WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 30, 2011

เชิญร่วมงาน “ความต่างที่เหมือนกัน" (Different but Alike) By Redplus

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

เชิญร่วมงาน “ความต่างที่เหมือนกัน" (Different but Alike) By Redplus



4 กันยายน • 12:00 - 16:00

ร้านอาหารยกยอ (ตรงข้ามสถานีขนส่งสายใต้เก่า ริมคลองบางกอกน้อย) http://www.thailandholidayclub.com/index.php?topic=1033.0

เชิญร่วมงาน "ความต่างที่เหมือนกัน" (Different but Alike) By Redplus จัดโดยเวปเรดพลัส www.redplus.tv ในวันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน 2554 ตั้งแต่เวลา 12.00-16.00 น. ณ ร้านอาหารยกยอ (ตรงข้ามสถานีขนส่งสายใต้เก่า ริมคลองบางกอกน้อย)

พบกับ ดร.สุนัย จุลพงศธร, คุณทอม ดันดี, คุณวัฒน์ วรรลยางกูร+ศิลปินวงท่าเสา และแขกรับเชิญอีกหลากหลายท่าน

ค่าบัตรเข้างานท่านละ 500 บาท (เป็นค่าใช้จ่ายอาหาร เครื่องดื่ม ภายในงาน)
...
สามารถ เริ่มจองบัตรโดยการโพสต์ บอกหน้าเพจ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (โอนเงินมาที่่ เลขบัญชี 758-2-69929-6 ชื่อบัญชี นีรนุช ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า)
หลังจากโอนมาเรียบร้อยแล้ว ให้โพสต์ยืนยันหน้าเพจอีกทีครับ พอถึงวันงานให้นำหลักฐานการโอนเงินมาแสดงแล้วรับบัตรเข้างานได้เลยครับ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ >> 08-9506-9829 , 08-3207-6287

แผนที่ >> http://www.thailandholidayclub.com/index.php?topic=1033.0


จุดประสงค์ของการจัดงาน

1. ทีมงาน Redplus จึงมีความประสงค์ จะจัดงานขึ้น โดยใช้ชื่องานว่า “ความต่างที่เหมือนกัน” หรือ “Different but Alike” เพื่อเป็นทั้ง สโลแกนในการทำงาน และเป็นเป้าหมายในการสรรสร้างงานให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประชาชนไทย เพื่อความสมานฉันท์และปรองดอง แต่อย่างไรก็ตาม งานใดๆคงไม่สามารถจะขับเคลื่อนได้ถ้าปราศจากน้ำหล่อเลี้ยงที่เป็นปัจจัยทาง การเงิน ในการทำให้ เวบไซด์เล็กๆนี้เดินทางไปสู่เป้าหมายได้ ทีมงานจึงเล็งเห็นว่า จะจัดงานนี้เสมือนเป็นการหาทุนรอนเบื้องต้นในการดำเนินงานโดยปราศจาก เงื่อนไขใดๆ

2. เพื่อเป็นการพบปะสังสรรกันของกลุ่มเพื่อนในอุดมการณ์เดียวกัน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนะคติ ประสบการณ์ต่างๆแบบกันเองตามประสา พี่พ้องน้องเพื่อน

3. เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆที่ ทีมงาน www.redplus.tv ต้องการนำเสนอต่อสาธารณะชน

4. เพื่อนำรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง มอบให้แก่นักโทษในเรือนจำ คดี112

เป้าหมายที่ต้องการ

1. ทำให้มีทัศนคติในการดำรงชีวิตของสังคมในโลกปัจจุบัน ที่ต้องเชื่อมโยงกันทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ให้มีความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสิทธิ์พื้นฐานที่ควรจะ เป็นในสังคมไทยแบบสากลที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่พิสูจน์ได้ จับต้องได้ ไม่ใช่การสร้างภาพที่ต้องยอมรับโดยปราศจากเหตุผลหรือบังคับใดๆ

2. ทำให้สังคมไทยมีปริมาณจำนวนคนที่เคยถูกบิดเบือนในการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ต่างๆ ให้รับรู้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์อีกด้านอย่างมีสติและมีมิติ ในการร่วมใจที่จะ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนาสังคม ให้เข้าสู่ ความปรองดรองสมานฉันท์ ด้วยความเท่าเทียมกันในสิทธิในความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันอย่างแท้จริง

3. ทำให้สังคมไทย เปิดโอกาสให้แก่กัน ไม่นำพาทัศนคติ และสถานะที่แตกต่างในทุกด้าน ของคนในชาติ ที่เคยแตกแยกกันอย่างรุนแรง ลดช่องว่างในการแตกแยกกัน จนกลายเป็นการยอมรับได้โดยกติกาประชาธิปไตยที่มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุก มิติแบบสร้างสรร ที่ไม่มุ่งเน้นในการทำลายล้างกันด้วยกำลังและอาวุธหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ใดๆ

***นำรายได้หลักหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง มอบให้แก่นักโทษในเรือนจำ คดี112


"ความต่างที่เหมือนกัน" (Different but Alike) คลิกดูบทความ >> http://www.facebook.com/note.php?note_id=231256133578655

http://www.facebook.com/event.php?eid=173487682723616

คนเสื้อแดงอุดรเดินหน้าเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย รวม 16หมู่ รวมเป็น 311 หมู่บ้านท

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

คนเสื้อแดงอุดรธานีเดินหน้าเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงน้ำโสม

คนเสื้อแดง อุดรธานีเดินหน้าเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย ที่เคยประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อำเภอน้ำโสม และ อำเภอนายูง รวม 16หมู่ รวมเป็น 311 หมู่บ้าน ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าว รายงานเข้ามาว่า เมื่อเวลา 09.00น.ของวันที่ 28 สิงหาคม 54 ณ ศาลากลางวัดป่าธรรมวนาราม บ้านโคกน้อย หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำโสม อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี โดยการนำของ ร.ต.ต.กมลศิลป์ สิงหะสุริยะ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี นายอานนท์ แสนน่าน เลขานุการกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี และ คุณหงส์ทอง ดาวอุดร แกนนำคนเสื้อแดงอุดรธานี พร้อมด้วย นายพินิจ วานุนาม ประธานกลุ่มแดงประชาธิปไตยน้ำโสม-บ้านผือ-นายูง หรือ (ดปน.) และคนเสื้อแดงจำนวนกว่า 1,000 คน ได้ร่วมจัดกิจกรรมพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องเพื่อ ไทย นปช. คนเสื้อแดงที่ได้รวมพลังทวงคืนความยุติธรรมเพื่อประชาธิปไตยกันมาอย่างต่อ เนื่อง คืองาน “ผูกฮัก ผูกแพง ผูกเสี่ยวคนเสื้อแดง” เพื่อเป็นการหล่อหลอมหัวใจของคนเสื้อแดงให้เกิดความรักสามัคคีกลมเกลียวกัน ดุจเสมือนเพื่อนหรือเครือญาติเข้าไว้ด้วยกัน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ได้มีเสียงเรียกร้องจากคน เสื้อแดงในพื้นที่ อ.น้ำโสม และ อ.นายูง ให้มีการจัดตั้งและเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้น จำนวน 16 หมู่บ้าน รวมแล้วที่เปิดในจังหวัดอุดรธานี เป็น 311 หมู่บ้าน

นอกจากนั้นยัง ได้รับการสนับสนุนจาก นางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 9 จ.อุดรธานี เพื่อมายืนยันเกี่ยวกับผลงานรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้าน บาท และสนับสนุนงบประมาณให้กับสตรี จังหวัดละ 100 ล้านบาท โดยทางรัฐบาลจะนำงบประมาณสนับสนุนทุก ๆ หมู่บ้านของประเทศไทย กว่า 8 หมื่นหมู่บ้านด้วยกัน

สำหรับการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย ในพื้นที่ของ อ.น้ำโสม และ อ.นายูง ถือได้ว่าเป็นความร่วมมือรวมแรงร่วมใจของประชาชนในพื้นที่ ที่จะผลักดันให้หมู่บ้านเสื้อแดงเกิดขึ้นทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ให้แล้วเสร็จภายในเดือน กันยายน 2554 นี้ เพื่อเป็นการยกระดับความสามัคคีให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านเชื่อมโยงจากทางภาค รัฐและเอกชน ให้เป็น “หมู่บ้านปลอดยาเสพติด” และ “หมู่บ้านสร้างเสริมรายได้ในครัวเรือน” หลังจากที่ทั้ง 2 อำเภอ นี้ประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วม ทำให้ไร่นาของเกษตรกร และ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะประชาชนจะต้องมีการร่วมมือร่วมใจกันสร้างความสามัคคี ให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน นั่นคือการเปิด “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย”

ผู้สื่อข่าวรายงานเข้ามาอีกว่า ในการเปิด “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย” ในครั้งนี้ ทางกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ได้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยมีธงสัญลักษณ์สีแดงเป็นพาหนะในการเดินทางไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงทั้ง 16 หมู่บ้าน เพราะนอกจากแต่ละหมู่บ้านจะตั้งอยู่ห่างไกลและเป็นทางชันต้องขับรถขึ้น เขา-ลงเขาอย่างยากลำบากประกอบกับพายุฝนที่ตกกระหน่ำอย่างหนักตลอดเส้นทางแต่ ก็ไม่ได้สร้างความหนักใจให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด

ส่วนทาง ด้าน ร.ต.ต.กมลศิปล์ สิงหะสุริยะ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรธานี ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 3 กันยายน 2554 นี้ทาง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ก็จะมีการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย เพิ่มขึ้นอีก 6 ตำบล 20 หมู่บ้าน โดยจะตั้งจุดรวมพลร่วมจัดกิจก รรมการบายศรีสู่ขวัญงาน “ผูกฮัก ผูกแพง ผูกเสี่ยวคนเสื้อแดง” ณ บ้านหนองแก ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งได้รับเกียรติจาก นพ.ประสงค์ บูรณ์พงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ในฐานะประธานที่ปรึกษามูลนิธิ บ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย พร้อมด้วยแกนนำ นปช.อีกจำนวนหนึ่งก็จะเดินทางเข้ามาร่วมเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย ในพื้นที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีในครั้งนี้อีกด้วย





























































หมู่บ้านเสื้อแดงน้ำโสม
โดยอานนท์ แสนน่าน ( อัลบั้ม )

http://www.facebook.com/#!/media/set/?set=a.201801119884165.51786.100001628366845

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/08/54 ยินดีที่ใช้บริการนะคะ

ที่มา blablabla




เติมรอยยิ้ม อิ่มใจ ได้ถ้วนหน้า
เอาความสุข คืนมา พาสดใส
สร้างความหวัง ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
อยู่ใกล้ไกล ต่างยิ้มร่า จนหน้าบาน....


บริการ ทันที ไม่มีกั๊ก
นามยิ่งลักษณ์ ชื่อสตรี ที่กล่าวขาน
ตอกหน้าแง พวกต่ำช้า วิชามาร
ที่ดักดาน..โง่เง่า เต่าล้านปี....


อีกสื่อชั่ว มั่วตลอด ค่อนขอดไว้
พวกระยำ ปากจัญไร ไร้ศักดิ์ศรี
สมกับพวก ดักดาน มานานปี
อ้างโน่นนี่ แถมก่นด่า อีกสารพัน....


เหลือเพียงพวก จิตวิปลาส ขาดสติ
ที่อุตริ คิดทราม พูดหยามหยัน
แค่ก้าวแรก คนยิ้มร่า ทั่วหน้ากัน
คงมีแต่ พวกมัน ที่ฟั่นเฟือน....


ยังสำราก ความระยำ คำพูดถ่อย
จ้องแต่คอย จับผิด คิดเชือดเฉือน
สั่งสื่อชั่ว ปากจัญไร ไว้บิดเบือน
กลัวเป็นเหมือน พวกฟุ่มเฟือย เมื่อยจะเคลียร์....


ต้องคิดไว ทำไว ให้เห็นผล
ส่วนพวกปาก พาจน คนได้เสีย
คงกอดคอ ร่ำร้อง กับกองเชียร์
สมพวกเฮี่ย ดีแต่พูด สุดแสนเลว....


๓ บลา / ๓๐ ส.ค.๕๔


ชาวพุทธไทย “คนแปลกหน้า” สำหรับตถาคต!

ที่มา ประชาไท

หากเราต้องการให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงเชิงความคิด” ในสังคมไทย แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ถกเถียง ถอดรื้อวิธีคิดของชาวพุทธแบบไทยๆ ที่ถูกปลูกฝังมาภายใต้วัฒนธรรมทางความคิดของพุทธศาสนาแบบไทยๆ

ถามว่าทำไมคนไทยมักมีแนวโน้มที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบบุคคลที่มีภาพ ลักษณ์ ถูกยกย่องว่าเป็น “คนดี” เช่น เมื่อมีข้อกล่าวหาว่า “คนดี” หนีทหาร ตั้งรัฐบาลโดยการหนุนของอำนาจนอกระบบ สั่งฆ่าประชาชน ฯลฯ แทนที่สื่อ นักวิชาการ หรือกระแสสังคมจะสนใจตรวจสอบให้ชัดแจ้งว่า ข้อกล่าวหานั้นๆ จริงหรือไม่ หลายๆ ครั้งกระแสตีกลับไปที่ฝ่ายกล่าวหาทำนองว่าจ้องจับผิด หาเรื่อง ใส่ร้าย เป็นเกมการเมือง ฯลฯ แล้วสังคมนี้ก็ปล่อยให้ข้อกล่าวหานั้นๆ คลุมเครืออยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ลืมๆ กันไปในที่สุด

คำตอบกว้างๆ คือ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ และชาวพุทธถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า “คนดี” คือผู้ปฏิบัติธรรม และ “ธรรม” หมายถึงอะไรบางอย่างที่เป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” หรือธรรมนั้นมี “ธรรมานุภาพ” มหาศาล เช่น ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม และดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆ ในชีวิต ในการงาน การครอบครัว การเมือง การธรรม การโลก การจักรวาล สารพัดการ

เมื่อธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์ มีมหิทธานุภาพสุดพรรณนา คนดี หรือผู้ปฏิบัติธรรมจึงกลายเป็น “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ไปด้วย ศักดิ์สิทธิ์น้อย-มากเป็นไปตามลำดับความต่ำ-สูงของธรรมที่ปฏิบัติ หรือธรรมที่บรรลุ

ฉะนั้น บุคคลที่สังคมนี้ยกย่องว่า “มีคุณธรรมสูงส่ง” จึงต้องเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ อยู่เหนือการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบอย่างสิ้นเชิง ดังที่เคยมีศิษย์วัดใหญ่แห่งหนึ่งเล่าผ่านรายการทีวีว่า ในสำนักแห่งนี้เราถูกสอนให้มีศรัทธาอย่างแน่วแน่ต่อท่านเจ้าอาวาส กระทั่งในยามที่ท่านเจ้าอาวาสอยู่ในห้องสองต่อสองกับสีกาที่ท่านเลือกแล้ว ว่า มีพื้นฐานทางจิตและปัญญาเหมาะแก่ “การถ่ายทอดธรรมขั้นพิเศษ” เหล่าบรรดาศิษยานุศิษย์ไม่กล้าแม้แต่จะคิดสงสัยใดๆ ใน “ความบริสุทธิ์” ของท่านเจ้าอาวาส เพราะการสงสัยต่อบุคคลศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นถือเป็น “บาปทางใจ” ที่พึงระวังไม่ให้เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

ในทำนองเดี่ยวกัน กษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชย์ ก็เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิเหนือการตั้งข้อสงสัย เพราะการเกิดมาเป็นกษัตริย์เป็นผลของการบำเพ็ญบุญบารมีมามาก กษัตริย์จึงมีบุญญาธิการ มีอำนาจ มีความยิ่งใหญ่บนฐานของ “บุญบารมี” หรือคุณความดีอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งที่เคยทำมาแล้วในอดีตชาติ และที่สั่งสมพระราชกุศลต่างๆ ในชาตินี้

คติความเชื่อที่ว่า “พระ” และ “เจ้า” ผู้ทรงธรรมคือบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ถูกขยายมาถึงคนทั่วๆ ไปด้วยโดยปริยาย เช่นว่า เมื่อเราเข้าวัดปฏิบัติธรรม เรามักจะรู้สึกว่าเราได้ “บุญ” ซึ่งหมายถึงได้อะไรบางอย่างที่มีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองเรา ดลบันดาลให้เกิดสิริมงคล โชคลาภ ความสุขความเจริญแก่ตัวเรา หรือโดยรวมๆ แล้วการปฏิบัติธรรมจะทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นคนดีกว่าคนทั่วๆ ไป ที่ไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนเรา ซึ่งหมายความว่าธรรมะหรือบุญที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ ทำให้เราเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์เหนือคนอื่นๆ ขึ้นมาแล้ว (อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเราที่มักดูแคลนคนที่ไม่รู้ธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนเรา)

พึงตั้งของสังเกตไว้ว่า สิ่งที่เรียกว่าความดี หรือธรรม หรือบุญนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางสังคมเลย ฉะนั้น ชาวพุทธจึงไม่ใคร่ที่จะยกย่องการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ว่าเป็นการทำความดี หรือเป็นการปฏิบัติธรรม นอกจากจะไม่ถือว่าเป็นการทำความดีหรือเป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว ยังมองว่าหากการต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวกระทบต่อสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของ “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” (เช่น การรณรงค์ยกเลิก ม.112) ยิ่งเป็นเรื่อง “ผิดบาป” ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

ฉะนั้น ธรรมที่ควรปกป้องจึงหมายถึงธรรมในทางศาสนาเท่านั้น ดังเช่นบรรดาชาวพุทธผู้เคร่งครัดพยายามรณรงค์ตลอดมาว่า การต่อต้านหวยบนดิน บ่อนถูกกฎหมาย กฎหมายอนุญาตการทำแท้ง หรือการปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (แม้แต่ปกป้องจากการเรียกร้องให้แก้ไขกติกาเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของกษัตริย์ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยมากขึ้น) หรือการรณรงค์ให้งดเหล้าเข้าพรรษา ห้ามขายเหล้าวันพระ เป็นต้น เป็นการทำความดี เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องที่ได้บุญกุศลมหาศาล ขณะที่ไม่มองการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรมว่าเป็นการ “ทำความดี” หรือการปฏิบัติธรรมที่ควรสนับสนุนยกย่อง

ผมคิดว่า สิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งที่พระตถาคตศาสดาของชาวพุทธพยายามต่อสู้คือ การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ธรรมะ” ในความหมายว่าเป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” ที่ผูกโยงอยู่กับอำนาจเหนือธรรมชาติเช่นพระพรหมผู้สร้างโลก ให้ธรรมะมีความหมายเป็น “ของธรรมดา” ที่ผกโยงอยู่กับความเป็นจริงของธรรมชาติและของกฎธรรมชาติ การเข้าใจธรรมะคือการเข้าใจธรรมชาติหรือกฎเกณฑ์ของสิ่ง/ตัวเรา/เรื่องราว/ เหตุการณ์/สังคม ฯลฯ ซึ่งไม่เกี่ยวใดๆ กับการเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์

เมื่อตถาคตสอนอริยสัจสี่ สาระคือการสอนให้เราทำความเข้าใจความจริง และให้แก้ปัญหาต่างๆ บนพื้นฐานของการเข้าใจความจริงในเรื่องนั้นๆ สิ่งที่เรียกว่า “ศีลธรรม” ก็คือสิ่งที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่มีคุณค่าของเราในฐานะที่เป็นมนุษย์ และหากเป็นความจริงว่าในยุคสมัยของเรา สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมคือสิ่งที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีในฐานะที่เป็นมนุษย์ ตถาคตคงแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดชาวพุทธไทยจึงไม่รักที่จะต่อสู้เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีเหล่านี้ขึ้นใน สังคม

และคงแปลกใจว่า ทำไมชาวพุทธไทยปัจจุบันจึงใช้ข้ออ้างเรื่อง “ศีลธรรมส่วนตัว” (individual morality) มาเป็นเหตุผลให้ออก “กฎของสังคม” คือเป็นกฎหมายที่บังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติโดยไม่พิจารณาเหตุผล และความจำเป็นด้านอื่นๆ เช่น เรื่องดื่มเหล้าวันพระ ไม่วันพระ เรื่องการพนัน สิทธิในการทำแท้ง ฯลฯ แต่กลับไม่เห็นความสำคัญของการต่อสู้ที่อ้างอิง “ศีลธรรมเชิงสังคม” (social morality) เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม เพื่อออกกฎของสังคมให้ทุกคนปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

นี่มันหมายความว่า ชาวพุทธไทยที่มักอ้างคำสอนตถาคต กลายเป็นเป็น “คนแปลกหน้า” สำหรับตถาคตไปแล้ว!

วาทกรรม “ประเทศไทยไม่พร้อมสำหรับ…” กับดักทางความคิดที่อันตราย

ที่มา ประชาไท

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อสิงคโปร์ ไม่ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซีย ประชาชนในประเทศวิตกกันเป็นอย่างมาก ประเทศเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งน้ำจืดจะอยู่ได้อย่างไร? หลังจากนั้นประชาชนเขาจึงเริ่มนับหนึ่งด้วยความ “ไม่พร้อม” ไปด้วยกัน

ย้อนกลับมาประเทศไทยเคยมีคนบางส่วนบอกว่าไม่ควรเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาชน “ไม่พร้อมที่จะปกครองตัวเอง” อำนาจเลยถูกรวมอยู่ในศูนย์กลางและเมื่ออำนาจถูกกระจายไปสู่มือประชาชน กลุ่มคนที่เคยถือครองอำนาจก็บอกว่าประชาชนไม่พร้อมที่จะปกครองตัวเอง ยังไม่ได้รับการศึกษาเรื่องประชาธิปไตย น่าสงสัยว่าก่อนหน้านั้นที่ปกครองด้วยสมบูรณญาสิทธิราชย์นั้น ได้มีการปูพื้นฐานความรู้ให้กับไพร่ (ที่กลายมาเป็นราษฎร) ให้พร้อมกับการปกครองแบบใหม่รึเปล่า หรือเพียงอาศัยคำว่าไม่พร้อมเพื่อจะปกครองกันในระบอบเก่า

หันไปดูรอบๆกรุงเทพฯในเวลานี้หลายๆจุดเพิ่งเริ่มสร้างรถไฟฟ้าระบบรางทั้ง บนดินและใต้ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่นานาชาติแนะนำให้ไทยควรลงทุนกับโครงสร้างขั้นพื้นฐานโดย เฉพาะระบบขนส่งสาธารณะตั้งแต่สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่อุตสาหกรรมแซงหน้าภาคการเกษตรในการส่งออกแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่กล้าลงทุนและรักษาวินัยการคลังด้วยเหตุผล “ไม่พร้อมที่จะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่”

นั่งฟังส.ส.พรรคภูมิใจไทยคนหนึ่งอภิปรายว่าไม่ควรแจก แท็บเล็ต พีซี ให้กับเด็กกลัวเด็กจะเอาไปเล่นการพนัน เด็ก”ไม่พร้อมที่จะดูแลตัวเอง” ขอถามว่าก่อนที่จะมีแท็บเล็ต ในสมัยเด็กๆใครบ้างไม่เคยเล่นไพ่ เล่นปั่นแปะ เล่นทอยเส้น หรือ จับสลาก แทนที่จะคิดว่าเราจะให้ความรู้ควบคู่กับการแจกแท็บเล็ตได้อย่างไร?

เปลี่ยนช่องไปก็เจอนักวิชาการพูดว่า เรา “ไม่พร้อมที่จะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน” ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับการที่จะงดการเก็บ เพราะเวลาเราเก็บแล้วไปอุ้มตอนน้ำมันแพง แล้วเราใช้น้ำมันถูกกว่าความเป็นจริงเราก้มยังคงก้มหน้าตะบี้ตะบันใช้ แทนที่จะเอาเงินที่อุดหนุนไปส่งเสริมการวิจัยพลังงานทดแทนหรือมีความชัดเจน ด้านนโยบายพลังงานว่าจะส่งเสิรมอะไรกันแน่เปลี่ยนไปเปลี่ยน เอทานอล ไบโอดีเซล ฯลฯ

กลุ่มนายจ้างรวมตัวกันบอกว่า “ไม่พร้อมที่จะขึ้นค่าแรง 300 บาท” เพราะว่าจะทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตและจะทำให้นักลงทุนไทยตาย ซึ่งถ้าหากมองย้อนกลับไปไทยเริ่มแข่งขันในตลาดโลกด้วยการส่งออกปี 2518 ตามคำแนะนำของ โรเบิร์ต แมคนามาร่า จากธนาคารโลกโดยให้มุ่งเน้นการส่งออก พร้อมกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เราแข่งด้วยการกดค่าแรงกับเขา จนตอนนี้เขาไปสร้างนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มทางสินค้าจนตอนนี้เราไปแข่งกับ เวียดนาม ถามว่าเราจะพร้อมแข่งเรื่องประสิทธิภาพการผลิตเมื่อไหร่? แล้วจะกดค่าแรงไปถึงไหน?

รัฐวิสาหกิจเช่น การรถไฟ และ ขสมก.ก็บอกว่าหน้าที่ของพวกเขาคือต้องแบกรับความขาดทุนเพื่อที่ประชาชนจะได้ สบาย เพราะ”ประชาชนไม่พร้อมที่จะเสียเงินแพง” ดังนั้นต้องให้สหภาพดูแลผลประโยชน์ แต่สิ่งที่ไม่เคยบอก เช่น ที่ดินรถไฟทำกำไรไปมากมายเงินไปไหน? ทำไมระบบขนส่งมวลชนในประเทศอื่นเขาถึงบริหารได้กำไรได้ แล้วทำไมเราถึงบริหารขาดทุน? หรือ จริงๆเงินที่ไปชดเชยการขาดทุนก็มาจากภาษีประชาชนที่รัฐจ่ายเคยบอกกันไหม?

กระทรวงวัฒนธรรม บอกว่าประเทศไทยนั้นยัง “ไม่พร้อมที่จะรับวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง” ดังนั้นจึงควรอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม เราลืมไปหรือเปล่าว่าเรื่องลามกทะลึ่งหยาบโลน มีอยู่ในศิลปะเพลงพื้นบ้านของไทยมาช้านาน เราหลับตาข้างหนึ่งรึเปล่าที่ไม่รับรู้ว่า เรื่องกระเทย เรื่องตำรวจคอร์รัปชั่น เรื่องท้องก่อนวัยอันควร เรื่องโสเภณี เรื่องพระทำผิดศีล มีอยู่จริงในสังคมไทย? เราเลยพร้อมใจรับไม่ได้ที่มันถูกสะท้อนออกมาในศิลปะ กรอบศีลธรรมอันดีงามแท้จริงเราก้าวพ้นศิลปะแบบวัดๆวังๆ ซึ่งเป็นของประชาชนกลุ่มน้อยนิดในสังคมที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านหรือยัง? เราจึงได้แต่ดูหนังวนเวียนเรื่อง วีรกรรมบูรพกษัตริย์ และ คนๆโขนๆ

เรายังคงเป็นเมืองกึ่งพุทธกึ่งผีกึ่งพราหมณ์ และเราก็ยังหลงเชื่อว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นเป็นวิทยาศาสตร์ เราตามอ่านทวิตเตอร์ของพระเซเลบฯ ไปปฏิบัติธรรมกับแม่ชีเซเลบฯ(ที่เปิดตัวเครื่องสำอางค์ในสำนักปฏิบัติธรรม) เพราะใครๆเขาก็ทำกันและทำแล้วรู้สึกดี แต่เราลืมไปว่าการนั่งสมาธิหรือการตามอ่านทวิตเตอร์พระแล้วคิดว่าเป็นการทำ ดี ซึ่งเรายังแยกกันไม่ออกว่าการทำดี กับการเจริญสมาธิเป็นคนละส่วนกัน โดย “ไม่พร้อมที่จะตั้งคำถามถึงความถูกต้องของหลักคำสอน”ที่ถูกบอกต่อๆนั้น มันก็ขัดกับหลักกาลามสูตร เป็นเมืองพุทธที่ยังกราบหมาสามขา วัวสองหัว โอ้!ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ประเทศไทย อาจยัง”ไม่พร้อมสำหรับเทคโนโลยี 3G” เมื่อโครงข่ายแพร่หลายข้อมูลถูกส่งผ่านได้อย่างรวดเร็ว รัฐไม่สามารถสกัดกั้นเนื้อหาที่ต้องการปิดกั้นได้หมด หรือแม้กระทั่งเรื่องการสัมปทาน ประเทศ “ยังไม่พร้อมกับการแข่งขันเสรีที่โปร่งใส” เลยยังต้องนิยมกับการสัมปทานผูกขาดแบบเสือนอนกิน ของ TOT และ CAT ต่อไป เพราะทั้งสองเจ้าอยากจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หรือ เป็นห่วงขุมทรัพย์มหาศาลกันรึ?

ประชาชนบางส่วนก็ดูเหมือนจะ “ไม่พร้อมจะรับผิดชอบทางการเมือง” เหมือนว่าพอเลือกตั้งเสร็จหน้าที่ของเราก็จบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ก็แล้วแต่บุญทำกรรมแต่ง ไม่พร้อมจะติดตามนโยบาย ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมทางการเมือง เอ้า!!ก็ไทยนี่มันรักสงบนี่นา อยู่เฉยๆสบายกว่ากันเยอะ พอนักการเมืองทำอะไรไม่ดีไม่ถูกใจ เราก็ได้แต่บ่นกันว่า “นักการเมืองเลว”

ความไม่พร้อมทำให้เราต้องวิ่งหา “ผู้ใหญ่ใจดี” และยกอำนาจในการตัดสินใจให้กับเขาเชื่อฟังโดยว่าง่าย ห้ามเถียง ห้ามสงสัยในความหวังดีของท่าน เราจะเติบโตกันอย่างไร หากไม่พร้อมที่จะเสี่ยงอะไรเลย ไม่พร้อมแม้จะตั้งคำถามกับสิ่งรอบๆตัว แล้วมีคนคิดแทนให้หมดทุกเรื่องได้หรือ?

แทนที่เราจะเป็นเหมือนเด็กหัดขี่จักรยาน ที่แรกเริ่มก็ต้องมีการล้มลุกคลุกคลาน หัดแล้วหัดอีก ผู้ใหญ่ก็แทนที่จะให้กำลังใจและประคับประคอง แต่กับซ้ำเติมแล้วก็พร่ำบ่นว่า “เห็นไหมผมอาบน้ำร้อนมาก่อนคุณ”

“ไม่มีใครเกิดมาดีพร้อม” คำนี้เห็นจะจริงแต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรากล้าที่จะออกตัวหรือไม่? บางครั้งก็แอบตั้งคำถามว่า “เราจะเข้าเส้นชัยได้อย่างไร โดยที่ไม่ได้ออกตัว?” มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขอไว้อาลัยแก่ประเทศที่ไม่เคยพร้อมอะไร แต่ทรนงตัวว่าเราจะเป็นผู้นำ คนไทยตั้งใจทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก(ถ้าเราพร้อม!!) หรือสิ่งเดียวที่เราไม่พร้อมก็คือ “เราไม่พร้อมที่จะรับความจริง” กันแน่!!


กวีประชาไท: ให้โลกรู้พวกกูยังสู้อยู่

ที่มา ประชาไท

ร่วมรบ

เป็นสหาย..เป็นอื่นได้อย่างไรในเส้นทาง

เคยถูกผิดเคยอ้างว้างร่วมกันสู้

ในเหน็บหนาวร้าวรานเราต่างรู้

มีสหายเคียงอยู่ให้อุ่นใจ

คือสหายกอดความตายในแนวหน้า

แม้มิรู้ชะตาฝ่าภัยร้าย

หวังเพียงเพื่อปลดแอกโค่นจัญไร

สังคมใหม่เปลี่ยนได้โดยประชา

สับสน

ถนนเส้นนี้เราต่างรู้ต้องสู้หนัก

อยากไถ่ถามทายทักเธอท้อไหม

กับชีวิตเรื่องราวความเป็นไป

หรือโลกยินแต่ร่ำไห้ในค่ำคืน

หรือเป็นเพียงแค่นักรบซากศพฝัน

อุดมการณ์หมายมั่นพลันสลาย

เมื่อโลกเปลี่ยนหรือคนมันกลับกลาย

เราเปลี่ยนแปลงสังคมใหม่เพื่อใครกัน

หมุดหมายมุ่ง

ฝนหยุดตกนานแล้วพี่น้องเอ๋ย

เมล็ดพันธุ์งอกเงยจงไถ่หว่าน

เรื่องร้ายเรื่องรบจากเมื่อวันวาน

ขอให้ลืมพ้นผ่านกลบฝังดิน

เช็ดน้ำตากุมมือประสานมั่น

ตำราหนึ่งสามัคคีกันเดินหน้าสู้

อันผุกร่อนโลกเก่าเรารับรู้

อีกไม่นานรอดูมันพังทลาย

อุทิศแด่คนทำงานผู้ร้าวรานในยุคสมัย
บางมุมรัษฏา…ภูเก็ต
ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์


สัมภาษณ์ ภควดี วีระภาสพงษ์: คุยกับนักแปลว่าด้วยคำว่าประชานิยม

ที่มา ประชาไท

ประชาไทคุยกับภควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนนักแปลที่ติดตามแปลเรื่องราวการเมืองในละตินอเมริกาอย่างต่อเนื่อง และไม่ปฏิเสธเลยว่าเธอหนุนแนวคิดรัฐสวัสดิการอย่างเต็มที่ และเธอคนนี้ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ประชานิยมไปในทางสร้างปีศาจ หากแต่กลับเชียร์ให้เดินหน้าไปสู่ประชานิยมที่ตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริง

เธอตั้งข้อสังเกตว่าประชานิยมแบบทักษิณเป็นการเดินไปไม่สุดทาง และด้วยวิธีการที่ไม่อาจจะไปสู่การจัดสวัสดิการสังคมที่ยั่งยืนได้

ท่ามกลางบรรยากาศวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เดินตามรอย ที่ชายมาติดๆ ภควดีมองว่านโยบายของยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไรหวือหวาน่ากลัวเหมือนพี่ชายของเธอ แต่ที่น่ากลัวก็คือ กลัวว่ายิ่งลักษณ์จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนานพอที่จะทำตามนโยบายต่างหาก

000

คำว่าประชานิยม ถูกใช้มากในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณแต่คุณไม่เคยวิจารณ์เรื่องนโยบาย ประชานิยม สืบเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน คุณไม่คิดว่าแนวทางแบบนี้เป็นปัญหาเลยหรือ

ขอเท้าความคำว่าประชานิยมก่อน เพราะคำว่าประชานิยมในเมืองไทย ใช้กันแบบ... (ยิ้ม)

คำว่าประชานิยมเดิมที เอามาจากภาษาอังกฤษคำว่า populism เป็นคำที่ไม่ค่อยชัดเจนในตัวมันเอง เดิมทีคำว่า populism นั้นหมายความว่า แนวทางทางการเมืองที่สะท้อนความต้องการของประชาชน หมายความว่า มันเป็นเรื่องที่เชื่อว่าประชาชนรู้ดีกว่า ประชาชนรู้ คิดถูก และรู้ดีกว่าพวกผู้นำ ฉะนั้นในความหมายดั้งเดิมนั้นมันกว้างมาก ฉะนั้น ประชาธิปไตย จะพูดว่ามันเป็นประชานิยมก็ได้ เช่น ขบวนการสิทธิพลเมืองของสหรัฐ ก็เคยถูกเรียกว่าประชานิยม สหรัฐอเมริกาเองก็เคยมีพรรคการเมืองที่เรียกว่า Populist Party ก่อนที่จะมีเดโมแครต รีพับลิกัน เขาก็มีปอปปูลิสต์ ปาร์ตี้ ที่เน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาและกรรมกร การปฏิรูปของขบวนการเกษตรกรก็ถกเรียกว่าเป็น populism ขบวนการนาซีกับฟาสซิสต์ก็เคยถูกเรียกว่าเป็น populism มันเป็นซ้ายก็ได้ ขวาก็ได้ มันเป็นได้ทั้งสองอย่าง ฉะนั้น ประชานิยมมีลักษณะร่วมกันสองอย่าง คือผู้นำยืนยันว่าตัวเองสะท้อนความต้องการประชาชน หรือผู้นำอ้างว่าตนเองสะท้อนความต้องการประชาชน อันที่สองคือ ผู้นำและประชาชนมัลักษณะที่ผูกสัมพันธ์กันโดยตรงโดยไม่ผ่านสถาบันทางการ เมือง หรือพรรคการเมือง เช่น ฮิวโก้ ชาเวซ ในอาร์เจนตินา เป็นตัวอย่างหลัก บางทีเรายังจำไม่ได้เลยว่าชาเวซมาจากพรรคการเมืองอะไร แต่สิ่งทีชาเวซทำก็คือว่า ออกทีวีเรียกร้องกับประชาชนโดยตรง แล้วก็ตัวผู้นำจะเป็นลักษณะผู้นำที่มีบารมี มีลักษณะเด็ดขาด ได้รับความนิยมจากประชาชนเยอะๆ อันนี้เวลาต่างประทเศเขาพูดถึงทักษิณว่าเป็นผู้นำแบบประชานิยม เขาหมายถึงว่า พี่เขาใจว่าเขาหมายความแบบนี้

ในแง่ที่ผู้นำผูกอยู่กับประชาชน?

คือในแนวคิดนี้ คืออ้างว่าเขาสะท้อนความต้องการของประชาชน มีลักษณะเป็นผู้นำประชาชนไปในตัว พร้อมๆ กับการเป็นผู้นำทางการเมือง ส่วนระบบประชานิยมที่เราใช้กันในปัจจุบัน ในบางทีคือการแจก คือในความหมายนี้ ในละตินอเมริกาจะมีอีกคำหนึ่งคือ Client Politic คือระบบอุปถัมป์ เป็นลักษณะต่างตอบแทน อันนั้นเป็นระบบอุปถัมป์อีกแบบหนึ่ง จริงๆ ก็จะมีอีกคำนึงที่เป็นประชานิยมทางเศรษฐกิจ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่เคยเห็นการนิยามความหมายนี้ที่ชัดเจน เท่าที่เคยอ่านมา ไม่เคยเห็นคำนิยามเรื่องประชานิยมทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

ทีนี้ โดยความเข้าใจของเมืองไทยเรื่องประชานิยม เราคิดว่ามันคือการแจก พูดง่ายๆ ก็คือว่า ระบบต่างตอบแทน ที่จริงเราเรียกมันว่าระบบอุปถัมป์น่าจะมีความชัดเจนกว่า แต่เราไปเรียกมันว่าประชานิยม ซึ่งในเมืองไทยให้ความหมายว่าเป็นการแจก มันก็เลยไปมองว่าประชาชนนี่โลภมาก หรือขายเสียง เลือกโดยการมีความต้องการทางวัตถุตอบแทน ซึ่งก็ไม่รู้ว่า มันตรงกับความหมายของประชานิยมจริงๆ หรือเปล่า พี่มองว่ามันไม่ตรงนัก

ในแง่หนึ่งมันเป็นคำหนึ่งที่ถูกใช้มากในช่วงขับไล่ทักษิณ กลายเป็นคำที่มีการให้คุณค่าดีเลวพร้อมกันมาด้วย

คือช่วงที่ผ่านมาที่ทักษิณเคยใช้นโยบายประชานิยมเพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ นี้ ดิฉันไม่เคยออกมาวิจารณ์ เพราะคิดว่าสิ่งที่เขาทำในเรื่องของการให้ คือคิดว่า ถ้าประชาชนขาดบางอย่าง แล้วเอามาให้ แล้วมันผิดตรงไหน เช่นว่า ถ้าประชาชนไม่มีการศึกษา แล้วคุณจัดการศึกษาพื้นฐานฟรีลงไปให้ แล้วมันผิดตรงไหน หรือในเรื่องการดูแลสุขภาพ คุณให้ลงไป แล้วมันผิดตรงไหน คือการให้แบบนี้ มันต่างกันตรงไหนกับการที่นักการเมืองสัญญาว่าจะให้รถไฟฟ้ากับคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ต่างกัน

ดิฉันไม่ค่อยได้วิจารณ์ เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริงๆ กับประชาชนคนทั่วไป และมันก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดขึ้นจริง เช่น กองทุนหมู่บ้าน มันก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง อันนี้เรายังไม่พูดถึงว่า ในเชิงปฏิบัติ และมีประสิทธิภาพในการคืนเงินของชาวบ้านมากน้อยแค่ไหน แต่ในเรื่องของไอเดียนี่มันดี มีประโยชน์ อย่างโอทอป สามสิบบาทรักษาทุกโรค มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เมื่อพูดไปแล้ว มันก็มีสิ่งที่มีประโยชน์ในเรื่องของการให้ ระบบประชานิยมที่ทักษิณให้ มันยังมีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าแนวทางที่ประชานิยมยิ่งกว่าอีกของรัฐบาลประชาธิปัตย์ เช่นเรื่องของเช็คช่วยชาติ ที่ให้เงินกันตรงๆ สองพัน โดยที่ไม่ต้องแจกคืนด้วย แบบนี้เป็นประชานิยมยิ่งกว่า มันเป็นการซื้อเสียงโดยตรง หรืออย่างรถเมล์ฟรี ที่โอเคเราอาจจะมองว่ามันเป็นการช่วยเหลือคนรากหญ้า แต่เราก็ต้องมาว่ามันมีการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาหรือเปล่า เป็นต้น แต่อย่างของรัฐบาลทักษิณ มันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมันเป็นการให้โดยตรง คือให้ในสิ่งที่เขาต้องการ และมีประโยชนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่วนข้อเสียในเรื่องวินัยทางการคลัง อะไรพวกนี้ มันก็เป็นเรื่องที่วิจารณ์ก็ได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะรัฐบาลประชานิยม เท่านั้นที่ไม่มีวินัยทางการคลัง ไม่ว่าจะรัฐบาลอะไร อาจไม่มีวินัยทางการคลังก็ได้ทั้งนั้น

จากที่บอกว่า แก่นกลางของประชานิยม คือ มันต้านนโยบายบนจากล่าง คือสะท้อนความต้องการของประชาชนจากล่างขึ้นบน พอมาถึงเรื่องบนสู่ล่าง มันทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับทักษิณถกเถียงได้ว่า หนึ่ง ไม่เชื่อเรื่องวินัยทางการคลัง สองคือ ไม่เชื่อว่า มันเป็นการมาจากรากหญ้า เป็นการฉวยประโยชน์จากประชาชนที่ไม่รู้ว่าต้องการอะไร แล้วก็ใช้การสนับสนุนลงไป คือเป็นการหวังผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า

คือนักการเมือง มันมีใครที่ไม่หวังผลประโยชน์ทางการเมืองบ้าง มันก็คงไม่มี แต่ในแง่นี้ ถ้าเราบอกว่า การทำนโยบายเพื่อหวังผลการเมืองเป็นสิ่งที่เลว ดิฉันคิดว่ามันแป็นอะไรที่ตลกมาก คือมันเหมือนกับเปิดร้านขายของแต่ห้ามหวังผลกำไร มันเป็นไปได้ยังไง คือเคยได้ยินคนวิจารณ์อย่างนี้บ่อย อ้าวก็ใช่สิ คือเขาเป็นนักการเมือง เขาก็ต้องหวังผลทางการเมือง ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ คุณก็ต้องหวังผลทางธุรกิจ คือคุณก็ต้องหวังผลกำไรน่ะ คือมันการวิจารณ์ที่ไม่เข้าท่า คือทุกคนต้องหวังผลทางการเมือง ประชาธิปัตย์เขาก็หวังผลทางการเมืองเหมือนกันเมื่อเขาเสนอนโยบายอะไรให้กับ คนกรุงเทพฯ อันนี้เป็นข้อหนึ่ง

ส่วนอันต่อมา ที่วิจารณ์ว่าประชาชนต้องการจริงๆ หรือเปล่ากับสิ่งที่ให้ลงไป ดิฉันคิดว่าถ้าเรามองนโยบายทักษิณ จริงๆ ต้องยอมรับว่าเขาสามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนได้ดี คือเขาทำวิจัยได้ดี คือเขาคิดมาก่อน เช่น การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ อันที่หนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาของคนรากหญ้า เรื่องเงินกู้นอกระบบที่เขาพยายามเข้าไปแก้โดยการเข้าไปตั้งกองทุนหมู่บ้าน พูดจริงๆ แล้ว ก่อนที่จะมีระบบทักษิโนมิกส์ที่เราเรียกกันนี่ จริงๆแล้วมีการวิจัยมาก่อน ก่อนที่เขาจะทำ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีพอสมควรทีเดียว เพียงแต่เรื่องไอเดียนี่มันดี แต่เรื่องประสิทธิภาพนี่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่วิจารณ์ได้

กลับมาเรื่องวินัยการคลัง ตอนนี้เริ่มมีกระแสการทบทวนประชานิยมอีกครั้งหนึ่ง โดยสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้นอีก คือการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากหลายแสนล้าน ในขณะเดียวกัน ก็ยกตัวอย่างกรณีของอาร์เจนติน่าที่ยกตัวอย่างของความสำเร็จของนโยบายประชา นิยม โดยมีวินัยการคลังที่สำเร็จไปพร้อมๆกัน มองว่าทิศทางว่าของประเทศในละตินอเมริกาเป็นตัวอย่างอะไรกับไทยได้บ้าง

คือถ้าเราดูอาร์เจนตินา อาร์เจนตินาเริ่มระบบอุปถัมภ์มาตั้งแต่สมัยเปรอง ดิฉันชอบใช้คำว่าระบบอุปถัมภ์มากกว่าประชานิยม ในสมัยเปรองก็ถูกปฏิวัติและถูกปกครองด้วยระบบทหารมานาน อันที่จริงแล้วในความคิดเห็นดิฉัน ระบอบที่ทำให้วินัยการคลังแย่ที่สุดคือระบอบทหาร ระบอบกองทัพ เพราะทุกครั้งที่กองทัพมีอำนาจ ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม สิ่งที่เพิ่มขึ้นสุงคืองบประมาณทหาร คือการซื้ออาวุธหรือะไรก็ตาม มันไม่เคยกระตุ้นเศรษฐกิจ คืออย่างสหรัฐฯ ที่ผลิตอาวุธนี่มันอาจจะช่วยกระตุ้นในบางภาคได้พอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน แม้แต่ในขณะนี้ ก็มีปัญหาเรืองวินัยทางการคลัง เพราะมันไปลงที่สงครามอิรัก อัฟกานิสถานอะไรหมด ฉะนั้น ตอนนี้ที่สหรัฐมีปัญหาทางการคลังมันก็มาจากอันนี้ คือวินัยทางการคลังที่ไม่ดี ใช่ไหม เพราะเงินไปลงทีระบบทหารหมด อาร์เจนติน่าก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่อาร์เจนตินาจะล่มสลายทางเศรษฐกิจ มันก็เป็นระบบทหารอยู่นาน นานจนกระทั่งการคอร์รัปชั่นอะไรก็มีมาก จนเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพลเรือน ก็มีปัญหาทางเศรษฐกิจเพราะการเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการที่เราเกิดต้มยำกุ้ง เป็นเพราะการเปิดเสรีทางการเงินมากกว่า ฉะนั้น เมื่อบอกว่า ประชานิยมมันมาควบคู่กันกับความไม่มีวินัยทางการคลัง มันไม่ได้หมายความว่า มันต้องเป็นประชานิยมถึงจะเป็นอย่างนี้เท่านั้น ดิฉันคิดว่าก็มีระบบอื่นๆ ที่เป็นแล้วเป็นได้มากกว่าด้วย

คือจะบอกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจ ประชานิยมไม่ได้เป็นจำเลย เพราะมันมีปัจจัยอื่นด้วย?

อีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพูดว่าไม่มีวินัยทางการเงินนี่ มันมักจะเป็นข้อวิจารณ์จากฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายทุนนิยม ดิฉันไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจจะอธิบายไม่ได้ชัดเจนนัก แต่เท่าที่เคยอ่านมา เมื่อพูดว่าไม่มีวินัยทางการเงิน มันจะมีการอธิบายว่า การที่รัฐบาลต้องมีเงินคงคลังสำรองสูงมากๆ นี่จริงๆ แล้วมันเป็นข้อดีสำหรับนายทุน เพราะมันทำให้ค่าเงินนิ่ง และดีต่อนายทุน แต่ถามว่าดีต่อประเทศไหม บางทีไม่ใช่ เพราะว่าเวลาคุณจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงๆ เนี่ย มันต้องตัดเงินสวัสดิการส่วนใหญ่ออกไปเพื่อทำให้รัฐบาลมีเงินสำรอง เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เป็นผลดีต่อประชาชน มันเป็นผลดีต่อนายทุนมากกว่า อย่างกรณีเวเนซูเอลา มีครั้งหนึ่ง ชาเวซนี่ ทำให้คนวิจารณ์กันเยอะ คือชาเวซต้องการทำให้ธนาคารกลางของเขาตอบสนองนโยบายของรัฐบาลมากกว่าที่จะ ให้เป็นอิสระจากรัฐบาล แต่ฝ่ายทุนนิยมก็จะมองว่า ชาเวซกำลังแทรกแซงธนาคารกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งที่มองว่าการที่ธนาคารกลางไม่ตอบสนองนโยบายของ รัฐบาล เป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเครื่องมือของนายทุนมากกว่า ฉะนั้นเรื่องนี้ก็มองได้หลายมุมมอง แล้วแต่ว่ามองจากสำนักไหน ซึ่งฝ่ายซ้ายบางส่วนจึงมองว่า การที่ธนาคารกลางเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล เป็นเรื่องที่ตอบสนองเฉพาะแต่นายทุนอย่างเดียวด้วยซ้ำไป

คือมันเป็นวิธีมอง แต่ดิฉันก็มองว่าถ้าเป็นนักเศรษฐศาสตร์มองแล้วก็อาจจะมองได้ดีกว่านี้ แต่เท่าที่เคยอ่านมา มันก็ไม่ตรงกับความรับรู้ที่เราเคยได้รับการปลูกฝังมา

มีกรณีประชานิยม ระบบอุปถัมป์ หรือสิ่งที่มาแปลมาจาก populism นี่ มันกรณีไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

ก็อย่างเช่น เวเนซูเอลา ที่เอารายได้จากน้ำมันมาทำโครงการทางสังคม แล้วโครงการทางสังคมของเขา ก็จะเป็นลักษณะคล้ายกับ คือ ไม่ถึงกับคล้ายทักษิณ คือ อย่างเวเนซูเอลานี่เขามีช่องว่างระหว่างรายได้ของประชาชนสูง คือ คนรวยก็รวยไปเลย คนจนก็จนไปเลย ปัญหาของประชาชนก็เลยมีสูง อย่างเช่นเรื่อง การศึกษา ของเวเนซูเอลาก็ใช้โครงการต่างๆ ที่เข้าไปเสริมให้ประชาชน ก็มีเช่น ส่งเสริมให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้ ให้การศึกษาฟรี แก่ประชาชนที่มีอายุมากแล้ว หรืออย่างเช่นประชาชนที่เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เข้าเรียน ให้อ่านออกเขียนได้ หรือโครงการทางด้านสาธารณสุข เอาแพทย์คิวบาเข้ามา แล้วก็กระจายไปตามหมู่บ้านไปตามชุมชนต่างๆ แล้วก็มีโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ขายสินค้าราคาถูก และโครงการทางด้านสหกรณ์ คือสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวเป็นสหกรณ์ แล้วเขาก็ให้สินเชื่อรายย่อยให้ผู้หญิงทำธุรกิจเอสเอ็มอี และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังหมู่บ้านที่เข้าไม่ถึง คือเรียกว่า สิ่งใดที่ประชาชนขาดแคลน เขาก็เอาสิ่งนี้เข้าไป และมันก็เป็นการนำเสนอจากประชาชนเข้ามา เช่น สินเชื่อรายย่อยให้ผู้หญิงนี่ จริงๆ ผู้หญิงที่เป็นประชาชน เข้าไปเสนอให้ชาเวซ แล้วชาเวซก็ทำโครงการนี้ออกมา ก็เป็นตัวอย่างที่มีคนพูดถึงค่อนข้างเยอะในต่างประเทศ

กรณีทักษิณ เวลาเราพูดว่าผู้นำที่เป็นประชานิยม เขามักจะเป็นผู้นำในลักษณะที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองด้วย ในขณะที่เมื่อเราพูดถึงทักษิณ ก็จะมีคนเปรียบเทียบกับชาเวซ เขาก็จะบอกว่าไม่ใช่ เพราะทักษิณเป็นนายทุนชัดเจน ในขณะที่คนที่เชียร์พรรคเพื่อไทย ที่ชื่นชอบประชานยม มักจะถูกมองว่า ‘โง่’ หรือไม่ทันทักษิณ คือคุณได้แค่เศษของมัน ในขณะที่นายทุนได้เป็นเป็นกอบเป็นกำ

ดิฉันมองว่ามันมีปัญหาตรงที่ว่า คำว่าประชานิยมมันคลุมเครือ อย่างที่บอกไปแต่ตอนต้นว่า ประชานิยม เป็นซ้ายก็ได้เป็นขวาก็ได้ บางทีขบวนการชาตินิยมก็เรียกประชานิยม อย่างขบวนการฟาสซิสต์นาซีก็เรียกว่าประชานิยม ในขณะเดียวกัน นโยบายที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ ก็เรียกว่าประชานิยม มันก็เลยเป็นคำที่คลุมเครือ และเมือเอาจับทุกคนมารวมกัน แล้วก็เลยบอกว่าชาเวซเปรียบเทียบไม่ได้ มันก็เลยเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวเพราะมันเริ่มมาจากการที่ใช้คำคลุมเครือก่อน จึงคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องปรียบเทียบในแง่นี้ เพราะว่ามันเหมือนกับว่าถ้าเราจะเอาชาเวซไปเปรียบเทียบกับบุช อย่างนี้มันก็คนละประด็นกัน อันนี้ก็อันหนึ่ง

ส่วนอีกหนึงที่ว่า ประชาชนที่เลือกทักษิณมานี่โง่ หรือไม่ทันนักการเมืองหรือไม่ ดิฉันคิดว่าถ้าเรามองจากใจเป็นกลาง ถ้ามองนโยบายทักษิณ จากสองด้าน นโยบายเศรษฐกิจของเขานี่ ที่ตอบสนองคนรากหญ้านี่เขาทำได้ดี คือถ้ามันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนจริงๆ ดิฉันเชื่อว่าประชาชนก็คงไม่ได้นิยมทักษิณขนาดนี้

อีกประการหนึ่ง จริงอยู่ที่ประชาชนนิยมทักษิณ แต่ดิฉันรู้สึกว่า คนที่วิจารณ์คนเสื้อแดงว่า คิดแต่เรื่องทักษิณอย่างเดียว ตอนที่ทักษิณถูกทำรัฐประหาร ถ้าคนนิยมทักษิณจริงๆ ทำไมเขาไม่ลุกขึ้นมาประท้วงตั้งแต่ตอนนั้น คือไม่ประท้วงรุนแรงตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็ สิ่งที่เขาทำ คือการรอเลือกตั้ง แล้วเขาก็เลือกสมัคร (สุนทรเวช) แล้วก็สมชาย (วงศ์สวัสดิ์) ได้เป็นนายกต่อ การประท้วงที่รุนแรง เกิดขึ้นหลังจากนั้นใช่ไหม หลังจากที่ตุลาการสร้างความไม่มีมาตรฐานทางกฎหมายขึ้นมา

ฉะนั้น จริงอยู่ที่ความนิยมในตัวทักษิณอาจจะมาก แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือระบอบประชาธิปไตยที่สะท้อนเสียงของเขา และจริงๆ สิ่งที่เขาต้องการคือนโยบาย ที่เขาเลือกพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าเกิดเขาทำเพื่อตัวทักษิณจริงๆ เขาน่าจะประท้วงตั้งแต่รัฐประหารแรกๆ ดิฉันคิดว่าอย่างนั้น คือถ้าเรามองกระบวนการมานี่ ความรุนแรงของการประท้วงมันมาเกิดตอนตุลาการยุบพรรคมากกว่า มันเหมือนกับการปะทุ คือตรงนี้แย้งได้นะ คือคิดว่าการปะทุอารมรณ์มันเกิดขึ้นตอนนั้น มันเป็นการสะท้อนว่าระบบประชาธิปไตยมันไม่ทำงานแล้ว

เรื่องที่ว่า คนที่เป็นฐานเสียงทักษิณ ตามทักษิณไม่ทันหรือเปล่า ทักษิณก็มีอีกด้านหนึ่ง คือ การทำเศรษฐกิจได้ดี และอีกด้านคือเขาอาจจะมีการคอร์รัปชั่นที่สูงมาก แต่ว่า เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของทักษิณมันถูกขยายความเกินจริงไปมาก จนกระทั่งเราต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งที่เราจะถอยกลับแล้วมาดูว่า มีอะไรว่าเป็นการคอร์รัปชั่นจริงๆ กับอะไรที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นการเอื้อผลประโยชน์กัน คือพี่คิดว่าคนไทยนี่มีลักษณะอย่างหนึ่งหมือนกัน คือว่า มันมีการขยายความเกินจริงในบางเรื่อง เช่นการขายหุ้น AIS ให้เทมาเสก คือกฎหมายของตลาดหุ้นนี่มันเอื้อผลประโยชน์กับการขายหุ้นกับบุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นตลาดโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี นักธุรกิจจำนวนมากก็ใช้วิธีแบบทักษิณ ส่วนตระกูลเบญจรงคกุญที่ขายดีแทคก็ใช้วิธีเดียวกัน และพี่คิดว่ามีแบบนี้เยอะแยะ แต่ปัญหาคือว่า ถ้ามีมันมีช่องว่างตรงนี้แบบนี้ ทำไมคนไทยไม่คิดแก้ข้อกฎหมายเพื่อปิดช่องว่าง โดยใช้กรณีทักษิณเป็นตัวอย่าง ทำไมต้องไปโจมตีเรื่องจริยธรรมของทักษิณ ทั้งๆที่เขาก็ใช้วิธีเดียวกันกับนักธุรกิจทั่วๆไป แล้วก็กลายเป็นไปเน้นมูลค่าจำนวน 76,000 ล้านว่าเป็นมูลค่าฉ้อฉลหรือคอร์รัปชั่น ซึ่งจริงๆ พี่คิดว่ามันเป้นเรื่องช่องโหว่ทางกกฎหมายมากกืว่า เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่า คนรากหญ้าเขาตามไม่ทัน เพียงแต่ว่า เขามองว่านักการเมืองทุกคนมันก็คอรรัปชั่นกันทุกคน เพียงแต่ใครทำนโยบายได้เข้าถึงเขามากกว่า

เราจะพูดได้ไหมว่า คนที่วิจารณ์ เป็นเพราะเขาไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมหรือเปล่า

ก็เป็นไปได้ อย่างหนึ่งก็คือว่า เขาอาจจะได้ประโยชน์จากมันแต่เขาไม่รู้หรือเปล่า คืออย่างนโยบายทักษิโนมิกส์ที่ช่วยกระตุ้นนโยบายเศรษฐกิจตอนนั้น มันอาจจะดีเพราะหลายปัจจัยด้วยซ้ำ อาจจะไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่อาจจะเป็นเพราะต่างประเทศดี ปัจจัยภายในประเทศกำลังฟื้นตัวจากต้มยำกุ้งหรืออะไรก็ตาม คือเขาอาจจะได้ประโยชน์ แต่เมืองไทยตอนนี้มันก็มีปัญหาของการใช้สื่ออย่างที่เราได้รู้กัน สื่อนี่ ทำงานกันอย่างที่เรียกว่า ทำอย่างไม่มีประสิทธิภาพและขยายความเกินจริง จนไม่รุ้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ คือบางครั้ง งานบางอย่างก็เขียนไปด้วยการใช้ความเกลียดนำ หรือความชอบนำ คือไม่อยากใช้คำว่าเป็นกลางเพราะพี่ไม่เชื่อเรื่องความเป็นกลาง แต่อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องของมาตรฐาน พี่คิดว่ามันไม่มีมาตรฐาน

เพราะในไทยไม่มีนักเศรษฐศาสตร์จากสำนักคิดที่เป็นทางเลือกที่จะมาให้ข้อมูลด้วยหรือเปล่า

ก็ใช่ คือสำนักเศรษฐศาสตร์ในเมืองไทยก็มาจากสายเสรีนิยมใหม่เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ก็พูดเรื่องความมีวินัยทางการเงินและการ คลังเป็นอย่างแรก กลัวเรื่องเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นแนวคิดเสรีนิยมใหม่ แล้วเมื่อมีแนวคิดเช่นนี้เป็นส่วนใหญ่เนื่องจากจบมาจากสำนักเดียวกัน เมื่อมีการวิจารณ์ก็เป็นไปในทิศทางเดียว ประชาชนก็ได้รับข้อมูลแบบเดียวกันหมด ไม่ได้รับข้อมูลด้านอื่นมาขัดง้างหรือโต้แย้ง

ต่อเรื่องข้อวิจารณ์ของนักวิชาการบางส่วนที่พูดวว่าประชานิยมไปไม่ถึงรัฐสวัสดิการ คิดว่าอย่างไร

ข้อบกพร่องของทักษิณมากที่สุดก็คือตรงนี้ เพราะเขาไม่ได้พยายามจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ คือ เช่นว่า เขาไม่พยายามปรับเรืองโครงสร้างภาษี เพราะรัฐสวัสดิการก็ต้องปรับฐานภาษีใหม่ เรื่องอัตราก้าวหน้า เรื่องภาษีที่ดิน ภาษีมรดก ตรงนีเป็นข้ออ่อนของทักษิณมากที่สุดมากกว่า ซึ่งตรงนี้ คิดว่านักเศรษฐศาสตร์ในสมัยทักษิณก็ไม่ค่อยวิจารณ์มากเท่าไหร่ คือไปวิจารณ์ด้านวินัยทางการคลังมากกว่า คือไปมองว่าอีกสิบปียี่สิบปีจะเป็นอย่างไร ซึ่งแนวทางการมองแบนี้ เรื่องวินัยทางการคลังมันก็เป็นการมองแบบที่พี่บอกว่าเป็นแบบเสรีนิยมใหม่ แล้วก็เป็นแบบที่เรียกว่าสำนัก Monetarism ของมิลตัน ฟรีดแมน ซึ่ง เป็นสำนักที่ไปให้คำแนะนำด้านเศรษฐกิจในละตินอเมริกา คือให้คำแนะนำในการสร้างระบบตลาดเสรีในละตินอเมริกา ซึ่งทำให้ ชิลี เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล พวกนี้ล่มสลายทางเศรษฐกิจหมด เพราะสำนักที่เรียกว่า “ชิคาโก้ บอย” ส่งคนเข้าไปให้คำแนะนำ พวกนี้ต่างหากที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจพัง ตั้งแต่สมัยปิโนเชต์มา พวกนี้ต่างหากที่ทำให้เศรษฐกิจ ในละตินอเมริกาพังทลายย่อยยับกันหมด ซึ่งเขาก็จะเน้นในเรื่องนี้ คือไม่ยอมให้เกิดเงินเฟ้อ ไม่ยอมให้เกิดปัญหาทางวินัยการเงินการคลัง และในขณะเดียวกันก็ทำให้เปิดเสรีทางการเงิน ความจริงแล้ว อย่างต้มยำกุ้งนี่ก็เกิดมาจากการเปิดเสรีทางการเงินโดยไม่มีการเตรียมตัว ล่วงหน้ามากกว่า ทั้งๆที่เราจะชอบได้ยินคำว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี แต่เราก็จะได้ยินปัญหาทางการเงิน เช่นเรื่อง Financial crisis อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ Economic Crisis ตอนที่เขาวิเคราะห์เรื่องต้มยำกุ้งกัน ก็เป็นเรื่องอย่างนี้

เมื่อมาถึงรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ ปีศาจประชานิยมแบบที่เคยสร้างให้กับทักษิณอาจจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คุณเห็นว่ามันมีอะไรที่น่ากลัว หรือจับตาเกี่ยวกับนโยบายประชานิยมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไหม

มองว่านโยบายยิ่งลักษณ์ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าคือเขาจะอยู่ได้นานแค่ไหน ปัญหาของเขาคือว่านโยบายของเขาอาจจะยังไม่ได้ใช้ แต่เขาอาจจะต้องไปเสียก่อน ซึ่งจริงๆ อย่างนโยบายแจกแท็บเล็ตนี่มันดีกว่านโยบายแจกเช็คช่วยชาติให้ชนชั้นกลางมาก แต่เช็คช่วยชาติกลับได้รับการวิจารณ์ที่น้อยมากๆ ทั้งๆที่พวกนี้ได้เงินแล้วก็ไม่เอาออกมาใช้ ก็เอาเข้าธนาคารหมด ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรเลย

คือเราไม่มีมาตรฐาน ไม่ว่านักวิชาการหรือสื่อ มันก็เลยเป็นปัญหาขึ้นมา เหมือนอย่างค่าแรงสามร้อย เขาก็ยังไม่ได้นำเสนอในเชิงปฏิบัติเลยใช่ไหมว่าจะทำอย่างไร




เจ๋ง ดอกจิกกลับคำให้การสู้คดีหมิ่นสถาบัน/ผู้หญิงยิง ฮ.ยังรอศาลเมตตาให้ประกัน

ที่มา ประชาไท

ทนายแจ้ง เจ๋งป่วยลำใส้อักเสบ ศาลเลื่อนตรวจหลักฐาน 5 ก.ย.54 ส่วน นฤมล วรุณรุ่งโรจน์ หรือ จ๋า และพวกอีก 2คนยังรอลุ้นอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัว

29 สิงหาคม 2554 ศาลอาญารัชดาฯ นัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.2740/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายยศวริศ หรือประมวล ชูกล่อม หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนาม เจ๋ง ดอกจิก แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยในความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีกล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำหมิ่นเบื้องสูงบนเวที นปช.เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2553

คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพเมื่อวันที่ 3 ส.ค.53 โดยศาลมีคำสั่งให้ยื่นคำให้การรับสารภาพภายใน 15 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมาจำเลยได้ยื่นคำให้การต่อศาลยืนยันปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอ แต่งตั้งทนายความพร้อมพยานหลักฐานต่อสู้คดี

อย่างไรก็ดีในวันนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อน เนื่องจากจำเลยป่วยเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบมีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่สามารถเดินทางมาที่ศาลได้ พร้อมแนบใบรับรองแพทย์มาเป็นหลักฐาน ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตตามคำร้อง โดยให้นัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 5 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ขณะเดียวกันศาลอุทธรณ์ ภาค1 ยังไม่มีคำสั่งให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว นางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์, นายสุรชัย นิลโสภา และนายชาตรี ศรีจินดา ผู้ต้องหาคดีร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่ไม่ได้รับใบอนุญาตร่วมกัน มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยผิด กฎหมาย และร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบ ครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอมหลังจากที่ศาลจังหวัดพระโขนงได้มีคำสั่งยกฟ้องที่ สั่งให้มีการขังบุคคลทั้งสามเอาไว้ก่อนเพื่อรอว่าทางอัยการจะยื่นอุทธรณ์ หรือไม่ และในวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความได้นำ นส.จารุพรรณ กุลดิลก และ นส.ภูวนิดา คุนผลิน และคณะ สส.พรรคเพื่อไทยเข้ายื่นความจำนงค์ขอใช้ตำแหน่งในการประกันตัวจำเลยทั้งสาม ในระหว่างรอการอุทธรณ์จากอัยการ

ข้อมูลบางส่วนจาก:นสพ.โพสต์ทูเดย์


ร้องระงับขึ้นทะเบียนเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรง 4 ชนิด

ที่มา ประชาไท

29 สิงหาคม 2554 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ลงนามท้ายจะหมายโดยนายอุบล อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ทำจดหมายถึงนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกร้องให้ระงับการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรง 4 ชนิด

โดยจดหมายระบุว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตร กำลังจะอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงอย่างน้อย 3 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส และเมโทมิล (ส่วนอีพีเอ็นยังไม่พบรายงานการขอขึ้นทะเบียน) ซึ่งเป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษร้ายแรงและหลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้ โดยขณะนี้ได้ผ่านพิจารณาแล้ว 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การทดลองเบื้องต้น ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้ชั่วคราว และเหลือเพียงการพิจารณาขั้นสุดท้ายคือ ขั้นตอนที่ 3 การประเมินผลขั้นสุดท้าย เพื่อรับขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย โดยคาดว่าจะมีการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนในเร็วๆ นี้นั้น
เครือข่ายเกษตรทางเลือก และเครือข่ายผู้บริโภคเห็นว่าสารเคมีทั้ง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น นั้นจัดเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทำให้เกิดพิษ มีผลต่อระบบประสาท การหายใจ ระบบสืบพันธุ์ และเป็นสารก่อมะเร็ง โดยหลายประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเพื่อนบ้านในทวีปเอเชียได้ห้ามใช้แล้ว อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีผลต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ของไทยไปยังต่างประเทศ (ตามเอกสารแนบ) จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการสั่งการให้ ยุติการนำเข้าและการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างน้อย 4 ชนิดคือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น โดยทันที และให้กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยข้อมูลเอกสารข้อมูลการยื่นขอทะเบียน ข้อมูลและผลการทดลองที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพ การเกิดพิษทั้งระยะสั้นและระยะยาว ผลตกค้างและอื่นๆ และให้เปิดเผยรายชื่อของคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา รวมทั้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงานต่อสาธารณชน เพื่อให้กระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นไปอย่างโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 ที่ระบุให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “เผยแพร่ข้อมูลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ข้อคิดเห็น พร้อมแสดงข้อมูลและหลักฐานประกอบเพื่อสร้างความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ได้ รับข้อมูลอย่างรอบด้าน”
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการควบคุมการโฆษณาและการส่งเสริมการขายของ บริษัทสารเคมีการเกษตรอย่างเข้มงวด โดยคณะกรรมการที่มีตัวแทนของเครือข่ายเกษตรกร เครือข่ายวิชาการเฝ้าระวังสารเคมีการเกษตร และองค์กรผู้บริโภคมีส่วนร่วม

ภาพบรรยากาศเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่นทุกสารทิศแห่รับทักษิณทะลัก นี่หรือคือคนที่อำมาตย์ไม่ต้องการ?

ที่มา Thai E-News






โดย JJ-เจี๊ยบ เจแปน
30 สิงหาคม 2554

ขอนำรูปและคลิปชาวเสื้อแดงและคนไทยผู่รักประชาธิปไตยในญี่ปุ่นทุกสารทิศทั่ว ประเทศเหมารถนั่งเรือบินมาต้อนรับนายกฯทักษิณ ที่โตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคมมาฝากคะ ขออภัยที่ล่าช้าไปนิด เพราะกว่าจะเคลียร์เรื่องต่างๆจบ

งานนี้พี่น้องเรามากันทั่วทุกสารทิศจริงๆ มีติดต่อขอมาร่วมงานจากทุกสารทิศจริงๆรับโทรศัพท์กันแทบสายไหม้ มีแต่คนอยากมาต้อนรับเพื่อให้กำลังใจท่านนายกฯของเรา จนต้องบอกพี่น้องว่าหากอยากมาเพิ่มจำนวนให้คนดูเยอะๆก็อาจไม่จำเป็นเพราะมา กันล้นทะลักแล้วนั่นเอง เดี๋ยวจะนำรูปลงเฟซบุ๊ค หรือทำเป็นวีซีดีให้ดูกันสำหรับท่านที่อยู่ไกลๆ หรือไกลสุดของประเทศญี่ปุ่นนะคะ

สรุปแล้วก็มีคนเสื้อแดงทั่วเกาะญี่ปุ่นทุกกลุ่มมารวมกันและพี่น้องประชาชน ที่มากันล้นประมาณสี่ร้อยคนถึงที่นัดหมายบริเวณวัดพระธรรมกาย ตรงนี้แยกเป็นสามชั้นของตัวตึก ห้องที่เตรียมไว้ไม่พอกับจำนวนคนก็ต้องกระจายไปตามชั้นต่างๆ พี่น้องเราได้กอดต้อนรัยให้กำลังใจท่านและดีใจกันมากๆ ด้วยความคิดถึงพี่น้องที่มาก

พี่น้องที่เดินทางมาไกลเพื่อมาพบท่านนายกฯก็มาทั้งกลุ่ม RED IN JAPAN กลุ่ม Thai Red Japn,Chiba Thai Red Japan, Osaka Thai Red Japan ,Yokohama และก็ IN kamisu ,IN Hokota , INmito และกลุ่มใหม่ Thai Red Japan Saitama

แล้วก็ยังพี่น้องที่เดินทางมาร่วมกันจาก แดงกุมมะ , แดงโทะชิงิ ,แดงอีบะระหงิ ,แดงนะกะโนะ ,แดงโตเกียว และ แดงโยะโกะซีกะ พร้อมหน้าพร้อมตากันมากมายเป็นที่ดีใจเป็นอย่างมาก

ที่รายงานมานี่คือที่เราทราบและนัดหมายกันมา และมีพี่น้องไทยในญี่ปุ่นจากอื่นๆที่เราไม่ทราบอีกมากมายไม่รวมท่านที่ติด งานและจำเป็นมาไม่ได้ เราก็จะพยายามหาวีดีโอส่งให้พี่น้องเราเอาไว้ดู

เราขอขอบคุณท่านนายกฯในดวงใจของเรา นายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่เคยทิ้งประชาชน ก็เหมือนคำกล่าวปราศรัยของท่านที่บอกกับพวกเราแบบแซวๆว่า"ท่านไม่ได้จ้างเรา มาซักหน่อย เหมือนพวกที่มองแง่รายกับท่าน เราต่างหากที่จ้างท่านมาทำงาน" แต่เราจ้างกันด้วยใจ ที่มีให้ระหว่างประชาชนกับนายกฯในดวงใจของเรา

นอกจากนั้นที่น่าปลื้มใจมากคือท่านนายกฯของเจายังมีแฟนคลับที่เป็นคนญี่ปุ่น ก็ไม่น้อยที่มาร่วมงาน เรารักเราภูมิใจ ในความเป็นไทย เพราะผู้ชายคนนี้ที่ชื่อ ทักษิณชินวัตร เราเหมือนได้ออกมาสู่สังคมโลกอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจว่าเราจะไม่น้อยหน้าใครอีกต่อไปแล้ว

เราคนไทยพี่น้องคนเสื้อแดงขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง ทีท่านมาทำบุญเราถึงได้มีโอกาสได้เจอท่านขอบคุณมากค่ะแดงญี่ปุ่น

ตามกำหนดการเมือ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการเดินทางเยือนญี่ปุ่นนั้น ท่านนายกฯทักษิณ ได้มาทำบุญที่วัดธรรมกาย ซึ่งพี่น้องคนเสื้อแดงก็ได้มาร่วมฟังพระสวดมนต์ด้วยและหลังจากนั้นท่านก็ได้ มาพบที่น้องเสื้อแดงที่รอพบท่านอยู่ที่อีกชั้นหนึ่งของตึก ท่านก็มาเข้าพบพี่น้องประชาชนท่ามกลางเสียงปรบมือสนั่นหวั่นไหวและกรูกัน เข้าไปกอดให้กำลังใจกัน พอท่านพูดคุยกับพี่น้องเสร็จที่ชั้นสามของตึกก็ต้อง ไปหาพี่น้องที่ชั้นสองของตึก(เพราะอย่างที่บอกไปตอนต้นว่าคนมาล้นทะลักจน ต้องซอยแบ่งไปอยู่ตามแต่ละชั้นของตึก)

และที่ชั้นสองของตึกนี่ท่านได้พูดว่า "ผมไม่ได้จ้างพวกท่าน แต่พวกท่านจ้างผมต่างหาก และท่านก็บอกในตอนหนึ่งว่า บอกพี่น้องว่าที่ไม่ได้มาไม่ต้องเสียใจ เพราะว่าไว้ท่านมีโอกาสจะไปหาเอง ท่านน่ารักมาก และสักพักท่านก็ กลับ "

ชมคลิปมิวสิกวิดิโอคนไทยในญี่ปุ่นทุกสารทิศเดินทางมาโตเกียวเพื่อต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณในโตเกียวเมื่อ 27 สิงหาคม และการกล่าวปราศรัย"คนไทยในญี่ปุ่นเป็นคนไทยที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก พวกที่ไม่เข้าใจกล่าวหาว่าผมจ้างคนเสื้อแดง แต่ความเป็นจริงคือคนเสื้อเป็นคนที่ข้างผมมาทำงาน"ที่ลิ้งค์นี้
http://www.facebook.com/video/video.php?v=132961320132324&comments






ภาพชุดคนไทยในญี่ปุ่นแห่ต้อนรับทักษิณ

ภาพข่าวเพิ่มเติมคนไทยในญี่ปุ่นแห่ต้อนรับทักษิณอบอุ่น







*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทักษิณพบคนไทยในเยอรมัน ปลอบคนอกหักไม่หนักเท่าเจ็บตายติดคุกปลุกเยียวยาด่วน