขาลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา

ระเบียบการ เมืองหนึ่งจะจัดการกับผู้มีแนวคิดแหกคอกนอกลู่นอกทางทวนกระแส สุดโต่งสุดขั้วอย่างไรดี? ปราบปรามขับไล่เขาออกไปอยู่นอกกฎหมายใต้ดิน? หรือจะให้เขาอยู่ได้อย่างถูกกฎหมายบนดินแต่นอกระบบ? หรือจะให้เขาเข้ามาในระบบ มาต่อสู้กับคนอื่นทางความคิดด้วย เหตุผลข้อถกเถียงอย่างถูกกฎหมายโดยสันติและเปิดเผยตามความเชื่อของตน?

น่า สนใจที่สหรัฐอเมริกาเลือกให้ผู้นิยมระบอบกษัตริย์อย่าง เจ. แอนโธนี แมคคาลิสเตอร์ กับพวกเข้ามารณรงค์ต่อสู้ทางความคิดตามความเชื่อของตนอย่างเปิดเผยและถูก กฎหมายในระบบ กับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ซึ่งนิยมระบอบประธานาธิบดีที่มีมาตั้งแต่ก่อตั้ง ประเทศเมื่อ 230 ปีก่อน

โดยที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ว่ารัฐมนตรีกลาโหม หรือเสนาธิการทหารแม่ทัพนายกองอเมริกันไม่ได้แสดงปฏิกิริยาหวาดวิตกเดือด เนื้อร้อนใจแต่อย่างใด

ทำให้ชาวอเมริกันและผู้ฟังทั่วไปได้ มีโอกาสสดับตรับฟังทรรศนะเหตุผลของเขาในรายการ The Changing World ตอน For King or Country? Part 2 ทางสถานีวิทยุ BBC เมื่อ 5 เมษายนศกนี้ ว่าทำไมอเมริกาจึงควรเปลี่ยนไปปกครองในระบอบกษัตริย์แทน?

(http://www.thechangingworld.org/archives/2011/wk17.php)

เจ. แอนโธนี แมคคาลิสเตอร์ หนุ่มอเมริกันผิวดำเชื้อสายสก๊อตกับแคนาดาวัย 29 ปี ผู้เกิดที่ลอสแองเจลิสคนนี้เป็นนักดนตรีเชลโลคลาสสิกโดยวิชาชีพ และเป็นประธานสันนิบาตนิยมกษัตริย์สากล สาขาลอสแองเจลิส (International Monarchist League, Los Angeles Chapter http://www.monarchistleaguela.org/) โดยอุดมการณ์ทางการเมือง

เขา ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนแต่ต้นว่าระบอบกษัตริย์ที่เขาสนับสนุนนั้น คือระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Monarchy, ไม่ใช่ระบอบเจ้าแผ่นดินที่ปกครองด้วยอาญาสิทธิ์แบบโบราณ,

พูด ง่ายๆ ว่าเขาอยากได้ระบอบกษัตริย์เหมือนที่อังกฤษมีทุกวันนี้นั่นแหละ กล่าวคือกษัตริย์ทรงมีบทบาทเพียงเท่าที่ประชาชนเห็นชอบด้วย, มีตัวบทกฎหมายระบุรองรับบทบาทนั้นๆ ของพระองค์อย่างชัดเจน, และมีสภาผู้แทนราษฎรคอยประกบประกอบอยู่

แมคคาลิสเตอร์ลำดับเรียบเรียงเหตุผล 3 ประการที่รองรับสนับสนุนระบอบกษัตริย์ว่า: -

1) ธรรมชาติของมนุษย์

มนุษย์ มีความปรารถนาโดยธรรมชาติที่จะเฉลิมฉลองชนชั้นนำในหมู่พวกตน, ต้องการความรู้สึกอัศจรรย์ใจ, โหยหาความวิเศษสง่างามแห่งพระราชาและราชสำนัก

ดัง นั้นเองจะเห็นได้ว่าในอเมริกา เมื่อไม่มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหรือนัยหนึ่งราชบัลลังก์ว่างเปล่า ชาวอเมริกันก็เอาดาราเซเล็บฮอลลีวู้ดมายกย่องปลาบปลื้มเทิดทูนเสมือนหนึ่ง เป็นเจ้าแทน เพราะดาราเหล่านี้แสดงออกซึ่งความรวยหรูเลิศอลังการ มีคฤหาสน์พำนักโอ่โถงสง่างามเยี่ยงราชวัง

หรือในกรณีประธานาธิบดี อเมริกัน ก็มีธรรมเนียมประเพณีประพฤติปฏิบัติหลายอย่างเทียบเคียงเลียนเยี่ยงกษัตริย์ อาทิ Camp David อันเป็นค่ายพักผ่อนสำหรับประธานาธิบดี ก็เลียนแบบพระตำหนักแปรพระราชฐานตามหัวเมือง, State of the Union Address อันเป็นคำปราศรัยสำคัญของประธานาธิบดีเพื่อรายงานสถานการณ์ของประเทศประจำปี ต่อสภาคองเกรส ก็เทียบได้กับพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา, การจุดพลุและเดินขบวนพาเหรดฉลองวันชาติสหรัฐ ก็เทียบได้กับงานฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา, หรือการตั้งสมญาทำเนียบประธานาธิบดีสมัยเคนเนดี้ว่าเปรียบประดุจปราสาทราช วัง Camelot ในตำนานสมัยพระเจ้าอาเธอร์ของอังกฤษ เป็นต้น

เหล่านี้ ว่าไปแล้วก็คือการสร้างเรื่องเล่าเพื่ออวยเกียรติยศศักดิ์ศรีให้สามัญชนที่ ขึ้นกุมอำนาจรัฐ มันสะท้อนความโหยหาที่จะปลาบปลื้มเฉลิมฉลองชนชั้นนำซึ่งแฝงฝังลึกอยู่ในดี เอ็นเอของคนเรา

2) วิพากษ์ทรรศนะแบบฉบับของฝ่ายนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยต่อระบอบกษัตริย์

พวก นิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยในอเมริกามักแสดงท่าทีเกลียดกลัวและโจมตีระบอบ กษัตริย์ว่าเป็นยุคมืด กดขี่ราษฎร ดังที่ชาวอเมริกันเคยลุกขึ้นก่อกบฏต่อกษัตริย์อังกฤษเพื่อกู้อิสรภาพมาแล้ว ในอดีต

พวกเขากล่าวอ้างว่าเมื่อเทียบกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยแล้ว ระบอบกษัตริย์ไม่สามารถผนวกรวมประชาชนเข้ามาด้วยกันได้มากเท่า เพราะเป็นระบอบปกครองทรราชย์อาญาสิทธิ์

แมคคาลิสเตอร์มองสวนทรรศนะ แบบฉบับอเมริกันดังกล่าวว่า เอาเข้าจริงสถาบันกษัตริย์ เป็นศูนย์รวมเอกภาพ ความสามัคคี ความมั่นคงและอุ่นใจของคนในชาติต่างหาก

ในทางกลับกัน นักการเมืองมาแล้วก็ไป และต่อให้ระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยที่ประสบความสำเร็จที่สุด ก็ยังบกพร่องอย่างลึกซึ้ง

เกี่ยว กับเรื่องนี้ Charles A. Coulombe นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการสังกัดสันนิบาตนิยมกษัตริย์สากลได้วิพากษ์ วิจารณ์ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยกลับคืนว่าการเลือกตั้งก่อเกิดมายาคติ แห่งประชาธิปไตยว่าลำพังเพียงแค่หย่อนบัตรลงหีบเท่านั้น.....

1) มันก็สามารถเชื่อมต่อประชาชนผู้ออกเสียงเข้ากับนักการเมือง และ

2) มันช่วยให้ประชาชนคุมนักการเมืองได้จริงๆ

ซึ่ง ดูจากประสบการณ์ก็จะพบว่ามันหาได้จริงเช่นนั้นไม่ ดังปรากฏนักการเมืองทุจริต บิดเบือนฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบ ทรยศหักหลังประชาชนมากมาย อย่างไรก็ตาม ด้วยมายาคติข้างต้นนี้ เราก็ให้อำนาจมหาศาลแก่นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง เช่น อำนาจประกาศสงคราม, อำนาจในการเปลี่ยนตัวผู้นำ ฯลฯ

ทั้งที่หากอำนาจทำนองเดียวกันตกเป็นของผู้นำที่สืบเชื้อสายสันตติวงศ์มาแล้ว เรากลับหวาดระแวงและคอยจับตาดูตลอดเวลา

นอกจากนี้ ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยมักโจมตีว่าจุดอ่อนข้อบกพร่องของระบอบกษัตริย์คือเราไม่อาจโหวตให้กษัตริย์พ้นจากตำแหน่งได้

ต่อ เรื่องนี้ Coulombe ตอบว่าหากกษัตริย์พระองค์ใดไม่ดีจริงก็มักอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน โดยสมาชิกราชวงศ์ที่เหลือจะช่วยกันแก้ไขปัญหาให้พ้นไป ทว่าเหตุทำนองนี้ก็ไม่เกิดบ่อยนัก เพราะเอาเข้าจริงระบอบกษัตริย์มักปรับปรุงแก้ไขตัวเองได้มาก แม้ว่าลักษณะดังกล่าวจะสรุปถอดถอนออกมาเป็นสูตรสำเร็จทางวิชาการไม่ได้และ ค่อนข้างยุ่งเหยิงยุ่งยากก็ตาม

ในทางกลับกัน ตัวประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งต้องคอยระวังตัวกลัวถูกคนอื่นแย่งอำนาจ มันสะท้อนว่าเนื้อแท้แล้วระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบ่งแยกคนให้แตกกัน ก่อเกิดบาดแผล แก่ระเบียบการเมืองซึ่งต้องค่อยๆ เยียวยาอยู่ช้านานกว่าจะหาย ยกตัวอย่างเช่นการกล่าวร้ายโจมตีกันวุ่นวายระหว่างนักการเมืองพรรคเดียวกัน และต่างพรรคในช่วงรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาที่กำลัง เริ่มต้นขึ้นในปีนี้เป็นต้น

ฉะนั้น ในบรรดาประเทศที่โค่นกษัตริย์ออกไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาได้มาแทนมักจะเป็นแก๊ง ก๊วนต่างๆ ที่แก่งแย่งกันทุจริตรีดไถเหมือนๆ กัน

ผู้นิยมสาธารณรัฐมองว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบแทนตนที่ชอบธรรมแต่เพียงระบอบเดียว เป็นวิธีการเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดทรราชได้

แต่ เอาเข้าจริงประชาธิปไตยบรรลุได้เพียงแค่อำนาจสูงสุดของเสียงข้างมากชั่วคราว เท่านั้น (the supremacy of a temporary majority) ขณะที่ระบอบกษัตริย์ปกครองจากหลักการที่สูงส่งกว่าแค่การเดินตามกระแสเลือก ตั้ง และในระบอบที่ผสมผสานสถาบันกษัตริย์เข้ากับประชาธิปไตยนั้น ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ต่างหากที่คอยพิทักษ์ปกป้องส่วนที่เป็น ประชาธิปไตยเอาไว้

สำหรับฐานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบผสมผสาน ดังกล่าว ปกติกษัตริย์จะไม่ทรงมีอำนาจจริงในการเมืองประจำวัน แต่ทรงมีศักยภาพทางอำนาจในภาวะวิกฤตคับขันเมื่อรัฐบาลทำงานไม่ได้

นอก จากนี้กษัตริย์ยังทรงมีบทบาทถ่วงดุล-ปรับดุลในการเมืองประจำวันด้วย เพราะพระองค์เป็นหลักเป็นแกนมาตรฐานของบ้านเมืองให้นักการเมืองเจริญรอยตาม เบื้องพระยุคลบาท จึงทรงมีผลต่อการเมืองที่เหลือ

ในฐานะนักดนตรี คลาสสิก แมคคาลิสเตอร์เปรียบเปรยว่ากษัตริย์ยังทรงดูแลผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เสมือนวาทยกรวงซิมโฟนีออเคสตราคอยกำกับดูแลไม่ให้เครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งชิ้น ใดเล่นผิดโน้ตหรือดังสนั่นเกินขนาดจน (ผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง) ไปกลบเสียงเครื่องดนตรีชิ้นอื่นหรือไม่สอดคล้องกลมกลืนกับผลประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะไปกลบกดทับผลประโยชน์ของชนส่วนน้อย

ฉะนั้น หากไร้กษัตริย์ ประเทศก็จะแตกแยก คนส่วนหนึ่งในวงก็อาจจะยึดเอาทั้งประเทศไปครอง

ส่วน ที่หาว่ากษัตริย์ย่อมเหินห่างและฉะนั้นจึงไม่สนองผลประโยชน์ของประชาชนก็ไม่ จริง ดังจะเห็นได้ว่าทรงสามารถบันดาลใจให้ราษฎรภักดีต่อชาติได้ผ่านการภักดีต่อ พระองค์ อีกทั้งราษฎรก็รู้สึกว่าการสัมพันธ์กับพระองค์มีความหมายอิ่มเอิบลึกซึ้งกิน ใจกว่าสัมพันธ์กับนักการเมืองธรรมดา โดยแมคคาลิสเตอร์ได้อ้างคำสัมภาษณ์ของหญิงไทยวัยกลางคนผู้หนึ่ง ณ วัดไทยในลอสแองเจลิส เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประกอบว่า (แม้ไวยากรณ์และศัพท์แสงอังกฤษของเธออาจผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่เนื้อความชัดเจนจนไม่จำต้องแปลเป็นไทย):

"The King is the best of the whole world. I love the King the most of the whole world. I love him more than my own life. Everybody do that, believe me. I can die for him. 100%."

ทำไมพระองค์จึงบันดาลใจคนไทยให้เกิดความรู้สึกอันแรงกล้าได้มากขนาดนั้นล่ะครับ?

"Because he do a lot of good things. It′s not he talk only but he do it. You know you are a king, why do you have to go to the forest, to the jungle, to the mountain. You are the King you can stay very good in the palace. But he don′t. He pity on the people. He want the people to live in a good life."

อนึ่ง ชนชั้นนักการเมืองนั้นมีบุคลิกโดยธรรมชาติที่ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง ทุ่มสุดตัว หิวอำนาจ เหี้ยมเกรียม ไม่ยับยั้งชั่งใจ ไม่สงสารผู้แพ้ แรงขับเคลื่อนในจิตใจสูงมาก ซึ่งก็ดีต่อการเป็นผู้นำพาประเทศให้ก้าวรุดหน้าไป ทว่าก็ต้องมีคนคอยถ่วงดุลไว้บ้าง ซึ่งก็คือกษัตริย์นั่นเอง

3) กษัตริย์ทรงเป็นผู้นำทางจิตใจ

กษัตริย์ ยังทรงเป็นผู้นำทางจิตใจ เป็นตัวแทนศีลธรรมที่ถูกที่ชอบทางจิตใจ ด้วยความที่สถาบันกษัตริย์มีรากเหง้าอยู่ในประวัติศาสตร์แต่อดีต และเป็นตัวแทนความต่อเนื่องไปในอนาคต สถาบันกษัตริย์จึงดำรงอยู่เกินกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้าปัจจุบัน อยู่เหนือความผูกพันกับการดำรงอยู่ของเราในฐานะปัจเจกบุคคล แมคคาลิสเตอร์อุปมาอุปไมยว่าในแง่นี้กษัตริย์จึงเปรียบเสมือน

พ่อแม่ที่อยู่เหนือกาลเวลา

แมคคาลิสเตอร์ และ Coulombe ผลัดกันสรุปตบท้ายว่าผู้นิยมสาธารณรัฐประชาธิปไตยมักอ้างเรื่องสิทธิของ ประชาชนที่จะปกครองตนเอง แต่เอาเข้าจริงใครล่ะที่ได้ปกครองในทางปฏิบัติ? ก็คนคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้งนั่นแหละ คือตัวประธานาธิบดีไง ซึ่งก็มีอำนาจราวกับกษัตริย์แต่ก่อน ชั่วแต่ว่ากษัตริย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากสืบสันตติวงศ์มา, อยู่เหนือการเมืองเรื่องแบ่งพรรคฝักฝ่าย และยึดถือผลประโยชน์ของทุกคน

สาธารณรัฐ นั้นเข้าท่าบนแผ่นกระดาษ, ส่วนประชาธิปไตยก็ดีในเชิงนามธรรม แต่เมื่อใดเราว่ากันบนพื้นฐานความเป็นจริงและประสบการณ์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ กำจัด กวาดล้างกัน ส่วนฝ่ายค้านก็ถูกข่มเหงรังแก

ฉะนั้น หากถามว่าจะ For King or Country ดีแล้ว? แมคคาลิสเตอร์ตอบในทำนองราชาชาตินิยมว่าเอาทั้งคู่นั่นแหละ เพราะแยกจากกันไม่ได้

แน่ นอนว่าย่อมมีชาวอเมริกันและผู้ฟังทั่วไปทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่างจาก ทรรศนะเหตุผลประการต่างๆ ของแมคคาลิสเตอร์กับพวกดังยกมาข้างต้นเป็นธรรมดา อาทิ ข้อคิดเห็นโต้แย้งของ Mona Broshammar กับพวกที่สังกัดสมาคม Republikanska Foreningen ในสวีเดน (http://www.repf.se/) ซึ่งปรากฏในตอน For King or Country? Part 1, 29 มีนาคม 2011

ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ ตรงระเบียบสถาบันการเมืองอเมริกันยินดีเปิดรับการท้าทายโต้แย้ง ด้วยเหตุผลข้อถกเถียงดังกล่าวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา อันจะนำไปสู่การสานเสวนาแลกเปลี่ยน เรียนรู้หรือนัยหนึ่งทะเลาะกันอย่างสันติที่อาจก่อตัวเป็นพลังพลวัตทางปัญญา ในสังคมและจุดประกายให้เกิดกระแสการปรับตัวเปลี่ยนแปลงปฏิรูประเบียบสถาบัน การเมืองในที่สุด

มันอาจไม่นำไปสู่ระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ อย่างที่แมคคาลิสเตอร์กับพวกมุ่งหวัง แต่มันย่อมมีส่วนช่วยเปิดเผยบ่งชี้จุดอ่อนช่องโหว่ข้อบกพร่องในระบอบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยอเมริกันดังที่เป็นอยู่ และเป็นโอกาสในการแก้ไขปรับปรุงตัวมันเองให้ดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

เทียบ กับการตวาดข่มขู่ปิดกั้นเหยียบกดผู้เห็นต่างสุดโต่งให้เงียบด้วยความกลัว แล้ว วิธีแบบอเมริกันนับว่าฉลาดกว่าและเป็นคุณต่อระเบียบการเมืองและสังคมของตัว เองยิ่งกว่ามากมายนัก