WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 29, 2011

"ทุนนิยาม" สัมภาษณ์ "จะเด็ด เชาว์วิไล" เศรษฐศาสต์การเมืองของค่าแรงขั้นต่ำ

ที่มา ประชาไท

กลุ่ม ทุนนิยาม 101 (หรือ กลุ่มทุนนิยมสังคมกำกับ Embedded Capitalism) สัมภาษณ์จะเด็ด เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านแรงงานสตรี แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นบทความ Localtalkขอนำเสนอดังนี้...

การพูดเรื่องค่าแรงขึ้นต่ำในปัจจุบัน มีการโต้แย้งกันในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่มักจะจำกัดอยู่ในเรื่องของเศรษฐกิจ เช่น ฝ่ายนายจ้างพูดเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นักเศรษฐศาสตร์พูดเรื่องความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ส่วนคนงานเองพูดเรื่องค่าครองชีพในแต่ละวันแบ่งออกเป็นค่ารถ ค่าอาหาร ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นว่าเพียงพอหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผมคิดว่าหากต้องการทำความเข้าใจเรื่องค่าแรงขั้นต่ำควรมองว่าเป็นประเด็น ทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

หากมองย้อนไปก่อนหน้าปี 2516 คนงานส่วนใหญ่อยู่ในโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง เป็นคนงานยากจนที่อพยพเข้ามาทำงานในกรุงเทพและปริมณฑล คนงานจะประสบปัญหาในการดำรงชีวิตมาก เช่น โรงงานไทยเกรียงซึ่งเป็นโรงงานสิ่งทอในย่านพระประแดงซึ่งตั้งมาตั้งแต่ก่อน ปี 2500 คนงานได้ค่าแรง 5 บาท 8 บาท 10 บาท ในรอบ 10 กว่าปีค่าจ้างขยับขึ้นน้อยมากซึ่งพูดได้ว่านายจ้างเอาเปรียบคนงานมายาวนาน แม้แต่งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์อย่างของ ดร. ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ก็ได้ข้อสรุปว่า ค่าแรงของคนงานในขณะนั้นต่ำเกินไป ค่าแรงขั้นต่ำควรอยู่ในระดับที่ต้องเลี้ยงตนเองและครอบครัว 3 คน พ่อ แม่ ลูก แต่หลักการนี้ยังไม่ถูกนำมาใช้จนถึงปัจจุบัน

ในทางการเมือง รัฐบาลในช่วงนั้นอยู่ภายใต้ระบอบทหาร การขับเคลื่อนของคนงานให้ได้มาซึ่งการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นไปได้ยากมาก คนงานเองไม่มีเสรีภาพในการรวมกลุ่ม ไม่สามารถต่อรองอะไรได้ การตั้งสหภาพก็ยากมาก กฎหมายที่เกี่ยวกับการตั้งสหภาพก็ยังไม่มี กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ก็ยังไม่มี ค่าแรงจึงขึ้นกับนายจ้างว่าจะให้เท่าไหร่ คนงานเองก็เข้าใจว่า ตัวเองอพยพมาจากต่างจังหวัดพอมีงานทำ ก็เป็นบุญคุณ นายจ้างจะให้เท่าไรก็ยอม

ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คนงานตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น นักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยได้เข้าไปทำงานกับคนงาน มีส่วนกระตุ้นให้คนงานมองเห็นว่าค่าจ้างไม่ใช่เรื่องบุญคุณแต่เป็นเรื่องของ สิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วก็รวมกลุ่มรวมกลุ่มต่อรองเรื่องสวัสดิการต่างๆ ก็เริ่มเกิดขึ้น ในช่วงที่รัฐบาลเป็นประชาธิปไตย มีการเปิดกว้างให้มีการเคลื่อนไหวของคนงานมากกว่าในช่วงของระบอบทหาร เช่น ในช่วงปี 2518 มีการเดินขบวนใหญ่เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ โดยเริ่มต้นจากคนงานเดินขบวนจากพระประแดงไปอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ ชักชวนให้ไปรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงเรียกร้องเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ แม้ว่าในตอนนั้นคนงานส่วนใหญ่ยังไม่มีสหภาพแรงงาน แต่ก็ได้รวมกลุ่มกันหลากหลาย โดยตั้งเป็นศูนย์ประสานงานกรรมการแห่งชาติซึ่งมีนักศึกษาเป็นแนวร่วม คนงานส่วนใหญ่มาจากโรงงานทอผ้าจากขนาดเล็ก ขนาดกลางที่มีรายได้ต่ำ ที่สำคัญการปรับขึ้นค่าแรงมีน้อยมาก

หลังการรัฐประหารปี 2519 เรื่องการปรับค่าแรงเป็นไปอย่างเชื่องช้า ขึ้นบ้าง ไม่ขึ้นบ้าง จนมากระทั่งยุครัฐบาลชาติชายในปี 2531 เป็นช่วงที่มีรัฐบาลที่มีนายกฯ มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกหลังจาก 6 ตุลาคม 2519 ประกอบกับเศรษฐกิจเติบโตมากสูงที่สุดในเอเซีย คนงานรวมตัวกันเป็นกลุ่มประสานงานสหภาพแรงงานแห่ประเทศไทย ซึ่งได้นำตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจมาพูดถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็น ธรรมมากขึ้น จนการเรียกร้องของคนงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งคือมีการขึ้นค่าแรงขึ้น ต่ำ 2 ครั้งในช่วงรัฐบาลชาติชายจากเดิม 73 บาท พูดได้ว่ารัฐบาลชาติชายพยายามฟังเสียงประชาชนมากกว่ารัฐบาลก่อนหน้านั้นที่ เราเรียกว่ารัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ

แม้ว่าภายใต้รัฐบาลที่เป็น ประชาธิปไตย คนงานก็ต้องรวมกลุ่มให้เข้มแข็งและออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้สังคมเห็นว่า ค่าจ้างที่ได้รับมันต่ำมาก ในช่วงนั้น คนงานนับพันคนเดินขบวนไปที่ซอยราชครู บ้านของนายกฯ ชาติชาย เพื่อสะท้อนให้เห็นปัญหาค่าจ้างที่ไม่เพียงพอ การเรียกร้องครั้งนั้น รัฐบาลตอบรับให้มีการปรับขึ้นการปรับค่าจ้างขึ้นต่ำ

ในบรรยากาศที่ เปิดกว้างมากขึ้นหลังยุคพลเอกเปรมที่เป็นประชาธิปไตยครึ่ง ใบ คนงานได้มุ่งมั่นต่อสู้เรียกร้องให้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สวัสดิการทางสังคมมากขึ้น เช่น กฎหมายประกันสังคม ซึ่งในปัจจุบัน ลูกจ้างในบริษัทต่างๆ ก็ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายนี้ ซึ่งคงต้องเข้าใจว่ามาจากการต่อสู้ของคนงานที่มีค่าจ้างต่ำ จนในปัจจุบันการคุ้มครองของกฎหมายประกันสังคมครอบคลุมกระจายไปสู่ลูกจ้าง บริษัทต่างๆ ที่มีรายได้สูงด้วย ระบบประกันสังคมมาจากการต่อสู้ถึงขั้นอดอาหารประท้วง ไม่ใช่ได้มาเองโดยอัตโนมัติ

หลังจากนั้นในปี 2533 ช่วงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารรัฐประหารของ คณะทหาร ร.ส.ช. ก็ทำให้การแสดงความคิดเห็นและจำกัดการวมกลุ่มของคนงาน และการเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมของขบวนการแรงงานก็สะดุดลง มีการจำกัดสิทธิต่างๆ มีการจับกุมนักแรงงาน เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเรื่องค่าแรงขั้นต่ำสัมพันธ์กับเรื่องเสรีภาพทางการ เมืองมาก

จนในปัจจุบัน ประด็นค่าแรงขั้นต่ำถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ผมคิดว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นบันไดขั้นแรกที่เป็นหลักประกันขั้นต่ำที่สุดให้กับผู้ที่ไม่ได้รับ ค่าจ้างที่เพียงพอกับชีวิต ที่สำคัญไม่ใช่แค่เรื่องตัวเงิน แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งทุกคนควรมีค่าจ้างขยับขึ้นมา มีศักดิ์ศรีขึ้นมาบ้าง ในอนาคตค่าจ้างทุกคนในสังคมควรทัดเทียมกันกว่านี้ ในปัจจุบัน คนงานทำงาน 8 ชั่วโมง ทำล่วงเวลาอีก รายได้ยังเทียบกันไม่ได้กับคนอีกส่วนหนึ่งเช่น ฝ่ายบริหารเป็นต้น ค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาทเทียบเป็นเงินเดือนก็ไม่เกิน 8,000 บาทในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งในสังคมรับเงินเดือนกัน 5 หมื่นบาท 6 หมื่นบาท เป็นเรื่องที่เราได้ยินกับปกติ คนงานจำนวนมากทำงานมาก 20 ปีก็ยังได้ค่าแรงขั้นต่ำอยู่

ค่าแรง 300 บาทจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ อย่าง เช่น จุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศที่คำนึงถึงการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรมมาก ขึ้น การกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งขอย้ำว่าเป็นการประกันขั้นต่ำที่สุด ซึ่งต้องเป็นฐานของการปรับค่าจ้างและสวัสดิการให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป

ส่วน สหภาพแรงงานก็ควรนำประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำมาใช้ในการรวมกลุ่มจัดตั้ง คนงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำซึ่งยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยสหภาพอาจพูดคุยกับนายจ้างของตนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และสหภาพอาจใช้ประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำในการจัดการศึกษาให้กับคนงานทั้งที่ เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก เพื่อให้เห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำเป็นฐานที่ต่ำที่สุดที่จะพัฒนามาเป็นของการ เจรจาต่อรองร่วมและการทำข้อตกลงสภาพการจ้างของสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนคน งานกับนายจ้างในสถานประกอบการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการปรับขึ้นค่าแรงแม้ในรัฐบาลประชาธิปไตย เช่น ในสมัยรัฐบาลชาติชาย ก็ยังติดขัด ปัญหาสำคัญอยู่ที่กลไกไตรภาคีในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ มันไม่ทำงาน เหตุผลสำคัญคือนายจ้างกับข้าราชการประจำพยายามกดค่าแรงขั้นต่ำไม่ให้ก้าว กระโดด แม้ว่าผลผลิตและผลกำไรที่คนงานสร้างให้กับบริษัทจะเพิ่มในระดับที่สูงกว่า การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ การพิจารณาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจึงไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของคนงาน คนงานจึงต้องออกมาเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี แนวทางแก้ปัญหา ผมคิดว่า ในอนาคตอาจจะต้องมีการออกกฎหมายเรื่องโครงสร้างเงินเดือนของกับคนงานพื้นฐาน ในทุกบริษัทซึ่งให้มีระดับการการปรับขึ้นในขั้นต่ำทุกปีคล้ายกับโครงสร้าง เงินเดือนของราชการ ไม่ใช่มีแต่โครงสร้างเงินเดือนของฝ่ายบริหารและพนักงานออฟฟิสเท่านั้น ส่วนในสถานประกอบการที่มีการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานสหภาพแรงงานก็ควร พิจารณาว่าโครงสร้างการปรับขึ้นเงินเดือนดังกล่าวสะท้อนกับผลกำไรของบริษัท หรือไม่ หากไม่สะท้อนถึงการแบ่งปันผลกำไรที่สมเหตุสมผล สหภาพแรงงานและนายจ้างก็จะต้องมีการเจรจาต่อรองในเรื่องนี้และสวัสดิการ อื่นๆ กันต่อไป

เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้านได้สิทธิ์นั้นทันที ให้ไปคิดเป็นคนสำนักงานทรัพย์สินฯบังควรไหม?ไล่ล่าเหยื่อ112

ที่มา Thai E-News


ผู้แทนของสำนักงานทรัพย์สินฯ-นาย สนธิญาณ หนูแก้ว ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ขวาสุด)เมื่อครั้งเป็นตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯไปร่วมกิจกรรมการกุศลนัด หนึ่ง(ภาพข่าว:positioningmag)

-อ่านข่าวเพิ่มเติม:สนธิญาณ ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มอบเงินชวยเหลือทหารพลีชีพชายแดนเขมร 24 เมษายน 2554

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 สิงหาคม 2553

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสำรวจเรื่อง ใช้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน และผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯไล่ล่าแม่มดคดีหมิ่น ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือ? โดยระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าสนธิญาณเป็นเจ้าของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง แต่เขาเป็นผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การออกมาไล่ล่าแม่มดยัดคดีหมิ่นให้เหยื่อคดี112ในเวลานี้ บังควรแล้วหรือ? ไม่เกรงว่าเป็นคนในใกล้ชิดขนาดนี้ จะไม่ก่อผลสะเทือนต่อเบื้องสูงซะเองหรอกหรือ ถามไปยังดร.จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ โปรดคิดพิจารณา

และขอตั้งคำถามว่า สนธิญาณ ผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯออกมาล่าแม่มดคดี112เอง สมควรหรือไม่?

มีท่านผู้อ่านตอบแบบสอบถามนี้ทั้งสิ้นจำนวน 1,471 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-สมควร เพราะเป็นผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯต้องกตัญญูปกป้องสถาบันกษัตริย์ 140ท่าน (9%)

-ไม่บังควร เป็นคนในใกล้ชิดจะทำให้กระทบกระเทือนเบื้องพระยุคลบาท 486 ท่าน (33%)

-ให้สนธิญาณกับจิรายุคิดเอง เรื่องอย่างนี้น่าจะคิดได้ 845 (57%)

บทบาทที่สุ่มเสี่ยงเมื่อผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯออกล่าแม่มดคดีหมิ่นฯซะเอง


มือขวาจิรายุมาเอง-บทบาท ของเสี่ยต้อยใน วาระนี้ ที่สวมบทบาทไล่ล่าแม่มดด้วยข้อหาหมิ่นฯนั้นดูหมิ่นเหม่มากเกินไปไหม เพราะใครในประเทศนี้ที่จะไม่รู้บ้างว่าเขามีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผอ.สำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดร.จิรายุอย่างไร แนบแน่นขนาดไหน

และดร.จิรายุนั้นเป็นใคร?

ลำพัง แค่คำถามและความสงสัยเพียงนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงแล้ว ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือไรในการให้ม้าใช้ใกล้ชิด-เสี่ยต้อยร้อยล้านรับงานนี้ ...หาคนไกลๆตัวหน่อยถามเสี่ยต้อยดูได้ ประเภทที่เนียนๆไม่โฉ่งฉ่าง ไม่มีบูมเมอแรงระดับนี้

ด้วยความห่วงใยดร.จิรายุ และด้วยความอยากร่วมเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ




สำนัก งานของ TNews ตั้่งอยู่บนอาคารของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และตัวสนธิญาณ ผู้บริหารก็เป็นที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินฯ(บก.ลายจุด:โพสต์ลงเฟซบุ๊ค)


นักข่าวร้อยล้าน-เสี่ยต้อยกับชีวิตพอเพียงในคฤหาสถ์พื้นที่ 1 ไร่ริมทะเลสาบ และทรัพย์สินที่มีมากกว่า 100 ล้านในวันนี้


สำนัก ข่าวT-NEWSของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสนธิญาณ หนูแก้ว ได้ปักหลักทำสกู๊ปทาง"ช่องหอยม่วง"โทรทัศน์ช่อง 11 ให้ร้ายว่าเสื้อแดงเคลื่อนไหวล้มสถาบันเบื้องสูง อย่างต่อเนื่อง ในเวลานี้วิทยุเครือข่ายกองทัพบกเปิดช่องให้เขากล่าวหาฝ่ายเรีบกร้อง ประชาธิปไตยเป็นพวกล้มสถาบัน และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมเขาใช้มวลชนที่เขาจัดตั้งขึ้นนี้ไปกดดันICTให้ปิดสิ่งที่เขาเรียก ว่า"เว็บไซต์หมิ่นฯ" และใช้สำนักข่าวTNEWS ที่เขาเป็นเจ้าของปฏิบัติการล่าแม่มดพ่อมดว่าหมิ่นสถาบันกษัตริย์อย่างชนิด เปิดหน้าเล่น ไม่ต้องเกรงว่า ในฐานะเป็นผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะเป็นประเด็นอ่อนไหวมากเพียงไรต่อสถาบันกษัตริย์เอง

โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาองค์กรมวลชนจัดตั้งนี้ได้ยื่นแถลงการณ์ ขอ ให้กำลังใจและสนับสนุน รมต.ICT ปราบเว็บหมิ่นอย่างเด็ดขาด รวมทั้งไทยอีนิวส์ ก็ถูกกล่าวหาอย่างไร้เหตุผลว่าเป็น"เว็บหมิ่น"ไปด้วย โดยมีเนื้อหาแถลงการณ์ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ ขอให้กำลังใจและสนับสนุน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการถวายความจงรักภักดี โดยการปราบปรามเวปไซด์และเครือข่ายโซเชียล มีเดีย ที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒


ตามที่ได้มี เวปไซด์และเครือข่ายโซเชียล มีเดีย ของกลุ่มขบวนการที่จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น เวป นปช.ยูเอสเอ , ไทยอีนิวส์ ,ไทยฟรีนิวส์, Democray100 Percent เป็นต้น ได้ทำการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มาโดยตลอด

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ประกาศว่ามีนโยบาย จะดำเนินการปราบปรามเวปไซด์หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างเด็ดขาด นั้น

ประชาชนและเครือข่ายมวลชนที่ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ดังมี รายนามข้างล่างนี้ เห็นว่า การประกาศนโยบายนี้ ได้เห็นในความตั้งใจจริงของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นนายทหารที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๒๓ เป็นนายทหารอากาศที่ผ่านการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวมาแล้ว และท่านยังเป็นหัวหน้าฝูงบินขับไล่ F 16 ครั้งแรกนอกประเทศของกองทัพอากาศไทย และยังได้รับโล่เชิดชูเกียรติรางวัล “เชิดวุฒากาศ”จากโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการทหาร เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ฉะนั้นพวกเราจึงมาให้กำลังใจและสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

เครือข่ายเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ
เครือข่ายพิทักษ์จักรีวงศ์เขตกรุงเทพฯ


โดนจับได้ อุ๊ยตาย!อายจังหมอตุลย์รับงานสนธิญาณไปICTใช้รถคันเดียวกับปชป.หาเสียง



ที่เว็บบอร์ดประชาทอล์ก มีการโพสต์แฉว่า รถคันที่หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ รับงานนายสนธิญาณไปยื่นหนังสือแถลงการณ์กับICTวันนี้(ภาพล่าง)เป็นคันเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นรถหาเสียงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยใช้บริการ(ภาพบน:จากข่าวสด) คือรถกระบะมิตซูบิชิสีขาว ทะเบียน ษต 5386 ลำโพง 8 หลอด
*********
น่า ประหลาดที่ว่าชายผู้นี้ในอดีตเคยคุยกับใครต่อใครว่าเคยเข้าป่าจับปืนกับ พรรคคอมมิวนิสต์ฯหวังพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สร้างสังคมใหม่ที่ไม่มี"เจ้า" เป็นอริราชศัตรูต่อราชบัลลังก์มาก่อน มาวันนี้เมื่อเป็นนักข่าวที่มีคำว่า"เสี่ย"100ล้านนำหน้า กลับใช้ข้อหาเดียวกับที่พวกฝ่ายขวาสุดโต่งเคยใช้เมื่อยุค30กว่าปีก่อน มาให้ร้ายขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเสื้อแดง...

นอกจากการทำสกู๊ปข่าวป้ายสีผ่านช่องหอยม่วงแล้ว เวบไซต์ tnewsของเสี่ยต้อยร้อยล้านก็โหมกระพือเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

กลางใจอำมาตย์-เมื่อไวๆนี้สนธิญาณให้สัมภาษณ์สื่อว่าเขาเป็นสื่อที่เลือกข้างน้อยที่สุดแล้ว ค่อนข้างจะเป็นกลางมากที่สุด


ใน ซีรีส์ชุด"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่นที่เคยลงเผยแพร่ในไทยอีนิวส์ ผู้เขียนคือคุณ"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"กล่าวในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า สนธิญาณ หนูแก้ว ดูจะมี"ภารกิจลับ"ในการใช้สื่อวิทยุของเขาที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินฯใน การเปิดข่าวสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และ"บิ๊กสุ"ได้เสียสัตย์เพื่อชาติเป็นายกฯ นำไปสู่การประท้วงขับไล่สุจินดาออก จากนั้นเขาก็เป็นคนวิ่งเต้นเส้นสายให้อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทานรอบ 2 และเขาเข้าไปประมูลสถานีโทรทัศน์itvจากรัฐบาลอานันท์ได้ แต่หุ้นส่วนแตกคอกันเสียก่อน

การกลับมาของสนธิญาณหนนี้ในการใช้สื่อ ช่อง 11 โจมตีว่าเสื้อแดงจะล้มสถาบัน และประกาศโจมตีทางเวบไซต์tnewsของเขาจึงน่าจับตามองว่าต้อยสนธิญาณได้รับ ภารกิจลับระดับสูงอะไรมาอีกหรือไม่?

ด้านล่างนี้คัดมาจากซีรีส์ลากไส้สื่อเหี้ย ตอน"จากไดโนเสาร์วิวัฒนาการมาเป็นเหี้ย"

*นอกจากรายการทีวีทางช่องหอยม่วงแล้ว เสี่ยต้อยร้อยล้านยังออกหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คให้ร้ายขบวนการประชาธิปไตยด้วย


สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว) ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวINNซึ่งมีบทบาทสกัดไม่ให้ณรงค์ วงศ์วรรณขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่สุดบิ๊กสุต้องเสียสัตย์เพื่อชาติมาเป็น นำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเขาต้องตามไปแก้ไขในตอนจบของเหตุการณ์แบบลึกลับ

ทีนี้เพื่อตอบคำ ถามว่าทำไมชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ เพื่อนผู้พี่ของต้อย ตอนนี้ดูจะออกแนวเหลืองๆ ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เป็นเรื่องที่ชัชรินทร์เคยบอกคนใกล้ชิดว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้ให้ตายไปกับตัว ...

อย่างที่ผมเล่าไปว่าชัชรินทร์ชอบคบคนไม่มีอำนาจ หรือหมดอำนาจแล้ว มันก็มีองค์กรหนึ่งเคยมีอำนาจ ดันมาหมดอำนาจเพราะป่าแตก ก็คือพรรคคอมมิวนิสต์...ชัชรินทร์ก็ไปเอาพิรุณ ฉัตรวณิชกุล กรรมการกลางพรรคฯมาลงสัมภาษณ์ในหนังสือรายสัปดาห์ของเขา พิรุณก็พูดไปหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องสมัชชา4พคท.ที่ทำให้ป่าแตก แล้วก็แนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ

แต่ความซวยมาเยือน ทางการจับพิรุณได้พร้อมกับเมียคืออาจารย์ชล ตอนนั้นตั้งท้องแก่อยู่เป็นที่น่าอนาถมาก ชัชรินทร์ก็ต้องไปนอนคุกด้วย ตรงนี้จะเห็นว่าชัชโดนคุกข้อหาเป็น”แดง” มาวันนี้เสือกออก”เหลือง”นี่คนคงงองู2ตัวแดก

ชัชรินทร์ยังมีความสนิทสนมกับพวกป่าแตกอีกหลาย ในนั้นรวมทั้งคนเขียนหนังสือเรื่อง”จากดอยยาวถึงภูผาจิ”ชื่อนามปากกาจันทนา ฟองทะเล ฟังแล้วออกหญิงแต่แกเป็นผู้ชายนะฮะ แล้วก็ไปทำงานที่มหาลัยรังสิต กลายเป็นมือขวาดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ไป

ในยุครสช.มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรมขึ้นพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ เป็น หัวหน้าพรรค ส่วนประธานสภาดร.อาทิตย์ได้เป็น และเป็นหนแรกในรอบหลายสิบปีที่ให้ประธานสภาผู้แทน เป็นประธานรัฐสภา มีสิทธิ์ในการเสนอชื่อทูลเกล้าใครเป็นนายกฯ

ตามคิวก็ต้องเป็นพ่อเลี้ยงณรงค์ แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ดันโดนสำนักข่าวINNที่เพิ่งตั้งได้หมาดๆแฉว่าแกค้าผงขาวตราสิงโตคู
่เหยียบลูกโลก จนอเมริกาไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ


สำนัก ข่าวINNนั้นก่อตั้งโดยเพื่อนผมคือไอ้ต้อย-สนธิญาณ หนูแก้ว(ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นชื่นฤทัยในธรรม เพราะมันชักแก่วัด) ไอ้ต้อยนี่เป็นคนปักษ์ใต้ ตัวดำสะตอพันธุ์แท้ เข้าป่ามาออกมายังไงไม่รู้ เสือกไปสนิทกับอาจารย์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยาซะงั้น อาจารย์จิรายุก็คือผู้อำนวยการทรัพย์สินฯไง พูดง่ายๆคือคนหาเงินให้ข้างบน

ไอ้ ต้อยก็ให้อาจารย์จิรายุหนุนตั้งสำนักข่าวขึ้นมา ส่วนว่าINNไปเล่นพ่อเลี้ยงณรงค์จนชวดเก้าอี้นายกฯ เลยไปจบที่สุจินดา จนบานปลายเป็นพฤษภาทมิฬนี่ถือเป็น”แผนสมคบคิด”กันหรือเปล่า ผมก็ไม่อยากเดา เพราะไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่มันมีความเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ ใครจะอยากสงสัยก็เชิญ ผมไม่เกี่ยว

พอ เกิดพฤษภาทมิฬ ไอ้ต้อยก็ไปม็อบลุยกันใหญ่วันที่ยิงกันหน้าโรงแรมรอแยล ใครจะหนีก็ช่าง แต่ไม่ใช่ไอ้ต้อย ไอ้นี่บัญชาการลุยแถวหน้าเลยทีเดียว มันบอกมี"พระดี"เลยรอดมาได้

พอพฤษภาทมิฬจบ ในหลวงเรียกเด็กๆเข้าไปหมอบ แล้วฟาดก้นคนละป๊าบให้เลิก แต่ปัญหาไม่จบ เพราะต้องตั้งนายกฯใหม่ พวกพรรคสามัคคีธรรมก็หน้าด้านบอกว่า ก็พวกประท้วงอยากได้นายกฯจากการเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ งั้นพวกกูก็ขอใช้สิทธิ์ให้หัวหน้าพรรคคนใหม่คือพล.อ.อ.สมบุญ ระหงส์ เป็นนายกฯ คนก็ยี้กันทั้งประเทศ ขอให้ยุบสภา แต่ตอนนั้นนายกฯก็ไม่มี มันก็ต้องหา หาไม่โดนใจเดี๋ยวมีม็อบภาค2อีก เพราะม็อบยังไม่แตกสนิท ไอ้ตู่จตุพรพาคนหลบไปสมรภูมิม.รามฯอยู่

อันนี้เรื่องของเรื่องเลยมา ถึงบทตัวพระออกโรง คือชัชรินทร์นี่รู้จักกับจันทนา ฟองทะเล มือขวาของดร.อาทิตย์ที่เป็นประธานสภา อีกฟากก็สนิทกับไอ้ต้อย มือขวาอาจารย์จิรายุชนิดเป็นพี่น้องรักกันมาก ชัชรินทร์เลยต้องเป็นmatch makerไป

ชัชรินทร์เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาก็ได้ตัวประธานสภามาอยู่กับเขา แล้วเขาก็ได้ดร.จิรายุพาเข้าวัง ตอนเข้าวังไปนี่ชัชรินทร์ซึ่งเคยถูกจับข้อหาคอมฯก็บอกว่าทึ่งมาก เพราะในห้องทรงงานเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องไม้ไฮเทค ชนิดที่ว่าแฟ็กซ์นี่เพิ่งมีกันในเมืองไทยตอนนั้น แต่ห้องทรงงานนั้นน่าจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันแล้ว...อย่าลืมว่าเป็นพ.ศ.2535 นะ

ขอข้ามเรื่องวงในไป เดี๋ยวผมจะซวยฐานรู้มากแล้วเอามาเผยในที่แจ้ง สรุปก็คือตามที่คนไทยและชาวโลกตกตะลึงกันตอนนั้นคือ แทนที่รถของวังจะนำตราตั้งพระบรมราชโองการไปบ้านพล.อ.อ.สมบุญที่แต่งตัวชุด ขาวรออยู่ท่ามกลางสำนักข่าวเพียบ และเสียงคนด่าแม่ทั้งประเทศ ก็ขับเลยไปบ้านนายอานันท์ ปันยารชุน และก็เรียบร้อยโรงเรียนจิตรลดาอย่างที่รู้กัน อานันท์เป็นนายกบร๊ะราชทานรอบ2!

ความสัมพันธ์ของชัชรินทร์กับสนธิญาณ ก็เหนียวแน่นยาวนานมาป่านนี้ ตอนนี้สนธิญาณก็ตั้งกลุ่มห่าเหวอะไรซักอย่างมั้ง ที่ให้สินบน1ล้านจับไอ้เหลี่ยมนั่นแหละ ส่วนชัชรินทร์ก็มาสัมพันธ์กับพี่เปลว ไทยโพสต์ที่แกเกลียดเหลี่ยมยังกะขี้ด้วย ก็เลยอาจจะเหลืองไปด้วย

คน หนังสือพิมพ์นี่อย่างผมด่าไปหากไม่ขายวิญญาณให้ซาตานเพราะกลายเป็นหมาหิว เงิน ก็อาจขายด้วยเหตุผลพิเศษอื่นๆ อย่างกรณีของชัชรินทร์นี่ไม่รู้ขายไปหรือยัง ก็ลองสดับดู...

และส่วนว่าไอ้ต้อยคัมแบ็คมามีบทบาททางการเมืองหนนี้มันมีมิชชั่นลับ"ระดับสูง"เหมือนตอนพฤษภาทมิฬหรือไม่ ก็คอยดูๆกันไป




ใน แวดวงนักข่าวแล้วต้อยมีสายสัมพันธ์แน่นเหนียวกับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ นอกจากนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุนันท์ ศรีจันทรา ที่ตอนนี้จัดรายการทางทีวีวิทยุให้ร้ายฝ่ายเสื้อแดงทุกวัน และมักชวนคนดูคนฟังของสุนันท์ให้เตรียมใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดง รวมทั้งสนิทสนมกับสำราญ รอดเพชร โฆษกพันธมิตรด้วย

ต้อยยังแนบแน่นกับ เอ๋-สมชาย แสวงการ ในยุคทำงานINN ทั้งสองถึงขั้นเปิดผับแถวซอยรางน้ำร่วมกัน ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋ มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์

ขณะที่ในสำนัก ข่าวINNในปัจจุบันยุคของ"ลุงชาวใต้"ซึ่งเป็นทายาทที่เสี่ยต้อย สร้างไว้ ดูจะได้รับอิทธิพลจากเสี่ยต้อยลูกพี่เก่าไม่น้อย สังเกตจากพาดหัวข่าว หรือข่าวที่ส่งทางSMSมักจะมีธงมีทางที่คอยดิสเครดิสเสื่อแดง ฝ่ายที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และอิงแอบแนบชิดกับอำมาตย์อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC

ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน-ต้อย กับเอ๋-สม ชาย แสวงการ(ซ้าย)ยุคทำงานINN ทั้งสองถึงขั้นเปิดผับแถวซอยรางน้ำร่วมกัน ปัจจุบันสมชาย หรือเอ๋ มาเป็นสว.ลากตั้งในกลุ่ม 40 สว.รับใช้อำมาตย์



ต้อย สนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าวรวยระดับ100 ล้านในวันนี้ ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร ดังความข้างล่างนี้

สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้น ทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบ จนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้ ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่งสามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวี และเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาสทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็นไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2

ไม่นาน สนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับเรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและโทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลา เดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้งสถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ คลื่นหญิงพลังหญิง และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHzและดร.จิรายุนั้นเป็นใคร?

ลำพังแค่คำถามและความสงสัย เพียงนี้ ก็กระทบกระเทือนต่อเบื้องสูงแล้ว ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือไรในการให้ม้าใช้ใกล้ชิด-เสี่ยต้อยร้อยล้านรับงานนี้ ...หาคนไกลๆตัวหน่อยถามเสี่ยต้อยดูได้ ประเภทที่เนียนๆไม่โฉ่งฉ่าง ไม่มีบูมเมอแรงระดับนี้

ด้วยความเป็นห่วงดร.จิรายุ และด้วยความอยากร่วมเฝ้าระวังพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ
*****
รู้จักเครือข่ายของเสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน:

-สำนักข่าวT-newsสารภาพเป็นคนทำซีดีโจมตีเสื้อแดง-เพื่อไทย




-สนธิญาณ กับบทบาทกลุ่มสยามสามัคคี ที่เคยลงขัน1ล้านจับทักษิณ,ขึ้นคัตเอาต์ต้านเสื้อแดง และฯลฯ

-ไอ้คลั่งสุนันท์ปลุกระดมผ่านสื่อฆ่าหมู่เสื้อแดง พฤติกรรมเลียนแบบวิทยุแห่งความตายรวันดา

-อดีตผู้นำนศ.6ตุลาคลั่งยุปราบเศษมนุษย์เสื้อแดง

-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..

-ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-ดร.สมเกียรติ-พญาไม้-ไพศาล แต่ประชัยเจอตอเบ้อเร่อเลย

-รู้จักหัวโจกสำนักข่าวINN


-ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(18ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้ยมม.ม้าหาย

นักข่าว7สีกร้าวไม่ถอนแจ้งความจุดกระแสต้านลาม แดงงัดมาตรการบอยคอต-ฮือปลดสื่อสาวกมาร์ค

ที่มา Thai E-News



ม่ถอนแจ้งความ-คุณได้สิทธินั้นทันที!-นักข่าวช่อง7ที่ โปรอภิสิทธิ์ออกนอกหน้าและคุกคามนายกฯที่ประชาชนเลือกมา ประกาศไม่ถอนแจ้งความพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำแดงเพชรบุรี กลายเป็นจุดไฟประกาศศึกคนเสื้อแดง โดยคุณพรทิพย์ประกาศพร้อมปกป้องตัวเองฟ้องกลับเพราะถูกสื่อคุกคาม ขณะที่คนเสื้อแดงออกแถลงการณ์งดดูช่อง7งดอุดหนุนสินค้าที่ลงโฆษณา พรุ่งนี้บ่ายโมงรวมพลังไปวางพวงหรีดขอให้ปลดนักข่าวที่อคติ เอาความชอบความชังส่วนตัวมาปฏิบัติงานอันเป็นการคุกคามประชาชนและรัฐบาลของ ประชาชน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 สิงหาคม 2554

พรทิพย์แกนนำเพชรบุรีในเมื่อขอโทษแล้วยังโดนสื่อคุกคามก็ต้องหันกลับมาสู้



คุณพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี

คุณพรทิพย์ ปักษานนท์ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี ซึ่งถูกนักข่าวช่อง 7 สีดำเนินคดีและประกาศไม่ถอนแจ้งความ เปิดเผยว่า "เรื่องมีอยู่ว่า ข่าวที่ส่งอีเมล์นั้น ไม่ได้เขียนเอง แต่ได้คัดสำเนามาจากเวปไซต์แห่งหนึ่ง โดยไม่ได้เขียนต่อเติมใใดๆลงไปเลย โดยมีเจตนาส่งไปยังเพื่อนๆในกลุ่มที่ส่งข่าวสารกันทางอีเมล์ให้ได้อ่าน ซึ่งก็ปฏิบัติแบบนี้เป็นปกติ

ทีนี้ก็เห็นมีแถลงการณ์ของ สส.ปชป.สงขลา ออกมาขานรับนักข่าวว่าแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรีคุกคามนักข่าว

ดิฉันเองก็ตกเป็นผู้เสียหายเช่นกัน เพราะการที่นักข่าวผู้นี้นำอีเมล์ของดิฉันไปเปิดเผย พร้อมชื่อนามสกล ทำให้มีคนส่งอีเมล์มาด่าหยาบๆคายมากมาย ซึ่งก็เซฟเก็บไว้ทั้งหมดแล้ว

การที่นักข่าวไปแจ้งความนั้น ความจริงแล้วไม่สามารถเอาผิดได้ ไม่ว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ หรือ ข้อหา ข่มขู่ คุกคาม ก็ไม่เข้าข้อกฏหมายใดๆทั้งสิ้น ตำรวจคงจะบอกว่าเอาความไม่ได้ นักข่าวรายนี้จึงออกมาบอกว่า แจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ก็รออยู่ค่ะ อยากให้เขาฟ้อง เราก็ได้จะฟ้องกลับทันที

ทั้งที่เราก็ได้แสดงสปิริต ตามที่วิญญูชน จะพึงกระทำแล้ว โดยขอโทษทั้งๆที่ไม่ผิด เราไม่ได้ส่งให้ นักข่าวคนนี้เลย ไม่ได้เผยแพร่ในวงกว้างอะไรเลย เราส่งให้ในกลุ่มเพื่อนเสื้อแดง...การที่เขาทำอย่างนี้ เราในฐานะประชาชน..กำลังถูกสื่อคุกคามเสรีภาพ กำลังถูกละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญถูกละเมิดโดยสื่อ....สื่อ ฐานันดร ที่ใครก็แตะไม่ได้วิจารณ์ไม่ได้


ยิ่งพวกสมาคมสื่อ ลงมาออกหน้าแบบนี้..เห็นควรว่า..น่าจะหันกลับไปดูความเป็นองค์กร ที่ทำข่าวสู่สายตา ประชาชนแล้ว ลุกขึ้นมา ประกาศต่อๆกันไป..โดยไม่ได้หันกลับมาดู พิสูจน์ด้วยสายตาว่า...ข้อเท็จจริงนั้นคนที่พวกตนกล่าวหานั้น เป็นจริงหรือไม่?...ผิดวิสัยของความเป็นนักข่าว....ดิฉัน..คิดว่า..ใคร?กัน แน่..ที่ถูกคุกคาม ใคร?มาละเมิสิทธิมนุษยชน...ใคร? รังแกประชาชน"คุณพรทิพย์กล่าว


คนเสื้อแดงรวมพลประท้วงให้ช่อง7ปลดผู้สื่อข่าวทำหน้าที่ลำเอียง

กลุ่มคนเสื้อแดงในนาม"สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิวัตประเทศไทย"ได้นัดหมายกันตามสื่อต่างๆ ทั้งโซเชียล มีเดีย และเว็บบอร์ดประชาทอล์กว่า ในวันอังคารที่ ๓๐ สิงหาคม เวลา ๑๓.๐๐ น. ขอ เรียนเชิญ พี่น้องเสื้อแดง
ไปพร้อมกันที่ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เพื่อเดินทางไปโดยพร้อมเพรียงกันไปยัง สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๗ เพื่อยื่นแถลงการณ์ให้ปลดนักข่าวรายนี้ ออกจากหน้าที่ เพราะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความีอคติ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ไร้จรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่ดี และยื่นพวงหรีดเพื่อแสดงการต่อต้านที่ ช่อง ๗ สนับสนุนให้นักข่าวปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ ไร้จรรยาบรรณ

ขยายวงต้านแถลงการณ์งดดูช่อง7งดอุดหนุนสินค้าที่ลงโฆษณาโต้ตอบ

ขณะที่กระดานสนทนาInternet Freedom ได้ออกแถลงการณ์สั้นๆ แต่มีผู้เข้าร่วมแสดงความเห็นด้วยอย่างยาวเหยียดและกว้างขวาง ดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ตอบโต้ช่อง ๗

เนื่องจาก ช่อง ๗ มีพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยอคติ เพราะพนักงานคนนี้ มีความนิยม นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะเป็นการส่วนตัว ... จึงนำเอาหน้าที่ของตัวเองมาใช้พื่อสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งที่หน้าที่ของสื่อสารมวลชนต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเที่ยง ตรง แต่ทางช่อง ๗ ยังให้พนักงานคนนี้ปฏิบัติหน้าที่ พวกเราในฐานะประชาชน จึงขอประกาศงดการรับสื่อจาก ทางช่อง ๗ และงดการซื้อสินค้าที่โฆษณาทางช่อง ๗ จนกว่า ช่อง ๗ จะปลดพนักงานนี้ ออกจากการปฏิบัติหน้าที่ แถลงการณ์จากประชาชน


นักข่าว7สีประกาศศึกเสื้อแดงขอโทษก็ขอโทษไปไม่ถอนแจ้งความ

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นางพรทิพย์ ปักษานนท์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงเพชรบุรี ออกมายอมรับว่า เป็นผู้ส่งจดหมายอิเล็คทรอนิกส์ลูกโซ่ข่มขู่ น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และระบุว่าจะเดินทางมาขอโทษ น.ส.สมจิตต์ เพราะไม่มีเจตนาที่จะข่มขู่นั้น

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง น.ส.สมจิตต์ โดยได้รับคำยืนยันว่า แม้นางพรทิพย์ จะกล่าวขอโทษ แต่คงไม่สามารถถอนแจ้งความได้ เพราะได้แจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ยังไม่ปักใจเชื่อว่า นางพรทิพย์ จะทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เนื่องจากถ้อยคำที่มีลักษณะข่มขู่นั้นระบุว่า "จำหน้าหล่อนไว้นะครับ เจอหน้าที่ไหนช่วยกันจัดให้หน่อยนะครับ" แสดงว่าผู้โพสต์ข้อความนี้ น่าจะเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง จึงอยากให้ตำรวจสืบสวนให้ถึงต้นตอไม่อยากให้มีการตัดตอน เรื่องนี้ทางตำรวจ ก็แจ้งว่าหากจะสืบหาต้นตอการส่งจดหมายอิเล็คทรอนิกส์ผู้เสียหาย ต้องเป็นฝ่ายยื่นเรื่องถึงกระทรวงไอซีทีเพื่อให้ตรวจสอบ

โดยตนที่จะทำหนังสือถึงกระทรวงไอซีที เพื่อขอให้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากกระทรวงไอซีทีดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรง ไปตรงมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากระทรวงไอซีที พร้อมที่จะคุ้มครองประชาชน จากการกระทำผิดผ่านโลกออนไลน์

"ถือเป็นเรื่องดีที่คุณพรทิพย์ ออกมายอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำ และดิฉันก็รับคำขอโทษจากคุณพรทิพย์ ที่พูดผ่านสื่อแล้ว ดังนั้นคุณพรทิพย์ คงไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาขอโทษด้วยตัวเอง เพราะในที่สุดก็จะต้องได้พบกันที่สถานีตำรวจอยู่แล้ว โดยในวันจันทร์นี้ จะไปสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากคุณพรทิพย์ ได้ออกมารับสารภาพ มีหลักฐานเป็นคำสัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวช่วงเย็นของช่อง 7 ในวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงอยากให้ทางตำรวจได้ดำเนินการตามกฎหมาย ด้วยการเชิญคุณพรทิพย์ มาให้ปากคำเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป" น.ส.สมจิตต์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงยังดำเนินคดีต่อโดยไม่ถอนแจ้งความ ทั้งที่อีกฝ่ายกล่าวคำขอโทษแล้ว น.ส.สมจิตต์ กล่าวว่า ต้องการให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างว่า ก่อนที่ใครจะทำอะไรก็ตามควรจะไตร่ตรองก่อนว่าสิ่งที่่ตัวเองทำผิดกฎหมายหรือ ไม่ ละเมิดสิทธิของคนอื่นหรือเปล่า เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่าเสียใจและไม่มีเจตนา ซึ่งหากนางพรทิพย์ มีสติยั้งคิด เคารพกฎหมายและสิทธิของผู้อื่นการกระทำผิดในลักษณะนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

"คดีข่มขู่ทำให้เกิดความหวาดกลัวเป็นคดีลหุโทษมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 392 ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 พัน หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะเป็นโทษเบา แต่ก็จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะปัญหาของสังคมไทยวันนี้เกิดจากคนในสังคมไม่เคารพกฎหมายและสิทธิของผู้ อื่น

นอกจากนี้กรณีการฟอเวิร์ดเมล์ครั้งนี้ ไม่มีใครทราบว่ามีผู้ได้รับข้อความข่มขู่ดังกล่าวกี่ราย เพราะเพียงแค่การส่งก้อนเดียวที่ปรากฏออกมาก็มีการส่งถึงผู้รับในครั้งนี้ แล้ว 47 ราย การเผยแพร่ต่อจึงอาจเป็นพันแล้วในขณะนี้ เพราะคนที่ได้รับก็จะส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ จึงไม่ใช่การส่งเป็นการภายในตามที่คุณพรทิพย์กล่าวอ้าง และเราไม่มีทางทราบเลยว่าคนเหล่านั้น จะมีความรู้สึกผิดเสียใจเหมือนคุณพรทิพย์ หรือเจอหน้าดิฉันแล้วจะจัดให้ตามข้อความปลุกระดมนั้น คำขอโทษของคุณพรทิพย์ จึงไม่ใช่หลักประกันว่าดิฉันจะปลอดภัย จากผล กระทบที่เกิดจากอีเมล์ดังกล่าว" น.ส.สมจิตต์ กล่าว

น.ส.สมจิตต์ ยังกล่าวขอบคุณองค์กรสื่อที่ออกแถลงการณ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน พร้อมกับฝากให้ผู้บริหารองค์กรสื่อได้พิจารณาเพิ่มเติมว่ายังสามารถดำเนิน การอย่างอื่นมากกว่าการออกแถลงการณ์เพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะในยุคที่สังคมมีความขัดแย้งสูง การทำงานของสื่อมวลชนก็จะมีความยากและเสี่ยงมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นนอกจากสื่อมวลชนจะใช้สิทธิในการปกป้องตัวเองผ่านการดำเนินคดีตาม กฎหมายแล้ว น่าจะมีความคุ้มครองตามหลักวิชาชีพที่มีผลในทางกฎหมายเพิ่มเติม เพี่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติงานมากขึ้นด้วย

รู้จักนักข่าว 7 สีแฟนพันธุ์แท้มาร์ค ข้องใจลุยนายกฯปูเพราะอคติ

ความน่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก-นักข่าวช่อง 7 ซึ่งตั้งคำถามจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี และแจ้งความแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี


เย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา นักข่าวสาวช่อง 7 ที่ตกเป็นข่าวว่าถูกเสื้อแดงคุกคาม จนสมาคมสื่อ 3 สมาคมออกแถลงการณ์ประณามเสื้อแดง และไปแจ้งความแกนนำนปช.เพชรบุรีให้สัมภาษณ์TPBSว่า เธอเป็นกลาง ใครจะมองยังไงก็ช่าง เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ

เธอยังให้สัมภาษณ์วิทยุผู้จัดการ 97.75 กล่าวถึงคนเสื้อแดงว่า

...คนเสื้อแดงเราต้องเข้าใจเขาว่าเขาเป็นพวกที่ถูกปลุกปั่น ด้วย ข้อมูลข้างเดียว.....และเราต้องทำความเข้าใจให้เขารู้ความจริงเพื่อที่จะ อยู่กับคนที่คิดต่างในสังคมได้...

กล่าวถึงนายกฯยิ่งลักษณ์

...คุณยิ่งลักษณ์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าจะตอบแทนประชาชน หรือตอบแทนญาติที่ช่วยให้เป็นนายกฯได้ในเวลาไม่ถึงห้าสิบวัน...

กล่าวถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

"โจรหนีคดีต่างประเทศ"

ส่วนหนังสือที่เธแคยเขียนด้วยความชื่นชมอดีตนายกฯอภิสิทธิ์ 2 เล่มนั้น เธอกล่าวว่า

ความน่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับดิฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก

ที่เว็บบอร์ดเสรีไทยซึ่ง เป็นแหล่งรวมของผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เขียนถึงเธอว่า เป็นผู้ที่มีแนวคิดชื่นชอบ ท่านอภิสิทธิ์ และ เรียกขานท่านว่า " อาจารย์ " ทุกคำ

แต่ สิ่งหนึ่งที่ค้นหาเจอ และชอบมากคือ .. บทกลอนที่เธอส่ง เป็นเมสเสส เข้ามือถือ ท่านมาร์คในวันที่ ท่านได้รับโหวต เป็น นรต คนที่ ๒๗ คือ .....

“อุปสรรคจักทายท้า ด้วยหาญกล้าและอดทน
รู้จักปกครองคน ทบทวนตนอย่ามัวเมา
เป็นหงส์กลางฝูง*** อย่าเสียเหลี่ยมรู้ใครเขา
รักษาตัวตนเรา ภาระเจ้าเพื่อแผ่นดิน”

แล้วเธอ..จบด้วยข้อความว่า “อาจารย์ทำได้”
หลังจากนั้นอาจารย์อภิสิทธิ์ส่งข้อความกลับมาว่า “เพิ่งได้อ่าน ขอบคุณครับ"

เขียนหนังสือเชียร์อภิสิทธิ์2เล่ม กรณ์อีกเล่ม

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ อภิสิทธิ์คนเดิมบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ของนางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมืองสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14

สำหรับหนังสือ "อภิสิทธิ์คนเดิมบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี" ผู้เขียนได้บันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ฯ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงการบริหารงานในปัจจุบัน นอกจากนี้เนื้อหาภายในเล่ม ยังเป็นลักษณะของการตอบคำถามหรือการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีผ่านหนังสือ ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการคิดในการบริหารประเทศ และแนวทางของการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับแง่มุมชีวิตส่วนตัว และภารกิจหน้าที่ประจำวันภายในครอบครัวที่นายกรัฐมนตรีได้ปฎิบัติเป็นประจำ ทุกวัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยทราบ โดยเฉพาะวิธีการดูแลเอาใจใส่ นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภรรยา และบุตรทั้งสองคน ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำครอบครัว 22ตุลาคม2552 (The Official Site of The Prime Minister of Thailand Photo by พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์)

จัดรายการกับช้างแนวหน้าที่วิทยุประชัย92.25
จัดรายการที่ 92.25กับสมชาย มีเสน (ช้าง) อดีตบก.แนวหน้า (เมื่อล้มรัฐบาลทักษิณแล้วสมชาย มีเสน ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ)

ถ้าวันใดวันหนึ่งนักข่าวสาว 7 สีรายนี้เลิกถามชนิดที่นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี แต่หันมาส่งSMSเชียร์ หรือเขียนหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คเชียร์ และทำให้กนก รัตน์วงศ์สกุล หาว่าเธอเป็นนักข่าวที่ยอดแย่...เมื่อนั้นก็นะ ความเป็นกลางของนักวิชาชีพสื่อก็คงจะปรากฎเป็นจริง

ตอนนี้ก็กลางใจ"อาจารย์มาร์ค"ไปพลาง


ลากไส้สื่อเหี้ยม..ม.ม้าหายทุกค่ายทุกเม็ดทุกขด ประจานฐานันดรสี่ จงสำเหนียกโลกกะลาใบเล็กของพวกคุณมันจบสิ้นแล้ว


จากกระทู้สุดฮิต"ลากไส้สื่อเห้"ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า100,000คลิ้ก เปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังวงการสื่อไทยอย่างล่อนจ้อน ด้วยสำนวนภาษาฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อน และต่อมาไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเป็นตอนๆทั้งสิ้น18ตอน

ล่าสุดได้มีผู้จัดทำลงเป็นไฟล์ pdf โดยจัดหน้า ลงรูปภาพประกอบสวยงามอ่านง่ายแล้ว ขอเชิญอ่านและเผยแพร่ต่อ โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่

http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html

สารบัญซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย

หรือคลิ้กอ่านรวมบทความทุกตอนที่ลิ้งค์นี้ http://www.thaienews.blogspot.com/2009/05/blog-post_7852.html

อย่าพลาด!เพิ่มเติมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


- รู้จักนักข่าว7สีผู้มีความเป็นกล๊างเป็นกลาง(ใจมาร์ค)

-ใช้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน TNEWS และผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯไล่ล่าแม่มดคดีหมิ่น ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือ?

-ศึกเฮียกัดเฮียขยายวง:เฮียโล้นกัดเฮียลิ้ม

-เปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล

-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..

-หยันเปลวไทยโพสต์อัปยศไร้ยางอายคุกคามสื่อ'ใบตองแห้ง'

-สุนันท์ ศรีจันทรา สวมบทเหี้ยม'ไอ้คลั่งรวันด้าเมืองไทย'ปลุกระดมผ่าน'สื่อแห่งความตาย'ฆ่าเสื้อแดง

ระวัง..!! คดี ปรส.(ผลงานพรรคแมลงสาบ) กำลังจะหมดอายุความ

ที่มา Thai E-News


โดย หรีฟุน
29 สิงหาคม 2554

เห็นเรื่องราวความเลวระยำของพรรคแมลงสาบ ทางชายแดนภาคใต้ ก็ทำให้นึกถึงความเลวระยำของพรรคแมลงสาบทางกรุงเทพมหานครเรื่องนึง

ที่เกือบจะลืมไปแล้วว่า ความเลวระยำของลูกพรรคแมลงสาบจะมีเพียงเรื่องของหล่อกลางที่ไปสวาปามรถดับ เพลิงในสมัยที่นั่งเก้าอี้เป็นผู้ว่า กทม.ที่ ปปช.ส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้องเพียงเรื่องเดียว

แท้จริงยังมีเรื่องเลวระยำที่พรรคแมลงสาบทิ้งซากไว้เมื่อปี 2540 ไว้เรื่องหนึ่ง ครับ คดี ปรส.ไงครับ นี่ก็ปาเข้าไปสิบกว่าปีแล้ว ไม่ทราบว่าคดีดังกล่าวจะใกล้ขาดอายุความแล้วหรือยัง แต่ก็น่าจะฉิวเฉียดล่ะครับ

ยังไงเสียก็ต้องร้องไปยังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯช่วยส่งมือดีติดตามคดีนี้ หน่อย DSI น่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้ถ้าจำไม่ผิด ก็ฝากเรียนท่าน ประชา พรหมนอก รมว.ยธ.ช่วยสั่งกำชับอีกแรงหนึ่ง

บังเอิญผมมีข้อมูลเก่าจากท่านที่ใช้นามว่า “คุณที่ระลึก” ราวปี 2552 ทางเว็ปอะไรผมจำไม่ได้ แต่เห็นว่า เป็นการอธิบายเกี่ยวกับคดี ปรส.ที่ชาวบ้านระดับรากหญ้าธรรมดาๆทั่วไป สามารถเข้าใจความเป็นมาของคดีดังกล่าวได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็เลยขออนุญาต

และขอขอบคุณ “คุณที่ระลึก” ในการนำชาร์ตอธิบายคดี ปรส.มาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการเตือนใจชาวไทยทั่วโลก ได้รับรู้ถึงความเลวระยำของพรรคแมลงสาบพรรคนี้ ที่เก่งแต่สร้างความฉิบหายให้กับประเทศไทยมาโดยตลอด
ขอ ฝากเตือนไปยังรัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ฯอีกครั้ง อย่าลืมเกาะติดเรื่องนี้ อย่าปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด..ผลประเทศชาติที่ต้องแก้ไข อันนี้ไม่ใช่แก้แค้นครับ

ลากไส้สื่อเหี้ยม..ม.ม้าหายทุกค่ายทุกเม็ดทุกขด

ที่มา Thai E-News

ความ น่าประทับใจในตัวอาจารย์อภิสิทธิ์สำหรับฉัน ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แม้ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งแรกที่คนมองเห็น แต่สิ่งที่ปรากฎภายใน คือความเมตตานั้นต่างหาก-นักข่าวช่อง 7 ซึ่งตั้งคำถามจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องเดินหนี และแจ้งความแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 สิงหาคม 2554

จากกระทู้สุดฮิต"ลากไส้สื่อเห้"ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า100,000คลิ้ก เปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังวงการสื่อไทยอย่างล่อนจ้อน ด้วยสำนวนภาษาฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อน และต่อมาไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเป็นตอนๆทั้งสิ้น18ตอน

ล่าสุดได้มีผู้จัดทำลงเป็นไฟล์ pdf โดยจัดหน้า ลงรูปภาพประกอบสวยงามอ่านง่ายแล้ว ขอเชิญอ่านและเผยแพร่ต่อ โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่

http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html

สารบัญซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย

หรือคลิ้กอ่านรวมบทความทุกตอนที่ลิ้งค์นี้ http://www.thaienews.blogspot.com/2009/05/blog-post_7852.html

อย่าพลาด!เพิ่มเติมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


- รู้จักนักข่าว7สีผู้มีความเป็นกล๊างเป็นกลาง(ใจมาร์ค)

-ใช้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้าน TNEWS และผู้แทนสำนักงานทรัพย์สินฯไล่ล่าแม่มดคดีหมิ่น ดร.จิรายุคิดดีแล้วหรือ?

-ศึกเฮียกัดเฮียขยายวง:เฮียโล้นกัดเฮียลิ้ม

-เปิดโปงสื่อโล้น อย่าปล่อยเนชั่นลอยนวล

-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..

-หยันเปลวไทยโพสต์อัปยศไร้ยางอายคุกคามสื่อ'ใบตองแห้ง'

-สุนันท์ ศรีจันทรา สวมบทเหี้ยม'ไอ้คลั่งรวันด้าเมืองไทย'ปลุกระดมผ่าน'สื่อแห่งความตาย'ฆ่าเสื้อแดง

นปช.พิษณุโลกผนึกแดงพัทยาสู้น้ำท่วมบางระกำ

ที่มา Thai E-News


โดย เสื้อแดงพิษณุโลก
28 สิงหาคม 2554

จากสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จนเป็นข่าวเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ

เสื้อแดงพิษณุโลกจึงได้รวมพลังกัน ร่วมแรงร่วงใจ ประสานงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่ ทางการเกษตรและที่ร้ายไปกว่านั้นคือท่วมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

ทีมงาน นปช.พิษณุโลก 2554 นำโดยพันเอกสมชาย ลอยพูน เปิดขอรับบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม

ทีมงานเสื้อแดง ขอขอบคุณ ซ้อ.โอ่ง และพี่น้องเสื้อแดงที่พัทยา ที่รวมพลังร่วมใจขับรถจากพัทยามาพิษณุโลกเพื่อนำสิ่งของมาร่วมบริจาค เมื่อวันเสาร์ ที่ 27 สิงหาคม 2554

ทีมงานเสื้อแดงออกจากเต็นท์ขอรับบริจาคที่ตั้งอยู่อำเภอเมือง พร้อมด้วยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาพิษณุโลก ที่อำนวยความสะดวกนำรถบรรทุกขนาดใหญ่มาขนสิ่งของต่างๆ เดินทางไปพื้นที่หมู่ที่ 6,9,11,12,16 ตำบลบางระกำ

อำเภอบางระกำ เป็นหมู่บ้านที่มีความลำบากพี่น้องบางส่วนต้องพายเรือออกมายังจุดนัดพบเพื่อ รับสิ่งของ ถนนมีน้ำท่วมขัง รวมพี่น้องที่รับสิ่งของในครั้งนี้ประมาณ 520 คน

นอกเหนือจากการนำสิ่งของไปให้แล้วยังมีการพูดคุย ปลอบขวัญ ให้กำลังใจ ประชาชนรักประชาชน ประชาชนไม่ทอดทิ้งประชาชน

ชมภาพชุด


บันทึกกิจกรรม "ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง ครั้งที่2"

ที่มา Thai E-News

กิจกรรม ที่เริ่มโดยทีมทนายอานนท์และมิตรสหายเพื่อระดมทุนช่วยเหลือนักโทษการเมือง และนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งการเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจพวกเขาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และที่ทัณสถานหญิงกลาง เป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องและได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากคนไทยที่รัก ความยุติธรรม
โดย ป๋าจอมตั๊ป กลุ่มสหายสีแดง รักราษฎร
28 สิงหาคม 2554


เกือบ1เดือนหลังจากกิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง"ผ่านไป เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

(ดูบันทึกได้ที่ https://www.facebook.com/note.php?note_id=136567319762313)

19 สิงหาคม 2544 หลังจากการระดมทุนเพื่อสมทบเข้าร่วมกิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง"กันมาตลอดกว่าสองอาทิตย์ ทีมงานกิจกรรมได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากพี่น้องเสื้อแดงทุกสารทิศ กลุ่มต่างๆ พี่น้องเสื้อแดงจากหลากหลายจังหวัด ต่างช่วยกันระดมทุนเข้าช่วยเหลือกิจกรรมครั้งนี้ ทั้งจัดเวที ช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมกันอย่างแพร่หลาย จนยอดบริจาคในบัญชีพุ่งไปกว่า หนึ่งแสนหกหมื่นห้าพันบาท

และ มีพี่น้องเสื้อแดงหลายคนที่ทราบข่าวก็เดินทางมามอบเงินสมทบทุนสนับสนุน กิจกรรมให้ในงาน ทั้งกับทนายอานนท์และทีมงาน ทั้งที่เรือนจำและที่ชุมนุม

เช้า วันนั้น ทีมงานเบิกงบประมาณออกมา 100,000 บาท ประสานงานกับทีมงานที่ดูแลเรื่องนักโทษการเมืองในเรือนจำอื่นๆอีก 5 จังหวัดในจังหวัดอื่นๆ

อุบลราชธานี 16,800 บาท

มหาสารคาม 7,200 บาท

เชียงใหม่ 4,800 บาท

อุดรธานี 4,500 บาท (ค่ารถ 500)

ขอนแก่น 3,200 บาท

และ อีก 2-3 เรือนจำในเขตปริมณฑล เพื่อพามวลชนเข้าเยี่ยมและโอนเงินเข้าบัญชีให้กับพี่น้องที่อยู่ข้างใน คนละ 800 บาทในต่างจังหวัดและ 500 บาทในกทม.และปริมณฑล และซื้อของกิน ขนม อาหารแห้ง ส่งเป็นของขวัญให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่ยังติดคุกอยู่ในเรือนจำแต่ละจังหวัด พร้อมกัน

ใน ส่วนของทีมงานที่จัดงานหลักที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เช้านี้ทีมงานทุกคนออกจากที่พักกันแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมงานการติดต่อประสานงาน การโอนเงิน เบิกจ่าย และการซื้อของขวัญเข้าตีเยี่ยมนักโทษการเมืองเสื้อแดง ทั้ง 48 คน ในเรือนจำพิเศษ(เท่าที่มีรายชื่อ)ที่ยังตกค้าง

ทนายยุทธการ จากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ และพี่เก๋ กลุ่มพี่น้องผองเพื่อน เข้าซื้อของในร้านสวัสดิการของเรือนจำ ทนายอานนท์กำลังทำหน้าที่ต้อนรับและอธิบายกิจกรรม กับพี่น้องเสื้อแดงที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

เช้า วันนี้เรือนจำค่อนข้างคับคั่งไปด้วยพี่น้องเสื้อแดง ทั้งจากในกรุงเทพและต่างจังหวัด มีป้าเสื้อแดงท่านนึงเดินทางมาจากขอนแก่นเพื่อร่วมกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ เป็นเรื่องที่้เราประทับใจกันมากๆ และเรายังได้พบกับอ.ยิ้ม(สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ)และอ.หวาน(สุดา รังกุพันธ์) ที่มาเข้าเยี่ยมอ.สุรชัย-พี่สมยศ และมาร่วมกิจกรรมกับพวกเรา รวมทั้งพี่นกแดง กลุ่มสหายสีแดง พี่ๆกลุ่มฟาเรด กลุ่มเรดแคมฟร็อก กลุ่มพลังหญิง กลุ่มไทยฟรีนิวส์ กลุ่มคนวันเสาร์ กลุ่มเลี้ยวซ้าย ฯลฯ ที่คุ้นหน้าคุ้นตา ก็มาร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง

หลัง จากซื้อของตรวจบัญชีสินค้ากันเสร็จแล้ว ก็ขนย้ายกันไปส่งเข้าให้ห้องผู้คุมเพื่อเตรียมส่งต่อให้นักโทษอีกทีหนึ่ง ทีมงานไปเขียนบัญชีฝากเงินให้นักโทษการเมืองในเรือนจำทั้ง 48 คน จำนวนคนละ 500 บาท ซึ่งถ้ารวมรายการของที่ซื้อแยกเข้าไปกับบัญชีที่โอนให้กับเรือนจำอื่นๆด้วย ก็มูลค่าประมาณ 800 บาท

พอดีกลุ่มแดงราชบุรีเดินทางมาถึง มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมให้พวกเราอีกประมาณ 23,000 บาท จึงเพิ่มไปในยอดฝากให้นักโทษการเมืองเสื้อแดงอีกคนละ 500 บาท เป็นคนละ 1,000 บาทถ้วน

ต้อง ขอขอบคุณพี่ๆกลุ่มแดงราชบุรีเป็นอย่างสูงครับ และกลุ่มเรดแคมฟร๊อคก็ร่วมซื้อของฝากเงินให้พิเศษอีก 10 คน ที่เป็นนักโทษการเมืองคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพิ่มอีก 1,000 บาท ต่อคน

ข้าง หน้าเรือนจำ ได้เจอกับพี่"นาย" "วิจิตต์ ตรีกุล" อดีตการ์นปช.ที่ถูกจำคุกในคดีลักทรัพย์หลังจากถูกข่มขู่ให้รับสารภาพว่าขโมย ของร้านสะดวกซื้อในช่วงพรก.ฉุกเฉิน ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากพ้นโทษแล้ว เมื่อ 3 วันก่อน

พี่นายก็บอกกับเราว่า "ต้องมาสิ ไม่มาได้ไง เพื่อนผมยังอยู่ข้างใน ทิ้งไปไม่ได้หรอก"

หลัง จากทีมงานติดต่อเรื่องเอกสารการเข้าเยี่ยมรวม ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าได้รอบเยี่ยมรวม 2 ห้อง ในเวลา 11.10น. พวกเราก็ช่วยกันขนย้ายอาหารแห้ง-ของใช้ ที่ซื้อเป็นชุดแยกต่างหาก เข้าไปให้เจ้าหน้าที่ รอมอบให้พี่น้องเราข้างในหลังจากเราเข้าเยี่ยม

ผู้ คน เริ่มทยอยกันเข้ามาหนาแน่นจากพี่น้องเสื้อแดงที่ทราบข่าว ก็มาร่วมพูดคุยสนทนาแลกเปลี่ยนกัน บางคนก็มามอบเงินสมทบทุนในการจัดกิจกรมในครั้งหน้าให้กับมือทนายอานนท์


เมื่อ ถึงเวลา 11.00น. เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกให้เข้าไปเตรียมตัวรอด้านในห้องเยี่ยมรวม พี่น้องเสื้อแดงก็ทยอยกันเดินเข้าไปในห้อง เห็นว่ารอบก่อนหน้า ญาติๆกำลังเข้าเยี่ยมพี่สุชาติ นาคบางไทรกันอยู่ หลายคนจำได้ก็ได้แวะเข้าไปทักทายน้าชาติก่อนจะหมดรอบเยี่ยม และถัดไปก็มีนักโทษคนอื่นอีกที่ญาติกำลังเยี่ยมอยู่ แต่พี่วิจิตต์รู้จัก แล้วก็บอกว่า จิงๆคนนี้เขาก็เสื้อแดง ก็เลยเข้าไปชูนิ้ว ชูมือให้กำลังใจกัน

พอ ถึงเวลา 11.10น. เจ้าหน้าที่เรือนจำก็เบิกตัวนักโทษการเมืองเสื้อแดงจากแดนต่างๆออกมารวมกัน ทั้งสิน 47 คน ขาดพี่สมยศ ที่ไปศาลพอดี พี่น้องที่ถูกจองจำเริ่มทยอยกันเดินออกมาในห้องเยี่ยมรวม ซึ่งด้านนอกกระจกกั้น มีพี่น้องเสื้อแดงร่วม 50 คน ออรวมกันอยู่นอกห้อง ด้วยความตื่นเต้น ทั้งดีใจที่ได้เห็นหน้าเพื่อนพวกพ้องที่อยู่ข้างใน และเศร้าใจที่ต้องเห็นภาพคนที่เคยร่วมต่อสู้กันต้องถูกจองจำอยู่ในสภาพแบบ นี้

หลายคนที่เพิ่งเคยเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ครั้งแรก บางคนถึงกับตกใจ บางคนตะลึง งงงัน ว่าในคุกแห่งนี้ มีพี่น้องเรายังติดอยู่เยอะแยะมากมายขนาดนี้เชียวหรือ ป้าๆบางคนก็น้ำตาคลอซึ่งผมก็ได้เห็นทุกๆครั้งที่จัดกิจกรรมนี้ และก็แทบทุกครั้งที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ตามไปด้วย

แรก ที่ได้เห็น พี่น้องเสื้อแดงข้างนอกต่างเดินกรูกันเข้าไปชิดกระจก โห่ร้อง ชูไม้ชูมือ ให้กำลังใจกับคนข้างในทุกๆคน บางคนก็เคาะกระจกปึงๆๆ โมโหว่าทำไมต้องกั้นห้องไว้คุยกันไม่สะดวก ทำไมต้องขังเพื่อนของเราเอาไว้แบบนี้ แล้วก็เข้าไปหยิบหูโทรศัพท์ยกขึ้นมาผลัดกันคุย สนทนา กับคนที่อยู่อีกฟากฝั่งของกระจก

หลายคนข้างในยิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีกำลังใจมากขึ้น ที่ครั้งนี้มีพี่น้องเสื้อแดงเข้ามาเยี่ยมกันจนแออัดแทบล้นห้อง แต่กลับกัน คนข้างนอกหลายคนกลับเศร้าสลดใจกับภาพที่ได้เห็น เพราะคนเสื้อแดงหลายๆคนไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพี่น้องเสื้อแดงยังอยู่ในคุกอีก มากมายขนาดนี้ บางคนมาที่เรือนจำแทบทุกวันเพื่อเยี่ยมแกนนำ ในช่วงที่แกนนำยังติดอยู่ ก็สารภาพว่าไม่รู้จริงๆว่าคนของเรายังอยู่ข้างในกันเยอะขนาดนี้ จัดแบบนี้บ่อยๆนะ งานหน้าจะมาร่วมอีกแน่ๆ

ทุกๆ ครั้งที่ได้เข้ามาห้องนี้ ในเวลากิจกรรมนี้ แค่ได้เห็นรอยยิ้มของคนข้างในบ้าง ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะในวันนี้ รู้สึกดีใจมากเป็นพิเศษ ที่ได้เห็นคนเสื้อแดงมาร่วมกิจกรรมนี้กันมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว จนแทบล้นห้อง คล้ายๆช่วงที่คนมารอเยี่ยมพี่ตู่พี่เต้นกันเลยทีเดียว รู้สึกดีใจมากจริงๆที่พี่น้องเสื้อแดงยังไม่ลืม ยังไม่ทอดทิ้งพวกเราที่อยู่ข้างใน

ทุกๆคนสลับหมุนเวียนกัน เข้ามาถือหูโทรศัพท์ขึ้นพูดคุยกับคนข้างใน วนเวียนกันจนแทบครบทั้งห้อง ทั้งสองฟากฝั่ง บางคนมีชื่อเสียงหน่อยก็คุยยาวหน่อย ฝากเรื่อง ฝากประเด็นกันไป บางคนที่อยู่ข้างในก็มีที่ดีใจจนพูดไม่ออก ยืนยิ้มๆพิงกำแพงอยู่ด้านหลังบ้าง

ผมนำกระดาษเขียนข้อความว่า "วันนี้มียื่นประกัน 26 คน"ตามที่ทราบข่าวมาตอนเช้า จริงๆแล้วยื่นรวมทั่วประเทศ 30 คน แต่เฉพาะเรือนจำพิเศษ 9 คน ซึ่งตอนเย็นถึงทราบข่าวว่า ได้ออกเพียง 1 คน คือ นายธวัชชัย เอี่ยมนาค ผมเอากระดาษ แปะกระจกให้คนข้างในได้อ่านกัน ไม่รู้ว่าผมทำถูกรึปล่าวนะ ผมอยากให้กำลังใจพวกเขาว่ามีโอกาสจะได้ออกกันแล้วนะ แต่มันจะเป็นเพียงการให้ความหวังลมๆแล้งๆกับหลายๆคนรึปล่าวผมก็ไม่รู้

หลังจากนั้นก็มาคุยกับพี่หนุ่ม ธัน ย์ฐ วุฒิ ทวีวโรดมกุล ซึ่งเป็นผู้คิดกิจกรรมนี้ และเป็นคนประสานงานข้างใน คนรวบรวมรายชื่อ พี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ในเรือนจำนี้ทั้งหมดให้กับทีมงานเรา พี่หนุ่มเปรียบเหมือนตัวแทน เหมือนกระบอกเสียง ให้กับนักโทษการเมืองทุกคนที่อยู่ข้างในนี้ พี่หนุ่มขอบคุณทุกๆคนทั้งทีมงาน และพี่น้องเสื้อแดงที่มาเยี่ยมกันวันนี้อย่งสุดหัวใจ ไม่คิดว่านักโทษอย่างพวกเขาจะมีวันได้รับโอกาสดีๆแบบนี้จากพี่น้องเสื้อแดง ไม่เคยคิดเลยจริงๆ

ผมแจ้งข่าวเรื่องการยื่นประกันนักโทษการเมืองคดีเสื้อแดงหลายสิบคนในวันนี้...

ทว่า.. ผมลืมอะไรบางอย่างไป... พี่หนุ่มจึงถามผมกลับมาอย่างเศร้าๆ

...แล้ว พวกผมล่ะ พวกโดน 112 มีใครช่วยประกันให้พวกผมบ้างมั๊ยครับ ? (ถามพลางแบมือสองข้างจิ้มที่หน้าอก พร้อมขยิบตาทั้งสองข้าง เหมือนจะร้องไห้)

ผมอึ้งไปสักพักหนึ่ง เศร้าใจกับคำถามที่ได้ยิน และคำตอบที่ต้องตอบออกไป

...ยัง ไม่มีครับพี่ ตำแหน่ง ส.ส.คนไหนเขาจะกล้ามายุ่งกับ 112 ล่ะ ถ้าจะมีก็มีพี่ยศ กับอ.สุรชัย ที่เขาจะยื่นประกันให้ ก็ไม่รู้ว่าได้รึปล่าว

...แต่ยังไงพวกผมไม่ทิ้งพวกพี่หรอกครับ ยังไงก็ต้องเอาพวกพี่ออกมาให้ได้ ถ้ายังไม่ได้ก็จะดูแลกันและกันต่อไป ไม่หายไปไหนแน่นอน

โดย ส่วนตัวผมก็ยินดีนะ ที่นักโทษการเมืองเสื้อแดงคดีต่างๆจะได้รับการเหลียวแล การประกันตัว แต่ผมก็หดหู่ใจเช่นกัน ว่าทำไมนักโทษคดี 112 ซึ่งถ้าเอาตามจริงแล้วตรงความหมาย"นักโทษการเมือง"เสียยิ่งกว่าคดีไหนๆอีก กลับไม่ได้รับการเหลียวแลในการได้รับการประกันตัว เข้าใจว่าไม่มีส.ส.ท่านใดอยากเสี่ยงยุ่งกับคดีนี้

แต่..เหยื่อ 112 ก็คน นะครับ ก็รักความเป็นธรรมไม่ต่างจากเราๆท่านๆนะครับ ช่วยสนใจพวกเขากันบ้างจะได้ไหม ไม่อยากเห็นใครต้องติดคุกด้วยคดีแบบนี้อีกแล้ว

หลัง จากหมดเวลาเยี่ยม นักโทษกลับเข้าไปข้างในแล้ว เพื่อไปรับมอบของต่างๆที่ซื้อเข้าไปให้ ถือเป็นการเข้าเยี่ยมนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ไม่ใช่แกนนำ ที่มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมเยอะมากที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้

หลัง จากนั้นต่างก็ออกมาจับกลุ่มคุยกัน ถึงการช่วยเหลือพี่น้องเราข้างใน ถึงแนวทางที่จะร่วมทกันทำกิจกรรมในครั้งหน้า หลายคนบอกว่าจะไปชวนเพื่อนๆที่ยังไม่รู้ข่าวมาเยี่ยมด้วยกันอีกเยอะๆ บางกลุ่มก็จะไปช่วยกันเรี่ยไรทุนทรัพย์มาสมทบทุนกับกิจกรรมนี้ อยากให้เราจัดกันบ่อยๆ สงสารพี่น้องที่อยู่ข้างในมากๆ

จาก นั้นทนายอานนท์ก็ชักชวนกันไปร่วมกิจกรรม"จุดเทียนกลางวัน" ขับไล่อำนาจมืด กันที่หน้าป้ายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ต่างคนก็ต่างทยอยกันเดินมาที่ป้ายหน้าปากทางเข้าเรือนจำ ร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในกิจกรรมครั้งนี้

และเดินกันต่อมาที่ป้าย ใหญ่ด้านหน้าเรือนจำ อ.หวาน และทนายอานนท์ก็กล่าวอะไรกับมวลชนที่มากันเล็กๆน้อยๆ และก็ร่วมกันชูป้าย พร้อมทั้งร้องตะโกนร่วมกันดังๆ ว่า "ปล่อยนักโทษการเมือง" (ดูคลิป https://www.facebook.com/video/video.php?v=238584169518527)

ก่อนจะนำจุดเทียนแดงแล้วกระจายกันปักไว้ด้านหน้าป้ายเรือนจำ

ก่อน จะเดินเท้ากันเข้าไปเยี่ยมนักโทษการเมืองหญิง ที่ฑัณทสถานหญิงกรุงเทพฯกันต่อ และส่งพี่กึ๋ย หนึ่งในทีมงานกิจกรรม ซึ่งนัดกับญาติของผู้ต้องขังไว้เพื่อไปเข้าเยี่ยมและโอนเงินให้กับนักโทษ การเมือง 2 คนที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี

ก่อน กิจกรรมจุดเทียนจะจบลง เราได้ทราบข่าวจากป้าคนหนึ่งที่เดินเข้ามาร่วมกิจกรรมกับพวกเรา ด้วยหน้าตาเศร้าหมอง ป้าบอกว่าป้ามาจากต่างจังหวัด มาเยี่ยมลูกชาย ลูกชายป้าติดคุกเพราะโดนเขาจับตอนมาชุมนุม ป้าพูดทั้งน้ำตาว่าป้ามานี่มันไกลจริงๆ เห็นมีคนมาเยี่ยมลูกป้ากันด้วย ป้าดีใจมากๆ ป้ามาจากต่างจังหวัดลำบากมาก เงินก็ไม่พอจะกลับบ้าน พร้อมทั้งปาดน้ำตา

เราก็ถามไปว่าลูกชายคุณป้าชื่ออะไรครับ คุณป้าก็บอกชื่อลูกชายของป้ามา ซึ่งเราจำได้ว่ามีอยู่ในรายชื่อของ 48 คนที่ได้ตีเยี่ยมในวันนี้ด้วยจริงๆ เราก็เลยเรี่ยไรเงินกันตรงนั้นเพื่อช่วยเหลือค่าเดินทางกลับบ้าน และทนายอานนท์ก็จดรายละเอียดและแลกเบอร์ติดต่อเพื่อช่วยเหลือกัน พร้อมทั้งให้กำลังใจป้าว่า ป้ารออีกไม่นานนะ เดี๋ยวลูกชายป้าก็จะได้ออกแล้ว ป้าก็ยกมือไหว้ ขอบคุณทุกๆคนที่ช่วยกัน ก่อนที่เราจะแยกย้ายเพื่อไปเรือนจำหญิง และหลายคนก็ขอแยกตัวไปราชประสงค์ก่อน เนื่องจากมีข่าวว่าพวกหมอตุลย์มาป่วนเวทีแม่น้องเกด ก็จะไปช่วยสมทบกัน

ทีม งานกิจกรรมขอแจ้งว่า กิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง ครั้งที่ 3" จะจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 กันยายน 2554 สิ่งที่เราคงต้องทำต่อไป คือการจัดให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่หลายกลุ่มให้ความสนใจ บริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด รวมทั้งร่วมสานต่อกิจกรรมนี้ไปตามกลุ่มย่อยต่างๆ ซึ่งทำให้กิจกรรมนี้อาจเกิดขึ้นได้มากกว่าเดือนละ 1 ครั้ง โดยแต่ละกลุ่มช่วยกันดูแลพี่น้องของเรากันต่อไป

หากพี่น้อง ท่านใดสนใจ ทางเราก็ขอเชิญมาร่วมกิจกรรมด้วยกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้ในทุกๆวันที่ 19 ของเดือน และหากไม่สะดวกมาด้วยตัวเองแต่อยากร่วมสนับสนุนกิจกรรม ก็สามารถร่วมบริจาคผ่านทางสำนักงานกฎหมายราษฎรประสงค์ หรือโอนเงินเข้าสมทบทุนกิจกรรม"ของขวัญสีแดง แด่เพื่อนสีแดง" ได้ทาง

ชื่อบัญชี นายยุทธการ โสภัณนา และ/หรือ นายอานนท์ งามสนิท และ/หรือ นายอานนท์ นำภา

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสี่แยกศรีวรา

เลขบัญชี ๑๔๐ – ๒๕๖๕๙๗ – ๙

ติดต่อ anonnumpa@gmail.com

เชื่อมั่น และศรัทธา

ทีม านสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ขอขอบพระคุณทุกๆแรงกายแรงใจและทุนทรัพย์ที่พี่ น้องเสื้อแดงทุกท่านได้ร่วมกันสนับสนุนให้กิจกรรมนี้ดำเนินต่อมาได้ ขอขอบคุณแทนพี่น้องนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทุกๆคน สำหรับพวกเขาแล้ว

"กำลังใจ คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อชีวิตของพวกเขาที่ถูกจองจำจากความอยุติธรรมของสังคมที่พวกเขาต้องทนแบกรับ"

"เราผ่านบทเรียนอันเจ็บปวดมาด้วยกัน ทว่าเราโชคดีที่วันนั้นคนที่ตายไม่ใช่เรา คนที่โดนจับกุมไม่ใช่เรา"