WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 30, 2011

เปิดประตูหมู่บ้านเสื้อแดง ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง

ที่มา Thai E-News

เกาะติดหมู่บ้านเสื้อแดงที่เว็บไซต์ www.redudonthani.com

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา รายการประชาชนสนทนา ASIA UPDATE และบอร์ดIF









คนเสื้อแดงอุดรเดินหน้าเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย รวม 16หมู่ รวมเป็น 311 หมู่บ้านท่ามกลางพายุฝน

ที่มา Internet Freedom

คนเสื้อแดงอุดรธานีเดินหน้าเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงน้ำโสม

คนเสื้อแดงอุดรธานีเดินหน้าเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย ที่เคยประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อำเภอน้ำโสม และ อำเภอนายูง รวม 16หมู่ รวมเป็น 311 หมู่บ้าน ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานเข้ามาว่า เมื่อเวลา 09.00น.ของวันที่ 28 สิงหาคม 54 ณ ศาลากลางวัดป่าธรรมวนาราม บ้านโคกน้อย หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี โดยการนำของ ร.ต.ต.กมลศิลป์ สิงหะสุริยะ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี นายอานนท์ แสนน่าน เลขานุการกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี และ คุณหงส์ทอง ดาวอุดร แกนนำคนเสื้อแดงอุดรธานี พร้อมด้วย นายพินิจ วานุนาม ประธานกลุ่มแดงประชาธิปไตยน้ำโสม-บ้านผือ-นายูง หรือ (ดปน.) และคนเสื้อแดงจำนวนกว่า 1,000 คน ได้ร่วมจัดกิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเพื่อ ไทย นปช. คนเสื้อแดงที่ได้รวมพลังทวงคืนความยุติธรรมเพื่อประชาธิปไตยกันมาอย่างต่อ เนื่อง คืองาน “ผูกฮัก ผูกแพง ผูกเสี่ยวคนเสื้อแดง” เพื่อเป็นการหล่อหลอมหัวใจของคนเสื้อแดงให้เกิดความรักสามัคคีกลมเกลียวกัน ดุจเสมือนเพื่อนหรือเครือญาติเข้าไว้ด้วยกัน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ได้มีเสียงเรียกร้องจากคน เสื้อแดงในพื้นที่ อ.น้ำโสม และ อ.นายูง ให้มีการจัดตั้งและเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้น จำนวน 16 หมู่บ้าน รวมแล้วที่เปิดในจังหวัดอุดรธานี เป็น 311 หมู่บ้าน

นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจาก นางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 9 จ.อุดรธานี เพื่อมายืนยันเกี่ยวกับผลงานรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้าน บาท และสนับสนุนงบประมาณให้กับสตรี จังหวัดละ 100 ล้านบาท โดยทางรัฐบาลจะนำงบประมาณสนับสนุนทุก ๆ หมู่บ้านของประเทศไทย กว่า 8 หมื่นหมู่บ้านด้วยกัน

สำหรับการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย ในพื้นที่ของ อ.น้ำโสม และ อ.นายูง ถือได้ว่าเป็นความร่วมมือรวมแรงร่วมใจของประชาชนในพื้นที่ ที่จะผลักดันให้หมู่บ้านเสื้อแดงเกิดขึ้นทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ให้แล้วเสร็จภายในเดือน กันยายน 2554 นี้ เพื่อเป็นการยกระดับความสามัคคีให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านเชื่อมโยงจากทางภาค รัฐและเอกชน ให้เป็น “หมู่บ้านปลอดยาเสพติด” และ “หมู่บ้านสร้างเสริมรายได้ในครัวเรือน” หลังจากที่ทั้ง 2 อำเภอ นี้ประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วม ทำให้ไร่นาของเกษตรกร และ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะประชาชนจะต้องมีการร่วมมือร่วมใจกันสร้างความสามัคคี ให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน นั่นคือการเปิด “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย”

ผู้สื่อข่าวรายงานเข้ามาอีกว่า ในการเปิด “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย” ในครั้งนี้ ทางกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ได้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยมีธงสัญลักษณ์สีแดงเป็นพาหนะในการเดินทางไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงทั้ง 16 หมู่บ้าน เพราะนอกจากแต่ละหมู่บ้านจะตั้งอยู่ห่างไกลและเป็นทางชันต้องขับรถขึ้น เขา-ลงเขาอย่างยากลำบากประกอบกับพายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างหนักตลอดเส้นทางแต่ ก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด

ส่วนทางด้าน ร.ต.ต.กมลศิปล์ สิงหะสุริยะ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 3 กันยายน 2554 นี้ทาง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ก็จะมีการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย เพิ่มขึ้นอีก 6 ตำบล 20 หมู่บ้าน โดยจะตั้งจุดรวมพลร่วมจัดกิจก รรมการบายศรีสู่ขวัญงาน “ผูกฮัก ผูกแพง ผูกเสี่ยวคนเสื้อแดง” ณ บ้านหนองแก ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งได้รับเกียรติจาก นพ.ประสงค์ บูรณ์พงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในฐานะประธานที่ปรึกษามูลนิธิ บ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย พร้อมด้วยแกนนำ นปช.อีกจำนวนหนึ่งก็จะเดินทางเข้ามาร่วมเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย ในพื้นที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีในครั้งนี้อีกด้วย

ฮ้า!จริงดิ?ไทยก็มีวันเอกราชของชาติ

ที่มา Thai E-News




รายการ ห้องเรียนประชาธิปไตย ทางAsia Update ดำเนินรายการโดย อาจารย์หวาน-ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับอาจารย์ยิ้ม-ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอน 66ปีวันสันติภาพไทย บางทีก็เรียกว่าวันเอกราชไทย แต่คนไทยจำนวนมากกลับ...ไม่รู้ว่ามีด้วยเหรอ?(คลิปด้านบน จากรายการHot Topic ตอน 66 ปีวันเอกราชของชาติไทย จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์เสรีไทย ได้เสนอให้บรรจุประวัติศาสตร์ขบวนการต่อสู้และกอบกู้เอกราชเสรีไทยในหนังสือ เรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้ กันมา)

เรียบเรียง ไทยอีนิวส์
ที่มา ASIA UPDATE และ VOICE TV


รายการห้องเรียนประชาธิปไตย ตอนออกอากาศเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554: วันสันติภาพไทย









ในอดีตทำเนียบรัฐบาลของไทย เคยถูกเรียกว่า ทำเนียบ 16 สิงหา เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันที่ 16 สิงหา ถูกเรียกมาจนถึงสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงมาเรียกว่า ทำเนียบรัฐบาล อย่างในปัจจุบันนี้

วันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันสันติภาพไทย วันนี้มีความหมายและความเป็นมา ดังนี้

สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้บุกไทย เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพไทยได้ทำการต่อต้านญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ จนเช้าวันรุ่งขึ้นทางรัฐบาลไทย นำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ยอม ต่อมา วันที่ 25 มกราคม 2485 ทางญี่ปุ่นทำการประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษ และประเทศอเมริกา โดยที่มีฝ่ายไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่นด้วย ซึ่งถูกเรียกว่า ฝ่าย “อักษะ”

ต่อมา จอมพล ป. พิบูลสงคราม แพ้โหวตมติในสภา ทำให้ต้องลาออก แล้วมีการแต่งตั้ง นายควง อภัยวงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ

และแล้วเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 ญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการ ให้หลังหนึ่งวัน นายปรีดี พนมยงค์ ก็ประกาศสันติภาพไทย ในวันที่ 16 สิงหาคม 2488

โดยประกาศว่า ภาวะสงครามที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศนั้น ถือว่ายุติ คือ ประกาศให้คำประกาศภาวะสงครามของ จอมพล ป. พิบูลยสงคราม นั้นเป็นโมฆะ ถือว่าไม่เคยประกาศภาวะสงครามกับอังกฤษและอเมริกาเลย โดยใช้เทคนิคทางกฎหมาย ที่ในสมัยนั้นมีผู้สำเร็จราชการ 3 ท่าน นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหนึ่งในนั้น แต่ไม่ยอมลงนามในประกาศภาวะสงคราม

จึงทำให้ประกาศภาวะสงครามของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีผู้สำเร็จราชการลงนามไม่ครบ ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ ประกาศยุติสงคราม ในวันที่ 16 สิงหาคม ต่อมาจึงเรียก วันที่ 16 สิงหาคม ว่าเป็น วันสันติภาพไทย

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สดุดีวีรประวัติสามัญชน66ปีวันสันติภาพ:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


ภาพกิจกรรม 66 ปีวันสันติภาพไทย โดยคุณPrainn Rakthai



Monday, August 29, 2011

คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 28-8-54

ที่มา Asia Update



Related posts:

  1. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 9-8-54
  2. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 10-8-54
  3. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 15-8-54
  4. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 17-8-54
  5. คอลัมน์การ์ตูนล้อการเมือง 27-8-54

ประชาชนสนทนา 28-8-54

ที่มา Asia Update

part 1


part 2


part 3


part 4

"SHE " ครอบ?

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2554)


ช่วงก่อนเลือกตั้ง มติชนสุดสัปดาห์ เอารูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นปก พร้อมให้ข้อความว่า

"She มาแน่ๆ"

จากปกดังกล่าว มีนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ วิพากษ์ว่า

(นี่คือการที่) "สื่อยินยอมที่จะถูกครอบงำทางอุดมการณ์โดยชนชั้นนำที่เป็นนักธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง"

จริงแล้วไม่อยากตอบโต้ เพราะเป็น "ความเห็น" ที่เห็นต่างกันได้

แต่เนื่องจากเป็นตัวอย่างที่อาจไปช่วยเสริมน้ำหนัก กรณี "อีเมล์ฉาว" แม้นักวิชาการผู้นั้นจะวิพากษ์ก่อนที่อนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการส่งอีเมล์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชน ของสภาการหนังสือพิมพ์ จะแถลงผลสอบสวนที่อื้อฉาวไม่ต่างกันออกมา

จึงอยากแลกเปลี่ยนความเห็นสักหน่อย

เพราะคำว่า "ครอบงำ" ของนักวิชาการคนดังกล่าว

กับคำว่า "ดูแลสื่อ"-"บริหารจัดการสื่อ" ของคณะอนุกรรมการฯ

มีเจตนาเดียวกัน

เจตนาที่ชี้ว่า มติชน-ข่าวสด และสื่อในเครือ ถูกนักการเมือง-พรรคการเมือง "ครอบ"

และการครอบนั้นไม่ใช่ครอบธรรมดา

เลยเถิดไปถึงเรื่องเงิน-ธุรกิจ-ผลประโยชน์ ด้วย

ซึ่ง มติชน-ข่าวสด และสื่อในเครือ ปฏิเสธไปโดยสิ้นเชิงแล้วว่า "เท็จ"

ส่วนเรื่อง ปกมติชนสุดสัปดาห์ "She มาแน่ๆ" นั้น

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมงานที่หารือกันแล้วเห็นชอบที่จะใช้ข้อความ "She มาแน่ๆ" นั้น ขอปฏิเสธความเห็นนักวิชาการนิเทศศาสตร์ ว่า "สื่อยินยอมที่จะถูกครอบงำ" เช่นกันว่า "ไม่จริง"

ไม่มีนักธุรกิจการเมืองคนไหนมา "ครอบ" อย่างที่ว่าดอก

นี่คือ การคิดปกหนังสือแบบพื้นๆ ธรรมดา

โดยพยายามให้ "น่าสนใจ"

และพูดให้แสลงหูขึ้นอีกนิด คือต้อง "ขายได้" ด้วย

แต่เป็นความ "น่าสนใจ" และ "ขายได้" ที่อยู่ภายใต้กรอบวิชาชีพ "สื่อมวลชน"

หากการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในภาวะที่คู่คี่สูสี หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ส่อว่าจะแพ้

แล้วจู่ๆ มติชนสุดสัปดาห์ หยิบเอา น.ส.ยิ่งลักษณ์มาขึ้นปกแล้วบอกว่า She มาแน่ๆ

อันนั้นแหละน่าสงสัย และต้องมีคำถาม

แต่ ในข้อเท็จจริง ขณะนั้นผลสำรวจของโพลต่างๆ การวิเคราะห์ของทีมมติชนสุดสัปดาห์ ที่ประกอบด้วยคนจาก มติชนรายวัน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนออนไลน์ ความเห็นของนักวิชาการ สื่อแขนงอื่นๆ และรวมถึง แม้แต่ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เองเสียด้วยซ้ำ

ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน "She มาแน่ๆ"

นี่จึงเป็นที่มาของปกมติชนสุดสัปดาห์ ดังกล่าว

ธรรมดาอย่างยิ่ง

ถ้าจะพูดให้เท่ กระแสสังคมครอบงำมติชนสุดสัปดาห์ มากกว่า

พูด ตรงนี้อยากฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ ให้ช่วยศึกษาวิจัยหน่อยว่า ทำไมสื่อทั้งกระแสหลัก และไม่หลัก จำนวนไม่น้อย จึงประเมินความรู้สึกของคนจำนวนมหึมา ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ไม่ได้

ไม่เข้าใจประชาชนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดหรือเปล่า

หรือเข้าใจ แต่เพราะไปหลงอยู่กับวาทกรรมแบบ "เผาบ้านเผาเมือง" "หางแดง" "สมุนทักษิณ" ฯลฯ ก็เลยมองข้ามข้อมูลอันแท้จริงไป

ที่เขียนอย่างนี้ ก็อย่าเพิ่งรวบรัดว่านี่คือการบอกว่า เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง

เพียงแต่อยากกระตุ้นเตือน ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะสื่อมวลชน มองเห็น มองกว้าง มองเข้าใจ "เสียงส่วนใหญ่" นั้น

หลาย คนอาจไม่ชอบทักษิณ ชินวัตร ไม่ชอบเสื้อแดง แต่การที่ทักษิณและเสื้อแดงซึ่งถูกรุกไล่ดำรงอยู่และเติบโตขึ้นจนชนะเลือก ตั้ง แสดงว่ามีอะไรที่ต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้งและเปิดกว้างอยู่

นี่คือสิ่งที่ นักวิชานิเทศศาสตร์ จะต้องช่วยคิดและบอกสื่อทั้งหลาย

ส่วน การไปนั่งวัดพื้นที่ข่าว การไปดูพื้นที่โฆษณา แล้วพิพากษาฉับเลยว่า สื่อฉบับนั้นฉบับนี้เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง และยังเลยเถิดไปถึงรับเงินรับผลประโยชน์อีกนั้น ไปไกลเกิน

นักวิชาการนิเทศศาสตร์ยอมรับได้???

"ลีลาวดี"มองต่างมุม แจก"แท็บเล็ต"แก้ปัญหาการศึกษาได้จริง.. รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว

ที่มา มติชน





ภายหลังการแถลงนโยบายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกแปลงมาจากคำหาเสียงต่างๆ ที่ผ่านมา ต่อรัฐสภาเป็นที่เสร็จสิ้น


ประเด็นที่ถูกถามถึง นอกจากค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และปริญญาตรี 15,000 บาทแล้ว อีกนโยบายหนึ่งที่ถูกถามหาไม่อยู่เนืองๆ นั่นก็คือ การแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน ซึ่งวาระนี้ ถูกเขียนไว้ในข้อ 1.15 เรื่อง "จัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน" โดยระบุว่า ในปี 2555 ที่จะถึงนี้ จะทำทดลองในโรงเรียนนำร่องชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ควบคู่ไปกับการพัฒนาเนื้อหาตามหลักสูตรเพื่อบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต


ล่าสุด "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ถึงความมั่นใจในรัฐบาลหลังแถลงนโยบาย เกี่ยวกับการแจกแท็บเล็ต ปรากฎว่า ร้อยละ 38.21 ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะ สิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่าย, อาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลรักษาหรือการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์

ขณะที่ ร้อยละ 34.33 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะ ควรศึกษาผลดี ผลเสียอย่างละเอียด,ไม่สามารถดูแลการใช้งานได้ทั่วถึง


มีเพียง ร้อยละ 10.15 เท่านั้น ที่ระบุว่า มั่นใจมาก เพราะ เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กสนใจการศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้า มาช่วย และเป็นนโยบายที่ดี


แม้นานาทรรศนะของเด็กมัธยมศึกษา หรือผู้ใหญ่หลายคนจะบอกว่า ดูไม่เหมาะสม เพราะเด็กยังไม่มีความรับผิดชอบมากเท่าที่ควร อาจจะเอาไปเล่นอะไรที่ไร้สาระ และอีกหลายเหตุผลที่คิดว่าไม่ควรแจกให้เด็กป.1 เพราะจะไปขัดต่อการพัฒนาทักษะด้านการอ่าน


ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ที่ยังไม่มีข้อสรุปถึงความเป็นไปได้ว่าจะแจก เมื่อไหร่ อีกทั้งข้อปัญหาที่จะเกิดตามมาในอนาคต


แต่ในมุมมองของ ดร.ลีลาวดี วัชโรบล ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 5 กรุงเทพมหานคร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) ในรัฐบาลของคุณสมัคร กลับเชื่อว่าสามารถพัฒนาการเรียนรู้ และสามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้

ดร.ลีลาวดี ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ว่า เมื่อครั้งเรียนปริญญาโท ด้านนิเทศศาสตร์ เนื่องจากอยู่วงการสื่อ คิดว่าสื่อเป็นปัญหาใหญ่แล้ว เพราะสามารถเปลี่ยนความคิดของคน สามารถจูงสังคมไปทิศทางใดก็ได้ แต่พอเราอยู่ในวงการศึกษาแล้ว มองว่าไม่ใช่แค่สื่ออย่างเดียว แต่ต้องการศึกษาด้วย ที่จะนำพาคนทั้งประเทศฝ่าวิกฤติได้


ตอนที่ ช่วยงานอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ และได้เห็นปัญหาต่างๆ เลยทำให้เริ่มขยับมุมมอง โดยเฉพาะการได้เข้ามาเรียนปริญญาเอก แล้วนำเอาปัญหานี้ไปทำงานวิจัย ยิ่งทำให้เห็นว่า รัฐบาลควรเข้ามาแก้ปัญหาการขาดครู ที่ผ่านมาเด็กเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ความบกพร่องก็คือว่า ไม่สามารถผลิตครูพันธุ์ใหม่ หรือครูที่เก่ง พร้อมกันได้ทั่วประเทศ เพราะไม่ได้การันตีว่า ครูเรียนจบมาแล้วสอนเก่ง บางคนสอน 10 ปี หรือตลอดชีวิตก็ไม่เก่ง เพราะใช้วิธีการสอนแบบเดิมๆ


เดินหน้า "วันแท็บเล็ตเปอร์ไชด์" แก้ปัญหาขาดครู


ทางแก้ไขหลังจากที่ศึกษามาก็คือ ควรนำเอาเทคโนโลยีอละทักษะการเรียนรู้ใหม่ๆ หรือแก้ไขปัญหาโดยใช้เครื่องมือสมัยใหม่ ที่ทำให้ครูที่เก่งคนเดียวสอนอยู่ในโรงเรียนต้นทาง แล้วให้โรงเรียนปลายทางสามารถเรียนผ่านสื่อ ซึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็ตอบโจทย์ตรงนี้ เพราะการแจกแท็บเล็ต ไม่ได้หมายความว่าให้เด็กเอามาเล่นเกม แต่หมายความว่าให้เด็กเข้าถึงช่องทางการศึกษา หรือเข้าถึงครูเก่งมากกว่า ฉะนั้น นโยบายแบบนี้ ครู 1 คนสามารถสอนผ่านสื่อออนไลน์ได้ ขระที่ผู้เรียนก็สามารถโต้ตอบได้เช่นกัน


ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวไม่ใช่แค่แนวคิดเริ่มต้น แต่ตนเคยทำในพื้นที่อยู่แล้ว เช่น โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ ซึ่งได้กลายเป็นโรงเรียนเกรดเอไปแล้ว หลังถูกขนานนามว่าเป็นโรงเรียนปากแดงขาเดฟ จบม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ ทำงานทั่วไป ค้าขายบ้าง ไม่มีความหวังเรื่องศึกษา เมื่อกระทรวงศึกษาธิการสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทำโรงเรียนคู่ขนาน โดยทำควบคู่กับโรงเรียนสามเสน ทำให้เด็กสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้จำนวนมาก หรือสอบเรียนต่อได้มากถึง 75 เปอร์เซ็นต์


จะ เห็นได้ว่าโอกาสทางการศึกษา ทำให้เด็กสามารถขับเคลื่อนตัวเอง เข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาได้ พอลงรายละเอียดแล้ว ทำไมเด็กเก่ง คำตอบคือ เพราะมีครูดี เรียนเนื้อหาดี เรียนกับครูเก่ง เรียนผ่านสื่อออนไลน์ที่สามารถเรียนวันเสาร์หรืออาทิตย์ก็ได้ เมื่อเรียนแล้วเข้าใจกว่าตำรา ก็ทำให้เด็กอยากเรียนต่อ โอกาสที่ทำให้อนาคตของเด็กดีขึ้นก็ตามมา


หากสามารถเอาความพร่องเหล่านี้มาแก้ โดยใช้สื่อหรือเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็จะแก้ปัญหาครูขาดได้ ต่างประเทศทำได้ โดยการผลิตสื่อออกกผ่านช่องเคเบิล แต่เรายังไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่ เพราะยังไม่เห็นช่องทางตรงนี้ ไม่มีทิศทางในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน พอเปลี่ยนรัฐบาลทีก็แก้ที ไม่ต่อเนื่องบ้าง และเดิมโครงการนี้น่าจะต่อยอดเมื่อปี 50 ที่มีการพูดถึง "วันแทบเล็ตเปอร์ไชด์" โดยมีโรงเรียนบ้านสามขา จ.ลำปาง เป็นต้นแบบ

เมื่อ ย้อนดูโรงเรียนดังกล่าวแล้ว พบว่า อยู่ลึกเข้าไปในชนบทมาก แต่เรียนผ่านแล็บท๊อป มุ่งใช้เด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ มีการประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวิชาเรียน ปรากฎว่า เด็กเกิดความรู้ กล้าพูด กล้าคิด เลยมองว่าตรงนี้แก้ปัญหาได้ ยิ่งประเทศเกิดปัญหาการขาดครูด้วย ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า จะนำโครงการนี้กลับมาทำใหม่อีกรอบ


รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว


ใช่อยู่ ที่ปัญหาปากท้องถือว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องรีบแก้ไข เมื่อหิวการเรียนรู้ก็ไม่เกิด จึงเป็นคำพูดที่ใช้ได้ แต่เรื่องการศึกษาหรือมุมมองของนักการศึกษาก็ทิ้งไม่ได้เช่นกัน ถามว่าเราเอาเงินมาเทให้กับการแจกแท็บเล็ตอย่างเดียวเลยหรือ ก็อาจจะถูกตำหนิได้และไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า ต้องอิ่มท้องก่อน เลยทำให้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลออกไปทางนั้น ทั้งนี้ ต้องไม่ทิ้งเรื่องแท็บเล็ตแน่นอน


ถามว่า ทำไมต้องให้ ป.1 ก็เพราะอายุสองของเด็กอายุ 1-10 ปี มีการพัฒนามากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของช่วงอายุคน หลายคนบอกว่า การเรียนรู้ รอให้ถึงอนุบาลก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่าเด็กอายุ 3 ขวบ สมองพัฒนาสูงสุด ควรให้การเรียนรู้แก่เด็กอนุบาลได้แล้ว ควรมีการพัฒนาได้แล้ว ขณะที่เด็กป.1อายุ 7 ขวบ ก็น่าจะเรียนรู้อะไรที่มากกว่าการอ่านได้


ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างทางด้านบุคคลสูง บางคนเรียนรู้ด้วยตัวหนังสือ บางคนเรียนรู้ด้วยภาพหรือเพลง เมื่อความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้น จะจัดกลุ่มให้อ่านอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเราต้องการสร้างเด็กรุ่นใหม่เพื่อให้แข่งกับอารยประเทศให้ได้นั้น เราก็จำเป็นต้องสร้างเทคโนโลยีแบบใหม่เข้ามาด้วย มากกว่านั้น แท็บเล็ตก็มีหลายๆ สิ่งที่เหมาะกับการเรียนรู้ ที่อาจทำให้เด็กอยากรู้ อยากคิด และเป็นการเปิดโอกาสเด็กเข้าถึงได้หลายช่องทาง ขณะเดียวกันแท็บเล็ตที่บรรจุตำราไว้ให้ ทางกระทรวงไอซีทีก็สามารถบล็อกได้ในเว็บไซต์ไหนที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม มากกว่านั้น ไอซีทีสามารถบันทึกประวัติในการเข้าถึงหรือทำการตรวจสอบได้


ส่วนปัญหาที่ว่า เด็กกลุ่มใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ (แค่จะกินยังไม่มีเลย) ตรงนี้ ถือว่าเป็นช่องว่างของโอกาส เพราะเด็กในเมืองสามารถนำแท็บเล็ตเข้าไปใช้ที่ไหนก็ได้ แต่ต่างจังหวัดเราไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเข้าถึงอย่างไร เหมือนเป็นของน่ากลัวสำหรับเด็กด้วยซ้ำ แต่เมื่อเราเตรียมความพร้อม เราก็ต้องเปิดกว้างให้เข้าถึงสื่อได้ สุดท้ายอาจทำให้กระบวนการเรียนรู้เปลี่ยนมุมมองได้ เดิมไม่กล้าแสดงออก มีความเชื่อเดิมๆ หรือไม่ค่อยพัฒนา เมื่อเห็นของใหม่ อาจจะกล้าคิดมากขึ้น นี่จึงกลายเป็นกระบวนการคิดที่ใช้สื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งตำราที่ต้องใช้ขีดเขียนก็ยิ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ


อย่างไรก็ตาม แท็บเล็ตไม่ใช่ไอแพดที่มีราคา 2 หมื่นบาทด้วย เพราะแท็บเล็ตมีหลายโมเดล มีหลายฟังก์ชั่น ยิ่งอินเดียสามารถผลิตได้ในราคาไม่ถึงพันบาท แล้ว ก็ถือเป็นโอกาสที่ทำให้เด็กทุกคนสามารถมีแท็บเล็ตใช้ ขณะเดียวกัน ระบบฟรีวายไฟล์ (Wi-Fi)ต้องเกิด แต่ที่ผ่านมาทำไมไม่เกิด เพราะนโยบายบางอย่างของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้คำนึงถึงคนบางกลุ่ม ปล่อยนโยบายนี้ไปแล้วคนกลุ่มนี้ได้ อีกกลุ่มจะไม่ได้ ซึ่งยอมรับว่ามีขบวนการนี้จริง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลสามารถทำได้

ทักษิณจี้เอง

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ



ระหว่างที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ปรากฏ ว่าสื่อมวลชนต่างประเทศกลับให้ความสำคัญนำเสนอข่าวและภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯของไทยและพี่ชายของนายกฯคนปัจจุบัน ที่ได้รับวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บรรยายให้ภาคเอกชนฟัง เกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทย พบปะกับรัฐมนตรีและอดีตนายกฯ ของญี่ปุ่น เดินทางไปเยี่ยมสำรวจพื้นที่ประสบภัยสึนามิและวางหรีดเคารพศพผู้เสียชีวิต

ข่าวแจ้งว่า ตลอดเวลาพ.ต.ท.ทักษิณได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่น

ต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งที่พรรคฝ่ายค้านในไทยพยายามโจมตีรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ

ว่าเป็นฝ่ายร้องขออย่างน่าเกลียดให้ทางการญี่ปุ่นออกวีซ่าให้พ.ต.ท.ทักษิณ

ฝ่ายค้านหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่ พร้อมกับเปิดให้ส.ส.พรรคเข้าชื่อดำเนินการยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์ ออกจากรัฐมนตรี

ขณะ เดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการญี่ปุ่น ยอมให้สื่อมวลชนจากนานาประเทศบันทึกภาพ และทำข่าวการต้อนรับพ.ต.ท. ทักษิณ ระหว่างการเยือนเป็นเวลา 1 สัปดาห์

ดูแล้วไม่น่าจะเกิดจากการร้องขอของรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นความเต็มอกเต็มใจของทางการญี่ปุ่นด้วยส่วนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้มีการพูดกันมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณคือ 'สายล่อฟ้า' ตัวจริง ที่จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาว

กรณีการเดินทางเข้าญี่ปุ่น ดูเหมือนเป็นการยืนยันว่าคำพูดดังกล่าวเป็นความจริง

รวม ถึงการให้สัมภาษณ์สื่อชั้นนำของโลก โดยเฉพาะล่าสุดกับหนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ ของอังกฤษ ที่มีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยเผยแพร่ลงเว็บไซต์

ตอน หนึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุถึงชื่อตัวบุคคลในระดับสั่งการ และระดับปฏิบัติ ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเสื้อแดงเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2553

พร้อมกับชี้ลงไปตรงๆ ว่าการที่การเมืองฝ่ายตรงข้ามพยายามจะชนะเลือกตั้งให้ได้ ไม่ใช่เพราะกังวลกับการเป็นฝ่ายค้าน

แต่กังวลเกี่ยวกับอาชญากรรม 91 ศพที่ก่อไว้มากกว่า

ผบ.ตร.ปัดไขก๊อกแลกปลัด ‘ปู’ยังไม่คิดปลดแต่"เพรียวพันธ์"ดอดพบ"เหลิม"

ที่มา ข่าวสด



เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พร้อมคณะข้าราชการตำรวจระดับสูงให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าอวยพรพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ว่า มีหลายกระแสข่าวเรื่องราวมากมาย ไม่อยากให้เกิดความระส่ำระสายในการทำงานของตำรวจ เรื่องที่มีข่าวว่าจะลาออกจากตำแหน่งหรือกระแสข่าวว่าจะไปเป็นปลัดกระทรวง การท่องเที่ยวฯ นั้น ไม่เคยคิดจะลาออก ตั้งแต่รับราชการมาตนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวรวมเป็นที่ตั้งและประโยชน์ส่วน ตัวเป็นเรื่องรอง ในฐานะผบ.ตร. สิ่งที่จะทำต่อไปต้องอยู่บนพื้นฐานของประเทศชาติ ประชาชน โดยเฉพาะอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์


เมื่อถามว่าหากมีการยืนข้อเสนอให้ไปตำแหน่งอื่น พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ประเทศชาติของประชาชนเป็นสำคัญ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่มีคำสั่งจากรัฐบาลเรื่องตำแหน่งแต่อย่างใด


พล.ต.อ.วิเชียร ให้สัมภาษณ์ ภายหลังนำแจกันดอกกุหลาบเข้าไปเยี่ยมอวยพรพล.อ.เปรม ว่า พล.อ.เปรม ย้ำถึงเรื่องที่ให้การดูแลถวายความจงรักภักดีในหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าน พระบรมราชชินีนาถ โดยไม่ได้ถามถึงกระแสข่าวเรื่องการลาออกแต่อย่างใด


เมื่อถามว่าประธานองค์มนตรีกล่าวอะไรที่ให้ความมั่นใจหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า พล.อ.เปรม ให้โอวาทถึงการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงประชวรอยู่แต่พระองค์ได้ทรงห่วงใย ทุกข์สุขของราษฎร ฃแม้ว่าปฏิบัติหน้าที่จะต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง


ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.อ.เปรม ยังไว้ใจผบ.ตร.ทำหน้าที่อยู่หรือไม่นั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า พล.อ.เปรมดีใจที่ตนยังทำหน้าที่เป็นผบ.ตร. หลังจากฟังข่าวแล้วว่าตนได้ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน พร้อมทั้งเสียสละและจงทำดีต่อไป อีกทั้งปฏิบัติหน้าที่เป็นแบบอย่างของตำรวจที่ดี

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เคลื่อนไหวกดดันให้ปลดพล.ต.อ.วิเชียร เพื่อเปิดทางให้พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ขึ้นมาเป็นผบ.ตร.แทน ว่า ไม่จริง คุณหญิงพจมานไม่ได้ยุ่งเกี่ยวนานแล้ว และวันนี้ตนก็ยังไม่ได้คิดอะไรตรงนี้ ขอทำงานก่อน


เมื่อถามว่าปัญหาเรื่องบ่อนการพนันและยาเสพติดเกลื่อนกรุงจะเป็น เหตุผลที่จะย้ายข้าราชการระดับสูงของตำรวจหรือไม่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องดูในเนื้อหา วันนี้ผบ.ตร.คงต้องลงไปดู ขอให้ข้อมูลความจริงต่างๆ ออกมาก่อนและตนขอทำงานก่อน ยังไม่ได้คิดมาดูเรื่องการโยกย้ายใดๆ ทั้งสิ้น


เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าเรื่องบ่อนการพนันที่มีการเปิดเผย เป็นการวางแผนมาก่อนเพื่อหวังเลื้อยขาเก้าอี้ผบ.ตร. นายกฯ กล่าวว่า “โอ๊ย ต้องถามว่าใครเป็นคนเอารายละเอียดคุณชูวิทย์ (กมลวิศิษฎ์) ต่างหาก เราไม่ได้มีการวางแผนอะไรหรอกค่ะ วันนี้แค่รับภารกิจที่จะต้องดำเนินการหลังจากที่แถลงนโยบายก็เยอะแล้ว ขอมุ่งทำให้ส่วนนี้ดีกว่า”


เมื่อถามย้ำว่าจะให้คำมั่นได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการย้ายผบ.ตร.ในขณะนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเพียงว่าขอทำงานก่อนดีว่า

อย่างไรก็ตาม เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่ามกลางกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมปลดผบ.ตร. โดยใช้เวลาหารือกันนาน 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10 (สบ10) ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาเข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม อีกด้วย


เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า มาพบรองนายกฯ เพื่อรับนโยบายในเรื่องแนวทางปราบปรามยาเสพติดว่าจะดำเนินการในทันทีอย่างไร สำหรับกระแสข่าวที่ว่าตนจะขึ้นเป็นผบ.ตร.แทนพล.ต.อ.วิเชียร นั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา


จากนั้นเวลา 14.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม ขึ้นไปรอพบนายกฯ ที่ห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลในเวลา 15.30 น.

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/08/54 ระวัง 6 ต.ค.'19 โมเดล..จัดเต็มมาให้

ที่มา blablabla




ช่างสมชื่อ ตอแหลแลนด์ แดนอุบาทว์
แค้น..อาฆาต วิปริต ทั้งอิจฉา
ใช้แผนชั่ว สามานย์ เหมือนผ่านมา
หวังกู้หน้า พวกตน คนอัปรีย์....


พร้อมหาเรื่อง สาดโคลน โยนเรื่อง..หมิ่น
ให้ดับดิ้น สิ้นเรื่องราว ในคราวนี้
ปลุกสว. ขึ้นต่อต้าน มาร..คอยตี
หวังขยี้ ให้ย่อยยับ จนอับปาง....


บางสื่อสาร มวลชน คนสิ้นคิด
ดัดจริต แถเถือก เพราะเลือกข้าง
บีบน้ำตา ตอแหล แค่อำพราง
สร้างบาดหมาง ถาโถม โหมทำลาย....


พวกฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น แสนอัปยศ
พูดโป้ปด เพ้อคลั่ง หวังใส่ร้าย
หลอกสาวก จิตโสมม พวกงมงาย
หวังฉิบหาย ทั่วบ้าน สะท้านเมือง....


บาง นสพ. ชอบกุข่าว เรื่องราวเท็จ
หวังสำเร็จ สร้างเกลียดชัง เพราะคลั่งเหลือง
แม้นเรื่องดี มีสารพัด ก็ขัดเคือง
จ้องหาเรื่อง ล้มล้าง อย่างเลือดเย็น....


พวกขี้แพ้ ชวนตี นี่ตัวแสบ
เหมือนอีแอบ ชั่วทราม ตามที่เห็น
ซ้ำยังเป็น หุ่นเชิด เปิดประเด็น
เพื่อซ่อนเร้น อำนาจเถื่อน เหมือนเป็นมา....


เพราะนี่คือ..ตอแหลแลนด์ แดนบัดซบ
มันเลี่ยงหลบ คิดระยำ เรื่องต่ำช้า
เพราะสันดาน อันธพาล พวกมารยา
หวังเข่นฆ่า รอบใหม่ ให้ระวัง....


๓ บลา / ๒๙ ส.ค.๕๔

เศรษฐศาสตร์กับ rule of law : ระเบียบในป่า

ที่มา ประชาไท

rule of law กลายเป็นแนวความคิดสำคัญในเศรษฐศาสตร์แต่ก็มีความยากลำบากในตัวของมันเอง

“ผม อาจเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวที่รู้สึกผิดเวลาใช้คำว่าrule of law โดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน” แดนี รอดดิก จากมหาลัยฮาร์วาร์ดกล่าว “ผมคงเป็นคนแรกกระมังที่สารภาพออกมา”

ปกติ แล้ว rule of law เป็นแนวความคิดทางด้านการเมืองหรือกฎหมาย ประเทศเกิดใหม่อย่างโคโซโวได้กล่าวว่าการพัฒนา rule of law เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำเพื่อลดปัญหาคอรัปชั่นและสร้างรัฐขึ้นมา แต่ทว่าสิบปีที่ผ่านมาrule of law ก็มีความสำคัญในเศรษฐศาสตร์เช่นกัน และrule of law ยังเป็นบ่อเกิดและความสำคัญของการเติบโตเศรษฐกิจจนทำให้สิ่งที่รอดดิกสารภาพ มานั้นน่าสนใจขึ้น เพราะrule of law ไม่ใช่มีประโยชน์เพียงแค่การสร้างสังคมที่เป็นธรรมแต่ยังช่วยให้เกิดการเติบ โตทางเศรษฐกิจด้วย “ไม่เคยมีนโยบายการเมืองใดที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกเท่านี้เลย” ไบรอัน ทามานาฮา นักวิชาการกฎหมายมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น นิวยอร์คกล่าว

แต่ ในแง่ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ rule of law ก็มีประวัติศาสตร์ที่กระท่อนกระแท่น มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในช่วงทศวรรษ ๙๐ เนื่องจากการล่มสลายของกระแสการเงินในเอเชียและอดีตสหภาพโซเวียต เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ rule of law เหมือนจะให้คำตอบเรื่องปัญหาการพัฒนาจากอาร์เซอร์ไบจันจนกระทั่งถึงซิมบับเว จนกระทั่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์แนวความคิดนี้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีการวางแนวความคิดrule of law ใหม่เพื่อเข้าใจว่าทำอย่างไรประเทศจึงจะมีการเจริญเติบโต แต่อย่างไรก็ตาม rule of law ก็ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่แก้ปัญหาได้หมด

เหล่านัก เศรษฐศาสตร์ต่างลุ่มหลงใน rule of law ภายหลัง “ฉันทามติวอชิงตัน” ซึ่งเป็นแนวความคิดเศรษฐกิจแบบออโธดอกซ์ในช่วง 1980 โดยชี้ว่าการที่ประเทศเจริญเติบโตได้นั้นต้องรับนโยบายต่างๆที่ถูกต้องเช่น เรื่องงบประมาณและการแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียช่วงปี1997– 1998 กลับมาสั่นคลอนความเชื่อมันของนักเศรษฐศาสตร์ว่านโยบายพวกนี้มันถูกต้องจริง หรือ พวกเขามานั่งคิดกันใหม่และได้ข้อสรุปว่าเราควรตั้งสถาบันเพื่อการกำหนด นโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง rule of law โดยให้เหตุผลว่า ถ้ากติกาการเล่นเกมสับสน แม้ว่าจะมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคเท่าไรก็ไม่สามารถได้ผลตามที่หวัง

ข้อ สรุปนี้ดูน่าเชื่อถือขึ้นจากเหตุการณ์ของอดีตจักรวรรดิโซเวียต ประเทศอดีตสหภาพโซเวียตต่างๆมีนโยบายของตัวเองค่อนข้างรวดเร็วแต่ภายหลังไม่ นานสิ่งต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่ามันไม่เพียงพอ “ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์แรงงานและพาณิชย์จนถึงปี1992” แดเนียล คอฟแมน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันธรรมาภิบาลโลกในสังกัดธนาคารโลกกล่าว “แต่เมื่อผมไปถึงยูเครนแนวความคิดของผมก็เปลี่ยนไป ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและrule of law ทำลายความพยายามของเราทั้งหมด”

เพียง ไม่นาน “ธรรมาภิบาล” หรือความรับผิดชอบทางการเมืองและคุณภาพของระบบราชการเช่นเดียวกับrule of law กลายเป็นเรื่องร้อนแรง นักเศรษฐศาสตร์ต่างมานั่งคำนวณว่าอะไรคือrule of law ประเทศที่ดีนั้นทำอะไรบ้างและอะไรคือความแตกต่างที่เกิดขึ้น คอฟแมนและเพื่อนของเขา อาร์ต แคย์ พบว่า ในระยะยาวประเทศที่พัฒนาธรรมาภิบาลเพิ่มขึ้นเพียงแค่หนึ่งค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน จะมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้น 300 % ซึ่งหนึ่งค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับความแตกต่างของคะแนนrule of law ของประเทศอินเดียกับประเทศชิลี โดยธนาคารโลกเป็นผู้วัด ชิลีมีอำนาจการซื้อมากกว่าอินเดียถึง 300 % เช่นเดียวกับความแตกต่างระหว่าง ประเทศแอฟริกาใต้กับสเปน โมรอคโคกับโปรตุเกส บอสวานากับไอร์แลนด์ นักเศรษฐศาสตร์ยังพบอีกว่าประเทศที่มีสภาพrule of law ที่ดีกว่าจะมีความมั่งคั่งมากกว่า (แผนภาพข้างล่างแสดงผลการศึกษาสามชิ้น โดยเปรียบเทียบกับผลการศึกษาของคอฟแมน) ประเทศที่ร่ำรวยยกเว้น กรีซและอิตาลี มีคะแนนrule of law ที่ดี แต่หลายๆประเทศที่ยากจนกลับไม่มี

เศรษฐศาสตร์กับ rule of law : ระเบียบในป่า

มิสเตอร์ รอดดิก ดูผลการเติบโตของธรรมาภิบาล (ซึ่งเขาใช้คำว่าสถาบัน) ภูมิศาสตร์ และการเปิดกว้างทางการค้า เขาสรุปและตีพิมพ์บทความในปี 2002 ภายใต้ชื่อ “กฎสถาบัน” และนักรัฐศาสตร์อย่าง ฟรานซิส ฟูกูชิมา จากมหาวิทยาลัย จอห์น ฮอปกินส์ เชียนสนับสนุนว่า “ ผมเชื่อว่านักสถาบันนิยมชนะอย่างง่ายดายในการถกเถียงครั้งนี้”

และ เนื่องจากสาเหตุทางเศรษฐกิจ และรัฐต้องการrule of law เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง รัฐและตัวแทนรัฐต่างๆเริ่มให้เม็ดเงินสนับสนุนเพื่อปฎิรูประบอบrule of law เช่นการผลิตผู้พิพากษา ปฎิรูปสถานกักกันและคุก สำนักงานอัยการ การปฎิรูปเหล่านี้เริ่มขึ้นในละตินอเมริกาช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 และปัจจุบันขยายไปทั่วโลก

สหภาพยุโรปยืนกรานว่าสมาชิกทุกประเทศต่าง พึงพอใจในมาตรฐานของrule of law และการนี้ตัวรัฐจำเป็นต้องยอมรับการปรับเปลี่ยนเพื่อปฏิรูประบอบกฎหมายให้ ถึงตามมาตรฐาน โดยจัดการอย่างรวดเร็วให้เหล่านักกฎหมายศึกษาและแนะนำว่าควรทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ระบอบกฎหมายไปถึงมาตรฐานนั้น America's Millennium Challenge Corporation ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2004 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกา โดยการช่วยเหลือนี้จะให้กับประเทศที่มีมาตรฐานขั้นต่ำของrule of law (หนึ่งในสามของมาตรฐานพื้นฐาน)ภายใน20 ปีที่ผ่านมาประเทศตะวันตกให้ความช่วยเหลือเทเงินกว่าพันล้านเหรียญให้กับ โครงการ rule of law และในขณะนี้ธนาคารโลกได้เริ่มโครงการกว่า 450 ล้านเหรียญในโครงการrule of law (ในความหมายแคบๆ) และกว่าครึ่งหนึ่งของเงินให้กู้ยืมซึ่งมีมูลค่ากว่า 24 พันล้านในโครงการที่เกี่ยวข้องกับrule of law (ในความหมายกว้างๆ เช่น คำแนะนำในการแก้ข้อขัดแย้งในโครงการพัฒนาหมู่บ้าน กฎหมายล้มละลายในโปรแกรมการแปรรูปเป็นเอกชน) เพียงแค่หนึ่งทศวรรษ rule of law ได้ก้าวข้ามจากเรื่องการเมืองและกฎหมายไปสู่เรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องการช่วยเหลือต่างๆ

แต่ในปี 2003 หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของโลกด้านธรรมาภิบาล โธมัส แครอเทอร์ จาก Carnegie Endowment for International Peace มันสมองของวอชิงตัน ได้เขียนบทความชื่อว่า “การส่งเสริมrule of law ในต่างแดน : ปัญหาเรื่ององค์ความรู้” มิสเตอร์ แครอเทอร์และเช่นเดียวกับ มิสเตอร์ วิลเลียม โกลด์แมนต่างกล่าวว่า “ไม่มีใครรู้ทุกเรื่อง”

มิสเตอร์แครอ เทอร์วิจารณ์ว่า ปัญหาในการนิยาม rule of law ในตัวของมันบวกกับปัญหาองค์ความรู้กฎหมายในทางปฏิบัติ มันหมายถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ rule of law ในองคาพยัพต่างๆ แต่เริ่มจากฐานองค์ความรู้เพียงเล็กน้อยในทุกระดับ “ปัญหาต่างๆเริ่มชัดเจนขึ้น” แครอเทอร์กล่าว “หลายๆองค์กรแต่ไม่ทั้งหมดต่างมุ่งมันกับโครงการต่อไปมากกว่าจะนำประสบการณ์ มาเป็นบทเรียน” นักกฎหมายไม่ค่อยสนใจเรื่องการพัฒนา “เอาจริงๆแล้ว เราก็ไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำไรอยู่” เป็นคำพูดจากผู้ให้การสนับสนุนrule of law คนหนึ่ง

ข้อโต้แย้งของแครอเทอร์นั้นเป็นประโยชน์ และผลที่ตามมาคือมีการศึกษาrule of law อย่างคึกคัก งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์เกี่ยว rule of law เริ่มปรากฏ มันแสดงให้เห็นว่าrule of law สามารถถูกพัฒนาได้ คนเริ่มเข้าใจrule of law มากขึ้นเมื่อนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการอื่นๆพูดถึง มันได้มีการวางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการปฏิรูป การช่วยเหลือในการฝึกผู้พิพากษา ตำรวจ แต่สิ่งที่ยังไม่สามารถไขข้อสงสัยคือ rule of law เป็นเงื่อนไขของการเติบโตเศรษฐกิจในทุกที่จริงหรือ ซึ่งเรื่องกฎหมายในฐานะวัตถุปัจจัยทางเศรษฐกิจนั้นเพิ่งอยู่ในกระบวนการ เริ่มต้น มันเพิ่งเริ่มจากวัยทารกเข้าสู่วัยรุ่นที่เต็มไปด้วยปัญหา

กฎหมายที่ไม่ถูกควบคุม

ใน หนังสือ “rule of law และการพัฒนา” (โดยเอดเวิร์ด เอลการ์) ไมเคิล เทรบิลคอก จากมหาวิทยาลัยโตรอนโต และ รอน แดเนียล จากมหาวิทยาลัย เพนซิลวาเนีย ตั้งคำถามว่าอะไรที่นักเศรษฐศาสตร์หมายถึงเกี่ยวกับrule of law รายงานจากกลุ่มวิจัย Hague Institute for the Internationalization of Law ก็ทำเช่นเดียวกัน งานตีพิมพ์ทั้งสองวิจารณ์ว่าผู้คนต่างใช้ความหมายแตกต่างเป็นสองกลุ่ม ซึ่งพวกเขาเรียกว่า ความหมายแบบกว้างและแคบ

ความหมายแบบกว้างนั้น rule of law เสมือนดั่งใจกลางของสังคมที่เป็นธรรม แนวความคิดนี้เชื่อมกับหลักประชาธิปไตยและเสรีนิยม ซึ่งหมายถึงประเทศที่ปกครองโดยหลักนิติธรรมนั้นอำนาจของรัฐต้องถูกจำกัดและ รับรองเสรีภาพขั้นพื้นฐานเช่นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือจัดตั้งสมาคม คำประกาศเดลีซึ่งร่างโดย International Commission of Jurists ในปี 1959 กล่าว่าrule of law “ ควรถูกใช้เพื่อปกป้องและพัฒนาสิทธิการเมืองและพลเมืองของปัจเจกบุคคล” และสร้าง “เงื่อนไขต่างๆที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นๆและศักดิ์ศรีจึงอาจเกิดขึ้นตามมา” ในความหมายของrule of law แบบกว้างในแง่อื่นเช่น เฟดริค ฮาเยค นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรีย และ คาส ซันสไตน์ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก มองว่าrule of law นั้นรวมถึงคุณธรรมทางการเมืองด้วย

ส่วนนิยามแบบแคบมีความ เป็นรูปแบบมากกว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่ความเป็นประชาธิปไตยหรือคุณธรรมแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ ในทรัพย์สินและประสิทธิภาพของการบริหารจัดการความยุติธรรม กฎหมายต้องมีความมั่นคง มันไม่จำเป็นต้องส่งเสริมคุณธรรมหรือสิทธิของมนุษย์ ซึ่งรัฐทางใต้ของสหรัฐในยุคของ จิม ครอว์ ใช้นิยามแบบแคบในการปกครองโดยมิใช่แบบกว้าง

การแข่งขันของนิยามทั้ง สองนี้อาจทำลายคุณค่าของrule of law ถ้าคุณกล่าวว่าrule of law มีความสำคัญในการเติบโตเศรษฐกิจแล้ว คุณหมายถึงrule of law แบบไหน? แบบที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือ แบบที่ปกป้องสิทธิทรัพย์สินส่วนบุคคล? แต่ทว่านักเศรษฐศาสตร์รักการแข่งขัน ความแตกต่างของสองนิยามสะท้อนถึงการแข่งขันในการอธิบายอะไรเป็นตัวผลักดัน เศรษฐกิจ

ในด้านหนึ่งของการเติบโต (ซึ่งสัมพันธ์กับดักลาส นอร์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เซนต์หลุยส์ มิสซูรี) คือ สถาบันนิยม ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว ค่าใช้จ่ายในการโยกย้าย องค์กรทางเศรษฐกิจ พวกนี้จะชอบความเสถียรภาพ กฎหมายที่คาดคะเนได้ที่กระตุ้นการลงทุนและการเติบโต ดังนั้นนิยามแบบแคบจึงเหมาะสม ในอีกด้านหนึ่ง (ซึ่งสัมพันธ์กับ อมาตยา เซนแห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด) กล่าวว่าถ้าคุณขยาย “ขีดความสามารถ” (ตามแนวความคิดของเซน) แล้วพวกเขาจะสามารถช่วยให้ประเทศร่ำรวยได้ ซึ่งการให้อิสระกับขีดความสามารถของคนก็คือการยกเลิกภาระของรัฐและประกัน สิทธิขั้นพื้นฐานบางอย่าง ดังนั้นนิยามแบบกว้างจึงเหมาะสม

ความแตก ต่างระหว่างrule of law แบบแคบและกว้างซ้อนทับกับความแตกต่างระหว่างประเพณีกฎหมาย เริ่มต้นในปี 1997 นักเศรษฐศาสตร์นำโดย อังเดร ไชลเฟอร์ จากฮาร์วาร์ด และ โรเบิร์ต วิชนี จากชิคาโก เปรียบเทียบประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (เช่อเมริกา และอังกฤษ) กับกลุ่มประเทศระบบซิวิลลอว์ (เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน และสแกนดิเนเวีย) ซึ่งชี้ว่าประเทศที่เป็นระบบคอมมอนลอว์จะมีความปลอดภัยด้านสิทธิทาง ทรัพย์สิน มีการปกป้องผู้ถือหุ้น ที่ดีกว่า มีความหลากหลายในการเป็นเจ้าของหุ้น และมีกฎหมายเปิดเผยข้อมูลและความน่าเชื่อถือที่เข้มงวดกว่า ซึ่งที่กล่าวมานี้เพื่อประสิทธิภาพของตลาดหุ้น

เช่นกันในช่วงเริ่ม ต้นของการเรียกร้อง rule of law ในนามของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ก็ถูกวิจารณ์อย่างมากจากนักเศรษฐศาสตร์ยุโรป เป็นส่วนใหญ่ บางคนอ้างว่าความแตกต่างของคอมมอนลอว์และ ซิวิลลอว์มิได้ชัดเจนอย่างที่เห็น และมันมาจากความแตกต่างของการเมือง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ส่วนคนอื่นๆกลับชี้ว่าจุดกำเนิดของระบบกฎหมายดูเหมือนไม่สามารถอธิบายเกี่ยว กับความยุติธรรมทางเศรษฐกิจหรือrule of law ยกตัวย่างเช่น เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่มีต้นกำเนิดกฎหมายเดียวกัน

แต่มีแค่นัก วิชาการด้าน rule of law เท่านั้นที่ตอบสนองต่อข้อวิพากษ์ดังกล่าวและทำการวิจัย ในงานวิจัยจำนวนมากเขาพบหลักฐานมีน้ำหนักว่าระบบประเทศซิวิลลอว์กระตุ้นให้ รัฐเป็นเจ้าของสื่อและธนาคาร มีความยากลำบากมากกว่าในการเข้าสู่ตลาด มีการควบคุมตลาดแรงงานมากกว่า และมีระบบพิจารณาทางศาลที่ยุ่งยากกว่า ซึ่งที่กล่าวมาเป็นการทำลายเศรษฐกิจ

บางทีข้อโต้แย้งนี้ยังไม่มีคำ ตอบ อย่างเช่น เรเนอร์ โกร์ธจากสถาบันแมกซ์ พลังกซ์ เพื่อศึกษากฎหมายมหาชนเปรียบเทียบและกฎหมายระหว่างประเทศแห่งไฮเดลเบิร์ก กล่าวว่า “ rule of law เป็นเรื่องแนวความคิดเปิดกว้างที่ต้องมีการอภิปรายตลอดไป” เศรษฐศาสตร์กระแสใหม่เรื่องrule of law นั้นหน้าที่ของมันชัดเจนมากขึ้น แต่ในด้านอื่นๆยังคงต้องมีการก่อร่างสร้างขึ้นมา

ขีดของความยุติธรรม

มี การพัฒนาอย่างมากในการตรวจสอบและวัดความเป็นrule of law ถึงแม้ว่าไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วคืออะไร “สิบห้าปีที่แล้วเราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย” สตีฟ แรดเลต จากศูนย์พัฒนาโลก มันสมองแห่งวอชิงตัน “สิบปีที่แล้วเราไม่มีข้อมูล” แต่ปัจจุบันเรามีโครงการตัวชี้วัดธรรมาภิบาลโลก (ซึ่งกอร์ดอน จอห์นสันเชื่อว่ามันถูกเก็บอย่างลับๆที่ธนาคารโลก) ซึ่งรวบรวมข้อมูลตัวชี้วัดกว่าหกสิบแบบ (เช่นขอบเขตอาชญากรรม คุณภาพของระบบสอบสวน ความอิสระของระบบพิจารณาคดี และอื่นๆ) เพื่อสร้าง rule of law และมาตราการต่างๆทางธรรมาภิบาลในประเทศต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ (ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาด)ถึงแม้จะห่างไกลจากความสมบูรณ์ แต่ก็เป็นการประเมินที่ดี มิสเตอร์คอฟแมนกล่าว

มาตรการเหล่านี้เป็น ที่ชัดเจนแล้วว่าได้ช่วยหลายๆประเทศพัฒนากรอบกฎหมาย ภายในเวลาสั้นๆ ปี2000 นายมิคาเอล ซากาชวิลลีรัฐมนตรียุติธรรมแห่งประเทศจอร์เจียในขณะนั้นไล่ผู้พิพากษาออกถึง สองในสามของทั้งหมดซึ่งไม่ผ่านการสอบ สี่ปีต่อมาในฐานะประธานาธิบดีของประเทศเขาไล่ตำรวจจราจรออกทั้งหมด ซึ่งทำให้คะแนน rule of law ของจอร์เจียที่ประเมินโดยธนาคารโลกเพิ่มขึ้นจาก9 เต็ม 100 (10 % จากอันดับท้าย) ในปี2002 เป็น 33 คะแนนในปี 2006 (ถึงจะน้อยแต่ก็มีการพัฒนา) ประเทศในยุโรปกลางและกลุ่มประเทศบอลติคต่างทำได้ดีกว่าโดยการเปลี่ยนกฎหมาย อย่างถอนรากเพื่อจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงระบบพิจารณา คดี

โดยทั่วไปมาตรการที่ควรจะเป็นคือการปฏิรูปอย่างรุนแรงมากกว่า การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย ในละตินอเมริกาชำระกฎหมายอาญาให้ทันสมัยและสร้างความโปร่งใส ในชิลี ปี 2003 มีการตั้งระบบดำเนินคดีสาธารณะแบบใหม่ แต่เจ้าหน้าที่หลายๆคนไม่มีประสบการณ์ด้านนี้และเผชิญกับการต่อต้านจากตำรวจ ประเทศรัสเซียเริ่มนโยบายปฎิรูปการพิจารณาคดีในทศวรรษ 1990 และใช้จ่ายเงินจำนวนมากกับกระบวนการศาลในปี 2000 แต่คะแนน rule of law กลับลดลงมา 5 คะแนนภายใน 7 ปีที่ผ่านมา

ความแตกต่างระหว่างยุโรปกลาง กับละตินอเมริกาบางทีอาจเป็นเพราะภูมิหลัง ทางการเมือง เมส เทรบิลอค และ ดาเนียล แบ่งประเทศต่างๆเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่นักการเมือง นักวิชาการกฎหมาย และสาธารณะต่างให้การสนับสนุนปฏิรูป (ประเทศยุโรปกลางภายหลังการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ แอฟริกาใต้หลังจากการแบ่งสีผิว) กลุ่มสองเป็นกลุ่มที่นักการเมืองให้การสนับสนุนแต่นักวิชาการกฎหมายและตำรวจ ไม่ให้ความร่วมมือ (ชิลี กัวเตมาลา) กลุ่มที่สามคือ กลุ่มที่นักวิชาการกฎหมายให้การสนับสนุนแต่นักการเมืองไม่ร่วมมือ (ปากีสถาน) “เพียงแค่กลุ่มแรกเท่านั้นที่ rule of law พัฒนาไปไกล” นักวิชาการระบุ

แต่การค้นพบอื่นๆค่อนข้างมืดมน ผลการวิจัยบางชิ้นค้นพบว่ามีความสัมพันธ์เล็กน้อยระหว่างการเติบโตเศรษฐกิจ และrule of law ความสัมพันธ์กับความมั่งคั่งนั้นชัดเจน (ดูในแผนภาพอีกครั้ง) แต่ค่อนข้างแตกต่างกัน มันเห็นผลค่อนข้างชัดเจนถ้าใช้เวลาเป็นทศวรรษหรือศตวรรษ แต่ในระยะสั้นมันไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ประเทศจีนมีการเติบโตเศรษฐกิจที่ชัดเจนสวนทางกับความเชื่อที่ว่าrule of law จำเป็นต่อการเติบโตเศรษฐกิจ จีนมีการเติบโตเศรษฐกิจที่รวดเร็วและมีการลงทุนต่างชาติมากที่สุดในโลก ถึงแม้มีการคอร์รัปชั่นจำนวนมากและไม่มีอะไรที่ชาวตะวันตกจะสัมผัสได้ถึง ประเพณีของ rule of law (การประกันสิทธิในทรัพย์สิน และรัฐบาลมีความสามารถในการออกแบบและดำเนินนโยบายต่างๆ)

ในทางตรง ข้ามมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการปฏิรูปกฎหมายกับการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในประเทศยุโรปกลางและบอลติค หรือระหว่างประเทศสเปนภายหลังยุคฟรังโกและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยาวนาน และมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัดในที่อื่นๆ มูลค่าที่ดินในชนบทของประเทศ บราซิล อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยสูงขึ้นเมื่อมีการออกโฉนด เพราะเจ้าของที่มีความมุ่งมันในการลงทุน งานวิจัยอิสระชิ้นหนึ่งของธนาคารโลกเมื่อสิบปีที่แล้วพบความสัมพันธ์อย่าง น่าแปลกใจระหว่าง โครงการต่างๆที่ธนาคารสนับสนุนการเงินกับความเป็นเสรีของประชาชน โครงการต่างๆในประเทศที่มีความเสรีจะมีผลตอบแทนสูงกว่าในประเทศที่มีเสรีภาพ น้อยกว่า

แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรกันแน่คือสาเหตุ บางทีการเติบโตอาจเป็นตัวช่วยความเป็น rule of law หรือตรงกันข้าม บางทีประเทศต่างๆสามารถสนับสนุน rule of law เมื่อใดก็ตามที่ประเทศร่ำรวยแล้ว การคงอยู่ของขอบเขตยุติธรรมในทศวรรษ 1930 ช่วยสนับสนุนในแนวความคิดนี้

ไม่ใช่มีเพียงแค่มุมมองของ คอฟแมนที่ว่าการพัฒนา rule of law ช่วยในการเติบโตเท่านั้น บางประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการพัฒนา rule of law และประเทศดังกล่าวที่ว่านี้ในภายหลังกลับมีการถอยหลัง (อาร์เจนตินาเคยเป็นประเทศหนึ่งในสิบที่รวยที่สุดในโลก) ปัญหาที่แท้จริงคือการอธิบายว่าทำไมทุนนิยมถึงรุ่งเรืองในเอเชียและกลุ่มโจร เครมลินในรัสเซีย คำตอบคือ คอฟแมนกล่าวว่า “ปราศจากนิติธรรมแล้ว พวกที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีเพื่อการฉ้อฉลสามารถคว้าส่วนแบ่งจากการเติบโตอย่าง ไม่เป็นธรรมซึ่งรวมถึงกำไรจากน้ำมันดิบและวัตถุดิบต่างๆ”

การคงอยู่ ของทุนนิยมและหน้าที่ของรัฐในการจับขโมยนั้นเป็นข้อถกเถียง เพื่อคำตอบว่าเราควรเสริมสร้าง rule of law เมื่อใดก็ตามที่เราทำได้ เนื่องจากการเติบโตนั้นไม่สามารถสร้างกฎหมายได้เองโดยอัตโนมัติ และยังมีข้ออภิปรายอื่นๆ เช่น rule of law ในตัวมันเองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพัฒนาสิทธิมนุษยชนเพื่อ เพิ่มโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมให้ประชาชนทุกคนจากการกดขี่ของรัฐ ดังที่ จอห์น ล็อคเขียนในปี 1690 ว่า “เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายถึงจุดจบ ทรราชจะถือกำเนิดขึ้น” ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่าหรือ ซิมบับเว การละเมิดกฎหมายแลระบบใช้กำลังทหาร เป็นตัวขัดขวางการเจริญเติบโต ซึ่งการปฏิรูปจะช่วยได้ในเงื่อนไขที่ว่าการปฏิรูปนั้นดำเนินอยู่จริง

โดย ทั่วไปแล้ว ความพยายามในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาได้สร้างความสับสนขึ้น มีคำแนะนำว่า rule of law สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่นการปฏิรูป rule of law ในการเมืองในระดับรากฐาน โดยมิใช่การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค และมีความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโตกับ rule of law

rule of law กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์เล็กน้อยในระยะสั้น นักวิชาการที่ทำการศึกษาวิจัยก็ไม่ได้ยืนยันว่า rule of law เป็นเงื่อนไขขั้นต้นที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยิ่งนักเศรษฐศาสตร์ค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ rule of law มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีปัญหาในการสร้าง rule of law ในฐานะเป็นคู่มือเศรษฐกิจสากลมากขึ้น